ที่อยู่อาศัย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ที่อยู่อาศัย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 25 Mar 2026 03:49:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 “Stillness is the New Statement” นิยามใหม่ของความหรูหรา ที่เรียบง่าย แต่งดงาม ณ STILL Sukhumvit 20 https://thestandard.co/life/stillness-luxury-sukhumvit-20/ Wed, 25 Mar 2026 04:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1190365 ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย

‘Quiet Luxury’ หรือความหรูหราแบบเรียบง่ายแบบไม่ต้องตะโก […]

The post “Stillness is the New Statement” นิยามใหม่ของความหรูหรา ที่เรียบง่าย แต่งดงาม ณ STILL Sukhumvit 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย

Quiet Luxuryหรือความหรูหราแบบเรียบง่ายแบบไม่ต้องตะโกน กำลังถูกเปลี่ยนผ่านจากเทรนด์ให้กลายเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตที่เน้น ‘Quality over Quantity’ คือ ‘สถานะ’ ใหม่ของกลุ่มคนที่มองว่า ความหรูหราคือมาตรฐานปกติของชีวิต (Ordinary Life) ก้าวข้าม ‘โลโก้’ ที่ตะโกนบอกยี่ห้อแต่เน้นไปที่ความประณีตและวัสดุที่ยอดเยี่ยม การเป็นเจ้าของสิ่งของที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่ตามเทรนด์แต่เน้นความคงทนและดีไซน์ที่ไม่ตกยุค เป็นความหรูหราที่สื่อสารกับคนที่ ‘มองเห็น’ และ ‘เข้าใจ ในคุณค่าเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องโอ้อวด สะท้อนความมั่นใจที่มาจากภายใน จนไม่จำเป็นต้องใช้สัญลักษณ์ภายนอกมาช่วยยืนยันตัวตน

 

โดยเฉพาะในโลกที่ทุกคน ตะโกนผ่านโซเชียลมีเดีย ความนิ่ง จะกลายเป็นนิยามใหม่ของ Luxury Movement สิ่งที่พวกเขามองหาคือความลุ่มลึกที่แฝงอยู่ในรายละเอียด แนวคิด ‘Stillness is the New Statement’ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสะท้อนตัวตนของกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้โลโก้แบรนด์มานิยามคุณค่าของพวกเขา

 

สอดคล้องกับรายงานของ Knight Frank Wealth Report พบว่า กลุ่ม Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ทั่วโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเอเชียกำลังหันเข้าสู่ ‘Understated Elegance’ แทน ‘Loud logos’ ยิ่งในกลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อมกับความมั่งคั่งก็มองความหรูหราเป็นเรื่องปกติ ‘Luxury is Ordinary’ ให้คุณค่ากับสิ่งที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ เช่น รสนิยม คุณภาพ และรายละเอียดเล็กๆ ไปจนถึงดีไซนที่มีเอกลักษณ์เพื่อต้องการบอกถึงตัวตนของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 1

 

Quiet Luxury’ นิยามความเรียบง่ายหรูหราของคนที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวตน 

 

เฉกเช่นเดียวกับ STILL Sukhumvit 20’ คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีจาก SC ที่หลอมรวมนิยาม Quiet Luxury ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

เริ่มต้นจากชื่อโครงการ ‘STILL’ ที่ไม่ได้สื่อถึงความหรูหราผ่านวัตถุ แต่คือ ‘ความนิ่ง’ ที่ลุ่มลึกพอจะทำให้คุณได้ยินเสียงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ในพื้นที่ที่ไม่ต้องอธิบายตัวตนเพื่อใคร

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 2

 

ท่ามกลางโลกที่ส่งเสียงดังเพื่อแข่งขันกันแสดงออก การเลือกที่จะ ‘นิ่ง’ กลับสะท้อนความมั่นใจที่หนักแน่นและเป็นอิสระ โดยไม่ต้องพิสูจน์ เพราะเขารู้จักตัวตนดีพอ ‘Stillness is the New Statement’ จึงกลายเป็นภาษาใหม่ของรสนิยมที่ทรงพลังโดยไม่ต้องบอก และเป็น ‘สถานะ’ ที่วัดได้จากการได้อยู่ในพื้นที่ของตัวเองอย่างสงบและมั่นคง  

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 3

 

ทุกองค์ประกอบ ถูกออกแบบอย่างตั้งใจ เรียบ สงบ และลุ่มลึกพอที่จะทำให้คุณหยุดและอยู่กับตัวเอง ผ่าน 3 หัวใจสำคัญสู่ความหรูหราเหนือกาลเวลา

 

ไม่ว่าจะเป็น ‘UNIQUE DESIGN’ อัตลักษณ์งานดีไซน์ที่สะท้อนรสนิยมผ่านความเรียบง่ายที่ทรงพลัง ด้วยการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่บ่มเพาะความงามตามกาลเวลา ทุกรายละเอียดของผิวสัมผัสถูกกลั่นกรองมาอย่างพิถีพิถัน แม้ตั้งอยู่ใจกลางสุขุมวิท แต่พื้นที่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตัดขาดจากความวุ่นวาย มอบความเงียบสงบที่ลุ่มลึกพอให้คุณกลับมาได้ยินเสียงของตัวเองอีกครั้ง นี่คือประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ฉีกออกจากนิยามความหรูหราแบบเดิม สู่พื้นที่ที่บอกเล่าตัวตนและคุณค่าที่คุณยึดถืออย่างแท้จริง

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 4

 

‘LOW DENSITY UNIT’ พื้นที่แห่งเอกสิทธิ์ที่มีเพียงไม่กี่คนได้ครอบครอง มอบสังคมคุณภาพที่คัดสรรมามาแล้วเพียง 124 ยูนิต บนที่ดินผืนงามขนาดกว่า 2 ไร่ ความเป็นส่วนตัวถูกให้ความสำคัญสูงสุดด้วยการจำกัดเพียง 7 ยูนิตต่อชั้น มอบอิสระในการใช้ชีวิตผ่านสเปซที่กว้างขวาง ยูนิตเริ่มต้น 2 ห้องนอนขนาดเริ่มต้น 85 – 124 ตรม. 3 ห้องนอน ขนาด 134 – 218 ตรม., 3 ห้องนอน Corner Suite ขนาด 217 – 235 ตรม., Junior Penthouse ขนาด 163 – 321 ตรม. ไปจนถึง Penthouse ขนาด 439 ตรม.พร้อมด้วยระบบ Private Lift ทุกยูนิต  

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 5ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 6

 

ขณะที่ ‘SERVICE’ เทียบเท่า Branded Residence ด้วยบริการดูแลที่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นบริการหลัก อย่าง 24-Hour Concierge Service ที่คอยดูแลความสะดวกสบาย จัดการการส่งอาหารและพัสดุ Food & Parcel Delivery ไปจนถึงการบริหารจัดการสิทธิพิเศษ Manage Social Club & Other Privileges ในโซน Social Club โดยทีมบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม และบริการตามความต้องการ (On-Demand Services) เป็นบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร 

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 7ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 8

 

ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพโดย Personal Trainer และ Spa Therapist, บริการ Private Chef สำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษ, การดูแลบ้านและสัตว์เลี้ยง (Home Maintenance & Pet Grooming) ไปจนถึงบริการระดับพรีเมียมอย่าง Limousine Service และ Medical Emergency ที่พร้อมดูแลกรณีฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้สะท้อนความเป็น Quiet Luxury ‘น้อยแต่มาก’ และเต็มไปด้วยคุณภาพในทุกรายละเอียด  

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 9

 

‘STILL Sukhumvit 20’ นิยามใหม่ของการอยู่อาศัย ใจกลางสุขุมวิท

 

ความหรูหราแบบ Quiet Luxury ไม่ได้หยุดอยู่ที่งานดีไซน์ แต่หยั่งรากลึกผ่าน ‘โลเคชั่น’ บนทำเลที่เชื่อมต่อจังหวะชีวิตเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ เอกลักษณ์ของย่านอโศก-สุขุมวิทนั้นมี Vibe เฉพาะตัวที่สอดประสานความ Nostalgic จากประวัติศาสตร์เข้ากับความทันสมัยไว้อย่างไร้ที่ติ ท่ามกลางแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ระดับเวิลด์คลาสและร้านอาหารมิชลินไกด์ พื้นที่แห่งนี้กลับซ่อนเสน่ห์ที่เงียบสงบและไม่เหมือนใครเอาไว้

 

ภาพบรรยากาศโครงการ STILL สุขุมวิท 20 สะท้อนแนวคิด “Stillness is the New Statement” ความหรูหราเรียบง่าย 10

 

ด้วยรากฐานของย่านผู้ดีเก่าแก่ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต สถาปัตยกรรมและบรรยากาศดั้งเดิมจึงยังคงหลงเหลืออยู่ จากบ้านเก่าท่ามกลางสวนใหญ่ริมถนนสุขุมวิท หรือ STILL House จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา ‘STILL Sukhumvit 20’ โครงการที่ถ่ายทอดแนวคิด Soulful Living ของความเป็นบ้านสุขุมวิท ทั้งความเป็น Heritage และ Timeless พร้อมนำองค์ประกอบสำคัญของบ้าน มาสู่การออกแบบที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมอย่างร่วมสมัย

 

ทุกองค์ประกอบจึงหลอมรวมให้ ‘STILL Sukhumvit 20’ คือตัวแทนที่สะท้อนสถานะนิยามใหม่ ‘Stillness is the New Statement’ พื้นที่แห่งนี้คือคำตอบของความหรูหราแบบเรียบง่ายที่ไม่ต้องตะโกน แต่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มองหา ‘คุณค่า’ ในความนิ่งสงบ ทว่าหรูหราอย่างแท้จริง

The post “Stillness is the New Statement” นิยามใหม่ของความหรูหรา ที่เรียบง่าย แต่งดงาม ณ STILL Sukhumvit 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล https://thestandard.co/happitat-bangna-office-retail-project/ Thu, 19 Mar 2026 03:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1186482 ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด

หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเร […]

The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด

หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเริ่มได้เห็นจังหวะการโหมกระแสข่าวการเตรียมเปิดตัวของอีกหนึ่งโครงการยักษ์ใหญ่ย่านบางนาที่หลายคนรอคอยอย่าง “Happitat (แฮปปี้แทท)” ซึ่งเตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้แล้ว

 

นั่นหมายความว่า ในวันที่คุณได้อ่านบทความชิ้นนี้ของ THE STANDARD WEALTH โครงการ Happitat ก็จ่อจะเปิดให้บริการแล้วนั่นเอง!

 

ในบทความนี้ THE STANDARD WEALTH จึงอยากชวนมาวิเคราะห์ 4 เหตุผลสะท้อนมุมมองว่า เพราะเหตุใด? โครงการ Happitat แห่งนี้ ถึงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจ ทั้งในมุมผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังมองหาสถานที่จัดตั้งออฟฟิศสำนักงาน เรื่อยไปจนถึงพื้นที่เช่าสำหรับการทำหน้าร้าน

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 1

 

1. ผู้บุกเบิกการสร้าง Destination ที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสบการณ์ความสุข” สำหรับคนทุกช่วงวัย

 

ตรงตามชื่อโครงการแบบเป๊ะๆ Happitat คือโครงการในเครือบริษัท แอ็กซตร้า แฮปปี้แทท จำกัด (Axtra Happitat Co.,Ltd) ที่ตั้งอยู่ริมถนนบางนา-ตราด กม.7 ซึ่งตั้งชื่อให้พ้องและเล่นคำกับคำว่า Happiness หรือความสุข กับ Habitat หรือถิ่นที่อยู่อาศัย เมื่อรวมกัน Happitat จึงหมายถึง “อาณาจักรแห่งความสุข” 

 

ไม่เพียงแต่ชื่อโครงการเท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของ Axtra Happitat ยังรวมถึงความตั้งใจในการพัฒนาโครงการแห่งนี้ให้เป็นเสมือน Destination 

 

เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวโมเมนท์แห่งความสุขไปด้วยกันได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาผ่านนิยาม The Magical Destination of Happiness หรือจุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ

 

ดังนั้นกระบวนการคิดของพวกเขาในการพัฒนาพื้นที่จึงไม่เหมือนกับ Landlord รายอื่นๆ เพราะแม้จะยังเน้น footfall และทราฟฟิกคนเข้าพื้นที่อยู่ แต่สิ่งที่เป็น Northstar ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการออกแบบทุกประสบการณ์ ทุก Journey และทุก ๆ Touchpoints ที่เกิดขึ้นภายในโครงการแห่งนี้ให้ตอบโจทย์การเติมเต็มความสุขให้กับผู้เข้ามาใช้บริการให้ได้จริง

 

เพราะถึงแม้ ความน่าดึงดูดของร้านค้า แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดอีเวนต์ที่น่าสนใจ จะถือเป็นปัจจัยสำคัญประการต้นๆ ที่ส่งผลต่อการดึงดูดผู้คนให้มายังพื้นที่ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Happitat มองว่า “ความสุข” ต่างหากที่เป็น Engine สำคัญในการขับเคลื่อน Positive Impacts ในโครงการ

 

ยิ่งคนมีความสุข พวกเขาก็จะยิ่งใช้เวลาที่โครงการมากและนานขึ้น 

 

และยิ่งคนใช้เวลาที่โครงการนานจนเกิดความผูกพันธ์กับสถานที่ ผลที่ตามมาก็จะทำให้ Return Rate หรืออัตราการกลับมาใช้บริการที่โครงการ Happitat ซ้ำเพิ่มสูงตามอย่างมีนัยยะ

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวที่ “ยั่งยืน” แทบทั้งสิ้น ทั้งยังให้ผลได้ดีเยี่ยมมากกว่าการทุ่มอัดโปรโมชันหวือหวาเพียงครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสถานที่นั้นๆ สามารถสร้าง Bonding ในเชิงความรู้สึก อารมณ์ความสุขมวลรวมให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เดินทางมาใช้บริการได้สำเร็จจริง

 

เหนือสิ่งอื่นใด Happitat ยังมีการนำ “ดัชนีความสุข” หรือ Happiness Index เข้ามาใช้เป็นหนึ่งใน KPI ชี้วัดประสิทธิภาพตัวโครงการในเชิงการส่งต่อประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้โครงการสามารถปรับปรุงทุกส่วนสัด ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้ตอบโจทย์ความประทับใจของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ผู้เช่า และทุก Stakeholders ที่เกี่ยวข้องได้อย่างรอบด้าน 

 

ตลอดจนสร้างความสดใหม่ให้กับ Destination แห่งนี้อยู่เสมอ แถมยังสะท้อนความจริงจังว่า Happitat จริงจังกับประเด็นด้านความสุขที่จะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 2ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 3

 

2. บางนา = Landmark ศักยภาพที่อัดแน่นไปด้วยประชากรที่มี Real Demand ซื้อเพื่ออยู่และอนาคตที่สดใสในทุกอณู

 

ในเชิงพื้นที่ทำเลที่ตั้ง ย่านบางนาถือเป็นทำเลสำคัญที่เหล่า Developer ผู้พัฒนาโครงการแทบทุกเจ้าต่างก็มุ่งหน้ามาปักหมุดหมายพัฒนาโครงการของตัวเองอย่างคึกคัก

 

ไม่เพียงแต่อยู่ใกล้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเป็นพื้นที่สำคัญในฐานะ Gateway เพื่อมุ่งหน้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC แต่ย่านบางนายังได้ชื่อว่าเป็น ทำเลศักยภาพที่กลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากมองหาโครงการบ้านต่างๆ เพื่ออยู่อาศัยจริงอีกด้วย

 

ข้อมูลจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า บางนาเป็นทำเลอันดับ 1 ที่มี Real Demand จากผู้บริโภคที่เล็งซื้อเพื่ออยู่อาศัยสูงสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่สำคัญ และคาดว่าในช่วงต่อจากนี้จำนวนประชากรเข้ามาทำงาน-อยู่อาศัยในโซนนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 60,000 – 120,000 คน

 

ขณะที่จากการเปิดเผยของ Axtra Happitat เองพบว่า กลุ่มลูกค้าของ Happitat ที่วางเอาไว้คือกลุ่มผู้อยู่อาศัยในย่านบางนาในรัศมีไม่เกิน 7 กม. ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ใช้บริการสำนักงานและนักท่องเที่ยว ทำให้โครงการแห่งนี้จึงสามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มลูกค้าคุณภาพและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน

 

จะเห็นได้ว่าย่านบางนา ไม่เพียงแต่เป็นทำเลที่ผู้คนคาดหวังจะมาใช้ชีวิตอยู่อาศัยมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำเลแห่งนี้ยังถือเป็นหนึ่งในย่านร้อนแรงที่กำลังเติบโตในมุมมองของการเป็น “ที่ตั้งสำนักงาน” เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการขยายฐานธุรกิจมายังโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

 

ประจวบเหมาะกับโครงการ Happitat เองก็มี The Hilltop Offices อาคารสำนักงานระดับ Grade A ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทและองค์กรที่ต้องการพื้นที่ทำงานคุณภาพ ใกล้ชิดธรรมชาติ ในทำเลศักยภาพนี้ นั่นจึงทำให้ Happitat มีความพร้อมในการรองรับดีมานด์ความต้องการจากฝั่งออฟฟิศสำนักงานแบบติ๊กถูกทุกประการ

 

ยิ่งไปกว่านี้ ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า นอกเหนือจาก Happitat ย่านบางนายังมีโครงการสเกลใหญ่ๆ อีกมาก ทั้งที่เปิดให้บริการไปแล้วอย่าง Cloud 11 หรือแม้กระทั่ง Bangkok Mall ที่เตรียมเปิดให้บริการในอนาคตก็ล้วนแต่ส่งผลดีต่อการพัฒนาทำเลย่านบางนาให้คึกคักและดึงดูดกำลังซื้อมารวมกันอยู่ยังพื้นที่โซนนี้ได้อย่างหวือหวา น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยใช้ชีวิตแบบ 24/7, กลุ่มพนักงานออฟฟิศ องค์กรธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง ยังไม่นับรวม Expat หรือบุคลากรจากต่างชาติที่ต้องแวะเวียนเข้ามายังละแวกใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากฝั่งสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้บางนาเกิดพลวัตรและเต็มไปด้วยโอกาสขนาดมหาศาล

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 4

 

3. ยกระดับ Values การใช้เวลาในโครงการให้เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างมีคุณค่า

 

ย้อนกลับไปในข้อที่ (1.) อีกสักครั้ง เพราะ Purpose หลักของโครงการ คือ การทำให้แขกคนสำคัญที่เข้ามาเยือนทุกคนมีความสุขที่สุด และใช้เวลาที่พวกเขามีไปกับโครงการให้ได้มากที่สุด ไม่ว่ากลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในเจเนอเรชันใดหรือมีไลฟ์สไตล์แบบใดก็ตาม

 

ทุกกระเบียดนิ้วของพื้นที่กว่า 200,000 ตร.ม. ภายในโครงการ Happitat จึงถูกออกแบบภายใต้ Logic ที่เชื่อในเรื่อง “กลไกขับเคลื่อนพฤติกรรม” ซึ่งจะวางโครงสร้างทุกอย่างให้เกิดการไหลเวียนของประสบการณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อาคารหลังแรกไปจรดอาคารสุดท้ายแบบไร้รอยต่อ 

 

ไม่ว่าจะอาคาร Bloominas, Wonderwild หรือ Festie Town ทุกโซนล้วนออกแบบให้เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่โซนกิน-เดิน-พักผ่อน ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้เวลาในตัวโครงการได้อย่างไร้รอยต่อ ตลอดทั้งวัน

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 5

 

ที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้เป็นอันขาดคือพื้นที่ธรรมชาติและ “ป่า” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายใต้ Happitat ซึ่งจะช่วยให้ทุกชีวิตที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ JOMO (Joy of Missing Out) หลีกหนีทุกความวุ่นวายและความเร่งรีบของจังหวะเมืองมาพักผ่อน ฮีลใจที่โซนธรรมชาติแบบสะดวกสบาย

 

Happitat จึงถูกออกแบบมาสำหรับการเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้อย่างแท้จริง เป็นทั้งพื้นที่กิจกรรมครอบครัว สถานที่จัดกิจกรรมหรือ Event รองรับกลุ่ม Fandom ที่หลากหลาย

 

โดยทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีส่วนในการสรรค์สร้างความทรงจำและประสบการณ์แปลกใหม่ ทำให้การใช้เวลาที่ Happitat มีคุณค่ากับผู้ที่มาเยือนมากที่สุด ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ทุกโมเมนท์ ทุกจังหวะชีวิตใน Happitat กลายเป็น Values Moment หรือช่วงเวลาและประสบการณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่าที่ผู้มาใช้บริการทุกคนได้รับกลับไปอย่างแท้จริง 

 

ยิ่งลูกค้ามาใช้บริการที่ตัวโครงการ Happitat ต่อครั้ง ใช้ระยะเวลานานจนเกิดกลายเป็นช่วงเวลาล้ำค่า มีโมเมนท์ Values น่าจดจำ นั่นก็ยิ่งหมายถึงโอกาสในการสร้าง Conversion ของร้านค้าต่างๆ จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยอย่างสอดรับกัน

 

ไม่ว่าจะ กิน-ดื่ม ที่ร้านอาหารต่าง ๆ, การเสพประสบการณ์ความบันเทิงหรือการผ่อนคลายในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การรับชมภาพยนตร์ ชมโชว์หรือการแสดง ทำเวิร์คช้อปต่างๆ  ฯลฯ, การใช้จ่ายซื้อสินค้า ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่พวกเขามีความสุข พร้อมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการ

 

ยิ่งไปกว่านั้น การสร้าง Conversion หรือการปิดการขายยังเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” ของกระบวนการสร้าง Loop ที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น เพราะหากร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ สามารถต่อยอดโอกาสในการขายไปสู่โอกาสการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าของตนเอง ทั้งหมดก็จะนำไปสู่การที่ผู้บริโภคและลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ที่พวกเขาซื้อสินค้าได้ในระดับความรู้สึก จนเกิดกลายเป็นความผูกพันที่หยั่งรากลึกในระยะยาว

 

และนำไปสู่การซื้อซ้ำหรือกลับมาใช้บริการซ้ำในที่สุด

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 6

 

4. โฟกัสคนทุก Gen รองรับทุกไลฟ์สไตล์ผ่านพื้นที่แห่งความสุขร่วมกัน

 

ความท้าทายสำคัญของ Developers (ผู้พัฒนาโครงการ) หรือ Community Space ทุกเจ้าในปัจจุบันคือเลนส์การพัฒนาพื้นที่แบบ Inclusive ที่ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงวัยให้ได้ 

 

ไม่ใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึง “ทุกคน”

 

เหตุผลก็เพราะ ครอบครัวในปัจจุบันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลายบ้านแพลนการมีบุตรหลาน ขณะที่อีกหลายๆ ครอบครัวแม้มีธงในใจชัดเจนว่าอาจจะไม่อยากมีบุตร แต่พวกเขาก็รับน้องหมาน้องแมวมาเลี้ยง สอดรับกับเทรนด์การเติบโตของ Pet Parents

 

เช่นเดียวกับในวันนี้ที่ประเทศไทยเริ่มมุ่งหน้าเข้าสู่ “Aging Society” หรือสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว คนเริ่มตระหนักในประเด็น Longevity มากขึ้น ทำให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริโภคก็จะยิ่งมี Lifespan หรืออายุที่ยืนตามไปด้วย

 

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาและโจทย์สำคัญมากๆ ที่เหล่า Developers โครงการ Space ต่างๆ ล้วนต้องตระหนักรู้และให้ความใส่ใจ

 

ซึ่งสำหรับ Happitat พวกเขาเน้นย้ำการให้ความสำคัญในประเด็น Multi-Gen Destination แทบจะเทียบเท่าหรือพอๆ กับความตั้งใจในการเป็นพื้นที่แห่งความสุขด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการออกแบบทุกอาณาบริเวณภายในโครงการจึงเกิดขึ้นผ่านแนวคิด Universal Design for All ที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้คน 

 

โดยที่ทุกองค์ประกอบของโครงการ ตั้งแต่การวางผัง, แปลนสถาปัตยกรรม, งานดีไซน์, พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นสาธารณะ ทั้งหมดล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ส่งเสริมการพบปะ การมีปฏิสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างไม่ทิ้งใครให้เดียวดายหรือนั่งเหงา และไม่รู้สึก Belong กับสถานที่แห่งนี้

 

ครอบครัวขนาดกลางและใหญ่มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกคน, เหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมวมี Pet Park สำหรับใช้เวลาร่วมกับลูกๆ สัตว์เลี้ยง, วัยทำงานมีพื้นที่พักผ่อนและจุดพบปะแฮงก์เอาต์ ขณะที่ผู้สูงอายุสามารถเดินเล่นหรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้อย่างสะดวกและสบาย 

 

และนอกเหนือจากการใส่ใจผู้คนในทุกช่วงวัยแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งใน Festie Town ยังถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Pet destination เพื่อตอบสนองเหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมว Pet Parents ผ่าน Pet Park เพื่อให้พาเหล่าลูกๆ ขนปุยที่พวกเขารักมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 

เมื่อไลฟ์สไตล์หลากหลาย ก็หมายถึงการมี Space ที่หลายหลากไว้รองรับกลุ่มผู้เช่าที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่มีอยู่อย่างหลายเฉดด้วยเช่นกัน ผลที่ตามมาจึงยิ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่ม Spending per visits ของผู้คนที่เดินทางมาใช้ชีวิตในโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้ง 4 มิติที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองที่น่าสนใจที่ส่งผลให้ Happitat เป็นโครงการร้อนแรงที่น่าดึงดูดทั้งในมิติเพื่อการทำสำนักงาน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์นั่นเอง 

 

และในปี 2569 นี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า Happitat จะสามารถพัฒนาออกมาได้ตรงตามเป้าหมายและความตั้งใจที่พวกเขามีในการมุ่งสร้างสรรค์พื้นที่ปลายทางแห่งการสร้างความสุขสำหรับผู้คนทุกช่วงวัยได้มากน้อยเพียงไร

The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
AP CODE: เมื่อความใส่ใจใน “การใช้งาน” คือหัวใจของการสร้างบ้าน https://thestandard.co/life/ap-code-functional-living/ Wed, 11 Mar 2026 11:56:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1184973 ภาพประกอบแนวคิด AP CODE: Functional Living การออกแบบบ้านที่ใส่ใจทุกฟังก์ชันการใช้งานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มต้นจากความลื่นไหลในทุกจังหวะของการ […]

The post AP CODE: เมื่อความใส่ใจใน “การใช้งาน” คือหัวใจของการสร้างบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด AP CODE: Functional Living การออกแบบบ้านที่ใส่ใจทุกฟังก์ชันการใช้งานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มต้นจากความลื่นไหลในทุกจังหวะของการใช้ชีวิต บ่อยครั้งที่ความหงุดหงิดเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน เช่น ปลั๊กไฟที่อยู่ผิดที่ผิดทาง พื้นที่ส่วนตัวที่ไม่เอื้อต่อการใช้สมาธิ หรือความกังวลต่อเหตุไม่คาดคิดในอนาคต กลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความสุขในการพักผ่อน การมี Living Quality ที่ดีในมุมมองของ AP จึงไม่ใช่แค่การออกแบบพื้นที่ให้สวยงาม แต่คือการออกแบบ “ฟังก์ชัน” ที่คิดเผื่อมาให้ครบ เพื่อให้บ้านทำหน้าที่ดูแลผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

 

AP CODE มาตรฐานที่เกิดจากการรับฟัง

 

หัวใจสำคัญเบื้องหลังการออกแบบบ้านของ AP คือ AP CODE หลักการและมาตรฐานการทำงานของ AP ที่มีรากฐานจากการรับฟังเสียงของผู้อยู่อาศัย มาผสานกับผลการวิจัยและการสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตจริง เพื่อสร้างงานออกแบบที่ตอบโจทย์ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่อง Functional Living ที่เราเชื่อว่าการใช้งานที่ดี คือพื้นฐานสำคัญของบ้านที่อยู่สบาย

 

ภาพประกอบแนวคิด AP CODE: Functional Living การออกแบบบ้านที่ใส่ใจทุกฟังก์ชันการใช้งานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี 1

 

Living Area หน้าบ้านและหลังบ้าน เพื่อชีวิตยืดหยุ่น

 

สำหรับบ้านเดี่ยวสมัยใหม่ การมีพื้นที่นั่งเล่นเพียงจุดเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความหลากหลายของกิจกรรม AP จึงออกแบบบ้านให้มี Living Area ถึง 2 จุด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่น

 

  • พื้นที่หน้าบ้าน: ออกแบบมาให้คุณได้โชว์ตัวตนและไลฟ์สไตล์ เป็นพื้นที่เปิดรับแขกหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวในบรรยากาศที่โปร่งสบายและสวยงาม

 

  • พื้นที่หลังบ้าน: เปลี่ยนมุมสงบหลังบ้านให้เป็นพื้นที่สำหรับปั่นงานหรือใช้สมาธิอย่างเต็มที่ แยกสัดส่วนออกจากความวุ่นวายหน้าบ้าน ช่วยให้การทำงานที่บ้าน (Work from Home) มีประสิทธิภาพและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

 

ภาพประกอบแนวคิด AP CODE: Functional Living การออกแบบบ้านที่ใส่ใจทุกฟังก์ชันการใช้งานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี 2

 

ตำแหน่งปลั๊กไฟที่ตอบไลฟ์สไตล์

 

ปลั๊กไฟไม่ใช่แค่ช่องจ่ายไฟ แต่คือจุดเริ่มต้นของความสะดวกสบาย จากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป AP จึงพัฒนาตำแหน่งการติดตั้งปลั๊กไฟให้เอื้อการใช้งานจริงในทุกมิติ

 

  • ปลั๊กที่โต๊ะอาหาร: จากการสังเกตพบว่าหลายคนมักใช้โต๊ะอาหารเป็นที่ทำงานหรือทำกิจกรรม และมักต้องลากปลั๊กพ่วงมาใช้ให้วุ่นวาย AP จึงติดตั้งปลั๊กไฟในระดับและจุดที่ใช้งานง่ายใกล้โต๊ะอาหาร เพื่อรองรับการทำงานและการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทันที

 

  • ปลั๊กแยกฝั่งในห้องนอน: เพื่อความสุขของคู่รักหรือผู้พักอาศัยที่นอนแยกฝั่งซ้าย-ขวา จึงมีการติดตั้งปลั๊กไฟแยกให้ทั้งสองฝั่งหัวเตียง เพื่อให้แต่ละคนสามารถชาร์จอุปกรณ์ส่วนตัวได้สะดวกโดยไม่ต้องแย่งพื้นที่กัน

 

  • การป้องกันที่เหนือกว่าด้วย Plug Cover: AP ติดตั้งฝาครอบปลั๊กไฟ (Cover) ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น ในห้องน้ำ เพื่อป้องกันละอองน้ำ และพื้นที่นอกบ้าน เพื่อป้องกันทั้งละอองฝนและแมลงที่อาจเข้าไปสร้างความเสียหายต่อระบบไฟ

 

ภาพประกอบแนวคิด AP CODE: Functional Living การออกแบบบ้านที่ใส่ใจทุกฟังก์ชันการใช้งานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี 3

 

ยกระดับลิฟต์สูงจากพื้น อุ่นใจเมื่อเจอภัยพิบัติ

 

สำหรับที่อยู่อาศัยระดับ Luxury อย่างโครงการบ้านกลางเมือง CLASSE AP ใส่ใจรายละเอียดเรื่องโครงสร้างของระบบลิฟต์ส่วนตัว โดยการยกระดับตัวลิฟต์ให้สูงกว่าพื้นทั่วไป นี่คือนวัตกรรมที่คิดเผื่อไว้สำหรับเหตุไม่คาดคิด พื้นที่ที่ถูกยกสูงขึ้นนี้จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ช่วยให้ระบบยังคงทำงานได้อย่างปกติและปลอดภัย สร้างความอุ่นใจว่าบ้านหลังนี้ถูกคิดมาเพื่อรับมือกับทุกสภาวะอย่างแท้จริง

 

ภาพประกอบแนวคิด AP CODE: Functional Living การออกแบบบ้านที่ใส่ใจทุกฟังก์ชันการใช้งานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี 4

 

มาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตที่ลื่นไหล

 

เพราะความสุขที่แท้จริงคือการได้อยู่ในที่ที่ทุกอย่าง “ถูกจัดวางมาอย่างพอดี” การใส่ใจในรายละเอียด Functional Living ภายใต้มาตรฐาน AP CODE คือคำมั่นสัญญาว่า AP ยังคงรับฟังและพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนทุกอุปสรรคของการใช้ชีวิตให้กลายเป็นความสะดวกสบายที่ยั่งยืน และสร้าง Living Quality ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

 

“เอพี ไทยแลนด์ – ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้”​

อัปเดตข่าวสารโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดฯ จากเอพี ไทยแลนด์ ตลอดปี 2026 นี้  คลิก ›

 

#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing

#APLivingQuality #LivingQualityในแบบคุณ #APThai #ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้

#APCODE

The post AP CODE: เมื่อความใส่ใจใน “การใช้งาน” คือหัวใจของการสร้างบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Frasers Property Thailand มุ่งเป้าเติบโตปี 2026 ด้วยจุดแข็ง Multi-Asset Class Portfolio [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/frasers-property-2026-multi-asset/ Tue, 10 Mar 2026 08:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1184554

หลังจากปี 2025 Frasers Property Thailand (FPT) ผู้นำด้า […]

The post Frasers Property Thailand มุ่งเป้าเติบโตปี 2026 ด้วยจุดแข็ง Multi-Asset Class Portfolio [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากปี 2025 Frasers Property Thailand (FPT) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยได้สร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายได้รวม 14,686 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,455 ล้านบาท

 

ในปี 2026 FPT วางกลยุทธ์การเติบโตอย่างชัดเจนผ่าน Multi-Asset Class Portfolio ที่ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย (Resdential) อุตสาหกรรม (Industrial) และพาณิชยกรรม (Commercial Mixed-use)

 

หัวใจสำคัญคือการกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลของรายได้ ผ่านพอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์หลากหลาย โดยโครงสร้างพอร์ตในปัจจุบันประกอบด้วย

 

  • Industrial สัดส่วน 50%
  • Residential สัดส่วน 40%
  • Commercial Mixed-use สัดส่วน 10%

 

Industrial & Logistics เครื่องยนต์หลักของการเติบโต

 

FPT มุ่งขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่าในทำเลยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับดีมานด์จากการปรับโครงสร้างของซัพพลายเชนและการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในอาเซียน

 

  • Pipeline จำนวน 6 โครงการ (พื้นที่ประมาณ 188,000 ตารางเมตร)
  • AUM รวม 4 ล้านตารางเมตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.8 ล้านตารางเมตร

 

Industrial Estate การปูฐานการเติบโตแห่งอนาคต

 

นอกจากสินทรัพย์ให้เช่า FPT ยังขยายการเติบโตระยะยาวด้วยธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร รองรับการลงทุนใน EEC

 

  • ARAYA The Eastern Gateway มี Land Bank รวม 4,600 ไร่ ปี 2025 ขายได้ 600 ไร่ ปีนี้ตั้งเป้าปิดดีล 400 ไร่
  • เตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรี พื้นที่กว่า 2,200 ไร่

 

Residential เดินหน้าเติบโตอย่างมั่นคง

 

FPT ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ ออกแบบสินค้าและบริการโดยยึดความต้องการลูกค้าเป็นสำคัญ เลือกสรรทำเลที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์การอยู่อาศัย

 

  • โครงการเปิดใหม่ 4 โครงการ
  • มูลค่าโครงการรวม 7,300 ล้านบาท

 

Commercial Mixed-use เสริมเสถียรภาพรายได้ระยะยาว

 

ธุรกิจ Commercial Mixed-use มาจากพอร์ตอาคารสำนักงานคุณภาพสูงและรีเทลในย่าน CBD โดยปีนี้ได้ Synergy การทำงานร่วมกับโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok)

 

  • AUM รวม 1.84 ล้านตารางเมตร ใหญ่ที่สุดในไทย
  • มี 7 โครงการมิกซ์ยูส และ 10 อาคารสำนักงานใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT

 

เป้าหมายเติบโต 15,045 ล้านบาทด้วย Multi-Asset Class Portfolio

 

จากแผนงานทั้งหมด FPT ตั้งเป้ารายได้ปี 2026 ไว้ที่ 15,045 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนการเติบโตที่มาจากการขยายสินทรัพย์ มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย บริหารพอร์ตอย่างสมดุล เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการเร่งขยายเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือไล่ตามวัฏจักรตลาดระยะสั้น 

 

FPT ไม่ได้มองการเติบโตเป็นเพียงตัวเลขในงบการเงิน แต่เป็นกระบวนการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว พร้อมรับมือกับความผันผวน และต่อยอดโอกาสใหม่ในอนาคตอย่างมีระบบ

 

 

The post Frasers Property Thailand มุ่งเป้าเติบโตปี 2026 ด้วยจุดแข็ง Multi-Asset Class Portfolio [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
AP Code คืออะไร ทำไมถึงเป็นประเด็นสำคัญในงานแถลงทิศทางธุรกิจ AP THAI ปี 2569 https://thestandard.co/ap-code-business-direction-2026/ Thu, 05 Mar 2026 10:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1184476 ภาพประกอบแนวคิด AP Code และแผนธุรกิจ AP THAI ปี 2569

ท่ามกลางงาน AP 2026 Business Direction งานแถลงทิศทางธุร […]

The post AP Code คืออะไร ทำไมถึงเป็นประเด็นสำคัญในงานแถลงทิศทางธุรกิจ AP THAI ปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด AP Code และแผนธุรกิจ AP THAI ปี 2569

ท่ามกลางงาน AP 2026 Business Direction งานแถลงทิศทางธุรกิจและแผนดำเนินงานประจำปี 2569 ของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ AP THAI หรือ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านพ้นไปในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมีนัยยะคือแนวคิด “AP Code” ซึ่งถือเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนองค์กรในปีนี้

 

แต่ก่อนจะไปลงลึกว่า AP Code คืออะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับแผนการพัฒนาโครงการของ AP THAI ในปี 2569 เราขอพาคุณมาสรุปภาพรวมของ แผนการดำเนินธุรกิจ AP Thailand ปี 2569 กันก่อน

 

ภาพประกอบแนวคิด AP Code และแผนธุรกิจ AP THAI ปี 2569 2

 

1. สรุปประเด็นสำคัญ AP 2026 Business Direction แนวทางดำเนินธุรกิจ AP THAI ปี 2569 เป็นอย่างไร

 

1.1. ผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา (2568) ของ AP THAI เป็นอย่างไร?

 

  • ยอดขายสุทธิ (Net Presales) สูงสุดในอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย คิดเป็นมูลค่ารวมที่ 46,865 ล้านบาท จำแนกรายละเอียดสำคัญได้เป็น
  • รายได้รวม (Revenue) สูงสุดในอุตสาหกรรมฯ เช่นเดียวกัน ซึ่งรวมจากสินค้ากลุ่มแนวราบ (Low-rise), กลุ่มคอนโดมิเนียม (100% JV) และธุรกิจอื่นๆ รวมสูง 45,994 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ (Net Profit) เท่ากับ 4,316 ล้านบาท
  • สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.64 เท่า (เป็นไปตามนโยบายในการบริหารจัดการสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนในระดับที่ไม่เกิน 1 เท่า)
  • ณ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้มูลค่า 35,936 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าแนวราบมูลค่า 15,862 ล้านบาท และสินค้าคอนโดมิเนียม มูลค่า 20,074 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2572

 

ภาพประกอบแนวคิด AP Code และแผนธุรกิจ AP THAI ปี 2569 3

 

1.2. แผนเปิดตัวโครงการใหม่มีกี่โครงการในปี 2569 (จำนวน) ? : 42 โปรเจกต์ มูลค่ารวมประมาณ 55,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าการลงทุนที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรม ณ ปัจจุบัน จำแนกเป็น

 

  • โครงการแนวราบ (Low-rise) – รวม 27 โครงการ มูลค่า 31,400 ล้านบาท
  • โครงการคอนโดมิเนียม – รวม 7 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท
  • โครงการในต่างจังหวัด Upcountry – (ผ่านแบรนด์อภิทาวน์) รวม 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท โดยทาง AP THAI ย้ำว่าตั้งแต่ปี 2569 ไปจนถึงปี 2570 เป็นต้นไป AP THAI จะรุกหนักการขยายโครงการต่างจังหวัดมากขึ้น
  • หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ อภิทาวน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง คือการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาโครงการให้ เทียบเท่ากับโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งในด้านการออกแบบ คุณภาพวัสดุ และฟังก์ชันการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด “7-Better” ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการอยู่อาศัยดังกล่าว
  • รวมในปี 2569 โครงการมากกว่า 200 โครงการภายใต้พอร์ตของ AP THAI จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ
  • ตั้งเป้ายอดขาย Net Presale ที่ 49,000 ล้านบาท และเป้ารายได้รวม (100% JV) ที่ 49,000 ล้านบาท
  • ตั้งเป้างบประมาณการซื้อที่ดินมูลค่า 15,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 22%)

 

ภาพประกอบแนวคิด AP Code และแผนธุรกิจ AP THAI ปี 2569 4

 

2. AP Code คืออะไร เปิดยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING เพื่อส่งต่อ Living Quality ให้กับลูกค้าทุกคน

 

แผนการดำเนินงานปี 2569 ของ AP THAI จะดำเนินไปภายใต้ยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING : รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร AP Thailand ระบุว่า แผนการดำเนินงานของ AP ในปี 2569 จะดำเนินไปภายใต้ “ยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING” ผ่าน AP Code

 

แล้ว AP Code คืออะไร?

 

‘AP Code’ คือ แนวคิดหลักที่บุคลากรเอพี ไทยแลนด์ทุกคนยึดถือเป็นมาตรฐานในการทำงานที่เริ่มต้นจากความเข้าใจคุณภาพชีวิตจริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการออกแบบและก่อสร้าง ไปจนถึงปลายน้ำอย่างงานบริการและการตลาด

 

ทุกกระบวนการล้วนมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการตอกย้ำวิสัยทัศน์ Empower Living เพื่อสร้าง Living Quality และส่งมอบ ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ ให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เอพีเน้นย้ำและพิสูจน์ให้เห็นมาอย่างต่อเนื่องตลอดที่ผ่าน

 

โดยเมื่อลงลึกไปในเชิงยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ภายใต้ AP Code ก็ประกอบไปด้วย 5 เสาหลักด้วยกัน ได้แก่

 

เสาหลักที่ 1 Code of Empathy – มาตรฐานการพัฒนา ขับเคลื่อนจากความเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง

 

  • AP THAI พัฒนาสินค้าและบริการโดยตั้งต้นจาก ความเข้าใจชีวิตจริงของลูกค้าในทุกมิติ ผ่านการวิเคราะห์ Multi-Persona ที่หลากหลาย

 

  • ใช้ Empathy เป็นคีย์หลักในการค้นหา Unspoken Needs หรือความต้องการที่ลูกค้าไม่ได้พูดออกมาโดยตรง

 

  • แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ตั้งแต่ 
    • การเลือกทำเลที่ดิน
    • วิธีคิดในการออกแบบ
    • การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง
    • การบริการหลังการขาย

 

  • ใช้แนวคิด In-Depth Multi-Persona Customization เป็น Engine วิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิต

 

  • แนวคิดดังกล่าวต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม

 

  • ครอบคลุมมากกว่า 18 Sub-Brands และกว่า 600 แบบบ้าน ในช่วงราคาตั้งแต่ 2–120 ล้านบาท

 

เสาหลักที่ 2 Code of Financial Discipline – มาตรฐานวินัยทางการเงิน

 

  • AP THAI ให้ความสำคัญกับ วินัยทางการเงิน (Financial Discipline) ในฐานะปัจจัยสำคัญที่หล่อเลี้ยงธุรกิจ

 

  • การรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัดช่วยสร้าง ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง (Structural Advantage) ให้กับองค์กร

 

  • ทำให้บริษัทสามารถ รักษาความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่อง และบริหารความเสี่ยงได้ดีในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ผันผวน

 

เสาหลักที่ 3 Code of Global Partnership – มาตรฐานความร่วมมือระดับสากล ยกระดับคุณภาพทุกมิติ

 

  • AP THAI มีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวกับ Mitsubishi Estate Co., Ltd. จากประเทศญี่ปุ่น
    • ความร่วมมือดังกล่าวช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน
    • ระบบการคิดองค์กร
    • วินัยการทำงานแบบญี่ปุ่น
    • มาตรฐานการก่อสร้างและบริหารโครงการ
    • การพัฒนาชุมชนและแนวคิดด้านความยั่งยืน

 

  • ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 13 ของการร่วมทุน และปัจจุบันทั้งสองมีโครงการร่วมทุนกว่า 32 โครงการ

 

  • คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการร่วมทุนที่มีมูลค่าและระยะเวลาการร่วมทุนที่สูงและยาวนานต่อเนื่องที่สุดในอุตสาหกรรม

 

เสาหลักที่ 4 Code of Organization Capability – มาตรฐานศักยภาพองค์กรต่อยอดความได้เปรียบในระยะยาว

 

  • AP THAI ยกระดับความสามารถขององค์กรทั้งระบบผ่านแนวคิด Capability Multiplier

 

  • ครอบคลุมการพัฒนาในหลายด้าน ได้แก่
    • โครงสร้างการบริหารองค์กร
    • การพัฒนาทรัพยากรบุคคล
    • การใช้เทคโนโลยี
    • การตัดสินใจเชิงข้อมูล

 

  • ใช้ Data, AI และ Technology เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของทุกส่วนในองค์กร

 

  • เป้าหมายคือทำให้องค์กร ปรับตัวได้เร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

เสาหลักที่ 5 Code of Sustainable Impact – มาตรฐานความยั่งยืน ส่งมอบคุณภาพชีวิตให้ผู้คน สังคม และโลก

 

  • AP THAI บูรณาการแนวคิดด้าน ESG เข้าไว้ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ครอบคลุมตั้งแต่
    • การออกแบบที่คำนึงถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อม
    • การทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านพลังงานและวัสดุก่อสร้างคุณภาพ
    • การบริหารจัดการของเสียจากการก่อสร้าง
    • การสร้างพื้นที่สีเขียวและคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน

 

  • ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภายใต้บทบาท Strategic Sustainability Partners

 

  • เป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง ความยั่งยืนในคุณภาพชีวิตของผู้คน สังคม และโลก

 

ภาพประกอบแนวคิด AP Code และแผนธุรกิจ AP THAI ปี 2569 5

 

3. AP ตั้งเป้าขับเคลื่อนธุรกิจและองค์กรภายใต้ความท้าทายของอุตสาหกรรมอย่างไร?

 

3.1. ความท้าทายในเชิงเศรษฐกิจและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ : ประธานฝ่ายบริหาร AP Thailand กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ส่วนตัวมองเห็นถึง “โอกาส” ในความท้าทายเชิงเศรษฐกิจ ทั้งการขยายภาคคมนาคม, การกระจายเครือข่ายคมนาคมไปยังภาคหัวเมืองต่าง ๆ

 

รวมถึงประเด็น “อัตราดอกเบี้ย” ที่ทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการประกาศปรับลดดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่ม Real Demand ที่อยากซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ๆ ให้มีทิศทางความรู้สึกเชิงบวกขึ้น

 

และประเด็นสุดท้ายคือ การที่ตลาด (อสังหาฯ) ในปัจจุบันจะทำการคัดสรร “ผู้เล่นที่แข็งแรงที่สุด” ให้โลดแล่นในตลาดและจับโอกาสที่มีได้ ซึ่งในที่นี้ผู้เล่นที่แข็งแรงก็คือ Developers ที่มีความพร้อมด้านสภาพคล่องและฐานะทางการเงินมากที่สุด

 

3.2. “วินัยทางการเงิน” เรื่องที่ AP ให้ความสำคัญไม่แพ้การส่งต่อชีวิตดี ๆ ที่เลือกเองได้ให้กับลูกบ้าน : รัชต์ชยุตม์ ย้ำว่า AP THAI เป็น Developer ที่ผ่านและฝ่าฟันวิกฤตทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้อย่างแข็งแกร่งมาโดยตลอด โดยสิ่งหนึ่งที่ยึดถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจเสมอมาคือ “วินัยทางการเงิน” (สอดคล้องกับเสาหลักที่ 2 ของยุทธศาสตร์ CODE OF FINANCIAL DISCIPLINE)

 

โดยที่ AP THAI จะมีการทำ Financial Health Monitoring ตรวจเช็กสุขภาพทางการเงินของบริษัทถี่ทั้งรายสัปดาห์และรายเดือนเพื่อให้มั่นใจได้ ซึ่งสะท้อนผ่านผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่

 

  • การรักษา Net D/E หรือสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.64 เท่า

 

  • เครดิตวงเงินจากสถาบันการเงินที่พร้อมให้กู้เบิกใช้เพื่อพัฒนาลงทุนโครงการที่ 18,880 ล้านบาท (Bank Available Credit)

 

  • ทุนจากโครงการร่วมทุน JV กับมิตซูบิชิ เอสเตท ที่ประมาณ 12,619 ล้านบาทซึ่งสามารถนำมาพัฒนาโครงการ JV ต่าง ๆ ภายใต้การทำงานร่วมกัน

 

  • Cash Inflow กระแสเงินสดจากการขายและโอนอสังหาริมทรัพย์ที่กระจายอยู่ในกว่า 200 โครงการที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

 

  • Capital Market Confidence ความเชื่อมั่นจากตลาดทุน สะท้อนผ่านการเสนอขายหุ้นกู้ที่ได้รับการตอบรับเกินเป้า (Oversubscription) พร้อมอันดับเครดิตองค์กรระดับ A แนวโน้ม Stable ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากทริสเรทติ้ง

 

ทั้งหมดนี้คือนิยามของ AP Code หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ที่จะช่วยผลักดันให้ AP THAI สามารถก้าวข้ามคลื่นความท้าทายที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และวิกฤตเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้อย่างแข็งแกร่ง

The post AP Code คืออะไร ทำไมถึงเป็นประเด็นสำคัญในงานแถลงทิศทางธุรกิจ AP THAI ปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bangkok-luxury-homes-demand/ Thu, 05 Mar 2026 04:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1184363 ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง

ตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร กำลังเข […]

The post บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง

ตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่น่าจับตา เพราะถึงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังเต็มไปด้วยความผันผวน แต่กำลังซื้อระดับบนกลับไม่ได้ชะลอตัวตาม

 

ตัวเลขจากแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ชี้ชัดว่ากลุ่มผู้ซื้อระดับบนยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มนักธุรกิจที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย, นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสในการปล่อยเช่า และชาวต่างชาติระดับผู้บริหารที่ต้องการที่พักอาศัยคุณภาพสูงในทำเลใจกลางเมือง

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีบ้านหรูเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 9,810 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 482,690 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้มีขนาดใหญ่และมีพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง สำหรับปีพ.ศ. 2568 มีอุปทานเปิดขายใหม่ 1,191 ยูนิต มูลค่ารวม 43,520 ล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากปีก่อนหน้าราวร้อยละ 20.49

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้พัฒนาเริ่มบริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยเปิดขาย มากกว่าการทุ่มเปิดตัวพร้อมกันหลายโครงการ

 

ทว่าเมื่อมองในฝั่งของความต้องการ ตัวเลขกลับสวนทาง ณ สิ้นปีพ.ศ. 2568 มีบ้านหรูที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 6,331 ยูนิต ขายไปแล้ว 3,895 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61.52 ด้วยมูลค่าที่โอนกรรมสิทธิ์ถึง 46,734 ล้านบาท สูงกว่าทุกช่วงราคาในตลาดบ้านจัดสรรกรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ตัวเลขนี้ยืนยันว่ากำลังซื้อระดับบนยังคงแข็งแกร่ง และตลาดบ้านหรูเป็นเซกเมนต์ที่ขับเคลื่อนมูลค่าของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 2

 

ใครคือผู้นำตลาดบ้านหรู

 

ข้อมูลจากคอลลิเออร์ส ประเทศไทย ณ สิ้นปีพ.ศ. 2568 ระบุว่า เอสซี แอสเสท ครองส่วนแบ่งตลาดบ้านหรูระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปมากที่สุด ด้วยสัดส่วนร้อยละ 15.70 ของอุปทานทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการขาย ตามมาด้วย เอพี ไทยแลนด์ ที่ร้อยละ 10.64, แสนสิริ ร้อยละ 8.34, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ร้อยละ 6.50 และ สิงห์ เอสเตท ร้อยละ 4.72 

 

ยิ่งไปกว่านั้น เอสซี แอสเสท ยังสร้างมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านจัดสรรในระดับราคาดังกล่าวได้สูงเกือบ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 21 ของมูลค่าการโอนรวมทั้งตลาด

 

ปัจจัยที่ทำให้ เอสซี แอสเสท ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ มาจากหลายมิติที่ทำงานร่วมกัน ทั้งยอดขายที่แข็งแกร่ง การออกแบบบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับบนได้อย่างตรงจุด และคุณภาพงานก่อสร้างที่สร้างความเชื่อมั่น รวมถึงการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายที่ต่อเนื่อง จนเกิดการบอกต่อในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอย่างเป็นธรรมชาติ

 

เป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มผู้ซื้อบ้านหรูในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสุทธิสูง (HNWIs) รุ่นอาวุโส แต่ยังรวมถึง ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’ อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปที่ประสบความสำเร็จเร็ว บางส่วนซื้อบ้านเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการทำคอนเทนต์ จัดงานปาร์ตี้ หรือเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว 

 

ขณะที่ตลาดเช่ายังให้ผลตอบแทนน่าสนใจ โดยค่าเช่าบ้านหรูในระดับนี้อยู่ระหว่าง 200,000-1,000,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีผลตอบแทนสูงและได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าดังกล่าวยังคงมีความต้องการที่ซ่อนตัวอยู่ในตลาด และยังมีการกระจายตัวในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดนี้ในอนาคต เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยในระดับหรูยังคงสูงและมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปในอนาคต

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 3

 

ทำเลและต้นทุนที่กำหนดเกมการแข่งขัน

 

‘ทำเล’ ยังคงเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจซื้อบ้านหรู คอลลิเออร์สพบว่าพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ราชพฤกษ์, ปิ่นเกล้า, บรมราชชนนี, เพชรเกษม-กาญจนาภิเษก, บางนา, พระราม 9, รามอินทรา และกรุงเทพกรีฑา ซึ่งล้วนเป็นทำเลที่เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก มีโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างก้าวหน้า และอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการพัฒนาก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกด้าน ราคาที่ดินในทำเลเด่นของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5-10 ต่อปี ค่าแรงในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 8-12 จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ 

ส่วนค่าก่อสร้างบ้านหรูขนาด 300 ตารางเมตร อยู่ที่ประมาณ 35,000-40,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าบ้านระดับราคาปกติที่อยู่ราว 20,000-25,000 บาทต่อตารางเมตร

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 4

 

ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องยังส่งผลให้บ้านในเซกเมนต์นี้มีแนวโน้มตั้งอยู่บนที่ดินขนาดเล็กลง แต่ถูกออกแบบเป็นทรงสูงขึ้นเพื่อรักษาพื้นที่ใช้สอยให้ครบครัน 

 

โดยบ้านเดี่ยวระดับนี้ส่วนใหญ่พัฒนาบนที่ดินขนาด 60-300 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอย 300-1,365 ตารางเมตร ในบางทำเลราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 30 ล้านบาท และอาจสูงถึง 80 ล้านบาทหรือมากกว่า

 

สนามแข่งขันปี 2569 วัดกันที่คุณค่า

 

คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่าตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในปีพ.ศ. 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่น (Wealth Transfer) รวมถึงนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพของตลาดเช่าที่ยังให้ผลตอบแทนดี

 

ด้านผู้พัฒนารายใหญ่ก็ยังคงเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่จะเน้นบริหารจังหวะการเปิดขายและเลือกทำเลอย่างรอบคอบมากขึ้น

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 5

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือเกณฑ์ในการตัดสินใจของผู้ซื้อ ปีพ.ศ. 2569 จะเป็นปีที่ ‘คุณภาพ’ การออกแบบ ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ การแข่งขันในตลาดนี้จึงเปลี่ยนทิศจากการวัดกันที่ปริมาณ ไปสู่การวัดกันที่คุณค่าและความแตกต่างของแต่ละโครงการ

 

ท่ามกลางสนามแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้พัฒนาที่จะยืนอยู่แถวหน้าได้ คือผู้ที่เข้าใจว่าลูกค้าระดับบนต้องการอะไร และส่งมอบสิ่งนั้นได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การออกแบบที่มีเอกลักษณ์, งานก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองได้ลงทุนกับสิ่งที่คุ้มค่า ซึ่งนี่คือเกมที่ เอสซี แอสเสท กำลังเดินอยู่

The post บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนไขแนวคิด AP Code – สร้าง Living Quality ให้ตอบโจทย์ด้วยการใส่ใจรายละเอียด https://thestandard.co/life/ap-code-living-quality/ Sat, 28 Feb 2026 09:30:19 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1182370 ชวนไขแนวคิด AP Code - สร้าง Living Quality

ทุกคนสามารถเลือกคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวเองได้ ทว่านิย […]

The post ชวนไขแนวคิด AP Code – สร้าง Living Quality ให้ตอบโจทย์ด้วยการใส่ใจรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนไขแนวคิด AP Code - สร้าง Living Quality

ทุกคนสามารถเลือกคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวเองได้ ทว่านิยามของ Living Quality ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างใส่ใจรายละเอียดเพื่อตอบโจทย์ชีวิตให้ตรงจุด มันเหมือนกับเวลาที่เราเจอปัญหาหากเผชิญหน้าอย่างใส่ใจและเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง นอกจากจะรู้ทางแก้ที่อาจมีตัวเลือกมากกว่าหนึ่งแล้วเรายังสามารถเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมที่สุดได้ด้วย การมี Living Quality ที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการมีที่อยู่อาศัยได้มาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดีเพียงเท่านั้นแต่ต้องตอบโจทย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง  

 

ชวนไขแนวคิด AP Code - สร้าง Living Quality ให้ตอบโจทย์ด้วยการใส่ใจรายละเอียด

 

ใส่ใจรายละเอียดเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงจุด

 

หนึ่งในหัวใจสำคัญของการใส่ใจรายละเอียดก็คือการเปิดใจรับฟังและต้องฟังอย่างเข้าใจ นั่นเป็นสิ่งที่ AP สั่งสมประสบการณ์ที่เริ่มด้วยการรับฟังลูกค้าจนนำมาสู่การสำรวจวิจัยความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่แท้จริง นอกจากนี้ AP ยังเปิดรับองค์ความรู้จากพันธมิตรระดับโลกเพื่อนำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้ในสร้างพื้นที่อยู่อาศัยให้น่าอยู่และตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น สิ่งสำคัญเหล่านี้ยังทำให้ AP ร่วมกันพัฒนาจนต่อยอดกลายมาเป็น AP CODE (The Code of Living Quality) ที่มากกว่าการเป็นมาตรฐานการออกแบบก่อสร้างแต่ยังกลายเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในทุกมิติด้วย

 

เปลี่ยนให้ใช่ ปรับให้ลงตัว

 

ในเรื่อง Space & Design ทาวน์โฮมมักสร้างเรียงชิดติดกันเป็นแผงยาวราวกับกำแพงคอนกรีตยักษ์ หนึ่งในปัญหาที่รับฟังมาก็คือการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้น้อยและยาก ประกอบกับวิถีคนรุ่นใหม่ที่อยู่กับงานจนไม่มีเวลาออกไปผ่อนคลาย  AP จึงปรับความคิดใหม่ด้วยการออกแบบ Pocket Garden เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทาวน์โฮมทุกหลัง นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นแล้วสวนกะทัดรัดนี้นอกจากจะทำให้อาคารดูมีชีวิตชีวาขึ้นแล้วก็ยังทำให้ผู้อยู่อาศัยสดชื่นและผ่อนคลายได้ทันทีที่บ้านตัวเอง

 

ชวนไขแนวคิด AP Code - สร้าง Living Quality ให้ตอบโจทย์ด้วยการใส่ใจรายละเอียด

 

เปลี่ยนให้ใช่ ปรับให้ลงตัว

 

ในเรื่องของ Architect Design สำหรับที่อยู่อาศัยรูปแบบ High Rise Condominium  AP ใส่ใจรายละเอียดเพื่อสร้างความพิเศษให้พื้นที่ด้วยการดีไซน์กระจกหน้าต่างให้หักมุม (บางอาคารหักมุมถึง 45 องศา) ทำให้แสงสะท้อนผ่านเข้ามาในห้องได้หลากหลายมิติและสร้างอารมณ์แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ยังช่วยปรับเปลี่ยนให้มุมมองภายในมีมิติน่าสนใจรวมถึงสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวได้ดีกว่าเดิม 

 

ชวนไขแนวคิด AP Code - สร้าง Living Quality ให้ตอบโจทย์ด้วยการใส่ใจรายละเอียด

 

เปลี่ยนให้ใช่ ปรับให้ลงตัว

 

ในเรื่องของ Facility & Service พื้นที่สีเขียวเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเมืองได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน การได้ออกกำลังกายหรือเดินเล่นในสวนสาธารณะร่มรื่นช่วยให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจดีขึ้นได้พร้อมกัน ตรงจุดนี้ AP จึงมีแนวคิดในการสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ด้วยหลักการ Openness to Biodiversity ที่เหมือนยกธรรมชาติมาอยู่ใกล้ชิดวิถีชีวิตคนเมืองมากขึ้น ภายในยิม AP เลือกใช้กระจกใสบานใหญ่เพื่อเปิดมุมมองให้เห็นสวนเขียวขจี ทำให้พื้นที่ออกกำลังกายในร่มสามารถผ่อนคลายได้ในตัว ส่วนสวนส่วนกลางก็ร่มรื่นด้วยหลากพันธุ์ไม้ ชวนให้เสียเหงื่อไปพร้อมกับการพักผ่อนหย่อนใจอย่างมีความสุข

 

ชวนไขแนวคิด AP Code - สร้าง Living Quality ให้ตอบโจทย์ด้วยการใส่ใจรายละเอียด

 

มาตรฐานที่เกิดจากการรับฟัง

 

แค่ใส่ใจรายละเอียดเพิ่มขึ้นก็สามารถสร้าง Living Quality ให้มีคุณภาพชีวิตสอดคล้องกับความต้องการได้และสามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ตรงจุดยิ่งขึ้น การเปิดใจรับฟังและตั้งใจเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่าเดิม อาจทำให้สิ่งที่ เรามองว่าเป็นอุปสรรคหรือปัญหากลายเป็นความท้าทายที่น่าเผชิญ และการได้ลงมือแก้ปัญหาให้ถูกวิธีอย่างเหมาะสมนอกจากจะแก้ปัญหาได้ถูกจุดแล้วผลลัพธ์นี้อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดียิ่งกว่าเดิม  

 

“เอพี ไทยแลนด์ – ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้”​

อัปเดตข่าวสารโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดฯ จากเอพี ไทยแลนด์ ตลอดปี 2026 นี้  คลิก ›

The post ชวนไขแนวคิด AP Code – สร้าง Living Quality ให้ตอบโจทย์ด้วยการใส่ใจรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอพี ไทยแลนด์ ต่อยอด Strategic Sustainability Partners สร้างห่วงโซ่ความยั่งยืน ยกระดับการอยู่อาศัย [PR News] https://thestandard.co/ap-thailand-living-quality-made-sustainable-strategy/ Fri, 27 Feb 2026 08:30:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1181987 เอพี ไทยแลนด์ ต่อยอด Strategic Sustainability Partners สร้างห่วงโซ่ความยั่งยืน ยกระดับการอยู่อาศัย [PR News]

เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ช […]

The post เอพี ไทยแลนด์ ต่อยอด Strategic Sustainability Partners สร้างห่วงโซ่ความยั่งยืน ยกระดับการอยู่อาศัย [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอพี ไทยแลนด์ ต่อยอด Strategic Sustainability Partners สร้างห่วงโซ่ความยั่งยืน ยกระดับการอยู่อาศัย [PR News]

เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ตอกย้ำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด Living Quality, Made Sustainable ต่อยอดความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และวัสดุก่อสร้างคุณภาพ ภายใต้บทบาทของ Strategic Sustainability Partners เพื่อร่วมกันสร้าง “ห่วงโซ่แห่งความยั่งยืน (Sustainable Value Chain)” และยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยของไทยให้ตอบโจทย์ ทั้งคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากความสัมพันธ์และการพัฒนาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี โดยเอพี ไทยแลนด์ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรชั้นนำของประเทศในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ทั้งการออกแบบ การคัดเลือกวัสดุ การก่อสร้าง การส่งมอบ และบริการหลังการขาย เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้อย่างแท้จริง

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอพี ไทยแลนด์ เชื่อมั่นว่าความยั่งยืนเริ่มต้นได้จาก “คุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวัน” มากกว่าเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงนโยบาย คือสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยสามารถสัมผัสได้จริงผ่านบ้านที่เอื้อต่อสุขภาพ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัสดุที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของผู้คน ชุมชน และสังคม ภายใต้แนวคิด Living Quality, Made Sustainable 

 

โดย “Living Quality” ในมุมมองของเอพี ไทยแลนด์ คือบ้านที่ส่งเสริมสุขภาพและการใช้ชีวิตในระยะยาว ลดการใช้พลังงาน เชื่อมโยงผู้คนกับชุมชน และพัฒนาโครงการให้เติบโตอย่างสมดุลกับเมืองและสังคม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนทุกวัน

 

เอพี ไทยแลนด์ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “Living Quality” อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบที่คำนึงถึงการระบายอากาศและการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม การคัดเลือกวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การควบคุมคุณภาพการก่อสร้างอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการดูแลหลังการขายที่สนับสนุนการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

เอพี ไทยแลนด์ ต่อยอด Strategic Sustainability Partners

 

สำหรับเอพี ไทยแลนด์ ความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใน “ห่วงโซ่แห่งความยั่งยืน” บริษัทจึงร่วมมือกับ Strategic Sustainability Partners ด้านวัสดุก่อสร้าง พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ 

 

โดยปัจจุบัน โครงการเอพี ไทยแลนด์ ใช้แนวทางด้านการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสัดส่วนการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถึง 78% จากงานโครงสร้าง งานสถาปัตย์ และงานระบบ ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการปรับกระบวนการทำงานทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง

 

กิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการคิด พัฒนา และทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำงานกับพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานที่มีมาตรฐานเดียวกัน และเติบโตไปด้วยกันในฐานะ Strategic Sustainability Partners เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”

The post เอพี ไทยแลนด์ ต่อยอด Strategic Sustainability Partners สร้างห่วงโซ่ความยั่งยืน ยกระดับการอยู่อาศัย [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก หมุดหมายใหม่ของบ้านลักชัวรีในปี 2026 [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/nantawan-prestige/ Tue, 24 Feb 2026 05:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1181089

การใช้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จและความมั่งคั่งมาอย่างยาวน […]

The post NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก หมุดหมายใหม่ของบ้านลักชัวรีในปี 2026 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

การใช้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จและความมั่งคั่งมาอย่างยาวนาน ย่อมถึงเวลาที่ต้องแสดงความเป็น “ที่สุด” ของชีวิต เพื่อเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จ

 

สิ่งที่สามารถสะท้อนรางวัลสูงสุดของชีวิตและเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจน คือ “บ้าน” ที่ไม่ใช่เพียงแค่บ้านที่มีมูลค่าสูงเท่านั้น เป็นบ้านที่อยู่อาศัยและดำเนินชีวิตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน มีคุณค่ามหาศาลที่ส่งต่อได้ และสามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใด ๆ บ้านจึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ ความมั่งคั่ง และตัวตน เป็นยิ่งกว่าที่อยู่อาศัย แต่เป็น Wealth Container สัญลักษณ์ที่สะท้อนความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

บ้านแบบไหนที่สะท้อนความมั่งคั่งของผู้ครอบครองในปี 2026?

 

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลักชัวรีไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง MarkNtel Advisors ระบุว่ามูลค่าตลาดในปี 2024 อยู่ที่ 71.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะขยายตัวถึง 88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 ขณะที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ชี้ความต้องการบ้านหรูยังสูง สะท้อนความมั่งคั่งของผู้ซื้อ

 

แล้วบ้านแบบไหนที่ตอบโจทย์ในตลาดลักชัวรี? บ้านระดับนี้ไม่ได้แข่งแค่ความใหญ่หรือใหม่ แต่ตัดสินด้วยเกณฑ์ซับซ้อนเดียวกันกับที่ใช้ประเมินสินทรัพย์ระดับบนอื่น ๆ

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

  1. คุณค่าของแบรนด์ (Brand Value) 

แบรนด์ดิ้งของบ้านหลังหนึ่งจะสามารถสะท้อนตัวตนของผู้อาศัยได้อย่างชัดเจนแบบไร้คำอธิบาย และถูกจดจำและถูกพูดถึงในกลุ่มคนที่เข้าใจความหมายเดียวกัน

 

  1. คุณภาพของทำเล (Location Quality)

ทำเลบ้านระดับพรีเมียมไม่ได้มีแค่ความสะดวกในการเดินทางหรือใกล้ศูนย์กลางธุรกิจเท่านั้น แต่สะท้อนวิถีชีวิตและรสนิยมเจ้าของบ้าน โดยต้องสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวสูงสุดและการเชื่อมต่อภายนอกได้ง่าย ทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนใหญ่สายหลักช่วยตอบโจทย์ชีวิตที่เหนือกว่าทั้งการเดินทางและความเป็นส่วนตัวอย่างลงตัว

 

  1. ความหายาก (Scarcity)

โครงการโดดเด่นด้วยจำนวนจำกัดเพียง 34 ยูนิตบนที่ดินขนาดใหญ่ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง ในทำเลราชพฤกษ์-พรานนก ซึ่งเป็นย่านบ้านหรูซัพพลายใหม่จำกัด โครงการวางตำแหน่งในเซ็กเมนต์ Super Luxury ด้วยขนาดบ้านและที่ดินที่เหนือกว่ามาตรฐาน ทำให้เป็นทรัพย์สินหายาก มีศักยภาพในการรักษามูลค่าในระยะยาว

 

  1. สภาพแวดล้อมทางสังคม (Social Ecosystem)

ปัจจัยสำคัญในการเลือกบ้านไม่ใช่แค่ตัวบ้าน แต่เป็น “เพื่อนบ้าน” หรือใครที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกัน ความรู้สึกที่ได้อยู่ท่ามกลางคนที่มีแนวคิดและไลฟ์สไตล์ชีวิตคล้ายกัน เป็นคุณค่าที่ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้

 

  1. คุณค่าในระยะยาว (Long-Term Value)

บ้านระดับนี้ถูกเลือกจากศักยภาพของคุณค่าที่จะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ทั้งจากทำเลที่หาได้ยาก จำนวนจำกัด และการออกแบบเหนือกาลเวลา ผู้ครอบครองคือผู้ที่มองเห็นอนาคตของความหายากก่อนใคร เลือกถือครองสินทรัพย์ที่ไม่เพียงรักษามูลค่า แต่สะสมความหมายและส่งต่อคุณค่าไปยังรุ่นถัดไปได้อย่างยั่งยืน

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

เมื่อพิจารณาคุณค่าทั้ง 5 ข้อนี้ จะเห็นได้ว่าเทรนด์การถือครองบ้านที่สะท้อนตัวตนและความมั่งคั่ง คล้ายคลึงกับสินทรัพย์ระดับบนจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่เป็นมากกว่าวัตถุใช้งาน แต่เป็นสัญลักษณ์สื่อสารตัวตนโดยไม่ต้องอธิบาย เช่น นาฬิการุ่นหายาก รถยนต์แบรนด์ดัง หรืองานศิลปะที่เลือกเพราะความหมาย ไม่ใช่เพียงฟังก์ชัน

 

NANTAWAN บ้านที่สะท้อนความเป็นที่สุดแห่งความมั่งคั่งในเครือ LAND & HOUSES

 

เมื่อมีบทสนทนาเรื่องบ้านที่สะท้อนความมั่งคั่งและลักชัวรีในไทยแล้วละก็ LH หรือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จะไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงไม่ได้ เพราะจากความสำเร็จของการสร้างแบรนด์ซูเปอร์ลักชัวรีที่เป็นที่กล่าวถึงเสมอมาอย่างแบรนด์ LADAWAN ที่สร้างประสบการณ์จนเป็นที่ยอมรับมาเนิ่นนาน

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา LADAWAN ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของโครงการบ้านหรู แต่ได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของความสำเร็จสูงสุด ในพอร์ตโฟลิโอของ LAND & HOUSES แบรนด์ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น Super Luxury Living ตั้งแต่ยุคที่ตลาดบ้านหรูของไทยยังไม่ได้ถูกนิยามอย่างชัดเจนเหมือนในปัจจุบัน

 

ความสำเร็จของ LADAWAN ไม่ได้เกิดจากความเป็นบ้านที่ราคาสูง แต่เกิดจากการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่โดดเด่นและแตกต่าง ทั้งในแง่ทำเลระดับ Prime ที่คัดสรรมาเพื่อผู้ที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ การออกแบบสถาปัตยกรรมที่เน้นความโอ่อ่า สง่างามและเหนือกาลเวลาไปจนถึงรายละเอียดเชิงลึกในฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัวระดับบนโดยเฉพาะ

 

LADAWAN จึงไม่ใช่เพียงบ้าน แต่คือรางวัลแห่งความสำเร็จที่สะท้อนสถานะและรสนิยมของผู้ครอบครอง ความเชื่อมั่นในแบรนด์ทำให้โครงการ LADAWAN เป็นบ้านที่ไม่ใช่ใครก็ครอบครองได้ และเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ “ที่สุด” ในทุกมิติ และพร้อมรอคอยสินทรัพย์ระดับเรือธงที่ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย ๆ

 

และบนฐานความสำเร็จนั้นเอง LAND & HOUSES ได้ขยายความหมายของบ้านหรูไปอีกขั้น ผ่านแบรนด์ที่สะท้อน “ความสมบูรณ์แบบของการใช้ชีวิต” ในมิติที่แตกต่างออกมา นั่นคือ “NANTAWAN” บ้านลักชัวรีที่ไม่ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดเพียงอย่างเดียว แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น ที่สุดของการใช้ชีวิตในทุกวัน ของผู้ที่พร้อมแล้วในทุกมิติของความมั่งคั่ง

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

โดยที่ NANTAWAN ถูกวางตำแหน่งแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่ในฐานะทางเลือกที่ลดระดับ แต่ในฐานะ Core Luxury Asset ที่ให้คุณภาพ ความสง่างาม และสถานะในระดับเดียวกันกับแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำ แต่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างโดดเด่นได้จริงในระยะยาว

 

NANTAWAN พัฒนาภายใต้แนวคิด “ที่สุดของการใช้ชีวิต” มอบประสบการณ์ลักชัวรีเหนือระดับ วางตำแหน่งเป็นแบรนด์บ้านหรู เน้นการเลือกทำเล ขนาดโครงการ และสังคมผู้อยู่อาศัย จุดเด่นคือมาตรฐานที่สม่ำเสมอ เป็นเสมือนตัวกรองคุณภาพให้ผู้ซื้อโฟกัสเรื่องชีวิตได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของรายละเอียดและคุณภาพของที่อยู่อาศัย บ้านออกแบบให้รองรับการปรับเปลี่ยนสถานะทางสังคมและชีวิตครอบครัว มีพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชันมากพอ และให้คุณได้เลือกปรับการใช้งานได้ตรงความต้องการ เน้นพื้นที่ส่วนกลางและส่วนตัวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้อยู่ได้จริงในทุกช่วงวัย

 

การเลือกทำเลเน้นความสงบ เป็นส่วนตัว ศักยภาพระยะยาว และการเชื่อมต่อเมืองที่มีประสิทธิภาพ อีกจุดแข็งคือการควบคุมจำนวนยูนิต เพื่อรักษาคุณภาพสังคมผู้อยู่อาศัย ทำให้บ้านลักชัวรีของ NANTAWAN คือการได้อยู่ในสภาพแวดล้อมมาตรฐานใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นมูลค่าที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยาก

 

ราชพฤกษ์-พรานนก ทำเลศักยภาพใหม่แห่งย่านธนบุรี

 

ก่อนหน้านี้ แบรนด์ NANTAWAN ได้มีโครงการของแบรนด์ที่กระจายไปในพื้นที่ศักยภาพถึง 4 ที่ ได้แก่

 

  • NANTAWAN ปิ่นเกล้า-กาญจนา
  • NANTAWAN Bangna km 15
  • NANTAWAN POOL VILLA พระราม 9 กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่
  • NANTAWAN พระราม 9 กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่

 

แต่วันนี้เราจะพูดถึงโครงการใหม่ของ NANTAWAN ที่เป็นทำเลศักยภาพไม่แพ้ 4 ที่ก่อนหน้าคือทำเล ราชพฤกษ์-พรานนก ของโครงการใหม่ “NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก”

 

ถนนเส้นใหม่ พรานนก-พุทธมณฑล เส้นทางตัดใหม่ขนาด 8 ช่องทาง กำลังเปลี่ยนเป็น New Luxury Corridor ฝั่งธนบุรี ดึงดูดคนมั่งคั่งที่มองหาคุณภาพชีวิตและศักยภาพเติบโตระยะยาว จุดเด่นคือความสมดุลที่ตอบโจทย์คนมีฐานะได้อย่างพอดี ต่างจากความหวือหวาแบบ CBD

 

  1. ทำเลกึ่งกลางเมือง-ชานเมือง ที่ได้ทั้งเวลาและพื้นที่ชีวิต

ทำเลราชพฤกษ์-พรานนกกำลังโดดเด่นเพราะอยู่ใกล้เมืองชั้นในอย่างสีลม-สาทร ทำให้เดินทางเข้า CBD สะดวก แต่ก็ยังคงความสงบ เป็นส่วนตัว และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับคนมั่งคั่งที่ให้ความสำคัญกับ “เวลา” และ “พื้นที่” โดยไม่ต้องแลกกับการเดินทางที่ลำบากเหมือนชานเมืองชั้นนอก

 

  1. โครงสร้างคมนาคมที่ทำให้ฝั่งธนฯ ไม่ใช่ปลายทางอีกต่อไป

การเชื่อมต่อคมนาคมที่ครบทั้งรถยนต์ (ถนนราชพฤกษ์เชื่อมหลายเส้นทาง) และระบบราง (MRT สายสีน้ำเงิน) ทำให้ทำเลราชพฤกษ์-พรานนกถูกยกระดับสู่ตลาดบน โดยลดระยะทางเชิงจิตวิทยากับใจกลางเมือง ทำให้ไม่ใช่โซนที่ต้องยอมเดินทางอีกต่อไป แต่เป็นทางเลือกด้านคุณภาพชีวิตที่หรูหรา

 

  1. ความอุดมสมบูรณ์แบบเมืองเก่าและศักยภาพแบบเมืองใหม่

พรานนกมีรากฐานเมืองเดิมที่แข็งแกร่ง (โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา พื้นที่ประวัติศาสตร์ ชุมชนดั้งเดิม) ขณะที่แนวราชพฤกษ์เป็นพื้นที่เมืองใหม่ที่เปิดรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับบน

 

การผสานโครงสร้างเดิมที่ครบครันกับพื้นที่พัฒนาใหม่ ทำให้เส้นพรานนก-พุทธมณฑล เป็นทำเลที่พร้อมใช้ในปัจจุบันและมีศักยภาพเติบโตในอนาคต ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่คนมั่งคั่งมองหาในการเลือกบ้านเป็นสินทรัพย์ระยะยาว

 

  1. ทำเลที่สอดคล้องกับนิยามบ้านหรูยุคใหม่

บ้านหรูยุคใหม่ไม่ใช่แค่ราคาแพง แต่ต้องตอบโจทย์หลายบทบาท ทั้งการอยู่อาศัย ทำงาน พักผ่อน และดูแลครอบครัว ทำเลราชพฤกษ์-พรานนกตอบนิยามนี้ได้อย่างลงตัว ด้วยที่ดินแปลงเปิดใหม่ที่มาพร้อมถนนเส้นใหม่ มาทดแทนความหนาแน่นของถนนบรมราชชนนี จึงมีความเหมาะสมกับการ

 

 NANTAWAN PRESTIGE

 

NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก: โครงการใหม่ที่ตีความคำว่า “บ้านลักชัวรี” ให้ชัดเจนขึ้น

 

NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก สร้างบนแนวคิดของความหรูเริ่มต้นจากโครงสร้างของการอยู่อาศัย ตั้งแต่ทำเล ขนาดสังคม ไปจนถึงการวางผังโครงการ

 

โครงการตั้งอยู่บนถนนตัดใหม่พรานนก-พุทธมณฑล ถนนใหญ่ขนาด 8 ช่องทาง ซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นเชื่อมระหว่างเมืองชั้นในกับโซนที่อยู่อาศัยฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ทำเลนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดบ้านหรู ที่ผู้ซื้อเริ่มให้ความสำคัญกับความสงบและพื้นที่สีเขียว มากกว่าความหนาแน่นของใจกลางเมือง

 

หนึ่งในจุดแข็งที่เห็นได้ชัดของ NANTAWAN PRESTIGE คือการออกแบบให้เป็น โครงการ Low Density อย่างแท้จริง บนพื้นที่ประมาณ 33 ไร่ แต่รองรับเพียง 34 ครอบครัว การจำกัดจำนวนยูนิตในระดับนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงความหายาก แต่เป็นการกำหนดขนาดของสังคมให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

บ้านในโครงการถูกพัฒนาในรูปแบบคฤหาสน์สไตล์ French Chateau ได้แรงบันดาลใจจาก Chateau de Chantilly ประเทศฝรั่งเศส ถ่ายทอดออกมาเป็นสถาปัตยกรรมที่เน้นความสง่างามมากกว่าความโอ่อ่าเกินจำเป็น พร้อมพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ตั้งแต่ประมาณ 400-700 ตารางเมตรขึ้นไปกับคฤหาสน์ 3 แบบ รองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวในระยะยาว

 

การออกแบบที่คิดจากการใช้งานจริงของ NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก

 

แนวคิดการออกแบบของ NANTAWAN PRESTIGE เริ่มต้นจากความเชื่อว่า Luxury ไม่ได้อยู่แค่ในตัวบ้าน แต่ยังรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบตัวบ้าน ที่มีระยะส่งเสริมความสง่างามของตัวอาคาร และครอบคลุมไปถึงอาณาบริเวณของทั้งโครงการ ซึ่งได้รับการออกแบบผังบ้านแต่ละยูนิตให้มีระยะห่าง และมีความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพื่อเปิดโอกาสให้การใช้ชีวิตเติบโตไปพร้อมกับครอบครัวในระยะยาว

 

ความรู้สึกหรูหราเริ่มตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยพื้นที่ Double Volume บริเวณ Foyer ที่สร้างความโอ่อ่าอย่างมีชั้นเชิง ก่อนเชื่อมต่อสู่ Living และ Dining Area ที่โปร่ง โล่ง และรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ความสูงของเพดานและสัดส่วนของพื้นที่ทำให้ความหรูเกิดขึ้นจากโครงสร้าง ไม่จำเป็นต้องพึ่งการตกแต่งเกินจริง

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

พื้นที่ภายในบ้านถูกออกแบบในแนวคิด Open Plan สำหรับ Family Gathering เชื่อม Living–Dining–Kitchen–Family Area ให้ทุกคนในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังแยก Private Zone ของแต่ละคนอย่างชัดเจน เหมาะกับครอบครัวหลายเจเนอเรชัน

 

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการออกแบบฟังก์ชันที่คิดเผื่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็น Double Master Bedroom ที่รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ หรือพื้นที่ชั้นบนในแนวคิด Your Space, Your Way ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย หรือพื้นที่ส่วนตัวตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

 

ในด้านความสะดวกสบาย บ้านทุกหลังมีที่จอดรถในร่ม 4-6 คัน และรองรับได้สูงสุดถึง 8 คัน สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครอบครัวระดับบนอย่างแท้จริง ขณะที่โทน Mood & Material ของบ้านเน้นความอบอุ่น สง่างาม และยั่งยืน ด้วยการเลือกใช้ไม้ หินอ่อน และวัสดุผิวสัมผัสธรรมชาติ เพื่อให้ความหรูยังคงคุณค่าได้ในระยะยาว ไม่ผันผวนไปตามเทรนด์

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

ความแตกต่างของ NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก ที่สะท้อนนิยามบ้านลักชัวรีอย่างเป็นระบบ

 

ความแตกต่างที่ทำให้โครงการ NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก เหนือกว่าบ้านหรูทั่วไปนั้น ไม่ได้มาจากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง แต่มาจากการออกแบบให้ทุกส่วนของโครงการทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ

 

เริ่มตั้งแต่ พื้นที่รอบบ้านขนาดใหญ่ และการจัดสวนแบบ Professional ที่คิดเผื่อการอยู่อาศัยจริง ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ บ้านจึงไม่ถูกสร้างเต็มพื้นที่ แต่มีพื้นที่สีเขียวที่ใช้งานได้จริง

 

การจัดวาง Layout ในแนวคิด Panoramic Design Space ทำให้บ้านมีหน้ากว้างและมี Depth เพิ่มความเป็นส่วนตัวจากสายตาภายนอก แม้เป็นบ้านหน้ากว้าง แต่พื้นที่ Living และ Dining ไม่ถูกเปิดเผยตรง ๆ จากภายนอก

 

อีกหนึ่งความได้เปรียบคือ ความพร้อมเข้าอยู่ (Complete Built-in System) ที่เตรียมทุกอย่างมาให้ตั้งแต่แรก เพราะแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขายบ้านที่สร้างเสร็จ และบ้านทุกหลังผ่านการ Built-in ในส่วนสำคัญที่เป็นงานระบบ ห้องครัว ห้องน้ำ Walk-in closet ครัวไทย ไปจนถึงระบบปรับอากาศและระบบหมุนเวียนอากาศภายในบ้าน ลดภาระหลังการซื้อ และช่วยให้บ้านพร้อมรองรับการใช้ชีวิตทันที

 

บรรยากาศโดยรวมของโครงการถูกออกแบบให้สง่างาม ร่มรื่น และเป็นส่วนตัว ขณะที่สังคมผู้อยู่อาศัยถูกคัดกรองโดยธรรมชาติผ่านระดับราคาและแบรนด์ เกิดเป็น Quality & Qualified Society ที่เพื่อนบ้านมีแนวคิดและจังหวะชีวิตใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้

 

NANTAWAN PRESTIGE

 

อีกหนึ่งจุดเด่นคือขนาดที่ดินและพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง โดยบ้านทุกหลังออกแบบบนที่ดินแปลงใหญ่ เริ่มต้น 144–290 ตารางวา สูงกว่ามาตรฐานบ้านหรูทั่วไป ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยรองรับการใช้ชีวิตหลากหลายช่วงวัย แนวคิด “คฤหาสน์” ของโครงการจึงไม่ได้มาจากตัวบ้านเท่านั้น แต่เกิดจากสัดส่วนพื้นที่โดยรอบที่เหมาะสม ทำให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างแท้จริงในระยะยาว โดยไม่รู้สึกอึดอัด

 

พื้นที่ส่วนกลางของโครงการ เช่น คลับเฮาส์และสวน ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของสังคมขนาดเล็ก บรรยากาศสวนสไตล์ยุโรปและอาคารส่วนกลางจึงไม่ได้มีไว้เพียงสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

 

เรียกได้ว่า การออกแบบและพัฒนาโครงการ NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนกนี้ เริ่มต้นจากการศึกษาความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่มองหาบ้านระดับลักชัวรี เพื่อสร้างสรรค์ให้เป็นแบรนด์บ้านลักชัวรีแห่งปี 2026

 

เมื่อพิจารณาทุกองค์ประกอบร่วมกัน จะเห็นได้ว่าจุดแข็งที่แท้จริงของ NANTAWAN PRESTIGE ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รายละเอียดปลีกย่อยใดรายละเอียดหนึ่ง แต่คือการออกแบบ “ระบบการอยู่อาศัย” ที่สมบูรณ์ ส่งผลให้ความหรูหราคงคุณค่าในระยะยาว ทั้งด้านการใช้ชีวิตและมูลค่าทรัพย์สิน ปัจจุบันย่านราชพฤกษ์-พรานนกมีโครงการลักชัวรีจำกัด NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก จึงโดดเด่นและเป็น Benchmark ของบ้านลักชัวรีในย่านนี้

 

NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก คำตอบของตัวตนของคุณ

 

บ้านแบบไหนที่สะท้อนความมั่งคั่งของผู้ครอบครองในปี 2026? คำตอบไม่ได้อยู่ที่บ้านที่มีราคาสูงที่สุดหรือใหญ่ที่สุดในตลาดอีกต่อไป แต่คือบ้านที่หลอมรวมตัวตน สถานะ และคุณค่าในระยะยาวไว้ในที่เดียวได้อย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย ในยุคที่ความมั่งคั่งถูกวัดจากการเลือกอย่างมีความหมาย บ้านจึงทำหน้าที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่เป็น Wealth Container ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางชีวิตของผู้ครอบครอง 

 

สำหรับผู้ที่มองหาบ้านลักชัวรีซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านแบรนด์ ทำเลที่หายาก สังคมคุณภาพ และคุณค่าในระยะยาว NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก จึงเป็นคำตอบที่มาพร้อมตรรกะแห่งความมั่งคั่งที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แค่เพียงอารมณ์ความรู้สึก ในวันที่ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ บ้านก็สามารถสะท้อนความหมายทั้งหมดของเจ้าของได้อย่างสมบูรณ์

 

โดยที่สุดแห่งบ้านระดับลักชัวรีนี้ เพิ่งมีการเปิด Presale โครงการใหม่เมื่อวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์นี้ ในราคาเริ่มต้นที่ 60 ล้านบาท โครงการที่เป็นที่สุดของการใช้ชีวิต NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์ – พรานนก

 

พบกับทุกรายละเอียดแห่งความลักชัวรีของ NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก ได้ที่ https://lhth.info/NP1-Presale25 

 

อ้างอิงเพิ่มเติม

The post NANTAWAN PRESTIGE ราชพฤกษ์-พรานนก หมุดหมายใหม่ของบ้านลักชัวรีในปี 2026 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก MUTED GREEN สีเขียวสุขุม เทรนด์สีเฉดใหม่ที่กำลังมา https://thestandard.co/life/color-of-the-year-2026-muted-green-trends/ Sat, 14 Feb 2026 01:49:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1178342 color-of-the-year-2026-muted-green-trends

ถึงแม้ PANTONE จะออกมาประกาศสีประจำปี 2026 คือสีขาว Clo […]

The post รู้จัก MUTED GREEN สีเขียวสุขุม เทรนด์สีเฉดใหม่ที่กำลังมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
color-of-the-year-2026-muted-green-trends

ถึงแม้ PANTONE จะออกมาประกาศสีประจำปี 2026 คือสีขาว Cloud Dancer ทว่า Color of the Year 2026 สำหรับสาย Interior Design และกลุ่มแบรนด์ Painting Color สีสำหรับทาอาคารนั้นคือเฉดกลุ่มเอิร์ธโทน อันที่จริงแล้วทิศทางองค์รวมก็ดูจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันซึ่งเทรนด์สีประจำปีนี้ดูจะออกไปทางเฉดโทนอ่อนแกมตุ่นที่ให้ฟิลสุขุมนุ่มลึก แต่ถึงอย่างนั้นภายใต้เทรนด์หลักก็ยังมีเทรนด์ย่อยที่ตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังเป็นคลื่นใต้น้ำที่มาแรงทีเดียว

 

โทนหม่นที่ไม่หมองหม่น

 

เทรนด์ในเทรนด์ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ก็คือเฉดสี Muted Green (บางทีก็เรียกว่า Earthly Green) ซึ่งปกติเรามักจะเรียกกันว่า “สีเขียวตุ่น” หรือ “สีเขียวหม่น” แต่สำหรับคราวนี้เราจะขอเรียกว่าเฉด “สีเขียวสุขุม” น่าจะดูเหมาะสมกับวาระนี้มากกว่า สำหรับอัตลักษณ์ของกลุ่มโทนสี Muted Green นี้ก็คือเฉดสีเขียวโซน Undertone ที่มีความอิ่มตัวของสีต่ำ (Low Saturation) เพราะมีสีเทาหรือสีน้ำตาลผสมผสานเข้าไปให้สีทึบมากขึ้นและสดใสน้อยลง

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

อย่างไรก็ดีปกติแล้วสีโทนหม่น (ตุ่น) นี้มักจะถูกโยงไปถึงเรื่องของความเศร้าและหม่นหมอง แต่สีเขียวโทนหม่นในปีนี้กลับนิยามถึงเรื่องของโทนธรรมชาติที่ดูอบอุ่น สงบ สุขุมนุ่มลึกในสไตล์ Calm Green สดใสมีชีวิตชีวาแบบไม่ต้องตะโกน อีกมิติหนึ่งสีเขียว Muted Green นี้ยังทำให้ดูมีสีสันทว่ารู้สึกอ่อนโยน เป็นมิตร มีเมตตา

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

เพราะโลกร้อนจึงต้องเติมพลังเย็น

 

อีกเหตุผลที่ทำให้เฉดสีเขียวสุขุมมาแรงในปีนี้น่าจะเป็นเพราะกระแส Climate Change ที่ทำให้วิกฤตโลกร้อนรุนแรงอย่างเลวร้ายจนขยับไปสู่ระดับโลกเดือดแล้ว ในขณะเดียวกันวิกฤตนี้ก็ทำคนตระหนักในเรื่อง Sustainable Living ตลอดจนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นั่นเลยทำให้เฉดสีโทนธรรมชาติกลับเข้ามาอยู่ในใจมนุษย์อีกครั้ง ประกอบกับสถานการณ์โลกหลายอย่างกำลังระอุอย่างร้อนแรงซึ่งอาจสะท้อนได้ว่ามนุษย์อาจกำลังต้องการเฉดสีโทนเย็นเข้ามาในชีวิตเพื่อช่วยเยียวยาจิตใจและดับเฉดสีโทนร้อนในชีวิตจริงที่กำลังบั่นทอนทุกสิ่งรอบตัวอยู่นั่นเอง

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

อันที่จริงแล้วอีกเฉดสีที่โดดเด่นคู่กันในปีนี้ก็คือโทน “สีน้ำตาลกาแฟ (Coffee Brown)” ซึ่งเฉดนี้ยังสอดคล้องกับโทนสีธรรมชาติของวัสดุไม้ซึ่งก็เป็นเทรนด์หนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมช่วงนี้เช่นกัน แล้วนั่นยังสอดคล้องกับเฉดสีเขียวอันเป็นสัญลักษณ์ของพืชพรรณธรรมชาติซึ่งทำให้ Color of the Year ในปีนี้สะท้อนถึงการสอดคล้องกันของหมู่มวลธรรมชาติได้กลมกลืนและทรงพลังทีเดียว

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

พอดีที่ดีพอ

 

อีกเทรนด์เกี่ยวเนื่องที่น่าจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่กันและกันได้เป็นอย่างดีนั้นก็คือเทรนด์ Quiet Luxury ที่ฮิตติดลมบนระยะยาวจนเปลี่ยนจากคำว่า Trend กลายเป็น Lifestyle ไปเสียแล้ว ซึ่งสีเขียวสุขุมนี้สามารถสะท้อนถึงความมีระดับอย่างมีรสนิยม (ให้อารมณ์หรูหราดูแพงแบบผู้ดีเก่า) ทั้งยังดูคลาสสิกร่วมสมัยได้เสมอ

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

อย่างไรก็ดีในมิติด้านการออกแบบตกแต่งบ้านนั้นโฮมสไตลิสต์ให้ข้อคิดว่าเทรนด์การแซมสีเขียวสุขุมเข้าไปสำหรับปีนี้บ่งบอกความ “น้อยแต่มาก” ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะแซมเพียงเล็กน้อยแต่ก็ดูทรงพลังได้ชัดเจน หรือถ้าใครเลิฟความ Maximal การถมเฉดสีเขียวสุขุมลงไปเต็มที่กลับไม่ได้รู้สึกหนักหรือเลี่ยนรวมถึงไม่ขัดหูขัดตาแต่อย่างใด ซึ่งนี่นับว่าเป็นข้อดีของเฉดสีโทนตุ่นหรือกลุ่มเอิร์ธโทนเลยก็ว่าได้ 

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

สีเขียวเหนี่ยวชาร์ต

 

อีกข้อสนับสนุนที่บ่งบอกถึงการมาของเทรนด์ “สีเขียวสุขุม” ในปีนี้อย่างเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือการที่แบรนด์ดังผู้ทรงอิทธิพลในฝั่งสีทาอาคาร (Painting Color) หลายเจ้าต่างออกมาประกาศ Color of the Year 2026 ของตัวเองในปีนี้ซึ่งกลับกลายเป็นว่ามีเฉดสีไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย 

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026 พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

โดยแบรนด์ Valspar ก็เผยเฉดสีประจำปีคือ Warm Eucalyptus ส่วนแบรนด์ Behr ก็ออกมาเผยว่าเฉดสีประจำปีนี้ก็คือ Hidden Gem แล้วถึงแม้ว่าสีประจำปีของเจ้าพ่อโทนหม่นอย่าง Sherwin-Williams จะเผยเฉดประจำปีเป็นสี Universal Khaki ก็ตามแต่หนึ่งในเฉดสีเทรนด์ย่อยที่เขาหยิบมาแนะนำในปีนี้ในส่วน Colormix Forecast ก็คือเฉดสีเขียวสุขุมอย่าง Halcyon Green ด้วยนั่นเอง

 

พาเลตสี Muted Green เฉดต่างๆ ที่เป็นเทรนด์สำหรับงานออกแบบปี 2026

 

นั่นยังไม่นับอินฟลูฯ ดังสายแต่งบ้านจากฝั่งอเมริกาถึงกับเคยพูดไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว (2025) ว่า Are muted green paint colors the new gray or beige? หรือโทนสีเขียวสุขุมนี้จะกลายเป็นสีเทาและสีเบจแห่งยุคใหม่ที่ขึ้นแท่นเทียบบารมีระดับเดียวกับเฉดสีคลาสสิกยอดนิยมตลอดกาล

 

อ้างอิง

The post รู้จัก MUTED GREEN สีเขียวสุขุม เทรนด์สีเฉดใหม่ที่กำลังมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ทำไมมีบ้านในกรุงเทพฯ ยากขึ้น? ดร.เกษรา ชี้ปัญหารายได้ที่แท้จริงของคนลดลงตลอด แม้คนมีวินัยการเงินยังเหนื่อย https://thestandard.co/bangkok-housing-income-crisis/ Wed, 04 Feb 2026 11:21:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1173766 ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ให้ความเห็นปัญหารายได้คนกรุงเทพฯ ลดลงและผลกระทบต่อการซื้อบ้าน

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ทำไมมีบ้านในกรุงเทพฯ ยากขึ้น? ดร.เกษรา ชี้ปัญหารายได้ที่แท้จริงของคนลดลงตลอด แม้คนมีวินัยการเงินยังเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ให้ความเห็นปัญหารายได้คนกรุงเทพฯ ลดลงและผลกระทบต่อการซื้อบ้าน

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ในรายการ WEALTH Roundtable ในบางช่วงตอนว่า ปัญหาที่คนซื้อบ้านไม่ได้ มี 2 เรื่อง คือ ราคาบ้านโตเร็วมาก หรือรายได้โตไม่ทัน

 

อย่างบ้านในกรุงเทพฯ ช่วงหลังดูเหมือนแพงขึ้น แต่จริงๆ แล้วโตตามต้นทุน ไม่ได้พุ่งขึ้นเร็วกว่าในอดีต แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงๆ คือ รายได้ของคนซื้อไม่โตขึ้น รายได้ที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ลดลงตลอดเวลา แปลว่า ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

สิ่งที่เห็นคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ว่านี้ ต่อให้คนมีวินัยการเงินที่ดี แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าไฟฟ้าที่ถือว่าแพง หรือค่าเดินทางที่คิดเป็นเกือบ 20% ของรายได้ ถือว่าแพงมาก

 

กลไกด้านการขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) เคยบีบให้ราคาบ้านพุ่งขึ้นเร็ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้

 

“คำถามคือถ้ารัฐบาลอยากช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ สมมติว่า รัฐบาลลดภาษีให้ 2% ถามว่าชอบไหม คงชอบ แต่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไหม ต้องบอกว่าไม่”

 

หลายพรรคการเมืองมีนโยบายตรงไปตรงมาเรื่องบ้าน จริงๆ บ้านเป็นนโยบายสาธารณะของประเทศ แต่เราต้องนิยามก่อนว่าใครต้องถูกช่วย

 

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ให้ความเห็นปัญหารายได้คนกรุงเทพฯ ลดลงและผลกระทบต่อการซื้อบ้าน 1ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ให้ความเห็นปัญหารายได้คนกรุงเทพฯ ลดลงและผลกระทบต่อการซื้อบ้าน 2ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ให้ความเห็นปัญหารายได้คนกรุงเทพฯ ลดลงและผลกระทบต่อการซื้อบ้าน 3
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ทำไมมีบ้านในกรุงเทพฯ ยากขึ้น? ดร.เกษรา ชี้ปัญหารายได้ที่แท้จริงของคนลดลงตลอด แม้คนมีวินัยการเงินยังเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม’ ชี้ อสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ยังไม่ฟื้นแรง แนะเลี่ยงลงทุนออฟฟิศ ที่ดินเปล่า https://thestandard.co/thai-real-estate-outlook/ Wed, 04 Feb 2026 10:05:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1173721 ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย กล่าวถึงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์

ไตรเตชะเผยตลาดอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่การฟื้นตัวยั […]

The post ‘ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม’ ชี้ อสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ยังไม่ฟื้นแรง แนะเลี่ยงลงทุนออฟฟิศ ที่ดินเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย กล่าวถึงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์

ไตรเตชะเผยตลาดอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่การฟื้นตัวยังจำกัด เนื่องจาก 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งกลุ่มคนอายุ 26 – 45 ปีที่กำลังซื้ออ่อนแรง คนรุ่นใหม่หันเช่าแทนซื้อ และดีมานด์ต่างชาติลดลง

 

จากงานสัมมนาประจำปี 2569 ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ‘KKP Year Ahead 2026’ โดยมี ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และนฤมล เอกสมุทร นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (อสังหาริมทรัพย์) ของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร ร่วมแบ่งปันมุมมอง

 

ไตรเตชะ และ นฤมล ประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ในทิศทางเดียวกันว่า แม้ภาพรวมจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดในปี 2568 แล้ว แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างจำกัดและเปราะบางจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน

 

ไตรเตชะ ระบุว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่ยากลำบากที่สุดของภาคอสังหาริมทรัพย์ และเชื่อว่าตลาดได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในปี 2569 จะไม่รวดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากยังถูกกดดันจาก 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่

 

1. กำลังซื้อกลุ่มหลักอ่อนแรง โดยประชากรช่วงอายุ 26-45 ปี ซึ่งเป็น Real Demand หลักในการซื้อบ้าน มีจำนวนและกำลังซื้อที่ลดลง

 

2. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนรุ่นใหม่เลือก ‘เช่าแทนซื้อ’ มากขึ้น

 

3. วัฏจักรขาลงจากต่างชาติ ความต้องการซื้อจากชาวต่างชาติลดลง

 

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดโดยรวมยังอยู่ในภาวะตึงตัว และยังไม่เข้าสู่รอบฟื้นตัวเต็มรูปแบบ

 

อีกแรงกดดันสำคัญมาจากฝั่งสถาบันการเงิน ซึ่งมีมาตรการปล่อยสินเชื่อเข้มงวดในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงลูกค้าในกลุ่มที่มีคุณภาพสูง และกระทบโดยตรงต่อกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหาการขอสินเชื่อมากที่สุด

 

กลยุทธ์ปี 2569 กำเงินสด รอจังหวะลงทุน

 

สำหรับแนวทางรับมือในปี 2569 ไตรเตชะแนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินเป็นลำดับแรก โดยควรรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูง (High Liquidity) ควบคู่กับการควบคุมภาระหนี้สิน (Low Gearing) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการรอจังหวะเข้าซื้อที่ดินคุณภาพดี

 

ขณะเดียวกัน ไตรเตชะยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทสำนักงาน (Office) ซึ่งยังเผชิญอุปทานล้นตลาด รวมถึงกลุ่มโรงแรมขนาดเล็กและที่ดินว่างเปล่า เนื่องจากไม่สร้างกระแสเงินสด และยังต้องแบกรับภาระภาษีในช่วงที่แนวโน้มราคาสินทรัพย์ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะใกล้

 

ด้านโครงสร้างการแข่งขันพบว่า ผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มถอยออกจากตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับ Top 5 ครองส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งในปี 2568 กลุ่ม Top 5 มีสัดส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่สูงถึง 53% จาก 33% ในปีก่อนหน้า สะท้อนแนวโน้มตลาดที่กระจุกตัวสูงขึ้น

The post ‘ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม’ ชี้ อสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ยังไม่ฟื้นแรง แนะเลี่ยงลงทุนออฟฟิศ ที่ดินเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
BTS ผนึก ธอส. ปั้น ‘บ้านชาวไทย’ พลิกโฉมวงการอสังหาฯ ชูโมเดล ‘เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินผ่อน’ เริ่มต้น 1.6 ล้านบาท https://thestandard.co/bts-gh-bank-real-estate-rent-to-own/ Tue, 03 Feb 2026 12:16:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1173337 คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’

BTS Group จับมือ ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ เน้นท […]

The post BTS ผนึก ธอส. ปั้น ‘บ้านชาวไทย’ พลิกโฉมวงการอสังหาฯ ชูโมเดล ‘เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินผ่อน’ เริ่มต้น 1.6 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’

BTS Group จับมือ ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ เน้นที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ประเดิม 2 ทำเลศักยภาพ ศรีนครินทร์ และ คลองหลวง รวมกว่า 11,000 ยูนิต ชูจุดเด่น ‘Fully Furnished’ ลากกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที พร้อมเงื่อนไขการเงินสุดผ่อนปรน ไม่ต้องวางเงินดาวน์ ไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้าง เปิดให้ลงทะเบียนแสดงความสนใจแล้ววันนี้ ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2569

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านเซกเมนต์ที่อยู่อาศัย ล่าสุดเปิดตัว Sales Gallery โครงการ ‘บ้านชาวไทย’ โครงการแรก D:CODE SRI NAKARIN อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ผลักดันให้คนไทย ‘เปลี่ยนโอกาสเช่าเป็นเจ้าของ’ ลดกำแพงทางการเงินที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการมีที่อยู่อาศัย

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ 1

 

ยุทธศาสตร์ ‘Affordable Living’ ในทำเลศักยภาพ

 

โครงการบ้านชาวไทยเกิดจากความร่วมมือระหว่าง BTS Group และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการมีบ้านหลังแรกแต่ติดข้อจำกัดด้านเงินก้อน โดยเปิดตัวพร้อมกัน 2 โครงการ ได้แก่:

 

  • D:CODE SRI NAKARIN: คอนโด Low-rise 8 ชั้น บนพื้นที่ 42 ไร่ ติดถนนศรีนครินทร์ ห่างจากสถานีศรีเอี่ยม (รถไฟฟ้าสายสีเหลือง) เพียง 300 เมตร ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท
  • D:CRAFT KHLONG LUANG: โครงการขนาดใหญ่กว่า 115 ไร่ ย่านคลองหลวง ใกล้ตลาดไทและ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท

 

ความน่าสนใจของโครงการนี้ คือการออกแบบ Product ให้เป็นแบบ Fully Furnished พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น อาทิ ตู้เย็น, ทีวี, เครื่องซักผ้า, ระบบ Smart Home) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการตกแต่ง

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ 2

 

มุ่งแก้ Pain Point คนอยากมีบ้าน

 

คีรีระบุว่า โมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยคนไทยให้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายที่สุด ผ่านเงื่อนไขพิเศษ:

 

  • Zero Down Payment: ไม่ต้องเตรียมเงินก้อนสำหรับเงินดาวน์
  • No Pre-payment: ไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้าง เริ่มผ่อนกับธนาคารอีกครั้งเมื่อโอนกรรมสิทธิ์
  • Affordable Installment: คาดการณ์ยอดผ่อนชำระเริ่มต้นเพียงประมาณ 5,700 – 6,700 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของ ธอส.)

 

“เราต้องการลดข้อจำกัดในกระบวนการมีบ้าน ทั้งเรื่องทำเล ราคา และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้คนไทยสามารถลากกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย” คีรี กล่าว

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ 3

 

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขออนุญาตก่อสร้างและจัดทำ EIA โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน 2569 และแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายปี 2571 นอกจากนี้ BTS Group ยังมีแผนขยายแบรนด์ ‘บ้านชาวไทย’ ไปยังทำเลศักยภาพอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดในอนาคต

The post BTS ผนึก ธอส. ปั้น ‘บ้านชาวไทย’ พลิกโฉมวงการอสังหาฯ ชูโมเดล ‘เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินผ่อน’ เริ่มต้น 1.6 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยกู้ยาก บีทีเอส (BTS) เปิด บ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย https://thestandard.co/bts-opens-affordable-homes-16m-thais/ Tue, 20 Jan 2026 02:10:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166808 คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ร […]

The post คนไทยกู้ยาก บีทีเอส (BTS) เปิด บ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ชื่อ ‘บ้านชาวไทย’ ขยายโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อย-เริ่มต้นทำงานสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายๆ ด้วยข้อจำกัดของรายได้และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยากขึ้นกว่าเดิม สะท้อนให้เห็นได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึงราว 50% ยิ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมได้ และต้องวนเวียนอยู่กับการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวโดยไม่มีสินทรัพย์เป็นของตนเอง

 

จากปัจจัยดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ชื่อ ‘บ้านชาวไทย’ ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ แต่เป็นกลไกในการขยายโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้เริ่มต้นทำงานสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง โดยได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการบ้านชาวไทยนับเป็นการกลับมาลงสนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังในรอบกว่า 30 ปี หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงเป็นเวลาหลายปี ก่อนกลับประเทศไทยและพลิกบทบาทมาบุกเบิกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนในระบบรถไฟฟ้าเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะยาว ซึ่งนับแต่นั้นบริษัทก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักมาโดยตลอด

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากกรุงเทพมหานครได้ชำระหนี้คืนแล้ว ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการต่อยอดโครงการใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง จึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการบ้านชาวไทย โดยแนวคิดของโครงการถูกพัฒนาขึ้นภายในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น จากการตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้คนที่เพิ่งจบการศึกษา ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่จำเป็นต้องเช่าอยู่อาศัยเพราะไม่สามารถกู้สินเชื่อผ่าน สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพได้จริง

 

โครงการ ‘บ้านชาวไทย’

 

ทั้งนี้ในระยะแรก โครงการบ้านชาวไทย จะเริ่มพัฒนาใน 3 ทำเลหลัก ประกอบด้วย

 

  • ทำเลศรีนครินทร์ ใกล้สถานีศรีเอี่ยม ภายใต้โครงการนำร่อง D:CODE SRI NAKARIN บนพื้นที่ 42 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวนประมาณ 24 อาคาร รวม 4,150 ยูนิต ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเพียง 300 เมตร
  • ทำเลปทุมธานี บริเวณคลองหลวง ภายใต้โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ทำเลธนาซิตี้ จังหวัดสมุทรปราการ ย่านถนนบางนา–ตราด ใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและศูนย์การค้าต่างๆ

 

สำหรับโครงการแรกจะปักหมุดที่ศรีนครินทร์ จะมีรูปแบบห้องพักให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ 30 ตารางเมตร 45 ตารางเมตร และ 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.6 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงเดือนกันยายน 2569 และแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 โดยโครงการทั้งหมดจะเปิดขายให้เฉพาะผู้ถือสัญชาติไทยเท่านั้น

 

นอกจากนี้ หลังจากเปิดให้ลงทะเบียน หากมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก บริษัทจะใช้วิธีจับสลาก โดยกำหนดให้ 1 บัตรประชาชนต่อ 1 สิทธิ์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง และในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าว่าโครงการบ้านชาวไทยจะไม่จำกัดอยู่เพียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่จะขยายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยแต่ละโครงการจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปี

 

ในด้านการขอสินเชื่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การให้คำปรึกษาไปจนถึงการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของผู้ซื้อ โดยอัตราดอกเบี้ยจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะโครงการและสภาวะตลาดในช่วงเวลานั้น เบื้องต้นประเมินว่าถ้าซื้อราคาเริ่มต้น ยอดผ่อนชำระจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเช่าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไป

 

คีรี กล่าวต่อว่า ในตัวโครงการตนเป็นผู้ออกแบบแนวคิดด้วยตนเองทั้งหมด และสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าตลาดไม่ต่ำกว่า 25% โดยยืนยันว่าราคาที่เข้าถึงได้ไม่ได้เกิดจากการลดคุณภาพหรือวัสดุก่อสร้าง แต่เกิดจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โครงการยังคงเลือกใช้วัสดุเกรด A พร้อมกับมีระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร

 

ขณะเดียวกัน โครงการบ้านชาวไทย ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขายคอนโดมิเนียมในเชิงพาณิชย์แบบเดิม หากเป็นคอนโดทั่วไปอาจไม่ได้รับความสนใจในระดับนี้ แม้ชื่อโครงการจะไม่หวือหวา แต่สะท้อนเป้าหมายที่ชัดเจนของบริษัทในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยของคนไทย โดยย้ำว่าโครงการนี้ไม่ใช่การทำเพื่อขาดทุน แต่เป็นการยอมลดอัตรากำไรลง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า สถานะการเงินของบริษัทยังแข็งแกร่งและยังมีเงินสดในมือระดับหลายหมื่นล้านบาท และไม่มีภาระหนี้ผูกพัน แม้ก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครจะเคยค้างชำระค่าจ้างเดินรถไฟฟ้ามานานกว่า 3 ปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.6 หมื่นล้านบาท แต่บริษัทก็ยังคงให้บริการเดินรถแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความมั่นคงของบริษัทได้อย่างชัดเจน

The post คนไทยกู้ยาก บีทีเอส (BTS) เปิด บ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทพิสูจน์ ‘แสนสิริ’ แบรนด์ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘บ้าน’ แต่ใช้ ‘DNA’ ขับเคลื่อนธุรกิจจนยืนหนึ่งในทุกวิกฤต [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/sansiri-q3-2025-net-profit-top-developer-thailand/ Tue, 30 Dec 2025 04:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1158786 sansiri-q3-2025-net-profit-top-developer-thailand

โลกธุรกิจทุกวันนี้เปรียบเสมือนมหาสมุทรที่คลื่นลมไม่เคยส […]

The post บทพิสูจน์ ‘แสนสิริ’ แบรนด์ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘บ้าน’ แต่ใช้ ‘DNA’ ขับเคลื่อนธุรกิจจนยืนหนึ่งในทุกวิกฤต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
sansiri-q3-2025-net-profit-top-developer-thailand

โลกธุรกิจทุกวันนี้เปรียบเสมือนมหาสมุทรที่คลื่นลมไม่เคยสงบ ความผันผวนทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายองค์กรต้องเร่งปรับทัพขนานใหญ่ คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ ใครคือตัวจริงที่สามารถยืนหยัดและโต้คลื่นลูกใหญ่ได้อย่างมั่นคง 

 

หากกวาดตามองไปยังภูมิทัศน์ของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ชื่อของ ‘แสนสิริ’ มักจะถูกพูดถึงเป็นอันดับแรกเสมอ ไม่ใช่เพียงเพราะเส้นทางการเติบโตที่ต่อเนื่องและยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ แต่เป็นเพราะความสามารถในการอ่านเกมขาดและการปรับตัวที่แม่นยำ

 

บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นตัวเลขผลประกอบการ ที่แม้เศรษฐกิจภาพรวมจะดูเปราะบาง แต่แสนสิริกลับสามารถทำกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้สูงถึง 3,029 ล้านบาท ครองแชมป์อันดับ 1 ในกลุ่มผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย พร้อมยอดขาย 11 เดือนที่กวาดไปกว่า 47,700 ล้านบาท 

 

กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568 กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568

 

ตัวเลขเหล่านี้คือบทพิสูจน์ความสำเร็จที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการวางกลยุทธ์ที่เหนือชั้น โดยเฉพาะการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม การบริหารจัดการโครงการโดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และการรุกตลาดรับสร้างบ้าน

 

“ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ เราไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การขายโครงการ แต่เรามองไปถึงการตอบโจทย์ Real Demand ในทุกมิติ อย่างการรุกตลาดรับสร้างบ้านภายใต้ชื่อ ต้นแบบ Crafted by Sansiri ก็เป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีที่ดินของตัวเองและเชื่อมั่นในคุณภาพของเรา ซึ่งเป็นการดึงดีมานด์ที่ซ่อนอยู่ออกมาได้อย่างตรงจุด” ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงเบื้องหลังกลยุทธ์ที่ทำให้แสนสิริแตกต่างจากคู่แข่ง

 

กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568

 

ครองแชมป์ Brand Powerful Score การันตีด้วยดาต้า

 

ความน่าสนใจคือ เมื่อเราเจาะลึกลงไปในข้อมูลวิจัยทางการตลาดล่าสุดจาก ‘Terra Hint Brand Series 2025’ พบว่าความแข็งแกร่งของแสนสิริไม่ได้มีแค่เรื่องตัวเลขทางการเงิน แต่ยังครองใจผู้บริโภคได้อย่างเหนียวแน่น โดยแสนสิริได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มี ‘Brand Powerful Score’ สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนน 4.37 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์มีพลังและอิทธิพลต่อความคิดของผู้บริโภคอย่างมาก

 

นอกจากนี้ แสนสิริยังยืนหนึ่งในฐานะ ‘Top of Mind’ หรือแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึง โดยมีสัดส่วนสูงถึง 50% ทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างชัดเจน ข้อมูลนี้ตอกย้ำว่า เมื่อคนไทยคิดจะซื้อบ้าน แสนสิริคือชื่อแรกที่พวกเขานึกถึง ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข Brand Awareness ที่สูงถึง 92% ทำให้เห็นว่าการรับรู้แบรนด์ของแสนสิรินั้นครอบคลุมและทรงพลังเพียงใด

 

ไม่เพียงแต่ภาพรวมเท่านั้น แต่ในรายละเอียดรายสินค้าแสนสิริยังได้รับการโหวตให้เป็น ‘Brand Leader’ หรือผู้นำแบรนด์ในเกือบทุกเซกเมนต์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำด้านบ้านเดี่ยว, ผู้นำด้านทาวน์โฮม, ผู้นำด้านคุณภาพ และที่น่าจับตามองคือการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และผู้นำด้านความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า การที่แสนสิริบอกว่าตนเองเป็นผู้นำ ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ แต่มีเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคเป็นเครื่องการันตี

 

กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568 กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568

 

DNA ที่แข็งแกร่ง พลิกวิกฤตเป็น ‘Brand Love’

 

เบื้องหลังการขับเคลื่อนองค์กรขนาดใหญ่ให้มีความคล่องตัวสูงเช่นนี้ มาจากรากฐานสำคัญคือ DNA ของคนแสนสิริที่ถูกปลูกฝังจนเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่อง ‘Speed to Market’ หรือความรวดเร็วในการรุกตลาด และ ‘Good Citizen’ การเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ โควิด หรือแผ่นดินไหว ทีมงานแสนสิริพร้อมลงพื้นที่ดูแลลูกบ้านทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

 

“ความเป็นเจ้าของที่พร้อมรับผิดชอบ หรือ Ownership คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง เมื่อลูกค้าเดือดร้อน เรามองว่าเป็นเรื่องของเราที่ต้องเข้าไปดูแล อย่างกรณีน้ำท่วมที่หาดใหญ่ หรือการส่งมอบบังเกอร์ให้ชุมชนชายแดน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเราจริงจังกับการดูแลสังคมในทุกมิติ และเราเชื่อว่าการเป็นแบรนด์ที่ดี ต้องดีต่อทุกคน ไม่ใช่แค่กับลูกค้าของเราเท่านั้น”

 

การกระทำที่จริงใจเหล่านี้เองที่เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็น ‘Brand Love’ และสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยที่พบว่า แสนสิริเป็นแบรนด์ที่มีค่าความตั้งใจซื้อ (Purchase Intention) สูงที่สุด โดยมีกลุ่มลูกค้าที่ระบุว่าเป็นเพียงแบรนด์เดียวที่จะพิจารณาซื้อ (Only Brand Considered) ถึง 12% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันดุเดือดเช่นนี้

 

กวาด 50 รางวัล ปิดฉากปี 2568 ได้อย่างน่าประทับใจ

 

ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการส่งมอบการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แสนสิริ ในฐานะ No.1 ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย จึงสามารถปิดฉากปี 2568 ตามแบบฉบับเจ้าตลาดด้วยการประกาศความสำเร็จคว้ารางวัลอันทรงเกียรติรวมกว่า 50 รางวัล ทั้งในระดับประเทศและสากล 

 

สะท้อนถึงความเป็นเลิศรอบด้านที่โดดเด่น พร้อมยืนหยัดในเจตนารมณ์ที่จะส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับ เพื่อความภาคภูมิใจสูงสุดของลูกค้าในทุกย่างก้าวของการใช้ชีวิต

 

กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568 กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568

 

โดยเฉพาะการสร้างสถิติใหม่ เริ่มต้นด้วยการติดอันดับใน 2025 Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยนิตยสารฟอร์จูน (Fortune) สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ซึ่งแสนสิริได้รับการจัดอันดับที่ 41 ของประเทศไทย และครองอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยของไทย 

 

โมเมนตัมแห่งความสำเร็จนี้ยังคงต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 4 ด้วยรางวัลที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งในทุกมิติ อาทิ ผู้นำด้าน ESG ที่แข็งแกร่งในวงการอสังหาฯ ทั้งในระดับประเทศและระดับอาเซียน ไปจนถึงรางวัลพลเมืองดีแห่งปี องค์กรที่สังคมภาคภูมิใจ

 

นอกจากนี้ แสนสิริยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลและ AI เพื่อขับเคลื่อนการตลาดสู่ยุคใหม่ และ ตอกย้ำความสำเร็จ ด้วยตำแหน่ง Design Leader ของวงการอสังหาฯ ไทย ด้วยการคว้ารางวัล Bronze สาขา Design หมวด Event Storytelling จากเวที Adman AWARDS & SYMPOSIUM 2025 จากผลงานนิทรรศการ Sansiri Good Mood Pavilion ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ถ่ายทอดแบรนด์ผ่านงานออกแบบเชิงประสบการณ์ (Experiential Design) และเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตให้กับผู้เข้าชม ที่จัดแสดงในงาน Bangkok Design Week 2025

 

ปักธงสู่อนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

 

ก้าวต่อไปของแสนสิริคือการยกระดับมาตรฐานสู่ความยั่งยืนที่จับต้องได้จริง ผ่านแบรนด์แคมเปญแห่งปี ‘Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี’ ที่ไม่ได้ขายแค่ความสวยงามของดีไซน์ แต่เป็นการถ่ายทอดปรัชญาการสร้างบ้านที่ลึกซึ้ง 

 

กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568

 

เพื่อสื่อสารว่า ‘บ้าน’ ต้องเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน โดยเน้นย้ำเรื่องการบริการหลังการขายที่ไม่สิ้นสุด และการสร้างสังคมคุณภาพ

 

การขับเคลื่อนนี้ดำเนินไปควบคู่กับเป้าหมายใหญ่ Net-Zero ในปี 2050 ที่แสนสิริเป็นผู้บุกเบิกในวงการอสังหาฯ ไทย โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการก่อสร้าง เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า, คู่ค้าใน Ecosystem และสังคมไทย 

 

กำไรแสนสิริ 9 เดือนแรก 2568

 

การผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ รากฐานตลอด 40 ปี และวิสัยทัศน์ที่ใส่ใจโลก ทำให้แสนสิริก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็นแบรนด์ที่ ‘ครองใจ’ ผู้คนอย่างแท้จริง และพร้อมส่งมอบทุกวัน ชีวิตดี ให้กับทุกคนต่อไป

The post บทพิสูจน์ ‘แสนสิริ’ แบรนด์ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘บ้าน’ แต่ใช้ ‘DNA’ ขับเคลื่อนธุรกิจจนยืนหนึ่งในทุกวิกฤต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCOPE ชูแนวคิดผู้พัฒนาอสังหา Ultra Luxury ที่เข้าใจ Well-Being Living และออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีในทุกมิติ https://thestandard.co/life/scope-ultra-luxury-well-being-living/ Mon, 08 Dec 2025 04:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1150318

แนวคิดด้าน Longevity และ Well-Being กลายเป็นที่พูดถึงอย […]

The post SCOPE ชูแนวคิดผู้พัฒนาอสังหา Ultra Luxury ที่เข้าใจ Well-Being Living และออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีในทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แนวคิดด้าน Longevity และ Well-Being กลายเป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ผู้บริโภคทุกเซกเมนต์ตื่นตัว หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ และความเป็นอยู่อย่างยั่งยืนมากกว่าที่เคย

 

ผลที่ตามมาจึงทำให้แบรนด์ในแทบจะเกือบทุกอุตสาหกรรมปรับตัวสอดรับเทรนด์ดังกล่าวกันอย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาดได้อย่างทันท่วงที

 

เมื่อทุกแบรนด์จับเทรนด์เก่งในจังหวะที่เท่าๆ กัน จุดชี้วัดในปลายทางของแบรนด์ที่จะชนะในตลาดได้ก็คือ ใคร ‘เข้าใจ’ แนวคิดเรื่อง Longevity หรือ Well-Being ได้ถึงแก่นมากที่สุด และสามารถนำมาหยอดผสานเบลนด์ลงไปกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนเองได้อย่างถูกจุด น่าสนใจ และสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

 

SCOPE คือหนึ่งใน Dev โครงการอสังหาริมทรัพย์ไม่กี่รายที่จับตลาดระดับ Ultra Luxury พร้อมๆ กันกับการตอบโจทย์แนวคิด Well-Being ด้วยความตั้งใจที่จะมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่พิถีพิถันและแตกต่าง ด้วยความเป็นอยู่ที่ดีในทุกองค์ประกอบและทุกมิติอย่างแท้จริง

 

โครงการอสังหาฯ ของ SCOPE จึงไม่เพียงแต่ตั้งอยู่บนทำเลทองที่เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย มีความโดดเด่น แตกต่าง หรูหรา หรือมีการบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก ส่วนกลางที่พร้อมสรรพเท่านั้น หากแต่ทุกองค์ประกอบของ SCOPE ต่างหากที่ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากแนวคิด Well-Being แทบทั้งสิ้น และทำให้พวกเขา แตกต่างจากทุก Dev อสังหาฯ ในท้องตลาด

 

 

ผสาน Well-Being เข้ากับปรัชญา Think Sharp, Live Distinct เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ช่วยให้ลูกบ้าน ผู้อยู่อาศัยมีความเป็นอยู่ที่ดีรอบด้าน

 

สำหรับ SCOPE พวกเขาวางแนวคิด Well-Being เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบโครงการทั้งหมดของตัวเอง เพื่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะความสวยงาม แต่คงคุณค่าความเป็นอยู่ที่ดีในระดับที่จับต้องได้จริง

 

ผนวกรวมเข้ากับปรัชญา Think Sharp, Live Distinct ของ SCOPE ที่พวกเขาเชื่อว่าที่อยู่อาศัยที่ดีต้องมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งด้านกาย ใจ และสังคม

 

ผลที่ตามมาจึงทำให้ในทุกโครงการของ SCOPE มีองค์ประกอบทุกอย่างที่ตอบโจทย์ Well-Being ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง, แปลนห้อง, การออกแบบแสง, การคำนึงถึงไหลเวียนอากาศ, การพัฒนาระบบลดเสียงรบกวน หรือแม้แต่วัสดุที่ให้สัมผัสสงบ ไปจนถึงบริการที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวัน

 

ทุกองค์ประกอบล้วนถูกออกแบบให้ประสานการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความสงบลึก และความสะดวกสบายที่เป็นแก่นของความเป็นอยู่ที่ดีในแบบฉบับของ SCOPE

 

ความพิถีพิถันนี้ยังเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น KPF, Thomas Juul-Hansen, Ligne Roset, Siematic, Gaggenau, Sub-Zero, Lema, etc. ซึ่งดีไซน์เนอร์หรือพาร์ทเนอร์ทุกรายไม่เพียงแต่มีมาตรฐานระดับสากลแล้ว แต่ยังมีจุดร่วมที่ตอบโจทย์ในปรัชญา Well-Being เหมือนๆ กัน

 

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประกอบรวมร่างกันแล้ว จึงทำให้โครงการของ SCOPE ในทุกโครงการช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกถึงความสงบ สบาย และคุณภาพชีวิตที่แท้จริงในทุกวัน และสำคัญที่สุดคือการได้มี ‘ความเป็นอยู่ที่ดี’ ในมิติที่สอดคล้องกัทุกจังหวะชีวิต ไลฟ์สไตล์ และบริบทของแต่ละทำเลได้อย่างกลมกลืน

 

 

SCOPE Langsuan: Urban Serenity ความสงบใจกลางเมืองบนที่ดินฟรีโฮลด์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

 

SCOPE Langsuan ถ่ายทอดคุณภาพชีวิตผ่านแนวคิด ‘ความสงบกลางเมือง’ ซึ่งถือเป็นแก่นแท้ของ Well-Being ที่ยากจะเกิดขึ้นในทำเลเพลินจิต-หลังสวน

 

โดดเด่นด้วยการออกแบบตัวอาคารที่ยึดแสงธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมทุกจังหวะชีวิตให้ลงตัวได้อย่าง แนบเนียน วัสดุภายในสะท้อนโทนอุ่นละมุน และโครงสร้างกระจก IGU ที่หนาถึง 33 มิลลิเมตร ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยแยกความวุ่นวายเร่งเร้าจากโลกภายนอกออกจาก Mindfulness Space ของห้องชุด SCOPE Langsuan โดยสิ้นเชิง

 

 

การได้ใช้ชีวิตอยู่ใน SCOPE Langsuan จึงทำให้คุณได้พักผ่อนบนทำเล CBD ด้วยความสงบที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายหรือจิตใจ

 

ที่สำคัญองค์ประกอบอื่นก็ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Well-Being ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ส่วนกลางที่มีฟีเจอร์พื้นที่สระว่ายน้ำ ระบบ fresh water ห้องสปาส่วนตัวที่ออกแบบเพื่อการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนเติมเต็มที่ช่วยยกระดับสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างสมบูรณ์

 

 

SCOPE Promsri: Compact Calm ความสงบกระชับสำหรับชีวิตเมืองรุ่นใหม่

 

ขณะที่ Well-Being ของ SCOPE Promsri เกิดจากความกลมกล่อมของพื้นที่กระชับที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อคนเมืองที่ต้องการความคล่องตัวโดยไม่ลดทอนคุณภาพชีวิต

 

เฟอร์นิเจอร์สัญชาติฝรั่งเศสจาก Ligne Roset กลายเป็นอีกหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นเป็นธรรมชาติ

 

 

ทั้งยังไม่ลืมที่จะใส่ใจในการเลือกสรรวัสดุเพื่อกันเสียงและการควบคุมแสงเพื่อช่วยให้ผู้อยู่อาศัยได้พักผ่อนบน Personal Space ของตัวเองได้อย่างไร้ข้อจำกัด

 

ทั้งหมดนี้จึงเป็นองค์ประกอบที่ล้วนขับให้ Promsri สามารถนำเสนอความสงบในจังหวะชีวิตที่กระชับแต่ครบถ้วน เหมาะกับผู้พักอาศัยที่มองหาความเอาใจใส่ในดีเทลเล็กๆ ที่ทำให้ทุกวัน ‘เบาลง และนิ่งขึ้น’ ได้อย่างแท้จริง

 

 

SCOPE Thonglor: Private Harmony ความสงบลึกซึ้งในพื้นที่ที่ออกแบบเพื่อคุณเท่านั้น

 

ปิดท้ายด้วย SCOPE Thonglor Well-Being โครงการที่ถูกยกระดับในมิติของความเป็นส่วนตัวให้ลึกขึ้น ทั้งจากจำนวนยูนิตที่จำกัดเพียง 18 ยูนิต วัสดุระดับสากล และบริการเฉพาะบุคคลที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวัน

 

โดยการออกแบบล้วนแล้วแต่มุ่งสร้างสภาวะที่นิ่ง สงบ และเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ส่วนกลางถูกจัดวางอย่างเป็นสัดส่วนสำหรับการใช้งานแบบเป็นส่วนตัว รวมถึงไม่ให้รบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยในแต่ละยูนิต เพื่อความเป็นอิสระและความสงบ

 

ทั้งยังแตกต่างด้วยประสบการณ์การอยู่อาศัยตั้งแต่เช้าถึงค่ำที่ถูกสนับสนุนด้วยบริการ Tailored ที่เข้ามาเติมเต็มสุขภาวะด้านใจอย่างแท้จริง การอยู่ที่นี่จึงเป็น Well-Being ในรูปแบบที่ ‘เงียบ ลึก และเป็นของคุณเท่านั้น’

 

 

แม้ทั้งสามโครงการจะมีบุคลิกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งหนึ่งที่ผูกทุกโครงการไว้ด้วยกันคือ ‘การคัดสรร’ ซึ่งเป็นศิลปะการทำงานของ SCOPE ผ่านองค์ประกอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ ผิวสัมผัสของวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ที่รับกับสรีระ หรือบริการที่ช่วยบริหารเวลา

 

ทั้งหมดล้วนถูกคัดเลือกด้วยคำถามเดียวว่า “สิ่งนี้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้นจริงหรือไม่?” และหากคำตอบคือใช่ สิ่งนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ SCOPE Collection อย่างไม่ต้องลังเล

 

ด้วยแนวคิดที่เน้นสุขภาวะในทุกมิติ SCOPE ยังคงเดินหน้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ โดยยึดมั่นว่า ความหรูหราที่แท้จริงคือ “ความสงบที่รับรู้ได้ ความสบายที่สัมผัสได้ และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในทุกวัน” มากกว่าความสวยงามเฉพาะสายตา

 

และสิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ปรัชญา Well-Being ของ SCOPE สอดรับประสานเข้ากันกับอสังหาฯ ของพวกเขาได้อย่างลงตัว และช่วยให้ทุกชีวิตสามารถอยู่อาศัยพร้อมๆ กับการมีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติได้จริง

The post SCOPE ชูแนวคิดผู้พัฒนาอสังหา Ultra Luxury ที่เข้าใจ Well-Being Living และออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีในทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.1) : ที่อยู่อาศัย & พาหนะส่วนตัว https://thestandard.co/market-focus-rent-or-buy-ep-1/ Thu, 04 Dec 2025 09:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1151437 คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.1) : ที่อยู่อาศัย & พาหนะส่วนตัว

ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มหันมา ‘เช่าใช้’ กันมากขึ้น แนวโน้ม […]

The post คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.1) : ที่อยู่อาศัย & พาหนะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.1) : ที่อยู่อาศัย & พาหนะส่วนตัว

ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มหันมา ‘เช่าใช้’ กันมากขึ้น แนวโน้มนี้ได้ขยายจากการเช่าที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ ไปสู่สินค้ากึ่งคงทนหลากหลายประเภท ขณะที่บริการ Ride-sharing ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

SCB EIC ได้จัดทำแบบสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค (SCB EIC Consumer survey) ภายใต้หัวข้อ ‘สำรวจใจคนไทยยุคใหม่ เลือกเช่าหรือเลือกซื้อ’ พบว่า พฤติกรรมการเช่าใช้ของผู้บริโภคชาวไทยมีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ 1) กลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ได้รับความนิยมสูงในการเช่า โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความต้องการใช้งานเพียงชั่วคราว เช่น ชุดราตรี อุปกรณ์เครื่องเสียง หรือกล้องถ่ายรูป 2) แม้ว่าการเช่าใช้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความยืดหยุ่น

 

แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและยานยนต์ เพราะมองว่าสินทรัพย์มูลค่าสูงเหล่านี้สะท้อนความมั่นคงและความสำเร็จในชีวิต และ 3) แนวคิด ‘การเช่าเพื่อทดแทนการครอบครอง’ มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคอายุต่ำกว่า 45 ปี ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการใช้งาน มากกว่าความเป็นเจ้าของหรือการครอบครองสินทรัพย์เกินความจำเป็น

 

คนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ขณะที่ตัวเลือกการเช่าตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการมีภาระหนี้ระยะยาว และให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระและยืดหยุ่น

 

ผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพราะมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ฐานะทางสังคม และเป็นความภาคภูมิใจของชีวิต ขณะที่มาตรการสินเชื่อและโครงการบ้านหลังแรกมีส่วนช่วยให้ผู้มีรายได้ปานกลางสามารถก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้านกันได้ง่ายขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตยุคใหม่ได้ผลักดันให้การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 45 ปี ที่ต้องการลดภาระหนี้สินระยะยาวและควบคุมค่าใช้จ่ายให้คาดการณ์ได้ อีกทั้ง ยังได้รับแรงดึงดูดจากข้อได้เปรียบของตลาดเช่า เช่น การเข้าอยู่อาศัยได้ทันที ไม่ต้องดูแลซ่อมบำรุงเอง และรูปแบบสัญญาที่ยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น

 

พฤติกรรมการครอบครองพาหนะกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่รถส่วนตัวถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสัญจร มาสู่ยุคที่ผู้บริโภคเริ่มเปิดรับบริการ Ride-sharing และการเช่ารถระยะยาวกันมากขึ้น

 

แม้ว่าการมีพาหนะส่วนตัวยังคงเป็นค่านิยมสำคัญของคนไทยจำนวนมาก แต่รูปแบบการตัดสินใจซื้อและการใช้งานกลับมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป เจ้าของยานยนต์ในปัจจุบันมักยืดอายุการใช้งานพาหนะส่วนตัวให้นานขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคที่กำลังมองหารถคันแรกก็เริ่มให้ความสนใจกับรถยนต์ไฟฟ้า (xEV)

 

ไม่เพียงเท่านี้ ผลการวิเคราะห์ SCB EIC Consumer survey ยังชี้ว่า การเป็นเจ้าของยานยนต์ก็เริ่มไม่ได้เป็นเงื่อนไขจำเป็นดังเช่นในอดีต โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ระบบขนส่งสาธารณะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริการ Ride-sharing ก็ได้กลายมาเป็นทางเลือกหลักสำหรับหลายคน เพราะในบางกรณีก็สามารถตอบโจทย์

 

ความสะดวกสบายได้ดีกว่าการใช้งานพาหนะส่วนตัว ขณะที่บริการเช่ารถระยะยาวหรือ Car subscription ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมไลฟ์สไตล์ยืดหยุ่นและต้องการการทดลองเทคโนโลยีขับขี่ใหม่ ๆ

 

ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและต่อยอดกลยุทธ์การเติบโต เพื่อรองรับกระแส ‘การเช่าใช้แทนการซื้อ’ ที่เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
กระแสการเช่าหรือการใช้บริการทดแทนการซื้อกำลังก้าวขึ้นมามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างรอบด้านเพื่อรองรับโครงสร้างความต้องการที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป

 

ในภาคอสังหาฯ ผู้พัฒนาโครงการควรหันมาพัฒนารูปแบบ Hybrid Housing ที่ผสมผสานพื้นที่ขายกับพื้นที่เช่า เช่น Serviced apartment หรือ Co-living ที่ผู้เช่าสามารถเหมาจ่ายค่าสาธารณูปโภคและค่าส่วนกลางแบบรายเดือน

 

นอกจากนี้ การออกแบบโครงการสำหรับกลุ่มเฉพาะทาง เช่น Senior living apartment จะช่วยสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ภาคสถาบันการเงินก็ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจแบบเช่า เช่น Buy-to-Let Financing สำหรับผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาฯ เพื่อนำไปปล่อยเช่า รวมถึงพัฒนาระบบประเมินเครดิตผู้เช่าเพื่อช่วยลดความเสี่ยงแก่ผู้ให้เช่า

 

สำหรับในภาคยานยนต์ ค่ายรถควรศึกษาและต่อยอดบริการ Car subscription ควบคู่กับออกแบบรถรุ่นที่เหมาะกับตลาดบริการ

 

นอกจากนี้ ภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างตลาด ‘ซื้อ’ และ ‘เช่า’ ผ่านการออกแบบกฎหมายคุ้มครองคู่สัญญาให้เป็นธรรม เช่น กฎหมายผู้เช่า-ผู้ให้เช่า มาตรฐานความปลอดภัยของบริการ Mobility-as-a-Service รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูง สถานีชาร์จไฟฟ้า และแพลตฟอร์มข้อมูลสาธารณะเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

 

แนวโน้มทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การปรับตัวเชิงนโยบายและกลยุทธ์ทางธุรกิจ ไม่เพียงช่วยรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยืดหยุ่น เป็นธรรม และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องให้สังคมและธุรกิจในระยะยาว

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/Buy-or-Rent-EP1-041225?utm_source=Influencer&utm_medium=Influencer

The post คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.1) : ที่อยู่อาศัย & พาหนะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 ปีของ ‘แสนสิริ’ และ ‘โตคิว’ สู่ WIDEN by Sansiri คอนโดที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน บนทำเลหายากย่านนางลิ้นจี่ กวาดยอดขายแล้ว 1,200 ล้านบาท [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/widen-by-sansiri-tokyu-8-years-partnership-40-sales/ Fri, 07 Nov 2025 11:09:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1140676 widen-by-sansiri-tokyu-8-years-partnership-40-sales

การค้นพบพันธมิตรทางธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงผลกำไร แต่มีห […]

The post 8 ปีของ ‘แสนสิริ’ และ ‘โตคิว’ สู่ WIDEN by Sansiri คอนโดที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน บนทำเลหายากย่านนางลิ้นจี่ กวาดยอดขายแล้ว 1,200 ล้านบาท [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
widen-by-sansiri-tokyu-8-years-partnership-40-sales

การค้นพบพันธมิตรทางธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงผลกำไร แต่มีหัวใจและปรัชญาการทำงานที่สอดคล้องกัน ถือเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากในโลกของการสร้างสรรค์ นี่คือเรื่องราวความร่วมมือยาวนาน 8 ปี ระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์

 

การจับมือกันระหว่าง แสนสิริ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย นำโดย อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำจากญี่ปุ่น นำโดย ฮิโรฮิสะ ฟูจิวาระ Director & Senior Managing Executive Officer เป็นการตอกย้ำความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิสัยทัศน์ ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย’ มาเป็นอันดับหนึ่งเสมอมา

 

สิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ยืนยาว คือปรัชญาที่ตรงกันอย่างชัดเจน แสนสิริ ภายใต้แนวคิด ‘Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี’ และ โตคิว กรุ๊ป กับแนวคิด ‘Toward a Beautiful Age’ ต่างมุ่งมั่นถ่ายทอดความเชื่อเดียวกัน นั่นคือที่อยู่อาศัยเป็นมากกว่าสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนในทุกวัน ผ่านการดีไซน์ ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ การดูแลหลังการขาย และการสร้างสังคมคุณภาพไปจนถึงแนวทางธุรกิจที่ยั่งยืน

 

ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือนี้ได้พลิกโฉมการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาแล้วมากมาย ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยว ตอบรับความต้องการที่หลากหลายของทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ สร้างมูลค่าโครงการรวมกันแล้วกว่า 19,200 ล้านบาท

 

ล่าสุด เรื่องราวบทใหม่ของความสำเร็จนี้ได้ถูกเขียนขึ้นอีกครั้ง ผ่านโครงการ WIDEN by Sansiri (ไวด์เด็น บาย แสนสิริ) คอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ ONE OF A KIND ของแสนสิริ ซึ่งถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองพันธมิตรได้เป็นอย่างดี

 

เพียงระยะเวลาอันสั้นหลังการเปิดตัวและเปิดให้ชมห้องตัวอย่าง WIDEN by Sansiri ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากกลุ่มลูกค้าคุณภาพ สร้างยอดขายไปแล้วกว่า 40% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท ตัวเลขนี้คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อมาตรฐานของแบรนด์ และความไว้วางใจในการทำงานร่วมกันของผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์จากทั้งสองประเทศ

 

ความสำเร็จนี้ยังสะท้อนถึงการเลือกทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพสูงสุดอย่างย่าน ‘นางลิ้นจี่ – สาทร’ ทำเลที่ได้ชื่อว่าเป็น Rare Location ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยคุณภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ท่ามกลางบรรยากาศของคอมมูนิตี้ที่สงบและมีระดับ

 

หัวใจของ WIDEN by Sansiri คือการออกแบบเพื่อ Well-being Living อย่างแท้จริง โครงการนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อมอบความรู้สึกของการ ‘อยู่บ้าน’ พร้อมกับความสะดวกสบายของการใช้ชีวิตใจกลางเมือง

 

แนวคิดของโครงการคือการ ‘Expand’ หรือขยายในทุกมิติของชีวิต เริ่มตั้งแต่ขนาดของพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางเป็นสัดส่วน รูปแบบห้องเน้นขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 1 ห้องนอน ไปจนถึง 3 ห้องนอน โดยมีขนาดพื้นที่เริ่มต้นที่ 45 ตารางเมตร ไปจนถึง 209.75 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่หาได้ยากอย่างยิ่งในคอนโดมิเนียมทำเลใจกลางเมือง

 

การออกแบบยังเน้นการผสมผสานความเป็นเมืองและธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน มีการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ และดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางให้เชื่อมต่อกับพื้นที่สีเขียวอย่างลงตัว สร้างกลิ่นอายที่ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวใหญ่และคอมมูนิตี้ชาวต่างชาติในย่านนางลิ้นจี่ที่ชื่นชอบความเรียบง่าย สง่างาม และเป็นส่วนตัว ด้วยจำนวนยูนิตเพียง 215 ยูนิตเท่านั้น


WIDEN by Sansiri เป็นคอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ แห่งแรกในทำเลนางลิ้นจี่ มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยเป็นครอบครัวอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น The Park, Putting Green, และ Pet Playground สำหรับสมาชิกสี่ขา ส่วนบนอาคารยังมี Panoramic Pool ที่เปิดรับวิว skyline และโค้งน้ำบางกระเจ้าอันงดงามแบบไม่มีตึกสูงมาบดบัง พร้อมด้วย Sky Lounge และ Co-Living Space

 

สิ่งที่ตอกย้ำแนวคิดการ ‘อยู่บ้าน’ ที่ชัดเจนที่สุด คือจำนวนที่จอดรถที่ให้มาสูงถึง 105% และทั้งหมดเป็นที่จอดรถแบบ Conventional Parking ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่งในคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง และช่วยขจัดความกังวลในการใช้ชีวิตในคอนโดไปได้อย่างสมบูรณ์

 

WIDEN by Sansiri จึงเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เป็นผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นตลอด 8 ปี ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับผู้อยู่อาศัย บนทำเลที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ เริ่มต้น 8.9 – 49.9 ล้านบาท*

ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/e0vOvYA หรือนัดหมายเพื่อเข้าชมห้องตัวอย่างได้ทุกวัน ผ่านลิงก์ https://siri.ly/OlPOqHA

 

โครงการ WIDEN by Sansiri ความร่วมมือ แสนสิริ-โตคิว โครงการ WIDEN by Sansiri ความร่วมมือ แสนสิริ-โตคิว โครงการ WIDEN by Sansiri ความร่วมมือ แสนสิริ-โตคิว โครงการ WIDEN by Sansiri ความร่วมมือ แสนสิริ-โตคิว โครงการ WIDEN by Sansiri ความร่วมมือ แสนสิริ-โตคิว

The post 8 ปีของ ‘แสนสิริ’ และ ‘โตคิว’ สู่ WIDEN by Sansiri คอนโดที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน บนทำเลหายากย่านนางลิ้นจี่ กวาดยอดขายแล้ว 1,200 ล้านบาท [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้าบ้านคือจุดเริ่มต้นของ Living Quality แห่งการเยียวยาจิตใจและจัดระเบียบชีวิต โดย ชาลิสา วีรวรรณ https://thestandard.co/life/living-quality-chalisaa/ Thu, 06 Nov 2025 04:30:01 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1139871 living-quality-chalisa

LIFE จะชวนคุณมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าบ้านที่ซื่อสัต […]

The post ถ้าบ้านคือจุดเริ่มต้นของ Living Quality แห่งการเยียวยาจิตใจและจัดระเบียบชีวิต โดย ชาลิสา วีรวรรณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
living-quality-chalisa

LIFE จะชวนคุณมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าบ้านที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง และการจัดระเบียบพื้นที่ คือทางออกของการดูแลใจล่ะ? ชีวิตแบบนี้มันจะดีแค่ไหนกันนะ?” โดยจะพาไปสำรวจมุมมองกับ ชาลิสา วีรวรรณ Wellness & Lifestyle Director และ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเอง ผู้ที่ได้ค้นพบความหมายของ Living Quality ผ่านการเข้าใจว่าบ้านคือจิตใต้สำนึกที่เป็นรูปธรรม และใช้พื้นที่ภายนอกเป็นกระจกสะท้อนการดูแลตัวเองแบบองค์รวมได้อย่างลงตัว

 

การทำงานด้านจิตวิญญาณมาอย่างยาวนาน ทำให้เธอเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ภายนอกกับโลกภายในของเรา ปัจจุบันเธอช่วยให้ผู้คนได้กลับมารู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้คอนเนกต์กับตัวเองจากภายใน และได้ค้นพบความหมายของ Living Quality ที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ความสะดวกสบายทางวัตถุ แต่คือคุณภาพของการตื่นรู้ในการใช้ชีวิตกับตัวเอง

 

การได้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการดูแลใจ เช่น การจัดบ้านให้ซื่อสัตย์กับพลังงานของตัวเอง, การใช้ลมและแสงธรรมชาติมาช่วยเยียวยา, หรือการปล่อยวางสิ่งของที่ไม่ตอบโจทย์กับชีวิตปัจจุบัน เหล่านี้คือช่วงเวลาที่เธอได้อนุญาตให้ผู้คนได้ ‘หายใจ’ และเติมเต็มพลังงานจากภายในอย่างแท้จริง

 

นิยามของบ้านเปรียบเสมือนจิตใต้สำนึกที่เป็นรูปธรรม

 

“งานที่นีทำตอนนี้คือช่วยให้คนได้กลับมารู้จักตัวเองมากขึ้นในทุกมิติ ผ่านกิจกรรมและศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสนุกๆที่ช่วยให้เข้าใจเส้นทางชีวิตตัวเองหรือลงลึกพาไปสำรวจจิตใจ มันคือการเดินทางภายในที่ทำให้ทุกคนได้เชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น ความหมายของบ้านสำหรับนี บ้านเปรียบเสมือนจิตใต้สำนึกที่จับต้องได้ ทุกห้อง ทุกมุม มักจะสะท้อนภายในตัวเรา บ้านเป็นเหมือนภาชนะพลังงานที่โอบอุ้มการเปลี่ยนผ่านในทุกช่วงชีวิต ฉะนั้นหากเรามองว่าบ้านคือจิตใต้สำนึกที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่เราเห็นภายในบ้านคือกระจกสะท้อนตัวเรา”

 

Living Quality ที่แท้จริง คือคุณภาพของการเป็นอยู่

 

 “Living Quality ไม่ได้หมายถึงเพียงความสะดวกสบายทางวัตถุ แต่มันคือคุณภาพของการตื่นรู้ต่อชีวิตของตัวเอง มันคือการอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และรู้เท่าทันความทุกข์ ความสุข ความไม่สมบูรณ์แบบและความเป็นมนุษย์ของตัวเอง หลายคนมักคิดว่า Living Quality คือการใช้ชีวิตให้ดูดี แต่ความจริง มันคือคุณภาพของการมี Quality of Being

 

ความผูกพันกับบ้านและความซื่อสัตย์ต่อพลังงานตัวเอง

 

“บ้านไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด แต่ต้องซื่อสัตย์กับพลังงานของเจ้าของ ถ้าบ้านรก แต่เจ้าของโอเค เช่นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากๆ บ้านอาจดูสุดครีเอทีฟ และพลังงานก็สะท้อนตัวตนของเขา หากเราซื่อสัตย์กับตัวเอง บ้านเราอาจไม่ต้องมี ต้องใช่เหมือนบ้านคนอื่น แต่ก็สามารถสร้างความสุขได้

 

สังเกตบ้านผ่านประสาทสัมผัส เพื่อเข้าใจสุขภาพจิตตัวเอง

 

“บ้านสามารถสะท้อนสุขภาพจิตของเราได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ความสว่าง เสียง กลิ่น หรือความรู้สึกโล่ง อึดอัด เราสามารถสังเกตสภาพแวดล้อม อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปอาจสะท้อนบางสิ่งที่เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเรา บ้านจะไม่โกหกเรา แต่มันมีความเป็นไปได้ที่เรามักโกหกตัวเอง โต๊ะทำงานที่เริ่มรก ไม่เป็นระเบียบ อาจสะท้อนความเครียด พลังงานที่ค้างอยู่หรือความติดขัดบางอย่าง แต่ถ้ามันคือธรรมชาติของเรายิ่งรกยิ่งดี นั่นไม่ใช่ปัญหา แต่หากเราเป็นคนชอบความเป็นระเบียบ แต่ช่วงนี้บ้านรกและเราปล่อยผ่าน มันอาจจะเป็นสัญญาณให้เราเข้ามาพิจารณาว่าชีวิตช่วงนี้เราสมดุลหรือไม่”

 

วิธีชาร์จพลังบวกให้บ้าน ด้วยลมและแสงธรรมชาติ

 

 “การชาร์จพลังบวกให้กับบ้านนั้นง่ายกว่าที่คิด เริ่มจากการทำความสะอาดอยู่เสมอ และให้บ้านมีพลังงานถ่ายเทด้วยพลังของลมและแสงธรรมชาติ แสงแดดไม่เพียงช่วยฆ่าเชื้อโรค แต่ยังมีพลังเยียวยาและบำบัด หรือลองนำเอาธรรมชาติเข้ามาในพื้นที่ตามพลังของธาตุทั้งสี่ เช่น ต้นไม้ วางในจุดที่เรารู้สึกอยากให้มีพลังงานไหลเวียนที่ดี หรือการจุดพวกเทียนหอมและกำยาน เพราะกลิ่นเป็นสิ่งสำคัญกับสภาพแวดล้อม พลังงานในบ้านสามารถเปลี่ยนได้ทันที”

 

มุมโปรดในบ้าน และห้อง Living Room ที่เป็นหัวใจของบ้าน

 

“ถ้าเปรียบบ้านเป็นร่างกาย ห้องนั่งเล่นคือหัวใจของบ้าน เพราะเกี่ยวข้องกับพลังงานของความรัก เป็นพื้นที่เชื่อมโยง เปิดใจ และสร้างสัมพันธ์ แต่ละมุมในบ้านก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน เช่น ห้องเสื้อผ้าให้ความสวยงาม ห้องพระให้ความสงบ พื้นที่เหล่านี้สะท้อนตัวเราในแต่ละมิติและเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เล็กๆของแต่ละคน

 

การปล่อยวางสิ่งของ คือการปล่อยวางทางอารมณ์

 

“เวลาจะโละของในบ้าน เราควรถามตัวเอง ณ ปัจจุบันว่าสิ่งนั้นยังจำเป็นสำหรับเราหรือไม่ เช่น เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่มานาน ลองถามตัวเองว่า ‘ฉันยังต้องการสิ่งนี้อยู่ไหม’ ถ้ามันไม่ตอบโจทย์ตัวตนในปัจจุบัน การปล่อยวางสิ่งนั้นจะทำให้เรารู้สึกเบาขึ้น ก่อนทิ้งสิ่งของ เราสามารถขอบคุณของต่างๆที่อยู่กับเรามา สิ่งที่อยู่มานานแต่ ‘outgrown’ กับพลังงานเรา เป็นเหมือนการปิดวงจรพลังงานอย่างสมบูรณ์ การปล่อยวางสิ่งของจึงไม่ใช่แค่เรื่องวัตถุ แต่เป็นการปล่อยวางทางอารมณ์ของตัวเราเองด้วย”

 

Living Quality ในแบบของความซื่อสัตย์กับตัวเอง

 

“คำว่าบ้านไม่ได้หมายถึงเพียงบ้านที่เป็นรูปธรรม บ้านที่แท้จริงคือบ้านที่อยู่ในใจของเรา ตัวเราเองคือบ้านที่สำคัญที่สุด บ้านที่แท้จริงไม่เกี่ยวกับตัวอาคาร แต่คือความรู้สึกสงบ ปลอดภัยในตัวเราเอง

 

เมื่อเรามีความสุขกับ ‘บ้านภายใน’ ไม่ว่าบ้านภายนอกจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถต้อนรับคนอื่นด้วยความมั่นใจและความอบอุ่น บ้านที่เป็นหลังเป็น Foundation และ Root ที่สำคัญ แต่หากเราไม่ปลอดภัยกับตัวเอง ไม่ว่าบ้านจะสวยหรือเราจะร่ำรวยแค่ไหนก็ไม่สามารถสร้างความสุขแท้จริงได้”

 

แนวทางสู่ Living Quality ที่แท้จริง

 

“ข้อแรกคือรู้จักตัวเอง ข้อสองคือยอมรับทุกสิ่งในตัวเรา ทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อสามคือซื่อสัตย์กับตัวเอง เมื่อเข้าใจบ้านในมิติแบบนี้ ใจเราจะเปิดกว้างขึ้น สามารถต้อนรับพลังงานดีๆ เข้ามา บ้านทั้งภายนอกและภายในจะเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสมดุลอย่างแท้จริง”

 

จากบทสนทนาที่มีประโยชน์เหล่านี้น่าจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจแล้วว่าการมีพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมการค้นหาความสุขในแบบของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นมุมสงบๆ สำหรับการสะท้อนตัวเอง หรือพื้นที่สำหรับชาร์จพลังด้วยแสงธรรมชาติสามารถปรับพลังงานและสร้างพลังงานๆ ดี ให้กับบ้านของเราได้ ลองสร้าง Living Quality ในแบบของคุณเอง ด้วยการทำให้บ้านซื่อสัตย์กับพลังงานของคุณ แล้วมันจะกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คุณได้ปล่อยวางและมีความสุขกับชีวิตดีๆ ในแบบที่คุณเลือกเอง

 

ชาลิสา_วีรวรรณ ชาลิสา_วีรวรรณ ชาลิสา_วีรวรรณ

The post ถ้าบ้านคือจุดเริ่มต้นของ Living Quality แห่งการเยียวยาจิตใจและจัดระเบียบชีวิต โดย ชาลิสา วีรวรรณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
InterContinental Residences Bangkok Asoke: พลิกบทบาทที่อยู่อาศัยสู่เทรนด์อสังหาฯ ที่มีอนาคต [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/intercontinental-residences-asoke-super-luxury-branded/ Wed, 05 Nov 2025 08:30:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1139876

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ‘InterContinental Resi […]

The post InterContinental Residences Bangkok Asoke: พลิกบทบาทที่อยู่อาศัยสู่เทรนด์อสังหาฯ ที่มีอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ‘InterContinental Residences Bangkok Asoke’ เรสซิเดนซ์แห่งใหม่ใจกลางอโศก ก็กลายเป็นโครงการที่ถูกจับตามองในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรีของกรุงเทพฯ อย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะเป็น Branded Residences หรือที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม ซึ่งมีอยู่เพียง 1% ของกรุงเทพฯ แล้ว ยังจัดเป็น สินทรัพย์ทางการเงินเชิงกลยุทธ์ที่การันตีด้วยชื่อเสียงของ InterContinental แบรนด์โรงแรมที่โดดเด่นเรื่องความหรูหราและบริการที่มีมาตรฐานระดับโลกมาอย่างยาวนาน

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke Branded Residences

 

Branded Residence อสังหาฯ ที่ไม่ควรมองข้าม

 

ความน่าสนใจของโครงการนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่กำลังเติบโต ข้อมูลจาก CBRE ชี้ว่า โครงการประเภท Branded Residences หรือที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมระดับโลก กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสามารถสร้าง ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Gross Yield) โดยที่ค่าเช่า Branded Residences สูงกว่าโครงการทั่วไปถึง 50-80% และมีอัตราการปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย 11-16%

 

หัวใจของความได้เปรียบนี้อยู่ที่ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของผู้ประกอบการโรงแรม ซึ่งการันตีได้ทั้งคุณภาพโครงสร้าง มาตรฐานการบริหาร การบริการระดับมืออาชีพ ไปจนถึงระบบความปลอดภัยและการบำรุงรักษาที่เข้มงวดตามมาตรฐานโรงแรมระดับสากล

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke Branded Residences

 

Freehold Branded Residences หายากใจกลางอโศก มูลค่าเติบโตต่อเนื่อง

 

และเมื่อพูดถึง ‘ทำเล’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการเลือกซื้ออสังหาฯ ทำเลของ InterContinental Residences Bangkok Asoke ก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร


โครงการตั้งอยู่บนสุขุมวิท 16 ใจกลางย่านอโศก CBD กรุงเทพฯ รายล้อมด้วยอาคารสำนักงานระดับพรีเมียม ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า และสวนเบญจกิติ

 

ที่สำคัญคือเป็น Branded Residences สถานะ Freehold ซึ่งหาได้ยากมาก ทำให้โครงการนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Rare Asset ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในตัวเอง


เพราะราคาที่ดินใน CBD อย่างอโศกยังคงเติบโตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้การถือครองอสังหาริมทรัพย์ในทำเลลักษณะนี้ไม่เพียงแต่รักษามูลค่าทุนได้เหนือกว่า แต่ยังมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง

 

CG Capital และ IHG พันธมิตรที่การันตีคุณค่าในระยะยาว

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ตอกย้ำศักยภาพของโครงการนี้ คือ ความร่วมมือระหว่าง CG Capital ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ที่เคยประสบความสำเร็จในการสร้างเดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา และ IHG ผู้นำเครือโรงแรมระดับโลกที่ยืนหนึ่งเรื่องมาตรฐานการบริการและคุณภาพการอยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน

 

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหลักประกันด้านมูลค่าทางการเงินในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ เจ้าของกรรมสิทธิ์ยังได้รับสิทธิพิเศษ IHG One Rewards ในเครือข่ายโรงแรมกว่า 6,000 แห่งทั่วโลกของ IHG ซึ่งเพิ่มทั้งคุณค่าของการอยู่อาศัย และศักยภาพในการดึงดูดผู้ซื้อต่างชาติในอนาคต

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke Branded Residences

 

เรียกได้ว่า InterContinental Residences Bangkok Asoke คืออสังหาฯที่ผสานทั้งคุณค่าและมูลค่าไว้อย่างลงตัว ไม่เพียงสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตในฐานะสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง

 

ในวันที่กรุงเทพฯ กำลังถูกจับตามองในฐานะ ‘เมืองน่าลงทุนระดับโลก’ และไทยขึ้นแท่นอันดับ 4 ด้าน Branded Residences การถือครองสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานระดับสากล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสนิยม แต่คือ ‘กลยุทธ์สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว’ ที่ไม่ควรมองข้าม 

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke มีเพียง 88 ยูนิต ทุกยูนิตเป็น Corner Unit ตกแต่งสไตล์ Modern Luxury และสร้างด้วยแนวคิด Timeless Design เน้นพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มีที่จอดรถมากถึง 200% ของจำนวนยูนิต เตรียมเปิดให้จองเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าจะเสร็จในปี 2572

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/4hHxoYV

The post InterContinental Residences Bangkok Asoke: พลิกบทบาทที่อยู่อาศัยสู่เทรนด์อสังหาฯ ที่มีอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>