ทำงานต่างประเทศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ทำงานต่างประเทศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 16 Aug 2024 08:28:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะสมองไหล ผลสำรวจชี้ คนทำงาน 63% จาก 180 ประเทศ อยากย้ายไปทำงานต่างประเทศ https://thestandard.co/problems-of-moving-to-work-abroad/ Fri, 16 Aug 2024 08:28:14 +0000 https://thestandard.co/?p=971985

จากการรวบรวมข้อมูลร่วมกันระหว่างกลุ่มบริษัท SEEK Thaila […]

The post ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะสมองไหล ผลสำรวจชี้ คนทำงาน 63% จาก 180 ประเทศ อยากย้ายไปทำงานต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการรวบรวมข้อมูลร่วมกันระหว่างกลุ่มบริษัท SEEK Thailand, Boston Consulting Group (BCG) และ The Network เกี่ยวกับเทรนด์และแนวโน้มการย้ายงานจากผู้หางานทั่วโลกปี 2567 โดยสำรวจความเห็นจากผู้ร่วมตอบแบบสำรวจ 1.5 แสนคน จาก 180 ประเทศ

 

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK Thailand กล่าวว่า หลายประเทศมีโอกาสจะสูญเสียแรงงานศักยภาพจากเทรนด์การย้ายไปทำงานต่างประเทศ หรือเรียกว่า ‘ภาวะสมองไหล’

 

ผลสำรวจพบว่า 63% ของคนทั่วโลกสนใจย้ายถิ่นฐานการทำงานไปยังต่างประเทศ และมีถึง 66% ที่สนใจทำงานผ่านระบบออนไลน์นอกสถานที่ โดยมี 3 ปัจจัยที่ทำให้คนกลุ่มนี้อยากย้ายถิ่นฐานการทำงาน ได้แก่

  1. เพิ่มโอกาสหางาน
  2. พัฒนาคุณภาพชีวิต
  3. สร้างรายได้ที่สูงขึ้น

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ผลสำรวจยังบอกอีกว่า จากคนที่สนใจย้ายถิ่นฐานทำงานไปยังต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุ 20-30 ปี คิดเป็นสัดส่วน 73% รวมทั้งกลุ่มคนที่มีตำแหน่งงานระดับผู้บริหารเป็นต้นไป สัดส่วน 71% และกลุ่มคนที่มีความรู้และวุฒิการศึกษาสูงกว่ามัธยมศึกษาขึ้นไป สัดส่วน 67%

 

ดวงพรมองว่าข้อมูลนี้บ่งบอกถึงสภาวะ ‘สมองไหล’ หรือการหายไปของบุคลากรที่มีศักยภาพของประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยากไปทำงานในต่างประเทศเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูง หรือมีประสบการณ์บริหารงานในระดับสูงมาแล้ว

 

สำหรับคนไทย ความต้องการออกไปทำงานต่างประเทศมีอัตราที่ลดลงจาก 84% ในปี 2561 ลงมาที่ 66% ในปี 2566 ซึ่งตัวเลขนี้ดวงพรวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงวิกฤตโควิดทำให้คนไทยหลายคนเลือกที่จะกลับมาอยู่ในประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม สัดส่วน 66% ยังเป็นอัตราที่สูง และยิ่งกลุ่มคนที่ต้องการออกไปทำงานในต่างประเทศเป็นวัยรุ่น สัดส่วน 79% และกลุ่มที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป สัดส่วน 66% ทำให้ไทยมีโอกาสสูญเสียแรงงานศักยภาพจำนวนไม่น้อย

 

โดยหมวดหมู่งานที่คนกลุ่มนี้สนใจออกไปทำมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ หมวดการศึกษาและการอบรม หมวดกฎหมายและการบริหารจัดการธุรกิจ และหมวดเทคโนโลยี

 

ดวงพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกัน ปัญหาหลักที่ทำให้คนไทยบางส่วนไม่สามารถย้ายไปทำงานในต่างประเทศได้คือความสามารถด้านภาษา เพราะคนส่วนใหญ่จะพูดได้แค่ภาษาไทย ถึงแม้ว่าคนไทยจะมีความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าหากสื่อสารไม่ได้ การหางานในต่างประเทศก็จะเป็นไปได้ยาก และหากมีแรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานอาจเป็นปัญหาต่อภาคแรงงาน

 

นอกจากนี้ คนไทยถึง 41% ไม่มีความสุขกับงาน เพราะงานไม่ตรงกับสายที่ถนัดและได้เงินเดือนน้อย เฉลี่ยประมาณ 13,000 บาทต่อเดือน และมีเพียง 18% ที่มีความสุขกับงานที่ทำเพราะมีรายได้สูง

 

รายงานดังกล่าวยังได้ระบุถึง 10 อันดับเมืองที่คนสนใจย้ายไปทำงานมากที่สุดคือ ลอนดอน, อัมสเตอร์ดัม, ดูไบ, อาบูดาบี, นิวยอร์ก, เบอร์ลิน, สิงคโปร์, บาร์เซโลนา, โตเกียว และซิดนีย์ ตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับที่ 31 ในปี 2566 เพิ่มขึ้นมาจากอันดับที่ 39 ในปี 2564 โดยมีจุดเด่นในการดึงดูดแรงงานหลักๆ อยู่ 3 ประเด็น คือ คุณภาพชีวิต การต้อนรับจากสังคมและวัฒนธรรม และค่าครองชีพ

 

ดวงพรกล่าวเสริมว่า หากเทียบกับประเทศในอาเซียน ประเทศไทยตอบโจทย์ใน 3 ข้อนี้มากที่สุด และเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวต่างชาติประทับใจและต้องการใช้ชีวิตในประเทศไทยนานขึ้น และได้ยกตัวอย่างผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ถูกเรียกตัวกลับไปประจำการที่ประเทศญี่ปุ่น เขามีความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากและไม่ต้องการกลับไปทำงานในญี่ปุ่น เพราะการใช้ชีวิตในไทยค่อนข้างง่าย ค่าครองชีพไม่สูง และสังคมไม่กดดัน

 

และที่สำคัญ โครงสร้างภายในประเทศไทยก็สนับสนุนให้คนต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น โดยมีทั้งป้ายต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ มีอาหารหลากหลายสัญชาติ และจำนวนโรงเรียนนานาชาติที่มีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

The post ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะสมองไหล ผลสำรวจชี้ คนทำงาน 63% จาก 180 ประเทศ อยากย้ายไปทำงานต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคัดเลือกหญิงไทยอายุ 20-30 ปี ฝึกงานสายอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศญี่ปุ่น หมดเขต 26 ม.ค. https://thestandard.co/thai-women-to-work-in-japan/ Wed, 24 Jan 2024 03:35:08 +0000 https://thestandard.co/?p=891340

วันนี้ (24 มกราคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post เปิดคัดเลือกหญิงไทยอายุ 20-30 ปี ฝึกงานสายอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศญี่ปุ่น หมดเขต 26 ม.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 มกราคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนหญิงไทยอายุ 20-30 ปี ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยทำงาน หรือเข้าเมือง หรือพำนักโดยผิดกฎหมาย หรือต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น 

 

ร่วมสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นผ่านองค์กร IM Japan ปี 2567 ครั้งที่ 3 (เพศหญิง) ในตำแหน่งผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิค ประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต เช่น งานหล่อกลึง งานพ่นสี งานปั๊มขึ้นรูปโลหะ เป็นต้น สมัครได้ถึงวันที่ 26 มกราคม 2567 ไม่เว้นวันหยุดราชการ ฟรีค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับเมื่อฝึกปฏิบัติงานครบ 3 ปี

 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และศึกษาวิธีการสมัคร คุณสมบัติผู้สมัคร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่เมนูข่าวประกาศรับสมัครหัวข้อ ‘ประกาศคณะอนุกรรมการจัดส่งผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น’ ส่วนการสอบคัดเลือกจะเป็นการทดสอบสมรรถภาพ สอบข้อเขียนภาษาญี่ปุ่น ที่ศูนย์สอบจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบในวันที่ 31 มกราคม 2567 ทางเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน doe.go.th/prd หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas และ Facebook: IMthailand

 

คารมกล่าวว่า ค่าจ้างเดือนแรกของผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเบี้ยเลี้ยง 80,000 เยน หรือประมาณ 19,000 บาท เดือนที่ 2-36 จะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนด หรือประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ไม่รวมค่าทำงานล่วงเวลา เมื่อฝึกครบตามกำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทย

The post เปิดคัดเลือกหญิงไทยอายุ 20-30 ปี ฝึกงานสายอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศญี่ปุ่น หมดเขต 26 ม.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐาแนะเด็กไทยในสหรัฐฯ อยากประสบความสำเร็จต้องมีวินัย ตื่นจากฝันมาลงมือทำ ระบุตัวเองเข้าสู่แวดวงการเมืองเพื่อยกระดับชีวิตคนไทย https://thestandard.co/srettha-advises-thai-children-in-us/ Sat, 18 Nov 2023 05:06:42 +0000 https://thestandard.co/?p=867091 เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post เศรษฐาแนะเด็กไทยในสหรัฐฯ อยากประสบความสำเร็จต้องมีวินัย ตื่นจากฝันมาลงมือทำ ระบุตัวเองเข้าสู่แวดวงการเมืองเพื่อยกระดับชีวิตคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พบปะประชาชนไทยที่อาศัยในสหรัฐอเมริกา โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนชุมชนสอบถามในประเด็นต่างๆ

 

เศรษฐากล่าวตอนหนึ่งว่า ยินดีที่ได้มาพบกับพี่น้องชาวไทยทุกคน เราต้องช่วยกันเสริมสร้างความแข็งแกร่ง สร้างขีดความสามารถของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตนเดินทางเข้าสู่ชีวิตการเมือง 

 

ตั้งแต่รับหน้าที่มาประมาณ 2 เดือน ได้เดินทางไปในหลายๆ ประเทศ ถือเป็นภารกิจของแต่ละรัฐบาล แต่รัฐบาลนี้มีภารกิจหลักที่ต้องทำคือประกาศให้ทั่วโลกรู้ว่าไทยเปิดแล้วและพร้อมแล้วที่จะให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศ

 

เศรษฐากล่าวต่อว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาได้เดินทางไปที่ต่างๆ ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลที่ผ่านมาที่ได้ปูทางไว้แล้ว ตนเองและรัฐบาลนี้ได้มาสานต่อ โดยมีทีมงานที่แข็งแกร่งหลายภาคส่วน กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งมีความปรารถนาดีกับประเทศมาช่วยกันทำงาน ทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น เช่น Amazon, Google และ Facebook รวมถึงบริษัทนักลงทุนจากประเทศจีน เช่น บริษัทรถไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าภายใน 2-3 เดือนจะมีการลงทุนอย่างแน่นอน 

 

“การเดินเข้าสู่เวทีการเมือง สิ่งที่ต้องการทำคือต้องการยกระดับความเป็นอยู่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนคนไทยติดอยู่กับกับดักรายได้ปานกลาง ต้องการยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ แต่ไม่ได้ดึงศักยภาพที่มีของทั้งประเทศมาใช้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา การพัฒนาบุคลากร และระบบภูมิศาสตร์ ซึ่งเราตั้งอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยในสถานการณ์ความขัดแย้ง รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนคือมีความเป็นกลาง ต้องการยืนอยู่ในความขัดแย้งอย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี ยึดมั่นกับความสงบ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่บนความขัดแย้งย่อมมีโอกาสที่ไทยจะได้รับประโยชน์” เศรษฐากล่าว

 

เศรษฐากล่าวว่า ตนเคยเรียนที่สหรัฐฯ 6 ปี พยายามหางานทำที่นี่ แต่มีปัญหาเรื่องการขออนุญาต หรือ Work Permit และวีซ่า อีกทั้งผลการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้เรียนเก่งมากจนมีบริษัทต้องการตัว จึงกลับไปทำงานบริษัทต่างชาติในไทย 

 

ส่วนตัวมีความไม่สบายใจและถูกล้อเลียนจากฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลาว่าเป็นนายกฯ ที่จะสร้างอนาคตให้ลูกหลานคนไทย แต่ลูกชาย 2 คนของตัวเองไม่ยอมกลับเมืองไทย ยังทำงานอยู่เมืองนอก ซึ่งก็พยายามที่จะหัวเราะให้กับมุกตลกตรงนี้ให้ได้ แต่ความจริงไม่ใช่เรื่องขมขื่นอะไร ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองคนมีความสุขที่อยู่ในต่างประเทศ ใช้ชีวิตและมีอิสรภาพได้ แม้ในฐานะผู้ปกครองจะอยากให้เขากลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทย 

 

แต่เราต้องยอมรับโดยตรงว่าไทยไม่มีข้อเสนอที่ดีกว่า แม้แต่หลายคนในที่นี้ รัฐบาลก็อยากให้กลับมาทำงาน เพื่อสนับสนุนประเทศ และนี่ก็คือเหตุผลที่เข้ามาทำงานการเมือง เพราะอยากทำให้ประเทศดีขึ้น

 

จากนั้นเศรษฐาได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนชุมชนไทยสอบถามในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นมีนักศึกษาไทยตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรจะประสบความสำเร็จแบบนายกฯ ซึ่งเศรษฐากล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำ 2 อย่างคือต้องทำงานหนักและมีวินัย พร้อมยกตัวอย่างลูกทั้ง 3 คน ซึ่งเรียนจบในมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลก 

 

“ตนเองไม่ได้สั่ง แค่มองตาก็รู้ใจ ขอให้ลูกทำงานก่อน 3 ปี โดยใช้คำว่าให้เป็นขี้ข้าก่อน ทำงานให้รู้ระบบก่อนจะเป็นเจ้านายคน หรือแม้แต่ตัวเองเมื่อเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศก็ต้องกลับมาทำงานตอกบัตรเข้างานเหมือนกับคนทั่วไป ดังนั้นอยากให้ทุกคนตระหนักว่าการจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเหมือนมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ไม่ใช่ฝันเพียงอย่างเดียวแล้วจะประสบความสำเร็จ หากจะให้ตนเองแนะนำ ก็ขอแนะนำว่าสิ่งที่จะทำให้ฝันเป็นจริงก็คือตื่น ต้องตื่นขึ้นมาทำ” เศรษฐากล่าว

The post เศรษฐาแนะเด็กไทยในสหรัฐฯ อยากประสบความสำเร็จต้องมีวินัย ตื่นจากฝันมาลงมือทำ ระบุตัวเองเข้าสู่แวดวงการเมืองเพื่อยกระดับชีวิตคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลงทะเบียนผู้สนใจไปทำงานซาอุดีอาระเบีย หลังตัวแทนภาคเอกชนซาอุเตรียมบินมาดูความพร้อมแรงงาน https://thestandard.co/saudi-arabia-work-registration/ Sat, 12 Feb 2022 03:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=593471 เปิดลงทะเบียนผู้สนใจไปทำงานซาอุดีอาระเบีย หลังตัวแทนภาคเอกชนซาอุเตรียมบินมาดูความพร้อมแรงงาน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแ […]

The post เปิดลงทะเบียนผู้สนใจไปทำงานซาอุดีอาระเบีย หลังตัวแทนภาคเอกชนซาอุเตรียมบินมาดูความพร้อมแรงงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลงทะเบียนผู้สนใจไปทำงานซาอุดีอาระเบีย หลังตัวแทนภาคเอกชนซาอุเตรียมบินมาดูความพร้อมแรงงาน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงโอกาสแรงงานไทยในซาอุดีอาระเบีย หลังรัฐบาลฟื้นความสัมพันธ์ไทย-ซาอุในรอบ 32 ปีว่า จากการเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ 

 

ขณะนี้ความคืบหน้าอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ของทั้งสองประเทศ คาดว่าจะลงนามได้ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้จะมีผู้แทนภาคเอกชนของซาอุที่มีความต้องการแรงงาน เดินทางมาประเทศไทยเพื่อดูศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงานของไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานยืนยันไทยมีความพร้อมในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงานและการทดสอบมาตรฐานฝีมือ โดยมีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ทั่วประเทศรวมประมาณ 500 แห่ง เป็นศูนย์ทดสอบเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีมาตรฐานฝีมือ เพื่อให้แรงงานได้รับค่าแรงที่สูงขึ้น 

 

สำหรับตลาดแรงงานในซาอุ แรงงานไทยเป็นที่ต้องการของนายจ้างซาอุเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงานด้านการก่อสร้าง งานภาคอุตสาหกรรม งานภาคบริการ เช่น พนักงานโรงแรม พนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ คนทำอาหาร พนักงานนวดสปา เป็นต้น 

 

ส่วนการคุ้มครองแรงงานที่ไปทำงานในซาอุ เบื้องต้นจะใช้กระบวนการส่งแบบรัฐต่อรัฐก่อน เพื่อลดปัญหาการหักหัวคิวหรือนายหน้า ยืนยันรัฐบาลพร้อมดูแลในเรื่องสิทธิ สวัสดิการแรงงานอย่างเต็มที่ และขอย้ำเตือนประชาชนที่สนใจไปทำงานซาอุ อย่าได้หลงเชื่อบุคคลที่เข้าไปติดต่อโดยตรง เพราะอาจจะทำให้ถูกหลอกเสียเงินฟรี 

 

ปลัดกระทรวงแรงงานยังกล่าวเน้นย้ำว่า ประชาชนที่สนใจไปทำงานที่ซาอุ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางานที่ https://www.doe.go.th/overseas ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แต่ละจังหวัด หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1506 กด 2

The post เปิดลงทะเบียนผู้สนใจไปทำงานซาอุดีอาระเบีย หลังตัวแทนภาคเอกชนซาอุเตรียมบินมาดูความพร้อมแรงงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ประเทศที่คนไทยอาศัยอยู่เยอะที่สุด https://thestandard.co/10-most-thai-living-country/ Tue, 04 May 2021 02:57:05 +0000 https://thestandard.co/?p=483634 10 ประเทศที่คนไทยอาศัยอยู่เยอะที่สุด

ช่วงนี้กระแส #ย้ายประเทศกันเถอะ นั้นมาแรงชนิดเปิดกลุ่มไ […]

The post 10 ประเทศที่คนไทยอาศัยอยู่เยอะที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ประเทศที่คนไทยอาศัยอยู่เยอะที่สุด

ช่วงนี้กระแส #ย้ายประเทศกันเถอะ นั้นมาแรงชนิดเปิดกลุ่มได้ 2 วันก็มีสมาชิกอยู่ในกลุ่ม 5 แสนกว่าคน และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีชาวไทยสัญชาติไทยนับล้านคนอพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ต่างประเทศ บางก็เป็นนักเรียน นักศึกษา บางคนก็ไปทำงานหาโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ชีวิต จากสถิติของกระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ในปี 2563 มีชาวไทยอาศัยอยู่ต่างแดนอย่างถูกกฎหมายจำนวน 1,276,546 คน และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 150,000 คนจากสถิติโดยประมาณที่ทางกระทรวงรายงานไว้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา

 

แต่หากลงรายละเอียด จัดลำดับประเทศที่คนไทยอยู่เยอะที่สุด อันดับแรกเป็น #ทีมอเมริกา จำนวนเกือบ 500,000 คน ตามด้วย #ทีมออสเตรเลีย และ #ทีมญี่ปุ่น ตามลำดับ และที่เราคาดไม่ถึงเลยคือ #ทีมสวีเดน ที่มีสมาชิกคนไทยอาศัยอยู่มากติด 1 ใน 5 อันดับแรกด้วย

 

 

  1. อเมริกา 488,000 คน
  2. ออสเตรเลีย 100,856 คน
  3. ญี่ปุน 86,666 คน
  4. ไต้หวัน 82,608 คน
  5. สวีเดน 74,101 คน
  6. เยอรมัน 59,130 คน
  7. สหราชอาณาจักร 45,884 คน
  8. เกาหลีใต้ 32,861 คน
  9. นอร์เวย์ 31,387 คน
  10. อิสราเอล 26,641 คน

 

จำนวนคนไทยในต่างแดนทั้งหมด 1,276,546 คน

 

หมายเหตุ: 

  • นี่เป็นยอดประมาณการเฉพาะที่อาศัยอยู่นอกประเทศแบบถูกกฎหมายเท่านั้น
  • ตามฉบับรายงานล่าสุดแบบแยกประเทศ ‘สถิติจำนวนคนไทยในต่างประเทศ ประจำปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.)’  ที่ประกาศไว้ในเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

อ้างอิง:

The post 10 ประเทศที่คนไทยอาศัยอยู่เยอะที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ไม่ใช่เรื่องตลก เมื่อหัวกะทิของชาติจะไหลออกนอกประเทศ https://thestandard.co/lets-move-abroad-thai-facebook-group/ Mon, 03 May 2021 14:18:45 +0000 https://thestandard.co/?p=483591 ย้ายประเทศกันเถอะ

    กลุ่มเฟซบุ๊ก #ย้ายประเทศกันเถอะ มีคนเข้าร […]

The post มองปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ไม่ใช่เรื่องตลก เมื่อหัวกะทิของชาติจะไหลออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้ายประเทศกันเถอะ

 

 

กลุ่มเฟซบุ๊ก #ย้ายประเทศกันเถอะ มีคนเข้าร่วมกลุ่มทะลุ 500,000 คนภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน เนื้อหาการพูดคุยในกลุ่มนี้แทบไม่มีการบ่นก่นด่าในเรื่องการเมือง แต่คือการมุ่งมั่นแสวงหาหนทางการย้ายออกไปมีชีวิตที่ดีในต่างประเทศแบบจริงจัง

 

ภู (นามแฝง) ผู้ก่อนตั้งกลุ่ม #ย้ายประเทศกันเถอะ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่าจุดเริ่มต้นมาจากตนเองเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีร้านอาหารอยู่ประมาณ 6-7 ร้านได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งตอนแรกเขาคิดแค่จะไปลงทุนในประเทศอื่นเป็นตัวเลือกเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจหากเกิดวิกฤตในประเทศเพราะไม่เชื่อมั่นในการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้

 

“จุดเริ่มต้นตั้งกลุ่มขึ้นมาเริ่มจาก 50 คน ตอนตี 1 ของวันเสาร์ เราคุยกันก็คิดว่ามันคงมีแค่นี้แหละ โดยเราคุยกันกับเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศถึงข้อแนะนำในการอยู่ต่างประเทศ แต่พอตื่นขึ้นมาก็มีสมาชิก 60,000 คน และจากนั้นสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 500,000 คน” ภูกล่าว

 

ภูยังบอกด้วยว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นตอนนี้ในกลุ่มแบ่งได้หลักๆ 3 อย่างคือ

 

กลุ่มแรก แนะนำประเทศ โดยติด # ประเทศต่างๆ เช่น #ทีมแคนาดา #ทีมญี่ปุ่น

 

กลุ่มสอง การเตรียมตัว เรื่องภาษา วีซ่า อาหารการกิน การใช้ชีวิต

 

กลุ่มสาม เจาะไปที่อาชีพ เช่น กลุ่มวิศวกรจะไปประเทศไหนที่ตลาดแรงงานยังว่างอยู่

 

ซึ่งทั้งหมดเกิดจากสมาชิกกลุ่มทำขึ้นมาเอง ขณะที่สัดส่วนสมาชิกตอนนี้มีคนทำโพลไว้สำหรับสมาชิกในกลุ่ม คือ 60-70% คือกลุ่มเรียนจบใหม่ถึงอายุ 35 ปี และอายุ 13-20 ปี กลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 15% ที่เหลือจะเฉลี่ยๆ กันไป

 

“เชื่อว่าทุกคนรักประเทศไทย มีโพสต์ว่าทำไมไม่รักประเทศไทยเข้ามาเรื่อยๆ แต่เราสู้มาตลอด และการที่เราไปไม่ได้แปลว่าจะไม่สู้แล้ว เราแค่รู้สึกว่าอยากไปอยู่ในที่ที่คุณภาพชีวิตดีกว่านี้เพราะเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว ชาติหน้าก็ไม่รู้จะได้เกิดเป็นคนหรือเปล่า อีก 5-10 ปีเราก็ไม่อยากจะเสี่ยงว่าลูกเราต้องเติบโตมาในสังคมแบบไหน” ภูมิกล่าว

 

ขณะที่ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์นี้ว่า คือเสียงที่ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจต้องรับฟังอย่างยิ่ง เพราะบริบทของโลกในยุคทศวรรษ 2510 มีปรากฏการณ์การไหลออกไปอยู่ต่างประเทศเยอะมาก ที่เราได้ยินคือโรบินฮู้ดไทยไปอยู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งบริบทตอนนั้นมันยุคเบบี้ บูมเมอร์ ประชากรเยอะมาก เราไปก็กลายเป็นชนชั้นที่ถูกกีดกันในประเทศเขา แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคสังคมสูงอายุ เขาอ้าแขนรับ เราไปอย่างถูกกฎหมาย แต่เขาเอาแต่ครีมของประเทศไป เพราะเขาต้องการคนที่มีทักษะแรงงานขั้นสูง 

 

“ล่าสุดนิวซีแลนด์ประท้วง เพราะเขาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เขาอยากให้รับคนกลุ่มนี้เข้าประเทศ การอธิบายว่าอย่าไปเลย ประเทศไทยดีกว่า มันอธิบายกับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันไม่ได้แล้ว วิธีการชวนให้คนรุ่นใหม่อยู่กับเรามันต้องเปลี่ยนวิธี” ผศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า นี่คือข้อความที่สำคัญมากสำหรับผู้บริหารประเทศที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องความไม่พอใจในการบริหารเศรษฐกิจ หรือความไม่พอใจที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนในยี่ห้อที่ฉันต้องการ แต่สิ่งที่ลึกไปกว่านั้นที่คนรุ่นนี้จะบอกก็คือเขาพยายามมาตลอด 1 ปี เขาพยายามมากที่สุดแล้วที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ให้ตอบสนองต่อเป้าหมายของชีวิตของเขา โควิด-19 เศรษฐกิจ และวัคซีน มารวมกับความอัดอั้นในประเด็นนี้ปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้น

 

“สิ่งที่เราเห็นคือความสิ้นหวังของคนรุ่นนี้ หลังยุค 6 ตุลา 2519 คนที่หมดหวังต่อรัฐบาลหนีเข้าป่าคือไปจับอาวุธสู้กับรัฐบาลเพื่อหวังเปลี่ยนประเทศ แต่ครั้งนี้เราจะเจอปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่แพ้ในการพยายามปฏิรูปประเทศนี้ เขาไม่ได้หนีเข้าป่าแล้วเขาจะกลับมา แต่สิ่งที่เขาคิดคือจะหนีออกไปแล้วไม่คิดจะกลับมา” ผศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์นี้อย่างน่าสนใจว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สมองไหล คนที่อยู่ในกลุ่ม 500,000 คน อาจจะไม่ได้ไปต่างประเทศได้ทุกคน แต่คนที่จะไปได้คือคนที่เป็นครีมของประเทศ กลุ่มผู้ใหญ่มองว่าสิ่งที่เด็กพวกนี้ทำเป็นเรื่องไร้สาระไม่ใช่ใครคิดจะไปต่างประเทศก็ไปได้ แต่โลกปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะประเทศที่เจริญแล้วแต่ขาดแคลนแรงงาน เขากำลังอ้าแขนรับแรงงานท่ีมีทักษะ แน่นอนว่าคนในกลุ่ม 500,000 คนไม่ใช่ทุกคนจะได้ไป แต่คนที่จะไปเป็นครีมของประเทศ เขาถึงเริ่มต้นคิดได้ว่าฉันจะไป

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าถ้าเราดูกลุ่มที่ต่อขยายไปจากกลุ่มหลัก เราจะเห็นกลุ่มหมออยากย้ายประเทศ ครูอยากย้ายประเทศ เด็กนักเรียนยากย้ายประเทศ 

 

“ถ้าเราหลับตาคิดเล่นๆ ว่าถ้าวันนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เห็นเป็นกลุ่มเด็กที่กำลังผิดหวังก็เลยขู่เราว่าอยากย้ายประเทศ แต่ดิฉันเห็นว่า We’re gonna lose them forever. ประเทศเราจะกลายเป็นประเทศคนแก่ที่จน และไม่เหลือคนหนุ่มสาวที่จะทำให้ประเทศเรากลับมารวยได้

 

“สิงคโปร์เขามี Techpark เขาก็เปิดเลย ประเทศไหนก็ได้ไปเลย แม้เงื่อนไขมันจะยาก แต่ถามว่าประเทศไทยมีคนพร้อมไหม คำตอบคือมีและเขาพร้อมไป

 

“นิวซีแลนด์มี Long Term Skill Shortage List ซึ่งเขาขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรม การเงิน การท่องเที่ยว สุขภาพ สันทนาการ การค้า และการลงทุน บอกเลยว่าเด็กจบวิศวะ เกรด 3.9 ของทุกมหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มย้ายประเทศ”

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวด้วยว่า นี่คือตัวอย่างรูปธรรมที่จะบอกกับผู้ใหญ่ว่าเราเหลือเวลาอยู่ไม่เยอะแล้ว ทางออกคือคนรุ่นสงครามเย็นที่มีอำนาจตอนนี้ต้องเปลี่ยนวิธีการแล้ว ไม่ใช่ไล่เขาออกไป แต่จะทำอย่างไรจะให้มีที่ยืนให้คนรุ่นใหม่ที่เขายอมแพ้แล้ว

 

ส่วนคนรุ่นกลาง (In Between) คือคนรุ่นที่ไม่มีโอกาสจะได้ไปแล้ว ถ้าเราคิดถึงอนาคตของตัวเองนั้นต้องรักษาพวกเขาไว้ ทางออกแรกคือคนรุ่นกลางต้องตระหนักว่าอนาคตของตัวเองจะมีปัญหาถ้าเราขาดคนรุ่นนี้ และต้องเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะปัญหาโควิด-19

 

อย่างที่สองคือการปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาที่พวกเขาไม่ต้องการในประเทศนี้นั้นพวกเขาสามารถหาการศึกษาที่พวกเขาต้องการในประเทศอื่นได้ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เด็กครีมจากโรงเรียนมัธยมศึกษาน้อยลงแล้ว เพราะเด็กครีมส่วนนี้ไปเรียนต่างประเทศหมดแล้ว

 

ถามว่ามีอะไรจะทำให้เปลี่ยนใจบ้างไหม

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ ตอบคำถามว่า มีอะไรจะทำให้เปลี่ยนใจบ้างไหมว่า 

 

“มันไม่ได้สายเกินไปแต่เป็นไปได้ยาก ยากเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดหวัง เพราะเราอยากเป็นประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ เราอยากเป็นประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ดี มีรายได้ที่สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงาน เราอยากมีสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์ เราอยากกำจัดระบบอุปถัมภ์และระบบราชการเก่าๆ ถ้าประเทศมันดีขึ้นคนพร้อมจะกลับมาอยู่แล้ว แต่ถ้ามันไม่ดีขึ้นเขาก็พร้อมที่จะไป”

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ ประมวลบรรยากาศในกลุ่มว่าในกลุ่มมีน้อยมากที่เข้ามาบ่น ทุกคนเข้ามาเพื่อหาหนทางว่าฉันจะออกจากที่นี่ได้อย่างไร ดังนั้นเราไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะมารู้สึกว่าเด็กมันงอน หรือเราไม่ได้รู้สึกว่าสะใจ เราแค่รู้สึกว่าคุณจะคิดอะไรก็คิดไป เราจะไปแล้ว

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ เชื่อว่าทุกคนรักประเทศไทย มีโพสต์ว่าทำไมไม่รักประเทศไทยเข้ามาเรื่อยๆ แต่เราสู้มาตลอด และการที่เราไปไม่ได้แปลว่าจะไม่สู้แล้ว เราแค่รู้สึกว่าอยากไปอยู่ในที่ที่คุณภาพชีวิตดีกว่านี้เพราะเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว ชาติหน้าก็ไม่รุ้จะได้เกิดเป็นคนหรือเปล่า อีก 5-10 ปีเราก็ไม่อยากจะเสี่ยงว่าลูกเราต้องเติบโตมาในสังคมแบบไหน”

 

ภู กล่าวด้วยว่า “เมื่อวานเราได้มีการพูดคุยและตกลงกันว่า ขอให้ถ้าได้ไปก็ไปอย่างรับผิดชอบสังคม เพราะมีคนจำนวนมากที่สู้อยู่ที่นี่เพื่อเรา และยังมีคนอีกมากที่ไปไม่ได้ ในกลุ่ม 500,000 คนอาจจะไปได้ไม่ถึงหมื่นคน คนที่ไปได้แล้วก็อย่าเพิกเฉยต่อการลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือแก้กฎหมายที่ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย” 

 

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

ภู ผู้ก่อตั้งกลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ กล่าวว่า สำหรับผู้มีอำนาจคุณต้องรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกำลังหลักของชาติในเวลานี้ เพราะถ้าคุณไม่รับฟังคุณจะรักษาเขาไว้ไม่ได้ คุณต้องรับฟังว่าเขาอยากให้อนาคตของเขาเป็นอย่างไร และเขาอยากมีสิทธิเสรีภาพมากขนาดไหน

 

ส่วนการที่คุณบริหารบ้านเมืองมาแล้วมีคนรวมกลุ่มได้ 500,000 คน เพื่ออยากออกนอกประเทศ คุณต้องย้อนกลับไปดูแล้วว่าคุณทำอะไรพลาดถึงเกิดปรากฏการณ์นี้ได้ ผู้มีอำนาจวางอารมณ์ลงก่อนและฟังเด็กด้วยเหตุผล คุยกัน อย่าเพิ่งไล่ ฟังก่อน เพราะคนที่รู้สึกว่าไปดีกว่าส่วนหนึ่งก็มาจากการถูกไล่และไม่รับฟัง

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post มองปรากฏการณ์ ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ไม่ใช่เรื่องตลก เมื่อหัวกะทิของชาติจะไหลออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนเตรียมเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปักหมุดสหราชอาณาจักรและเบลเยียม ประชุม G7 และ NATO https://thestandard.co/biden-first-overseas-visit-after-being-president/ Sat, 24 Apr 2021 07:20:05 +0000 https://thestandard.co/?p=479606 ไบเดนเตรียมเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปักหมุดสหราชอาณาจักรและเบลเยียม ประชุม G7 และ NATO

ทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 23 เมษายนที่ผ่านมาว่า […]

The post ไบเดนเตรียมเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปักหมุดสหราชอาณาจักรและเบลเยียม ประชุม G7 และ NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนเตรียมเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปักหมุดสหราชอาณาจักรและเบลเยียม ประชุม G7 และ NATO

ทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 23 เมษายนที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เตรียมเดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรก ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้นำของประเทศตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยไบเดนเตรียมจะเดินทางไปยังสหราชอาณาจักรเพื่อเข้าประชุมสุดยอดผู้นำ G7 และยังเตรียมเดินทางไปยังเบลเยียม กรุงบรัสเซลส์ ต่อจากนั้นเพื่อเข้าประชุม EU Summits และหารือร่วมกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ร่วมกับบรรดาชาติพันธมิตร

 

โดยการเดินทางไปยังสหราชอาณาจักรเพื่อเข้าร่วมประชุม G7 จะมีขึ้นในคอร์นวอลล์ระหว่างวันที่ 11-13 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งไบเดนยังมีแพลนจะหารือร่วมคู่ขนานนอกรอบการประชุมกับ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรอีกด้วย

 

หลังจากนั้นจะเดินทางไปกรุงบรัสเซลส์ต่อทันทีเพื่อเข้าร่วมการประชุม NATO และ EU Summits เพื่อเจรจาถึงการรักษาผลประโยชน์ในอนาคตให้กับชาติของตนในวันที่ 14 มิถุนายน ต่อจากภารกิจเยือนสหราชอาณาจักรทันที

 

คาดการณ์กันว่าภารกิจเยือนต่างประเทศในครั้งนี้ของไบเดนจะเกี่ยวข้องกับสองประเด็นน่าจับตาสำคัญคือ การที่เขาได้ผลักดันนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาให้ลดลงเหลือ 50% ภายในปี 2030 นี้ รวมถึงท่าทีของเขาต่อการสานสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ ในเวทีโลก หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในยุคของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ค่อยมีสัมพันธ์กับนานาประเทศที่สู้ดีสักเท่าไร โดยเฉพาะการที่เขาโจมตีชาติในกลุ่ม NATO ว่า ประเทศอื่นๆ ไม่ได้ควักกระเป๋าเงินจ่ายในสัดส่วนที่เป็นธรรมมากพอสำหรับใช้ในมาตรการป้องกันต่างๆ

 

นอกจากสองประเด็นนี้ ไบเดนก็จะเดินหน้าให้ความสำคัญกับมาตรการนโยบายของสหรัฐอเมริกาต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ, การเพิ่มความแข็งแกร่งต่อระบบสาธารณสุขสาธารณชนอีกด้วย 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ไบเดนเตรียมเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง ปักหมุดสหราชอาณาจักรและเบลเยียม ประชุม G7 และ NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>