วันนี้ (17 สิงหาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล […]
The post ทบ.แจงเหตุทหารบาดเจ็บขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด ช่องอานม้า อุบลฯ ล่าสุดอาการปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (17 สิงหาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการร่วมปฎิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) บริเวณพื้นที่ ช่องอานม้า ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะทีมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณใกล้ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ ในอดีตฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาตั้งฐาน ในช่วงที่มีสถานการณ์ฝ่ายไทยได้มีการผลักดันทหารกัมพูชาออกไป หลังจากนั้นได้มีการควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ระบุเป็นพื้นที่อันตราย เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ทีมเก็บกู้จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยต่อไป
จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าขวา มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย ขณะนี้กำลังพลรู้สึกตัวและอาการปลอดภัย อยู่ระหว่างนำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์
กองทัพบกขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเบื้องต้นทางผู้บังคับบัญชาได้กำชับทางต้นสังกัด ดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด
The post ทบ.แจงเหตุทหารบาดเจ็บขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด ช่องอานม้า อุบลฯ ล่าสุดอาการปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 สิงหาคม) เพจเฟซบุ๊กกรมข่าวทหารบกได้เผยแพร่ภาพ […]
The post ผู้ช่วยทูตทหารจีนพบ ทบ. ยืนยันไร้ส่วนเกี่ยวข้องส่งอาวุธให้กัมพูชาใช้รบชายแดน ย้ำจริงใจต่อไทย หวังเห็นทางออกสันติวิธี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 สิงหาคม) เพจเฟซบุ๊กกรมข่าวทหารบกได้เผยแพร่ภาพข่าว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (จก.ขว.ทบ.) ให้การต้อนรับ พล.ต. จาง หลินหง (MG. Zhang Linhong) ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าพบหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกองทัพบกของทั้งสองประเทศ
พล.ต. จาง หลินหงได้กล่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยระบุว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านกันมาอย่างยาวนาน การแสวงหาทางออกร่วมกันโดยสันติเป็นสิ่งที่ควรยึดถือ
พร้อมกันนี้ พล.ต. จาง หลินหงยังกล่าวว่า ไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกัน จีนมีความโปร่งใสและจริงใจต่อประเทศไทย โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเน้นย้ำว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เกี่ยวกับการส่งมอบอาวุธเพื่อใช้ในการปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนยังยืนยันว่าให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย พร้อมแจ้งว่า ได้กำชับถึงแนวทางการใช้ยุทโธปกรณ์กับกัมพูชา ว่าไม่ให้มีการนำมาใช้ในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
The post ผู้ช่วยทูตทหารจีนพบ ทบ. ยืนยันไร้ส่วนเกี่ยวข้องส่งอาวุธให้กัมพูชาใช้รบชายแดน ย้ำจริงใจต่อไทย หวังเห็นทางออกสันติวิธี appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่พุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี อำเภอเมื […]
The post กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่พุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พล.อ. อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท. ชัยรัตน์ ธรรมชาติ หัวหน้าสำนักงานคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา พล.ท. นฤดล สุขมา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และ พล.ต. วินธัย สุวารี รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก และโฆษกกองทัพบก ร่วมพิธีวันรำลึกวีรกรรมและสดุดีวีรชน ‘ยุทธการยุทธบดินทร์-ศตวรรษ’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
โอกาสนี้ พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับคณะผู้ร่วมพิธี โดยช่วงเช้าได้ประกอบพิธีสงฆ์อุทิศส่วนกุศล ณ พุทธศาสนสถาน กองทัพภาคที่ 2 ก่อนประกอบพิธีเชิดชูเกียรติกำลังพลที่เสียชีวิตจากการสู้รบ มีการประดับแผ่นป้ายจารึกบนแท่นประดับ เพื่อจารึกเกียรติประวัติแห่งความกล้าหาญ การเป่าแตรนอน และการยิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพสูงสุด โดยมี พล.อ.อานุภาพ เป็นประธานในพิธีในนามผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก
ภายในพิธีมีการรำลึกถึงวีรชนทหารกล้าทั้ง 46 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยกองทัพบกระบุว่า แม้การสูญเสียจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสมรภูมิ แต่ความเสียสละของกำลังพลทุกนายได้ธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศ พร้อมส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของผู้เสียสละทุกครอบครัวให้ภาคภูมิใจในเกียรติยศของวีรชนผู้ปกป้องแผ่นดิน
ต่อมา ในช่วงบ่ายมีพิธีพุทธาภิเษกเหรียญ ‘ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ’ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และความเสียสละของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน เสริมสิริมงคลแก่ผู้ครอบครอง และสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล ตลอดจนประชาชนผู้ร่วมงานและผู้ได้รับผล กระทบจากสถานการณ์ชายแดน
ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ริเริ่มจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดยมีเจตนานำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบกองทุนช่วยเหลือทหารกล้า ครอบครัวผู้เสียสละ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน สะท้อนเจตนารมณ์ของกองทัพในการดูแลกำลังพลและประชาชนควบคู่กัน






The post กองทัพภาคที่ 2 รำลึกวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา ครบ 1 ปี สดุดีทหารกล้า 46 นาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์ในวันนี้ (7 กรกฎาคม […]
The post กต.ปฏิเสธกัมพูชา กล่าวหาทหารไทยขว้างระเบิดมือใส่ที่ตั้งทหาร ชี้เหตุระเบิดในฝั่งกัมพูชาเอง คาดกำลังพลไม่คุ้นพื้นที่เหยียบทุ่นระเบิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์ในวันนี้ (7 กรกฎาคม) โดยยืนยันว่า ฝ่ายไทยปฏิเสธข้อกล่าวหากรณีเหตุระเบิดในฝั่งกัมพูชา หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่า ทหารไทยได้ขว้างระเบิดมือเข้าไปยังที่ตั้งของกัมพูชาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บในสื่อสังคมออนไลน์
โดยกองทัพบกและศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (Joint Information Center on the Thailand-Cambodia Situation: JIC) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า เป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชาเอง ไม่ใช่เกิดจากการกระทำโดยฝ่ายไทยตามที่กล่าวอ้าง และประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดจากการที่กำลังพลชุดใหม่ของกัมพูชาขาดความชำนาญและไม่คุ้นเคยพื้นที่ จนอาจประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่
“ประเทศไทยขอยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทยอยู่ภายใต้คำสั่ง กฎการใช้กำลัง กฎหมายระหว่างประเทศ และถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยยึดมั่นในหลักความอดกลั้น ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ”
“ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ซึ่งนอกจากถือเป็นการขาดวิจารณญาณ บิดเบือนข้อมูลซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและแสดงถึงความไม่จริงใจ ยังจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อบรรยากาศความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน”
The post กต.ปฏิเสธกัมพูชา กล่าวหาทหารไทยขว้างระเบิดมือใส่ที่ตั้งทหาร ชี้เหตุระเบิดในฝั่งกัมพูชาเอง คาดกำลังพลไม่คุ้นพื้นที่เหยียบทุ่นระเบิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อสายลมร้อนของเดือนเมษายนพัดมาเยือน สิ่งหนึ่งที่อยู่ […]
The post จากใบแดงสู่ความสมัครใจ พัฒนาการเกณฑ์ทหารไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อสายลมร้อนของเดือนเมษายนพัดมาเยือน สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานคือ ‘ฤดูกาลเกณฑ์ทหาร’ โดยในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาเปิดรับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ
สำหรับในปีนี้ กองทัพได้กำหนดวันตรวจเลือกตั้งแต่วันที่ 1-12 เมษายน (เว้นวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นวันจักรี) แม้จะเน้นการเปิดรับทางออนไลน์เป็นหลัก แต่บรรยากาศของการถอดเสื้อรอคิว และวินาทีระทึกใจตอนล้วงไหจับ ‘ใบดำ-ใบแดง’ ยังคงเป็นภาพจำที่สร้างความตึงเครียดให้กับชายไทยและครอบครัว ทว่าภายใต้ภาพจำเหล่านั้น ระบบการเกณฑ์ทหารของไทยกำลังก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากยุคที่บังคับ 100% สู่ความพยายามผลักดันระบบ ‘สมัครใจ’ อย่างเต็มรูปแบบ
THE STANDARD พาย้อนดูพัฒนาการของการเกณฑ์ทหารไทยตั้งแต่อดีต ไทม์ไลน์การขยับตัวของรัฐบาลในแต่ละยุค ภาพจำด้านลบที่กองทัพต้องเร่งลบเลือน รวมถึงความจำเป็นของยุทโธปกรณ์และกำลังพลในสภาวะความขัดแย้งของโลกปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการเกณฑ์ทหารในยุคปัจจุบัน อ้างอิงตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กฎหมายระบุชัดเจนว่า ชายที่มีสัญชาติไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการทหารด้วยตนเอง เพื่อป้องกันประเทศชาติ
โดยมีนิยามสถานะที่สำคัญดังนี้:
ในยุคสงครามเย็นที่ภัยคุกคามล้อมรอบประเทศ กองทัพมีความต้องการกำลังพลสูงมาก ชายไทยที่ไม่ได้เรียน รด. ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือก หากมีผู้สมัครใจไม่พอ จะต้องใช้วิธีจับสลาก ระบบนี้สร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจและจิตใจให้ชายไทยจำนวนมาก เพราะการได้ ‘ใบแดง’ อาจหมายถึงการต้องทิ้งครอบครัว ทิ้งการศึกษา หรือหน้าที่การงานไปเป็นเวลา 1-2 ปี

ตลอดหลายทศวรรษ ระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับก่อให้เกิดภาพจำด้านลบ และเป็นบ่อเกิดของวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ภาพจำเหล่านี้เกิดจากเหตุการณ์จริงที่กองทัพต้องยอมรับและหาทางแก้ไข:

แรงกดดันจากสังคมทำให้รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมในหลายยุค ต้องค่อยๆ ขยับตัวเพื่อปรับโครงสร้างกองทัพและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ. 2558-2566):
ยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และ รมว.กลาโหม สุทิน คลังแสง (พ.ศ. 2566-2567):
ยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร และ รมว.กลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย (พ.ศ. 2567-2568):
ยุครัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล และ รมว.กลาโหม พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ (พ.ศ. 2568-2569):
การผลักดันจากฝ่ายนิติบัญญัติ (พรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน):

เพื่อจูงใจให้เกิดทหารอาสาสมัคร 100% ในปี 2569 กองทัพได้รื้อระบบสวัสดิการและการดูแลพลทหารใหม่หมด เพื่อลบภาพ ‘น้องคนเล็กของกองทัพ’ ที่ถูกรังแก สู่การเป็น ‘กำลังพลที่มีคุณค่า’

แม้กระแสสังคมจะมุ่งไปที่การลดขนาดกองทัพและยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่ในความเป็นจริง ภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบันยังคงคุกรุ่น ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (อิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล) ความไม่สงบตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านของไทย
ประเด็นเรื่อง ‘ความพร้อมรบ’ จึงเป็นสิ่งที่ละทิ้งไม่ได้ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี ที่กล่าวในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 29 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568 ถึงเหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่อาจยกเลิก ‘กฎหมายเกณฑ์ทหาร’ ได้แบบถอนรากถอนโคนไว้ว่า
“การยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้น ยังคงไม่มีหลักประกันได้ว่าในแต่ละปีจะมีผู้สมัครใจได้ครบ 100% ซึ่งหากการสมัครใจไม่ครบ ก็ต้องมีระบบเกณฑ์รองรับ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อม… และถ้ายกเลิกกฎหมายเกณฑ์ทหารไปแล้ว หากเกิดสงคราม ประเทศต้องการคนไปรบ ที่ต้องพร้อมรบ ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่เคยฝึกมาก่อน ก็จะส่งผลเสียหายต่อการป้องกันประเทศ หรือถ้าเกิดสงคราม และเราไม่มีกฎหมายเกณฑ์ทหาร… ก็คงต้องไปดึง นักศึกษาวิชาทหาร ทหารกองหนุน มาทำการรบ ปัญหาคือ จะพร้อมรบหรือไม่ ฝึกทบทวนทันหรือไม่”

แม้ในทางข้อกฎหมายจะยังไม่มีการประกาศ ‘ยกเลิก’ การบังคับเกณฑ์ทหารทิ้ง 100% ด้วยความกังวลด้านความมั่นคงของประเทศในภาวะสงครามโลกที่คาดเดาไม่ได้ แต่ทิศทางที่รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรผลักดันร่วมกัน ล้วนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ชี้ให้เห็นว่ากองทัพไทยกำลังก้าวสู่การเป็น ‘ทหารอาชีพ’ ที่ประชาชนพร้อมจะเดินเข้าหาด้วยความเต็มใจ แทนที่จะต้องวิ่งหนีจากการจับใบดำใบแดงเหมือนในวันวาน
ภาพ: ทำเนียบรัฐบาล, กองทัพบก
The post จากใบแดงสู่ความสมัครใจ พัฒนาการเกณฑ์ทหารไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคแ […]
The post เลือกตั้ง 2569 : พรรครักชาติลุยบ้านหนองจานให้กำลังใจทหาร-ชรบ. ชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ชุมชนบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชนและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
ทีมพรรครักชาติ ได้พูดคุยกับประชาชน ชาวบ้าน ที่สมัครเป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ว่า ยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่าคำว่าจะแก้ คืออะไร แต่ให้ชาวบ้านมาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อีกทั้งการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเดินเข้าคูหาถึง 2 รอบ อาจทำให้หลายคนเกิดความสับสนได้ ต้องไปโทษรัฐธรรมนูญประเทศไทย เขียนใหม่ แก้ใหม่กี่ฉบับจนมีรัฐธรรมนูญมากมาย พร้อมย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ หรือตัวอักษร มันอยู่ที่ คน หรือนักการเมือง
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
นอกจากนี้ทีมพรรครักชาติ ยังได้เดินสำรวจพื้นที่โดยรอบหมู่บ้าน พูดคุยให้กำลังใจกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ซึ่งบ้านเรือนบางหลัง ยังคงมีร่องรอยความเสียหาย และประชาชนหลายครัวเรือนกำลังเร่งซ่อมแซมปรับปรุงที่อยู่อาศัย สะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ยังไม่น่าไว้วางใจเท่าที่ควร หน่วยงานทหาร และ ชรบ. ยังคงต้องเตรียมความพร้อมอยู่ตลอด จากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้เดินเท้าไปที่ชายแดนบริเวณจุดผ่านแดน เพื่อให้กำลังใจทหารกองกำลังบูรพา ที่ดูแลปกป้องพื้นที่ และอธิปไตยของชาติ โดยกำลังพลทุกนายมีขวัญและกำลังใจดีเยี่ยม ความเสียสละของทหารกล้า น่าชื่นชม และน่าประทับใจมาก ทำให้ทีมพรรครักชาติ สะท้อนใจเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ทำให้เกิดสงครามและประชาชนต้องอยู่อย่างหวาดผวา รวมถึงเดินไปทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดชุมชนบ้านหนองจาน เพื่อซื้อของฝาก
ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ให้สัมภาษณ์ ว่า พรรครักชาติมาที่บ้านหนองจาน ไม่ได้มาหาเสียงอะไร อยากมาดูความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่นี่ โดยจากข่าวตอนนี้มีคนถามว่า ตกลงจะเลือกตั้งได้หรือไม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนยังไม่ไว้วางใจว่า การสู้รบไทยกับกัมพูชายังจะมีอยู่หรือไม่
“พอเรามาประสบพบเห็นความเป็นอยู่ของพี่น้องทหารหาญที่นี่ เราต้องชักชวนตั้งคำถามกันแล้วละครับ พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาชนแทนที่คุณจะให้ค่าทหารบ้าง แทนที่จะพูดถึงคุณงามความดีของทหารมาถึงวันนี้พูดถึงทหารผู้น้อย แล้วการแก้ปัญหาทหารผู้น้อยเหล่านี้ จำเป็นต้องต่ำต้อยด้อยค่าทหารไทยทั้งแผ่นดินเลยหรือ ไม่มีใครปฏิเสธการแก้ปัญหาเหล่านั้น ไม่มีใครเถียงว่าไม่มีสิ่งเหล่านั้น ปัญหามีก็แก้แต่ให้ค่าทหาร ดูแลคนที่เขาปกปักรักษาบ้านเมืองให้พวกคุณได้ไหม และพรรคการเมืองอื่นๆ ก็เหมือนกันได้ปกป้องทหารหาญยังไงบ้าง? พรรคประชาชนเอาแต่ว่าทหาร พวกคุณไม่เคยลุกมาปกป้องเลย” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวถึงพรรคเพื่อไทยด้วยว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดการสู้รบจนมีการสูญเสีย เช่นเดียวกับพรรคเก่าแก่ที่เคยตั้งรัฐบาลในค่ายทหารแต่กลับทอดทิ้งไม่เหลียวแล
“แทนที่จะถามว่าทหารมีไว้ทำไม พรรครักชาติอยากถามกลับว่า นักการเมืองมีไว้ทำไม มีไว้เกาะกินบ้านเมือง มีไว้จับมือกันรวมผลประโยชน์ หรือมีไว้ผลาญภาษีราษฎรใช่หรือไม่ หากพรรคการเมืองเหล่านี้ยังตอบคำถามไม่ได้ การเลือกพวกเขาเข้าไปบริหารประเทศอาจนำไปสู่การ ‘สิ้นชาติ’ ได้” รศ.ดร.เจษฎ์กล่าวทิ้งท้าย






เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/
The post เลือกตั้ง 2569 : พรรครักชาติลุยบ้านหนองจานให้กำลังใจทหาร-ชรบ. ชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ไม่น่าไว้วางใจ กระแสการปรับลด […]
The post เลือกตั้ง 2569 : ส่องนโยบายความมั่นคง-ทหาร-ชายแดน แต่ละพรรคจะทำอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ไม่น่าไว้วางใจ กระแสการปรับลดงบประมาณ กำลังพล และการยกเลิกเกณฑ์ทหาร กองทัพไทยต้องปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด ส่องนโยบายแต่ละพรรคการเมือง พรรคไหนจะตอบโจทย์ความมั่นคง และโดนใจประชาชนที่สุด

ภาพ: สุภาวิดา สุขวัฒน์
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/
The post เลือกตั้ง 2569 : ส่องนโยบายความมั่นคง-ทหาร-ชายแดน แต่ละพรรคจะทำอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นาย […]
The post นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิดเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (6 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แถลงข่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า รัฐบาลได้รับทราบรายงานมาโดยตลอด ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ของบันทึกข้อตกลง Joint Statement
ขณะนี้ทางฝ่ายกองทัพและฝ่ายความมั่นคงได้ทำการประท้วงไปยังฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง และได้แจ้งให้ทางกัมพูชาชี้แจงเพื่อพิจารณาว่าไทยจะตอบโต้อย่างไร ส่วนทางด้านการต่างประเทศได้ออกหนังสือไปยังรัฐมนตรีการต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้ชี้แจงว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และวันนี้ที่เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้น ดังนั้นประเทศไทยต้องขอให้ทางกัมพูชาแสดงการชี้แจงมายังประเทศไทยโดยทางการทูตเช่นกัน
ขณะที่ลูกกระสุนที่ตกในเขตแดนของไทยนั้นการตอบโต้หรือการใช้กฎแห่งการปะทะยังไม่ได้ใช้ แต่มีการเตรียมพร้อมและจะพิจารณาตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า นี่เป็นการแถลงข่าวเบื้องต้น มันจะมีขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องตอบโต้ก็จะตอบโต้ ส่วนรายละเอียดจะขอให้มีการบรรลุเกิดขึ้นมาอย่างรูปธรรม ทำก่อนเพราะตอนนี้ทางกองทัพได้ดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม
นายกรัฐมนตรียังระบุถึงการรายงานจากหน่วยปฏิบัติที่บริเวณชายแดนได้แจ้งมาว่า ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่จะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้เช่นใด ให้เวลาทางกัมพูชาได้คิด แต่ขอให้มั่นใจว่าการเตรียมพร้อมทุกอย่างทั้งทางด้านการต่างประเทศความมั่นคง ก็มีความพร้อมที่จะตอบโต้
ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงมีการพูดคุยกันในระดับกองทัพ ดังนั้นฝ่ายปกครองอย่างกระทรวงมหาดไทย ให้คอยดูแลชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ
The post นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิดเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เข็มนาฬิกาที่ด่านชายแดนพุ่งตรงสู่เวลาเที่ยงของวันที่ 30 […]
The post บันทึกความได้-เสีย เมื่อฝุ่นควันจางหาย จากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เข็มนาฬิกาที่ด่านชายแดนพุ่งตรงสู่เวลาเที่ยงของวันที่ 30 ธันวาคม 68 ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้ง ข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมงจากการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสองชาติกำลังจะสิ้นสุดลง
สายลมหนาวไม่ได้ช่วยให้ไอร้อนจากปลายกระบอกปืนจางหายไป ความหวังที่จะเห็นสันติภาพถูกวางอยู่บนรอยร้าวแห่งความระแวง เพราะนี่คือการลงนามครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นบนกองเพลิงที่ยังไม่มอดดับสนิท และดูเหมือนแผลในครั้งนี้จะบาดลึกยิ่งกว่าเดิม
เมื่อทหารไทยสูญเสียขาเป็นรายที่ 11 ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องไปยังการส่งมอบเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นาย กลายเป็นฉากทัศน์ที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริง สงครามครั้งนี้ไม่มีใครเดินออกมาได้อย่างสง่างาม แล้วในการต่อสู้ข้ามพรมแดนครั้งนี้ ใครกันที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริง
จากควันไฟที่ยังกรุ่นอยู่บนพิกัดทับซ้อน สู่ปฏิบัติการถล่มรังสแกมเมอร์ที่กลายเป็นนัยยะสำคัญทางการเมือง ปฏิบัติการบดขยี้อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อตัดวงจรขีดความสามารถทางการรบ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกระสุนและดินปืนอีกต่อไป
แต่คือกระดานหมากรุกระดับโลกที่โยงใย เอาขั้วอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เข้ามาพัวพันในปมเงื่อนที่ซับซ้อนภายใต้การลงนามหยุดยิง เมื่อเดิมพันครั้งนี้สูงเกินกว่าที่ใครจะถอนตัว
THE STANDARD ขอพาย้อนกลับไปสำรวจรอยแผล และดอกผลที่เกิดขึ้นตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อชั่งน้ำหนักถึงความคุ้มค่าบนหยดเลือดและหยาดเหงื่อ ในสมรภูมิไทย-กัมพูชา

ไฟไหม้ ศาลาตรีมุข สัญลักษณ์มิตรภาพ ไทย-ลาว-กัมพูชา
ชนวนเหตุแห่งรอยร้าว เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ วันที่เสียงเพลงชาติกัมพูชาดังขึ้นเหนือปราสาทตาเมือนธม ก่อนที่เปลวเพลิงจะลุกโชนขึ้นเผาไหม้ ‘ศาลาตรีมุข’ สถาปัตยกรรมไม้ที่เป็นประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพ จุดเริ่มต้นความขัดแย้งระดับชาติตลอดปี 2568
ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ:

ความเสียหายหลังเหตุการณ์การปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
เมื่อม่านควันเริ่มจางลง เผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังแนวปะทะ เพจ Thaiarmedforce.com สื่อความมั่นคงและเทคโนโลยีทางทหาร ได้ถอดรหัสสถานการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า การหยุดยิงในเวลานี้มิใช่การถอยหนี แต่คือ ‘จังหวะที่เหมาะสมที่สุด’ บนกระดานยุทธศาสตร์ เพราะหากกวาดสายตาผ่านแนวรบตลอด 800 กิโลเมตร สิ่งที่ไทยได้กลับมาคือ ‘แต้มต่อ’ ที่ประเมินค่าไม่ได้
พื้นที่พิพาทสำคัญอย่างช่องอานม้า ปราสาทตาควาย หรือหมู่บ้านตามแนวชายแดนตะวันออก ล้วนกลับมาอยู่ในการควบคุมของไทย เปลี่ยนสถานะจากพื้นที่สีเทาให้กลายเป็น Buffer Zone ที่แข็งแกร่ง และเป็นไพ่ใบสำคัญในมือสำหรับการเจรจาในอนาคต ทำให้หากต้องมีบทที่สามของสงคราม ไทยจะเป็นฝ่ายที่ยืนตระหง่านอยู่บนภูมิประเทศที่ได้เปรียบกว่าเดิมอย่างมหาศาล
ในทางกลับกัน บัญชีความสูญเสียของฝ่ายตรงข้ามกลับแดงเถือกไปด้วยตัวเลขที่น่าตกใจ ข้อมูลระบุชัดว่ากัมพูชาพ่ายแพ้ในแทบทุกแนวรบ ไม่เพียงแต่สูญเสียพื้นที่ที่เคยอ้างสิทธิ์ แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร สะพานขนส่ง และเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ถูกตัดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น เพจ Thaiarmedforce.com ระบุว่า กรณีของ ‘ปราสาทพระวิหาร’ ที่ถูกแปรเปลี่ยนจากมรดกโลกให้กลายเป็นฐานที่ตั้งทางทหารเพื่อยิงถล่มไทย ทำให้ความคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศสิ้นสุดลงทันที การโต้ตอบของไทยจึงกลายเป็นความชอบธรรม และอาจส่งผลให้กัมพูชาต้องเสี่ยงกับการเสียสถานะมรดกโลกด้วยน้ำมือของตนเอง นี่คือราคาแพงลิบลิ่วที่ต้องจ่ายให้กับความประมาทที่มองว่าไทยจะไม่กล้าใช้เขี้ยวเล็บทางอากาศเข้าจัดการ
แต่นอกเหนือจากผลแพ้ชนะในสนามรบ อีกหนึ่งปัจจัยที่บีบคั้นให้เข็มนาฬิกาต้องหยุดเดินคือ ‘กติกาโลก’ Thaiarmedforce.com ชี้ให้เห็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยไม่ใช่มหาอำนาจอย่างรัสเซียหรืออิสราเอลที่จะเมินเฉยต่อประชาคมโลกได้ การต่อเวลาพิเศษนี้อาจนำไปสู่การแทรกแซงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งอาจเปลี่ยนผู้คุมเกมจากเราเป็นเขา
ดังนั้น การดึงเกมกลับมาสู่เวที GBC ที่ไทยควบคุมสถานการณ์ได้ จึงเป็นชัยชนะทางการทูตที่งดงามที่สุด ควบคู่ไปกับการคืนลมหายใจให้ทหารกล้าได้พักผ่อน และคืนชีวิตปกติสุขให้ชาวบ้านที่เสียสละมามากพอแล้ว
ท้ายที่สุด บทสรุปของสงครามครั้งนี้สอนให้รู้ว่า การทำให้คู่ต่อสู้อย่างกัมพูชาสิ้นสภาพอาจเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินจริงและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน สิ่งที่ไทยทำได้ดีที่สุดคือการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ ‘การทูต’ ทำงานต่อจาก ‘ปลายกระบอกปืน’
ชัยชนะทางทหารจะไร้ความหมายหากเราพ่ายแพ้บนโต๊ะเจรจา วันนี้ไทยจึงเลือกที่จะหยุดเพื่อเดินหน้าต่อ โดยมีชัยชนะทางยุทธวิธีเป็นฐานที่มั่น เพื่อเปลี่ยนผลลัพธ์ในสนามรบให้กลายเป็นความมั่นคงถาวร ที่ไม่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้ออีกต่อไป เพราะเราไม่สามารถยกทัพไปยึดอะไรตามใจได้

ทุ่นระเบิดที่พบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
หลังสิ้นสุดการปะทะ สิ่งที่หลงเหลือไว้อย่างชัดเจนที่สุดคือความอาลัยและเกียรติยศของทหารกล้า 42 นาย ผู้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องแผ่นดินในสมรภูมิเลือดทั้งสองรอบ
ย้อนกลับไปในศึกระลอกแรก ช่วงกรกฎาคม 2568 แม้การเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีมาตรการภาษีของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เป็นแรงกดดัน จะนำมาซึ่งการหยุดยิง แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราได้สูญเสียทหารไปถึง 15 นาย
เริ่มตั้งแต่ พลทหาร วรัญชิต ยวงสุวรรณ ที่ต้องจากไปเป็นรายแรก ตามมาด้วยวีรบุรุษจากฐานฟ้าลั่นและปราสาทตาควาย อย่าง จ.ส.อ. ธวัชชัย บุสภา และเหล่าทหารกล้าอีกหลายนายที่พลีชีพเพื่อตรึงแนวชายแดน จนถึงนาทีสุดท้ายก่อนหยุดยิงในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่เราต้องเสียทหารไปรวดเดียวถึง 7 นายที่ช่องอานม้า นี่คือบทพิสูจน์ว่าเสรีภาพบนด้ามขวานแลกมาด้วยเลือดเนื้อของลูกหลานไทยอย่างแท้จริง
แต่คำว่า ‘สันติภาพ’ สำหรับกัมพูชากลับเป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อสัญญาณการรบระลอกสองปะทุขึ้นในเดือนธันวาคม ภายใต้ภารกิจกวาดล้าง ‘รังสแกมเมอร์’ และทวงคืนอธิปไตย ตลอด 20 วันแห่งความดุเดือดตั้งแต่วันที่ 7-26 ธันวาคม กองทัพต้องสูญเสียนักรบไปอีก 27 นาย
ความสูญเสียถาโถมเข้ามาดั่งพายุ ตั้งแต่ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ผู้ประเดิมความเจ็บปวดในรอบสอง ไล่เรียงมาถึงวันที่หนักหนาสาหัสที่สุดอย่างวันที่ 10 และ 13 ธันวาคม ที่กระสุนพรากชีวิตทหารไปวันละ 4 นาย การสู้รบครั้งนี้ขยายวงกว้างและดุเดือด ข้าศึกใช้ทุกวิถีทางเพื่อรักษาสถานะ แต่ทหารไทยทุกนาย ตั้งแต่ทหารพรานไปจนถึงหน่วยรบพิเศษ ยังคงเดินหน้าด้วยหัวใจที่แกร่งกว่าเหล็กไหล แม้จะรู้ว่าปลายทางอาจไม่ได้กลับบ้าน
แม้ลายเซ็นบนกระดาษข้อตกลงหยุดยิงจะแห้งสนิทแล้ว แต่ความตายยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดิน ในวันที่ 29 ธันวาคม ขณะที่หลายคนกำลังเฉลิมฉลองส่งท้ายปี จ.ส.ต. สุจินต์ จิตกรียาน กลับต้องกลายเป็นผู้เสียสละขาเป็นรายที่ 11 จากกับระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ที่ดักรอเหยื่ออย่างไร้ปรานี
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่า ในสายตาของข้าศึกและสภาพพื้นที่จริง “สันติภาพที่แท้จริงยังมาไม่ถึง” การประชุมทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชา-จีน เป็นเพียงฉากหน้า แต่ในสนามจริง ทหารช่างยังต้องแลกอวัยวะเพื่อเคลียร์เส้นทางปลอดภัยให้พี่น้องประชาชน
และเมื่อสงครามภายนอกจบลง ‘สงครามภายในใจ’ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น สำหรับทหารที่รอดชีวิต ภาพความตายของเพื่อนร่วมรบ เสียงระเบิด และวินาทีเฉียดตาย ยังคงฉายซ้ำในรูปแบบของภาพย้อนอดีต (Flashback) และฝันร้ายที่คอยหลอกหลอน ความเครียดที่สะสมในสนามรบแปรเปลี่ยนเป็นความก้าวร้าว การแยกตัว หรือการพึ่งพาสารเสพติดเพื่อดับทุกข์ การนอนหลับให้สนิทกลายเป็นเรื่องยากเย็น ซึ่งหากสังคมไม่เข้าใจและไร้การเยียวยาที่ถูกวิธีบาดแผลที่มองไม่เห็นนี้อาจกัดกินชีวิตของวีรบุรุษเหล่านี้ไปตลอดกาล ชัยชนะจึงไม่ได้วัดกันแค่การยึดพื้นที่ แต่ต้องรวมถึงการ ‘พาใจทหารกลับบ้าน’ ให้ได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน

งานเก็บกู้และตรวจยึดทุ่นระเบิดรวมถึงยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่พบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ภายใต้ควันไฟที่ปกคลุมสมรภูมิ มีอีกหนึ่งความจริงที่น่าตกใจซ่อนอยู่ในบัญชีงบประมาณแผ่นดิน วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร ได้เปิดเผยตัวเลขที่ชวนให้ฉุกคิดว่า เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของการปะทะ งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของงบเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุจำนวนกว่า 80,000 ล้านบาท และในปี 2569 ได้ตั้งงบส่วนนี้ไว้สูงถึง 83,930 ล้านบาท
แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงถูกขยายความโดย พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเครื่องจักรสงครามเริ่มเดินเครื่องเต็มกำลัง ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการจริงอาจพุ่งทะยานสูงถึง วันละ 2,000 ล้านบาท นี่คือราคาที่คนไทยต้องร่วมกันจ่าย เพื่อแลกกับการรักษาอธิปไตยในแต่ละวินาที
หากผ่าโครงสร้างราคาที่แฝงอยู่ในอาวุธยุทโธปกรณ์ จะพบว่าต้นทุนสงครามเริ่มต้นตั้งแต่ปลายนิ้วของทหารราบ แม้กระสุนปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มม. จะมีราคาเพียงนัดละ 15-20 บาท แต่เมื่อรวมกันทั้งกองทัพ ค่าใช้จ่ายจะตกอยู่ที่ราว 1,000 บาทต่อคนต่อวัน และเมื่อขยับสู่การยิงสนับสนุน ลูกปืนครกหนึ่งนัดอาจมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 1,000,000 บาท สำหรับรุ่นนำวิถีขนาด 120 มม. นั่นหมายความว่าเสียงหวีดหวิวของกระสุนที่พุ่งผ่านอากาศเพียงหนึ่งนัด มีมูลค่าเท่ากับเงินเก็บทั้งชีวิตของใครบางคน
ความดุเดือดของตัวเลขทวีคูณขึ้นเมื่อมองไปบนท้องฟ้าและปืนใหญ่ระยะไกล การส่ง F-16 ขึ้นครองอากาศมีต้นทุนสูงถึงชั่วโมงละ 750,000 บาท ขณะที่ Gripen อยู่ที่ 350,000 บาท เพื่อนำพาระเบิดร่อนนำวิถีอย่าง JDAM หรือ KGGB ที่มีราคาตั้งแต่ 1.2 ล้าน ถึง 2.7 ล้านบาท ไปสู่เป้าหมาย ส่วนภาคพื้นดิน ปืนใหญ่ 155 มม. แบบนำวิถี หนึ่งนัดมีราคาสูงถึง 2.38 ล้านบาท ขีปนาวุธบางชนิดมีราคาแตะ 30 ล้านบาทต่อลูก ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า สงครามยุคใหม่คือการระดมทรัพยากรที่มหาศาลที่สุดเพื่อทำลายล้างกันและกัน
พล.ท.พงศกร ย้ำด้วยว่าการรบตามแบบ Conventional Warfare ต้องยึดหลัก ‘รุกเร็ว จบเร็ว’ เพราะการปล่อยให้สงครามยืดเยื้อคือหายนะทางเศรษฐกิจที่ไม่คุ้มค่า บทเรียนจากบัญชีค่าใช้จ่ายนี้สอนให้รู้ว่า ชัยชนะในสงครามอาจทำให้ผู้ชนะรู้สึก ‘ได้ใจ’ ในชั่วขณะหนึ่ง แต่เมื่อหักลบกลบหนี้กับงบประมาณและโอกาสในการพัฒนาประเทศที่สูญเสียไป ผลลัพธ์สุดท้ายที่เหลืออยู่ก้นตะกอนสำหรับทุกฝ่าย มักมีเพียงความ ‘เสียใจ’ เท่านั้น

ประชาชนหลบอยู่ภายในบังเกอร์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
สงครามไม่ได้ทำลายเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่มันกำลังทำลายชีวิตของผู้คนนับแสน เมื่อความตึงเครียดระลอกใหม่ปะทุขึ้นในเดือนธันวาคม หลังข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางพังทลายลง ตัวเลขผู้อพยพพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย
ข้อมูลจากศูนย์พักพิงใน 7 จังหวัดชายแดนระบุว่า มีพี่น้องคนไทยกว่า 263,325 คน ต้องทิ้งบ้านเรือน ทิ้งไร่นาที่กำลังออกผล เพื่อหนีตายเอาชีวิตรอด ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเองก็มีผู้คนกว่า 330,000 คน ต้องชะตากรรมไม่ต่างกัน ภาพของผู้สูงอายุและเด็กน้อยที่ต้องนอนเบียดเสียดในศูนย์พักพิง ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ คือเครื่องยืนยันว่าความขัดแย้งด้านความมั่นคง ได้แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตมนุษยธรรมที่โหดร้ายที่สุดในปี 2568
และเมื่อเสียงปืนดังขึ้น เสียงของเครื่องจักรเศรษฐกิจก็เงียบลงทันที เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่อาจมองข้าม การสู้รบทำให้การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เคยคึกคักต้องกลายเป็น ‘ศูนย์’ ในพริบตา
อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า เพียงแค่เดือนพฤศจิกายน การค้าชายแดนกับกัมพูชาลดลงถึง 100% เม็ดเงินกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท ที่ควรจะสะพัดในช่วงปลายปีหายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบเหงาของด่านชายแดนและความวิตกกังวลของผู้ประกอบการ ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนในกัมพูชากว่า 50,000 ล้านบาท
บาดแผลทางเศรษฐกิจยิ่งลึกขึ้นเมื่อมองภาพรวมระดับภูมิภาค ในขณะที่ไทยกำลังติดหล่มความขัดแย้ง เพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม กลับเร่งเครื่องแซงหน้าด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและดึงดูดการลงทุนขนานใหญ่ แม้แต่ มาเลเซียและสิงคโปร์ ก็ยังจับมือกันเดินหน้าพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ความกังวลว่า GDP ไทยจะโตรั้งท้ายอาเซียนจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาขาดแคลนแรงงานเริ่มส่อเค้าวิกฤต เมื่อแรงงานกัมพูชากว่า 3 แสนคนทยอยกลับประเทศ ทิ้งช่องว่างในภาคเกษตรและบริการให้ชะงักงัน แม้การส่งออกผ่านแดนไปจีนและเวียดนามจะพอช่วยพยุงตัวเลขรวมไว้ได้บ้าง แต่ก็ไม่อาจทดแทนความสูญเสียในพื้นที่ที่บอบช้ำได้อย่างสมบูรณ์
สุดท้ายแล้ว ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่งบประมาณแผ่นดินที่ต้องนำมา ‘โปะ’ ความเสียหาย รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเยียวยาชีวิตและทรัพย์สินเบื้องต้นกว่า 2,740 ล้านบาท บวกกับงบปฏิบัติการทางทหารอีก 5,200 ล้านบาท รวมแล้วเกือบหมื่นล้านบาทที่ละลายไปกับไฟสงคราม โดยยังไม่รวมความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกมหาศาล

ทหารไทยยิงถล่มอาคารคาสิโนและโรงแรมฝั่งกัมพูชาที่ใช้เป็นฐานสแกมเมอร์
ภายใต้ฉากหน้าของข้อพิพาทเขตแดนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2450 สงครามครั้งนี้กลับซ่อนนัยยะที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม มันไม่ใช่เพียงการแย่งชิงผืนดิน แต่คือ ‘ปฏิบัติการล้างบาง’ เพื่อถอนรากถอนโคน ‘เครือข่าย Scam Army’ หรือกองทัพสแกมเมอร์ข้ามชาติที่กัดกินเศรษฐกิจโลก
กองทัพภาคที่ 2 ได้นิยามบทบาทใหม่ของไทยว่าเป็น ‘Frontline Defender’ หรือปราการด่านหน้าของโลกในการหยุดยั้งมหันตภัยไซเบอร์ ปฏิบัติการทางอากาศที่แม่นยำจึงถูกใช้เพื่อทำลายฐานปฏิบัติการสแกม 6 แห่ง รวมถึงคาสิโนและโรงแรมหรูที่ถูกใช้เป็นฉากบังหน้าในการหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายให้ไทยปีละกว่า 115,300 ล้านบาท การโจมตีครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการตัด ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ เส้นใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจสีเทาของกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ในมุมมองทางยุทธศาสตร์ พื้นที่สีเทาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งทำเงิน แต่คือ ‘คลังแสงที่ซ่อนเร้น’ สำนักข่าว Asiatimes และหน่วยข่าวกรองไทยระบุตรงกันว่า อาคารคาสิโนเหล่านี้ถูกดัดแปลงให้เป็นฐานบัญชาการทางทหาร แหล่งเก็บโดรนพิฆาต และคลังอาวุธนับสิบแห่งที่เชื่อมโยงกับขั้วอำนาจในกัมพูชา
เมื่อภัยคุกคามถูกแฝงอยู่ในคราบพลเรือน กองทัพอากาศไทยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิบัติการโจมตีเชิงลึกเพื่อทำลายขีดความสามารถในการรบของฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้กัมพูชาตอบโต้ด้วยจรวด BM-21 จนประชาชนนับแสนต้องพลัดถิ่น แต่สำหรับไทย นี่คือความจำเป็นที่ต้อง ‘ทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหาร’ เพื่อความปลอดภัยระยะยาวของลูกหลานไทยในอนาคต
แม้แรงกดดันจากเวทีโลกจะถาโถมเข้ามา ทั้งความพยายามไกล่เกลี่ยของมาเลเซีย หรือคำขู่เรื่องกำแพงภาษีจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่รัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนหยัดปฏิเสธการแทรกแซงจากมือที่สามอย่างแข็งกร้าว โดยชี้แจงให้โลกเห็นภาพความจริงที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ย้ำชัดว่า “เป้าหมายทุกจุดที่ถูกทำลาย ล้วนผ่านการพิสูจน์ทราบแล้วว่าเป็นฐานทัพที่ซ่อนตัวในคราบคาสิโน”
ปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่ใช่การรังแกเพื่อนบ้าน แต่คือการผ่าตัดเนื้อร้ายทิ้ง เพื่อไม่ให้ไทยต้องตกเป็นเหยื่อของสงครามไฮบริดที่ใช้ทั้งกระสุนปืนและสงครามไซเบอร์ในการทำลายล้างเราอีกต่อไป

ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
แม้ไม่รู้ว่าภาพทหารชาวกัมพูชา 18 นาย ก้าวเท้าข้ามเส้นแบ่งเขตแดนกลับสู่มาตุภูมิในช่วงเที่ยงวันที่ 30 ธันวาคม จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะการตรวจพบโดรนจำนวนมากถึง 250 ลำ เข้ามาในพื้นที่ของไทย ในวันที่ 28 ธันวาคม ทำให้กองทัพอาจทบทวนข้อตกลง เพราะมองว่าเป็นการยั่วยุและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ลงนามร่วม รวมถึงโพสต์ล่าสุดของ ฮุน มาเน็ต และ ฮุน เซน สองผู้นำกัมพูชาที่แสดงท่าทีไม่ยอมรับการคงกำลังพลไว้ในตำแหน่งเดิมหลังการหยุดยิงว่าไม่มีผลต่อการปักปันเขตแดน
ทำให้เห็นว่า นี่คือบททดสอบก้าวแรกของสันติภาพที่ยังเปราะบางและเต็มไปด้วยขวากหนาม และไม่อาจลบภาพความหวาดระแวงที่ฝังลึกได้หมดสิ้น
ทางออกที่ยั่งยืนนับจากนี้จึงไม่อาจพึ่งพาเพียงลายเซ็นบนสนธิสัญญาหยุดยิง แต่ต้องอาศัยการทูต ภาคประชาชน และการจัดการพื้นที่ทับซ้อนด้วยความเข้าใจ เพื่อเปลี่ยน ‘เส้นขนานแห่งความขัดแย้ง’ ให้กลายเป็น ‘พื้นที่แห่งการพัฒนาร่วมกัน’ ที่ต้องไม่มีใครต้องสังเวยขาหรือลมหายใจเพื่อแย่งชิงอีก
บทเรียนราคาแพงตลอดปี 2568 ได้จารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อเตือนใจเราเสมอว่า ทุกชัยชนะบนกองซากปรักหักพังนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเกินกว่าจะประเมินค่า และท้ายที่สุดแล้ว เมื่อฝุ่นควันจางหาย เราอาจค้นพบสัจธรรมนิรันดร์ที่ว่า “ในสงครามไม่มีใครชนะที่แท้จริง มีเพียงผู้ที่สูญเสียน้อยกว่า และผู้ที่เรียนรู้จากความเจ็บปวดได้เร็วกว่าเท่านั้น”
The post บันทึกความได้-เสีย เมื่อฝุ่นควันจางหาย จากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ราย […]
The post ด่วน! กองทัพภาคที่ 1 เสริมกำลังเข้าปอยเปต พร้อมเข้าทำลาย ที่มั่นทางทหาร หลังพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา ยืนยันใช้กำลังในกรอบของการรักษาอธิปไตยไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา รายงานการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกำลังพลฝ่ายกัมพูชา พื้นที่ปอยเปต ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์และฐานที่มั่นสำคัญของฝั่งกัมพูชา โดยพบการจัดตั้งที่มั่นทางทหาร รวมถึงการเตรียมความพร้อมของอาวุธสนับสนุน และการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดเก็บและสะสมยุทโธปกรณ์
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมนำกำลังทหารฝ่ายไทยเข้าพื้นที่เช่นกัน เพื่อทำลายเป้าหมายทางทหารฝ่ายกัมพูชา
กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า การดำเนินการใดๆ จะอยู่ภายใต้กรอบของการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน
The post ด่วน! กองทัพภาคที่ 1 เสริมกำลังเข้าปอยเปต พร้อมเข้าทำลาย ที่มั่นทางทหาร หลังพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา ยืนยันใช้กำลังในกรอบของการรักษาอธิปไตยไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 1 ได้แสดงความเสียใจอย่ […]
The post ทัพภาค 1 สดุดี 3 วีรชนทหารกล้า พลีชีพปกป้องอธิปไตยชายแดนสระแก้ว พร้อมดูแลครอบครัว-จัดพิธีศพสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (26 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 1 ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งสำคัญ เมื่อกำลังพลสังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) จำนวน 3 นาย ได้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ในวันนี้
สำหรับรายชื่อทหารกล้าทั้ง 3 นาย ที่ได้สละชีพเพื่อชาติ ประกอบด้วย:
1. จ.ส.อ.พงศกร นาคทองดี
2. พลทหาร ปฏิพัทธิ์ ศรประดิษฐ์
3. พลทหาร ทิวตะวัน พลเยี่ยม
ในแถลงการณ์ กองทัพภาคที่ 1 ได้ระบุข้อความเชิดชูเกียรติทหารทั้ง 3 นาย ว่าเป็นชายชาติทหารผู้เสียสละอย่างแท้จริง ที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทยด้วยชีวิตจนวาระสุดท้าย
ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะดำเนินการรับศพและประกอบพิธีทางศาสนาอย่างสมเกียรติสูงสุด เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของวีรชนผู้กล้า พร้อมทั้งสั่งการให้เร่งดูแลเยียวยาสภาพจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย และดำเนินการมอบสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ รวมถึงเงินชดเชยต่างๆ ให้กับทายาทและครอบครัวอย่างครบถ้วนและรวดเร็วที่สุดต่อไป
The post ทัพภาค 1 สดุดี 3 วีรชนทหารกล้า พลีชีพปกป้องอธิปไตยชายแดนสระแก้ว พร้อมดูแลครอบครัว-จัดพิธีศพสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์เรื่องการประท้วงต่อ […]
The post กต.ออกแถลงการณ์ประท้วงเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 9 เรียกร้องกัมพูชาหยุดละเมิดอนุสัญญาออตตาวา appeared first on THE STANDARD.
]]>
กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์เรื่องการประท้วงต่อเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 9 โดยระบุว่า
1. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ชุดทหารช่าง สังกัดกองพันทหารราบที่ 22 ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย โดยหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร
2. พื้นที่บริเวณปราสาทตาควายเป็นพื้นที่ของไทยที่ฝ่ายไทยยึดคืนมาได้ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างเสริมความมั่นคงในพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างและตรวจค้นทุ่นระเบิดซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ ยังพบการติดตั้งทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 อีกจำนวน 4 ทุ่น วางเรียงต่อเนื่องตามเส้นทางเคลื่อนที่ของกำลังพล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจงใจมุ่งหมายให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอย่างชัดเจน
3. ประเทศไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย รวมถึง Joint Declaration ระหว่างไทยกับกัมพูชา อีกทั้งยังเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคี โดยไทยอยู่ระหว่างการมีหนังสือประท้วงเรื่องดังกล่าวไปยังกัมพูชา และแซมเบียในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 23 เพื่อดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาฯ รวมทั้งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแจ้งการละเมิดอนุสัญญาฯ ของกัมพูชาด้วย ไทยจะดำเนินการเรื่องนี้ในกรอบอนุสัญญาออตตาวาอย่างถึงที่สุด
4. ประเทศไทยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่ากัมพูชาได้แจ้งต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อไม่นานมานี้ว่า กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงต่าง ๆ รวมถึง Joint Declaration อย่างเคร่งครัด แต่การกระทำของกัมพูชาไม่เคยเป็นเช่นนั้น ซึ่งสะท้อนถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาโดยสันติอย่างแท้จริง
5. ในการนี้ ประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที และให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน เพื่อมิให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกทั้งต่อทหารและพลเรือน รวมทั้งแสดงความจริงใจในการกลับสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ
The post กต.ออกแถลงการณ์ประท้วงเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 9 เรียกร้องกัมพูชาหยุดละเมิดอนุสัญญาออตตาวา appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Policy: […]
The post มองศักยภาพทางการทหาร ไทย–กัมพูชา หากยืดเยื้อ ใครรบได้นานกว่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Policy: ISP) เผยแพร่บทวิเคราะห์ Analysis on the Sustainability of Military Capabilities of Thailand and Cambodia in 2025 ประเมินศักยภาพทางทหารไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่การสู้รบวันที่ 8 ธันวาคม 2025 โดยมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้น และสร้างความสูญเสียให้กับ 2 ประเทศ ทั้งในด้านกำลังพล ทรัพยากร และค่าใช้จ่าย
คำถามสำคัญจากการประเมินครั้งนี้ คือ รัฐบาลและกองทัพไทย จะสามารถแบกรับสถานการณ์ดังกล่าวได้นานเพียงใด และความขัดแย้งนี้มีแนวโน้มจะยุติลงได้เร็วเพียงใด ซึ่งคาดการณ์ผ่านงบประมาณ และศักยภาพทางทหาร และระบบโลจิสติกส์ของ 2 ประเทศ
รายงานฉบับนี้ เปรียบเทียบขีดความสามารถระหว่างไทยและกัมพูชา ผ่านตัวชี้วัดความยั่งยืนทางทหาร (Sustainability Metric) หรือศักยภาพที่ทั้ง 2 ประเทศจะรบได้นานแค่ไหน ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่
1. ความพร้อมด้านเชื้อเพลิง (Fuel Readiness) กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ไทยมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง เพื่อการรบขั้นต่ำ ‘อย่างน้อย 45’ วันสำหรับทุกเหล่าทัพ ในขณะที่กัมพูชาอยู่ในระดับวิกฤต เหลือเชื้อเพลิงสำรอง ‘ประมาณ 14 วัน’ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดนและการปิดกั้นทางทะเลของไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา
2. คลังอาวุธและกระสุน (Ammunition Stockpile) ไทยมีกระสุนปืนใหญ่และอาวุธทางอากาศเพียงพอสำหรับการรบ ‘มากกว่า 90 วัน’ โดยมีฐานการผลิตภายในประเทศช่วยสนับสนุน ขณะที่กัมพูชามีคลังอาวุธที่ใช้งานได้อีกราว ‘เพียง 7-14 วัน’ มีอาวุธหนักจำกัด (เช่น จรวด BM-21) และจำเป็นต้องได้รับการเติมคลังอาวุธจากภายนอกหากการรบยืดเยื้อ
3. ความอึดทางเศรษฐกิจ (Economic Depth) หรือความสามารถที่รับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในยามสงคราม ซึ่งพบว่า ไทยมีความอึดทางเศรษฐกิจอยู่ใน ‘ระดับสูง’ มีงบประมาณกลาโหม 5.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย ครม. อนุมัติงบฉุกเฉิน 2.44 พันล้านบาท เพื่อสำรองคลังเสบียงและอาวุธชายแดนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม
ขณะที่กัมพูชามีความอึดทางเศรษฐกิจอยู่ใน ‘ระดับต่ำ’ มีงบประมาณ 860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าจำเป็นราว 30% (เช่น น้ำมัน และไฟฟ้า) ที่นำเข้าจากไทยถูกระงับการส่งออก
4. ขีดความสามารถในปฏิบัติการทางทหาร ไทยมีความยั่งยืนจากการครองความได้เปรียบทางอากาศและมีระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยกว่า ในการรองรับการวางกำลังพลและส่งกำลังบำรุงในระยะยาวได้ ขณะที่กัมพูชาอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากเผชิญกับการสูญเสียกำลังพลอย่างจำนวนมากและต่อเนื่อง คาดว่ามีทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 221 นาย (อ้างอิงจากการนับผู้เสียชีวิตโดยฝ่ายไทย) และสูญเสียคลังเก็บเสบียงและอาวุธจำนวนมากในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้
The post มองศักยภาพทางการทหาร ไทย–กัมพูชา หากยืดเยื้อ ใครรบได้นานกว่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 ธันวาคม) เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force โพสต […]
The post ทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มพุ่ง 9 นาย ในรอบ 3 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (11 ธันวาคม) เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force โพสต์ข้อความระบุว่า ขอสดุดีทหารกล้าพลีชีพเป็นรายที่ 8 พลทหาร ชาญชัย ผดุงโชค (น้องสมาร์ท) อายุ 22 ปี ภูมิลำเนา ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ กองกำลังรบกองทัพภาคที่ 1 สังกัดกรมทหารราบที่ 112 กองพันทหารราบที่ 3 (ร.112 พัน.3) ตำแหน่งพลยิงปืนกล พลีชีพกลางสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จากการถูกกระสุนปืน ค. ฝ่ายกัมพูชาตกใส่
จากนั้นไม่นาน โพสต์ข้อความอีกว่า ขอสดุดีทหารกล้าพลีชีพเป็นรายที่ 9 พลทหาร ธนกร สิงหาชาติ ภูมิลำเนา ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองกำลังรบกองทัพภาคที่ 2 กองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 21 ตำแหน่งพลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) พลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทตาเมือนธม จากการถูกสะเก็ดกระสุนปืน ค. ของฝ่ายกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเหตุการณ์ปะทะ ระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณชายแดน ตั้งแต่วันที่ 8-10 ธันวาคม 68 พบกำลังพลเสียชีวิตแล้ว 9 นาย ได้แก่
1. จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต สังกัด กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 โดนสะเก็ดระเบิด พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก
2. พลทหาร วายุ ขวัญเสือ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ โดนสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้ง พื้นที่ฐานปฏิบัติการ 225 จังหวัดสุรินทร์
3. ส.อ. ชวกร เดชขุนทด สังกัด กองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องยิงลูกระเบิด พื้นที่พระวิหาร
4. จ.ส.ท. จิระวัฒน์ มุ่งกลาง สังกัด ช.พัน.1 รอ. ประจำการที่ฐานฯ แดนไกล ช่องอานม้า แพทย์เสนารักษ์ พยายามยื้อชีวิตแต่ จ.ส.ท.จิระวัฒน์ เสียเลือดมากทำให้เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล
5. พลทหาร เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย สังกัด ร.23 พัน.3 กองพันสุรินทร์ พลีชีพเพื่อชาติ ในสมรภูมิปราสาทคนา
6. จ.ส.อ. อนันดา อุดร นายทหารสังกัดกองพันสิงห์ศึก นักรบภูมะเขือ
7. พลทหาร ธนรัตน์ จันทร์ประทัด กองกำลังรบกองทัพภาคที่ 1 กำลังพลสังกัดกองพลทหารราบที่ 11 ตำแหน่ง พลปืนเล็ก สังกัดกรมทหารราบที่ 112 กองพันทหารราบที่ 3 (ร.112 พัน.3) ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเกอร์ของทหารไทย บริเวณด่านบึงตะกวน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
8. พลทหาร ชาญชัย ผดุงโชค หรือ น้องสมาร์ท อายุ 22 ปี ภูมิลำเนา ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ กองกำลังรบกองทัพภาคที่ 1 สังกัดกรมทหารราบที่ 112 กองพันทหารราบที่ 3 (ร.112 พัน.3) ตำแหน่งพลยิงปืนกล พลีชีพกลางสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จากการถูกกระสุนปืน ค. ฝ่ายกัมพูชาตกใส่
9. พลทหาร ธนกร สิงหาชาติ ภูมิลำเนา ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองกำลังรบกองทัพภาคที่ 2 กองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 21 ตำแหน่งพลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) พลีชีพกลางสรภูมิปราสาทตาเมือนธม จากการถูกสะเก็ดกระสุน ปืน ค. ของฝ่ายกัมพูชา
The post ทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มพุ่ง 9 นาย ในรอบ 3 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับ […]
The post ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา เมื่อเวลา 16.00 น. โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 เข้าปฏิบัติการทางทหาร
สามารถควบคุมพื้นที่ บริเวณบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ได้บางส่วน โดยมีการวางลวดหนามตลอดแนวที่ควบคุมได้ รายละเอียดเพิ่มเติมแจ้งให้ทราบต่อไป
อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1H3Pgoa9a3/
The post ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]
The post อนุทินบอกเป็นนายกฯ เหมือนทุกขลาภ ชี้ปะทะชายแดนไม่มีทางเลือก หากหยุดคือแพ้ แย้มอาจยุบสภาก่อน 31 ม.ค. appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า โดยระบุว่า วันนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับทุกคน ขอขอบคุณในความร่วมมือของทุกท่าน ซึ่งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอยืนยันให้มั่นใจ คลายกังวลใจว่าตั้งแต่ตนเข้ามาทำงานเป็นนายกรัฐมนตรี และบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ตนได้รับความร่วมมือดียิ่งจากทุกท่านไม่มีสิ่งใดที่รู้สึกเคลือบแคลงใจ หรือรู้สึกว่าไม่ได้รับความร่วมมือ
การประชุมวันนี้ตนให้ความสำคัญ เพราะท่านทั้งหลายคือหัวหน้าส่วนราชการที่จะต้องขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความต่อเนื่องไม่ว่าจะมีสถานการณ์ทางการเมืองใดๆ เกิดขึ้น เวลารัฐบาลของตนอยู่ในช่วงนับถอยหลังแล้ว เพราะมีภารกิจที่เข้ามาเพื่อดำเนินการทางการเมืองให้เรียบร้อย ก่อนจะคืนอำนาจสู่พี่น้องประชาชนให้ได้ตัดสินใจที่จะมีรัฐบาลชุดใหม่
ดังนั้น ขอหัวหน้าราชการประคับประคองขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ทั้งของรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลของตนให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ก่อนที่ตนจะยุบสภา ซึ่งไม่นานหลังจากนี้แล้วขอย้ำว่าเต็มที่คือไม่เกิน 31 มกราคม แต่ท่าทางจะไม่ถึงมากกว่า
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า แต่ในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการก็ขอให้คำมั่นสัญญากับทุกท่านที่เป็นข้าราชการประจำและหัวหน้าส่วนข้าราชการ ว่าตนจะเคร่งครัดทั้งด้านมารยาท กฎระเบียบ และสิ่งที่รัฐบาลรักษาการได้ถูกกำหนดไว้ ขอทุกคนไม่ต้องกังวลว่าตนจะทำสิ่งใดที่นอกเหนือจากสิ่งที่กำหนดไว้ทางกฎหมาย ธรรมเนียม และหลักปฏิบัติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนทำเหมือนทุกขลาภ เพราะมีภารกิจมากมาย และมีนโยบายมากมายที่ต้องได้รับการดำเนินการต่อไป เพื่อส่งต่อไปยังพี่น้องประชาชน ขอให้พวกท่านไม่ต้องแผ่วสิ่งที่ทำมา และสิ่งที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาไปแล้วก็ขอให้ดำเนินการขับเคลื่อน เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงประชาชนและประเทศ สืบเนื่องจากปัญหาใหญ่ทั้ง ยาเสพติด ภัยพิบัติ การแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สแกมเมอร์ และเรื่องที่เรามีความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา ซึ่งเราจะต้องร่วมกันเดินหน้าต่อไป หยุดไม่ได้ เพราะหากหยุดมันแพ้ทันที เราไม่มีทางเลือก ฉะนั้นเราต้องเดินหน้าต่อไป
สุดท้าย คือเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เราจะต้องดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพิ่มรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพี่น้องประชาชน แต่มักมีสิ่งที่มาเป็นอุปสรรคที่ทำให้ความคืบหน้าเศรษฐกิจของประเทศเราไม่สามารถดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น แต่ด้วยความเข้มแข็งและการจัดวางระบบของราชการฝ่ายประจำเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ตนก็พร้อมที่จะให้ความสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มที่ และรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดเรื่องความสุจริตโปร่งใส มีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และมุ่งให้หน่วยงานของรัฐทุกระดับมีความสามัคคีและปฏิบัติงานในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ขอให้ทุกคนมีความพร้อมในการทำงานไม่ต้องไปเกรงกลัวอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ และทำให้ความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะเป็นการตอบสนองทางการเมืองหรือการกระทำเพื่อเกิดประโยชน์กับกลุ่มคนในกลุ่มไม่ประสบผลสำเร็จ ตนเชื่อว่าทุกท่านมาถึงตรงนี้ ต้องยึดถือความถูกต้องเป็นสำคัญ ในอดีตคือการใช้กลไกอำนาจไปในทางที่ไม่ชอบ ใช้อำนาจรัฐในการกลั่นแกล้งผู้ที่คิดว่าเป็นคู่แข่ง หรือขวาง หรือเป็นอุปสรรคในการดำเนินการ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือ
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ทุกท่านได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของหน้าที่การงานแล้ว เป็นระดับ c11 กันหมดแล้ว ควรที่ได้รับการเชิดชูไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด จึงขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจและร่วมมือกัน เพราะการรับราชการต้องแข็งแกร่งแข็งแรงที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
ฉะนั้น ใครที่เคยร่วมงานกับตนก็จะทราบว่า เป็นคนที่รักษากฎกติกาอย่างเต็มที่ไม่เคยที่จะไปก้าวล่วงในสิ่งที่ชอบที่ควร และยังพร้อมที่จะสนับสนุนสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารของข้าราชการอย่างเต็มความสามารถ และเราจะสามารถทำงานด้วยกันทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ผลักดันให้เกิดพลังอย่างมหาศาลในการพัฒนาประเทศของเราได้อย่างแน่นอน
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาตนได้พบว่าถ้าเรื่องไหนก็ตามที่เราเห็นพ้องต้องการในระดับนโยบายทุกอย่างก็จะถูกดำเนินการด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และตนก็เห็นชอบในการที่จะให้การอนุมัติ หากข้าราชการกลั่นกรองมาแล้วก็ไม่มีปัญหา แม้ว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญพวกเรายังคงต้องทำงานด้วยกันจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณฯ
“แม้ว่ารัฐบาลรักษาการจะมีกฎระเบียบข้อบังคับมากมาย แต่ผมถือว่า หากเจตนาดีที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และมีสิ่งจำเป็นที่ต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้จะมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ตนก็จะใช้ทุกหนทางและทุกวิถีทางที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้เพื่อความราบรื่น เชื่อว่าทุกคนได้สัมผัสและร่วมกันเห็นการตัดสินใจ ก็ถือว่าผมเป็นคนที่มีความรวดเร็วและใช้เจตนารมณ์ความเชื่อถือที่มีต่อทุกท่าน หากทุกคนกล้าที่จะลงนามมา ผมก็กล้าที่จะให้ความร่วมมือตรงนั้น ในการให้ความเห็นชอบ เพราะเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกันแม้จะมีสิ่งที่เราไม่คาดคิด”
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า เชื่อว่าเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคงต้องหาช่องทางต่างๆ ให้ความเห็นชอบ หรือดำเนินการใดๆ ให้ประเทศของเราได้เดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่ออธิปไตยและแผ่นดินของเรา เพราะเราคงไม่ใช้คำว่าหากเป็นรัฐบาลรักษาแล้วมีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้น ก็จะไม่ทำและรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามา ซึ่งอาจจะเกิดผลเสียอย่างมากมายต่อประเทศ ตนจะไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกรัฐมนตรีถึงการระบุในที่ประชุมว่าอาจมีการยุบสภาก่อนวันที่ 31 มกราคม 2569 นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า “พูดเผื่อๆ ไว้”
The post อนุทินบอกเป็นนายกฯ เหมือนทุกขลาภ ชี้ปะทะชายแดนไม่มีทางเลือก หากหยุดคือแพ้ แย้มอาจยุบสภาก่อน 31 ม.ค. appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]
The post อนุทินชี้ทหารไทยสละชีวิตต้องมีการชดใช้ ยืนยันดูแลครอบครัววีรชนดีที่สุด เมิน ฮุน เซน โพสต์ยกระดับตอบโต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีทหารเสียชีวิตจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เราต้องดูแลเพราะถือว่าเป็นวีรชน วีรบุรุษที่ปกป้องประเทศ เอาชีวิตเข้าปกป้องประเทศ ก็ต้องยกย่องสรรเสริญ ดูแลครอบครัวของเขาให้ดีที่สุด
ส่วนที่ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งยกระดับการตอบโต้ เป็นเหตุทำให้ทหารไทยเริ่มเสียชีวิตนั้น อนุทินกล่าวว่า เราไม่พูดถึงคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง เพราะนี่คือประเทศไทย พร้อมย้ำว่า จะดูแลคนไทยอย่างเต็มที่ และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ อนุทินนิ่งไปสักพักก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า การสูญเสียทหาร สูญเสียคนไทย ในช่วงที่พวกเขาต้องทำหน้าที่ปกป้องประเทศ ก็ถือเป็นต้นทุนที่ต้องมีการชดใช้ และรับผิดชอบ
The post อนุทินชี้ทหารไทยสละชีวิตต้องมีการชดใช้ ยืนยันดูแลครอบครัววีรชนดีที่สุด เมิน ฮุน เซน โพสต์ยกระดับตอบโต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
🔴 เกาะติดวิกฤตชายแดน ไทย-กัมพูชา 🇹🇭🇰🇭 🔴 เกาะติดวิกฤตชาย […]
The post 🔴 LIVE UPDATE: เกาะติดวิกฤตชายแดน ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
19:32 น.
ทูตจีนประจำกัมพูชาชี้ การยุติสู้รบและปกป้องพลเรือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จีนหวังไทย-กัมพูชาคำนึงถึงการปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน ให้สองฝ่ายอดกลั้น และดำเนินมาตรการทุกวิถีทางที่จะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

17:44 น.
กองทัพเรือ แจ้งงดออกเรือทำการประมงชั่วคราวในพื้นที่ทางทะเล จ.ตราด ในพื้นที่ ทิศใต้ของเกาะช้าง, อําเภอคลองใหญ่, รอบเกาะกูด และตรงข้ามเกาะยอ มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. เป็นต้นไป
17:09 น.
สถานทูตรัสเซียในไทยระบุ ข่าวกัมพูชาใช้ทหารรับจ้างรัสเซียไม่เป็นความจริง ย้ำสนับสนุนให้ไทย-กัมพูชาแก้ปัญหาโดยสันติวิธีเท่านั้น
13:42 น.
ทบ. เผยเข้าควบคุมปราสาทตาควายได้แล้ว ส่วนเนิน 350 และบริเวณโดยรอบยังอยู่ระหว่างปฏิบัติการ
20:43 น.
ฮุนเซนโพสต์แจง แนะนำรัฐบาลระงับพลเรือนข้ามพรมแดน เฉพาะทางบกเพราะยังมีการสู้รบ ส่วนทางอากาศเดินทางได้ปกติ ยืนยันไม่ห้ามการเดินทาง
16:02 น.
ทหารไทย ยึด ระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR สัญชาติจีน รุ่นล่าสุด เปิดตัวต้นปี 68 หลังเข้าตีฐานกัมพูชา ยึดเนิน 500
09:32 น.
ตราดประกาศเคอร์ฟิว 5 อำเภอ หลังถูกยิง M79 กลางดึก คาดพิกัดยิงจากในประเทศ
วันนี้ (14 ธันวาคม) กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและบังคับใช้มาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ในพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดตราด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หลังเกิดเหตุยิงอาวุธ M79 ใส่กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดเมื่อคืนที่ผ่านมา
ประกาศดังกล่าวอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 กำหนดให้ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 19.00-05.00 น. ครอบคลุมพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ บ่อไร่ แหลมงอบ เขาสมิง และอำเภอเมืองตราด เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายความมั่นคงใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการควบคุมพื้นที่ ควบคุมบุคคล และตรวจค้น เพื่อป้องกันเหตุที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม เวลาประมาณ 21.00 น. คนร้ายใช้อาวุธยิงลูกระเบิด M79 จำนวน 3 นัด ใส่กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากกระสุนตกในพื้นที่โล่ง
จากการคำนวณวิถีกระสุน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าการยิงดังกล่าวมีพิกัดมาจากภายในประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยและเร่งติดตามผู้ก่อเหตุอย่างใกล้ชิด

07:20 น.
กองทัพเรือยึดคืนพื้นที่บ้านสามหลัง จ.ตราด ปักธงชาติไทยยืนยันอธิปไตย หลังเปิดปฏิบัติการตั้งแต่เช้ามืด
อย่างไรก็ตาม พื้นที่โดยรอบบ้านหนองรียังคงมีการปะทะเป็นระยะ จากความพยายามตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม ขณะที่กำลังพลนาวิกโยธินยังคงปฏิบัติภารกิจควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อรักษาความมั่นคงของพื้นที่ และป้องกันไม่ให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอีก

17:32 น.
กองทัพเรือรบแล้ว เปิดยุทธการ ‘ประจวบคีรีขันธ์-ประจันตคีรีเขตร” ป้องกันภัยคุกคามตามแนวชายฝั่งอ่าวไทย หลังทหารกัมพูชาขนกำลังเข้าแนวหน้าเกาะยอ-เกาะกง
17:23 น.
ฮุน มาเนต หนุนข้อเรียกร้องผู้นำมาเลเซียให้ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง 22.00 น. วันนี้ โดยมีการตรวจสอบจากทีมสังเกตการณ์อาเซียนและสหรัฐฯ
15:52 น.
สีหศักดิ์ ชี้ทรัมป์ไม่เข้าใจสถานการณ์แท้จริง-รับข้อมูลคลาดเคลื่อน ยืนยันทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดไม่ใช่อุบัติเหตุ ย้ำกัมพูชาจงใจยิงจรวด BM-21 ใส่พลเรือน ไทยตอบโต้ไม่เกินกว่าเหตุ
14:08 น.
ฮุน เซน เสนอรัฐบาลกัมพูชาพิจารณาระงับการเดินทางข้ามพรมแดนไทย-กัมพูชา ชี้เพื่อความปลอดภัยประชาชนจนกว่าจะมีการหยุดยิง
วันนี้ (13 ธันวาคม) สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และประธานพรรครัฐบาล ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาพิจารณาระงับการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทยเป็นการชั่วคราว ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน
สมเด็จ ฮุน เซน ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดการสู้รบซึ่งส่งผลกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง อาทิ สะพาน ถนน โรงเรียน และวัดวาอาราม พร้อมทั้งอ้างถึงการใช้ปืนใหญ่และอากาศยานในการโจมตี รวมถึงการใช้ระเบิดลูกปรายในหลายพื้นที่
ในฐานะประธานวุฒิสภา ประธานคณะที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ และผู้นำพรรครัฐบาล สมเด็จ ฮุน เซน ระบุว่า มาตรการระงับการเดินทางข้ามพรมแดนมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางผ่านพื้นที่ชายแดน จนกว่าการหยุดยิงจะถูกนำมาบังคับใช้อย่างสมบูรณ์
แถลงการณ์ยังระบุว่า ชาวกัมพูชาที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทยควรดำเนินชีวิตและทำงานต่อไปในไทย ขณะที่ชาวไทยซึ่งอาศัยและทำงานอยู่ในกัมพูชาควรพำนักอยู่ในกัมพูชาต่อไปในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมขอให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายแสดงความเข้าใจต่อมาตรการนี้
นอกจากนี้ สมเด็จ ฮุน เซน ยังเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินมาตรการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองไทยที่พำนักอยู่ในกัมพูชา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากการสู้รบและอาวุธสงครามในพื้นที่

13:10 น.
ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ สั่งห้ามประชาชนกลับบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเด็ดขาด หลังจรวด BM-21กัมพูชาตกใส่ชุมชน
ทีมโฆษก กอ.รมน. ขอแจ้งเตือนสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และรายงานเหตุการณ์อันตรายล่าสุด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน
เหตุการณ์ล่าสุด (13 ธ.ค. 68) เกิดเหตุ ลูกระเบิดจรวด BM-21 ตกใส่พื้นที่ชุมชนใน จังหวัดศรีสะเกษ โดยไม่คาดคิด ส่งผลให้ประชาชนบาดเจ็บสาหัส 2 คน บ้านเรือนเสียหาย 2 หลัง ด้านอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ จึงได้มีคำสั่งกำชับไปยังประชาชนอย่างเด็ดขาด
ห้ามประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยเด็ดขาด เนื่องจากเหตุปะทะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเสี่ยงต่ออันตรายซ้ำซ้อน
ขอให้ประชาชนที่อพยพแล้วอยู่ในศูนย์พักพิงที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและ โปรดติดตามข้อมูลและคำแนะนำจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด ห้ามแชร์ข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน จังหวัดจะดูแลและให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ประสบภัยอย่างเต็มที
12:10 น.
กองทัพภาคที่ 2 รายงานเข้ายึดที่หมายซำแต , เนิน 677 พื้นที่ช่องอานม้าได้เรียบร้อย แต่ยังอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร
สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 1100 ดังนี้.
1. เข้ายึดที่หมายซำแต , เนิน 677 พื้นที่ช่องอานม้าได้เรียบร้อย แต่ยังอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร
2. พื้นที่คณาดำเนินการเข้ายึดได้แล้ว 3 ที่หมาย อยู่ระหว่างปฏิบัติการในส่วนที่เหลือ
3. พื้นที่ตาควาย ยังมีการรบปะทะอย่างหนัก ผลการปฏิบัติจะรายงานให้ทราบต่อไป
4. สำหรับพื้นที่สำคัญอื่นๆ ตลอดแนวชายแดน ยังคงมีการสู้รบประปราย สถานการณ์อยู่ในระดับควบคุมได้และการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีความพยายามในการใช้อาวุธปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ยิงเข้ามายังฐานปฏิบัติการของฝ่ายเรา
รายการยุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญจากการเข้ายึดที่หมายฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาพื้นที่ซำแต และ เนิน677 ดังนี้
1. โทรศัพท์ 8 เครื่อง
2. สมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา 1 เล่ม
3. ลูกระเบิด m203 7 ลูก
4. จรวด RPG พร้อมอุปกรณ์ 50 ชุด
5. กระสุนปืน 11,765 นัด
6. วิทยุสื่อสาร 15 เครื่อง
จากการตรวจสอบในสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา พบข้อมูลแผนผังการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่องในวันที่ 12 ส.ค. 68 จำนวน 11 จุด 30 ลูก และ กับระเบิดแสวงเครื่องประกอบ TNT จำนวน 2 จุด 6 ลูก นอกจากนั้นยังพบแผนการเตรียมวางทุ่นระเบิดในวันที่ 21 ส.ค.68 จำนวน 6 จุด แต่ยังไม่ระบุจำนวนทุ่นระเบิดเอาไว้ สำหรับโทรศัพท์ทั้ง 8 เครื่องและสมุดบันทึก 1 เล่ม ได้นำส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและขยายผล
สำหรับพื้นที่ต้องสงสัยว่าจะมีการวางทุ่นระเบิด/กับระเบิด ปัจจุบันหน่วยได้ทำการควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเตรียมการให้กับหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจพิสูจน์ และจะรายงานให้ทราบต่อไป
กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะดำเนินการ ทุกมาตรการอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของประเทศชาติ อย่างเด็ดขาดและถึงที่สุด
11:03 น.
ทหารไทยสามารถยึดพื้นที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ 100% แล้ว
10:08 น.
อนุทินโพสต์โต้ทรัมป์ ยืนยันเหตุทุ่นระเบิดไม่ใช่อุบัติเหตุริมถนน ไทยจะดำเนินการทางทหารต่อจนกว่าจะไร้อันตราย-ภัยคุกคามต่อแผ่นดินและประชาชน
01:09 น.
ทรัมป์โพสต์หลังคุยอนุทิน-ฮุน มาเนต อ้างไทย-กัมพูชา ตกลงจะยุติการสู้รบทั้งหมด และกลับสู่ปฏิญญาร่วม ชี้ทุ่นระเบิดที่คร่าชีวิตและทำทหารไทยบาดเจ็บเป็นอุบัติเหตุ แต่ฝ่ายไทยตอบโต้รุนแรง มั่นใจสองประเทศพร้อมสร้างสันติภาพและดำเนินการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไป

22:36 น.
อนุทินเผยหลังคุยโดนัลด์ ทรัมป์ หวังให้ไทยหยุดยิง นายกฯ เผยขอให้ไปเรียกร้องกับกัมพูชา เหตุเป็นฝ่ายละเมิด Join Declaration ก่อน พร้อมรับปากช่วยลดภาษีให้ได้ดีกว่าประเทศอื่น ยืนยันไม่ได้เอาสถานการณ์ชายแดนมากดดัน ส่วนตัวเลขเท่าไรนั้นให้ศุภจีไปอ้อนเพิ่ม
14:46 น.
คนไทยที่ทำงานฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ยังไม่ได้ข้ามกลับฝั่งไทย อยู่ในขั้นตอนเจรจา ส่วนแรงงานกัมพูชาในไทยยังไม่ถูกผลักดันออก อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติ – โทรศัพท์
12:19 น.
ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จ.อุบลราชธานี เชิญชวนประชาชนบริจาคโลหิตเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินจากเหตุสู้รบชายแดน
สามารถบริจาคโลหิตได้ตามหน่วยรับบริจาคโลหิตดังนี้
ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จ.อุบลราชธานี
ชั้น 2 เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-19.30 น.
เสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์เวลา 09.00-15.30 น.
สอบถามโทร 045-244628
โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์
ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ
เปิดบริการ จันทร์ -ศุกร์ (วันทำการ)เช้า 09.00-11.00 น บ่าย 13.00-15.30 น. โทร 086 4187080
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
กลุ่มงานธนาคารเลือดและเวชศาสตร์บริการโลหิต
ชั้น 2 อาคารหม่อมเจียงคำ
เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-19.00 น.
วันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุด เวลา 09.00-18.00 น.
โทร 045 319200 ต่อ 1586
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราขเดชอุดม
ห้องบริจาคโลหิต อาคาร 4 ชั้น 2
เปิดทุกวัน เวลา 8.30-15.30 น.
โรงพยาบาลวารินชำราบ
ห้องบริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์
ชั้น 2 อาคารบำบัด (ตึก3) เปิดบริการ จันทร์ -ศุกร์
เช้า 08.00-12.00 น บ่าย 13.00-15.30 น.
โทร 0957950824,045424250-3 ต่อ 7250
โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ
ห้องรับบริจาคโลหิต ประตู 3 ชั้น 1 อาคาร 9 ชั้น
เปิดทุกวัน 08.00-20.00 น.
โทร 045319300 ต่อ 2103 2109
โทร 045319318 กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์
โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร
ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 1 เปิดบริการ ทุกวันราชการ 8.30-15.30 น.โทร 045441053 ต่อ 2889
โรงพยาบาลบุณฑริก
กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึก 5 ชั้น 2
เปิดบริการจันทร์-ศกร์ 8.30-15.30 น.
โทร 087-239-8066
โรงพยาบาลตระการพืชผล
ห้องคัดกรองผู้บริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์
ตึกอุบัติเหตุ ชั้น2 เปิดจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น.
โทร 045481012,045481777 ต่อ 2214,0635152499
โรงพยาบาลเขมราฐ
กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกผู้ป่วยนอก
เปิดบริการ ทุกวันราชการ เวลา 8.30-15.30 น
โทร 045-491666 ต่อ 1023
10:00 น.
ฝ่ายไทยเตรียมการเปิดด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ

09:57 น.
อนุทินเผยหารือประธานอาเซียนแล้ว ส่วน ปธน. สหรัฐฯ ยังไม่ได้ติดต่อมา แต่พร้อมอธิบายและชี้แจงเหตุความขัดแย้งอย่างละเอียด ย้ำไทยต้องรักษาอธิปไตย และศักดิ์ศรีคนไทย
09:56 น.
สมาชิกรัฐสภายืนไว้อาลัยให้ทหารไทยทั้ง 9 นาย ที่เสียชีวิตจากการสู้รบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนเข้าสู่การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
08:16 น.
กองกำลังบูรพาใช้กฎอัยการศึก เข้าคุมตัว ‘เจ๊ลัด’ อดีตภรรยาของกำนันลี ชาวกัมพูชา ไปสอบสวน หลังมีพฤติกรรมส่อไปในทางไส้ศึก

16:35 น.
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดย กกล.บูรพา ออกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 19.00 – 05.00 น. ในพื้นที่ 4 อำเภอตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว

15:17 น.
กองทัพภาคที่ 2 ทำลายเครนบนเขาพระวิหาร หลังข่าวกรองชี้ชัดใช้เป็นที่ตั้งระบบแอนตี้โดรน และระบบกล้องวงจรปิดแบบสัญญาณเรดาห์
14:10 น.
จ.ศรีสะเกษ ขอให้ประชาชน ‘งด’ กลับเข้าภูมิลำเนาพื้นที่ใกล้ชายแดน จนกว่าจะมีประกาศทางการเพื่อความปลอดภัย

10:00 น.
กองทัพภาคที่ 2 นำสื่อ BBC ลงพื้นที่สุรินทร์ ตรวจโรงพยาบาล-ศูนย์อพยพ หลังประชาชนได้รับผลกระทบกระสุน BM-21
วันนี้ (10 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. พันเอก สมเด็จ พวงผกา หัวหน้าสำนักงานประสานงานชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พันเอก วินัย บุญวิจิตร หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2 อำนวยความสะดวกให้ โจนาธาน เฮด (Jonathan Head) ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ BBC News ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์
การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุม ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดสุรินทร์ โรงพยาบาลพนมดงรัก และบ้านเรือนประชาชน ที่ได้รับความเสียหายจากกระสุนจรวด BM-21 โดยผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ภายในบังเกอร์หลบภัย และตรวจเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย เพื่อรับฟังสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่
กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าถึงข้อเท็จจริงในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสะท้อนสถานการณ์ด้านมนุษยธรรม ความปลอดภัยของประชาชน และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

09:22 น.
การรถไฟฯ แจ้งงดเดินขบวนรถธรรมดาที่ 275/276 และ 279/280 เป็นการชั่วคราว เฉพาะช่วงอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก เนื่องจากเหตุปะทะชายแดน จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

08:40 น.
ทภ. 2 เผยพบกระสุน BM-21 ตกใกล้โรงพยาบาลพนมดงรัก เคลื่อนย้ายผู้ป่วยและชุดแพทย์เข้ามาอยู่ในบังเกอร์เพื่อความปลอดภัยแล้ว

17:37 น.
ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
วันนี้ (9 ธันวาคม) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา เมื่อเวลา 16.00 น. โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 เข้าปฏิบัติการทางทหาร
สามารถควบคุมพื้นที่ บริเวณบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ได้บางส่วน โดยมีการวางลวดหนามตลอดแนวที่ควบคุมได้ รายละเอียดเพิ่มเติมแจ้งให้ทราบต่อไป
อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1H3Pgoa9

15:53 น.
กองทัพเรือเตือนประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงไปจนถึงแนวชายแดนภาคตะวันออก จ.ตราด
หากพบเห็นโดรนหรือซากโดรนแปลกปลอมอย่าเข้าใกล้ให้รีบแจ้งทหาร – ฝ่ายความมั่นคงด่วน

15:40 น.
ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดนำวิถีทำลายคลังเก็บจรวด BM-21 กัมพูชา
วันนี้ (9 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่ภาพ เครื่องบินรบ F-16 ของกองทัพอากาศไทย เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II ต่อเป้าหมายคลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชา จนเกิดการระเบิดดังต่อเนื่องอย่างรุนแรง กลางกรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย

12:39 น.
ทหารไทยยิงทำลาย ‘กาสิโนฝั่งกัมพูชา’ ที่ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายไทย จ.สระแก้ว
วันนี้ (9 ธันวาคม) เมื่อเวลา 12.32 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถัง ยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดน ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธวิธีโค้ง, ป้อมปืนกลและสะสมอาวุธ เพื่อใช้โจมตีใส่ฝ่ายไทย ในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1C1zSchDNh/

11:30 น.
กองกำลังสุรนารี (ทภ.2) รายงานทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย จากการสู้รบที่ฐานปฏิบัติการ จ.สุรินทร์ และ ในพื้นที่ต่อสู้พระวิหาร
กองทัพภาคที่ 2 รายงานกำลังพลเสียชีวิต 2 นาย จากเหตุปะทะในพื้นที่สุรินทร์และพระวิหาร
กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี รายงานเหตุสูญเสียกำลังพลจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 11.30 น. ส่งผลให้กำลังพลเสียชีวิตจำนวน 2 นาย
ผู้เสียชีวิตรายแรกคือ พลทหาร วายุ ขวัญเสือ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้ง ในพื้นที่ฐานปฏิบัติการ 225 จังหวัดสุรินทร์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
อีกรายคือ สิบเอก ชวกร เดชขุนทด สังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องยิงลูกระเบิด ในพื้นที่พระวิหาร ก่อนเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ
กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมให้การช่วยเหลือและดูแลครอบครัวของกำลังพลผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ตามระเบียบต่อไป
09:11 น.
กองทัพเรือยืนยันปฏิบัติการบริเวณบ้านหนองรี จ.ตราด ไม่มีการใช้อาวุธต้องห้ามใดๆ ไม่มีการครอบครองอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และมุ่งเป้าหมายทางทหารเท่านั้น
08:40 น.
ทภ.2 เผยกระสุนปืนใหญ่ลงหนักในพื้นที่ พระวิหาร, ภูมะเขือ, เนิน 600, บ้านภูมิซรอล ม.12, ช่องอานม้า, ช่องบก, ปราสาทตาควาย, พลาญยาว ขณะที่โดรนพลีชีพ ลงในพื้นที่ พญาสัตบรรณ และเนิน 561
06:00 น.
กองทัพภาคที่ 2 เผย BM-21 มาตามนัด เริ่มมีปฏิบัติทางทหาร พื้นที่ซำแต, ภูผี, ช่องตาเฒ่า, และปราสาทตาควาย ชี้กัมพูชาจะถ่ายภาพทุกอย่าง เพื่อฟ้องชาวโลก สถานการณ์ในพื้นที่ยังติดพันการรบ
17.46 น.
จังหวัดตราดสั่งอพยพประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง อ.เมืองตราด อ.บ่อไร่ และ อ.คลองใหญ่ ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว
17.00 น.
กองทัพภาคที่ 1 เผย
กกล.บูรพา โดย ฉก.12 สามารถยึดควบคุมที่หมายบ้านไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อย วางแนวลวดหนามกำหนดเขตประเทศไทย
16.56 น.
กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งคืนนี้ กัมพูชาจะใช้จรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ทำการยิงเข้ามายังดินแดนไทย ยืนยันกองทัพจะยับยั้ง ป้องกัน และตอบโต้ภัยคุกคามนี้อย่างหนักหน่วงและเต็มขีดความสามารถ
13.47 น.
เริ่มแล้ว ทัพภาคที่ 1 สั่ง ‘กองกำลังบูรพา’ ยึดคืนพื้นที่อธิปไตยจังหวัดสระแก้ว หลังพบ กัมพูชา เคลื่อนอาวุธ-กำลัง ประชิดชายแดน คุกคามอธิปไตยไทย
วันนี้ (8 ธันวาคม) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา เกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพบว่า ฝ่ายกัมพูชาได้เตรียมพร้อมรบสูงสุดตามแนวชายแดน ในพื้นที่ จังหวัดสระแก้ว มีการตรวจพบเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงอาวุธหนักเข้าที่มั่นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเฝ้าติดตามฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งตลอดห้วงเช้าของวันนี้ ได้รับรายงานการเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของไทย รวมทั้งสร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา
กองทัพภาคที่ 1 โดย กกล.บูรพา จึงเข้าปฏิบัติการทางทหารยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย บริเวณชายแดน จ.สระแก้ว ความคืบหน้าของสถานการณ์จะรายงานให้ทราบต่อไป
13.36 น.
ศาลกันทรลักษ์เลื่อนนัดทุกคดี 8 – 9 ธ.ค. 68 เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา แนะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อราชการแทนการเดินทางมาศาล
12.32 น.
นายกฯ ยืนยันไทยไม่ได้ริเริ่ม และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ขอประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลและศักยภาพของกองทัพไทย
10.58 น.
โฆษก ทบ. เผย เวลานี้เป้าหมายสูงสุดคือ ทำลายระบบอาวุธยิงสนับสนุนของกัมพูชา เพราะมีโอกาสกระทบทั้งกำลังทหารและพลเรือน ยืนยันการใช้กำลังของไทยเป็นไปตามกติกาสากล และสมเหตุสมผล
10.15 น.
กองกำลังบูรพา รายงานอพยพประชาชน จ.สระแก้วออกจากพื้นที่แล้ว ประมาณ 56% สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
08.45 น.
กองทัพอากาศส่ง F-16 ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทหารในกัมพูชา ย้ำใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎหมายสากล
วันนี้ (8 ธันวาคม) พลอากาศโทจักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการดำเนินการร่วมกับกองกำลังสุรนารี เพื่อตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศไทย รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน และกำลังพลไทยที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในบริเวณดังกล่าว
กองทัพอากาศระบุว่า การประเมินข้อมูลทางยุทธการพบความเคลื่อนไหวของการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และการเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งมีแนวโน้มอาจนำไปสู่การขยายวงของการปะทะทางทหาร และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย
จากสถานการณ์ดังกล่าว กองทัพอากาศจึงใช้กำลังทางอากาศเพื่อยับยั้งและลดศักยภาพทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในระดับที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ โดยการปฏิบัติการกำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
กองทัพอากาศย้ำว่า การปฏิบัติภารกิจให้ความสำคัญสูงสุดต่อการหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ พร้อมดำเนินการตรวจสอบผลการโจมตีอย่างรอบคอบ เพื่อยืนยันว่าการใช้กำลังเป็นไปตามมาตรฐานสากล และไม่เกินขอบเขตของความจำเป็น
ทั้งนี้ กองทัพอากาศยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติการบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ เพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

08.30 น.
ทภ.2 รายงานว่า กัมพูชาทำการยิงด้วย BM21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย
08.00 น.
ทบ.เผยไทยใช้อากาศยานตอบโต้ F-16 ตั้งเป้ายิงปืนใหญ่กัมพูชา หลังฐานอนุพงศ์ถูกถล่ม ทหารเสียชีวิต 1 เจ็บ 2
วันนี้ (8 ธันวาคม) เวลา 07.10 น. พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มมีการใช้อากาศยาน กระทำต่อเป้าหมายคือที่ตั้งยิงอาวุธ สนับสนุนของฝ่าย กัมพูชา 3 พื้นที่เป้าหมาย บริเวณ ช่องอานม้า, ปราสาทคนา และเสาวิทยุพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร
เนื่องจาก เป้าหมายเหล่านั้น ได้มีการใช้อาวุธปืนใหญ่ และเครื่องบินลูกระเบิดกระทำต่อฝ่ายไทยที่บริเวณฐานอนุพงศ์ เป็นเหตุให้มีกำลังพลเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บจำนวน 2 นาย
รายงานข่าวจากกองทัพอากาศเปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ใช้เครื่องบิน F-16 ในการสนับสนุนภาคพื้น โดยเป้าหมายอยู่ที่ปืนใหญ่ฝั่งกัมพูชาที่ยิงเข้ามาฝั่งไทย ขณะนี้กำลังปฎิบัติภารกิจ
07.42 น.
รพ.กันทรลักษ์ประกาศงดให้บริการทุกกรณี เนื่องด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไปรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้เคียงจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

07.40 น.
ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว (อ.ตาพระยา โคกสูง อรัญประเทศ คลองหาด)
07.00 น.
ที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กองทัพบกได้รับรายงานทหารไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุนทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย
06.48 น.
กองทัพภาค 2 เผย กัมพูชาเปิดฉากยิงในพื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายไทยยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ สถานการณ์ในพื้นที่ยังติดพันการรบ
06.40 น.
ด่วน! นายกฯ ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีการปะทะหลายจุด เรียกประชุมด่วนฝ่ายความมั่นคงเช้าวันนี้ที่ทำเนียบฯ
20.00 น.
ทัพภาค 2 เผย เมื่อ 20.00 น. ‘กัมพูชา’ ได้ใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่ทหารไทย ที่ภูผาเหล็ก ศรีสะเกษ – ช่องบก อุบลฯ 10 นัด ‘ฝ่ายไทย’ ปลอดภัย พบกัมพูชา เคลื่อนย้าย จรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้าพื้นที่จอมกระสาน จ.พระวิหาร
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย ซึ่งปัจจุบันกำลังพลทั้ง 2 นาย ได้ถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์
ขณะนี้แพทย์อยู่ระหว่างให้การดูแลอย่างใกล้ชิด จากการตรวจสอบบาดแผลขั้นต้นคาดว่า อาจถูกยิงโดยปืนซุ่มยิง
และเมื่อเวลา 20.00 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนเล็กยิงต่อกำลังพลของ พัน ร.13 ในพื้นที่ภูผาเหล็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี จำนวน 10 นัด ฝ่ายเราปลอดภัย และตรวจพบการเคลื่อนย้าย จรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมทั้งการอพยพ ประชาชนกัมพูชา ออกจากแนวชายแดน
กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มระดับการเฝ้าระวัง และดำเนินการ ทุกมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง
ขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่ชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง มุ่งมั่นรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ
18.14 น.
อนุทินพร้อม รมว. กลาโหม จ่อบินด่วนลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนพรุ่งนี้ (8 ธ.ค.) ติดตามหลังเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน
16.30 น.
นายกรัฐมนตรึสั่งการ ‘กองทัพ’ ปกป้องอธิปไตย ดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมสั่งการผู้ว่าฯ อพยพ ประชาชน 4 จังหวัดชายแดน
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า
จากเหตุการณ์ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณ ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ส่งผลให้กองทัพภาคที่ 2 จำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบ โดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง นั้น
“นายกรัฐมนตรีรับทราบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สั่งการให้กระทรวงกลาโหม กองทัพ ดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการอพยพไปยังที่ปลอดภัย และดำเนินการตามที่ได้ซักซ้อมไว้” สิริพงศ์ กล่าว
รัฐบาลขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน อำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยัง ศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ หน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง
16.25 น.
กองทัพภาคที่ 2 ระบุ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาจากการปะทะกับทหาร กัมพูชา ‘ปลอดภัยแล้ว’
16.16 น.
กองทัพภาค 2 ขอให้ประชาชนตามแนวชายแดน บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อพยพไปยังศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย หลังเหตุปะทะภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน สถานการณ์ยังไม่แน่นอน

14.15 น.
ทหารไทย-กัมพูชาปะทะบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ศรีสะเกษ มีทหารบาดเจ็บ ก่อนสถานการณ์ยุติ
วันนี้ (7 ธันวาคม) กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์เหตุปะทะบริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ โดยระบุว่า เวลา 14.15 น. หน่วยพัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับกำลังทหารกัมพูชาด้วยอาวุธปืนเล็ก ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย คือ สิบเอก อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงบริเวณขา
ต่อมาในเวลา 14.16 น. มีการยิงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ โดยฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้อาวุธปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น
พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ และปฏิบัติตามกฎการปะทะอย่างเคร่งครัด
จนกระทั่งเวลา 14.50 น. การปะทะยุติลง หน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิด ก่อนลำเลียงผู้บาดเจ็บถึงพื้นที่ บก.โดนเอาว์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเวลา 14.53 น. เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล
ทั้งนี้ มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บรวม 2 นาย ได้แก่
1.สิบเอก อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงบริเวณขา
2.พลทหาร พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงเข้าที่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีอาการฟกช้ำและแน่นหน้าอก
ขณะนี้ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างการลำเลียงไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดนเอาว์ และเตรียมส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลกันทรลักษ์ต่อไป
The post 🔴 LIVE UPDATE: เกาะติดวิกฤตชายแดน ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) เมื่อเวลา 12.32 น. ศูนย์ปฏิบัติการกอ […]
The post ทหารไทยยิงทำลาย ‘กาสิโนฝั่งกัมพูชา’ ที่ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายไทย จ.สระแก้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) เมื่อเวลา 12.32 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถัง ยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดน ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธวิธีโค้ง, ป้อมปืนกลและสะสมอาวุธ เพื่อใช้โจมตีใส่ฝ่ายไทย ในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1C1zSchDNh/
The post ทหารไทยยิงทำลาย ‘กาสิโนฝั่งกัมพูชา’ ที่ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายไทย จ.สระแก้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่ว […]
The post รมช.กลาโหม เยี่ยมทหารบาดเจ็บชายแดนสุรินทร์ ชื่นชมใจสู้ ย้ำรัฐบาลดูแลเต็มที่ ไม่ทอดทิ้งวีรบุรุษ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 ธันวาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางลงพื้นที่ด่วน ณ โรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามอาการของทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนักท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด
สำหรับการดูแลรักษาผู้บาดเจ็บในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลปราสาท, ทีมแพทย์จากพัน สร.บชร.2, โรงพยาบาลค่ายสุรนารี และบุคลากรทางการแพทย์จากหลายสังกัด เพื่อให้การช่วยเหลือและรักษาชีวิตกำลังพลอย่างทันท่วงทีที่สุด
จากการเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พบว่าทหารทุกนายยังมีขวัญและกำลังใจที่ดี โดยมีรายชื่อผู้เข้ารับการรักษา ดังนี้:
1. ส.ต.สมเกียรติ กาละพันธ์ (สังกัด ช.พัน.6) อายุ 29 ปี ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด (Blast injury) และสงสัยมีวัตถุแปลกปลอมในดวงตาซ้าย อาการโดยรวมปลอดภัย
2. พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น (สังกัด ม.5 พัน.20) อายุ 21 ปี มีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดฝังในแขนขวา สะโพกขวา และเข่าซ้าย อาการทรงตัว โดยเจ้าตัวได้กล่าวย้ำกับ รมช.กห. ด้วยแววตามุ่งมั่นว่า “พร้อมกลับไปทำหน้าที่ทันทีเมื่อร่างกายฟื้นตัว”
3. อส.ทพ.ณรงค์ฤทธิ์ แสวงศักดิ์ (สังกัด กรม ทพ.26) ได้รับบาดเจ็บกระดูกปลายนิ้วมือแตกและเอ็นฉีกขาด ทีมแพทย์ได้ให้การรักษาจนอาการคงที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่คณะของ รมช.กลาโหม กำลังตรวจเยี่ยมอยู่นั้น พญ.ชูหงส์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปราสาท ได้รับแจ้งเหตุด่วนและมีการลำเลียงผู้บาดเจ็บรายใหม่เข้ามายังห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงอัดของจรวด BM-21 โดยทีมแพทย์และพยาบาลได้ระดมกำลังเข้าช่วยชีวิตทันที
พลโท อดุลย์ ได้กล่าวชื่นชมในความเสียสละของทหารทุกนาย พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่า ทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องแผ่นดิน จะไม่ถูกทอดทิ้ง รัฐบาล กระทรวงกลาโหม และกองทัพ จะดูแลอย่างเต็มความสามารถ ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและสวัสดิการต่างๆ อย่างดีที่สุด
The post รมช.กลาโหม เยี่ยมทหารบาดเจ็บชายแดนสุรินทร์ ชื่นชมใจสู้ ย้ำรัฐบาลดูแลเต็มที่ ไม่ทอดทิ้งวีรบุรุษ appeared first on THE STANDARD.
]]>