ทวี ปิยะพัฒนา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ทวี-ปิยะพัฒนา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 04 Sep 2024 09:37:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 น้ำท่วมปี 2567 คาดสร้างความเสียหายราว 6-8 พันล้านบาท หรือ 0.03-0.04% ของ GDP https://thestandard.co/flood-2024-estimated-gdp-damage/ Wed, 04 Sep 2024 09:37:32 +0000 https://thestandard.co/?p=979492 น้ำท่วม

กกร. ประเมินน้ำท่วมปี 2567 มีมูลค่าความเสียหายราว 6-8 พ […]

The post น้ำท่วมปี 2567 คาดสร้างความเสียหายราว 6-8 พันล้านบาท หรือ 0.03-0.04% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วม

กกร. ประเมินน้ำท่วมปี 2567 มีมูลค่าความเสียหายราว 6-8 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.03-0.04% ของ GDP จับตาภาคเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ยังคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2567 ไว้ที่ 2.2-2.7% เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

วันนี้ (4 กันยายน) ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี ทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโส สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลงข่าว โดยระบุว่า ภาวะอุทกภัยที่เกิดขึ้นถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม และคาดว่ามูลค่าความเสียหายสำหรับช่วงเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนจะอยู่ที่ราว 6-8 พันล้านบาท หรือ 0.03-0.04% ของ GDP ซึ่งภาคเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

ส่วนในระยะถัดไปต้องติดตามพายุที่อาจจะเข้ามาในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ถือเป็นความเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวประจำเดือนกันยายน กกร. ยังคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2567 ไว้ที่ 2.2-2.7% เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หลังปรับประมาณการการส่งออกไทยปีนี้ขึ้นเป็น 1.5-2.5% จาก 0.8-1.5% เมื่อเดือนก่อน

 

นอกจากนี้ กกร. แสดงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน จึงมีมติให้จัดตั้งคณะทำงานย่อยจัดทำข้อเสนอด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อเสนอต่อภาครัฐ โดยเน้นการวางแผนระยะยาวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยเหมือนปี 2554

 

โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำทั่วประเทศ เพื่อให้การบริหารน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการเชื่อมโยงระหว่างความต้องการน้ำ (Demand) และการจัดหาน้ำ (Supply) เพื่อให้สามารถจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสม

 

แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบันจะไม่รุนแรงเท่าปี 2554 แต่คาดว่าในปี 2567 จะยังมีพายุพัดผ่านประเทศไทยอีก 2 ลูก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จึงต้องมีการเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา

 

นอกจากนี้ กกร. เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อมูลการเคลื่อนที่ของมวลน้ำในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที และมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในการฟื้นฟูธุรกิจ เช่น มาตรการทางภาษี มาตรการบรรเทาต้นทุนการผลิต และมาตรการทางการเงิน เป็นต้น

 

กสิกรชี้ มีประชากรได้รับผลกระทบน้ำท่วมเฉลี่ยปีละ 4.6 ล้านคนต่อปี

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อประชาชนและการดำเนินธุรกิจ ภาคธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนับตั้งแต่ปี 2550 ความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมคิดเป็นจำนวน 6 หมื่นล้านบาท มีประชากรได้รับผลกระทบเฉลี่ยปีละ 4.6 ล้านคนต่อปี และมีทรัพย์สินเสียหาย 1.7 ล้านแห่ง

 

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปี 2567 จะไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 เนื่องจากมีจำนวนพายุ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำในเขื่อนหลักน้อยกว่า โดยพายุที่คาดว่าจะพัดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม มีโอกาสเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว

 

น้ำท่วม ปี 2567

The post น้ำท่วมปี 2567 คาดสร้างความเสียหายราว 6-8 พันล้านบาท หรือ 0.03-0.04% ของ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเอาจริง! รีด VAT 7% สินค้านำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่สินค้าบาทแรก เริ่ม 5 ก.ค. – 31 ธ.ค. 67 https://thestandard.co/thailand-vat-imports-under-1500-baht/ Sat, 22 Jun 2024 10:11:54 +0000 https://thestandard.co/?p=948441 VAT

รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (22 มิถุนายน) ราชกิจจานุเบกษาเ […]

The post รัฐบาลเอาจริง! รีด VAT 7% สินค้านำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่สินค้าบาทแรก เริ่ม 5 ก.ค. – 31 ธ.ค. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
VAT

รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (22 มิถุนายน) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท หรือมีผลตั้งแต่สินค้าบาทแรกที่นำเข้า เริ่ม 5 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ระหว่างผู้ขายในต่างประเทศซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้ขายในประเทศไทยซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 

 

ประกอบกับประเทศไทยต้องปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งให้กำหนดราคาขั้นต่ำของของที่นำเข้าแต่ละราย เพื่อให้คุ้มค่ากับการจัดเก็บอากรศุลกากร อันเพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ

 

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

 

ข้อ 1 ให้ยกเว้นอากรสำหรับของที่นำเข้า ซึ่งแต่ละรายผู้รับในประเทศมีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (CIF) ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 บาท แต่ไม่เกิน 1,500 บาท 

 

ข้อ 2 ผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติตามพิธีการที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศกำหนด

 

ข้อ 3 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ย้อนปมปัญหา

 

หากย้อนถึงปมปัญหา ปัจจุบันสินค้าราคาถูกโดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนนับวันยิ่งทะลักเข้ามาเรื่อยๆ เนื่องจากจีนสามารถผลิตสินค้าได้ทีละจำนวนมาก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ทำให้ตั้งราคาถูกและเข้ามาตัดราคา

 

ประกอบกับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้สินค้าจากต่างชาติสามารถอาศัยช่องว่างทางภาษีที่อนุญาตให้สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่ต้องเสียอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องเสียภาษีตั้งแต่บาทแรกจึงเกิดเสียงสะท้อนและเกิดการตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตไทยเองถูกเอาเปรียบจากช่องว่างทางภาษีมานานหลายปีแล้วหรือไม่ 

 

โดยก่อนหน้านี้ ทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ออกมาระบุว่า สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ เช่น กางเกงช้าง ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่กำลังสะเทือนไปทั้งตลาดอาเซียนจากปัญหาช่องโหว่ของสินค้าราคาถูกจะเข้ามาทุ่มตลาดในไทย ทั้งจากสินค้าออนไลน์ และการเข้ามาใช้ประโยชน์จาก Free Trade Zone 

 

จึงขอให้รัฐบาลออกมาตรการปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ เช่น การนำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนตลาด (Anti-Circumvention: AC) มาบังคับใช้ การเพิ่มความเข้มงวดการตรวจจับสินค้าที่นำเข้าผ่านด่านศุลกากร และจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท

 

ขณะที่ นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกอีกว่า ภาคการผลิตทรุดตัวที่สะท้อนจากดัชนีภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายโรงงานปิดตัวลง ซึ่งประเด็นนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยติดตามสถิติยอดจดทะเบียนกิจการในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมทยอยปิดกิจการต่อเนื่อง โดยในปี 2566 โรงงานปิดกิจการ 1,337 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 65% หรือเฉลี่ยเดือนละ 111 แห่ง ขณะที่ปี 2565 ปิดกิจการ 997 แห่ง และปี 2564 ปิดกิจการแค่ 678 แห่ง 

 

โดย 5 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-พฤษภาคม) ยอมรับว่าน่าเป็นห่วง มีโรงงานปิดกิจการ 561 แห่ง หรือเฉลี่ยเดือนละ 113 แห่ง ส่งผลให้มีคนตกงานแล้ว 15,000 คน

 

ปัจจัยหลักๆ คือ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากปัญหาสงครามทางการค้า ทำให้สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่เน้นการค้าเสรีมากตอบโต้กับจีน ในขณะที่จีนใช้มาตรการตอบโต้สินค้าทุ่มตลาด เมื่อบวกกับกำลังการผลิตที่ยังมีเท่าเดิม ทำให้มีสินค้าจากจีนที่ราคาถูกทะลักเข้ามาในไทยและภูมิภาคอาเซียนจำนวนมาก ส่งผลให้อุตสาหกรรมในประเทศต้องลดกำลังการผลิตลง เพราะไม่สามารถแข่งขันในเรื่องต้นทุนสินค้าได้ 

 

“ที่ผ่านมามาตรการของไทยเราเป็นเพียงการรัดใต้เข็มขัดเท่านั้น แต่ไม่มีรั้ว ไม่มีกำแพง ไม่มีประตูเหล็ก เหมือนสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้สินค้าจากจีนเข้ามาทุ่มตลาด กระทบภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นาวากล่าว

The post รัฐบาลเอาจริง! รีด VAT 7% สินค้านำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่สินค้าบาทแรก เริ่ม 5 ก.ค. – 31 ธ.ค. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางเกงช้างและปรากฏการณ์สินค้าจีนทะลักไทย กำลังบอกอะไร? เรื่องเก่าเล่าใหม่ที่อาจไม่เหมือนเดิม https://thestandard.co/elephant-pants-and-chinese-product-overfloat/ Sat, 10 Feb 2024 03:59:04 +0000 https://thestandard.co/?p=898243 สินค้าจีน

สินค้าจากประเทศจีนเข้ามาขายในไทยนับวันยิ่งทะลักเข้ามาเร […]

The post กางเกงช้างและปรากฏการณ์สินค้าจีนทะลักไทย กำลังบอกอะไร? เรื่องเก่าเล่าใหม่ที่อาจไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าจีน

สินค้าจากประเทศจีนเข้ามาขายในไทยนับวันยิ่งทะลักเข้ามาเรื่อยๆ เนื่องจากจีนสามารถผลิตสินค้าได้ทีละเป็นจำนวนมาก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ทำให้ตั้งราคาถูกและเข้ามาตัดราคา

 

จากรูปแบบการนำเข้าสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลาง กว่าจะผ่านขั้นตอนการขนส่ง กระจายสินค้า จนเกิดรายได้หมุนเวียนจากการขายสินค้าและเกิดการจ้างงาน และการเสียภาษีอย่างถูกต้อง วันนี้กลับเกิดเป็นคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับภาคการผลิตของไทย สินค้าจีนทะลักเข้ามาขนาดนี้ได้อย่างไร ปัญหาอยู่ที่จุดไหน

 

สะท้อนภาพชัดอีก เมื่อกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในปี 2566 ไทยขาดดุลการค้า ‘จีน’ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ในปี 2556 ของไทยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ (นำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่าส่งออกไปจีน) โดยขาดดุลการค้าถึง 1,295,895 ล้านบาท (จำนวนนี้แยกเป็นการส่งออก 1.17 ล้านล้านบาท และนำเข้า 2.47 ล้านล้านบาท)

 

ล่าสุด ทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโส สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและสิ่งที่กำลังเป็นกระแส อย่างเช่น กางเกงช้าง ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่กำลังสะเทือนไปทั้งตลาดอาเซียน ซึ่งจากการหารือร่วมกันผู้ประกอบการ ภาคเอกชนต่างกังวลปัญหาช่องโหว่ของสินค้าราคาถูกจะเข้ามาทุ่มตลาดในไทย ทั้งจากสินค้าออนไลน์ และการเข้ามาใช้ประโยชน์จาก Free Trade Zone เพื่อขายสินค้าในประเทศ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ดังนั้นทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งรัดคือการทบทวนข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่เกิน 1,500 บาท

 

รวมไปถึงสกัดการลักลอบนำเข้าสินค้าผ่านด่านศุลกากรโดยการสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หากไม่มีมาตรการใดๆ จะทำให้สินค้านำเข้ามามีราคาถูก สินค้าไม่มีมาตรฐานทะลักเข้าตลาดในประเทศ ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs

 

“ต้องบอกว่ากระแสของกางเกงช้างเป็นหนึ่งในสินค้าที่สะท้อนภาพของปัญหาสินค้าราคาถูกที่ผลิตจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นจำนวนมากได้ชัดขึ้น เมื่อสินค้าราคาถูกรวมถึงสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานทะลักเข้าตลาดภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้”

 

ทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโส สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

งัดมาตรการทุ่มตลาดสกัดสินค้าทะลัก

 

นอกจากนี้ เอกชนขอให้รัฐบาลออกมาตรการปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ เช่น การนำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนตลาด (Anti-Circumvention: AC) มาบังคับใช้ การเพิ่มความเข้มงวดการตรวจจับสินค้าที่นำเข้าผ่านด่านศุลกากร และการเร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้ครอบคลุม

 

“จีนมีต้นทุนการผลิตต่ำ บวกกับการใช้อีคอมเมิร์ซในการซื้อขายสินค้ามากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สินค้ามีราคาถูกกว่าสินค้าไทยเข้ามาขายในไทย เมื่อบวกกับปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว ภาคการผลิตอ่อนแอ ขีดความสามารถแข่งขันลดลง ก็พบว่าขณะนี้สินค้าไทยหลายรายการเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาด”

 

 

นอกจากนี้ สินค้าบางรายการ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ยังคงพบสินค้าไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม (สมอ.) แต่กลับมีการขายตามท้องตลาดในราคาถูก รัฐบาลต้องเร่งรัดวางมาตรการสกัดให้เข้มงวดขึ้น นี่คือสิ่งที่เราอยากสะท้อนไปถึงรัฐบาลอย่างมากที่สุดในเวลานี้

 

อุตสาหกรรมเหล็กอาการหนัก 2 ยักษ์ใหญ่จีนเข้ามาตั้งโรงงานในไทย

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สินค้าราคาถูกและสินค้าไม่มีคุณภาพมาตรฐานจากต่างประเทศทะลักเข้ามาไทยต่อเนื่อง ซึ่งมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศและเป็นการนำเข้ามาทั้งแบบถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายในลักษณะสำแดงเท็จโดยไม่เปิดตู้สินค้า เป็นสินค้าที่คุณภาพต่ำ ไม่มีมาตรฐานเพราะไม่ต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.)

 

“ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมเดียว แต่มีมากกว่า 20 อุตสาหกรรม เช่น อะลูมิเนียม ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก ด้วยสาเหตุจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมกับจีนชะลอตัว ผู้ผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่จึงต้องมองหาตลาดมารองรับสต็อกสินค้า ทำให้ต้องส่งสินค้ามายังไทย”

 

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กที่กำลังทรุด อาการค่อนข้างหนัก ซึ่งล่าสุดมีบริษัทรายใหญ่จากจีน 2 แห่งเข้ามาตั้งโรงงานในไทยอีกด้วย

 

 

ปัญหาดังกล่าวยังไม่รวมถึงปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งอาจเกิดการปรับเปลี่ยนทางนโยบาย ผลกระทบจากสงครามและกระทบกับราคาพลังงาน ปัญหาความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน การแข่งขันกับสินค้าจีนในประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยทั้งสิ้น

 

ภาคเอกชนไทยปรับตัวเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ หากหน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการที่เข้มงวดมากพอ ไทยอาจจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นไปเรื่อยๆ หรือไม่

 

ภาพ: Magnilion / Getty Images, Yongyuan Dai / Getty Images, Westend61 / Getty Images, Cravetiger / Getty Images

The post กางเกงช้างและปรากฏการณ์สินค้าจีนทะลักไทย กำลังบอกอะไร? เรื่องเก่าเล่าใหม่ที่อาจไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>