ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ทบวงการพลังงานปรมาณูระ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 08 Apr 2026 07:13:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 10 เงื่อนไขหยุดยิงของอิหร่าน มีอะไรบ้าง? https://thestandard.co/iran-ceasefire-conditions-trump-accepts/ Wed, 08 Apr 2026 06:40:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1195782 ภาพประกอบข่าว ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา โดยมี 10 เงื่อนไขที่อิหร่านเสนอ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยในแถลงการณ์ตอบรับข้อต […]

The post 10 เงื่อนไขหยุดยิงของอิหร่าน มีอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา โดยมี 10 เงื่อนไขที่อิหร่านเสนอ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยในแถลงการณ์ตอบรับข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ว่าอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ ซึ่งเป็น “พื้นฐานที่ใช้ได้” สำหรับการเจรจา

 

ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านออกแถลงการณ์ว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้ ถือเป็น “ชัยชนะเหนือสหรัฐฯ” และอ้างว่าทรัมป์ยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านในการยุติการสู้รบ

 

เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอทั้ง 10 ข้อของอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่รายงานจากสื่อบางสำนักระบุว่าข้อเสนอทั้ง 10 ข้อประกอบด้วย

 

1.สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการรุกรานอิหร่านเพิ่มเติม

 

2.การคงไว้ซึ่งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน

 

3.การยอมรับสิทธิในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน

 

4.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหลักทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

5.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

6.การยกเลิกมติทั้งหมดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ต่อต้านอิหร่าน

 

7.การยุติมติทั้งหมดของคณะกรรมการบริหารทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ต่อต้านอิหร่าน

 

8.การจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้แก่อิหร่านสำหรับความสูญเสียในสงคราม

 

9.การถอนกำลังรบของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค

 

10.การยุติสงครามในทุกแนวรบ รวมถึงต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

 

โดยปากีสถานเผยว่าได้เชิญคณะผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่าน ไปยังกรุงอิสลามาบัดในวันศุกร์ (10 เมษายน) เพื่อเจรจาต่อรองเพิ่มเติมในข้อตกลงขั้นสุดท้ายสำหรับการยุติความขัดแย้งทั้งหมด

 

แต่รัฐบาลอิหร่านย้ำว่า “การเจรจาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของกรอบข้อเสนอทั้ง 10 ข้อ”

 

ภาพประกอบข่าว ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา โดยมี 10 เงื่อนไขที่อิหร่านเสนอ 1

 

อ้างอิง :

The post 10 เงื่อนไขหยุดยิงของอิหร่าน มีอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายละเอียดข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ – อิหร่าน และขั้นตอนเจรจาหลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น? https://thestandard.co/us-iran-ceasefire-negotiations-deal/ Wed, 08 Apr 2026 04:14:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1195741 ภาพไดคัต โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำอิหร่าน หันหน้าชนกัน โดยมีฉากหลังเป็นธงชาติสหรัฐฯ และอิหร่าน

ไม่ถึง 1.30 ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายการโจมตีโครงสร้าง […]

The post เปิดรายละเอียดข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ – อิหร่าน และขั้นตอนเจรจาหลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไดคัต โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำอิหร่าน หันหน้าชนกัน โดยมีฉากหลังเป็นธงชาติสหรัฐฯ และอิหร่าน

ไม่ถึง 1.30 ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างโรงไฟฟ้าและสะพานทั่วอิหร่าน ทรัมป์ได้ประกาศแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าสหรัฐฯ ตกลงที่จะหยุดยิงและระงับแผนโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคืออิหร่านตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน และผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ย

 

 
 

“จากการสนทนากับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ และจอมพลอาซิม มูนีร์ แห่งปากีสถาน พวกเขาร้องขอให้ผมระงับกำลังทำลายล้างที่จะส่งไปยังอิหร่านในคืนนี้ และภายใต้เงื่อนไขที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย ผมจึงตกลงที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์”

 

ท่าทีของทรัมป์มีขึ้น หลังจากที่เขาประกาศคำขู่อย่างแข็งกร้าว ว่า “สามารถกำจัดอิหร่านได้ในคืนเดียว” หากอิหร่านล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนเส้นตาย และเตือนว่า “อารยธรรมทั้งหมดของอิหร่านจะล่มสลาย” ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน

 

ในขณะที่อิหร่านโต้กลับด้วยการตัดช่องทางติดต่อสื่อสารกับสหรัฐฯ และเดินหน้าโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศอ่าว พร้อมประกาศว่าการโจมตีตอบโต้สหรัฐฯ และพันธมิตรจะขยายออกไปนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหากสหรัฐฯ ข้ามเส้นแดงในการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

 

คาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยกย่องข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นว่า “เป็นชัยชนะของสหรัฐฯ” และอ้างว่าทรัมป์และกองทัพสหรัฐฯ “เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น”

 

ขณะที่ทรัมป์ระบุเหตุผลที่ตกลงหยุดยิง เพราะสหรัฐฯ ได้บรรลุเป้าหมายทางทหารทั้งหมดเกินกว่าที่ต้องการแล้ว และกำลังคืบหน้าไปมากกับข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน และสันติภาพในตะวันออกกลาง

 

เขายังเผยว่า อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ ซึ่งเป็น “พื้นฐานที่ใช้ได้” สำหรับการเจรจา โดยเขาคาดหวังว่าข้อตกลงจะ “สรุปและเสร็จสมบูรณ์” ภายในช่วงเวลา 2 สัปดาห์

 

เบื้องหลังการตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้น มีรายละเอียดที่สำคัญและการเดินเกมการทูตของปากีสถานที่แข่งขันกับเวลา เพื่อยับยั้งการขยายตัวของสงครามที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลก

 

และนี่คือรายละเอียดทั้งหมดที่เรารู้จนถึงตอนนี้

 

การทูต 11 ชั่วโมงก่อนเส้นตาย

 

สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงเส้นตายที่กำหนดไว้ในเวลา 20.00 น. ตามเวลาของกรุงวอชิงตัน ดีซี. หรือราว 07.00 น. ตามเวลาไทย เป็นไปอย่างตึงเครียด ขณะที่ปากีสถานได้ใช้ความพยายามทางการทูตอย่างเต็มที่และแข่งกับเวลาเพื่อยับยั้งการขยายตัวของสงคราม

 

โดยตลอดช่วง 11 ชั่วโมงก่อนเส้นตาย รัฐบาลปากีสถานพยายามเรียกร้องไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านและเลื่อนกำหนดเส้นตายออกไปอีก 2 สัปดาห์ พร้อมทั้งเรียกร้องไปยังรัฐบาลเตหะราน ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาเดียวกัน

 

“ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางอย่างสันติกำลังคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แข็งแกร่ง และทรงพลัง โดยมีศักยภาพที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้การเจรจาทางการทูตดำเนินไปได้ตามขั้นตอน ผมขอร้องประธานาธิบดีทรัมป์อย่างจริงใจให้ขยายเวลาออกไปอีกสองสัปดาห์” นายกรัฐมนตรีชารีฟ โพสต์ข้อความบน X พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่าน “เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ในช่วง 2 สัปดาห์เดียวกัน เพื่อแสดงถึงท่าทีที่ดี”

 

“เรายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่กำลังสู้รบหยุดยิงในทุกพื้นที่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้การเจรจาทางการทูตสามารถยุติสงครามได้อย่างเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาวในภูมิภาค”

 

ข้อความของชารีฟ ไปถึงทรัมป์ ในไม่กี่ชั่วโมงก่อนสิ้นสุดกำหนดเส้นตาย ขณะที่ Al Jazeera อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวในรัฐบาลปากีสถานว่า “ผู้ต่อต้านภายในของทุกฝ่ายพยายามที่จะบ่อนทำลายความพยายามในการลดความตึงเครียด และจนถึงช่วงเช้าตรู่ ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลงยังคงมีอยู่”

 

“เรากำลังเผชิญกับความตึงเครียดที่อันตราย แต่ความเป็นไปได้ของการเจรจาทางการทูตยังไม่สามารถตัดทิ้งได้จนถึงนาทีสุดท้าย”

 

อิหร่านยืนยันหยุดยิง-เปิดฮอร์มุซ

 

หลังจากที่ทรัมป์ประกาศตกลงหยุดยิงไม่นาน ทางด้าน อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ก็โพสต์ข้อความยืนยันว่า “อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ ในเบื้องต้นแล้ว”

 

อะรอกชี แสดงความขอบคุณปากีสถานสำหรับความพยายามทางการทูตจนถึงนาทีสุดท้ายเพื่อให้สหรัฐฯ ระงับการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และระบุว่า “หากการโจมตีอิหร่านยุติลง กองกำลังติดอาวุธอันทรงพลังของอิหร่านจะยุติปฏิบัติการป้องกันตนเอง” และยืนยันว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะปลอดภัยเป็นเวลา 2 สัปดาห์หากมีการประสานงานกับกองทัพอิหร่าน

 

“เป็นเวลา 2 สัปดาห์ การผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยจะเป็นไปได้โดยการประสานงานกับกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านและโดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคนิค”

 

ทางด้านนายกรัฐมนตรีปากีสถานยังเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะหยุดยิงทันทีในทุกแห่ง รวมถึงเลบานอนและที่อื่นๆ”

 

ขณะที่ล่าสุด โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้สั่งการให้หน่วยทหารทั้งหมดหยุดยิงแล้ว ตามคำแถลงที่อ่านออกอากาศทางช่องข่าว IRIB ของรัฐบาลอิหร่าน

 

“นี่ไม่ใช่จุดจบของสงคราม แต่ทุกเหล่าทัพควรปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำสูงสุดและหยุดยิง” คำแถลงระบุ

 

10 เงื่อนไขตกลงหยุดยิงมีอะไรบ้าง?

 

เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอทั้ง 10 ข้อของอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่รายงานจากสื่อบางสำนักระบุว่าข้อเสนอทั้ง 10 ข้อประกอบด้วย

 

1.สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการรุกรานอิหร่านเพิ่มเติม

 

2.การคงไว้ซึ่งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน

 

3.การยอมรับสิทธิในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน

 

4.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหลักทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

5.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

6.การยกเลิกมติทั้งหมดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ต่อต้านอิหร่าน

 

7.การยุติมติทั้งหมดของคณะกรรมการบริหารทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ต่อต้านอิหร่าน

 

8.การจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้แก่อิหร่านสำหรับความสูญเสียในสงคราม

 

9.การถอนกำลังรบของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค

 

10.การยุติสงครามในทุกแนวรบ รวมถึงต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

 

ด้านสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้ ถือเป็น “ชัยชนะเหนือสหรัฐฯ” และอ้างว่าทรัมป์ยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านในการยุติการสู้รบ

 

แถลงการณ์ระบุว่า ข้อเสนอ 10 ข้อดังกล่าว คือการเรียกร้องให้อิหร่านมีอำนาจเหนือและควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้อิหร่านมี “สถานะทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร”

 

ทั้งนี้ สภาฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้อิหร่านจะตกลงที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ในขั้นต่อไป แต่การเจรจาก็จะเป็นไป “ด้วยความไม่ไว้วางใจฝ่ายอเมริกันอย่างสิ้นเชิง” พร้อมทั้งระบุว่า “อิหร่านจะจัดสรรเวลา 2 สัปดาห์สำหรับการเจรจาเหล่านี้ และระยะเวลาดังกล่าวสามารถขยายได้โดยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย”

 

แถลงการณ์ยังยืนยันว่า “อิหร่านพร้อมที่จะตอบโต้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีในทันที หากฝ่ายศัตรูทำผิดพลาดจากข้อตกลงแม้เพียงเล็กน้อย”

 

จีนกดดันอิหร่านรับข้อตกลงหยุดยิง?

 

ทรัมป์กล่าวว่า เขาเชื่อว่าจีนกดดันอิหร่านให้ตอบรับข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากหลายสำนักข่าวก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่า จีนสนับสนุนให้เตหะรานบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันคนทั้งในอิหร่านและเลบานอน และยังปิดกั้นเส้นทางการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ

 

การประกาศหยุดยิงเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่รัสเซียและจีนใช้สิทธิวีโต (Veto) ขัดขวางมติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มุ่งเป้าไปที่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอ้างว่ามติดังกล่าวมีอคติต่ออิหร่าน

 

ฟู่ คอง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าร่างมติดังกล่าว “ล้มเหลวในการชี้สาเหตุที่แท้จริงและภาพรวมทั้งหมดของความขัดแย้ง” และอาจเสี่ยงต่อการให้ “ฉากบังหน้าทางกฎหมาย” สำหรับการใช้กำลังทหาร สหราชอาณาจักรกล่าวว่าการใช้สิทธิวีโต้มติดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “น่าเสียใจอย่างยิ่ง”

 

อิสราเอลมีท่าทีอย่างไร?

 

สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุว่า อิสราเอลตกลงที่จะ “ระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องเปิดช่องแคบและหยุดการโจมตีสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคโดยทันที”

 

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลย้ำว่า “การหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ไม่รวมถึงเลบานอน”

 

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า “อิสราเอลสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการทำให้มั่นใจว่า อิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการก่อการร้ายอีกต่อไป”

 

จะเกิดอะไรหลังจากนี้?

 

ปากีสถานได้เชิญ คณะผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่าน ไปยังกรุงอิสลามาบัดในวันศุกร์ (10 เมษายน) เพื่อเจรจาต่อรองเพิ่มเติมเพื่อหาข้อตกลงขั้นสุดท้ายในการยุติความขัดแย้งทั้งหมด

 

ขณะที่รัฐบาลเตหะรานย้ำว่า “การเจรจาจะอยู่บนพื้นฐานของกรอบข้อเสนอทั้ง 10 ข้อ”

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าการหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด

 

โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นเมื่ออิหร่านเปิดช่องแคบอีกครั้ง และอิสราเอลคาดว่า การโจมตีของอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงเวลานั้น

 

ซึ่งหลังจากการประกาศของทรัมป์นานกว่า 1 ชั่วโมง กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่ายังคงมีขีปนาวุธที่ถูกยิงมาจากอิหร่าน และได้ยินเสียงระเบิดจากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นเหนือกรุงเทลอาวีฟ

 

ในขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมทั้ง คูเวต บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้ออกประกาศเตือนภัยและเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดรายละเอียดข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ – อิหร่าน และขั้นตอนเจรจาหลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา สหรัฐฯ เสริมกำลังรบครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง กดดันอิหร่าน ก่อนเจรจารอบสองที่เจนีวา https://thestandard.co/us-iran-nuclear-talks-geneva/ Tue, 17 Feb 2026 03:51:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1179192 ภาพกองเรือรบสหรัฐฯ ประจำการใน ตะวันออกกลาง เพื่อกดดัน อิหร่าน

สหรัฐอเมริกาได้เสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง […]

The post จับตา สหรัฐฯ เสริมกำลังรบครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง กดดันอิหร่าน ก่อนเจรจารอบสองที่เจนีวา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองเรือรบสหรัฐฯ ประจำการใน ตะวันออกกลาง เพื่อกดดัน อิหร่าน

สหรัฐอเมริกาได้เสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง โดยได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมกองเรือโจมตี (Carrier Strike Group) เข้าไปยังภูมิภาคนี้ โดยประจำการอยู่นอกชายฝั่งโอมาน อีกทั้งยังมีการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford ซึ่งเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามมาสมทบ รวมแล้วมีการติดตามพบเรือรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางมากถึง 12 ลำ

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การวางกำลังครั้งนี้มีความแข็งแกร่งและต่อเนื่อง มากกว่าปฏิบัติการครั้งก่อนๆ เช่น ปฏิบัติการ Midnight Hammer หรือกรณีเวเนซุเอลา โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องปรามอิหร่านและปกป้องอิสราเอล รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีทางอากาศที่ต่อเนื่องหากจำเป็น

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองถูกส่งมา ‘เผื่อในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้’ และยังเปิดเผยถึงแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน ซึ่งทรัมป์มองว่า ‘นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้’

 

แต่ในขณะเดียวกันทรัมป์ก็ส่งสัญญาณพร้อมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออิหร่าน แต่ต้องแลกกับสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘Great Deal’ ซึ่งเข้มงวดกว่าข้อตกลงปี 2015 อย่างมาก นั่นคือ นิวเคลียร์ต้องจบจริง ต้องตรวจค้นได้ทุกที่ รวมถึงขยายขอบเขตไปถึงเรื่องขีปนาวุธพิสัยไกลและการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies) ต่างๆ ในภูมิภาค

 

การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านที่เจนีวา

 

การเสริมกำลังรบดังกล่าวเกิดขึ้น ก่อนที่ผู้แทนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจะพบกันที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเจรจารอบที่สอง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและเลี่ยงสงครามใหญ่

 

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า อิหร่านพร้อมสำหรับ ‘ข้อตกลงที่ยุติธรรม’ และยินดีที่จะ ‘ลดระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม’ รวมถึงเปิดให้มีการตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ แต่อิหร่านยืนยันว่า โครงการขีปนาวุธเป็น ‘เส้นแดง’ ที่จะไม่ยอมเจรจา

 

ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการขยายขอบเขตการเจรจาให้ครอบคลุมเรื่องขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ซึ่งนอกเหนือไปจากเรื่องนิวเคลียร์ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับว่า การบรรลุข้อตกลง ‘เป็นเรื่องยาก’

 

การตอบโต้และสถานการณ์ภายในของอิหร่าน

 

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้จัดการซ้อมรบทางทะเลและการยิงขีปนาวุธในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เพื่อแสดงกำลังและความพร้อมที่จะตอบโต้สหรัฐฯ หากจำเป็น

 

โดยอิหร่านกำลังประสบกับแรงกดดันภายในประเทศ หลังเพิ่งผ่านเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเมื่อเดือนมกราคม 2026 ในขณะเดียวกันกลุ่มสายเหยี่ยวในสภาอิหร่านก็คัดค้านการให้สัมปทานหรือยอมให้ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าตรวจสอบพื้นที่โครงการนิวเคลียร์ ในช่วงเวลาที่ประเทศยังคงถูกคุกคามทางทหาร

 

เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านภายใต้ปฏิบัติการชื่อ ‘Midnight Hammer’ โดย IAEA ต้องการเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกระเบิด เพื่อจัดการกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อาจฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง แต่ต้องมีการเจรจาเรื่องความปลอดภัยและระเบียบการเข้าถึงพื้นที่เพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิหร่าน เคย ‘เจรจาทางอ้อม’ (Indirect Talks) ที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีโอมานทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยส่งข้อความระหว่างทั้งสองฝ่าย แม้จะไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการเจรจารอบแรกที่กรุงมัสกัต แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากการเจรจารอบที่ผ่านมาคือทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ ‘กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา’ อีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังจากหยุดชะงักไปนานถึง 8 เดือน

 

สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง ‘การทูต’ ที่กำลังดำเนินไปอย่างยากลำบาก ควบคู่ไปกับ ‘การขยายกำลังทางทหาร’ ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปีของสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ‘เพิ่มอำนาจต่อรอง’ และเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม หากการเจรจาล้มเหลว

 

แฟ้มภาพ: US CENTCOM / Handout / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post จับตา สหรัฐฯ เสริมกำลังรบครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง กดดันอิหร่าน ก่อนเจรจารอบสองที่เจนีวา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านเสนอ ‘ยกเลิกคว่ำบาตร’ แลกดีลนิวเคลียร์สหรัฐฯ เปิดทางร่วมมือน้ำมัน–พลังงาน https://thestandard.co/iran-us-nuclear-energy-deal/ Mon, 16 Feb 2026 03:14:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1178796 ภาพธงชาติอิหร่านและสหรัฐอเมริกา สื่อถึงการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์และพลังงาน

อิหร่าน เตรียมเดินหน้าทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐอเมริก […]

The post อิหร่านเสนอ ‘ยกเลิกคว่ำบาตร’ แลกดีลนิวเคลียร์สหรัฐฯ เปิดทางร่วมมือน้ำมัน–พลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติอิหร่านและสหรัฐอเมริกา สื่อถึงการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์และพลังงาน

อิหร่าน เตรียมเดินหน้าทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐอเมริกา เสนอ ‘ยกเลิกคว่ำบาตร’ แลกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือในแหล่งน้ำมัน ก๊าซ พลังงาน หรือเหมืองแร่ ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำ พร้อมผลักดันดีลให้เกิดขึ้น

 

เมื่อวานนี้ (15 กุมภาพันธ์) มาจิด ทัคท์-ราวันชี (Majid Takht-Ravanchi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ทางการพร้อมเดินหน้าทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ หากอีกฝ่ายมีความจริงใจมากพอ โดยย้ำว่า เตหะรานยินดีเจือจางแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ถือเป็นหลักฐานถึงการประนีประนอม

 

“เราพร้อมหารือเรื่องนี้และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับโครงการของเรา หากพวกเขาพร้อมพูดคุยเรื่องการคว่ำบาตร” ทัคท์-ราวันชีกล่าว แต่ปฏิเสธตอบคำถามว่า สหรัฐฯ จะต้องยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมดหรือบางส่วน

 

เมื่อถูกถามว่า อิหร่านจะยอมส่งยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง มากกว่า 400 กิโลกรัมออกนอกประเทศ เหมือนกับเงื่อนไขข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 หรือไม่ รมว.ช่วยต่างประเทศอิหร่านตอบว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลการเจรจา

 

อย่างไรก็ดี ทัคท์-ราวันชีระบุทางอ้อมว่า อิหร่านจะไม่ยอมยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างสิ้นเชิง รวมถึงไม่หารือเรื่องโครงการขีปนาวุธกับสหรัฐฯ โดยอ้างว่า ที่ผ่านมาเตหะรานถูกโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล จึงไม่สามารถตัดขีดความสามารถป้องกันตนเองออกได้

 

ทัคท์-ราวันชียังเตือนอีก สงครามเลวร้ายสำหรับทุกฝ่าย หากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อรัฐ อิหร่านจะตอบโต้ พร้อมระบุว่า จากสารที่ได้รับในหน้าสาธารณะและการประชุมที่โอมาน สหรัฐฯ สนใจการเจรจา ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

 

ด้าน ฮามิด กานบารี รองผู้อำนวยการฝ่ายการทูตเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fars ว่า ในการทำข้อตกลงที่ยั่งยืน อิหร่านจำเป็นต้องทำให้สหรัฐฯ มั่นใจว่า จะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงและรวดเร็ว

 

“ผลประโยชน์ร่วมในแหล่งน้ำมันและก๊าซ แหล่งทรัพยากรร่วม การลงทุนด้านเหมืองแร่ และแม้กระทั่งการจัดซื้อเครื่องบิน ล้วนอยู่ในขอบเขตของการเจรจา” กานบารีระบุว่า ที่ผ่านมา ข้อตกลงปี 2015 ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้สหรัฐฯ อย่างเพียงพอ

 

ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่ประเทศสโลวาเกียว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อประเด็นอิหร่าน โดยหวังใช้การทูตและการเจรจาเป็นทางออก แต่ก็ยอมรับว่า อาจไม่ประสบผลสำเร็จ

 

“ไม่เคยมีใครสามารถทำข้อตกลงที่ประสบความสำเร็จกับอิหร่านได้ แต่เราจะลองดู” รูบิโอกล่าว

 

นอกจากนี้ รูบิโอยังยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวของ Reuters ว่า สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และ จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ จะเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่อิหร่านในนครเจนีวา ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ โดยย้ำว่า ผู้แทนของสหรัฐฯ ทั้ง 2 คน กำลังเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมสำคัญ และต้องรอดูผลลัพธ์ต่อไป

 

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเตหะรานระบุว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางไปเจรจาที่นครเจนีวา โดยจะเข้าร่วมวงเจรจานิวเคลียร์สหรัฐฯ รวมถึงพบกับผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

 

อนึ่ง Axios ให้ข้อมูลว่า ทรัมป์และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หวังลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปยังจีนในการประชุมที่ทำเนียบขาวล่าสุด

 

ปัจจุบัน ปักกิ่งรับซื้อน้ำมันจากเตหะรานมากกว่า 80% ของการส่งออกทั้งหมด หากมาตรการจำกัดการส่งเกิดขึ้นออกจริง รายได้น้ำมันของเตหะรานจะลดลงอย่างมาก

 

แฟ้มภาพ: Morteza Nikoubazl / Reuters

 

อ้างอิง:

The post อิหร่านเสนอ ‘ยกเลิกคว่ำบาตร’ แลกดีลนิวเคลียร์สหรัฐฯ เปิดทางร่วมมือน้ำมัน–พลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
IAEA เตือน เกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมพร้อม ‘ทดสอบนิวเคลียร์’ https://thestandard.co/north-korean-building-nuclear-advancing/ Tue, 07 Jun 2022 00:32:23 +0000 https://thestandard.co/?p=638659 ทดสอบนิวเคลียร์

ราฟาเอล มาริอาโน กรอสซี (Rafael Mariano Grossi) ผู้อำนว […]

The post IAEA เตือน เกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมพร้อม ‘ทดสอบนิวเคลียร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทดสอบนิวเคลียร์

ราฟาเอล มาริอาโน กรอสซี (Rafael Mariano Grossi) ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) แสดงความกังวลอย่างจริงจังว่า เกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อทำการ ‘ทดสอบนิวเคลียร์’

 

ท่าทีของกรอสซีมีขึ้นในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย (Board of Governors) ของ IAEA ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวานนี้ (6 มิถุนายน) 

 

โดยเขาเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือกำลังมีความคืบหน้าในการก่อสร้างเพื่อขยายพื้นที่โรงงานนิวเคลียร์ยองบยอน (Yongbyon) ซึ่งเป็นโรงงานนิวเคลียร์หลักของประเทศ จากการสังเกตุการณ์พบว่า อาคารใหม่ที่ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2021 นั้นเสร็จสิ้นแล้ว และยังมีการก่อสร้างเกิดขึ้นในอาคาร 2 หลังที่อยู่ติดกัน

 

กรอสซีเปิดเผยว่า หนึ่งในอุโมงค์ทางเข้าโรงงานนิวเคลียร์ปุงกเยรีของเกาหลีเหนือนั้นได้เปิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีการเตรียมความพร้อมเพื่อทดสอบนิวเคลียร์ 

 

“ที่โรงงานนิวเคลียร์ที่ปุงกเยรี เราสังเกตเห็นสิ่งบ่งชี้ว่าหนึ่งในทางเข้านั้นถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อเตรียมทดสอบนิวเคลียร์” เขากล่าว พร้อมทั้งชี้ว่า “การทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือถือเป็นการขัดต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและจะก่อให้เกิดความกังวลอย่างร้ายแรง”

 

ขณะที่กรอสซีเปิดเผยต่อคณะกรรมการนโยบาย IAEA ว่า จนถึงตอนนี้ โรงงานนิวเคลียร์ยองบยอนยังคงมีการดำเนินการและมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง 

 

ภาพ: Photo by Askin Kiyagan/Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post IAEA เตือน เกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมพร้อม ‘ทดสอบนิวเคลียร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IAEA บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ขยายเวลาให้ผู้ตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ทำงานในอิหร่านได้อีก 3 เดือน ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดลง https://thestandard.co/iaea-achieve-agreement-with-iran-time-extend-for-nuclear-inspectors/ Tue, 23 Feb 2021 00:58:06 +0000 https://thestandard.co/?p=458310 IAEA บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ขยายเวลาให้ผู้ตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ทำงานในอิหร่านได้อีก 3 เดือน ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดลง

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) บรรลุข้อตกลงกั […]

The post IAEA บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ขยายเวลาให้ผู้ตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ทำงานในอิหร่านได้อีก 3 เดือน ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
IAEA บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ขยายเวลาให้ผู้ตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ทำงานในอิหร่านได้อีก 3 เดือน ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดลง

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านที่จะขยายเวลาให้ผู้ตรวจสอบของ IAEA ตรวจสอบและติดตามกิจกรรมนิวเคลียร์ในประเทศได้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นการปูทางสู่การให้สหรัฐฯ และอิหร่าน เริ่มการเจรจานิวเคลียร์ได้ โดย ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA ระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุ ‘ข้อตกลงทางเทคนิค’ ชั่วคราวหลังจากการเยือนอิหร่านของเขา

 

ก่อนหน้านี้อิหร่านเพิ่งจะส่งสัญญาณถึงแผนการที่จะลดความร่วมมือกับ IAEA โดยประกาศออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าอิหร่านจะหยุดปฏิบัติตามพิธีสารเพิ่มเติมของ IAEA ซึ่งจะทำให้เกิดการจำกัดสถานที่และเวลาที่ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์สามารถตรวจสอบได้ ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบได้ยากขึ้นว่าอิหร่านพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

 

กรอสซีชี้ว่า ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวที่ผ่านการบรรลุจากทั้งสองฝ่ายเมื่อวันอาทิตย์ จะบรรเทาผลกระทบจากการหยุดปฏิบัติตามพิธีสารเพิ่มเติมของฝั่งอิหร่านได้ “สิ่งที่เราได้ตกลงกันคือบางสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้ มันมีประโยชน์ในการลดช่องว่างที่เรากำลังมีอยู่ในตอนนี้ และกอบกู้สถานการณ์ในตอนนี้” เขากล่าว

 

กรอสซียังระบุว่า แม้ผู้ตรวจสอบจากนานาชาติจำนวนเท่าเดิมจะยังคงอยู่ในอิหร่านต่อไป แต่การเข้าถึงโรงงานนิวเคลียร์ของพวกเขาจะถูกจำกัดมากขึ้น และผู้ตรวจสอบเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบแบบแจ้งล่วงหน้าแค่เพียงช่วงสั้นๆ ในสถานที่ที่เปิดเผยหรือไม่เปิดเผยอีกต่อไป

 

“นี่ไม่ใช่การทดแทนสำหรับสิ่งที่เราเคยมี นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาชั่วคราวที่ช่วยให้เราสามารถยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นให้กับโลกได้ต่อไป ในความหวังว่าเราจะหวนกลับไปสู่ภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” กรอสซีกล่าว

 

การเฝ้าระวังของ IAEA ที่ครอบคลุมสิทธิ์ในการตรวจสอบต่างๆ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ข้อตกลงร่วมว่าด้วยแผนปฏิบัติการครอบคลุม (Joint Comprehensive Plan of Action – JCPOA)’ ฉบับปี 2015 ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญที่มีเป้าหมายจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งอิหร่านยืนยันมานานแล้วว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ ท่ามกลางความสงสัยของประชาคมนานาชาติ

 

โดย โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองว่า ข้อตกลงนี้เอื้อเฟื้อต่อฝ่ายอิหร่านมากเกินไป และถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวเมื่อปี 2018 ซึ่งก็ทำให้อิหร่านค่อยๆ ปรับลดความผูกพันที่มีต่อข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งรวมถึงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระดับที่สูงกว่าที่ได้มีการตกลงกันไว้ ซึ่งยูเรเนียมนี้ก็เป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์

 

ขณะที่รัฐบาลของ โจ ไบเดน ระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐฯ ยินดีที่จะจัดการเจรจากับอิหร่าน และผู้ลงนามฝ่ายอื่นๆ ในข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเพื่อกอบกู้ข้อตกลง หรือกลับไปปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้กลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงก่อน

 

จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า ความรับผิดชอบยังคงอยู่ที่สหรัฐฯ เหตุเพราะเป็นฝ่ายเลือกที่จะถอนตัวจากข้อตกลงนี้ไปก่อน และย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องสร้างความจริงใจเพื่อกลับมาสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์อีกครั้ง 

 

ส่วนฝั่งเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ก็เน้นย้ำอย่างระมัดระวังว่า ความปรารถนาของฝั่งสหรัฐฯ ที่จะนั่งลงพูดคุยกับพันธมิตรและอิหร่าน ไม่ใช่การยอมอ่อนข้อหรือแม้แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจานิวเคลียร์ แต่เป็นขั้นตอนทางการทูตขั้นตอนแรกเพื่อค้นหาว่าจะทำอย่างไรที่จะเริ่มการอภิปรายในประเด็นนี้

 

ด้าน เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของไบเดน ระบุกับ CNN ว่า เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ต่างกังวลเป็นพิเศษกับการตัดสินใจของอิหร่านในการปฏิเสธที่จะร่วมมือกับ IAEA และระบุว่า “เรื่องที่จะต้องรับมือก่อนสิ่งอื่นก็คือการตัดสินใจของชาวอิหร่านที่จะถอยออกจากการปฏิบัติตามข้อตกลง และผมก็เชื่อว่ามีวิถีทางการทูตอยู่” เขายังเชื่อว่านี่เป็นเพียงขั้นตอนแรก ซึ่งยังต้องอาศัยการทำงาน ตลอดจนการทูตที่ปฏิบัติได้จริงและไม่ใช่เพียงภาพลวงตา และยังต้องอาศัยการตัดสินใจโดยอิหร่านเองว่าพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจและพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมีจุดประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น

 

ภาพ: IIPA via Getty Images

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post IAEA บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ขยายเวลาให้ผู้ตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ทำงานในอิหร่านได้อีก 3 เดือน ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ถามที่ปรึกษาความมั่นคงถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน https://thestandard.co/trump-asked-about-the-possibility-of-an-attack-on-irans-nuclear-place/ Tue, 17 Nov 2020 12:33:01 +0000 https://thestandard.co/?p=422126 ทรัมป์ถามที่ปรึกษาความมั่นคงถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน

The New York Times รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธาน […]

The post ทรัมป์ถามที่ปรึกษาความมั่นคงถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ถามที่ปรึกษาความมั่นคงถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน

The New York Times รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สอบถามไปยังผู้ช่วยระดับสูงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการโจมตีสถานที่พัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

หนังสือพิมพ์ดังกล่าวรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่อาวุโสและอดีตเจ้าหน้าที่รวม 4 คน โดยระบุว่า การประชุมเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (12 พฤศจิกายน) ซึ่ง 1 วันก่อนหน้านั้น ทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ออกรายงานว่า อิหร่านเก็บสะสมแร่ยูเรเนียมแตะระดับ 12 เท่าของขีดจำกัด 300 กิโลกรัมตามที่กำหนดในข้อตกลงแผนปฏิบัติการร่วมฉบับครอบคลุม ซึ่งสหรัฐฯ และอีก 5 ชาติลงนามเมื่อปี 2015 แต่ทรัมป์นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวในปี 2018

 

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่เปิดเผยกับ The New York Times ว่า ทรัมป์ได้สอบถามที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงสุดว่ามีทางเลือกอะไรที่เขาทำได้ รวมถึงวิธีการใดที่ดีที่สุดในการตอบโต้อิหร่าน

 

สื่อระบุต่อว่า ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี, ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอก มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรึกษาระดับสูงที่โน้มน้าวให้ทรัมป์อย่าใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน โดยพวกเขาเตือนด้วยว่า การโจมตีอิหร่านอาจบานปลายกลายเป็นการเผชิญหน้าเต็มรูปแบบในช่วงวันท้ายๆ ก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลังจากที่ปอมเปโอและพลเอก มิลลีย์เตือนว่าการโจมตีเช่นว่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่ก็เดินออกจากห้องประชุม โดยต่างก็คิดว่าการโจมตีเป้าหมายบนแผ่นดินอิหร่านด้วยขีปนาวุธคงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เปิดเผยกับ The New York Times ว่า ทรัมป์ยังคงพิจารณาแผนโจมตีพันธมิตรหรือสินทรัพย์ของอิหร่าน เช่น กลุ่มติดอาวุธในอิรัก 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

https://edition.cnn.com/2020/11/16/politics/trump-possible-offensive-iran-nuclear-site/index.html?utm_source=fbCNNi&utm_medium=social&utm_term=link&utm_content=2020-11-17T10%3A00%3A18&fbclid=IwAR3Q9dOtBwj_EGhpg_-kstXOqXzm9lRyJcJ6dCZzG5ukRH9cqbPzBrzmjx0  

The post ทรัมป์ถามที่ปรึกษาความมั่นคงถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
IAEA เผย อิหร่านหวนเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในโรงนิวเคลียร์ใต้ดิน https://thestandard.co/iran-nuclear-deal-iaea-finds-uranium-undeclared-site/ Tue, 12 Nov 2019 05:39:01 +0000 https://thestandard.co/?p=302894 โรงงานนิวเคลียร์

วานนี้ (11 พฤศจิกายน) ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ […]

The post IAEA เผย อิหร่านหวนเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในโรงนิวเคลียร์ใต้ดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานนิวเคลียร์

วานนี้ (11 พฤศจิกายน) ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เปิดเผยรายงานยืนยันว่าอิหร่านได้กลับมาเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมสำหรับใช้ในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อีกครั้งภายในโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินฟอร์โด เมืองกอม ทางภาคกลางของอิหร่าน โดยเริ่มเดินเครื่องตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา (9 พฤศจิกายน) ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ 2015 ระหว่างอิหร่านกับชาติมหาอำนาจที่ห้ามอิหร่านเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่โรงงานดังกล่าว ซึ่งสร้างขึ้นใต้ดินเพื่อป้องกันการโจมตีจากต่างชาติ 

 

รายงานยังระบุว่า IAEA ตรวจพบอนุภาคยูเรเนียมในสถานที่ลับ ซึ่งอิหร่านไม่เคยแจ้งต่อ IAEA มาก่อน ขณะที่สำนักข่าว BBC รายงานข้อมูลจากเอกสารลับ ที่แม้จะไม่ระบุพิกัดชัดเจนของสถานที่ดังกล่าว แต่เชื่อว่ามาจากเขตเทอร์กุซาบัด ซึ่งเป็นจุดที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เปิดเผยเมื่อปีที่ผ่านมาว่าเป็นคลังนิวเคลียร์ลับของอิหร่าน ซึ่งที่ผ่านมาทางการอิหร่านยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นโรงงานทำความสะอาดพรมและไม่มีความลับใดๆ

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่แสดงท่าทีต่อรายงานที่ออกมา ขณะที่ IAEA ยืนยันว่าการติดต่อพูดคุยระหว่างอิหร่านและ IAEA นั้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

 

รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่านประกาศจะทยอยยุติการปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงนิวเคลียร์ด้วยการกลับมาเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมอีกครั้งในโรงงานดังกล่าว เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ และชาติมหาอำนาจ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ไปเมื่อปีที่ผ่านมา และรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน 

 

ขณะที่ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี 3 มหาอำนาจที่ยังอยู่ร่วมในข้อตกลงแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของอิหร่าน และเตือนว่าอาจส่งผลให้ความพยายามคลี่คลายความตึงเครียดในภูมิภาคนั้นยากขึ้น

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post IAEA เผย อิหร่านหวนเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในโรงนิวเคลียร์ใต้ดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู เพาเวอร์’ รุกญี่ปุ่น เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 13 แห่ง หวังครองตลาดพลังงานทดแทน https://thestandard.co/banpupower-japan-solar-farms/ https://thestandard.co/banpupower-japan-solar-farms/#respond Wed, 22 Nov 2017 09:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=49013

     คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ‘ญี่ปุ่น’ ค […]

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ รุกญี่ปุ่น เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 13 แห่ง หวังครองตลาดพลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ‘ญี่ปุ่น’ คือหนึ่งในประเทศเจ้านวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ของโลกยุคปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะเผชิญปัญหาการดำรงชีวิตกี่ครั้งต่อกี่ครั้งในระดับความรุนแรงที่มากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่ที่สุดแล้วพลเมืองญี่ปุ่นก็มักจะคิดหาหนทางถอดสลักอุปสรรคเหล่านั้นได้ด้วยนวัตกรรมไอเดียบรรเจิดอยู่ดี

     โดยเฉพาะกรณีที่ญี่ปุ่นหันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันกำลังกลายเป็นกระแสนิยมทั่วโลก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการลดปริมาณการปล่อยมลพิษ ทั้งยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงแบบเก่าๆ ได้อีกหลายเท่าตัว

     ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ฝั่งเอกชนเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและพัฒนาพลังงานภายในประเทศอีกด้วย จนมีบริษัทที่สนใจหลายแห่งๆ รวมถึง ‘บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)’ จากประเทศไทยที่ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งผู้เล่นในตลาดพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์เป็นที่เรียบร้อย

     แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดที่ญี่ปุ่นมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ใช้งานอย่างทุกวันนี้ และเป็นฟันเฟืองสำคัญผลักดันหลายๆ ประเทศให้หันมาใช้พลังงานทางเลือกได้นั้น พวกเขาก็เคยผ่านจุดวิกฤตครั้งสำคัญของประเทศมาก่อนเช่นกัน

 

Photo: Flickr

 

จากหายนะสู่พลังงานทางเลือก เมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนภัยพิบัติให้เป็นโอกาสพัฒนาประเทศ

     ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม ปี 2011 หรือเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งสำคัญ เมื่อฟุกุชิมะ (Fukushima) เมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง จนนำไปสู่การก่อตัวของคลื่นสึนามิที่สร้างความเสียหายชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 18,500 คน มีประชาชนมากกว่า 2 แสนคนต้องอพยพหนีเอาชีวิตรอด

     ไม่เพียงเท่านั้น เหตุการณ์ครั้งดังกล่าวยังสร้างความเสียหายให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิอีกด้วย ซึ่งแม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความเสียหายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิโดยตรง แต่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ก็ได้ออกมาประกาศภายหลังว่า อุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นนี้คิดเป็นมาตรความเสียหายในระดับที่ 7 (ระดับสูงสุด) เป็นรองเพียงแค่ภัยพิบัติเชอร์โนบิลที่เคยเกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต เมื่อปี 1986 เท่านั้น!

     ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อโรงพลังงานผลิตไฟฟ้าแบบเดิมๆ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของแหล่งพลังงานชนิดนี้อีกด้วย

     โทชิฮิเดะ คุโบะ (Toshihide Kubo) ประธานบริหารบ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ประเทศญี่ปุ่น เล่าถึงจุดเริ่มต้นการหันมาใส่ใจพลังงานทางเลือกของประเทศญี่ปุ่นว่า “การที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศไปสู่แหล่งพลังงานไฟฟ้าทดแทนได้อย่างรวดเร็วมากๆ ในเชิงอุตสาหกรรมนั้น สืบเนื่องมาจากผลของเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิเมื่อปี 2011

     “เดิมทีนั้นคนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในตัวโรงงานผลิตพลังงานแบบเดิมมากๆ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น โรงพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถูก disrupt ทันที ความน่าเชื่อถือในตัวองค์กรผลิตพลังงานไฟฟ้าก็ลดลงต่อเนื่อง และทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเกิดความคิดที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตพลังงานไฟฟ้าใหม่”

     จากหายนะครั้งดังกล่าวนี่เองที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นหันไปมองตัวเลือกอื่นๆ อย่างเช่นพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และไม่สร้างผลกระทบหรือความเสียหายให้กับธรรมชาติเหมือนที่โรงพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก่อไว้

     นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเชิงธุรกิจของพลังงานในประเทศ (restructure energy power) เพื่อเปิดทางให้บริษัทเอกชนต่างๆ ก้าวเข้ามาลงทุนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขายได้ (energy provider) รวมถึงบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BPP’ หนึ่งในผู้ประกอบการด้านพลังงานไฟฟ้าจากไทยเจ้าแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในการกลายเป็นผู้เล่นด้านพลังงานทางเลือกที่น่าจับตาในตลาดแดนอาทิตย์อุทัย

 

 

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทจากประเทศไทยที่รุกหนักเดินหน้าขยายฐานธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น

     ผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจด้านพลังงานครั้งใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น บ้านปู เพาเวอร์ จึงเล็งเห็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือ ‘โซลาร์ เซลล์’ ไปยังต่างแดน และเริ่มเข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นเป็นรายแรกๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2014 ผ่านการสนับสนุนและความเชื่อมั่นจากพันธมิตรในญี่ปุ่น

     ปัจจุบันบ้านปูมีฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในเชิงพาณิชย์ที่ญี่ปุ่นมากถึง 3 แห่งแล้ว ได้แก่ โครงการโอลิมเปีย (Olympia), โครงการฮิโนะ (Hino) และโครงการอวาจิ (Awaji) ซึ่งทั้ง 3 แห่งนี้มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 12.6 เมกะวัตต์ และยังมีอีก 10 แห่งที่จ่อคิวเตรียมทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเร็วๆ นี้ รวมถึงโครงการยามางาตะ ไออีเดะ (Yamagata Iide) ที่จะมีขนาดกำลังการผลิตสูงถึง 200 เมกะวัตต์! (คาดว่าจะเสร็จสิ้นทุกแห่งในช่วงปี 2020)

     หากแล้วเสร็จทั้ง 13 โครงการฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น บ้านปู เพาเวอร์จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์คิดรวมเป็น 233.3 เมกะวัตต์เลยทีเดียว

 

 

     วรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ตอนนี้เรามีทีมงานที่แข็งแกร่งมาก ขณะที่บ้านปูก็ยังได้รับการยอมรับจากบริษัทพันธมิตรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นช่องทางในการขยายธุรกิจที่ดี

     “ส่วนในเชิงของผลงานบ้านปู เพาเวอร์นั้น อาจจะต้องแยกตามลักษณะธุรกิจ แต่พอร์ตโฟลิโอของเราก็เริ่มชัดเจนและขยายไปยังต่างประเทศมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัว เรามีกำลังผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ชนิดของพลังงานที่เราผลิตได้ก็เป็นพลังงานทดแทน (renewable energy) ด้วย และเชื่อว่าผลประกอบการโดยรวมของเราจะดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน”

     ในฐานะที่เป็นพลเมืองญี่ปุ่น โทชิฮิเดะ คุโบะ ให้ความเห็นเช่นกันว่าการเข้ามาลงทุนที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ของบ้านปู เพาเวอร์นับเป็นโอกาสที่ดีมากๆ เพราะเข้ามาเป็นผู้เล่นตลาดพลังงานทดแทนในช่วงที่ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลแล้ว และยังทันการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (FIT) เป็นระยะเวลา 20 ปีกับทาง KEPCO หรือการไฟฟ้าโอซาก้า (จากโรงไฟฟ้าอวาจิ) ในเรตราคาที่ยัง ‘สูง’ อยู่ คิดเป็น 40 เยนต่อกิโลวัตต์ เพราะยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปก็จะมีผู้เล่นในตลาดนี้มากขึ้นและจะเป็นผลให้เรตราคาในการขายต่อไฟฟ้าลดลงนั่นเอง

 

 

โครงการอวาจิ หนึ่งในแลนด์มาร์กฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ชุดบุกเบิกของบ้านปู

     สำหรับโครงการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในอวาจิที่ THE STANDARD มีโอกาสได้แวะเวียนไปเยี่ยมชมนั้นตั้งอยู่บนเกาะอวาจิ ในจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) บนพื้นที่โล่งขนาดกว่า 160,000 ตารางเมตรหรือราว 100 ไร่

     ฟาร์มผลิตพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยงบลงทุนกว่า 4 พันล้านเยน และสามารถให้กำลังการผลิตไฟฟ้าได้รวมกว่า 7.92 เมกะวัตต์ โดยเพิ่งจะเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมานี่เอง

     เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทบ้านปู เพาเวอร์ ประเทศญี่ปุ่นรายหนึ่งบอกกับเราว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้ถูกนำไปทำประโยชน์มาก่อน รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเล็งเห็นว่าน่าจะนำมาทำประโยชน์ต่อได้มหาศาล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการนำมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตพลังงานทดแทน จึงได้ติดต่อขอซื้อที่ดินจากผู้สูงอายุเจ้าของที่ในขณะนั้นเพื่อนำมาขายต่ออีกทอดหนึ่งให้เหล่าผู้ประกอบการพลังงานทดแทนในที่สุด

     และเมื่อได้ลงพื้นที่จริงก็พบว่าฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ที่อวาจิของบ้านปูแห่งนี้มีอาณาบริเวณที่กว้างขวาง แผงพลังงานแสงอาทิตย์ทุกแผงตั้งตระหง่านเรียงรายประจันหน้ากับแสงแดดที่สาดส่องลงมาพร้อมสะสมประจุพลังงานไฟฟ้าอย่างไม่หยุดหย่อน

     กระนั้นก็ตาม เราก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดีว่าในกรณีที่อาจจะเกิดภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ขึ้น บ้านปูจะมีวิธีรับมือกับมันอย่างไร

     เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทบ้านปู เพาเวอร์ ประเทศญี่ปุ่นคนเดิมบอกกับเราว่าสบายใจได้เลย เพราะก่อนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ ทางธนาคารผู้อนุมัติเงินทุนในการก่อสร้างได้ประเมินความคุ้มทุนในการก่อสร้างก่อนที่จะเริ่มอนุมัติเงินอยู่แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีการทำประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุล่วงหน้าไว้อีกด้วย

     ทั้งนี้ เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของบ้านปู ณ เวลานี้ คือการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยปัจจุบันพวกเขามีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 2,068 เมกะวัตต์ โดยใน 8% ของพลังงานในสัดส่วนดังกล่าวคือพลังงานทดแทน แต่ภายในปี 2025 ที่จะถึงนี้ บ้านปู เพาเวอร์ตั้งเป้าว่าจะต้องผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ได้มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์จากโรงไฟฟ้าในหลายๆ ประเทศเช่น ไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และลาว โดยสัดส่วนกว่า 20% ของพลังงานไฟฟ้าจำนวนดังกล่าวจะต้องเป็นพลังงานทดแทน

     วรวุฒิ กล่าวว่า “ในฐานะ regional player บ้านปู เพาเวอร์ ยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีศักยภาพทางการเติบโตด้านการใช้ไฟฟ้าและมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้

     “ที่สำคัญบ้านปู เพาเวอร์ ไม่เพียงมุ่งขยายการลงทุนในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความเติบโตทางธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมีปณิธานที่จะเป็นพลเมืองที่ดีที่มีส่วนช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นกรอบแนวทางที่เรายึดปฏิบัติเสมอมา”

     ถือเป็นความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจและพลังงานทดแทนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการบุกตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นในคราวนี้ของบ้านปู เพาเวอร์ ส่วนพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้หรือไม่นั้นก็คงต้องติดตามกันต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ รุกญี่ปุ่น เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 13 แห่ง หวังครองตลาดพลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/banpupower-japan-solar-farms/feed/ 0