ตะวันออกกลาง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ตะวันออกกลาง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Oct 2026 09:05:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 เลขาฯ สมช. เผยจับตาสถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังหลายประเทศแจ้งเตือนสำรองอาหาร จ่อนัดถกหน่วยงาน-นักวิชาการรับมือ https://thestandard.co/nsc-monitors-us-iran-tensions/ Fri, 30 Oct 2026 09:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1273556 พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (30 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วง […]

The post เลขาฯ สมช. เผยจับตาสถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังหลายประเทศแจ้งเตือนสำรองอาหาร จ่อนัดถกหน่วยงาน-นักวิชาการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (30 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เผยถึงท่าทีของไทยหลังหลายประเทศแจ้งเตือนประชาชนให้สำรองอาหารและน้ำดื่ม 72 ชั่วโมง โดยระบุว่า ไทยได้เตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว และเพิ่งมีการประชุมเตรียมความพร้อม โดยภาครัฐจัดเตรียมทั้งงานปกติและงานรองรับสถานการณ์ระดับต่างๆ ทั้งนี้ คาดว่าช่วงวันหยุดนี้หรือวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน สมช. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการมาหารือแนวทางรับมือเพิ่มเติม พร้อมย้ำเตือนคนไทยว่า รัฐจะเตรียมพร้อมให้มากที่สุด และจัดเตรียมข้อมูลแจ้งประชาชนในห้วงเวลาที่เหมาะสม

 

ส่วนกระแสข่าวสหรัฐอเมริกาอาจโจมตีอิหร่านในเร็วๆ นี้ พล.อ. ชัยพฤกษ์ ระบุว่า มีการข่าวที่วิเคราะห์จากการวางกำลังและความเคลื่อนไหวทางการทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเมินไว้อยู่ว่าขณะนี้อยู่ในระดับใด ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุดในการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ ยืนยันว่ามีความพร้อมอย่างแน่นอน โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมได้ประชุมหารือกันอยู่ทุกวัน

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีการเตรียมแผนสำรองพลังงานไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มวิกฤตตอนต้น และหลังจากนี้จะหารือรายละเอียดมากขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจแตกต่างไป เช่นเดียวกับการรับมือภัยไซเบอร์ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึง สมช. ได้เตรียมการไว้แล้ว

 

เลขาธิการ สมช. ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อไทยหากเกิดการโจมตีว่า แน่นอนว่าจะกระทบด้านพลังงาน หากประเมินจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น นั่นคือเกณฑ์ต่ำสุดที่จะกระทบต่อพลังงาน รวมถึงส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สมช. เตรียมการล่วงหน้าในส่วนที่จำเป็นไว้แล้ว ส่วนสถานการณ์จะบานปลายหรือยาวนานขึ้นหรือไม่นั้น ต้องติดตามดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง

The post เลขาฯ สมช. เผยจับตาสถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังหลายประเทศแจ้งเตือนสำรองอาหาร จ่อนัดถกหน่วยงาน-นักวิชาการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักโฆษกกลาโหมชี้แจง สมช. ไม่มีออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร-สิ่งของจำเป็น 72 ชั่วโมง กรณีความขัดแย้งตะวันออกกลาง https://thestandard.co/the-ministry-of-defence-spokesperson-clarified-that-the/ Thu, 29 Oct 2026 01:24:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1272872 ภาพกราฟิกชี้แจงกรณีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติไม่มีประกาศให้สำรองอาหาร 72 ชั่วโมง

วันนี้ (29 ตุลาคม) สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม ขอส่งต่อคำชี้ […]

The post สำนักโฆษกกลาโหมชี้แจง สมช. ไม่มีออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร-สิ่งของจำเป็น 72 ชั่วโมง กรณีความขัดแย้งตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกชี้แจงกรณีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติไม่มีประกาศให้สำรองอาหาร 72 ชั่วโมง

วันนี้ (29 ตุลาคม) สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม ขอส่งต่อคำชี้แจงจาก สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีมีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

กรณีมีการเผยแพร่ข่าวว่า สมช. แจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอสำหรับ 72 ชั่วโมง เป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่า เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ สมช. มิได้ออกประกาศแจ้งเตือนหรือขอให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นเป็นเวลา 72 ชั่วโมงแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ สมช. ยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ตามความเหมาะสม

The post สำนักโฆษกกลาโหมชี้แจง สมช. ไม่มีออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร-สิ่งของจำเป็น 72 ชั่วโมง กรณีความขัดแย้งตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำ IMF เปิดสาเหตุที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ล้มมาได้ถึงตอนนี้ https://thestandard.co/imf-world-economy-not-collapse/ Wed, 14 Oct 2026 06:31:52 +0000 https://thestandard.co/imf-world-economy-not-collapse/ ผู้นำ IMF Kristalina Georgieva กับประเด็นเศรษฐกิจโลกและ 7 เรื่องที่ต้องรับมือ

ในแต่ละปี IMF จะออกเอกสาฉบับหนึ่งชื่อ Global Policy Age […]

The post ผู้นำ IMF เปิดสาเหตุที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ล้มมาได้ถึงตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำ IMF Kristalina Georgieva กับประเด็นเศรษฐกิจโลกและ 7 เรื่องที่ต้องรับมือ

ในแต่ละปี IMF จะออกเอกสาฉบับหนึ่งชื่อ Global Policy Agenda หรือ ‘วาระนโยบายระดับโลก’ ที่สรุปว่าโลกอยู่ตรงไหน และประเทศต่างๆ ควรทำอะไรต่อ

 

 

ปีนี้ Kristalina Georgieva, Managing Director, IMF ใช้ชื่อเอกสารว่า Navigating an Uncertain World หรือ ‘การจัดการโลกที่ไม่แน่นอน’ และมีประโยคหนึ่งที่สรุปภาพได้ชัดที่สุด คือ “โลกรอดพ้นการชะลอตัวมาได้จนถึงตอนนี้” (A global downturn has been avoided for now)

 

คำว่า ‘จนถึงตอนนี้’ คือหัวใจของเรื่อง IMF ไม่ได้บอกว่าวิกฤตกำลังมา แต่กำลังบอกว่าเรารอดมาได้ด้วยกันชนที่เหลือน้อยลงทุกที Georgieva ระบุว่า โลกตอนนี้ไม่มีที่ว่างให้ความประมาทอีกแล้ว

 

แล้วโลกที่รอดมาได้ถึงตอนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร และมีอะไรที่ทุกคนต้องเตรียมรับมือบ้าง

 

1. โลกยังรอด แต่ไม่ได้รอดเท่ากัน

 

ตอนนี้มีสองแรงดึงเศรษฐกิจโลกอยู่พร้อมกัน ฝั่งหนึ่งคือสงครามในตะวันออกกลางและยูเครนที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุดและของแพงขึ้น อีกฝั่งคือ AI ที่ดันการลงทุนและการค้า

 

ผลคือสองแรงหักล้างกันพอดี IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะโต 3.1% เท่ากันทั้งในรอบเดือนเมษายนและตุลาคม

 

ที่โลกยังไม่ทรุด เพราะวิกฤตพลังงานรอบนี้กระทบน้อยกว่าที่กลัว ทั้งจากการปรับตัวของผู้ผลิต การดึงสต๊อกออกมาใช้ การพึ่งน้ำมันที่น้อยลงกว่าในอดีต และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล บวกกับการลงทุนเทคโนโลยีและตลาดหุ้นที่คึกคักช่วยชดเชย

 

แต่ตัวเลขที่นิ่งซ่อนภาพที่แตกต่างกันมากไว้ข้างใต้ และทำให้แต่ละประเทศไหนโลกดูเหมือนจะถูกแบ่งฝั่งชัดเจนขึ้นว่า ใครจะไปต่อได้ และใครกำลังลำบาก

 

ฝั่งที่ไปต่อได้คือ ผู้ส่งออกพลังงานที่อยู่นอกพื้นที่สงคราม ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี และประเทศที่มีเงินสำรองและพื้นที่ทางนโยบายพอรับแรงกระแทก

 

ส่วนฝั่งที่ลำบากคือ ประเทศในพื้นที่สงคราม ผู้นำเข้าพลังงาน ประเทศที่มีกันชนน้อย และประเทศที่แทบไม่ได้อยู่ในวงจร AI

 

IMF เตือนว่าประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบางจำนวนมากอยู่ในกลุ่มหลัง ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน รวมถึงคนรวยกับคนจนภายในประเทศ จึงเสี่ยงที่จะกว้างขึ้นอีก

 

ผู้นำ IMF Kristalina Georgieva กับประเด็นเศรษฐกิจโลกและ 7 เรื่องที่ต้องรับมือ 1

 

2. ของแพงจากสงคราม ซ้ำเติมด้วยเอลนีโญ

 

ความเสี่ยงที่ใกล้ตัวที่สุดคือค่าครองชีพ IMF เตือนว่าหากห่วงโซ่อุปทานยังสะดุดต่อ ผลกระทบจากสงครามอาจรุนแรงขึ้นอีก และกดดันราคาพลังงานและอาหาร

 

ที่หนักกว่านั้น คือปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งกระทบทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และผลผลิตทางการเกษตร สองเรื่องนี้บวกกันอาจทำให้ราคาอาหารแพงต่อเนื่อง และคนที่เจ็บหนักที่สุดคือประเทศและครัวเรือนรายได้น้อย

 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ IMF ย้ำว่าหากจำเป็น ควรเป็น “มาตรการชั่วคราวและตรงกลุ่มอย่างมาก” ช่วยคนที่เปราะบางจริง โดยไม่บิดเบือนกลไกราคา และไม่ใช้เงินรัฐที่เหลือน้อยอยู่แล้วจนหมด

 

3. เงินเฟ้อยังไม่จบ ดอกเบี้ยลดยาก

 

หลังจากเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมายมานาน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นกำลังทำให้การลดเงินเฟ้อของโลกยากขึ้น ธนาคารกลางจึงตกอยู่ในทางแยก จะลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจก็เสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือ

 

IMF จึงมองว่านโยบายการเงินแบบเข้มงวดยังเหมาะสมโดยรวม แต่ควรปรับตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ สำหรับผู้นำเข้าพลังงานที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี และเงินเฟ้อต่ำกว่าหรือเท่าเป้าหมาย ควร ‘ระมัดระวัง’ ในการขึ้นดอกเบี้ย

 

สำหรับผู้ส่งออกพลังงานที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี และเงินเฟ้อเกินเป้าหมาย มีเหตุผล ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ ชัดที่สุด และถ้าหากการคาดการณ์เงินเฟ้อเสี่ยงหลุดกรอบ ก็จำเป็นจะต้องขึ้นดอกเบี้ย

 

อีกคำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือกระแสลงทุน AI จะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยระยะยาว และนโยบายการเงินอย่างไร IMF ยอมรับว่าเรื่องนี้ยังไม่แน่นอน

 

ขณะที่ค่าเงิน IMF อยากให้ปล่อยยืดหยุ่นเพื่อดูดซับแรงกระแทก การแทรกแซงค่าเงินและมาตรการคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายทำได้แค่ชั่วคราว เมื่อค่าเงินเสี่ยงผันผวนรุนแรง และย้ำว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางคือกุญแจของความน่าเชื่อถือ

 

4. หนี้รัฐท่วม กระสุนเหลือน้อย

 

หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ 100% ของ GDP ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนสะสมของการรับมือวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงเงินที่รัฐใช้พยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

ปัญหาซ้อนอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือดอกเบี้ยพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้วที่สูงขึ้น ลามมาถึงตลาดเกิดใหม่ ทำให้ต้นทุนกู้แพงขึ้น ภาระจ่ายหนี้หนักขึ้น และเสี่ยงเงินทุนไหลออก ในช่วงที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศก็หายากขึ้น

 

ชั้นที่สองคือรายจ่ายที่ต้องแข่งกันเพิ่มขึ้นทุกด้าน ทั้งสังคมสูงวัย การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การป้องกันประเทศ ไปจนถึงต้นทุนการลงทุน AI

 

IMF จึงเรียกการแก้ปัญหาการคลังว่า “เร่งด่วนขึ้นเรื่อยๆ” และให้เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่ส่งผลต่อทั้งโลก ทางออกคือปรับฐานะการคลังตามแผนระยะกลางที่น่าเชื่อถือ ปรับระบบภาษีให้ดีขึ้น รวมถึงในยุค AI และจัดลำดับรายจ่ายใหม่ เพื่อรักษาการลงทุนที่สร้างการเติบโตและสวัสดิการที่จำเป็นไว้

 

5. AI เป็นทั้งแรงหนุนและความเสี่ยง

 

AI คือเรื่องที่ Georgieva และงานประชุมในปีนี้พูดถึงมากที่สุด ด้านหนึ่ง AI คือเหตุผลสำคัญที่โลกรอดมาได้ เพราะดันการลงทุนและการค้า และอาจยกระดับผลิตภาพในระยะยาว

 

แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงสองชั้น ชั้นแรกคือความเสี่ยงฝั่งตลาด หากตลาดที่เกี่ยวกับ AI ปรับฐาน อาจทำให้การลงทุนหดตัว และลามไปทั้งเศรษฐกิจและระบบการเงิน

 

ความเสี่ยงชั้นที่สองคือความเสี่ยงฝั่งคน AI อาจทำให้งานและบางอุตสาหกรรมถูกแทนที่ และทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น

 

สิ่งที่น่าสนใจคือคำแนะนำเรื่องตลาดแรงงาน IMF เสนอให้เน้นการ Reskill และ Upskill และ “ช่วยคนทำงานให้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน แทนที่จะรักษาตำแหน่งงานใดตำแหน่งหนึ่งไว้” หมายความว่างานบางตำแหน่งอาจหายไปจริง แต่คนต้องไม่ถูกทิ้ง

 

ส่วนประเทศที่อยากได้ประโยชน์จาก AI ต้องลงทุน 3 อย่าง คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานที่ยั่งยืน และทักษะด้าน AI พร้อมทำให้ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นของคนวงกว้าง ไม่ใช่กำไรของคนกลุ่มเล็ก

 

งานวิจัยของ IMF ชี้ว่าถ้าวางรากฐานถูก AI อาจเพิ่ม GDP ของแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราได้สูงสุด 4% สะสมในทศวรรษหน้า สะท้อนว่าประเทศกำลังพัฒนาก็ได้ประโยชน์จาก AI ได้ ถ้าเตรียมพร้อม

 

6. ระบบการเงินพันกันมากขึ้น และภัยไซเบอร์

 

เรื่องนี้ฟังดูไกลตัว แต่เข้าใจง่ายกว่าที่คิด ตอนนี้รัฐบาล ธนาคาร และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น กองทุนต่างๆ พันกันแน่นขึ้น ถ้าจุดหนึ่งมีปัญหา อาจลามไปทั้งระบบได้เร็วกว่าเดิม

 

IMF จึงเสนอให้คุมการก่อหนี้เกินตัว โดยเฉพาะในการลงทุนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และให้การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ครอบคลุม 5 สถานการณ์ คือ ราคาสินทรัพย์ร่วง ราคาพลังงานพุ่ง ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น การหาเงินทุนยากขึ้น และค่าเงินอ่อน

 

อีกความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นคือภัยไซเบอร์ ซึ่ง IMF เตือนว่า AI กำลังทำให้การโจมตีขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น IMF กำลังศึกษาเรื่องใหม่อย่าง Stablecoin และ AI ที่ทำงานแทนคนได้เอง (Agentic AI) ว่าจะกระทบระบบชำระเงินอย่างไร

 

จุดที่เกี่ยวกับไทยโดยตรงคือ Bangkok Blueprint ที่ Georgieva ระบุไว้ว่ามีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ เสริมความปลอดภัยของการเงินดิจิทัล ยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบการฉ้อโกงทางดิจิทัล

 

7. การค้าโลกแตกขั้ว

 

ความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้ออาจทำให้คอขวดด้านอุปทานแย่ลง นำไปสู่มาตรการกีดกันการค้าเพิ่ม และฉุดเศรษฐกิจโลก ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนรูปแบบการค้าและการลงทุน เพิ่มความเสี่ยงให้ห่วงโซ่อุปทานสินค้าและเทคโนโลยีสำคัญ

 

ปัญหาที่ซ้อนอยู่คือความไม่สมดุลระดับโลก บางประเทศเกินดุลมากเกินไป บางประเทศขาดดุลมากเกินไป ซึ่ง IMF มองว่าเป็นต้นเหตุหนึ่งของความตึงเครียดทางการค้า ทางออกคือประเทศเกินดุลควรกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ส่วนประเทศขาดดุลควรรัดเข็มขัดการคลังและเพิ่มการออม และควรทำพร้อมกันหลายประเทศจะได้ผลดีที่สุด

 

ส่วนนโยบายการค้าและอุตสาหกรรม IMF อยากเห็นแบบที่ตรงเป้า โปร่งใส และไม่สร้างภาระการคลังเกินตัว และควรเลี่ยงนโยบายที่บิดเบือนกลไกตลาดจนส่งผลเสียต่อประเทศอื่น

 

ผู้นำ IMF Kristalina Georgieva กับประเด็นเศรษฐกิจโลกและ 7 เรื่องที่ต้องรับมือ 2

 

 

บทเรียนจากเอเชีย และ 3 ทางออกสำหรับทุกประเทศ

 

ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งหมด GPA ยกเอเชียเป็นตัวอย่าง ในโอกาสที่ประเทศสมาชิก IMF มารวมตัวกันที่ไทย Georgieva บอกว่าการผงาดขึ้นเป็นเครื่องยนต์การเติบโตของโลกของเอเชีย แสดงให้เห็นว่านโยบายและสถาบันที่ดี การเปิดกว้าง และการรวมกลุ่มในภูมิภาค คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและความสามารถในการรับมือวิกฤต

 

ส่วนทางออกสำหรับทุกประเทศ IMF วางหลักไว้ 3 ข้อ

 

  1. กรอบนโยบายที่น่าเชื่อถือ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อเป็นรากฐานรับมือความปั่นป่วน
  2. ภาคเอกชนที่มีพลวัต เป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโต การจ้างงาน และความมั่งคั่ง
  3. ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะแรงกระแทกส่วนใหญ่ข้ามพรมแดน การรับมือก็ต้องข้ามพรมแดนด้วย

 

ภาพ: Athit Perawongmeth / REUTERS

The post ผู้นำ IMF เปิดสาเหตุที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ล้มมาได้ถึงตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
iBank ใช้เวที IMF-WB เปิดทางดึงทุนตะวันออกกลาง ชูไทยเชื่อมมาเลเซีย-อินโดฯ ดัน Islamic Economy https://thestandard.co/ibank-uses-the-imf-wb-forum-to-attract/ Mon, 12 Oct 2026 11:09:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1267738 ภาพ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ iBank พร้อมข้อความเกี่ยวกับโอกาสดึงทุนตะวันออกกลางด้วยการเงินอิสลาม

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank) ใช้โอกาสไทยเป็นเจ้าภา […]

The post iBank ใช้เวที IMF-WB เปิดทางดึงทุนตะวันออกกลาง ชูไทยเชื่อมมาเลเซีย-อินโดฯ ดัน Islamic Economy appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ iBank พร้อมข้อความเกี่ยวกับโอกาสดึงทุนตะวันออกกลางด้วยการเงินอิสลาม

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank) ใช้โอกาสไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 จัดเวทีเชื่อมโยงสถาบันการเงินจากตะวันออกกลาง หวังต่อยอดโอกาสเคลื่อนย้ายเงินทุน พร้อมเสนอไทยจับมือมาเลเซีย-อินโดนีเซีย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอิสลามทั้งระบบ ย้ำต้องสานต่อบทสนทนาหลังจบการประชุม 

 

 
 

วันนี้ (12 ตุลาคม) ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank) มองว่าไทยมีโอกาสดึงดูดเงินทุนจากตะวันออกกลางมากขึ้น ท่ามกลางกระแสการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนในภูมิภาค หลังความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงทรงตัว

 

ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 นี้ ทาง iBank ได้จัด Side Event ด้านการเงินอิสลาม โดยเชิญสถาบันการเงินจากตะวันออกกลางเข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุน  

 

“ในสัปดาห์นี้ ทางธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย นอกจากจะมีการจัดไซด์อีเวนต์แล้วยังจะมีการนัดพบกับธนาคารอีกหลายแห่งจากตะวันออกกลาง ก็มีการรับรอง (Reception) เรียกว่าวันเว้นวันเลยทีเดียว” ดร.ทวีลาภกล่าว

 

โดยหัวข้อหลักของการหารือจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติพลังงานอย่างแข็งแรง ซึ่งจะนำไปสู่หัวข้อเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และความยั่งยืน นอกจากนี้ ดร.ทวีลาภยังเสนอให้ไทยเชื่อมโยงกับประเทศที่มีศักยภาพในด้านการเงินอิสลาม โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินอิสลามที่มีบทบาทและระบบ Halal Certification อย่างชัดเจน รวมถึงอินโดนีเซียที่กำลังขยายบทบาทขึ้นมา

 

“มาเลเซียเป็นศูนย์กลางทางการเงินอิสลามที่ชัดเจนมาก ขณะที่อินโดนีเซียก็กำลังจะไต่ระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ถ้าเราสามารถเชื่อม ‘การเงินอิสลาม’ ได้ในระดับภูมิภาค และเชื่อมกับตะวันออกกลางได้ ประเทศไทยก็จะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ” ดร.ทวีลาภกล่าว

 

ธุรกิจฮาลาล ไม่ได้มีแค่อาหาร

 

ทั้งนี้ ดร.ทวีลาภระบุว่า คนส่วนใหญ่ยังมีภาพจำว่า ‘ธุรกิจฮาลาล’ ต้องเกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งยังไม่ถูกต้อง เพราะยังมีในส่วนของภาคการเงินด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ตลาดทุน รวมถึงระบบสหกรณ์ ซึ่งมีมูลค่าในประเทศรวมทั้งหมดแล้วประมาณ 1 แสนล้านบาท

 

“อาจไม่ใหญ่มาก แต่ ‘การเงินอิสลาม’ ถือเป็นส่วนเสริมที่จะช่วยให้ระบบการเงินของไทยมีความหลากหลายมากขึ้น” ดร.ทวีลาภกล่าว

 

นอกจากภาคการเงินแล้ว เศรษฐกิจอิสลามยังครอบคลุมอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อาหารฮาลาล การท่องเที่ยว และการแพทย์อีกด้วย

 

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีความเข้าใจผิดอีกว่า iBank ให้บริการเฉพาะชาวมุสลิม ซึ่งดร.ทวีลาภระบุว่า ธนาคารมีสัดส่วนของลูกค้าที่นับถือศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่อิสลามราวครึ่งหนึ่งของลูกค้าทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง บริการทางการเงินของ iBank มีลักษณะใกล้เคียงกับธนาคารทั่วไป เพียงแต่ดำเนินงานภายใต้หลัก ‘ชารีอะห์’ เท่านั้น

 

The post iBank ใช้เวที IMF-WB เปิดทางดึงทุนตะวันออกกลาง ชูไทยเชื่อมมาเลเซีย-อินโดฯ ดัน Islamic Economy appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติดัน ‘Bangkok Blueprint’ บนเวที IMF-World Bank Annual Meeting 2026 สกัดสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน https://thestandard.co/bot-bangkok-blueprint-imf-world-bank/ Mon, 12 Oct 2026 10:55:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1267730 ภาพประกอบแนวคิด Bangkok Blueprint ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสกัดกั้นมิจฉาชีพข้ามพรมแดน

วันนี้ (12 ตุลาคม) ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ […]

The post แบงก์ชาติดัน ‘Bangkok Blueprint’ บนเวที IMF-World Bank Annual Meeting 2026 สกัดสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Bangkok Blueprint ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสกัดกั้นมิจฉาชีพข้ามพรมแดน

วันนี้ (12 ตุลาคม) ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หนึ่งไฮไลต์ที่ ธปท. ต้องการนำเสนอในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (the 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) คือ ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการภัยการเงินดิจิทัล หลัง ธปท. ตระหนักได้ว่า การเงินดิจิทัล (Digital Finance) ที่พัฒนาไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นผลข้างเคียงจากมิจฉาชีพ ที่มาใช้ประโยชน์จากความรวดเร็วของการเงินดิจิทัล

 

นอกจากนี้ ธปท. ยังมองว่า เรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาสักพักแล้ว ขณะที่หลอกลวงหรือการโกง (fraud/scam) ยังเพิ่งเริ่มมีการพูดคุย โดยเฉพาะการพูดคุยระหว่างประเทศยังมีน้อยมาก

 

ธปท. จึงอยากหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อหนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการปรับกฎเกณฑ์ ต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้ผู้ทุจริตนำเงินจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศได้ง่าย

 

ดังนั้น ธปท. จึงต้องการทำหลักการ (Principle) หรือแนวทางเหล่านี้ขึ้นมาในกรอบกว้างๆ เพื่อให้สมาชิกที่มาประชุมนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศตนเองได้

 

“ถ้าทุกประเทศร่วมมือกันพยายามที่จะสกัดการหลอกลวงหรือฉ้อโกงข้ามพรมแดน (Cross Border) ถ้าเราทำได้ดีขึ้น ก็หวังว่าอย่างน้อย มิจฉาชีพอาจจะลำบากขึ้น นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งก็คือ การสร้างการตระหนักรู้ของประชาชนเองด้วย” ดร.ชญาวดี กล่าว

 

โฆษก ธปท. ยังตอบกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียว่า โดยระบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่ ธปท. จับตาดูอยู่ และอยู่ระหว่างการประเมิน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักเดินทางและราคาพลังงาน

 

ดร.ชญาวดี ยังกล่าวว่า ในช่วงสิ้นเดือนนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางคงจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน เนื่องจากคาดว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อของประเทศ

The post แบงก์ชาติดัน ‘Bangkok Blueprint’ บนเวที IMF-World Bank Annual Meeting 2026 สกัดสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านย้ำ การทูตเท่านั้นที่จะช่วยลดความขัดแย้ง หลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพ https://thestandard.co/iran-diplomacy-trump-rejects-peace/ Mon, 28 Sep 2026 07:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1260806 ภาพการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ

เมื่อวานนี้ (27 กันยายน) อิหร่านยืนยันว่า แนวทางการทูตแ […]

The post อิหร่านย้ำ การทูตเท่านั้นที่จะช่วยลดความขัดแย้ง หลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ

เมื่อวานนี้ (27 กันยายน) อิหร่านยืนยันว่า แนวทางการทูตและการเจรจาเท่านั้น ที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งและทางตันระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอลได้ โดย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ต่างระบุว่า พร้อมเจรจาในประเด็นที่เห็นพ้องร่วมกัน รวมถึงประเด็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ แต่จะไม่ยอมรับการข่มขู่หรือบีบบังคับใดๆ

 

อิหร่านได้เสนอแผนสันติภาพต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 81 ที่มหานครนิวยอร์ก โดยส่งผ่านกาตาร์ซึ่งเป็นตัวกลาง ข้อเสนอนี้กำหนดระยะเวลาถอยหลัง 7 วัน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและพักการสู้รบในภูมิภาคอย่างเป็นขั้นตอน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ อิหร่านยังได้หารือเกี่ยวกับเส้นทางยุทธศาสตร์นี้กับซาอุดีอาระเบียด้วย

 

ท่าทีและการตอบรับของสหรัฐฯ

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน โดยอ้างว่า อิหร่านเร่งรัดทำข้อตกลงเพราะกำลังตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังและพ่ายแพ้อย่างหนัก

 

สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบให้อิหร่านหยุดการโจมตีเรือ ทั้งนี้ มีรายงานว่า ทรัมป์สงสัยว่าอิหร่านจะไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง และส่งสัญญาณกับเจ้าหน้าที่ว่า อาจมีการโจมตีระลอกใหม่ หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

แม้ทรัมป์จะประกาศปฏิเสธออกสื่อ แต่อิหร่านระบุว่า ยังไม่ได้รับหนังสือปฏิเสธอย่างเป็นทางการจากตัวกลาง และกำลังรอคำตอบที่ชัดเจน เพื่อตัดสินใจขั้นต่อไป ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนเคยประเมินการหารือผ่านตัวกลางว่าเป็นไปในลักษณะ “เป็นบวกและสร้างสรรค์”

 

ที่ผ่านมา การรบกวนเส้นทางขนส่งพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น ‘อำนาจต่อรองหลัก’ ของอิหร่าน เนื่องจากเส้นทางนี้เคยใช้ขนส่งน้ำมันและก๊าซถึง 20% ของโลก ก่อนเกิดสงคราม ซึ่งปัจจุบันการเดินเรือในภูมิภาคนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ทรัมป์จะอ้างซ้ำๆ ว่า สหรัฐฯ สามารถควบคุมเส้นทางน้ำแห่งนี้ได้แล้วก็ตาม

 

แฟ้มภาพ: Hassen Mrad / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post อิหร่านย้ำ การทูตเท่านั้นที่จะช่วยลดความขัดแย้ง หลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา https://thestandard.co/unga-world-leaders-war-issues/ Mon, 21 Sep 2026 04:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1257475 ภาพการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีผู้นำกำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (21 กันยายน) บรรดาผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุมสมัชชา […]

The post ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีผู้นำกำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (21 กันยายน) บรรดาผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ครั้งที่ 81 ณ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22-28 กันยายนนี้ ท่ามกลางวิกฤตสงครามและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

 

 
 

การประชุม UNGA81 ครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาที่วิกฤตระเบียบโลกเก่า (Pax Americana) กำลังเสื่อมถอยลง โดยที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหวนคืนสู่เวทีนี้อีกครั้ง หลังดำเนินนโยบายโจมตีระบบ UN อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวออกจากสนธิสัญญาและองค์กรสากลหลายแห่ง รวมถึงตัดงบประมาณสนับสนุน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) อย่างมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะยอมจ่ายเงินสนับสนุน 725 ล้านดอลลาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียสิทธิออกเสียงในสมัชชาใหญ่ แต่ยังคงค้างชำระงบประมาณอีกกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ UN เผชิญภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรงและการตั้งคำถามถึงบทบาทความสำคัญขององค์การ

 

นอกจากนี้ ‘การทูตทวิภาคี’ บดบังเวทีพหุภาคี โดยจะเห็นได้จาก สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลือกที่จะข้ามการเข้าร่วมประชุม UNGA ในนิวยอร์ก แต่เดินทางไปเจรจาตัวต่อตัวกับทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แทน สะท้อนถึงแนวโน้มในปัจจุบันที่มหาอำนาจให้ความสำคัญกับการเมืองทวิภาคี ‘มากกว่า’ เวทีพหุภาคี

 

โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมประชุม UNGA81 ครั้งนี้ด้วย เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และดิจิทัล

 

ประเด็นน่าจับตามีอะไรบ้าง

 

  • สงครามรัสเซีย-ยูเครนและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

เป็นหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจะถูกหยิบยกมาหารือกัน หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อและดำเนินมานานกว่า 4 ปี ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความมั่นคงทางอาหารและราคาพลังงาน โดย โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และ เซอเกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียมีกำหนดขึ้นกล่าวบนเวที UNGA ปีนี้ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ยังไม่สามารถหาทางออก เพื่อยุติความขัดแย้งได้ เนื่องจากรัสเซียใช้สิทธิวีโต้ (Veto)

 

  • สงครามในตะวันออกกลาง

 

การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงานและเสถียรภาพระดับโลก รวมถึงการคุกคามเส้นทางขนส่งสินค้าในช่องแคบ Bab el-Mandeb โดยกลุ่มกบฏฮูตี ทั้งนี้ ต้องจับตาการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล รวมถึงกรณีที่ มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ถูกสหรัฐฯ ปฏิเสธวีซ่า จนต้องกล่าวสุนทรพจน์ผ่านระบบวิดีโอ

 

สงครามครั้งนี้ทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ติดหล่มในสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางนานหลายเดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งมิดเทอมครั้งสำคัญในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ยังไม่นับรวมปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในตะวันออกกลางที่มีส่วนบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคนี้ เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูตีกับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ทำให้การแก้ไขปัญหามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

  • การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance)

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และบรรดาผู้นำภาคเทคโนโลยี ต่างเรียกร้องให้มีการสร้างกรอบกำกับดูแล AI ในระดับสากล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เทคโนโลยีจะหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

 

ในขณะที่ทรัมป์ ‘คัดค้าน’ แนวคิดนี้ โดยมองว่า ความเสี่ยงจาก AI เป็นเรื่องลวงโลก (Hoax) และเตือนว่า การควบคุมจะทำให้จีนได้เปรียบและครองอำนาจนำในวงการ AI โลก ซึ่งนั่นอาจทำให้การขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการกำกับดูแล AI บนเวที UNGA ปีนี้ เต็มไปด้วยความท้าทายและเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

  • การสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่

 

เนื่องจาก อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN จะหมดวาระลงสิ้นปี 2026 จึงได้เริ่มต้นกระบวนการสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่แล้ว ตัวอย่างผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำ UN เช่น ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จากอาร์เจนตินา, มารีอา เฟร์นันดา เอสปิโนซา อดีตประธานสมัชชาใหญ่ (UNGA) และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจากเอกวาดอร์, คาโรลิน โรดริเกส-เบอร์เกตต์ ผู้แทนถาวรกายอานาประจำ UN และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจากกายอานา เป็นต้น โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

 

ขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้แสดงจุดยืนต้องการลดบทบาท UN ให้เหลือเพียงภารกิจพื้นฐานด้านความมั่นคง และมีแนวโน้มจะใช้วีโต้คัดค้านแคนดิเดตที่มีแนวคิดก้าวหน้า ซึ่งอาจยิ่งทำให้การสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Selcuk Acar / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การบินไทย’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลางกลับมารุนแรง ดันราคาน้ำมันผันผวน เดินหน้าทำ Hedging น้ำมันแล้วกว่า 40-50% ถึงสิ้นปีนี้ พร้อมรุกหนักเส้นทางบินเอเชีย https://thestandard.co/thai-airways-oil-hedging-asia-expansion/ Fri, 18 Sep 2026 03:40:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1256616 ภาพ ชาย เอี่ยมศิริ และ กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ผู้บริหารการบินไทย

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ประกาศทิศทาง แ […]

The post ‘การบินไทย’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลางกลับมารุนแรง ดันราคาน้ำมันผันผวน เดินหน้าทำ Hedging น้ำมันแล้วกว่า 40-50% ถึงสิ้นปีนี้ พร้อมรุกหนักเส้นทางบินเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชาย เอี่ยมศิริ และ กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ผู้บริหารการบินไทย

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ประกาศทิศทาง และ แผนธุรกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยประเมินว่าภาพรวมรายได้รวมทั้งปีนี้มีแนวโน้มเติบโตทะลุเป้าหมาย 2 แสนล้านบาท พร้อมทั้งเน้นรักษาระดับเงินสดให้สูงกว่า 1.2 แสนล้านบาท รวมทั้งเดินทำ Hedging รับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ราคาผันผวนจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนรุกหนักทั้งการเปิดเส้นทางบินใหม่ และเพิ่มความถี่เส้นทางบินเดิมในเอเชียที่ดีมานด์กำลังเติบโต

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานว่า ในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นช่วง Low Season การบินไทยยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ที่ราว 1,500 ล้านบาท ขณะที่ฐานะการเงินและสภาพคล่องปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงินสดในมือสูงขึ้นกว่าระดับไตรมาส 2 ซึ่งเคยอยู่ที่มากกว่า 120,000 ล้านบาท

 

การบินไทยให้ความสำคัญกับกำไรและความยั่งยืน (Yield Management) มากกว่าการดัมพ์ราคาแข่งเพื่อดึงเงินสด เนื่องจากสภาพคล่องที่มีอยู่อย่างเพียงพอทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องตัดราคาในตลาดจนบาดเจ็บ แต่สามารถยึดมั่นในกลยุทธ์สายการบินแบบ Full Service ที่มุ่งสร้างรายได้ต่อหัวที่เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เร่งขยายเส้นทางบินเอเชีย – อัด Capacity ไตรมาส 3/69 รับดีมานด์

 

สำหรับการดำเนินงานในเชิงเครือข่ายการบิน การบินไทยมุ่งเน้นการขยายเส้นทางและเพิ่มความถี่การบินในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาดสำคัญอย่างจีน อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งมีการเพิ่มทั้งความถี่เที่ยวบินและเปิดเมืองบินใหม่ๆ เพื่อรองรับปริมาณการเดินทางที่เติบโตสูง

 

  • มีเพิ่ม Capacity ไตรมาส 3/2569 โดยการบินไทยวางแผนเพิ่มปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (Capacity) ในไตรมาส 3/2569 ให้สูงขึ้นกว่าไตรมาส 2/2569 เพื่อตอบรับการฟื้นตัวของตลาด
  • เสริมฝูงบินใหม ซึ่งการบินไทยทยอยรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบรุ่นใหม่ Airbus A321neo ซึ่งปัจจุบันนำเข้ามาแล้ว 9 ลำ และจะเพิ่มเป็น 15 ลำภายในสิ้นปี 2569 โดยมีเป้าหมายระยะยาวรวม 32 ลำ เพื่อให้บริการในเส้นทางระยะสั้นถึงกลาง
  • ปรับปรุงฝูงบินนำมาปรับใช้ใหม่ โดยบริษัทได้นำเครื่องบิน Boeing 787 ที่นำกลับมาจากสัญญาเช่าเดิม มาทำการปรับปรุงห้องโดยสารและติดตั้งเก้าอี้ใหม่เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อนำมาบินชดเชยในเส้นทางระยะกลาง และเกลียดเครื่องบินเดิมไปขยายในเส้นทางระยะไกล

 

รับมือราคาน้ำมันผันผวน – ทำ Hedging แล้วกว่า 40-50% ถึงสิ้นปี 2569

 

ด้านต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเครื่องบินที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 3/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ชาย เอี่ยมศิริ ระบุว่า การบินไทยมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยทำการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) ครอบคลุมไปแล้วกว่า 40% ถึง 50% ของปริมาณน้ำมันที่ต้องใช้สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 ควบคู่กับการส่งผ่านต้นทุนบางส่วนผ่านค่าธรรมเนียมน้ำมันตามกลไกตลาด ส่วนแผนการทำ Hedging สำหรับปี 2570 บริษัทจะทยอยดำเนินการตามความเหมาะสมของสถานการณ์

 

ภาพ ชาย เอี่ยมศิริ และ กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ผู้บริหารการบินไทย 1

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI

 

พลิกวิกฤตสายการบิน Low-Cost เป็นโอกาสสร้างการเติบโต

 

เมื่อมองภาพรวมอุตสาหกรรมการบิน ความท้าทายสำคัญคือปัญหาการจัดหาเครื่องบินที่ล่าช้าทั่วโลก โดยสล็อตการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ต้องใช้เวลารอนานหลายปี เช่น Boeing 787 ต้องรอคิวนานถึง 5 ปี หรือ Boeing 777X ต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี ประกอบกับสายการบินต้นทุนต่ำ หลายแห่งเริ่มประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างหนัก ทั้งเรื่องอุปทานเครื่องบินและผลประกอบการขาดทุน

 

การบินไทยมองว่า ปัญหาอุปทานและวิกฤตของสายการบิน Low-Cost ถือเป็นโอกาสของการบินไทย โดยพลิกวิกฤตสายการบิน Low-Cost เป็นโอกาสสร้างการเติบโต โดยหากสายการบินอื่นต้องลดเที่ยวบินหรือถอนตัวออกจากเส้นทางบินเนื่องจากขาดแคลนเครื่องบิน การบินไทยซึ่งมีความพร้อมด้านฝูงบินและการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น จะสามารถเข้าไปบินแทนที่เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในเส้นทางเหล่านั้นได้ทันที

 

เคลียร์ชัดปมสรรหา CEO คนใหม่ – ‘ชาย’เผยยังไม่ตัดสินใจยื่นสมัคร

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สปอตไลต์จับจ้อง คือกรณีที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ ระหว่างวันที่ 7-27 กันยายน 2569 เพื่อเตรียมรับตำแหน่งต่อจาก ชาย เอี่ยมศิริ ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2570

 

ชาย ได้ให้ความเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจยื่นสมัคร แต่ด้านคุณสมบัติ เช่น เรื่องอายุของตนเอง ปัจจุบันอายุประมาณ 64 ปี ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถยื่นสมัครได้ตามข้อกำหนด ไม่เกิน 65 ปี ณ วันสมัคร ทั้งนี้จึงมีระยะเวลาให้พิจารณายื่นใบสมัครถึงวันที่ 27 กันยายนนี้

 

เปิดแผนรับตารางการบินฤดูหนาว ลุยเพิ่มเส้นทางบินใหม่ พร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบิน

 

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ระบุว่า ในตารางการบินฤดูหนาว ปี 2569/2570 ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ถึง 27 มีนาคม 2570 การบินไทยจะให้บริการรวม 66 เส้นทาง ครอบคลุมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและภายในประเทศ

 

หนึ่งในเส้นทางใหม่คือ กรุงเทพฯ-ดานัง ประเทศเวียดนาม ให้บริการไป-กลับสัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2569 เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้โดยสารทั้งกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจ และรองรับความต้องการเดินทางระหว่างไทยและเวียดนามที่เพิ่มขึ้น โดยดานังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเวียดนาม

 

พร้อมกันนี้ การบินไทยจะเพิ่มความถี่เที่ยวบินในกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กรุงเทพฯ–เวียงจันทน์ และกรุงเทพฯ–ย่างกุ้ง เป็นสัปดาห์ละ 21 เที่ยวบินต่อเส้นทาง ขณะที่เส้นทาง กรุงเทพฯ–เสียมราฐ ให้บริการสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน

 

สำหรับเครือข่ายการบินสู่ยุโรป การบินไทยให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ–อัมสเตอร์ดัม สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน เพื่อรองรับการเดินทางระหว่างประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ รวมถึงการเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญในยุโรป พร้อมเพิ่มความถี่เส้นทาง กรุงเทพฯ–มิวนิก เป็นสัปดาห์ละ 10 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ–ซูริก เป็นสัปดาห์ละ 11 เที่ยวบิน และกรุงเทพฯ–ปารีส เป็นสัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน

 

ภาพ ชาย เอี่ยมศิริ และ กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ผู้บริหารการบินไทย 2

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI

 

ขณะที่ในเอเชีย การบินไทยจะกลับมาให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ–เซี่ยเหมิน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน สอดคล้องกับการขยายเครือข่ายและฝูงบิน เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเดินทางแก่ผู้โดยสาร

 

นอกเหนือจากการขยายเครือข่ายบิน การบินไทยยังพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้โดยสารแต่ละกลุ่ม โดยนำเสนอ Junior Sky Explorers โครงการสำหรับเด็กและครอบครัวที่ผสานการเรียนรู้เข้ากับความสนุกในโลกการบิน ผ่านสื่อและกิจกรรมบนระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบิน (In-flight Entertainment: IFE) ผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกจาก THAI Sky Shop รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มเด็ก เพื่อสร้างความผูกพันกับผู้โดยสารรุ่นใหม่ในระยะยาว

 

ด้านผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว โปรแกรมท่องเที่ยวเอื้องหลวง Royal Orchid Holidays นำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวปากีสถานแบบเจาะลึก ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ท้องถิ่นที่ได้รับการคัดสรร เพื่อเชื่อมโยงบริการเที่ยวบินกับประสบการณ์ ณ จุดหมายปลายทางอย่างครบวงจร

 

การบินไทยเชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงเครือข่ายเส้นทางบินที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการบินไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารและพันธมิตรทั่วโลก

The post ‘การบินไทย’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลางกลับมารุนแรง ดันราคาน้ำมันผันผวน เดินหน้าทำ Hedging น้ำมันแล้วกว่า 40-50% ถึงสิ้นปีนี้ พร้อมรุกหนักเส้นทางบินเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเบื้องหลัง ‘การทูตพลังงานญี่ปุ่น’ รับมือวิกฤตอย่างไร ในวันที่ความมั่นคงของชาติผูกกับเอเชีย https://thestandard.co/japan-energy-diplomacy-asia-security/ Tue, 15 Sep 2026 09:05:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1255274 ภาพประกอบการทูตพลังงานของญี่ปุ่นและความร่วมมือในเอเชีย

ย้อนกลับไปใน 50 ปีก่อน วิกฤตน้ำมันบีบให้ญี่ปุ่นต้องเปลี […]

The post เจาะเบื้องหลัง ‘การทูตพลังงานญี่ปุ่น’ รับมือวิกฤตอย่างไร ในวันที่ความมั่นคงของชาติผูกกับเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการทูตพลังงานของญี่ปุ่นและความร่วมมือในเอเชีย

ย้อนกลับไปใน 50 ปีก่อน วิกฤตน้ำมันบีบให้ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องพลังงานครั้งใหญ่ ตั้งแต่การกระจายแหล่งนำเข้า สร้างคลังสำรอง ไปจนถึงลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ทว่าในวันนี้ บทเรียนชุดเดิมกำลังถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้ง หลังวิกฤตตะวันออกกลางนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบกับญี่ปุ่นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ วัตถุดิบปิโตรเคมี และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

 

แต่รอบนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้มองแค่การป้องกันตัวเอง เพราะเศรษฐกิจของประเทศผูกกับเอเชียมากกว่าครึ่งศตวรรษก่อน หากประเทศรอบข้างขาดพลังงาน โรงงานหยุดผลิต หรือการขนส่งสะดุด ผลกระทบก็ย้อนกลับมาถึงญี่ปุ่นได้ทันที

 

เหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำถามใหญ่บนเวที Japan Energy Strategic Programme ที่งาน Gastech 2026 ว่า บทเรียนที่ญี่ปุ่นสั่งสมมาตลอด 50 ปี จะถูกเปลี่ยนเป็นกลไกสร้างความมั่นคงให้ทั้งภูมิภาคได้อย่างไร ตั้งแต่ POWERR Asia การสำรองน้ำมัน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ ไปจนถึงบทบาทของญี่ปุ่นในอาเซียนและตะวันออกกลาง

 

จากบทเรียนวิกฤตน้ำมัน สู่ POWERR Asia ญี่ปุ่นกำลังสร้างเกราะพลังงานให้อาเซียนอย่างไร

 

หากย้อนกลับไปในทศวรรษ 1970 ญี่ปุ่นเคยเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่จากวิกฤตน้ำมันครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อโครงสร้างพลังงานของประเทศยังพึ่งพาน้ำมันอย่างหนัก เช่น 70% ของการผลิตไฟฟ้าขึ้นอยู่กับน้ำมัน ขณะที่มากกว่า 90% ของน้ำมันที่ใช้มาจากตะวันออกกลาง

 

โนบุโอะ ทานากะ อดีตผู้อำนวยการบริหารขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เล่าว่า วิกฤตครั้งนั้นบีบให้ญี่ปุ่นต้องเร่งกระจายแหล่งพลังงานครั้งใหญ่ ทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทาน LNG การเพิ่มการใช้ถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมทั้งออกกฎหมายสำรองน้ำมันในปี 1975 เพื่อสร้างเกราะป้องกันอีกชั้น หากแหล่งพลังงานจากต่างประเทศสะดุดอีกในอนาคต

 

ทว่าเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ ระบบดังกล่าวถูกทดสอบอีกครั้งจากวิกฤตตะวันออกกลางรอบล่าสุด แม้จะเตรียมตัวอย่างหนัก แต่ เท็ตสึยะ อาซูมะ ผู้อำนวยการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ระบุว่า ญี่ปุ่นยังมีจุดเปราะบางสำคัญอยู่ โดยเฉพาะการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพราะหากดูจากสถิติปี 2025 น้ำมันดิบที่ญี่ปุ่นนำเข้าต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 93%

 

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมองว่า การมีน้ำมันสำรองไม่ได้รับประกันความมั่นคงของเศรษฐกิจทั้งหมด เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่นผูกติดกับประเทศอื่นในเอเชียอย่างลึกซึ้ง หากประเทศอื่นขาดพลังงาน โรงงานหยุดผลิต หรือการขนส่งสะดุด ผลกระทบก็จะย้อนกลับมาถึงเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง

 

จากบริบทรอบข้าง ญี่ปุ่นจึงนำบทเรียนดังกล่าวมาตั้งโครงการ POWERR Asia คือ การนำประสบการณ์ด้านระบบสำรองน้ำมันไปช่วยประเทศอื่นในเอเชีย เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถมีทางเลือกมากขึ้น หากเส้นทางนำเข้าถูกตัดขาด หรือการขนส่งพลังงานเกิดปัญหา

 

ในประเด็นดังกล่าว อาซูมะระบุว่า ญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลืออาเซียนได้ 2 ประการ ได้แก่

 

  • Hardware คือ เงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านพลังงาน

 

  • Software หรือองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและบริหารระบบสำรองน้ำมัน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรผ่าน JOGMEC สำหรับประเทศที่ยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากนัก

 

ขณะเดียวกัน ทานากะชี้ว่า โครงการ POWERR Asia ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนเข้ามาช่วยรองรับความเสี่ยงของโครงการ

 

เขายังยกตัวอย่างว่า หากอาเซียนเดินหน้าความร่วมมือในการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง ญี่ปุ่นก็จะสามารถนำเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่สะสมมาตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 มาส่งต่อให้กับประเทศในภูมิภาคได้

 

อาเซียนมองญี่ปุ่นอย่างไรในวิกฤตน้ำมันครั้งนี้

 

เมื่อถูกถามว่า อาเซียนมีท่าทีต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างไร ด้าน เท็ตสึยะ วาตานาเบะ (Tetsuya Watanabe) ประธาน Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) วิเคราะห์ว่า อาเซียนรับมือกับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ได้ค่อนข้างดี

 

เขายกตัวอย่างการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน เรียกร้องให้สมาชิกประเทศพิจารณาความร่วมมือหลายเรื่อง โดยหนึ่งในการหารือ คือ แนวคิดเรื่องคลังสำรองน้ำมันร่วมของอาเซียน

 

วาตานาเบะระบุว่า แม้การสร้างระบบดังกล่าวจะไม่ง่าย แต่ท่าทีดังกล่าวเป็นสัญญาณสำคัญของความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นรูปธรรมอย่างการสำรองน้ำมัน พร้อมทั้งคาดเดาว่า วาระพลังงานจะยังคงถูกพูดถึงในการประชุมอาเซียนเดือนพฤศจิกายนนี้

 

วาตานาเบะยังตั้งข้อสังเกตว่า อาเซียนคาดหวังกับโครงการ POWERR Asia ของญี่ปุ่นในระดับสูง เนื่องจากข้อริเริ่มนี้เกิดขึ้นในบริบทสำคัญอย่างการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้บางประเทศต้องเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานอย่างรุนแรง เช่น ฟิลิปปินส์ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว

 

วาตานาเบะยังสรุปว่า อาเซียนมอง POWERR Asia ไม่ใช่แค่ในฐานะโครงการระยะยาวที่อยู่ห่างไกลจากความเป็นจริง แต่เป็นกลไกรับมือกับวิกฤตอย่างเร่งด่วนเช่นกัน

 

แม้เตรียมตัวรับมือวิกฤต แต่ญี่ปุ่นก็ยังเจอปัญหา

 

นอกจากวิกฤตน้ำมัน ญี่ปุ่นก็ยังเผชิญปัญหาสำคัญอย่างการขาดแคลนแนฟทา (Naphtha) วัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยทานากะในฐานะผู้ดำเนินรายการได้ตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดประเทศที่มีน้ำมันสำรองจำนวนมากจึงมีปัญหาในเรื่องนี้

 

อาซูมะตอบคำถามว่า หากมองในภาพรวม ญี่ปุ่นไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนแนฟทา เพราะปริมาณที่มีอยู่ในระบบยังเพียงพอ แต่ปัญหาเกิดจาก ‘ความไม่แน่นอน’ และ ‘ความกังวล’ ในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนกักตุนสินค้ามากกว่าปกติ ขณะที่บางรายไม่ต้องการปล่อยสินค้าออกมา ส่งผลให้การไหลเวียนของสินค้าในตลาดติดขัด

 

ส่วนปัญหาอีกด้านมาจากโครงสร้างการกลั่นของญี่ปุ่นเอง แม้ประเทศจะมีกำลังการกลั่นเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอื่นๆ เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศเพียงพอ แต่สามารถผลิตแนฟทาได้แค่ 40% จากความต้องการทั้งหมด ส่วนอีกประมาณ 60% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่นั้นคือตะวันออกกลาง ทำให้ญี่ปุ่นต้องหาแหล่งทดแทนจากอเมริกาเหนือแทน

 

อาซูมะเล่าว่า ญี่ปุ่นเผชิญสถานการณ์แนฟทาตึงตัวมากที่สุดในช่วงเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน โดยยกกรณีบริษัทผู้ผลิตมันฝรั่งทอดที่ออกแถลงการณ์ขอใช้บรรจุภัณฑ์สีขาว-ดำ หลังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนหมึกพิมพ์ ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหาในห่วงโซ่อุปทานสามารถส่งต่อไปถึงสินค้าในชีวิตประจำวันได้

 

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นกำลังพิจารณามาตรการใหม่ 4 ด้าน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาว ได้แก่

 

  • การสร้างแรงจูงใจให้ผู้นำเข้ากระจายแหล่งนำเข้าออกจากเส้นทางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

  • การสนับสนุนการลงทุนในโรงงานแยกโมเลกุลแนฟทา (Naphtha Cracker) เพื่อให้มีวัตถุดิบชนิดอื่นในการผลิตปิโตรเคมี

 

  • การเพิ่มปริมาณสำรองสินค้าช่วงกลางน้ำและปลายน้ำในห่วงโซ่อุปทาน

 

  • การปรับวิธีคำนวณปริมาณน้ำมันดิบสำรองของประเทศให้ครอบคลุมความต้องการสำหรับการผลิตแนฟทามากขึ้น

 

วิกฤตน้ำมันอาจเร่งโลกเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า ญี่ปุ่นจะอยู่รอดอย่างไร

 

จากประเด็นความมั่นคงของอุปทานพลังงาน วงสนทนาขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า วิกฤตน้ำมันอาจเร่งให้โลกเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) เร็วขึ้นหรือไม่ หลังการใช้ไฟฟ้ากำลังมีบทบาทมากขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์

 

ทานากะยังอ้างมุมมองของ IEA ว่า วิกฤตน้ำมันครั้งนี้มีแนวโน้มเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชีย ยุโรป ลาตินอเมริกา และออสเตรเลียกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับญี่ปุ่น เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์สำคัญด้านความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย ในฐานะฐานสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น

 

ทานากะระบุว่า รถยนต์ญี่ปุ่นเคยมีส่วนแบ่งตลาดในไทยประมาณ 90-95% แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ราว 70% โดย IEA ประเมินว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวอาจลดลงเหลือประมาณ 60%

 

เขายังย้ำว่า หากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเดินหน้าเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเอื้อประโยชน์ต่อจีน เนื่องจากมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง พร้อมโยนคำถามต่อว่า ญี่ปุ่นจะยังสามารถแข่งขันและอยู่รอดอย่างไร ในโลกที่ระบบพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนไปสู่การใช้ไฟฟ้ามากขึ้น

 

วาตานาเบะตอบคำถามว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โดยเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากแต่ละประเทศยังมีเงื่อนไขด้านทรัพยากร โครงสร้างอุตสาหกรรม และระบบพลังงานแตกต่างกัน ทำให้ต้องมีทางเลือกหลายรูปแบบ

 

หนึ่งในทางเลือกที่เขายกขึ้นมาคือ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) โดยประเทศไทยและอินโดนีเซียต่างมีศักยภาพด้านเชื้อเพลิงชีวภาพในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศได้ แต่ทางเลือกดังกล่าวจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาคการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารควบคู่กันไป

 

ส่วนอาซูมะย้ำแนวคิด ‘ทางเลือกที่หลากหลาย’ (Various Pathways) โดยระบุว่า ญี่ปุ่นต้องการรักษาทางเลือกด้านพลังงานและการคมนาคมไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด ไฮโดรเจน ไปจนถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงยุคใหม่

 

เขายังย้ำว่า แต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางการเปลี่ยนผ่านแบบเดียวกันทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนาทางเลือกที่เหมาะกับบริบทของแต่ละภูมิภาค และสร้างความสามารถในการแข่งขันในเทคโนโลยีหลายประเภทไปพร้อมกัน

 

หรืออาเซียนอาจต้องหันกลับมามองพลังงานนิวเคลียร์

 

ประเด็นต่อมาที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง คือ บทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ในระบบไฟฟ้าของอาเซียน โดยเฉพาะเตาปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่

 

ทานากะในฐานะผู้ดำเนินรายการ แสดงจุดยืนสนับสนุนให้อาเซียนนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในอนาคต โดยเสนอว่า ประเทศสมาชิกควรพิจารณาจัดทำนโยบายนิวเคลียร์ร่วมกัน ตั้งแต่การเลือกเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ที่มีมาตรฐานเดียวกัน การใช้ระบบกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน

 

เขามองว่า การสร้างมาตรฐานร่วม คือ หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนของพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมยกญี่ปุ่นเป็นบทเรียนว่า ที่ผ่านมา ประเทศมีเตาปฏิกรณ์หลายประเภท ผู้ผลิตหลายราย และมาตรฐานทางเทคนิคแตกต่างกัน จนทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

อดีต ผอ. IEA ยังระบุอย่างชัดเจนว่า อาเซียนควรใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต โดยที่ญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลือในการถอดบทเรียน โดยเฉพาะประสบการณ์จากอุบัติเหตุฟุกุชิมะ เพื่อช่วยให้ประเทศอาเซียนหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ

 

ขณะที่วาตานาเบะระบุว่า ปัจจุบัน บางประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง แต่ยังต้องประเมินหลายปัจจัย ทั้งความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง การเลือกเทคโนโลยี และการยอมรับจากชุมชนในพื้นที่

 

ญี่ปุ่น-อาเซียน ร่วมมือกันเพื่อเป็นมากกว่าผู้ซื้อพลังงาน?

 

ในช่วงท้ายของวงสนทนา ทานากะตั้งคำถามใหญ่ว่า ญี่ปุ่นจะสามารถมีบทบาทต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลางอย่างไร โดยมองจากในฐานะ ‘แหล่งพลังงานสำคัญของเอเชีย’

 

อดีต ผอ.​ IEA ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียหลายแห่งกำลังใช้รายได้จากน้ำมันและก๊าซไปลงทุนในพลังงานรูปแบบใหม่ ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน นิวเคลียร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเรียกกลุ่มประเทศลักษณะนี้ว่า ‘รัฐที่มีน้ำมันและก๊าซเป็นฐานเศรษฐกิจ’ (Hybrid Electro-Petro State) แต่ก็พยายามลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานและรูปแบบเศรษฐกิจใหม่

 

ในส่วนนี้ ทานากะวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยากที่จะประสบความสำเร็จ หากภูมิภาคยังเผชิญสงครามและความไม่มั่นคง เพราะเมื่อสันติภาพถูกทำลาย การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงทางพลังงานก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 

วาตานาเบะจึงเสนอว่า ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับตะวันออกกลางควรขยายออกไปมากกว่าเรื่องพลังงาน โดยมองไปถึงการเชื่อมญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาอุตสาหกรรม AI สตาร์ทอัพ นวัตกรรม และการลงทุน

 

ในมุมของเขา หากญี่ปุ่นสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือนี้ได้ ก็จะเปิดพื้นที่ให้ประเทศมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางไปพร้อมกัน

 

แต่อาซูมะให้คำตอบว่า ปัญหาตะวันออกกลางไม่มีคำตอบเดียว เพราะไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาการพูดคุยและช่องทางการเจรจาไว้

 

จากประสบการณ์ในการหารือกับประเทศในตะวันออกกลาง เขามองว่า หลายฝ่ายมีความคาดหวังให้ญี่ปุ่นทำหน้าที่ในลักษณะของ ‘ผู้ไกล่เกลี่ย’ มากขึ้น โดยหากมีพื้นที่สำหรับความพยายามทางการทูต ญี่ปุ่นก็ควรใช้พื้นที่ดังกล่าว

 

นอกจากนี้ อาซูมะในฐานะผู้แทนของกระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานด้านพลังงานมองว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นสามารถทำได้ทันที คือ การช่วยรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานจากภูมิภาค เพื่อลดแรงเสียดทานที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนหรือความไม่แน่นอนด้านพลังงาน

 

The post เจาะเบื้องหลัง ‘การทูตพลังงานญี่ปุ่น’ รับมือวิกฤตอย่างไร ในวันที่ความมั่นคงของชาติผูกกับเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. เปิดแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก กระจายพอร์ตน้ำมัน-ก๊าซ จากแหล่งทั่วโลก ตั้งเป้าขยายพอร์ต Global LNG Trading เป็น 15 ล้านตัน ในปี 78 https://thestandard.co/ptt-global-lng-trading-plan/ Mon, 14 Sep 2026 13:44:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1254924 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงแผนของ ปตท. ในการรับมือวิกฤตพลังงานโลก ด้วยการกระจายแหล่งจัดหาก๊าซและน้ำมัน

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและกระแสการเปลี่ยน […]

The post ปตท. เปิดแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก กระจายพอร์ตน้ำมัน-ก๊าซ จากแหล่งทั่วโลก ตั้งเป้าขยายพอร์ต Global LNG Trading เป็น 15 ล้านตัน ในปี 78 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงแผนของ ปตท. ในการรับมือวิกฤตพลังงานโลก ด้วยการกระจายแหล่งจัดหาก๊าซและน้ำมัน

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ที่กำลังเร่งตัวขึ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้ถ่ายทอดแผนและยุทธศาสตร์สำคัญในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ‘ราคาที่เหมาะสม’ และ ‘ความยั่งยืน’ ในงาน Gastech 2026

 

 
 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า ในมุมมองระดับสากล ก๊าซธรรมชาติถูกจัดให้เป็น ‘Destination Fuel’ หรือเชื้อเพลิงหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า เนื่องจากเป็นพลังงานที่จัดหาได้ง่าย ราคาเหมาะสม และเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลไฮโดรคาร์บอนที่สะอาดที่สุดเมื่อเทียบกับถ่านหินหรือน้ำมัน

 

สำหรับโครงสร้างการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน มีสัดส่วนการพึ่งพาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่

 

  • อ่าวไทย โดยจัดหาและผลิตใช้เองภายในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50%
  • การนำเข้าผ่านท่อส่งก๊าซ โดยนำเข้าจากประเทศเมียนมา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% กว่า
  • ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าในรูปแบบ LNG คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% กว่า

 

ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติมานานกว่า 40 ปี มีพันธกิจหลักในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานใช้อย่างไม่ขาดแคลนในราคาที่เหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม แม้ก๊าซธรรมชาติจะเป็นพลังงานสะพานในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การเผาไหม้ยังคงมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปตท. จึงมุ่งเน้นการลดคาร์บอนควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นอย่างยั่งยืน

 

ขยายพอร์ต Global LNG Trading สู่เป้าหมาย 15 ล้านตัน

 

นอกจากการจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงภายในประเทศแล้ว ปตท. ยังมุ่งขยายบทบาทในตลาดพลังงานระดับโลกผ่านธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) ธุรกิจการค้าพลังงาน (Trading) และการลงทุนในต่างประเทศ โดยมีสำนักงาน Trading กระจายอยู่ในศูนย์กลางการค้าสำคัญของโลก ทั้งลอนดอน, สิงคโปร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และฮิวสตัน

 

ในส่วนของ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปตท. ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ

 

  • การนำเข้าเพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  • ธุรกิจการซื้อขาย LNG ในตลาดโลก (Global LNG Trading) การจัดหาและบริหารจัดการ LNG เพื่อซื้อขายทั่วโลก เสริมสร้างความยืดหยุ่นและขยายพอร์ตการเติบโต

 

ปัจจุบัน ปตท. มีปริมาณการซื้อขายในพอร์ต Global LNG Trading อยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม่รวมการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายขยายปริมาณการซื้อขาย LNG ในพอร์ตเคียงข้างพันธมิตรชั้นนำระดับโลกพุ่งแตะ 10 ล้านตันภายในปี 2573 และก้าวสู่ 15 ล้านตันภายในปี 2578

 

รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง บริหารความเสี่ยงซัพพลายเชน-ซับต้นทุนเพื่อประชาชน

 

ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง (Red Sea) ส่งผลกระทบต่อราคาและความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานทั่วโลก

 

ปตท. ได้เตรียมพร้อมแผนฉุกเฉินและบริหารความเสี่ยงซัพพลายเชนล่วงหน้าผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ

 

  • การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ (Diversification) จากเดิมที่ประเทศไทยเคยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% ปัจจุบันได้ลดสัดส่วนลงเหลือเพียงประมาณ 30% โดยกระจายการจัดหาไปยังแหล่งอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา และแอฟริกาตะวันตก
  • ความยืดหยุ่นของโรงกลั่น กลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนงบประมาณนับแสนล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงโรงกลั่นให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับและกลั่นน้ำมันดิบได้หลากหลายชนิดจากทั่วโลก
  • การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ เมื่อเส้นทางทะเลแดงหรือช่องแคบฮอร์มุซมีปัญหา ทีม Trading ของ ปตท. ได้บริหารความยืดหยุ่นในการจัดหาและเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจะไม่ขาดแคลน

 

นอกจากนี้ ในการบริหารจัดการองค์กร ปตท. ต้องรักษาสมดุลระหว่าง 2 บทบาทหลัก คือการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องดูแลผู้ถือหุ้น และการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลประเทศ โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน ปตท. ให้ความสำคัญกับบทบาทรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก ทั้งการเข้าแบกรับภาระต้นทุนการจัดหาที่สูงขึ้นและภาระดอกเบี้ยไว้เอง โดยไม่ส่งผ่านภาระไปยังประชาชน เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ ทั้งโรงกลั่น ภาคปิโตรเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง (เบนซิน ดีเซล และแนฟทา) ให้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก

 

Gastech 2026 ปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่พลังงานโลก

 

สำหรับความเคลื่อนไหวในงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย ถือเป็นงานประชุมด้านก๊าซธรรมชาติและพลังงานระดับโลกที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ รัฐมนตรีพลังงาน และผู้บริหารบริษัทพลังงานชั้นนำเข้าร่วมหลายหมื่นคน โดย ปตท. ได้ร่วมมือกับกระทรวงพลังงานในการเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนการจัดงาน เพื่อสร้างชื่อเสียงและปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติระดับโลก

 

ภายในบูธนวัตกรรมของ ปตท. ได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญทั้งด้านเทคโนโลยีและ Soft Power ดังนี้

 

  • ศักยภาพธุรกิจและ CCS การแสดงศักยภาพด้านการสำรวจและผลิต (E&P) การจัดหาก๊าซธรรมชาติ และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อดึงดูดผู้ร่วมทุนและพันธมิตรจากทั่วโลก
  • นวัตกรรมความเย็นจาก LNG การนำพลังงานความเย็นที่เหลือทิ้งจากกระบวนการแปลงสถานะ LNG นำเข้า มาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชเมืองหนาว เช่น สตรอว์เบอร์รีและดอกทิวลิป ในพื้นที่จังหวัดระยอง
  • Soft Power ด้านอาหาร (Gastronomy) การสร้างกิมมิกดึงดูดผู้ร่วมงานระดับโลก ด้วยการเชิญเชฟชั้นนำของไทยมาร่วมรังสรรค์เมนูอาหาร เช่น เชฟตาม จากร้านบ้านเทพา (มิชลินสตาร์ 2 ดาว), เชฟเป๋าเป้ (แชมป์ MasterChef Thailand) และ เชฟชุมพล (มิชลินสตาร์ 2 ดาว) เพื่อนำเสนอเสน่ห์ด้านอาหารไทยควบคู่ไปกับความรู้ทางธุรกิจ

 

สำหรับการเข้าร่วมงาน Gastech 2026 จึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดพื้นที่เจรจาการค้าและการลงทุนในระดับสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมของ ปตท. ในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเติบโตในเวทีพลังงานโลกอย่างยั่งยืน

 

The post ปตท. เปิดแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก กระจายพอร์ตน้ำมัน-ก๊าซ จากแหล่งทั่วโลก ตั้งเป้าขยายพอร์ต Global LNG Trading เป็น 15 ล้านตัน ในปี 78 appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 https://thestandard.co/5-risks-market-2026/ Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253632 ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2 […]

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านตั้งศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ รับมือการโจมตีของทรัมป์ มีมาตรการอะไรอีกบ้าง https://thestandard.co/iran-economic-war-us-measures/ Mon, 07 Sep 2026 04:53:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1251577 ภาพธงชาติอิหร่านและสหรัฐอเมริกา แสดงถึงความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีควา […]

The post อิหร่านตั้งศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ รับมือการโจมตีของทรัมป์ มีมาตรการอะไรอีกบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติอิหร่านและสหรัฐอเมริกา แสดงถึงความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากข้อตกลงหยุดยิงประสบ ‘ความล้มเหลว’ และเกิดการปะทะทางทหารรอบใหม่ โดยอิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากถูกสหรัฐฯ โจมตีซ้ำในอนาคต รวมถึงการถูกคว่ำบาตรและถูกโจมตีทางเศรษฐกิจ

 

 
 

มาตรการรับมือ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ ของอิหร่าน มีอะไรบ้าง

 

  • การปรับโครงสร้างและการปฏิรูปภายในประเทศ

 

อิหร่านจัดตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ’ (Economic War Headquarters) โดยกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่านได้จัดตั้ง ‘หน่วยงานเฉพาะกิจ’ นี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เผชิญในช่วงภาวะสงครามโดยตรง โดยมี มอร์เตซา ซามาเนียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน (Deputy Economy Minister) เข้ามาขับเคลื่อนงานอย่างจริงจัง

 

ขณะที่ อาลี มาดานีซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน ชี้แจงว่า อิหร่านมีแผนที่จะตอบสนองต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วยการ ‘เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ’ และปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การคว่ำบาตรจะบีบให้อิหร่านยอมเปลี่ยนการตัดสินใจ พร้อมเน้นย้ำว่า หน้าที่การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นของรัฐบาลและประชาชนอิหร่าน ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ อิหร่านยังจัดลำดับความสำคัญไปที่ ‘ปากท้องและการผลิต’ ของประชาชน โดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ คาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ชี้ว่า สมรภูมิหลักของอิหร่านเคียงคู่ไปกับแนวรบทางทหารคือ ‘เรื่องของการผลิตและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน’ โดยเขาระบุว่า ประชาชนชาวอิหร่านสามารถอดทนต่อความยากลำบากได้ แต่ไม่สามารถทนต่อการบริหารจัดการที่ผิดพลาดหรือความเฉื่อยชาได้ และคาดหวังว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ความผันผวนอย่างรุนแรงของค่าเงิน การว่างงาน และการจัดการตลาด

 

  • มาตรการ ‘ตอบโต้และป้องปรามทางทหาร’ เพื่อสร้างแรงกดดันกลับ

 

อิหร่านพยายาม ‘รักษาเสถียรภาพของแหล่งส่งออกพลังงานหลัก’ แม้ว่า เกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นฮับส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่านจะถูกโจมตีทางทหารไปแล้วราว 550 ครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่อิหร่านยังคงรักษาระบบและดำเนินงานส่งออกน้ำมันต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

 

อีกทั้งอิหร่านยังเตรียมประกาศ ‘เขตหวงห้าม’ (Restricted Zone) เพื่อคว่ำบาตรกลับ โดย โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เผยแผนการประกาศ ‘เขตหวงห้าม’ นอกช่องแคบฮอร์มุซและในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่า เรือลำใดก็ตามที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตนี้จะถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรของอิหร่านทันที และเตือนว่า หากสงครามเศรษฐกิจดำเนินต่อไป อิหร่านจะ ‘ปิดกั้น’ ไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรืออ่าวเปอร์เซีย

 

นอกจากนี้ อิหร่านยัง ‘ใช้ราคาน้ำมันโลกเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง’ โดยแสดงให้เห็นว่า ตนเองยังคงมีขีดความสามารถที่จะปิดช่องทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนเกิดความขัดแย้ง เพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างความลำบากและกดดันต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

 

คาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ยังได้เน้นย้ำว่า กฎกติกาได้เปลี่ยนไปแล้ว หากมีมาตรการหรือการโจมตีผลประโยชน์และความมั่นคงของอิหร่านเพิ่มขึ้นอีก จะได้รับการตอบโต้ทางทหารที่ “รวดเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และเจ็บปวดยิ่งขึ้น”

 

  • การหา ‘ทางเลี่ยง’ ทางภูมิรัฐศาสตร์และพันธมิตรการค้า

 

เนื่องจากสหรัฐฯ ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลทางตอนใต้อย่างถาวร เพื่อสกัดกั้นเรือขนส่ง อิหร่านจึงใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ผ่าน เส้นทางพรมแดนทางบก ทางรถไฟ และการเข้าถึงทะเลแคสเปียนทางตอนเหนือ เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดล้อมน่านน้ำใต้ พร้อมขยายการค้าทางบกในระดับภูมิภาคผ่านประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรัก ตุรกี ปากีสถาน คอเคซัส และเอเชียกลาง

 

อิหร่านยังได้เพิ่มพูนความร่วมมือทางการค้ากับจีนและรัสเซีย โดยอาศัยวิธีการ ใช้สกุลเงินท้องถิ่น ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter) การใช้บริษัทตัวกลาง และการเสนอส่วนลดราคาน้ำมัน เพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน โดยมีจีนเป็นเสมือน ‘ท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ’ (Economic Lifeline) ที่สำคัญที่สุด แม้ธนาคารขนาดใหญ่ของจีนจะเลี่ยงการทำธุรกรรม เพื่อรักษาการเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐฯ แต่โรงกลั่นขนาดเล็กและบริษัทที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินโลกก็พร้อมยอมรับความเสี่ยงที่จะค้าขายกับอิหร่าน

 

ความท้าทายในประเทศและความเห็นที่แตกต่างเชิงนโยบาย

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกิดความเห็นที่สวนทางกัน โดยฝ่ายทหารเชื่อมั่นในกองกำลังของตัวเอง พร้อมประกาศกร้าวที่จะต่อสู้ยาวนาน 10-20 ชั่วอายุคน ขณะที่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กลับแสดงความเห็นในมุมกลับว่า จะดีกว่า หากอิหร่านจะหาทางยุติสงครามกับสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ประเทศยังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งและได้เปรียบ

 

ขณะนี้ค่าเงินเรียลของอิหร่านดิ่งลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.03 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐในตลาดมืด ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังซื้อของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ทั่วประเทศยังต้องเผชิญกับปัญหากระแสไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง และต้องเตรียมรับมือกับมาตรการรัดเข็มขัด (Austerity Measures) ต่างๆ ที่รัฐบาลวางแผนจะนำมาบังคับใช้

 

ท้ายที่สุดแล้ว อิหร่านจะสามารถประคองปากท้องของประชาชนท่ามกลางวิกฤตค่าเงินและมาตรการรัดเข็มขัด ควบคู่ไปกับการรักษาอำนาจต่อรองในตลาดพลังงานโลกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน และผู้นำอิหร่านจะเลือกหันพวงมาลัยประเทศไปในทิศทางใดในท้ายที่สุด ยังคงเป็นคำถามสำคัญที่ทั้งประชาชนอิหร่านและประชาคมโลกต้องเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด

 

แฟ้มภาพ: FabrikaSimf / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post อิหร่านตั้งศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ รับมือการโจมตีของทรัมป์ มีมาตรการอะไรอีกบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าวสารเงียบจนอัตราเข้าพักเหลือ 50% ห่วงค่าธรรมเนียม 450 บาทอาจซ้ำเติมท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้น หวั่นกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ https://thestandard.co/thailand-tourism-fee-backpackers-khao-san/ Wed, 02 Sep 2026 12:03:38 +0000 https://thestandard.co/thailand-tourism-fee-backpackers-khao-san/ ภาพกราฟิกแสดงความกังวลต่อค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาทที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวและกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์

แผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาทจากนักท่องเที่ย […]

The post ข้าวสารเงียบจนอัตราเข้าพักเหลือ 50% ห่วงค่าธรรมเนียม 450 บาทอาจซ้ำเติมท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้น หวั่นกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงความกังวลต่อค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาทที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวและกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์

แผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาทจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนของรัฐบาลไทย กำลังสร้างความกังวลให้ผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งเตือนว่ามาตรการนี้อาจซ้ำเติมยอดนักท่องเที่ยวที่ลดลงอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำให้คนรุ่นใหม่ลังเลที่จะเดินทางมาไทย

 

 

ประเด็นดังกล่าวสำคัญเพราะไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์และนักเดินทางงบจำกัดมาอย่างยาวนาน ขณะที่การท่องเที่ยวก็เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจประเทศ

 

ทว่ายอดนักท่องเที่ยวกลับลดลงในช่วงที่ผ่านมา จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้เที่ยวบินหยุดชะงักและดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการดิ่งลงของนักท่องเที่ยวจีนเมื่อปีก่อน ผู้ประกอบการบางส่วนจึงกังวลว่าการเก็บค่าธรรมเนียมจะยิ่งเพิ่มความปั่นป่วนเข้าไปอีก

 

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่านี่ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการนำภาษีใหม่มาใช้ เพราะจะส่งผลลบต่อการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างแน่นอน

 

เขาระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงแน่ เพียงแต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะลดลงลึกแค่ไหน

 

เก็บไปเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

 

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด รัฐบาลไทยเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นเวลา 30 วันเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม เพื่อรวบรวมความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่อแผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาท

 

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดแจ้งในการระดมทุนผ่านการเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมระบุว่าค่าธรรมเนียม 450 บาทไม่น่าจะทำให้นักเดินทางเปลี่ยนใจ

 

เขาอธิบายว่าเงินกองทุนที่ได้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว, การจัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว รวมถึงการสนับสนุนงานวิจัยและการฝึกอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยว

 

สำหรับเม็ดเงินที่คาดว่าจะจัดเก็บได้นั้น เมื่อปี 2025 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 32.9 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าหากใช้มาตรการนี้ในปีดังกล่าว รัฐจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมราว 14,800 ล้านบาท

 

เสียงค้านจากผู้ประกอบการ และคำถามเรื่องการบริหารกองทุน

 

ข้อโต้แย้งสำคัญของฝ่ายเอกชนคือมุมมองต่อกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน โดยเทียนประสิทธิ์แย้งว่าแม้เงิน 450 บาทอาจดูไม่มากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง แต่ก็อาจทำให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมเปลี่ยนใจได้

 

อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการตั้งข้อสงสัยคือวิธีบริหารจัดการกองทุนดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่ครบถ้วน

 

สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ระบุว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากภาวะซบเซาอย่างหนักในช่วงการระบาดของโควิดการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่จึงมีแนวโน้มจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

 

เขาอธิบายว่าถนนข้าวสารเงียบมากอยู่แล้วจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และมองว่าค่าธรรมเนียมจะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวหายไปมากขึ้น ทั้งที่ถนนสายนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของแบ็กแพ็กเกอร์ระดับโลก

 

โดยอัตราการเข้าพักของโรงแรมย่านถนนข้าวสารที่ดิ่งลงจาก 70% เมื่อช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 50% ในปัจจุบัน หลังราคาน้ำมันและค่าตั๋วเครื่องบินถูกดันให้สูงขึ้นจากความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าจะกดดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต่อไปตลอดทั้งปี

 

ด้านนักท่องเที่ยวเองก็มีท่าทีที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นกับมาตรการนี้ อย่าง เอวี โจนส์ ครูชาวออสเตรเลียวัย 28 ปี ที่ระบุว่าหากเป็นกฎหมายก็ต้องปฏิบัติตาม แต่เธอคิดว่าการไม่มีค่าธรรมเนียมย่อมดีกว่า เพราะถูกกว่าคือดีกว่า

 

ตัวเลขท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้น กับน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทย

 

สาเหตุที่ผู้ประกอบการกังวลเป็นพิเศษมาจากทิศทางของตัวเลขที่ยังไม่ดีขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 7% เมื่อปีที่ผ่านมา

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาโปรโมตงานบันเทิงและงานกีฬา เพื่อดึงคนเข้ามาให้มากขึ้นในปี 2026 และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ทว่าผลที่ออกมากลับยังไม่เป็นไปตามที่หวัง เพราะยอดนักท่องเที่ยวยังลดลงต่อเนื่องในปีนี้ โดยช่วง 7 เดือนแรกลดลงราว 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤตในตะวันออกกลางที่กระทบเที่ยวบิน

 

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่น้ำหนักของภาคท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนถึง 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

 

ขณะที่ GDP ไทยในไตรมาส 2 ของปี 2026 เติบโตในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า

 

สำหรับขั้นตอนต่อไปนั้น การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจะสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนกันยายน จากนั้นรัฐบาลจึงจะเสนอแผนที่สะท้อนความเห็นของสาธารณชนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

 

หากผ่านความเห็นชอบ กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 180 วัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มในช่วงต้นปี 2027

 

อ้างอิง:

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

The post ข้าวสารเงียบจนอัตราเข้าพักเหลือ 50% ห่วงค่าธรรมเนียม 450 บาทอาจซ้ำเติมท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้น หวั่นกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะอีกครั้ง ทรัมป์กำลังเข้าสู่เกม ‘ไม่มีสงคราม ไม่มีสันติภาพ’ ? https://thestandard.co/us-iran-trump-no-war-peace/ Wed, 02 Sep 2026 03:07:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1249597 ภาพขีปนาวุธถูกยิงในปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านกลับมาร้อนแรงอีกครั้ […]

The post สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะอีกครั้ง ทรัมป์กำลังเข้าสู่เกม ‘ไม่มีสงคราม ไม่มีสันติภาพ’ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขีปนาวุธถูกยิงในปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายเว้นช่วงการโจมตีโดยตรงไปนานกว่า 1 เดือน แต่ล่าสุด สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) หลายแห่ง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ และพันธมิตรในจอร์แดน อิรัก บาห์เรน และมีรายงานการโจมตีในคูเวต

 

 
 

การปะทะรอบใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงที่สงครามดำเนินมานานกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า สหรัฐฯ กำลังกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่านอีกครั้ง หรือแค่กำลังเปลี่ยนไปใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ที่ไม่ถึงขั้นทำสงครามต่อเนื่อง แต่พร้อมโจมตีอิหร่านเป็นระยะเพื่อรักษาแรงกดดันเอาไว้

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

ชนวนล่าสุดเริ่มจากสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารักของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน โดยทางการระบุว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ คือ การโจมตีเครื่องยิงจรวดของ IRGC ในช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

 

ต่อมา สถานการณ์ยกระดับขึ้นในเวลา 19.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน เมื่อกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของ IRGC หลายแห่ง ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรดาร์ อุปกรณ์ทางทะเล ขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิด และระบบสื่อสาร โดยอ้างว่า เป็นการตอบโต้หลัง IRGC พยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ

 

ขณะที่อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ในหลายประเทศ ทั้งการยิงขีปนาวุธโจมตีจอร์แดน และเปิดฉากการโจมตีในบาห์เรน คูเวต และอิรัก โดยกองทัพจอร์แดนระบุว่า ตรวจพบขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่าน 13 ลูก ซึ่งสามารถสกัดได้ 10 ลูก ส่วนอีก 3 ลูกตกในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

 

ส่วนทางการเตหะรานระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน รวมถึงเด็กอายุ 4 ขวบ หลังสะเก็ดจากขีปนาวุธตกใส่บ้านที่กำลังจัดงานแต่งงานในเมืองซิริก ทางตอนใต้ของประเทศ รวมถึงมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 50 คน

 

อย่างไรก็ตาม ทิม ฮอว์กินส์ กัปตันกองทัพเรือสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ BBC ในนามของ CENTCOM ว่า ทางกองทัพรับทราบรายงานจากสื่อรัฐบาลอิหร่านเกี่ยวกับเหตุโจมตีในเมืองซิริก แต่ปฏิเสธว่า กองทัพไม่เคยมุ่งโจมตีพลเรือน ซึ่งแตกต่างจาก IRGC อย่างสิ้นเชิง

 

ปัจจุบัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า หากอิหร่านตอบโต้ สหรัฐฯ จะโจมตีกลับในระดับที่หนักและรุนแรงกว่ามาก สอดคล้องกับที่เคยให้สัมภาษณ์กับ Fox News ก่อนหน้านี้ว่า ข้อตกลงกับอิหร่านไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษที่เขียนอยู่ สหรัฐฯ ให้โอกาสเตหะรานมามากพอแล้ว

 

ทรัมป์กำลังเล่นเกมอะไรอยู่?

 

อนึ่ง Al Jazeera วิเคราะห์ว่า ทรัมป์กำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของสงครามอิหร่านอีกครั้ง โดยแบ่งเป็น 3 เฟส เริ่มจากในช่วงแรก สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบต่อเนื่องประมาณ 40 วัน ก่อนจะเข้าสู่ข้อตกลงหยุดยิงด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจเป็นเวลา 60 วัน

 

แต่ปัญหาสำคัญของ MoU คือ ถ้อยคำในข้อตกลงเกี่ยวกับผู้มีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซไม่ชัดเจน ทำให้สองฝ่ายตีความแตกต่างกัน และกล่าวหาว่า อีกฝ่ายละเมิดข้อตกลง ทว่าสหรัฐฯ เลือกกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และลดการใช้กำลังทหาร

 

ส่วน Axios รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณายุทธศาสตร์อย่าง ‘ไม่มีสงคราม ไม่มีสันติภาพ’ (No War, No Peace) กล่าวคือ สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องโจมตีอิหร่านตลอด แต่เปิดปฏิบัติการเป็นครั้งคราวเพื่อกดดันอิหร่าน โดยหวังเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันเดินทางออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้อย่างปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม ตริตา ปาร์ซี (Trita Parsi) ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้ง Quincy Institute ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า การโจมตีประเทศหนึ่งเป็นระยะๆ เท่ากับว่า สหรัฐฯ กำลังทำ ‘สงครามที่ไม่มีวันจบ’

 

เขาวิเคราะห์ว่า รัฐบาลทรัมป์ดูเหมือนกำลังถอดใจจากการแก้ปัญหาอิหร่านให้จบได้ทั้งด้วยกำลังทหาร มาตรการทางเศรษฐกิจ หรือการเจรจาทางการทูต แต่อาจหันมาใช้สงครามอย่างต่อเนื่องเป็นเครื่องมือจัดการปัญหาแทน

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญ คือ การโจมตีเป็นระยะไม่ได้แปลว่า สหรัฐฯ จะควบคุมระดับความรุนแรงได้ตลอด เพราะทุกครั้งที่ฝ่ายหนึ่งโจมตี ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะดึงประเทศอื่นเข้าสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น

 

ส่วนอีกปัญหา คือ ความสามารถของสหรัฐฯ ในการรักษาปฏิบัติการลักษณะนี้ในระยะยาว โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันด้านคลังอาวุธในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ที่มีความสำคัญต่อการสกัดโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ท่ามกลางการปฏิเสธของรัฐบาลทรัมป์ว่า สหรัฐฯ กำลังขาดแคลนอาวุธ

 

นอกจากนี้ เมื่อคำนึงถึงปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ คะแนนนิยมของทรัมป์ยังลดลงเหลือ 33% โดยที่เขามีเวลาไม่กี่เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

อย่างไรก็ตาม ประตูทางการทูตยังไม่ได้ปิดสนิท หลัง มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่า หากสหรัฐฯ กลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงเดิม อิหร่านก็พร้อมทำเช่นเดียวกันขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงเดิม ยังคงเป็นทางออกที่ชัดเจนที่สุดในการลดระดับความตึงเครียด แต่ปัญหาคือทั้งสองฝ่ายไม่มีความไว้วางใจกัน โดยเฉพาะข้อพิพาทหลักอย่างอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

 

ภาพ: U.S. CENTRAL COMMAND / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะอีกครั้ง ทรัมป์กำลังเข้าสู่เกม ‘ไม่มีสงคราม ไม่มีสันติภาพ’ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์สหรัฐฯ ที่ผ่านสงครามตะวันออกกลาง ก่อนเดินทางถึงไทย https://thestandard.co/uss-abraham-lincoln-thailand-visit/ Tue, 01 Sep 2026 10:15:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1249471 ภาพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กลางทะเล

240 วัน คือระยะเวลาที่ USS Abraham Lincoln ปฏิบัติภารกิ […]

The post รู้จัก USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์สหรัฐฯ ที่ผ่านสงครามตะวันออกกลาง ก่อนเดินทางถึงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กลางทะเล

240 วัน คือระยะเวลาที่ USS Abraham Lincoln ปฏิบัติภารกิจอยู่กลางทะเลต่อเนื่อง หลังถูกส่งออกจากซานดิเอโกตั้งแต่ปลายปี 2025 และเข้าสู่ปฏิบัติการในตะวันออกกลางเมื่อเดือนมกราคมของปี 2026 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้การประจำการครั้งนี้กินระยะเวลานานเกือบ 7 เดือน จากกำหนดการเดิมที่ต้องกลับฐานในเดือนพฤษภาคม

ดูภาพข่าว 

การที่เรือ USS Abraham Lincoln อยู่กลางทะเลเป็นเวลานาน ยังทำให้สภาพความเป็นอยู่ของกำลังพลราว 5,000 นายถูกจับตา โดยก่อนหน้านี้ มีรายงานตั้งแต่ปัญหาอาหาร น้ำประปา สุขอนามัย การส่งจดหมายและพัสดุ ไปจนถึงความกังวลด้านสุขภาพจิต ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า กำลังพลยังได้รับอาหาร น้ำสะอาด และสิ่งจำเป็น พร้อมยอมรับว่า การสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อระบบส่งกำลังบำรุงของเรือ

 

ล่าสุด เรือลำนี้ได้ออกจากตะวันออกกลาง โดยมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย โดยมีกำหนดแวะท่าเรือแหลมฉบังระหว่างวันที่ 2-6 กันยายนนี้ เพื่อพักฟื้นกำลังพลและเติมเสบียงก่อนเดินทางต่อ

 

ในโอกาสที่ USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มีกำหนดแวะท่

 


 

 

ภาพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กลางทะเล 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก USS Abraham Lincoln เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์สหรัฐฯ ที่ผ่านสงครามตะวันออกกลาง ก่อนเดินทางถึงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ถล่มเกาะลารัก อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ปะทะเดือดรอบ 1 เดือน https://thestandard.co/us-iran-larak-island-clash/ Mon, 31 Aug 2026 03:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1248654 ภาพสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาตึงเค […]

The post สหรัฐฯ ถล่มเกาะลารัก อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ปะทะเดือดรอบ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายบนเกาะลารักของอิหร่าน ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพอากาศที่สหรัฐฯ ใช้งานอยู่ในจอร์แดน ถือเป็นการปะทะโดยตรงระหว่างสองฝ่ายครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน

 

 
 

เกิดอะไรขึ้น?

 

เมื่อคืนนี้ (30 สิงหาคม) กองกำลังสหรัฐฯ โจมตีแท่นยิงของอิหร่าน 2 จุดบนเกาะลารัก (Larak Island) โดย ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุสาเหตุของการโจมตีว่า ตรวจพบกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดทะเลเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซ

 

“กองกำลังสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการอย่างจำกัดและแม่นยำต่อกำลังของ IRGC ที่กำลังวางทุ่นระเบิดและถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ” บัญชี X ของ CENTCOM ระบุ

 

ขณะที่ IRGC ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าวว่า ทำให้กำลังพลและพลเรือนอิหร่านได้รับความสูญเสีย โดยย้ำว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ คือความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่ร้ายแรง พร้อมยืนยันการตอบโต้กลับ

 

ต่อมาในช่วงเช้ามืดของวันนี้ (31 สิงหาคม) ตามเวลาท้องถิ่น IRGC ระบุว่า ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพอากาศ 2 แห่งในจอร์แดนที่สหรัฐฯ ใช้งานอยู่ เพื่อตอบโต้การโจมตีเกาะลารัก ขณะที่กองทัพจอร์แดนระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดและทำลายขีปนาวุธ 8 ลูกที่เข้าสู่น่านฟ้าได้ โดยไม่มีรายงานความเสียหายต่อประชาชนหรือทรัพย์สิน

 

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม หลัง การสู้รบระหว่างสองฝ่ายลดระดับลงจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ หันไปเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะราน

 

ทำไมต้องจับตาช่องแคบฮอร์มุซ?

 

หัวใจของการปะทะรอบล่าสุดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นจุดเผชิญหน้าสำคัญตลอดสงครามช่วงที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีเกาะลารักมีเป้าหมายเพื่อหยุดอิหร่านไม่ให้นำทุ่นระเบิดทะเลกลับไปวางในช่องแคบ หลัง CENTCOM เพิ่งประกาศว่า ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศในพื้นที่เสร็จสิ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เตือนว่า อิหร่านได้รับแจ้งแล้วว่า เรือทุกลำที่นำทุ่นระเบิดใหม่มาวางในช่องแคบฮอร์มุซจะถูกทำลายทันที

 

อนึ่ง อิหร่านและโอมานยังอยู่ระหว่างการหารือข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบ โดยมีประเทศในภูมิภาคอย่างกาตาร์ช่วยสนับสนุนความพยายามทางการทูต แต่การโจมตีรอบล่าสุดอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการเจรจาดังกล่าว

 

ผลกระทบของการโจมตีสะท้อนออกมาทันทีในตลาดพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 90.57 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.7% อยู่ที่ 85.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ภาพ: Stringer / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ ถล่มเกาะลารัก อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ปะทะเดือดรอบ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตรวจการบ้านสำนักการศึกษา กทม. ตัดงบแท็บเล็ต 139 ล้าน จี้สอบปมจัดซื้ออาหารกลางวัน 436 โรงเรียน https://thestandard.co/bma-education-budget-cut-probe/ Wed, 26 Aug 2026 06:02:58 +0000 https://thestandard.co/bma-education-budget-cut-probe/ ภาพประกอบข่าวการตัดงบแท็บเล็ตและปัญหาอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัด กทม.

การประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกรุงเทพม […]

The post ตรวจการบ้านสำนักการศึกษา กทม. ตัดงบแท็บเล็ต 139 ล้าน จี้สอบปมจัดซื้ออาหารกลางวัน 436 โรงเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการตัดงบแท็บเล็ตและปัญหาอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัด กทม.

การประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ในการพิจารณางบประมาณของสำนักการศึกษา ซึ่งดูแลนักเรียนในสังกัดกว่า 2.5 แสนคน ปรากฎ 4 ประเด็นหลักที่สะท้อนปัญหาระดับโครงสร้าง

 

 

พับแผนแท็บเล็ต 139 ล้าน อ้างพิษสงครามตะวันออกกลาง

 

ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือ มติของคณะอนุกรรมการงบประมาณที่สั่งตัดงบออกทั้งจำนวน วงเงิน 139.35 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาการเรียนรู้ดิจิทัล หรือโครงการเช่าคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) สำหรับครูและนักเรียน โดยฝ่ายบริหารได้ชี้แจงว่า สาเหตุที่การประกวดราคา (e-bidding) ล้มเหลว เป็นผลพวงมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ขาดแคลนและต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น จนเอกชนไม่สามารถสู้ราคากลางได้ นำมาสู่ความล่าช้าและต้องพับโครงการไปในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมงบฯ มองว่าเหตุผลดังกล่าวอาจเป็นเพียงข้ออ้างที่บดบังความล้มเหลวในการวางแผนและประเมินความเสี่ยงทางการตลาดของ กทม. เอง ซึ่งจะส่งผลให้ช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) ของนักเรียนขยายตัวกว้างขึ้น

 

จี้สอบจัดซื้ออาหารกลางวัน 436 โรงเรียน ใช้วิธี ‘เฉพาะเจาะจง

 

เรื่องสุขภาวะพื้นฐานอย่างอาหารกลางวัน หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์คุณภาพอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่ประชุมงบฯ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยพบว่ามีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายตามหนังสือเวียน ว 116 เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน

 

ข้อมูลระบุว่า มีเพียง 1 โรงเรียนเท่านั้น (โรงเรียนบางนา) ที่ใช้วิธีเปิดประมูลทั่วไป (e-bidding) ในขณะที่อีก 436 โรงเรียนกลับใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นการเลือกจ้างผู้รับเหมาโดยตรง นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการผูกขาดและทำให้คุณภาพอาหารตกต่ำ นอกจากนี้ยังมีการท้วงติงถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำโรงเรียนที่ชำรุด และการแก้ปัญหาพฤติกรรมผู้บริหารโรงเรียนที่ใช้วิธีเพียงแค่ย้ายมาช่วยราชการโดยไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ

 

ตั้งคำถามงบกิจกรรมเสริมทักษะ ซ้ำซ้อนและไร้ตัวชี้วัด

 

โครงการสอนว่ายน้ำสำหรับนักเรียน ป.3 – ป.5 ที่ใช้งบประมาณ 800 บาทต่อหัว ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า เนื่องจากมีการเบิกงบซื้อชุดและอุปกรณ์ใหม่ทุกปีเมื่อเด็กเลื่อนชั้น โดยไม่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ (KPI) ที่ชัดเจนว่าเด็กว่ายน้ำเป็นจริงหรือไม่

 

นอกจากนี้ กทม. มีสระว่ายน้ำในสังกัด 12 แห่ง แต่กลับต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจ้างสระภายนอกและวิทยากรอิสระ ซึ่งพบว่ามีค่าใช้จ่ายสูงผิดปกติ เช่น งบสอน CPR สำหรับเด็ก ป.6 ที่มีมูลค่าสูงถึง 40,000 บาทต่อวัน และค่าวิทยากรสูงถึงชั่วโมงละ 2,400 บาท ที่ประชุมงบฯ จึงเสนอให้ กทม. หันมาสร้างศักยภาพบุคลากรภายใน (เช่น การอบรมครู) แทนการจ่ายเงินให้หน่วยงานภายนอกแบบปีต่อปี

 

งบดูแลเด็กไร้สัญชาติ 380 ล้านบาท กับระบบติดตามที่หายไป

 

การจัดสรรงบประมาณดูแลนักเรียนไร้สัญชาติจำนวน 26,563 คน (คิดเป็นร้อยละ 10.36 ของนักเรียนทั้งหมด) ซึ่งใช้งบประมาณรวมกว่า 380 ล้านบาทต่อปี (รัฐอุดหนุน 273 ล้านบาท และ กทม. สมทบ 106 ล้านบาท)

 

แม้จะเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม แต่ที่ประชุมงบฯ ได้ท้วงติงถึงการขาดระบบติดตามผล (Tracking System) ทำให้ไม่ทราบว่าเยาวชนเหล่านี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศอย่างไรเมื่อสำเร็จการศึกษา ประกอบกับความแออัดในบางโรงเรียนที่เริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง กทม. จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการสวัสดิภาพของคนในพื้นที่ควบคู่ไปกับภารกิจด้านมนุษยธรรม

 

การพิจารณางบประมาณของสำนักการศึกษาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหลักอาจไม่ใช่การขาดแคลนงบประมาณ แต่คือการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความโปร่งใสในระดับปฏิบัติการ ที่ประชุมงบฯ เน้นย้ำให้ กทม. เร่งสังคายนาระบบจัดซื้อจัดจ้าง และสร้างระบบติดตามตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง เพื่อให้เงินภาษีถูกนำไปใช้ยกระดับความเท่าเทียมในห้องเรียน และไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังรอยปริร้าวของระบบราชการอีกต่อไป

The post ตรวจการบ้านสำนักการศึกษา กทม. ตัดงบแท็บเล็ต 139 ล้าน จี้สอบปมจัดซื้ออาหารกลางวัน 436 โรงเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติแจงสภาจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ป้องวิกฤตเศรษฐกิจ ยันโปร่งใส-ไม่กู้มากอง https://thestandard.co/ekaniti-explains-loan-economic-crisis/ Wed, 26 Aug 2026 04:37:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1246530 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (26 สิงหาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี โสภณ […]

The post เอกนิติแจงสภาจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ป้องวิกฤตเศรษฐกิจ ยันโปร่งใส-ไม่กู้มากอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (26 สิงหาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี โสภณ ซารัมย์ เป็นประธาน ได้พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงทุกข้อสงสัย เพื่อร่วมกันใช้โอกาสนี้พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทย

 

เอกนิติกล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ยืนยันชัดเจนว่าไทยกำลังเผชิญวิกฤตหลายระลอกจากภาวะน้ำมันแพง จนทำให้ดุลบัญชีสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาทในไตรมาสเดียว ซึ่งผลกระทบขยายตัวเป็นคลื่นวิกฤต เริ่มจากพลังงานแพง ลามสู่ค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง จนกระทั่งกำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อนาคตอาจนำไปสู่ภาวะธุรกิจทยอยปิดตัวและการเลิกจ้างงานในที่สุด

 

รัฐบาลมองว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากตะวันออกกลางสูงมาก เมื่อเกิดความไม่สงบในต่างประเทศจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยที่ผ่านมาแม้โครงการเยียวยาอย่างไทยช่วยไทยพลัส ที่รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ร่วมกับการใช้ AI ช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ แต่ก็เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงโครงสร้างเข้ามาเสริม

 

สำหรับเป้าหมายของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เอกนิติอธิบายว่า ตั้งอยู่บน 3 หลักคิดสำคัญ คือ 1. การประคองประชาชนและเศรษฐกิจในปัจจุบัน 2. การใช้จังหวะนี้เร่งกระตุกให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว โดยเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐและซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง และ 3. การดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาดจากต่างประเทศ เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงคนไทยโดยตรง เช่น การส่งเสริมติดโซลาร์เซลล์ให้ประชาชนแปลงสภาพเป็นผู้ผลิตและขายไฟฟ้าคืนได้

 

ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ เอกนิติยืนยันว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีระเบียบกลางและเกณฑ์คัดกรองโครงการอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งเน้นความโปร่งใส ความคุ้มค่า และความพร้อมของโครงการ หากไม่คุ้มค่าจะถูกตัดทิ้งทันที พร้อมทั้งจะมีการติดตามผลและรายงานให้ทั้งคณะรัฐมนตรีและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

 

“เงินกู้ พ.ร.ก.นี้ จะไม่กู้นำมากองไว้ เราจะกู้ตามความจำเป็นและจ่ายจริงเท่านั้น” เอกนิติ ย้ำพร้อมอธิบายว่า กระทรวงการคลังมีการประเมินแบบจำลองหนี้สาธารณะและคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกก็เข้าใจและไม่ได้กังวลเรื่องหนี้สาธารณะชนเพดาน เนื่องจากมีการกำหนดกรอบการใช้วงเงินที่ชัดเจน ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าแต่อย่างใด

 

เอกนิติกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมี พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเครื่องมือรับมือ และเชื่อมั่นว่าหากใช้จ่ายเงินกู้อย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ เมื่อวิกฤตการณ์ระลอกนี้สิ้นสุดลง ประเทศไทยจะกลับมาแข็งแกร่งและมีโครงสร้างพลังงานที่ดีกว่าเดิม

The post เอกนิติแจงสภาจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ป้องวิกฤตเศรษฐกิจ ยันโปร่งใส-ไม่กู้มากอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แถลงสภา ชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ-เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน https://thestandard.co/pm-energy-loan/ Wed, 26 Aug 2026 03:48:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1246495 ภาพกราฟิกประกอบข่าว นายกฯ แถลงสภา ชี้แจงความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท

วันนี้ (26 สิงหาคม) เวลา 09.00 น. ในการประชุมสภาผู้แทนร […]

The post นายกฯ แถลงสภา ชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ-เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกอบข่าว นายกฯ แถลงสภา ชี้แจงความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท

วันนี้ (26 สิงหาคม) เวลา 09.00 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

 

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้างและยืดเยื้อ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. คือแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังตามปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ซึ่งตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ได้ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ

 

ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปี การจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการในขณะนี้

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ 1) ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และ 2) ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน

 

สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

 

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยเมื่อรวมการกู้กรณีอื่นยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ การใช้เงินจะผ่านการกลั่นกรอง โดยโครงการต้องตรงตามวัตถุประสงค์ จำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และพร้อมดำเนินการทันที ภายใต้หลัก 5T ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า วิกฤตพลังงานเป็นสถานการณ์ร้ายแรงและเร่งด่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเพียงพอและทันท่วงทีในการช่วยประชาชนวันนี้ พร้อมลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

The post นายกฯ แถลงสภา ชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ-เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกจับตาน้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขู่ยึด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เป็นดินแดนสหรัฐฯ อิหร่านสวนกลับ ‘ยอมรับความพ่ายแพ้’ https://thestandard.co/trump-iran-hormuz-oil-prices/ Sun, 16 Aug 2026 05:44:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1242497 ภาพเหมือนของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเคร […]

The post โลกจับตาน้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขู่ยึด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เป็นดินแดนสหรัฐฯ อิหร่านสวนกลับ ‘ยอมรับความพ่ายแพ้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเหมือนของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเครียดอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

 

ขณะที่ความพยายามของวอชิงตันและเตหะรานในการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 เดือนยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน

 

ด้านอิหร่านประกาศจุดยืนแข็งกร้าว โดยบอกกับทรัมป์ว่า ‘จงยอมรับความพ่ายแพ้’ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

พร้อมยืนยันว่าจะไม่กลับมาเจรจากับสหรัฐฯ อีก และช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไป

 

คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X เช้าวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า

 

“ช่องแคบนี้จะเปิดและปิดได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้คำสั่งของอิหร่านเท่านั้น ตราบใดที่คุณยังไม่ยอมรับความจริงเรื่องความพ่ายแพ้และหยุดหลงระเริงอยู่ในจินตนาการ อิหร่านก็จะยังคงบังคับใช้มาตรการปิดล้อมต่อไป”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่แทบหยุดชะงัก

 

โดยการวิเคราะห์ของ Kpler บริษัทติดตามการเดินเรือ ระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมามีเรือแล่นผ่านเพียง 2 ลำ และไม่มีการขนส่งน้ำมันดิบแม้แต่บาร์เรลเดียว

 

นับเป็นความตกต่ำอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนสงครามที่มีเรือผ่านมากกว่า 130 ลำต่อวัน ความล่าช้าและภาวะปิดล้อมนี้ดันราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานสู่ระดับ 87.68-88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่าได้ทำการสกัดกั้นและเปลี่ยนทิศทางเรือพาณิชย์ไปแล้วกว่า 62 ลำ เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมต่ออิหร่าน

 

ทั้งนี้สถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวว่า เขาอาจประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ก็อ้างว่าสหรัฐฯ มีการควบคุมทั้งหมดเหนือเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งอิหร่านออกมาปฏิเสธและยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ภายใต้การควบคุมและการจัดการของอิหร่าน

 

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ชาวอเมริกันยอมรับราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นเล็กน้อย ในระหว่างที่ความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยทรัมป์กล่าวว่า

 

“ชาวอเมริกันจะต้องยอมรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังลงโทษอิหร่าน โปรดจำไว้ว่าคุณกำลังทำเช่นนั้นเพื่อให้ประเทศที่ชั่วร้ายมากๆ ประเทศที่เป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก ไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้”

 

พร้อมกล่าวว่า ไม่ต้องการให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า เมื่อคุณต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย คุณจะจ่ายเพียง 4 ดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับทรัมป์ เนื่องจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น ขัดแย้งกับนโยบายหาเสียงที่เคยรับปากว่าจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

 

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพรรคเดโมแครตที่เริ่มนำผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งกับอิหร่านมาเป็นประเด็นหาเสียงก่อนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

 

ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ ‘ที่ไม่เคยมีใครใช้กับอิหร่านมาก่อน’ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเตหะราน

 

เบสเซนต์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Newsmax ว่า

 

“มันจะเป็นการผสมผสานระหว่างการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก และการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ อย่างต่อเนื่องที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งใดเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน”

 

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการทางเศรษฐกิจดังกล่าว โดยระบุว่าสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการใหม่ในช่วงสัปดาห์ถัดไป

 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงใช้การกดดันทางเศรษฐกิจควบคู่กับการปิดล้อมทางทะเล เพื่อบีบให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซและกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา

 

ท่ามกลางความตึงเครียดดังกล่าว ราคาน้ำมันยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลก

 

โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเดินหน้าปิดล้อมอิหร่านอย่างไม่มีกำหนด และความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

 

ภาพ : Phil Mistry / Shutterstock

 

อ้างอิง

 

The post โลกจับตาน้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขู่ยึด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เป็นดินแดนสหรัฐฯ อิหร่านสวนกลับ ‘ยอมรับความพ่ายแพ้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>