ตลาดแรงงานไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ตลาดแรงงานไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 21 Oct 2026 08:51:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 แรงงานข้ามชาติ 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดระบบ หลังเมียนมาบีบกลับประเทศ-เก็บภาษีเกณฑ์ทหาร กระทบ นายจ้างไทย https://thestandard.co/myanmar-migrant-workers-risk-undocumented/ Wed, 21 Oct 2026 08:51:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1270534 กราฟิกรายงานแรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงหลุดระบบและข้อเสนอเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว

มาตรการใหม่ของรัฐบาลเมียนมาที่บีบบังคับให้แรงงานข้ามชาต […]

The post แรงงานข้ามชาติ 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดระบบ หลังเมียนมาบีบกลับประเทศ-เก็บภาษีเกณฑ์ทหาร กระทบ นายจ้างไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกรายงานแรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงหลุดระบบและข้อเสนอเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว

มาตรการใหม่ของรัฐบาลเมียนมาที่บีบบังคับให้แรงงานข้ามชาติต้องเดินทางกลับประเทศเพื่อต่ออายุเอกสาร รวมถึงการเรียกเก็บภาษีและบังคับโอนเงินรายได้กลับประเทศ กำลังสร้างความกังวลให้กับแรงงานกว่า 3 ล้านคนในไทย โดยภาคประชาสังคมประเมินว่าอาจมีแรงงานกว่า 1 ล้านคนยอมหลุดออกจากระบบเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยเสี่ยงเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากกลุ่มนายจ้างที่เสนอให้รัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวเพื่อบรรเทาปัญหา

 

หลังจากรัฐบาลเมียนมาเปิดศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) และหน่วยบริการเคลื่อนที่ในประเทศไทยจำนวน 5 แห่ง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2570 มาตรการดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลให้กับแรงงานชาวเมียนมาในไทยอย่างมาก

 

ทราย ทุน ส่วย แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา แสดงความกังวลต่ออนาคตหลังครบกำหนดต่ออายุหนังสือเดินทาง เนื่องจากรัฐบาลเมียนมากดดันให้ต้องเดินทางกลับไปต่ออายุในประเทศเท่านั้น จากเดิมที่เคยสามารถดำเนินการได้ที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย

 

ทราย ทุน ส่วย ให้ข้อมูลว่า แรงงานในไทยมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ หลายคนไม่มีเอกสารจากประเทศต้นทาง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อเอกสารใหม่ตามที่ทางการเมียนมาร้องขอได้ นอกจากนี้ยังมีความกังวลอย่างหนักเรื่องการถูกบังคับเกณฑ์ทหารหากต้องเดินทางกลับประเทศ

 

ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ออกมาตรการบังคับใช้กับแรงงานในไทยหลายประการ ได้แก่ การเก็บภาษีเงินได้ 2-3% การบังคับโอนเงินรายได้ 25% กลับประเทศผ่านธนาคารทางการซึ่งให้อัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าราคาตลาด โดยใช้หลักฐานการจ่ายภาษีและโอนเงินเป็นเงื่อนไขบังคับในการต่ออายุเอกสารเดินทาง (Passport และ CI) หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่ดำเนินการต่อเอกสารให้ รวมไปถึงการประกาศใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารที่สั่งระงับและชะลอการอนุญาตให้แรงงานชายอายุ 18-35 ปีออกนอกประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากอาจเลือกที่จะหลุดออกจากระบบและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์

 

จับตา 3 กลุ่มเสี่ยงหลุดระบบ และข้อถกเถียงเรื่องค่าใช้จ่าย

 

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้จำแนกปัญหาออกเป็น 3 กลุ่มตามประเภทของแรงงานข้ามชาติ ได้แก่

 

1. กลุ่มแรงงานข้ามชาติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ยังไม่มีพาสปอร์ตจากประเทศตนเองประมาณ 700,000 คน กลุ่มนี้ต้องทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) เพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แม้ปัจจุบันจะมีศูนย์ทำ CI อยู่ 5 แห่งทั่วประเทศ แต่ยังประสบปัญหาระบบคิวนายหน้า

 

ในประเด็นค่าใช้จ่าย ทราย ทุน ส่วย ระบุว่า แรงงานต้องชำระค่าเล่ม CI 2,660 บาท ค่าภาษีนำส่งรัฐบาลเมียนมา 1,800 บาท และค่าวีซ่า 3,000 บาท รวมกับค่าระบบคิวนายหน้าที่เรียกเก็บ 1,300-1,500 บาท ทำให้แรงงาน 1 คนต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 10,000 บาท

 

ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับ เกรียงไกร จักกะพาก ผู้ประกอบการบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติและออกเอกสารรับรองบุคคล CI จังหวัดสมุทรปราการ

 

โดยเกรียงไกรระบุว่า กระบวนการทำหนังสือเดินทางเป็นระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามร่วมกัน และค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายตามจริงคือ 2,660 บาท ส่วนเรื่องค่าระบบคิวนายหน้านั้นตนไม่ทราบข้อมูล มองว่าเป็นเพียงค่าบริการดำเนินการที่ตกลงกันระหว่างผู้นำพาแรงงานมายังศูนย์กับตัวแรงงานเอง

 

  1. กลุ่มแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรี 24 กันยายน 2567 และ 2 ธันวาคม 2568 จำนวนเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีหนังสือรับรองสถานะบุคคลแต่กำลังจะหมดอายุ รัฐบาลเมียนมามีแนวทางให้กลุ่มนี้เดินทางกลับไปทำหนังสือเดินทาง ณ พื้นที่ชั้นในของประเทศ เช่น ย่างกุ้ง และเนปิดอว์ อดิศรมองว่านี่คือมาตรการที่พยายามบีบบังคับให้แรงงานต้องเดินทางกลับ เพื่อโอนเงิน เสียภาษี และตอบสนองความต้องการกำลังพลของกองทัพ
  2. กลุ่มแรงงาน MOU ที่ครบวาระ 4 ปี ในปี 2569-2570 จำนวนประมาณ 100,000 คน ตามกฎหมายแรงงานกลุ่มนี้ต้องเดินทางกลับประเทศภายใน 30 วันจึงจะนำกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะต้องกลับประเทศและไม่สามารถเดินทางกลับออกมาได้อีกจากนโยบายบังคับเกณฑ์ทหาร

 

อดิศรประเมินสถานการณ์จากเงื่อนไขทั้งหมดว่า มีโอกาสที่แรงงานมากกว่า 1 ล้านคนจะหลุดออกจากระบบในรอบนี้

 

ภาคธุรกิจวอนไทยขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ป้องกันวิกฤตแรงงาน

 

ผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลสะเทือนถึงผู้ประกอบการในไทย นิลุบล พงษ์พยอม ผู้แทนกลุ่ม ‘นายจ้างสีขาว’ ซึ่งเป็นกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานข้ามชาติ ระบุว่า สภาพเศรษฐกิจไทยซบเซามาตั้งแต่ช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 ประกอบกับหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีนี้

 

ขณะที่กิจการกำลังฟื้นฟูธุรกิจกลับต้องมารับผลกระทบจากแนวทางการต่ออายุเอกสาร ที่รัฐบาลไทยดึงรัฐบาลเมียนมาเข้ามาเกี่ยวข้องจนกลายเป็นภาระของผู้ประกอบการ นำไปสู่ความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงานในระบบ

 

นิลุบลชี้ว่า ปัญหาหลักที่นายจ้างต้องแบกรับคือ 1. ค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารที่สูงขึ้น และ 2. ความเสี่ยงที่แรงงานจะไม่สามารถเดินทางกลับมาทำงานได้หากต้องกลับประเทศต้นทาง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขระยะเร่งด่วน โดยขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุแรงงานฝ่ายเดียวแบบชั่วคราว เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบได้ภายในระยะเวลา 1-2 ปี

 

ด้านอดิศรเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โดยมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจไทยสูญเสียแรงงานกัมพูชาไปกว่า 400,000 คนจากกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันชดเชยได้เพียงบางส่วนจากการนำแรงงานในพื้นที่พักพิงชั่วคราวออกมาทำงาน หากรัฐบาลปล่อยให้แรงงานข้ามชาติหลุดระบบไปอีก 1 ล้านคน จะทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน โดยเฉพาะภาคการเกษตรและการก่อสร้างที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้เป็นหลัก

 

ส่วนข้อโต้แย้งทางสังคมที่กังวลว่า การเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวจะทำให้ทางการไทยไม่สามารถบริหารจัดการได้เนื่องจากไม่มีฐานข้อมูลนั้น อดิศรชี้แจงว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ปัจจุบันประเทศไทยมีฐานข้อมูลของแรงงานกลุ่มนี้อย่างครบถ้วน ผ่านการเก็บอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) โดยกระทรวงมหาดไทย และการเก็บข้อมูลสุขภาพผ่านการตรวจสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบฐานข้อมูลของไทยมีความพร้อมในการลงทะเบียนแรงงานมากกว่ารัฐบาลเมียนมา

The post แรงงานข้ามชาติ 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดระบบ หลังเมียนมาบีบกลับประเทศ-เก็บภาษีเกณฑ์ทหาร กระทบ นายจ้างไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Georgieva ผู้นำ IMF แถลงปิดฉากประชุม IMF-WBG 2026 ชูไทยคว้า ‘เหรียญทองโอลิมปิกการเงิน’ ประทับใจผ้าไหมและอาหารไทย https://thestandard.co/imf-georgieva-closes-am2026-thailand/ Sun, 18 Oct 2026 05:56:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1269465 Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF แถลงปิดฉากการประชุม IMF-WBG 2026

Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ยกไทย ‘คว้าเหรียญทองโอลิ […]

The post Georgieva ผู้นำ IMF แถลงปิดฉากประชุม IMF-WBG 2026 ชูไทยคว้า ‘เหรียญทองโอลิมปิกการเงิน’ ประทับใจผ้าไหมและอาหารไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF แถลงปิดฉากการประชุม IMF-WBG 2026

Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ยกไทย ‘คว้าเหรียญทองโอลิมปิกการเงิน’ ชี้ไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่ผนวกตัวเข้าห่วงโซ่คุณค่า AI ได้เร็วที่สุด คาดผลิตภาพไทยเพิ่มขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า พร้อมฝากถึงคนไทย “จะรัก จะเกลียด หรือจะกลัว แต่ AI มาถึงแล้ว” พร้อมเผยความประทับใจต่ออาหารและผ้าไหมไทย

 

 
 

ในวันสุดท้ายของการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) ประจำปี 2026 ที่กรุงเทพมหานคร Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทย ประเมินบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพ และฉายภาพอนาคตเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า

 

Georgieva กล่าวว่าโลกเผชิญแรงกระแทกต่อเนื่องเป็นระลอก ก่อนสรุปว่าได้ผลลัพธ์ 3 ประการ จากการประชุมในครั้งนี้

 

ประการแรก การประชุมได้รวมโลกเข้าด้วยกันบนแนวคิดว่าทุกประเทศพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยเธอยกภาพเรือพระราชพิธีที่ปรากฏบนเวที “เราทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน และไทยได้ตอกย้ำความรู้สึกของการพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้”

 

ประการที่สอง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว “รัฐบาลมีหน้าที่เป็นกันชนให้กับเศรษฐกิจและประชาชน และมีหน้าที่นำสังคมผ่านความเปลี่ยนแปลงนี้”

 

ประการที่สาม ผู้นำ IMF บอกว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้คนจดจำ “นี่คือโอลิมปิกแห่งวงการการเงิน และไทยคว้าเหรียญทอง”

 

พร้อมกันนี้ Georgieva กล่าวขอบคุณคนไทยสำหรับความอบอุ่นและการต้อนรับ โดยบอกว่าความทรงจำที่ประทับใจมี 2 เรื่อง เรื่องแรกคืออาหารไทยที่อร่อยมาก ส่วนอีกเรื่องที่จะอยู่ในความทรง คือผ้าไหมไทย

 

มองไทยในทศวรรษหน้า ใช้ AI เร่งผลิตภาพ

 

สำหรับมุมมองต่ออนาคตของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า Georgieva ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่มีพลวัตสูง มีผู้คนที่สร้างสรรค์ และปรับตัวได้เร็วในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่ผนวกตัวเองเข้าสู่ AI Value Chain ได้เร็วที่สุดประเทศหนึ่ง

 

“จะรักมัน เกลียดมัน หรือกลัวมัน แต่มันมาถึงแล้ว จงปรับตัวไปกับมัน และใช้มันเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นสำหรับตัวคุณ ครอบครัว ชุมชน และประเทศของคุณ” Giorgieva กล่าว

 

ขณะเดียวกัน Giorgieva มองว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตมากที่สุด โดยในปีนี้เอเชียมีส่วนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 68% และไทยรวมถึงอาเซียนทั้งภูมิภาคคือส่วนที่มีพลวัตที่สุดของเศรษฐกิจโลก

 

“ใน 10 ปีข้างหน้า ฉันคาดว่าจะเห็นผลิตภาพเพิ่มขึ้น คาดว่าจะเห็นคนไทยปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป คือรอยยิ้มบนใบหน้าของคนไทย นี่คือดินแดนแห่งรอยยิ้ม” Giorgieva กล่าว

 

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว IMF ก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน วันนี้ IMF เป็นสถาบันที่ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือตระหนักว่า “นโยบายมีไว้เพื่อประชาชน” ทุกคำแนะนำที่ให้แก่รัฐบาลต้องคิดเสมอว่าจะกระทบผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กในประเทศสมาชิกอย่างไร

 

“มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราทำงานเพื่อใคร เราทำงานเพื่อคุณ เพื่อประชาชนในประเทศสมาชิก” Giorgieva กล่าว พร้อมระบุว่า IMF ยังคงมุ่งให้คำแนะนำเชิงนโยบายที่ดี และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาเมื่อจำเป็น

The post Georgieva ผู้นำ IMF แถลงปิดฉากประชุม IMF-WBG 2026 ชูไทยคว้า ‘เหรียญทองโอลิมปิกการเงิน’ ประทับใจผ้าไหมและอาหารไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ว่างงานแตะ 4 แสนคน แต่ตำแหน่งที่ว่างกลับหา ‘คนไทย’ มาทำไม่ได้ จนธุรกิจต้องพึ่ง ‘แรงงานต่างชาติ’ 4.3 ล้านคน https://thestandard.co/thai-unemployment-foreign-workers-gap/ Tue, 25 Aug 2026 12:18:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1246367 ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย

ตลาดแรงงานไทยปี 2569 กำลังอยู่ในภาวะที่ดูขัดกันเอง ด้าน […]

The post ว่างงานแตะ 4 แสนคน แต่ตำแหน่งที่ว่างกลับหา ‘คนไทย’ มาทำไม่ได้ จนธุรกิจต้องพึ่ง ‘แรงงานต่างชาติ’ 4.3 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย

ตลาดแรงงานไทยปี 2569 กำลังอยู่ในภาวะที่ดูขัดกันเอง ด้านหนึ่งจำนวน ‘ผู้ว่างงาน’ เพิ่มขึ้นและค่าจ้างที่แท้จริง ‘ติดลบ’ แต่อีกด้านหนึ่งภาคธุรกิจตั้งแต่โรงงานแปรรูปอาหาร, ค้าปลีก, ร้านอาหาร ไปจนถึงโลจิสติกส์ กลับหาคนเข้าทำงานไม่ได้ จนต้องหันไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติในสัดส่วนที่สูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะแรงงานเมียนมาที่กลายเป็นกำลังหลักของหลายอุตสาหกรรมไปแล้ว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ดร. ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันไทยมีผู้มีงานทำรวมประมาณ 42.3 ล้านคน และในช่วง 6 เดือนแรกของปี ตั้งแต่มกราคมถึงมิถุนายน มีผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นถึง 9 แสนคน

 

หากนับเฉพาะแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย ไทยมีแรงงานต่างชาติรวมประมาณ 4.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วนราว 10.3% ของผู้มีงานทำทั้งหมด หรือกล่าวได้ว่าในผู้มีงานทำทุกๆ 100 คน จะมีแรงงานต่างชาติอยู่ราว 10 คน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง
24 ส.ค. 2569 | 15:42
เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน
1 พ.ค. 2569 | 16:56
ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย
1 พ.ค. 2569 | 8:47
ครบรอบ 1 ปีปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดนแสนล้าน เวียดนามและจีนส่อครองตลาดแทนสินค้าไทย ครบรอบ 1 ปีปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดนแสนล้าน เวียดนามและจีนส่อครองตลาดแทนสินค้าไทย
24 ก.ค. 2569 | 12:06

 

เมื่อ 10 ใน 100 คน คือแรงงานต่างชาติ

 

เมื่อแยกดูโครงสร้างแรงงานไทยจะพบว่า กลุ่มแรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระ เช่น ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ยังเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดราว 13.3 ล้านคน รองลงมาคือภาคเกษตรกรรมประมาณ 13 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มีมากกว่า 12.23 ล้านคน และบุคลากรภาครัฐอีกราว 3.6 ล้านคน

 

สำหรับสัญชาติของแรงงานต่างชาติ ดร. ธนิต ระบุว่าเมียนมายังเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 86% หรือประมาณ 3.4 ล้านคน โดยเดินทางมาจากหลายพื้นที่ของเมียนมา ตั้งแต่รัฐทางตอนใต้ พื้นที่ใกล้ชายแดนอินเดีย รัฐยะไข่ ไปจนถึงรัฐฉานทางตอนเหนือ

 

ส่วนแรงงานกัมพูชาปัจจุบันเหลืออยู่ราว 2.5 แสนคน ลดลงครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยมีประมาณ 5 แสนคน ก่อนเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะที่ลาวยังเป็นหนึ่งในสามสัญชาติหลัก ซึ่งเมื่อรวมทั้งสามสัญชาติจะมีจำนวนราว 4 ล้านคน ส่วนแรงงานเวียดนามมีเพียงราว 1.1 หมื่นคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขแรงงานต่างชาติในไทยยังมีความต่างกันตามแหล่งที่มาและวิธีนับ โดยข้อมูลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าไทยมีแรงงานต่างด้าวมากกว่า 3.9 ล้านคน ขณะที่ตัวเลขขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ปรากฏในรายงานของ South China Morning Post ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม ไทยมีแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารถูกต้อง 4.04 ล้านคน

 

ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย 1

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

กรณีที่ตัวเลขห่างกันมากที่สุดคือแรงงานกัมพูชา รายงานของ South China Morning Post ระบุว่าขนาดที่แท้จริงของการไหลออกยังเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานใช้วิธีคำนวณไม่เหมือนกัน โดยเมื่อเดือนมีนาคม กรมการจัดหางานบันทึกแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตไว้ 495,271 คน ต่อมาอีก 6 เดือน บทวิเคราะห์ของกระทรวงแรงงานอ้างประมาณการจากฝั่งกัมพูชาว่ามีผู้เดินทางกลับราว 780,000 คน ซึ่งรวมทั้งแรงงานที่ไม่มีเอกสารและสมาชิกครอบครัวเข้าไปด้วย

 

ขณะที่รายงานของ Reuters เมื่อเดือนพฤษภาคม อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะตัวแทน กกร. ว่าจำนวนแรงงานกัมพูชาลดลงจาก 550,000 คน เหลือ 194,000 คน

 

ขาดคนตั้งแต่สายพานผลิตถึงหน้าร้าน

 

แม้จำนวนผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้น แต่หลายอุตสาหกรรมยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้นหรือ ‘Labor Intensive’ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานคนในกระบวนการผลิตจำนวนมาก

 

ดร. ธนิต ยกตัวอย่างกลุ่มแรกคือประมงแปรรูป เกษตรแปรรูป และการแปรรูปปศุสัตว์อย่างเนื้อหมูและเนื้อไก่, ตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์, แผงวงจรไฟฟ้า, ถุงมือยาง, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้สายการประกอบรถจะทยอยเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แต่การผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนยังต้องใช้คนจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ยังขาดแรงงานต่อเนื่อง

 

ตัวอย่างที่ ดร. ธนิต หยิบมาอธิบายคืออุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกทูน่ากระป๋อง, ปลากระป๋อง และผลไม้แปรรูปอย่างสับปะรดกระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ขั้นตอนอย่างการแล่ปลา, การตัดหัวปลา และการควักไส้ปลาเพื่อเตรียมบรรจุลงกระป๋อง ยังต้องอาศัยแรงงานคน เครื่องจักรเข้ามาช่วยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

 

ปัญหาเดียวกันลามไปถึงภาคบริการและโลจิสติกส์ ทั้งพนักงานคลังสินค้า แรงงานแบกหาม พนักงานบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ และพนักงานขับรถบรรทุก ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและการขนส่งสินค้า

 

คนขับรถบรรทุกวัยเฉลี่ย 55 ปี กับตำแหน่งที่ไม่มีคนรุ่นใหม่มาแทน

 

จุดที่ ดร. ธนิต ระบุว่าน่ากังวลที่สุดคือพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของคนขับรถบรรทุกในไทยอยู่ที่ประมาณ 54-55 ปี และเมื่ออายุครบ 60 ปีก็อาจทำงานต่อไม่ได้ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องใช้แรงกายหนัก ขณะที่ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ทุกวันนี้หลายอุตสาหกรรมเริ่มเจอปัญหารถบรรทุกจอดทิ้งไว้เพราะไม่มีคนขับแล้ว และหากไม่มีมาตรการรองรับ อาจกลายเป็นวิกฤตที่รุนแรงขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า

 

ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย 2

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

ความขาดแคลนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานระดับปฏิบัติการ เพราะตลาดแรงงานไทยยังขาดบุคลากรวิชาชีพเฉพาะทางและแรงงานทักษะสูงอีกหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพนักงานบัญชีและสมุห์บัญชีซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความต้องการสูงมาก จนผู้จบใหม่ที่มีความรู้ด้านบัญชีและขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรแล้ว อาจได้เงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 4-5 หมื่นบาท

 

อีกกลุ่มที่ขาดแคลนไม่ต่างกันคือบุคลากรทางการแพทย์อย่างแพทย์และพยาบาล, ผู้ควบคุมคุณภาพ และวิศวกร รวมถึงธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวตามโครงสร้างประชากร แต่หาคนทำได้ยาก เพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายและมีภาระความรับผิดชอบสูง

 

ค่าแรงถูกไม่ใช่คำตอบ ธุรกิจเริ่มแย่งคนกันเอง

 

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การจ้างแรงงานต่างชาติยังมีข้อจำกัดด้านลักษณะงาน เพราะแรงงานกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับการรับเงิน ทอนเงิน หรือดูแลด้านการเงินโดยตรงได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงมอบหมายให้ทำงานเบื้องหลัง เช่น จัดเรียงสินค้า เติมสินค้า และจัดหมวดหมู่สินค้า

 

ในฝั่งร้านอาหาร ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด ระบุว่า โครงสร้างพนักงานของเครือรวยไม่หยุด กรุ๊ป มีแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% แบ่งเป็นชาวเมียนมาราว 87% และลาวอีก 3% ซึ่งสัดส่วนนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของการถ่ายโอนพนักงาน

 

“ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้แรงงานต่างชาติคือกำลังสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ และขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง” ชุติมากล่าว

 

ชุติมาอธิบายว่า สาเหตุที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติไม่ได้มาจากเรื่องค่าแรงถูกกว่าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นผลจากข้อจำกัดของตลาดแรงงานไทยเอง เพราะงานร้านอาหารโดยเฉพาะร้านปิ้งย่างเป็นงานหนัก ต้องเปิดบริการทุกวันรวมถึงเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้กำลังคนมากที่สุด ขณะที่คนไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มหันไปทำงานที่ยืดหยุ่นกว่า ทั้งฟรีแลนซ์ งานดิจิทัล และอาชีพไรเดอร์

 

ชุติมายังชี้ว่าการจ้างแรงงานราคาถูกอาจทำให้อัตราการลาออกสูง และธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงทั้งเวลาและงบประมาณในการสรรหาและฝึกอบรมคนใหม่ ทางเครือจึงเลือกตั้งทีม HR เฉพาะกิจขึ้นมาดูแลโดยตรง ต่างจากกรณีน้องชายของเธอที่ทำร้านอาหารโดยใช้แรงงานไทยเกือบ 100% ซึ่งเจ้าของต้องทุ่มเทเวลาสรรหาคนเอง เพื่อเลี่ยงความยุ่งยากด้านเอกสารของแรงงานต่างชาติ

 

ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย 3

 

ด้าน ภิญญาพัชญ์ วิวัฒธนาศักดิ์ เจ้าของแบรนด์ chicky chic ร้านไก่ทอดสัญชาติไทยที่มีสาขาแล้วราว 300 สาขา กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ร้านไก่ทอดใช้พนักงานคนไทยทั้งหมด แต่ธุรกิจร้านไอศกรีมแบรนด์ Scrump gelato มีการใช้พนักงานหน้าร้านชาวเมียนมาราว 80% เพราะลักษณะงานต่างกัน

 

สาขาของ Scrump gelato ส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้า ซึ่งพนักงานต้องทำงานตามเวลาศูนย์ราววันละ 9 ชั่วโมง และต้องยืดหยุ่นเรื่อง OT ในบางวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่อาจยาวถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เงื่อนไขแบบนี้ทำให้หาคนไทยได้ยาก ขณะที่แรงงานต่างชาติมีอัตราการลาออกต่ำมากจนแทบไม่มีหลังรับเข้าทำงานแล้ว

 

ความท้าทายที่เหลืออยู่คือเรื่องภาษาและทักษะการเชียร์ขาย เพราะแรงงานที่พูดไทยไม่ชัดมักขาดความมั่นใจและพูดเสียงเบา ซึ่งกระทบยอดขายโดยตรง แต่ในทางกลับกัน แรงงานที่อยู่ในไทยมานับ 10 ปี มักสื่อสารภาษาไทยได้ดีและบางรายพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับสาขาในศูนย์การค้าที่มีลูกค้าต่างชาติสูงถึง 80%

 

ภิญญาพัชญ์ ยังสะท้อนว่าตลาดแรงงานตอนนี้อยู่ในภาวะแย่งชิงตัวกันเอง โดยเฉพาะระหว่างธุรกิจร้านอาหารกับโรงแรม ทางร้านจึงเลือกไม่ใช้สวัสดิการทั่วไปเป็นเครื่องมือหลัก แต่หันไปออกแบบผลตอบแทนผ่าน Incentive Level, เบี้ยขยัน และค่าเดินทาง จนแพ็กเกจโดยรวมอยู่สูงกว่าอัตราตลาดประมาณ 30%

 

ขณะที่ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด เจ้าของแบรนด์ศรีฟ้าเบเกอรี่ ยืนยันกับ THE STANDARD WEALTH ว่าบริษัทไม่ได้จ้างแรงงานต่างชาติเพื่อลดต้นทุน โดยกำหนดให้ทำงานเฉพาะในสายการผลิตเบเกอรีภายในโรงงาน ส่วนหน้าร้านใช้พนักงานคนไทยทั้งหมด จุดที่หาคนยากที่สุดคืองานหน้าเตาอบซึ่งต้องทำท่ามกลางอุณหภูมิสูงและใช้ความอดทนต่อเนื่อง ทำให้ตำแหน่งนี้มีอัตราการลาออกและการหมุนเวียนสูงเมื่อใช้แรงงานไทย จนบางช่วงหาคนมาทดแทนไม่ทัน

 

ว่างงานเพิ่ม ค่าจ้างแท้จริงหด แต่ตำแหน่งงานยังว่าง

 

ข้อมูลล่าสุดของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ระบุว่า อัตราการว่างงานไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 0.95% เพิ่มจาก 0.91% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส โดยผู้ว่างงานแตะ 4.0 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7%

 

เมื่อพิจารณาสาเหตุการว่างงานในกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 41.1% เป็นการลาออกจากงาน โดยคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากสาขาการค้าส่งและค้าปลีก 22.1% รองลงมาคือสาขาการผลิต 20.1%

 

นอกจากผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่ต้องจับตาคือ ‘ผู้เสมือนว่างงาน’ หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงทำงานอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมีจำนวน 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0% ขณะที่การว่างงานในระบบประกันสังคมอยู่ที่ 2.37% เพิ่มจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 51 เดือน

 

ด้านรายได้ ค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% แต่เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 2 ที่ 2.70% แล้ว ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ ในภาพรวมลดลงถึง 2.88% โดยกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 4.54% หนักกว่าลูกจ้างในระบบที่ลดลง 1.76%

 

สัญญาณอีกด้านมาจากฝั่งผู้ประกอบการ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 224.1% เทียบกับ 3.05 หมื่นล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 
ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย 4

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 ทิศทางการลงทุนของไทยเริ่มดีขึ้นจากที่โตต่ำมาเป็นโตกว่า 10% ต่อเนื่อง แต่การลงทุนที่เข้ามามีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ของต่างชาติในกระแส AI ดิจิทัล และ Data center ซึ่งอาจยังไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนไทย แรงงานไทย หรือธุรกิจไทยมากนัก จนกลายเป็น ‘ช่องว่าง’ ของประเทศ

 

“ถ้าการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลดี เราก็ต้องเห็นข้อมูลตลาดแรงงานที่ดีขึ้น” ดร. ฐิติมากล่าว

 

สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 ดร. ฐิติมา ประเมินว่าตลาดแรงงานน่าจะยังได้รับแรงกดดันต่อ เนื่องจากผลกระทบด้านต้นทุนจากสงครามในตะวันออกกลางเพิ่งเริ่มในไตรมาส 2 จึงอาจเห็นการทยอยส่งผ่านต้นทุนต่อไป อีกทั้งยังต้องจับตาผลการสอบสวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในประเด็นการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการทางภาษีเพิ่มเติมอีกระลอก

 

เติมคนใหม่ยากขึ้น ต่ออายุใบอนุญาตซื้อเวลาได้แค่ชั่วคราว

 

โจทย์ที่ยากกว่าคือการหาคนใหม่เข้ามาเติม รายงานของ South China Morning Post ในคอลัมน์ This Week in Asia วิเคราะห์ว่า หลังความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชา ไทยพยายามบรรเทาปัญหาด้วยการรักษาแรงงานที่อยู่ในประเทศอยู่แล้วเอาไว้ โดยเฉพาะแรงงานเมียนมา แต่ข้อมูลของ ILO และเสียงเตือนจากกลุ่มนายจ้างชี้ไปที่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น เพราะกำลังแรงงานที่ก่อตัวขึ้นจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ความคุ้นเคย และต้นทุนการเดินทางที่ต่ำ ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เร็วด้วยการต่ออายุใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว

 

เมื่อดูตัวเลขของ ILO จะพบว่า จากแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารถูกต้อง 4.04 ล้านคน ณ เดือนพฤษภาคม มีเพียง 545,153 คนที่เข้ามาผ่านบันทึกความเข้าใจระดับทวิภาคี (MOU) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวเมียนมา 179,787 คน และอีก 836 คนขึ้นทะเบียนภายใต้ระบบจ้างงานตามแนวชายแดน ส่วนที่เหลือกว่า 3.5 ล้านคนทำงานภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่ให้สิทธิอยู่และทำงานต่อ โดยเป็นชาวเมียนมาเกือบ 3.3 ล้านคน

 

รายงานระบุว่า คณะรัฐมนตรีได้ขยายเวลาการทำงานให้แรงงานเมียนมา ลาว และเวียดนามที่เข้าเกณฑ์ ไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านแรงงานมองว่าเป็นมาตรการประคองสถานการณ์ที่ช่วยให้โรงงาน, ฟาร์ม และภาคบริการเลี่ยงแรงกระแทกรอบสองได้ แต่ไม่ได้ช่วยเติมตำแหน่งงานที่ว่างลงในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกซึ่งแรงงานกัมพูชาหายไป

 

เครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ให้สัมภาษณ์กับ This Week in Asia ว่ามาตรการล่าสุดยังไม่เปิดช่องทางที่ถูกกฎหมายให้กับแรงงานที่สัญญาจ้าง 4 ปีหมดอายุลง หรือผู้ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ

 

“แรงงานที่ไม่มีทางเลือกและไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับ องค์กรของเราไม่สามารถเข้าไปช่วยดำเนินการให้สถานะของพวกเขาถูกต้องได้โดยตรง” ตัวแทน MWRN ระบุ พร้อมเสริมว่าทำได้เพียงแนะนำให้แรงงานกลุ่มนี้ระวังตัวไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ระหว่างรอให้รัฐบาลไทยเปิดรอบขึ้นทะเบียนใหม่

 

อีกด้านหนึ่ง เส้นทางเข้าประเทศไทยเองก็แพงและเสี่ยงขึ้น MWRN ให้ข้อมูลว่าแรงงานหันมาเดินทางทางอากาศมากขึ้นเพราะความไม่ปลอดภัยตามเส้นทางชายแดน ส่วนผู้ที่ใช้ช่องทางที่เป็นทางการไม่ได้มักต้องพึ่งนายหน้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 30,000 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมนายหน้าและเอเจนซีในฝั่งเมียนมาเริ่มต้นราว 8 ล้านจัต (ประมาณ 124,600 บาท) โดยยังไม่รวมกรณีที่ต้องการให้ช่วยหางานหรือขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม

 

ขณะเดียวกันชายชาวเมียนมาอายุ 18-35 ปียังถูกจำกัดไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศตามกฎหมายเกณฑ์ทหาร ขณะที่ ILO ระบุว่างานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าแรงงานข้ามชาติในไทยต้องจ่ายค่าสรรหาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเฉลี่ยราว 2 เดือนของค่าจ้าง และแม้โดยหลักการค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ควรตกเป็นภาระของแรงงาน แต่กฎหมายไทยก็ไม่ได้กำหนดให้นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบิน

 

ในมุมของ ILO การเปิดให้แรงงานที่เข้าเกณฑ์ได้ขึ้นทะเบียนถือเป็นเรื่องที่ควรชื่นชม แต่กระบวนการที่ดำเนินการเป็นภาษาไทยล้วนและมีความซับซ้อน ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ต้องพึ่งนายหน้าอยู่ดี จึงยังไม่ถูกกำกับดูแลอย่างเพียงพอเมื่อมองจากมุมของการสรรหาแรงงาน

 
ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย 5

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

ฝั่งภาคเอกชนไทยเองก็ส่งสัญญาณไปในทางเดียวกัน วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล ในฐานะประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ประกอบการและสมาคมธุรกิจจำนวนมากร้องเรียนมายัง กกร. ว่าขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง กระทบต่อการผลิต, การให้บริการ และความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง, ภาคการผลิต, ภาคเกษตร รวมถึงภาคบริการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในครึ่งหลังของปี 2569

 

“ส่วนใหญ่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว หากไม่มีการพิจารณาแก้ไขจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและหลุดออกนอกระบบ ทำให้ยากต่อการควบคุม และอาจกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง” วิบูลย์ระบุ

 

ขณะเดียวกัน การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 – 28 พฤษภาคม 2569) กรมการจัดหางานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศ พบการทำงานผิดกฎหมายแล้ว 3,217 ราย

 

ในจำนวนนี้เป็นการลักลอบประกอบ ‘อาชีพสงวน’ 1,053 ราย เช่น งานเร่ขายสินค้า, งานนวดไทย, งานตัดผม, งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อนหน้า (1 ตุลาคม 2567 – 18 เมษายน 2568) พร้อมมีข้อเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายทั้งกับนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย และกับแรงงานข้ามชาติที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือประกอบอาชีพสงวน

 

ข้อเรียกร้องของ กกร. ครอบคลุมทั้งการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานทุกสัญชาติที่ยังอยู่ในไทย การลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการขึ้นทะเบียน การแก้ปัญหาระบบใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการเร่งข้อตกลงนำเข้าแรงงานกับศรีลังกา บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย

 

ด้าน ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยล่าสุดว่า อยู่ระหว่างพิจารณานำเข้าแรงงานจากเอเชียใต้ โดยเฉพาะศรีลังกาจำนวน 10,000 คน รวมทั้งพิจารณานำเข้าแรงงานกัมพูชาอีกครั้ง นอกจากนี้ หลังการเยือนไทยของมินอ่องหล่ายช่วงวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้แก้ไข MOU นำเข้าแรงงานเมียนมา โดยขยายระยะเวลาอาศัยและทำงานในไทยจาก 4 ปี เป็น 5 ปี

 

อย่างไรก็ตาม รายงานของ South China Morning Post ระบุว่าดีลศรีลังกายังไม่คืบเท่าที่ควร โดยสถานทูตศรีลังกาให้ข้อมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าทั้งสองฝ่ายเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว แต่การลงนามระดับรัฐมนตรีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสเดียวกันกลับยังไม่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ MWRN มองว่า MOU ฉบับปรับปรุงระหว่างไทยกับเมียนมาที่ลงนามเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ยังไม่มีความหมายในทางปฏิบัติสำหรับแรงงานเมียนมา เนื่องจากการควบคุมการส่งออกแรงงานที่เข้มงวดขึ้นและการตรวจสอบโดยคณะกรรมการระดับชาติ

 

เพิ่มผลิตภาพหรือเพิ่มคน ทางออกที่ยังรอการตัดสินใจ

 

ท่ามกลางข้อจำกัดเหล่านี้ ดร. ธนิต เสนอให้ภาครัฐจัดตั้ง ‘กองทุนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี’ เพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับกระบวนการทำงานไปสู่ระบบสมัยใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการติดตั้งหุ่นยนต์ในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงซอฟต์แวร์อย่างระบบ ERP, ระบบบัญชีอัตโนมัติ และเทคโนโลยี AI โดยมองว่าแม้จะลดจำนวนพนักงานที่ต้องใช้ในบางกระบวนการลง แต่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและเปิดทางให้แรงงานที่ยังอยู่ในระบบได้ค่าจ้างสูงขึ้นจริง แทนการใช้คนจำนวนมากแล้วต้องกดค่าแรงเพื่อคุมต้นทุนอย่างที่เป็นอยู่

 

อีกข้อเสนอคือการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุกได้ ซึ่งงานขับขี่ยานพาหนะเป็นหนึ่งในอาชีพสงวนที่กรมการจัดหางานตรวจพบการลักลอบทำงานอยู่ในเวลานี้ โดยแนวทางที่เสนอคล้ายบางประเทศในยุโรปที่เปิดรับแรงงานจากยุโรปตะวันออกหรือไนจีเรียเข้ามาทำงานด้านขนส่ง แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขอย่างรอบคอบ ทั้งความสามารถในการสื่อสารและอ่านภาษาไทยระดับพื้นฐานเพื่ออ่านป้ายจราจรได้ถูกต้อง การกำหนดให้ทำงานภายใต้นายจ้างคนไทยเท่านั้น และไม่อนุญาตให้ประกอบอาชีพอิสระ

 

ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงระบบบริหารจัดการแรงงานต่างชาติให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดระยะเวลาต่ออายุเอกสารให้แน่นอน การเปิดให้ยื่นเอกสารออนไลน์เต็มรูปแบบ และการออกมาตรการคุ้มครองแรงงานระหว่างรอต่ออายุเอกสาร เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างความมั่นใจให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

 

ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคนไทยว่างงานและแรงงานต่างชาติในไทย 6

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

ในมุมของ ดร. ธนิต แม้อัตราว่างงานของไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่โจทย์ที่แท้จริงคือความขาดแคลนที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายระดับ

 

“สุดท้ายแล้วแม้ตลาดแรงงานไทยจะมีจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาคธุรกิจยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายระดับ ตั้งแต่แรงงานใช้ทักษะทั่วไป แรงงานต่างชาติ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและแรงงานทักษะสูง การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานไทย การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และการออกแบบนโยบายแรงงานต่างชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร. ธนิต ย้ำ

 

ภาพปก: AFP PHOTO / Nicolas ASFOURI / AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI

 

อ้างอิง:

 

The post ว่างงานแตะ 4 แสนคน แต่ตำแหน่งที่ว่างกลับหา ‘คนไทย’ มาทำไม่ได้ จนธุรกิจต้องพึ่ง ‘แรงงานต่างชาติ’ 4.3 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/thai-labor-market-unemployment-crisis/ Mon, 24 Aug 2026 08:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1245830 แรงงานไทย

อัตราว่างงานไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มแตะ 0.95% สูงสุด […]

The post บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานไทย

อัตราว่างงานไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มแตะ 0.95% สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส หลังจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.7% อยู่ที่ 4 แสนคน ขณะที่ ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ แรงงานไทย (เมื่อปรับผลเงินเฟ้อแล้ว) ลดลงถึง 2.88% SCB EIC ประเมินแนวโน้มช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแรงกดดันต่อเนื่อง

 

 
 

อัตราว่างงานเพิ่มแตะ 0.95% สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส

 

วันนี้ (24 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 0.95% เพิ่มขึ้นจาก 0.91% ในไตรมาส 2 ปี 2568 และนับเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (หรือ 1 ปี 3 ไตรมาส) หรือนับแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 หลังจำนวนผู้ว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น แตะ 4.0 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อพิจารณาสาเหตุของการว่างงานในกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนพบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (41.1%) เป็นการลาออกจากงาน และส่วนใหญ่มาจากสาขาการค้าส่งและค้าปลีก (22.1%) และสาขาการผลิต (20.1%)

 

นอกจากนี้ หากพิจารณาอัตราการว่างงานตามระดับการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้จบอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ 1.70%

 

อัตราว่างงานในระบบสูงสุดรอบกว่า 4 ปี หลังธุรกิจปิดกิจการพุ่ง

 

สำหรับการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบที่ 2.37% เพิ่มขึ้นจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และนับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 51 เดือน (หรือ 4 ปี 3 เดือน) หรือนับตั้งแต่มีนาคม 2565

 

รายงานของสภาพัฒน์ยังระบุว่า การเพิ่มของอัตราว่างงานในระบบสอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้นแล้วยังพบว่า ‘ผู้เสมือนว่างงาน’ หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ (ผู้ที่ทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่ทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกภาคเกษตรกรรม) มีจำนวน 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0%

 

ค่าแรงที่แท้จริงคนไทยลดลง 2.88%

 

รายงานระบุอีกว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานยังคงปรับลดลงในภาพรวม อยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

 

โดยแยกตามกลุ่มแรงงานพบว่า กลุ่มอาชีพอิสระเป็นกลุ่มที่มีค่าจ้าง ‘ลดลงมากกว่า’ ลูกจ้างในระบบ โดยค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 1.96% อยู่ที่ 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน

 

ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,853 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.90% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างเอกชนและของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ 1.13% และ 0.18% ตามลำดับ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับด้วยผลอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.70% พบว่า ‘ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริง’ ในภาพรวมลดลง 2.88% โดยลดลงทั้งค่าจ้างที่แท้จริงของกลุ่มอาชีพอิสระและของลูกจ้างในระบบที่ 4.54% และ 1.76% ตามลำดับ

 

การลงทุนจากต่างชาติโตแรง แต่ส่งไม่ถึงตลาดแรงงานไทย: ช่องว่างใหญ่เศรษฐกิจไทย

 

ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALH ว่า แม้ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามดูแลตลาดแรงงาน ผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการออกพ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาช่วยบรรเทาผลกระทบและค่าใช้จ่ายของแรงงานและผู้ประกอบการ รวมไปถึงมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่างๆ เช่น การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยตรึงราคา

 

อย่างไรก็ตาม ดร. ฐิติมามองว่า ในระยะต่อไป สิ่งที่รัฐบาลควรพยายามดำเนินการเพิ่มเติม คือ การเพิ่มรายได้ของแรงงานไทยให้สูงขึ้นและยั่งยืนขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้ทันกับตลาดแรงงานใหม่

 

นอกจากนี้ จากการติดตามนโยบายการทำงานของรัฐบาล ดร. ฐิติมายังพบว่า รัฐบาลพยายามผลักดันการลงทุน ดังนั้นจึงจะเห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2568 เป็นต้นมา จึงเริ่มเห็นทิศทางการลงทุนไทยดีขึ้นจากที่โตแบบต่ำๆ ก็เริ่มโตกว่า 10% ได้ต่อเนื่อง

 

กระนั้น ยังมีข้อสังเกตว่า การลงทุนที่เข้ามามีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ต่างชาติ ที่เป็นกระแส AI ดิจิทัล และ Data center ที่อาจจะยังไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับคนไทย แรงงานไทย หรือธุรกิจไทยเท่าไหร่ กลายเป็นช่องว่าง (Gap) ของประเทศ ดังนั้น ดร. ฐิติมาจึงแนะว่า ในระยะต่อไป รัฐบาลอาจจะต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อกับตลาดแรงงานมากขึ้น

 

“ถ้าการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลดี เราก็ต้องเห็นข้อมูลตลาดแรงงานที่ดีขึ้น” ดร. ฐิติมากล่าว

 

เปิดแนวโน้มตลาดแรงงานไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2569

 

ดร. ฐิติมา ประเมินต่อว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดแรงงานน่าจะได้รับแรงกดดันต่อ เนื่องจากผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง เพิ่งเริ่มต้นในไตรมาส 2 ดังนั้นจึงอาจยังเห็นการทยอยส่งผ่านต้นทุนต่อในระยะต่อไป

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญกับการแข่งขันจากต่างประเทศต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 7,024 ราย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงถึง 224.1% เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3.05 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

“ตัวเลขการปิดกิจการที่สูงในครึ่งปีแรก สะท้อนว่า รายได้ การมีงานทำ และกำลังซื้อน่าจะอ่อนแอในช่วงครึ่งหลัง” ดร. ฐิติมากล่าว

 

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คือ ผลการสอบสวนของสหรัฐฯ มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ประเด็นการผลิตส่วนเกิน (Excess Manufacturing Capacity) ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจนำไปสู่การกำหนดมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมอีกระลอกในอนาคต

The post บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
DPU กับโมเดลการศึกษาปั้นคนให้ตอบโจทย์งานและโลกอนาคต คว้า 3 รางวัลจาก IEAC [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/dpu-education-model-ieac-awards/ Fri, 31 Jul 2026 02:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1236377 ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC

ตลาดแรงงานเปลี่ยนเร็วและสิ้นเชิงจากเทคโนโลยีที่เข้ามาแท […]

The post DPU กับโมเดลการศึกษาปั้นคนให้ตอบโจทย์งานและโลกอนาคต คว้า 3 รางวัลจาก IEAC [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC

ตลาดแรงงานเปลี่ยนเร็วและสิ้นเชิงจากเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่งาน นายจ้างจึงมองหาทักษะคิดวิเคราะห์ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และแก้ปัญหา มากกว่าชื่อเสียงหรือสถิติการได้งานในอดีตของสถานศึกษา มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับบทบาทจากคลังความรู้ สู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เน้นลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวน

 

 

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ DPU เป็นหนึ่งในสถาบันที่วางทิศทางการศึกษาไว้บนโจทย์นี้ ผ่านแนวคิดการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จในอาชีพ หรือ Potential Development to Career Success และล่าสุด แนวทางดังกล่าวได้รับการรับรองผ่านผลประเมินระดับ 5 ดาวครบทั้ง 8 ด้าน พร้อม 3 รางวัลจาก International Education Accreditation Council หรือ IEAC

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 1

 

5 ดาว 8 หมวด 3 รางวัล สะท้อนอะไรจาก DPU?

 

ความสำเร็จครั้งนี้มีเบื้องหลังที่มากกว่าเพียงการประเมินเพียงหลักสูตรหรือผลการเรียนของนักศึกษา เพราะมันได้ครอบคลุมตั้งแต่คุณภาพการเรียนการสอน ระบบประกันคุณภาพ สวัสดิภาพนักศึกษา สภาพแวดล้อมและความปลอดภัย ไปจนถึงการบริหารจัดการองค์กรโดยรวม

 

ผลการประเมินจาก International Education Accreditation Council หรือ IEAC จึงทำหน้าที่มากกว่าการจัดอันดับ เพราะเป็นการมองมหาวิทยาลัยในฐานะ “ระบบการเรียนรู้” ที่ทุกองค์ประกอบต้องทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่วันแรกที่นักศึกษาเข้ามาเรียน ไปจนถึงวันที่พวกเขาพร้อมก้าวออกไปทำงานจริง

 

ซึ่ง DPU ก็คว้าคะแนนสูงสุดระดับ 5 ดาวเต็มในทุกมิติทั้ง 8 หมวดประเมินเป็นที่แรกของเอเชีย และคะแนนรวม ทั้งยังกวาดอีก 3 รางวัลระดับสถาบัน ได้แก่ Human Potential Development Award, Future Job Ready & Career Success Award และ Global Education Pathways Award ซึ่งความพิเศษคือ DPU ได้รับ 3 รางวัลนี้เป็น “มหาวิทยาลัยแรกของโลก”

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 2

 

รางวัลทั้งสามสาขาสะท้อนว่า มหาวิทยาลัยยุคนี้ต้องวัดที่การพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ความพร้อมสู่ตลาดงาน และโอกาสในระดับสากล ไม่ใช่แค่หลักสูตรที่ดี สำหรับ DPU รางวัลเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่า แนวทางการศึกษาที่ขับเคลื่อนได้รับความเห็นชอบและยอมรับในมาตรฐานสากลแล้ว

 

มหาวิทยาลัยต้องพาผู้เรียนไปไกลกว่าการได้รับปริญญา

 

เบื้องหลังผลประเมินและรางวัลทั้งหมด นั้นเริ่มจากการตั้งคำถามใหม่เพียงหนึ่งคำถามว่า “สถาบันการศึกษาควรรับผิดชอบอนาคตของผู้เรียนไปไกลแค่ไหน”

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายว่า เป้าหมายของ DPU ไม่ใช่แค่การพานักศึกษาไปถึงวันรับปริญญา แต่คือการช่วยให้ผู้เรียนนำศักยภาพในตัวเองไปสร้างโอกาสและเติบโตในโลกการทำงานได้จริง

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 3

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

“เราไม่ได้มองเพียงแค่การมอบใบปริญญาบัตรเมื่อเรียนจบเท่านั้น แต่ต้องขับเคลื่อน Potential Development เพื่อค้นหาและพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของนักศึกษาเป็นรายบุคคล ควบคู่ไปกับการสร้าง Career Success อย่างเป็นรูปธรรม”

 

แนวคิด Potential Development to Career Success จึงเป็นการเริ่มตั้งแต่การช่วยให้ผู้เรียนรู้จักตัวเอง เห็นจุดแข็งของตัวเอง และเข้าใจว่าทักษะที่มีสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางอาชีพแบบใดได้บ้าง

 

โลกที่งานและทักษะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มหาวิทยาลัยไม่สามารถให้ความรู้ชุดเดียวเพื่อใช้ไปตลอดชีวิตได้ ต้องสร้างพื้นฐานสำคัญคือ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับตัว และนำศักยภาพไปใช้จริง บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงเปลี่ยนจากการถ่ายทอดความรู้ มาเป็นการช่วยออกแบบเส้นทางการเติบโตของผู้เรียน ตั้งแต่การค้นพบตัวเอง พัฒนาทักษะ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับโอกาสในโลกการทำงาน

 

และเพื่อให้แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับวิสัยทัศน์ DPU จึงนำมาพัฒนาเป็นระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมการศึกษาเข้ากับประสบการณ์ทำงานจริง ผ่านโมเดล Work-Integrated Education

 

DPU Passport ขีดเส้นทางการเรียนเฉพาะให้ผู้เรียนแต่ละคน

 

แม้นักศึกษาคณะเดียวกัน แต่ต่างคนต่างมีจุดแข็ง ความสนใจ หรือเส้นทางอาชีพต่างกัน การศึกษาด้วยวิธีเดียวสำหรับทุกคนจึงอาจไม่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

 

DPU จึงพัฒนา “DPU Passport” ในฐานะเครื่องมือ Personalized Learning ที่ช่วยวิเคราะห์พรสวรรค์ จุดแข็ง และด้านที่ควรพัฒนาของนักศึกษาแต่ละคน ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้วางแนวทางการเรียนรู้และเส้นทางอาชีพให้เหมาะสมมากขึ้น

 

“DPU Passport เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจตัวเองได้ชัดขึ้นว่า มีศักยภาพด้านใด ควรพัฒนาเรื่องใด และจะนำสิ่งที่มีอยู่ไปต่อยอดสู่การทำงานจริงได้อย่างไร”

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 4

 

ดร.ดาริกาอธิบายว่า เครื่องมือนี้ไม่ได้มีไว้เพียงจัดทำรายงาน แต่ช่วยพัฒนาผู้เรียนอย่างแม่นยำ ตั้งแต่การเลือกวิชา ทำโปรเจกต์ ฝึกทักษะ ไปจนถึงเชื่อมโยงโอกาสฝึกงานและอาชีพ ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดจากการถามว่า “เรียนผ่านหรือไม่” เป็น “กำลังเติบโตในทิศทางที่เหมาะกับตนเองหรือไม่”

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 5

 

ผลลัพธ์หนึ่งที่ DPU ใช้ยืนยันแนวทางดังกล่าวคือ ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 1,500 แห่งที่พร้อมยื่นข้อเสนอรับนักศึกษาเข้าทำงานตั้งแต่ยังฝึกงานไม่เสร็จ สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นศักยภาพของผู้เรียนก่อนวันที่พวกเขาจะได้รับปริญญา

 

เมื่อทำงานร่วมกับ Work-Integrated Education ระบบนี้จึงช่วยเชื่อมสองเรื่องเข้าด้วยกัน คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เจอโจทย์จริง และการช่วยให้แต่ละคนรู้จักตัวเองมากพอที่จะเลือกเส้นทางที่เหมาะสม

 

3 รางวัลที่สะท้อนทิศทางการศึกษาของ DPU

 

มองย้อนกลับไปยังระบบที่ DPU พยายามสร้าง ทั้ง Work-Integrated Education, DPU Passport และเครือข่ายพันธมิตร ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่า รางวัลทั้งสามจาก IEAC ที่ได้รับเป็นมหาวิทยาลัยแรกของโลก ยังสะท้อนทิศทางของมหาวิทยาลัยใน 3 มิติสำคัญ

 

  • Future Job Ready & Career Success Award เชื่อมโยงกับการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมทำงานจริง ผ่านหลักสูตรที่พัฒนาร่วมกับภาคธุรกิจและประสบการณ์จากโจทย์จริง
  • Human Potential Development Award สะท้อนแนวคิดการมองผู้เรียนเป็นรายบุคคล และเชื่อว่าศักยภาพของแต่ละคนสามารถพัฒนาได้อย่างแตกต่างกัน
  • Global Education Pathways Award สะท้อนความสามารถในการเชื่อมผู้เรียนกับองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสจากต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติกว่า 83 แห่ง

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 6

 

รางวัลทั้งสามนี้ก็กำลังบอกว่า การศึกษาที่ DPU ต้องการสร้างผู้เรียนให้ไปไกลกว่าการเรียนให้จบ แต่ต้องทำให้ผู้เรียนรู้จักตัวเอง พร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน และมองเห็นโอกาสที่กว้างกว่าห้องเรียน

 

บทพิสูจน์ของมหาวิทยาลัย ความสำเร็จที่มองไกลกว่าแค่วันรับปริญญา

 

ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน อาจเป็นการวัดจากความสามารถของผู้เรียนในการนำทักษะและศักยภาพไปสร้างโอกาสในชีวิต ซึ่ง DPU พิสูจน์ผลลัพธ์นี้ด้วยอัตราการมีงานทำของบัณฑิตสูงถึง 95% และมีบริษัทกว่า 1,500 แห่งพร้อมรับเข้าทำงานตั้งแต่ยังฝึกงานไม่เสร็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบการศึกษาที่ร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้ทำงานกับโจทย์จริง และพัฒนาศักยภาพนักศึกษาเป็นรายบุคคล

 

“เป้าหมายของเราคือการผลักดัน Potential Development ไปสู่ Career Success อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างผู้เรียนที่พร้อมทำงาน และพร้อมเติบโตในโลกธุรกิจแห่งอนาคต” ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ กล่าวถึงเป้าหมายของ DPU

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 7

 

ท่ามกลางตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณค่าของมหาวิทยาลัยคือการบ่มเพาะให้ผู้เรียนค้นพบตัวเอง ยืดหยุ่น และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ความสำเร็จของ DPU ครั้งนี้จึงก้าวข้ามเรื่องรางวัล สู่ต้นแบบรูปธรรมของการพัฒนาระบบการศึกษาไทยที่ผสานมาตรฐานสากลเข้ากับอนาคตของผู้เรียนได้อย่างลงตัว

 

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้บนเว็บไซต์ www.dpu.ac.th

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU พร้อมโลโก้มหาวิทยาลัยและรางวัล IEAC 8

 

ภาพ: Headline on Cover

The post DPU กับโมเดลการศึกษาปั้นคนให้ตอบโจทย์งานและโลกอนาคต คว้า 3 รางวัลจาก IEAC [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน https://thestandard.co/thai-labor-market-warning-jobs/ Fri, 01 May 2026 09:56:54 +0000 https://thestandard.co/thai-labor-market-warning-jobs/ ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ที่สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไท […]

The post เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ที่สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับปัญหาระยะสั้น (จากสงครามพลังงาน-การค้า) และปัญหาระยะยาว (เชิงโครงสร้าง) นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากรัฐบาลรักษาตำแหน่งงานไว้ไม่ทัน ปัญหาในตลาดแรงงานไทยอาจกลายงูกินหางฉุดเศรษฐกิจอีกระลอก และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคม

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

1. ยอดคนขอรับสวัสดิการ ‘ว่างงาน’ พุ่งแตะ 242,437 คนในมีนาคม

 

ผู้ประกันตนที่รับประโยชน์ทดแทนกรณีการว่างงานรายเดือนของสำนักงานประกันสังคมในมีนาคม 2569 (เดือนแรกของสงครามตะวันออกกลาง) อยู่ที่ 242,437 คนเพิ่มขึ้น 10,392 คน (6.54%) จาก 232,045 คนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และนับเป็นการเพิ่มขึ้น 3 เดือนติดต่อกันแล้ว

 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างในระบบ) ที่ถูกเลิกจ้าง ลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือกรณีพิเศษอื่น (เช่น นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว)

 

2. การเลิกจ้างในระบบจ่อพุ่งแตะ 45,000 คนต่อเดือนในปีนี้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

 

เมื่อดูในฝั่งการเลิกจ้างเพียงด้านเดียว ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) พบว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (CAGR 2565-2568)

 

  • ณ สิ้นปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 531,779 คน เพิ่มขึ้นราว 20% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2567 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 441,840 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2566 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 419,405 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2565 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 439,084 คน

 

โดยจากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงปี 2565-2567 ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 35,000-37,000 คน แต่พอถึงปี 2568 ตัวเลขเฉลี่ยได้พุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 44,000 คนต่อเดือน

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สาเหตุตัวเลขการเลิกจ้างในระบบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง มาจากปัญหาที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่ช่วงโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาสงครามการค้า มาตรการภาษีระหว่างประเทศ และความสามารถในการแข่งขันจากการตีตลาดของสินค้านำเข้าจากจีน ท่ามกลางรายได้ของผู้บริโภคในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น “หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างอาจเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ในระดับ 40,000 – 45,000 คนต่อเดือนได้” เกวลินกล่าว

 

3. รายได้ครัวเรือนคนไทย ‘ลดลง’ หลังเจอปัญหารุมเร้า

 

จากการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากกลุ่มตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือน พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนในปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดลงกว่า 2.5% จาก 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 (ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนทุก 2 ปี)

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ครัวเรือนคนไทยลดลงในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวจากการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก โดยแม้ตัวเลขส่งออกไทยจะออกมาดูดีแต่กลับกระจุกตัวในกลุ่มที่ส่งไปตลาดสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ ธุรกิจไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้าจีนที่เข้ามาเยอะ เห็นได้จากตัวเลขของจำนวนธุรกิจเปิดใหม่น้อยลง ขณะที่จำนวนธุรกิจหรือโรงงานปิดตัวเพิ่มเยอะขึ้น ทำให้เห็นการลดชั่วโมงทำงานหรือลดคนงานของนายจ้าง

 

4. ‘หลุมรายได้ที่แท้จริง’ จ่อ ‘แย่ลง’ จากสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติม

 

โดยตามการคำนวณ ‘รายได้ที่แท้จริง’ ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) โดยทำเป็นดัชนี พร้อมกำหนดให้ปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการระบาดของโควิดเท่ากับ 100 พบว่า การเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่แท้จริงเฉลี่ยในรอบ 1 ปีของคนไทยมีลักษณะเป็น ‘หลุม’

 

แม้ในปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้ที่แท้จริงของคนไทยฟื้นตัวกลับไปแตะ 99.6 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีดังกล่าว ‘ติดลบ’ แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปเท่าช่วงโควิดได้

 

สำหรับแนวโน้ม ‘รายได้แท้จริง’ ในปี 2569 นี้ ดร.ฐิติมา มองว่า มีแนวโน้มจะลดลง หรือ ‘หัวปัก’ เนื่องจาก 2 ตัวแปรหลักได้แก่ รายได้ที่เป็นตัวเงิน (Nominal Income) กำลังลดลงในทุกกลุ่ม ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพกำลังจะพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

“ถ้าดูรายได้ที่แท้จริงก็น่ากังวลขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากในปีที่แล้วเรายังไม่ฟื้นกลับไปช่วงก่อนโควิดเลย พอมาปีนี้รายได้ที่แท้จริงก็ยังไม่น่าจะไม่กลับไปได้ เนื่องจากมีสงครามตะวันออกกลางเข้ามาอีก ทิศทางรายได้คนไทยก็น่าจะอาจลดลง” ดร.ฐิติมากล่าว

 

ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 1

 

5. มีแรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง

 

SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด

 

โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น ‘ตัวเร่ง’ ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม

 

ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 2

 

6. คนถอดใจออกจากระบบมากขึ้น: แรงงานไทยกำลัง ‘หาย’ ไปจากกำลังแรงงาน

 

‘ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน’ เพิ่มเป็น 30.2 ล้านคนในปี 2568 จาก 29.6 ล้านคนในปี 2563 เนื่องมาจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงผู้ที่เกษียณจากงาน กลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางานหรือไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว

 

SCB EIC ยังระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน “ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)” กับ “ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 – 59 ปี)” ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2567 ยังพบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว

 

7. อัตราว่างงาน ‘แรงงานจบใหม่’ ยังสูง

 

ตามการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ว่างงานในกลุ่มเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) มีจำนวน 1.42 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 4.0% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 นับว่าเป็นอัตราที่ ‘สูง’ เมื่อเทียบกับอัตราการว่างงานภาพรวม ซึ่งอยู่ที่ 0.7% ของกำลังแรงงานรวม (จำนวนผู้ว่างงานรวมอยู่ที่ 2.80 แสนคน)

 

8. สัดส่วนแรงงานนอกระบบ ‘สูงกว่า’ แรงงานในระบบ

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2568 แรงงานนอกระบบมีจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบประมาณ 1.9 แสนคน จากผู้มีงานทำทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน (52.4%) และเป็นแรงงานในระบบ 19.0 ล้านคน (47.6%)

 

SCB EIC ยังระบุว่า เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2568 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด

 

สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง

 

ในระยะสั้น รัฐบาลต้องการจัดหาวัตถุดิบ-ต้นทุน ป้องกันการหยุดการผลิต

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า เพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด รัฐบาลควรต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่อง ‘วัตถุดิบและต้นทุน’ โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบหลัก เช่น พลาสติก ปุ๋ย น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ให้มีเพียงพอและในราคาที่ผู้ประกอบการพออยู่ได้ เพื่อให้โรงงานยังสามารถเดินสายการผลิตต่อไปได้และไม่ต้องเลิกจ้างคน

 

นอกจากนี้ หากโรงงานจำเป็นต้องหยุดพักการผลิตชั่วคราว รัฐควรมีมาตรการเข้าไปช่วยประคับประคองเพื่อให้การหยุดผลิตสั้นที่สุด

 

สำหรับในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ทั้งในฝั่งของภาคธุรกิจและการพัฒนาแรงงาน สำหรับภาคธุรกิจ รัฐต้องหาทาง ลดต้นทุนแฝง เช่น การลดขั้นตอนความยุ่งยากในการติดต่อหน่วยงานราชการ เพื่อให้ต้นทุนรวมต่ำลงและสามารถแข่งขันได้ ส่วนในฝั่งของแรงงาน รัฐต้องช่วย ยกระดับทักษะ (Upskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษา

 

แนะรัฐอย่ามุ่งแต่ลดค่าครองชีพ ต้องรักษาตำแหน่งงานควบคู่กันด้วย

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำอยู่คือมาตรการลดค่าครองชีพและรายจ่ายในบางกลุ่ม เช่น มาตรการ ‘คนละครึ่ง’ อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมามองว่า มาตรการที่จะช่วยได้มากกว่าคือ ‘การรักษางาน’ ผ่านการช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เป็นคนจ้างงานหลักของประเทศ ที่อาจกำลังจะไม่ไหว เพราะแบกต้นทุนที่สูงขึ้นและยังปรับตัวไม่ได้

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังแนะว่า รัฐบาลยังควรต้องเร่งประเมินผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแพงและภาวะสินค้าที่ขาดแคลน (Second Round Effect) ให้ชัดเจน เพื่อเข้าไปช่วยรักษาการจ้างงานให้ทันท่วงที

 

“เรายังไม่เคยเห็นนโยบายรักษางาน หรือช่วยนายจ้างธุรกิจ SME เท่าไหร่ นอกจากนี้ รัฐบาลก็ควรประเมินความรุนแรงจาก Second Round Effect ให้ทัน” ดร.ฐิติมากล่าว

 

สำหรับในระยะยาว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจในการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) ผ่านมาตรการภาษี หรือเงินอุดหนุน รวมไปถึงการสร้างแพลตฟอร์มจับคู่งาน ขยายระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมแรงงานอิสระ (Gig economy) และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเข้ามาของ AI ที่จะกระทบกับตลาดแรงงานไทยด้วย

 

วงจรงูกินหาง: ปัญหา ‘คนตกงาน’ จ่อวนกลับมากระทบเศรษฐกิจระดับประเทศ

 

เกวลินกล่าวว่า หากผู้ที่ถูกเลิกจ้างหลุดออกจากระบบไปแล้ว แต่ไม่สามารถหางานใหม่ทำได้ อาจส่งผลกระทบวนกลับสร้างปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจาก หากผู้คนตกงานมากขึ้น ก็จะทำให้กำลังซื้อของครัวเรือนจะหายไป ทำให้คนไม่มีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอย เมื่อคนไม่มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจที่ลดลง และส่งผลให้รายได้จากการเก็บภาษีของภาครัฐลดลงตามไปด้วย

 

ท้ายที่สุดปัญหาทั้งหมดจะย้อนกลับมากระทบภาพรวมของ ‘เศรษฐกิจ’ ระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขการเลิกจ้างจึงกลายเป็นเครื่องชี้วัด (Indicator) ล่วงหน้า ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้าได้

 

หากรัฐบาลรักษางานไม่ทัน คนตกงานเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ ‘ปัญหาสังคม’

 

ขณะที่ดร.ฐิติมากล่าวว่า ภาวะที่แรงงานไหลออกจากระบบต่อเนื่องเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ สูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) การเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้ทักษะการทำงานถดถอยและสูญหาย สุดท้ายจึงอาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจบานปลายสู่ ‘ปัญหาสังคม’

 

โดยดร.ฐิติมาอธิบายต่อว่า เมื่อแรงงานหลุดออกจากระบบ รายได้ประจำจะหายไปทันที และถึงแม้จะสามารถหางานใหม่ที่เป็นงานนอกระบบได้ รายได้ก็มักจะลดลงและไม่มีความแน่นอน

 

การหลุดออกจากระบบก็จะทำให้แรงงานสูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) ต่างๆ ที่เคยได้การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน รวมถึงเงินออมสะสมที่มีนายจ้างและรัฐบาลช่วยสมทบให้

 

นอกจากนี้ การไม่มีฐานะการจ้างงานที่มั่นคงจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือทางการเงิน ส่งผลให้การขอกู้ยืมเงินหรือเข้าถึงแหล่งทุนในระบบทำได้ยากลำบากขึ้น

 

สุดท้ายแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจก็อาจบานปลายสู่ปัญหาสังคม เนื่องจาก “คนทำงาน 1 คนมักมีภาระต้องดูแลสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว หากคนคนนี้ตกงานและขาดรายได้ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ตัวเอง แต่จะกระทบถึงคนรอบข้าง ซึ่งท้ายที่สุดจะขยายวงกว้างจากปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาสังคม” ดร.ฐิติมากล่าว

The post เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย https://thestandard.co/thai-labor-income-crisis-2026/ Fri, 01 May 2026 01:47:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1202922 ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

ชำแหละปัญหาแรงงานไทย 2569 เมื่อเศรษฐกิจโต แต่ชีวิตแรงงา […]

The post ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

ชำแหละปัญหาแรงงานไทย 2569 เมื่อเศรษฐกิจโต แต่ชีวิตแรงงานยังไม่ขยับ เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร?

 

 
 

รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ

 

ในปี 2569 หนึ่งความท้าทายเศรษฐกิจคือ “วิกฤตเชิงโครงสร้างของแรงงานไทย”

 

แรงงานจำนวนมากเผชิญภาวะรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ แม้ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นในบางธุรกิจ แต่ยังตามไม่ทันราคาสินค้า ค่าเช่า และค่าเดินทางที่แพงขึ้น ส่งผลให้หลายคนต้องทำงานเสริม หรืออยู่ในภาวะ “ชนเดือน”

 

โดยเฉพาะความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าไฟ และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในกรอบ 1.1-1.5% ชะลอลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2%

 

สอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.4% แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจ ขาดสภาพคล่องจำนวนมาก ปิดกิจการ หรือปลดคนงานเป็นวงกว้าง

 

โครงสร้างงานเปลี่ยน แต่ ‘ทักษะ’ แรงงานไทยยังล้าหลัง

 

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ทำให้งานจำนวนหนึ่งหายไปหรือถูกแทนที่

 

โดยแรงงานจำนวนไม่น้อยยังขาดทักษะใหม่ เกิดช่องว่าง “งานเปลี่ยน แต่คนไม่พร้อม” โดยเฉพาะแรงงานวัยกลางคน

 

แรงงานนอกระบบยัง ‘เปราะบาง’

 

นอกจากนี้ มากกว่า 50% ของแรงงานไทยยังอยู่นอกระบบ ทั้งค้าขายอิสระ รับจ้างรายวัน และฟรีแลนซ์ กลุ่มนี้ขาดหลักประกันรายได้และสวัสดิการ ทำให้เสี่ยงสูงเมื่อเศรษฐกิจผันผวนหรือเกิดวิกฤต

 

น่าสนใจว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ มูลค่าใช้จ่ายวันแรงงานปี 2569 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังรายได้ไม่เพิ่ม ธุรกิจทยอยลดโอที ลดงานเสริม คนไทยอยู่ในสภาวะรัดเข็มขัด “ลดรายจ่าย ใช้เท่าที่มี”

 

ชั่วโมงทำงานสูง แต่คุณภาพชีวิตต่ำ ธุรกิจกำลังเผชิญขาดแคลนแรงงานต่างด้าวรุนแรง

 

นอกจากนี้ จากงานวิจัยพบว่า ไทยยังมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยสูง ขณะที่ผลตอบแทนและคุณภาพชีวิตไม่สอดคล้อง ปัญหาความเครียดและภาวะหมดไฟในแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงกดดันในตลาดแรงงานที่เข้มข้นขึ้น

 

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานในภาคธุรกิจ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ว่าปัญหาแรงงานในประเทศไทยที่ขาดแคลน เป็น ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ที่กระทบแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทุกกลุ่ม

 

ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการผลิต การเกษตร การก่อสร้าง และภาคบริการ

 

หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสมทันที อาจส่งผลกระทบฉับพลันต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร (รวมถึงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ

 

ทางออก : ต้องมากกว่าการขึ้นค่าแรง

 

ระยะสั้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ในภาวะที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย มาตรการของรัฐ เช่น ‘ไทยช่วยไทย’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก ทั้ง 2 โครงการจะหมุนเวียนในระบบ 2 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแรงงาน

 

นักวิเคราะห์ ระบุว่า การแก้ปัญหาแรงงานต้องทำเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับทักษะ (reskill/upskill) ขยายสวัสดิการแรงงานนอกระบบ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 1

 


 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 2

 


 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 3

 


 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 4

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเบื้องลึกแรงงานไทย เศรษฐกิจทรุด ต่างด้าวขาดรุนแรง ธุรกิจหั่นโอที ของแพง ‘ค่าแรงเท่าเดิม’ หนักสุดในรอบ 5 ปี https://thestandard.co/thai-labor-economy-crisis-wages-stagnant/ Wed, 29 Apr 2026 06:20:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1202287 ภาพหญิงสาวท่าทางเครียดเศร้ากำลังนั่งอยู่คนเดียวในกล่อง สื่อถึงความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวและค่าครองชีพสูง

เศรษฐกิจไทยทรุด กำลังซื้อเปราะบาง! เผยมูลค่าใช้จ่ายวันแ […]

The post เปิดเบื้องลึกแรงงานไทย เศรษฐกิจทรุด ต่างด้าวขาดรุนแรง ธุรกิจหั่นโอที ของแพง ‘ค่าแรงเท่าเดิม’ หนักสุดในรอบ 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวท่าทางเครียดเศร้ากำลังนั่งอยู่คนเดียวในกล่อง สื่อถึงความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวและค่าครองชีพสูง

เศรษฐกิจไทยทรุด กำลังซื้อเปราะบาง! เผยมูลค่าใช้จ่ายวันแรงงานปีนี้ 2569 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังรายได้ไม่เพิ่ม ธุรกิจทยอยลดโอที ลดงานเสริม คนไทย “ลดรายจ่าย ใช้เท่าที่มี”

 

 
 

พร้อมเผยผลสำรวจแรงงานไทยปีนี้ พบว่า มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเกือบ 5 แสนบาท ส่วนใหญ่กู้มาเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและชำระหนี้เก่า นักวิชาการเตือน GDP ปีนี้โตต่ำ 1.1-1.5% เซ่นวิกฤตน้ำมัน ความปั่นป่วนภูมิรัฐศาสตร์

 

เม็ดเงินใช้จ่ายวันแรงงานปี 2569 ติดลบในรอบ 5 ปี

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงานปีนี้สะท้อนชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ใน ‘ภาวะชะลอตัว’ โดยเฉพาะพฤติกรรมการจับจ่ายของประชาชน ที่ลดลงต่อเนื่องจากช่วงสงกรานต์

 

ทั้งนี้ หากนับเฉพาะการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงาน ไม่รวมวันหยุดยาวต่อเนื่อง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มท่องเที่ยวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท ลดลง 3% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี และเป็นระดับการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ระดับการใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างรุนแรงมากนัก แต่สะท้อนให้เห็นว่าประชาชน ‘รัดเข็มขัด’ การใช้เงินมากขึ้น จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และสถานการณ์ต่างประเทศ

 

แม้ปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ทรุดแรง คือสถานการณ์สงครามยังไม่ได้รุนแรงเกินกว่ากรอบที่ประเมินไว้ โดยหากราคาน้ำมันไม่พุ่งทะลุระดับ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบที่ประเมินไว้

 

ห่วงเศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัว GDP โตในกรอบ 1.1-1.5%

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้การเจรจารอบ 2 ที่ปากีสถานยังไม่สามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ แต่ยังไม่เห็นท่าทีของการยกระดับการปะทะรุนแรง และยังมีช่องทางการเจรจาอยู่ จึงทำให้ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกยังไม่หลุดจากกรอบประเมินเดิม โดยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในกรอบ 1.1-1.5% ชะลอลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2%

 

โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.4% และ ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจ ขาดสภาพคล่องจำนวนมาก ปิดกิจการ หรือปลดคนงานเป็นวงกว้าง

 

“แต่ยอมรับว่าภาคแรงงานเริ่มได้รับผลกระทบในลักษณะรายได้ไม่เพิ่ม งานพิเศษน้อยลง ชั่วโมงทำงานและโอทีอาจถูกปรับลด เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายของธุรกิจที่ชะลอตัวลง แม้ยังไม่มีสัญญาณการปลดคนงานจำนวนมาก หรือการลดเงินเดือนจำนวนมาก แต่สิ่งที่เริ่มเห็นคือ โอกาสทำงานพิเศษลดลง ชั่วโมงทำงานและโอทีอาจน้อยลง”

 

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนว่าแรงงานมีความกังวลต่อรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะโอกาสที่รายได้จะลดลง และความกังวลเรื่องการจ้างงาน

 

“แม้ยังไม่พบสัญญาณว่างงานหรือเลิกจ้างชัดเจน แต่หนึ่งในสัญญาณสำคัญจากผลสำรวจ คือพฤติกรรมการใช้จ่ายของแรงงานที่เริ่มเปลี่ยนไป”

 

โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า ‘ใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่หาได้’ หรือใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย

 

ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงและความไม่แน่นอนจากสงครามสามารถตีความได้ 2 ด้าน

 

  • ด้านแรก รายได้ใหม่ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะยอดขายของธุรกิจลดลง ทำให้โอกาสทำโอทีหรืองานเสริมลดลง

 

  • ด้านที่สอง ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มขยับต้นทุนค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง และราคาสินค้าบางรายการ ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังไม่ได้สะท้อนว่าค่าครองชีพสูงกว่ารายได้อย่างรุนแรง แต่สะท้อนว่าประชาชนและแรงงานเลือกประหยัดมากขึ้น เพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย มาตรการของรัฐ เช่น ‘ไทยช่วยไทย’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก ทั้ง 2 โครงการจะหมุนเวียนในระบบ 2 แสนล้านบาท

 

รายได้เฉลี่ย

 

ห่วงแรงงานไทยมีหนี้สินเพิ่มเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเกือบ 5 แสนบาท

 

ด้านอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2569 กรณีศึกษาผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,250 คน ระหว่างวันที่ 16-23 เมษายน 2569 พบว่า แรงงานส่วนใหญ่กว่า 90.8% ยังคงมีรายได้อยู่ในช่วง 10,001-15,000 บาทต่อเดือน

 

ขณะที่รายได้ต่อครัวเรือน 36% มีรายได้เฉลี่ย 15,001-30,000 บาทต่อ ส่วนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่าคนส่วนใหญ่ 79.1% ไม่มีการเก็บออม มีเพียง 20.9% เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีอาชีพเสริมด้วย สัดส่วนค่าใช้จ่ายที่ใช้ส่วนใหญ่ไปอยู่ในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมา ชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย

 

ขณะเดียวกัน สถานภาพหนี้ของแรงงานไทยและการจัดการหนี้ พบว่าภาระหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง

 

โดยพบว่ากว่า 98% ของครัวเรือน และส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ส่วนบุคคลจากอุปโภค บริโภค ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ซึ่งเพิ่มขึ้น เมื่อดูจำนวนหนี้รวมทั้งเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน หรือประมาณ 494,505 บาทต่อครัวเรือน

 

พร้อมภาระผ่อนชำระเฉลี่ยกว่า 10,867 บาทต่อเดือน และการชำระในแต่ละเดือนพยายามที่จะชำระเต็มจำนวน ซึ่งปัญหานี้ส่งผลต่อการใช้จ่าย คาดว่าใน 3 เดือนข้างหน้าจะลดลง 50.6% และคนก็ยังเป็นกังวลเรื่องนี้มาก แต่ก็ยังชำระหนี้ได้อยู่

 

ส่วนทัศนะต่อรายได้และความคิดเห็นประเด็นแรงงาน ราคาสินค้ามีผลต่อการใช้ชีวิต งานที่ทำยังมีความมั่นคง ยกเว้นงานรับจ้าง คนยังไม่ได้วางแผนเกษียณ และยังกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ แรงงานยังมองว่า “ค่าแรงที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับประมาณ 495 บาทต่อวัน แต่หากค่าแรงปรับขึ้นไม่ได้ ก็ต้องการให้เพิ่มค่าเดินทางเข้ามาช่วยเหลือ เพราะแรงงานกังวลราคาสินค้าที่สูงขึ้น และหากค่าแรงขึ้นมีผลต่อราคาสินค้าสูงขึ้นแรงงานกว่า 97% ยอมรับไม่ได้”

 

อีกทั้ง แรงงานยังกังวลเรื่องปัญหาสงครามจะกระทบต่อการเลิกจ้างกว่า 43.3%

 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในปีนี้หนี้ครัวเรือนจะสูงขึ้น 14.4% เป็นหนี้ในระบบ 87% นอกระบบ 13%

 

ส่วนแผนการทำกิจกรรมวันหยุดแรงงานส่วนใหญ่ยังคงพักผ่อน และปีนี้บรรยากาศยังคงคึกคัก ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายในวันแรงงานปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ 2,120 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีที่ผ่านมา ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี ดังเหตุปัจจัยข้างต้น

 

‘สภาหอการค้า’ ชงรัฐ ต่ออายุแรงงานต่างด้าวด่วน ! รับมือวิกฤตขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้าง

 

ด้านภาคเอกชน โดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนวิกฤตแรงงานรุนแรง หลังประเทศไทยเผชิญปัญหาโครงสร้างกำลังแรงงานต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในทุกภาคธุรกิจ

 

ขณะเดียวกันอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญยิ่งซ้ำเติมให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัว ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ตึงตัวในทุกระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และแรงงานฝีมือ

 

รวมถึง สถานการณ์เศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สงครามระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ มาตรการภาษีตอบโต้ รวมถึง ทั้งการท่องเที่ยวหดตัว ส่งผลกระทบประเทศไทยอย่างชัดเจน

 

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

 

โดยระบุว่าปัญหาแรงงานในประเทศไทยที่ขาดแคลน เป็น ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ที่กระทบแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทุกกลุ่ม

 

ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการผลิต การเกษตร การก่อสร้าง และภาคบริการ

 

ภาคธุรกิจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง

 

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี และตราด กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

 

ดร.พจน์ ระบุเพิ่มเติมว่า แรงงานต่างด้าวภายใต้ระบบ MOU จำนวนมากครบและกำลังจะครบกำหนดใบอนุญาตทำงาน และบางส่วนได้ทยอยเดินทางกลับประเทศแล้ว

 

“หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสมทันที อาจส่งผลกระทบฉับพลันต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร (รวมถึงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ”

 

ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะเร่งด่วน กกร. เสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการ “ต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเร่งด่วน” ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ได้ทำหนังสือด่วนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“หวังว่าจะมีการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานหายไปจากระบบในทันที พร้อมทั้งเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบในระยะยาว”

 

โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม

 

“หอการค้าฯ ขอย้ำว่า หากไม่มีการดำเนินมาตรการอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะกลางและระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ” ดร.พจน์ กล่าว

 

The post เปิดเบื้องลึกแรงงานไทย เศรษฐกิจทรุด ต่างด้าวขาดรุนแรง ธุรกิจหั่นโอที ของแพง ‘ค่าแรงเท่าเดิม’ หนักสุดในรอบ 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานไทยปี 2569 เผชิญช่องว่างทักษะพุ่งสูง 67% องค์กรเร่งหันสู่ ‘การจ้างงานตามทักษะ’ ขณะพนักงานกังวลตามความสามารถ AI ไม่ทัน https://thestandard.co/skills-gap-67-percent-ai/ Fri, 28 Nov 2025 08:56:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1149114 ตลาดแรงงานไทย ปี 2569 เผชิญช่องว่างทักษะพุ่งสูง 67% องค์กรเร่งหันสู่ ‘การจ้างงานตามทักษะ’ ขณะพนักงานกังวลตามความสามารถ AI ไม่ทัน

สัญญาณตลาดแรงงานไทยในปี 2569 บอกชัดว่า ‘ทักษะ’ กำลังเป็ […]

The post ตลาดแรงงานไทยปี 2569 เผชิญช่องว่างทักษะพุ่งสูง 67% องค์กรเร่งหันสู่ ‘การจ้างงานตามทักษะ’ ขณะพนักงานกังวลตามความสามารถ AI ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานไทย ปี 2569 เผชิญช่องว่างทักษะพุ่งสูง 67% องค์กรเร่งหันสู่ ‘การจ้างงานตามทักษะ’ ขณะพนักงานกังวลตามความสามารถ AI ไม่ทัน

สัญญาณตลาดแรงงานไทยในปี 2569 บอกชัดว่า ‘ทักษะ’ กำลังเป็นตัวชี้ชะตาการจ้างงานมากกว่าเดิม โดยผลสำรวจระบุว่า 67% ขององค์กรยังเผชิญปัญหาขาดผู้สมัครที่มีทักษะและประสบการณ์ตรงตามความต้องการ นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการสรรหาบุคลากรคุณภาพในปีหน้า

 

ฝั่งนายจ้างกว่า 33% วางแผนขยายการจ้างงาน 5-10% ขณะที่อีก 40% จะรักษาระดับพนักงานเท่าเดิม แม้การหาคนเก่งจะยากขึ้น แต่ทิศทางค่าตอบแทนยังเป็นบวก โดย 97% ขององค์กรเตรียมปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของพนักงาน 93% ที่คาดหวังการปรับเพิ่มเช่นเดียวกัน

 

ด้าน ทักษะที่นายจ้างต้องการมากที่สุด คือความสามารถในการแก้ปัญหาและคิดวิเคราะห์ (58%) การสื่อสารและทำงานร่วมกัน (57%) และความฉลาดทางอารมณ์หรือทัศนคติที่ดี (52%) สะท้อนว่างานยุคใหม่ต้องการทักษะมนุษย์มากขึ้นท่ามกลางการเร่งตัวของ AI

 

ในมุมของพนักงาน ความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย 60% กลัวว่าความรู้ของตนจะตามความสามารถของ AI ไม่ทัน เนื่องจากขาดโอกาสฝึกอบรม ขณะเดียวกันกว่า 60% ระบุว่า ‘ค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่ตรงความคาดหวัง’ ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของการหางาน ปัจจัยหลักที่ผู้สมัครใช้ในการเลือกองค์กรยังคงเป็นค่าตอบแทนที่ดึงดูด (60%) ความยืดหยุ่นในการทำงาน (44%) และความมั่นคงทางอาชีพ (37%)

 

การแข่งขันแย่งชิงคนเก่งยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะ 71% ของพนักงานกำลังมองหาโอกาสใหม่อย่างจริงจัง แม้ประเทศไทยยังคงติดอันดับประเทศที่มีอัตราว่างงานต่ำที่สุดในโลกก็ตาม

 

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส อธิบายว่า นายจ้างมีความพิถีพิถันมากขึ้น ทำให้กระบวนการสรรหาใช้เวลานานขึ้น ขณะเดียวกันแนวโน้ม ‘การจ้างงานตามทักษะ’ (skills-based hiring) จะได้รับความนิยมสูงขึ้นควบคู่กับการ พัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

 

เทรนด์สำคัญที่น่าจับตาคือ ‘ผู้สมัครพร้อมใช้งานทันที’ หรือ ready-to-go talent ซึ่งมีแนวโน้มได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้นเฉลี่ย 15-20% โดยเฉพาะคนที่มีทักษะเฉพาะทางแบบ plug-and-play ซึ่งองค์กรสามารถดึงไปต่อยอดได้ทันที

 

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าระลอกใหม่ กระทบทั้งการส่งออกและท่องเที่ยว ทำให้หลายองค์กรชะลอการจ้างงานลง และเมื่อจำเป็นต้องจ้าง กลับมุ่งไปที่ ผู้บริหารระดับสูง มากกว่าระดับกลาง เพื่อหาผู้นำที่มีความสามารถปรับตัวเร็วและนำทีมฝ่าความผันผวนได้

 

ภาพรวมทั้งหมดชี้ชัดว่า ‘ทักษะ’ กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดของทั้งนายจ้างและผู้สมัครในปีหน้า การอัปสกิลและรีสกิลจึงไม่ใช่เพียงการปรับตัว แต่คือหัวใจของการแข่งขันในตลาดแรงงานไทยที่กำลังเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม และเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพคนทำงานในทศวรรษหน้า

 

ภาพ: Chris Ryan/Getty Images

The post ตลาดแรงงานไทยปี 2569 เผชิญช่องว่างทักษะพุ่งสูง 67% องค์กรเร่งหันสู่ ‘การจ้างงานตามทักษะ’ ขณะพนักงานกังวลตามความสามารถ AI ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเทรนด์งานปี 2568 ‘ไลฟ์สด-TikTok’ คีย์เวิร์ดมาแรง องค์กรไทยเฟ้นหาคนเก่ง AI เข้าทีม ย้ำต้องเร่ง ‘Upskill’ ทั้งทักษะดิจิทัลและ Soft Skills หนีการถูกแทนที่ https://thestandard.co/job-trends-tiktok-ai-upskill/ Sun, 23 Nov 2025 05:39:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1146369 เจาะเทรนด์งานปี 2568 ‘ไลฟ์สด-TikTok’ คีย์เวิร์ดมาแรง องค์กรไทยเฟ้นหาคนเก่ง AI เข้าทีม ย้ำต้องเร่ง ‘Upskill’ ทั้งทักษะดิจิทัลและ Soft Skills หนีการถูกแทนที่

ท่ามกลางกระแสความกังวลที่ว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแย่งงา […]

The post เจาะเทรนด์งานปี 2568 ‘ไลฟ์สด-TikTok’ คีย์เวิร์ดมาแรง องค์กรไทยเฟ้นหาคนเก่ง AI เข้าทีม ย้ำต้องเร่ง ‘Upskill’ ทั้งทักษะดิจิทัลและ Soft Skills หนีการถูกแทนที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเทรนด์งานปี 2568 ‘ไลฟ์สด-TikTok’ คีย์เวิร์ดมาแรง องค์กรไทยเฟ้นหาคนเก่ง AI เข้าทีม ย้ำต้องเร่ง ‘Upskill’ ทั้งทักษะดิจิทัลและ Soft Skills หนีการถูกแทนที่

ท่ามกลางกระแสความกังวลที่ว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ ผลสำรวจล่าสุดจาก JobThai กลับชี้ให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจและแตกต่างออกไป โดยพบว่าองค์กรไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มองเทคโนโลยีนี้เป็นภัยคุกคาม แต่มองเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

 

ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า 64.89% ขององค์กรไทย มองว่า AI ควรถูกใช้เป็น ‘ผู้ช่วยเสริมประสิทธิภาพ’ มากกว่าจะเข้ามาแทนที่คนทำงาน โดยมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มองว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแทนตำแหน่งงานซ้ำซากหรืองานที่ใช้ทักษะต่ำอย่างสมบูรณ์

 

ในฝั่งของคนทำงานเองก็มีการปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีนี้อย่างมีนัยสำคัญ ผลสำรวจชี้ว่าคนทำงานกว่า 74.29% มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ AI โดยเห็นว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องความมั่นคงในอาชีพยังคงมีอยู่ โดย 69.71% ของคนทำงานมองว่า AI มีส่วนทำให้คนตกงานบ้างในบางสายงาน แต่แทนที่จะตื่นตระหนกกลับมองวิกฤตนี้เป็นโอกาสและเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ต้องเร่งพัฒนา ‘ทักษะใหม่’ เพื่อยกระดับตนเองแทนที่จะพยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง

 

สอดคล้องกับข้อมูลการใช้งานจริงที่พบว่า 49.42% ขององค์กรไทยได้นำ AI เข้ามาใช้ในงานบางส่วนแล้ว ขณะที่ฝั่งคนทำงานมีการปรับตัวที่รวดเร็ว โดย 63.93% เคยใช้ AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในงานต่างๆ เช่น การค้นคว้าข้อมูล การเขียนสรุป และการสร้างคอนเทนต์ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีการใช้งานสูงสุดถึง 67.5%

 

ในมิติของทักษะการทำงาน องค์กรต่าง ๆ กำลังมีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะความรู้และความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI สูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสายงานคอมพิวเตอร์และไอที ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน ChatGPT, Machine Learning, TensorFlow, PyTorch รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Natural Language Processing (NLP) และ Large Language Models (LLM)

 

ขณะเดียวกัน สายงานด้านความคิดสร้างสรรค์และการจัดการก็ต้องการทักษะ AI เช่นกัน โดยงานการตลาดและงานออกแบบกราฟิก เน้นการใช้งานเครื่องมืออย่าง ChatGPT, Gemini, Claude และ Midjourney เพื่อช่วยในการสร้างสรรค์ผลงาน ส่วนงานวิศวกรรมต้องการทักษะด้าน Computer Vision และ Deep Learning ในขณะที่งานทรัพยากรบุคคลเริ่มมีการนำ ChatGPT และ Gemini เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคน

 

ในมิติของความต้องการตลาดแรงงานปี 2568 คำว่า ‘ไลฟ์สด / TikTok’ ได้กลายเป็นคีย์เวิร์ดที่มาแรงติดอันดับคำค้นหายอดนิยมขององค์กร ซึ่งสะท้อนเทรนด์ธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการบุคลากรด้านคอนเทนต์ไลฟ์สดและสตรีมเมอร์เชิงพาณิชย์มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

 

ในทางตรงกันข้าม คำค้นหายอดนิยมจากฝั่งผู้สมัครงานกลับสะท้อนอีกมุมหนึ่งของความต้องการที่เปลี่ยนไป นั่นคือการมองหาความสมดุลในชีวิตและโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยคำค้นหายอดฮิตได้แก่ หยุดเสาร์–อาทิตย์, นักศึกษาจบใหม่, ไม่มีประสบการณ์ และ ฝึกงาน

 

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย กล่าวสรุปถึงทิศทางในอนาคตว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงานในทางที่ดีและท้าทาย ซึ่งในอนาคตเทคโนโลยีต่างๆ จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญคือคนทำงานต้องเรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลา

 

ขณะเดียวกันได้เน้นย้ำว่า การปรับตัวต้องทำทั้งในด้านทักษะดิจิทัลและ Soft Skills เช่น การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้สมบูรณ์ พร้อมกันนี้ยังได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่ภาคธุรกิจในการปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัย

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการทำงานแบบ ‘Hybrid Work’ การพัฒนาทักษะการใช้ AI เชิงลึก การลงทุนในเทคโนโลยี และการปรับระบบสวัสดิการให้เหมาะสม เพื่อรักษาและจูงใจบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันแย่งชิงคนเก่งที่รุนแรงขึ้น

 

สำหรับภาพรวมตลาดแรงงานไทยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม-กันยายน) แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ตลาดยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยมีการเปิดรับสมัครงานรวมกว่า 1,758,029 อัตรา เพิ่มขึ้น 2.18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (168,556 อัตรา) ธุรกิจค้าปลีก (148,706 อัตรา) ธุรกิจยานยนต์ (118,150 อัตรา) ธุรกิจบริการ (116,222 อัตรา) และธุรกิจก่อสร้าง (96,980 อัตรา)

 

โดยธุรกิจที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ ‘อิเล็กทรอนิกส์’ ที่กลายเป็นดาวรุ่งด้วยยอดการเปิดรับงานเพิ่มขึ้นถึง 30% สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของโลก

 

ภาพ : eamesBot / Shutterstock

The post เจาะเทรนด์งานปี 2568 ‘ไลฟ์สด-TikTok’ คีย์เวิร์ดมาแรง องค์กรไทยเฟ้นหาคนเก่ง AI เข้าทีม ย้ำต้องเร่ง ‘Upskill’ ทั้งทักษะดิจิทัลและ Soft Skills หนีการถูกแทนที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน ILO ล่าสุดเผย ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุ 2.5 แสนคน ภายในปี 2580 https://thestandard.co/thailand-elderly-care-shortage/ Fri, 31 Oct 2025 04:48:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1137888 รายงาน ILO ล่าสุดเผย ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุ 2.5 แสนคน ภายในปี 2580

รายงานฉบับใหม่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งเ […]

The post รายงาน ILO ล่าสุดเผย ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุ 2.5 แสนคน ภายในปี 2580 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน ILO ล่าสุดเผย ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุ 2.5 แสนคน ภายในปี 2580

รายงานฉบับใหม่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งเผยแพร่เนื่องในวันการดูแลและสนับสนุนสากล (International day for Care and Support) คาดการณ์ว่า ความต้องการแรงงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่บ้านในประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการสูงวัยของประชากร การศึกษานี้เสนอให้มีการลงทุนมากขึ้นในระบบการดูแลในระดับชุมชน และการสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับแรงงานในภาค ‘เศรษฐกิจใส่ใจ’ (Care Economy) ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ

 

ประเทศไทยมีแนวโน้มความต้องการการดูแลผู้สูงอายุภายในบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รายงานฉบับใหม่นี้คาดการณ์ว่า ภายในปีพ.ศ. 2580 ประเทศไทยจะมีความต้องการที่จะจ้างแรงงาน เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่บ้านมากขึ้นกว่า 250,000 คน โดยในจำนวนนี้จะเป็นแรงงานข้ามชาติประมาณ 55,000 คน

 

รายงาน ‘Care at home: การคาดการณ์ความต้องการแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติเพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน’ พบว่า เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไปและการดูแลผู้สูงอายุโดยสมาชิกในครอบครัวแบบที่ไม่ต้องเสียค่าจ้างจะลดลง ความต้องการในการจ้างแรงงานแบบมีค่าตอบแทน เพื่อการดูแลผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 70 ใน 12 ปีข้างหน้า

 

ประเทศไทยมีนโยบายเรื่อง ‘การสูงวัยในถิ่นที่อยู่’ (Aging in Place) ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะยังคงอาศัยอยู่ในบ้านของตนแทนที่จะไปอยู่ในบ้านพักคนชราหรือสถาบันเอกชนที่ดูแลผู้สูงอายุ ที่หลายครอบครัวอาจไม่สามารถจ่ายค่าดูแลส่วนนี้ได้ การศึกษาฉบับนี้ชี้ว่า หากไม่มีการลงทุนจากภาครัฐ ช่องว่างภาระด้านการดูแลจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

 

ปัจจุบันในประเทศไทย พยาบาล อาสาสมัครชุมชน และแรงงานทำงานบ้านซึ่งหลายคนเป็นแรงงานข้ามชาติ ทำงานดูแลที่ได้รับค่าตอบแทน รายงานยังระบุอีกว่า แรงงานข้ามชาติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในกลุ่มแรงงานทำงานบ้านและงานดูแล และบทบาทของแรงงานกลุ่มนี้จะขยายกว้างขึ้นเนื่องจากกำลังแรงงานของไทยสูงวัยมากขึ้นและแรงงานที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวเข้าสู่ตลาดแรงงานด้านการดูแลน้อยลง

 

เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ILO เสนอให้มีการลงทุนจากภาครัฐที่มากขึ้นใน ‘เศรษฐกิจใส่ใจ’ ซึ่งรับประกันการเข้าถึงบริการ การดูแลที่บ้านและชุมชนที่เข้าถึงได้ และส่งเสริมสภาพการทำงานที่เหมาะสมของแรงงานในภาคนี้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2567) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน

 

รายงานฉบับนี้ยังส่งเสริมช่องทางการย้ายถิ่นที่ถูกต้องและเป็นธรรม การรับรองและยกระดับทักษะฝีมือแรงงานด้านการดูแล สำหรับแรงงานไทยและข้ามชาติที่ต้องการทำงานในภาคธุรกิจนี้ รวมถึงการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสุขภาพ การขยายระบบดูแลชุมชน และการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น การแพทย์ทางไกลและอุปกรณ์ช่วยเหลือ ซึ่งอาจช่วยลดช่องว่างด้านการดูแลที่คาดการณ์ไว้ของประเทศไทยได้อย่างมาก โดยอาจลดความต้องการแรงงานในภาคธุรกิจนี้ลงเหลือไม่น้อยกว่า 100,000 คน

 

เสี่ยวเยี่ยนเฉียน ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว กล่าวว่า “การศึกษาฉบับนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางการดูแลผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านของไทยจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่องานด้านการดูแลได้รับการยอมรับ คุ้มครอง และให้คุณค่าในฐานะงานที่มีทักษะ การลงทุนในงานที่มีคุณค่าสำหรับผู้ทำงานดูแลทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ จะช่วยให้ประเทศไทยสร้างระบบการดูแลที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศ”

 

รายงานของ ILO จัดทำขึ้นโดยโครงการ TRIANGLE in ASEAN ของ ILO ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย และกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา โดยให้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนนโยบายของไทยเกี่ยวกับผู้สูงอายุ การย้ายถิ่นของแรงงาน และเศรษฐกิจใส่ใจ สอดคล้องกับมติของการประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2567 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าและเศรษฐกิจใส่ใจ

 

แฟ้มภาพ: Imtmphoto / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • องค์การแรงงานระหว่างประเทศ

The post รายงาน ILO ล่าสุดเผย ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุ 2.5 แสนคน ภายในปี 2580 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานไทย : ความเปราะบางภายใต้เลขว่างงานที่ดูแข็งแรง https://thestandard.co/thai-labor-market-fragility/ Mon, 06 Oct 2025 11:11:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1127263 ตลาดแรงงานไทย

เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง ตลาดแรงงานไทยเริ่มออกอาการอ่อ […]

The post ตลาดแรงงานไทย : ความเปราะบางภายใต้เลขว่างงานที่ดูแข็งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานไทย

เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง ตลาดแรงงานไทยเริ่มออกอาการอ่อนแอ 

 

แม้อัตราการว่างงานไทยจะปรับลดลงเร็วหลังวิกฤตโควิด-19 จากสูงสุด 2.25% ในช่วง Q3/2021 มาอยู่ที่ราว 1% ตั้งแต่ปี 2023 ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยก่อนโควิดได้แล้ว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่องนาน เริ่มส่งผลให้ตลาดแรงงานไทยอ่อนแอภายในชัดเจนขึ้น 

 

สะท้อนจากข้อมูลอัตราการว่างงานบางกลุ่มที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่ข้อมูลการจ้างงานบางกลุ่มเริ่มปรับแย่ลง โดย 

  1. อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมสูงขึ้นอยู่ที่ 2.3% ในเดือน ก.ค. 2025 จาก 2.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 และเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปี 
  2. อัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อย (15-24 ปี) สูงขึ้นอยู่ที่ 5.9% ณ Q2/2025 สูงสุดตั้งแต่ปี 2023 โดยเฉพาะอัตราการว่างงานแรงงานกลุ่มนี้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปสูงถึง 18.9% ใน Q2/2025 เร่งตัวจาก 16.1% ใน Q1/2025  
  3. ผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่องสะสมกว่า 5 แสนคนเมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งเป็นปีที่มีผู้มีงานทำสูงสุดเกือบ 40 ล้านคนหลังตลาดแรงงานฟื้นกลับมาจากโควิด 
  4. ชั่วโมงทำงาน Full-time และล่วงเวลา (OT) ปรับลดลง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ขณะที่ผู้ทำงานไม่เต็มเวลามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 จากปี 2024 อยู่ที่ 5.8% เมื่อเทียบกับผู้มีงานทำทั้งหมด

 

โควิด-19 สร้างแผลเป็นในตลาดแรงงาน ทั้งด้านรายได้และการเคลื่อนย้ายแรงงาน 

 

วิกฤตโควิด-19 ยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในตลาดแรงงานอยู่ เห็นได้จาก 

  1. รายได้ที่แท้จริง (รวม OT โบนัส) ฟื้นช้า ข้อมูล ณ Q2/2025 ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ปี 2019 อีกราว 1.2% สะท้อนว่ารายได้แรงงานที่แท้จริงยังไม่ฟื้นเต็มที่ 
  2. คุณภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานแย่ลง สัดส่วนแรงงานทำงานนอกระบบมีทิศทางสูงขึ้น โดยในปี 2024 สัดส่วนนี้เพิ่มเป็น 52.8% ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัวและรายได้ไม่แน่นอน เข้าถึงสิทธิสวัสดิการหรือหลักประกันทางสังคมไม่มากเท่า การฟื้นตัวของรายได้แรงงานกลุ่มนี้จึงช้ากว่า และมีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของภาพรวมรายได้แรงงานไทยในช่วงที่ผ่านมาและในระยะข้างหน้า 

 

แรงงานไทย 5 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบทางตรงและอ้อมจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ 

 

SCB EIC ประเมินแรงงานไทยราว 5 ล้านคน (12% ของลูกจ้างทั้งหมด) เสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ผ่านการลดการจ้างงาน/ชั่วโมงทำงาน หากธุรกิจไทยแข่งขันในตลาด ทั้งในและต่างประเทศยากขึ้นจากเหตุการณ์นี้ อาจมีธุรกิจไทยที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงผ่านการส่งออกไปสหรัฐฯ หรือได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านกำลังซื้อโลกชะลอตัว สินค้าต่างประเทศตีตลาดรุนแรงขึ้น รวมถึงการเผชิญความเปราะบางในประเทศ 

 

ประเมินกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ยางพารา, สิ่งทอ, ยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์, Electronic component และ Consumer electronics & HDD 

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ประเมินว่ามีความเสี่ยงปานกลาง เช่น มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ปาล์มน้ำมัน, ท่องเที่ยวและโรงแรม, ขนส่งและโลจิสติกส์ และค้าปลีก (สัดส่วนจ้างงานเกือบ 10% ของลูกจ้างทั้งหมด) 

 

ตลาดแรงงานไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง กระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

ตลาดแรงงานไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวโดยเฉพาะ 

  1. ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2024 กำลังแรงงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่มีจำนวนไม่เพียงพอและยังขาดทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาด 
  2. ผลิตภาพแรงงานลดลงต่อเนื่อง ข้อมูล OECD Productivity Statistics พบว่า ในช่วงปี 2020-2024 ผลิตภาพแรงงานไทยหดตัวเฉลี่ย 0.6% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่เติบโตเฉลี่ยถึง 4% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม และถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากโควิด-19 
  3. การลงทุนทักษะแรงงานจากนายจ้างไม่ทั่วถึง ส่งผลให้แรงงานไม่มีโอกาสเรียนรู้หรือปรับตัวสู่ทักษะใหม่ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่แรงงานขาดโอกาสและแรงจูงใจพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ  

 

แรงงานไทยต้องใช้กลยุทธ์ ‘3 ปรับ’ รับมือโจทย์ท้าทาย

 

แรงงานไทยต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวที่อาจกระทบต่อรายได้และการจ้างงาน ทั้งจากสงครามการค้านอกประเทศและความท้าทายในประเทศเอง และเริ่ม ‘3 ปรับ’ ช่วยรับมือความเสี่ยงข้างหน้า เพราะความช่วยเหลือจากมาตรการภาครัฐทางเดียวอาจไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง และไม่ยั่งยืนเท่าการเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันที่ตัวเอง โดย

 

  1. ‘ปรับทักษะ’ มีมุมมองเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) มุ่งเรียนรู้ทักษะใหม่ ใช้เทคโนโลยีเป็น (เช่น ดิจิทัล AI) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อมีทักษะใหม่พร้อมใช้ตามความต้องการของตลาดแรงงานทุกเมื่อ 
  2. ‘ปรับทัศนคติการเงิน’ มีความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial resilience) จัดการบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้หลายทาง มีวินัยการออมและชำระหนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน 
  3. ‘ปรับตัวทันโลก’ ตามเทรนด์โลกและรูปแบบการทำงานใหม่ (Adaptability) ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดรับรูปแบบการทำงานและค่านิยมใหม่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน เรียนรู้ และเปิดใจรับโอกาสใหม่ เพื่อให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่

 

อ่านบทความฉบับเต็ม: https://www.scbeic.com/th/detail/product/labor-market-061025?utm_source=Influencer&utm_medium=Link&utm_campaign=INFOCUS_LABORMARKET_OCT_2025

 

The post ตลาดแรงงานไทย : ความเปราะบางภายใต้เลขว่างงานที่ดูแข็งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย แก้ วิกฤตแรงงาน เปิดรับชาวศรีลังกา 1 หมื่นคน พร้อมเล็งหาชาติอื่นแทนกัมพูชาที่กลับประเทศไป https://thestandard.co/thailand-labour-shortage-crisis/ Sun, 31 Aug 2025 04:17:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1113752 thailand-labour-shortage-crisis

รัฐบาลไทยเดินหน้าหาตลาดแรงงานใหม่ หลังแรงงานชาวกัมพูชาเ […]

The post ไทย แก้ วิกฤตแรงงาน เปิดรับชาวศรีลังกา 1 หมื่นคน พร้อมเล็งหาชาติอื่นแทนกัมพูชาที่กลับประเทศไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-labour-shortage-crisis

รัฐบาลไทยเดินหน้าหาตลาดแรงงานใหม่ หลังแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศหลายหมื่นคน จากเหตุความตึงเครียดระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดแรงงานไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานหนัก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง เกษตร และประมง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะจากเมียนมา กัมพูชา และลาว

 

เมื่อมาดูตัวเลขจากกระทรวงแรงงาน ระบุว่า ย้อนไปในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนกว่า 5 แสนคน ขณะที่ IOM หน่วยงานของสหประชาชาติ ประเมินว่ายังมีแรงงานกัมพูชาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรืออยู่ในไทยแบบผิดกฎหมายอีก 5 แสนคน

 

“หลังจากแรงงานกัมพูชากลับบ้าน บริษัทจัดหางานในไทยก็เสนอให้นายหน้าหาแรงงานชาวเมียนมาเข้ามาแทน ซึ่งก็ไม่ง่าย แม้หลายคนอยากเข้ามาทำงานในไทย แต่ถูกจำกัดการเดินทาง เนื่องจากการเดินทางออกจากเมียนมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นเรื่องยากมาก ตั้งแต่การขอหนังสือเดินทาง ไปจนถึงการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินก่อนออกนอกประเทศ โดยเฉพาะข้อจำกัดสำหรับผู้ชายอายุ 18–35 ปี ที่เข้มงวดมากขึ้น หลังจากรัฐบาลเมียนมาเริ่มบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 ซึ่งมีสาเหตุมาจากการสู้รบที่ทวีความรุนแรงกับกลุ่มกบฏประชาธิปไตย” นายหน้าจัดหางาน กล่าว

 

พร้อมประเมินว่าปัจจุบันมีแรงงานเมียนมาในไทยรวมประมาณ 4.7 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 1.7 ล้านคนไม่มีเอกสารถูกกฎหมาย และส่วนใหญ่จะเปิดรับสมัครแรงงานเฉพาะผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 35 ปีเท่านั้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แต่ไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ด้วยการเปิดโครงการนำร่องรับแรงงานศรีลังกาเข้ามา 1 หมื่นคน โดยทางด้านศรีลังกาก็พร้อมส่งแรงงานเข้ามาทันที ซึ่งมีแรงงานมากกว่า 30,000 คนแสดงความจำนงที่จะเข้ามาทำงานในไทยแล้ว แต่ปัจจุบันมีแรงงานศรีลังกาที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยเพียง 500 คนเท่านั้น

 

พร้อมกันนี้ยังเตรียมพิจารณาหาแรงงานในประเทศอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เข้ามาเสริมด้วยเช่นกัน

 

ในฝั่งนักวิชาการชี้ว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานไทยเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เพราะกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนประชากรเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และจริงๆ แล้วอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ก็เพราะแรงงานต่างด้าวที่จากประเทศเพื่อนบ้าน

 

ด้านกลุ่มสิทธิแรงงานเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการ ‘นิรโทษกรรมแรงงานต่างด้าว’ เปิดโอกาสให้แรงงานยื่นขออนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมาย พร้อมตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน

 

อดิศร เกิดมงคล เครือข่าย Migrant Working Group ระบุว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนชัดเจนว่าจะนำแรงงานใหม่มาทำงานในภาคส่วนใด อีกทั้งค่าเดินทางจากประเทศที่อยู่ไกล เช่น ศรีลังกา หรือบังกลาเทศ อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการหาแรงงาน เพราะต้องแข่งขันแย่งแรงงานกับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่เสนอค่าจ้างและมีสวัสดิการให้มากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม แม้คณะรัฐมนตรีได้เริ่มเดินหน้าออกขั้นตอนปรับสถานะแรงงานเพื่อนบ้านเข้าสู่ระบบแล้ว แต่เกณฑ์ที่กำหนด เช่น การให้ยื่นคำขอใน 15 วัน การตรวจสุขภาพ และเงื่อนไขหนังสือเดินทาง-วีซ่า อาจยังเป็นอุปสรรคในภาวะตึงเครียดด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค

 

อ้างอิง:

 

The post ไทย แก้ วิกฤตแรงงาน เปิดรับชาวศรีลังกา 1 หมื่นคน พร้อมเล็งหาชาติอื่นแทนกัมพูชาที่กลับประเทศไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานไทยฟื้นตัว องค์กร 53% จ่อจ้างงานเพิ่ม แต่เทรนด์ ‘จ้างงานยืดหยุ่น’ มาแรง Part-time พุ่งเท่าตัว สะท้อนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ https://thestandard.co/thailand-job-market-2025-flexible-hiring-ai-skills/ Mon, 21 Jul 2025 03:10:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1098142 ตลาดแรงงานไทย

Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานของไทย ได้เปิดเผยรายงาน ‘H […]

The post ตลาดแรงงานไทยฟื้นตัว องค์กร 53% จ่อจ้างงานเพิ่ม แต่เทรนด์ ‘จ้างงานยืดหยุ่น’ มาแรง Part-time พุ่งเท่าตัว สะท้อนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานไทย

Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานของไทย ได้เปิดเผยรายงาน ‘Hiring, Compensation & Benefits (HCB) Report’ ประจำปี 2568 ซึ่งชี้ให้เห็น 3 สัญญาณการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดแรงงานไทยที่ทุกองค์กรไม่อาจมองข้าม รายงานฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการสำรวจผู้ประกอบการ 702 รายทั่วประเทศในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2567 เพื่อถอดรหัสความเปลี่ยนแปลงและนำเสนอข้อมูลเชิงกลยุทธ์ให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างมั่นใจ

 

หลังจากปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายองค์กรต้องปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจ รายงาน HCB ปี 2568 ชี้ว่าตลาดแรงงานได้เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยกว่า 53% ขององค์กรที่สำรวจมีแผนจะจ้างพนักงานประจำเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ตำแหน่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไปสู่โมเดลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่างชัดเจน องค์กรจำนวนมากหันมาใช้กลยุทธ์การจ้างงานแบบ Part-time และสัญญาจ้างเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ พบว่าการจ้างงานแบบ ‘Part-time Permanent’ เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 42% ขณะที่ ‘Contract Part-time’ เพิ่มจาก 19% เป็น 28% แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ภาพรวมตลาดแรงงานไทยยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราการว่างงานที่ต่ำเพียง 1%

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ในมิติของสวัสดิการและผลตอบแทน องค์กรยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพนักงานในทุกมิติมากขึ้น รายงานชี้ว่าในปี 2568 องค์กรมีแนวโน้มจะเพิ่มสวัสดิการประเภทวันลาพิเศษมากขึ้น เช่น ลาวันเกิด, ลาสำหรับบิดาเพื่อดูแลบุตร และลาดูแลครอบครัว ซึ่งมีทิศทางการปรับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 15% นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนครอบครัว เช่น การจัดห้องให้นมบุตรและเบี้ยเลี้ยงด้านการศึกษา

 

ด้านค่าตอบแทน พบว่า 85% ขององค์กรมีการปรับขึ้นเงินเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ 84% มีการจ่ายโบนัสโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 เดือน เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของบุคลากร การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กรในระยะยาว

 

สัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดอาจเป็นเรื่องของทักษะด้าน AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนสถานะจาก ‘ทักษะทางเลือก’ ไปสู่ ‘ทักษะบังคับ’ สำหรับแรงงานยุคใหม่ องค์กรกว่า 65% ระบุว่ามีการพิจารณาทักษะ AI ของผู้สมัครในขั้นตอนการสัมภาษณ์งานแล้ว และ 26% มองว่าทักษะนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงาน โดยวิธีการประเมินทักษะมีทั้งการสัมภาษณ์โดยตรง (51%), การพิจารณาจากแฟ้มผลงาน (42%) และการใช้แบบทดสอบเฉพาะทาง (33%)

 

ที่น่าสนใจคือ องค์กรเองก็เริ่มนำ AI มาใช้ในกระบวนการสรรหาบุคลากรมากขึ้นเช่นกัน โดย 34% ขององค์กรที่สำรวจเริ่มนำ AI มาช่วยในการเขียนประกาศงานและคัดกรองใบสมัครแล้ว สิ่งนี้สะท้อนว่า AI ได้กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคนในตลาดแรงงาน ไม่ใช่แค่เพียงสายงานเทคโนโลยีอีกต่อไป

 

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK กล่าวสรุปว่า “ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการปรับกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน องค์กรในประเทศไทยต่างเริ่มปรับตัวเพื่อให้ทันกับความคาดหวังของแรงงานยุคใหม่ ทั้งในด้านรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น สวัสดิการที่ครอบคลุมคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ไปจนถึงทักษะใหม่อย่าง AI ที่เริ่มกลายเป็นมาตรฐานสำคัญในการจ้างงาน”

The post ตลาดแรงงานไทยฟื้นตัว องค์กร 53% จ่อจ้างงานเพิ่ม แต่เทรนด์ ‘จ้างงานยืดหยุ่น’ มาแรง Part-time พุ่งเท่าตัว สะท้อนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัณฑิตจบใหม่เสี่ยงไร้งานทำ! พบผู้บริหารเกือบ 90% มีแนวโน้มเลี่ยงจ้าง ‘สภาพัฒน์’ เผย อัตราว่างงาน กลุ่มอายุน้อย ‘นำลิ่ว’ https://thestandard.co/new-grads-unemployment-risk/ Mon, 09 Jun 2025 11:19:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1083366

‘สภาพัฒน์’ เผยพบ อัตราว่างงาน ระยะยาวของผู้มีอายุ 20-24 […]

The post บัณฑิตจบใหม่เสี่ยงไร้งานทำ! พบผู้บริหารเกือบ 90% มีแนวโน้มเลี่ยงจ้าง ‘สภาพัฒน์’ เผย อัตราว่างงาน กลุ่มอายุน้อย ‘นำลิ่ว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘สภาพัฒน์’ เผยพบ อัตราว่างงาน ระยะยาวของผู้มีอายุ 20-24 ปี ‘สูงลิ่วนำกลุ่มอายุอื่นๆ’ ห่วงแนวโน้มบัณฑิตจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงานมากขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า ผู้บริหารเกือบ 90% เลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ด้านเว็บไซต์หางานในไทยเปิดรับสมัครตำแหน่งงานที่ ‘ไม่ต้องการประสบการณ์’ เพียง 22.3% เท่านั้น

 

ในรายงานภาวะสังคมไทย ประจำไตรมาส 1 ปี 2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ ‘สภาพัฒน์’ ระบุว่า แรงงานกลุ่มผู้มีอายุน้อย และแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีอัตราว่างงาน ‘สูงที่สุด’ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

 

โดยกลุ่มที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดที่ 1.84% เทียบกับอัตราการว่างงานโดยรวมที่ 0.88% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568

 

ส่อง อัตราการว่างงาน แยกตามระดับการศึกษาสูงสุดในไตรมาส 1 ปี 2568

 

  • ประถมและต่ำกว่า ว่างงานจำนวน 5.62 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.37%)
  • มัธยมต้น ว่างงานจำนวน 5.60 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.76%)
  • มัธยมปลาย ว่างงานจำนวน 6.15 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.94%)
  • อาชีวศึกษา ว่างงานจำนวน 2.08 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.28%)
  • วิชาชีพขั้นสูง ว่างงานจำนวน 3.18 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.31%)
  • อุดมศึกษา ว่างงานจำนวน 1.316 แสนคน (อัตราว่างงาน 1.84%)

 

นอกจากนี้ ผู้ว่างงานระยะยาว (ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป) ส่วนใหญ่ (69.8%) อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี และเมื่อพิจารณาประสบการณ์การทำงานพบว่า 74.3% ของผู้ว่างงานระยะยาว ไม่เคยทำงานมาก่อน โดยผู้ว่างงานกลุ่มนี้ระบุสาเหตุเนื่องจากหางานไม่ได้

 

ส่องสถานการณ์ผู้ว่างงานระยะยาว แยกตามกลุ่มอายุในไตรมาส 1 ปี 2568

 

  • อายุ 15-19 ปี: จำนวน 3,703 คน (อัตราว่างงาน 0.75%)
  • อายุ 20-24 ปี: จำนวน 30,052 คน (อัตราว่างงาน 0.94%)
  • อายุ 25-29 ปี: จำนวน 17,559 คน (อัตราว่างงาน 0.38%)
  • อายุ 30-34 ปี: จำนวน 7,746 คน (อัตราว่างงาน 0.17%)
  • อายุ 35-39 ปี: จำนวน  3,278 คน (อัตราว่างงาน 0.08%)
  • อายุ 40-49 ปี: จำนวน 4,664  คน (อัตราว่างงาน 0.05%)
  • อายุ 50-59 ปี: จำนวน 1,130 คน (อัตราว่างงาน 0.05%)
  • อายุ 60 ปีขึ้นไป: จำนวน 97 คน (อัตราว่างงาน 0.00%)

 

ผู้บริหารเกือบ 90% มีแนวโน้มเลี่ยงจ้าง ‘บัณฑิตจบใหม่’ 63.1% ต้องการคนมีประสบการณ์

 

นอกจากนี้ รายงานยังห่วงว่าบัณฑิตจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงานมากขึ้น หลังมีผลการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลในสหรัฐอเมริกา ของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence พบว่า ผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งมากกว่าครึ่งมองว่าเด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง 

 

  • ผู้บริหาร 60% มองว่า บัณฑิตจบใหม่ไม่มีทักษะที่เหมาะสม
  • ผู้บริหาร 51% มองว่า บัณฑิตจบใหม่ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม
  • ผู้บริหาร 55% มองว่า บัณฑิตจบใหม่ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก
  • ผู้บริหาร 50% เลือกที่จะจ้างฟรีแลนซ์หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือปล่อยให้ตำแหน่งว่าง

 

สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการไทย จากข้อมูลการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่พบว่า มีตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครเพียง 22.3% ที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงาน 

 

ส่องตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร แยกตามความต้องการประสบการณ์ขั้นต่ำ

 

  • ไม่ต้องการประสบการณ์ จำนวน 49,366 ตำแหน่ง (22.3%) 
  • ต้องการประสบการณ์ขั้นต่ำ 1-2 ปี จำนวน 84,669 ตำแหน่ง (38.3%) ของประกาศฯ ทั้งหมด
  • ต้องการประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป จำนวน 54,877 ตำแหน่ง (24.8%) ไม่ระบุความต้องการประสบการณ์ จำนวน 32,427 ตำแหน่ง (14.7%) 

 

“จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า แม้จะมีตำแหน่งงานที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงาน 49,366 ตำแหน่ง (22.3%) แต่ตำแหน่งงานส่วนใหญ่ในประกาศรับสมัครออนไลน์ก็ยังต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ทำงาน โดยมีตำแหน่งงานที่ต้องการประสบการณ์ทำงานถึง 139,546 ตำแหน่ง (63.1%) ซึ่งสะท้อนว่าตำแหน่งงานส่วนใหญ่ต้องการผู้สมัครที่มีความรู้ ทักษะ และความเข้าใจในการทำงานจริง” TDRI ระบุ

 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าว TDRI ทำการรวบรวมประกาศรับสมัครงานออนไลน์จาก 23 เว็บไซต์รับสมัครงานในไตรมาส 4 ปี 2567 (1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม)

 

เปิด ‘คำแนะนำ’ ถึงบัณฑิตจบใหม่

 

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า บัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มักมีแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) หรืออยากเป็นผู้ประกอบการเอง

 

อย่างไรก็ตาม ดนุชาแนะว่า สำหรับกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องการเข้าไปสู่ระบบการจ้างงานต้องเข้าใจว่า การทำงานจริงต้องเป็นการทำงานอย่างเต็มที่ ดังนั้น Work-Life Balance ในช่วงต้นๆ ของการทำงานอาจจะไม่เกิดขึ้น และบัณฑิตจบใหม่ต้องเข้าใจ

 

“อาจจะต้อง Work ไปก่อน แล้วค่อยไปดู Balance ทีหลัง” ดนุชากล่าว

 

ดนุชากล่าวอีกว่า ทักษะการทำงานเป็นทีม และมารยาททางธุรกิจที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่ในแง่ของความสามารถเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นคุณสมบัติอยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ “การคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนางานที่ตัวเองทำอยู่ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพื่อให้หางานได้ง่ายขึ้นและมีความก้าวหน้าในการทำงานมากขึ้น รวมไปถึงควรมีความยืดหยุ่นในการทำงาน ในกรณีที่มีงานเร่งก็ต้องช่วยกันทำ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง”

 

ดังนั้นเพื่อให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แรงงานจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน

 

ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการฝึกงานเพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post บัณฑิตจบใหม่เสี่ยงไร้งานทำ! พบผู้บริหารเกือบ 90% มีแนวโน้มเลี่ยงจ้าง ‘สภาพัฒน์’ เผย อัตราว่างงาน กลุ่มอายุน้อย ‘นำลิ่ว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทย ‘ลดลง’ จากปีก่อน 0.8% การจ้างงานหด 5 ไตรมาสติด ผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% จบปริญญายังว่างงาน 1.3 แสนคน https://thestandard.co/thai-wage-2025-employment-decline/ Mon, 09 Jun 2025 10:44:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1083334 กราฟแสดงแนวโน้ม ค่าจ้าง เฉลี่ยแรงงานไทยและอัตราการว่างงานในปี 2568

เปิดสถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในไตรมาส 1/68 พบการจ้างงานลดล […]

The post ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทย ‘ลดลง’ จากปีก่อน 0.8% การจ้างงานหด 5 ไตรมาสติด ผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% จบปริญญายังว่างงาน 1.3 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงแนวโน้ม ค่าจ้าง เฉลี่ยแรงงานไทยและอัตราการว่างงานในปี 2568

เปิดสถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในไตรมาส 1/68 พบการจ้างงานลดลง 5 ไตรมาสติดต่อกัน ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทยลดลงจากปีก่อน 0.8% สำหรับอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.88% ไม่เปลี่ยนแปลง แต่จำนวนผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% ห่วงผู้เรียนจบอุดมศึกษายังว่างงานกว่า 1.3 แสนคน

 

วันนี้ (9 มิถุนายน) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า การจ้างงานหดตัว 5 ไตรมาสติดต่อกัน โดยจำนวนผู้มีงานทำในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 39.4 ล้านคน จากกำลังแรงงานรวมทั้งหมดที่ 40.5 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.5%YoY หรือลดลงราว 2 แสนคน

 

โดยการลดลงดังกล่าว มีปัจจัยหลักมาจากการจ้างงานที่ภาคเกษตรกรรมที่หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยลดลง 3.1% (YoY) เหลือ 10.6 ล้านคนในไตรมาส 1/68 แม้การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมปรับเพิ่มขึ้น 0.5% (YoY) อยู่ที่ 28.8 ล้านคน โดยการเพิ่มขึ้นอยู่ในสาขาการขนส่งและเก็บสินค้า และสาขาโรงแรมหรือภัตตาคาร

 

ส่วนการจ้างงานสาขาการก่อสร้างหดตัว 5.1% ตามกำลังซื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว เช่นเดียวกับสาขาการค้าส่งหรือค้าปลีกที่หดตัวที่ 3.1% และสาขาการผลิตปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4% ซึ่งลดลงมากในสาขาการผลิตเครื่องดื่ม เครื่องหนัง และอุปกรณ์ไฟฟ้า

 

“การจ้างงานที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากแรงงานในภาคเกษตรกำลังรอฤดูกาลเพาะปลูกเพิ่มเติม และแรงงานในภาคเกษตรไม่ได้ย้ายมาทำงานภาคนอกเกษตรเท่าเมื่อก่อน” ดนุชากล่าว

 

ทั้งนี้ ในอดีต แรงงานในภาคเกษตรส่วนหนึ่งจะย้ายมาทำงานในภาคนอกเกษตรระหว่างรอช่วงเพาะ ตัวอย่างเช่น ขับรถแท็กซี่ แต่ปัจจุบัน แรงงานในภาคเกษตรส่วนหนึ่งอาจหันมายึดอาชีพนอกภาคเกษตรเป็นหลักแล้ว ทำให้เห็นการเคลื่อนย้ายน้อยลง

 

อัตราการว่างงาน ‘ทรงตัว’ แต่จำนวนผู้เสมือนว่างงาน ‘พุ่ง’ 14.6%

 

สำหรับอัตราการว่างงานในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 0.88% ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 4/67) โดยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 3.8 แสนคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.3% (YoY)

 

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสมือนว่างงานกลับปรับตัวขึ้น 14.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อยู่ที่ 4.3 ล้านคนในไตรมาส 1/68

 

ทั้งนี้ อัตราการว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน มาจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยผู้ที่ว่างงานหมายถึงผู้ที่ไม่มีชั่วโมงการทำงานเลยทั้งสัปดาห์ ขณะที่ผู้เสมือนว่างงาน หมายถึงผู้ที่มีชั่วโมงทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่มีชั่วโมงทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นอกภาคเกษตรกรรม

 

สภาพัฒน์ยังชี้ว่า กลุ่มที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดที่ 1.84% เทียบกับอัตราการว่างงานโดยรวมที่ 0.88% ในไตรมาส 1/68

 

ส่องอัตราการว่างงาน แยกตามระดับการศึกษาสูงสุดในไตรมาส 1/68

 

  • ประถมและต่ำกว่า ว่างงานจำนวน 5.62 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.37%)
  • มัธยมต้น ว่างงานจำนวน 5.60 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.76%)
  • มัธยมปลาย ว่างงานจำนวน 6.15 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.94%)
  • อาชีวศึกษา ว่างงานจำนวน 2.08 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.28%)
  • วิชาชีพขั้นสูง ว่างงานจำนวน 3.18 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.31%)
  • อุดมศึกษา ว่างงานจำนวน 1.316 แสนคน (อัตราว่างงาน 1.84%)

 

ค่าจ้างคนไทยลดลงจากปีก่อน 0.8%

 

ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในภาพรวมลดลงเหลือ 16,246 บาทต่อเดือน ลดลง 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องมาจากรายได้ของแรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นแรงฉุดหลัก

 

แม้ว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.5% โดยอยู่ที่ 14,273 บาทต่อคนต่อเดือนก็ตาม เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,565 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.4% 

 

ทั้งนี้ โครงสร้างกำลังแรงงานไทย มีแรงงานในภาคเอกชนอยู่มากกว่า 10 ล้านคน และมีข้าราชการและรัฐวิสาหกิจราว 3-4 ล้านคน แต่แรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นกลุ่มใหญ่ ดังนั้น แม้ค่าจ้างในภาคเอกชนจะเป็นบวก แต่แรงงานในภาคเกษตรและผู้ประกอบอาชีพอิสระกลับมีการเติบโตของรายได้ไม่มาก เลยทำให้ภาพรวมลดลง

The post ค่าจ้างเฉลี่ยคนไทย ‘ลดลง’ จากปีก่อน 0.8% การจ้างงานหด 5 ไตรมาสติด ผู้เสมือนว่างงานพุ่ง 14.6% จบปริญญายังว่างงาน 1.3 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ ‘Un-retiring’ เขย่าตลาดงานไทย องค์กรแห่จ้างผู้เกษียณกลับมาทำงาน แก้ปัญหาขาดแคลนแรงคน https://thestandard.co/un-retiring-thai-job-market/ Sun, 27 Apr 2025 09:07:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1068673 un-retiring-thai-job-market

ปรากฏการณ์ ‘Un-retiring’ หรือการเชิญผู้เกษี […]

The post เทรนด์ ‘Un-retiring’ เขย่าตลาดงานไทย องค์กรแห่จ้างผู้เกษียณกลับมาทำงาน แก้ปัญหาขาดแคลนแรงคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
un-retiring-thai-job-market

ปรากฏการณ์ ‘Un-retiring’ หรือการเชิญผู้เกษียณกลับมาทำงานอีกครั้ง กำลังกลายเป็นเทรนด์ร้อนแรงในวงการธุรกิจไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ของประเทศ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ 

 

โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20-30 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งแนวโน้มนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างแรงงาน และทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทยของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับโลก เปิดเผยว่า “เทรนด์การจ้างผู้เกษียณอายุกลับมาทำงาน หรือ ‘Un-retiring’ กำลังเกิดขึ้นในองค์กรไทยอย่างชัดเจน” สอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ที่กำลังวางแผนขยายอายุเกษียณของทั้งภาครัฐและเอกชนจาก 60 ปี เป็น 65 ปีในอนาคตอันใกล้

 

“ไม่ว่าจะเป็นเพื่อลดต้นทุนหรือในช่วงที่ยังคงหาคนมาประจำตำแหน่งไม่ได้ องค์กรจำนวนมากเริ่มเปิดรับการจ้างงานชั่วคราวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เกษียณซึ่งมีทั้งประสบการณ์การทำงานและทักษะชีวิตที่มีคุณค่า” ปุณยนุชกล่าวเสริม พร้อมชี้ให้เห็นว่าองค์กรไม่ได้มองหาผู้เกษียณในรูปแบบพนักงานประจำ แต่เน้นจ้างในลักษณะ ‘งานชั่วคราว’ หรือ ‘โปรเจกต์ระยะสั้น’ ที่มีระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี

 

น่าสนใจว่าการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มผู้เกษียณไม่เพียงแค่ช่วยเติมเต็มตำแหน่งว่างขององค์กร แต่ยังเสริมสร้าง ‘ทีมข้ามรุ่น’ (Multi-generational Teams) ที่ประกอบด้วยพนักงานหลากหลายช่วงวัย นำมาซึ่งมุมมองที่หลากหลาย และช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแก้ปัญหา การคิดเชิงนวัตกรรม และประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมได้อย่างชัดเจน

 

เทรนด์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายที่หลายองค์กรยังคงเผชิญในการดึงดูดและรักษาคนเก่งๆ ในปี 2025 โดยจากผลสำรวจของ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส พบว่า กว่า 30% ของพนักงานมองว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการรับฟังความต้องการของพนักงาน เพื่อให้สอดคล้องกับโลกการทำงานในปัจจุบัน ตามมาด้วยอิทธิพลของแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดและสถานะทางการเงินขององค์กร

 

ปุณยนุชยังเน้นย้ำว่า “การสรรหาบุคลากรในปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงขึ้น องค์กรไม่สามารถหยุดนิ่งได้อีกต่อไป หลายองค์กรจึงหันมาให้ความสำคัญกับความคล่องตัว การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแนวคิดที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด”

 

นอกจากเทรนด์ ‘Un-retiring’ แล้ว รายงานเทรนด์บุคลากรปี 2025 (Talent Trends 2025) ยังระบุถึงแนวโน้มสำคัญอื่นๆ ในวงการทรัพยากรบุคคลไทย ไม่ว่าจะเป็น การใช้ AI เข้ามาเปลี่ยนเกมการสรรหาบุคลากร โดย 9 ใน 10 ขององค์กรในไทยได้ใช้ AI ช่วยในกระบวนการสรรหา ช่วยลดระยะเวลาการทำงานลงได้อย่างมาก ขณะที่องค์กรยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับปฏิสัมพันธ์ของคน เนื่องจาก ‘ความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ’ ยังคงเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าเสมอ

 

ทางด้านภาวะผู้นำยุคใหม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดย 70% ของพนักงานเชื่อว่า ‘ความเข้าอกเข้าใจ’ (Empathy) คือทักษะที่สำคัญที่สุดของผู้นำ ตามด้วยทักษะด้านการสื่อสารและความยืดหยุ่นในการบริหาร ผู้นำที่มี ‘ภาวะผู้นำแบบเน้นคนเป็นศูนย์กลาง’ (Human-Centric Leadership) จะช่วยผลักดันผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดีกว่า

 

ในส่วนของมุมมองต่อการทำงานแบบไฮบริดนั้น แม้ว่า 95% ของพนักงานในประเทศไทยจะต้องการให้องค์กรทดลองใช้ระบบการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ แต่ยังมีความกังวลอยู่ไม่น้อย โดย 36% กังวลว่าจะเกิดความเครียดจากการที่ต้องทำงานเท่าเดิมภายในเวลาที่น้อยลง

 

ส่วนเรื่องนิยามใหม่ของการเติบโตในสายอาชีพ ในระดับโลก แนวคิดการเติบโตแบบ ‘ไต่บันไดสายอาชีพ’ แบบดั้งเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พนักงานยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนสายงานในระดับขนาน (Lateral Moves) การเติบโตข้ามสายงาน (Cross-Functional Growth) และการพัฒนาบนพื้นฐานของทักษะ (Skills-Based Progression) แทนการไต่ระดับตามโครงสร้างองค์กรแบบเดิม

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย พนักงานส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ (38%) เป็นหลักในการต่อยอดอาชีพ ขณะที่โอกาสในการพัฒนาทักษะและเข้าร่วมโครงการเฉพาะทาง (34%) และการเติบโตผ่านโครงสร้างองค์กรแบบลำดับขั้น (17%) ก็ยังได้รับความสนใจไม่น้อย

 

ความสำคัญของทักษะแห่งอนาคตก็ถูกหยิบยกขึ้นมาในรายงานนี้ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) ที่ระบุว่า ทักษะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกว่า 39% จะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยภายในปี 2030 ทำให้พนักงานจำเป็นต้องเพิ่มพูนทักษะใหม่ทั้งด้านเทคโนโลยีและทักษะเชิงมนุษย์

 

ในภาพรวม การที่องค์กรไทยหันมาให้ความสำคัญกับการจ้างผู้เกษียณกลับมาทำงาน ไม่เพียงแค่เป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีโอกาสที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและกลุ่มผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน เปิดโอกาสให้ ‘พลังสูงวัย’ ได้แสดงคุณค่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ภาพ: Fahng_S / Shutterstock

The post เทรนด์ ‘Un-retiring’ เขย่าตลาดงานไทย องค์กรแห่จ้างผู้เกษียณกลับมาทำงาน แก้ปัญหาขาดแคลนแรงคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จุดเปลี่ยนแรงงานในทศวรรษหน้า ปี 2030 เปลี่ยนโฉมตลาดแรงงานโลกอย่างไร | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-09012025-4/ Thu, 09 Jan 2025 08:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1028530 morning-wealth-09012025-4

โลกกำลังเข้าสู่ทศวรรษใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่ […]

The post ชมคลิป: จุดเปลี่ยนแรงงานในทศวรรษหน้า ปี 2030 เปลี่ยนโฉมตลาดแรงงานโลกอย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-09012025-4

โลกกำลังเข้าสู่ทศวรรษใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ทั้งในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากร ซึ่งตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังจะเปลี่ยนโฉมไปในทศวรรษหน้าจากรายงาน The Future of Jobs Report 2025 โดย World Economic Forum เผยถึงโอกาสและความท้าทายในตลาดแรงงานในปี 2030 จะมีอะไรบ้าง ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: จุดเปลี่ยนแรงงานในทศวรรษหน้า ปี 2030 เปลี่ยนโฉมตลาดแรงงานโลกอย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ https://thestandard.co/opinion-two-world-economy/ Tue, 17 Dec 2024 06:28:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1020422

ผมเคยทำงานในบริษัทที่มีเพื่อนร่วมงานเป็นคนญี่ปุ่น หลายค […]

The post เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผมเคยทำงานในบริษัทที่มีเพื่อนร่วมงานเป็นคนญี่ปุ่น หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบเมืองไทย นอกจากอาหารที่อร่อยแล้ว พวกเขายังชื่นชมความ ‘ยืดหยุ่น’ ในสังคมไทย เพื่อนคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ว่า “It seems that your society consists of both ‘BTS people’ and ‘on-the-street people,’ but they appear to move freely between the two.”

 

ประโยคนี้ทำให้ผมตั้งคำถามว่า จริงหรือไม่ที่สังคมไทยเปิดโอกาสให้คนสามารถเคลื่อนตัวขึ้นลงในโครงสร้างทางสังคมได้อย่างเสรี หรือแท้จริงแล้วความยืดหยุ่นนี้เป็นเพียงภาพลวงตาที่ซ่อนปัญหาเชิงโครงสร้างเอาไว้ บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจคำถามสำคัญนี้ไปด้วยกัน

 

จากข้อมูล Social Mobility Index ในปี 2020 ของ World Economic Forum ไทยมีคะแนนการเลื่อนชั้นทางสังคมอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค และประเทศที่อยู่ในระดับการพัฒนาเดียวกัน Social Mobility Index ของไทยอยู่ที่ 55.4 ต่ำกว่าสิงคโปร์ (74.6) มาเลเซีย (62) หรือแม้กระทั่งเวียดนาม (57.8)

 

ข้อจำกัดในการเลื่อนชั้นทางสังคมสะท้อนปัญหาการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจ Muthitacharoen and Burong (2023) จัดกลุ่มคนไทยตามระดับรายได้ (จากฐานข้อมูลการจ่ายภาษี) แล้วคำนวณว่าคนไทยในแต่ละระดับรายได้มีโอกาสเลื่อนชั้นมากแค่ไหน จากภาพที่ 1 ผู้วิจัยพบว่าคนไทยในกลุ่มรายได้ต่ำสุด 10% แรกมีโอกาสตกอยู่ในกลุ่มรายได้เดิมต่อไปถึงเกือบ 65% ในช่วงปี 2014-2018 เพิ่มสูงขึ้นมาจากประมาณ 60% ในช่วงปี 2009-2013 กล่าวคือ คนไทยที่มีรายได้น้อยที่สุด 10% แรกมีโอกาสน้อยกว่าครึ่งที่จะเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์กำลังเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

 

 

ภาคธุรกิจก็สะท้อนภาพที่คล้ายคลึงกัน หากนำข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาสำรวจดูว่าธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสเลื่อนชั้นขึ้นเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากแค่ไหน จะพบว่าธุรกิจขนาดเล็กที่มีศักยภาพมีโอกาสเลื่อนชั้นเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 4-5% ในช่วงปี 2013-2019 แม้โอกาสจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงโควิด ซึ่งน่าจะเป็นผลจากนโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เมื่อหมดความช่วยเหลือแล้วโอกาสในการเลื่อนชั้นกลับตกลงมาที่เพียง 3.5% ในปี 2022

 

 

น่าสังเกตว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในช่วงที่ 30-40 ปีที่ผ่านมา อาจทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 6.0% ต่อปี แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ ‘คุณภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจ’ ที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในระดับชั้นรองลงมาขยับสูงขึ้นได้มากเท่าที่ควร เศรษฐกิจไทยจึงแยกออกเป็น ‘โลกสองใบ’

 

เศรษฐกิจไทยแบ่งออกเป็นโลกสองใบใน 3 มิติ คือ ‘อ่อน-แข็ง’ ‘เก่า-ใหม่’ และ ‘ใหญ่-เล็ก’

 

มิติที่ 1: อ่อน-แข็ง

 

โลกสองใบของครัวเรือนที่มีฐานะการเงินอ่อนแอกับที่มีฐานะการเงินเข้มแข็ง จากบทความเรื่อง ‘ปฏิรูปจากแรงจูงใจ’ เราพูดคุยกันว่าครัวเรือนไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงความมั่งคั่งรุนแรงมาก โดยครัวเรือนที่มีฐานะการเงินอ่อนแอมีรายได้ไม่พอรายจ่ายและมีรายได้เข้ามาไม่สม่ำเสมอ เมื่อครัวเรือนที่มีฐานะการเงินอ่อนแอเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้ขาดรายได้ พวกเขาจะได้รับผลกระทบมากกว่าและฟื้นตัวช้ากว่าครัวเรือนที่มีฐานะการเงินเข้มแข็ง

 

วิกฤตโควิดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หากเรานำข้อมูลครัวเรือนที่มีหนี้มาจัดกลุ่มตามระดับรายได้ อาชีพ และสถานะการทำงาน แล้วประเมินว่าครัวเรือนจะใช้ระยะเวลาแค่ไหนในการฟื้นตัวจากปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย จะพบว่าครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้าเป็นครัวเรือนรายได้น้อยในภาคเกษตรและภาคบริการที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน และครัวเรือนในภาคอุตสาหกรรมที่มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ในทางตรงข้าม ครัวเรือนที่ฟื้นตัวได้เร็วเป็นครัวเรือนรายได้สูง

 

 

มิติที่ 2: เก่า-ใหม่

 

โลกสองใบของภาคการผลิตโลกเก่ากับโลกใหม่ ภาคการผลิตโลกเก่าไม่ได้เติบโตไปกับกระแสการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี หรือจะเผชิญความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ขณะที่ภาคการผลิตโลกใหม่มีโอกาสเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์และได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงที่น้อยกว่า

 

 

มิติที่ 3: ใหญ่-เล็ก

 

โลกสองใบของธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็ก ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่ากำไรของธุรกิจขนาดเล็กมีความผันผวนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ถึงสองเท่า โดยเฉพาะในช่วงโควิด จากภาพที่ 5 จะเห็นได้ชัดว่ารายได้ของธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วงโควิดไม่ได้ลดลงเลย และสามารถเติบโตได้เกือบ 10% หลังจากวิกฤตสิ้นสุดลง ในทางตรงข้าม รายได้ของธุรกิจขนาดเล็กหดตัวประมาณ 2-3% ในช่วงโควิด และยังไม่ฟื้นกลับมาที่เดิม

 

 

ปลายทางของโลกสองใบ

 

หากเราปล่อยให้โลกสองใบยังคงอยู่ต่อไป โลกสองใบจะแยกออกจากกันมากขึ้น เพราะไม่เกิดการเลื่อนชั้น ก็จะมีคนจำนวนมากที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ขาดโอกาสพัฒนาทักษะเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานทักษะสูง และถ้าธุรกิจขนาดเล็กเข้าไม่ถึงทรัพยากรและโอกาสในการแข่งขัน ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่แข่งอย่างไรก็ชนะ ก็จะไม่มีใครมีแรงจูงใจที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อเศรษฐกิจและรายได้ของคนในประเทศไม่เติบโต ก็จะยิ่งมีคนหรือธุรกิจที่ประสบปัญหาทางการเงินและตกชั้นลงมาที่โลกใบรองมากขึ้น

 

ดังนั้นถ้าปล่อยให้อยู่ต่อไป โลกสองใบจะถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้ชะลอลง โดย World Economic Forum ประเมินว่าการที่ดัชนี Global Social Mobility Index ปรับแย่ลงทุก 1 คะแนน ไทยจะสูญเสียโอกาสในการเติบโตคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 0.1% ของ Nominal GDP ไทย

 

เมื่อคนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง พวกเขาจะแก่งแย่งเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ เมื่อนั้นก็จะขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ เกิดความขัดแย้ง และท้ายที่สุด การมีโลกสองใบของเศรษฐกิจไทยจะไม่ใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็น ‘ปัญหาทางสังคม’ ของประเทศไทย

 

การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ลดระยะห่างระหว่างโลกสองใบ

 

แล้วการพัฒนาแบบใดที่เศรษฐกิจไทยต้องการ? เราต้องการการพัฒนาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับการลดระยะห่างระหว่างโลกสองใบ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากการเติบโตทางเศรษฐกิจมีคุณภาพ 3 ประการดังต่อไปนี้

 

คุณภาพที่ 1 คนในระบบเศรษฐกิจควรมีภูมิคุ้มกันต่อสถานการณ์เลวร้าย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงให้คนในโลกใบรองออกไปคว้าโอกาสในการเติบโต ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนจากโลกใบรอง ผู้ดำเนินนโยบายมีบทบาทเป็นกลไกเสริมผ่านการช่วยเหลือทางสังคมและประกันทางสังคม ควบคู่ไปกับการออกแบบกติกาในภาคการเงินเพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาตลาดประกันภัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็ก

 

แม้ตลาดประกันภัยในไทยจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในระดับการพัฒนาเดียวกัน แต่ปัจจุบันครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงประกันภัยได้อย่างเหมาะสม ส่วนหนึ่งมาจากอุปสรรคด้านข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ในการประเมินความเสี่ยง ทำให้การจัดทำสัญญาประกันไม่คุ้มค่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง ทั้งการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและ Remote Sensing ช่วยให้ผู้รับประกันเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและหลากหลายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ACRE Africa ที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยพืชผลในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออก สำหรับไทย ความหลากหลายระหว่างพื้นที่ทั้งในแง่ของประเภทของผลผลิตทางการเกษตรและช่วงเวลาเพาะปลูกจะเอื้อให้บริษัทประกันสามารถกระจายความเสี่ยงในการรับประกันภัยได้ดียิ่งขึ้น

 

คุณภาพที่ 2 คนในระบบเศรษฐกิจควรเติบโตจากการพัฒนาและปรับตัวให้ทันกับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่กำลังเปลี่ยนไป

 

ในการสนับสนุนให้คนจากโลกใบแรกปรับตัวและพัฒนาให้ทันภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ ผู้ดำเนินนโยบายจะเป็นกลไกเสริมผ่านการหาโอกาสทางธุรกิจผ่านการเจรจาทางการค้าและการลงทุนกลับมาให้ธุรกิจภายในประเทศ มองไปข้างหน้า ห่วงโซ่การผลิตโลกเปลี่ยนแปลงไปจากผลของความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไทยยังมีโอกาสที่จะเชื่อมต่อเข้ากับห่วงโซ่การค้าที่กำลังเปลี่ยนไป หากสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ปรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนให้กระชับและยืดหยุ่น และพัฒนาระบบการเงินเพื่อส่งเสริมการระดมทุนเพิ่มเติม

 

คุณภาพที่ 3 ทุกคนในระบบเศรษฐกิจควรมีโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเติบโตไปพร้อมกัน

 

เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเติบโตไปพร้อมกัน ผู้ดำเนินนโยบายจะมีบทบาทในฐานะผู้ออกแบบกติกาของการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน เพื่อการสร้างโอกาสให้คนจากโลกใบรองเข้าถึงทรัพยากร สามารถแข่งขันและเติบโตได้ นั่นคือ

 

  1. โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทรัพยากรทางการเงิน คนตัวเล็กมักเผชิญข้อจำกัดในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงเงินลงทุน OECD (2020) ชี้ว่าระบบการเงินไทยยังไม่ได้รองรับการระดมทุนที่รองรับคนตัวเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าคนตัวใหญ่ โดยเฉพาะการระดมทุนผ่านตราสารทุน เช่น Equity Crowdfunding และ Private Equity การพัฒนาระบบการเงินเพื่อเพิ่มความลึกและหลายของช่องทางการระดมทุนที่สอดคล้องกับผลตอบแทนและความเสี่ยงของคนตัวเล็ก จะช่วยเพิ่มโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินได้

 

  1. โอกาสในการแข่งขัน จากการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของคนตัวเล็ก เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด ณ ต้นทุนที่เข้าถึงได้มากขึ้น ลดกฎระเบียบที่สร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงกฎหมายที่ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าให้ทันต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปและบังคับใช้อย่างโปร่งใส รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายล้มละลายให้มีประสิทธิภาพและให้โอกาสคนตัวเล็กที่แพ้ได้กลับเข้าสู่ตลาด

 

วันนี้เราตั้งต้นแก้ปัญหาโลกสองใบในวันที่เศรษฐกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง ลำพังการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจด้วยกลไกตลาดภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและโครงสร้างแรงจูงใจในปัจจุบันยังไม่อาจสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพครบ 3 ประการ ดังนั้นผู้ดำเนินนโยบายจึงต้อง ‘ปรับกติกา’ หรือโครงสร้างแรงจูงใจไปพร้อมกับการเป็น ‘กลไกเสริม’ ที่มาทดแทนบางตลาดที่ไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เกิดการเติบโตที่มีคุณภาพได้

 

การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ

 

เศรษฐกิจไทยโลกสองใบไม่ใช่เรื่องที่ควรเคยชินและยอมรับ แต่เป็นปัญหาที่เราต้องตระหนักและหาทางลดระยะห่างระหว่างโลกสองใบให้ใกล้กันมากขึ้นให้ได้ เพราะแม้จุดตั้งต้นจะต่างกัน แต่คนไทยทุกคนควร ‘ได้รับโอกาส’ ในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจ โอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โอกาสที่จะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดี จนกระทั่งจากโลกนี้ไปด้วย ‘ความรู้สึกพอใจในชีวิต’

 

และนั่นคือ ‘การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ’ ที่ประเทศไทยต้องการ

 

ภาพ: Hiroshi Watanabe / Getty Imgaes

อ้างอิง:

The post เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอินไซต์มนุษย์เงินเดือนปี 2568: คนเก่งพร้อมโยกย้าย เน้นชั่วโมงงานยืดหยุ่นและค่าตอบแทนสูง ด้านนายจ้างมีแผนขึ้นเงินเดือน https://thestandard.co/insights-2025-flexible-hours-salary-hikes/ Tue, 03 Dec 2024 07:02:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1015455 เปิดอินไซต์มนุษย์เงินเดือนปี 2568

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทด้านการจัดหางานชั้นนำที่ได้รับ […]

The post เปิดอินไซต์มนุษย์เงินเดือนปี 2568: คนเก่งพร้อมโยกย้าย เน้นชั่วโมงงานยืดหยุ่นและค่าตอบแทนสูง ด้านนายจ้างมีแผนขึ้นเงินเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอินไซต์มนุษย์เงินเดือนปี 2568

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทด้านการจัดหางานชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจทั่วโลก เผยแพร่ผลสำรวจเงินเดือนประจำปี 2568 ซึ่งเจาะลึกภาพรวมแนวโน้มเงินเดือนและตลาดการจ้างงานทั่วโลก รายงานฉบับนี้ยังให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อแนวโน้มการจ้างงานและเงินเดือนในตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นในเดือนกันยายน 2567 โดยรวบรวมความคิดเห็นจากพนักงานและบริษัทในประเทศไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดการจ้างงาน ความคาดหวังต่อเงินเดือน และกลยุทธ์การรักษาพนักงานในปีที่จะมาถึง

 

ภาพรวมสำคัญของตลาดแรงงานไทยในปี 2568

  • ความต้องการบุคลากรในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นในปี 2568
  • นายจ้างมีแผนปรับขึ้นเงินเดือนในหลายภาคส่วน แต่ยังยากที่จะสามารถตอบสนองความคาดหวังของเงินเดือนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
  • สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ยอดนิยมที่มอบให้พนักงาน ได้แก่ หลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนา ประกันสุขภาพที่ครอบคลุม และชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น
  • การรักษาบุคลากรกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงในการสรรหา
  • พนักงานให้ความสำคัญกับค่าตอบแทนเป็นลำดับแรก โดยมีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นเป็นปัจจัยสำคัญรองลงมา
  • พนักงานส่วนใหญ่คาดหวังที่จะเปลี่ยนงานในปี 2568 ทำให้ตลาดการสรรหาพนักงานเปิดกว้างมากขึ้น
  • นายจ้างมองหาพนักงานที่มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่โดดเด่น
  • บทบาทของ AI ในการสรรหาบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการและเพิ่มความต้องการพนักงานที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการในปี 2568

 

ความต้องการพนักงานในประเทศไทยคาดว่าจะสูงขึ้นในหลายภาคส่วน โดยปัจจัยสำคัญที่กำหนดความต้องการ ได้แก่ การขาดแคลนทักษะและการเติบโตของอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย 

 

โดยตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูง ได้แก่ ผู้จัดการโรงงานและผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ความต้องการเหล่านี้เด่นชัดในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว เช่น การผลิตอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และยานยนต์

 

ในส่วนของสายงานทรัพยากรบุคคล (HR) ตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่บริหารคนและบริหารธุรกิจควบคู่กันไปหรือ HR Business Partner (HRBP) และผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และพัฒนา (Learning and Development) จะเป็นที่ต้องการสูง  

 

ในส่วนของอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ (Healthcare) มีความต้องการเฉพาะด้านในตำแหน่งนักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย เพื่อสนับสนุนการตลาดผลิตภัณฑ์และการขยายตลาด 

 

ส่วนภาคการเงินและธนาคาร การออกใบอนุญาตธนาคารเสมือนจริง (Virtual Bank) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2568 จะช่วยผลักดันความต้องการบุคลากรในหลากหลายตำแหน่งในภาคการเงินและธนาคาร  

 

ในส่วนของนายจ้าง ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (Soft Skill) ที่ถูกให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การมีทัศนคติเชิงบวกและความยืดหยุ่น (56%) ตามมาด้วยทักษะความเป็นผู้นำและการทำงานร่วมกันเป็นทีม (51%) และทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงวิเคราะห์ (49%)

 

นอกจากนี้ยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับพนักงานที่พูดภาษาจีนได้ โดยเฉพาะในสายงานวิศวกรรม ซัพพลายเชน และทรัพยากรบุคคล (HR) ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของบริษัทจีนในประเทศไทย

 

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในตลาดการจ้างงานมากขึ้น

 

บริษัทบางแห่งเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาในตลาดการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และทักษะพนักงาน จากการที่ AI ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยในการทำงานมากขึ้น จึงมีผลกระทบต่อทักษะที่จำเป็นในตลาดแรงงาน ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ความต้องการพนักงานที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบัญชีและการเงิน

 

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทยของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงกระบวนการสรรหาให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยทำงานในบางขั้นตอน เช่น การประกาศรับสมัครงาน และการจัดตารางสัมภาษณ์ 

 

นอกจากนี้การสัมภาษณ์งานแบบเสมือนจริงและการใช้การประเมินผลออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติทั่วไป ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงผู้สมัครได้หลากหลายมากขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ยังคงถูกใช้ในวงจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทจัดหางาน อย่างเช่นแพลตฟอร์มหางานหรือบริษัทจัดหางานข้ามชาติเท่านั้น

 

การดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ

 

ในขณะที่การแข่งขันเพื่อดึงดูดบุคลากรมีความเข้มข้นขึ้น และพนักงานจำนวนมากวางแผนที่จะเปลี่ยนงานในปี 2568 บริษัทต่างๆ ไม่เพียงแต่เพิ่มการจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ยังลงทุนในด้านการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร ด้วยสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว ทั้งนายจ้างและพนักงานต่างมีความระมัดระวังและพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง 

 

การมอบสวัสดิการที่น่าสนใจให้กับพนักงานจะเป็นไฮไลต์สำคัญในปีหน้า โดยการเสนอสิทธิประโยชน์และโครงการที่ช่วยยกระดับความผูกพันของพนักงาน โดยนอกจากเงินเดือนแล้ว พบว่า 85% ของพนักงานมองว่าโบนัสเป็นสวัสดิการที่จำเป็น รองลงมาคือ 63% ต้องการชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นและการทำงานทางไกล และ 60% สนใจในประกันสุขภาพที่ครอบคลุมมากขึ้น 

 

เมื่อพูดถึงสิ่งที่พนักงานต้องการจากนายจ้าง 46% ระบุว่า ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ยอดเยี่ยมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตามมาด้วยเพื่อนร่วมงานที่สร้างแรงบันดาลใจและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี (38%) และการทำงานที่ยืดหยุ่น (34%)

 

พนักงานยังให้ความสนใจที่จะร่วมงานกับองค์กรที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมและการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมทั้งมอบความมั่นคงในงานและโอกาสเติบโตในสายอาชีพโดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานรุ่นใหม่

 

ในปี 2568 พนักงานส่วนใหญ่กว่า 80% กำลังมองหางานใหม่ แสดงถึงความต้องการการเติบโตและความก้าวหน้าในการทำงาน นอกจากนี้ 79% ของพนักงานยังมั่นใจในโอกาสการจ้างงานที่มีอยู่ ซึ่งสื่อถึงมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมตลาดการจ้างงานในอนาคต

 

กว่า 46% ของนายจ้างระบุว่า ความคาดหวังด้านเงินเดือนและสวัสดิการเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการดึงดูดบุคลากร ปัญหาอื่นๆ ที่พบได้บ่อย ได้แก่ การขาดผู้สมัครงาน (41%) และการขาดประสบการณ์ในอุตสาหกรรม (37%)  

 

อย่างไรก็ตาม กว่า 50% ของนายจ้างมองว่า การแข่งขันสูงในตลาดแรงงานซึ่งเกิดจากการที่พนักงานมักมองหาโอกาสในตำแหน่งใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาบุคลากร ปัญหาอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ การขาดโอกาสเลื่อนตำแหน่งและการเติบโตในสายอาชีพที่จำกัด (38%) และความยากลำบากในการเสนอค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สามารถแข่งขันได้ (34%)

 

ปุณยนุชแนะนำว่า บริษัทควรมุ่งเน้นที่การปรับปรุงกระบวนการสรรหาให้มีความรวดเร็วและคล่องตัวเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้สมัครงาน พร้อมทั้งเน้นความสำคัญของการสร้างความผูกพันกับพนักงานผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความหลากหลายและความครอบคลุม การให้สวัสดิการที่ยืดหยุ่น รวมถึงการจัดโปรแกรมการยกย่องชมเชยและให้รางวัลที่เหมาะสม

 

การอัดฉีดเงินเดือนเพิ่มขึ้นสำหรับผู้สมัครที่มีประสบการณ์

 

ผู้สมัครที่มีทักษะที่ตรงกับงาน คาดว่าจะได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสูงสุด 20% ในสายงานที่ขาดแคลนบุคลากร เช่น การจัดการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อาจมีการปรับเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่านี้   

 

สำหรับกลุ่มที่ยังต้องการการฝึกอบรมหรือการเตรียมความพร้อมเพิ่มเติม การปรับเงินเดือนเพิ่มอาจอยู่ที่ประมาณ 15% ในส่วนของพนักงานที่ยังคงทำงานในตำแหน่งเดิม คาดว่าจะได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4% ในปี 2568 

 

นอกจากนี้เป็นที่น่าสนใจว่า 70% ของพนักงานต่างคาดหวังการปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2568 ซึ่งสอดคล้องกับแผนของนายจ้างในหลายภาคส่วนกว่า 3 ใน 4 ที่มีแผนจะปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานในปีหน้า

 

ภาพ: We Are / Getty Images

The post เปิดอินไซต์มนุษย์เงินเดือนปี 2568: คนเก่งพร้อมโยกย้าย เน้นชั่วโมงงานยืดหยุ่นและค่าตอบแทนสูง ด้านนายจ้างมีแผนขึ้นเงินเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>