ตลาดเครื่องดื่ม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ตลาดเครื่องดื่ม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 22 Sep 2026 08:21:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 Heineken ทุ่ม 500 ล้านดอลลาร์ ปั้นเวียดนามขึ้นแท่นตลาดหลัก–ฐานผลิตเบียร์ใหญ่สุดในเอเชีย https://thestandard.co/heineken-vietnam-asia-beer-hub/ Tue, 22 Sep 2026 08:21:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1258111 ขวดเบียร์ Heineken แช่เย็น พร้อมข้อความ 'Heineken ปั้น ‘เวียดนาม’ ขึ้นฐานผลิตเบียร์ ใหญ่สุดในเอเชีย'

Heineken ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องดื่มเบียร์ระดับโลก สัญช […]

The post Heineken ทุ่ม 500 ล้านดอลลาร์ ปั้นเวียดนามขึ้นแท่นตลาดหลัก–ฐานผลิตเบียร์ใหญ่สุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขวดเบียร์ Heineken แช่เย็น พร้อมข้อความ 'Heineken ปั้น ‘เวียดนาม’ ขึ้นฐานผลิตเบียร์ ใหญ่สุดในเอเชีย'

Heineken ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องดื่มเบียร์ระดับโลก สัญชาติเนเธอร์แลนด์ เปิดเกมรุกขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยได้วางยุทธศาสตร์ชู ‘เวียดนาม’ ให้เป็นทั้งตลาดหลักและฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค ซึ่งบริษัทเตรียมยกระดับโรงเบียร์ในวุงเต่า ทางภาคใต้ของเวียดนาม ให้ก้าวขึ้นเป็นโรงเบียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ Heineken ในทวีปเอเชีย

 

 
 

อีกทั้งยังวางแผนปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ด้วยการรุกขยายพอร์ตโฟลิโอจากตลาดพรีเมียมเข้าสู่ตลาดเบียร์กระแสหลัก เพื่อครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่ครอบคลุมขึ้น

 

ยุทธศาสตร์ระยะยาว 2030 ชูเวียดนามเป็นตลาดดาวเด่น

 

สำหรับภายใต้แผนกลยุทธ์ระยะกลางจนถึงปี 2030 Heineken ได้เลือกตลาดเป้าหมายหลัก 17 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเวียดนามได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทให้ความสำคัญ

 

Jacco van der Linden ประธาน Heineken ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้เปิดเผยผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อ Nikkei Asia ว่า เวียดนามนับเป็นหนึ่งในตลาดเบียร์ที่น่าสนใจและทรงพลังที่สุดในโลก

 

หากย้อนกลับไปนับตั้งแต่ Heineken เริ่มเข้ามาลงทุนในเวียดนามเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1991 บริษัทได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนสะสมไปแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์และ ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังได้เตรียมแผนอัดฉีดงบลงทุนเพิ่มเติมอีกราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 5–10 ปีข้างหน้านี้ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ยิ่งไปกว่านั้น แม้มาเลเซียและอินโดนีเซียจะเป็นอีกสองตลาดสำคัญของบริษัทในภูมิภาคนี้ แต่ Heineken กลับประเมินว่าเวียดนามมีความโดดเด่นและมีศักยภาพเหนือกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของขนาดตลาดและปริมาณการบริโภคเบียร์ต่อหัว เนื่องจากเวียดนามมีข้อจำกัดทางด้านศาสนาเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นตลาดที่มีอัตราและโอกาสการเติบโตสูงอย่างเห็นได้ชัด

 

เสริมทัพด้วยแบรนด์ท้องถิ่น ลุยตลาดกระแสหลัก

 

ในส่วนของภาพรวมการทำตลาด ปัจจุบันแม้ว่า Heineken และ Tiger จะสามารถครองความเป็นผู้นำในกลุ่มเบียร์พรีเมียมของเวียดนามได้อย่างแข็งแกร่ง แต่บริษัทมองว่าก้าวต่อไปของการเติบโตที่แท้จริงกลับอยู่ในกลุ่มเบียร์สำหรับผู้บริโภควงกว้าง

 

ด้วยเหตุนี้ Heineken จึงตัดสินใจขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดท้องถิ่นมากขึ้น ด้วยการส่งแบรนด์ระดับภูมิภาคอย่าง Larue และ Bivina เข้ามาร่วมทำตลาด ซึ่ง van der Linden เน้นย้ำว่า ความตั้งใจหลักของเขาคือการผลักดันให้ Heineken เวียดนาม ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลขึ้นในตลาดเบียร์กระแสหลัก

 

อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าถิ่นอย่าง Sabeco (ผู้ผลิต Bia Saigon) และ Habeco (ผู้ผลิต Bia Hanoi) จะครองฐานลูกค้าท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ Heineken ตั้งเป้าที่จะลงสนามแข่งขันด้วยการชูจุดเด่นด้านผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้สอดรับกับรสนิยมของคนในแต่ละท้องถิ่นโดยเฉพาะ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม ศักยภาพด้านการบริหารจัดการตลาดที่เหนือกว่า และมาตรฐานระดับสากล

 

ยกระดับเวียดนามสู่ฐานการผลิตหลักของเอเชีย

 

นอกจากประเด็นด้านการตลาดแล้ว Heineken ยังให้ความสำคัญกับเวียดนามในฐานะฐานการผลิตหลักที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย van der Linden ชี้ว่า ประเทศเวียดนามมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีการศึกษาและทักษะสูง โดยเฉพาะในภาคการผลิต อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความมั่นคงและสามารถคาดการณ์ทิศทางได้อย่างแม่นยำ

 

“รัฐบาลเวียดนามมีความสามารถในการคาดการณ์และมีเสถียรภาพสูง รวมถึงให้การสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อเราสามารถรับรู้และคาดเดาการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า ก็ช่วยให้การบริหารจัดการและการวางแผนวางโครงสร้างทำได้ง่ายขึ้นมาก” van der Linden กล่าว

 

ด้วยเหตุนี้เอง Heineken จึงกำลังเดินหน้าเร่งขยายกำลังการผลิตของโรงเบียร์วุงเต่า ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของเวียดนาม อันเป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในประเทศ เพื่อยกระดับให้กลายเป็นโรงเบียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ Heineken ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจาก van der Linden กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มเบียร์จำเป็นต้องอาศัยการผลิตในปริมาณมาก เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดและความคุ้มค่าด้านต้นทุน ดังนั้น การทุ่มเงินลงทุนเพิ่มเติมในเวียดนามจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

 

ปิดโรงงานสิงคโปร์ ย้ายฐานผลิต Tiger สู่เวียดนามและมาเลเซีย

 

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Heineken ได้ประกาศแผนปิดโรงเบียร์ Tiger ในประเทศสิงคโปร์ และทำการย้ายสายการผลิตทั้งหมดไปยังประเทศเวียดนามและมาเลเซียแทน โดยการตัดสินใจในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจอย่างมาก เนื่องจาก Tiger เป็นแบรนด์เบียร์ที่มีต้นกำเนิดและประวัติศาสตร์ยาวนานในสิงคโปร์ แม้ว่าสำนักงานใหญ่ในด้านการบริหารแบรนด์จะยังคงตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ก็ตาม

 

ด้านบริษัทได้ออกมาชี้แจงว่า การย้ายฐานการผลิตดังกล่าวเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องมาจากโรงงานในสิงคโปร์เปิดดำเนินการมานานและมีอายุการใช้งานสูง ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพียงเพื่อรักษาการดำเนินงานพื้นฐาน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการแข่งขันด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าโรงงานแห่งอื่นๆ ในภูมิภาค

 

ยิ่งไปกว่านั้น Heineken ได้มองว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดทั้งในด้านการเติบโต นวัตกรรม และการผลิตของบริษัท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงสร้างประชากรในวัยทำงาน ตามด้วยกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น การขยายตัวของความเป็นเมือง และการเติบโตของกลุ่มคนชนชั้นกลาง

 

นอกจากนี้ ระดับรายได้ที่สูงขึ้นของผู้บริโภคยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยดันกระแสการบริโภคเบียร์พรีเมียมให้เติบโต ขณะเดียวกัน ตลาดเอเชียยังมีอิทธิพลต่อแนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแนวทางการทำตลาดของบริษัท

 

ยกตัวอย่าง การเปิดตัวแบรนด์ Tiger Crystal และ Heineken Silver ซึ่งคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวเอเชียโดยเฉพาะ ด้วยรสชาติที่หวานขึ้นและขมน้อยลง สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนเอเชียที่นิยมดื่มเบียร์คู่กับมื้ออาหาร แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่มักดื่มเบียร์เป็นเครื่องดื่มเดี่ยวๆ

 

ด้วยเหตุนี้ van der Linden จึงย้ำว่า บริษัทจำเป็นต้องศึกษาและตอบสนองต่อแนวโน้มในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแนวคิดหรือผลิตภัณฑ์จากฝั่งตะวันตกไม่สามารถนำมาใช้กับตลาดเอเชียได้ทั้งหมดตรงๆ

 

มองศักยภาพอินเดียสามารถโตได้ ส่วนญี่ปุ่นไม่อยู่ในระดับ priority

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดอินเดีย Heineken ประเมินว่าเป็นพื้นที่แห่งโอกาสการเติบโตในระยะยาว แม้ว่าปัจจุบันปริมาณการบริโภคเบียร์ต่อหัวของชาวอินเดียจะยังอยู่ในระดับต่ำมากเพียงประมาณ 2 ลิตรต่อปี ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามอย่างมหาศาล

 

แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการดื่มสุรากลั่นที่มีดีกรีแรง หันมาบริโภคเบียร์กันมากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่ต้องการเครื่องดื่มที่ให้ความพอเหมาะพอดี ซึ่งเบียร์สามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่นี้ได้อย่างลงตัว

 

ในทางกลับกัน แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในตลาดเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ Heineken กลับไม่ได้จัดให้ญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มตลาดเป้าหมายที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ เนื่องมาจากบริษัทใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจากทั้งขนาดตลาด ตามด้วยศักยภาพการเติบโต และโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด

 

ประธาน Heineken ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทิ้งท้ายว่า สำหรับ Heineken ญี่ปุ่นไม่ใช่ตลาดที่มีลำดับความสำคัญเทียบเท่ากับเวียดนาม อินเดีย หรืออินโดนีเซีย ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งผู้เล่นอันดับหนึ่งหรืออันดับสองในตลาดญี่ปุ่น

 

ภาพ: 6428W Digital Art/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Heineken ทุ่ม 500 ล้านดอลลาร์ ปั้นเวียดนามขึ้นแท่นตลาดหลัก–ฐานผลิตเบียร์ใหญ่สุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทย ‘แข่งเดือด เข้าง่าย ออกเร็ว’ KResearch คาดมูลค่าตลาดขยายตัวชะลอลงในปี 2569 https://thestandard.co/thai-food-beverage-market-slowdown/ Sun, 13 Sep 2026 10:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1254360 ภาพประกอบธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มไทย พร้อมข้อมูลจาก KResearch

ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทย แข่งเดือด เข้าง่าย ออกเร […]

The post ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทย ‘แข่งเดือด เข้าง่าย ออกเร็ว’ KResearch คาดมูลค่าตลาดขยายตัวชะลอลงในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มไทย พร้อมข้อมูลจาก KResearch

ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทย แข่งเดือด เข้าง่าย ออกเร็ว ใน 8 เดือนแรกของปีนี้ มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น 20% แต่ยกเลิกจดทะเบียนกิจการเพิ่มขึ้น 11% ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดมูลค่าตลาดขยายตัวชะลอลงในปี 2569

 

 
 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569 โดยมองว่ามูลค่าตลาดอยู่ที่ 6.82 แสนล้านบาท เติบโต 3.9% จากปีก่อน แต่เป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ตลาดเติบโตไม่ทั่วถึง ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มยังอ่อนแอ

 

การแข่งขันสูง

โดย ‘ปัจจัยสนับสนุน’ การเติบโตมาจาก

 

  • แรงหนุนระยะสั้นจากโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
  • ผลจากราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะต้นทุนธุรกิจ โดยราคาอาหารและเครื่องดื่มมีการปรับขึ้นประมาณ 10%-15% เทียบกับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง
  • กลยุทธ์การทำตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายต่อครั้งของผู้บริโภค โดยเฉพาะจากการเปิดร้านใหม่และการขยายสาขาของผู้ประกอบการ มีส่วนช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายร้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น

 

สำหรับปัจจัย ‘ความท้าทาย’ มาจาก

 

  • ร้านอาหารและเครื่องดื่มเปิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและปิดกิจการเร่งขึ้นเช่นกัน ในปี 2569 คาดว่าจะมีร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศกว่า 7 แสนร้าน ไม่รวมร้านข้างทางและฟู้ดทรัก
  • นอกจากผู้ประกอบการจะแข่งขันในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังต้องแข่งขันกับอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป และบริการร้านกาแฟภายในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้บริโภคบางกลุ่มด้วย
  • รายได้และสาขาที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับกำไรสุทธิที่ลดลง ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาสินค้า ท่ามกลางต้นทุนที่ทรงตัวสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่งพากลยุทธ์โปรโมชันและการขยายสาขา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันอัตรากำไร ที่แม้แต่รายใหญ่ก็มีสัญญาณกำไรสุทธิที่ลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี

 

ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม แข่งดุ เข้าง่าย-ออกเร็ว

 

โดยช่วง 8 เดือนแรก มีธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 3,263 ราย เพิ่มขึ้น 20% ติด 1 ใน 5 ธุรกิจเปิดใหม่สูงสุด ขณะที่การยกเลิกจดทะเบียนกิจการเพิ่มขึ้นเป็น 491 ราย หรือ 11%สะท้อนภาวะเข้าง่ายออกเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม

 

ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มยังมีความท้าทายต่อเนื่องในปี 2570

 

มองไปในปี 2570 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การทำธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มยังมีความท้าทายต่อเนื่อง โดยประเด็นที่มีผลต่อรายได้ธุรกิจ ได้แก่

 

  • กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวทั่วถึง ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและความถี่ในการเข้าร้านอาหาร โดยเฉพาะหลังสิ้นสุดมาตรการรัฐในไตรมาส 4 ของปีนี้ ผู้ประกอบการบางรายอาจเผชิญกับยอดขายที่ไม่แน่นอน
  • การแข่งขันทางธุรกิจสูง ธุรกิจร้านอาหารมีการเปิดตัวใหม่ต่อเนื่อง และมีความหลากหลายของอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้บริโภคมากขึ้น ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเก่าจำเป็นต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาในการหาสิ่งใหม่ เพื่อรักษาฐานลูกค้าและขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะวัตถุดิบนำเข้า ค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่า ค่าจ้างแรงงาน และค่าธรรมเนียมการใช้บริการแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร ซึ่งนอกจากการบริหารต้นทุน ผู้ประกอบการต้องหลีกเลี่ยงการแข่งราคาแต่หันมาเน้นคุณภาพ รสชาติ และปริมาณที่สมเหตุสมผลเพื่อดึงดูดลูกค้า
  • พฤติกรรมผู้บริโภคมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็ว ผ่าน 4 เทรนด์หลัก ได้แก่ การแบ่งขั้วของกำลังซื้อ (กำลังซื้อสูงที่ยอมจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์และเรื่องราว กับกลุ่มที่เน้นความคุ้มค่าและปริมาณ) ความต้องการประสบการณ์แบบ Multi-sensory ความภักดีต่อแบรนด์ที่ลดลง และไลฟ์สไตล์เร่งรีบ (Grab & Go / Solo Dining) สร้างความท้าทายให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์ชูจุดขายให้ชัดเจน อาทิ ความคุ้มค่า และ เอกลักษณ์

The post ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มไทย ‘แข่งเดือด เข้าง่าย ออกเร็ว’ KResearch คาดมูลค่าตลาดขยายตัวชะลอลงในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ https://thestandard.co/jian-cha-7-eleven-tea-expansion/ Thu, 13 Aug 2026 11:55:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1241626 ภาพสินค้าชาเจี้ยนชา มัทฉะสตรอว์เบอร์รี และรูป ดร.พอลลี เฮสันต์ ผู้บริหาร

ในยุคที่ศึกตลาดเครื่องดื่มชาร้อนระอุและแข่งขันกันสุดดุเ […]

The post เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสินค้าชาเจี้ยนชา มัทฉะสตรอว์เบอร์รี และรูป ดร.พอลลี เฮสันต์ ผู้บริหาร

ในยุคที่ศึกตลาดเครื่องดื่มชาร้อนระอุและแข่งขันกันสุดดุเดือด สมรภูมิการค้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการแย่งชิงพื้นที่บนห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป สะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ‘เจี้ยนชา’ (Jian Cha) แบรนด์สัญชาติไทย ที่ลุกขึ้นมาปรับทัพครั้งใหญ่ ด้วยการนำโปรดักต์ใหม่เข้าไปชิมลางในร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่อย่างเซเว่น-อีเลฟเว่น หวังสร้าง Brand Awareness และเปิดประตูให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น

 

ภารกิจปักหมุดในเซเว่นฯ โจทย์หินที่แลกมาด้วยเวลา 8 เดือน

 

เชื่อมโยงจากอินไซต์ดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสร่วมวงพูดคุยกับ ‘ดร.พอลลี เฮสันต์’ ผู้บริหารแบรนด์เจี้ยนชา (Jian Cha) ถึงเบื้องหลังการปรับตัวครั้งสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อ ตลอดจนเทรนด์การบริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

โดย ดร.พอลลี ฉายภาพว่า จากเดิมที่ร้านส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิด แบรนด์จึงเริ่มมองหาโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีอัตราการบริโภคชาเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

จากโจทย์ดังกล่าว ทีม RD จึงใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์นานถึง 7-8 เดือน จนคลอดออกมาเป็นเมนู ‘มัทฉะสตรอว์เบอร์รี’ ขนาด 230 มล. ในราคา 49 บาท ประเดิมวางจำหน่ายในเซเว่นฯ เฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2 แสนแก้วภายใน 3 เดือน ก่อนจะสลับหมุนเวียนสินค้าตัวใหม่เข้ามาสร้างสีสันให้แฟนคลับติดตาม และหากผลตอบรับดีก็พร้อมขยายสู่สาขาทั่วประเทศทันที

 

อย่างไรก็ตาม กว่าจะออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มบนชั้นวางได้นั้น ดร.พอลลี ยอมรับว่าทีมงานต้องผ่านการแก้โจทย์สุดหิน ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษารสชาติ ตามด้วยการยืดอายุการเก็บรักษาในตู้เย็นให้ได้ 14 วัน รวมถึงเทคนิคสำคัญอย่างการแยกเลเยอร์เครื่องดื่มในแก้วไม่ให้ผสมรวมกันระหว่างการขนส่ง ซึ่งถือเป็นจุดขายที่ทำได้ยากในเชิงอุตสาหกรรม

 

ใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นหัวหอก ทดลองตลาด ก่อนสเกลหน้าร้าน

 

ต่อยอดจากสินค้าใหม่ การขยายช่องทางเข้าสู่เซเว่นฯ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านเวลา หรือแค่การตอบโจทย์ลูกค้ายามดึกหรือเช้าตรู่ แต่ยังเป็นกลยุทธ์ Trial Strategy สำหรับทดลองตลาดในต่างจังหวัดที่แบรนด์ยังขยายไปไม่ถึง หากพื้นที่ไหนได้รับกระแสตอบรับดี เจี้ยนชาก็พร้อมต่อยอดด้วยการไปเปิด ‘Experience Shop’ เพื่อมอบประสบการณ์เต็มรูปแบบให้กับลูกค้าในจังหวัดนั้นๆ

 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของแผนการขยายสาขาหน้าร้าน จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 60-65 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขาต่างจังหวัด เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ประมาณ 4 สาขา ซึ่งทำยอดขายได้ดีเทียบเท่ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงจากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

 

แต่ในครึ่งปีหลังนี้ ทางแบรนด์ได้ตัดสินใจขยายสาขาช้าลง จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 150 สาขาในสิ้นปี ปรับลดลงมาเหลือ 100 สาขา เพื่อหันมาโฟกัสเรื่องการควบคุมคุณภาพบริการและประสบการณ์ของลูกค้าให้เท่ากันทุกพื้นที่

 

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจต่อจากนี้ แบรนด์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเองเป็น 40% (จากเดิมที่เป็นแฟรนไชส์ 80%) โดยเฉพาะการบุกต่างจังหวัด เพื่อลงไปลองผิดลองถูกและวางระบบซัพพลายเชนให้คุ้มค่าต่อการจัดส่ง ก่อนจะส่งต่อให้พาร์ตเนอร์แฟรนไชส์เข้ามารับช่วงขยายต่อ เพื่อเป็นการการันตีผลกำไรและความเสี่ยงให้กับพาร์ตเนอร์อย่างยั่งยืน

 

เตรียมเปิดไลน์ขนมหวาน-ปรับสัดส่วนรายได้ สู่เป้าหมายใหญ่ 1,000 สาขาทั่วโลก

 

ไม่เพียงแต่นโยบายการคุมคุณภาพหน้าร้าน วันนี้ภาพรวมการขายยังสะท้อนความแข็งแกร่งด้วยยอดขายเฉลี่ย 200-260 บาทต่อบิล โดยมีสัดส่วนเดลิเวอรีอยู่ที่ 40% ซึ่งแบรนด์กำลังพยายามเกลี่ยสัดส่วนนี้ให้สมดุลขึ้น ผ่านการรุกตลาดลูกค้าระดับ B+ ลงมาในช่องทางเซเว่นฯ ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า เจี้ยนชาเตรียมเปิดตัวไลน์สินค้ากลุ่มขนมหวาน ทั้งแบรนด์ตัวเองและโปรเจกต์ Collab เพื่อวางจำหน่ายทั้งหน้าร้านและบนแอปพลิเคชัน

 

ตั้งเป้าขยายสาขาให้ได้ 1,000 แห่งทั่วโลกภายใน 5 ปี

 

ด้านตลาดต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก โดยปัจจุบันเจี้ยนชาเปิดให้บริการแล้วใน ออสเตรเลีย 3 สาขา (รูปแบบ Area Franchise), สเปน 1 สาขาที่บาร์เซโลนา, สิงคโปร์ 2 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาแรกที่ LA สหรัฐอเมริกา ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งตลาดสหรัฐฯ สามารถทำราคาขายได้สูงกว่าไทยถึง 3 เท่า ช่วยดันรายได้ต่อสาขาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากลต่อกลุ่มนักลงทุนอีกด้วย

 

ดร.พอลลี ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายระยะยาว บริษัทต้องการขยายเจี้ยนชาให้ได้ 1,000 สาขาทั่วโลกภายใน 5 ปี โดยระยะสั้นจะเน้นสร้างฐานใน 4 ประเทศแรกให้แข็งแรง จากนั้นในปีหน้าจะเตรียมลุยตลาดเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ เวียดนาม และจะมีการเจรจากับพาร์ตเนอร์เพื่อบุกตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนต่อไป

 

ภาพ: ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก

The post เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โตแล้วแต่ยังไม่ดัง! ซันชายน์แดรี่ ทุ่ม 40 ล้านดึง PERSES ชิงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น รับโอกาสตลาดโปรตีนขาขึ้น https://thestandard.co/sunshine-dairy-perses-protein-market/ Tue, 16 Jun 2026 03:04:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1218802 ภาพผู้บริหารสุรนาม พานิชการ และวง PERSES สำหรับข่าวซันชายน์แดรี่ทุ่มงบดึงพรีเซนเตอร์

แม้ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนในประเทศไทยจะโตไม่หยุด แต่ ‘ซัน […]

The post โตแล้วแต่ยังไม่ดัง! ซันชายน์แดรี่ ทุ่ม 40 ล้านดึง PERSES ชิงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น รับโอกาสตลาดโปรตีนขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารสุรนาม พานิชการ และวง PERSES สำหรับข่าวซันชายน์แดรี่ทุ่มงบดึงพรีเซนเตอร์

แม้ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนในประเทศไทยจะโตไม่หยุด แต่ ‘ซันชายน์แดรี่’ แบรนด์นมวัวโปรตีนในเครือโทฟุซัง ต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ ที่อาจไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านสินค้า หากเป็นการทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์มากขึ้นในวันตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงตัดสินใจใช้งบการตลาด 30-40 ล้านบาท ดึงวง T-POP ชื่อดัง ‘PERSES’ เข้ามารับหน้าที่พรีเซนเตอร์ เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง และมุ่งขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดนมโปรตีน ที่ปัจจุบันมีมูลค่ารวมราว 4,000-6,000 ล้านบาท

 

สุรนาม พานิชการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โทฟุซัง จำกัด กล่าวว่า ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนของไทยยังคงเติบโตในอัตรา 30-40% ต่อเนื่องมาหลายปี โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ขยายตัวในทุกกลุ่มวัย ทั้งคนทำงาน, นักศึกษา, คนรุ่นใหม่, ไปจนถึงผู้สูงอายุ

 

ปัจจุบันตลาดโปรตีนในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ โปรตีนจากนมวัว ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 70% ของตลาด และ โปรตีนจากพืชที่มีสัดส่วนราว 30% แม้ทั้งสองกลุ่มจะเติบโตในทิศทางเดียวกัน แต่ด้วยขนาดตลาดที่แตกต่างกัน จึงทำให้อัตราการเติบโตของแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันตามไปด้วย

 

ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังมีคำถามเกี่ยวกับการเลือกแหล่งโปรตีนที่เหมาะสม รวมถึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ, ดื่มง่าย, ราคาเข้าถึงได้ และ สามารถหาซื้อได้สะดวก ส่งผลให้ตลาดยังมีช่องว่างให้กับผู้เล่นที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้

 

สำหรับ ซันชายน์แดรี่ แม้จะทำตลาดมานานกว่า 10 ปี และมียอดขายเติบโตเกือบ 40% ในปีที่ผ่านมา แต่เพิ่งเข้ามาทำตลาดนมโปรตีนสูงอย่างจริงจังในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยวันนี้ปัญหาของแบรนด์ไม่ใช่เรื่องคุณภาพสินค้า เพราะที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการพัฒนารสชาติและคุณภาพมาโดยตลอด แต่โจทย์สำคัญคือการสร้างการรับรู้แบรนด์ให้คนรู้จักมากขึ้น

 

บริบทดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการปรับกลยุทธ์การสื่อสารของแบรนด์จากเดิมที่เน้นคุณสมบัติของสินค้า เช่น โปรตีนสูง น้ำตาลต่ำ หรือเหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกาย ไปสู่การสื่อสารที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์และการบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘นมโปรตีนที่ดื่มได้ทุกวัน’ เชื่อว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่

 

ที่สำคัญการเลือกวง PERSES เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงกระตุ้นยอดขายระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนระยะยาว โดยมองว่าภาพลักษณ์ของวงสอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์ ทั้งความสดใหม่ ความกระฉับกระเฉง และการใส่ใจสุขภาพ อีกทั้งสมาชิกในวงยังเป็นผู้บริโภคสินค้าของแบรนด์อยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ ฐานแฟนคลับของวงยังมีการมีส่วนร่วมสูงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการตลาดของบริษัทที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางดังกล่าว มากกว่าการพึ่งพาการสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว

 

บริษัทคาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะช่วยผลักดันยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโต 300% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดขายจากกลุ่มแฟนคลับเพิ่มขึ้นราว 1-2 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างฐานผู้บริโภคให้แข็งแกร่งในระยะยาว

 

ในด้านแผนธุรกิจ ซันชายน์แดรี่ ยังคงให้น้ำหนักกับการขยายตลาดในประเทศเป็นหลัก ก่อนต่อยอดสู่ต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างศึกษาวิธีแก้ไขข้อจำกัดด้านการขนส่งและการยืดอายุการเก็บรักษาสินค้า

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทยังติดตามเทรนด์ ‘โปรตีนใส’ ที่กำลังได้รับความนิยมในหลายประเทศ โดยปัจจุบันได้พัฒนาสูตรและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว แต่ในระยะสั้นยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดนมโปรตีนเป็นลำดับแรกๆ ก่อน

 

สุรนาม ทิ้งท้ายว่า เทรนด์ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนจากการดื่มนมทั่วไปไปสู่ผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณสมบัติเฉพาะด้านมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนมโปรตีนสูงที่เติบโตโดดเด่น ขณะที่ประเทศไทย แม้ตลาดนมวัวโดยรวมจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว แต่ทั้งตลาดโปรตีนจากนมและโปรตีนจากพืชยังคงมีศักยภาพเติบโต และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งรายเดิมและรายใหม่เข้ามาช่วยกันขยายตลาดได้อีกมาก

The post โตแล้วแต่ยังไม่ดัง! ซันชายน์แดรี่ ทุ่ม 40 ล้านดึง PERSES ชิงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น รับโอกาสตลาดโปรตีนขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า https://thestandard.co/osotspa-expand-clmv-europe/ Wed, 27 May 2026 06:05:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1211430 ภาพ มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา พร้อมข้อความตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและการบุกตลาดต่างประเทศ

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมูลค่า 2 หมื่นล้าน โตช้าแต่แ […]

The post ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา พร้อมข้อความตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและการบุกตลาดต่างประเทศ

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมูลค่า 2 หมื่นล้าน โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องมองหาสนามใหม่นอกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ ‘โอสถสภา’ ได้นำสินค้าเข้ามาร่วมงาน THAIFEX เป็นครั้งแรก หวังพบตัวแทนขายจากทั่วโลก ก่อนนำแบรนด์บุกสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ

 

มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทสามารถสร้างความแข็งแกร่งและเป็นผู้นำในตลาดประเทศไทยได้แล้ว จากนี้จะเร่งขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยจะเริ่มจากกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นตลาดเป้าหมายแรกของการขยายธุรกิจ

 

ขณะเดียวกัน ยังมองหาโอกาสใหม่ในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และจำนวนประชากรจำนวนมาก ทั้งในยุโรป, อเมริกาเหนือ และสหรัฐอเมริกา

 

“เรามองว่าตลาดดังกล่าวมีขนาดใหญ่และมีประชากรมากกว่าประเทศไทยหลาย 10 เท่า และยังมีพื้นที่ทางการตลาดเหลือให้เข้าไปสร้างการเติบโตได้อีกมาก”

 

ในส่วนของการขยายตลาดของบริษัทจะไม่ใช้แนวทางเร่งลงทุนแบบก้าวกระโดด แต่เลือกเดินเกมอย่างระมัดระวัง โดยจะเริ่มจากการนำสินค้าเข้าไปทดลองตลาดในระยะสั้น เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ควบคู่กับการทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น และทำวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำข้อมูลมาต่อยอดในการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างตรงจุด

 

ขณะเดียวกัน จะไม่ใช้กลยุทธ์รสชาติเดียวสำหรับทุกประเทศ เพราะแต่ละตลาดมีความชอบแตกต่างกัน โดยที่ผ่านมา บริษัทเคยได้รับบทเรียนจากการทำตลาดในเมียนมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่า รสชาติเดียวไม่สามารถใช้ได้กับทุกตลาด

 

สำหรับสินค้าหลักที่จะใช้เจาะตลาดโลก จะเลือกใช้แบรนด์เครื่องดื่ม M-150 และ Shark เป็นหัวหอกในการทำตลาด ในส่วนของ Shark วางตำแหน่งแบรนด์ไว้ในตลาดพรีเมียม จะไม่แข่งขันด้านราคา แต่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มและภาพลักษณ์สินค้า ซึ่งโมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จมาแล้วในตลาดเมียนมา โดย Shark สามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมได้

 

กลยุทธ์ข้างต้นจะทำให้บริษัทเพิ่มรายได้จากต่างประเทศสูงกว่า 35% จากปัจจุบัน รายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 25% โดยสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดในประเทศ 75% มั่นใจว่าตลาดโลกจะเป็น Growth Engine ตัวใหม่ หลังจากปัจจุบันโอสถสภามีส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทยเกือบ 50-70% และยังครองตำแหน่งผู้นำในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล

 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในปีนี้ โอสถสภาได้เข้าร่วมงาน THAIFEX เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดตัวแบรนด์สู่เวทีนานาชาติอย่างเป็นทางการ หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมมานานหลายปี โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวก จากการนัดหมายเจรจาธุรกิจมากกว่า 100 ราย จากผู้ซื้อและพันธมิตรหลากหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาวได้ในอนาคต

 

แม่ทัพใหญ่โอสถสภา กล่าวต่อถึงภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี ตลาดเติบโตเพียงราว 2% และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวในระดับต่ำประมาณ 2-5% ถึงแม้ตลาดยังเติบโต แต่การแข่งขันถือว่ารุนแรงมาก ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและแบรนด์ใหม่ที่นำสินค้าเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น

 

ด้านเป้าหมายรายได้รวมของโอสถสภา คาดว่าจะเติบโตระดับเลขหลักเดียว ขณะที่การลงทุนต่างประเทศในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะดำเนินอย่างระมัดระวัง ไม่ได้ตั้งเป้าให้รายได้พุ่งแบบก้าวกระโดดในทันที แต่เป็นการเน้นสร้างฐานธุรกิจให้โตอย่างยั่งยืน

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้บางพื้นที่จะได้รับผลกระทบและมีข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน แต่บริษัทยังเห็นความต้องการสินค้าอยู่ในระดับต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลกระทบในวงจำกัด โดยที่ผ่านมาบริษัทใช้รูปแบบการขายแบบ FOB (Free On Board) ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งและค่าประกันภัยเอง

 

ด้านต้นทุนวัตถุดิบ ในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีการล็อกราคาและคำสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์ล่วงหน้าไว้แล้วและสินค้าส่วนใหญ่ยังใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลาสติกและต้นทุนปิโตรเคมีค่อนข้างน้อยถ้าเทียบกับธุรกิจอื่น

 

สะท้อนว่า การขยายสู่ตลาดต่างประเทศครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของโอสถสภาที่กำลังเปลี่ยนจากผู้นำตลาดในประเทศ ไปสู่การเป็นแบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของตลาดชูกำลังไทยที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตช้าลงมากขึ้นทุกวัน

 

The post ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 https://thestandard.co/alternative-plant-based-milk-is-poised/ Sat, 03 Jan 2026 07:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1161113 นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569

มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกปี 2569 คาดว่า จะอยู่ที่ 4,200 ล […]

The post นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569

มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกปี 2569 คาดว่า จะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% จากปีก่อนหน้า โตแซงนมวัวและโปรตีนทางเลือกอื่นๆ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เตือนเสี่ยงแข่งขันรุนแรง

 

เกศินี ศศิธร เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า นมพืชทางเลือก เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์จากพืชที่มีแนวโน้มเติบโตดี โดยปี 2569 คาดว่า มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกจะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท โต 5.0% เติบโตสูงกว่าภาพรวมตลาดนมและตลาดโปรตีนทางเลือกจากนวัตกรรมใหม่ ที่คาดจะโต 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ว่านมพืชทางเลือกจะมีสัดส่วนเพียง 8.7% ของมูลค่าตลาดนมของไทย แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ นมจากพืชทางเลือก เป็นกลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนทางเลือกจากนวัตกรรมใหม่ ซึ่งครอบคลุมนมจากพืชในกลุ่มธัญพืช อาทิ นมอัลมอนด์ นมโอ๊ต นมพิสทาชิโอ นมวอลนัท นมแมคคาเดเมีย ฯลฯ แต่จะไม่รวมนมถั่วเหลือง ซึ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนทางเลือกแบบดั้งเดิม

 

เปิด Insight คนไทยบริโภค ‘ธัญพืช-ผัก-ผลไม้’ เพิ่ม

 

KResearch ยังเปิดเผยว่า คนไทยบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืชมากขึ้น โดยได้รับหนุนจากเทรนด์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการตระหนักเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนจาก สัดส่วนการบริโภคธัญพืช ผักและผลไม้ของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 15.7% และ 13.0% ในปี 2554 โดยคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 17.7% และ 14.3% ในปี 2568 สวนทางกับการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เดิมอยู่ที่ 21.5% ในปี 2554 อาจปรับลดเหลือ 18.5% ในปี 2568

 

เปิด 3 ปัจจัยหนุน ‘ตลาดนมพืชทางเลือก’ ในปี 2569

 

1.ราคาต่อหน่วยที่มีแนวโน้มปรับลดลง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น

 

เดิมนมพืชทางเลือกเป็นสินค้า Niche Market ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ คู่แข่งน้อยและมีราคาสูง แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นและบางส่วนสามารถผลิตได้ในประเทศ ทั้งการขอใบอนุญาตผลิตจากแบรนด์ชั้นนำของโลกและการตั้งโรงงานผลิตในไทย ส่งผลให้จำนวนสินค้า แบรนด์และการแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น

 

นอกจากนี้ แม้ว่าราคาวัตถุดิบจะมีแนวโน้มผันผวน แต่บรรดาผู้ประกอบการก็พยายามทำราคาให้เข้าถึงง่ายเพื่อกระตุ้นอัตราการบริโภค โดยเน้นบริหารจัดการต้นทุนอื่นๆ ทดแทน ดังนั้น ราคาเริ่มต้นของนมพืชทางเลือกในไทย จึงปรับลดลงต่อเนื่องราว 15-50% เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่เข้ามาทำตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับนมอื่นๆ

 

2.การเพิ่มขึ้นของจำนวนผลิตภัณฑ์และช่องทางการขาย

 

จากการลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้ประกอบการนมในประเทศ ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ โดยเน้นตลาดแมส และนมพืชทางเลือกนำเข้ากลุ่มพรีเมียมที่เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง รวมถึงกลยุทธ์ขยายตลาดของธุรกิจจากเดิมที่เน้นตลาด B2C ไปสู่ตลาด B2B โดยเจาะร้านเครื่องดื่มและคาเฟ่ จากการเพิ่มเมนูที่ใช้นมพืชทางเลือกมาเป็นส่วนผสม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากทดลองและบริโภคซ้ำ

 

3.พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาบริโภคนมพืชทางเลือกมากขึ้น

 

โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีข้อกำจัดการบริโภคนมอื่นๆ อาทิ นมวัว/นมถั่วเหลือง ย่อยแลคโตส บกพร่อง จากจุดเด่นที่มีรสชาติ เนื้อสัมผัสและคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย เช่น นมอัลมอนด์มีไขมันดีและแคลอรี่ต่ำ นมข้าวโอ๊ตมีรสหวานธรรมชาติและใยอาหารสูง

 

เปิด 2 ปัจจัยท้าทาย ตลาดนมพืชทางเลือก’ ในระยะต่อไป

 

1.การแข่งขันรุนแรงในตลาดนมจากพืช ซึ่งมีมากกว่า 100 แบรนด์

 

ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้าซึ่งแม้ราคาสูงแต่ก็เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค อาทิ นมพืชทางเลือกออแกนิค นมพืชทางเลือกที่ใช้วัตถุดิบราคาสูง-หายาก (ถั่วลันเตา เฮเซลนัท แมคคาเดเมีย) สะท้อนจาก มูลค่าการนำเข้านมพืชทางเลือกของไทยที่เติบโตดี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) อยู่ที่ 10% ในช่วงปี 2564-2567 ส่วนใหญ่นำเข้าจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังต้องแข่งขันกับนมพืชดั้งเดิมอย่าง นมถั่วเหลือง ที่หาซื้อได้ง่ายและราคาถูกกว่า ดังนั้น ผู้บริโภคจึงปรับพฤติกรรมเลือกซื้อตามกำลังซื้อที่มีในแต่ละช่วงเวลา

 

2.ต้นทุนวัตถุดิบยังผันผวนและมีทิศทางสูงขึ้น

 

โดยต้นทุนวัตถุดิบมีสัดส่วนราว 40-50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง อาทิ โอ๊ต อัลมอนด์ วอลนัท จากแหล่งนำเข้าสำคัญอย่าง สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ที่ยังมีความเสี่ยงทั้งเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวนที่อาจกระทบกับผลผลิตและราคา ขณะที่ต้นทุนการขนส่งยังมีโอกาสผันผวนได้ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบกับเส้นทางการค้าในบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของโลก ทั้งสหรัฐฯ จีนและตะวันออกกลาง จึงอาจกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการ ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาที่ทำได้จำกัดเพราะการแข่งขันสูง

 

ดังนั้น ทิศทางการเติบโตของธุรกิจนมพืชทางเลือกระยะต่อไป จึงขึ้นอยู่กับการจัดการต้นทุนการผลิตที่ทำให้ราคาแข่งขันได้ และกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายและฐานลูกค้า ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบางและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

The post นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจี้ยนชาโตเร็ว! จนต้องส่งแบรนด์ใหม่ ‘OH’POLLY’ บุกตลาดชาพรีเมียม ตั้งราคาขายเริ่ม 95 บาท พร้อมเร่งขยายสาขาให้ได้ 30 แห่งในต้นปีหน้า https://thestandard.co/jian-cha-launches-ohpolly-expansion/ Wed, 19 Nov 2025 10:32:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1145116 เจี้ยนชาโตเร็ว จนต้องส่งแบรนด์ใหม่ ‘OH’POLLY’ บุกตลาดชาพรีเมียม ตั้งราคาขายเริ่ม 95 บาท พร้อมเร่งขยายสาขาให้ได้ 30 แห่งในต้นปีหน้า

วันนี้ตลาดเครื่องดื่มชาในไทยยังคงร้อนแรงและกลายเป็นสมรภ […]

The post เจี้ยนชาโตเร็ว! จนต้องส่งแบรนด์ใหม่ ‘OH’POLLY’ บุกตลาดชาพรีเมียม ตั้งราคาขายเริ่ม 95 บาท พร้อมเร่งขยายสาขาให้ได้ 30 แห่งในต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจี้ยนชาโตเร็ว จนต้องส่งแบรนด์ใหม่ ‘OH’POLLY’ บุกตลาดชาพรีเมียม ตั้งราคาขายเริ่ม 95 บาท พร้อมเร่งขยายสาขาให้ได้ 30 แห่งในต้นปีหน้า

วันนี้ตลาดเครื่องดื่มชาในไทยยังคงร้อนแรงและกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันของผู้เล่นจำนวนมาก และหนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นคือ ‘เจี้ยนชา’ ชาผลไม้พรีเมียมที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

 

สะท้อนจากผลประกอบการปี 2567 เจี้ยนชาทำรายได้ 78.46 ล้านบาท กำไร 1.8 ล้านบาท ปัจจุบันขยายสาขาครอบคลุมกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวนำไปสู่การต่อยอดสู่แบรนด์ใหม่ อย่าง ‘OH’POLLY’ ซึ่งผู้ก่อตั้งตั้งใจปลุกปั้นขึ้นเพื่อเสริมพอร์ตธุรกิจและเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับ ‘พลอย-พอลลี เฮสันต์’ ผู้ก่อตั้งของทั้งแบรนด์ ถึงเส้นทางการสร้างแบรนด์พรีเมียมและทิศทางที่จะอยู่รอดภายใต้การแข่งขันในตลาดชาที่นับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้น

 

พลอยเล่าว่าก่อนเข้ามาสู่ธุรกิจเครื่องดื่มชา เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจรถมือสอง และส่วนตัวได้เคยทดลองทำธุรกิจหลากหลายตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงเบเกอรี่ กระทั่งได้รู้จักกับเพื่อนชาวจีนที่ดำเนินธุรกิจร้านชาในจีน จึงมีความสนใจและได้เริ่มศึกษาตลาดอย่างจริงจัง จากนั้นใช้เวลาไม่นานก็ได้เปิดตัวแบรนด์ ‘เจี้ยนชา’ เข้ามาประเดิมตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2567

 

ด้วยความที่ตลาดชาเป็น Red Ocean จึงไม่จำกัดตัวเองแค่ในไทย แต่ได้ขยายไปเปิดในต่างประเทศ ทั้งออสเตรเลีย สิงคโปร์ สเปน และเตรียมบุกตลาดสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 โดยตั้งเป้าผลักดันให้เจี้ยนชากลายเป็น Global Brand ในอนาคต

 

จากนั้นไม่นาน เริ่มเห็นถึงศักยภาพของตลาดชาทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 363 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสให้เปิดตัวแบรนด์ ‘OH’POLLY’ ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัท โอ้ พอลลี่ จำกัด

 

จุดเริ่มต้นของ OH’POLLY ถือเป็นแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นทางวัฒนธรรมชายุโรปจนถึงชาสมัยใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่จีน โปรตุเกส อังกฤษ ไปจนถึงเอเชีย จึงกำหนดโพซิชันนิงให้ OH’POLLY เป็นเหมือนตัวแทนหญิงสาวยุโรปที่มีความพรีเมียมและทันสมัย แตกต่างจากเจี้ยนชาที่สื่อภาพลักษณ์แบรนด์เป็นหญิงสาวเอเชีย ส่วนชื่อแบรนด์นั้นถูกออกแบบให้เป็นภาษายุโรปเพื่อสร้างการจดจำได้ง่าย

 

สำหรับ OH’POLLY ได้เปิดสาขาแรกที่สยามพารากอน มีเมนูชานม ชาใส และชานมทางเลือก ราคาเริ่มต้น 95–165 บาท เน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยหลังเปิดให้บริการเพียง 3 สัปดาห์ มียอดขาย 300-400 แก้วต่อวัน จากนั้นจึงตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1,000 แก้วต่อวัน

 

สำหรับแผนขยายสาขาต่อจากนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2566 เตรียมเปิด OH’POLLY เพิ่มอีก 30 สาขา ขยายทั้งโมเดลการลงทุนเองและแฟรนไชส์ โดยการลงทุนต่อสาขาเฉลี่ย 5-6 ล้านบาท ส่วนภายในร้านเน้นออกแบบให้ทันสมัย พรีเมียม เพื่อสอดรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการถ่ายภาพแชร์ลงโซเชียลได้

 

สเต็ปถัดไปจะขยายสู่ต่างประเทศ โดยจะเริ่มในไตรมาส 2 เช่น สิงคโปร์และสเปน ซึ่งจะไปในตลาดที่เจี้ยนชาปูทางไว้แล้ว โดยจะพัฒนาสูตรเครื่องดื่ม Local Menu ให้เข้ากับรสนิยมของแต่ละประเทศ และที่สำคัญประเทศที่จะเข้าไป ต้องเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมดื่มชาพรีเมียม เบื้องต้นวางเป้าหมายขยาย OH’POLLY ให้ได้ 1,000 แห่งทั่วโลก ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่า OH’POLLY จะขยายได้เร็วกว่าเจี้ยนชา ด้วยจำนวนเมนูที่กระชับ ระบบบริหารจัดการที่ง่าย และโมเดลร้านที่ออกแบบให้ขยายสาขาได้รวดเร็ว ไปได้ทั้งในศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์และสแตนด์อโลน

 

“ตลาดชาในประเทศไทย ยิ่งการแข่งขันสูง ตลาดก็ยิ่งโต และด้วยกลยุทธ์ของ OH’POLLY ที่เน้นขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยสตอรี วัฒนธรรมชา และดีไซน์ของเครื่องดื่มที่เน้นความเป็นพรีเมียม ซึ่งมีความต่างจากคู่แข่งในตลาด ส่วนการเข้าไปบุกตลาดต่างประเทศ แม้เผชิญความท้าทาย ทั้งการหาพื้นที่บวกกับต้นทุนแรงงานที่สูง แต่บริษัทมองว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราผ่านไปได้ จะยิ่งช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์และในระยะยาวจะทำให้คู่แข่งตามเราได้ยาก” พลอยย้ำ

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันบริษัท เจี้ยนชา จำกัด ในประเทศไทย อยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิงที่ฮ่องกง ในอนาคตมีแผนจะรวมบริษัท โอ้ พอลลี่ จำกัด เข้าไปด้วย เพื่อให้ทั้งสองแบรนด์เติบโตไปพร้อมๆ กัน จากนั้นจะเตรียมตัวนำทั้งสองบริษัทเข้าไป IPO ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอีก 5 ปีข้างหน้า

The post เจี้ยนชาโตเร็ว! จนต้องส่งแบรนด์ใหม่ ‘OH’POLLY’ บุกตลาดชาพรีเมียม ตั้งราคาขายเริ่ม 95 บาท พร้อมเร่งขยายสาขาให้ได้ 30 แห่งในต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรฯ เตือนปี 69 ร้านเครื่องดื่มเตรียมรับศึกหนัก ต้นทุนพุ่ง – ลูกค้ากำลังซื้อน้อยลงกว่าเดิม! https://thestandard.co/kasikorn-research-drink-market-2026/ Sun, 19 Oct 2025 08:29:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1132502 กสิกรฯ เตือนปี 69 ร้านเครื่องดื่มเตรียมรับศึกหนัก ต้นทุนพุ่ง - ลูกค้ากำลังซื้อน้อยลงกว่าเดิม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาพรวมธุรกิจร้านเครื่องดื […]

The post กสิกรฯ เตือนปี 69 ร้านเครื่องดื่มเตรียมรับศึกหนัก ต้นทุนพุ่ง – ลูกค้ากำลังซื้อน้อยลงกว่าเดิม! appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรฯ เตือนปี 69 ร้านเครื่องดื่มเตรียมรับศึกหนัก ต้นทุนพุ่ง - ลูกค้ากำลังซื้อน้อยลงกว่าเดิม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาพรวมธุรกิจร้านเครื่องดื่มในปี 2568 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่ารวมจะอยู่ที่ 56,900 ล้านบาท เติบโต 5% ถ้าเทียบกับปี 2567 ซึ่งการเติบโตส่วนใหญ่มาจากการขยายสาขาและการลงทุนของผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ ท่ามกลางการเปิดพื้นที่ Retail Space ใหม่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

 

ขณะเดียวกัน จำนวนร้านเครื่องดื่มในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.8% จากปีก่อนหน้า หรืออยู่ที่ 131,000 ร้าน โดยส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นร้านกาแฟ ทั้งในรูปแบบร้านนั่งดื่มและร้านซื้อกลับ สะท้อนให้ว่าเทรนด์การบริโภคกาแฟยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ร้านชานมและชาผลไม้ ก็เติบโตไม่แพ้กัน โดยเฉพาะร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำผลไม้สกัดเย็นและสมูทตี้ ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี

 

จากโอกาสการเติบโต ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ทั้งไทยและต่างชาติ ยังคงให้ความสนใจกับตลาดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพระดับพรีเมียม และเครื่องดื่มเจาะตลาดเฉพาะ (Niche Market) สอดรับกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าทุนจดทะเบียนใหม่จากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 13.9% จากสิ้นปี 2567 โดยส่วนใหญ่มาจาก จีน เกาหลีใต้ และอังกฤษ

 

นอกจากนี้ การเติบโตของมูลค่าตลาดในปีนี้ ยังมาจากการปรับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 9% ตามต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่าง เมล็ดกาแฟ โกโก้ และชาเขียว ที่ยังมีความผันผวน รวมถึงค่าเช่าและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

 

และในช่วงหลังจะเห็นว่า ร้านเครื่องดื่มกลุ่มพรีเมียม เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยมีราคาขายเฉลี่ยต่อแก้วเกิน 100 บาท เป็นร้านที่ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองร้านเครื่องดื่มเป็นพื้นที่ประสบการณ์ ทั้งการสังสรรค์ เช็กอิน และสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย แต่การเติบโตไม่ได้กระจายทั่วถึงในทุกเซกเมนต์ เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าตลาดร้านเครื่องดื่มจะขยายตัวเพียง 2% จากปี 2568 สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ยังชะลอ กำลังซื้อจำกัด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

 

โดยมี 4 ปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทางตลาดในปี 2569 ได้แก่

 

1.เศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เปราะบาง ผู้บริโภคใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้น ทำให้ความถี่ในการซื้อเครื่องดื่มลดลง

 

2.การแข่งขันสูงทุกเซกเมนต์ ทั้งร้านพรีเมียมที่มีผู้เล่นจำนวนมากในตลาดจำกัด และร้านระดับแมสที่ต้องเผชิญกับคู่แข่งจากเครื่องดื่มพร้อมดื่มและตู้กดอัตโนมัติ

 

3.ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ และค่าแรง แม้ร้านส่วนใหญ่ยังมีกำไรขั้นต้นมากกว่าครึ่งของราคาขาย แต่ต้นทุนที่ผันผวนและการแข่งขันสูงทำให้อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ยอาจลดลงต่ำกว่า 15%

 

4.พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วและภักดีต่อแบรนด์ต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างนวัตกรรมเมนูและประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว

 

ภาพ: Marius Karp / shutterstock

The post กสิกรฯ เตือนปี 69 ร้านเครื่องดื่มเตรียมรับศึกหนัก ต้นทุนพุ่ง – ลูกค้ากำลังซื้อน้อยลงกว่าเดิม! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Karun ร้านชาไทยเพียวๆ ที่ใส่ Branding Experience ในทุกแก้ว https://thestandard.co/karun-thai-tea-branding/ Fri, 18 Jul 2025 05:08:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1097703 karun-thai-tea-branding

ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม Speciality เป็นเทรนด์ธุรกิจฮ […]

The post Karun ร้านชาไทยเพียวๆ ที่ใส่ Branding Experience ในทุกแก้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
karun-thai-tea-branding

ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม Speciality เป็นเทรนด์ธุรกิจฮิตในยุคไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นทั้งร้านผัดกระเพรา ร้านชาเขียว ร้านกาแฟดริป และ ‘Karun Thai Tea’ ร้านขายชาไทยพรีเมียมที่มีลูกค้าต่อคิวยาวทุกวันก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

Karun (การัน) ไม่ได้เป็นเพียงร้านชาที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นกรณีศึกษาของการเปลี่ยนเครื่องดื่มธรรมดาให้กลายเป็น ‘ประสบการณ์’ ที่ถูกใส่ใจในทุกรายละเอียดและส่งมอบผ่านชาทุกแก้ว จนกวาดยอดขายกว่าร้อยล้านบาทภายใน 5 ปี

 

🟡 ประสบการณ์ที่มองเห็นและสัมผัสได้

 

ประสบการณ์ของ Karun เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ลูกค้าจะได้ลิ้มรส 

 

แบรนด์สร้างตัวตนที่แข็งแกร่งโดยเชื่อว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของลูกค้า ตั้งแต่การเลือกใช้สีแดง-ทองที่สะท้อนความหรูหรา และบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วทรงแบนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพชา แต่ยังยกระดับสินค้าให้กลายเป็นของขวัญที่สวยงามได้ในทุกโอกาส 

 

นอกจากนั้น Karun ไม่ได้เล่าถึงความเป็นชาไทยแบบเก่าๆ แต่เลือกที่จะสื่อสารความเป็นไทยสมัยใหม่ที่เรียบง่ายแต่พรีเมียม ทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจที่ได้ถือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไทย

 

🟡 รสชาติพรีเมียมที่ไว้ใจได้

 

แม้แบรนดิ้งจะสวยงามเพียงใด แต่สำหรับเครื่องดื่มแล้ว รสชาติคือหัวใจของประสบการณ์ 

 

Karun ตระหนักในข้อนี้ดี จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมมาตรฐาน โดยใช้วิธีการผลิตจากครัวกลางแทนการชงสดหน้าร้าน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ว่าลูกค้าจะซื้อจากสาขาไหน ก็จะได้รับประสบการณ์รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และมีคุณภาพยอดเยี่ยมเหมือนกันทุกครั้ง ความคงเส้นคงวานี้เองที่สร้างความไว้วางใจและทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าสมบูรณ์แบบ

 

🟡 ประสบการณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘การบอกต่อ’

 

Karun เติบโตในช่วง 4-5 ปีแรกด้วยพลังของ Organic Growth จากการบอกต่ออย่างแท้จริง โดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณโปรโมท 

 

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะแบรนด์ตั้งใจออกแบบทุกองค์ประกอบของประสบการณ์ ตั้งแต่รสชาติ ภาพลักษณ์ ไปจนถึงการบริการ เพื่อสร้างความประทับใจจนลูกค้านำไปบอกต่อเอง 

 

และ Karun ยังเลือกใช้ Instagram เป็นช่องทางสื่อสารหลัก เพราะเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถแบ่งปันประสบการณ์ผ่านภาพที่สวยงาม ซึ่งสอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์ได้ดีที่สุด

 

🟡 ประสบการณ์ที่สร้างจากความเข้าใจลูกค้า

 

“ลูกค้าต้องการอะไร และสิ่งนั้นมีหรือยังในตลาด” 

 

ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของ Karun ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากปรัชญาที่มุ่งเน้นความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

 

แบรนด์เลือกที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ยังขาดหายไป แทนที่จะกระโดดลงไปแข่งขันในสิ่งที่มีอยู่แล้ว วิธีการนี้มาจากการลงพื้นที่ทำ Market Research และสัมภาษณ์ลูกค้าด้วยตัวเอง 100% โดยให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงมากกว่าความรู้สึก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของแบรนด์เล็กที่สามารถเคลื่อนตัวหาช่องว่างในตลาดได้เร็วกว่าแบรนด์ใหญ่

 

Karun ได้แสดงให้เห็นว่า การจะประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการมอบ ‘Branding Experience’ ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งถูกวางแผนมาอย่างดีบนพื้นฐานของความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง 

 

มาร่วมปลุกจิตวิญญาณผู้ประกอบการ ค้นหาการทำแบรนดิ้งที่ใช่ที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ จากประสบการณ์ตรงของ รัสม์-ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ เจ้าของแบรนด์ Karun ได้ที่เวที YOUNG ENTREPRENEUR STAGE งาน The Secret Sauce Summit 2025 วันที่ 16-17 กันยายน 2568

The post Karun ร้านชาไทยเพียวๆ ที่ใส่ Branding Experience ในทุกแก้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไม่สะเทือน ‘ชาตรามือ’ เปิดเบื้องหลังแบรนด์ที่คนไทยยอมต่อคิวซื้อยาวเหยียด เตรียมขาย ‘ชาไทยไม่มีสี’ https://thestandard.co/cha-thai-global/ Fri, 20 Jun 2025 03:23:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1087054

หากพูดถึงแบรนด์ ‘ชาตรามือ’ จุดเริ่มต้นเกิดจากธุรกิจครอบ […]

The post เศรษฐกิจไม่สะเทือน ‘ชาตรามือ’ เปิดเบื้องหลังแบรนด์ที่คนไทยยอมต่อคิวซื้อยาวเหยียด เตรียมขาย ‘ชาไทยไม่มีสี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากพูดถึงแบรนด์ ‘ชาตรามือ’ จุดเริ่มต้นเกิดจากธุรกิจครอบครัวที่เปิดร้านขายชาจีนเล็กๆ ในเยาวราชเมื่อ 80 ปีก่อน ถึงวันนี้ได้พัฒนาสู่โรงงานผลิตชาครบวงจรในภาคเหนือและส่งต่อการบริหารให้เจเนอเรชันใหม่ๆ เข้ามารับไม้ต่อ หนึ่งในนั้นคือ พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ 

 

เริ่มฉายภาพว่า ความสำเร็จของชาตรามือ ไม่ได้อยู่แค่การขายเครื่องดื่มชาเท่านั้น แต่มีจุดแข็งของการบริหารธุรกิจที่มีรากฐานแข็งแรงและครบวงจร ปัจจุบันมีโรงงานเป็นของตัวเองตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย โดยใช้เป็นที่ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ชาตรามือและผลิตวัตถุดิบชา

 

ทำให้ปัจจุบันมีสินค้าภายใต้แบรนด์ชาตรามือมากถึง 50 SKU จำหน่ายในช่องทาง Modern trade และ Traditional trade ทั้งในประเทศและส่งออกไปหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงช่องทาง E-Commerce และ ร้านขายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ชาตรามือ 

 

ปัจจุบันชาตรามือมีสาขาในไทยกว่า 220 แห่ง และในต่างประเทศอีก 124 แห่ง เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งเปิดร้านในอเมริกา พบว่าผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมนูยอดนิยมอย่าง ชากุหลาบและชาไทย และหลังจากปีที่แล้วได้เปิดตัวลายแก้ว Limited Edition ชาตรามือ x หมูเด้ง ก็สร้างกระแสให้ชาวต่างชาติแห่ตามหาแก้วหมูเด้งกันทั่วโซเชียล

 

เรียกได้ว่า ชาตรามือ กลายเป็นแบรนด์ชาสัญชาติไทยที่ได้รับการตอบรับจากทั้งคนไทยและต่างชาติ ทำให้แบรนด์กลายเป็นผู้นำตลาดชาไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 60–70% และยังสะท้อนภาพการเติบโตจากผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ทั้งในแง่ของตัวเลขรายได้และกำไรของทั้งสองบริษัทในเครือเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

เมื่อมาดูตัวเลขรายได้ของบริษัท ชาไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตชายี่ห้อชาตรามือ

  • ปี 2565 มีรายได้รวม 2,104 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 43 ล้านบาท
  • ปี 2564 มีรายได้รวม 1,977 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 40 ล้านบาท
  • ปี 2563 มีรายได้รวม 1,599 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 32 ล้านบาท

 

ส่วนรายได้ของบริษัท ทิพย์ธารี จำกัด ที่ดำเนินการร้านชาตรามือ

  • ปี 2565 มีรายได้รวม 785 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 116 ล้านบาท
  • ปี 2564 มีรายได้รวม 419 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 40 ล้านบาท
  • ปี 2563 มีรายได้รวม 446 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 49 ล้านบาท

 

แม้ภาพรวมของแบรนด์จะสดใสแต่ท่ามกลางตลาดชาในไทยที่มีการแข่งขันสูง จากทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จีนที่ต่างนำเครื่องดื่มเข้ามาเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ‘ชาตรามือ’ ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด  

 

ชาตรามือ

 

ก้าวต่อไปของชาตรามือ มีเป้าหมายก้าวไปสู่โกลบอลแบรนด์ โดยการนำชาไทยไปสู่เวทีสากล โดยปัจจุบันบริษัทได้ขยายตลาดส่งออก ทั้งการนำโปรดักต์ ชาเขียว ชาไทย ชาอู่หลง และชากุหลาบ ส่งออกไปต่างประเทศ พร้อมกับขยายสาขาไป 23 ประเทศใน 5 ทวีป จนปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 124 แห่ง โดยรวมแล้วในประเทศที่เราไปยังไม่เจอปัญหาอะไร เพราะมีพาร์ตเนอร์ในแต่ละประเทศช่วยส่งเสริมการยอมรับแบรนด์ได้ค่อนข้างดี

 

“แต่ต้องยอมรับว่าความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก มีกระทบบ้างในบางประเทศ เช่นเมียนมา แต่ไม่ถึงกับกระทบยอดขายเราโดยตรง ส่วนในกัมพูชาที่กำลังมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศกับไทย ตอนนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ประเมินว่าถ้าสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นมีปิดด่านก็จะกระทบแน่นอน ต้องติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด”

 

ถึงอย่างไร ในปีนี้ยังมีแผนเปิดร้านเพิ่มอีก 4 ประเทศ จะเน้นเปิดในแถบเอเชีย และแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้านการดื่มชากันอยู่แล้ว ส่วนประเทศไทยแม้จะมีสาขาอยู่มากแล้ว แต่ยังมีแผนขยายสาขาใหม่ปีละ 10-20% โดยเน้นไปเปิดในเมืองรองที่ยังไม่มีสาขา คาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีสาขารวมกันกว่า 250 แห่ง 

 

ขณะเดียวกันยังโฟกัสไปที่การพัฒนาสินค้าเครื่องดื่ม เกาะตามเทรนด์ใหม่ๆ เริ่มตั้งแต่ การลอนช์เมนูชาไทยสีธรรมชาติ หรือชาไทยไม่มีสี ซึ่งจะเป็นสูตรเดียวกับชาไทยสีส้มปกติ เพียงแต่นำสีแต่งอาหารออกจากสูตร แม้ต้นทุนจะสูงกว่าชายไทยปกติประมาณ 20% แต่จะขายราคาเท่ากับชาไทยเดิม โดยจะเริ่มทดลองตลาดในเดือนกรกฎาคมนี้ ควบคู่กับการลอนช์เมนูไอศกรีมรสชาไทยและชาเขียว และเครื่องดื่มชาฟังก์ชันนัลดริงก์ คอมบูฉะชา ซึ่งจะเปิดขายในเดือนสิงหาคมนี้

 

นอกจากนี้ยังลงทุนกว่า 5 ล้านบาท พัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ให้ลูกค้าสั่งเครื่องดื่มผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยที่ไม่ต้องเดินไปสั่งกับพนักงาน ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้ว ถ้าลูกค้าเห็นร้านไหนคิวยาว จะไม่อยากเข้ามาซื้อ แต่ถ้าเรามีแอปก็จะช่วยลดเวลาการต่อคิวได้ คาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการได้ภายในไตรมาส 3 นี้ และที่สำคัญแอปจะช่วยให้บริษัทสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมาต่อยอดในการทำตลาดให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

 

กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ ยังแสดงความเห็นต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังซบเซา กำลังซื้อผู้บริโภคน้อยลง มองว่าสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่ราคาไม่สูงมากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่าสินค้าลักชัวรี 

 

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือนักท่องเที่ยวจีนที่ไม่กลับมาเที่ยวไทย ทำให้สาขาที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสาขาในบิ๊กซี ราชดำริ ยอดขายไม่ค่อยสดใสมากนัก แต่ก็พยายามทำการตลาด เน้นกลยุทธ์คอลลาบอเรชัน ร่วมกับแบรนด์ใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาชาตรามือเคยจับมือกับ เป๊ปซี่ พัฒนาเมนูชาไทยยูซุบ๊วยมาขายหน้าร้านและคอลแลบกับ Universal Music Group ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม 

 

ในปีนี้เดินหน้าต่อ เตรียมเปิดตัวเมนูใหม่ร่วมกับซูชิโระ อาทิ พานาคอตต้าชาไทย และล่าสุดเตรียมจัดงานอีเวนต์ใหญ่ เทศกาลชาไทย รวมแบรนด์พาร์ตเนอร์มาออกบูธโชว์เมนูเด็ด ระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ถือเป็นการต่อยอดแบรนด์สู่กลุ่มเอนเตอร์เทนเมนต์ ทัวริสต์ และแฟชั่นไลฟ์สไตล์มากขึ้น

 

จากกลยุทธ์และความเคลื่อนไหวทั้งหมด คาดว่าจะทำให้ชาตรามือไปถึงเป้าหมาย ที่ต้องการทำรายได้แตะ 3,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% ให้ได้ในสิ้นปีนี้ โดยปัจจุบันรายได้ในไทยอยู่ที่ 70% มาจากสินค้ามากกว่าเครื่องดื่ม ส่วนต่างประเทศมีสัดส่วนรายได้ 30%

The post เศรษฐกิจไม่สะเทือน ‘ชาตรามือ’ เปิดเบื้องหลังแบรนด์ที่คนไทยยอมต่อคิวซื้อยาวเหยียด เตรียมขาย ‘ชาไทยไม่มีสี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอาณาจักร ‘สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) vs. ‘ช้าง’ (Thai Beverage) https://thestandard.co/singha-vs-chang-market-share/ Fri, 09 May 2025 08:02:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1072809 singha-vs-chang-market-share

สองอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย […]

The post เปิดอาณาจักร ‘สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) vs. ‘ช้าง’ (Thai Beverage) appeared first on THE STANDARD.

]]>
singha-vs-chang-market-share

สองอาณาจักรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นอาณาจักรของ ‘เบียร์ช้าง’ (Thai Beverage) และ ‘เบียร์สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) ที่เติบโตมาจากธุรกิจเบียร์ ก่อนจะค่อยๆ ขยายเครือธุรกิจไปยังเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ อาหาร ไปจนถึงโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์

 

ตัวอย่างธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ภายใต้เครือ ThaiBev เช่น เบียร์ช้าง, Blend285, แสงโสม ฯลฯ ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ (Non Alcohol) เช่น โออิชิ, แฟรนไชส์ Starbucks ภายในประเทศไทย ฯลฯ และธุรกิจอสังหาที่ดำเนินการภายใต้บริษัทในเครือ อย่างพื้นที่ให้เช่าบริเวณ Samyan Mitrtown, PARQ และ One Bangkok เป็นต้น รวมไปถึงธุรกิจสื่ออย่างอมรินทร์

 

ในขณะที่ Boon Rawd Brewery ก็จะมีตัวอย่างธุรกิจแอลกอฮอล์ (Alcohol) เช่น เบียร์สิงห์ และเบียร์ลีโอ เป็นต้น และฝากธุรกิจที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ (Non Alcohol) อย่าง น้ำดื่ม Purra, น้ำดื่มสิงห์, ร้านอาหาร Santa Fe และ Farm design เป็นต้น และยังมีธุรกิจอสังหาภายใต้บริษัทในเครือ อย่าง Singha Estate เป็นต้น

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจอาณาจักรเบียร์ช้าง vs. เบียร์สิงห์ 2 ยักษ์ใหญ่วงการแอลกอฮอล์ไทย ว่ามีการขยายไปยังธุรกิจใดบ้าง

 


 

อาณาจักรสิงห์ vs ช้าง

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดอาณาจักร ‘สิงห์’ (Boon Rawd Brewery) vs. ‘ช้าง’ (Thai Beverage) appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกมภาษี ‘ทรัมป์’ ไม่สะเทือน SAPPE แนะรัฐบาลเร่งทำ FTA เพิ่มทางรอดให้ธุรกิจไทย https://thestandard.co/trump-tariff-sappe-fta/ Fri, 11 Apr 2025 10:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1063534 trump-tariff-sappe-fta

แม้ทรัมป์จะกลับลำชะลอการขึ้นอัตราภาษี 90 วันให้กับ 75 ป […]

The post เกมภาษี ‘ทรัมป์’ ไม่สะเทือน SAPPE แนะรัฐบาลเร่งทำ FTA เพิ่มทางรอดให้ธุรกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-tariff-sappe-fta

แม้ทรัมป์จะกลับลำชะลอการขึ้นอัตราภาษี 90 วันให้กับ 75 ประเทศที่พยายามเข้าไป เจรจา หนึ่งในนั้นรวมถึงประเทศไทยด้วย แต่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าบทสรุปในครั้งนี้จะจบลงอย่างไร โดยสิ่งที่ธุรกิจไทยต้องทำคือการปรับตัวตั้งรับเพื่อฝ่าเกมภาษีนี้ไปให้ได้ 

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์ ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้า หน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำตลาดเครื่องดื่มในไทยที่มีประสบการณ์ส่งออกสินค้ากว่า 100 ประเทศ ซึ่งจะมาให้มุมมองและแนวทางตั้งรับกำแพงภาษีสหรัฐฯที่กำลังสร้างความปั่นป่วนทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

 

ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า หลังจากสหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 36% นับว่าเป็นตัวเลข ที่สูงมากซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯที่อาจจะแย่ลงไปด้วย

 

ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) 

ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) 

 

ในขณะเดียวกันไทยต้องไปดูภาพรวมของประเทศคู่แข่งเราด้วยว่าเจอกำแพงภาษีอยู่ที่ระดับเท่าไหร่และถ้าประเทศคู่แข่งเราเจอภาษีมากกว่า อาจทำให้ไทยมีมุมมองในแง่บวกขึ้นมาบ้าง

 

ธุรกิจเอกชนไทย เกาะติดเกมภาษี ‘ทรัมป์’ ป่วนเศรษฐกิจโลก 

 

ถ้าให้ประเมินเกมภาษี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐ มองว่า ทรัมป์เป็นนักธุรกิจและนักต่อรองระดับต้นๆ ของโลก มีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์ต้องการให้อเมริกากลับมามี Trade Balance ที่ดีขึ้น แน่นอนว่าหลายๆ ประเทศคงมองไปในทิศทางเดียวกัน

 

สิ่งที่เรากังวลอยู่ตอนนี้ ในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอยู่ทั่วโลกล้วนเผชิญกับความไม่แน่นอน การเดินเกมของทรัมป์ล้วนโฟกัสไปที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯเป็นหลัก สอดรับกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่วิเคราะห์ว่าทรัมป์ต้องการปรับเปลี่ยนการค้าโลกใหม่ 

 

และอีกหนึ่งเป้าหมายของทรัมป์ ต้องการดึงบริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในอเมริกา ผลิตและขายในอเมริกา มันก็มีความเป็นไปได้ แต่การสร้างโรงงานและการย้ายฐาน การผลิตไม่ได้ง่าย ทั้งการนำเข้าเทคโนโลยี การหาคนที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจทุกอย่างต้องใช้เวลา แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถ คาดการณ์อะไรได้เลย 

 

ยิ่งในขณะนี้หลายประเทศมหาอำนาจอื่นๆมีการโต้ตอบนโยบายภาษีทรัมป์กลับ สิ่งที่ไทยทำได้คือต้องเกาะติดสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะเราไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดของสงครามการค้าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้ทุกประเทศยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาซึ่งอาจยังพูดไม่ได้ว่าใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

 

SAPPE โชว์แกร่ง! ภาษีทรัมป์ไม่กระทบธุรกิจ

 

สำหรับเส้นทางธุรกิจของ SAPPE ปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าไปกว่า 100 ประเทศ ทั่วโลก ที่ผ่านมามีการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอมาพอสมควร โดยสัดส่วน รายได้หลักมาจากตลาดเอเชีย ยุโรป 20% ส่วนสหรัฐฯมีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ซึ่งถือ ว่ายังน้อย ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่มากนัก 

 

sappe

 

ส่วนทิศทางและแผนงานต่อจากนี้ บริษัทก็ไม่ปิดกั้นและเดินหน้ามองหาโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มสินค้า SAPPE อยู่ในเซกเมนต์พรีเมียมแมส ที่ยังพอได้รับสัญญาณบวกจากผู้บริโภคกลุ่มนี้อยู่บ้าง 

 

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการจัดโปรโมชันเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและจากนี้ยังมุ่งรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ควบคู่กับการสร้างแบรนดิ้งให้แข็งแกร่ง เพราะยิ่งแบรนด์แข็งแกร่งมากแค่ไหน โอกาสการตลาดก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน 

 

กังวลกำแพงภาษีฉุดเศรษฐกิจโลก

 

แม่ทัพใหญ่ SAPPE แสดงความเห็นต่อไปว่า ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทมีความกังวลถึงทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจว่าจะถดถอยลงหรือไม่ซึ่งถ้าหากเศรษฐกิจโลกถดถอยก็จะมีผลต่อการจับจ่ายของผู้บริโภคในทุกๆ ประเทศและทุกๆ บริษัท

 

แต่ถ้าให้เทียบกับสถานการณ์โควิดเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ใกล้เคียงกันคือเราไม่รู้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ แต่ในแง่ของสงครามภาษียังมีสัญญาณที่ดีกว่า อย่างน้อยผู้คนก็ออกมาจับจ่ายใช้สอยได้ อีกทั้งธุรกิจยังสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่นๆ ได้

 

มั่นใจรัฐบาลไทยมีอาวุธลับเข้าไปเจรจา 

 

เมื่อมาดูในส่วนของประเทศไทย SAPPE เราเชื่อมั่นในกระบวนการทำงานของรัฐบาลและมองว่ารัฐบาลคงมีอาวุธลับในมือที่จะไปเจรจาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากฝากเพิ่มเติมคืออยากให้รัฐบาลเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทยด้วย เพื่อหาวิธีทำให้ไทยไม่ต้องจ่ายภาษีสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

 

และที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องประเมินว่าจะมีประเทศไหนบ้างที่มีศักยภาพและต้องรีบจัดการทำ FTA กับประเทศนั้นๆ เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจไทยมีโอกาสทำการค้าในประเทศใหม่ๆ ได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะ ประเทศในโซนเอเชีย และยุโรปที่ยังมีการเติบโตของ GDP และเป็นประเทศที่ค่อนข้างแข็งแกร่งและมีกำลังซื้ออยู่ขณะนี้

The post เกมภาษี ‘ทรัมป์’ ไม่สะเทือน SAPPE แนะรัฐบาลเร่งทำ FTA เพิ่มทางรอดให้ธุรกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ค้าปลีก-ค้าส่ง’ สะท้อนภาพรายใหญ่ขึ้นราคากาแฟซอง ไม่สะเทือนชนชั้นกลางที่นิยมดื่มกาแฟร้านดัง แต่ไปกระทบแรงงานรายได้น้อย https://thestandard.co/instant-coffee-price-increase-affects-low-income-workers/ Wed, 26 Mar 2025 04:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1056636 ภาพกาแฟสำเร็จรูปที่ปรับราคาขึ้น 15-20% ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยที่นิยมบริโภคกาแฟซอง

แม้ไทยจะสามารถผลิตกาแฟได้เอง แต่ปริมาณการผลิตยังไม่เพีย […]

The post ‘ค้าปลีก-ค้าส่ง’ สะท้อนภาพรายใหญ่ขึ้นราคากาแฟซอง ไม่สะเทือนชนชั้นกลางที่นิยมดื่มกาแฟร้านดัง แต่ไปกระทบแรงงานรายได้น้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกาแฟสำเร็จรูปที่ปรับราคาขึ้น 15-20% ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยที่นิยมบริโภคกาแฟซอง

แม้ไทยจะสามารถผลิตกาแฟได้เอง แต่ปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศเป็นหลัก

 

แต่สถานการณ์เมล็ดกาแฟทั่วโลกกำลังย่ำแย่เพราะประเทศผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ ทั้งเวียดนามและบราซิลต้องเผชิญกับสภาพอากาศ-ภัยแล้งรุกราน เป็นเหตุให้ราคาเมล็ดกาแฟพุ่งสูงถึง 80% 

 

สิ่งที่ตามมาคือแบรนด์ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ในไทย เริ่มทยอยแจ้งขอปรับราคากาแฟดำและกาแฟสำเร็จรูป แล้วจะกระทบผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในวงการค้าปลีกและค้าส่ง ที่มาร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ 

 

กาแฟดำ-กาแฟสำเร็จรูป ขึ้นราคาขายหวังรักษากำไร

 

มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง จังหวัดอุดรธานี ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา ยังไม่คึกคักมากนัก เนื่องจากผู้คนยังเน้นประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อแต่สินค้าจำเป็นเท่านั้น

 

แต่อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดก็มีสินค้าบางกลุ่มที่เริ่มทยอยปรับขึ้นราคา หนึ่งในนั้นคือสินค้ากาแฟกระป๋องและกาแฟสำเร็จรูป โดยในช่วงต้นปีผู้ผลิต แบรนด์ใหญ่ในตลาดได้แจ้งปรับขึ้นราคาไปเรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่กาแฟกระป๋องได้ขึ้นราคาไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถัดมาเป็นกลุ่มกาแฟสำเร็จรูป ได้ประกาศปรับขึ้นราคาราว 15-20% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

 

โดยกาแฟดำปรับราคาขึ้นอยู่ที่ 12 บาทต่อซอง จากที่เคยขายราคา 64 บาท ก็ปรับขึ้นเป็น 76 บาทต่อซอง ส่วนกาแฟทรีอินวัน ปรับขึ้น 16 บาทต่อแพ็ก จากที่เคยขายราคา 109 บาทต่อแพ็ก ปรับขึ้นเป็น 125 บาทต่อแพ็ก

 

“ต้องยอมรับว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเมล็ดกาแฟในตลาดโลกผันผวนมาก จากสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวนทั่วโลกส่งผลให้ราคาเมล็ดกาแฟพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยราคาต้นทุนที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกาแฟทั่วโลก รวมถึงไทยซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคกาแฟรายใหญ่ ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้ผลิตแบกรับต้นทุนมานาน ทำให้ปีนี้เริ่มแบกรับไม่ไหว”

 

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องปรับขึ้นราคาเพื่อรักษาผลกำไรเอาไว้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นราคาของกาแฟซอง อาจไม่กระทบกลุ่มคนระดับกลางที่มักจะนิยมดื่มกาแฟแบรนด์ใหญ่ตามร้านและคาเฟ่ต่างๆ แต่จะกระทบกลุ่มแรงงาน ผู้มีรายได้น้อย ที่ส่วนใหญ่จะนิยมกินกาแฟสำเร็จรูป และต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

 

 

แบรนด์กาแฟใช้วิธีปรับราคาทีละน้อย

 

สอดรับกับ สมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กลไกของการขึ้นราคาของแบรนด์กาแฟจะใช้วิธีการปรับราคาทีละน้อย เพื่อไม่ให้มีผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภค ที่ผ่านมา จะเห็นว่าพอมีข่าวการปรับราคาของสินค้าจะส่งผลกระทบยอดขายระยะสั้น และอาจทำให้ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อแบรนด์คู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า

 

“นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมปีที่ผ่านมาถึงไม่มีแบรนด์ไหนปรับขึ้นเลย ซึ่งผู้ผลิตบางรายอาจใช้วิธีปรับลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลงเพื่อรักษาผลกำไรเอาไว้แทนการขึ้นราคา” สมชาย ย้ำ 

 

กาแฟโลกระส่ำ ราคาเมล็ดอาราบิก้าพุ่งขึ้น 80%

 

หากย้อนดูในปีที่ผ่านมา ราคาของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ใช้ใน การผลิตกาแฟทั่วโลก ปรับราคาขึ้นมากกว่า 80% ในช่วงเวลาเดียวกันราคาของ เมล็ดกาแฟโรบัสต้าก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเช่นกัน

 

โดยราคากาแฟที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากสองประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก บราซิลและเวียดนาม ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้าย 

 

ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงและส่งออกได้น้อยลง ก็กระทบกับหลายๆ ประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ในไทย ถึงแม้ว่าไทยจะสามารถผลิต กาแฟได้เองบางส่วน แต่ปริมาณการผลิตยัง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดภายในประเทศ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้า เมล็ดกาแฟจากต่างประเทศจำนวนมาก 

 

 

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ผู้ผลิตกาแฟต้องปรับขึ้นราคา แต่ประเทศเวียดนามก็เผชิญกับปัญหาเดียวกัน

 

วินห์ เหงียน ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารของ Tuan Loc Commodities กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทคั่วกาแฟรายใหญ่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้โดย ไม่ต้องขึ้นราคา เพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการ ตลาดเอาไว้

 

แต่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 บริษัทเริ่มแบกภาระต้นทุนต่อไปไม่ไหวแล้ว หลายๆ แบรนด์จึงเริ่มพิจารณาขึ้นราคากาแฟสำเร็จรูปที่วางจำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้สอดรับกับภาวะต้นทุนดังกล่าว

 

เช่นเดียวกับ เดวิด เรนนี หัวหน้าฝ่ายพัฒนาแบรนด์กาแฟของ Nestlé ระบุว่า ธุรกิจกาแฟกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านและบริษัทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการปรับราคาสินค้าและขนาดบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต แต่สิ่งที่แบรนด์จะต้องให้ความสำคัญมากๆ คือการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์

 

ภาพ: Pixel-Shot / Shutterstock 

อ้างอิง:

The post ‘ค้าปลีก-ค้าส่ง’ สะท้อนภาพรายใหญ่ขึ้นราคากาแฟซอง ไม่สะเทือนชนชั้นกลางที่นิยมดื่มกาแฟร้านดัง แต่ไปกระทบแรงงานรายได้น้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pepsi โดดซื้อ poppi แบรนด์โซดาพรีไบโอติก มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Coca-Cola เปิดตัว Simply Pop ตามมาติดๆ https://thestandard.co/pepsi-poppi/ Wed, 19 Mar 2025 01:57:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1053673 pepsi-popp

Pepsi Co บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ โดดเข้าซื้อกิจการ p […]

The post Pepsi โดดซื้อ poppi แบรนด์โซดาพรีไบโอติก มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Coca-Cola เปิดตัว Simply Pop ตามมาติดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
pepsi-popp

Pepsi Co บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ โดดเข้าซื้อกิจการ poppi แบรนด์เครื่องดื่มโซดาพรีไบโอติก มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ รับเทรนด์ สุขภาพมาแรง ส่วนคู่แข่ง Coca-Cola ไม่น้อยหน้าเพิ่งเปิดตัว Simply Pop เครื่องดื่มโซดาพรีไบโอติกตามมาติดๆ

 

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมในสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เครื่องดื่มโซดาพรีไบโอติก ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีจุลินทรีย์ช่วยเสริมสุขภาพ ระบบทางเดินอาหาร กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเติบโตของแบรนด์ poppi และ OLIPOP ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเครื่องดื่มโซดาพรีไบโอติก

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

จากโอกาสการเติบโตดังกล่าว ทำให้ PepsiCo ประกาศเข้าซื้อกิจการ poppi แบรนด์เครื่องดื่มโซดาพรีไบโอติก มูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ราว 72,000 ล้านบาท และพับแผนเปิดตัวเครื่องดื่มโซดาฟังก์ชันนัล ภายใต้แบรนด์ soulboost ทันที

 

ภายใต้ข้อตกลงการซื้อขายดังกล่าวสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีที่คาดว่าจะได้รับเป็นเงินสดมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ราว 10,800 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่ามูลค่าการซื้อสุทธิอยู่ที่ 1.65 พันล้านดอลลาร์ ราว 59,400 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ PepsiCo อาจต้องจ่ายเงินเพิ่มหาก poppi สามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายภายในระยะเวลาที่ตกลงกันหลังจากการซื้อกิจการแล้วเสร็จ แต่บริษัทไม่ได้ระบุว่า ข้อตกลงนี้จะแล้วเสร็จช่วงไหนเพราะยังต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อน

 

แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามทิศทางและกลยุทธ์ของ Pepsi Co ที่ต้องการขยายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยหลังจากได้แบรนด์ poppi เข้ามาอยู่ในพอร์ตโฟลิโอจะช่วยสร้างการเติบโตในแง่ของยอดขายได้เป็นอย่างดี

 

เนื่องจาก poppi เป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งมาตั้งมาตั้งแต่ปี 2018 บริหารงานโดย Allison และ Stephen Ellsworth ซึ่งทั้งสองคนเป็นสามีและภรรยากัน หลังจากนำผลิตภัณฑ์ที่มีพรีไบโอติกช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้เข้ามาทำตลาด พบว่าได้รับความนิยมจากกลุ่มคนรักสุขภาพอย่างมาก

 

สะท้อนจากผลประกอบการปี 2023 สร้างยอดขายทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 3,600 ล้านบาท และเป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพทางการเงินแข็งแกร่ง เห็นได้จากการใช้งบลงโฆษณาในช่วงการแข่งขัน Super Bowl สองปีซ้อน ถึงแม้ว่า poppi จะสร้างยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ในช่วงเวลาเดียวกันยังได้เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ คำกล่าวอ้างด้านสุขภาพของผลิตภัณฑ์ และบริษัทยังเคยถูกฟ้องร้อง โดยโจทก์อ้างว่า เครื่องดื่มของ poppi ไม่ได้ดีต่อสุขภาพอย่างที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาคดีนี้ก็จบลงด้วยดี

 

ในขณะที่ poppi ถูก PepsiCo ซื้อกิจการไปแล้ว ฝั่งแบรนด์ OLIPOP ซึ่งเป็นคู่แข่งกับ poppi ก็มีมูลค่าประเมินสูงถึง 1.85 พันล้านดอลลาร์ ราว 66,600 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ในปี 2023 CEO ของ OLIPOP เคยให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Pepsi Co และ Coca-Cola ให้ความสนใจถึงการเข้าซื้อกิจการของ Olipop ด้วยเช่นกัน แต่ก็เป็นไปได้ยากที่ Coca-Cola จะซื้อ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ Coca-Cola เพิ่งเปิดตัว Simply Pop เครื่องดื่มโซดาพรีไบโอติก ซึ่งเป็นแบรนด์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเพื่อทดลองตลาด

 

ปรากฏการณ์ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ยักษ์เครื่องดื่มรายใหญ่ของโลกทั้ง Pepsi Co และ Coca-Cola ไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายน้ำอัดลมอย่างเดียวแล้ว โดยการเข้ามาบุกตลาดเครื่องดื่มโซดาพรีไบโอติกก็เป็นโอกาสที่จะสร้างการเติบโตท่ามกลางเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรง

 

อ้างอิง:

The post Pepsi โดดซื้อ poppi แบรนด์โซดาพรีไบโอติก มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Coca-Cola เปิดตัว Simply Pop ตามมาติดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเทรนด์เดลิเวอรีปี 2567! ชาไทย Specialty, มัทฉะฟีเวอร์ ยอดสั่งทะลุ 5 ล้านแก้ว ร้านอาหารเปิดใหม่ ‘ดับ’ เร็ว https://thestandard.co/specialty-thai-tea-trends/ Thu, 06 Mar 2025 08:43:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1049319 specialty-thai-tea-trends

ธุรกิจเดลิเวอรีในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี […]

The post ส่องเทรนด์เดลิเวอรีปี 2567! ชาไทย Specialty, มัทฉะฟีเวอร์ ยอดสั่งทะลุ 5 ล้านแก้ว ร้านอาหารเปิดใหม่ ‘ดับ’ เร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
specialty-thai-tea-trends

ธุรกิจเดลิเวอรีในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2567 โดยข้อมูลล่าสุดจาก LINE MAN Wongnai เผยว่าการเติบโตของธุรกิจนี้สูงกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงโควิด

 

จากข้อมูลของ LINE MAN Wongnai พบว่า หมวดหมู่อาหารที่มาแรงในปี 2567 ได้แก่ ส้มตำ กะเพรา และก๋วยเตี๋ยว โดยข้าวผัดมีอัตราการเติบโตถึง 10.9% ส่วนข้าวราดแกงและตามสั่งเติบโต 16% และเมนูยำเติบโตสูงถึง 17.5% 

 

ด้านเครื่องดื่ม เมนูที่โดดเด่นที่สุดคือกาแฟ ซึ่งเติบโตถึง 12 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2563 โดยเฉพาะอเมริกาโนและแบล็กคอฟฟี่ที่เติบโต 38.4% เอสเพรสโซเติบโต 35.1% และคาปูชิโนเติบโต 31.9%

 

เมนูที่ถูกค้นหามากที่สุดในปี 2567 ได้แก่ ตำเส้นเล็กที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 580% ชาไทยเพิ่มขึ้น 79% เฟรนช์ฟรายส์เพิ่มขึ้น 59% หม่าล่าเพิ่มขึ้น 57% และครัวซองต์เพิ่มขึ้น 71% 

 

นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เค้กเพิ่มขึ้น 33% ไก่ทอดเพิ่มขึ้น 20% มาการองเพิ่มขึ้น 216% บานอฟฟี่เพิ่มขึ้น 169% กรีกโยเกิร์ตเพิ่มขึ้น 98% และโยเกิร์ตเพิ่มขึ้น 64% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความสนใจในเมนูที่หลากหลายมากขึ้น

 

ที่น่าสนใจคือ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรงในรอบ 3 ปี โดยมีออร์เดอร์รวมกว่า 400,000 แก้วจากปี 2566 และ 2567 ร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 205% และยอดสั่งเติบโต 3.3 เท่า 

 

‘มัทฉะฟีเวอร์’ ก็เป็นอีกเทรนด์ที่มาแรง โดยในปี 2567 มียอดสั่งทะลุ 5 ล้านแก้ว เติบโต 78% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยพื้นที่ที่มีร้านขายเมนูมัทฉะมากที่สุดคือกรุงเทพฯ (โดยเฉพาะเขตจตุจักร ปทุมวัน และวัฒนา) รองลงมาคือนนทบุรีและชลบุรี

 

แม้ธุรกิจร้านอาหารในไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยมากกว่า 50% ของร้านอาหารเปิดใหม่ปิดตัวลงตั้งแต่ปีแรก และมากกว่า 65% ปิดตัวลงภายใน 3 ปี 

 

ปัญหาสำคัญที่เจ้าของธุรกิจร้านอาหารมักเผชิญคือต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยพบว่า 77% ของร้านอาหารมักเผชิญกับปัญหานี้ นอกจากนี้ยังพลาดโอกาสในการขยายรายได้ โดยข้อมูลระบุว่า 58% ของลูกค้าต่างชาติเลือกจ่ายให้ร้านที่รับบัตรเครดิต

 

นอกจากนี้ปัจจุบันยังพบปัญหาการทุจริตและฉ้อโกงที่พบบ่อยในธุรกิจร้านอาหาร เช่น สลิปปลอม การโอนยอดเงินไม่ครบ พนักงานทุจริต และความเสี่ยงในการจัดการบัญชีเมื่อมีจำนวนธุรกรรมมาก เจ้าของร้านอาหารหลายรายประสบปัญหาลูกค้าโอนเงินไม่สำเร็จ หรือพนักงานมองพลาดทำให้รับเงินไม่ครบจำนวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของร้าน

 

ภาพ: ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์ / THE STANDARD LIFE

The post ส่องเทรนด์เดลิเวอรีปี 2567! ชาไทย Specialty, มัทฉะฟีเวอร์ ยอดสั่งทะลุ 5 ล้านแก้ว ร้านอาหารเปิดใหม่ ‘ดับ’ เร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พายุถล่ม ‘วงการไวน์โลก’ ราคาไร่องุ่นดิ่ง 30% อุปทานล้นตลาด คนรุ่นใหม่เมิน ‘ไวน์’ วิกฤตซ้ำเติมผู้ผลิต https://thestandard.co/wine-industry-crisis-2025/ Thu, 06 Mar 2025 05:28:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1049211 wine-industry-crisis-2025

วงการไวน์โลกกำลังเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ รายงานล่าสุดจา […]

The post พายุถล่ม ‘วงการไวน์โลก’ ราคาไร่องุ่นดิ่ง 30% อุปทานล้นตลาด คนรุ่นใหม่เมิน ‘ไวน์’ วิกฤตซ้ำเติมผู้ผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
wine-industry-crisis-2025

วงการไวน์โลกกำลังเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ รายงานล่าสุดจาก Knight Frank บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าราคาไร่องุ่นทั่วโลกกำลังร่วงระนาว บางแห่งดิ่งลงถึงหนึ่งในสาม หรือกว่า 30% ในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุปทานไวน์ล้นตลาดสวนทางกับความต้องการบริโภคที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

 

Knight Frank ระบุในรายงานความมั่งคั่งล่าสุดว่า “ภูมิภาคไร่องุ่นสำคัญๆ ของโลกแทบไม่มีที่ใดรอดพ้นจากผลกระทบ” จากการบริโภคไวน์ที่ซบเซาโดยเสริมว่า การบริโภคไวน์ทั่วโลก ‘ลดลง’ ถึง 12% จากจุดสูงสุดในปี 2007

 

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่สาหัสที่สุด Kurt Lindsay จาก Bayleys พันธมิตรท้องถิ่นของ Knight Frank เผยว่า ราคาไร่องุ่นในภูมิภาค Marlborough ของนิวซีแลนด์ทรุดลงถึง 33% เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่เคยพุ่งสูงสุดในปี 2023 ขณะที่ราคาในภูมิภาค Napa Valley รัฐแคลิฟอร์เนีย ลดลง 15% ส่วนไร่องุ่นใน Barossa Valley ของออสเตรเลีย และ Côtes du Rhone ของฝรั่งเศส ราคาร่วงลงเท่ากันที่ 10%

 

ผู้ผลิตไวน์กำลังต่อสู้กับรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ที่หันไปดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ หรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย ข้อมูลจาก Nielsen ชี้ว่า คน Gen Z ในฝรั่งเศส ดื่มไวน์ต่อหัว ‘เพียงครึ่งเดียว’ เมื่อเทียบกับคนรุ่น Millennials ตอนปลาย

 

อุตสาหกรรมไวน์ยังต้องเผชิญกับอุปสงค์ที่ลดลงอย่างฮวบฮาบจากจีนหนึ่งในตลาดส่งออกหลัก รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาองุ่นล้นตลาดในบางภูมิภาค

 

Knight Frank ระบุว่า การผลิตไวน์ลดลงไปแล้วถึงหนึ่งในห้าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ผู้ผลิตไวน์จำนวนมากยังคงกอดสต็อกสินค้าที่ล้นเกินไว้ สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาไวน์ ‘bulk’ หรือไวน์ที่ขนส่งในตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ และนำไปบรรจุขวด ณ จุดหมายปลายทาง

 

Lindsay กล่าวว่า สินค้าคงค้างที่ล้นในภูมิภาค Marlborough ของนิวซีแลนด์ ทำให้ราคาไวน์ bulk ‘ดิ่ง’ ลงจาก 7 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือราว 133 บาท เหลือเพียง 3 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือราว 57  บาทต่อลิตร

 

Eduardo Jordán หัวหน้าทีมผลิตไวน์ที่ Miguel Torres เผยกับ Financial Times ว่า ในชิลีราคาองุ่นพันธุ์ País สำหรับทำไวน์ bulk ตกต่ำเหลือเพียง 9 เซนต์สหรัฐ หรือราว 3 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปีที่แล้วซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ครึ่งหนึ่ง

อุปสงค์ที่ซบเซาส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไวน์ในตลาดหลักทรัพย์ 

 

รวมถึง Constellation Brands ในสหรัฐฯ และ Treasury Wine Estates ในออสเตรเลีย Timothy Ford ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Treasury Wine Estates กล่าวในการแถลงผลประกอบการในช่วง 6 เดือนสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2024 ว่า ยอดขาย “กลุ่มผลิตภัณฑ์ไวน์พรีเมียมและไวน์ทั่วไปของเราลดลงประมาณ 5%” โดยบริษัทชี้ไปที่ “อุปสงค์ไวน์ระดับราคาล่างที่ยังคงอ่อนแอทั่วโลก”

 

Garth Hankinson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Constellation Brands กล่าวในการแถลงผลประกอบการเมื่อเดือนมกราคมว่า อุปสงค์ที่อ่อนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ‘กลุ่มไวน์ราคาถูกกว่า’ และปัญหาที่ผู้ค้าปลีกที่ต้องดิ้นรนในการระบายสินค้าคงคลัง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดส่งมอบไวน์และสุราลดลง 16.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในไตรมาสที่ 3 ของบริษัท

 

Jordán กล่าวว่า ผู้ผลิตองุ่นบางราย กำลัง ‘หัน’ ไปปลูกผลไม้หรือผักแทน เนื่องจากอุปสงค์ไวน์ที่ตกต่ำ “ทางตอนเหนืออากาศ ‘แห้งแล้ง’ มาก เช่นนั้นจึงสามารถหันไปปลูกมะกอกได้ ใกล้ๆ กับเราใน Curico เชอร์รีเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”

 

Knight Frank ระบุว่า ในภูมิภาค Mendoza ของอาร์เจนตินาไร่องุ่นกำลังถูกแทนที่ด้วยพืชผัก โดยกระเทียมกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคไปแล้ว การเปลี่ยนพืชเพาะปลูก ไปปลูกมะกอก หรือแม้แต่แผงโซลาร์เซลล์ ยังกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นใน Bordeaux ซึ่งผู้ผลิตไวน์ระดับล่างต้องดิ้นรนอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

 

ถึงแม้ว่าราคาไร่องุ่นทั่วโลกหลายแห่งจะตกต่ำ แต่ไร่องุ่นระดับพรีเมียมยังคงรักษามูลค่าไว้ได้ รวมถึงภูมิภาค Champagne ของฝรั่งเศส ในสหราชอาณาจักร เจ้าของไร่องุ่นใน Essex ได้รับอานิสงส์จากราคาที่พุ่งขึ้น 20% เมื่อปีที่แล้ว

 

Knight Frank เสริมว่า รูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปกำลังส่งเสริมบางภูมิภาค “เรากำลังเห็นราคาไร่องุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้นในเขตปกครอง เช่น Essex ที่ผู้ปลูกกำลังทดลององุ่นพันธุ์ต่างๆ เพื่อสร้างไวน์ Rosé และไวน์แดงแบบ Still Wine”

 

อ้างอิง:

The post พายุถล่ม ‘วงการไวน์โลก’ ราคาไร่องุ่นดิ่ง 30% อุปทานล้นตลาด คนรุ่นใหม่เมิน ‘ไวน์’ วิกฤตซ้ำเติมผู้ผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-02032025/ Sun, 02 Mar 2025 02:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1046944 morning-wealth-02032025

เทรนด์ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรงในรอบ 3 ปี หลัง LINE MAN […]

The post ชมคลิป: ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-02032025

เทรนด์ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรงในรอบ 3 ปี หลัง LINE MAN เผย มีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 205% ส่วนผู้บริโภคแห่ดื่มชาไทยคุณภาพ เลือก ‘กลิ่น รส แหล่งที่ปลูก’ ได้ ดันยอดสั่งซื้อโต 81% ทะลุ 4 แสนแก้วในปี 2024

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ! ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี แต่กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบครึ่ง https://thestandard.co/specialty-thai-tea-growth/ Wed, 26 Feb 2025 09:17:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1045972 specialty-thai-tea-growth

เทรนด์ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรงในรอบ 3 ปีหลัง LINE MAN เ […]

The post ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ! ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี แต่กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบครึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
specialty-thai-tea-growth

เทรนด์ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรงในรอบ 3 ปีหลัง LINE MAN เผยมีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 205% ส่วนฝั่งของผู้บริโภคก็แห่ดื่มชาไทยคุณภาพที่สามารถเลือก ‘กลิ่น รส แหล่งที่ปลูก’ ได้ ซึ่งดันยอดสั่งเติบโต 81% ทะลุ 4 แสนแก้วในปี 2024

สัญญาณการเติบโตของชาไทย Specialty เริ่มมีให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงปี 2022 ที่อุตสาหกรรมชาขยายตัวมากขึ้นในเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านคุณภาพใบชา ความหลากหลายของแหล่งปลูก และกำลังการผลิต โดยสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่าการเติบโตดังกล่าวทำให้ประเทศไทยขยับขึ้นมาเป็นตลาดค้าชาใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก* 

 

ชาไทยเป็นที่ต้องการจากทั้งในไทยและทั่วโลก โดยพันธุ์ชาที่นิยมปลูกในไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์หลักนั่นคือ ชาจีน (Chinese Tea) และชาอัสสัม (Assam Tea) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของชาไทยสีส้มที่ทุกคนคุ้นเคยกัน และจึงถูกพัฒนามาเป็นเมนู ‘ชาไทย Specialty’ ที่สามารถเลือกรสชาติและกลิ่นหอมได้ เหมือนกับเมนูกาแฟ Specialty

 

มิญชยา บูรณะเศรษฐกุล เจ้าของร้าน KHIRI Thai Tea เล่าว่า เทรนด์ผู้บริโภคชาวไทยในช่วงหลังที่หันมาบริโภคเครื่องดื่ม Specialty มาจากตลาดกาแฟ Specialty ซึ่งปัจจุบันร้านชาไทยทั่วประเทศเริ่มคัดใบชาจากแหล่งปลูกหลากหลายทั่วไทย มี Taste Notes เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น ชาเชียงรายให้กลิ่นอายดอกไม้และเบอร์รี ชาแม่ฮ่องสอนมีโน้ตของส้มและเนยสด ชาปัตตานีมีกลิ่นหอมของเนยถั่วและลูกสน


ในขณะเดียวกัน ช่องทางเดลิเวอรีก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนการเติบโตของตลาดชาไทย Specialty ทั่วประเทศ โดยฐานข้อมูลของ LINE MAN พบแนวโน้มการเติบโตที่สำคัญของเมนูชาไทย Specialty อย่างชัดเจนในระหว่างปี 2022-2024 ดังนี้

 

  • ร้านเครื่องดื่มที่ขายชาไทย Specialty เพิ่มขึ้นกว่า 205% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สอดรับกับพฤติกรรมคนไทยที่หันมาดื่มชาไทยคุณภาพสูงมากขึ้น โดยปี 2024 มียอดสั่งเดลิเวอรีรวมแตะ 4 แสนแก้ว โต 81% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของเทรนด์ชาไทย Specialty มีจำนวนร้านมากที่สุด คิดเป็น 46% ของทั้งประเทศ ตามมาด้วยนนทบุรี และชลบุรี


ในภาพใหญ่ของตลาดเครื่องดื่ม Specialty ทั้งหมด ‘กาแฟ Specialty’ ยังคงเป็นผู้นำตลาดในแง่จำนวน ส่วนชาไทย Specialty ก็เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หากเทียบอัตราการเติบโตในช่วง 3 ปีล่าสุด (2022-2024) จากฐานข้อมูล LINE MAN ยอดสั่งชาไทย Specialty โตขึ้นกว่า 3.3 เท่า เทียบกับกาแฟ Specialty ที่เติบโต 2.7 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน 

 

หมายเหตุ:

  • อ้างอิงข้อมูลจากสถิติการประเมินยอดขายชาโดยสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วันที่ 7 กรกฎาคม 2023

The post ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ! ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี แต่กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบครึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เครื่องดื่ม ‘สัญชาติจีน’ โดดจับลูกค้าต่างจังหวัด SMEs ไทยเจ็บหนัก | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-19112024-4/ Tue, 19 Nov 2024 09:30:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1010433

สมรภูมิร้านเครื่องดื่มในไทยกำลังเดือด แบรนด์จีนบุกตลาดด […]

The post ชมคลิป: เครื่องดื่ม ‘สัญชาติจีน’ โดดจับลูกค้าต่างจังหวัด SMEs ไทยเจ็บหนัก | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมรภูมิร้านเครื่องดื่มในไทยกำลังเดือด แบรนด์จีนบุกตลาดด้วยกลยุทธ์สุดคม ทั้งราคาถูกและการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว คำถามคือผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs จะอยู่รอดได้อย่างไรในสนามรบนี้ที่เศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัว

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: เครื่องดื่ม ‘สัญชาติจีน’ โดดจับลูกค้าต่างจังหวัด SMEs ไทยเจ็บหนัก | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีนี้เศรษฐกิจฉุดยอดขายสุราร่วง-โซดาตก สิงห์โซดาไม่หวั่น จับมือ Harley-Davidson รักษามาร์เก็ตแชร์ 92% ไว้ให้ได้ https://thestandard.co/singha-soda-joins-hands-with-harley-davidson/ Sat, 12 Oct 2024 09:29:50 +0000 https://thestandard.co/?p=995360

เศรษฐกิจไม่ดี คนออกไปสังสรรค์น้อยลง ทุบยอดขายสุราร่วง ไ […]

The post ปีนี้เศรษฐกิจฉุดยอดขายสุราร่วง-โซดาตก สิงห์โซดาไม่หวั่น จับมือ Harley-Davidson รักษามาร์เก็ตแชร์ 92% ไว้ให้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจไม่ดี คนออกไปสังสรรค์น้อยลง ทุบยอดขายสุราร่วง ไม่โตเหมือนตลาดเบียร์ ฉุดยอดตลาดโซดาตกตามไปด้วย ด้านสิงห์โซดาผู้นำตลาดไม่หวั่น เดินหน้าคอลลาบอเรชัน Harley-Davidson สร้างความเคลื่อนไหวใหม่ ก่อนย้ำว่าต้องรักษามาร์เก็ตแชร์ที่ถืออยู่กว่า 92% ไว้ให้ได้

 

“ต้องยอมรับว่าปัจจัยเศรษฐกิจมีส่วนทำให้คนเข้าร้านไปบริโภคสุราน้อยลง ซึ่งก็กระทบตลาดโซดาลดลงประมาณ 3-5% เนื่องจากการดื่มสุราส่วนใหญ่จะผสมกับโซดาและดื่มในร้าน ขณะเดียวกันเมื่อคนกลุ่มนี้เปลี่ยนมาดื่มที่บ้านมากขึ้น ด้วยการหันไปดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นอย่างเบียร์ เพราะมีงบ 60 บาทก็สามารถซื้อดื่มคนเดียวได้ ไม่เหมือนกับสุราที่จะต้องดื่มกันเป็นกลุ่มเพื่อน สิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ปีนี้ตลาดเบียร์โตขึ้น” ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด กล่าว 

 

ถึงวันนี้สิงห์โซดาถือส่วนแบ่งในตลาดโซดาอยู่ที่ 92% จากมูลค่าตลาดประมาณ 1.5-2 หมื่นล้านบาท แม้แบรนด์จะอยู่ในตลาดมานาน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาเลย จะเห็นว่าที่ผ่านมามีผู้เล่นรายใหม่กระโดดเข้ามาอยู่บ่อยครั้ง และส่วนใหญ่จะเน้นขายในราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งในอดีตราคาอาจมีผลในการตัดสินใจซื้อ แต่ปัจจุบันลูกค้ายอมจ่ายเพื่อให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

พร้อมย้ำว่า ไม่หวังจะโตไปมากกว่านี้ แต่ต้องพยายามรักษาส่วนแบ่งที่มีให้ได้ ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 90% โดยสิ่งที่สิงห์โซดาทำมาตลอดคือการสร้างแบรนด์ และสร้างรูปแบบการบริโภคใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่การนำไปผสมกับสุรา

 

โดยเสนอให้นำโซดาไปผสมกับเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ตลาดมีการเติบโตเพิ่มขึ้น เพราะการบริโภคที่ต้องพึ่งพาการเติบโตจากกลุ่มสุราก็มีความท้าทายอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สิงห์โซดาทำมาตลอดคือ ทำคอลลาบอเรชันกับแบรนด์อื่นๆ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวในตลาด เริ่มตั้งแต่การดึง Mister Cartoon ศิลปินช่างสักระดับโลกมาสร้างผลงานลงบนฉลากลิมิเต็ด ถือว่าได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

 

กระทั่งล่าสุดจับมือกับ Harley-Davidson แบรนด์ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอเมริกัน เปิดตัวแคมเปญซ่าให้สุดทาง โดยนำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์มารวมกัน และสร้างความแตกต่างด้วยการออกฉลากลิมิเต็ดเอดิชัน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายปี โดยใช้งบการตลาดอยู่ที่ 100 ล้านบาทต่อปี

 

ธิติพรกล่าวต่อไปว่า การคอลลาบอเรชันกับ Harley-Davidson ถือเป็นการร่วมมือกับโกลบอลแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยทำมา เพราะใช้เวลาพูดคุยกันกว่า 3 ปี

 

“ต้องบอกว่าเวลาที่เราเลือกคอลลาบอเรชันกับแบรนด์ ต้องพิจารณาจากความอยู่มานาน เป็นโปรดักต์พรีเมียมและตั้งใจสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ หรือจะเรียกได้ว่าทั้งสองแบรนด์ต้องเสริมภาพลักษณ์ให้กันและกันได้” 

 

สะท้อนให้เห็นว่าการไม่หยุดนิ่งของแบรนด์ที่ทำการตลาดต่อเนื่องมานานหลายปี จนทำให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

The post ปีนี้เศรษฐกิจฉุดยอดขายสุราร่วง-โซดาตก สิงห์โซดาไม่หวั่น จับมือ Harley-Davidson รักษามาร์เก็ตแชร์ 92% ไว้ให้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>