ตลาดเกิดใหม่ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ตลาดเกิดใหม่/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 01 Mar 2026 05:27:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 พลิกโฉมธุรกิจไทย จากอินไซต์ระดับโลก สู่โอกาสใหม่ในโดเมนแห่งการเติบโต https://thestandard.co/thai-business-growth-global-insights/ Sun, 01 Mar 2026 05:24:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1183003 ภาพประกอบแนวคิดธุรกิจพลิกโฉม การเติบโต และนวัตกรรมในโลกอนาคต

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็น ‘สภาพปกติใหม่’ ผู้นำธุรกิ […]

The post พลิกโฉมธุรกิจไทย จากอินไซต์ระดับโลก สู่โอกาสใหม่ในโดเมนแห่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดธุรกิจพลิกโฉม การเติบโต และนวัตกรรมในโลกอนาคต

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็น ‘สภาพปกติใหม่’ ผู้นำธุรกิจไม่อาจตั้งรับด้วยกลยุทธ์แบบเดิมได้อีกต่อไป คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือ องค์กรจะปรับตัวและคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงนั้นได้รวดเร็วเพียงใด

 

ประเด็นนี้ถูกฉายภาพไว้อย่างชัดเจนใน PwC Thailand Spotlight พอดแคสต์ซีรีส์ ตอน ‘Value in Motion พลิกมุมมองเชิงลึกระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจของไทย’ ซึ่ง อัลเลน เว็บบ์ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึกและกรรมการผู้จัดการด้านผู้นำทางความคิดระดับโลกของ PwC ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ถ่ายทอดมุมมองจากงานวิจัย Value in Motion ว่า เมกะเทรนด์สำคัญอย่าง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างประชากร กำลังหลอมรวมกันและ ‘ขยับมูลค่า’ ข้ามพรมแดนอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

‘โดเมนแห่งการเติบโต’ กติกาใหม่แห่งการแข่งขัน

 

หัวใจของงานวิจัย Value in Motion คือ แนวคิดเรื่อง ‘โดเมนใหม่แห่งการเติบโต’ (new domains of growth) ซึ่งไม่ได้มองโลกผ่านเลนส์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม (traditional industries) แต่พิจารณาจาก ‘ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์’ (human needs) และการบรรจบกันของเทคโนโลยี ความยั่งยืน และโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ

 

PwC ระบุโดเมนแห่งการเติบโตไว้ ‘เก้าโดเมน’ ตั้งแต่การเคลื่อนย้าย การดูแลสุขภาพ การสร้างและอยู่อาศัย ไปจนถึงการจัดหาเงินทุนและการประกัน โดยโดเมนเหล่านี้กำลังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาสร้างคุณค่าใหม่ร่วมกัน พร้อม ๆ กับท้าทายผู้เล่นเดิมให้ต้องปรับบทบาทของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สำหรับประเทศไทย โดเมนเหล่านี้ช่วยทำให้ ‘โอกาส’ ที่เคยกระจัดกระจาย เริ่มชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น โดเมนการเคลื่อนย้าย (how we move) ที่ไทยมีความได้เปรียบจากระบบนิเวศยานยนต์และบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ขณะที่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: EV) กำลังดึงผู้เล่นใหม่ ๆ ตั้งแต่ผู้ให้บริการพลังงาน เครือข่ายสถานีชาร์จ ไปจนถึงสถาบันการเงินที่ออกสินเชื่อเฉพาะทาง เข้ามาร่วมออกแบบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่

 

ในทำนองเดียวกัน โดเมนการดูแลสุขภาพ (how we care) เปิดโอกาสให้ไทยต่อยอดความแข็งแกร่งด้านบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ผ่านเทคโนโลยีและการรักษาทางไกลอย่าง telehealth และนวัตกรรมด้านการดูแลเชิงป้องกัน ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

ตลาดเกิดใหม่: จากผู้ตามสู่ผู้นำเกม

 

หนึ่งในอินไซต์สำคัญที่ อัลเลน เว็บบ์ เน้นย้ำ คือ ‘ตลาดเกิดใหม่มีแต้มต่อเชิงโครงสร้าง’ ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นแนวหน้าในโดเมนแห่งการเติบโต เมื่อเทคโนโลยี ความเชื่อมั่น และความยั่งยืนมาบรรจบกัน โดยประเทศไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดสู่เกษตรกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และโมเดลเศรษฐกิจใหม่ได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากโครงสร้างเดิมมากเท่าประเทศพัฒนาแล้ว อีกทั้งการกระจายตัวของเทคโนโลยี (technology democratisation) โดยเฉพาะ AI ทำให้การเข้าถึงนวัตกรรมไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงบางประเทศอีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียง ‘ผู้ตามเกม’ แต่มีศักยภาพจะเป็นผู้กำหนดทิศทางในบางโดเมน หากสามารถขยับตัวได้เร็วและกล้าพอที่จะคิดข้ามกรอบอุตสาหกรรมเดิม

 

สามฉากทัศน์โลก และสิ่งที่ผู้นำธุรกิจต้องเตรียมพร้อม

 

เพื่อช่วยให้ผู้นำธุรกิจรับมือกับความไม่แน่นอน PwC ได้นำเสนอ สามฉากทัศน์อนาคต (three tomorrows) ตั้งแต่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น (trust-based transformation) โลกแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ตึงเครียด (tense transition) ไปจนถึงยุคแห่งความวุ่นวายที่ขาดความร่วมมือ (turbulent times) ซึ่งสิ่งที่ทั้งสามฉากทัศน์มีร่วมกันคือ บทบาทของ ‘ความไว้วางใจและความร่วมมือ’ ในฐานะทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่มีค่าที่สุด รายงานของ PwC ชี้ว่า ไม่ว่าโลกจะเดินไปในทิศทางใด องค์กรที่สามารถสร้างพันธมิตร ขยายระบบนิเวศ และออกแบบโมเดลคุณค่าใหม่ร่วมกับผู้อื่น จะมีโอกาสคว้ามูลค่าที่กำลังเคลื่อนย้ายอยู่ได้มากกว่า

 

ตามการวิเคราะห์ของ PwC มูลค่าของโดเมนรวมทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึงประมาณ 132.54 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 สะท้อนถึงการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนในทศวรรษหน้าและหลังจากนั้น

 

ภารกิจเร่งด่วนของผู้นำธุรกิจไทย

 

จากอินไซต์ทั้งหมด อัลเลน เว็บบ์ เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโฉมธุรกิจ’ (reinvention imperative) ซึ่งผู้นำองค์กรควรต้องขับเคลื่อนพร้อมกันในสามมิติ ดังต่อไปนี้

 

1. กระตุ้นการสร้างนวัตกรรมเชิงระบบ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่หมายรวมถึงโมเดลธุรกิจ โมเดลการดำเนินงาน และโมเดลพลังงาน เพราะโดเมนใหม่จำนวนมากต้องอาศัยการเปลี่ยนวิธีสร้างคุณค่า ไม่ใช่แค่เพิ่มประสิทธิภาพของวิธีการเดิม ๆ

 

2. สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันใหม่จากการมองเห็นและคว้ามูลค่าที่กำลังเคลื่อนย้าย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น และระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

 

3. เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือและการพัฒนาขีดความสามารถ ปลดล็อกอุปสรรคทั้งด้านทรัพยากรและช่องว่างด้านทักษะ การสร้างพันธมิตรและการเข้าซื้อกิจการ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่ในแต่ละฉากทัศน์ของโลก

 

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วกว่า ซับซ้อนกว่า และเชื่อมโยงกันมากกว่า โอกาสจึงไม่จำเป็นต้องเป็นขององค์กรที่ใหญ่ที่สุด หากเป็นขององค์กรที่มองเห็นการเคลื่อนย้ายของมูลค่า เข้าใจโดเมนแห่งการเติบโต และกล้าปรับโฉมตนเองก่อนใคร

 

โดเมนแห่งการเติบโตนี้เปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทยก้าวออกจากกรอบเดิม แต่ขณะเดียวกันก็เปิดให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในพื้นที่ของเราเช่นกัน ผู้ที่ชนะในเกมใหม่นี้ ไม่ใช่ผู้ที่มีทรัพยากรมากที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่ขยับตัวได้เร็วที่สุดและออกแบบคุณค่าใหม่ร่วมกับระบบนิเวศได้ดีที่สุด

 

ภาพ: Anton Vierietin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post พลิกโฉมธุรกิจไทย จากอินไซต์ระดับโลก สู่โอกาสใหม่ในโดเมนแห่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! https://thestandard.co/the-great-rotation-thai-stocks/ Fri, 20 Feb 2026 03:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1180259 ภาพนักลงทุนกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจากจอแสดงผล สะท้อนการไหลของเงินทุนในภาวะ The Great Rotation

ช้อคละสิ งงกันหมดละสิ เพราะ สุดเรื่องแสนจะเซอรไพรส์ในโล […]

The post The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักลงทุนกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจากจอแสดงผล สะท้อนการไหลของเงินทุนในภาวะ The Great Rotation

ช้อคละสิ งงกันหมดละสิ เพราะ สุดเรื่องแสนจะเซอรไพรส์ในโลกการลงทุนปี 2026 คือ หุ้นไทยปรับตัวบวกทะลุ 10% ภายในระยะเวลา 2 เดือนแรกของปี ในขณะที่หุ้นเปลี่ยนโลก 7 นางฟ้าสหรัฐฯ ติดลบทุกตัว

 

นักลงทุนได้แต่อุทานว่า “พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว กันเลยทีเดียว”

 

เชื่อว่าถ้าพูดเรื่องนี้ในปีที่แล้ว คงยากจะหาใครเชื่อ ดังนั้นในบทความนี้ผมนำสามประเด็นมาชี้แจงแถลงไขครับว่าตอนนี้โลกการลงทุนเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

ประการแรกเลย ปี 2026 คือ ปีทองของ Emerging Market

 

อ้างอิงจากข้อมูลจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นน้ำของโลกล่าสุด ข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะเติบโตเฉลี่ย c.4% ในปี 2026 ขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วโตเพียง c.1.5-2.5% เท่านั้น

 

มากไปกว่านั้น ประเด็นเงินดอลลาร์อ่อนยังคงเป็นธีมหลักเนื่องจากความเชื่อมั่นของหนี้ของสหรัฐฯยังอ่อน … การขายดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ เข้าลงทุนทองคำยังคงอยู่

 

และ สำหรับประเทศไทย ปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ชัดเจนที่สุด คือ

 

“นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รัฐบาลไทยอาจจะมีเสียงเกิน 300 กว่าเสียง หรือ พูดง่ายๆ คือ โมเดล ไทยรักไทยสองนั่นเอง … ภาพรัฐบาลยิงยาว 4 ปี คือ สิ่งที่ตลาดชอบ”

 

ประการที่สอง Hyperscalers บ้าคลั่งลงทุนจนกระทบกระแสเงินสด (FCF)

 

หากพิจารณาจากภาพข้างต้น โดยเฉลี่ยบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มงบลงทุน (Capex) เกี่ยวกับ AI เกือบ 100% ในปี 2026 … ซึ่งสิ่งนี้เริ่มสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนมากขึ้นๆ เพราะ ยิ่งลงทุนเยอะเท่าไหร่ในปีนี้ เงินที่งอกเงยก็ต้องรอเวลาไปอีก หรือ

 

พูดง่ายๆ กำไรจากกระแสเงินสดที่จะเก็บเกี่ยว … ดันกลับต้องไปใช้ในงบลงทุนอีกครั้งซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

 

และถึงแม้ว่ารายได้รวมของหุ้นกลุ่ม Tech ยังสูงกว่า 2ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Capex ที่พุ่งขึ้นจะกระทบกำไรระยะสั้นหรือไม่ และ เมื่อดูผลตอบแทนราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลงไปแล้ว c.8% YTD ในขณะที่ S&P 500 ที่ไม่รวม 7 นางฟ้ากลับบวกขึ้นราว c.4% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเริ่มหมดความตื่นเต้นกับการทุ่มลงทุน AI แบบไม่เห็นผลชัดเจน และ Rotate เข้าสู่ Non-Tech, Value Sector

 

 

ประการสุดท้าย Forward P/E (x) Gap

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตลาดไทยน่าสนใจคือเรื่อง Valuation ปัจจุบันค่า Forward P/E (x) ของ S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET) ซื้อขายกันที่เพียง 15 เท่า ซึ่งถือว่าถูกกว่ามาก

 

The Great Rotation จึงเกิดขึ้นอย่างที่เราเห็น อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า The Great Rotation อาจจะไม่ได้เกิดไปตลอดทั้งปีแน่นอน

 

การ Rotation back หรือ เงินไหลกลับ (ซื้อคืน Tech ขายหุ้น Value) ก็เกิดขึ้นได้เช่นกันหากความกังวลประการที่สองคลายตัว หรือ มูลค่าหุ้นกลุ่ม Value ในประการที่สามเริ่มตึงตัว

 

ดังนั้นอย่ายึดติดเลย ไม่ว่าจะเน้นหุ้นนอก หรือ ชอบหุ้นไทย … มีทั้งคู่สบายใจกว่า

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: RUMANA FERDOUSI / Shutterstock

The post The Great Rotation: หุ้นนอกหลบไป หุ้นไทยมาแล้ว ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI’s Bottlenecks and the Next Investment Opportunity https://thestandard.co/ai-bottlenecks-investment-opportunities/ Thu, 12 Feb 2026 07:49:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1177778 ภาพศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI

เดือน กุมภาพันธ์ 2026 ยังคงเป็นช่วงที่ตลาดการเงินเผชิญค […]

The post AI’s Bottlenecks and the Next Investment Opportunity appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI

เดือน กุมภาพันธ์ 2026 ยังคงเป็นช่วงที่ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยสำคัญ หนึ่งในนั้นคือกระแสข่าวการเสนอชื่อคุณ Kevin Warsh เป็นแคนดิเดตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าแนวทางนโยบายการเงินในระยะถัดไปอาจเข้มงวดกว่าที่เคยประเมินไว้ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนภาคเอกชน (ต้นทุนการเงินทางตรง) และการประเมินมูลค่าของนักวิเคราะห์ในวันที่ระดับ Valuation ของหุ้นโดยรวมตึงตัว ในส่วนของภาคเอกชนการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายการลงทุน (Capex) ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในปี 2026 มูลค่ารวมกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนใน AI อีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการลงทุนในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงปลายปี 2025 อย่างชัดเจนโดยนักลงทุนลดความกังวลต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ AI บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ของกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งส่วนใหญ่บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มของรายงานกำไรที่เติบโตได้แข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดคาดจากรายได้ธุรกิจ Cloud ที่ขยายตัวในระดับเลขสองหลัก (Double-digit growth) สะท้อนว่าการลงทุนด้าน AI สามารถสร้างรายได้จริง

 

นอกจากนี้หากพิจารณาจากดัชนีวัดความผันผวนอย่าง VIX Index โดยเฉลี่ยที่ปรับตัวขึ้นยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2025 สะท้อนว่าความกังวลของนักลงทุนยังต่ำกว่าในช่วงก่อนหน้า

 

ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มงบลงทุนกลับเป็นเหมือนแรงหนุนสำคัญ (Tailwind) ให้กับกลุ่ม AI Supply Chainยังคงได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของเทคโนโลยีผ่านการลงทุนและความต้องการใช้จริงที่เพิ่มขึ้น โดย Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ได้อธิบายโครงสร้างของอุตสาหกรรม AI เปรียบเสมือน เค้ก 5 ชั้น (Five-Layer Cake) ซึ่งมีความสำคัญดังนี้

 

  • Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน): โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ครบวงจรซึ่งรวมการ Compute, Data, Software, Network เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • Energy (พลังงาน): รากฐานสำคัญของ AI เนื่องจาก Data Center และ AI Factory ต้องใช้พลังงานมหาศาล และปัจจุบันถือเป็นคอขวดหลักของการขยาย AI
  • Chips (เซมิคอนดักเตอร์): หัวใจของการประมวลผลทั้ง ชิป GPU, CPU รวมถึง Memory Chip
  • Models (โมเดล AI): โมเดล LLM เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Claude
  • Application (การนำไปใช้จริง): การนำ AI ไปใช้จริงเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์, การเงิน

 

ปัจจุบันอุตสาหกรรม Energy, Chips และ Infrastructure กำลังเผชิญปัญหาคอขวด ทำให้การปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายการลงทุนอย่างมหาศาลจะส่งผลบวกชัดเจนที่สุดต่อ 3 อุตสาหกรรมดังกล่าว เนื่องจากเมื่ออุปสงค์มีแนวโน้มสูงกว่าอุปทานยาวนานขึ้น บริษัทในกลุ่มเหล่านี้จึงมีอำนาจในการเพิ่มราคาและมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ยาวนานกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ก่อนหน้านี้

 

  • Infrastructure: การก้าวสู่ยุค AI Factory จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ผสาน Compute, Data, Software และ Network เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล การฝึกโมเดล การพัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง (Inference) โดยข้อมูลจาก Brookfield “Building the Backbone of AI” (As of Aug 2025) ประเมินว่ามูลค่าของ AI Infrastructure Value Chain รวมกันอาจมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในทศวรรษหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยหลายภาคส่วนทั้ง การพัฒนา Data Center ตั้งแต่การซื้อที่ดิน ก่อสร้าง การลงทุนในโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟ รวมถึงชิป GPU ระบบประมวลผลขั้นสูง และฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับ “AI-as-a-Service”
  • Energy: ปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยหลักคือ การสร้าง Data Center ที่ใช้พลังงานสูง เพื่อรองรับการใช้งาน AI โดยข้อมูลจาก Global X “GLOBAL X INSIGHTS Electrification: Securing Power for Advancing Technologies” (As of 3 Nov 2025) ประเมินว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มจาก 371 TWh ในปี 2024 เป็น 1,596 TWh ในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าส่งผลให้สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ต่อการใช้ไฟฟ้าทั้งโลกเพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.4% เป็น 4.5% ขณะเดียวกัน พลังงานทางเลือกเช่น พลังงานนิวเคลียร์ มีบทบาทเพิ่มขึ้นเช่นกัน
  • Chip: เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงเนื่องจากเป็นหัวใจของการประมวล ครอบคลุมทั้ง CPU, GPU และ ASIC ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ชิปหน่วยความจำ ที่ปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงตัว จากอุปสงค์ที่เร่งขึ้นตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ผู้ผลิต Memory Chip เผยว่ายังไม่มีแผนขยายกำลังผลิตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ DRAM และ NAND มีแนวโน้มขาดแคลนมากขึ้น โดย Goldman Sachs ประเมินว่าอุตสาหกรรมหน่วยความจำโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตึงตัวที่ รุนแรงและยาวนานกว่าที่เคยคาดไว้ ทำให้อัตราส่วน Supply/Demand ของ DRAM, NAND และ HBM หดตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าและต่อเนื่องไปถึงปี 2026–2027 ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาชิปหน่วยความจำและผลประกอบการกลุ่มเหล่านี้ในอนาคต

 

สรุป : ในปี 2026 อุตสาหกรรม AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกำลังก้าวไปสู่เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกอย่างแท้จริง ส่งผลให้กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่ พลังงาน, Chip, โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงระบบอัตโนมัติมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทปัจจุบันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกเป็นระยะๆ และระดับ Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบันที่มีความตึงตัว ทำให้ตลาดเผชิญความผันผวนที่สูงดังนั้นการกระจายการลงทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการบริหาร Portfolio โดยการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อาทิ ตลาดหุ้น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และ ไต้หวัน จึงมีความน่าสนใจมากขึ้นจากบทบาทในฐานะ AI Supply Chain ควบคู่กับระดับมูลค่าหุ้นที่ถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI ของตลาดเหล่านี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าพิจารณาในช่วงนี้

 

ภาพ: AerialPerspective Images / Getty Images

The post AI’s Bottlenecks and the Next Investment Opportunity appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom https://thestandard.co/set-rally-government-kevin-warsh-ai/ Mon, 09 Feb 2026 05:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1176320 ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ https://thestandard.co/fed-us-inflation-gold-5000-surge/ Tue, 20 Jan 2026 03:01:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1167022 บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า https://thestandard.co/us-exports-vietnam-corn-21x/ Sat, 17 Jan 2026 08:24:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1166313 ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ […]

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ไม่ใช่ จีน ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวถึง 17% ซึ่งถือเป็นผลพวงจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากกลับเข้ารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี

 

Nikkei Asia วิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการข้อมูลการค้าระหว่างประเทศว่า การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่กว่า 20 ประเทศ อาทิ บราซิล อินเดีย มาเลเซีย และ เวียดนาม เพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านตันในปี 2024 เป็น 223 ล้านตันในปี 2025 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพด และ ถั่วเหลือง ซึ่งหลายประเทศในเอเชียเร่งนำเข้าเพิ่มขึ้น และอีกด้านยังช่วยชดเชยการส่งออกไปจีนที่ลดลงอย่างหนัก

 

อิชาน ภานู นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสินค้าเกษตรของ Kpler ระบุว่า การที่ประเทศต่างๆนำเข้าเพิ่มขึ้นสะท้อนผลลัพธ์โดยตรงจากที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐ ได้เจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

 

หนึ่งในประเทศที่โดดเด่นมากคือเวียดนาม ซึ่งในปี 2025 นะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ราว 1.7 ล้านตัน หลังจากทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา โดยเวียดนามตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แลกกับการที่สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามจาก 46% เหลือ 20%

 

จากข้อมูลยังชี้ว่า ในเดือนพฤศจิกายน เวียดนามนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ สูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 3.8 แสนตัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาใต้เป็นหลัก แต่ในปี 2025 กลับเปลี่ยนทิศทางมาซื้อจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

เช่นเดียวกับ ปากีสถาน ได้เพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 1.23 ล้านตัน จากที่เคยนำเข้าเพียง 6 หมื่นตันในปีก่อนหน้า หลังจากทั้งสองประเทศลงนามข้อตกลงการค้าในเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ข้อตกลงดังกล่าวยังได้ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของปากีสถาน หลังสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากราว 29% เหลือ 19% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียได้มากขึ้น

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน บังกลาเทศ ได้ยอมเพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอเข้าสู่ตลาดอเมริกัน โดย อิชาน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของการนำเข้าข้าวสาลีจากรัสเซีย แคนาดา ยูเครน และ อาร์เจนตินา แต่จากแรงจูงใจทางการค้า ทำให้หันมาซื้อจากสหรัฐฯ แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม

 

ขณะที่ฝั่งของทวีปแอฟริกา ไนจีเรีย ได้เพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ จาก 5.3 แสนตันในปี 2024 เป็น 1.48 ล้านตันในปี 2025 ส่งผลให้การส่งออกข้าวสาลีของสหรัฐฯ ไปยัง 20 ประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 21.57 ล้านตัน

 

แม้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งบางประเทศ โดยราคาส่งออกถั่วเหลืองอยู่ที่ 418 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับของบราซิลที่ขายอยู่ที่ 407 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเลือกซื้อสินค้าอเมริกันอย่างต่อเนื่อง เพราะคำนึงถึงเงื่อนไขทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้ง 20 ประเทศ ก็เพิ่มขึ้นถึง 58% อยู่ที่ 36 ล้านตันในปี 2025 โดยอินเดียกลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายสำคัญ หลังพยายามคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ จากกรณีเผชิญภาษี 50% จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า ในเดือนธันวาคม อินเดียมีการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง 29% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

 

ถึงอย่างไรนั้น การเติบโตในตลาดเกิดใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดจีนได้ทั้งหมด สะท้อนได้จากการส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนในปี 2025 ลดลงถึง 65% จาก 93 ล้านตันในปี 2024 เหลือเพียง 32 ล้านตัน โดยเฉพาะการส่งออกถั่วเหลืองที่แทบหยุดลงหลังเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจาก Auckland University of Technology ระบุว่า นโยบายภาษีของรัฐบาล โดนัล ทรัมป์อาจฉุดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ลดลง 0.36% ในปี 2025 ขณะที่ประเทศอื่นอย่างไทยและบราซิลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

ภาพ:MeshCube/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ https://thestandard.co/2025-money-korean-stock-gold/ Tue, 30 Dec 2025 12:50:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1160281 รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบ ปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ

หากจะนิยามผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกตลอดปี 2025 […]

The post รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบ ปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ

หากจะนิยามผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา อาจจะเรียกได้ว่านี่คือ ปีแห่ง ‘เงิน’ และ ‘ทองคำ’

 

หลังจากทำสถิติสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกในปีนี้ ทำให้เงินและทองคำสร้างผลตอบแทนในระดับ 150% และ 65%

 

โรเบิร์ต ก็อตต์ลีบ ผู้บริหารอาวุโสในวงการโลหะมีค่า และอดีตกรรมการผู้จัดการฝ่ายค้าโลหะมีค่าของ JPMorgan และ HSBC บอกว่า ราคาที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงคือ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังนิยามบทบาทของทองคำและเงินในพอร์ตการลงทุนทั่วโลกใหม่

 

1. จุดเปลี่ยนของทองคำ เกิดขึ้นในปี 2022 หลังจากสหรัฐฯ และพันธมิตรใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ผลที่ตามมาคือ ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ต่างแห่ซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ

 

การตัดสินใจซื้อของธนาคารกลางไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคา” แต่ขึ้นอยู่กับ “นโยบาย” และสถานการณ์ความมั่นคง ซึ่งแรงซื้อจากธนาคารกลางนี้เองที่เป็นฐานรับสำคัญช่วยพยุงราคาไว้แม้ในช่วงที่นักเก็งกำไรเทขาย

 

2. จุดเปลี่ยนของเงิน เพิ่งเกิดขึ้นชัดเจนในปีนี้ โดยนักลงทุนเพิ่งเริ่มตระหนักว่าปริมาณเงินที่พร้อมซื้อขายในตลาดโลกมีน้อยเพียงใด โดยความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทำให้สต็อกเงินบนดินลดลงสู่ระดับวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม ก็อตต์ลีบเตือนว่า ปี 2026 จะแตกต่างออกไป และคาดว่าเราจะไม่เห็นการพุ่งขึ้นมหาศาลแบบปีที่แล้วอีก สำหรับทองคำคงจะได้เห็นการพุ่งขึ้น 60-70% แต่เขาคาดหวังการเติบโตในระดับปานกลางที่ 10–15% สำหรับทองคำ ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่ดีมากสำหรับพอร์ตการลงทุนสถาบัน ขณะที่ราคาแร่เงินจะผันผวนกว่ามาก

 

‘เกาหลีใต้’ ร้อนแรงสุดเหนือทุกตลาดหุ้น

 

ดัชนี Kospi ซึ่งเป็นดัชนีหลักพุ่งขึ้นถึง 76% ในปีนี้ ส่งผลให้กลายเป็นดัชนีหลักที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลก โดยหุ้นยักษ์ใหญ่กลุ่มชิปอย่าง Samsung Electronics Co. และ SK Hynix Inc. มีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตเกือบครึ่งหนึ่ง ในขณะที่บริษัทกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นผู้สนับสนุนหลักเช่นกัน

 

โบรกเกอร์ชั้นนำอย่าง Citigroup, JPMorgan และ Nomura ต่างคาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นอีกอย่างน้อย 20% ในปีหน้า

 

ส่วนความร้อนแรงของหุ้นเกาหลีใต้ในปีนี้ได้แรงหนุนจาก

 

1. หุ้นที่ได้อานิสงส์จาก AI เช่น Hyosung Heavy Industries ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และ Doosan Enerbility ผู้ให้บริการพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 330% ทั้งคู่ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและรวดเร็วพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของ Data Center สำหรับ AI ได้

 

2. ชิปหน่วยความจำ อย่าง Samsung และ SK Hynix มีปีที่ยอดเยี่ยม โดย Samsung พุ่งขึ้น 125% ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล และ SK Hynix ทะยานขึ้นราว 268% จากความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลก โมเมนตัมนี้ยังส่งผลดีต่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง เช่น SK Square และ Korea Circuit ซัพพลายเออร์ของ Broadcom ที่พุ่งขึ้นกว่า 330%

 

3. กลุ่มป้องกันประเทศ การจัดระเบียบพันธมิตรความมั่นคงใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระตุ้นการใช้จ่ายด้านกลาโหมในยุโรปและเอเชีย ส่งผลดีต่อผู้รับเหมาเกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งมอบอาวุธได้รวดเร็วในราคาที่ต่ำกว่าอย่าง Hanwha Aerospace ผู้ผลิตปืนใหญ่อัตตาจร K9 หุ้นพุ่งเกือบ 200% ส่วนผู้ต่อเรือ Hanwha Ocean พุ่ง 210%

 

4. ผู้นำ K-Beauty ยุคใหม่ เพียงไม่ถึง 2 ปีหลังเข้าตลาด APR Corp. เจ้าของแบรนด์ Medicube และอุปกรณ์ความงามที่ใช้ในบ้าน มีมูลค่าตลาดแซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง Amorepacific และ LG H&H โดยหุ้นพุ่งขึ้น 369% สูงที่สุดในดัชนี MSCI Korea

 

รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบ ปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post รีวิวผลตอบแทนสินทรัพย์ก่อนจบปี 2025 ปีแห่ง เงิน หุ้นเกาหลีใต้ และทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ https://thestandard.co/asean-ipo-2025-quality-focus/ Mon, 29 Dec 2025 01:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1158614 IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจ […]

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน และมูลค่าระดมทุนที่ตกต่ำลงจากระดับแสนล้าน มาอยู่ที่ระดับ 20,000-30,000 ล้านบาท สะท้อนภาวะตลาดที่ขาดสภาพคล่อง จากวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตหุ้นภายในของ บจ.

 

นอกจากนี้ หุ้นที่เข้ามาระดมทุนในตลาดยังเป็นหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมเก่า ที่ไม่ได้มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต รวมถึง PE ที่ถูก ทำให้หุ้นไทยขาดความเซ็กซี่ในสายตานักลงทุน ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

 

คำถามคือ ในปี 2568 เมื่อเทียบกับอาเซียน ตลาด IPO ประเทศอื่นซบเซาแบบเดียวกันไหม อะไรคือปัจจัยเสี่ยง และอะไรคือข้อได้เปรียบที่สร้างแต้มต่อให้กับตลาดแต่ละประเทศ เมื่อเทียบผลการดำเนินไทยอยู่ตรงไหน ?

 

รายงานล่าสุดของ Deloitte พบว่า ในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568 ตลาด IPO อาเซียน ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักดีลขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่เข้ามาจดทะเบียนในสิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่น่าสนใจคือ แม้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนจะลดลงเหลือ 102 บริษัท (ลดลงจาก 136 บริษัทในปี 2024) แต่เม็ดเงินระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.74 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 53% จากปี 2024 สะท้อนว่าตลาดให้ความสำคัญกับหุ้น IPO ที่ ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’

 

โดยขนาดดีล IPO โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีมูลค่าระดมทุนรวมกันมากกว่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นกว่า 83% ของเงินระดมทุนทั้งหมดในอาเซียน

 

มูลค่าระดมทุนที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ ได้รับแรงหนุนหลักจากดีลขนาดใหญ่ (blockbuster IPOs) ในภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

สิงคโปร์-เวียดนาม ผู้นำดีลยักษ์ IPO อาเซียน

 

ตลาด IPO อาเซียนกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสิงคโปร์และเวียดนามเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อน ‘มูลค่าระดมทุน’ ภูมิภาคในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568

 

สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ในแง่ของมูลค่าการระดมทุนตลาด IPO โดยมีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 9 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (49,840 ล้านบาท) ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการปฏิรูปโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อการลงทุน

 

  • ปัจจัยหนุน: ความสำเร็จในปีนี้ขับเคลื่อนโดยการจดทะเบียนของกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ NTT DC REIT และ Centurion Accommodation REIT ซึ่งแต่ละดีลระดมทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 88% ของมูลค่าการระดมทุน ทั้งหมดในสิงคโปร์ นอกจากนี้การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างตลาดหุ้น โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่กำกับดูแลโดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (Disclosure-based Regulatory Regime) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว
  • มูลค่าระดมทุนสูงสุดรอบ 7 ปี: มูลค่าการระดมทุนในปี 2568 ของสิงคโปร์พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019
  • ผลตอบแทนโดดเด่น: หุ้น IPO ในปีนี้ให้ผลตอบแทนหลังเข้าจดทะเบียน (Post-IPO returns) ที่แข็งแกร่ง โดยปิดวันแรกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12% และให้ผลตอบแทนสะสมนับจากต้นปี (Year-to-Date) สูงถึง 29%

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “การฟื้นตัวของสิงคโปร์เป็นสัญญาณของการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก ตลาดในปีนี้ เน้นดีลที่มีขนาดใหญ่ (Large-cap) แม้จำนวนบริษัทจดทะเบียนจะน้อยลง แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการของ MAS เช่น โครงการพัฒนาตลาดทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และตอกย้ำตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ในฐานะผู้นำการฟื้นตัว ของตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

เมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่านักลงทุนจะยังให้ความสนใจกับตลาด IPO สิงคโปร์ จากจำนวนบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียน และบริษัทจดทะเบียนข้ามพรมแดน (Cross-border Listings) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทในอาเซียนที่มีความสนใจจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์

 

เวียดนามกลับมาสร้างความฮือฮา ด้วยการเข้าระดมทุน 2 ดีลยักษ์ใหญ่ในภาคบริการทางการเงิน ได้แก่ Techcom Securities (TCBS) และ VP Bank Securities ซึ่งมียอดระดมทุนรวมกันถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,150 ล้านบาท) หลังจากเผชิญกับภาวะตลาดซบเซาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018

 

  • ปัจจัยหนุน: เศรษฐกิจมหภาคที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีหน้า คือการที่เวียดนามยกระดับสถานะสู่ ‘ตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มรอง’ (Secondary Emerging Market) ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายน 2026 คาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติได้อีกมหาศาล

 

จิ่ง บุ่ย (Trinh BUI) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Vietnam กล่าวว่า

 

“ตลาด IPO ของเวียดนามกำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ที่มีคุณภาพสูง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยี หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปกฎระเบียบ การกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นความโปร่งใส และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่น่าดึงดูดใจที่สุดในเอเชีย”

 

มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ครองแชมป์จำนวน IPO

 

มาเลเซียยังคงครองแชมป์ ‘จำนวนบริษัทจดทะเบียน’ สูงสุดในภูมิภาค โดยมีบริษัทเข้า IPO ทั้งหมด 48 บริษัท มูลค่าระดมทุน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (34,265 ล้านบาท) ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาด ACE Market (ตลาดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่มีศักยภาพสูง) แม้ว่าตัวเลขในเชิงมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) และเงินระดมทุนรวมจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่แนวโน้มตลาดมาเลเซียยังอยู่ในทิศทางที่น่าพอใจ โดยปัจจุบันได้บรรลุเป้าหมายมีบริษัทจดทะเบียนครบ 60 บริษัทในปีนี้

 

  • ผลตอบแทนวันแรกปิดบวก

 

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างปรากฏการณ์ ‘หุ้นร้อน’ โดย THMY Holdings Berhad ปิดวันแรกบวกถึง 193.55% และ Oriental Kopi Holdings Berhad ปิดบวก 98.86%

 

  • ดีลข้ามพรมแดน

 

มาเลเซียเริ่มเห็นความหลากหลายจากการเข้ามาจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติ เช่น UMS Integration Ltd (จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์) และ Cuckoo International (MAL) Berhad ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Cuckoo Holdings จากเกาหลีใต้

 

ว่อง กา ชุน (Wong Kar Choon) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Malaysia กล่าวว่า “ตลาด IPO ของมาเลเซียมีความหลากหลายสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน แม้จะมีปัจจัยลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรที่กระทบภาคการส่งออก แต่บริษัทที่เน้นอุปสงค์ภายในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง และเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนอย่างดี”

 

ด้านตลาด IPO อินโดนีเซียมีการปรับตัวที่ชัดเจน โดยเน้นการนำบริษัทที่มีมูลค่าสูง เข้าจดทะเบียนแทนการเน้นจำนวน โดยปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ 24 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนรวม 921 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28,689 ล้านบาท)

 

  • พลังงาน

 

เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหัวหอกในการระดมทุน ครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ โดยมีดีลยักษ์ใหญ่คือ PT Merdeka Gold Resource Tbk (ระดมทุน 279 ล้านดอลลาร์) และ PT Chandra Daya Investasi Tbk (ระดมทุน 144 ล้านดอลลาร์)

 

  • อสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ตามมาเป็นอันดับสองและสาม โดยมีบริษัทชื่อดังอย่าง PT Bangun Kosambi Sukses Tbk (ในเครือ Agung Sedayu Group) และ PT Yupi Indo Jelly Gum Tbk เข้าจดทะเบียนเสริมความแข็งแกร่ง

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “นักลงทุนในอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ”

 

IPO ไทย สภาพคล่องหาย มูลค่ารั้งท้าย

 

สำหรับผลงานตลาด IPO ไทย ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 ธ.ค.2568 พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 18 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 8,991.70 ล้านบาท โดยบริษัทเข้าระดมทุนลดลง 43.75% จากปี 2024 เช่นเดียวกับมูลค่าระดมทุน ที่ลดลงมากถึง 56% จากปี 2024 ทำให้มูลค่าระดมทุนต่ำสุดในรอบ 22 ปี

 

ซ้ำร้ายราคาหุ้นหลังเข้า IPO มี 12 จาก 18 ตัว ที่ราคาต่ำจองจากราคาเสนอขาย โดยส่วนใหญ่ราคาต่ำจองอยู่ที่ 30-50%

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ตลาด IPO ซบเซา หลักๆ เป็นผลมาจากภาวะตลาดที่ ‘สภาพคล่องลดลง’ จากการเปลี่ยนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปสู่กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ESG) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของนักลงทุนสถาบันและสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย เมื่อกองทุน LTF ครบอายุไถ่ถอน ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปยังตราสารหนี้ และการลงทุนต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย นักลงทุนสถาบันจึงขาด ‘เงินลงทุนใหม่’ จึงต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ เพื่อซื้อหุ้นใหม่ โดยเน้นซื้อเก็บหุ้นตัวใหญ่ที่มีมูลค่าสูง

 

ประกอบกับแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท จึงทำให้แรงซื้อสองเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดหุ้นไทย ได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศอ่อนกำลังลง ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยก็เน้นซื้อหุ้น IPO เพื่อเกร็งกำไรในการซื้อขายวันแรก เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อข่าวร้ายมากกว่า

 

กองทุน PE กุญแจเร่งการเติบโตของตลาด IPO อาเซียน

 

การที่กองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Equity (PE) เข้ามามีบทบาทในตลาด IPO อาเซียน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงมูลค่าดีลเฉลี่ยให้สูงขึ้น พร้อมกับเสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ตลาดทุนในภาพรวม

 

แม้ว่าจำนวนบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมจะลดลง แต่มูลค่าการระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 54% สะท้อนว่าบริษัทที่มีกองทุน PE หนุนหลังมักเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างธุรกิจ แข็งแกร่งและเติบโตเต็มที่ ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็น ช่องทางหลักในการทำกำไรและถอนการลงทุน (Key Exit Route)

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทิศทางตลาด IPO อาเซียนที่เน้น ‘คุณภาพมากกว่าปริมาณ’ โดย PE และนักลงทุนสถาบันกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นอาเซียน

 

ทั้งนี้ การฟื้นตัวในครั้งนี้ ไม่เพียงบ่งชึ้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงบรรยากาศการถอนทุน (Exit Environment) ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยกลุ่มธุรกิจที่ PE มักลงทุนได้แก่

 

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: เช่น กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
  • บริการทางการแพทย์ (Health Care)
  • ค้าปลีก (Consumer Retail)
  • เทคโนโลยี (Technology)

 

เทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนในอาเซียน กำลังมุ่งไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการลงทุนสินทรัพย์ในโลกจริง (Real Assets)

 

ในด้านการระดมทุนของกองทุน PE เองยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการจัดสรรเงินลงทุน (Capital Deployment) ไปยังบริษัทในพอร์ตโฟลิโออย่างมีนัยสำคัญ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและสร้าง ความพร้อมในการเข้าจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญ ให้มีบริษัทคุณภาพดีจ่อคิวเข้าตลาด อย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2026

 

ดีลใหญ่หนุน IPO ไทยจ่อฟื้นปี 2569

 

สำหรับผลกระทบการเลือกตั้งต่อแนวโน้มตลาด IPO ปี 2569 ‘สรวิศ ไกรฤกษ์’ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ข่าวการยุบสภา ตลาดรับรู้มาสักพักแล้วว่าจะเกิดขึ้น แม้ล่าสุดรัฐบาลอนุทินจะประกาศยุบสภาเร็วขึ้น 2 สัปดาห์ ตลาดก็คาดการณ์ไว้แล้ว

 

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเข้า IPO เป็น Seasonal เหมือนเดิมทุกปี คือบริษัทที่สนใจระดมทุนจะรอปิดงบปีสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และอัปเดตข้อมูลเพื่อยื่นไฟลิ่งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งส่วนใหญ่มักยื่นก่อนวันหยุดสงกรานต์

 

ดังนั้น สำหรับบริษัทที่มีแผนเข้าระดมทุนอยู่แล้วไม่ได้กระทบอะไร เพราะกระบวนการพิจารณาจะต้องใช้เวลาขั้นต่ำอีก 6 เดือน กว่าจะได้วันเสนอขายก็เป็นช่วงสิ้นปี หรืออาจดีเลย์ได้ถึง 1 ปี

 

สำหรับปีหน้า ปัจจัยท้าทายต่อตลาด IPO ยังมีอยู่ แต่ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็มีลูกค้าใน Pipeline ของตัวเอง ปัจจุบันบริษัทประมาณ 5-6 บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้วรออนุมัติคำขอเสนอขาย และบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างเตรียมยื่นไฟลิ่ง คาดว่าจะทำให้ Sentiment หุ้น IPO ฟื้นตัวทั้งจำนวนบริษัทจดทะเบียนและมูลค่าระดมทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 2 รอบในปี 2569 มีความเป็นไปได้ว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาในช่วงกลางปีถึงปลายปี ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมหุ้น IPO ให้กลับมาคึกคัก

 

นอกจากนี้ ต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการสนับสนุน Incentive กองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถาบันหรือไม่ หากมีปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหา IPO ในอดีตได้

 

ขนาดดีล IPO เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2024 โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026 https://thestandard.co/emerging-stocks-surge-30-2026/ Fri, 26 Dec 2025 05:34:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1158470 หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026

ผลตอบแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Market) กลับ […]

The post หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026

ผลตอบแทนของหุ้นตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Market) กลับมาชนะตลาดหุ้นโลก (MSCI All Country World Index) และตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (MSCI Developed Market) อีกครั้งในรอบ 5 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ดัชนี MSCI EM ให้ผลตอบแทนสูงกว่า MSCI ACWI และ MSCI WORLD คือเมื่อปี 2020

 

อีกนัยหนึ่งของสถิติดังกล่าวเป็นการสะท้อนว่าตลาดหุ้นของประเทศในกลุ่มเกิดใหม่ที่นำโดย จีน, ไต้หวัน, อินเดีย, เกาหลีใต้ และบราซิล สามารถกลับมาให้ผลตอบแทนชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้อีกครั้ง

 

สำหรับปี 2025 ดัชนี MSCI EM ให้ผลตอบแทนราว 30% ณ วันที่ 24 ธันวาคม ขณะที่ MSCI ACWI และ MSCI WORLD ซึ่งมีหุ้นสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 65% และ 72% ตามลำดับ ให้ผลตอบแทนราว 20%

 

สำหรับตลาดหุ้นที่ร้อนแรงมากที่สุดในปีนี้คือเกาหลีใต้ ซึ่งดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นมากถึง 72% ช่วยให้ตลาดเกิดใหม่กำลังเตรียมปิดฉากปี 2025 อย่างสวยงาม และหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าโมเมนตัมนี้จะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

 

ขณะที่บางประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีผลงานที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เช่น Athens Composite ดัชนีหลักของกรีซ พุ่งขึ้นเกือบ 44% ตลอดทั้งปี และเตรียมได้รับการยกระดับสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้วในเดือนกันยายน 2026

 

อย่างไรก็ตาม การทะยานขึ้นของตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ไม่ได้มาจากความสำเร็จของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว ดัชนีหุ้นหลักของชิลี และสาธารณรัฐเช็ก ต่างปรับตัวขึ้นราว 50.8% ตั้งแต่ต้นปี ในขณะที่ดัชนี BET ของโรมาเนียก็บวกไปกว่า 42%

 

ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

สำนักข่าว CNBC ระบุว่า Varun Laijawalla ผู้จัดการพอร์ตลงทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ของบริษัทกล่าวว่า “หากจะสรุปปี 2025 ด้วยคำเดียว มันคือคำว่าการเปลี่ยนแปลง นี่คือปีแห่งการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับ”

 

การเปลี่ยนแปลงระดับแรกคือ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีการเก็งกำไรในทิศทางเดียว (One-way trade) นั่นคือตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งโดยหลักคือสหรัฐฯ แต่ปีนี้ทิศทางนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

Laijawalla ยังตั้งข้อสังเกตว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงในปีนี้ หลังจากแข็งค่ามาตลอด 15 ปี ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ปรับตัวลดลงราว 9% ตั้งแต่ต้นปี โดยจุดเริ่มมาจากการเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ที่เรียกว่าปรากฏการณ์ ‘Sell America trade’

 

ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามักกดดันเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติ เพราะทำให้หนี้สกุลเงินดอลลาร์มีต้นทุนสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นเงินท้องถิ่น และอาจลดทอนกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศที่สำคัญในปี 2025 โดย Laijawalla ยกตัวอย่าง จีน และ เกาหลีใต้ โดยจีนเกิดการผงาดของ DeepSeek ซึ่งเป็นผู้ท้าชิงในสมรภูมิ AI ของสหรัฐฯ และมีการหันกลับมาสนับสนุนภาคเอกชนอีกครั้งในปีนี้ ขณะที่เกาหลีใต้นั้น รัฐบาลชุดใหม่ได้ดำเนินการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กร (Corporate Governance) ที่จำเป็นอย่างมาก

 

“จาก 24 ตลาดที่เราลงทุนได้ เกาหลีใต้คือตลาดที่มีปัญหาธรรมาภิบาลอ่อนแอมาโดยตลอด ดังนั้นการจัดการปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาดนี้ได้ ย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่มาก” Laijawallaกล่าว

 

ปัจจัยหนุนสำคัญคือ Net Issuance หรือปริมาณหุ้นออกใหม่สุทธิ

 

Laijawalla ชี้ว่าปัจจัยหนุนที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของ Net Issuance หรือปริมาณการนำหุ้นเข้าและออกจากตลาดมหาชน

 

“ทำไมสินทรัพย์กลุ่มนี้ (ตลาดเกิดใหม่) ถึงทำผลงานแย่กว่าตลาดพัฒนาแล้ว? มีเหตุผลเดียวเท่านั้น คือ Net Issuance หรือสิ่งที่เราเรียกว่า การลดทอนมูลค่าหุ้น (Dilution)” เขากล่าว

 

“ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาในตลาดเกิดใหม่ แรงฉุดจาก Net Issuance นั้นมหาศาลมาก โดยเฉพาะคลื่นการทำ IPO ในจีน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หุ้นตลาดเกิดใหม่แพ้ตลาดสหรัฐฯ และตลาดพัฒนาแล้ว แต่ถ้าดูตัวเลข Net Issuance ของจีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มันกำลังลดลงอย่างฮวบฮาบ”

 

เขาเสริมว่า ในปี 2024 จีนมีการซื้อหุ้นคืน (Buybacks) จำนวนมาก และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดสรรเงินทุนขององค์กร รวมถึงการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น

 

“สิ่งที่ผมจะบอกคือ ปัจจัยลบ (Headwind) กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดจะกลายเป็นปัจจัยบวก (Tailwind) ผมคิดว่าตลาดไม่เข้าใจคอนเซปต์นี้เลย นี่คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง ผมคิดว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่ไม่เคยดูน่าดึงดูดขนาดนี้มาก่อนในรอบ 15 ปี”

 

ปี 2026 ตลาดเกิดใหม่จะชนะอีกครั้ง

 

Mislav Matejka หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นโลกและยุโรปของ JP Morgan กล่าวกับผู้สื่อข่าว CNBC ว่า ตลาดเกิดใหม่กำลังมุ่งหน้าสู่ปีที่สองของการทำผลงานได้ดีกว่าตลาดอื่น (Outperformance) ในปี 2026 หลังจากที่ตามหลังมาปีแล้วปีเล่า

 

“หลายปีที่ผ่านมา ฝั่งเรามองเหมือนเดิมตลอด คือ ซื้อตลาดพัฒนาแล้ว (Long DM) และ ขายตลาดเกิดใหม่ (Short EM) แต่ปีนี้เรากลับมุมมองโดยสิ้นเชิงต่อ EM และจีน ในมุมของหุ้น เราให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในพอร์ตระดับภูมิภาค เราเป็นผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี หรืออินเดีย แต่เราซื้อตลาดเกิดใหม่ในภาพรวมด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน” Matejka กล่าว

 

ปัจจัยขับเคลื่อนรวมถึง มูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ, การเคลื่อนไหวของค่าเงิน, และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

Matejka เสริมว่า ความเชื่อมั่นในปีนี้ยังมาจากผลงานที่ดีขึ้นของค่าเงินและตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ และเรากำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน “แต่เมื่อผมมองมูลค่าของ EM เทียบกับ DM และมองในแง่สัมบูรณ์ เรายังเห็นส่วนลดอยู่ที่ 30%, 40% หรือ 50% เมื่อดูจากการวางเงินทุนของนักลงทุนทั่วโลก”

 

นอกจากนี้ JP Morgan มองว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่หลายแห่งจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากกระแส AI บูมทั่วโลก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะและพลังงาน

 

ภาพ: Daniel Ceng/Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post หุ้นตลาดเกิดใหม่พุ่ง 30% กลับมาชนะหุ้นโลกที่นำโดยหุ้นสหรัฐฯ ในรอบ 5 ปี อะไรคือสิ่งที่รออยู่ในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน https://thestandard.co/keep-eye-emerging-markets-rising/ Mon, 22 Dec 2025 03:16:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1156702 จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน

ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กำลังถูกจับตามองอย่างมา […]

The post จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน

ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กำลังถูกจับตามองอย่างมากในฐานะหนึ่งในธีมการลงทุนเด่นรับปี 2026 หลังจากปี 2025 กลายเป็นปีที่เงินทุนไหลเข้าแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากเชื่อว่ากระแสเงินลงทุนรอบใหม่ในตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นหลายปี

 

ปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่หุ้นตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ ส่วนส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรตลาดเกิดใหม่กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แคบลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่กลยุทธ์ carry trade ซึ่งอาศัยการกู้เงินต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง ทำกำไรได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009

 

บรรยากาศเชิงบวกสะท้อนชัดในงานประชุมนักลงทุนของ Bank of America ที่ลอนดอน ซึ่งมีนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 300 รายโดยแทบไม่พบมุมมองเชิงลบต่อสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ของธนาคารถึงกับสรุปว่า “นักลงทุนสายหมีในตลาดเกิดใหม่แทบสูญพันธุ์ไปแล้ว”

 

เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้คือการปรับทิศทางเงินลงทุนระดับโลก ผู้จัดการพอร์ตเริ่มต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังพัฒนามีความคืบหน้าในการลดภาระหนี้และควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ในกลุ่มนี้ ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงตลาดเกิดใหม่จากผลตอบแทนที่ซบเซาและความกังวลเรื่องสงครามการค้า

 

นักลงทุนสถาบันมองปี 2025 เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญ จากเดิมที่คำถามคือ ตลาดเกิดใหม่ยังน่าลงทุนหรือไม่ กลายเป็นว่าคำถามนั้นแทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกแล้ว กระแสเชิงบวกยังได้รับแรงหนุนจากมุมมองของสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง JPMorgan Chase และ Morgan Stanley ที่ประเมินว่าตลาดเกิดใหม่จะได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ขยายตัวในวงกว้าง โดย JPMorgan คาดว่าเงินจะไหลเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่สูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีหน้า

 

แม้ราคาสินทรัพย์จะปรับขึ้นมามาก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการถือครองตลาดเกิดใหม่ในพอร์ตทั่วโลกยังต่ำกว่าศักยภาพ เงินไหลเข้าสู่ ETF หุ้นตลาดเกิดใหม่ในสหรัฐฯ ราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 และกองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่รับเงินกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทว่ายังเป็นเพียงการชดเชยเงินไหลออกสะสมกว่า 1.42 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า นั่นหมายความว่าสินทรัพย์กลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนต่ำในพอร์ตการลงทุนโลก

 

ขณะเดียวกัน น้ำหนักของตลาดเกิดใหม่ในดัชนีหุ้นและพันธบัตรโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนบทบาทที่กลับมามีความสำคัญมากขึ้น นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่านักลงทุนยังมีพื้นที่ในการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ได้อีกมาก

 

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงยังไม่หายไป โดยเฉพาะจีนที่ยังเผชิญภาวะเงินฝืด ซึ่งอาจส่งออกกำลังการผลิตส่วนเกินไปยังกำลังพัฒนาอื่นๆ และกดดันอุตสาหกรรมท้องถิ่น อีกปัจจัยสำคัญคือทิศทางค่าเงินดอลลาร์ การอ่อนค่าลงราว 8% ในปีนี้ช่วยหนุนสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่อย่างมาก แต่หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คาด ดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่าและสร้างแรงกดดันได้

 

ถึงกระนั้น หลายสถาบันยังมองบวก โดยเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ยังสูงพอจะดึงดูดเงินลงทุน แม้ในกรณีที่ดอลลาร์แข็งค่า ล่าสุดเพียงสัปดาห์เดียวก่อนกลางเดือนธันวาคม เงินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

 

นักวิเคราะห์มองว่า หากตลาดเกิดใหม่สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความผันผวนของดอลลาร์และนโยบายการเงินสหรัฐฯ นักลงทุนที่ยังลังเลอาจเริ่มเชื่อว่ากำลังเกิดการปรับโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่จริง และเมื่อถึงวันที่ทุกคนมั่นใจเต็มที่ โอกาสอาจไม่เปิดกว้างเหมือนในวันนี้อีกต่อไป

 

ภาพ: alexsl/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำพุ่งทุบสถิติครั้งประวัติศาสตร์ พลิกโฉมเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก https://thestandard.co/gold-price-hits-record-emerging-markets/ Mon, 20 Oct 2025 01:03:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1132593 ราคาทองคำพุ่งทุบสถิติครั้งประวัติศาสตร์ พลิกโฉมเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างผลตอบแทนมห […]

The post ราคาทองคำพุ่งทุบสถิติครั้งประวัติศาสตร์ พลิกโฉมเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำพุ่งทุบสถิติครั้งประวัติศาสตร์ พลิกโฉมเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับประเทศตลาดเกิดใหม่ ทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภคทองคำ พร้อมกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภูมิภาคเหล่านี้ให้กลับมาอีกครั้ง

 

ในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองทองคำที่ลึกที่สุดในโลก ตลาดหุ้นกำลังมุ่งหน้าสู่ปีที่ดีที่สุดในรอบ 20 ปี หุ้นของบริษัทเหมืองทองรายใหญ่ เช่น Sibanye Stillwater Ltd., AngloGold Ashanti Plc และ Gold Fields Ltd. ต่างพุ่งขึ้นจนมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในปีเดียว ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ก็ได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตของประเทศกานา ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองรายใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา เนื่องจากรายได้จากการส่งออกทองที่เติบโตต่อเนื่อง

 

ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งยังคงเป็นผู้ซื้อทองรายใหญ่ของโลก ทำให้สินทรัพย์ทองคำในคลังของรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ฐานะทางการคลังแข็งแกร่งขึ้น และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

 

สำหรับผู้จัดการกองทุนในตลาดเกิดใหม่ การพุ่งขึ้นของราคาทองคำครั้งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขามองบวกต่อการลงทุนในภูมิภาค โดยราคาทองที่สูงขึ้นส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตและผู้ถือทองมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างผลความมั่งคั่งให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

 

ในรายงานของ Goldman Sachs Group Inc. ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นักกลยุทธ์ของธนาคารระบุว่าศักยภาพของภาคเหมืองในแอฟริกาใต้ คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาคาดว่าหุ้นและพันธบัตรของประเทศนี้จะยังคงให้ผลตอบแทนโดดเด่นต่อไป

 

ดัชนีหุ้น FTSE/JSE Africa All Shares ของแอฟริกาใต้พุ่งขึ้นกว่า 30% ในปี 2025 ค่าเงินแรนด์แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีลดลงต่ำกว่า 9% เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี ปัจจัยสำคัญคืออัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางสามารถลดอัตราดอกเบี้ย กระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้มากขึ้น

 

สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการพลิกฟื้นครั้งใหญ่ของประเทศที่เคยเผชิญปัญหาการเมืองและวิกฤตพลังงานจนทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงมานานหลายปี

 

ในอีกฟากหนึ่งของทวีป ประเทศกานาก็ได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำเช่นกัน หลังจากประสบวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2022 จนต้องผิดนัดชำระหนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี John Mahama ได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเงินเซดี (cedi) แข็งค่าขึ้นกว่า 38% ในปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราการแข็งค่าที่สูงที่สุดในโลก

 

นักลงทุนยังจับตาประเทศอื่นๆ เช่น โปแลนด์ ตุรกี และคาซัคสถาน ซึ่งต่างก็เพิ่มปริมาณทองคำสำรองของตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Alexis de Mones ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ของ Ashmore Group Plc เตือนว่าถึงแม้ประเทศที่มีทองคำในทุนสำรองมากจะดูน่าลงทุนขึ้น แต่ก็ไม่ควรประเมินว่ามูลค่าทองที่เพิ่มขึ้นจะหมายถึงความแข็งแกร่งด้านเครดิตโดยอัตโนมัติ

 

เขาอธิบายว่า ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเกิดใหม่ในตอนนี้ไม่ใช่เพียงราคาทองที่สูงขึ้น แต่คือสภาพการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้นและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งช่วยเพิ่มแรงหนุนให้ตลาดเกิดใหม่เติบโตได้ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

 

Ning Sun นักกลยุทธ์อาวุโสด้านตลาดเกิดใหม่จาก State Street Markets ในบอสตัน เห็นด้วยกับมุมมองนี้ เธอกล่าวว่าปกติแล้วราคาทองคำที่พุ่งขึ้นมักสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนและการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง แต่ในรอบนี้กลับต่างออกไป เพราะการอ่อนค่าของดอลลาร์และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ทองกลายเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยดึงดูดเงินทุนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่

 

อ้างอิง:

The post ราคาทองคำพุ่งทุบสถิติครั้งประวัติศาสตร์ พลิกโฉมเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aberdeen ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ เหลือ 50% ชี้ 5 ปีข้างหน้า Active Fund และตลาดเกิดใหม่ จะเป็นผู้นำตลาด https://thestandard.co/aberdeen-cuts-us-equity-exposure-to-50-percent/ Mon, 19 May 2025 11:58:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1075977 Aberdeen

ท่ามกลางภูมิทัศน์การลงทุนโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายจากค […]

The post Aberdeen ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ เหลือ 50% ชี้ 5 ปีข้างหน้า Active Fund และตลาดเกิดใหม่ จะเป็นผู้นำตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aberdeen

ท่ามกลางภูมิทัศน์การลงทุนโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แบลร์ คูเปอร์, Investment Director, Developed Market Equities, Aberdeen กล่าวว่า กระแสเงินลงทุนที่เคยกระจุกอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจุบันเริ่มไหลออกไปยังตลาดอื่นๆ มากขึ้น เช่น ยุโรป หรือตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

 

สังเกตได้จากความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันที่ขอให้บริษัทกระจายการลงทุนออกไปนอกสหรัฐฯ มากขึ้น

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดดเด่นมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นความเสี่ยงเรื่องของ Stagflation เพิ่มขึ้น หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้อยังสูง และที่สำคัญคือน้ำหนักของหุ้นสหรัฐฯ ต่อตลาดหุ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากราว 40% มาเป็น 70% ในปัจจุบัน

 

 

 

โดยเฉพาะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากหุ้น Magnificent 7 ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, META, Tesla และ Nvidia ที่สัดส่วนมากถึง 20% ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

“มูลค่าของหุ้นสหรัฐฯ อย่างดัชนี S&P 500 มี P/E เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 25 เท่า ทำให้โอกาสที่นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับในอดีตเป็นไปได้ยากขึ้น” คูเปอร์กล่าว

 

คูเปอร์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเราปรับลดน้ำหนักของหุ้นสหรัฐฯ ลงเหลือประมาณ 50% ต่ำกว่า benchmark ประมาณ 16% คำถามสำคัญคือน้ำหนักที่ลดลงจากหุ้นสหรัฐฯ จะกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ใดแทนที่

 

ธีมหลักที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีหลังจากนี้คือหุ้นที่หรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ global dynamic dividend เน้นการเก็บเกี่ยวเงินปันผล มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ จะเป็นธีมที่ดีในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า

 

นอกจากการหาผลตอบแทนสม่ำเสมอ คือการมองหาหุ้นคุณภาพ (Quality) แทนที่จะเป็นหุ้นที่ราคาถูก (Value) จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น ส่วนหุ้นสหรัฐฯ จะเน้นไปที่หุ้นขนาดกลางและเล็กมากขึ้น ล้อไปกับนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นอกจากนี้คือการมองหาหุ้นที่สอดคล้องกับ 3 ธีมหลัก ได้แก่ การปฏิวัติพลังงาน (Energy Evolution), เทคโนโลยีใหม่ (Transformational Technology) รวมทั้งสุขภาพและโครงสร้างประชากร (Health Wealth & Demographics)

 

ในอีก 5 ปีข้างหน้า กองทุนที่บริหารเชิงรุก (Active Fund) อย่างแท้จริง และตลาดเกิดใหม่มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าการลงทุนในกองทุนอิงดัชนี (Passive Fund) และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เคยเป็นผู้นำมาอย่างยาวนาน

 

คูเปอร์มองว่า แม้ในตลาดจะมีกองทุน Active จำนวนมาก แต่หลายกองทุนก็มีนโยบายการลงทุนที่ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง อย่างไรก็ตาม กองทุนที่เป็น Active อย่างแท้จริง ที่ไม่ยึดติดกับดัชนีอ้างอิง และมุ่งเน้นค้นหาบริษัทที่ดีที่สุด จะมีโอกาสที่ยอดเยี่ยมในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า

 

แม้ผลการดำเนินงานในอดีตของหุ้นในตลาดเกิดใหม่อาจจะยังตามหลังหุ้นพัฒนาแล้ว (Developed Market) แต่เมื่อพิจารณาจากมูลค่าในปัจจุบัน ตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง โดยเฉพาะบางตลาด เช่น อินเดียที่ยังคงแข็งแกร่ง มีโอกาสที่ดีกว่าในการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

“เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่นักลงทุนจำนวนมากคุ้นเคยกับการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทำผลงานได้โดดเด่นกว่าตลาดอื่น แต่ผมคิดว่ากำลังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง สถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก หรือสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดคำถามถึงความสามารถที่แนวโน้มเดิมๆ จะยังคงดำเนินต่อไปได้” คูเปอร์กล่าว

 

หุ้นไทยยังมีโอกาสหากมองข้ามไป 5 ปีข้างหน้า

 

ดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย, Head of Equities – Thailand, Aberdeen กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1.5-2% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.7% จากผลของ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ และการท่องเที่ยวที่เติบโตช้ากว่าที่คาด 

 

ขณะที่ 3 เสาหลักของเศรษฐกิจไทยถูกกระทบพร้อมกัน ทั้งการส่งออกที่คิดเป็น 60% ของ GDP จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษี ซึ่งน่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนในครึ่งปีหลัง ขณะที่การท่องเที่ยวก็ชะลอตัว และการลงทุนต่างชาติที่บางส่วนอาจจะชะลอการตัดสินใจออกไป

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายการคลังและการเงินยังพอสนับสนุนเศรษฐกิจได้ และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะลดดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ไปเหลือ 1.5%

 

ส่วนกำไรของบริษัทจดทะเบียนตอนนี้ 90 บาทต่อหุ้น มีความเสี่ยงจะถูกปรับลดคาดการณ์ลงไปเหลือ 77-86 บาทต่อหุ้น ขึ้นอยู่กับระดับภาษีที่จะถูกเพิ่มขึ้นโดยสหรัฐฯ

 

หากประเมินในมุมบวก คือ ไทยถูกขึ้นภาษี 10% ตลาดหุ้นไทยน่าจะกลับไปซื้อขายที่ P/E 15 เท่า หากอิงจาก EPS ที่ 85 บาท จะเห็นดัชนีกลับไปที่ 1,300 จุด ในกรณีดีสุดคือ อาจเห็นดัชนีกลับไปซื้อขายที่ 16-17 เท่า ก็มีโอกาสจะเห็นดัชนี SET กลับไปที่ 1,400 จุด

 

ส่วนกรณีเลวร้ายคือ ไทยถูกขึ้นภาษี 36% มีความเสี่ยงที่หุ้นไทยจะลงไปซื้อขายที่ P/E 11 เท่า ทำให้ดัชนีมีความเสี่ยงจะลดลงไปได้ถึง 900-1,000 จุด

 

อย่างไรก็ตาม หากมองไปอีก 5 ปีข้างหน้า หุ้นไทยอยู่ในจุดที่ซื้อสะสมได้ เนื่องจากความเสี่ยงที่สะท้อนไปในราคาค่อนข้างมากแล้ว โดยเน้นเลือกหุ้นคุณภาพสูง งบดุลแข็งแกร่ง จ่ายปันผลต่อเนื่อง และมีนโยบายซื้อหุ้นคืน เช่น กลุ่มธนาคาร โรงไฟฟ้า สื่อสาร และเฮลท์แคร์

ภาพ: Michael M. Santiago / Getty Images

The post Aberdeen ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ เหลือ 50% ชี้ 5 ปีข้างหน้า Active Fund และตลาดเกิดใหม่ จะเป็นผู้นำตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเนื้อหอม ติดอันดับ 10 ใน ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจ แต่ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตคนเก่งสู้ประเทศอื่น https://thestandard.co/thailand-top-10-emerging-markets/ Thu, 10 Apr 2025 09:16:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1062955

จากการสำรวจของ Kearney บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ประจำปี […]

The post ไทยเนื้อหอม ติดอันดับ 10 ใน ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจ แต่ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตคนเก่งสู้ประเทศอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการสำรวจของ Kearney บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ประจำปี 2568 สะท้อนมุมมองนักลงทุนระดับโลก เผยไทยติดอันดับ 10 ในกลุ่ม ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจและให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด

 

ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยหลัก เริ่มตั้งแต่ ศักยภาพของแรงงานไทย 34% รองลงมาคือ ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ในสัดส่วน 24% เท่าๆ กัน

 

 

ที่สำคัญนักลงทุนยังชื่นชมบทบาทเชิงรุกของไทยในการส่งเสริมการลงทุนแต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพัฒนานวัตกรรม และบุคลากรที่มีทักษะสูง เพื่อแข่งขันกับ ประเทศอื่น

 

ชาญชัย ถนัดค้าตระกูล กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Kearney ‎กล่าวว่า ประเทศไทยได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมการลงทุนและลดอุปสรรคในการดำเนินงานของนักลงทุนต่างชาติ

 

ถึงกระนั้นในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงการดึงดูดเงินลงทุน FDI จากหลายตลาด ทำให้ประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะ และสร้าง มาตรการดึงดูดการลงทุนที่ตรงจุดสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

พร้อมย้ำถึงมาตรการภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

 

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรมรวมถึง ยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันก็ล้วนต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านต้นทุนและข้อบังคับต่างๆ ที่มีความท้าทายอยู่แล้ว

 

“ถึงแม้ไทยจะเผชิญความท้าทายต่างๆแต่ยังคงรักษาจุดแข็งที่สามารถดึง นักลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ทั้งในด้านบุคลากรที่มีศักยภาพ ความสะดวก ในการ ประกอบธุรกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยนโยบายเชิงรุกและมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมประเทศไทยจะสามารถปลดล็อกศักยภาพในการสร้างคุณค่าระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ผันผวนได้” ชาญชัยย้ำ

 

เมื่อข้ามไปดูทางฝั่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยมี 8 ประเทศ ติดอันดับ Top 25 ของโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น อันดับ 4, จีน รวมฮ่องกง อันดับ 6, ออสเตรเลีย อันดับ 10, เกาหลีใต้ อันดับ 14, สิงคโปร์ อันดับ 15, นิวซีแลนด์ อันดับ 16, ไต้หวัน อันดับ 23 และอินเดีย อันดับ 24

 

สำหรับการสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกว่า 82% ในภูมิภาคนี้มีแผนเพิ่มการลงทุนในช่วง 3 ปีข้างหน้าและอีก 50% มองบวกเศรษฐกิจมากขึ้นถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

แต่ยังกังวลเรื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นประกอบกับความท้าทายด้านกฎระเบียบและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ที่ได้เพิ่มความจำเป็นเร่งด่วนในการวางแผนรับมือต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต และยานยนต์

 

สุดท้ายแล้วผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Kearney ได้สะท้อน มุมมองของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่เศรษฐกิจและการเมืองโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญ

 

แม้จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลังการเก็บข้อมูลช่วงต้นปี แต่ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่านักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎระเบียบ ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ และศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศต่างๆ และมองว่าในปีนี้ตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

The post ไทยเนื้อหอม ติดอันดับ 10 ใน ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจ แต่ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตคนเก่งสู้ประเทศอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข่าวดี! เงินทุนไหลกลับตลาดเกิดใหม่ แต่ข่าวร้ายคือหุ้นไทยอาจกำลัง ‘หลุดเรดาร์’ https://thestandard.co/emerging-markets-capital-flow-thai-stocks/ Wed, 23 Oct 2024 09:29:06 +0000 https://thestandard.co/?p=999321 ตลาดหุ้นเกิดใหม่

เงินทุนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศอีกครั้ง และตลาดหุ้นเกิดให […]

The post ข่าวดี! เงินทุนไหลกลับตลาดเกิดใหม่ แต่ข่าวร้ายคือหุ้นไทยอาจกำลัง ‘หลุดเรดาร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเกิดใหม่

เงินทุนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศอีกครั้ง และตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนหุ้นไทยที่อยู่ในกลุ่ม EM หากดูผิวเผินแล้วเหมือนจะได้อานิสงส์ไปพร้อมกัน แต่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมากลับเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนอะไร?

 

ช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) ปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (Developed Market) ต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2020 

 

ตลาดหุ้น EM vs. DM 

 

โดยตลาด EM ปรับตัวขึ้น 8.7% เทียบกับ DM ที่ปรับตัวขึ้น 6.4% ในไตรมาสล่าสุด ด้วยปัจจัยหนุนสำคัญคือ การเริ่มต้นลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน 

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา หลังจากที่ Fed เริ่มต้นลดดอกเบี้ยครั้งแรกของวัฏจักรขาลง ซึ่งเคยเกิดขึ้น 3 ครั้ง คือในปี 2001, 2007 และ 2019 

 

“ทุกครั้งที่มีการลดดอกเบี้ยครั้งแรกของวัฏจักร ตลาดหุ้นเกิดใหม่จะปรับตัวได้ดีกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้วค่อนข้างเห็นได้ชัด คือตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะแกว่งออกข้างหรือซึมลง” 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญคือค่าเงินดอลลาร์ที่มักจะเริ่มอ่อนค่าตั้งแต่ก่อนการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นจริง และหลังการลดดอกเบี้ยค่าเงินดอลลาร์มักจะอ่อนค่าต่ออีก 1-2 เดือน และในอดีต Fed มักจะลดดอกเบี้ยหลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มอ่อนแอลงแล้ว 

 

หุ้นจีนแรงหนุนสำคัญของ EM ในปัจจุบัน

 

ตลาดเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนพุ่งขึ้นประมาณ 20% ร้อนแรงที่สุดในโลก หลังจากรัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่ 

 

Charles de Quinsonas ผู้จัดการกองทุนของ M&G Investments กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระแสเงินลงทุนที่ไหลไปยังตลาดเกิดใหม่ย่ำแย่มาโดยตลอด ก่อนที่จะเริ่มเห็นสัญญาณบวกอีกครั้ง 

 

ขณะที่ EPFR ระบุว่า เพียงแค่สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม มีเงินไหลเข้าหุ้นจีนเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ 

 

นอกจากตลาดหุ้นจีนที่มีเงินทุนหลั่งไหลเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นอื่นๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงของฟันด์โฟลวในช่วงตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

ญี่ปุ่น +1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ 

ไต้หวัน +1.7 พันล้านดอลลาร์ 

ฟิลิปปินส์ +80 ล้านดอลลาร์

เวียดนาม -80 ล้านดอลลาร์ 

อินโดนีเซีย -300 ล้านดอลลาร์

ไทย -570 ล้านดอลลาร์ 

เกาหลีใต้ -1.7 พันล้านดอลลาร์ 

อินเดีย -9.1 พันล้านดอลลาร์ 

 

บริบทของหุ้นไทย

 

แม้หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นมาราว 200 จุดภายใน 2 เดือน แต่ในช่วงเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเกือบ 2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในช่วง 17 วันทำการล่าสุด ที่ต่างชาติขายสุทธิไปถึง 16 วันทำการ 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า ในบริบทปัจจุบันสำหรับหุ้นไทย ต่างชาติขายสุทธิสวนทางนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งเป็นผลจาก 2 ประเด็นหลัก 

 

ประเด็นแรกคือ การโยกย้ายเงินภายในกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะการย้ายเงินเข้าสู่หุ้นจีนที่มีปัจจัยหนุนค่อนข้างมาก 

 

อีกประเด็นคือ พื้นฐานของหุ้นไทยที่ยังไม่เปลี่ยนไปนัก โดยจะเห็นว่ากำไรของหุ้นไทยยังไม่ได้ถูกปรับขึ้น และมีแนวโน้มจะลดลงเทียบกับปีก่อน ขณะที่ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อของกองทุนวายุภักษ์ และถ้าดูตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนกำไรของหุ้นไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็อยู่ในขอบล่างของเอเชีย ต่างจากตลาดหุ้นไต้หวัน, อินเดีย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

 

“เมื่อต่างชาติเห็นว่ากำไรไม่ได้ปรับขึ้น แต่ราคาวิ่งขึ้นมากกว่า จึงใช้จังหวะนี้ในการรินขายออกมา และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือการ Reverse Dollar Carry Trade หลังจากที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นมาต่อเนื่องจนแตะระดับ 4.2%” 

 

เมื่อวายุภักษ์หมดแรง หุ้นไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ณัฐชาตเชื่อว่าหุ้นไทยจะยังไม่ปรับฐานไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะหลังจากแรงซื้อของกองทุนวายุภักษ์หมดลงน่าจะมีเม็ดเงินจากกองทุน ThaiESG เข้ามาหนุนอีกราว 2 หมื่นล้านบาท 

 

แต่ในช่วงต้นปีหน้าเมื่อแรงซื้อหมดไป ขณะเดียวกันอาจเริ่มมีแรงขายจากในประเทศออกมา คือกองทุน LTF ที่ขายในปี 2562 และจะครบกำหนดไถ่ถอน หากไปถึงช่วงนั้นแล้วต่างชาติยังคงขายหุ้นไทยก็อาจทำให้ดัชนีปรับฐานได้ไม่ยาก 

 

ด้าน สรพล วีระเมธีกุล หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย มองว่า หุ้นไทยในเดือนพฤศจิกายนมีโอกาสจะปรับฐานลงไปสู่ระดับ 1,444 จุด หลังจากวิ่งขึ้นมากว่า 200 จุด 

 

ปัจจัยกดดันหลักคือบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่มีโอกาสจะปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ในระยะสั้น 

 

“แต่หุ้นไทยจะยังไม่ได้จบรอบขาขึ้น และในระยะกลางยังมีโอกาสจะวิ่งขึ้นไปสู่ระดับ 1,600 จุด” 

 

ส่วนแรงขายของต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา มองว่าเป็นจังหวะของการรอพิจารณาผลกระทบจากปัจจัยกดดันหลายเรื่อง เช่น การแข็งค่าของเงินบาทที่อาจกระทบต่อ GDP รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่น้อยกว่าคาด และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ

 

เลือกตั้งสหรัฐฯ กำหนดทิศฟันด์โฟลว

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางฟันด์โฟลวหลังจากนี้คือผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง มีโอกาสที่เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นต่อ และเงินทุนอาจไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียอีกระลอก เนื่องจากนโยบายที่จะขึ้นภาษีการค้ากับหลายประเทศโดยเฉพาะจีน

 

กลับกันหาก คามาลา แฮร์ริส ชนะการเลือกตั้ง อาจเห็นเงินทุนไหลกลับมายังเอเชียมากขึ้น 

 

“ช่วง 2 สัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นจะค่อนข้างผันผวน และมีอัปไซด์จำกัด หลังจากปีนี้นักลงทุนส่วนใหญ่มีกำไร และคงไม่อยากจะเดิมพันกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ มากนัก ทำให้เราเห็นเงินทุนไหลกลับไปถือดอลลาร์มากขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมเงินดอลลาร์แข็งค่าทั้งๆ ที่ Fed เพิ่งลดดอกเบี้ย” 

 

ส่วนแรงขายหุ้นไทยของต่างชาติส่วนหนึ่งเป็นการขายหลังจากการเก็งกำไรก่อนหน้าที่กองทุนวายุภักษ์จะเข้ามาซื้อ แต่ส่วนนี้อาจไม่มากนัก และอีกส่วนหนึ่งคือการลดความเสี่ยงก่อนเข้าใกล้การเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

 

 

The post ข่าวดี! เงินทุนไหลกลับตลาดเกิดใหม่ แต่ข่าวร้ายคือหุ้นไทยอาจกำลัง ‘หลุดเรดาร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาทองคำโลกคาด สิงคโปร์จะกลายเป็นศูนย์กลางทองคำ หลังความต้องการทองในตลาดเกิดใหม่เอเชียพุ่ง https://thestandard.co/a-gold-center-in-asia/ Thu, 13 Jun 2024 02:23:45 +0000 https://thestandard.co/?p=944596

สภาทองคำโลก หรือ World Gold Council เปิดเผยรายงานสถานกา […]

The post สภาทองคำโลกคาด สิงคโปร์จะกลายเป็นศูนย์กลางทองคำ หลังความต้องการทองในตลาดเกิดใหม่เอเชียพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สภาทองคำโลก หรือ World Gold Council เปิดเผยรายงานสถานการณ์ทองคำโลกล่าสุด พบว่า นอกจากปริมาณความต้องการทองคำทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นแล้ว การที่ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในภูมิภาคเอเชียมีความต้องการทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก กำลังดันให้สิงคโปร์มีแนวโน้มที่จะกลายเป็น Hub หรือศูนย์กลางตลาดทองคำโลกแห่งใหม่ ท่ามกลางแนวโน้มความต้องการทองคำที่เคลื่อนตัวมายังซีกโลกตะวันออกมากขึ้น

 

Shaokai Fan หัวหน้าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของสภาทองคำโลก ระบุว่า นอกจากความต้องการทองคำในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียที่เพิ่มขึ้นแล้ว อีกปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางซื้อขายทองคำยังมาจากความใกล้ชิดของสิงคโปร์กับธนาคารกลางประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนี้ธนาคารกลางเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีการเร่งซื้อทองคำ เนื่องจากต้องการเพิ่มปริมาณสำรองทองคำ

 

Fan กล่าวในระหว่างการประชุม Asia Pacific Precious Metals Conference ซึ่งจัดขึ้นที่สิงคโปร์ว่า ศูนย์กลางของตลาดทองคำได้เคลื่อนตัวไปทางตะวันออก โดยที่สิงคโปร์ได้รับตำแหน่งโดยบังเอิญให้เป็นจุดศูนย์กลางที่มีศักยภาพของความสมดุลใหม่นี้

 

ปัจจุบันจีนยังคงเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก และธนาคารกลางของจีนยังเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุด ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการทองคำออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 ความต้องการเครื่องประดับทองของญี่ปุ่นเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 สอดคล้องกับเกาหลีใต้มียอดซื้อทองคำรายไตรมาสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 2 ปี

 

นอกจากนี้สิงคโปร์ยังอยู่ใกล้กับศูนย์จัดหาเหมืองแร่ทองคำประมาณ 25% ของโลก เช่น จีน ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี และ สปป.ลาว

 

ความจำเป็นในการหาแหล่งสำรองทองคำอย่างเป็นทางการ กลายเป็นข้อกังวลที่เพิ่มขึ้นสำหรับนายธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ซึ่ง Fan ประเมินว่า สิงคโปร์อาจกลายเป็น ‘ทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างแท้จริง’ สำหรับลอนดอนและนิวยอร์ก ในฐานะศูนย์กลางการเก็บทองของธนาคารกลาง

 

Fan จากสภาทองคำโลกสรุปว่า สิงคโปร์มีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำตลาดทองคำในอนาคต โดยมีปัจจัยเสริมอย่างความมุ่งมั่นของประเทศต่อเสถียรภาพทางการเมือง และการยกเลิกภาษีการขายทองคำเพื่อการลงทุน ทำให้สิงคโปร์มีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญต่อตลาดทองคำ

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2012 รัฐบาลสิงคโปร์ได้ยกเว้นภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax: GST) หรือที่เรียกว่าภาษีการขาย 

 

อ้างอิง:

The post สภาทองคำโลกคาด สิงคโปร์จะกลายเป็นศูนย์กลางทองคำ หลังความต้องการทองในตลาดเกิดใหม่เอเชียพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘BRICS’ คืออะไร หลังรัฐบาลไทยเห็นชอบยื่นสมัครเป็นสมาชิก https://thestandard.co/what-is-brics/ Wed, 29 May 2024 15:01:26 +0000 https://thestandard.co/?p=939046 BRICS

BRICS เป็นการรวมกลุ่มกันของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ โ […]

The post รู้จัก ‘BRICS’ คืออะไร หลังรัฐบาลไทยเห็นชอบยื่นสมัครเป็นสมาชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BRICS

BRICS เป็นการรวมกลุ่มกันของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ โดยตัวย่อ BRICS มาจาก ‘อักษรตัวแรก’ ของประเทศสมาชิกเดิม 5 ประเทศ ได้แก่ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ ก่อนที่จะเพิ่มสมาชิกใหม่อีก 5 ประเทศเมื่อช่วงต้นปี 2024 ทำให้ขณะนี้ BRICS มีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ

 

ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้เคยเผยว่า มีมากกว่า 20 ประเทศที่แสดงความประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม BRICS ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ แอลจีเรีย โบลิเวีย รวมถึงไทย ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างหนังสือแสดงความประสงค์ของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ไทยเริ่มผลักดันกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS อย่างจริงจังในปี 2023 และขณะนี้อยู่ระหว่างการรอพิจารณา โดยมุ่งหวังจะเป็นสมาชิก BRICS ประเทศแรกในอาเซียน

 

การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายมิติ เช่น ยกระดับบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพิ่มบทบาทไทยในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ไทยได้ร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่

 

หมายเหตุ: ในอินโฟ (X) = จำนวนประเทศนับตั้งแต่วันลงนามความร่วมมือ ที่ใช้คำนวณ GDP รวมจากข้อมูล IMF

 

อัปเดตและเผยแพร่ล่าสุด: 30 พฤษภาคม 2024

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘BRICS’ คืออะไร หลังรัฐบาลไทยเห็นชอบยื่นสมัครเป็นสมาชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาจถึงเวลาที่ Apple ต้องทำ iPhone ราคา 9,250 บาทขายในตลาดเกิดใหม่ เพื่อฝ่ามรสุมยอดขายร่วง https://thestandard.co/it-might-be-time-for-apple-to-make-a-cheaper-iphone/ Mon, 22 Apr 2024 08:18:35 +0000 https://thestandard.co/?p=925369

Apple กำลังเจอมรสุมทั้งการตรวจสอบเข้มงวดจากหน่วยงานกำกั […]

The post อาจถึงเวลาที่ Apple ต้องทำ iPhone ราคา 9,250 บาทขายในตลาดเกิดใหม่ เพื่อฝ่ามรสุมยอดขายร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Apple กำลังเจอมรสุมทั้งการตรวจสอบเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ การตามหลังผู้นำด้าน AI และความยากลำบากในการหาผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ๆ หลังโครงการผลิตรถยนต์ถูกยกเลิกไป แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ การที่สองธุรกิจหลักที่เคยเติบโตดีกำลังมีปัญหา นั่นคือ iPhone และตลาดจีน

 

ยอดขาย iPhone กำลังลดลง

 

หลังกลับมาฟื้นตัวช่วงสั้นๆ ในช่วงเทศกาล คาดว่ายอดขาย iPhone จะลดลงอีกครั้งเมื่อ Apple ประกาศผลประกอบการล่าสุด ซึ่งจะฉุดยอดขายให้ลดลงประมาณ 5% ตามการคาดการณ์ของ Wall Street ซึ่งเป็นการลดลงครั้งที่ 5 ในช่วง 6 ไตรมาสที่ผ่านมา โดย IDC มองว่ายอดขาย iPhone จะลดลงถึง 10% ในไตรมาสแรก ทั้งๆ ที่ตลาดรวมคาดว่าจะเติบโต 8%

 

ปัญหายอดขาย iPhone ที่ไม่ดีในจีนยังมาจากเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น กระแสการสนับสนุนแบรนด์จีน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐบาล ทำให้ลูกค้าชาวจีนนิยมสินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่า ในช่วงเทศกาลยอดขายของ Apple ในจีนลดลง 13% ซึ่งเป็นยอดลดที่สูงที่สุดใน 4 ปี นักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขจะลดลงอีกครั้งในไตรมาสล่าสุดที่จะมีการรายงานในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้

 

แต่ข่าวดียังมีอยู่บ้างคือ ผู้ใช้ iPhone ชาวจีนส่วนใหญ่ยังไม่เลิกใช้ Apple แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่การดึงดูดกลุ่มคนใหม่ๆ ให้มาอยู่ในระบบ Ecosystem ของ Apple และทำให้ผู้ใช้เดิมอัปเกรดเครื่องเร็วขึ้น

 

คนอัปเกรดช้าลง และเหตุผลที่ Apple ควรต้องเปลี่ยน

 

คนอัปเกรด iPhone ช้าลงมีหลายเหตุผล ทั้งการยกเลิกการอุดหนุนจากค่ายสัญญาณมือถือ ราคาที่แพงขึ้น เศรษฐกิจไม่ดี และโลกกำลังฟื้นตัวจากโควิด แต่สาเหตุหนึ่งก็คือ Apple เองให้เหตุผลที่น่าสนใจในการอัปเกรดน้อยเกินไป

 

ต้องยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของ Apple แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ iPhone 12 ที่ออกในปี 2020 และก่อนหน้านั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2017 ยุคการปรับโฉม iPhone ทุก 2-3 ปีน่าจะผ่านไปแล้ว

 

เพื่อเป็นการชดเชย Apple มุ่งไปทางการขายบริการและอุปกรณ์เสริมแทน ถึงแม้ผู้ใช้จะไม่ยอมอัปเกรดมือถือทุกปีหรือ 2 ปี แต่ก็ยังยอมควักเงินค่าบริการ แอปพลิเคชัน และ AirPods หรือแม้แต่อาจจะซื้อ Apple Watch ด้วย ซึ่งทำให้ Apple สามารถหากำไรได้เพิ่มขึ้น

 

กระนั้น มาร์ก เกอร์แมน จาก Bloomberg ก็มองว่า กลยุทธ์นี้ก็ดูจะถึงจุดพีคแล้ว หลังยอดขายเริ่มไม่โต และถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว

 

Apple จะทำอะไรได้บ้าง

 

วิธีที่เห็นได้ชัดคือ การสร้างผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ๆ แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรในเร็ววันนี้ แถมก่อนหน้านี้ Apple ก็เคยทุ่มเงินหมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท) และเวลาอีก 10 ปีในการพัฒนารถยนต์ที่ไม่มีวันจะออกมาให้เราเห็น (เพราะยกเลิกไปแล้ว)

 

หรือใช้เงินอีกหลายพันล้านไปกับการพัฒนาแว่น Vision Pro มูลค่า 3,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.29 แสนบาท) ที่น่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำเงินได้อย่างจริงจัง จนกว่า Apple จะออกรุ่นเบาๆ ราคาไม่แรงเกินไป แว่นก็อาจเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มไปเสียก่อน

 

แต่ถึงจะไม่มีสินค้าใหม่ มาร์ก เกอร์แมน ก็มองว่ายังมีหนทางฟื้นการเติบโตได้นั่นคือ การออก iPhone รุ่นที่ถูกกว่าและกลับมาบุกตลาดเกิดใหม่

 

นับตั้งแต่มีการวางขาย iPhone รุ่นแรก ก็มีเสียงเรียกร้องให้มีรุ่นที่ถูกกว่าอยู่ตลอด แต่ Apple ไม่เคยจริงจังนัก ความพยายามแรกคือ การลดราคาเครื่องเก่า 1 ปีลง 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,700 บาท) ก่อนเปิดตัวรุ่นใหม่ แล้ว Apple ก็ออก iPhone 5c ในปี 2013 ที่ใช้ตัวเครื่องของรุ่นเดียวกัน แต่เปลี่ยนวัสดุเป็นพลาสติก และลดราคา 100 ดอลลาร์เช่นกัน

 

Apple กลับมาอีกครั้งในปี 2016 ด้วย iPhone SE ที่ราคาดีขึ้นเป็น 399 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,700 บาท) ถูกกว่ารุ่นท็อปหลายร้อยดอลลาร์ แต่ความโบราณของดีไซน์ทำให้ไม่ดึงดูดใจ ในปัจจุบัน SE มีราคาประมาณ 429 ดอลลาร์ (ประมาณ 15,800 บาท) ไม่ถือว่าถูกมากหากพิจารณาจากฟีเจอร์ที่ขาดหายไป

 

คาดว่าปีหน้ามีแผนจะอัปเกรด SE ให้เป็นดีไซน์จอเต็มพื้นที่ ดูทันสมัยขึ้น แต่คาดว่าราคาจะสูงกว่า 400 ดอลลาร์อยู่ดี

 

ทางออกที่น่าสนใจ: ผลิต iPhone ราคาประมาณ 250 ดอลลาร์ และขายเฉพาะในตลาดเกิดใหม่

 

หาก Apple ต้องการจับตลาดเกิดใหม่ให้ได้จริงจัง ควรทำ iPhone ในระดับราคา 250 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,250 บาท) แน่นอนว่าคงไม่ใช่สไตล์ที่ สตีฟ จ็อบส์ ทำ แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่ Apple ต้องการในเวลานี้

 

Apple สามารถลดต้นทุนโดยใช้จอ LCD แบบเต็มพื้นที่แทน OLED ที่แพงกว่า หรือลดจำนวนกล้อง ใช้ชิปที่เก่าหน่อยแต่ยังทำงานได้ และอาจจะต้องใช้ตัวเครื่องแบบพลาสติก (แต่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์สวยงามของ Apple) นอกจากนั้นก็อาจจะจำกัดการขายมือถือรุ่นนี้เฉพาะในตลาดเกิดใหม่เท่านั้น

 

นี่ถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ เพราะ Apple จะต้องละทิ้งแนวคิดรักษาอัตรากำไรและเน้นไปที่ตัวเลขรายได้กับส่วนแบ่งตลาดแทน การกระทำนี้อาจช่วยสร้างแบรนด์ Apple ในโลกกำลังพัฒนา และดึงคนให้มาใช้สินค้าราคาแพงในภายหลัง พร้อมๆ กับทำให้คนเหล่านี้ติดใจบริการและแอปของ Apple

 

Apple พยายามเลี่ยงการทำ iPhone ราคาถูก เพราะกลัวจะทำให้ภาพลักษณ์สินค้าพรีเมียมของตัวเองเจือจางไป แต่เมื่อตลาดเปลี่ยนไป ตลาดคู่แข่งเติบโต ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับก็สูงขึ้น Apple เองก็เริ่มมีการปรับตัวเล็กน้อยด้วยการขาย MacBook Air M1 ราคา 699 ดอลลาร์ (ประมาณ 25,800 บาท) ผ่าน Walmart แทนช่องทางขายของตัวเอง

 

โลกใบนี้ยังมีคนอีกหลายพันล้านคนที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ Apple และนั่นอาจไม่เปลี่ยนแปลงหากยังไม่มีรุ่นราคาเข้าถึงได้ง่าย อินเดียถือเป็นโอกาสใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ซึ่ง Apple ก็ได้ลงมือขยับตัวแล้ว

 

อินเดียมีเครือข่ายมือถือขยายอย่างต่อเนื่อง ชนชั้นกลางกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีคนซื้อมือถือใหม่มากขึ้นทุกปี Apple ได้เปิดร้าน 2 แห่ง และมีแผนที่จะเปิดอีก 3 แห่งในอินเดีย ไม่เพียงเท่านั้นอินเดียยังกำลังจะเป็นศูนย์กลางการผลิตอีกด้วย Apple กำลังขยายโรงงานผลิต iPhone และมีแผนขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มขึ้น

 

และยังมีประเทศใกล้เคียงกับอินเดียที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย โดย Apple มีร้านค้าในไทย 2 แห่ง และกำลังจะเปิดร้านแรกในมาเลเซีย ปีที่แล้วบริษัทเปิดร้านค้าแบบออนไลน์ในเวียดนาม ซึ่งมักเป็นสัญญาณให้เห็นว่า Apple กำลังเตรียมตัวบุกตลาดใหม่ๆ อยู่ นอกจากนี้ประเทศเหล่านี้ก็กำลังกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ

 

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ ทิม คุก ซีอีโอของ Apple เดินทางไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย และให้คำสัญญาว่าจะลงทุนในพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนี่ตามหลังการเดินทางไปจีนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

 

และยังมีโอกาสอีกมากนอกเหนือจากเอเชีย ทั้งบางส่วนของยุโรปตะวันออกและลาตินอเมริกา Apple อาจจะบุกไปถึงแอฟริกา ที่ถึงแม้จะยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ Apple ก็ศึกษาตลาดนี้อยู่เช่นกัน

 

นั่นไม่ได้หมายความว่า Apple จะตัดประเทศจีนออก ซึ่งยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของตน แต่บริษัทจำเป็นต้องพึ่งพาแดนมังกรให้น้อยลง และการพัฒนา iPhone ราคาถูกก็สามารถช่วยได้

 

อ้างอิง:

The post อาจถึงเวลาที่ Apple ต้องทำ iPhone ราคา 9,250 บาทขายในตลาดเกิดใหม่ เพื่อฝ่ามรสุมยอดขายร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สกุลเงินตลาดเกิดใหม่เอเชีย ‘อ่อนค่า’ กลับมาอีกรอบ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-19042024-3/ Fri, 19 Apr 2024 06:00:08 +0000 https://thestandard.co/?p=924473

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์สหรั […]

The post ชมคลิป: สกุลเงินตลาดเกิดใหม่เอเชีย ‘อ่อนค่า’ กลับมาอีกรอบ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ส่งสัญญาณว่าอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานกว่าที่คาดไว้ และสถานการณ์ความขัดแย้งที่ร้อนระอุในตะวันออกกลาง สกุลเงินตลาดเกิดใหม่เอเชีย (Asia EM) ต่างๆ แห่อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: สกุลเงินตลาดเกิดใหม่เอเชีย ‘อ่อนค่า’ กลับมาอีกรอบ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD รุกตลาดเกิดใหม่ เลี่ยงความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ-ยุโรป หวังชิงส่วนแบ่งจาก Tesla https://thestandard.co/byd-emerging-markets-tesla/ Tue, 19 Mar 2024 08:18:49 +0000 https://thestandard.co/?p=912867

BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกำลังเร่งขยายตลาดนอกประเทศอย่า […]

The post BYD รุกตลาดเกิดใหม่ เลี่ยงความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ-ยุโรป หวังชิงส่วนแบ่งจาก Tesla appeared first on THE STANDARD.

]]>

BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกำลังเร่งขยายตลาดนอกประเทศอย่างหนัก ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้ากับสหรัฐฯ ในสงครามแย่งชิงความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก

 

BYD ประสบความสำเร็จในการทดลองตลาดหลากหลายประเทศและมียอดขายเติบโตอย่างรวดเร็วหลังเข้าตลาดใหม่เพียง 1 ปีเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจีนไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป BYD จึงวางแผนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่า โดยปัจจุบัน BYD มีโรงงานในไทย บราซิล อินโดนีเซีย ฮังการี และอุซเบกิสถานแล้ว

 

BYD เน้นบุกเบิกตลาดประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยลดการผลักดันเชิงนโยบายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ นอกจากนี้ BYD ยังมีรถยนต์หลากหลายรูปแบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ซึ่งเหมาะกับตลาดเกิดใหม่ที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายังตามหลัง ขณะที่ Tesla มีแต่รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมเท่านั้น

 

ตัวอย่างความสำเร็จของกลยุทธ์นี้เห็นได้ชัดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน BYD มียอดขายแซงหน้า Toyota ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง แม้จะเพิ่งเข้าทำตลาดได้เพียงปีเดียว โดยโรงงาน BYD ในประเทศไทยจะเริ่มผลิตได้ภายในปีนี้และจะกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

สถิติระบุว่าปีที่แล้ว BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าไปรวม 70,000 คันในอาเซียน ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 35% ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง VinFast และ Tesla โดยคาดว่าอาเซียนจะยังคงเป็นตลาดต่างประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดของ BYD ในระยะสั้นระหว่างที่บริษัทกำลังพยายามเพิ่มยอดส่งออกเป็นเท่าตัว นอกจากนี้ BYD ยังมีแผนลงทุนสร้างโรงงานในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อรองรับการเติบโตในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม BYD และค่ายรถจีนอื่นๆ ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝั่งยุโรปที่ไม่ต้องการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับแบรนด์รถยนต์จีน

 

แม้ว่าจีนยังคงเป็นตลาดหลักของ BYD แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของ BYD รวมถึงค่ายรถยนต์จีนอื่นๆ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มไม่สบายใจ ส่งผลให้มีเสียงเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยับยั้งการนำเข้ารถยนต์จากจีนมากขึ้น

 

อ้างอิง:

The post BYD รุกตลาดเกิดใหม่ เลี่ยงความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ-ยุโรป หวังชิงส่วนแบ่งจาก Tesla appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนเตือนรัฐบาลทั่วโลกระวังการก่อหนี้เพิ่ม โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้พุ่งแตะ 68.2% ต่อ GDP https://thestandard.co/investors-warn-governments-around-the-world/ Wed, 10 Jan 2024 11:03:00 +0000 https://thestandard.co/?p=886158

นักลงทุนส่งเสียงเตือนรัฐบาลทั่วโลกถึงระดับหนี้สาธารณะที […]

The post นักลงทุนเตือนรัฐบาลทั่วโลกระวังการก่อหนี้เพิ่ม โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้พุ่งแตะ 68.2% ต่อ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักลงทุนส่งเสียงเตือนรัฐบาลทั่วโลกถึงระดับหนี้สาธารณะที่ไร้การควบคุม เนื่องจากการกู้ยืมเงินก่อนช่วงการเลือกตั้งที่มากเกินไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อตลาดพันธบัตร 

 

การออกพันธบัตรจากรัฐบาลสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร คาดว่าจะพุ่งสูงสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ขณะที่ตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มที่จะออกพันธบัตรใหม่ต่อไป โดยข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) พบว่าหนี้สาธารณะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 68.2% ของ GDP เมื่อปีที่แล้ว

 

Jim Cielinski หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ระดับโลกของ Janus Henderson กล่าวว่า ภาวะขาดดุลของรัฐบาลทั่วโลกอยู่ในระดับที่เกินควบคุมไปแล้วและเป็นเรื่องจริงที่ว่าไม่มีกลไกใดที่สามารถควบคุมให้ลดลงได้ และปัญหานี้จะกลายเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อตลาดในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า

 

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกพันธบัตรมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ โดยมีอายุตั้งแต่ 2-30 ปี ตามการประมาณการจาก Apollo Global Management เพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2018

 

ยอดการออกพันธบัตรสุทธิที่หักตามการซื้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนจะอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ภายใน 12 เดือน จนถึงสิ้นเดือนกันยายน ตามการคำนวณของ RBC Capital Markets ซึ่งเป็นมูลค่ารายปีที่สูงที่สุดอันดับ 2 นอกจากนี้ธนาคารกลางแคนาดาคาดว่าตัวเลขการออกพันธบัตรสุทธิในปี 2024-2025 จะสูงกว่าระดับในยุคการแพร่ระบาดของโควิด

 

Robert Tipp หัวหน้าฝ่ายพันธบัตรระดับโลกของ PGIM Fixed Income ระบุว่า เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อหนี้ของรัฐบาลโดยแท้จริง ปริมาณการกู้ยืมของรัฐบาลที่สูงลิ่วอาจเบี่ยงเบนความสนใจของตลาดไปจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย และในตอนนี้เริ่มมีสัญญาณที่ทำให้นักลงทุนและหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือกำลังกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง

 

สหราชอาณาจักร ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกตั้งในปีนี้กำลังอยู่ในเส้นทางของปีที่ออกจำหน่ายพันธบัตรสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2020 เท่านั้น เมื่อธนาคารกลางอังกฤษเข้าแทรกแซงเพื่อดูดซับควบคุมปริมาณเงินในช่วงแรกของการระบาดของโควิด Keir Starmer หัวหน้าพรรคแรงงาน ซึ่งมีคะแนนนำโด่งในโพลการสำรวจได้ให้ถ้อยคำมั่นที่จะกู้ยืมเงิน 2.8 หมื่นล้านปอนด์ต่อปีสำหรับ ‘แผนความมั่งคั่งสีเขียว’ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้สาธารณะของประเทศ

 

ตามการประมาณการของ NatWest 10 ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยูโรโซนจะออกพันธบัตรมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านยูโรในปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่ายอดการออกพันธบัตรสุทธิซึ่งรวมถึงผลกระทบจากนโยบายทางการเงินที่ตึงตัวและไม่รวมการรีไฟแนนซ์ของพันธบัตรที่มีอยู่จะเพิ่มขึ้นกว่า 18% ในปีนี้เป็น 6.4 แสนล้านยูโร

 

การตรวจสอบระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์เกิดขึ้นในปีที่วุ่นวายจากกระแสการเลือกตั้งทั่วโลก ซึ่งกระตุ้นแรงจูงใจให้นักการเมืองเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น เช่นสหรัฐฯ ที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 5 พฤศจิกายน นักลงทุนเชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่พรรคการเมืองแต่ละฝ่ายจะขัดขวางนโยบายทางการคลังของแต่ละฝ่าย

 

David Zahn หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ยุโรปที่ Franklin Templeton เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาจากตัวเต็งหลัก 2 คน ได้แก่ ประธานาธิบดีปัจจุบัน Joe Biden และอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ดูเหมือนว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการคลังมากนัก เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง มีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงใช้จ่ายต่อไป

 

การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ โดยสัดส่วนเมื่อเทียบกับ GDP ในประเทศ ถูกกำหนดให้อยู่ระหว่าง 6.5-8% ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากประมาณ 4% ในปี 2022 ขณะที่อัตราการจ่ายดอกเบี้ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3% ของ GDP ในปี 2022 เป็น 4.5% ภายในปี 2028

 

ขณะที่ IIF เตือนว่าการเลือกตั้งและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเกิดใหม่อาจกระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินของรัฐบาลและวินัยทางการคลัง ซึ่งรวมถึงอินเดีย แอฟริกาใต้ ปากีสถาน และสหรัฐฯ

 

อ้างอิง:

The post นักลงทุนเตือนรัฐบาลทั่วโลกระวังการก่อหนี้เพิ่ม โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้พุ่งแตะ 68.2% ต่อ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>