ตลาดอสังหาริมทรัพย์ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 27 Nov 2025 07:36:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เจอบททดสอบน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี ด้านคอลลิเออร์สฯ ชี้เป็นบทเรียนสำคัญของทุกภาคส่วนต้องมีแผนการรับมือ https://thestandard.co/hat-yai-property-flood-test/ Thu, 27 Nov 2025 04:23:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1148328 อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เจอบททดสอบน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี ด้าน คอลลิเออร์สฯ ชี้เป็นบทเรียนสำคัญของทุกภาคส่วนต้องมีแผนการรับมือ

จากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี  254 […]

The post อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เจอบททดสอบน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี ด้านคอลลิเออร์สฯ ชี้เป็นบทเรียนสำคัญของทุกภาคส่วนต้องมีแผนการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เจอบททดสอบน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี ด้าน คอลลิเออร์สฯ ชี้เป็นบทเรียนสำคัญของทุกภาคส่วนต้องมีแผนการรับมือ

จากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี  2543 ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อบ้านเรือน ถนนหนทาง และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในเมือง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 560,000 หลังคาเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บ้านพรุ หาดใหญ่ใน และแม้แต่ใจกลางเมืองหาดใหญ่ ปริมาณน้ำท่วมสูงส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องหยุดชะงัก ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า และระบบระบายน้ำ ถูกน้ำท่วมขังเสียหาย ทำให้ความเสียหายด้านทรัพย์สินและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท

 

ผลกระทบดังกล่าวยังส่งผลโดยตรงต่อ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหาดใหญ่ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย ในช่วงครึ่งแรกของปี

 

ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 128 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 41,560 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 116 โครงการ รวม 6,735 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 29,807 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม 12 โครงการ รวม 4,369 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 11,753 ล้านบาท

 

จากเหตุการณ์น้ำท่วมพบว่า บ้านจัดสรรและโครงการคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบ้านชั้นเดียว เช่น บ้านเดี่ยว 1 ชั้น บ้านแฝด 1 ชั้น และทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว น้ำท่วมทำให้โครงสร้างภายในบ้านเสียหาย เฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างได้รับความเสียหาย รวมถึงการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและท่อประปาภายในบ้านต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง

 

สำหรับ คอนโดมิเนียมหลายโครงการ โดยเฉพาะชั้นล่างหรือชั้น 1 ของอาคาร ต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่จอดรถ ซึ่งส่งผลให้โครงการไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อและนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซมและฟื้นฟูพื้นที่ นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็น ความเสี่ยงเชิงทำเลและภูมิศาสตร์ ของเมืองหาดใหญ่ โดยพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตตัวเมืองและรอบชานเมืองมีโอกาสประสบปัญหาน้ำท่วมสูง การวางแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณาการออกแบบโครงสร้างที่สามารถรับมือกับน้ำท่วม เช่น การยกพื้นชั้นล่าง การปรับปรุงระบบระบายน้ำ และการใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนต่อน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายซ้ำซ้อน

 

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงเชิงทำเลและภูมิศาสตร์ของเมืองหาดใหญ่ พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตตัวเมืองและรอบชานเมืองมีโอกาสประสบปัญหาน้ำท่วมสูง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงนี้อย่างรอบด้าน ทั้งในด้านการออกแบบโครงสร้าง การเลือกทำเล และการจัดการน้ำ

 

สำหรับ โครงการบ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์ ควรพิจารณายกพื้นชั้นล่างสูงขึ้น เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าภายในบ้าน ส่วน คอนโดมิเนียม การออกแบบชั้นล่างให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์หรือใช้วัสดุก่อสร้างทนต่อน้ำ รวมถึงระบบไฟฟ้าที่ยกเหนือระดับน้ำสูงสุดจะช่วยลดความเสียหาย นอกจากนี้ การปรับปรุงระบบระบายน้ำทั้งภายในโครงการและรอบเมือง เช่น คลองเล็ก บ่อพักน้ำ และท่อระบายน้ำหลัก ให้สามารถรองรับปริมาณน้ำสูงสุดตามปริมาณฝนสะสมและน้ำหลาก เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการป้องกันน้ำท่วมซ้ำ

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น บทเรียนสำคัญ ต่อทั้งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน และผู้บริหารเมือง การพัฒนาโครงการในอนาคตควรสอดคล้องกับการวางแผนรับมืออุทกภัย การออกแบบอาคารที่ทนต่อภัยธรรมชาติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการส่งเสริมการประกันภัยน้ำท่วม เพื่อให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความน่าเชื่อถือ และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์ฉุกเฉิน

 

อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เจอบททดสอบน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี ด้าน คอลลิเออร์สฯ ชี้เป็นบทเรียนสำคัญของทุกภาคส่วนต้องมีแผนการรับมือ 1

 

อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ถูกสะเทือน

 

ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ณ ครึ่งแรกของปี 2568 ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อการขายในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีทั้งสิ้น 128 โครงการด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 41,560 ล้านบาท จำแนกเป็นบ้านจัดสรร 116 โครงการ 6,735 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวม 29,807 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมจำนวน 12 โครงการ 4,369 ยูนิต ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 11,753 ล้านบาท จากการสำรวจพบว่าตลาดที่อยู่อาศัยในหาดใหญ่ส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในพื้นที่ควบคู่กับผู้พัฒนารายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จากกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังคงให้ความสนใจและมองเห็นศักยภาพของหาดใหญ่ในฐานะเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนบน ความสนใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนที่ยังคงเปิดกว้าง และเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความมั่นคงของตลาดที่อยู่อาศัย

 

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่จากส่วนกลาง เช่น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP ที่เตรียมความพร้อมในการพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของตลาดและความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว ทำให้หาดใหญ่ยังคงเป็นหนึ่งในทำเลที่นักลงทุนและผู้พัฒนารายใหญ่ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

 

อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เจอบททดสอบน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี ด้าน คอลลิเออร์สฯ ชี้เป็นบทเรียนสำคัญของทุกภาคส่วนต้องมีแผนการรับมือ 2

 

ณ ครึ่งแรกของปี 2568 ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า บ้านจัดสรรในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่มีทั้งหมด 116 โครงการ 6,735 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวม 29,807 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวมากที่สุด 2,949 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.7 ของตลาดบ้านจัดสรรทั้งหมดในพื้นที่ ตามมาด้วย ทาวน์เฮ้าส์ทั้งหมด 1,644 ยูนิต และบ้านแฝดทั้งหมด 1,411 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนี้อยละ 24.4 และ 20.9 ตามลำดับ โดยพบว่า จากอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 6,735 ยูนิต มียอดการขายแล้ว 4,760 ยูนิตหรือคิดเป็นอัตราส่วนร้อยลละ 70.7 มีอุปทานรอการขายเพียงแค่ 1,975 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.3 เท่านั้น และจากอัตราการขายทั้งหมดพบว่า อาคารพาณิชย์ มีอัตราการขายสูงที่สุด ตามมาด้วย ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยวตามลำดับ

 

โดยภาพรวม ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดบ้านจัดสรรในอำเภอหาดใหญ่ยังคงมีความน่าสนใจทั้งในด้านการลงทุนและความต้องการของผู้บริโภค นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางกลยุทธ์การตลาด การตั้งราคา และการวางแผนโครงการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ท่วมใหญ่ภาคใต้ บทเรียนสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน

 

ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย มองว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะกลายเป็น บทเรียนสำคัญ สำหรับทุกภาคส่วน ทั้งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน และผู้บริหารเมือง การวางแผนโครงการในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณา ความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์และการออกแบบโครงสร้าง เช่น การยกพื้นชั้นล่าง การใช้วัสดุก่อสร้างทนต่อน้ำ การปรับปรุงระบบระบายน้ำ และการจัดการพื้นที่ส่วนกลางให้สามารถรับมือกับน้ำท่วม

 

สำหรับโครงการบ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์ การยกพื้นสูงขึ้นและการติดตั้งระบบป้องกันน้ำท่วมภายในบ้านจะช่วยลดความเสียหายได้ ส่วนคอนโดมิเนียม การออกแบบชั้นล่างเป็นพื้นที่อเนกประสงค์หรือใช้วัสดุทนต่อน้ำ พร้อมระบบไฟฟ้าที่ยกเหนือระดับน้ำสูงสุด จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อและนักลงทุน

 

พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตตัวเมืองและรอบชานเมือง เช่น บ้านพรุและหาดใหญ่ใน มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูง ดังนั้น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เหล่านี้ควรระมัดระวังและใช้แนวทางป้องกันน้ำท่วมอย่างรอบด้าน ส่วนพื้นที่สูงหรือเนินเขาเหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม แต่ควรพิจารณาการเข้าถึงและระบบสาธารณูปโภคอย่างรอบคอบ

 

แม้ว่าน้ำท่วมจะสร้างความเสียหาย แต่โอกาสสำหรับผู้พัฒนายังเปิดกว้าง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหาดใหญ่ยังคงมีความต้องการสูง และผู้ที่สามารถวางแผนโครงการอย่างรอบด้าน พร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ จะสามารถสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้ตลาดได้อย่างยั่งยืน

 

สุดท้ายความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริหารในพื้นที่และประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้หาดใหญ่สามารถ รับมือกับน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน ลดความเสียหาย และคงความมั่นคงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

The post อสังหาฯ หาดใหญ่ มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เจอบททดสอบน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี ด้านคอลลิเออร์สฯ ชี้เป็นบทเรียนสำคัญของทุกภาคส่วนต้องมีแผนการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
InterContinental Residences Bangkok Asoke: พลิกบทบาทที่อยู่อาศัยสู่เทรนด์อสังหาฯ ที่มีอนาคต [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/intercontinental-residences-asoke-super-luxury-branded/ Wed, 05 Nov 2025 08:30:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1139876

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ‘InterContinental Resi […]

The post InterContinental Residences Bangkok Asoke: พลิกบทบาทที่อยู่อาศัยสู่เทรนด์อสังหาฯ ที่มีอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ‘InterContinental Residences Bangkok Asoke’ เรสซิเดนซ์แห่งใหม่ใจกลางอโศก ก็กลายเป็นโครงการที่ถูกจับตามองในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรีของกรุงเทพฯ อย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะเป็น Branded Residences หรือที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม ซึ่งมีอยู่เพียง 1% ของกรุงเทพฯ แล้ว ยังจัดเป็น สินทรัพย์ทางการเงินเชิงกลยุทธ์ที่การันตีด้วยชื่อเสียงของ InterContinental แบรนด์โรงแรมที่โดดเด่นเรื่องความหรูหราและบริการที่มีมาตรฐานระดับโลกมาอย่างยาวนาน

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke Branded Residences

 

Branded Residence อสังหาฯ ที่ไม่ควรมองข้าม

 

ความน่าสนใจของโครงการนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่กำลังเติบโต ข้อมูลจาก CBRE ชี้ว่า โครงการประเภท Branded Residences หรือที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมระดับโลก กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสามารถสร้าง ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Gross Yield) โดยที่ค่าเช่า Branded Residences สูงกว่าโครงการทั่วไปถึง 50-80% และมีอัตราการปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย 11-16%

 

หัวใจของความได้เปรียบนี้อยู่ที่ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของผู้ประกอบการโรงแรม ซึ่งการันตีได้ทั้งคุณภาพโครงสร้าง มาตรฐานการบริหาร การบริการระดับมืออาชีพ ไปจนถึงระบบความปลอดภัยและการบำรุงรักษาที่เข้มงวดตามมาตรฐานโรงแรมระดับสากล

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke Branded Residences

 

Freehold Branded Residences หายากใจกลางอโศก มูลค่าเติบโตต่อเนื่อง

 

และเมื่อพูดถึง ‘ทำเล’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการเลือกซื้ออสังหาฯ ทำเลของ InterContinental Residences Bangkok Asoke ก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร


โครงการตั้งอยู่บนสุขุมวิท 16 ใจกลางย่านอโศก CBD กรุงเทพฯ รายล้อมด้วยอาคารสำนักงานระดับพรีเมียม ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า และสวนเบญจกิติ

 

ที่สำคัญคือเป็น Branded Residences สถานะ Freehold ซึ่งหาได้ยากมาก ทำให้โครงการนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Rare Asset ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในตัวเอง


เพราะราคาที่ดินใน CBD อย่างอโศกยังคงเติบโตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้การถือครองอสังหาริมทรัพย์ในทำเลลักษณะนี้ไม่เพียงแต่รักษามูลค่าทุนได้เหนือกว่า แต่ยังมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง

 

CG Capital และ IHG พันธมิตรที่การันตีคุณค่าในระยะยาว

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ตอกย้ำศักยภาพของโครงการนี้ คือ ความร่วมมือระหว่าง CG Capital ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ที่เคยประสบความสำเร็จในการสร้างเดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา และ IHG ผู้นำเครือโรงแรมระดับโลกที่ยืนหนึ่งเรื่องมาตรฐานการบริการและคุณภาพการอยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน

 

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหลักประกันด้านมูลค่าทางการเงินในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ เจ้าของกรรมสิทธิ์ยังได้รับสิทธิพิเศษ IHG One Rewards ในเครือข่ายโรงแรมกว่า 6,000 แห่งทั่วโลกของ IHG ซึ่งเพิ่มทั้งคุณค่าของการอยู่อาศัย และศักยภาพในการดึงดูดผู้ซื้อต่างชาติในอนาคต

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke Branded Residences

 

เรียกได้ว่า InterContinental Residences Bangkok Asoke คืออสังหาฯที่ผสานทั้งคุณค่าและมูลค่าไว้อย่างลงตัว ไม่เพียงสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตในฐานะสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง

 

ในวันที่กรุงเทพฯ กำลังถูกจับตามองในฐานะ ‘เมืองน่าลงทุนระดับโลก’ และไทยขึ้นแท่นอันดับ 4 ด้าน Branded Residences การถือครองสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานระดับสากล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสนิยม แต่คือ ‘กลยุทธ์สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว’ ที่ไม่ควรมองข้าม 

 

InterContinental Residences Bangkok Asoke มีเพียง 88 ยูนิต ทุกยูนิตเป็น Corner Unit ตกแต่งสไตล์ Modern Luxury และสร้างด้วยแนวคิด Timeless Design เน้นพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มีที่จอดรถมากถึง 200% ของจำนวนยูนิต เตรียมเปิดให้จองเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าจะเสร็จในปี 2572

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/4hHxoYV

The post InterContinental Residences Bangkok Asoke: พลิกบทบาทที่อยู่อาศัยสู่เทรนด์อสังหาฯ ที่มีอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชี้คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ https://thestandard.co/thais-prefer-renting-over-condos/ Fri, 31 Oct 2025 00:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1137830 ชี้ คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ

คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ประเมินสถานการณ์ตลาดคอน […]

The post ชี้คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชี้ คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ

คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ประเมินสถานการณ์ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 ว่าจะไม่แตกต่างจากปี 2568 มากนัก โดยตลาดยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว และต้องรอภาครัฐกระตุ้นกำลังซื้อและฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับคืนมา

 

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ไม่มากนัก แต่ในไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา เริ่มมีอุปทานใหม่เข้ามามากขึ้น โดยมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 6,618 ยูนิต

 

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าผู้ประกอบการมีกลยุทธ์ในการเปิดตัวที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยหลายโครงการเลือกเปิดขายในเดือนกันยายน และใช้วิธีเปิดจองเพียงบางชั้นก่อนเพื่อทดลองตลาด แทนการเปิดขายแบบเป็นทางการ (Presale) ในทันที อย่างไรก็ตาม ยังมีบางโครงการที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้ออย่างชัดเจน เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งและระดับราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

 

โครงการที่เปิดขายใหม่ในไตรมาส 3/2568 ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว มีเพียง 11% เท่านั้นที่อยู่ในแนวสายสีชมพูและสายสีน้ำเงิน สะท้อนว่าผู้ประกอบการเลือกพัฒนาโครงการในทำเลที่มองเห็นศักยภาพในปัจจุบัน มากกว่าการพัฒนาในทำเลตามแนวรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างเหมือนในอดีต

 

การเปลี่ยนแปลงทำเลที่ตั้งนี้ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในไตรมาส 3 สูงขึ้นจากไตรมาส 2 ประมาณ 47% เนื่องจากไตรมาส 2 โครงการส่วนใหญ่มีราคาขายไม่สูงเพราะอยู่ในทำเลนอกเส้นทางรถไฟฟ้าหรือกรุงเทพฯ รอบนอก

 

ขณะที่โครงการในไตรมาส 3 แม้กว่า 89% จะอยู่แนวรถไฟฟ้า แต่ส่วนใหญ่อยู่ห่างจากสถานีมากกว่า 1-2 กิโลเมตร แต่ก็ยังมีราคาสูง เพราะอยู่ในทำเลที่ราคาที่ดินค่อนข้างสูง เช่น ตามแนวถนนสุขุมวิท และเจริญกรุง

 

สำหรับแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว ปัจจัยลบหลักมาจากความเชื่อมั่นในระยะยาวของคนไทยต่อภาวะเศรษฐกิจและเสถียรภาพในการทำงานยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้การใช้จ่ายและการตัดสินใจสร้างหนี้สินระยะยาวอย่างการซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่เหมาะสมนัก

 

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงมีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้ส่งผลให้การเช่าที่อยู่อาศัยกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและเป็นเรื่องปกติของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน แม้ผู้ประกอบการบางรายพยายามช่วยเหลือผู้ซื้อ เช่น การให้คำปรึกษา หรือการให้เช่าก่อนซื้อทีหลัง แต่กำลังซื้อโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

 

ในส่วนของแนวโน้มปี 2569 คาดว่าสถานการณ์คงไม่ดีขึ้นกว่าปีนี้มากนัก ทั้งในเรื่องของอุปทานและอุปสงค์ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าจะต้องรอดูภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อก่อน

 

สุรเชษฐ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำลังซื้อจากต่างชาติว่า การเข้าถึงผู้ซื้อต่างชาติเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการพยายามหาช่องทางมาโดยตลอด โดยมีการร่วมมือกับบริษัทนายหน้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน เพื่อเข้าถึงกำลังซื้อโดยตรง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนายหน้าสัญชาติรัสเซียและเมียนมาร์ ที่เข้ามาช่วยขายโครงการในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

 

คาดว่ากำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน อาจจะมากขึ้นในปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น และความเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัยในไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากแล้ว

 

แม้ปีนี้ชาวจีนบางส่วนจะเลือกไปประเทศอื่น แต่ประเทศไทยยังคงเป็นอันดับ 1 ในความคิดของชาวจีนสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัย เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมา ชาวจีนอาจมีปัญหาการเงินจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้กำลังค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: Phuong D. Nguyen / Shutterstock

The post ชี้คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yolanda Hadid ประกาศขายบ้านฟาร์มที่เพนซิลเวเนียในราคากว่า 354.7 ล้านบาท https://thestandard.co/hadid-selling-pennsylvania-farm/ Mon, 20 Oct 2025 01:59:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1132603 Yolanda Hadid

Yolanda Hadid ประกาศขายบ้านฟาร์มบนที่ดินขนาด 32 เอเคอร์ […]

The post Yolanda Hadid ประกาศขายบ้านฟาร์มที่เพนซิลเวเนียในราคากว่า 354.7 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yolanda Hadid

Yolanda Hadid ประกาศขายบ้านฟาร์มบนที่ดินขนาด 32 เอเคอร์ในเพนซิลเวเนียที่เธออาศัยอยู่นานหลายปี โดยตั้งราคาเอาไว้ที่ 10.9 ล้านดอลลาร์ หรือราว 354.7 ล้านบาท

 

Yolanda Hadid ซื้อบ้านหลังนี้ในราคา 4 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2017 ในช่วงมรสุมชีวิตที่เธอหย่าร้างกับสามีคนที่ 2 อย่าง David Foster หลังคบหากันเป็นเวลา 9 ปี และใช้ชีวิตแต่งงานร่วมกัน 4 ปี พร้อมกับต่อสู้กับโรคไลม์ (Lyme Disease) ที่เธอได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้พร้อมกับลูกๆ Bella และ Anwar Hadid

 

เธอตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากแคลิฟอร์เนียตอนใต้ไปใช้ชีวิตที่มีความสงบและใกล้ชิดกับธรรมชาติที่บ้านหลังดังกล่าว ในพื้นที่ชนบทแห่งเพนซิลเวเนียใกล้เมือง New Hope ที่ซึ่งเธอได้ปลูกทุ่งลาเวนเดอร์สำหรับการทำน้ำมันหอมระเหย ดูแลสัตว์ต่างๆ ที่เธอรัก ไปจนถึงนั่งสมาธิล้อมวงแท่งคริสตัล

 

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านฟาร์มเป็นเวลา 8 ปี Yolanda Hadid พร้อมใช้ชีวิตในที่แห่งใหม่อีกครั้ง โดยเธอขายบ้านที่ติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ไว้เสร็จสรรพพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ที่ตกแต่งเอาไว้อย่างดีออกสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในราคา 10.9 ล้านดอลลาร์ ภายในพื้นที่ 32 เอเคอร์นี้ มีทั้งบ้านหลังหลักที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุค 1800
อันประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องทานข้าวที่เชื่อมไปถึงห้องครัวที่มาพร้อมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ นอกจากนั้นยังมีสระว่ายน้ำ โรงนาที่ได้รับการดัดแปลงเพื่อการใช้สอย บ้านหลังแยก 2 ชั้นที่มีห้องต่างๆ ครบครัน กับบ้านพักรับแขก 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำอีก 2 หลัง

 

ภาพ: Keith Conrey / Yolanda Hadid

อ้างอิง:

The post Yolanda Hadid ประกาศขายบ้านฟาร์มที่เพนซิลเวเนียในราคากว่า 354.7 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
STECON บุกตลาดอสังหาฯ ร่วมทุน NOBLE 50% ในโครงการนิว เอปิค อโศก-พระราม 9 https://thestandard.co/stacon-noble-50-percent-jv/ Tue, 30 Sep 2025 09:24:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1124786

วันนี้ (30 กันยาย 2568) ภาคภูมิ ศรีชำนิ ประธานเจ้าหน้าท […]

The post STECON บุกตลาดอสังหาฯ ร่วมทุน NOBLE 50% ในโครงการนิว เอปิค อโศก-พระราม 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 กันยาย 2568) ภาคภูมิ ศรีชำนิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 50% มูลค่า 610 ล้านบาท ในบริษัท เวอร์ติคอล พระราม 9 อัลไลแอนซ์ 1 จำกัด เจ้าของโครงการนิว เอปิค อโศก-พระราม 9 (NUE EPIC ASOK-RAMA9) จาก บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE โดยลงทุนผ่านบริษัท สเตคเอ็กซ์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ STECX ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ STECON

 

นอกจากนี้ บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น บริษัทย่อยภายใต้กลุ่ม STECON หนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศไทย จะทำหน้าที่เป็นผู้รับเหมาหลักให้กับโครงการ

 

นับเป็นการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกของ STECON เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจอสังหาฯ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
ภายใต้กลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยขยายโอกาส การลงทุนของบริษัทสู่ธุรกิจใหม่ เสริมรายได้ให้กับธุรกิจหลักรับเหมาก่อสร้าง การลงทุนร่วมกับ NOBLE ในครั้งนี้ จะสามารถเพิ่มมูลค่า Backlog จากงานก่อสร้างของโครงการมูลค่ากว่า 4,400 ล้านบาทได้ในทันที คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในอีก 3 ปี

 

โครงการ นิว เอปิค อโศก-พระราม 9 เป็นคอนโดมิเนียม High Rise จำนวน 4 อาคาร จำนวนห้องชุดทั้งหมด 3,116 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 14,000 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่ง ในโครงการ ที่เปิดตัวด้วยมูลค่าสูงสุดในปี 2567 บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ใจกลาง CBD ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT เพียง 550 เมตรจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล และแยกพระราม 9 ตั้งแต่ช่วงเปิด Pre-Sales ปัจจุบันมียอดขาย แล้วประมาณ 60% คิดเป็น Backlog ที่ประมาณ 8,300 ล้านบาท

 

สำหรับความร่วมมือในระยะต่อไป STECON จะต้องพิจารณาจากโอกาสสร้างผลตอบแทนและแนวโน้มของตลาด โดยจะไม่เน้นลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว แต่จะกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นที่มีการเติบโต เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยตั้งงบการลงทุนธุรกิจใหม่อยู่ที่ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี

 

เชื่อรัฐบาลใหม่ หนุนตลาดอสังหาฯ เป็นบวก แม้อายุทำงานสั้น

 

สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE มองว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอลง แต่หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีมุมมองเป็นบวก เนื่องจาก ครม.อนุทิน 1 แม้จะมีอายุการทำงานสั้นเพียงแค่ 4 เดือน แต่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน

 

อาทิ มาตรการลดภาระหนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง การปรับปรุง เรื่องค่าเงิน ซี่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่ แต่ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติมีความสำคัญมาก จึงคาดหวังให้รัฐบาลออกมาตรการเอื้อสิทธิให้ชาวต่างชาติ สามารถลงทุนในตลาด อสังหาริมทรัพย์ไทยได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดัน ให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาได้เร็วขึ้น

 

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2568 คาดว่าจะปรับดีขึ้น จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง และความเชื่อมั่นหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้การเข้ามาซื้อหุ้นของ STECON จะทำให้บริษัทฯ รับรู้รายได้จากการขาย เงินลงทุนเข้ามาในผลประกอบการไตรมาส 3/2568 และส่งผลให้ฐานะทางการเงิน ของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ คาดว่าจะมีอัตราส่วนหนี้สิน สุทธิต่อทุน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดโมเดล Asset Light เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ในการบริหารและเพิ่มโอกาสในการหมุนเวียน เงินทุนเพื่อไปลงทุนโครงการในอนาคต

The post STECON บุกตลาดอสังหาฯ ร่วมทุน NOBLE 50% ในโครงการนิว เอปิค อโศก-พระราม 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมอสังหาฯ ครึ่งปีแรก พบรายใหญ่ยังแกร่ง แต่พร้อมใจปรับพอร์ต ‘ทิ้งตลาดแมส-โฟกัสบ้านหรู’ ที่มีกำลังซื้อสูง https://thestandard.co/thai-property-market-h1-2025-review/ Mon, 18 Aug 2025 13:02:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1108595 อสังหาริมทรัพย์

ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สะท […]

The post ภาพรวมอสังหาฯ ครึ่งปีแรก พบรายใหญ่ยังแกร่ง แต่พร้อมใจปรับพอร์ต ‘ทิ้งตลาดแมส-โฟกัสบ้านหรู’ ที่มีกำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาริมทรัพย์

ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยบริษัทชั้นนำยังคงสามารถสร้างการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างน่าพอใจ

 

ขณะที่มุมมองต่อครึ่งปีหลังส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง แต่ก็พร้อมเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีกลยุทธ์สำคัญร่วมกันคือการปรับพอร์ตโฟลิโอไปมุ่งเน้นตลาดระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่ง

 

เอพี ไทยแลนด์ (AP) รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกที่แข็งแกร่ง ด้วยรายได้รวม 20,940 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,870 ล้านบาท สถานะทางการเงินของบริษัทยังคงมั่นคง โดยมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ต่ำเพียง 0.73 เท่า และมีวงเงินสินเชื่อพร้อมใช้อีกกว่า 18,619 ล้านบาท

 

รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ว่าที่ประธานฝ่ายบริหาร กล่าวว่า (President-designate) ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย กุญแจสำคัญคือการบริหารเสถียรภาพทางการเงินซึ่งเปรียบเสมือน ‘ออกซิเจน’ ของธุรกิจ สำหรับแผนในครึ่งปีหลัง เอพีเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 34 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 53,350 ล้านบาท โดยมีไฮไลต์คือการเปิดตัวแบบบ้านใหม่ ‘XAVIER’ ในกลุ่มทาวน์โฮม และแบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ BEON

 

แสนสิริ (SIRI) มีผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 1,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 49% ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิรวม 2,028 ล้านบาท จากรายได้รวม 15,678 ล้านบาท บริษัทยังได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น

 

วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน ระบุว่า ความสำเร็จมาจากการบริหารพอร์ตสินค้าพร้อมขายอย่างมีประสิทธิภาพ และการโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่ภูเก็ตได้ตามกำหนด และมองว่าการที่ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ถือเป็นสัญญาณบวกที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ โดยในช่วงครึ่งปีหลัง แสนสิริเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพสูง เช่น จตุโชติและภูเก็ต

 

เอสซี แอสเสท (SC) โชว์ผลงานไตรมาส 2 ด้วยรายได้รวม 5,220 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 95% ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรกมีรายได้รวม 7,891 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 531 ล้านบาท ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่แข็งแกร่งถึง 19,600 ล้านบาท

 

อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร เผยว่าการเติบโตมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มโครงการบ้านระดับพรีเมียมราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 สำหรับครึ่งปีหลังมีแผนจะเปิดโครงการใหม่อีก 8 โครงการ มูลค่า 16,400 ล้านบาท พร้อมกับเตรียมเปิดให้บริการโรงแรมใหม่อีก 2 แห่ง เพื่อเสริมพอร์ตรายได้ประจำ

 

พฤกษา เรียลเอสเตท รายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกปี 2568 ด้วยยอดขาย 5,400 ล้านบาท และมีรายได้ 5,172 ล้านบาท โดยได้เปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,500 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม

 

ธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า กลยุทธ์ของบริษัทคือการมุ่งยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อ สำหรับแผนในช่วงครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดโครงการใหม่รวม 12 โครงการ โดยเป็นโครงการแนวราบ 11 โครงการ มูลค่า 10,400 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ มูลค่า 1,130 ล้านบาท ทิศทางคือการมุ่งเปิดโครงการที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

 

โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) มีรายได้ครึ่งปีแรกรวม 3,402.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 27.2 ล้านบาท ซึ่งชะลอตัวลงจากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาและยังไม่มีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ยอดโอนโครงการแนวราบยังคงเติบโตได้ 25.2% จากปีก่อนหน้า

 

ธงชัย บุศราพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงหนุนจากการเตรียมโอน

คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่า Backlog รวมกว่า 8,600 ล้านบาท บริษัทยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่างประเทศไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

 

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) แสดงให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวในไตรมาส 2 โดยสามารถสร้างกำไรสุทธิได้ 257 ล้านบาท เติบโตขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลงานดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการปรับพอร์ตไปเน้นกลุ่มบ้านหรู ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตถึง 77% จากไตรมาสก่อนหน้า และความสำเร็จของ 3 โครงการคอนโดพร้อมอยู่ที่มียอดขายรวมแล้วกว่า 9,483 ล้านบาท

 

ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ย้ำถึงความเชื่อมั่นในการก้าวผ่านสถานการณ์ที่ท้าทาย โดยให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงิน ซึ่งบริษัทได้ชำระคืนหุ้นกู้ไปแล้วกว่า 17,928 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน พร้อมกันนี้ยังมีแผนขยายการลงทุนไปยังจังหวัดภูเก็ตด้วยเมกะโปรเจกต์ และเตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ

 

เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) มีผลประกอบการครึ่งปีแรกด้วยรายได้รวม 2,640 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 301 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 37% จากปีก่อนหน้า บริษัทมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง และมียอด Backlog รอรับรู้รายได้อีก 7,453 ล้านบาท

 

อธิกา บุญรอดชู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เผยว่าท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัว บริษัทได้มุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชันทางการเงินเพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เช่น โครงการ ‘LivNex เช่าออมบ้าน’ ซึ่งสร้างยอดขายได้ถึง 1,628 ล้านบาท 

 

นอกจากนี้ ความร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่น Hankyu Hanshin Properties ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 9 ปี รวม 68 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 84,300 ล้านบาท ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบริษัท เพราะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำและเงื่อนไขยืดหยุ่น เสริมสภาพคล่องและความสามารถในการแข่งขัน

 

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าตลาดยังคงมีความท้าทายสูง ปัจจัยกดดันหลักยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบชะงักงัน, ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง, และมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

 

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณบวกปรากฏขึ้นบ้าง โดยเฉพาะการที่ กนง. มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งถูกมองว่าจะช่วยลดภาระของผู้กู้และกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักได้

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลยุทธ์ของผู้ประกอบการในช่วงที่เหลือของปีจึงมุ่งเน้นไปในทิศทางเดียวกัน คือการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นอันดับแรก 

 

ขณะเดียวกันจะมีการปรับพอร์ตสินค้าโดยหันไปให้ความสำคัญกับตลาดระดับกลางถึงบนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ยังมีกำลังซื้อสูง ควบคู่ไปกับการเร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่สร้างเสร็จแล้วเพื่อรับรู้รายได้ และการเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพและมั่นใจว่ามีดีมานด์รองรับ

The post ภาพรวมอสังหาฯ ครึ่งปีแรก พบรายใหญ่ยังแกร่ง แต่พร้อมใจปรับพอร์ต ‘ทิ้งตลาดแมส-โฟกัสบ้านหรู’ ที่มีกำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Evergrande ถูกถอดหุ้นจากตลาดฮ่องกง สิ้นสุดยุครุ่งเรืองอสังหาฯ จีน https://thestandard.co/evergrande-delisting-hongkong/ Wed, 13 Aug 2025 01:45:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1106386 evergrande-delisting-hongkong

บริษัท China Evergrande Group อดีตยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรั […]

The post Evergrande ถูกถอดหุ้นจากตลาดฮ่องกง สิ้นสุดยุครุ่งเรืองอสังหาฯ จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
evergrande-delisting-hongkong

บริษัท China Evergrande Group อดีตยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ของจีน ได้รับการยืนยันว่าหุ้นของบริษัทจะถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุครุ่งเรือง และสะท้อนภาพวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนได้อย่างชัดเจน บริษัทได้ระบุว่าจะไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินดังกล่าว 

 

การล่มสลายของ Evergrande ถือเป็นการล้มที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อีกหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาหนี้เสีย Evergrande เคยเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อวัดจากยอดขาย และเคยมีมูลค่าสูงกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ จุดสูงสุดในปี 2017 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2020 รัฐบาลปักกิ่งได้เริ่มควบคุมการกู้ยืมของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ Evergrande ขาดสภาพคล่องทางการเงินและนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด 

 

กระบวนการเพิกถอนหุ้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมปีที่แล้ว หลังจากที่ศาลฮ่องกงมีคำสั่งให้ชำระบัญชีบริษัท ตลาดหลักทรัพย์จึงระงับการซื้อขายหุ้นของ Evergrande เนื่องจากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเพื่อกลับมาซื้อขายได้ภายใน 18 เดือน หุ้นของ Evergrande มีการซื้อขายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2024 ด้วยมูลค่าเพียงไม่ถึง 20 เซนต์ฮ่องกง และมีมูลค่าตลาดรวมเพียง 274 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งมูลค่าดังกล่าวลดลงอย่างมากจากยุคที่บริษัทรุ่งเรืองที่ทำให้ผู้ก่อตั้งอย่าง Hui Ka Yan ก้าวขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ในเอเชีย 

 

นอกจากนี้ ผู้ชำระบัญชีที่ศาลแต่งตั้งได้เปิดเผยในเอกสารว่า ภาระหนี้ของ Evergrande มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่เคยประเมินไว้ ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ สถานการณ์นี้ยังสร้างความกังวลให้กับผู้ถือหุ้นของ Evergrande ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียเงินลงทุนไปเกือบทั้งหมด ขณะเดียวกัน ยังมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนอีกหลายแห่งที่กำลังเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงด้วย เช่น Modern Land (China) Co. ซึ่งถูกระงับการซื้อขายนานกว่า 16 เดือน และ Dexin China Holdings Co. ซึ่งถูกสั่งชำระบัญชีในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว การกลับมาซื้อขายได้อีกครั้งจำเป็นต้องยื่นงบการเงินตรวจสอบล่าสุด ถอนหรือยกเลิกคำร้องล้มละลาย และให้ผู้ชำระบัญชีถูกปลดออก

 

ภาพ: Jonathan Raa/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Evergrande ถูกถอดหุ้นจากตลาดฮ่องกง สิ้นสุดยุครุ่งเรืองอสังหาฯ จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอินไซต์ตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty เผย ผู้บริโภคมองหาบ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องอยู่กลางเมือง แต่เน้นทำเลใกล้รถไฟฟ้า https://thestandard.co/ddproperty-condo-market-insight/ Thu, 07 Aug 2025 12:08:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1104982

DDproperty แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ เผยอินไซต์ช่วงครึ่ง […]

The post เปิดอินไซต์ตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty เผย ผู้บริโภคมองหาบ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องอยู่กลางเมือง แต่เน้นทำเลใกล้รถไฟฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

DDproperty แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ เผยอินไซต์ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) พบว่า ทำเลยังคงเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเมื่อต้องการซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัย โดยทำเลที่อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

 

ทั้งนี้ ผู้คนสนใจซื้อบ้านระดับราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทมากที่สุด เนื่องจากเป็นราคาที่จับต้องได้ (Affordable price) โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกหาที่อยู่อาศัยแบบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) ซึ่งตอบโจทย์ความสะดวก และความประหยัด ส่วนใหญ่เน้นมองหาที่พักขนาดกลาง 2 ห้องนอน และอยู่ชานเมืองใกล้แนวรถไฟฟ้า

 

ขณะที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงต้นปี กระทบต่ออุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยแนวดิ่งเพียงระยะสั้นเท่านั้น แม้ความต้องการซื้อคอนโดจะลดลง 31% ในเดือนเมษายน แต่ก็พลิกกลับมาเพิ่มขึ้น 5% ในเดือนพฤษภาคมได้

 

ส่วนความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยในหัวเมืองท่องเที่ยว มีการเติบโตตามการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยว โดยที่พักส่วนใหญ่ถูกมองหาที่เพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ หรือใช้ชีวิตหลังเกษียณ รวมถึงใช้เป็นที่ทำงาน ตามเทรนด์ Workation ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

ส่องทำเลยอดนิยม

 

แม้กรุงเทพฯ จะยังครองความนิยมมากที่สุด แต่จังหวัดรอบนอกอย่างปริมณฑลก็ได้รับความนิยมตามติดๆ จากการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้ามายังแถบชานเมืองมากขึ้น ทำให้การเดินทางมีความสะดวก ขณะที่ราคายังคงย่อมเยา

 

โดยรายละเอียดพบว่า จังหวัดที่นิยมซื้อรองลงมา ได้แก่ นนทบุรี, สมุทรปราการ, ชลบุรี และปทุมธานี ตามลำดับ ขณะที่จังหวัดนิยมเช่าได้แก่ สมุทรปราการ, นนทบุรี, ชลบุรี และ ภูเก็ต ตามลำดับ

 

เมื่อพิจารณาทำเลยอดนิยมในกรุงเทพ สำหรับผู้ซื้อ คือ เขตวัฒนา, เขตจตุจักร, เขตประเวศ, เขตคลองเตย และเขตห้วยขวาง ตามลำดับ ส่วนสำหรับผู้เช่า คือ เขตวัฒนา, เขตคลองเตย, เขตพระโขนง, เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน ตามลำดับ

 

ที่สำคัญ ทำเลส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมในเขตกรุงเทพ เช่น ‘เขตวัฒนา’ ที่มีความต้องการซื้อ/เช่า คอนโดฯ และเช่าบ้านเดี่ยวมากที่สุด ‘เขตประเวศ’ ที่นิยมซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบมากที่สุด และ ‘เขตสวนหลวง’ ที่มีความนิยมเช่าทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด ล้วนแล้วแต่เป็นทำเลที่มีระบบคมนาคมที่สะดวก รวมถึงมีระบบสาธารณูปโภคครบครัน

 

‘20 บาทตลอดสาย’ หนุนทำเลใกล้รถไฟฟ้า

 

นอกจากนี้ DDproperty ยังพบว่า ทำเลแนวรถไฟฟ้า ทั้งที่เปิดให้บริการแล้วและที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ล้วนมีความต้องการซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยอาจได้ปัจจัยหนุนจากนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้

 

สำหรับทำเลแนวรถไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั้งเช่าและซื้อ คือ BTS อ่อนนุช เนื่องจากเป็นแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งรองรับการเดินทางที่หลากหลาย ประกอบด้วยย่านธุรกิจ และแหล่งช้อปปิ้ง รวมถึงเป็นสถานีส่วนต่อขยายแรกไปยังเคหะฯ สมุทรปราการ จึงไม่เสียค่าโดยสารเพิ่ม ที่สำคัญคือ ทำเลนี้ยังมีราคาไม่แพง

 

ตามมาด้วยสถานีอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมรองลงมา คือ BTS พร้อมพงษ์, BTS ทองหล่อ, BTS เอกมัย, BTS อารีย์, MRT พระราม 9, BTS อโศก, BTS ปุณณวิถี, BTS อุดมสุข และ MRT ลาดพร้าว

 

จะสังเกตได้ว่า 8 ใน 10 สถานีรถไฟฟ้ายอดนิยม ล้วนแล้วแต่เป็นแนวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ซึ่งเป็นสายหลักในการเชื่อมต่อใจกลางเมือง และย่านธุรกิจ

 

Campus Condo โตต่อเนื่อง

 

ที่อยู่อาศัยในทำเลใกล้สถานศึกษา หรือแคมปัสคอนโดฯ (Campus Condo) ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว เอื้อให้ผู้ปกครองวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยใกล้สถานศึกษาของบุตรหลานง่ายขึ้น

 

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ยังเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นย่านธุรกิจสำคัญใจกลางเมือง มีครบทั้งแหล่งช้อปปิ้ง ทำงาน และสถานศึกษาชั้นนำ ซึ่งเดินทางได้สะดวกผ่านรถไฟฟ้า BTS และ MRT

 

ความนิยมดังกล่าว สามารถสะท้อนได้ผ่านราคาประเมินในย่านใกล้เคียง โดยทำเลย่าน ‘สยาม-ชิดลม-เพลินจิต’ มีราคาที่ดินที่แพงที่สุดในไทย อยู่ที่ 3.85 ล้านบาทต่อตารางวา ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับราคา ณ ปี 2567 ตามการประเมินของ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

 

สำหรับทำเลใกล้สถานศึกษาที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุด นำโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามด้วย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 

ส่วนทำเลใกล้สถานศึกษาที่นิยมเช่ามากที่สุด คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์), NIST International School, และ Bangkok Patana School

The post เปิดอินไซต์ตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty เผย ผู้บริโภคมองหาบ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องอยู่กลางเมือง แต่เน้นทำเลใกล้รถไฟฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตอกย้ำกลยุทธ์ ‘บ้านใกล้ห้าง’! เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ชูโมเดล Retail-Led เตรียมเปิด 9 โครงการใหม่ 1.6 หมื่นล้าน https://thestandard.co/central-pattana-residence-2568/ Sun, 03 Aug 2025 09:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1103149 central-pattana-residence-2568

เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ประกาศแผนธุรกิจเชิงรุกในปี 25 […]

The post ตอกย้ำกลยุทธ์ ‘บ้านใกล้ห้าง’! เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ชูโมเดล Retail-Led เตรียมเปิด 9 โครงการใหม่ 1.6 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
central-pattana-residence-2568

เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ประกาศแผนธุรกิจเชิงรุกในปี 2568 โดยเตรียมเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 9 โครงการ ทั้งแนวราบและแนวสูง มูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท

 

ทิศทางสำคัญในปีนี้คือการรุกตลาดบ้านระดับลักชัวรี่ นำโดยแบรนด์ ‘บ้านนิรดา แจ้งวัฒนะ-ชัยพฤกษ์’ ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวดีไซน์หรู ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบนในทำเลเมืองขยาย

 

วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ระบุว่า กลยุทธ์ความสำเร็จยังคงเป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยควบคู่ไปกับศูนย์การค้า ภายใต้โมเดล ‘Retail-Led Mixed-Use’ ที่เชื่อมโยงทุกมิติของการใช้ชีวิต

 

การขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องจะทำให้ภายในสิ้นปีนี้ เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ จะมีพอร์ตโครงการที่อยู่อาศัยรวมทั้งสิ้น 51 โครงการ กระจายอยู่ใน 21 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตอกย้ำถึงการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ

 

ร.อ.กรี เดชชัย President, Residence Business กล่าวถึงแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ว่าจะครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ 5 โครงการ และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ โดยเตรียมเปิดตัวคอนโดฯ PHYLL Phuket 2 ที่ภูเก็ต และโครงการระดับ Super Premium ทั้งบ้านและคอนโดฯ ที่เซ็นทรัล กระบี่

 

สำหรับแบรนด์บ้านลักชัวรี่ ‘บ้านนิรดา’ ที่เปิดตัวไปแล้ว 3 ทำเลก่อนหน้านี้ สามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่แบรนด์คอนโดฯ ESCENT ในหลายจังหวัดก็ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม เช่นที่นครสวรรค์และนครปฐมซึ่งปิดการขายได้ทั้งหมดในช่วงพรีเซลล์

The post ตอกย้ำกลยุทธ์ ‘บ้านใกล้ห้าง’! เซ็นทรัลพัฒนา เรซซิเด้นซ์ ชูโมเดล Retail-Led เตรียมเปิด 9 โครงการใหม่ 1.6 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
LHFG เผย Influencer ด้านการเงิน ช่วยลดยอดปฏิเสธสินเชื่ออสังหาฯ จาก 30 – 40% มาเหลือ 20% เชื่อครึ่งปีหลังตลาดฟื้นตัว https://thestandard.co/thai-economy-q2-border-tension-lhfg-growth/ Thu, 24 Jul 2025 09:52:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1099396 thai-economy-q2-border-tension-lhfg-growth

LHFG กำไรโตเด่น 25.8% มองผู้ว่าฯ ธปท.คนใหม่ มีแนวโน้มช่ […]

The post LHFG เผย Influencer ด้านการเงิน ช่วยลดยอดปฏิเสธสินเชื่ออสังหาฯ จาก 30 – 40% มาเหลือ 20% เชื่อครึ่งปีหลังตลาดฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-economy-q2-border-tension-lhfg-growth

LHFG กำไรโตเด่น 25.8% มองผู้ว่าฯ ธปท.คนใหม่ มีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ คาดครึ่งปีหลังตลาดอสังหาริมทรัพย์ เริ่มฟื้น ชี้ยอดปฏิเสธสินเชื่อต่ำเพราะผู้ขอสินเชื่อมีความรู้การเงินมากขึ้นจากการฟัง Influencer ทางด้านการเงิน 

 

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG รายงานผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 361,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.3% YoY

 

ฉี-ชิง ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,103 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.3% YoY ขณะที่สินเชื่อเติบโต 3.4% จากต้นปีที่ผ่านมา จากสินเชื่อรายย่อยเป็นหลักที่ 9.3% ตามด้วยสินเชื่อธุรกิจ 1.8% 

 

ทั้งนี้ LH Bank ยังได้แสดงมุมมองต่อนโยบายการเงินที่มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น หลังที่ประชุมครม. มีมติแต่งตั้ง วิทัย รัตนากร เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ลำดับที่ 25 คนที่ 22 

 

โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง จะกดดันรายได้ของธนาคารจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลงอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ LH Bank จึงต้องพยายามลดต้นทุนให้ต่ำลง ด้วยการมองหาอุตสาหกรรมใหม่ที่มีอัตรากำไรที่สูงมาชดเชย NIM ที่ต่ำลง 

 

อย่างไรก็ตาม แต่จะเป็นผลดีต่อผู้กู้หรือนักลงทุน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ 

 

Rejection Rate ลดลงครึ่งหนึ่ง อานิสงส์อินฟลูฯการเงิน

 

พีรพัฒน์ เกษบุญชู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อยของ LH Bank เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา LH Bank มักจะเลือกปล่อยกู้ให้กับผู้ขอสินเชื่อที่ประเมินแล้วว่ามีวินัยทางการเงินสูง โดยเน้นพิจารณาอัตราส่วนแสดงการชำระคืนหนี้สินจากรายได้ (Debt Service Ratio) เป็นหลัก ซึ่งธนาคารทั่วไปจะมีเกณฑ์มาตรฐานอยู่ระหว่าง 35 – 45% 

 

แต่แนวโน้มล่าสุด พีรพัฒน์เผยว่า ผู้ขอสินเชื่อในปัจจุบันค่อนข้างมีความรู้ในการบริหารจัดการเงินกันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอินฟลูเอนเซอร์การเงินที่มีมากขึ้น ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Rejection Rate ที่เคยสูงระดับ 30 – 40% ลดลงมาอยู่ที่ 20% เท่านั้น เมื่อพิจารณาแค่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

 

ส่วนครึ่งแรกของปีพบว่า LH Bank ครองส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ราว 5% แม้ไม่มากเท่าธนาคารใหญ่รายอื่นๆ แต่พีรพัฒน์มองว่า กลับเป็นจุดแข็งที่ทำให้ LH Bank มียอดหนี้เสีย หรือ NPL เพียง 2.59% ซึ่งต่ำกว่าภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมที่มี NPL เฉลี่ย 2.9%

 

“เนื่องจากเป็นธนาคารเล็ก เราจึงต้องเลือกเจาะกลุ่มตลาดที่เติบโตได้ ต่างจากธนาคารใหญ่ที่ต้องจับกลุ่มตลาดให้กว้างเข้าไว้ พร้อมกับต้องยอมรับส่วนต่างที่กว้างมากขึ้น” พีรพัฒน์กล่าว

 

หวังครึ่งปีหลัง อสังหาฯ ฟื้น

 

พีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงครึ่งปีหลังจะสดใสมากขึ้น หลังจากที่ความเชื่อมั่นอาคารชุดถดถอยหนักในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จนทำให้บ้านมือสองแนวราบได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยเหตุผลด้านทำเลที่อยู่ใกล้ตัวเมืองมากกว่าหมู่บ้านโครงการใหม่ๆ 

 

แม้ว่ายอดโอนและจองกรรมสิทธิ์ห้องชุดจะวูบลงมาอยู่ที่ระดับ 0% ในช่วงเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวได้ขยับมาอยู่ที่ 50 – 70% แล้วในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ซึ่งพีรพัฒน์มองว่า จะมีการโปรโมตและเปิดตัวอาคารชุดใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ในครึ่งหลังของปีนี้

The post LHFG เผย Influencer ด้านการเงิน ช่วยลดยอดปฏิเสธสินเชื่ออสังหาฯ จาก 30 – 40% มาเหลือ 20% เชื่อครึ่งปีหลังตลาดฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหา 1Q68 ฟุบ ยอดโอน-ปล่อยสินเชื่อทั้งปีจ่อ ‘ติดลบ’ 3 ปีติด พบภาวะอุปทานล้น อัตราดูดซับดิ่ง คาดใช้เวลา 64 เดือนกว่าจะระบายหมด https://thestandard.co/real-estate-market-downturn/ Sun, 25 May 2025 08:29:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1078257 real-estate-market-downturn

ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 ‘ทรุด’ ยอดโอนแล […]

The post อสังหา 1Q68 ฟุบ ยอดโอน-ปล่อยสินเชื่อทั้งปีจ่อ ‘ติดลบ’ 3 ปีติด พบภาวะอุปทานล้น อัตราดูดซับดิ่ง คาดใช้เวลา 64 เดือนกว่าจะระบายหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
real-estate-market-downturn

ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 ‘ทรุด’ ยอดโอนและสินเชื่อปล่อยใหม่ ‘ลดลง’ กว่า 10% จากปีก่อน REIC พบ ‘ภาวะอุปทานล้น’ ดันอัตราดูดซับ (Absorption Rate) ดิ่งเหลือ 1.5% ต่อเดือน คาดใช้เวลา 64 เดือนกว่าจะขายหมด ประเมินยอดโอนและยอดปล่อยสินเชื่อทั้งปีนี้จ่อ ‘ติดลบ’ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

 

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ของปี 2568 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีจำนวน 65,276 หน่วย ลดลง -10.5% มีมูลค่า 181,545 ล้านบาท ลดลง -13.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการชะลอตัวในทุกภูมิภาค

 

หน่วยโอนกรรมสิทธิ์

มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์

 

โดยการชะลอตัวของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 ลดลงเช่นเดียวกัน โดยมีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ มูลค่า 109,368 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -10.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

 

กมลภพ กล่าวอีกว่า สำหรับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในไตรมาส 1 ปี 2568 มีส่วนแบ่งทางการตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่สูง 42.8% สะท้อนให้เห็นว่า ธอส. ยังคงเป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาทในการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง 

 

กมลเทพ

 

อุปทาน ‘ล้น’ คาดใช้เวลา 64 เดือนกว่าจะขายหมด

 

อุปทานอาคารชุดและบ้านจัดสรรสะสมทั้งหมด (Total Supply) ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาสแรกของปี 2568  อยู่ที่ 248,885 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.6%YoY คิดเป็นมูลค่าราว 1.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5%YoY

 

เนื่องมาจากอุปทานที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสม (Remaining Supply) ไตรมาสแรก ปี 2568 อยู่ที่ 237,571 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.4%YoY คิดเป็น 1,450,096 เพิ่มขึ้น 18.6% YoY แม้ที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่สะสม (New Supply) ลดลง อยู่ที่ 13,867 หน่วย ลดลง -15.6%YoY คิดเป็นมูลค่า 89,905 ล้านบาท  ลดลง -1.8%YoY 

 

ทำให้อัตราดูดซับ (Absorption Rate) ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาสแรกของปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.5 ต่อเดือน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราดูดซับ 2.3% ต่อเดือน ทำให้จำนวนเดือนที่คาดว่าจะขายหมดเพิ่มขึ้นจาก 40 เดือน เป็น 64 เดือน 

 

กรุงเทพ ปริมณฑล

 

คาดยอดโอนและยอดปล่อยสินเชื่อทั้งปี 2568 จ่อติดลบเป็นปีที่ 3

 

REIC คาดว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 346,684 หน่วยคิดเป็นมูลค่า 972,980 ล้านบาท ลดลง -0.8% YoY ในกรณีฐาน (Base Case) ภายใต้สมมุติฐานที่ GDP ไทยปีนี้โตราว 2% ทำให้ยอด การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งปีนี้มีแนวโน้มจะติดลบเป็นปีที่ 3 หลังจากในปี 2556 ติดลบไปแล้ว ในปีที่ 2566-2567

 

ที่อยู่อาศัย

 

REIC ยังคาดว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ ทั้งปีนี้ จะติดลบ 0.3% ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลมีแนวโน้มจะติดลบเป็นปีที่ 3 หลังจากในปี 2556 ติดลบไปแล้ว -2.8% และ -13.4% ในปีที่ 2567

 

สินเชื่อที่อยู่อาศัย

 

กมลภพยังสรุปปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568 ดังนี้

 

เปิดปัจจัยสนับสนุน

 

– รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท (มีผลตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 – 30 มิถุนายน 2569)

 

– ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569)

 

– อัตราดอกเบี้ยมีการปรับลดลง โดย กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 2 ครั้งในปี 25568 (วันที่ 26 กุมภาพันธ์ และ 30 เมษายน) ลดลง 0.50% และมีแนวโน้มจะปรับลดลงอีกในปีนี้

 

– รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน

 

– การบรรลุข้อตกลงลดภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งผลให้ความตึงเครียดทางการค้าลดลงและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจากต้นทุนที สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

 

เปิดปัจจัยเสี่ยง

 

– สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัว GDP ปี 2568 จาก 2.7% เหลือ 2.0% (ในกรอบ 1.6-2.3%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และการยืดเยื้อและการยกระดับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัว

 

– ภาระหนี้สินครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มลดลง ส่งผลต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย

 

– แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อการตัดสินใจซื้ออาคารชุดในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

 

– ความเข้มงวดเรื่องการถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของชาวต่างชาติ

 

กมลภพกล่าวอีกว่า “การที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลและ ธปท. ดำเนินมาตรการที่ตรงจุดในการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดที่อยู่อาศัยตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 เป็นต้นไป และคาดว่าจะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวได้อีกด้วย” กมลภพกล่าว

The post อสังหา 1Q68 ฟุบ ยอดโอน-ปล่อยสินเชื่อทั้งปีจ่อ ‘ติดลบ’ 3 ปีติด พบภาวะอุปทานล้น อัตราดูดซับดิ่ง คาดใช้เวลา 64 เดือนกว่าจะระบายหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AP ‘แรงต่อเนื่อง’ 1Q68 ยอดขาย 1.2 หมื่นล้านบาท กำไร 864 ล้านบาท ลุยเปิด 7 โครงการใหม่ Q2 พร้อมโอนคอนโด 3 แห่ง https://thestandard.co/ap-864-million-profit-q1-2025/ Thu, 15 May 2025 10:40:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1074732

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP รายงานผลกา […]

The post AP ‘แรงต่อเนื่อง’ 1Q68 ยอดขาย 1.2 หมื่นล้านบาท กำไร 864 ล้านบาท ลุยเปิด 7 โครงการใหม่ Q2 พร้อมโอนคอนโด 3 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 มียอดขายสุทธิ 12,110 ล้านบาท รายได้รวม 9,509 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 864 ล้านบาท โดยยังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้อย่างแข็งแกร่งด้วยสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเพียง 0.68 เท่า

 

วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ กล่าวว่า “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ยังถือว่ามีความท้าทาย แม้ภาครัฐจะเริ่มมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ อาทิ การลดค่าโอน-จดจำนอง การพิจารณาผ่อนเกณฑ์ LTV สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ”

 

สำหรับไตรมาส 2 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวม 12,100 ล้านบาท และพร้อมโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่ารวม 8,100 ล้านบาท ได้แก่ ASPIRE สุขุมวิท-พระราม 4 เริ่ม 3.89 ล้านบาท, ASPIRE อ่อนนุช สเตชั่น เริ่ม 4.19 ล้านบาท และ ASPIRE อรุณ พรีเว่ เริ่ม 3.79 ล้านบาท

 

กลุ่มธุรกิจทาวน์โฮมและบ้านแฝดเตรียมขยายการพัฒนาโครงการไปยังทำเลใหม่ อย่างเมืองเอก วิภาวดี-รังสิต โดยเตรียมเปิดพรีเซลโครงการ Grande Pleno วิภาวดี-รังสิต ด้วยบ้านแฝดไซส์ใหญ่ เริ่มต้น 5.49 ล้านบาท และต่อยอดความสำเร็จในโซนบางนากับการเปิดตัวโครงการบ้านกลางเมือง The Edition บางนา 2 บ้านแฝด 3 ชั้น เริ่มต้น 10 ล้านบาท

 

ส่วนกลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยว จะมีการเปิดโครงการใหม่ครบทุกเซ็กเมนต์ โดยในครึ่งปีแรกเตรียมเปิด 5 โครงการใหม่ผ่าน 3 แบรนด์ ได้แก่ THE PALAZZO ในเซ็กเมนต์อัลตราลักซ์ชัวรี, THE CITY กับบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ 100+ ตารางวา และ CENTRO – บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวคนเมือง

 

สำหรับปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายอสังหาริมทรัพย์ไว้ที่ 55,000 ล้านบาท เป้ารายได้รวม 100% JV ที่ 52,900 ล้านบาท 

 

โดยมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ 42 โครงการ มูลค่า 65,000 ล้านบาท ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว 15 โครงการ ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 18 โครงการ คอนโดมิเนียม 6 โครงการ และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ

The post AP ‘แรงต่อเนื่อง’ 1Q68 ยอดขาย 1.2 หมื่นล้านบาท กำไร 864 ล้านบาท ลุยเปิด 7 โครงการใหม่ Q2 พร้อมโอนคอนโด 3 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาริมทรัพย์มือสอง โอกาสทองการลงทุนที่ปลอดภัยแถมมาแรง https://thestandard.co/second-hand-real-estate-investment/ Wed, 14 May 2025 13:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1074333

บนวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ…    ท่ามกลางสงครามการค […]

The post อสังหาริมทรัพย์มือสอง โอกาสทองการลงทุนที่ปลอดภัยแถมมาแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>

บนวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ… 

 

ท่ามกลางสงครามการค้า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นโอกาสที่ดี และได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งมีความผันผวนมาก 

 

‘ทองคำ’ กลายเป็นสินทรัพย์ที่คนเข้าไปลงทุนมากที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมาก สวนทางกับพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกา ที่แนวโน้มของผลตอบแทนมีทิศทางที่ลดลง รวมไปถึงผลตอบแทนจากตลาดหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมาตลอดในทุกประเทศทั่วโลก 

 

ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจของผู้บริโภคและนักลงทุน อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ประกาศมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อโดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท เหลือ 0.01% ในแต่ละรายการ 

 

ประกอบกับการผ่อนปรนมาตรการ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป และการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือ 1.75% ในการประชุมวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา 

 

ในส่วนภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวระดับกลางถึงระดับบน สำหรับกลุ่มบ้านราคา 1-3 ล้านบาท ต้องเผชิญกับการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินสูงถึง 40-50% ขณะที่ความต้องการบ้านในระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในโครงการซึ่งอยู่ในทำเลที่ดี มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งสาธารณะ สำหรับความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในกลุ่มของผู้บริโภคจะพิจารณาโครงการที่ปลอดภัยและไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

 

ส่วนนักลงทุนมองว่า ในช่วงเวลานี้เป็นโอกาสงามในการซื้อทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม ซึ่งมีแนวโน้ม ‘ลดราคาจนน่าลงทุน’ พร้อมกันนั้น ตลาดให้เช่าที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่นิยมเช่ามากกว่าซื้อ เนื่องจากสามารถโยกย้ายไปอยู่ที่ใหม่ได้ง่ายกรณีเปลี่ยนที่ทำงานหรือปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในอนาคต 

 

เมื่อเทรนด์เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ จึงส่งผลให้แนวโน้มค่าเช่าเพิ่มสูงขึ้น โดยมี Yield อยู่ที่ 7-8% ต่อปี จากความนิยมการเช่าซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 70% จากช่วงสถานการณ์โควิด-19 และ Generation Rent

 

อสังหาริมทรัพย์มือสอง

 

ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มือสอง ได้ผลตอบแทนดี

 

ความต้องการของบ้านมือสองเพิ่มสูงขึ้น จากสถิติยอดการโอนกรรมสิทธิ์แตะระดับ 52% เนื่องจากข้อได้เปรียบในเรื่องทำเลที่บ้านมือหนึ่งสู้ไม่ได้ และราคาที่ต่ำกว่าตลาด 10-16% ดังนั้น ผู้บริโภคที่เป็น End User และ ‘นักลงทุนที่มีความพร้อม’ มีสภาพคล่อง หรือมี ‘เงินเย็น’ นี่จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากในการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นทรัพย์สินรอการขาย หรือทรัพย์มือสอง โดยเฉพาะหลายๆ โครงการที่พร้อมลดราคาหรือมอบโปรโมชันพิเศษเพื่อจูงใจลูกค้า 

 

บ้านหรือคอนโดมิเนียมมือสองในโครงการที่ทำเลดี ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า การเดินทางสะดวก ไม่ไกลจากสถาบันการศึกษาหรือแหล่งชุมชน มีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจทั้งการถูกเช่า (Rental Yield) หรือการถูกซื้อขายเร็วขึ้น กลุ่มนักลงทุนยังคงมองอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ปลอดภัย (safe investment) เพียงแต่บางครั้งอาจจะเป็นการลงทุนระยะยาว และถือครองนาน แต่ส่วนใหญ่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า 

 

ทั้งนี้ จะมีกลุ่มนักลงทุนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์สินรอการขายตามสภาพแล้วนำมาปรับปรุงให้พร้อมอยู่ จากนั้น ก็นำไปขาย หรือปล่อยเช่า ซึ่งถือเป็นอาชีพมาแรงแห่งยุคเช่นเดียวกัน เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้มักจะหาและติดต่อลูกค้าที่สนใจซื้อบ้านหรือคอนโดในทำเลนั้นๆ ไว้ก่อน จากนั้นจึงติดต่อซื้อบ้านหรือคอนโดดังกล่าวและเร่งปรับปรุงให้พร้อมอยู่พร้อมใช้ พร้อมทั้งให้บริการประสานงานกับสถาบันการเงินเพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าของตนแบบครบวงจร 

 

อสังหาริมทรัพย์มือสอง

 

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM มีทรัพย์พร้อมขายกว่า 25,000 รายการ มีมูลค่าตามราคาประเมิน 74,517 ล้านบาท โดย BAM มีทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย หรือประเภททรัพย์ที่ราคาตั้งขายไม่เกิน 5 ล้านบาท ได้แก่ 

  • บ้านเดี่ยวกว่า 5,000 รายการ 
  • ทาวน์เฮาส์กว่า 3,000 รายการ 
  • คอนโดมิเนียมกว่า 3,000 รายการ 
  • อาคารพาณิชย์กว่า 1,000 รายการ 
  • ที่ดินเปล่ากว่า 3,000 รายการ 

 

นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทรัพย์พร้อมขายของ BAM ครอบคลุมทุกทำเลทั่วประเทศ ตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายย่อยและนักลงทุน 

 

รวมถึง BAM ยังเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยและที่ดินเปล่าของ BAM ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินง่ายขึ้น โดยออกแคมเปญภายใต้ ‘BAM โปรผ่อนที่ร้อนแรงที่สุดแห่งปี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 

 

โดยได้คัดทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด ทั่วประเทศ รวมจำนวนกว่า 10,000 รายการ ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อในราคาตั้งขายไม่เกิน 5 ล้านบาท ผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% 2 ปี แรก

 

ปีที่ 3 คิดดอกเบี้ย MRR -2.5% และปีที่ 4 เป็นต้นไปคิดดอกเบี้ย MRR BAM ตลอดอายุสัญญา พิเศษยิ่งกว่าสำหรับลูกค้าที่ชำระปิดบัญชีภายใน 3 ปี ลด 10% จากราคาตั้งขาย และชำระปิดบัญชีภายใน 5 ปี ลด 5% จากราคาตั้งขาย 

 

จากการสำรวจสถิติการจำหน่ายทรัพย์ของ BAM ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ทรัพย์สินรอการขายของ BAM เป็นทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนถึง 3 ต่อ โดยให้ผลตอบแทนรวมถึง 20-29% กล่าวคือมีส่วนลดจากราคาประเมิน 10-16% มี Capital Appreciation 3-5% และมี Rental Yield 7-8% เลยทีเดียว 

The post อสังหาริมทรัพย์มือสอง โอกาสทองการลงทุนที่ปลอดภัยแถมมาแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเผย หุ้นกู้ High Yield กลุ่มอสังหา Rollover ต่ำกว่า 50% ของยอดครบชำระ แต่หุ้นกู้มีเรตติ้งยังขายคล่อง https://thestandard.co/high-yield-bond-rollover/ Thu, 03 Apr 2025 11:42:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1060284 high-yield-bond-rollover

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เผย หุ้นกู้ High Yield […]

The post สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเผย หุ้นกู้ High Yield กลุ่มอสังหา Rollover ต่ำกว่า 50% ของยอดครบชำระ แต่หุ้นกู้มีเรตติ้งยังขายคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
high-yield-bond-rollover

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เผย หุ้นกู้ High Yield ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ออกขายหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระ (Rollover) ได้ 8.8 พันล้านบาท จากที่ครบกำหนดทั้งหมด 1.8 หมื่นล้านบาท 

 

ส่วนหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade ยังออกขายได้เกินกว่าหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด คิดเป็นมูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาท จากที่ครบกำหนด 2.6 หมื่นล้านบาท 

 

อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ออกขายหุ้นกู้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) ในกลุ่ม High Yield มีมูลค่า 8,816 ล้านบาท คิดเป็น 48% จากมูลค่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ คิดเป็นมูลค่า 18,267 ล้านบาท 

 

โดยสัดส่วนการออกหุ้นกู้ High Yield ใหม่เทียบกับหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปีนี้ ลดลงจากปีก่อน ซึ่งปีก่อนมีการออกขายหุ้นกู้ High Yield ใหม่ 12,801 ล้านบาท คิดเป็น 63% ของมูลค่าหุ้นกู้ High Yield ที่ครบกำหนดชำระ 20,173 ล้านบาท 

 

อย่างไรก็ดี หุ้นกู้อสังหาในกลุ่ม Investment ยังคงออกขายได้มากกว่ามูลค่าหุ้นที่ครบกำหนดชำระ แม้ว่ามูลค่ารวมจะลดลง โดยไตรมาส 1 ของปีนี้ หุ้นกู้อสังหาในกลุ่ม Investment Grade ขายได้ 33,116 ล้านบาท ส่วนที่ครบกำหนดชำระมีมูลค่า 26,528 ล้านบาท ส่วนปีก่อนมีหุ้นกู้ที่ออกขายใหม่ 35,476 ล้านบาท ส่วนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระเมื่อไตรมาสแรกของปีก่อนอยู่ที่ 22,593 ล้านบาท 

 

อริยากล่าวต่อว่า หุ้นกู้อสังหาที่จะครบกำหนดชำระช่วงที่เหลือของปีไม่ได้มีมากผิดปกติ อยู่ที่ประมาณไตรมาสละ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบรายใหญ่น่าจะออกขายหุ้นกู้ได้ตามปกติ แต่ในกลุ่มที่ไม่มีเรตติ้งอาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด 

 

“สำหรับบริษัทที่มีหุ้นกู้คงค้าง โดยเฉพาะในกลุ่ม High Yield คงต้องมีการเตรียมการรองรับ เพราะความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ชะลอตัวลงมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้” 

 

ส่วนแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในปีนี้ คาดว่าจำนวนบริษัทไม่น่าจะมากเท่ากับปีก่อน เพราะนักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น และหลายบริษัทก็วางแผนล่วงหน้า โดยอาจจะพยายามขอเลื่อนการจ่ายคืนเงินต้น หรือขอเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยออกไปแทนที่จะปล่อยให้เป็นการผิดนัดชำระหนี้ 

 

ทั้งนี้ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีผู้ออกหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ 3 ราย รวมมูลค่า 1,605 ล้านบาท ได้แก่ CV มูลค่า 452 ล้านบาท, WTX มูลค่า 408 ล้านบาท และ CHO มูลค่า 475 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 และ 2566 ที่มีผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระปีละ 5 ราย มูลค่า 3,172 ล้านบาท และ 16,363 ล้านบาท ตามลำดับ 

 

ส่วนหุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระในไตรมาสแรกของปีนี้มี 9 ราย รวม 8,841 ล้านบาท โดยเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ได้แก่ RICHY มูลค่า 1,534 ล้านบาท, CV มูลค่า 452 ล้านบาท, CGD มูลค่า 798 ล้านบาท, JCK มูลค่า 928 ล้านบาท, PRIME มูลค่า 2,050 ล้านบาท, NRF มูลค่า 1,300 ล้านบาท, EP มูลค่า 1,030 ล้านบาท, TPOLY มูลค่า 360 ล้านบาท และ ECF มูลค่า 389 ล้านบาท 

 

โดยในจำนวนนี้มี 5 ราย ที่เป็นรายใหม่ที่เพิ่งเลื่อนการชำระในปีนี้ ได้แก่ RICHY, PRIME, NRF, EP และ TPOLY ทั้งนี้ ในปี 2567 และปี 2566 มีหุ้นกู้ที่เลื่อนการชำระ 17 ราย และ 14 ราย คิดเป็นมูลค่า 37,963 ล้านบาท และ 12,443 ล้านบาท 

 

อริยากล่าวต่อว่า เป้าหมายการออกหุ้นกู้ทั้งปีนี้โดยรวมยังคาดว่าจะอยู่ที่ 8.5-9 แสนล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อยที่ทำได้กว่า 9 แสนล้านบาท จากหลายปัจจัยลบ เช่น เศรษฐกิจชะลอตัว กำแพงภาษีจากสหรัฐฯ และเหตุการณ์แผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงค่อนข้างเร็ว จะเป็นปัจจัยบวกให้การออกขายหุ้นกู้

 

“ดอกเบี้ยลดลงมาเร็วกว่าที่คาด บอนด์ยีลด์ตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหว ลงมา 0.12-0.15% ทำให้ผู้ออกบางส่วนอยากจะออกหุ้นกู้เร็วขึ้น”

The post สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเผย หุ้นกู้ High Yield กลุ่มอสังหา Rollover ต่ำกว่า 50% ของยอดครบชำระ แต่หุ้นกู้มีเรตติ้งยังขายคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘วิทย์ สิทธิเวคิน’ คิดลงทุนอสังหาอย่างไรในวัย 50 | NEW GEN INVESTOR EP.47 https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-47/ Thu, 27 Mar 2025 07:14:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1057210 new-gen-investor-ep-47

อยากลงทุน อสังหาริมทรัพย์ ต้องเริ่มอย่างไร?   นอกจ […]

The post ชมคลิป: ‘วิทย์ สิทธิเวคิน’ คิดลงทุนอสังหาอย่างไรในวัย 50 | NEW GEN INVESTOR EP.47 appeared first on THE STANDARD.

]]>
new-gen-investor-ep-47

อยากลงทุน อสังหาริมทรัพย์ ต้องเริ่มอย่างไร?

 

นอกจาก ทำเล ทำเล และทำเล ยังมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่สำคัญกับอสังหาริมทรัพย์

 

New Gen Investor เอพิโสดนี้ เฟิร์น – ศิรัถยา อิศรภักดี ชวน เฮียวิทย์ – ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน มาแชร์ความสนใจที่อยากจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในวัย 50+

 

พร้อมพามาดูตัวอย่างโครงการจริงอย่าง SCOPE PROMSRI ที่เฮียวิทย์มองว่าน่าสนใจลงทุนเพื่อปล่อยเช่า เพราะดีมานด์ที่มีอย่างต่อเนื่อง และได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอประมาณ 5% ต่อปี

The post ชมคลิป: ‘วิทย์ สิทธิเวคิน’ คิดลงทุนอสังหาอย่างไรในวัย 50 | NEW GEN INVESTOR EP.47 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ชี้ 3 ปัญหาเชิงโครงสร้างกดดันอสังหาไทย ซึมยาวส่อเค้าวิกฤต | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-27032025-3/ Thu, 27 Mar 2025 06:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1057123 morning-wealth-27032025-3

KKP Research มองว่า การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในคร […]

The post ชมคลิป: ชี้ 3 ปัญหาเชิงโครงสร้างกดดันอสังหาไทย ซึมยาวส่อเค้าวิกฤต | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-27032025-3

KKP Research มองว่า การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้กำลังสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคอสังหาริมทรัพย์มากกว่าเป็นปัญหาชั่วคราว และจะรุนแรงยาวนานกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: ชี้ 3 ปัญหาเชิงโครงสร้างกดดันอสังหาไทย ซึมยาวส่อเค้าวิกฤต | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข่าวดีอสังหา ปลดล็อก LTV หุ้นเด่น SIRI รับอานิสงส์ กาง 4 กลยุทธ์ สร้างกำไรให้เติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศรุกธุรกิจใหม่ ‘รับสร้างบ้าน’ เจาะตลาด 2 แสนล้านบาท https://thestandard.co/unlock-ltv-siri/ Tue, 25 Mar 2025 06:43:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1055962 ปลดล็อก LTV อสังหา

ภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่งได้รับข่าวหลังจากธนาคารแห่งประเท […]

The post ข่าวดีอสังหา ปลดล็อก LTV หุ้นเด่น SIRI รับอานิสงส์ กาง 4 กลยุทธ์ สร้างกำไรให้เติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศรุกธุรกิจใหม่ ‘รับสร้างบ้าน’ เจาะตลาด 2 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อก LTV อสังหา

ภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่งได้รับข่าวหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ ‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยตั้งแต่หลังที่ 1 ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และสำหรับการกู้หลังที่ 2 ที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท สำหรับเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 

 

ขณะที่เริ่มเห็นบทวิเคราะห์ที่ออกมามีมุมมองเป็นบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ทันที

 

โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กรณีที่ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวเป็น Sentiment เชิงบวกในแง่ของความสามารถในการซื้อของลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งต้องการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 หรือที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ที่ระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท และยังสามารถกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อลงทุนกลับมาได้ มองว่ากลุ่มสินค้าที่เป็นคอนโดมิเนียมจะได้รับประโยชน์มากกว่า

 

ขณะที่ บล.กรุงศรี ออกมาวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเป็นบวก SIRI กับแผนการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ จำนวน 8 โครงการ มูลค่ารวม 1.07 หมื่นล้านบาท โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าโครงการที่มีดีมานด์ของลูกค้าต่างชาติ เช่น ภูเก็ต, พัทยา และโครงการกลุ่ม Ready to Move ยังมี Take-Up Rate ที่สูงกว่าโครงการอื่น 

 

 

อีกทั้งวิเคราะห์ต่อว่าในไตรมาส 1/68 จะมี Presale ที่โดดเด่น ในขณะที่กำไรสุทธิคาดว่าจะโดดเด่นในไตรมาส 2/68 เป็นต้นไป โดยคงกำไรปกติ (Normal Profit) ในปี 2568 ที่ 5.25 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2567 ซึ่งมีโอกาสทำ Record High 

 

โดยคงราคาเป้าหมายของ SIRI ที่ 2.34 บาท แนะนำ ‘ซื้อ’ และเป็น Top Pick จากจุดเด่นเรื่องการเป็น First Mover ทั้งด้าน Product Design อีกทั้งมีความสามารถในการจับเทรนด์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไวได้ดี และกลยุทธ์สร้าง Value-Added ในทำเลที่มีการโตสูง ซึ่งเป็นส่วนผลักดันกำไรในปี 2568

 

เจาะ 4 กลยุทธ์ สร้างการเติบโตในระยะยาวของ SIRI 

 

ในปี 2568 แสนสิริจะใช้กลยุทธ์อย่างไรในการสร้างการเติบโต รวมถึงแผนการในการขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตในปีนี้

 

วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI อธิบายถึงแผนกลยุทธ์ธุรกิจที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของ ‘แสนสิริ’ ในปีนี้จะเน้นใน 4 เรื่อง มีดังนี้

 

กลยุทธ์ที่ 1

ขยายการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในกลุ่มสินค้าระดับลักชัวรีและพรีเมียมในทำเลใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น บางนา, บรมราชชนนี, สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีดีมานด์แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนโครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในปีนี้มีสัดส่วน 55% ที่เป็นโครงการลักชัวรี ส่วนโครงการระดับกลางจะมีสัดส่วน 25% จากแผนปีนี้จะเปิดตัวโครงการใหม่ 

 

ยกตัวอย่างที่ตอกย้ำดีมานด์ที่ดี เช่น โครงการพีทีวาย เรสซิเดนซ์ ในพัทยา ที่อยู่ริมชายหาด ซึ่งมีโควตาขายให้กลุ่มชาวต่างชาติ 49% ปิดการขาย (Sold Out) แล้ว ดังนั้นจะพบว่ามีดีมานด์ของต่างชาติที่ขยายตัวสูงในจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่น ชาวจีน, ชาวรัสเซีย, ชาวญี่ปุ่น 

 

กลยุทธ์ที่ 2

เน้นการเพิ่มสัดส่วนเร่งการเปิดคอนโดมิเนียมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากซัพพลายของคอนโดถูกดูดซับไปมากแล้ว ส่งผลให้ซัพพลายในตลาดปัจจุบันเหลือน้อย ขณะที่ฝั่งดีมานด์กลับมาเติบโตได้ค่อนข้างดี หากมีการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมในโลเคชันที่ดีก็จะได้รับผลตอบรับที่ดี เพราะมีดีมานด์ที่มีคุณภาพในตลาดรองรับ อีกทั้งสร้างความมั่นคงของยอดขายโครงการที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่สามารถรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นซิตี้ คอนโดมิเนียม

 

กลยุทธ์ที่ 3

เน้นรุกเปิดโครงการในทำเล Strategic Locations ขยายการพัฒนาโครงการไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต, หัวหิน, พัทยา, เชียงใหม่ รวมถึงหัวเมืองหลักคือขอนแก่น

 

ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่พยายามกระตุ้นเมืองท่องเที่ยวให้เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) เพื่อเป็น Destination ของโลก ส่งผล Infrastructure ในจังหวัดภูเก็ต มีโอกาสพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทฯ จะลงทุนซื้อที่ดินในราคาที่สูงวันนี้ แต่หากในอนาคตมีการพัฒนาการ Infrastructure เสร็จพร้อมในหลายด้านจะเป็นบวกต่อราคาขายที่อยู่อาศัยในภูเก็ต และมีโอกาสไปได้อีกไกลด้วยเช่นกัน

 

กลยุทธ์ที่ 4

ธุรกิจสำคัญที่จะเน้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า คือการเน้นการร่วมทุน (Joint Venture: JV) กับพาร์ตเนอร์ขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรง เพราะมีข้อดีหรือประโยชน์ 3 ประเด็นหลัก

 

  • จะได้รับกำไรจากการขายที่ดินเพื่อทำโครงการเข้าบริษัท JV กับพาร์ตเนอร์ที่ตั้งมาใหม่ รวมทั้งยังมีโอกาสได้รับรายได้จากการบริหารโครงการกับค่าคอมมิชชัน
  • จะใช้ลงทุนในโครงการลดลง เพราะจะใส่เงินลงทุนตามสัดส่วน JV เช่น หากถือหุ้น 50% ก็จะให้บริษัทฯ สามารถมีเงินทุนไปลงทุนโครงการอื่นๆ หรือเพิ่ม Leverage การลงทุนเพิ่มขึ้นได้เป็น 2 เท่า
  • เป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุน

 

จับมือพาร์ตเนอร์ JV ลุย 7 โครงการ มูลค่า 1.95 หมื่นล้านบาท

 

สำหรับแผนในปีนี้จะลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่เพื่อพัฒนาโครงการ JV ใหม่ร่วมกันจำนวน 7 โครงการ มูลค่า 1.95 หมื่นล้านบาท 

 

ตามนโยบายบริษัทฯ ต้องการให้ยอดโอนรับรู้รายได้ในปีนี้มีสัดส่วน 20-30% ต่อปีที่มาจากการ JV

 

ปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินเปล่ากับโครงการสิ่งปลูกสร้างหรือต้นทุนเพื่อพัฒนาโครงการมีมูลค่าประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท สามารถรองรับการทำธุรกิจได้ใน 3 ปีข้างหน้าโดยไม่ต้องซื้อที่ดินเปล่าเพิ่มเติม

 

สำหรับปีนี้บริษัทฯ วางแผนเปิดตัว 29 โครงการใหม่ มูลค่า 5.2 หมื่นล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้

 

  • แนวราบเดินหน้าเปิดตัว 14 โครงการ มูลค่า 3.16 หมื่นล้านบาท – ครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ที่แสนสิริบุกตลาดพรีเมียมและมีเดียมครอบคลุมทุกทำเลมากที่สุด
  • คอนโดมิเนียม จำนวน 15 โครงการ มูลค่า 2.04 หมื่นล้านบาท – เร่งขยายพอร์ตคอนโดในเมืองและ Strategic Location 

 

หากเปรียบเทียบกับข้อมูลปี 2567 บริษัทฯ มีการเปิดตัวจำนวน 43 โครงการใหม่ มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าอีกกลยุทธ์ในปีนี้ที่แม้จำนวนการเปิดโครงการจะลดลงจากปี 2567 แต่มูลค่ารวมของโครงการที่เปิดตัวและมูลค่าเฉลี่ยต่อโครงการในปีนี้จะสูงกว่าปี 2567 เพราะต้องการเน้นเจาะตลาดลักชัวรีมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่สูง 

 

 

 

เปิดปัจจัยเศรษฐกิจหนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์

 

  • ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และสำหรับการกู้หลังที่ 2 ที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท สำหรับเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 
  • แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับลดลงในปี 2568 จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น
  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแสนสิริ
  • ภาคท่องเที่ยว: คาดการณ์การกลับมาของนักลงทุนต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย


บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรู้รายได้รวมในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นมาจากโครงการแนวราบ 65% ส่วนคอนโดมิเนียมอีก 35% จากปี 2567 ที่รายได้รวมประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท 

 

ปลดล็อก LTV อสังหา

 

แสนสิริ ปี 2567 โกยรายได้สูงสุดเฉียด 4 หมื่นล้านบาท

ภาพ: ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย)

 

อีกทั้งภาพรวมของมาร์จิ้นในปี 2568 ของบริษัทฯ มีแนวโน้มดีขึ้นจากปี 2567 หลังจากบริษัทฯ ขายหุ้นทั้งหมดของโรงแรม The Standard ให้กับกลุ่ม Hyatt ในช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทจะไม่มีผลการขาดทุนในช่วงที่ผ่านจากบริหารจัดการโรงแรม The Standard จำนวน 100 ล้านบาทต่อไตรมาส หรือ 400 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ส่งผลให้มาร์จิ้นในปีนี้มีจะอยู่ที่ประมาณ 12.5% แต่มีอัปไซด์ไปถึง 15% จากปัจจัยบวกการ JV กับพาร์ตเนอร์

“จุดแข็งของบริษัทคือมีโปรดักต์หลากหลาย ทุกรูปแบบ ทุกราคา สามารถรองรับดีมานด์ได้ทุกสถานการณ์”

 

โดยปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะโอนรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

 

‘แสนสิริ’ ย้ำความแข็งแกร่งทางของฐานะการเงิน

 

ปัจจุบันบริษัทฯ มี Project Finance ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ สามารถเบิกใช้ได้ทันทีกับเงินสดของบริษัท รวมกันอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท สามารถใช้รองรับทำธุรกิจได้อย่างดีในอนาคต 

 

  • มีทรัพย์สินรวม 149,399 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการ ซึ่งรองรับแผนการเติบโตได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า แสดงถึงความพร้อมรับมือกับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
  • อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ใน Top 4 ของอุตสาหกรรม คิดเป็น Dividend Yield ที่ 9% ต่อปี และรายได้รวมต่อส่วนทุน (Revenue to Equity) สูงถึง 80% สะท้อนถึงความสามารถและประสิทธิภาพในการบริหารเงินทุนเพื่อสร้างรายได้และกำไรสูงสุด มุ่งมั่นเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน

 

รุก ‘ธุรกิจสร้างบ้าน’ มูลค่าตลาด 2 แสนล้านบาท

 

อีกธุรกิจใหม่ที่บริษัทฯ ที่กำลังจะรุกเข้าไปทำธุรกิจในปีนี้คือ ธุรกิจรับสร้างบ้านแบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ ต้นแบบ Crafted by Sansiri เนื่องจากเห็นโอกาสการเติบโตสูง โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมีการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี อีกทั้งบริษัทมีความพร้อมจากการที่ปัจจุบันแสนสิริมีโรงงาน Precast ของบริษัทเอง และมีบุคลากรที่พร้อมต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิม และเป็นธุรกิจสร้างบ้านให้เติบโตให้กับ ‘แสนสิริ’ เพิ่มเติมในอนาคต และเป็นธุรกิจที่มี Gross Profit Margin สูงถึง 40% สูงกว่าธุรกิจพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร และมีข้อดีคือ บริษัทฯ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเอง เนื่องจากลูกค้าต้องจ่ายเงินล่วงหน้าในการสร้างบ้าน

 

 

The post ข่าวดีอสังหา ปลดล็อก LTV หุ้นเด่น SIRI รับอานิสงส์ กาง 4 กลยุทธ์ สร้างกำไรให้เติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศรุกธุรกิจใหม่ ‘รับสร้างบ้าน’ เจาะตลาด 2 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV https://thestandard.co/ltv-easing-housing-stocks/ Tue, 25 Mar 2025 05:37:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1056279 ltv-easing-housing-stocks

เกิดอะไรขึ้น:   ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันชะลอตั […]

The post หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
ltv-easing-housing-stocks

เกิดอะไรขึ้น:

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันชะลอตัวต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ดังนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) จึงเห็นควรให้ผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) โดยประเมินว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูงได้บ้าง จึงอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้จำกัด

 

การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยสามารถกู้ได้ 100% ทั้งกรณีมูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

 

InnovestX Research มองว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ หลังจากเผชิญกับความต้องการที่อยู่อาศัยที่ลดลงและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงในปี 2565-2566 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยสูง อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ดังนั้นจึงเชื่อว่าจากนี้ไปจนถึงวันที่เริ่มผ่อนคลายเกณฑ์ LTV presales ของกลุ่มที่อยู่อาศัยจะยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจากนั้นจะดีดตัวเพิ่มขึ้น

 

ผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของ InnovestX Research (AP, LH, QH, PSH, SPALI, LPN และ SIRI) ตั้งเป้า presales ปี 2568 รวม 1.92 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18%) สูงสุดในรอบ 7 ปี โดย LH ตั้งเป้า presales เติบโตสูงที่สุดในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ 20% ขณะที่ AP เป็นผู้ประกอบการที่ตั้งเป้า presales ไว้สูงที่สุดที่ 5.5 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18%)

 

โดยเชื่อว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในกลุ่มที่อยู่อาศัยทำ presales ได้ถึงเป้าที่วางไว้ที่ 1.92 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18%) หลังจากปรับตัวลดลง 8% ในปี 2567 และจะช่วยสนับสนุนให้ presales ปี 2569 เติบโต ซึ่งประเมินไว้ที่อย่างน้อย 10% ทั้งนี้การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2564 ถึงธันวาคม 2565 โดยช่วยให้ presales ปี 2565 ของกลุ่มที่อยู่อาศัยเติบโต 21%

 

ในปี 2568 ผู้ประกอบการฯ ตั้งเป้าเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 2.10 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1%) โดย 69% จะมาจากโครงการแนวราบ (มูลค่าลดลง 14%) และ 31% จะมาจากคอนโด (มูลค่าเพิ่มขึ้น 67%) โดยใช้สมมติฐานว่าผู้ประกอบการในกลุ่มที่อยู่อาศัยจะคงแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2568 ไว้เช่นเดิม ขณะที่จะใช้โอกาสที่มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ระบายสินค้าคงเหลือที่มีอยู่ออกไปที่อัตรากำไรขั้นต้นระดับปกติหลังจากการจัดโปรโมชั่นลดราคาใน 4Q67 กดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 2-3%

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (SET PROP) ปรับลง 5.83% ขณะที่ SET Index ปรับลง 5.18% สู่ 1,181.71 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research เลือกหุ้นเด่นของกลุ่มเป็น AP และ SIRI โดยคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ AP (ราคาเป้าหมาย 12.10 บาทต่อหุ้น) และ SIRI (ราคาเป้าหมาย 2.10 บาทต่อหุ้น) เนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้น presales และกำไรมีแนวโน้มเติบโต นอกจากนี้ยังชอบ LH (ราคาเป้าหมาย 6 บาทต่อหุ้น) และ SPALI (ราคาเป้าหมาย 20 บาทต่อหุ้น) จากแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรด้วย

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การแข่งขันสูงขึ้น และการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ

 

หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/strategy-insight/daily-strategy/swdpaper/property-20250321

The post หุ้นกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย – ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่อนเกณฑ์ LTV บ้านหลังแรก 10 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านหลังที่ 2 ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กู้ได้ 100% https://thestandard.co/ltv-first-home-loan/ Fri, 21 Mar 2025 02:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1054547 ltv-first-home-loan

เนื่องจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ส […]

The post ผ่อนเกณฑ์ LTV บ้านหลังแรก 10 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านหลังที่ 2 ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กู้ได้ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ltv-first-home-loan

เนื่องจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัดสินใจผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ชั่วคราว เพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์

 

โดยจะผ่อนคลายใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  1. บ้านหลังแรก ราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ให้กู้ได้ 100% 
  2. บ้านหลังที่ 2 ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ให้กู้ได้ 100% 

 

สำหรับเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 

 


 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post ผ่อนเกณฑ์ LTV บ้านหลังแรก 10 ล้านบาทขึ้นไป และบ้านหลังที่ 2 ต่ำกว่า 10 ล้านบาท กู้ได้ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมอง 2 บิ๊กอสังหา กับมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว กระตุ้นกำลังซื้อได้แค่ไหน https://thestandard.co/ltv-policy-real-estate/ Fri, 21 Mar 2025 02:46:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1054540 ltv-policy-real-estate

ล่าสุด ‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลาย เกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% […]

The post เปิดมุมมอง 2 บิ๊กอสังหา กับมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว กระตุ้นกำลังซื้อได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ltv-policy-real-estate

ล่าสุด ‘แบงก์ชาติ’ ประกาศผ่อนคลาย เกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% สำหรับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และสำหรับการกู้หลังที่ 2 ที่มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท พร้อมยอมรับว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันชะลอตัวต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่ในมุมมองผู้ประกอบการประเมินผลลัพธ์ของมาตรการนี้อย่างไร

 

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่ล่าสุด ธปท. มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว โดยมีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวดังกล่าว แบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

 

กรณีที่ 1 กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่หลังที่สองเป็นต้นไป

 

กรณีที่ 2 กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป เริ่มตั้งแต่การขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่หนึ่งเป็นต้นไป 

 

ดังนั้น เงื่อนไขที่ออกมาดังกล่าวจะมีการครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกราคา แต่อาจมีความแตกต่างของเงื่อนไขบ้าง

 

อย่างไรก็ดี ยังประเมินได้ยากว่าจะมาช่วยสนับสนุนกระตุ้นภาคการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ได้มากหรือน้อยอย่างไร เนื่องจากยังขึ้นกับอีกปัจจัยที่เกี่ยว ทั้งประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันยังมีความเข้มงวดในการพิจารณาเครดิตในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทลงมา

 

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

 

“ถามว่ามาตรการนี้ช่วยได้หรือไม่ ก็คิดว่าช่วยได้สำหรับคนที่อยากมีบ้านหลังที่สองหรือสามซึ่งจะไปตอบโจทย์คนที่มีเงินแล้วอยากซื้อบ้านเพิ่มที่จะสามารถกู้ซื้อบ้านได้เต็ม 100%” อุทัยกล่าว

 

ทั้งนี้มองว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ดังกล่าวนี้มีโอกาสจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อโดยเฉพาะในกลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาท ขึ้นไปเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่สูงมีความพร้อมทางการเงินและไม่มีประเด็นปัญหาด้านเครดิตที่จะสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้เต็ม 100% ของราคาหลักประกันที่อยู่อาศัย โดยไม่ต้องวางเงิน LTV 

 

“ส่วนปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ขึ้นอยู่กับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สร้างอำนาจหลักในการซื้อบ้าน ไม่ใช่ปัจจัย LTV อย่างเดียว แต่ LTV อาจช่วยให้คนอยากซื้อบ้านเพิ่มได้บ้าง ส่วนภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้มองว่าน่าจะทรงตัวจากปี 2567 ซึ่งปี 2567 หดตัวลงจากปี 2566 แต่ถ้าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะโตขึ้นจากปี 2567 ได้ หากรัฐบาลผลักดันให้ GDP ปีนี้ขยายตัวได้ระดับ 3% ขึ้น” อุทัยกล่าว

 

‘ศุภาลัย’ ลุ้นตลาดอสังหา ปีนี้ฟื้นจากปี 67 ที่เป็นจุดต่ำสุด

 

ด้าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว ถือเป็นข่าวดีของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องจากปลายปี 2566 ที่ ธปท. มีการเริ่มลดดอกเบี้ย ถือปัจจัยบวกที่จะให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จากปี 2567 ที่มียอดขายรวมของทั้งตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 แสนหน่วยหดตัว 10% เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2566 ที่เชื่อว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของภาคอสังหาริมทรัพย์

 

อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวนี้จะส่งผลลัพธ์อย่างไรนั้นขอติดตามผลอีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้ยังมีปัจจัยลบด้านอื่นๆ ที่ยังกดดันทั้งปัจจัยภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

 

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) 

 

“จากสถิติในอดีตที่บริษัทฯ เคยศึกษารวบรวมข้อมูลไว้ หากปลดล็อกเกณฑ์ LTV จะช่วยให้ลูกค้าบางรายที่เคยกู้ซื้อบ้านไม่ได้ เพราะเกณฑ์ LTV จะสามารถกลับมาซื้อบ้านได้เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ของลูกค้าทั้งหมด คิดว่าการมีมาตรการเหล่านี้ออกมาก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้บ้างให้ดีขึ้นได้จากปีที่แล้วที่น่าจะเป็นจุดต่ำสุด” ไตรเตชะกล่าว

 

นักวิเคราะห์มอง ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ช่วยปั๊มกำลังบ้านราคาแพง

 

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กรณี ที่ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว เริ่มวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 เป็น Sentiment เชิงบวกในแง่ของความสามารถในการซื้อลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ที่ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 หรือที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 ที่ระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท และยังสามารถกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อลงทุนกลับมาได้ แต่มองว่ากลุ่มสินค้าที่เป็นคอนโดมิเนียมจะได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มสินค้าแนวราบ และทำให้ผู้ประกอบการที่มีสต็อกคอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมากได้รับประโยชน์ เช่น ANAN, SIRI, ORI และ AP เป็นต้น

 

KResarch คาดผ่อน LTV อาจช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อใหม่

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResarch) ระบุว่า จากเวทีหารือร่วมกันระหว่าง ธปท. และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้าง หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ มาตรการ LTV สำหรับการซื้อบ้านหลังที่ 2 และหลังที่ 3 เพื่อช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

 

ภาพรวมสินเชื่อบ้านของสถาบันการเงินปิดปี 2567 ด้วยการเติบโตของยอดคงค้างสินเชื่อบ้านเพียง 2.6% นับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี (รูปที่ 1) นำโดย การชะลอตัวของสินเชื่อบ้านในระบบธนาคารพาณิชย์ (เติบโต 0.3%) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เติบโต 5.4%)

 

สินเชื่อบ้าน สถาบันการเงิน 2567

 

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปใน 2 ช่วงสำคัญที่มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV คือปี 2552 และปี 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า การตอบรับของสถานการณ์สินเชื่อบ้านในระบบแบงก์ไทยต่อการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ LTV ทั้ง 2 ช่วงเวลา มีลักษณะที่แตกต่างกัน (รูปที่ 2 และ รูปที่ 3) โดยภายหลังการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ปี 2552 สินเชื่อบ้านระบบแบงก์เร่งตัวกลับมาขยายตัวสูง ขณะที่ หลังการผ่อนคลาย LTV ปี 2564 แม้ยอดคงค้างสินเชื่อบ้านยังคงชะลอการเติบโตลง แต่การผ่อนคลายมาตรการ LTV มีผลช่วยสนับสนุนให้สินเชื่อปล่อยใหม่ให้ทยอยฟื้นตัวกลับมา  

 

สินเชื่อบ้านในอดีต

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การผ่อนปรนมาตรการ LTV สำหรับสัญญาสินเชื่อที่ 2-3 อาจช่วยกระตุ้นโอกาสการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีรายได้ระดับกลาง-บน ที่สถาบันการเงินสามารถจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตได้ แต่ผลต่อสินเชื่อบ้านโดยรวมยังอยู่ในกรอบจำกัด เพราะเศรษฐกิจในภาพใหญ่ที่ฟื้นตัวช้า มีผลต่อรายได้ อำนาจซื้อ และหนี้สินของภาคครัวเรือน

 

พร้อมทั้งคาดว่า สินเชื่อบ้านระบบแบงก์ไทยในปี 2568 จะขยายตัว 0.5% ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยประคองการเติบโตได้ต่อเนื่องและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีโอกาสปรับลดลงในระหว่างปี (กรณี Baseline ที่ยังไม่มีการปรับมาตรการ LTV) เทียบกับที่ขยายตัว 0.3% ในปี 2567

 

ทั้งนี้ บ้านที่มีมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราว 10% ของตลาด โดยหากสัดส่วนของผู้กู้ยืมกลุ่มนี้ขยับเพิ่มขึ้นทุก ๆ 1% ของภาพรวมตลาด ก็อาจช่วยหนุนอัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านให้ขยับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1-0.2% จาก Baseline ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่ามาตรการจะเริ่มมีผลในช่วงครึ่งหลังของปี 2568   

The post เปิดมุมมอง 2 บิ๊กอสังหา กับมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว กระตุ้นกำลังซื้อได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>