ตลาดหุ้นทั่วโลก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ตลาดหุ้นทั่วโลก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 30 Sep 2025 02:00:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สถิติพบ 50% ของประเทศที่ถูกปรับ Outlook เป็น Negative จะถูกลดอันดับจริงภายใน 1-2 อินโนเวสท์ เอกซ์ ย้ำต้องเร่งแก้วินัยการคลัง ก่อนถูกลดอันดับเป็น BBB https://thestandard.co/thai-credit-rating-risk-fed-interest-outlook/ Tue, 30 Sep 2025 02:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1124536 thai-credit-rating-risk-fed-interest-outlook

The post สถิติพบ 50% ของประเทศที่ถูกปรับ Outlook เป็น Negative จะถูกลดอันดับจริงภายใน 1-2 อินโนเวสท์ เอกซ์ ย้ำต้องเร่งแก้วินัยการคลัง ก่อนถูกลดอันดับเป็น BBB appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-credit-rating-risk-fed-interest-outlook

The post สถิติพบ 50% ของประเทศที่ถูกปรับ Outlook เป็น Negative จะถูกลดอันดับจริงภายใน 1-2 อินโนเวสท์ เอกซ์ ย้ำต้องเร่งแก้วินัยการคลัง ก่อนถูกลดอันดับเป็น BBB appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีนพุ่งทำ New High รับแรงหนุนเศรษฐกิจ ถึงเวลาปรับพอร์ตรับตลาดกระทิง https://thestandard.co/china-global-stock-market-rally-analysis/ Tue, 09 Sep 2025 02:55:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1117111 global-stock-market-rally-analysis

ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง! หลายๆ ตลาดทำ All time high ไม่พ […]

The post หุ้นจีนพุ่งทำ New High รับแรงหนุนเศรษฐกิจ ถึงเวลาปรับพอร์ตรับตลาดกระทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
global-stock-market-rally-analysis

ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง! หลายๆ ตลาดทำ All time high ไม่พัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นออสเตรเลีย แม้แต่ตลาดเกิดใหม่ทั้งจีน เวียดนามดีดเด้งทำนิวไฮกันเป็นว่าเล่น

 

จริงๆ ปัจจัยสำคัญตอนนี้ นักลงทุนต้องจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 17-18 กันยายนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ว่า จะมีการ ‘ลดดอกเบี้ย’ หรือไม่ ขณะที่ล่าสุด ‘Jerome Powell’ ประธาน Fed ออกมาส่งสัญญาณค่อนข้างชัดแล้วว่า ‘มีโอกาสเกิดขึ้นจริง’​ ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.25%-4.50%

 

ขณะเดียวกันการที่ Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ช่วยลดแรงกดดันจากเงินทุนไหลออก ทำให้ Fund Flow ต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาตลาดหุ้นอีกครั้ง

 

แต่ก็มีปมอยู่ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ PCE ที่ Fed ชอบดูที่สุดอยู่ที่ +2.6% ในเดือนกรกฎาคม แม้จะตรงตามที่ตลาดคาคแต่ก็เป็นเลขที่ขยายตัวมากที่สุดในรอบ 4 เดือน คำถามสำคัญที่ตามมา ‘Fed จะยังลดดอกเบี้ยหรือไม่ และจะลดเท่าไร?’ เราต้องจับตาดูกันครับ

 

เพราะหาก Fed ลดดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งในปีนี้หรือปีหน้า จะทำให้เงินลงทุนต่างชาติ (fund flow) ไหลออกจากพันธบัตรสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา เม็ดเงินที่พักอยู่ในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ มีมูลค่าราว 7 ล้านล้านดอลลาร์

 

ทุกคนคงสงสัย ตลาดหุ้นพุ่งแรงรับข่าวคาดหวัง Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ หลังจากนั้นจะเสี่ยงเกิดสัญญาณฟองสบู่ใกล้แตก หรือแค่เกิด sell on fact หรือจริงๆ แล้ว ยังไปต่ออีก!! บรรยากาศตลาดจะเป็นหมีหรือกระทิงกันแน่ หรือควรจะไปลงทุนตลาดไหนดี แล้วช่วงที่หุ้นสหรัฐฯ กระทิงเป็นโอกาสทองในการ Rebalance อย่างไรกันแน่ จัดพอร์ตอย่างไรให้บาลานซ์ความเสี่ยงไปพร้อมๆ กับสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตไปต่อ…รอดทุกสถานการณ์ ผมมีคำตอบให้ครับ

 

ชั่วโมงนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร้อนแรงเกินต้าน เมื่อ Dow Jones พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี S&P 500 พุ่งทะลุระดับ 6,500 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และส่งผลให้ผลตอบแทน YTD (Year to Date) ของดัชนี S&P 500 (1 ม.ค. – 22 ส.ค. 68) +10.20% รวมถึง Nasdaq เองก็ปรับตัวขึ้นตามเช่นกัน

 

ถ้าดู Valuation หุ้นสหรัฐฯ ในตอนนี้ P/E ของ S&P 500 ประมาณ 21-23 เท่า Nasdaq มากกว่า 30 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวมาก Market Cap/GDP สูงกว่า 160% สูงกว่า Buffett Indicator ที่เตือนฟองสบู่มากกว่า 120% และ P/B ก็อยู่ที่ 4 เท่า เป็นระดับที่สูงโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี

 

มุมมองของ ‘Thomas Lee’ จาก Fundstrat ประเมินว่า รอบนี้ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ อาจเป็นขาขึ้นไปได้ยาวอีก 10 ปี จนถึงปี 2035 และจะเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของนักลงทุน

 

แต่จริงๆ แล้ว ไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้าหรอกครับว่าจะไปต่อหรือพักก่อน นั่นก็เพราะว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ +50% และปีนี้บวกต่ออีกประมาณ 10% รวมกันพุ่งขึ้นไปถึง 60% ความเสี่ยงย่อมเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

 

‘Howard Marks’ เตือนว่า หุ้นสหรัฐฯ ‘อาจอยู่ในช่วงเริ่มต้นฟองสบู่’ แต่แรงหนุนจาก AI ยังช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้บริษัทใหญ่ โดยผลประกอบการในไตรมาส 2 นี้ ของบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 กว่า 80% ดีกว่าคาด ส่วน Sentiment ยังบวก

 

ปรากฏการณ์ AI Boom จะเป็นแรงดันสำคัญที่ทำให้ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นอีก +20% ภายในสิ้นปี 2026

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Market Prediction ของ Jitta Wealth ล่าสุด เดือน ส.ค. ชี้ว่า ตลาดสหรัฐฯ มีจำนวนหุ้นถูกลดลงเหลือเพียง 20 ตัว จาก 50 ตัวเด่นในตลาด ดังนั้น การเลือกหุ้นสหรัฐฯ ให้ถูกตัวทำได้ยากขึ้น และควรเลี่ยงการใช้เงินกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้น (Margin Loan) เพื่อลดความเสี่ยงเนื่องจากตลาดอยู่ระดับแพงมากแล้ว

 

ส่วนตลาดเอเชีย นำโดยตลาดหุ้นจีนที่มีขนาดใหญ่สุดของฝั่งนี้ ช่วงครึ่งปีหลังตลาดกลับมาร้อนแรงอีกครั้งหลังจากที่ทำนักลงทุนติดดอยกันมาหลายปีก่อน

 

ดัชนี SSE (Shanghai Stock Exchange) ปรับขึ้นมาแล้ว 19.03% นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2568 (YTD) SSE ยังทำ New High ต่อเนื่องที่ระดับ 3,883.56 จุด สูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 โดยปรับเพิ่มขึ้นราว 11% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน

 

ดัชนี CSI 300 (Shanghai Shenzhen CSI 300) ที่เป็นศูนย์รวมหุ้นจีนยักษ์ใหญ่ ยังทำ New High ต่อเนื่องที่ระดับ 4,469.22 จุดสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 โดยผลตอบแทน YTD ของดัชนี CSI 300 (1 ม.ค. – 22 ส.ค. 68) +14.60%

 

หุ้นจีนทะยานขึ้นทำจุดสุดสูงใหม่ (New High) ในรอบ 10 ปี สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดโลกและคำถามที่นักลงทุนส่วนใหญ่สงสัยก็คือตอนนี้หุ้นจีนยังลงทุนได้อยู่หรือไม่?

 

ถ้าดู Valuation ของ ​CSI 300 ค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 14 เท่า ส่วน SSE มีค่า P/E ประมาณ 13 เท่า ยังค่อนข้างต่ำ ขณะที่ Market Cap/GDP ประมาณ 70-80% อยู่ต่ำกว่าค่าเตือนฟองสบู่ของ Buffett Indicator ส่วน P/B ประมาณ 1.5 เท่า

 

การดีดขึ้นของดัชนีหุ้นจีนในครั้งนี้ ส่วนตัวผมมองว่าไม่ได้สะท้อนถึงการแพงเกินจริง แต่เป็นการ ‘กลับมาใกล้เคียงมูลค่าที่ควรจะเป็น’ มากกว่าหลังจากที่หลายปีที่ผ่านมา…ตลาดหุ้นจีนเป็นวัฏจักรขาลงเพราะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะช่วงจัดระเบียบธุรกิจเทคโนโลยีใหม่

 

แต่ทว่าปี 2568 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ตลาดสามารถทำจุดสูงสุดแม้มีสัญญาณเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ เรามาดูปัจจัยบวกที่ขับเคลื่อนตลาดส่งสัญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ กันครับ

 

จริงๆ รัฐบาลจีนกำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและรับมือกับภาวะชะลอตัวในปีนี้อยู่ครับ

 

  1. นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางจีน (PBoC) ได้ดำเนินมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยและลดอัตราส่วนเงินฝากสำรอง (RRR) ในต้นเดือนพฤษภาคม 2025 เพื่อฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบและสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจากข้อมูลเพิ่มเติม มีการออกพันธบัตรพิเศษเป็นวงเงินรวมสูงถึง 11.2 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 10% ของ GDP — เพื่อนำมาใช้จ่ายด้านสวัสดิการ ประชาชน และโครงสร้างพื้นฐาน

 

  1. สนับสนุนตลาดหุ้นและสถาบันการเงิน เช่น การให้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFI) แลกเปลี่ยนพันธบัตรหรือ ETF เพื่อดึงสภาพคล่องเข้าตลาดหุ้น ตลอดจนสนับสนุนการทำ ‘market-making’

 

  1. ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศมีทั้งมาตรการ ‘trade-in’ หรือการแลกคืนสินค้าเก่าเพื่อซื้อสินค้าใหม่ และส่งเสริมการซื้อสินค้าดิจิทัล เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในภาคครัวเรือน, มาตรการสนับสนุนผู้บริโภค เช่น การแจกเงินให้พนักงานรัฐ หลายล้านคนในรูปของเบี้ยเลี้ยงครั้งเดียว (one-off payout) มูลค่าราว 12-20 พันล้านดอลลาร์เหมือนเป็น ‘shot’ กระตุ้นเศรษฐกิจ, แนวคิด ‘Dual circulation’ ให้ความสำคัญกับการผลักดันตลาดภายในควบคู่กับการค้าระหว่างประเทศเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว

 

  1. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจีนยังคงเดินหน้าแนวทาง ‘Made in China 2025’ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ พัฒนาภาคอุตสาหกรรม-เทคโนโลยีภายในประเทศ และยังสนับสนุนการพัฒนาเขตเมืองใหม่ (new urbanization) และการปฏิรูประบบ hukou เพื่อเพิ่มการบริโภค และลดการเก็บออมสำรองของแรงงานย้ายถิ่น อีกทั้งเพิ่มการลงทุนด้าน R&D และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว

 

  1. ขาขึ้นของหุ้นเทคโนโลยี & AI ของบริษัทเทค ได้แรงส่งจากแนวโน้ม AI ของบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Baidu, DeepSeek, Tencent) ยังส่งผลบวกต่อภาพรวมตลาด อีกทั้งผลประกอบการที่ออกมา อาทิ Alibaba โชว์รายได้จาก AI เติบโตแบบ ‘ตัวเลขสามหลัก’ ดันราคาหุ้นพุ่งแรง 19%

 

  1. ค่าเงินหยวนแข็งค่า ซึ่งเป็นการแข็งค่าสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ยุคเลือกตั้งของทรัมป์ สนับสนุนการส่งออกและสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นจีนกลับมาอีกครั้ง

 

ขณะที่จีนยังมีสัญญาณทางเศรษฐกิจอ่อนแอในปีนี้ ล่าสุด ผลประกอบการภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมยังหดตัว ร่วงลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และสภาพกำไรภาคอุตสาหกรรมโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว แม้มีมาตรการกระตุ้น ขณะที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนสิงหาคมยังคงต่ำกว่า 50 ที่ระดับ 49.4 บ่งชี้ถึงการหดตัวของกิจกรรมโรงงาน ขณะที่ภาคบริการ/ก่อสร้างยังพอขยายตัวเล็กน้อย ดัชนี Composite PMI อยู่ที่ 50.5

 

แนวโน้มเศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย แม้จะมีความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่การฟื้นตัวยังคงต้องใช้เวลา โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความอ่อนแอของตัวชี้วัดภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และอัตราว่างงาน อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน แม้จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ขณะเดียวกัน จีนกำลังปรับกลยุทธ์การเติบโต โดยเน้นพึ่งพาตนเองมากขึ้น และลดพึ่งพาการนำเข้า

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีน ในครึ่งปีแรก 2025  เติบโตราว 5.3% YoY แต่หลายสถาบันประเมินว่าการเติบโตทั้งปีจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครึ่งแรกเพราะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ภาคอสังหาฯ อ่อนตัว และกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนการส่งออกที่ดีในช่วงต้นปี เช่น การส่งออกล่วงหน้า (front-loading) รองรับผลกระทบจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ แต่คาดว่าจะหดหายไปในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมาย GDP เติบโต 5% ด้าน IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP เติบโต 4.8% ในปีนี้ ขณะที่ Moody’s ปรับคาดการณ์ลงมาเหลือ 3.8 % เนื่องจากความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศและปัญหาเศรษฐกิจโลก

 

แน่นอนว่า แม้ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลง แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกระแสเงินทุนและพฤติกรรมนักลงทุน โดยนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนประกันและกองทุนรวม กำลังเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผลตอบแทนเงินฝากธนาคารต่ำ ขณะที่เงินออมภาคครัวเรือนมหาศาล โดยครัวเรือนจีนมีเงินออมรวมสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 160 ล้านล้านหยวน และเริ่มหันมาลงทุนในหุ้นมากขึ้น ขณะที่การใช้มาร์จิ้นในการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 2.29 ล้านล้านหยวน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความกระตือรือร้นของนักลงทุน ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเงินทุนหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนแม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มที่ดี

 

ทั้ง Goldman Sachs และ JPMorgan ยังมองมุมบวก โดย JPMorgan คาดการณ์หุ้นจีนว่า จะให้ผลตอบแทนถึง 35% ในปี 2026 ด้าน​ Goldman Sachs แม้จะได้ปรับลดคาดการณ์ GDP จีนลงก็ตาม แต่ยังชี้ว่าหุ้นจีนมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องและคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทน 10–12% ภายในปีนี้

 

ข้อมูลวิเคราะห์จาก Market Prediction ของ Jitta Wealth ณ วันที่ 25 ส.ค. 2568 หุ้นจีนที่ดีที่สุด 50 ตัวแรก มีหุ้นถูกจำนวนมากถึง 44 ตัว เท่ากับมีจำนวนหุ้นถูกสูงถึง 7.33 เท่า

 

ตลาดหุ้นฮ่องกง และที่ต่างชาติเลือกลงทุนหุ้นจีนมากกว่า พบว่า มีหุ้นถูก 33 ตัว หุ้นแพง 17 ตัว คิดเป็นจำนวนหุ้นถูกและแพง อยู่ที่ 1.94 เท่า รอบนี้อาจเป็นสัญญาณว่า ‘โอกาสขาขึ้น’ (Upside) ในการเข้าลงทุนหุ้นจีน​ยังมี

 

สำหรับปัจจัยสงครามการค้า ว่าด้วยการเจรจาดีลการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนในไม่กี่เดือนข้างหน้า ผมเชื่อว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดได้ผ่านไปแล้วหลังจากเดือนเมษายนที่ต่างใช้ภาษีตอบโต (Reciprocal Tariffs) ที่ระดับ 125% – 145% ตามลำดับ ยกเว้นแต่จะมีประเด็นใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่มีใครควบคุมได้ ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญในการลงทุนทั้งสองตลาดใหญ่ของโลกครับ แต่ทั้งสองตลาดนี้ก็เป็นเบอร์หนึ่งและเบอร์สองของโลกที่นักลงทุนให้น้ำหนักกระจายลงทุนติดไว้ในพอร์ต

 

ในช่วงจังหวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร้อนแรงจัด ผมแนะนำให้นักลงทุนสำรวจพอร์ตและจัด Asset Allocation ให้เหมาะสมด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite โดยพอร์ต Core ลงทุนกระจายทั่วโลก ประมาณ 80% และส่วน Satellite 20% ของพอร์ตรวม ถือเป็นสูตรมาตรฐานที่นิยมใช้กัน และมาพร้อมกับการหมั่นทบทวนพอร์ตเป็นระยะๆ  เพื่อทำ Rebalance พอร์ตให้สมดุล เมื่อไหร่ที่พอร์ตหุ้นมีสัดส่วนเกินน้ำหนักที่ตั้งกรอบลงทุนไว้ ควรจะขายส่วนที่มีกำไรบางส่วนออก เพื่อปรับน้ำหนักกลับมาอยู่ในกรอบที่ตั้งไว้ และนำเงินส่วนที่ขายโยกไปลงทุนในตลาดหุ้นที่มีโอกาสคว้ากำไร

 

ณ เวลานี้ พอร์ต Satellite เป็นพอร์ตที่เลือกลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้นเพื่อคว้าโอกาสทองได้ครับ ซึ่งตลาดหุ้นจีนเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ยังไม่มีหุ้นจีนติดพอร์ตอยู่ อาจจะใช้จังหวะที่หุ้นจีนปรับตัวลดลงบ้าง อย่างในช่วงนี้ที่เราอาจจะได้เห็นข่าวว่าภาคทางการจีนกำลังพิจารณาออกมาตรการชะลอความร้อนแรงในตลาดหุ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาด ซึ่งอาจจะได้เห็นตลาดหุ้นจีนย่อตัวลงได้บ้าง เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เข้าสะสม โดยเฉพาะหากคุณมีพอร์ต Core ที่มีอยู่กำลังสร้างผลตอบแทนพุ่งแรง  ผมแนะนำให้ดูว่า น้ำหนักในพอร์ต Core ยังอยู่ในสัดส่วน 80% หรือเกินแล้ว หากน้ำหนักเกินที่ตั้งไว้ ผมแนะนำให้ขายทำกำไรเพื่อนำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่มีอนาคตเติบโตครับ  โดยเฉพาะหุ้นจีนที่คุณสามารถติดใส่ในพอร์ต Satellite หากคุณเชื่อมั่นตลาดหุ้นจีนมีสัญญาณไปต่อ

 

แต่หากคุณกังวลว่าตลาดหุ้นจีนขึ้นแรงในสภาวะเศรษฐกิจยังอ่อนแอ ผมแนะนำให้เลือกเป็น Sector หรือธีม เช่น จีน A-share กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI ปลายน้ำ เทคโนโลยีจีน พลังงานสะอาดจีน บริการสุขภาพจีน ทั้งนี้ทั้งนั้น เงินลงทุนในพอร์ตรองนี้ ไม่ควรเกินสัดส่วน 20% ครับ นั่นหมายถึงในพอร์ตหากมีสินทรัพย์ใดที่มีกำไรอยู่ก่อนแล้วและอยากขายทำกำไร แนะนำให้ขายล็อกกำไรไว้ก่อน และค่อยเลือกจะลงทุนหุ้นจีนหรือกลุ่มอุตสาหกรรม หรือลงทุนสินทรัพย์ที่คุณมั่นใจว่ามีโอกาสคว้ากำไรได้แน่ๆ ครับ

 

สิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุน คือ กระจายความเสี่ยงเพื่อบาลานซ์พอร์ตให้ผลตอบแทนเติบโตต่อเนื่อง และเป็นการลงทุนในแบบที่ทำให้คุณ ‘หลับได้’ สบายใจ 

 

แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงมาคู่กันเสมอครับ ผมมีคาถาให้สำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ นักลงทุนชื่อดังของโลก ‘Peter Lynch’ เคยกล่าวไว้ว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้น คือเวลาที่เราหาเหตุผลที่ดีที่สุดได้ เวลาที่ขายหุ้นคือ เวลาที่เหตุผลนั้นหมดไปแล้ว” นั่นก็คือ เมื่อซื้อเป็นต้องขายเป็นและหากลงทุนในระยะยาวไม่เกิดผลตามเป้าหมาย หรือไร้ปัจจัยพื้นฐานรองรับหากถือต่อไปไม่มีอนาคต คุณต้องตัดสินใจตัดขาดทุนเป็นด้วยนะครับ

 

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะลงทุนตามเหล่าเซียนหุ้นคนเก่งทั้งหลาย คุณต้องศึกษาหาความรู้เชิงลึกในแต่ละประเภทสินทรัพย์ที่จะลงทุน เพราะหุ้นไม่ได้ขึ้นทุกๆ ปีอยู่แล้ว หากจะไปลงทุนหุ้นรายประเทศ ต้อง​ดูสถิติย้อนหลังวัฏจักรขาขึ้นขาลงเป็นอย่างไร

 

การทำการบ้านศึกษาข้อมูลเชิงลึกก่อนตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ใดๆ จะทำให้คุณมีชัยไปกว่าครึ่ง แม้แต่ช่วงก่อนขายก็เช่นกันต้องทำการบ้านว่า สินทรัพย์ที่ถืออยู่นั้น ยังดีมีคุณภาพอยู่หรือไม่ หากยังมีคุณภาพดี ต้องการขายล็อกกำไรออกมาก่อน ก็สามารถขายบางส่วนได้ครับ คุณไม่จำเป็นต้องขายทั้งหมด ดังนั้น ไม่ว่าจะ Rebalance พอร์ตอย่างไร ก็ให้ยึดหลักการจัดพอร์ต Core & Satellite ไว้ครับ

 

เพราะแม้แต่คุณปู่ ‘Warren Buffett’ นักลงทุนในตำนานที่ยังมีลมหายใจ ยังบอกว่า ‘Never bet against America’ ไม่ว่าตลาดจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ควรแทงสวนตลาดหุ้นอเมริกา เพราะตราบใดที่สหรัฐฯ ยังเป็นเบอร์หนึ่งของโลก คุณควรจะร่วมวงเติบโตไปกับอเมริกา แม้หากวันใดที่ฟองสบู่แตกก็ตาม แต่สถิติในประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ได้ทำ All Time High มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 1988-2023 และหลังจาก All Time High จะมีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 13-14% หมายถึงว่าหลังทำสถิติสูงสุดในปีไหนไปแล้ว ตลาดก็ยังมีโมเมนตัมขึ้นต่อได้อีกเล็กน้อยเป็นเรื่องของความมั่นใจการลงทุน แต่บางปีก็มีปรับตัวตกลงมาราว 30%-50% ก็ได้เช่นกัน

 

คนที่จะลงทุนด้วยตัวเอง จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ให้รอบด้านและดูผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่รับไหวแบบถามตัวเองว่า ถ้าขาดทุนเท่านี้ คุณนอนหลับสบายใจไหม หากคำตอบว่า เครียด ก็แปลว่า รับเสี่ยงไม่ไหวก็อย่าฝืนครับ เพราะนี่คือปัจจัยสำคัญที่คุณควบคุมได้และช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จครับ

 

สุดท้ายนี้ ผมขอฝากสิ่งที่คุณปู่ Buffett เน้นย้ำกับนักลงทุน คือ “วินัย ความอดทน และการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว”

The post หุ้นจีนพุ่งทำ New High รับแรงหนุนเศรษฐกิจ ถึงเวลาปรับพอร์ตรับตลาดกระทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ 2025 https://thestandard.co/us-stock-trends-2025/ Sat, 15 Feb 2025 03:17:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1042221 us-stock-trends-2025

ความท้าทายย่อมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ด […]

The post เทรนด์ลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-stock-trends-2025

ความท้าทายย่อมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P 500) ปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% ทั้งในปี 2023 และ 2024 ทำให้ Valuation ของดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ มีความตึงตัวมากขึ้น 

 

เมื่อพิจารณา 12-month Forward P/E Ratio ที่ระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี+1.7USD (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 31 มกราคม 2025) SCBAM จึงมองว่า Valuation ของตลาดหุ้นที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่สูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวมากขึ้น เมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบในช่วงเวลาต่างๆ

 

ดัชนีตลาดหุ้นโลก MSCI ACWI เริ่มต้นปีด้วยการปรับตัวขึ้นราว 3% ในเดือนมกราคม 2025 ท่ามกลางปัจจัยหลากหลายที่ก่อให้ตลาดมีความผันผวน ทั้งเรื่องนโยบายการค้าระหว่างประเทศ กระแสเทคโนโลยี AI รวมถึง ฤดูกาลรายงานผลประกอบการงวด 4Q24 ซึ่งในเชิงกลยุทธ์การลงทุน บลจ. ไทยพาณิชย์ (“SCBAM”) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2025 อย่างต่อเนื่อง ด้วยความแข็งแกร่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน 

 

นอกจากนี้ ด้วยแนวทางนโยบาย America First ที่เน้นผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นหลัก ที่อาจต้องแลกมาด้วยผลกระทบต่อประเทศอื่น เช่น นโยบายการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Tariff) ซึ่งประธานาธิบดี Trump เน้นไปที่ประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ได้แก่ เม็กซิโก แคนาดา และจีน เป็นหลักในช่วงแรก จึงอาจส่งผลให้มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ มากกว่าสหรัฐฯ

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P 500) ทำผลงานได้ดี 2 ปีต่อเนื่อง

 

ความท้าทายย่อมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P 500) ปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% ทั้งในปี 2023 และ 2024 ทำให้ Valuation ของดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ มีความตึงตัวมากขึ้น เมื่อพิจารณา 12-month Forward P/E Ratio ที่ระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี+1.7USD (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 31 มกราคม 2025) ในมุมของ SCBAM มองว่า Valuation ของตลาดหุ้นที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่สูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวมากขึ้น เมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบในช่วงเวลาต่างๆ 

 

หลังจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สีสันของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า หรือ Magnificent 7 (MAG7) ได้แก่ Apple, Microsoft, Nvidia, Amazon, Meta Platforms (หรือ Facebook), Alphabet (หรือ Google) และ Tesla หุ้นกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้มีราคาที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรง และช่วยหนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถปรับตัวขึ้นมาได้อย่างโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลก แต่

 

สำหรับปี 2025 SCBAM คาดว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีการกระจายตัวมากขึ้น และเมื่อพิจารณาจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ จากการรวบรวมข้อมูลประมาณการของนักวิเคราะห์ในตลาดโดย FactSet ทำให้คาดว่า กำไรของดัชนี S&P 500 จะมีโอกาสขยายตัวได้ราว 14.8%YoY ในปี 2025 ที่เร่งตัวขึ้นจากปี 2024 และคาดว่าจะมีโอกาสเติบโตราว 9.4%YoY  

 

ทั้งนี้ หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า การคาดการณ์กำไรของ 493 บริษัทที่นอกเหนือจากกลุ่ม MAG7 จะเติบโตราว 13%YoY ในปี 2025 ดีขึ้นจากปี 2024 ที่คาดว่าจะโตเพียง 4.2%YoY ขณะเดียวกัน ก็คาดว่ากำไรของ กลุ่ม MAG7 จะโตราว 21.3%YoY ในปี 2025 ชะลอตัวลงจากระดับ 33.3%YoY ในปี 2024 สังเกตได้ว่า ความห่างของการเติบโตระหว่างกลุ่ม MAG7 และอีก 493 บริษัท เริ่มแคบลง ซึ่งเชื่อว่า ประเด็นนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม MAG7 เช่น กลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) มีความน่าสนใจมากขึ้นในการลงทุนปีนี้

 

2 ปัจจัยสำคัญ กับทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

แนวทางลงทุนของปี 2025 ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ (1) ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มองว่า แนวโน้มยังอยู่ในการปรับนโยบายเข้าสู่สมดุล (Normalization) และค่อนข้างผ่อนคลาย อีกทั้ง มีมุมมองของตลาดผ่าน CME FedWatch Tool ว่า Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ประมาณ 1-2 ครั้ง ซึ่งการลดดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี หลังจากที่ การประชุม Fed นัดแรก ที่เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา Fed มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 4.25-4.50% พร้อมส่งสัญญาณว่า Fed จะไม่รีบเร่งในการปรับลดดอกเบี้ย และคณะกรรมการส่วนใหญ่กำลังรอดูผลของนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในหลายด้าน ทั้งอัตราเงินเฟ้อและการจ้างงาน

 

อีกประเด็น คือ (2) การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะ AI ที่เป็นประเด็นร้อนจากการเปิดตัว DeepSeek R1 ซึ่งเป็น AI Model จากบริษัทจีน ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ แม้หลายฝ่ายจะตั้งข้อสงสัยในหลายด้านต่อ DeepSeek ว่าจะเป็นผู้เปลี่ยนเกม หรือ Game Changer ในอุตสาหกรรม AI ของโลกได้หรือไม่ แต่ SCBAM มองว่า การเข้ามาของ DeepSeek ช่วยจุดกระแสการแข่งขันในการลดต้นทุน ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่การแข่งขันมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการลงทุนในระบบประมวลผลที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่ก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูงมากเช่นกัน ดังนั้น หากว่า กระแสการแข่งกันลดต้นทุน ถูกจุดติดขึ้นมาจริง ก็น่าจะกระตุ้นให้การนำไปประยุกต์ใช้ภาคธุรกิจได้เร็วขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเทคโนโลยี AI ในวงกว้างมากขึ้นในอนาคต

 

ภาพ: honglouwawa / Getty Images

The post เทรนด์ลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยเสี่ยงมากขึ้น เหตุส่งออกในเอเชียชะลอตัวลงชัดเจนขึ้น https://thestandard.co/thai-economy-risk-exports-slowdown/ Mon, 06 Jan 2025 09:08:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1027534 thai-economy-risk-exports-slowdown

The post เศรษฐกิจไทยเสี่ยงมากขึ้น เหตุส่งออกในเอเชียชะลอตัวลงชัดเจนขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-economy-risk-exports-slowdown

The post เศรษฐกิจไทยเสี่ยงมากขึ้น เหตุส่งออกในเอเชียชะลอตัวลงชัดเจนขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมรับความท้าทายจากตลาดหุ้นโลก เฟ้นหาโอกาสลงทุนปี 68 ให้ ‘ถูกที่ถูกทาง’ https://thestandard.co/opinion-global-market-challenges/ Fri, 06 Dec 2024 10:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1016700

จวนจะหมดปีแล้ว สถานการณ์ลงทุนทั่วโลกยังคงปั่นป่วนไม่จบไ […]

The post เตรียมรับความท้าทายจากตลาดหุ้นโลก เฟ้นหาโอกาสลงทุนปี 68 ให้ ‘ถูกที่ถูกทาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จวนจะหมดปีแล้ว สถานการณ์ลงทุนทั่วโลกยังคงปั่นป่วนไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์อย่างหุ้น พันธบัตร ทองคำ รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีที่ราคาขึ้นลงแกว่งอย่างกับรถไฟเหาะ ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อสหรัฐฯ เริ่มวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง รวม 0.75% ดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.50-4.75% จากที่ทรงตัวอยู่ที่ 5.25-5.50% มาหลายปี ตามด้วยจีนตัดสินใจอัดฉีดงบก้อนใหญ่ 10 ล้านล้านหยวน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จนดันหุ้นจีนพุ่งระเบิดระเบ้อในเวลาไม่กี่วัน และทิ้งทวนด้วยข่าวใหญ่ของโลก ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ชัยชนะของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ได้กลับมานั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เป็นระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ตอบรับความชัดเจน พุ่งขึ้นทำนิวไฮไม่หยุด รวมๆ ปีนี้ทั้งปี All Time High กว่า 50 ครั้งแล้วครับ

 

ผมขออัปเดตภาพรวมผลตอบแทนของตลาดในปีนี้ พบว่า 10 เดือนแรกของปี (2 มกราคม – 31 ตุลาคม 2567) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่มขึ้น +20.30% ดัชนี NASDAQ +22.55% ดัชนี Dow Jones +10.73% ส่วนตลาดหุ้นจีน ​ดัชนี Hang Seng +21.02% ดัชนี CSI 300 +14.90% ขณะที่หุ้นเวียดนาม ดัชนี VN +11.73% และตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนี TOPIX +13.91%

 

สำหรับปี 2568 ผมจับสัญญาณการลงทุนในปีหน้า บรรยากาศน่าจะตกอยู่ในโลกระส่ำระสาย

 

ปัจจัยเสี่ยงหลักยังอยู่ที่ฝั่งสหรัฐฯ นับตั้งแต่ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มกราคม 2568 เขาสามารถทำอะไรที่โลกคาดล่วงหน้าไม่ได้เสมอ ซึ่งสิ่งแรกที่ทั่วโลกวิตกกังวลว่าจะเกิดขึ้นคือการเดินหน้านโยบายภาษีทันที เพราะทำได้เลย ไม่ต้องผ่านสภาคองเกรสอีกแล้ว

 

นโยบายหลักๆ ของสหรัฐฯ ที่จะเห็นผลกระทบชัดๆ ต่อเศรษฐกิจและตลาดลงทุนทั่วโลกในรอบ 1 ปีข้างหน้าคือ

 

ประเด็นแรก การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างจุดเดือดสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนรอบใหม่ โดยนโยบายขึ้นภาษีนำเข้า 100% ที่ไม่ได้จำกัดแค่จีน แต่ยังลากกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) รวมไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีตลาดเกิดใหม่อย่างเม็กซิโกและเวียดนามด้วย ซึ่งทั่วโลกเฝ้าติดตามรายละเอียดต่างๆ ที่จะออกมากันในต้นปีหน้า แต่แน่นอนว่าผลกระทบย่อมเกิดขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง นำโดยแผงโซลาร์และยานยนต์ไฟฟ้าที่จีนเป็นผู้นำตลาดโลกอยู่ในเวลานี้

 

ประเด็นที่สอง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดการณ์ปี 2568 จะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว หรือ Soft Landing มีโอกาสที่จะรุนแรงเป็น ‘ภาวะหดตัว หรือ Recession’ ได้ เนื่องจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าต่างประเทศจะส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของคนอเมริกันที่ลดลง รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อสูงที่อาจกลับมาอีก ขณะที่ปัจจุบันคนอเมริกันมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตสูงขึ้น และตลาดแรงงานที่เริ่มเห็นการปลดพนักงานหลายบริษัทใหญ่

 

ประเด็นที่สาม แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed อาจมีความไม่แน่นอนและกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนต่อเงินไหลเข้าออกในตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน หากภาวะเงินเฟ้อสูงเกินคาดกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้ง Fed อาจไม่สามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้อย่างราบรื่น ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายแล้ว ยังกระทบต่อตลาดหุ้นทำให้ไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปต่อได้ด้วย ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าการประชุม Fed รอบเดือนธันวาคมนี้ อาจเห็นการปรับลดดอกเบี้ย 0.25% และปี 2568 คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1% โดยดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ จะลดลงมาอยู่ระดับค่ากลาง 3-3.25%

 

ประเด็นสุดท้าย ปัญหาหนี้สาธารณะสูงของสหรัฐฯ ที่จะเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องติดตามว่าจะปลดล็อกอย่างไร เนื่องจากประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ปักธงเป้าหมาย ‘American First’ เพื่อขับเคลื่อนให้สหรัฐฯ ยังคงความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปีหน้าจะไปต่อไหวหรือไม่ หลังจากที่ปีนี้ร้อนแรงไม่หยุดจนฉุดไม่อยู่

 

ปี 2567 เป็นอีกปีของนักลงทุน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวร้อนแรงฉุดไม่อยู่เพราะมีปัจจัยหลักที่ค้ำยันไว้ จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และยังมีอีกราว 30 บริษัทที่สามารถทำกำไรนิวไฮอีกด้วย ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับบวกขึ้นมาอีก 40% หลังจากวิกฤตเงินเฟ้อในปี 2565

 

แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีนักลงทุนบางส่วนเริ่มมีการโยกเงินออกจากกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นไปสูงหรือราคาหุ้นเริ่มอืดแล้วหรือมีแนวโน้มลดลง แม้ผลประกอบการยังเติบโตดีอยู่ แต่ส่วนใหญ่เงินไหลไปยังกลุ่มหุ้นที่ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นสูงและหุ้นที่เก็งกันว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ครับ

 

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าลงทุนตอนนี้ ปีหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะตกมั้ย และวิกฤตเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป? ผมพามาย้อนดูตัวอย่างปีที่เกิดวิกฤตกันดีกว่าครับ

 

ในช่วงปี 2543-2545 ที่เกิดวิกฤต Dot Com ดัชนี S&P 500 ปรับลดลงติดกันถึง 3 ปี

 

แต่เมื่อวิกฤตคลี่คลาย…ก็กลับมาเป็นบวกติดกัน 5 ปีเลยทีเดียวครับ หรืออย่างในช่วงวิกฤตสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ปี 2561 ดัชนี S&P 500 ปรับลง 1 ปี และกลับมาบวกติดกัน 3 ปี

 

ซึ่งในปีนี้​เป็นปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนปีหน้าเป็นปีที่เดินหน้านโยบายตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งยังมีหนึ่งในนโยบายภาษีที่เป็นข่าวดีคือ

 

ตามสถิติแล้วไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง ผลตอบแทนหลังการเลือกตั้งดัชนีส่วนใหญ่มักปรับบวกเสมอ! (ยกเว้นปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤต Dot Com ปี 2544)

 

ผมจึงมองว่าปีหน้ามีแนวโน้มสูงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับบวกเช่นเดียวกันครับ ประกอบกับมีข่าวดี นโยบายการลดภาษีนิติบุคคลจาก 21% เหลือ 15% จะช่วยผลักดันให้หลายๆ อุตสาหกรรมเติบโตสดใส เนื่องจากการปรับลดภาษีนิติบุคคลจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของบริษัทต่างๆ ทำให้ Earnings Per Share (EPS) หรือกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค คลาวด์ เป็นต้น หรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed รวมถึงหุ้นขนาดกลางถึงเล็กที่ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปร้อนแรงในปีนี้

 

ผมมั่นใจว่าหากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว โอกาสลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ยังเปิดกว้างอยู่เสมอครับ เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก และเป็นประเทศนวัตกรรม ตราบใดที่โลกยังคงถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้า การลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวหลักที่ควรติดในพอร์ตไว้ครับ แม้ว่าระหว่างทางจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ ก็ตาม แต่หากคุณขยันทำการบ้านโดยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหมั่นทบทวนสุขภาพหุ้นที่ลงทุนมีอนาคตเติบโตต่อเนื่อง หากพบจุดเปลี่ยนที่กระทบพอร์ตลงทุน คุณก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ลงทุนได้ทัน นับเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีครับ

 

สำหรับตลาดหุ้นจีนยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ เมื่อมีความเสี่ยงจากสงครามการค้ารอบใหม่รออยู่ข้างหน้า

 

หากย้อนดูหุ้นจีนในวันที่สหรัฐฯ รู้ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่าตลาดฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ดัชนี -2% และตลาดจีน ดัชนี -0.5% เท่านั้น แต่หลังจากวันนั้นปรากฏว่าทั้ง 2 ตลาดก็กลับมาเป็นบวกราว 2% และ 3% ตามลำดับ สะท้อนหุ้นจีนรับรู้ข่าวลบจากทรัมป์ไปแล้ว การปรับตัวขึ้นมาจากตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่มีการประกาศออกมาดี จะทำให้หุ้นจีนมีแรงหนุนปรับขึ้นได้

 

ผมมองในระยะยาวสำหรับการลงทุนหุ้นจีนยังเป็นบวกอยู่ แม้จะถูกรายล้อมด้วยความเสี่ยงต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เตรียมพร้อมแผนรับมือไว้อย่างดี โดยวิเคราะห์ตลาดหุ้นยังสามารถเติบโตได้อีกมากจาก 4 ปัจจัยสำคัญ

 

  1. การผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ หลังจากที่มีการจัดระเบียบเทคในช่วงหลายปีก่อน ทำให้หุ้นเทคโนโลยีจีนผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ปัจจุบันรัฐบาลจีนมุ่งเน้นผลักดันให้ประเทศก้าวข้ามไปสู่การเป็นฐานการผลิตไปสู่เทคที่เป็นผู้นำของโลก ไม่ว่าอุตสาหกรรมโรโบติกส์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีการแพทย์ เฮลท์แคร์

 

  1. การปรับเปลี่ยนแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยหันมามุ่งเน้นสร้างการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการค้าจากต่างประเทศ และให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาด ที่ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในด้านการปรับตัวเข้าสู่พลังงานสะอาด

 

  1. รัฐบาลจีนออกมาตรการสนับสนุนตลาดทุน เช่น การลดภาษีอากรแสตมป์ การจำกัดการทำธุรกรรมการขายชอร์ต การสนับสนุนให้กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติสามารถเข้าซื้อหุ้นได้ และพยายามเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนจีนกลับเข้ามาลงทุนตลาดหุ้น

 

  1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง จากแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาลงทำให้จีนยังสามารถใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นเศรษฐกิจกลับมาได้อยู่แม้จะต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืด และปัญหาวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้เวลาสะสางสต็อกที่ค้างอยู่จำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลเพิ่งประกาศแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบ 10 ล้านล้านหยวน และในปีหน้าตลาดคาดการณ์จีนอาจจะออกมาตรการเพิ่มเติมในการกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมาย GDP 5% เนื่องจากรัฐบาลยังสามารถก่อหนี้สาธารณะได้

 

โดยภาพรวมแล้วจีนมีวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ต่างจากสหรัฐฯ โดยจีนค่อยๆ แก้ปัญหา สุดท้ายหุ้นจีนก็จะฟื้นตัวขึ้นมาได้

 

ส่วนตัวผมมองว่าแม้จีนจะมีปัญหาอยู่เยอะ และใช้วิธีค่อยๆ แก้ปัญหา แต่จีนก็ยังเป็นตลาดที่น่าลงทุนอยู่ เนื่องจาก GDP ของจีนยังคงเติบโต และนักลงทุนจำนวนหนึ่งคาดหวังว่าในระยะยาวเศรษฐกิจจีนจะโตแซงสหรัฐฯ ด้วย และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือหุ้นจีนราคายังถูก

 

ข้อมูลบ่งชี้จาก Market Prediction ของ Jitta Wealth เปรียบเทียบอัตราส่วนจำนวนหุ้นถูกต่อหุ้นแพง (P/E) จากหุ้นที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นจีน พบว่าจำนวนหุ้นถูกต่อจำนวนหุ้นแพงอยู่ที่ 44:6 คิดเป็นอัตราส่วนหุ้นถูกมากกว่าหุ้นแพงอยู่ที่ 7.33 เท่า (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567) เรียกได้ว่าเป็นตลาดหุ้นที่ยังมีหุ้นถูกอีกเยอะ 

 

เราอาจจะตอบไม่ได้ว่าอีก 5 ปี จีนหรือสหรัฐฯ จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง แต่เรารู้ว่าไม่ว่าประเทศไหนก็คงไว้ไม่เกินอันดับ 2 ถ้าเอาง่ายๆ เลยก็คือลงทุน 2 ประเทศอย่างละครึ่งก็ได้ ไม่ว่าใครจะได้ขึ้นเราก็ได้ผลประโยชน์

 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น นับเป็นอีกตลาดที่ฟอร์มดีในปีนี้ ดัชนี Nikkei ทำสถิติขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 35 ปีเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

สาเหตุที่ทำให้หุ้นญี่ปุ่นมีการเติบโตที่โดดเด่นในปีนี้เนื่องมาจากความเชื่อมั่นของศักยภาพกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หุ้นญี่ปุ่นได้รับความเชื่อมั่นอย่างมากจากนักลงทุนชื่อดังระดับโลก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ โดยบริษัท Berkshire Hathaway ของปู่บัฟเฟตต์เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นญี่ปุ่น

 

อีกปัจจัยมาจากค่าเงินเยนอ่อนตัว ซึ่งล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับทิศทางนโยบายการเงินผ่อนคลายให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.25% หลังจากที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบมานานจนทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าหาก Fed ปรับลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินเยนตรงๆ เลยครับ

 

และสุดท้าย ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี จากการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลกเมื่อปีที่ผ่านมา (Global Innovation Index) ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก และยังเป็นอันดับต้นๆ ในทวีปเอเชียอีกด้วย

 

สำหรับปัจจัยที่น่าติดตามของญี่ปุ่นคือเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างไรในอนาคต?

 

โดย BOJ คาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโต 0.6% และปีหน้า 1% ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 39 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคท่ามกลางภาวะราคาสินค้าและบริการที่พุ่งสูงขึ้น อันเนื่องมาจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อสูง

 

รัฐบาลญี่ปุ่นคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวในระดับปานกลาง พร้อมกับเตือนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งแนวโน้มต่างๆ ในเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถส่งผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และจำเป็นต้องระวังความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบจากความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนด้วย

 

ตลาดญี่ปุ่นยังเป็นที่น่าจับตามองของนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุน ถึงแม้ว่าอาจจะยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น อัตราเงินเฟ้อ นโยบายของ BOJ และ GDP ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่น

 

สำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาจังหวะหรือโอกาสการลงทุนในตลาดใหญ่ระดับเอเชีย ซึ่งหุ้นญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งในตลาดที่กระจายการลงทุนติดพอร์ตไว้

 

ทั้ง 3 ตลาดหลักนี้เป็นตลาดที่นักลงทุนต่างประเทศให้น้ำหนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมาครับ ปีหน้ากำลังจะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงใหญ่ของโลก ‘สงครามการค้ารอบใหม่’ กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ตลาดเงินตลาดทุนจะเผชิญกับความผันผวนที่หนักกว่าปีนี้ครับ

 

สิ่งที่ผมอยากสื่อสารนักลงทุนระยะยาวว่าวันนี้คุณได้ทบทวนดูแลพอร์ตของตัวเองบ้างหรือยัง ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนระยะยาวจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนซื้อหุ้นแล้วปล่อยทิ้งไว้คาพอร์ตครับ อาจจะด้วยความเชื่อมั่นว่าเลือกหุ้นดี มีอนาคต เมื่อซื้อหุ้นแล้วรอเวลาให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นค่อยทำกำไรขาย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องครับ

 

เพราะสถานการณ์ต่างๆ มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่อยู่คู่กับความผันผวนตลอด ขณะที่โลกเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เมื่อกฎกติกาโลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลกระทบต่อหุ้นที่คุณกำลังลงทุนหรือสินทรัพย์ต่างๆ ที่ลงทุนไว้อยู่ก่อน ทำให้บริหารจัดการพอร์ตลงทุนได้ทันการณ์และรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญของนักลงทุนที่จะต้องใส่ใจติดตามดูแลและรักษาพอร์ตให้ยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายการลงทุนของเราครับ

 

หากคุณจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนจริงๆ ก็ต้องทำการบ้าน หาข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนภายใต้ระดับความเสี่ยงที่รับได้ รวมไปถึงการขอคำปรึกษาแนะนำการลงทุนจากบริษัทที่ให้บริการคุณอยู่ครับ

 

ผมขอให้หลักง่ายๆ ไว้ว่า การลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่เชื่อว่าดีแล้วนั้นคุณต้องใช้ความอดทน เพราะวัฏจักรของตลาดหุ้นมีขึ้นและมีลงเสมอ ถึงแม้จะมั่นใจได้ว่าเป็นหุ้นที่ดี แต่หากความพร้อมลงทุนหรือจังหวะการเข้าลงทุนของคุณอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นบนยอดดอยก็อาจจะทำให้พอร์ตค้างเติ่ง ใช้เวลานานในการสร้างผลตอบแทนกลับมาเป็นบวก

 

ดังนั้นการเลือกหุ้นพื้นฐานดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับวัฏจักรตลาดหุ้นด้วย เคล็ดลับหนึ่งที่ผมค้นพบก็คือการจะดูว่าตลาดหุ้นนั้นๆ ร้อนแรงไปแล้ว ก็คือสัดส่วนหุ้นดีราคาถูกครับ หากตลาดใดที่มีสัดส่วนของหุ้นดีราคาถูกน้อยกว่าหุ้นดีราคาแพง ตลาดนั้นก็อาจจะอยู่ในวัฏจักรที่ยังไม่ควรเข้าลงทุน เพราะอาจต้องใช้เวลาในการสร้างผลตอบแทนที่ยาวนานเกินไป เผลอๆ อาจจะต้องรอตลาดย่อตัวหรือร่วงลงมาก่อน สู้ไปเลือกตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีราคาแพง แม้ระยะสั้นอาจจะไม่เร้าใจ แต่ระยะยาวมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้อีกมาก

 

ฟังดูแล้วคุณอาจจะรู้สึกว่ายุ่งยากจัง ไหนจะต้องเลือกหุ้นคุณภาพ พื้นฐานดีราคาถูกแล้ว ยังต้องมาคอยทำการบ้านเพิ่มเพื่อเทียบสัดส่วนหุ้นดีราคาถูกเยอะๆ ผมว่าความสามารถของมนุษย์เราทำได้แน่นอนครับ หากเรามุ่งมั่นตั้งใจในเรื่องนั้นๆ และทุ่มพลังไปเต็มที่ แต่หากคุณไม่ได้มุ่งมั่นขนาดนั้นแต่ก็อยากได้ผลตอบแทนที่ดีและไปใช้ชีวิตในสิ่งที่ตัวเองรักหรือชอบก็ได้ครับ และไม่ใช่เรื่องยากในโลกปัจจุบัน

 

เพราะทุกวันนี้เราต่างเห็นบริษัทมากมายที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมหาศาลบนโลกใบนี้ด้วยเวลาเพียงพริบตามาแล้ว ดังนั้นการลงทุนด้วย AI ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่จะช่วยดูแลและบริหารพอร์ตลงทุนของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ เท่าทันสถานการณ์ เมื่อตลาดมีความเสี่ยงเกิดขึ้น กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานในสินทรัพย์ที่เราลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุน ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ซึ่ง Jitta Wealth ก็ไม่หยุดนิ่ง ยังคงการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ให้นักลงทุนลงทุนได้อย่างง่ายดายอยู่เสมอเช่นกันครับ

 

เพราะ AI ทำงานอย่างแม่นยำและปราศจากอารมณ์ต่างจากมนุษย์ และนับวันมีแต่จะฉลาดมากขึ้น การใช้ AI ในการบริหารพอร์ตจึงเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้คุณไปถึงเส้นชัยได้อย่างถูกทิศถูกทาง​ไม่ว่าสถานการณ์ในตลาดโลกจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นไหนจะขึ้นจะลง อย่างไร​เราก็สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจครับ

The post เตรียมรับความท้าทายจากตลาดหุ้นโลก เฟ้นหาโอกาสลงทุนปี 68 ให้ ‘ถูกที่ถูกทาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จับสัญญาณการลงทุนตลาดหุ้นโลกในช่วงไตรมาส 4 | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-17102024-2/ Thu, 17 Oct 2024 06:09:42 +0000 https://thestandard.co/?p=997090

จับสัญญาณการลงทุนตลาดหุ้นโลกในช่วงไตรมาส 4 พูดคุยกับ เก […]

The post ชมคลิป: จับสัญญาณการลงทุนตลาดหุ้นโลกในช่วงไตรมาส 4 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

จับสัญญาณการลงทุนตลาดหุ้นโลกในช่วงไตรมาส 4 พูดคุยกับ เกษรี อายุตตะกะ, CFP® ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุน SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: จับสัญญาณการลงทุนตลาดหุ้นโลกในช่วงไตรมาส 4 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ ทำตลาดหุ้นโลกปั่นป่วน กังวลนโยบายเศรษฐกิจของทั้งแฮร์ริสและทรัมป์ที่ต่างขั้ว https://thestandard.co/us-elections-cause-turmoil-in-global-stock-markets/ Wed, 11 Sep 2024 11:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=982367

รุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ ผู้อำนวยการอาวุโส Investment P […]

The post จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ ทำตลาดหุ้นโลกปั่นป่วน กังวลนโยบายเศรษฐกิจของทั้งแฮร์ริสและทรัมป์ที่ต่างขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

รุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ ผู้อำนวยการอาวุโส Investment Product Selection and Partnership ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามใน 3 ประเด็นที่จะมีผลต่อภาพรวมการลงทุนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ของโลก ดังนี้

 

ประเด็นแรก เป็นปัจจัยระยะสั้นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่จะมีการประชุมในวันที่ 17-18 กันยายนนี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 75% ที่ Fed จะมีการลดดอกเบี้ยในอัตรา 0.25% ขณะที่มีความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในอัตราที่ 0.50% นั้น มีต่ำกว่า

 

อีกทั้งยังติดต้องตามวัฏจักรการลดดอกเบี้ยทั้งในยุโรป จีน และไทย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงดอกเบี้ยอยู่ที่ 0% มีโอกาสที่จะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังเริ่มเห็นสัญญาณปัญหาเงินเฟ้อที่เริ่มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นนโยบายการเงินที่มีความสวนทางกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในระยะสั้นหาก Fed มีการปรับลดดอกเบี้ยลงในการประชุมวันที่ 17-18 กันยายนนี้ตามที่คาดการณ์ โดยปัจจุบันเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ, NASDAQ หรือ S&P 500 เริ่มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down เนื่องจากมีการตอบรับการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ไปล่วงหน้าแล้ว

 

อีกทั้งนักลงทุนยังอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังว่า Fed จะมีการลดดอกเบี้ยจริงตามที่มีการคาดการณ์ไว้หรือไม่ โดยมองว่า การปรับตัวลงของหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่จะเป็นในลักษณะ Healthy Correction

 

และหากผลการประชุมของ Fed ออกมามีการลดดอกเบี้ยเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจมีการเคลื่อนไหวตอบรับในลักษณะทรงตัว หรือมีโอกาส Sideway Up ได้เล็กน้อยในช่วงระยะเวลาถัดจากนี้ไป

 

รุ่งโรจน์ยังให้มุมมองต่อว่า หาก Fed มีการเร่งอัตราการลดดอกเบี้ยมากเกินไป อาจเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลเชิงลบ (Negative News) ที่สร้างความกังวลให้กับภาพการลงทุนในตลาดหุ้นว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ความผันผวน จึงมีความจำเป็นที่ Fed ต้องเร่งลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

 

ดังนั้นจึงมองว่า มีความเป็นไปได้มากกว่าที่ Fed จะเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยในอัตรา 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนนี้

 

จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ ป่วนตลาดหุ้นโลก

 

ประเด็นที่ 2 ระยะกลางให้ติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าผู้ที่ชนะการเลือกตั้งจะมีการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจของโลกอย่างไร

 

โดยหากดูนโยบายของ คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต จะมีนโยบายที่เป็นประชานิยม ทั้งด้านการลดความเหลื่อมล้ำช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งมีนโยบายหลักๆ ได้แก่ การปรับขึ้นอัตราภาษีกับกลุ่มคนรวย มีการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคล รวมทั้งมีการจัดเก็บรายได้และกำไรจากการขายสินทรัพย์ (Captital Gain) บรรจุอยู่ในนโยบายหาเสียง

 

ส่วนนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน จะเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยม (Capitalism) จึงไม่มีแผนในการปรับขึ้นอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับในประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งมีนโยบายที่จะปรับลดภาษีนิติบุคคลลงมาอีกด้วย

 

อีกทั้งยังมีนโยบายในต่างประเทศที่เน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ โดยต้องติดตามกันว่านโยบายของพรรคใดจะสามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนชาวอเมริกันได้มากกว่า

 

อย่างไรก็ดี ภาพการลงทุนระยะกลางในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเห็นความผันผวนหรือสร้างความปั่นป่วน จากผลกระทบจากปัจจัยการเลือกตั้งสหรัฐฯ นับตั้งแต่นี้จนกระทั่งการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากข้อมูลข่าวสารและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ทยอยออกมา มีความแตกต่างกันจากสองผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาพของเศรษฐกิจและการลงทุน

 

หวั่นระยะยาวสหรัฐฯ เผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว

 

ประเด็นที่ 3 ในระยะยาวให้ติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่บางภาคส่วนเริ่มเห็นสัญญาณการอ่อนแอลงบ้าง หลังจากช่วงที่ผ่านมา GDP ของสหรัฐฯ สามารถขยายตัวได้ค่อนข้างดี 

 

ขณะที่เงินออมของประชาชนชาวอเมริกันที่เคยอยู่ในระดับสูงในช่วงที่โควิดแพร่ระบาด ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มปรับลดลง รวมทั้งประชาชนชาวอเมริกันเริ่มหันไปใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เริ่มเห็นแนวโน้มหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลของสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ถือเป็นปัจจัยที่เริ่มมีความกังวลขึ้นมาบ้าง

 

ทั้งนี้สะท้อนว่า ในอนาคตภาคการบริโภคของสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะอ่อนแอลง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจและการลงทุนได้ในระยะถัดไป

 

ด้านภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหากดูข้อมูลย้อนหลัง 6 วันทำการที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับกว่า 4% จากระดับ 1,300 จุด มาอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด เนื่องจากเริ่มเห็นทิศทาง Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิค่อนข้างสูงรวม 1 หมื่นล้านบาท แม้นักลงทุนรายย่อยจะเป็นผู้ขายสุทธิในหุ้นไทยออกมา

 

อย่างไรก็ดี หากติดตามข้อมูลในช่วงปี 2567 ที่นักลงทุนต่างชาติเคยขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงสุดไปถึงราว 1.2 แสนล้านบาท ก็เริ่มทยอยลดลงเหลือขายสุทธิราว 1 แสนล้านบาท

 

นอกจากนี้หากมีเม็ดเงินจากกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท จะเป็นตัวช่วยหักลบ Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติที่เคยขายสุทธิออกไปด้วย ดังนั้นประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะสามารถยืนอยู่ได้ในระดับปัจจุบันที่ระดับ 1,400 จุด อีกทั้ง Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยอยู่ระดับ 16 เท่า ซึ่งยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 17 เท่า ดังนั้นคาดว่าตลาดหุ้นไทยจึงมี Upside 

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกระยะสั้นจากนโยบายภาครัฐที่จะเข้ามากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อีกทั้งในช่วงปลายปีนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลซื้อกองทุนรวมเพื่อใช้รถหย่อนภาษี ส่งผลให้จะมีเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติมจากหลายส่วนนับตั้งแต่นี้จนถึงช่วงปลายปีนี้ เป็นปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นตลาดไทยได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้มองข้ามช็อตไปถึงภาพรวมการลงทุนในปี 2568 ซึ่งอาจมีความผันผวนทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจเห็นการชะลอตัวลง 

 

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในปี 2568 จึงแนะนำให้สร้างความสมดุลของพอร์ตลงทุนระหว่างตลาดหุ้นกับตราสารหนี้ โดยแนะนำกลุ่มนักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นปัจจุบันค่อนข้างสูงในพอร์ตให้มีการทยอยลดสัดส่วน หรือมีการทยอยขายทำกำไรเพื่อลดสัดส่วนลงมาบ้าง

 

นอกจากนี้ให้มีการกระจายการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เคยปรับตัวดีมาต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มดอกเบี้ยของ BOJ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้น จึงแนะนำให้กระจายความเสี่ยงย้ายเงินลงทุนออกไปในตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ 

 

อีกทั้งยังเน้นลงทุนทยอยซื้อหุ้นในกลุ่มคุณภาพดี (Quality) ที่มีผลประกอบการเติบโตค่อนข้างดี

 

รวมทั้งแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงอายุ 3-4 ปี โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มที่มี Quality รวมถึงกระจายความเสี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ อีกทั้งจากทิศทางตลาดดอกเบี้ยที่กำลังปรับลดลง จึงควรลงทุนในตราสารหนี้เพิ่ม เพื่อล็อกผลตอบแทนรับดอกเบี้ยในระดับที่สูง

The post จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ ทำตลาดหุ้นโลกปั่นป่วน กังวลนโยบายเศรษฐกิจของทั้งแฮร์ริสและทรัมป์ที่ต่างขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญเตือน เดือนกันยายน ตลาดหุ้นทั่วโลก พันธบัตร ทองคำ ผันผวนหนัก และอาจให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดของปี https://thestandard.co/september-market-is-very-volatile/ Tue, 03 Sep 2024 04:26:18 +0000 https://thestandard.co/?p=978776

เดือนกันยายนมักจะเป็นเดือนที่เลวร้ายสำหรับเหล่าเทรดเดอร […]

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน เดือนกันยายน ตลาดหุ้นทั่วโลก พันธบัตร ทองคำ ผันผวนหนัก และอาจให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เดือนกันยายนมักจะเป็นเดือนที่เลวร้ายสำหรับเหล่าเทรดเดอร์ และสิ่งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2024 ด้วยเช่นกัน เนื่องจากตลาดยังคงมีคำถามเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนนี้

 

จากสถิติที่ผ่านมา พันธบัตร หุ้น และทองคำ มักจะปรับตัวลงในเดือนกันยายน ข้อมูลของ CME Group เผยว่า ดัชนี S&P 500 มักจะปรับตัวลงในเดือนกันยายนตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากเทรดเดอร์จำนวนมากออกไปพักร้อนในช่วงฤดูร้อน ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบาง ดัชนี S&P 500 และดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJIA) มักจะร่วงลงเป็นเปอร์เซ็นต์สูงสุดในเดือนกันยายนนับตั้งแต่ปี 1950 ส่วนพันธบัตรปรับตัวลงในเดือนกันยายนตามสถิติ 8 ปีจาก 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาทองคำแท่งร่วงทุกปีในเดือนกันยายนนับตั้งแต่ปี 2017

 

นักลงทุนอาจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับพายุที่กำลังจะถาโถมเข้ามา อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนต่างๆ รวมถึงรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ (6 กันยายน) ตัวเลขนี้จะบ่งบอกถึงสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก และกำหนดทิศทางของนโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของ Fed เนื่องจากตัวเลขนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าในอนาคต Fed จะปรับตัวลดดอกเบี้ยลงแค่ไหน และถี่แค่ไหน 

 

ขณะนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ และตลาดมีโอกาสที่จะผันผวนอย่างรุนแรง หาก Fed มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายน้อยกว่าที่คาดไว้ในการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 18 กันยายน 

 

นอกเหนือจากรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ และการประชุมนโยบายของ Fed แล้ว การดีเบตทางทีวีครั้งแรกของรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสัปดาห์หน้า ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญขณะที่การเลือกตั้งเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายอีกด้วย

 

บ็อบ ซาเวจ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดของ BNY มองว่า “รายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในเร็วๆ นี้จะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีนี้” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า กันยายนมักจะเป็นเดือนที่ตลาดมีความผันผวน โดยการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใกล้เข้ามาอาจทำให้ความผันผวนยิ่งรุนแรงขึ้น  

 

อ้างอิง:

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน เดือนกันยายน ตลาดหุ้นทั่วโลก พันธบัตร ทองคำ ผันผวนหนัก และอาจให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความกลัวจางหาย! หุ้นโลกปิดสัปดาห์ร้อนแรงสุดในรอบ 9 เดือน https://thestandard.co/global-stocks-finish-strongest-weekly-run-for-nine-months/ Sun, 18 Aug 2024 06:25:41 +0000 https://thestandard.co/?p=972424 ตลาดหุ้นทั่วโลก

ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับการ […]

The post ความกลัวจางหาย! หุ้นโลกปิดสัปดาห์ร้อนแรงสุดในรอบ 9 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นทั่วโลก

ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับการปรับฐานอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อวันจันทร์ที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะดัชนี NIKKEI 225 ของหุ้นญี่ปุ่นที่ติดลบไปถึง 12% และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ที่ติดลบไปราว 8% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ลดลงไปราว 3-4% จนทำให้ผู้คนขนานนามว่าเป็นเหตุการณ์ Black Monday ปี 2024 และกังวลว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดขาลง

 

ล่าสุด ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (12-16 สิงหาคม) ตลาดหุ้นเกือบทั่วทั้งโลกสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างร้อนแรง จนดัชนีหลายตลาดกลับมาสูงกว่าเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมเป็นที่เรียบร้อย

 

ดัชนี NIKKEI 225 พุ่งขึ้น 3.6% กลับมายืนเหนือ 38,000 จุดอีกครั้ง ทำให้ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นญี่ปุ่นพุ่งขึ้นกว่า 8% ถือเป็นสัปดาห์ที่ร้อนแรงที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ดัชนี KOSPI พุ่งขึ้น 10% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม

 

การฟื้นของตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เนื่องจากความผันผวนลดลงและนักลงทุนลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะถดถอยของสหรัฐฯ

 

Joe Mazzola หัวหน้านักยุทธศาสตร์ด้านการซื้อขายและอนุพันธ์ของ Charles Schwab กล่าวว่า ความกลัวและความกังวลส่วนใหญ่ได้ถูกขจัดออกไป ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัว แต่ก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้หลังจากผ่านไป 2 ปี ในวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มันเป็นเพียงช่วงเวลาที่การชะลอตัวเริ่มปรากฏให้เห็นในขณะที่ผู้คนเริ่มกังวล

 

การฟื้นตัวของตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แรงหนุนจากข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปได้ดีกว่าที่เคยกังวล ตัวเลขเงินเฟ้อในวันพุธที่ผ่านมา (14 สิงหาคม) แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภคประจำปีลดลงต่ำกว่า 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ในขณะที่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 สิงหาคม) ยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 สิงหาคม) เครื่องวัดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสูงกว่าระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนที่ทำได้ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ดัชนี VIX ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น ‘เครื่องวัดความกลัว’ ของ Wall Street ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 15 หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 65 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมท่ามกลางแรงเทขาย

 

Wei Li หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนทั่วโลกของ BlackRock กล่าวว่า “การเคลื่อนไหวในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการเล่าเรื่องของตลาดสามารถแกว่งไปมาได้อย่างไร โดยอิงจากชุดข้อมูลเดียว และเราอาจเห็นความผันผวนมากขึ้นในอนาคต”

 

อ้างอิง:

The post ความกลัวจางหาย! หุ้นโลกปิดสัปดาห์ร้อนแรงสุดในรอบ 9 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น แต่ ‘ไทย’ ยังต้องจับตาภาคการผลิตและส่งออก https://thestandard.co/thai-keep-an-eye-on-export-production/ Wed, 05 Jun 2024 03:22:37 +0000 https://thestandard.co/?p=941314

The post แม้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น แต่ ‘ไทย’ ยังต้องจับตาภาคการผลิตและส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post แม้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น แต่ ‘ไทย’ ยังต้องจับตาภาคการผลิตและส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องผลกระทบต่อสินทรัพย์ท่ามกลางความเสี่ยงภาวะสงคราม ทองคำดีดขึ้นระยะสั้นก่อนถูกเทขาย https://thestandard.co/gold-rebounded-for-a-short-period-before-being-sold/ Wed, 24 Apr 2024 11:50:44 +0000 https://thestandard.co/?p=926378

ความตึงเครียดครั้งล่าสุดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเริ่มต […]

The post ส่องผลกระทบต่อสินทรัพย์ท่ามกลางความเสี่ยงภาวะสงคราม ทองคำดีดขึ้นระยะสั้นก่อนถูกเทขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความตึงเครียดครั้งล่าสุดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเริ่มต้นเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่ออิหร่านระบุว่าอิสราเอลวางระเบิดอาคารกงสุลอิหร่านในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย สังหารนายพลสองคนและเจ้าหน้าที่ 5 คนในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน อิหร่านตอบโต้เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2023 ที่ผ่านมา โดยเปิดฉากการโจมตีทางทหารโดยตรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่ออิสราเอล ซึ่งมีการยิงขีปนาวุธมากกว่า 300 ครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความวิตกถึงความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะขยายวงกว้างไปทั่วทั้งตะวันออกกลาง

 

เหตุการณ์นี้นำมาสู่คำถามที่ว่าจะมีสินทรัพย์ใดบ้างที่ได้รับผลกระทบและได้รับประโยชน์จากวิกฤตในครั้งนี้

 

‘ทองคำ’ สินทรัพย์ที่หลบภัยเป็นทางเลือกยอดฮิตของนักลงทุน

 

การเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของทองคำมาจากการที่นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่หลบภัย (Safe Haven) มากขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองได้ผลักดันให้ทองคำแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) ที่ 2,431.60 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 12 เมษายน นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและค่าครองชีพในหลายส่วนของโลกมีส่วนทำให้มูลค่าเงินลดลง ส่งผลให้ผู้คนหันมาลงทุนในสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ซึ่งทองคำเป็นที่สินทรัพย์ที่นักลงทุนชื่นชอบเป็นพิเศษ

 

จีนและอินเดียเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงเครื่องประดับทอง ซึ่งในปี 2023 มีรายงานว่าธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PBOC) ซื้อทองคำประมาณ 225 ตัน ทำให้มีปริมาณสำรองทั้งหมดสูงถึง 2,235 ตัน ในทางกลับกัน ความต้องการเครื่องประดับทองในอินเดียอยู่ที่ประมาณ 562.3 ตัน ในปี 2023 ตามข้อมูลของ World Gold Council

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำล่าสุดวันนี้ (24 เมษายน) อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ราว 2,330 ดอลลาร์ หลังจากที่ความเสี่ยงเรื่องของสงครามที่อาจกระจายวงกว้างเริ่มลดลง

 

ราคาน้ำมันปรับตัวสูง เพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรง

 

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นมากกว่า 3% หลังจากที่มีข่าวระเบิดในอิหร่าน แม้ว่าขณะนี้จะมีการปรับตัวลงมาเล็กน้อย เนื่องจากสถานการณ์เริ่มเงียบลง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกที่ยังคงมีอยู่ สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผลักดันความผันผวนของตลาด

 

จนถึงขณะนี้ราคาน้ำมันสูงขึ้นประมาณ 16% ในปีนี้ เนื่องจากความกังวลด้านอุปทานที่สูง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล รวมทั้งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระหว่างยูเครนและรัสเซีย และการที่องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (OPEC) และพันธมิตรคงนโยบายการจัดหาน้ำมันไว้ไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2024 ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 15% และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7% นอกจากนี้ Morgan Stanley ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์น้ำมันดิบเบรนท์ในไตรมาสที่ 3 ขึ้น 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ฟรังก์สวิสและเยนญี่ปุ่น ขึ้นแท่นสกุลเงินที่หลบภัย

 

สกุลเงินฟรังก์สวิส (CHF) และเยนญี่ปุ่น (JPY) เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย ซึ่งหลังจากที่เกิดเหตุการณ์อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินมาโจมตีอิสราเอล สกุลเงินทั้งสองได้พุ่งสูงขึ้นทันทีเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น แม้ว่าจะชะลอตัวลงหลังจากที่เหตุการณ์สงบลงในเวลาต่อมา

 

ตลาดหุ้นและคริปโตปรับตัวลง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง

 

ตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซีถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง จึงทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลดการลงทุนในพอร์ตมากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งหลังจากที่มีข่าวการโจมตีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเจอแรงเทขายจนร่วงลงกว่า 3% ฟิวเจอร์สหุ้นยุโรปลดลง 1.5-2% ขณะที่ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าทางการของทั้งสองประเทศจะไม่ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ทำให้นักลงทุนยังคงจับตาดูต่อไป

 

Ajay Bagga ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OPC Asset Solution กล่าวว่า ราคาน้ำมันถือเป็นความเสี่ยงหลักของประเทศที่นำเข้าน้ำมัน เช่น อินเดีย แม้นี่จะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่หากอิหร่านเลือกที่จะโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย หรือลดการขนส่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อาจทำให้เกิดความกังวลต่ออุปทานน้ำมันและส่งผลกระทบต่อราคา แน่นอนว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นย่อมทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นตามไปด้วย และสิ่งนี้ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศที่ตามมา และส่งผลต่อนโยบายทางการเงินของประเทศต่างๆ อีกด้วย

 

อ้างอิง:

The post ส่องผลกระทบต่อสินทรัพย์ท่ามกลางความเสี่ยงภาวะสงคราม ทองคำดีดขึ้นระยะสั้นก่อนถูกเทขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 2 ตลาดโลก-SET ไปทางไหน? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-26032024-4/ Tue, 26 Mar 2024 07:35:03 +0000 https://thestandard.co/?p=915605

กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2 ปีนี้เป็นอย่างไร พูดคุยกับ สิ […]

The post ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 2 ตลาดโลก-SET ไปทางไหน? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2 ปีนี้เป็นอย่างไร พูดคุยกับ สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 2 ตลาดโลก-SET ไปทางไหน? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นทั่วโลกจ่ายเงินปันผลรวม 60 ล้านล้านบาทในปี 2023 ครึ่งหนึ่งมาจากธุรกิจการเงินและธนาคาร https://thestandard.co/world-stocks-payouts-2023/ Wed, 13 Mar 2024 11:10:24 +0000 https://thestandard.co/?p=910717 หุ้นทั่วโลก

จากรายงานล่าสุดโดย Janus Henderson บริษัทจัดการกองทุนสั […]

The post หุ้นทั่วโลกจ่ายเงินปันผลรวม 60 ล้านล้านบาทในปี 2023 ครึ่งหนึ่งมาจากธุรกิจการเงินและธนาคาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นทั่วโลก

จากรายงานล่าสุดโดย Janus Henderson บริษัทจัดการกองทุนสัญชาติอังกฤษ เผยว่า ในปี 2023 บริษัทเอกชนทั่วโลกจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าพุ่งแตะ 1.66 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 60 ล้านล้านบาท

 

โดยในปี 2023 86% ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกมีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มมากขึ้น ไม่ก็คงอัตราการจ่ายปันผลได้เท่าเดิม

 

จากข้อมูลพบว่า Global Dividend Index หรือดัชนีเงินปันผลของบริษัททั่วโลกมีการปรับเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า (YoY) และเพิ่มขึ้นกว่า 7.2% ในไตรมาส 4 ปี 2023 แบบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ)

 

จาก 22 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐฯ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, แคนาดา, เม็กซิโก และอินโดนีเซีย มีการจ่ายปันผลเพิ่มมากขึ้นจากผลประกอบการของปี 2023

 

โดยมีประเทศจากยุโรปเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการเติบโตของเงินปันผล มีการจ่ายเพิ่มขึ้นถึงกว่า 10.4% จากปีก่อนหน้า

 

ในรายงานดังกล่าวอธิบายว่า กว่าครึ่งหนึ่งของเงินปันผลจากบริษัทเอกชนทั่วโลกมาจากภาคการเงินและการธนาคารที่เติบโตขึ้น จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นมา ทำให้อัตราการทำกำไรพุ่งสูงขึ้น

 

นอกจากนั้นในปีที่ผ่านมา (2023) สถาบันการเงินชั้นนำของโลกอย่าง JPMorgan Chase, Wells Fargo และ Morgan Stanley ยังมีการปรับเงินปันผลขึ้น หลังจากการทำคงเงินสำรองและทำการทดลองสภาพคล่องของบริษัท Stress Test เรียบร้อย สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการทำกำไรแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทธนาคาร

 

โดยรายงานดังกล่าวชี้ว่า HSBC สถาบันการเงินชั้นนำของโลก สามารถกลับไปจ่ายปันผลเท่าเดิมกับในช่วงก่อนโควิดได้แล้ว พร้อมกับกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

 

ซึ่งการเติบโตของเงินปันผลและผลประกอบการของบริษัทการเงินและธนาคารเหล่านี้ ยังมีสัดส่วนหลักมาจากประเทศที่กำลังพัฒนา (Emerging Country) โดยไม่รวมประเทศจีน

 

สวนทางกับบริษัทในอุตสาหกรรมหนักอย่าง BHP, Petrobras, Rio Tinto, Intel และ AT&T ที่มีการปรับลดเงินปันผลลง

 

ในรายงานดังกล่าวยังคาดว่าในปี 2024 จะมีการจ่ายปันผลแตะ 1.72 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 60 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นอีก 5% ของปีที่ผ่านมา (2023)

 

อ้างอิง: 

The post หุ้นทั่วโลกจ่ายเงินปันผลรวม 60 ล้านล้านบาทในปี 2023 ครึ่งหนึ่งมาจากธุรกิจการเงินและธนาคาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียผงาด เบียดแซงฮ่องกง รั้งอันดับ 4 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก https://thestandard.co/india-stock-market-overtaken-hong-kong/ Wed, 24 Jan 2024 05:10:04 +0000 https://thestandard.co/?p=891413

ถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ ส […]

The post อินเดียผงาด เบียดแซงฮ่องกง รั้งอันดับ 4 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ สำหรับอินเดีย โดยล่าสุดมีรายงานว่าแดนภารตะแห่งนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดแซงหน้าเขตปกครองพิเศษฮ่องกงเป็นครั้งแรก ส่งผลให้อินเดียมีตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก โดยผลลัพธ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากแนวโน้มการเติบโตและการปฏิรูปนโยบายของภาครัฐ ทำให้อินเดียเป็นที่รักของนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังขนเงินออกจากจีนและมองหาแหล่งลงทุนแห่งใหม่

 

ทั้งนี้ จากการประเมินของ Bloomberg พบว่า ณ ช่วงปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา มูลค่ารวมของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของอินเดียมีมูลค่าถึง 4.33 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นฮ่องกงซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 4.29 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้อินเดียเป็นตลาดตราสารทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก หลังจากที่มูลค่าตลาดหุ้นของอินเดียเพิ่งจะทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยเกือบครึ่งของมูลค่าดังกล่าวเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเพียง 4 ปีที่ผ่านมา 

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นอินเดียอยู่ในภาวะเฟื่องฟูเพราะอานิสงส์จากฐานนักลงทุนรายย่อยที่เติบโตอย่างรวดเร็วและผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่ง โดยที่ผ่านมา อินเดีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกแทนจีน และสามารถดึงดูดเงินทุนใหม่ๆ จากนักลงทุนและบริษัททั่วโลก ภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพ นโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายใน ทำให้อินเดียยังคงเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

 

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นขาขึ้นของอินเดียยังมีขึ้นในช่วงเวลาขาลงของตลาดหุ้นฮ่องกงที่เต็มไปด้วยบริษัททรงอิทธิพลและยักษ์ใหญ่สายเทคโนโลยีของจีนมากมาย โดยนักวิเคราะห์มองว่า เศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดได้ช้ากว่าคาด บวกกับวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับชาติตะวันตก ทำให้หุ้นในตลาดฮ่องกงลดความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนจนพากันถอนเงินลงทุนออกมา

 

ทั้งนี้ มูลค่าของตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงร่วงลงกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2021 ขณะที่การจดทะเบียนของบริษัทใหม่ในตลาดฮ่องกงก็ลดลง ทำให้สถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งเอเชียของฮ่องกงเริ่มสั่นคลอน

 

Evan Metcalf  ซีอีโอของ Global X ETFs ระบุว่า ขณะที่การเติบโตของจีนหยุดชะงักและติดหล่มอยู่ในความไม่แน่นอน อินเดีย ซึ่งมีความได้เปรียบในแง่ของประชากรอายุน้อยที่มีการศึกษา และรัฐบาลที่เร่งเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างสำคัญของประเทศ ทำให้อินเดียกลายเป็นดาวรุ่งที่โดดเด่นในสายตานักลงทุนได้ไม่ยาก แม้ว่าจะมีนักกลยุทธ์บางคนมองว่าตลาดหุ้นจีนปี 2024 จะมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาแซงหน้าอินเดียก็ตาม

 

อ้างอิง:

The post อินเดียผงาด เบียดแซงฮ่องกง รั้งอันดับ 4 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กอบศักดิ์’ ฉายภาพโอกาสลงทุนในปี 2567 แนะโฟกัสบริษัทที่มุ่งปรับตัวรับ The Great Disruption 4 ด้าน https://thestandard.co/fetco-investment-in-2024/ Wed, 10 Jan 2024 10:57:31 +0000 https://thestandard.co/?p=886152

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FE […]

The post ‘กอบศักดิ์’ ฉายภาพโอกาสลงทุนในปี 2567 แนะโฟกัสบริษัทที่มุ่งปรับตัวรับ The Great Disruption 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ปี 2566 ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยติดลบ 15.2% จากปี 2565 สวนทางกับตลาดหุ้นใหญ่ทั่วโลกอย่างดัชนี Nasdaq ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นถึง 43%  

 

ปัจจัยหลักที่กดดันหุ้นไทยคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยติดลบไปประมาณ 12% ทำให้ราคาหุ้นปรับลดลงด้วย ส่วนปี 2565 ที่หุ้นไทยเคยแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ เพราะเราเป็นเหมือน Safe Haven ในยามที่ตลาดหุ้นโลกผันผวน แต่เมื่อทั่วโลกกลับมาดี ทำให้เงินทุนไหลออกจาก Safe Haven ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยราว 2 แสนล้านบาท เมื่อปีก่อน หลังจากที่เคยไหลเข้าราว 2 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 

 

บริบทการลงทุนปี 2567 

 

จากมุมมองส่วนตัวยังเป็นเช่นเดิม คือเรากำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของ Perfect Storm 

 

ช่วงแรก ปี 2565 นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ตลาดหุ้นใหญ่ปรับตัวลดลงแรง 

 

ช่วงที่สอง Fed ขึ้นดอกเบี้ยสู้กับเงินเฟ้อ จนเงินเฟ้อเริ่มลดลง 

 

ช่วงที่สาม การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และเริ่มเห็นผลชัดในครึ่งปีแรกนี้ เกิดวิกฤตในบางจุด ก่อนที่เงินเฟ้อจะเข้าสู่ระดับ 2% 

 

ช่วงที่สี่ Fed กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยช่วงปลายปีนี้ 

 

เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 9% ปัจจุบันลดลงมาเหลือ 3% ซึ่งใกล้กับช่วงปี 2561 ทำให้ Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.5% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2566 

 

“ที่ผ่านมาหลังจากอัตราดอกเบี้ยพีคแล้ว Fed มักจะคงดอกเบี้ยไว้ 3-5 ไตรมาส ซึ่งครั้งนี้น่าจะคล้ายกับปี 2549-2550 ที่ Fed จะคงดอกเบี้ยไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้เชื้อต่างๆ ของเงินเฟ้อหายไป Fed จะไม่เขย่าตลาดอีกต่อไป และน่าจะเห็นการประชุม Fed ที่น่าเบื่อไปอีก 8 เดือน”​ 

 

ปัจจัยบวกที่กำลังจะเกิดขึ้น คือการเข้าสู่ช่วงของการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆ กันของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป ทำให้ทุกคนเห็นว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจกำลังจะเกิดขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อได้จบลงไปแล้ว 

 

โดยปีนี้เราเริ่มเห็นบางประเทศลดดอกเบี้ยบ้างแล้ว เช่น สาธารณรัฐเช็กที่เริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่ปลายปี 2566 

 

โอกาสการลงทุนในปี 2567 และต่อจากนี้

 

กอบศักดิ์นิยามโอกาสในช่วงถัดไป ซึ่งจะเป็น ‘Next Normal’ โดยเรียกว่า Decade of the Great Disruption ซึ่งจะเห็นใน 4 ส่วน 

 

  1. เทคโนโลยี – ในแง่ของการลงทุน ต้องดูว่าบริษัทนั้นๆ พูดเรื่องของดิสรัปชัน หรือการปรับตัวเพื่อรับกับเทรนด์เทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด
  2. เศรษฐกิจ – จะกระทบต่อทุกคน เพราะศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนมาสู่เอเชีย การส่งออกสู่เอเชียจะเพิ่มสูงขึ้น แทนที่สหรัฐฯ และยุโรป เราต้องจับตาดูบริษัทที่ขยายออกไปยังต่างประเทศ 
  3. ภูมิรัฐศาสตร์ – วันนี้มีสงครามในหลายพื้นที่ การเมืองโลกจะเข้าสู่ยุคใหม่ แต่ละประเทศเผชิญหน้ากันมากขึ้น 
  4. สภาพภูมิอากาศ – จาก Global Warming มาสู่ Global Boiling ทำให้แต่ละประเทศมีมาตรการที่จริงจังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมในระดับนานาชาติ หรือมาตรการ CBAM ของยุโรป หากบริษัทใดที่ส่งออกสินค้าไม่สนใจเรื่องนี้ พูดได้ว่าอนาคตของบริษัทนั้นริบหรี่ 

 

“บริษัทใดที่คิดเกี่ยวกับ 4 ธีมนี้ ลงทุน ส่วนบริษัทใดที่ไม่คิด ก็ถามเขาว่าจะคิดเมื่อไร” กอบศักดิ์กล่าว 

 

ความท้าทายระยะสั้นสำหรับปี 2567 

 

การชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก โดย IMF คาดการณ์ว่าปี 2567 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีที่ระดับ 2.9% แต่ในฝั่งเอเชียและตลาดเกิดใหม่ยังเห็นการเติบโตที่ดีในระดับ 4.8% 

 

วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีนเป็นปัญหาที่ลุกลามมากว่า 1 ปี ทำให้บริษัทอสังหาอันดับ 1 อย่าง Country Garden ซึ่งจะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระวันที่ 27 มกราคม 2567 โดยหุ้นกู้ชุดดังกล่าวเคยมีมูลค่าหน้าตั๋วที่ระดับ 105 หยวน ลงมาเหลือเพียง 8 หยวน ลดลงไป 92% สะท้อนว่านักลงทุนเชื่อว่ามีแนวโน้มจะไม่ได้รับเงินคืนสูงมาก ขณะที่ราคาหุ้น Country Garden ที่เคยสูงถึง 17.5 ดอลลาร์ฮ่องกง ลดลงมาเหลือเพียง 0.7 ดอลลาร์ฮ่องกง 

 

ปัจจัยถัดมาคือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อเส้นทางการเดินเรือทั่วโลก และอีกประเด็นเสี่ยงที่สำคัญคือวิกฤตเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ อย่างในอาร์เจนตินาและ สปป.ลาว ซึ่งค่าเงินอ่อนค่าอย่างมาก หรือวิกฤตหนี้ในแอฟริกา เช่น เอธิโอเปีย 

 

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 

 

กอบศักดิ์ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 3-4% ขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด ในแง่บวก ดูเหมือนว่าการส่งออกจะเริ่มทรงตัวได้และพลิกกลับมาเป็นบวก หลังจากลดลงราว 20% ขณะที่การบริโภคและการลงทุนเริ่มทรงตัว 

 

สิ่งที่มีปัญหาคือภาคการผลิต ปัจจุบันลดลงราว 10% จากช่วงก่อนโควิด เนื่องจากการไหลเข้ามาของสินค้าจีนที่ปรับราคาขายลง 

 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังน่าจะเติบโตได้ดี ซึ่งปีที่ผ่านมาน่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 28 ล้านคน ส่วนปีนี้น่าจะเห็นตัวเลขในระดับ 35 ล้านคน เพียงแต่อัตราการเพิ่มจะชะลอตัวลงจากปีก่อน ทำให้แรงส่งจากภาคท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้มากเท่าเดิม 

 

ส่วนการลงทุนทางตรง (FDI) ยังเห็นการเพิ่มขึ้น หลังจากปี 2566 มีมูลค่าโครงการรวมกันสูงถึง 5 แสนล้านบาท 

 

ผลสำรวจ FETCO ชี้ นักลงทุนเชื่อมั่นหุ้นไทยมากขึ้น

 

กอบศักดิ์เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) จากการสำรวจในเดือนธันวาคม 2566 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 ธันวาคม 2566) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 137.00 ปรับขึ้น 38.9% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ 

 

โดยนักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ รองลงมาคือการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการไหลออกของเงินทุน

 

โดยความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลและกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรงอย่างมาก’ ขณะที่หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดธนาคาร (BANK) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์

The post ‘กอบศักดิ์’ ฉายภาพโอกาสลงทุนในปี 2567 แนะโฟกัสบริษัทที่มุ่งปรับตัวรับ The Great Disruption 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนหนัก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น หวั่นลามสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ https://thestandard.co/markets-brace-impact-middle-east/ Mon, 16 Oct 2023 02:07:07 +0000 https://thestandard.co/?p=854987

บรรดานักวิเคราะห์ต่างจับตามองทิศทางความเคลื่อนไหวของตลา […]

The post คาดตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนหนัก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น หวั่นลามสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรดานักวิเคราะห์ต่างจับตามองทิศทางความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดโลกเตรียมพร้อมรับผลกระทบ โดยเหล่านักลงทุนต่างจับตาดูความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้น หากสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มก่อการร้ายฮามาสขยายวงกว้างดึงประเทศอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

โดยราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 6% ในวันศุกร์ (13 ตุลาคม) เนื่องจากนักลงทุนกำหนดราคาในความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กว้างขึ้น ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.5% ในการซื้อขายวันเดียวกัน ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมเช่นกัน เนื่องจากแหล่งก๊าซของอิสราเอลที่ส่งไปยังอียิปต์และจอร์แดนถูกปิดชั่วคราว ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทาน

 

Ben Cahill นักวิจัยอาวุโสในโครงการความมั่นคงด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) กล่าวว่า สถานการณ์ในอิสราเอลดูเหมือนว่าโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่การรุกรานฉนวนกาซาครั้งใหญ่และการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่โลกมีความขัดแย้งในระดับดังกล่าว ตลาดก็มักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบ 

 

ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากทางการอิสราเอลระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ตุลาคม) ว่าจะยังคงอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยในฉนวนกาซาที่กลุ่มฮามาสควบคุมอพยพไปทางทิศใต้ต่อไป ในขณะที่กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลเตรียมการโจมตีภาคพื้นดินเพื่อตอบโต้การโจมตีของผู้ก่อการร้ายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ชาวอิสราเอลเสียชีวิตกว่า 1,300 คน

 

รายงานระบุว่า บรรดานักลงทุนต่างแห่กันไปที่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย ผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้นมากกว่า 3% ในขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์ และราคาของพันธบัตรรัฐบาลก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน 

 

ก่อนหน้านี้ ปฏิกิริยาของตลาดค่อนข้างเงียบงันในช่วงสัปดาห์แรกของสงคราม แม้ว่าค่าเงินเชเกลของอิสราเอลจะมีการซื้อขายที่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ 3.87 เมื่อเทียบกับดอลลาร์ก็ตาม ธนาคารกลางของอิสราเอลขายทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้มากถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของสกุลเงินอิสราเอล

 

ด้าน Bernard Baumohl หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกของ The Economic Outlook Group ประเมินว่า หากความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไป ก็มีแนวโน้มจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ธนาคารกลางเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมราคาที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ดังกล่าว แต่ทางสหรัฐฯ อาจเป็นข้อยกเว้นหากนักลงทุนแห่เทเงินทุนลงในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงและเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

 

ขณะที่ Erik Nielsen หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐศาสตร์กลุ่มของ UniCredit แสดงความเห็นว่า ถ้าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสขยายวงกว้างออกไป ตนเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าตลาดจะยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางที่ค่อนข้างดี (Well-behaved) ต่อไปหรือไม่ 

 

อ้างอิง:

The post คาดตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนหนัก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น หวั่นลามสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไม iPhone กลายเป็นจุดพลิกเกมตลาดหุ้นโลก? I Stock Hacker EP.13 https://thestandard.co/stock-hacker-ep-13/ Sat, 23 Sep 2023 10:22:11 +0000 https://thestandard.co/?p=845270

Apple บริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่าแตะ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ห […]

The post ชมคลิป: ทำไม iPhone กลายเป็นจุดพลิกเกมตลาดหุ้นโลก? I Stock Hacker EP.13 appeared first on THE STANDARD.

]]>

Apple บริษัทแรกของโลกที่มีมูลค่าแตะ 3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 100 ล้านล้านบาท จุดเปลี่ยนสำคัญของ Apple และตลาดหุ้นโลกคือนวัตกรรมที่เรียกว่า iPhone ซึ่ง Steve Jobs ได้แนะนำให้คนทั่วโลกเริ่มรู้จักตั้งแต่ปี 2007

 

นับตั้งแต่ iPhone เริ่มวางขาย มูลค่าของ Apple พุ่งขึ้นมา 40 เท่า และหลังจากยุคของ iPhone 4S Apple ได้ขยับเข้ามาเป็นหุ้น Top 10 ของโลก

 

Stock Hacker จะพาทุกคนไปมองปรากฏการณ์ iPhone Effect ที่ทำให้ Apple กลายเป็น 1 ใน 4 หุ้น ที่เปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าของนักลงทุนระดับตำนานอย่าง Warren Buffett

The post ชมคลิป: ทำไม iPhone กลายเป็นจุดพลิกเกมตลาดหุ้นโลก? I Stock Hacker EP.13 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OPEC+ หั่นกำลังผลิตน้ำมัน อาจกลายเป็นจุด ‘พลิกเกม’ ตลาดหุ้นโลก โบรกฯ แนะปรับพอร์ตถือเงินสด 80% https://thestandard.co/opec-divide-oil-production/ Tue, 04 Apr 2023 03:01:28 +0000 https://thestandard.co/?p=772602 OPEC+

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 เมษายน) The Organization of […]

The post OPEC+ หั่นกำลังผลิตน้ำมัน อาจกลายเป็นจุด ‘พลิกเกม’ ตลาดหุ้นโลก โบรกฯ แนะปรับพอร์ตถือเงินสด 80% appeared first on THE STANDARD.

]]>
OPEC+

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 เมษายน) The Organization of Petroleum Exporting Countries and Allies หรือ OPEC+ ได้เซอร์ไพรส์นักลงทุนทั่วโลกด้วยการประกาศว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน นำโดยผู้ผลิตรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียที่มีแผนจะลดกำลังการผลิตลง 5 แสนบาร์เรลต่อวัน 

 

หลังการประกาศของ OPEC+ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกอย่าง WTI พุ่งขึ้น 8% ในวันนี้ (4 เมษายน) นับเป็นการเพิ่มขึ้นของราคาในวันที่มากที่สุดในรอบกว่า 1 ปี 

 

Daniel Hynes นักกลยุทธ์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของ Australia & New Zealand Banking Group กล่าวว่า “มาตรการดังกล่าวได้ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่า OPEC+ พยายามจะประคองราคา ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีโอกาสจะกลับไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” 

 

ขณะที่ Goldman Sachs มองว่า ในอดีตที่ผ่านมา OPEC+ มีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันอย่างมาก การประกาศลดกำลังการผลิตของ OPEC+ เมื่อผนวกเข้ากับการลดกำลังการผลิตของรัสเซีย ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนธันวาคมนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมคาดราคาน้ำมัน ณ สิ้นปี 2024 ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่คาดไว้ที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

ทางด้าน Francisco Blanch หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านสินค้าโภคภัณฑ์และอนุพันธ์ของ Bank of America กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิดของกำลังการผลิตน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจกระทบต่อราคาน้ำมันราว 20-25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” 

 

การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของ OPEC+ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก และอาจจะทำให้ทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปจากที่นักลงทุนประเมินไว้ก่อนหน้านี้

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า การตัดสินใจของ OPEC+ อาจกลายเป็นจุดพลิกเกมของตลาดหุ้นและการลงทุนทั่วโลก 

 

ก่อนหน้านี้นักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าจุดสูงสุดของความกลัวในเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ได้ผ่านไปแล้ว เช่นเดียวกับแรงกดดันในเรื่องวิกฤตราคาพลังงานสูงและเงินเฟ้อก็น่าจะผ่านไปแล้วเช่นกัน 

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ภาพอุปสงค์และอุปทานต่อราคาน้ำมันดิบเปลี่ยนไป อุปสงค์ต่อน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นจากจีน เมื่อเผชิญกับอุปทานที่อาจจะลดลง ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนพลังงานอาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง พร้อมกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น จนนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อครั้งใหม่ 

 

“ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ และส่งผลต่อการเข้มงวดด้านนโยบายการเงินที่อาจยังไม่จบลงในไตรมาส 2 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า OPEC+ จะทำจริงอย่างที่พูดหรือไม่”

 

แม้ว่าผลกระทบจากการตัดสินใจของ OPEC+ อาจดูไม่มากในแง่ราคาน้ำมันดิบ แต่จะส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อการลงทุน เพราะสมมติฐานเดิมที่นักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินไว้อาจต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายการเงินของธนาคารกลางแต่ละประเทศ

 

สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่ราคาพลังงานสูงเมื่อปีก่อน ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยคาดว่าจะพลิกกลับมาเกินดุล อาจขาดดุลต่อไป และส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีกครั้ง 

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า การปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อาจต้องตัดสินใจและดำเนินการให้เร็ว เพราะความเสี่ยงจากการเป็นผู้ตามค่อนข้างสูง 

 

“หาก OPEC+ ทำจริง จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่อง Recession โดยเฉพาะการเกิดแบบ Hard Landing และทำให้ธนาคารกลางต่างๆ มีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งจะกระทบต่อมูลค่าของหุ้น” 

 

นักลงทุนอาจต้องเริ่มปรับพอร์ตส่วนหนึ่งก่อน แม้ยังมีความไม่แน่นอนว่า OPEC+ จะลดกำลังการผลิตจริงอย่างที่ประกาศหรือไม่ แต่นักลงทุนอาจมีทางเลือกไม่มากนัก เพราะหากพิจารณาจากช่วงที่ราคาพลังงานสูงเมื่อปีก่อน จะเห็นว่าแทบจะทุกสินทรัพย์ถูกเทขาย

 

“หากย้อนไปดูปีก่อนแทบจะไม่มีหลุมหลบภัยใดๆ แม้แต่บอนด์ก็ขาดทุน ในภาวะเช่นนี้ต้องกลับมาหากลุ่มหุ้นที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ รวมถึงการถือเงินสด ส่วนทองคำอาจไม่แน่นอน แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้น แต่บอนด์ยีลด์ก็สูงขึ้นเช่นกัน โดยสุทธิแล้วควรต้องเพิ่มน้ำหนักเงินสด”

 

สำหรับช่วงนี้ที่ยังไม่แน่ชัดว่า OPEC+ จะทำจริงหรือไม่ แนะนำว่านักลงทุนควรถือเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 60% จากเดิมที่เราแนะนำให้ถือเงินสด 20% โดยลดน้ำหนักหุ้นและบอนด์ลงมาเหลือ 25% และ 15% จากเดิมที่ 50% และ 30% ตามลำดับ 

 

หาก OPEC+ ทำจริงอย่างที่ประกาศไว้ นักลงทุนควรถือเงินสดถึง 80% โดยเหลือสัดส่วนหุ้นและบอนด์ 15% และ 5% เพราะความเสี่ยงเรื่องต้นทุนพลังงานจะกลับมาอีกครั้ง จนกว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ OPEC+ จะเริ่มกลับนโยบาย หรือสัญญาณอื่นๆ ที่ราคาพลังงานจะอ่อนลงอีกครั้ง 

 

ทั้งนี้ หุ้นที่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงนี้ควรเป็นกลุ่มที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ และมีศักยภาพในการส่งผ่านต้นทุนได้เร็วและแรง เช่น กลุ่มเฮลท์แคร์ เพราะเป็นบริการที่จำเป็นและมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานไม่สูง นอกจากนี้กลุ่มบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม หรือค้าปลีก ที่มีแรงหนุนจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ 

 

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก เพราะราคาอาจผันผวนตามข่าวในแต่ละวัน ซึ่งอาจพลิกผันได้ตลอดจึงเป็นกลุ่มที่เหมาะแก่การเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่า 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post OPEC+ หั่นกำลังผลิตน้ำมัน อาจกลายเป็นจุด ‘พลิกเกม’ ตลาดหุ้นโลก โบรกฯ แนะปรับพอร์ตถือเงินสด 80% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มการเงินทั่วโลกมูลค่าหายไป 16 ล้านล้านบาท ภายใน 3 วัน ผลกระทบ ‘SVB’ ล้มละลาย https://thestandard.co/world-financial-stocks-svb-collapse/ Tue, 14 Mar 2023 03:32:03 +0000 https://thestandard.co/?p=762547

ตลาดหุ้นกลุ่มการเงินทั่วโลกดิ่งหนัก ส่งผลให้นักลงทุนขาด […]

The post หุ้นกลุ่มการเงินทั่วโลกมูลค่าหายไป 16 ล้านล้านบาท ภายใน 3 วัน ผลกระทบ ‘SVB’ ล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นกลุ่มการเงินทั่วโลกดิ่งหนัก ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุนรวมกันถึง 4.65 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 16 ล้านล้านบาท จากความวิตกกังวลต่อการล้มละลายของ Silicon Valley Bank (SVB) 

 

ช่วงเช้าวันนี้ (14 มีนาคม) ดัชนี MSCI Asia Pacific Financials ดิ่งลงมากถึง 2.7% ต่ำสุดนับตั้งแต่ 29 พฤศจิกายน 2022 โดยหุ้นธนาคารขนาดใหญ่อย่าง Mitsubishi UFJ Financial Group ของญี่ปุ่น ลดลงมากถึง 8.3% ขณะที่ Hana Financial Group ของเกาหลีใต้ ลดลง 4.7% ส่วน ANZ Group Holdings ของออสเตรเลีย ลดลง 2.8% 

 

ขณะที่ตลาดหุ้นต่างๆ ในเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ โดยตลาดที่ดิ่งลงแรงยังคงเป็นกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ เช่น Nikkei 225 ของญี่ปุ่น -2%, KOSPI เกาหลีใต้ -1.9%, Shanghai จีน -1.1%, Taiwan Weighted ไต้หวัน -1% ส่วนดัชนี SET ของไทย -0.4% ลดลงมาอยู่ที่ราว 1,565 จุด ณ ช่วงเปิดตลาด 

 

การดิ่งลงของหุ้นทั่วโลกเกิดจากการที่นักลงทุนกังวลว่าผลกระทบจากการล้มละลายของ SVB อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถาบันการเงินในเอเชียด้วยเช่นกัน 

 

ขณะที่มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของดัชนี MSCI World Financials และ MSCI EM Financials ลดลงคิดเป็นมูลค่าราว 4.65 แสนล้านดอลลาร์ ภายใน 3 วัน 

 

ล่าสุดยังคงมีความกังวลว่าสถาบันการเงินและบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ อาจได้รับผลกระทบจากการลงทุนในบอนด์และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อายุ 2 ปี ดิ่งแรงที่สุดภายใน 1 วัน นับแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 

 

Michael Makdad นักกลยุทธ์ของ Morningstar กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสจะเกิด Hard Landing แค่ไหน รวมทั้งจุดที่ Fed จะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจไม่น่าจะเกิด Hard Landing แรงขายที่เกิดขึ้นในกลุ่มการเงินของญี่ปุ่นดูเหมือนจะมากเกินไปสำหรับผม”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post หุ้นกลุ่มการเงินทั่วโลกมูลค่าหายไป 16 ล้านล้านบาท ภายใน 3 วัน ผลกระทบ ‘SVB’ ล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นโลก-หุ้นไทย’ บนภาวะความกังวลต่อดอกเบี้ยขาขึ้น https://thestandard.co/world-thai-stocks-worries-interest/ Fri, 10 Mar 2023 05:30:11 +0000 https://thestandard.co/?p=760923

ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยต่างยังตกอยู่ในภาวะควา […]

The post ‘หุ้นโลก-หุ้นไทย’ บนภาวะความกังวลต่อดอกเบี้ยขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยต่างยังตกอยู่ในภาวะความกังวลต่อดอกเบี้ยขาขึ้นระลอกใหม่ โดย SET Index ปรับฐานไป -3.4% จากต้นปี (YTD) และปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของปีราว -4.7% ถือเป็นบรรยากาศการลงทุนที่ต้องระมัดระวัง และตามมาด้วยคำถามว่า ‘ปัจจัยลบดังกล่าวมีโอกาสที่จะนำไปสู่วิกฤตครั้งใหม่หรือไม่’ และ ‘นักลงทุนจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในภาวะเช่นนี้’

 

ตลาดการเงินเริ่มกลับมาให้น้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงกว่าเดิม ซึ่งข้อมูลจาก FedWatch Tool ล่าสุด บ่งชี้ว่าดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีโอกาสขึ้นไปจุดสูงสุดที่ 5.25-5.50% 

   

 

สูงกว่ามุมมองเดิม ณ ต้นปีที่ให้น้ำหนักที่ 5.00-5.25% และสูงกว่า Dot Plot จากการประชุม FOMC เดือนธันวาคม ที่ 5.1% อย่างมีนัยสำคัญ มีสาเหตุมาจากทั้ง

 

1. อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และยุโรป ที่แม้จะยังคงแนวโน้มขาลงต่อเนื่องในเดือนมกราคม 

 

 

แต่ตัวเลขที่สูงกว่าคาดก็ถือเป็นสัญญาณเตือน และสะท้อนต่อความเสี่ยงว่าเงินเฟ้ออาจจะกลับมาเร่งตัวระลอกใหม่ และมีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับสูงไปในระยะยาวผสานกับ

 

2. การฟื้นตัวของภาคแรงงานสหรัฐฯ ที่เร็วเกินคาด จึงน่าจะสามารถรองรับนโยบายการเงินที่เข้มงวดได้มากขึ้น

 

 

เงินเฟ้อที่ ‘ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว’ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการใช้มาตรการการเงินที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา และมองได้ว่าปัจจุบัน Fed อยู่บนทางแยกที่เปิดโอกาสให้สามารถเลือกที่จะ

 

  • เร่งใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดรุนแรงที่เคยส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot อย่างเมื่อเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา เพื่อขจัดปัญหาเงินเฟ้อให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและยืดเยื้อน้อยที่สุด หรือ
  • เริ่มผ่อนนโยบาย โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่ยากจะคาดเดาได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ต้องรอบทสรุปการประชุมในเดือนมีนาคมว่า Fed จะเลือกเดินไปในทิศทางใด แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการตัดสินใจจะยังมีความยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา และนำไปสู่ปลายทางในการยุติปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมกับการประคองเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

 

หากมองในมุมของการลงทุน ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในระยะสั้นนี้แม้จะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย ที่ทำให้กระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากปัญหาด้านสภาพคล่องในระบบและส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศที่กว้างมากขึ้น ก็ไม่น่าจะลดทอนความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในระยะยาวแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีสัญญาณเชิงบวก ที่สะท้อนโอกาสการฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม ภายหลังการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการของจีน และเริ่มเห็นกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่เข้าสู่จุดเร่งตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสะท้อนจากทั้งดัชนีภาคการผลิตและภาคบริการที่ฟื้นตัวเด่น รวมทั้งการเริ่มเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีนเป็นครั้งแรกหลังเกิดวิกฤตโควิด

 

นอกจากนี้แนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศของไทยที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จากภาคการผลิตและการบริโภคการลงทุนจากภาครัฐเข้ามาช่วยเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่จะนำไปสู่การเดินหน้ามาตรการต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ดังนั้นในจังหวะที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูงและปรับฐานดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่กลับมาอีกครั้งสำหรับการเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพื่อลงทุนระยะยาว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘หุ้นโลก-หุ้นไทย’ บนภาวะความกังวลต่อดอกเบี้ยขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>