ตราสารหนี้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ตราสารหนี้/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 06 Sep 2026 07:58:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น https://thestandard.co/norway-oil-fund-cut-us-bonds/ Sun, 06 Sep 2026 07:58:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1251471 ภาพธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุ […]

The post กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75.72 ล้านล้านบาท) เสนอให้ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

 
 

ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในจดหมายที่ส่งถึงกระทรวงการคลังนอร์เวย์และเผยแพร่เมื่อสัปดาห์นี้ ซึ่งแนะนำให้ลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะหมายถึงการลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กองทุนถืออยู่ราว 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ลงเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) ตามการคำนวณของ Reuters

 

ขณะที่การคำนวณของ Bloomberg ประเมินว่าการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จะลดลงราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.47 ล้านล้านบาท) ส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจเพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท)

 

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ขนาดของกองทุน ซึ่งเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเฉลี่ยบริษัทละ 1.5% ทำให้การตัดสินใจเรื่องพอร์ตลงทุนสามารถส่งอิทธิพลต่อกระแสเงินในตลาดวงกว้างได้

 

สัดส่วนใหม่ที่เสนอ และเหตุผลเบื้องหลัง

 

รายละเอียดของข้อเสนอระบุว่าน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในดัชนีตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9% ขณะที่สัดส่วนพันธบัตรของกลุ่มยูโรโซนจะลดลงในระดับที่น้อยกว่า จาก 16.8% เหลือ 14.1%

 

ในทางกลับกัน สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นจาก 4.6% เป็น 7.4% ส่วนสัดส่วนของอังกฤษจะคงเดิมที่ 4.2% ซึ่งกองทุนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ดัชนีสอดคล้องกับน้ำหนักของตลาดโดยรวมมากขึ้น

 

ที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การถอนตัวออกจากตลาดสหรัฐฯ เพราะโฆษกของ NBIM ระบุว่าสัดส่วนสินทรัพย์ที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์โดยรวมจะยังคงอยู่ที่ราว 50% เท่าเดิม

 

สิ่งที่เปลี่ยนคือส่วนผสมภายในตลาดดอลลาร์ นั่นคือถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ น้อยลง แล้วไปถือตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ มากขึ้นแทน

 

โดยสัดส่วนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจาก 16.2% เป็น 27.6% ทำให้น้ำหนักรวมของสกุลเงินดอลลาร์ในดัชนีตราสารหนี้ลดลงเพียงเล็กน้อย จาก 52.9% เหลือ 52.5%

 

อีดา วอลเดน บาเช ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์ และ นิโคไล ตังเงน ซีอีโอของ NBIM ระบุในจดหมายว่าสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ 50% เพียงพอต่อความต้องการสภาพคล่อง รวมถึงในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน

 

ทั้งสองยังอธิบายว่ากองทุนจะได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงขึ้นจากการกระจายไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่า อย่างตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง ซึ่งพวกเขามองว่าเหมาะกับสถานะนักลงทุนระยะยาว

 

เหตุผลที่ยกมาคือตราสารประเภทดังกล่าวมักเคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้นในช่วงวิกฤต จึงช่วยลดความผันผวนเพิ่มเติมได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าหุ้นกู้เอกชน

 

อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนวิธีถ่วงน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาล จากเดิมที่อิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาเป็นการอิงกับมูลค่าตลาดแทน โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันหนี้ภาครัฐที่สูงกลายเป็นลักษณะทั่วไปของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของบางประเทศอีกต่อไป

 

จังหวะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกกดดัน

 

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อ่อนไหวสำหรับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางการคลังและภาระหนี้ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐฯ

 

โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน นักเศรษฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่ากลุ่มที่เคยเป็นผู้ซื้อและผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายประจำที่พึ่งพาได้ กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่น, จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

 

เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอของ NBIM โดยเฉพาะ เขาระบุว่าขนาดของการลดนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่สัญญาณที่ว่าผู้ถือและผู้ซื้อรายเดิมเริ่มพึ่งพาได้น้อยลงต่างหากที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

ในมุมของนักวิเคราะห์อีกด้าน เคนเนธ ครอมป์ตัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยของ National Australia Bank มองว่า NBIM ไม่ได้กำลังตัดสินเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ โดยตรง

 

เขาอธิบายว่ากองทุนกำลังโต้แย้งว่าตัวเองถือพันธบัตรรัฐบาลมากพอสำหรับความต้องการสภาพคล่องอยู่แล้ว และนักลงทุนที่มองระยะยาวควรเก็บเกี่ยวผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากตราสารหนี้ที่หลากหลายกว่านี้

 

ข้อเสนอที่ยังไม่จบ และต้องผ่านอีกหลายด่าน

 

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นคือทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ และไม่มีอะไรรับประกันว่ากองทุนจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามนั้น

 

กระบวนการที่รออยู่คือ NBIM จะรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่ข้อเสนอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำที่ยื่นต่อกระทรวงในเดือนมกราคม จากนั้นจะถูกหารือในกระบวนการจัดทำสมุดปกขาวประจำปีของกองทุนในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

 

หลังจากนั้นกระทรวงจึงจะเสนอคำแนะนำขั้นสุดท้ายต่อรัฐสภา ซึ่งจะจัดการพิจารณาต่อไป โดยโฆษกของ NBIM ระบุว่าหากมีการปรับลดพอร์ตตราสารหนี้จริง ก็ไม่น่าจะเริ่มดำเนินการได้จนกว่าจะเข้าสู่ปี 2027 ไปแล้วหลายเดือน

 

กองทุนยังย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจำกัดผลกระทบต่อตลาดและต้นทุนการทำธุรกรรม

 

ด้าน เอลเลน ไรทัน เลขานุการแห่งรัฐ ระบุผ่านอีเมลว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอปรับกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดในสมุดปกขาวที่จะเสนอต่อรัฐสภาในฤดูใบไม้ผลิ หลังกระทรวงการคลังทบทวนคำแนะนำอย่างละเอียดแล้ว

 

เธอยังชี้ว่าคณะผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับมอบหมายให้ทบทวนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มีกำหนดเสนอรายงานในเดือนมกราคมปีหน้าด้วย

 

คารีน ธอร์เบิร์น ศาสตราจารย์จาก Norwegian School of Economics ซึ่งเคยร่วมเป็นกรรมการหลายชุดที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มองว่านี่เป็นก้าวที่ถูกทาง

 

อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีเป็นอันดับสอง เพราะคิดว่าการปรับสัดส่วนพอร์ตโดยรวมด้วยการเพิ่มหุ้นและลดตราสารหนี้น่าจะดีกว่า

 

สำหรับสถานะปัจจุบันของกองทุนนั้น ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน กองทุนมีสินทรัพย์ตราสารหนี้มากกว่า 6.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.25 ล้านล้านบาท) ซึ่งราว 59.5% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และหากรวมตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วยจะอยู่ที่ 69%

 

ทั้งนี้ กองทุนซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้จากน้ำมันและก๊าซของนอร์เวย์ไปลงทุน เพิ่งทำผลตอบแทนสูงเป็นประวัติการณ์ในครึ่งปีแรกที่ 1.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.22 ล้านล้านบาท) ซึ่งตังเงน ซีอีโอของกองทุน ระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่านี่คือระดับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว

 

เขายังออกมาเตือนคนนอร์เวย์บ่อยครั้งขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่ากองทุนจะต้องเจอกับภาวะตกต่ำในสักวันหนึ่ง โดยผลทดสอบภาวะวิกฤตล่าสุดของ NBIM พบว่าหากเกิดการปรับฐานของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มูลค่ากองทุนอาจหายไปถึง 7.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24.36 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 35%

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 6 กันยายน 2569

 

ภาพ : Volodymyr TVERDOKHLIB / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดออก ESG Bond ไทยครึ่งแรกปีนี้โต 14.7% ครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 5.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมด https://thestandard.co/esg-bond-thailand-growth-government/ Wed, 12 Aug 2026 08:58:36 +0000 https://thestandard.co/esg-bond-thailand-growth-government/ ภาพกองเหรียญและต้นกล้า สื่อถึงการเติบโตของ ESG Bond

ตลาด ESG Bond ไทยครึ่งแรกปี 2569 โต 14.7% ยอดทะลุล้านล้ […]

The post ยอดออก ESG Bond ไทยครึ่งแรกปีนี้โต 14.7% ครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 5.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองเหรียญและต้นกล้า สื่อถึงการเติบโตของ ESG Bond

ตลาด ESG Bond ไทยครึ่งแรกปี 2569 โต 14.7% ยอดทะลุล้านล้าน รัฐยังครองแชมป์ออกหุ้นกู้สูงสุด ทำให้สัดส่วน ESG Bond ต่อยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมดในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 5.9% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ESG Bond ปี 2569 แตะ 2 แสนล้าน ลุ้นรัฐออก SLB 3 หมื่นล้านพยุงตลาดครึ่งปีหลัง

 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า มูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ราว 116,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 101,300 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1,081,430 ล้านบาท สะท้อนบทบาทที่สำคัญของ ESG Bond ต่อตลาดทุนไทย โดยสัดส่วนยอดคงค้าง ESG Bond ต่อยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมดในไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.2% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 เป็น 5.9% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569

 

ฝั่งภาคเอกชน มูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการออกตราสารหนี้ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) มูลค่า 8,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดคงค้างของ ESG Bond ภาคเอกชนอยู่ที่ราว 271,227 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569

 

แรงส่งยังนำโดยภาครัฐ ขณะที่เอกชนกระจุกตัวในธุรกิจพลังงานและขนส่ง

 

ภาครัฐมีสัดส่วนสูงสุดของการออก ESG Bond ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ราว 60.8% ของมูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ทั้งหมด โดยมาจากการ Reopen พันธบัตร ตามด้วยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) 17.2%

 

ขณะที่ฝั่งเอกชนยังนำโดยกลุ่มพลังงาน (12.0%) และขนส่ง (6.9%) โดยกลุ่มพลังงาน เช่น ซีเค พาวเวอร์ ทีพีไอ โพลีน และ ราช กรุ๊ป โดยเงินระดมทุนส่วนใหญ่ใช้เพื่อชดเชยการลงทุนเดิม ส่วนกลุ่มขนส่งมาจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เพื่อใช้เป็นเงินลงทุน และ/หรือ ทดแทนเงินลงทุนในโครงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด

 

ขณะที่การออก ESG Bond ของภาคเอกชนในครึ่งแรกปี 2569 ยังหนุนโครงการยั่งยืนในประเทศได้จำกัด เนื่องจากมีเม็ดเงินลงทุนสำหรับโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องเพียง 5,030 ล้านบาท หรือ 19.7% ของยอดออกทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศกว่า 3,030 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ สัดส่วนเม็ดเงินสำหรับโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องลดลงจาก 24.5-28.0% ของยอดออก ESG Bond ภาคเอกชนในครึ่งแรกปี 2568 เหลือเพียง 19.7% ในครึ่งแรกปี 2569 นั่นหมายความว่าแม้การออก ESG Bond ภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินที่ช่วยต่อยอด Green Investment ยังไม่ได้ขยายตัวตาม โดยบทบาทของ ESG Bond ภาคเอกชนยังอยู่ที่การชดเชยเงินลงทุนเดิมและการชำระคืนหนี้เป็นหลัก

 

คาดแรงส่งครึ่งหลังปี 2569 ยังพึ่งแรงหนุนรัฐ เพื่อพยุงตลาด ESG Bond

 

แนวโน้มมูลค่าการออก ESG Bond ทั้งปี 2569 อาจไม่เร่งตัวเท่าปีที่ผ่านมา หากแรงหนุนจากการออกตราสารหนี้ของภาครัฐในช่วงครึ่งหลังยังมีจำกัด

 

แรงส่งในครึ่งหลังยังคงมาจากภาครัฐ ซึ่งมีแผนออก Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐ

 

หากการออก SLB ของภาครัฐเป็นไปตามแผน คาดว่าจะช่วยชดเชยตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 24,148 ล้านบาท โดยเฉพาะจากภาคเอกชนกว่า 19,390 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดคงค้างยังยืนเหนือระดับ 1 ล้านล้านบาทได้

 

อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากภาคเอกชนยังมีข้อจำกัดจาก 1) ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง 2) ส่วนต่างต้นทุนระหว่าง ESG Bond กับตราสารหนี้ทั่วไป (Greenium) ที่แคบลง เนื่องจากนักลงทุนอาจยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารทั่วไปได้น้อยลง ขณะที่ผู้ออกตราสารยังมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการตรวจสอบและรายงานด้านความยั่งยืน และ 3) ภาวะเศรษฐกิจชะลอซึ่งส่งผลให้ภาคเอกชนระมัดระวังต่อแผนลงทุนใหม่

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มูลค่าการออก ESG Bond ปี 2569 โดยรวมทั้งปีจะอยู่ราว 2 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 208,404 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดทรงตัวได้จากการพึ่งแรงหนุนภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่แรงส่งจากภาคเอกชนต่อ Green Investment ในประเทศยังมีจำกัด ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่ยังไม่แน่นอน และแรงผลักดันจากกติกาด้าน ESG ในประเทศที่ยังรอบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมในอนาคต

The post ยอดออก ESG Bond ไทยครึ่งแรกปีนี้โต 14.7% ครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 5.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ https://thestandard.co/aom-plus-bond-invest-stock-account/ Fri, 31 Jul 2026 01:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1236221 ภาพประกอบรายละเอียดการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล 'ออมพลัส' ผ่าน Bond Connect Platform

รวม 36 คำถาม-คำตอบ พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แบ่งจำหน่าย […]

The post เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบรายละเอียดการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล 'ออมพลัส' ผ่าน Bond Connect Platform

รวม 36 คำถาม-คำตอบ พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แบ่งจำหน่ายผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ วอลเล็ต สบม. วงเงิน 2,000 ล้านบาท และ Bond Connect Platform วงเงิน 2,000 ล้านบาท

 

นับเป็นครั้งแรกที่สามารถจองพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหุ้นได้ ลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect เปิดจองระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้

 

ครั้งแรกในไทย! ก้าวหน้าสุดในอาเซียน เตรียมปูทางไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชน

 

พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ มาจากความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Bond Connect เพื่อยกระดับการเข้าถึงการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านตลาดทุน หวังเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

 

โดยใช้หลักการจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนในวงกว้างได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

 

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect เริ่มเปิดรับจองซื้อตั้งแต่เวลา 8.30 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2569 รวม 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 1.8% และรุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.8% ต่อปี โดยผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ และอัตราผลตอบแทนอ้างอิง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถจองซื้อผ่านบัญชีหลักทรัพย์กับผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 18 บริษัทหลักทรัพย์) ทั้งช่องทางดิจิทัลและสาขา รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming และจะมีการจัดสรรในวันที่ 6 สิงหาคม 2569

 

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการ รักษาการ รองหัวหน้าสายงาน ดูแลงานด้านการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวย้ำว่า ‘ออมพลัส’ เป็นพันธบัตรรัฐบาลที่สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นได้ครั้งแรกในประเทศ นอกจากนี้ ในด้านการนำพันธบัตรรัฐบาลมากระจายสู่ประชาชนผ่าน Bond Connect นี้ถือว่าไทยค่อนข้างก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลมาจากการบูรณาการระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

สอดคล้องกับอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการ Bond Connect Platform เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ในการนำโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนไทยมาต่อยอด เพื่อสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงวางรากฐานสำหรับการพัฒนาบริการด้านตราสารหนี้ผ่านตลาดทุนในอนาคต เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ในการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน

 

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะขยายไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชน จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม Bond Connect และการซื้อขายในตลาดรองไปสู่การซื้อขายหุ้นกู้ของภาคเอกชนในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ และมักจะเป็นผู้นำร่องโครงการใหม่ๆ ให้กับภาคเอกชนนำไปต่อยอดอยู่เสมอ เช่น การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ซึ่งทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับโครงการนี้ ทางหน่วยงานจะมีการประมวลผลและพิจารณากันอีกครั้งในช่วงปลายเดือน

 

“เช่นเดียวกับครั้งนี้ การจำหน่ายแพลตฟอร์ม Bond Connect ก็อาจจะมีเอกชนสนใจและพัฒนาต่อยอดในภายหลัง” จินดารัตน์กล่าว

 

ขณะที่ตรีวิทย์กล่าวว่า การขยายแพลตฟอร์ม Bond Connect ไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชนต้องพิจารณาหลายด้าน เช่น ความต้องการ ความเหมาะสม และความสามารถในการกระจายไปสู่รายย่อย

 

“สุดท้ายก็ต้องกลับมาดูกันว่า จริงๆ แล้ว Bond Connect เป็นช่องทางที่เหมาะสมและสามารถกระจายได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าเกิดเราไปดูหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) หลายๆ ตัวยังเป็นบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individual) ซื้อเป็นหลัก หรือเป็นการซื้อในวงจำกัด” ตรีวิทย์กล่าว

 

รวม 36 คำถาม-คำตอบ รายละเอียดพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’

 

1. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ต่างจากพันธบัตรออมทรัพย์อย่างไร

 

คำตอบ: โดยพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แตกต่างจากพันธบัตรออมทรัพย์ในด้านช่องทางการจองซื้อและการเข้าถึง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายได้ทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ ทำให้สามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหลักทรัพย์และช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่สามารถจองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์เท่านั้น

 

2. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หมายความว่าอย่างไร

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ได้ เสมือนการซื้อขายหุ้น ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกการลงทุน ทำให้การบริหารพอร์ตการลงทุนง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘การจำหน่าย-การจองซื้อ’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

3. ผู้ลงทุนสามารถจองซื้อหรือซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่านช่องทางใดบ้าง

 

คำตอบ: แบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านวอลเล็ต สบม. วงเงิน 2,000 ล้านบาท และผ่าน Bond Connect Platform วงเงิน 2,000 ล้านบาท

 

  • ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง
  • วันจำหน่าย: 31 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569
  • วงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย: 100 บาท – 50,000,000 บาท โดยวงเงินซื้อขั้นสูงต่อครั้ง ไม่เกิน 3,000,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ
  • วิธีการจัดสรรพันธบัตร: First-Come, First-Served (มาก่อนได้รับสิทธิ์ก่อน)

 

  • ผ่าน Bond Connect Platform
  • วันจองซื้อ 3 – 5 สิงหาคม 2569 จองซื้อผ่านช่องทางและวิธีการของผู้จัดจำหน่าย และจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Streaming ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 15.00 น.
  • วงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย:จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (1 หน่วย) – ไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง
  • หน่วยละ 1,000 บาท ซื้อเพิ่มเป็นจำนวนเท่าของ 1,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ
  • วิธีการจัดสรรพันธบัตร: Small Lot First (ทยอยจัดสรร)
  • วันจัดสรรพันธบัตร: 6 สิงหาคม 2569

 

พันธบัตรออมพลัส

 

4. คุณสมบัติผู้ลงทุนที่สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect Platform ได้

 

คำตอบ: คุณสมบัติผู้จองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect Platform

 

1. บุคคลธรรมดา สัญชาติไทย

 

2. มีบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการ

 

5. ถ้ามีบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) แต่อายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ได้หรือไม่

 

คำตอบ: สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ได้

 

6. การเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) สามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง ใช้เวลากี่วัน

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ได้ 3 ช่องทาง ดังนี้

 

1. ผ่านแอปพลิเคชัน Streaming

 

2. ผ่านช่องทาง Online (Website / Application) และ Offline ของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์

 

3. ผ่านสาขาของผู้จัดจำหน่าย

 

โดยระยะเวลาการเปิดบัญชีขึ้นอยู่กับกระบวนการและวิธีการที่ผู้จัดจำหน่ายแต่ละรายกำหนด โดยจะไม่

 

เกิน 2-5 วันทำการ

 

7. หากซื้อพันธบัตรผ่านช่องทางวอลเล็ต สบม. หรือธพ. เดิม ไปแล้ว สามารถซื้อผ่าน Bond Connect ได้ด้วยหรือไม่

 

คำตอบ: สำหรับผู้ลงทุนที่มีรายการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านช่องทางวอลเล็ต สบม หรือธนาคารพาณิชย์เดิมอยู่แล้ว สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect ได้ โดยการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการลงทุนแยกต่างหากจากรายการเดิม ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขการจองซื้อที่กำหนด

 

พันธบัตรออมพลัส

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘การจัดสรร’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

8. การจัดสรรแบบ Small Lot First แตกต่างจากการจัดสรรแบบ First Come, First Served อย่างไร

 

คำตอบ: การจัดสรรพันธบัตรด้วยวิธี Small Lot First มุ่งเน้นการจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อทุกรายอย่างทั่วถึง โดยจะทำการรวบรวมยอดการจองซื้อของผู้ลงทุนทุกรายนำมาจัดสรรเป็นรอบๆ ขั้นต่ำที่ 1,000 บาท และเพิ่มขึ้นทีละ 1,000 บาท ตามลำดับจนครบวงเงินจัดสรร (ทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย) ส่งผลให้ผู้จองซื้อรายย่อยที่จองซื้อด้วยวงเงินไม่สูงมากจะมีโอกาสได้รับจัดสรรครบตามจำนวนที่จองไว้ตั้งแต่รอบแรกๆ ส่วนผู้ที่จองซื้อด้วยวงเงินสูงกว่าจะได้รับการจัดสรรเพิ่มในรอบถัดไปตามสัดส่วนการทวีคูณ

 

ซึ่งแตกต่างจากการจัดสรรพันธบัตรด้วยวิธี First Come, First Served ที่จะทำการจัดสรรให้ผู้ลงทุนที่ทำการจองซื้อเข้ามาก่อนได้รับการจัดสรรก่อน ส่งผลให้ผู้ที่ทำการจองซื้อภายหลังจะไม่ได้รับการจัดสรรหากมีการจองซื้อเต็มวงเงินแล้ว

 

9. การจำหน่ายพันธบัตรในครั้งนี้ไม่มีการจำกัดวงเงินขั้นสูงสุดในการจองซื้อพันธบัตร จะส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยได้รับจัดสรรพันธบัตรลดลงหรือไม่

 

คำตอบ: ไม่มีผล เพราะการจัดสรรพันธบัตรโดยใช้วิธีการ Small Lot First มุ่งเน้นการกระจายพันธบัตรอย่างครอบคลุมและทั่วถึงที่สุด

 

10. ทำไมการจำหน่ายพันธบัตรให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จองซื้ออาจจะได้รับจัดสรรพันธบัตรน้อยกว่าวงเงินที่จองซื้อ

 

คำตอบ:

 

  • จำนวนผู้จองซื้อสูงเกินวงเงินที่เสนอขาย (Oversubscription): หากความต้องการ (Demand) ในการซื้อพันธบัตรรุ่นนั้นๆ มีมากกว่าจำนวนพันธบัตรที่ขาย (Supply) เพื่อให้พันธบัตรกระจายไปสู่มือผู้ลงทุนจำนวนมากที่สุด จึงไม่สามารถให้ทุกคนได้รับครบตามจำนวนที่จองมาได้
  • การจัดสรรรูปแบบ Small Lot First มุ่งเน้นการจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อทุกรายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งการจัดสรรทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย เริ่มต้นจัดสรรจากยอดขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท ดังนั้น หากมีผู้จองซื้อจำนวนมากอาจทำให้ผู้ที่จองซื้อด้วยวงเงินจำนวนมากอาจได้รับไม่ครบตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้

 

11. กรณีจองซื้อจากหลายตัวแทนจำหน่าย จะมีกระบวนการจัดสรรพันธบัตรอย่างไร

 

คำตอบ: ระบบจะนำยอดจองซื้อทั้งหมดของผู้ลงทุนจากทุกผู้จัดจำหน่ายมารวมเป็น “ยอดเดียว” เพื่อคำนวณการจัดสรรแบบ Small Lot First โดยมีหลักการดังนี้:

 

  • หากยอดรวมจองซื้อของท่าน ไม่เกินสิทธิที่ได้รับจัดสรร: จะได้รับพันธบัตรครบตามจำนวนที่จองซื้อไว้ในทุกผู้จัดจำหน่าย
  • หากยอดรวมจองซื้อของท่าน เกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร: จะได้รับพันธบัตรตามสัดส่วน (Pro-rata)

 

ของยอดรวม โดยจะถูกเฉลี่ยจัดสรรไปยังผู้จัดจำหน่ายแต่ละแห่งที่ผู้ลงทุนจองซื้อไว้ตามสัดส่วนของเงินที่จองในแต่ละที่

 

12. สามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้อย่างไร

 

คำตอบ: ผู้จองซื้อสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้ที่ www.settrade.com หรือติดต่อผู้จัดจำหน่ายเพื่อขอตรวจสอบผลการจัดสรร

 

พันธบัตรออมพลัส

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘บริการหลังจากจองซื้อ’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

13. การไถ่ถอนคืนเงินต้นพันธบัตรเมื่อครบกำหนดต้องดำเนินการอย่างไร

 

คำตอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะนายทะเบียนจะจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นของพันธบัตร โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ลงทุน ทั้งนี้ รายชื่อเป็นไปตามรายชื่อ ณ สิ้นสุดวันทำการสุดท้ายก่อนวันปิดสมุดทะเบียน

 

14. ถ้าต้องการไถ่ถอนก่อนครบกำหนด สามารถทำรายการผ่านสาขาธนาคารได้หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ไม่สามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ฯ (ตลาดรอง) ได้ ทั้งนี้ ราคาซื้อขายพันธบัตรขึ้นอยู่กับกลไกราคาตลาดในขณะนั้น

 

15. พันธบัตรรุ่นนี้สามารถโอนให้กับบุคคลอื่นได้หรือไม่

 

คำตอบ: สำหรับพันธบัตรที่พ้นระยะเวลาถือครอง (Silent Period) แล้วนั้น จะสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ โดยมีเงื่อนไขการโอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

16. สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือ หรือโอนกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองได้ทันทีเมื่อพ้นระยะเวลาถือครอง (Silent Period) ที่กำหนด โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อ-ขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ท่านใช้บริการได้ด้วยตนเอง

 

รวมคำถาม-คำตอบ รายละเอียดพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ อื่นๆ

 

17. การซื้อพันธบัตรรุ่นนี้สามารถออกเป็นใบพันธบัตร (Scrip) ได้หรือไม่

 

คำตอบ: ไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสิทธิของพันธบัตร

 

18. ข้อดีของการเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) คืออะไร

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนไม่ต้องมีภาระในการเก็บรักษาใบพันธบัตร และเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน ธปท. จะจ่ายคืนเงินต้นพันธบัตรโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากประจำ) ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้รับหลักประกันตามที่ตกลงกัน หรือผู้รับตามที่ ธปท. กำหนด โดยอัตโนมัติ

 

19. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถนำไปใช้วางหลักประกันหรือทำธุรกรรมอื่นใด ได้เช่นเดียวกับพันธบัตรออมทรัพย์หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถใช้เป็นหลักประกันเพื่อต่อยอดการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ได้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด

 

20. อายุและอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ จะเท่ากันทุกเดือนที่ออกจำหน่ายหรือไม่

 

คำตอบ: การกำหนดอัตราผลตอบแทนและอายุของพันธบัตรในแต่ละรุ่น พิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด เพื่อให้เงื่อนไขการลงทุนมีความสอดคล้องกับสภาวะตลาดเงินและตลาดทุน ณ ช่วงเวลาการออกพันธบัตรนั้นๆ

 

21. ความเสี่ยงของพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนในพันธบัตรไม่มีความเสี่ยงจากการสูญเงินต้น แต่อาจมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนในพันธบัตรอาจเสียโอกาสที่จะลงทุนในทางเลือกอื่นๆ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอนาคตสูงขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนในพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตามอัตราที่กำหนดไว้บนหน้าพันธบัตร ตลอดอายุพันธบัตร

 

ในกรณีที่นำพันธบัตรไปขายในตลาดรองก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเงินต้นคืนไม่เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วยตามที่ตราไว้ โดยราคาที่ได้อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นๆ อย่างไรก็ดีหากผู้ลงทุนถือพันธบัตรจนถึงวันครบกำหนดแล้ว จะได้รับคืนเงินต้นเต็มจำนวนเสมอ

 

22. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ มีการจัดทำ Bond Book หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ไม่มีการออกสมุดพันธบัตร (Bond Book) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสิทธิของพันธบัตร

 

23. สามารถนำพันธบัตรออมทรัพย์ที่ขายผ่าน ธพ. / วอลเล็ต สบม. (ที่ไม่ได้ซื้อผ่าน Bond Connect Platform) มาซื้อขายบนตลาดรองบน Streaming ได้ไหม

 

คำตอบ: พันธบัตรออมทรัพย์ ธพ. หรือวอลเล็ต สบม. ไม่สามารถนำมาซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ เนื่องจากเป็นคนละประเภทกัน และอาจมีเงื่อนไขและข้อกำหนดในการซื้อขายที่แตกต่างกัน

 

24. พันธบัตรออมทรัพย์ที่เคยซื้อผ่าน ธพ. / วอลเล็ต สบม. สามารถโอนมาอยู่รวมกันที่บัญชี บล. ได้ไหม

 

คำตอบ: พันธบัตรออมทรัพย์ ธพ. หรือ วอลเล็ต สบม. ไม่สามารถทำการโอนมายังบัญชี บล. ได้ เนื่องจากพันธบัตรแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและข้อกำหนดในการโอนสิทธิแยกออกจากกันและมีความที่แตกต่างกัน

 

อ้างอิง

The post เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท https://thestandard.co/thai-bond-default-first-half/ Tue, 07 Jul 2026 09:56:02 +0000 https://thestandard.co/thai-bond-default-first-half/ ชายใช้แว่นขยายส่องเอกสารหุ้นกู้ พร้อมข้อความ 'ตลาดหุ้นกู้ยังไม่ฟื้น! ครึ่งปีผิดนัดชำระ 7 ราย 7.4 พันล้านบาท'

ThaiBMA เผยสถานการณ์หุ้นกู้เอกชนยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเ […]

The post สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายใช้แว่นขยายส่องเอกสารหุ้นกู้ พร้อมข้อความ 'ตลาดหุ้นกู้ยังไม่ฟื้น! ครึ่งปีผิดนัดชำระ 7 ราย 7.4 พันล้านบาท'

ThaiBMA เผยสถานการณ์หุ้นกู้เอกชนยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเฉพาะปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ครึ่งปีแรกมีจำนวน 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มี 8 ราย มูลค่า 8.3 พันล้านบาท

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยณ สิ้นไตรมาส 2/69 เท่ากับ 18.3 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปี 68 ที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการผิดนัดชำระ (Default) ยังคงมีต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระจากผู้ออก 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7,422 ล้านบาท และมีหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้จากผู้ออก 7 ราย มูลค่าสุทธิ 1,188 ล้านบาท

 

ขณะที่การผิดนัดชำระในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2566 มีจำนวน 5 ราย มูลค่า 16,363 ล้านบาท ปี 2567 จำนวน 5 ราย มูลค่า 3,172 ล้านบาท และ ปี 2568 จำนวน 8 ราย มูลค่า 8,319 ล้านบาท

 

อริยากล่าวต่อว่า จากจำนวนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งปีหลังรวม 416,877 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม Non-rated อยู่ประมาณ 20,739 ล้านบาท และบางส่วนที่ได้ยืดหนี้ไปแล้ว จึงคาดว่าหุ้นกู้กลุ่มนี้คงไม่มาออกหุ้นกู้ชุดใหม่แล้วและมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินการยืดหนี้ต่อ รวมถึงคงไม่มีอะไรที่เป็นเซอร์ไพรส์สำหรับนักลงทุน

 

ทั้งนี้ การออกหุ้นกู้ใหม่ช่วงครึ่งปีแรก กลุ่มอุตสาหกรรมหลักยังคงเป็นพลังงาน ไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มพลังงานและไฟแนนซ์ยังคงเห็นการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มอสังหาฯ ออกหุ้นกู้ใหม่ลดลง

 

“กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ฯ บางส่วนสถานการณ์ไม่ค่อยดี และนักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องหันไปพึ่งธนาคารแทน รวมทั้งบางบริษัทชะลอการออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อรอดูทิศทางของดอกเบี้ย”

 

คาดหุ้นกู้เอกชนออกใหม่ปีนี้ 8.8 – 9 แสนล้านบาท

 

สมาคมตราสารหนี้คาดการณ์ว่า มูลค่าการหุ้นกู้เอกชนปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 880,000 – 900,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ยังมีความต้องการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่เลื่อนมาออกจากช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวม 416,877 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade สัดส่วน 90% และกลุ่ม High Yield (รวม Non-rated bond) อีก 10%

 

โดยผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกอยู่ในกลุ่ม Investment Grade มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ระหว่าง 2.08 -10.6 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่า

 

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในช่วงครึ่งปีหลังมากสุดคือ กลุ่มพลังงาน มูลค่า 95,793 ล้านบาท รองลงมาคือ การเงิน 71,842 ล้านบาท,อสังหาฯ 69,482 ล้านบาท,ไอซีที 35,185 ล้านบาท และพาณิชย์ 34,148 ล้านบาท เป็นต้น

 

ภาพ: Andrii Yalanskyi / Shutterstock

The post สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? https://thestandard.co/war-bond-yield-market-investment/ Thu, 21 May 2026 08:14:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1209710

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือน […]

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าความกังวลหลักของตลาดกลับเป็นเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงที่ผลกระทบด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาด เนื่องจากความขัดแย้งได้กระทบไม่เพียงเส้นทางขนส่ง แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอีกด้วย

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ยิ่งไปกว่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งในภาวะดังกล่าว ธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม

 

สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน พลิกกลับมาขยายตัวที่ 2.89% YoY หลังจากอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบมาต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นและมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ชั่วคราว ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างจำกัดภายใต้

 

อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิด Second-Round Effects ของเงินเฟ้อไทยยังจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดความขัดแย้งสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดย GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 จากแรงหนุนของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในเกณฑ์ดี และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปียังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป จากทั้งราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนที่จะซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ส่วนภาคการผลิตและการส่งออกเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของภาครัฐ น่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังในระยะต่อไป เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ระดับ 70% มากขึ้น

 

ดังนั้น แม้ไทยจะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-Side Inflation) แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น กนง. จึงมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอดูสถานการณ์และประเมินผลกระทบ (Wait-and-see) โดยการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานสอดประสานกันมากขึ้นในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ภายใต้ Policy Space ของทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่เริ่มมีจำกัดมากขึ้น

 

ในมุมของตลาดตราสารหนี้ไทย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก ทั้งจากความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อและเงินเฟ้อ รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น จนทำให้ Yield Curve มีลักษณะชันขึ้น (Bear Steepening) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นมาแล้วนั้น สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้ (Priced-In) ความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Bond Yield เริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับการทยอยสะสมเพื่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าปรับขึ้น

 

ภายใต้โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยง (Diversification) และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แต่การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะมีความซับซ้อนและผันผวนมากยิ่งขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้หลังจากนี้อาจไม่ใช่ภาพของการได้รับอานิสงส์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ยเหมือนในช่วงปี 2567–2568 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องเน้นบริหาร Duration ของพอร์ตการลงทุน และคัดเลือกคุณภาพเครดิตอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: La Terase / Shutterstock

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/absolute-return-fund-portfolio-diversification-economic-uncertainty/ Tue, 12 May 2026 07:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1206290 กราฟแท่งเทียนแสดงสัญญาณซื้อขาย

ปี 2026 นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิร […]

The post เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งเทียนแสดงสัญญาณซื้อขาย

ปี 2026 นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) และในขณะเดียวกันระดับราคาของสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับตึงตัว ล้วนเพิ่มความเปราะบางและอาจกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้

 

ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ นักลงทุนควรมีการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ ทั้งการกระจายการลงทุนและการปรับเปลี่ยนพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

 

หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ คือ กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return คือ กลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวก (Absolute Return) ไม่มีความสัมพันธ์กับทิศทางของสภาวะตลาดโดยรวม ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ ที่ผ่านมา กลยุทธ์ประเภท Absolute Return มีแนวโน้ม ให้ผลการดำเนินงานดีกว่าดัชนีหุ้นในบางช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวเป็นขาลง นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมความผันผวนให้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมอีกด้วย

 

กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return สามารถลงทุนได้ในหลากหลายสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ค่าเงิน หรือแม้กระทั่งตราสารอนุพันธ์ มีความยืดหยุ่นในการลงทุนสูง ส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์แบบ Long-Short กล่าวคือ มีทั้งสถานะซื้อ (Long Position) และสถานะขาย (Short Position) ในระดับความเสี่ยงที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ความเสี่ยงจากทิศทางตลาด (Market Risk) ของพอร์ตอยู่ในระดับต่ำ และมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) กับสินทรัพย์อื่นๆ ต่ำ หมายความว่า ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด พอร์ตโฟลิโอจะได้รับผลกระทบจากทิศทางตลาดโดยรวมค่อนข้างจำกัด โดยการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด หรือ Alpha จะมาจากความสามารถในการคัดเลือกสินทรัพย์ (Asset Selection) ของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return มีข้อดีสามารถตอบโจทย์ภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงได้ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณา ตัวอย่างเช่น แม้กองทุน Absolute Return จะตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาวะตลาด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมายได้ในทุกช่วงเวลา นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง กองทุนประเภท Absolute Return มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป อีกทั้งการใช้ตราสารอนุพันธ์หรืออัตราแลกเปลี่ยนก็อาจเพิ่มความซับซ้อนและความเสี่ยงให้กับการลงทุนได้

 

ดังนั้น ในการคัดเลือกกองทุนประเภท Absolute Return นักลงทุนควรพิจารณาผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนควบคู่กับเป้าหมายการลงทุน รวมถึงให้ความสำคัญกับกรอบการควบคุมความเสี่ยง เช่น ระดับความผันผวนที่กองทุนกำหนด รวมถึงพอร์ตโฟลิโอว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เช่น สัดส่วนที่ลงทุนเหมาะสมในระยะยาว เป็นต้น ปัจจุบัน มีตัวเลือกให้นักลงทุนเลือกหลายประเภท อาทิ Global Equity Absolute Return ซึ่งเป็นการลงทุนในหุ้นโลก ผ่านกองทุน SCBGEAR หรือ Asia Pacific Equity Absolute Return ที่ลงทุนในหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านกองทุน SCBABSAP เป็นต้น

 

กล่าวโดยสรุป กองทุน Absolute Return เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องพึ่งพาทิศทางตลาดโดยตรง และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังคงมีความเสี่ยง นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

 

หมายเหตุ: 

  • SCBGEAR Complex Fund กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน
  • กองทุนหลักมีการลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ long/short market neutral เป็นการลงทุนที่มีกลยุทธ์แบบซับซ้อน ดังนั้น ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นทั้งหมด และ/หรือได้รับเงินต้นคืนไม่เต็มจำนวน และ/หรือผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ อันเกิดจากสาเหตุ เช่น มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์ เป็นต้น 
  • การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้
  • SCBABSAP *Complex Fund กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน 
  • กองทุนหลักใช้แบบจำลองที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จัดการลงทุน ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์เชิงปริมาณ 
  • อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานของกองทุนหลักอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ได้ เนื่องจากปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ในแบบจำลอง การให้น้ำหนักแต่ละปัจจัย แนวโน้มในอดีตที่เปลี่ยนแปลงไป และปัญหาในการสร้างและใช้งานแบบจำลอง 
  • โดยกองทุนหลักไม่มีการรับประกันว่าการใช้แบบจำลองดังกล่าวจะส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในแบบจำลองอาจเป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากบุคคลที่สามซึ่งอาจไม่ถูกต้องและครบถ้วน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของแบบจำลองมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลในอดีตจึงมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
  • กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน 
  • ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
  • ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน 
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 0 2777 7777 www.scbam.com

 

ภาพ: Who is Danny / Shutterstock

The post เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB แนะปรับพอร์ตลงทุน Q2/69 ให้อยู่รอดช่วงสงคราม ลดน้ำหนักหุ้น เพิ่มตราสารหนี้ มองหุ้นเทคโลก-จีนฟื้นตัวแรง หลังสงครามจบ https://thestandard.co/cimb-investment-war-tech-recovery/ Mon, 20 Apr 2026 11:40:44 +0000 https://thestandard.co/cimb-investment-war-tech-recovery/ จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ CIMB ไทย แนะลงทุน Q2/69 รับมือสงคราม ภาพประกอบกราฟตลาดหุ้นและข้อความ 'สงครามยังไม่จบ ลงทุนยังไง ให้พอร์ตอยู่รอด'

วันนี้ 20 เมษายน 2569 จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, We […]

The post CIMB แนะปรับพอร์ตลงทุน Q2/69 ให้อยู่รอดช่วงสงคราม ลดน้ำหนักหุ้น เพิ่มตราสารหนี้ มองหุ้นเทคโลก-จีนฟื้นตัวแรง หลังสงครามจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ CIMB ไทย แนะลงทุน Q2/69 รับมือสงคราม ภาพประกอบกราฟตลาดหุ้นและข้อความ 'สงครามยังไม่จบ ลงทุนยังไง ให้พอร์ตอยู่รอด'

วันนี้ 20 เมษายน 2569 จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย อัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจ และกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2/2569 โดยแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ CIMB ยังคงมุมมองว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะยังสามารถเติบโตได้

 

สะท้อนจาก

 

  • การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (Productivity) อย่างรวดเร็วจาก AI
  • กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่กำไรหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ในไตรมาสแรก เช่น JPMorgan, Morgan Stanley ออกมาสูงกว่าประมาณการของตลาด ซึ่งช่วยสร้างสตอรี่เพิ่มความคาดหวังว่า earning season รอบนี้ ผลตอบแทนทั้งตลาดจะเป็นบวก
  • เกิดการหมุนเวียนการลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) จากกลุ่มหุ้นราคาแพงไปสู่กลุ่มที่ราคาถูก เช่น กลุ่มพลังงาน, กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งหุ้นเหล่านี้เติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ สะท้อนว่าตลาดยังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้

 

อย่างไรก็ตาม การเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เปลี่ยนแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจโลก การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากประเด็นดังกล่าว อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงขึ้นใน 1-2 ไตรมาสข้างหน้า แต่ต้องติดตามดูค่อนข้างใกล้ชิด เนื่องจากแนวโน้ม Productivity ที่สูงขึ้นจากการเข้ามาของ AI Adoption ยังเป็นแนวโน้มหลักที่จะช่วยตรึงอัตราเงินเฟ้อไม่ให้ปรับตัวขึ้นได้ในระยะยาว

 

โดย CIMB ได้ประเมินฉากทัศน์ผลกระทบสงครามต่อเงินเฟ้อ แบ่งเป็น 2 กรณี

 

กรณีที่ 1 สงครามจบลงภายในช่วงเดือนเมษายน เศรษฐกิจอาจไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แม้อาจจะมีเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานเข้ามากดดันบ้าง แต่ยังคงสามารถที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่อได้

 

กรณีที่ 2 แต่ถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ และไม่ลดความรุนแรงลงเกินกว่าเดือนมิถุนายน คาดว่าอาจมีผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อภาวะการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation หรือ Recession และอาจจำเป็นต้องปรับลดสินทรัพย์เสี่ยงลง

 

ทั้งนี้หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และอยู่ในระดับสูงยาวนาน จะส่งผลให้เกิด Cost-Push Inflation จากการประเมินพบว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 10% ที่ช่วงราคาฐานจาก 80 ดอลลาร์ เป็น 88 ดอลลาร์ จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นประมาณ 0.6-1.2%

 

จุดอันตรายที่ต้องจับตาคือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันจะผลักดันให้ความเสี่ยง ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะปรับตัวขึ้นไปปิดช่องว่าง กับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งจะกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลก ไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ เศรษฐกิจเกิดภาวะ Stagflation และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อจัดการปัญหาเงินเฟ้อไปก่อน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะ Recession ตามมา แล้วค่อยไปกระตุ้นเศรษฐกิจทีหลัง

 

ลงทุนอย่างไรให้พอร์ตอยู่รอดใน Q2/69

 

จิรไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่สงครามตะวันออกมีความไม่แน่นอน ต่อเนื่องไปในไตรมาส 2/2569 CIMB ยังคงให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง ไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย ระมัดระวังความกระจุก และชะลอการเก็งกำไรในสินทรัพย์ ที่มีความผันผวนสูง

 

แนะจัดพอร์ตตามความยืดเยื้อของสงคราม

 

กรณีที่ 1 สงครามจบลงเร็วภายในเดือนเมษายน หากความตึงเครียดคลี่คลายและบรรลุข้อตกลงได้ เทรนด์การลงทุนก่อนหน้า Sector Rotation จะสามารถดำเนินต่อไปได้

 

กรณีที่ 2 สงครามยืดเยื้อจบในเดือนมิถุนายน

 

ในช่วงที่รอให้สถานการณ์สงบ ให้ชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง แต่เมื่อสงครามจบลง ความเสี่ยงเงินเฟ้อไม่รุนแรง แนะนำให้กลับมาเพิ่มความเสี่ยง โดยเน้นไปที่กลุ่มหุ้นที่มีโอกาสฟื้นตัวได้แรง เช่น กลุ่มเทคโนโลยี, ซอฟต์แวร์, เซมิคอนดักเตอร์ หรือหุ้นขนาดเล็กในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) อย่างเกาหลีใต้และจีน

 

สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว

 

  • พอร์ตหลัก (Core portfolio) ให้น้ำหนัก 70% โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมากขึ้น เนื่องจากในช่วงไตรมาสแรก เงินทุนไหลออกจากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จนทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับประมาณ 2.2% ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งมีโอกาสที่บอนด์ยีลด์ จะแกว่งตัวกลับเข้าสู่กรอบเดิม

 

เพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโลก (Global Infrastructure) และลดน้ำหนักทองคำ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีเสถียรภาพของกำไรที่ดี และได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นค่อนข้างน้อย ในขณะที่ทองคำถูกปรับลดน้ำหนักลง เพราะปัจจุบันกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความผันผวนให้กับพอร์ต

 

  • พอร์ตเสริม (Satellite) เป็นส่วนการลงทุนเชิงรุก เน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยให้น้ำหนัก 30% แบ่งลงทุนหุ้นเทคโนโลยีโลก (Global Tech), เทคโนโลยีจีน, หุ้นกลุ่ม APAC รวม 15% และถือเงินสดอีก 15% เพื่อใช้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม ไม่ว่าสงครามจะจบลงช้าหรือเร็วก็ตาม

 

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้คือ reality check ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ถ้าเงินเฟ้อไม่พุ่งสูงขึ้นตามคาด จะกลายเป็น positive surprise ตอนนี้สถานการณ์พร้อมจะพลิกอยู่เสมอ ดังนั้นควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนไปตามข่าว เลือกถือตัวที่กำไรไม่แย่ fully invested ยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอในมุมมองของเรา” จิรไพบูลย์ กล่าวเสริม

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post CIMB แนะปรับพอร์ตลงทุน Q2/69 ให้อยู่รอดช่วงสงคราม ลดน้ำหนักหุ้น เพิ่มตราสารหนี้ มองหุ้นเทคโลก-จีนฟื้นตัวแรง หลังสงครามจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งหลักกันใหม่ https://thestandard.co/re-evaluate-investment-strategy-crisis/ Fri, 06 Mar 2026 04:35:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1184925 ภาพประกอบสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์โลก จากวิกฤตตะวันออกกลาง

ภาพการลงทุนเดือน กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ดีทั้ง […]

The post ตั้งหลักกันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์โลก จากวิกฤตตะวันออกกลาง

ภาพการลงทุนเดือน กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ดีทั้งไทย ทั้งต่างประเทศ แต่ที่ดีที่สุดคือ หุ้นไทย ตลาดหุ้นเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้นจนขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,500 จุด เพราะผลการเลือกตั้งที่พรรครัฐบาล หรือ ภูมิใจไทยได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 ตลาดหุ้นตอบรับดีมาก ผลตอบแทนตลาดเงินตลาดตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี สอดรับกับการลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. ลงมาอยู่ที่ 1% และคาดว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกแล้วภายในปีนี้ ส่วนทองคำก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นได้ ดูแล้วประเทศไทยดูดีมากและมีแนวโน้มไปได้อีกยาว อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างหยุดลงภายในวันเดียว ปัจจัยเสี่ยงเพียงข้อเดียวที่นักลงทุนต่างก็เฝ้าระวังมาเป็นแรมเดือนก็ปะทุขึ้น ตามมาดูกัน

 

เช้าวันที่ 28 ก.พ. สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านทางอากาศ และอิหร่านตอบโต้ทันทีไปยังฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งที่กระจายในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค. มีรายงานข่าวว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง โอกาสที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดจะตอบสนองทางลบ แต่น้ำมันและทองคำปรับตัวขึ้นจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน เนื่องจากช่องแคบ Hormuz ถูกควบคุมโดยอิหร่าน ทำให้การจราจรเรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ลองมองไปข้างหน้าโดยนำเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบ จะพบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับตัวลงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะเจอจุดต่ำสุด และราคาจะกลับมาเท่าเดิมในอีก 1 – 2 สัปดาห์ กรอบ 4 สัปดาห์ นี้ อยู่บนพื้นฐานที่เป็นสงครามในวงจำกัดไม่ลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น

 

การคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุด สมมุติฐานนี้เป็นการสรุปมาจากหน้าข่าวในต่างประเทศ เป็นการเรียบเรียงจากข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ทั่วโลกมาสรุปไว้ตรงนี้นะครับ

 

กลยุทธ์ของอิหร่านจะโจมตีประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อเร่งให้ไปบีบสหรัฐลดการโจมตีอิหร่านลง การสู้รบจะยืดเยื้อไปประมาณ 4-6 สัปดาห์ วัตถุประสงค์ของสงครามที่ต่างกันระหว่างสหรัฐฯ กับ อิสราเอล โดยสหรัฐฯ ต้องการแค่ยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งต่างกับอิสราเอลที่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน ทำให้กระบวนการในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเจรจาหยุดยิง รวมไปถึงการจัดตั้งคณะเจรจาใหม่ น่าจะยืดเยื้อไปเป็น 3 – 6 เดือน เพราะไม่ใช่การหาผู้นำใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนระบอบการปกครอง จึงต้องให้กองทัพอิหร่านรวมถึง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังของอิหร่านยอมด้วย

 

ถ้ามองจากภาพนี้ภาวะไม่แน่นอนจะค่อนข้างยาวนานถึงระดับปี Fund flow จะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะสกุลเงินสหรัฐฯ น้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก การปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง

 

มาดูกันว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมขออธิบายโอกาสและความเป็นไปได้ ผ่านการใช้เครื่องมือทางเทคนิค เนื่องจากว่าสถานการณ์ต่างประเทศนั้นคาดการณ์ได้ยากในขณะที่สถานการณ์ในประเทศจากการจะได้มีพรรคที่มีเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ถือเป็นข่าวดี งั้นขอเล่าผ่านเครื่องมือทางเทคนิค การที่ SET index มีโอกาสผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่บริเวณ 1,540 – 1,550 จุดก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะประเมินกันไว้ที่ 1,430 จุด ดังนั้น ที่บริเวณ 1,430 จุด ถือเป็นระดับ SET index ทางเทคนิคที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ส่วนตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนรุ่นอายุ 3 – 5 ปี และ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.1 – 0.2% แสดงว่านักลงทุนลดความเสี่ยงโดยการขายตราสารรุ่นยาวออกมา ลงทุนในตลาดเงินแทน และก็ไหลเข้าสู่เงินสกุลสหรัฐฯ เป็นเหตุผลหลักที่ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินทุกสกุลทั่วโลก ราคาทองคำกับน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทองคำมีแรงขายทำกำไรเป็นช่วงๆ ทำให้ราคาทองทำยังไม่ทำจุดสูงสุดใหม่

 

โดยพอร์ตการลงทุน บนสมมุติฐานว่าสงครามไม่ยืดเยื้อ การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz คิดเป็น 20% ของโลก การจัดการแหล่งน้ำมันและการเร่งการผลิตเพิ่มเติม น่าจะช่วยลดภาวะการขาดแคลนน้ำมันไปได้บ้าง และหลังจากตลาดหุ้นหาจุดต่ำสุดได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็น่าจะกลับสู่ที่เดิมได้ ในอีก 2 สัปดาห์ วงจรนี้น่าจะจบได้ในหลักเดือน ดังนั้น ยังคงให้น้ำหนัการลงทุนในหุ้น 50% เป็นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เวียตนาม จีน และ ไทย แบ่งเท่าๆ กัน เน้นหุ้นขนาดใหญ่ หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดเล็ก กลุ่มที่น่าสนใจเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอีก 40% ไปตราสารหนี้เอกชน เน้น investment grade อายุไม่เกิน 5 ปี ที่เหลือ 10% ทอง กับ REIT

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

The post ตั้งหลักกันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom https://thestandard.co/set-rally-government-kevin-warsh-ai/ Mon, 09 Feb 2026 05:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1176320 ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ https://thestandard.co/investment-strategy-uncertain-world/ Wed, 28 Jan 2026 11:18:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1170697 ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ท […]

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดเงินญี่ปุ่นจากการเลือกตั้ง และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบกับลงทุน และควรเตรียมรับมืออย่างไร

 

เกษรี อายุตตะกะ CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รอบล่าสุด SCB CIO ประเมินว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อรอดูความชัดเจนของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน พัฒนาการของตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อ โดยมองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ภาคบริการจะยังดูหนืดอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองตลอดทั้งปี SCB CIO คาดว่า Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) อย่างน้อย 1 ครั้ง หรืออาจถึง 2 ครั้ง หากตลาดแรงงานอ่อนแอเร็วกว่าคาด นอกจากนี้ ในด้านสภาพคล่อง คาดว่า Fed จะมีการเข้าซื้อตั๋วเงินคลัง เพื่อบริหารจัดการเงินสำรองประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จนถึงช่วงฤดูยื่นภาษีกลางเดือนเมษายน ก่อนจะลดขนาดลง

 

ความเสี่ยง Fed ถูกแทรกแซงทางการเมือง

 

ประเด็นที่น่าจับตามากกว่าผลการประชุมคือ ‘ความเป็นอิสระของ Fed’ โดยเฉพาะกรณีการสอบสวนทางอาญาและการพยายามปลด ลิซ่า คุก กรรมการ Fed ซึ่งหากศาลสั่งพักงาน อาจสร้างความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

 

รวมถึงการสรรหาประธาน Fed คนใหม่แทน เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตัวเต็งอย่าง เควิน วอช หรือผู้บริหารจาก BlackRock อาจส่งผลต่อนโยบายที่แตกต่างกัน

 

  • กลยุทธ์ตราสารหนี้: ความกังวลเรื่องการแทรกแซง Fed อาจทำให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวขึ้น ดังนั้น SCB CIO แนะนำให้เน้นลงทุนใน ตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง และ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว

 

หุ้นสหรัฐฯ จับตา Big Tech และกลุ่ม 7 นางฟ้า

 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผลประกอบการของกลุ่ม Magnificent 7 ในไตรมาส 4 คาดว่าจะยังเติบโต แต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยมี EPS Growth ประมาณ 20% เทียบกับ 30% ในช่วงก่อนหน้า ตลาดจะให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพการเติบโต’ มากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน AI ที่ต้องมาพร้อมกับกำไรและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น หากบริษัทใดทำไม่ได้ อาจถูกเทขาย

 

  • กลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ: พอร์ตระยะยาว (Core Port) ยังลงทุนได้ ส่วนพอร์ตระยะสั้น (Opportunistic) ยังเก็งกำไรได้ใน Nasdaq และกลุ่ม Semiconductor ที่รับอานิสงส์ AI รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้

 

ญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนการเมืองและค่าเงินเยน

 

ตลาดญี่ปุ่นกำลังเผชิญความผันผวนจากการยุบสภาและการเลือกตั้ง (ระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ตามแหล่งข้อมูล) ซึ่ง SCB CIO มองฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ดังนี้

 

  • Best Case: รัฐบาล LDP ชนะขาดลอย = นโยบายต่อเนื่อง หุ้นขึ้น เยนอ่อน
  • Base Case (ปัจจุบัน): LDP ได้เสียงไม่ถึงครึ่งแต่รวมพรรคร่วมแล้วอยู่รอด = หุ้นขึ้นได้แต่อาจต้องใช้นโยบายกระตุ้นเพิ่ม
  • Worst Case: ฝ่ายค้านชนะ = ความไม่แน่นอนสูง หุ้นร่วง Bond Yield พุ่งแรง

 

ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร SCB CIO ย้ำว่า Bond Yield ญี่ปุ่นระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จากการทยอยถอนนโยบายผ่อนคลายของ BOJ และหนี้สาธารณะที่สูง ส่วนค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยกรอบการเข้าแทรกแซงของทางการอยู่ที่ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์

 

ภูมิรัฐศาสตร์ กรณีศึกษา ‘กรีนแลนด์’

 

อีกหนึ่งประเด็นความเสี่ยงคือความตึงเครียดเรื่อง ‘กรีนแลนด์’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรแรร์เอิร์ธ โดย SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าน่าจะเป็นการเจรจาผ่าน NATO และใช้กฎหมาย IEPA เพื่อจัดการภาษีมากกว่าการใช้กำลังทหาร

 

  • ผลกระทบ: หากเป็นกรณีฐาน หุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังเป็นแกนหลักในพอร์ตได้ เพราะสหรัฐฯ ยังเข้าถึงแร่หายากได้ ส่วนยุโรปต้องเลือกรายตัว (Selective) แต่หากเกิดกรณีเลวร้าย มีสงคราม ตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุด

 

กลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ Selective On

 

เกษรีสรุปภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้ไว้ว่า ต้องเป็นลักษณะ Selective On คือพร้อมรับความเสี่ยงได้แต่ต้องเลือกเฟ้นสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง

 

  • Core Port : เน้น หุ้นสหรัฐฯ และ หุ้นญี่ปุ่น เป็นหลัก
  • ยุโรป : ลงทุนได้แต่ต้องคัดเลือกหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) และกลุ่มแบงก์
  • Fixed Income : เน้น ตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง หลีกเลี่ยงตัวยาว
  • Diversify : ต้องมี ทองคำ ติดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“The Great Repricing” 4 ธีมการลงทุนปี 2026 โดย K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/k-wealth-investment-theme-2026-the-great-repricing/ Tue, 27 Jan 2026 10:02:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1167258

ปี 2026 เพิ่งเริ่มต้นไปได้ไม่นาน แต่กฎเกณฑ์และหลักการลง […]

The post “The Great Repricing” 4 ธีมการลงทุนปี 2026 โดย K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2026 เพิ่งเริ่มต้นไปได้ไม่นาน แต่กฎเกณฑ์และหลักการลงทุนในปีที่ผ่าน ๆ มาอาจทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณไม่อาจชนะการลงทุนได้ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย ได้วิเคราะห์กลยุทธ์และให้มุมมองใน CIO House View โดยเจาะลึก 4 ธีมการลงทุนประจำปี 2026 เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกการลงทุน ‘The Great Repricing’

 

The Great Repricing คือ สภาวะที่ตลาดการเงินโลกกำลังปรับมูลค่าสินทรัพย์ขนานใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่ราคาหุ้นขึ้นลงตามผลประกอบการหรือ GDP ระยะสั้น ตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

ธีมที่ 1: ปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ พลังสภาพคล่องพยุงการเติบโต

 

K WEALTH คาดปี 2026 ไม่เกิดวิกฤตใหญ่ เศรษฐกิจโลกยังเดินหน้าด้วยแรงหนุนจากเทคโนโลยี สภาพคล่องสูง และตลาดเกิดใหม่ แม้ยังมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ หนี้ภาครัฐ และความตึงเครียดทางการเมือง กลยุทธ์หลักจึงเป็นการจัดพอร์ตกระจายหลายสินทรัพย์ทั่วโลก (GO Global & Diversification) เพื่อเข้าถึงโอกาสในแต่ละประเทศ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่ง รวมถึงจัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ใน Core Portfolio ซึ่งทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

 

ธีมที่ 2: จากความกระจุกตัว สู่การกระจายตัว

 

ปี 2026 เงินลงทุนจะเริ่มไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไปสู่หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในภูมิภาคอื่นที่มูลค่าไม่แพง โดยเฉพาะเอเชีย โดยมีจีนที่มีโอกาสฟื้นจากฐานกำไรที่ยั่งต่ำ ขณะที่อินเดียมีการเติบโตจากอุปสงค์ภายในและชนชั้นกลางที่ขยายตัว กลยุทธ์การลงทุนคือลดความกระจุกตัวในสหรัฐฯ เพิ่มน้ำหนักในตลาดเกิดใหม่และเทคโนโลยีเอเชียเพื่อสร้างสมดุลพอร์ต

 

ธีมที่ 3: คลื่นลูกที่สองของ AI โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และความปลอดภัยไซเบอร์

 

AI ปี 2026 เข้าสู่ “คลื่นลูกที่สอง” โฟกัสเปลี่ยนจากผู้พัฒนาสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน AI เช่น Data Center, Cloud, Cybersecurity และพลังงาน โดย McKinsey ประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินรวมกว่า 106 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 เพื่อรองรับทั้งเศรษฐกิจจริงและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งกลยุทธ์คือเพิ่มการลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มูลค่าไม่แพงและได้ประโยชน์จากทั้ง AI และดอกเบี้ยขาลง

 

ธีมที่ 4: ตราสารหนี้คุณภาพสูง เกราะป้องกันพอร์ต

 

ในปี 2026 ตราสารหนี้จะเปลี่ยนบทบาทเป็นแหล่งรายได้สม่ำเสมอ แทนการเก็งกำไรส่วนต่างราคา ท่ามกลางนโยบายการเงินและอัตราผลตอบแทนที่ผันผวน K WEALTH แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพสูงโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตมากกว่าการไล่หาดอกเบี้ยสูง เพื่อสร้างกระแสเงินสด และเป็นเกราะป้องกันให้กับพอร์ต

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_49iYHpT 

 

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

AD W INFO K WEALTH CIO House view

The post “The Great Repricing” 4 ธีมการลงทุนปี 2026 โดย K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRIS Rating เผยจำนวนบริษัทไทย ‘ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้หุ้นกู้’ ในปี 2568 พุ่งแซงวิกฤตการเงินปี 2540 หลังเศรษฐกิจซบ https://thestandard.co/thai-debenture-default-crisis-2025/ Mon, 26 Jan 2026 01:42:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1169400 TRIS Rating

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) เผยอัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ […]

The post TRIS Rating เผยจำนวนบริษัทไทย ‘ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้หุ้นกู้’ ในปี 2568 พุ่งแซงวิกฤตการเงินปี 2540 หลังเศรษฐกิจซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRIS Rating

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) เผยอัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งรวมการเลื่อนชำระหนี้ประจำปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงระดับ 5.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งจำนวนรวมของผู้ผิดนัดและผู้เลื่อนชำระหนี้สูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียในปี 2540 โดยการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

 

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยรายงาน ‘สถิติการผิดนัดชำระหนี้ (Default) และอัตราการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิต (Rating Transition) ในประเทศไทยประจำปี 2568’ โดยระบุว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2568 แตะระดับ 2.9% ขณะที่อัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งรวมการเลื่อนชำระหนี้ประจำปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงระดับ 5.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้คุณภาพเครดิตของผู้ออกตราสารที่ได้รับการจัดอันดับหลายรายปรับตัวลดลง

 

TRIS Rating ยังระบุว่า โดยในปี 2568 มีผู้ออกตราสาร 6 รายที่ผิดนัดชำระหนี้ (Default) และ 6 รายที่เลื่อนชำระหนี้ (Deferral) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า (42%) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (17%) และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (17%) โดยในกลุ่มผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้นั้นมี 2 รายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุน (Investment Grade) ที่ระดับ BBB- ในปี 2567 ส่วนที่เหลือได้รับอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุน

 

แนวโน้ม (Outlook) อันดับเครดิตไปในทิศทางลบ (Negative) ในปี 2568

 

นอกจากนี้ ในปี 2568 การปรับอันดับเครดิตยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางลบ โดยมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเพียง 13 รายเมื่อเทียบกับการปรับลดอันดับเครดิต 31 ราย (รวมการผิดนัดชำระหนี้ 6 รายและการเลื่อนชำระหนี้ 6 ราย) จาก ณ ต้นปี 2568 มีผู้ออกตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งจำนวน 222 ราย

 

สำหรับผู้ออกตราสารที่เหลืออีก 208 รายนั้น ถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิต 13 ราย ส่งผลให้อัตราส่วนการปรับลดต่อการปรับเพิ่มอันดับเครดิตอยู่ที่ 2.38 เท่า ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.64 เท่าในปี 2567 และหากไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ขอยกเลิกอันดับเครดิต สัดส่วนอันดับเครดิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (Stability Rate) ใน 1 ปี ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 78.85% จาก 76.61% ในปีก่อนหน้า

 

TRIS Rating ยังระบุว่า แนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) สำหรับผู้ออกตราสารในภาคเอกชนมีสัญญาณอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2568 โดยมีผู้ออกตราสารจำนวน 31 รายที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มในเชิง ‘ลบ’ (Negative) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ออกตราสารที่มีแนวโน้มในเชิง ‘บวก’ (Positive) ที่มีเพียง 3 รายอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ ประมาณ 40% ของแนวโน้มในเชิง ‘ลบ’ นี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย รองลงมาคือธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่สัดส่วน 20% และธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่สัดส่วน 10% โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความท้าทายด้านเครดิตที่ยังคงมีอยู่ในกลุ่มภาคธุรกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

จำนวนบริษัทผิดนัด-เลื่อนหนี้แซงวิกฤต ‘ต้มยำกุ้ง’

 

“การผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยจำนวนรวมของผู้ผิดนัดและผู้เลื่อนชำระหนี้สูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียในปี 2540 โดยมี 2 รายที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับลงทุนได้ (BBB-) ในปีก่อนหน้า ในขณะที่จำนวนที่เหลือได้รับอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุนได้” TRIS Rating

 

ทั้งนี้ จากกรณีวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามาเป็นระบบลอยตัวแบบมีการควบคุม ส่งผลให้มูลค่าสกุลเงินท้องถิ่นที่ใช้ในการชำระหนี้ต่างประเทศสูงขึ้นอย่างมาก

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งกับบริษัทด้านการเงินและไม่ใช่ โดยอัตราการผิดนัดชำระหนี้รายปีของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้งในปี 2540 อยู่ในระดับสูงผิดปกติที่ 35% โดยในปีนั้นมีผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้จำนวน 6 ราย และ 5 รายในจำนวนนั้นเป็นบริษัทด้านการเงิน ที่ต้องปิดกิจการตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

สำหรับการปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตนั้นครอบคลุมในหลายธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิต ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ในขณะที่ธุรกิจการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ และธุรกิจร้านอาหารมีสัดส่วนประมาณกลุ่มละ 9%

 

ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้หรือเลื่อนชำระหนี้และยกเลิกอันดับเครดิตภายในปีเดียวกันจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือเลื่อนชำระหนี้ (Deferral) ไม่ใช่กลุ่มที่ยกเลิกอันดับเครดิต (Withdrawal) นอกจากนี้ การวิเคราะห์จะพิจารณาเฉพาะการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตช่วงต้นปีกับปลายปีเท่านั้น โดยไม่รวมการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตที่เกิดขึ้นระหว่างปี

 

มองบวก บริษัทไทยส่วนใหญ่อันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB

 

อย่างไรก็ดี TRIS Rating ระบุว่า อันดับเครดิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งอยู่ในกลุ่ม A และ BBB ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วน 35.10% และ 32.69% ของอันดับเครดิตที่ประกาศต่อสาธารณะ (ไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ยกเลิกอันดับเครดิต ผิดนัดชำระหนี้และเลื่อนชำระหนี้) ตามลำดับ

 

เปิดสถิติ ส่องแนวโน้มระยะยาว ปี 2537-2568 ตึงเครียดด้านเครดิตที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 

TRIS Rating กล่าวต่ออว่า แนวโน้มในระยะยาวแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดด้านเครดิตที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยจำนวนผู้ออกตราสารที่มีการผิดนัดชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 34 รายจาก 28 รายในช่วงปี 2537-2567 ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Default Rates – CDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 0.99% 2.11% และ 3.11% ตามลำดับ จากเดิม 0.85%, 1.81% และ 2.61% ในช่วงปี 2537-2567

 

โดยหากรวมผู้ออกตราสารที่มีการเลื่อนชำระหนี้ด้วยก็จะทำให้จำนวนผู้ออกตราสารที่มีการผิดนัดและผู้ออกตราสารที่มีการเลื่อนชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 51 รายจาก 39 รายในช่วงปี 2537-2567 ซึ่งส่งผลให้อัตราการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Defaults and Deferrals – CDDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 1.54% 3.15% และ 4.62% ตามลำดับ จากเดิมที่ 1.21% 2.55% และ 3.68% ในช่วงปี 2537-2567

 

The post TRIS Rating เผยจำนวนบริษัทไทย ‘ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้หุ้นกู้’ ในปี 2568 พุ่งแซงวิกฤตการเงินปี 2540 หลังเศรษฐกิจซบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 จาก K WEALTH กสิกรไทย ในโลกที่กติกาเปลี่ยน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/the-great-repricing-2026/ Wed, 21 Jan 2026 02:55:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1167004 The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 ในโลกที่กติกาเปลี่ยนจาก K WEALTH กสิกรไทย [ADVERTORIAL]

โลกเปลี่ยนไปแล้ว กระแสโลกาภิวัตน์ถาโถมความเปลี่ยนแปลงไป […]

The post The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 จาก K WEALTH กสิกรไทย ในโลกที่กติกาเปลี่ยน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 ในโลกที่กติกาเปลี่ยนจาก K WEALTH กสิกรไทย [ADVERTORIAL]

โลกเปลี่ยนไปแล้ว กระแสโลกาภิวัตน์ถาโถมความเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกการเงินอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในทุกภูมิภาค คลื่น AI ที่เปลี่ยนโลกวันต่อวัน ทั้งหมดคือความท้าทายที่นักลงทุนต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวินาที เพราะสูตรเดิม ๆ ของการลงทุนไม่มีพลังมากพอที่จะต้านกระแสของโลกใบนี้ได้อีกแล้ว อะไรคือเข็มทิศสำหรับนักลงทุนในปี 2026 นี้?

 

ศิริพร สุวรรณการ, CFA, CFP® Chief Investment Officer ของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ได้ออกมาไขรหัสลับแห่งอนาคตผ่านมุมมองการลงทุนประจำปี ระบุไว้ชัดเจนว่า เราไม่ได้กำลังเผชิญกับแค่ความผันผวนตามวัฏจักรปกติ แต่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า “The Great Repricing” 

 

THE STANDARD WEALTH จะพาไปเจาะลึกในเรื่องนี้

 

The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 ในโลกที่กติกาเปลี่ยนจาก K WEALTH กสิกรไทย [ADVERTORIAL] 2

 

“The Great Repricing” เมื่อ ‘มูลค่า’ ถูกนิยามด้วยกติกาใหม่

 

เกมกระดานที่มีชื่อว่าการลงทุน ได้ถูกพลิกและเปลี่ยนโฉมกฎการเล่นไว้ใหม่ทั้งหมดในปี 2026 นี้จาก The Great Repricing คำถามสำคัญคือ สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อเกมการลงทุน?

 

The Great Repricing คือ สภาวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ (Re-valuation) เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ในอดีต ราคาหุ้นอาจจะวิ่งขึ้นลงตามผลประกอบการรายไตรมาสหรือตัวเลข GDP ระยะสั้น แต่จากนี้ไป ตลาดจะเริ่มให้ “ราคา” กับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

 

The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 ในโลกที่กติกาเปลี่ยนจาก K WEALTH กสิกรไทย [ADVERTORIAL] 3

 

ปัจจัยตัวแปรใหม่ที่นักลงทุนต้องใส่ใจ

 

  • นโยบายรัฐนำตลาด (State-Led Economy) รัฐบาลแต่ละประเทศจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจอย่างไร? อุตสาหกรรมไหนคือลูกรักที่ได้รับเงินอุดหนุน?

 

  • ภูมิรัฐศาสตร์กินได้ (Geopolitics Matters) ความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่กระทบตรงถึงต้นทุนการผลิต เส้นทางขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงาน

 

  • ขีดความสามารถใหม่ (New Capabilities) ใครคือผู้ครอบครองโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตที่โลกขาดไม่ได้?

 

“เมื่อกติกาเปลี่ยน ตลาดจึงต้องตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่ หุ้นเดิม ๆ ที่เคยเป็น Safe Haven อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ตลาดจะเทมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจโลกมากที่สุด” ถือเป็นคำเตือนให้ตระหนักให้เห็นว่า นักลงทุนต้องเข้าใจกฎเกณฑ์และฐานรากของเกมการลงทุนใหม่ให้ดี ก่อนจะตัดสินใจเดินเกมการลงทุนของตัวเองต่อไป

 

4 ธีมการลงทุน ตัวแปรสำคัญของพอร์ตโฟลิโอนักลงทุนในปี 2026

 

แม้กฎเกณฑ์จะเปลี่ยนแปลง แต่เสาหลักของการเดินเกมการลงทุนในปี 2026 ยังคงมีอยู่ K WEALTH ได้ถอดรหัส 4 ธีมการลงทุนที่นักลงทุนจะใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณา เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดย THE STANDARD WEALTH จะพาไปเจาะลึกในแต่ละธีม

 

ธีมที่ 1: ปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ พลังสภาพคล่องพยุงการเติบโต (Late Cycle, Still Turning Liquidity Keeps Growth Alive)

 

เราได้ยินคำเตือนเรื่องเศรษฐกิจถดถอยมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สำหรับปี 2026 K WEALTH มองว่าเศรษฐกิจโลกจะยังเดินหน้าต่อได้ และ “ไม่ใช่ปีของการเกิดวิกฤตครั้งใหญ่” แม้ประเทศพัฒนาแล้วจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงก็ตาม

 

ทำไมเครื่องยนต์เศรษฐกิจโลกถึงยังไม่ดับ?

 

  • แรงหนุนเชิงโครงสร้าง: การลงทุนด้านเทคโนโลยีช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรม ทำให้แม้อยู่ในช่วงปลายวัฏจักร เศรษฐกิจก็ไม่ได้ชะลอลงรวดเร็วเหมือนในอดีต
  • สภาพคล่องล้นระบบ: สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังคงอยู่ในระดับสูงจากผลของการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับรัฐบาลหลายประเทศยังคงเดินหน้าใช้จ่ายภาครัฐต่อเนื่อง
  • ตลาดเกิดใหม่เป็นพระเอก: ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเริ่มแผ่ว ประเทศเกิดใหม่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะถัดไป โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในเกณฑ์ดี และอัตราการผิดนัดชำระหนี้ยังต่ำ

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากเงินเฟ้อที่ยังไม่นิ่ง ภาระหนี้ภาครัฐในระดับสูง และความตึงเครียดทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)” และความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้

 

และที่สำคัญ หลังราคาสินทรัพย์ปรับขึ้นต่อเนื่องหลายปี ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ไม่ได้อยู่ในระดับราคาถูก ทำให้ “ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of safety)” ในการลงทุนมีจำกัด

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ไว้ใน Core Portfolio เพื่อรักษาเสถียรภาพ โดยเน้นกระจายการลงทุนทั่วโลก และมีหลายสินทรัพย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่งมากเกินไป และมีเครื่องมือพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด

 

ธีมที่ 2: จากความกระจุกตัว สู่การกระจายตัว (From Concentration to Convergence)

 

ปี 2026 เงินลงทุนจะเริ่มกระจายตัวจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ หรือ Magnificent 7 ไปสู่หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในภูมิภาคและอุตสาหกรรมอื่นที่มูลค่าไม่แพง โดยตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ และอุตสาหกรรมอื่นในสหรัฐฯ จะมีกำไรเร่งตัวขึ้น สะท้อนการเติบโตที่กว้างขึ้นทั้งข้ามประเทศและข้ามอุตสาหกรรม

 

สำหรับฟากตลาดเอเชีย มีการฟื้นตัวแบบ K-Shape เป็นลักษณะ “ฟื้นไม่พร้อมกัน” หรือที่ในเชิงลึกเราเรียกว่า K-Shape Recovery ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ไปต่อได้สวยและกลุ่มที่ยังต้องลุ้น

 

จีนมีโอกาสเติบโตจากฐานกำไรที่อยู่ในระดับต่ำ หลังผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายมานานหลายปี โดยได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์

 

ในขณะเดียวกัน อินเดียแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งจากอุปสงค์ภายในประเทศ ซึ่งมาจากการลงทุนภาครัฐที่ดำเนินควบคู่ไปกับการบริโภค สิ่งนี้ทำให้กำไรของบริษัทต่าง ๆ มีเสถียรภาพในการเติบโตมากกว่าประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

 

The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 ในโลกที่กติกาเปลี่ยนจาก K WEALTH กสิกรไทย [ADVERTORIAL] 4

 

กลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย (ไต้หวัน เกาหลีใต้ และหุ้นเทคโนโลยีจีนบางส่วน) มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีโลก มีแนวโน้มกำไรดี แต่ราคาหุ้นยังไม่สูงเท่าสหรัฐฯ จึงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจตามแนวโน้มโลกในระดับมูลค่าที่ยังดี

 

คำแนะนำคือ นักลงทุนที่พอร์ตลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา ควรขยายการลงทุนไปยังตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและอินเดีย เนื่องจากมีแนวโน้มที่กำไรจะเติบโตได้ดีในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และมีสัญญาณของเงินทุนที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเหล่านี้

 

สำหรับผู้ที่ถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง ควรจัดสรรเงินลงทุนบางส่วนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีในเอเชีย เพื่อช่วยสร้างความสมดุลให้กับพอร์ต และเพิ่มโอกาสในการเติบโตในระยะต่อไป

 

ธีมที่ 3: คลื่นลูกที่สองของ AI โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (AI’s Second Wave)

 

AI เป็นวัฏจักรการลงทุนระยะยาว โดย Bloomberg ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนสะสมช่วงปี 2024-2029 อาจสูงถึงราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2026 คือการเข้าสู่ “คลื่นลูกที่สอง”

 

The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 ในโลกที่กติกาเปลี่ยนจาก K WEALTH กสิกรไทย [ADVERTORIAL] 5

 

ในขณะที่ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับขึ้นรวดเร็ว ตลาดเริ่มกดดันถามหาผลลัพธ์เชิงรายได้ที่ชัดเจนมากขึ้น โอกาสจึงเริ่มขยับจากกลุ่มผู้พัฒนา AI ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ทำให้ AI เติบโตได้จริง

 

เป้าหมายใหม่ของการลงทุน AI

 

  • Data Center & Cloud: หัวใจสำคัญของการประมวลผลข้อมูล
  • Cybersecurity: ระบบความปลอดภัยไซเบอร์
  • Energy: นี่คือ “คอขวด” สำคัญ เพราะ AI ใช้พลังงานมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

 

นอกจากนี้ โลกกำลังก้าวสู่ช่วงการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่หลังขาดการลงทุนมานาน McKinsey ประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินรวมกว่า 106 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 เพื่อรองรับทั้งเศรษฐกิจจริงและเศรษฐกิจดิจิทัล

 

กลยุทธ์การลงทุนในธีมคลื่น AI ลูกที่สองคือ แนะนำเพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มูลค่ายังไม่แพง สอดรับกับการลงทุนระยะยาวจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม และยังได้รับแรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลงที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน

 

ธีมที่ 4: ตราสารหนี้คุณภาพสูง เกราะป้องกันพอร์ต (High-quality Fixed Income)

 

ตราสารหนี้ยังน่าลงทุน แต่บทบาทได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่นักลงทุนอาจหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคาในช่วงดอกเบี้ยขาลง ปีนี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดมาเน้นการเป็น “แหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอ” แทน

 

ความท้าทายของตลาดตราสารหนี้ปี 2026 คือ

 

  • นโยบายการเงินที่แตกต่าง: โลกกำลังเจอกับวัฏจักรนโยบายการเงินที่ไม่ไปทางเดียวกัน (Policy Divergence) สหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย ยุโรปชะลอการลด ส่วนญี่ปุ่นยังปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • ความผันผวนของ Yield: K WEALTH คาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี จะเคลื่อนไหวในกรอบ 3.9% – 4.4% ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปริมาณพันธบัตรใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากการขาดดุลงบประมาณ และความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่าแค่นโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

 

The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 ในโลกที่กติกาเปลี่ยนจาก K WEALTH กสิกรไทย [ADVERTORIAL] 6

 

กลยุทธ์การลงทุนคือ ต้องเน้น “ตราสารหนี้คุณภาพสูง” โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตมากกว่าการไล่หาดอกเบี้ยสูง (Yield Chasing) เพื่อสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอและให้ความคุ้มค่าต่อความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง

 

บททดสอบของเกมการลงทุนใหม่ในปี 2026

 

ปี 2026 ไม่ใช่ปีที่เราจะหลับตาจิ้มหุ้นแล้วรวยเหมือนในอดีต มันคือปีแห่ง “บททดสอบความจริง” ที่จะคัดกรองนักลงทุนตัวจริงออกจากนักเสี่ยงโชค

 

ในวันที่กติกาโลกถูก Repricing ใหม่ทั้งหมด การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ คือความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด แต่สำหรับผู้ที่กล้าปรับตัว มองเห็นภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลง และจัดพอร์ตอย่างมีวินัยตามคำแนะนำข้างต้น ปี 2026 จะเป็นปีแห่งโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

โลกกำลังเปลี่ยนป้ายราคาใหม่แล้ว… คำถามคือ พอร์ตการลงทุนของคุณเปลี่ยนตามหรือยัง?

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_49iYHpT

 

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

The post The Great Repricing 2026: เข็มทิศการลงทุน 2026 จาก K WEALTH กสิกรไทย ในโลกที่กติกาเปลี่ยน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ https://thestandard.co/fed-us-inflation-gold-5000-surge/ Tue, 20 Jan 2026 03:01:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1167022 บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ https://thestandard.co/geopolitics-investment-oil-asia-spotlight/ Wed, 14 Jan 2026 09:09:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1165153 เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic […]

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี ไปเจาะลึกทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

น้ำมันล้นตลาด-ทองคำขาขึ้น สองด้านของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์

 

ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ทั้งกรณีของเวเนซุเอลาที่จบลงอย่างรวดเร็ว หรือการประท้วงใหญ่ในอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ชาตรี โรจนอาภา วิเคราะห์ว่าปัจจุบันปริมาณการผลิตน้ำมัน (Supply) เกินกว่าความต้องการ (Demand) อยู่แล้วประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเวเนซุเอลากลับมาผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย หรือหากมีการยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันล้นตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในระยะยาวมีแนวโน้มเป็นขาลง

 

ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงนี้ถือเป็นผลบวกต่อประเทศเกิดใหม่ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไทย ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและปูทางให้ธนาคารกลางต่างๆ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดทุน

 

ในทางกลับกัน ‘ทองคำ’ ยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่แน่นอน นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ส่องกลยุทธ์การลงทุน เอเชียคือสปอตไลท์ – สหรัฐฯ ต้องระวัง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ชาตรี ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง และราคาหุ้นที่ยังคงตามหลัง (Laggard) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งยังมีระดับราคา (Valuation) ที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดพัฒนาแล้ว

 

ส่วน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้กำไรสุทธิของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์การเติบโตที่ 14-15% และเริ่มมีการกระจายตัวของกำไรไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจาก AI เช่น อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ แต่ด้วยราคาที่พุ่งขึ้นแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

 

หุ้นไทย รอจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่น

 

ในส่วนของ ตลาดหุ้นไทย ชาตรี โรจนอาภา ยอมรับว่าราคาหุ้นหลายตัวอยู่ในระดับที่ “ถูกเกินไป” เมื่อเทียบกับพื้นฐาน โดยค่า PE Ratio ของหุ้นใหญ่หลายตัวลดลงมาเหลือเพียง 10 เท่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือ “ความเชื่อมั่น” ที่ยังต่ำ ทั้งจากปัจจัยการเมืองและการขาดแรงกระตุ้นใหม่ๆ ตลาดหุ้นไทยจึงต้องการจุดเปลี่ยน (Catalyst) ที่ชัดเจน เช่น นโยบายรัฐบาลที่ทำได้จริง เพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศให้กลับมา

 

สินทรัพย์ที่น่าสนใจและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

 

ชาตรี สรุปคำแนะนำการลงทุนดังนี้

 

  • ตราสารหนี้ มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะตราสารหนี้สหรัฐฯ และ Mortgage-Backed Securities (MBS) เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงและการที่เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ คาดการณ์จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนและกันยายนปีนี้
  • เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจน้อยที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากผลตอบแทนต่ำและแพ้เงินเฟ้อ
  • ความเสี่ยงที่ต้องระวัง คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับการใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากรัฐบาลแพ้คดีอาจนำไปสู่การฟ้องร้องจำนวนมากและสร้างความผันผวนต่อตลาดในระยะสั้น รวมถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน

 

โดยสรุป ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ยังคงมีความสดใสในหลายกลุ่มสินทรัพย์ แต่ต้องอาศัยการจัดสรรพอร์ตอย่างระมัดระวังและติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Miha Creative/shutterstock

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิสโก้เผย หุ้นเวียดนามจ่อชิงเงินลงทุนหุ้นไทย หลังอัปเกรดสู่ Emerging Market ต่างชาติเตรียมลงทุน 5 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/vietnam-stocks-lure-thai-investment/ Thu, 08 Jan 2026 10:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1162952 ทิสโก้เผย หุ้นเวียดนามจ่อชิงเงินลงทุนหุ้นไทย หลังอัปเกรดสู่ **Emerging Market** ต่างชาติเตรียมลงทุน 5 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (8 ม.ค.2569) ธนาคารทิสโก้เปิดกลยุทธ์ลงทุนปี 2026 […]

The post ทิสโก้เผย หุ้นเวียดนามจ่อชิงเงินลงทุนหุ้นไทย หลังอัปเกรดสู่ Emerging Market ต่างชาติเตรียมลงทุน 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิสโก้เผย หุ้นเวียดนามจ่อชิงเงินลงทุนหุ้นไทย หลังอัปเกรดสู่ **Emerging Market** ต่างชาติเตรียมลงทุน 5 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (8 ม.ค.2569) ธนาคารทิสโก้เปิดกลยุทธ์ลงทุนปี 2026 ชู 3 ธีมเพิ่มโอกาสสร้างกำไร ท่ามกลางความผันผวน จับตาเวียดนามอัปเกรดสถานะตลาดสู่ Emerging Market จ่อชิงส่วนแบ่งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติตลาดหุ้นไทย

 

ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ FTSE เตรียมอัปเกรดสถานะตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market สู่ Emerging Market ในวันที่ 21 กันยายน 2569 คาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุน ต่างชาติเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น โดยมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนมูลค่าสูงถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.98 หมื่นล้านบาท)

 

โดยเฉพาะกองทุน Passive Fund ที่มีความจำเป็นต้องซื้อ หุ้นเวียดนามเข้าพอร์ต เพื่อบริหารผลตอบแทน ให้ชนะหรือเทียบเท่ากับดัชนี สอดรับกับรัฐบาลเวียดนามที่เดินหน้าปฏิรูป กฎระเบียบตลาดทุน ตราสารหนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับ ตลาดหุ้นเวียดนามให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไทย และสิงคโปร์

 

ทั้งนี้หลังเข้าสู่สถานะ Emerging Market หากตลาดหุ้นเวียดนามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในระดับสูง และ Forward P/E ที่ยังอยู่ระดับต่ำเพียง 11-12 เท่า จนถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI คาดว่าจะมีน้ำหนักใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไทย

 

“ปัจจุบันน้ำหนักของหุ้นไทยใน Emerging Market ลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่เวียดนาม ตลาดหุ้นยังมีมูลค่าตลาดค่อนข้างเล็ก หากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้น”

 

ด้านแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 ยังคงเหนื่อยจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง ทั้งนี้คาดว่ากำไรตลาดหุ้นไทยจะเติบโตเพียง 2% เท่านั้น และประเมินกรอบเป้าหมาย SET Index สิ้นปีที่ 1,388 จุด และเคลื่อนไหวที่กรอบล่าง 1,200 จุด ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทำกำไร ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทน 10%

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงสดใส แต่แนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจยังสามารถเกาะกระแสเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อขยายการเติบโต สะท้อนจากผลกำไรที่ปรับดีขึ้น ทั้งนี้ธนาคารทิสโก้แนะนำกลยุทธ์จัดพอร์ตการลงทุน ออกเป็น 3 ธีม ดังนี้

 

1. Independence เลือกลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากปัจจัยภายใน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มีนโยบายการคลังที่ดี คือ สหรัฐฯ อินเดีย เวียดนาม

 

2. Intelligence พลังการเติบโตใหม่ที่ล้อไปกับเมกะเทรนด์โลก คือ อุตสาหกรรม AI เฮลท์แคร์ และสาธารณูปโภค

 

3. Instability Armor สร้างเกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูงด้วยการลงทุนใน ตราสารหนี้ระยะสั้นสหรัฐฯ ทองคำ และน้ำมัน และหลีกเลี่ยงลงทุนในตราสารหนี้ ระยะยาวของไทย เพราะมีโอกาสขาดทุนสูง เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การถูกปรับลด อันดับความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

The post ทิสโก้เผย หุ้นเวียดนามจ่อชิงเงินลงทุนหุ้นไทย หลังอัปเกรดสู่ Emerging Market ต่างชาติเตรียมลงทุน 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ https://thestandard.co/bond-yields-fall-default-risk/ Wed, 07 Jan 2026 09:56:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1162301 สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

ตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที […]

The post สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

ตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี โดยอัตราผลตอบแทนรวม (Total Return) ของพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนให้ผลตอบแทนประมาณ 5% – 8%

 

อย่างไรก็ตาม ThaiBMA มองว่า เราอยู่ในช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้นักลงทุนไม่สามารถจะคาดหวังผลตอบแทนที่สูงเท่ากับในอดีต

 

แนวโน้มผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้

 

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) ของตลาดตราสารหนี้อาจไม่เหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ที่อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ลดลงมา 1% ในปี 2568 ส่งผลให้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เพิ่มขึ้นมาก

 

“สิ่งที่สำคัญคือสองปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยลดลง แต่ปีนี้อยู่ในช่วงปลายแล้ว เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะคาดหวังผลตอบแทนสูงมากอย่างในอดีต คงต้องมองเรื่องของผลตอบแทนจากคูปองมากกว่า และต้องติดตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ย” ดร.สมจินต์ กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนควรจะมีในพอร์ต โดยเฉพาะหากต้องการกระจายความเสี่ยง แต่ต้องเข้าใจความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ที่คาดหวังผลตอบแทนสูง ดร.สมจินต์แนะนำให้มองการลงทุนในวงกว้าง โดยมองหาโอกาสลงทุนทั่วโลก ไม่ควรกระจุกการลงทุนเฉพาะในประเทศ (Home Bias)

 

ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วน Bond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 0.89%, 0.81% และ 0.65% จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ 1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568

 

ปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

 

ปีก่อนอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาลงอย่างชัดเจน และเป็นการปรับตัวลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ​ (FOMC) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% มาอยู่ที่ 3.50% – 3.75% ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% มาอยู่ที่ 1.25%

 

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปีนี้น่าจะไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา สำหรับสหรัฐฯ อาจเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลง 0-2 ครั้ง ส่วนของไทยอาจจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงเพียงแค่ 1 ครั้ง ในไตรมาส 2 ของปีนี้

 

สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อปีก่อน เป็นปัจจัยหนุนต่อผลตอบแทนของตราสารหนี้ในมุมของส่วนต่างราคา ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมค่อนข้างดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

‘ผิดนัด’ และ ‘เลื่อน’ ชำระหนี้ ยังเพิ่มขึ้น

 

ดร.สมจินต์ กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้และการเลื่อนชำระหนี้ (Credit Risk) มีแน่นอน ซึ่งเป็นธรรมชาติของตลาดการเงิน ความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ไม่ได้เป็นความเสี่ยงพิเศษ เหมือนกับการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่มีโอกาสเผชิญกับหนี้เสีย (NPL)

 

เราอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายมากๆ ของการทำธุรกิจ และแนวโน้ม GDP ปีนี้น่าจะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ขณะที่ข้อจำกัดด้านการเงินการคลังมีพอสมควร รวมทั้งการแข่งขันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยต้าน

 

สำหรับปี 2568 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้รวม 8 ราย คิดเป็นมูลค่า 8,319 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 และ 2567 ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ปีละ 5 ราย คิดเป็นมูลค่า 16,363 ล้านบาท และ 3,172 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 

 

ส่วนหุ้นกู้ที่เลื่อนการชำระหนี้ในปีที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 21 ราย รวมมูลค่า 59,804 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้ออก 14 ราย ที่เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นจากปี 2566 และ 2567 ที่มีหุ้นกู้เลื่อนชำระ 14 ราย มูลค่า 12,443 ล้านบาท และ 17 ราย มูลค่า 37,963 ล้านบาท ตามลำดับ

 

 

“ความเสี่ยงสำคัญของหุ้นกู้ที่นักลงทุนต้องจับตามี 2 ส่วนคือ Interest rate risk และ Credit risk สำหรับ Credit risk มีปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องคือสภาวะธุรกิจและสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนไหวเปราะบาง แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่บอนด์ กระทบหุ้นด้วย สิ่งสำคัญคือไม่ควรจะไล่ตามสินทรัพย์ที่เคยให้ผลตอบแทนดีในอดีต และมั่นใจเกินไปกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง” ดร.สมจินต์ กล่าว

 

คาดหุ้นกู้ออกใหม่ปีนี้ 8.8 – 9 แสนล้านบาท

 

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นกู้ออกใหม่ของไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 1.26 ล้านล้านบาท เมื่อปี 2565 มาเหลือ 1.02 ล้านล้านบาท, 9.13 แสนล้านบาท และ 8.77 แสนล้านบาท ในปี 2566 – 2568

 

 

สำหรับปี 2569 อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA มองว่า ปีนี้จะเห็นการออกหุ้นกู้ใหม่ในระดับ 8.8 – 9 แสนล้านบาท ด้วยปัจจัยหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และบริษัทใหญ่ยังมีแผนการลงทุนเพิ่มเติม

 

สำหรับ 3 อุตสาหกรรมหลัก ที่ออกหุ้นกู้มากที่สุดเมื่อปีก่อน ยังคงเป็น พลังงาน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ออกหุ้นกู้ใหม่มากกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ

 

 

 

ทั้งนี้ มูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้ไทยเมื่อปีก่อน ยังคงเพิ่มขึ้น 4.67% เป็น 17.91 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาอย่างน้อย 6 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันคิดเป็น 96% ของขนาด GDP ประเทศไทย โดยหลักเพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนหุ้นกู้เอกชนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน

 

หนึ่งในความเสี่ยงที่ต้องจับตามองคือ การที่ผู้ออกตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 47 ราย เมื่อปี 2567 ส่วนปี 2568 เริ่มลดลงมาเหลือ 34 ราย แต่ยังเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับอดีต

 

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ESG Bond ที่กลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ เป็น 2.08 แสนล้านบาท หลังจากหดตัวลงในปี 2566 – 2567 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจาก Sustainability Linked Bond (SBL) คิดเป็นมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการออกโดยรัฐบาล 1.29 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทเอกชนจำนวน 12 ราย

 

ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ในปี 2568 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 2567

The post สมาคมตราสารหนี้ชี้ผลตอบแทนตราสารหนี้ปีนี้ส่อลดลง หลังเข้าช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง จับตาความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน https://thestandard.co/2026-great-divergence-fed-bot/ Mon, 29 Dec 2025 08:29:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1159733 ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน

The post ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน

The post ส่องโลกการเงินปี 2026 ยุค ‘Great Divergence’ เมื่อ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปกลางปี สวนทาง ธปท. จ่อหั่น 2 รอบ รับมือตลาดแรงงานอ่อนแอและเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้ https://thestandard.co/interest-debtors-savers-adjust/ Sun, 21 Dec 2025 05:17:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1156586 แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้

เมื่อ กนง. เคาะ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ แล้ว หลายคนอาจจะคิดว […]

The post แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้

เมื่อ กนง. เคาะ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือมองแค่ว่าคงได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์น้อยลงไปนิดเดียว แต่ความเป็นจริงแล้ว การลดดอกเบี้ยกระทบกับเงินในกระเป๋าสตางค์พวกเรามากกว่าที่คิด

 

ทุกเปอร์เซ็นต์ที่ขยับ มันคือ ‘โอกาส’ ของคนผ่อนบ้าน และเป็น ‘โจทย์ใหญ่’ ของคนมีเงินเก็บที่ต้องคิดหนักกว่าเดิมเพราะผลตอบแทนที่กำลังหดหายไปเรื่อยๆ

 

เมื่อกฎทางการเงินกำลังถูกปรับเปลี่ยน การนิ่งเฉยอาจทำให้เราพลาดโอกาสที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น นี่คือ 5 เคล็ดลับที่เราควรรีบดำเนินการทันที เพื่อเปลี่ยนเทรนด์ดอกเบี้ยขาลงให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อกระเป๋าเงินของเรา

 

การลดดอกเบี้ยส่งผลอย่างไร?

 

ที่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย ก็เปรียบเหมือนการฉีดออกซิเจน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยมีกลไกหลักๆ คือ

 

1. กระตุ้นการใช้จ่าย (หนี้น้อยลง ออมไม่คุ้ม จึงกล้าใช้)

 

  • กู้ง่าย-ผ่อนสบาย: เมื่อดอกเบี้ยลด ค่างวดผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะถูกลง คนจึงมีเงินเหลือในกระเป๋าไปใช้จ่ายอย่างอื่นมากขึ้น
  • ย้ายเงินออม: เมื่อฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ยน้อยลง คนจะนำเงินออกมาใช้หรือลงทุนแทนการแช่เงินไว้ในธนาคาร ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดมากขึ้น

 

2. ลดต้นทุนผู้ประกอบการ (ภาระลด กำไรเพิ่ม ขยายธุรกิจ)

 

  • ลดรายจ่ายดอกเบี้ย: ธุรกิจส่วนใหญ่มีหนี้เงินกู้ เมื่อดอกเบี้ยขาลง ต้นทุนทางการเงินจะลดลงทันที ช่วยให้บริษัทมีกำไรสุทธิมากขึ้นและมีสภาพคล่องสูงขึ้น
  • จูงใจให้ลงทุน: เมื่อต้นทุนการกู้ยืมถูกลง เจ้าของธุรกิจจะกล้ากู้เงินมาสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร หรือจ้างงานเพิ่ม เพราะมองว่าคุ้มค่ากว่าช่วงดอกเบี้ยแพง

 

3. ค่าเงินอ่อนตัว (เงินไหลออก ช่วยส่งออกไทย)

 

  • เงินทุนย้ายที่: นักลงทุนจะย้ายเงินจากไทยไปฝากในประเทศที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เมื่อมีการขายเงินบาทเพื่อไปซื้อเงินสกุลอื่น มูลค่าเงินบาทจึงอ่อนค่าลง
  • สินค้าไทยถูกลง: เมื่อเงินบาทอ่อน สินค้าไทยจะราคาถูกลงในตลาดโลก (เช่น ต่างชาติใช้เงิน 1 ดอลลาร์ แต่ซื้อของไทยได้มากขึ้น) ทำให้ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวแข็งแกร่งขึ้น

 

ดังนั้น ลดดอกเบี้ย = ลดภาระคนกู้ + เพิ่มกำไรธุรกิจ + ช่วยภาคส่งออก > เพื่อดันให้เศรษฐกิจในภาพรวมกลับมาคึกคัก

 

หมายเหตุ: ปลายปี 2025 แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับตัวลดลง แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่า เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบรุนแรงกว่า ทั้งจากเงินดอลลาร์ที่ยังอ่อนค่า และราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น

 

ผลกระทบ ใครได้? ใครเสีย?

 

คนมีหนี้ (ยิ้มออก): โดยเฉพาะหนี้ที่ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เช่น กู้บ้าน หรือเงินกู้ธุรกิจ ต้นทุนดอกเบี้ยจะลดลง ทำให้เงินงวดที่จ่ายไปถูกนำไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น

 

คนมีเงินเก็บ (ต้องปรับตัว): ผลตอบแทนจากเงินฝากออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำจะค่อยๆ ลดลง จนผลตอบแทนที่ได้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงตราสารหนี้ออกใหม่ที่จะให้ดอกเบี้ยน้อยลงด้วย

 

5 ข้อต้องรู้ เพื่อปรับกลยุทธ์รับมือดอกเบี้ยขาลง

 

เมื่อทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยน ถ้าเราอยู่เฉยๆ ก็อาจจะพลาดโอกาส นี่คือ 5 วิธีจัดการเงินที่แนะนำ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง และทำให้เงินของเราเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

1. ยื่นรีเทนชัน หรือ รีไฟแนนซ์ บ้าน

 

สำหรับคนผ่อนบ้านมาเกิน 3 ปี นี่คือจังหวะทอง ช่วงดอกเบี้ยนโยบายลดลง ธนาคารมักจะออกโปรโมชั่นใหม่ๆ มาดึงดูดลูกค้า

 

  • Retention: ขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ข้อดีคือสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียค่าประเมินใหม่
  • Refinance: ย้ายไปธนาคารใหม่เพื่อให้ได้โปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำพิเศษ แม้จะมีขั้นตอนมากกว่า แต่บ่อยครั้งที่ช่วยประหยัดเงินได้เป็นหลักแสนตลอดอายุสัญญา

 

อย่าลืม ตรวจสอบสัญญาก่อน ดูว่าเราผ่อนบ้านมาครบ 3 ปีหรือยัง (เพื่อไม่ให้เสียค่าปรับ)

 

แม้ว่ารีเทนชั่นกับธนาคารเดิม จะได้ลดดอกเบี้ยน้อยกว่า แต่ถ้ายอดหนี้คงเหลือเราเหลือน้อยแล้วหรือใกล้จะปิดหนี้ได้แล้ว การรีไฟแนนซ์ที่ต้องมีการประเมินใหม่และมีค่าธรรมเนียมอีก ก็อาจจะไม่คุ้ม

 

2. คงค่างวดเท่าเดิม เพื่อโปะให้หนี้หมดไว

 

เมื่อดอกเบี้ยลดลง ยอดเรียกเก็บขั้นต่ำจากแบงก์จะลดลงตาม แต่ถ้าเราจ่ายเท่าเดิม ส่วนต่างที่เกินมาจะเข้าไปตัดเงินต้นแบบ 100% ทำให้หนี้ลดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยที่เราไม่ต้องควักเงินเพิ่มจากเดิมเลย

 

เพราะฉะนั้น เทคนิคที่แนะนำที่สุดคือ ‘จ่ายเท่าเดิม แม้ดอกเบี้ยลด’ สมมติปกติจ่ายงวดละ 15,000 บาท เมื่อดอกเบี้ยลดลง ยอดเรียกเก็บจริงอาจเหลือ 14,200 บาท แต่ถ้าเรายังยืนหยัดจ่าย 15,000 บาทเท่าเดิม ส่วนต่าง 800 บาทจะเข้าไปตัดเงินต้นโดยตรง ช่วยให้หนี้บ้านหมดเร็วขึ้น 2-3 ปีเลย

 

3. รีบล็อกเงินฝากดอกเบี้ยสูง

 

ธนาคารมักจะปรับ ‘ลดดอกเบี้ยเงินฝากก่อน’ ดอกเบี้ยเงินกู้เสมอ สมมติเรามีเงินฝาก 100,000 บาท การที่ดอกเบี้ยลดลง 0.25% หมายความว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะหายไป 250 บาทต่อปี

 

ดังนั้น ถ้าเราเป็นสายออมเงินที่รับความเสี่ยงไม่ได้ ต้องรีบขยับตัวก่อนเพื่อล็อกผลตอบแทนไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยให้เราได้ดอกเบี้ยในอัตราเดิมไปอีกระยะหนึ่ง

 

  • ย้ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากประจำ: เลือกแบบ 12-24 เดือนเพื่อล็อกดอกเบี้ยสูงในปัจจุบันไว้ (มักจะได้ผลตอบแทนเดิมได้อีกสักพักหนึ่ง และอาจมีการปรับลดในเวลาต่อมา แล้วแต่สัญญา)
  • สแกนหา Digital Savings: มองหาบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ยังให้ดอกเบี้ยสูงและยังไม่ประกาศปรับลด
  • สลากออมทรัพย์: เป็นอีกทางเลือกในการพักเงินที่ให้ผลตอบแทนคงที่พร้อมลุ้นรางวัล

 

4. จัดพอร์ตรับกำไรจากตราสารหนี้

 

ในช่วงดอกเบี้ยขาลง ตราสารหนี้ (หุ้นกู้/พันธบัตร) จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เนื้อหอมมาก เพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ถึง 2 ต่อ ทั้งจาก ‘ดอกเบี้ย’ และ ‘กำไรจากส่วนต่างราคา’

 

ทำไมดอกเบี้ยลด ราคาตราสารหนี้ถึงพุ่ง?

 

  • ของเก่าหอมหวานกว่า: สมมติเราถือตราสารหนี้ใบเดิมที่ให้ดอกเบี้ย 4% แต่พอ กนง. ลดดอกเบี้ย ตราสารหนี้ใบใหม่ที่เพิ่งออกมาจะให้ดอกเบี้ยเหลือแค่ 2%
  • คนรุมซื้อ: นักลงทุนย่อมอยากได้ใบที่ให้ 4% มากกว่า จึงยอม ‘จ่ายเงินแพงขึ้น’ เพื่อขอซื้อต่อจากเรา
  • เกิดกำไรส่วนต่าง (Capital Gain): นอกจากจะได้ดอกเบี้ยตามปกติแล้ว มูลค่าตราสารหนี้ที่เราถืออยู่จะ ‘แพงขึ้น’ ทำให้เราขายทำกำไรได้มากกว่าตอนซื้อมานั่นเอง

 

ดังนั้น เราสามารถอาศัยโอกาสที่ราคาของตราสารหนี้กำลังสูงขึ้น ในการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

 

  • เข้าซื้อหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade): เพื่อชิงล็อกอัตราดอกเบี้ยรับที่ยังสูงอยู่ไว้ใช้ยาวๆ ก่อนที่หุ้นกู้ลอตใหม่ๆ จะปรับลดดอกเบี้ยลงตามนโยบาย กนง. (อย่าลืมเช็กอันดับเครดิตเพื่อป้องกันความเสี่ยง)
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้: เป็นที่พักเงินที่ปลอดภัยและมักให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก โดยแนะนำให้เลือกกองที่ถือครอง ตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เพราะยิ่งอายุยาว ราคาจะยิ่งดีดตัวสูงขึ้นเมื่อดอกเบี้ยลดลง
  • ตรวจสอบกองทุนที่ถืออยู่: หากเรามีกองทุนตราสารหนี้อยู่แล้ว ให้สังเกตค่า NAV จะพบว่ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ เป็นจังหวะที่ดีในการพิจารณาจัดพอร์ตใหม่
  • ส่องกองทุนรวมดัชนี (Index Fund): ไม่ใช่แค่ตราสารหนี้ แต่ตลาดหุ้น (โดยเฉพาะกองทุนดัชนี) มักตอบรับเชิงบวกเมื่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทต่างๆ ลดลง ทำให้ภาพรวมการลงทุนดูสดใสขึ้น

 

การเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ในช่วงนี้ คือการล็อกกำไร และดักรอส่วนต่างราคาที่ดีที่สุด

 

5. สแกนหาหุ้นปันผล และ REITs ที่น่าสนใจ

 

เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารลดลงจนไม่น่าดึงดูด นักลงทุนจะเริ่มมองหา ‘แหล่งพักเงิน’ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ หุ้นปันผลและ REITs (กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์) จึงกลายเป็นพระเอกในช่วงนี้ เพราะว่า

 

  • คนหนีเงินฝากไปหาปันผล: เมื่อฝากเงินได้ดอกเบี้ยน้อยลง เงินลงทุนมักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ปันผลสูงกว่า เพื่อรักษาโอกาสในการสร้างกระแสเงินสด
  • REITs ได้ประโยชน์ 2 ต่อ: ต่อแรก ต้นทุนลด กองทรัสต์ส่วนใหญ่กู้เงินมาลงทุน เมื่อดอกเบี้ยลง ภาระหนี้ของกองทุนก็ลดลง ทำให้มีกำไรมาจ่ายปันผลให้เราได้มากขึ้น ต่อที่สอง ราคาพุ่ง เมื่อความต้องการซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อหวังปันผล จะส่งผลให้ราคาหน่วยลงทุนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 

เมื่อตัดสินใจที่จะย้ายเงินจากเงินฝากมายังสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น มีหลายกลยุทธ์ที่สามารถดำเนินการได้ โดยเน้นไปที่การสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ

 

  • คัดหุ้นปันผลคุณภาพ: เน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและจ่ายปันผลสม่ำเสมอต่อเนื่องหลายปี (เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค หรืออุปโภคบริโภค) โดยตั้งเป้าหมายที่อัตราปันผล 5-7% ต่อปี เพื่อชนะดอกเบี้ยเงินฝากแบบขาดลอย
  • เลือก REITs ที่พื้นฐานแกร่ง: มองหาอสังหาริมทรัพย์ในทำเลดีที่มีผู้เช่าเต็มตลอด เช่น คลังสินค้า, ศูนย์การค้า หรือโรงแรมใหญ่ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ
  • สร้างรายได้สม่ำเสมอ (Passive Income): ใช้ช่วงจังหวะดอกเบี้ยต่ำนี้ในการสะสมสินทรัพย์ที่จ่ายปันผล เพื่อสร้างเงินเดือนที่สองทดแทนรายได้จากดอกเบี้ยธนาคารที่หายไป

 

ข้อควรระวัง การลงทุนในตราสารหนี้, หุ้นปันผล, หรือ REITs มีความเสี่ยงมากกว่าการฝากเงินเสมอ เงินที่นำไปลงทุนต้องเป็นส่วนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

 

สุดท้ายแล้ว การลดดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องไกลตัวระดับประเทศ แต่มันคือเรื่องของเงินทุกบาทในกระเป๋าเราจริงๆ ใครที่เริ่มขยับตัวก่อน ไม่ว่าจะรีบเข้าไปคุยกับแบงก์เรื่องบ้าน หรือมองหาที่วางเงินเก็บใหม่ๆ ก็คือคนที่รักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเองได้ดีที่สุด

 

สรุป 5 ข้อที่ควรรู้นี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อม แต่มันคือวิธีที่จะช่วยให้ภาระหนี้ที่เราแบกอยู่เบาลง และช่วยให้เงินออมที่เราตั้งใจสะสมมายังคงทำงานให้เราได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ในวันที่ลมเปลี่ยนทิศแบบนี้ การเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เราอุ่นใจและมีที่ว่างในกระเป๋าสตางค์เพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

ภาพ: Nuthawut Somsuk/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน https://thestandard.co/opinion-economic-direction-challenges/ Sat, 20 Dec 2025 03:59:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1156457 ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่อ […]

The post ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบ ในการเจรจาต่อรอง โดยเฉพาะการเปิดศึกสงครามการค้ากับจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ ผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจำนวนมาก มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงกระทบการค้าโลก แต่ยังส่งสัญญาณว่าประเทศมหาอำนาจพร้อมใช้กำแพงภาษีเพื่อผลักดันผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2568 – 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

 

ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารกลางในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ต่างใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะชะลอการลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปีเพราะกังวลเงินเฟ้อจากกำแพงภาษี แต่เมื่อข้อมูลตลาดแรงงานอ่อนตัวลงอย่างมาก คณะกรรมการ FOMC จึงตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนและธันวาคมที่ผ่านมาเพื่อรักษาสมดุลของเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว แม้แรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่หมดไปก็ตาม ในระยะถัดไป หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอ่อนแรงและเงินเฟ้อไม่เร่งตัวเกินคาด เราคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อหนุนการเติบโต

 

หากมองกลับมาที่ไทย เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แม้ปลายปีนี้จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” แต่ผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้น ขณะที่ปี 2569 เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจากปีนี้ที่ราว 2.1% และต่ำกว่าระดับศักยภาพ ปัจจัยกดดันหลักมาจากการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวจากสงครามการค้าโลกและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแรง การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว ส่วนการท่องเที่ยวแม้ฟื้นตัวตามฤดูกาล แต่การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนยังช้ากว่าคาด นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองในประเทศก็เพิ่มความไม่แน่นอน หลังรัฐบาลประกาศยุบสภาและเตรียมจัดการเลือกตั้งในปี 2569 ซึ่งอาจทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นชะลอตัวลง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

 

ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มผ่อนคลายเพิ่มเติมในปีหน้า เนื่องจากดอกเบี้ยปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำ ประกอบกับเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องและมีความเสี่ยงเงินฝืด ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจที่เปราะบาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 

สำหรับนักลงทุน ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความผันผวน การกระจายการลงทุนและติดตามทิศทางนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในปีหน้า

 

ในมุมมองการลงทุน ท่ามกลางความผันผวนและแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การลงทุนในตราสารหนี้ยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงและรักษาความมั่นคงของพอร์ต เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดในหลายประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งจะช่วยหนุนราคาตราสารหนี้ให้ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้คุณภาพสูงและตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกัน การกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีอันดับเครดิตดี ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจไทย นักลงทุนจึงควรพิจารณาจัดสรรพอร์ตให้มีสัดส่วนตราสารหนี้ที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในปีหน้า

The post ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>