ดีบุก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ดีบุก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 31 Jan 2025 01:02:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จากเหมืองดีบุกร้างในภูเก็ตสู่อาณาจักรโรงแรมหรูพันล้าน เส้นทางชีวิตสุดพลิกผันของผู้สร้าง Banyan Tree https://thestandard.co/banyan-tree-phuket-success-story/ Fri, 31 Jan 2025 01:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1036480 Ho Kwon Ping ผู้ก่อตั้ง Banyan Tree

เมื่อ 40 ปีก่อน ที่ดินชายหาดบางเทา จังหวัดภูเก็ต เป็นเพ […]

The post จากเหมืองดีบุกร้างในภูเก็ตสู่อาณาจักรโรงแรมหรูพันล้าน เส้นทางชีวิตสุดพลิกผันของผู้สร้าง Banyan Tree appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ho Kwon Ping ผู้ก่อตั้ง Banyan Tree

เมื่อ 40 ปีก่อน ที่ดินชายหาดบางเทา จังหวัดภูเก็ต เป็นเพียงเหมืองดีบุกร้างไร้ค่า แต่วันนี้กลับกลายเป็นรีสอร์ตหรูระดับโลกภายใต้แบรนด์ Banyan Tree ที่มีมูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,700 ล้านบาท) ความสำเร็จนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ของ Ho Kwon Ping นักธุรกิจที่มีประวัติชีวิตแตกต่างจากเจ้าของโรงแรมทั่วไปโดยสิ้นเชิง

 

“ผมไม่เคยคิดจะเป็นผู้ประกอบการมาก่อน” Ho วัย 72 ปี เล่าให้ CNBC Make It ฟัง “มันเป็นเพราะทุกครั้งที่ผมทำงานให้คนอื่น มันไม่เวิร์ก ผมเป็นคนค่อนข้างมีความเป็นตัวของตัวเอง ผมจึงผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการเพราะไม่มีทางเลือกอื่นมากกว่า”

 

Ho เกิดที่ฮ่องกงและใช้ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่ในประเทศไทย ก่อนย้ายไปสิงคโปร์ Ho Rih Hwa พ่อของเขา เป็นนักธุรกิจผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Thai Wah และเป็นผู้นำกลุ่ม Wah Chang ซึ่งมีธุรกิจหลากหลายทั่วเอเชีย แม้ครอบครัวจะมีฐานะดี แต่ Ho กลับเป็นเด็กหัวรุนแรงที่ชอบท้าทายอำนาจ

 

ในช่วงเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ต้นทศวรรษ 1970 Ho เป็นนักกิจกรรมที่ต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างเปิดเผย และร่วมประท้วง William Shockley นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ที่แม้จะเป็นผู้คิดค้นเซมิคอนดักเตอร์ แต่กลับมีแนวคิดเหยียดผิวรุนแรง โดยเขียนหนังสือเสนอให้ทำหมันชาวผิวดำ เหตุการณ์นี้ทำให้ Ho ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยในข้อหาปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ

 

เมื่อกลับสิงคโปร์ Ho ผันตัวเป็นนักข่าวอิสระให้กับนิตยสาร Far Eastern Economic Review และเขียนข่าวการเมืองวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล จนถูกจับข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 1977 ต้องติดคุกเดี่ยวเป็นเวลา 2 เดือน “มันเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัว เหงา ซึมเศร้า แต่ก็ทำให้ได้ครุ่นคิดถึงชีวิต” Ho เล่า

 

หลังพ้นโทษ Ho กลับไปทำงานที่นิตยสาร และย้ายไปฮ่องกงกับ Claire Chiang ภรรยาของเขา ทั้งคู่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านประมงเล็กๆ บนเกาะลัมมาที่ชื่อ Yung Shue Wan หรืออ่าวต้นไทร “เราไม่มีเงินพอจะอยู่บนเกาะฮ่องกงหรือเกาลูน แม้จะไม่รวย แต่เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี” Ho เล่าถึงที่มาของชื่อ Banyan Tree

 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1981 เมื่อพ่อของ Ho เป็นโรคหลอดเลือดสมอง ในฐานะลูกชายคนโต เขาจึงต้องรับช่วงกิจการครอบครัวที่มีธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงผลิตโทรทัศน์และรองเท้า adidas “มันเป็นธุรกิจแบบจีนโพ้นทะเลทั่วไป คือทำทุกอย่างแต่ไม่เชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ” Ho เล่า

 

หลังประสบความล้มเหลวหลายครั้ง Ho ตระหนักว่าการรับจ้างผลิตไม่ใช่ทางรอด “คุณต้องเป็นเจ้าของลูกค้า และจะทำได้ก็ต้องมีแบรนด์หรือเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ผมไม่ใช่นักเทคโนโลยี จึงต้องสร้างแบรนด์” เขากล่าว

 

โอกาสทองมาถึงในปี 1984 เมื่อ Ho บังเอิญเจอที่ดินชายฝั่งผืนใหญ่กว่า 550 เอเคอร์ที่อ่าวบางเทา จังหวัดภูเก็ต แม้จะเป็นเพียงเหมืองดีบุกร้าง แต่เขามองเห็นศักยภาพ จึงตัดสินใจซื้อและพัฒนาเป็น Laguna Phuket รีสอร์ตแบบครบวงจรแห่งแรกของเอเชียในปี 1987 โดยร่วมมือกับภรรยาและน้องชายซึ่งเป็นสถาปนิก

 

แต่ที่ดินผืนสุดท้ายไม่มีชายหาด ทำให้ไม่มีแบรนด์โรงแรมใดสนใจบริหาร Ho จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยออกแบบให้ทุกวิลล่ามีสระว่ายน้ำส่วนตัว “แนวคิดโรงแรมที่มีสระว่ายน้ำทุกห้องและสปาเมืองร้อนไม่เคยมีมาก่อนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นวัตกรรมไม่ได้หล่นมาจากฟ้า แต่เกิดจากการตอบสนองความต้องการ” Ho กล่าว

 

ปัจจุบัน Banyan Group มีแบรนด์ในเครือ 12 แบรนด์ โรงแรมและรีสอร์ตกว่า 80 แห่ง รวมถึงสปา แกลเลอรี และที่พักอาศัยใน 20 ประเทศ สร้างรายได้ราว 328 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 8,194 ล้านบาท) ในปี 2023 และมีมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ที่ 300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 8,100 ล้านบาท) แม้มูลค่าทรัพย์สินรวมที่แท้จริงของกลุ่มอาจสูงกว่านี้มาก

 

“หลายคนถามผมว่า ผมทรยศอุดมการณ์หรือไม่ ผมตอบว่าไม่ ผมโตขึ้น สิ่งที่ผมทำในอดีต คุณทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ คุณจะติดคุกถาวร และมันก็ไม่มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่เราต้องการในแง่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผมคิดว่าเรากำลังทำมันผ่าน Banyan Tree อยู่ทุกวันนี้” Ho ทิ้งท้าย ทำให้เห็นว่าแม้จะผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ แต่อุดมการณ์เพื่อสังคมยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการไปเท่านั้น

 

ภาพ: Jonathan Wong / South China Morning Post via Getty Images 

อ้างอิง:

The post จากเหมืองดีบุกร้างในภูเก็ตสู่อาณาจักรโรงแรมหรูพันล้าน เส้นทางชีวิตสุดพลิกผันของผู้สร้าง Banyan Tree appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีบุกไทย: ขุดค้นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของเราผ่านมรดกทางอุตสาหกรรม https://thestandard.co/tin-industry/ Sat, 29 Apr 2023 02:23:42 +0000 https://thestandard.co/?p=782912 ดีบุก

นานมาแล้วก่อนที่ประเทศไทยจะกลายมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาห […]

The post ดีบุกไทย: ขุดค้นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของเราผ่านมรดกทางอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีบุก

นานมาแล้วก่อนที่ประเทศไทยจะกลายมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตรถยนต์ การท่องเที่ยว และการดูแลสุขภาพ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เหมืองดีบุกตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามันเคยเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างความมั่งคั่งให้สยาม

 

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ดีบุกกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ แรงงานชาวจีนและวิศวกรชาวอังกฤษจึงหลั่งไหลเข้ามาในภาคใต้ของประเทศไทย และถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมดีบุกได้ปิดฉากลงไปแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน ดีบุกยังคงทิ้งร่องรอยประทับไว้ในวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ ตัวอย่างในจังหวัดระนอง ซึ่งมี ‘มรดกอุตสาหกรรม’ อันทรงคุณค่า เช่น สถาปัตยกรรมเพื่อการทำเหมืองแร่ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องปรากฏอยู่

 

แต่ตอนนี้เมืองไทยลืมดีบุกไปเสียแล้ว มีบ้างที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นเองถูกมองข้าม เนื่องจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับมรดกของชาติไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรม และกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐก็มักละเลยคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมที่ได้รับการรักษาไว้อย่างดี

 

เรื่องราวของการทำเหมืองดีบุกและผลกระทบต่อสถาปัตยกรรม อาหาร และวิถีชีวิตของท้องถิ่นอันเกิดจากแรงงานอพยพในอดีต สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งยังดึงชุมชนท้องถิ่นให้รวมตัวกัน

 

เมื่อไม่กี่ปีก่อน ข้าพเจ้ากับเพื่อนนักวิจัยจำนวนหนึ่งเริ่มเข้าไปศึกษาระนองอย่างใกล้ชิด ในสถานที่ซึ่งมิสเตอร์เอช. ยี. สก็อต วิศวกรจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้ก่อตั้งบริษัท ไซมีส ติน ซินดิเคด จำกัด ขึ้นที่ตำบลหงาว ชุมชนชายทะเลใกล้ประเทศเมียนมา ซึ่งต่อมาไม่นานก็ได้พัฒนาเป็นเมืองที่คึกคัก

 

ปีที่แล้วข้าพเจ้าและเพื่อนนักวิจัย ในฐานะตัวแทนสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม (SCONTE) ได้จัดตั้งทีมนักวิจัย 18 คนจาก 4 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศไทย จีน มาเลเซีย และไต้หวัน โดยนักวิจัยนั้นมีทั้งนักประวัติศาสตร์ ภัณฑารักษ์ สถาปนิก นักสังคมศาสตร์ วิศวกรเหมืองแร่และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ทุกคนอาสาทำงานอย่างหนัก โดยได้รับทุนช่วยเหลือจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้กรอบวิจัย การจัดการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200 คนจากจังหวัดระนองและจังหวัดอื่นๆ

 

ผลของความร่วมมือทำให้เราค้นพบสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ทั้งสถานที่ เอกสาร เรื่องราว ภาพถ่าย วัตถุ และสิ่งปลูกสร้าง เพื่อบันทึกและประเมินผลข้อมูล จัดทำแผนที่แนะนำเส้นทางเดินชมแหล่งมรดก และสื่อนิทรรศการสำหรับโครงการท่องเที่ยวพิเศษ ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ ที่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา คุณผู้อ่านสามารถมาพบกับเราได้ที่ตำบลหงาว

 

ผู้ชมจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หลอมดีบุกกับทองแดงเป็นสำริด ใช้ในการทำกลอง อาวุธ เครื่องมือ และเครื่องประดับมานานแล้ว ดีบุกเป็นแร่ที่หาได้ทั่วไปในคาบสมุทรมลายู ชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากเพื่อถลุงดีบุกในภูมิภาคนี้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 หรือก่อนหน้านั้น วิธีผลิตดีบุกที่ใช้กันมานานหลายศตวรรษคือการร่อน และต่อมาจึงมีเหมืองหาบ ชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานยังทำเตาเผาถ่านซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการถลุงดีบุก

 

ดีบุกกลายเป็นสินค้าขายดีในตลาดโลกหลัง ค.ศ. 1810 เมื่อพ่อค้าชาวอังกฤษจดสิทธิบัตรกระป๋องเคลือบดีบุก ซึ่งสามารถถนอมอาหารสำหรับการขนส่ง จากนั้น บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษจึงเริ่มจัดหาดีบุกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดีบุกที่ผลิตเกือบทั้งหมดในโลกตั้งแต่ ค.ศ. 1800 มาจากสายแร่ความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตรที่ทอดจากจีน ผ่านเมียนมาและไทย ลงไปถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย ดีบุกประมาณ 54% ของโลกอยู่ในสายแร่นี้

 

อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของสยามก้าวเข้าสู่ยุคใหม่เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการตั้งกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งตามเสด็จด้วยในขณะนั้น ได้คัดเลือกใบสมัครของวิศวกรชาวอังกฤษ และได้ว่าจ้างวิศวกรชาวอังกฤษหนุ่มชื่อ H.G. Scott เข้ารับราชการ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา อยู่ในราชการเป็นเวลา 8 ปี และลาออกจากราชการเพื่อจัดตั้งบริษัททำเหมืองแร่เรือขุดดีบุกขึ้นในสยาม ดังนั้นสยามในยุคของรัชกาลที่ 5 ก็มีความสามารถเท่าเทียมกับชาวยุโรปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมทีเดียว

 

ที่เกาะภูเก็ต เอ็ดเวิร์ด โทมัส ไมลส์ วิศวกรจากเมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย ได้พัฒนาเรือขุดแร่ดีบุกลำแรกของโลก (Dredge) ซึ่งได้ปรับปรุงมาจากเรือขุดแร่ทองคำ และเรือดูดทรายที่ใช้ทำงานครั้งแรกที่คลองสุเอซ เป็นเรือขุดที่สามารถสกัดดีบุกใต้ชั้นดิน วิธีนี้เป็นการทำเหมืองดีบุกที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมมาก และทำให้สยามกลายเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกชั้นนำของโลก

 

นอกจากนั้นอุตสาหกรรมดีบุก ยังก่อให้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมขึ้นหลายอย่าง ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือมรดกทางสถาปัตยกรรม ได้แก่ คฤหาสน์ของคหบดีดีบุก ตึกแถว อาคารสำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า และเรือนพักคนงานและวิศวกรเหมือง แต่สถาปัตยกรรมเหล่านี้หายไปเกือบหมด เพราะบริเวณริมทะเลที่เคยมีการทำเหมือง ถูกพัฒนาเป็นโรงแรมนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ตัวอย่างเช่นพื้นที่ของกลุ่มรีสอร์ตลากูน่า ภูเก็ต ซึ่งประกอบด้วยรีสอร์ตสุดหรูอย่างโรงแรมบันยันทรี สมัยก่อนก็เคยเป็นขุมเหมืองดีบุก

 

ในจังหวัดระนองยังมีอาคารเก่าและเหมืองเก่าหลงเหลืออยู่ เป็นช่องที่เปิดให้เราเห็นอดีตส่วนหนึ่งของประเทศไทย มรดกอุตสาหกรรมไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ภาครัฐต้องการที่จะส่งเสริมเท่าใดนัก สิ่งที่ภาครัฐอยากได้คือจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งชายหาดและทิวทัศน์ที่สวยงามมักจะได้รับการพัฒนาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยมีทัศนคติต่อมรดกอุตสาหกรรม คือเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อม ดังนั้นทางคณะผู้วิจัยฯ จึงซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่อย่างน้อยพวกเราก็ได้รับเงินส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงานพวกเราจาก บพข. แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ได้รับความต่อเนื่องจากความตั้งใจที่จะทำให้ครบทั้ง 3 จังหวัดคือ ระนอง พังงา และภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งที่ได้ทำแร่ดีบุกมากที่สุดในแถบอันดามัน 

 

เป็นความจริงที่การทำเหมืองแร่ดีบุกไม่ใช่ธุรกิจที่มีภาพพจน์ดี เรือขุดแร่แต่ละลำนั้นเปรียบได้กับโรงงานลอยน้ำ มีขนาดเท่าสนามฟุตบอล การทำงานคือตักกรวดทรายจากก้นทะเลขึ้นมาแยกสินแร่ดีบุกเพื่อส่งต่อไปยังโรงถลุง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายสภาพแวดล้อมจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำลายหน้าดินหมดสิ้น แต่อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศ และนำพาผู้คนมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งก็คือหน้าหนึ่งของความจริงในประวัติศาสตร์ที่เราควรเข้าใจ 

 

หลังอุตสาหกรรมเหมืองแร่ปิดตัวลงในทศวรรษ 1980 โรงงานเหล่านี้ รวมถึงเครื่องจักรไอน้ำและเครื่องยนต์อื่นๆ ก็ถูกแยกชิ้นส่วนขายเป็นเศษเหล็ก อาคารสำนักงาน เรือนคนงาน และเตาเผาถ่านส่วนใหญ่ถูกรื้อถอน

 

แต่การทำความเข้าใจกับมรดกอุตสาหกรรมเหล่านี้ ก็ได้เก็บรักษาเท่าที่เราสามารถจะทำได้ และเรียนรู้ไปด้วยเป็นสิ่งสำคัญ นี่คือ ‘ภูมิทัศน์วัฒนธรรม’ ที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกผูกพันกับท้องถิ่นของตน และดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน คือให้ความเคารพทั้งแก่ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ความเป็นมาของพวกเขา และสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเขาทำ คนท้องถิ่นสามารถเป็นผู้ดูแลวัฒนธรรมของตน บอกเล่าเรื่องราวของท้องถิ่น และแบ่งปันภูมิปัญญา

 

การอนุรักษ์มรดกที่ดีจะนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพราะการอนุรักษ์จะผลักดันคนในท้องถิ่นให้สนับสนุนชุมชนของตนเอง ซึ่งดีกว่าโครงการจากบนลงล่าง อย่างโครงการสกายวอล์ก ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนมีสกายวอล์กที่บ้านอยู่แล้ว พวกเขาจะสนุกกับการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเขาทำให้แก่ประเทศไทย

 

เมื่อมองไปโดยรอบ เราจะเห็นลูกหลานของคนทำเหมืองดีบุกชาวจีนจำนวนมากในประเทศไทย มาเลเซีย และประเทศใกล้เคียง ที่รวบรวมสิ่งของมรดกในครอบครัวไว้ตามบ้าน เกิดเป็นวัฒนธรรมชาวจีนฮกเกี้ยน วัฒนธรรมแบบเพอรานากัน ซึ่งหลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการวิจัยของเรา พวกเขาภูมิใจที่จะอวดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษผู้ช่วยบุกเบิกการปฏิวัติอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้ พวกเขาอยากให้รัฐบาลชวนนักท่องเที่ยวมาดูมากกว่าแค่สถาปัตยกรรมสวยงาม หรือมาชิมอาหารอร่อย พวกเขาอยากให้นักท่องเที่ยวรู้ด้วยว่าคนจีนรุ่นโน้นมาที่นี่ทำไม และมาอย่างไร ทั้งเราและนักท่องเที่ยวต่างชาติจะได้ประโยชน์หากเราเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไปได้ทั่วทั้งภูมิภาค เช่น เมืองดีบุกของไทยกับมาเลเซียมีความเชื่อมโยงถึงกัน เราต้องมีเส้นทางทางวัฒนธรรมอย่าง ‘เส้นทางมรดกดีบุก’ เพื่อให้ผู้คนค้นพบเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันของเมืองดีบุกต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน เช่น ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, ตรัง, สตูล, สงขลา, ยะลา และปัตตานี ข้ามไปถึง ปีนัง, ไทปิง, กัวลาคูบูบะฮ์รู, อิโปห์, โกเปง, กัมปาร์, เนอเกอรีเซิมบีลัน, สุไหงเลมบิง และกาจัง ในประเทศมาเลเซีย

 

ยิ่งไปกว่าดีบุก ประเทศไทยมี 77 จังหวัด หลายพันอำเภอและหมู่บ้าน แต่ละแห่งมีเรื่องราวของตัวเองไว้บอกเล่า เราจำเป็นต้องมีแผนมรดกแบบองค์รวมระดับชาติ อันจะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและชุมชนท้องถิ่นสำรวจสถานะมรดกทั้งหมดที่เรามี เพื่อนำไปสู่การศึกษา ดูแล และแบ่งปัน

 

นี่เป็นการลงทุนที่จะคืนทุนไม่เพียงในแง่ของการท่องเที่ยว สิ่งที่เราจะได้ยิ่งกว่านั้นคือ การเรียนรู้ องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วม และความภาคภูมิใจ ดังนั้นเจ้าของพื้นที่อย่างประชาชนทุกคนที่เป็นลูกหลานของชาวดีบุกจึงเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์รักษา และส่งเสริมให้คนทั่วไปโดยเฉพาะเยาวชนรุ่นหลังได้เข้าใจถึงที่มาของการตั้งถิ่นฐาน ที่มาของมรดกสถาปัตยกรรม อาหาร เครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมประเพณี ที่บรรพบุรุษได้นำเอาความรู้เหล่านี้มาหล่อเลี้ยงให้เกิดสรรพชีวิตที่ได้รับการสืบต่ออย่างยั่งยืนในถิ่นใหม่ 

บทความโดย: ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ เป็นนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา เมืองแชเพลฮิลล์ Heritage Matters เป็นคอลัมน์รายเดือนของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ “เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนในด้านการบริหารจัดการมรดกทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของประเทศไทยและภูมิภาคใกล้เคียง บทความสำหรับคอลัมน์มาจากผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ทัศนะที่แสดงในบทความเป็นของผู้เขียน”

 

The post ดีบุกไทย: ขุดค้นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของเราผ่านมรดกทางอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>