ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ดาริกา-ลัทธพิพัฒน์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 26 May 2025 05:34:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 7 ปีแห่งความสำเร็จ ‘เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ’ ในฐานะ ‘โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดในไทย’ พร้อมเปิดพันธกิจใหม่ แจกทุน 1 ล้านบาทให้นักเรียน Year 11 [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/wellington-college-bangkok-7-years-success-scholarship/ Mon, 26 May 2025 05:50:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1071970

แม้ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ จะเผยว่า ปี 2568 ธุรกิจโรงเรีย […]

The post 7 ปีแห่งความสำเร็จ ‘เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ’ ในฐานะ ‘โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดในไทย’ พร้อมเปิดพันธกิจใหม่ แจกทุน 1 ล้านบาทให้นักเรียน Year 11 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ จะเผยว่า ปี 2568 ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยจะโต 9.7% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้า มีเพียง 8 โรงเรียนใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้ หรือต่อให้เจอกับความท้าทายจากโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยที่เริ่มปรับเป็นหลักสูตรหลายภาษา ปรับแนวทางการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในโลกอนาคต ไปจนถึงพิจารณาส่งบุตรหลานไปศึกษาในต่างประเทศแทนเนื่องจากช่องว่างระหว่างค่าเล่าเรียนที่ลดลง แต่โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งในไทยก็สร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง 

 

‘โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ’ คือหนึ่งในนั้น

 

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ เผยว่า ความสำเร็จของ Wellington ตลอด 7 ปี ไม่ได้วัดแค่ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการหรือจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องสะท้อนถึงการพัฒนาของนักเรียนในทุกมิติ 

 

“ย้อนกลับไปวันแรกที่เราเปิดโรงเรียน  Wellington เปิดรับตั้งแต่ชั้น Pre-Nursery ถึง Year 6 และหลังจากนั้นเราค่อยๆ โตไปทีละชั้นปี จนตอนนี้เด็กๆ Year 6 กำลังจะจบเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว เราเลือกที่จะโตทีละชั้นปี เพราะต้องการค่อยๆ หล่อหลอมเด็กๆ ให้โตมาแบบที่เราต้องการ มีค่านิยมและวัฒนธรรมของ Wellington โดยแท้จริง” 

 

“แน่นอนว่าเราเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นในการสอบ IGCSE, A-Level รวมถึงการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ให้ความสำคัญกับทักษะชีวิต การเป็นผู้นำ และคุณลักษณะของพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบ นักเรียนของเราต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าใจบริบทสากล” 

 

ปัจจุบัน Wellington มีนักเรียนกว่า 1,000 คน ตั้งแต่ระดับ Pre-Nursery ถึง Sixth Form (Year 12 และ Year 13) สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่มีต่อคุณภาพและมาตรฐานของหลักสูตร ‘British Curriculum’ ทั้งระบบ ซึ่งถูกพัฒนาและปรับเพื่อให้เหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยมีต้นแบบมาจากโรงเรียน Wellington College ประเทศอังกฤษ รวมถึงโรงเรียนเครือเวลลิงตันที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ที่ เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด   

 

“เราพยายามปรับปรุงโรงเรียนในทุกมิติตลอดเวลา เรารับการตรวจรับรองคุณภาพจากเครือข่าย Wellington College และจากองค์กรตรวจประเมินระดับนานาชาติตลอดเวลา นอกจากนี้เราสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองเราในหลากหลายมิติทุกปี เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงโรงเรียน ทั้งนี้เพื่อให้พวกเราทีมบริหารมั่นใจว่า เราสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจริงๆ” 

 

Realise Your Potential ค้นพบศักยภาพที่เป็นตัวคุณ 

 

ดร.ดาริกา ย้ำว่า Realise Your Potential ไม่ใช่คติพจน์ฟังดูดี แต่คือหลักการที่นำมาใช้จริงในทุกมิติ “เรามีความเชื่อว่า เด็กแต่ละคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือสร้างแพลตฟอร์มที่เอื้อให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองและความถนัดของแต่ละบุคคล ที่สำคัญพวกเขาต้องมีความสุขกับการเรียน”  

 

เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ

 

วิธีที่จะทำให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองในแบบ Wellington ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ยังรวมไปถึงกิจกรรมนอกหลักสูตรอย่าง ‘Wellington Extra’ ที่ให้เด็กได้ค้นหาตัวตน ฝึกฝนสกิลใหม่ๆ ทั้งด้านกีฬา การแสดง ดนตรี ศิลปะ ไปจนถึงเทคโนโลยี หรือชั่วโมง ‘Enrichment’ ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาเลือกกิจกรรมเสริมที่ชอบและสนใจลงไปในตารางเรียนประจำวันด้วยตัวเอง ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการเรียนการสอนและการดูแล Well-being ของเวลลิงตัน

 

“การที่เด็กได้เลือกทำในสิ่งที่รักไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ หรือกิจกรรมช่วยเหลือสังคม จะทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่า กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างทักษะต่างๆ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมีความสุขและมีสมดุลทางจิตใจ เราเชื่อว่าการดูแล Well-being สำคัญไม่แพ้การเรียนรู้ในห้องเรียน ดังนั้นครูทุกคนจะช่วยเด็กๆ ค้นหาตัวตนและพัฒนาศักยภาพไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการ” 

 

‘Sixth Form’ โค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ Top University ระดับโลก 

 

 

Sixth Form หรือ Year 12 และ Year 13 คือช่วงสองปีสุดท้ายของการเรียนก่อนก้าวสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเวลลิงตันมองว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาเตรียมความพร้อมสำหรับก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตจริง 

 

ดร.ดาริกา เล่าว่า “A-Level เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกสอบวิชาที่ชอบและสนใจ เมื่อเลือกแล้วนักเรียน Sixth Form จะได้โฟกัสใน 3-4 วิชานั้น โดยเป็นการเรียนแบบเข้มข้นเจาะลึก หากคะแนน A-Level สูงตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด ก็สามารถใช้คะแนน A-Level ยื่นเข้าได้เลยโดยไม่ต้องสอบเข้าอีก”

 

“Wellington มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและการสนับสนุนจากเครือข่ายโรงเรียนทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการเปิดหลักสูตร A-Level ในระดับ Sixth Form ปัจจุบันเรามีตัวเลือกวิชา A-Level ถึง 21 รายวิชา ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เปิดสอน A-Level ได้หลากหลายที่สุดในประเทศไทย”  

 

ยิ่งไปกว่านั้นครูทุกคนจะช่วยเหลือนักเรียนทุกขั้นตอนตั้งแต่ให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกมหาวิทยาลัย การสมัครเข้าเรียน การเขียนเรียงความ การเตรียมตัวสัมภาษณ์ เพื่อให้นักเรียนมีความพร้อมที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด การที่ Wellington เป็นสมาชิกของ CIS หรือ Council of International School จึงสามารถติดต่อโดยตรงกับ Admissions ของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองได้ว่าบุตรหลานจะมีความมั่นคงทางการศึกษาอย่างแน่นอน 

 

“การเลือกโรงเรียนที่เปิดสอนระดับ Sixth Form ควรพิจารณาคุณภาพของหลักสูตร ความหลากหลายของรายวิชา ดูประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของครูผู้สอนเพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยดูแลและเตรียมความพร้อม การสนับสนุนด้าน Well-being เพื่อให้พวกเขามีทักษะการมีชีวิตที่ดี มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนและเติมเต็มศักยภาพในทุกด้าน”

 

เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ

 

‘Sixth Form Awards’ แจกทุน 1 ล้าน มอบโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับเวิลด์คลาส

 

ปีนี้เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ กำลังเดินหน้าแจกทุน  ‘Sixth Form Awards’ 1 ล้านบาทให้กับนักเรียนในระดับชั้น Year 11 ที่มองหาการศึกษาต่อในรูปแบบ A-Level เป็นทุนที่สนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพทางด้านวิชาการและต้องการเข้าถึงการศึกษาระดับเวิลด์คลาส 

 

“Sixth Form คือช่วงเวลาสำคัญที่พวกเขาจะต้องเตรียมตัวเข้าสู่มหาลัยฯ และเติบโตไปในอนาคต ทุนนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าเทอมตลอดระยะเวลาการเรียนในระดับ Sixth Form แต่ยังเปรียบเสมือนกำลังใจและแรงสนับสนุนจากเราที่อยากจะมอบให้กับนักเรียนที่มีความตั้งใจ เพื่อที่เขาจะได้โฟกัสในการเตรียมตัวเข้ามหาลัยฯ ได้อย่างเต็มที่” 

 

Next Chapter: ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น 

 

 

บนพื้นที่ 70 ไร่ที่เพียบพร้อมไปด้วยองค์ประกอบของการเป็นโรงเรียนระดับพรีเมียมที่มอบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA พร้อมลู่วิ่งมาตรฐาน 400 เมตร โรงละครขนาด 600 ที่นั่ง สระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 2 สระ โรงยิมที่ออกแบบตามมาตรฐาน NBA ห้องสมุดแบบ Open Area Library มีหนังสือมากกว่า 10,000 เล่ม 

 

 

ดร.ดาริกา บอกว่า เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น จึงมีแผนที่จะสร้าง Sports Hall หลังที่สอง เพื่อรองรับกิจกรรมทางกายภาพที่ขยายตัวมากขึ้น และในเดือนสิงหาคมนี้ จะเปิด ‘Crowthorne Building’ เพื่อเป็นอาคารเรียนแห่งใหม่ให้กับเด็กๆ

 

“อาคารเรียนหลังใหม่นี้จะเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับการเรียนรู้ในวิชา Drama, Design & Technology, Food Tech, Computer Lab และอื่นๆ อีกมากมาย จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ล้ำสมัยและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

 

“นอกจากนี้ยังมองถึงการขยายพื้นที่ของเด็กในระดับ Early Years ไปยังจุดใหม่ภายในบริเวณโรงเรียน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของจำนวนนักเรียนในระดับชั้นเล็ก เนื่องจากอาคารปัจจุบันเริ่มเต็มศักยภาพแล้ว เราจึงต้องเตรียมพร้อมรองรับคุณภาพชีวิตการเรียนรู้ที่ดีตั้งแต่ก้าวแรก” 

 

ทุกองค์ประกอบสำคัญของ ‘เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ’ ตอกย้ำถึงมาตรฐานของการเป็นโรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุด ที่ไม่เพียงมอบประสบการณ์การเรียนที่ยอดเยี่ยมและมีความสุข แต่ยังสร้างโอกาสและสนับสนุนให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพและตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อเติบโตไปเป็น Global Citizen ที่มีคุณภาพ 

 

ผู้ปกครองที่สนใจหลักสูตร Sixth Form หรือขั้นตอนการสมัครเรียน สามารถติดต่อทีมแผนก Admissions ได้ที่ [email protected]

 

อ้างอิง:

The post 7 ปีแห่งความสำเร็จ ‘เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ’ ในฐานะ ‘โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดในไทย’ พร้อมเปิดพันธกิจใหม่ แจกทุน 1 ล้านบาทให้นักเรียน Year 11 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
การศึกษาไทย (ยัง) น่าห่วง? คุยกับ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถึงเรื่องการศึกษาไทย เด็กเกิดน้อยลง มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างไร [Advertorial] https://thestandard.co/darika-lutthapipat/ Thu, 05 Aug 2021 10:30:26 +0000 https://thestandard.co/?p=518866 ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

ถึงดีกรีการศึกษาในระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกของ ‘ดร.แพร […]

The post การศึกษาไทย (ยัง) น่าห่วง? คุยกับ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถึงเรื่องการศึกษาไทย เด็กเกิดน้อยลง มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างไร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

ถึงดีกรีการศึกษาในระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกของ ‘ดร.แพรว-ดาริกา ลัทธพิพัฒน์’ ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และประธานกรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ จะไม่ได้จบในเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาโดยตรง 

 

แต่ ดร.แพรว ก็มีความเข้าใจในเรื่องของการศึกษาไม่น้อยทั้งจากการที่อยู่ในครอบครัวที่อยู่ในแวดวงการศึกษามาแล้วถึง 3 รุ่น ซึ่งได้ซึมซับเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ตลอดจนการพูดคุยกับคนในครอบครัว ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ที่สำคัญการได้ไปเรียนในต่างประเทศตั้งแต่อายุ 10 กว่าปี ทำให้ได้รู้จักการศึกษาในมุมจากต่างประเทศด้วย 

 

ระบบการเรียนในไทยและต่างประเทศแตกต่างกันมาก 

เมื่อถูกถามว่าการศึกษาของไทยและต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร? ดร.แพรว ฉายภาพถึงช่วงที่ไปเรียนยังต่างประเทศ แม้จะยังเด็กมากและไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงระบบการศึกษาในไทยและต่างประเทศ แต่หลังจากกลับมาย้อนมองกลับไปในยุคเกือบ 40 ปีก่อน พบว่า การศึกษาและมุมมองในการพัฒนาเด็กระหว่างโรงเรียนในต่างประเทศและโรงเรียนในประเทศไทยนั้นแตกต่างกันมาก

 

เราค่อนข้างคุ้นหูมากเรื่องเรียนแบบท่องจำหรือครูเป็นใหญ่ในห้อง ซึ่งในยุคนั้นยังไม่ได้พูดถึงการวางผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง หรือ Student-Centered แต่โรงเรียนที่ตัวเองไปเรียนในต่างประเทศนั้น รู้สึกว่าเป็นห้องเรียนของเด็กมากกว่าเป็นห้องเรียนของครู ซึ่งเหล่านี้เป็นภาพที่กลับด้านของการศึกษาในประเทศไทยในยุค 40 ปีที่แล้ว

 

“โรงเรียนในต่างประเทศห้องเรียนเป็นของนักเรียนมากกว่า แน่นอนครูคือคนที่แนะนำไปสู่จุดต่างๆ แต่ครูไม่ใช่พระเจ้าที่ชี้ซ้าย ชี้ขวานักเรียนได้”

 

ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

 

แม้การมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางจะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของนักเรียนได้มากกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้วจะสัมฤทธิ์ผลมากที่สุดถ้าขนาดห้องเรียนเล็ก ถ้ายังเป็นห้องเรียนขนาด 40-60 คนต่อห้อง และมีครูเพียง 1 คนที่สอนอยู่หน้าชั้น เรื่องเหล่านี้ยังพัฒนาได้ยาก 

 

ภาพการศึกษาของไทยโดยทั่วไปยังแตกต่างกับโรงเรียนระดับอินเตอร์ ที่จะมีมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งจำนวนนักเรียนต่อห้อง ถ้าเป็นเด็กเล็กไม่เกิน 15 คน โตขึ้นมาหน่อยไม่เกิน 18 และ 20 กว่าคนตามลำดับ และนอกจากครูประจำชั้นแล้ว ยังมีผู้ช่วยสอน (Teacher Assistant) อีก 1-2 คน ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ระบบ Student-Centered มีประสิทธิผลมากขึ้น 

 

“นอกจากอัตราส่วนของครูต่อนักเรียนแล้ว การทำให้การเรียนการสอนแบบ Student-Centered ได้ผลที่ดีต้องมีระบบซัพพอร์ตที่ช่วยให้ติดตามพัฒนาการของเด็กทั้งในด้านสมรรถนะและด้านพฤติกรรมด้วย เพราะต้องเก็บข้อมูลของเด็กแต่ละคนค่อนข้างใกล้ชิด หมายถึงว่า ครูต้องรู้ว่าทุกๆ สัปดาห์หรือสองสัปดาห์พัฒนาการของเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ใครเริ่มช้าต้องดึงออกมาและเสริมในจุดที่นักเรียนไม่สามารถพัฒนาได้เอง จะไปรอสิ้นเทอมแล้วค่อยปรับไม่ทันการณ์เอา”

 

การศึกษาไทย (ยัง) น่าห่วง

กว่า 20 ปีในแวดวงการศึกษาของ ดร.แพรว มองว่า การศึกษาของไทยเป็นที่น่าห่วงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานเมื่อเทียบประสิทธิภาพและเม็ดเงินที่ถูกใช้ไปกับการศึกษาของไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 

 

แต่เมื่อดูที่ผลลัพธ์ผ่านการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) กลับพบว่าในช่วงปี 2547-2561 มีแนวโน้มที่คงที่หรือลดลงในบางด้านด้วยซ้ำ ขณะที่แนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งหมดของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งทะลุไปกว่าหกแสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.15 ของ GDP ในปี 2556 โดยหากเทียบกับ 79 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินในปี 2561 ไทยอยู่อันดับที่ 68 ในด้านการอ่าน อันดับที่ 59 ในด้านคณิตศาสตร์ และอันดับที่ 55 ในด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ไทยนำหน้าเพียงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เท่านั้น

 

“การศึกษาของไทยพัฒนาค่อนข้างช้า ยิ่งเมื่อเทียบกับงบประมาณค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่เราทุ่มลงไป สะท้อนว่าการบริหารจัดการงบประมาณยังไม่ดีพอ นอกจากนั้นประเด็นสำคัญที่ต้องพูดถึงคือคุณภาพโรงเรียน คุณภาพครู รวมไปถึงอัตราส่วนที่เหมาะสมของครูต่อห้องเรียน

 

“ประเด็นที่พูดกันเยอะมากๆ ตอนนี้คือ ในหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย คือการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างโรงเรียน ซึ่งเราพบว่าโรงเรียนหลายแห่งมีการบริหารจัดการที่ยังไม่ได้มาตรฐาน เช่น ยังมีเรื่องครู 1 คน สอน 2 ชั้นปี สอนหลายวิชารวมถึงวิชาที่ตนเองไม่ได้ถนัดด้วย ไปจนถึงเรื่องความพร้อมของทรัพยากร สิ่งอำนวยความสะดวกหรือสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ความปลอดภัยในโรงเรียน เรื่องเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยงบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสรร แต่เป็นประเด็นปัญหาของการบริหารจัดการ”

 

ทุกเรื่องต้องไปพร้อมกัน

ดร.แพรว ให้ความเห็นว่า การจะทำให้คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานดีขึ้น ต้องทำหลายๆ เรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือทำ ‘ครูให้มีคุณภาพ’ ถ้าครูยังไม่มีคุณภาพและมีความพร้อมเป็นครู เราก็ทำให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพไม่ได้ ซึ่งหนึ่งในทางแก้ไขที่กระทรวงได้ทำคือปรับโครงสร้างเงินเดือนของบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะครู เพราะค่าตอบแทนของครูจะทำให้คนที่มีศักยภาพหันกลับเข้าสู่การประกอบอาชีพครูเพิ่มมากขึ้น ไม่เช่นนั้นก็เกิดปรากฏการณ์สมองไหลไปสู่ภาคส่วนอื่นเหมือนที่ผ่านมา อีกอย่างที่เรามักจะได้ยินเรื่องปัญหาหนี้สินของครู ซึ่งหากยังมีหนี้ที่เยอะก็จะสร้างปัญหากวนใจ ทำให้ไม่สามารถทำงานอย่างมีคุณภาพได้ 

 

ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

 

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของผู้ที่เข้ามาเรียนครู แต่ก่อนนักเรียนระดับหัวกะทิจะไปเรียนสายอื่นๆ ก่อน แต่ตอนนี้มีการกำหนดแล้วว่า ถ้าจะเรียนเป็นครูต้องมีเกรดเฉลี่ยเท่าไร ตรงนี้จะช่วยให้เราเพิ่มครูที่มีคุณภาพมากขึ้น

 

ในแง่ของการจัดการโครงสร้าง ดร.แพรว มองว่า เราต้องมาดูจำนวนโรงเรียนที่มีความเหมาะสมกับครูที่ผลิตได้ในแต่ละปี โดยเฉพาะขนาดของโรงเรียนที่มีความสำคัญในการใช้งบประมาณอย่างมีคุณภาพ 

 

“ตอนนี้เรามี 3 หมื่นกว่าโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สพฐ. จำนวนห้องเรียนเกือบ 3.4 แสนห้องเรียน ครูต่อห้องเรียนประมาณ 1 ต่อ 1.38  แต่จริงๆ เราควรมีไม่เกิน 2 หมื่นโรงเรียนที่มีคุณภาพหรือได้มาตรฐานเป็นอย่างน้อย หรือดีที่สุดคือ 1.6-1.8 หมื่นโรงเรียนด้วยซ้ำ เพื่อให้เกิดการบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะทำให้สามารถลดห้องเรียนเหลือประมาณ 2.6 แสนห้องเรียน ครูต่อห้องเรียนก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ต่อ 1.59 แน่นอนว่าการจัดการเรียนการสอนก็จะมีคุณภาพมากขึ้น”

 

“คุณภาพของครูและการพัฒนาโรงเรียนที่มีศักยภาพให้สามารถรองรับนักเรียนจากโรงเรียนที่ยังไม่ได้มาตรฐานได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ก่อน ซึ่งก็จะมีเรื่องอื่นๆ ที่ตามมาอีก เช่น เราจะมีการประเมินครูอย่างไรว่า ครูมีคุณภาพและให้ความสนใจกับจัดการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนมีศักยภาพจริงๆ ซึ่งนี่เป็นประเด็นปลีกย่อยในการบริการจัดการคุณภาพครู นอกเหนือไปจากการจำกัดจำนวนโรงเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย”

 

การศึกษาก็ถูกดิสรัปต์จาก ‘เทคโนโลยี’

อย่างไรก็ตาม ช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาเรามักนึกถึงเรื่อง ‘ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน’ (Digital Transformation) ในทุกๆ วงการ ‘การศึกษา’ ก็เหมือนกับทุกอุตสาหกรรมที่ต้องนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต้องเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากน้อยแค่ไหน แต่จำเป็นต้องมีเพื่อให้นักเรียนหรือนักศึกษาต้องสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้

 

ที่ผ่านมาการจะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่การระบาดของโรคโควิดได้เข้ามาเร่งให้เรื่องเหล่านี้เร็วขึ้น แม้โควิดจะมีข้อเสียมากมาย แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้ปรับตัว   

 

“ความเป็นไปได้ในการสอนแบบ Online หรือ E-Learning ตอนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีตัวกระตุ้น แต่ตอนนี้มีปัจจัยกระตุ้นแล้วจึงทำได้ขึ้นมาทันที สำหรับมหาวิทยาลัย กว่าจะกระตุ้นให้อาจารย์แต่ละท่านซึ่งมีความเป็นปัจเจกบุคคลสูงมากมาใช้เทคโนโลยีและปรับแนวทางการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่พอเจอโควิดกลายเป็นโอกาสให้กับคนที่ไม่เคยเปิดรับการสอนในแบบใหม่ๆ ยอมรับการใช้เทคโนโลยีในการสอน มาเริ่มใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย ได้ลองสอนในรูปแบบใหม่ๆ ได้มาลองคิดหาวิธีการถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบใหม่ที่ทำให้ห้องเรียน Online ยังน่าสนใจอยู่”

 

ดร.แพรว ขยายความต่อว่า ได้ใช้วิกฤตนี้ปรับเปลี่ยนกระบวนการในการสอนใหม่ เช่น หลัง Pandemic ครั้งนี้แล้วจะไม่กลับมาเป็นการสอนในห้องเรียนในบางคลาสเรียนแล้ว ด้วยบางส่วนไม่มีความจำเป็น หรือมีประสิทธิภาพกว่า ถ้าเป็นคลาสแบบ Online การให้นักศึกษาเรียนจากที่ไหนก็ได้ในช่วงเวลาใดก็ได้เป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่าในบางครั้ง แต่อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายคลาสที่ยังต้องเข้ามาพบปะกับอาจารย์และนักศึกษาด้วยกันเอง 

 

“มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ก็ต้องปรับตัวเหมือนกับทุกที่ ที่โดนผลกระทบจากโควิด ทำให้ต้องเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ในช่วงแรกมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นเราปิดเทอมจึงกระทบไม่มาก ซึ่งมหาวิทยาลัยใช้ช่วงเวลานี้ในการจัดซื้ออุปกรณ์แล็ปท็อปให้กับอาจารย์ทุกคนสำหรับใช้เป็นอุปกรณ์การสอน ส่วนนักศึกษาพยายามช่วยในหลายๆ เรื่อง

 

“เราถือว่าปรับตัวเร็วมาก ซึ่งนอกจากอุปกรณ์ของอาจารย์แล้ว นักศึกษาใหม่ตั้งแต่ปีนี้จะได้ iPad ส่วนตัว ในแง่ของการสอนเราก็ปรับเช่นกัน แต่ก่อนการสอน 3 ชั่วโมงในห้องเรียนอาจจะดูไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่พอขยับไปออนไลน์ ความสนใจของนักศึกษาในคลาส 3 ชั่วโมงหายไปทันที ดังนั้น เราจึงมี Framework ให้อาจารย์เป็นแนวทางในการทำการเรียนการสอน Online เช่น การบรรยายจะไม่เกินกี่นาที และสลับด้วยวิดีโอ และแบบฝึกหัดสั้นๆ”

 

ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

 

53 ปีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ปัจจุบัน ‘มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์’ ก่อตั้งมา 53 ปีแล้ว ตัว ดร.แพรว เข้ามานั่งตำแหน่งอธิการบดีเป็นท่านที่ 6 ซึ่ง ดร.แพรว กล่าวว่า ในแต่ละช่วงของการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีแต่ละท่าน สถานการณ์ในแต่ละยุคต่างกัน หน้างานไม่เหมือนกันเลย เช่น ยุคก่อตั้งเป็นยุคที่รัฐบาลต้องการเพิ่มจำนวนบัณฑิตปริญญาตรีให้มากขึ้น เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่มหาวิทยาลัยของรัฐมีจำนวนไม่เพียงพอ จึงให้ใบอนุญาตมหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อเร่งสร้างนักศึกษาในระดับปริญญาตรีให้มาก แต่ในยุคต่อมา เป็นยุคที่มีการพัฒนาหลักสูตรอย่างมาก และมีการให้ใบอนุญาตเปิดมหาวิทยาลัยมากขึ้นด้วย เป็นต้น

 

แม้บริบทจะต่างกัน แต่ ดร.แพรว ย้ำว่า อธิการบดีทุกคนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ความสำคัญไม่ต่างกันคือ ‘คุณภาพ’ ซึ่ง “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ถ้าบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ไม่ดี โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่การแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยสูงขึ้น มันง่ายมากที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเสียจุดโฟกัส และนำไปสู่สิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือนักศึกษาจบไปไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือประกอบอาชีพได้ กลายเป็นงูกินหางที่กลับมาทำลายพวกเรา”

 

“สิ่งที่จะทำให้ผู้ที่จบไปมีคุณภาพนั้นนอกจากความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้แล้ว Soft Skills ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้บรรจุเรื่องการสร้าง Soft Skills เข้าเป็นแกนหลักในการเรียนของนักศึกษา Soft Skills 6 ด้าน หรือ 6 DNA ของมหาวิทยาลัย คือ 1. ทักษะความเป็นผู้ประกอบการ 2. ทักษะการทำงานเป็นทีม 3. ทักษะการสื่อสาร 4. ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา 5. ทักษะด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ 6. ทักษะทางเทคโนโลยี และ DNA ที่เน้นมากที่สุดคือทักษะความเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่ได้คาดหวังว่านักศึกษาต้องจบไปทำธุรกิจ แต่ทักษะนี้พูดถึงเรื่องที่ว่า เห็นปัญหาต้องเข้าไปแก้ เห็นปัญหาเป็นเรื่องท้าทาย ไม่ใช่เห็นปัญหาแล้วหลบ และพยายามเสนอในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานและสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่”  

 

เด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยน้อยลง มหาวิทยาลัย (อาจ) ไม่จำเป็นอีกต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัยในอนาคตคือ การที่เด็กเกิดน้อยลง และเด็กไม่จำเป็นต้องเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย อาจทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องมีมหาวิทยาลัยอีกต่อไป 

 

เรื่องนี้ ดร.แพรว มองว่าอาจมีให้เห็นบ้างในต่างประเทศ แต่ยังไม่ค่อยเห็นเท่าไรในเมืองไทย ที่เด็กจบมัธยมศึกษาจะไม่เรียนต่อ และเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองและหางานทำเลย 

 

ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

 

“ส่วนตัวมองว่านอกเหนือจากการเป็นที่พัฒนาบุคลากรของชาติแล้ว มหาวิทยาลัยยังคงมีความจำเป็น และเป็นกลไกที่สำคัญของสังคมในการเป็นสถานที่ให้นักวิชาการ ผู้มีความรู้ และความสนใจในสิ่งต่างๆ มารวมตัวกัน เพื่อทำงานวิจัย ค้นคว้าหรือพัฒนาศาสตร์ที่ตัวเองสนใจ สร้างองค์ความรู้ใหม่โดยไม่มีกรอบจำกัดทางความคิด

 

“ในส่วนการเป็นสถานที่ที่ผลิตบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญของชาตินั้น จริงอยู่ในบางสาขาวิชามีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าอาจไม่จำเป็นที่จะต้องได้ปริญญาจึงจะทำงานได้ดี เพียงแค่ได้เรียนรู้ ฝึกฝน ผ่านระดับวิชาชีพก็ทำงานได้ แต่ในอีกหลายสาขาวิชาก็ยังจำเป็นต้องผ่านกระบวนการในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มหาวิทยาลัยจะมีกระบวนการพัฒนาทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นในการออกไปทำงาน การใช้ชีวิต 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ผู้จ้างงานน่าจะมั่นใจในระดับหนึ่งว่า นอกจากความรู้แล้ว คนคนนั้นมีมนุษยสัมพันธ์ที่ใช้ได้ มีวินัย และความอุตสาหะที่จะเรียนให้จบ คงจะช่วยผู้จ้างงานในการกรองผู้สมัครเข้าทำงานได้ในระดับหนึ่ง ผู้ที่ไม่ได้ผ่านการหล่อหลอมตรงนี้ แต่มีความรู้อย่างเดียว คงไม่เพียงพอกับการทำงานในโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอนในอนาคต

 

“มหาวิทยาลัยต้องเป็นสถานที่เพิ่มทักษะต่างๆ นอกเหนือจากวิชาความรู้ ที่ทำให้เขาสามารถพึ่งพาตัวเองในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะอยู่ช่วงชีวิตไหนหรือการทำงานแบบไหน และกลายเป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศไทยต่อไป” ดร.แพรวกล่าว

 

อ้างอิง:

The post การศึกษาไทย (ยัง) น่าห่วง? คุยกับ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถึงเรื่องการศึกษาไทย เด็กเกิดน้อยลง มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างไร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>