ดัชนีความเชื่อมั่น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ดัชนีความเชื่อมั่น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 15 Nov 2024 04:52:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทเห็นผล เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน https://thestandard.co/gov-digital-wallet-consumer/ Fri, 15 Nov 2024 04:51:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1008978

หอการค้าไทยเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนตุลาค […]

The post รัฐบาลแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทเห็นผล เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หอการค้าไทยเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนตุลาคมอยู่ที่ 56.0 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังประชาชนคลายความกังวลจากสถานการณ์น้ำท่วมและรัฐบาลแจกเงิน 10,000 บาท 

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2567 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 55.3 เป็น 56.0 เป็นการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม และเริ่มเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยผ่อนคลายเศรษฐกิจ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 49.6, 53.5 และ 65.1 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกันยายนที่อยู่ในระดับ 48.8, 52.7 และ 64.4 ตามลำดับ 

 

การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) สะท้อนว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

 

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีจะปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน แต่การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้าและค่าครองชีพสูง ตลอดจนสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน, อิสราเอลกับฮามาสในฉนวนกาซา ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ, ภาคการท่องเที่ยว, ภาคการส่งออก, ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

 

ธนวรรธน์กล่าวอีกว่า สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2567 ช่วงแรกมองว่าจะโตได้ 3.2% แต่ล่าสุดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองในกรอบ 2.6-2.7% ซึ่งสอดคล้องกับหลายสำนักวิจัย เช่น กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีมุมมองใกล้เคียงกัน 

 

ขณะที่คาดกันว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 จะขยายตัวขึ้น แต่เจอสถานการณ์น้ำท่วม ดังนั้นความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ลดลงน่าจะมาจากผลพวงของน้ำท่วม แต่ยังมีปัจจัยบวกที่ผู้ประกอบการทุกภูมิภาคเห็นพ้องกันคือการแจกเงิน 10,000 บาทสำหรับกลุ่มเปราะบางที่เข้ามาสนับสนุน 

 

The post รัฐบาลแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทเห็นผล เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘FETCO’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนร่วง 21% สู่ระดับ ‘ทรงตัว’ กังวลเงินทุนไหลออก-นโยบายดอกเบี้ย Fed https://thestandard.co/fetco-investor-confidence-index-tumbles/ Mon, 10 Apr 2023 08:04:18 +0000 https://thestandard.co/?p=774948 FETCO ดัชนีความเชื่อมั่น

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับลงสู่เกณฑ์ ‘ทรงตัว’ นักลง […]

The post ‘FETCO’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนร่วง 21% สู่ระดับ ‘ทรงตัว’ กังวลเงินทุนไหลออก-นโยบายดอกเบี้ย Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO ดัชนีความเชื่อมั่น

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับลงสู่เกณฑ์ ‘ทรงตัว’ นักลงทุนคาดหวังปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งและ Fed ชะลอขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยกดดันคือเงินไหลออกและนโยบายสกัดเงินเฟ้อของ Fed

 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ผลสำรวจในเดือนมีนาคม 2566 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 95.65 ปรับตัวลดลง 21% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ โดยในเดือนที่ผ่านมา SET Index มีความผันผวนจากวิกฤตธนาคารจากการปิดตัวธนาคารสหรัฐอเมริกาและยุโรป นักลงทุนมองว่าการเลือกตั้งในประเทศจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อการไหลออกของเงินทุน รองลงมาคือแนวทางนโยบายการเงินของ Fed เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และสถานการณ์ส่งออกที่ชะลอตัว

 

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน สำรวจในเดือนมีนาคม 2566 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ 

 

  • ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน 2566) อยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ (ช่วงค่าดัชนี 80-119) ลดลง 21% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 95.65
  • ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลและกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’
  • กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ ‘ซบเซา’ 
  • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) 
  • หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) 
  • ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การเลือกตั้งในประเทศ
  • ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความกังวลต่อการไหลออกของเงินทุน

 

“ผลสำรวจ ณ เดือนมีนาคม 2566 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า มีเพียงความเชื่อมั่นนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 21.9% อยู่ที่ระดับ 131.25 ในขณะที่กลุ่มอื่นปรับลดลง โดยนักลงทุนบุคคลปรับลด 7.9% อยู่ที่ระดับ 112.07 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 20.0% อยู่ที่ระดับ 100.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับลด 38.6% อยู่ที่ระดับ 75.00”

 

ทั้งนี้ SET Index ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม 2566 มีความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนหลังเกิดวิกฤตธนาคารจากข่าวการปิดตัวของธนาคารสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Silicon Valley Bank (SVB) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการระดมทุนของสตาร์ทอัพในสหรัฐฯ และธนาคาร Credit Suisse (CS) ซึ่งประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนทางการสวิตเซอร์แลนด์ต้องเจรจาให้ขายกิจการ CS ให้แก่ธนาคาร UBS ส่งผลให้กลุ่มธนาคารทั่วโลกปรับตัวลดลง รวมถึงความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed เพื่อสกัดเงินเฟ้อ 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของเดือน SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังแนวโน้มวิกฤตธนาคารเริ่มคลี่คลาย การที่ Fed ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายโดยปรับขึ้นเพียง 0.25% และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไทย 0.25% อีกทั้งสถานการณ์ทางการเมืองไทยมีความชัดเจนหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศวันเลือกตั้งทั่วไปอย่างเป็นทางการ 

 

ขณะที่ SET Index ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2566 ปิดที่ 1,609.17 จุด ปรับตัวลดลง 0.8% จากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในเดือนมีนาคม 2566 กว่า 31,494 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2566 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 56,059 ล้านบาท 

 

ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ผลกระทบของวิกฤตธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรปหากลุกลาม แนวโน้มทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยและนโยบายการเงินของธนาคารกลางในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป และอังกฤษ เพื่อจัดการปัญหาเงินเฟ้อ โดยเฉพาะความขัดแย้งในรัสเซียกับยูเครนที่ยังไม่คลี่คลาย ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศก่อนการเลือกตั้ง และสถานการณ์การส่งออกที่หดตัวลงจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

The post ‘FETCO’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนร่วง 21% สู่ระดับ ‘ทรงตัว’ กังวลเงินทุนไหลออก-นโยบายดอกเบี้ย Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ https://thestandard.co/smesi-11-months-new-high/ Sat, 24 Dec 2022 03:42:30 +0000 https://thestandard.co/?p=728082

วันนี้ (24 ธันวาคม) ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนา […]

The post รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 ธันวาคม) ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME หรือ SMESI อยู่ที่ระดับ 53.8 เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 เดือน และสูงสุดในรอบ 11 เดือน ซึ่งมีปัจจัยมาจากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและภาคการค้าที่ชัดเจนจนเกือบเป็นปกติ 

 

ส่วนในรายภาคธุรกิจ พบว่าภาคการบริการมีค่าดัชนี SMESI สูงสุดอยู่ที่ 55.3 จากการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องขยายตัว และที่น่าสนใจคือภาคการเกษตร มีค่าดัชนี SMESI เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3.2 มาอยู่ที่ 53.4 จากการขายได้ราคาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว และกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ 

 

ส่วนภาคการค้าขยายตัวทั้งการค้าปลีกและค้าส่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคใต้ที่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัว และยังทำให้ภาคการผลิตปรับตัวดีขึ้นจากกำลังซื้อและต้นทุนที่มีแนวโน้มดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ ดัชนีเชื่อมั่น SMEs ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

ทิพานันกล่าวว่า สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจ SMEs เป็นผลสำเร็จจากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังส่งผลให้แนวโน้มดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคจากการคาดการณ์การขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสัญญาณบวกจากแนวโน้มต้นทุนธุรกิจทำให้คลายกังวลต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของผู้บริโภคในอนาคต

 

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจ SMEs ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 (เดือนมกราคม-กันยายน) นั้น มีข้อมูลจาก วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GDP SMEs) มีมูลค่ารวม 4.54 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.1% คิดเป็นสัดส่วน 35.2% ของ GDP ประเทศ คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวเป็น 6.02 ล้านล้านบาท จาก SMEs ในระบบฐานข้อมูลของ สสว. 3.178 ล้านราย คิดเป็น 99.57% ของจำนวนวิสาหกิจรวมทั้งหมด มีการจ้างงานกว่า 12.6 ล้านคน คิดเป็น 71.86% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ และคาดว่าจะขยายตัว 4.1-5.8% ค่ากลาง 4.9% ในปี 2566

The post รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในจีนลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หลังเริ่มพบผู้ติดเชื้อในหลายเมืองทั่วประเทศ https://thestandard.co/chinas-covid-lockdowns-hit-more-of-the-country-beyond-shanghai-beijing/ Fri, 06 May 2022 10:41:13 +0000 https://thestandard.co/?p=625543 ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในจีน

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่เริ่มถูกพบมากขึ้นในเมืองอื่นๆ ข […]

The post ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในจีนลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หลังเริ่มพบผู้ติดเชื้อในหลายเมืองทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในจีน

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่เริ่มถูกพบมากขึ้นในเมืองอื่นๆ ของจีนนอกเหนือจากเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในเวลานี้ โดยผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจการผลิตและบริการของจีนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการมีระดับความเชื่อมั่นต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ในปี 2020

 

ขณะที่การสำรวจของหอการค้าสหภาพยุโรปในประเทศจีน พบว่า 60% ของกลุ่มผู้ประกอบการจากยุโรปที่เข้ามาทำธุรกิจในจีนได้มีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์รายได้ในปีนี้ลง 6-15% จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์แพร่ระบาด

 

Larry Hu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Macquarie Group ระบุว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความกังวล เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของจีนจะกินเวลานานเพียงใด 

 

“การล็อกดาวน์ทำให้การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทำได้ยาก เห็นได้จากยอดธุรกรรมการซื้อขายบ้านใน 30 เมืองของจีนในเดือนที่ผ่านมา ที่ปรับลดลงถึง 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน” Larry Hu กล่าว

 

ล่าสุด Starbucks ธุรกิจร้านกาแฟชื่อดังที่มีสาขามากกว่า 5,600 แห่งใน 225 เมืองของจีน ได้ออกมาเปิดเผยว่า 72% ของสาขาในเมืองจีน ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด โดยมีถึง 1 ใน 3 ของสาขาที่ต้องปิดตัวลงชั่วคราว หรือเปิดให้บริการเฉพาะเดลิเวอรีเท่านั้น

 

“การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นทำให้มีคำสั่งล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย สาขาของเราที่ยังเปิดให้บริการก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด” Belinda Wong ประธานของ Starbucks ในประเทศจีนกล่าว

 

Yue Su นักเศรษฐศาสตร์ของ The Economist Intelligence Unit ระบุว่า การล็อกดาวน์ของจีนทำให้ประชากรเลือกที่จะบริโภคเฉพาะสินค้าจำเป็น ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศตกต่ำลง ในขณะที่ราคาสินค้าบางประเภทมีการปรับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงล็อกดาวน์

 

“การขาดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนจะฉุดการลงทุนและการจ้างงานลง ซึ่งจีนอาจต้องใช้เวลานานกว่าการระบาดในครั้งก่อนๆ เพื่อทำให้ตัวเลขเหล่านี้กลับมาอยู่ในจุดเดิม” Yue Su กล่าว

 

ด้าน Procter & Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เปิดเผยว่า ยอดขายสินค้าในจีนของบริษัทได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ เนื่องจากผู้คนไม่สามารถออกจากบ้านเพื่อไปจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อได้ ขณะที่ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัทก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านการจัดส่งสินค้าเช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในจีนลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หลังเริ่มพบผู้ติดเชื้อในหลายเมืองทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในมุมมองของซีอีโอปี 2565 https://thestandard.co/economic-confidence-signal-and-business-trends-2022/ Fri, 11 Feb 2022 13:07:29 +0000 https://thestandard.co/?p=593374 ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

PwC ได้จัดทำผลสำรวจมุมมองของซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งท […]

The post 5 สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในมุมมองของซีอีโอปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

PwC ได้จัดทำผลสำรวจมุมมองของซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 25 หรือ 25th Annual Global CEO Survey โดยรวบรวมความคิดเห็นและวิสัยทัศน์ของผู้นำต่อการเติบโตขององค์กร กลยุทธ์ และทิศทางธุรกิจภายใต้ความท้าทายใหม่ๆ จำนวนทั้งสิ้น 4,446 ราย ในจำนวนนี้เป็นซีอีโอจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 1,618 ราย ส่วนจะเป็นอย่างไรติดตามได้จากบทความนี้

 

การบริหารธุรกิจท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด ยังคงเป็นความท้าทายอันดับที่หนึ่งของผู้บริหารทั่วโลก แม้ว่าวันนี้ภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศจะเริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2565 จะอยู่ที่ 4.9% ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของการดำเนินธุรกิจในแต่ละตลาดที่ไม่เท่ากัน การเข้าถึงวัคซีนของประชาชน และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

เช่นเดียวกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่น่าจะเห็นการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ เปรียบเทียบกับปีก่อน แต่นโยบายในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธ์ุโอมิครอนในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป ตลอดจนความท้าทายของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จะยังคงเป็นบททดสอบศักยภาพของผู้บริหารในการนำองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลง และกระแสดิสรัปชันต่างๆ เหล่านี้ในปี 2565

 

ล่าสุด PwC ได้จัดทำผลสำรวจมุมมองของซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 25 หรือ 25th Annual Global CEO Survey โดยรวบรวมความคิดเห็นและวิสัยทัศน์ของผู้นำต่อการเติบโตขององค์กร กลยุทธ์ และทิศทางธุรกิจภายใต้ความท้าทายใหม่ๆ จำนวนทั้งสิ้น 4,446 ราย ในจำนวนนี้เป็นซีอีโอจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 1,618 ราย ซึ่งวันนี้ผมจะขอนำผลจากการสำรวจที่น่าสนใจบางส่วนมาแบ่งปันให้กับคุณผู้อ่าน เพื่อจะได้นำไปพิจารณาในการกำหนดกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรในปีนี้ ดังต่อไปนี้

 

1. ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและรายได้ขององค์กรปรับตัวดีขึ้น

 

ผลสำรวจล่าสุดของ PwC พบว่า ซีอีโอส่วนใหญ่ (76%) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า เปรียบเทียบกับ 77% ของซีอีโอทั่วโลก ในขณะที่ 50% ยังมั่นใจมากด้วยว่า รายได้ของบริษัทของตนจะเติบโตขึ้นจากปีก่อน สอดคล้องกับรายงานฉบับเดิมของ IMF ที่ชี้ว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้จะยังคงมีแนวโน้มเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก โดยได้รับอานิสงส์จากกระแสของการทำดีล (Deal Flow) และการระดมทุนในภูมิภาคที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยผู้บริหารจะดำเนินธุรกิจผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น ขยายการลงทุนไปสู่ตลาดใหม่ภายในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าและบริการให้ดึงดูด และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากกว่าเดิม เป็นต้น

 

2. ซีอีโอต้องการพนักงานที่มีทักษะใหม่ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ผู้บริหารต้องการพนักงานที่มีทักษะใหม่ๆ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยผลสำรวจของ PwC พบว่า ซีอีโอในเอเชียแปซิฟิกมีความกังวลว่า ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ขององค์กรมากที่สุดเป็นอันดับที่สอง รองจากภัยคุกคามด้านสุขภาพ 

 

นอกจากนี้ ทักษะด้านการประเมิน และการบริหารการกำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Decarbonisation) ยังถือเป็นอีกหนึ่งทักษะใหม่ที่มีความสำคัญต่อผู้บริหาร หลังหลายองค์กรทั่วโลกมีการตั้งปณิธานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) หรือก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เป็นต้น

 

ด้วยเหตุนี้ การยกระดับทักษะของบุคลากรจะกลายมาเป็นภารกิจลำดับต้นๆ ของผู้บริหารที่ต้องเร่งผลักดัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะที่จำเป็น และต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้เสริมองค์ความรู้ และเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

3. ESG จะส่งผลให้เกิดสมดุลระหว่างผลกำไร และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

 

การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance: ESG) จะยังคงเป็นประเด็นที่ร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่หันมาให้ความสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์ด้าน ESG มากขึ้น เพื่อขานรับกระแสเรียกร้องของสังคมโลกในการดำเนินธุรกิจที่ไม่วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้การมีระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีด้วย 

 

ดังนั้น ผู้นำธุรกิจจะต้องบริหารสมดุลระหว่างผลตอบแทนระยะสั้นและคุณค่าระยะยาวขององค์กร รวมถึงต้องสามารถสื่อสารคุณค่าของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG (ESG Reporting) ที่ครบถ้วนและเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ของการบริหาร ให้ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบ

 

4. ผนวกปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจจัยทางการเงินในการสร้างความไว้วางใจกับผู้บริโภค

 

ผลสำรวจของ PwC ยังได้สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างดัชนีความไว้วางใจของผู้บริโภค (Consumer Trust Index) และการผนวกปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจจัยทางการเงิน เพื่อนำมาพิจารณาการคำนวณผลตอบแทนของผู้บริหารพบว่า องค์กรที่มีดัชนีความไว้วางใจของผู้บริโภคอยู่ในระดับสูงที่สุด (Tier 1) มีการนำปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจจัยทางการเงิน เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า (65%) ความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร (57%) การขับเคลื่อนองค์กรสู่ดิจิทัล (46%) และเป้าหมายในการลดปริมาณคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (26%) มาพิจารณาในการประเมินผลตอบแทนของผู้บริหาร 

 

การให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่า และส่งมอบผลลัพธ์อย่างยั่งยืนให้กับสังคมส่วนรวม โดยไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้บริโภค ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนสังคมเกิดความไว้วางใจต่อองค์กรนั้นๆ มากขึ้น

 

5. ผนึกกำลังเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

 

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความผันผวนทางเศรษฐกิจ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนกับหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบายของประเทศ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนที่เดือดร้อน การหาพันธมิตรทางธุรกิจที่อาจนำไปสู่การต่อยอดทางความคิดและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการผนึกกำลังในด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมโดยที่ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน 

 

ในส่วนของภาครัฐ นโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าย่อมจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษกิจทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาค สำหรับองค์กรธุรกิจเอง การเร่งยกระดับทักษะให้กับบุคลากรและประยุกต์ใช้นวัตกรรมจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการที่แตกต่างไปจากเดิม

 

การแพร่ระบาดของโรคโควิดจะยังคงสร้างแรงกดดันให้องค์กรต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกธุรกิจที่มีความผันผวนในปีนี้ต่อไป ฉะนั้นผู้นำองค์กรจะต้องไม่ยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่จะต้องโฟกัสไปที่การสร้างความยืดหยุ่น (Agility) ในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post 5 สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในมุมมองของซีอีโอปี 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง คนได้รับวัคซีนเพิ่ม และรัฐสั่งคลายล็อกดาวน์ https://thestandard.co/consumer-confidence-index-aug/ Fri, 10 Sep 2021 04:42:40 +0000 https://thestandard.co/?p=535165 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายแล […]

The post ‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง คนได้รับวัคซีนเพิ่ม และรัฐสั่งคลายล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง ประกอบกับภาครัฐได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดง) โดยคลายล็อกดาวน์ให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดดำเนินการได้ รวมทั้งประชาชนทยอยได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งประเทศ  

 

โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 37.2 เทียบกับระดับ 36.7 ในเดือนก่อนหน้า เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 29.8 มาอยู่ที่ระดับ 29.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต พบว่า ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 41.3 มาอยู่ที่ระดับ 42.1  

 

ทั้งนี้ หากจำแนกรายภูมิภาคจะพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นมากที่สุด จากระดับ 36.8 มาอยู่ที่ระดับ 38.9 รองลงมาคือภาคเหนือ จากระดับ 34.7 มาอยู่ที่ระดับ 35.9 และภาคกลาง จากระดับ 36.1 มาอยู่ที่ระดับ 36.8 ในขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปรับตัวลดลงจากระดับ 35.8 มาอยู่ที่ระดับ 34.6 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ยังคงมีความรุนแรงและมียอดผู้ติดเชื้อรายวันจำนวนมาก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับลดลงจากระดับ 38.7 มาอยู่ที่ระดับ 38.1 เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว ปรับราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อจำแนกรายอาชีพพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเกือบทุกกลุ่มอาชีพ ยกเว้นกลุ่มเกษตรกร ปรับลดลงจากระดับ 38.1 มาอยู่ที่ระดับ 37.9 เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญปรับราคาลดลง เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่ กุ้ง และผลไม้ (ทุเรียน เงาะ มังคุด) ในขณะที่

กลุ่มนักศึกษาปรับเพิ่มขึ้น จากระดับ 33.1 มาอยู่ที่ระดับ 35.5, กลุ่มพนักงานของรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 42.8 มาอยู่ที่ระดับ 44.2, กลุ่มรับจ้างอิสระ จากระดับ 34.2 มาอยู่ที่ระดับ 35.5, กลุ่มผู้ประกอบการ จากระดับ 36.3 มาอยู่ที่ระดับ 36.9, กลุ่มพนักงานเอกชน จากระดับ 35.2 มาอยู่ที่ระดับ 35.4 และกลุ่มไม่ได้ทำงาน/บำนาญ จากระดับ 32.2 มาอยู่ที่ระดับ 32.3

 

ภูสิตกล่าวว่า จำนวนยอดผู้ติดเชื้อที่เริ่มลดลงในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ประกอบกับภาครัฐได้มีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ให้ผู้ประกอบการร้านเสริมสวย ร้านอาหาร ร้านนวด (เฉพาะนวดเท้า) เปิดดำเนินการได้แบบมีเงื่อนไข ส่วนห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ สามารถเปิดดำเนินการได้ทุกแผนก โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ ซึ่งจากการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว ประกอบกับประชาชนทยอยได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจของผู้ประกอบการและประชาชนเริ่มดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังคงอยู่ในช่วงที่มีความไม่เชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจก็ตาม

The post ‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง คนได้รับวัคซีนเพิ่ม และรัฐสั่งคลายล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจทรุดจากพิษโควิด ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นแทบทุกตัวทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/confidence-index-record-low-stats/ Thu, 12 Aug 2021 01:57:11 +0000 https://thestandard.co/?p=524414

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในประเทศที่ยังมีความรุนแรง […]

The post เศรษฐกิจทรุดจากพิษโควิด ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นแทบทุกตัวทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในประเทศที่ยังมีความรุนแรง มียอดผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการยกระดับความเข้มข้นมาตรการควบคุมของภาครัฐด้วยการล็อกดาวน์ในเขตพื้นที่สีแดง 29 จังหวัด รวมถึงแผนกระจายวัคซีนที่ล่าช้ากว่าเป้าหมาย ได้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจในเวลานี้อยู่ในจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

 

สะท้อนได้จาก ‘ดัชนีชี้วัด’ ที่ถูกจัดทำโดยหลายๆ หน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่ล้วนบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่าความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจของคนไทยได้ปรับตัวลดลงทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มลดลงได้อีกในอนาคตหากวิกฤตการแพร่ระบาดยังไม่สามารถคลี่คลายโดยเร็ว ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH พาไปดูว่ามีดัชนีใดบ้างที่ทรุดตัวลงไป

 

เริ่มจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เมื่อเร็วๆ นี้ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ Consumer Confidence Index (CCI) ในเดือนกรกฎาคม 2564 โดยพบว่าดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40.9 จาก 43.1 ในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ดัชนีแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในเดือนตุลาคม 2541 เป็นต้นมา

 

ขณะเดียวกันยังพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 35.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมลดลงอยู่ที่ระดับ 38.0 จุด และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตลดลงอยู่ที่ระดับ 49.6 จุด โดยดัชนีเกือบทุกรายการปรับลดลงเมื่อเทียบกับในเดือนมิถุนายน 2564 และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งเริ่มทำการสำรวจมาเช่นกัน

 

ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือนกรกฎาคมของกระทรวงพาณิชย์ ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 36.7 เทียบกับระดับ 42.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยเป็นการปรับตัวลดลงทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต 

 

โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 34.4 มาอยู่ที่ระดับ 29.8 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตปรับลดลงจากระดับ 48.1 มาอยู่ที่ระดับ 41.3 

 

ในมุมนักลงทุน ผลสำรวจ ‘ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน’ (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2564 ของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย พบว่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 64.37 จุด ปรับตัวลดลง 39.3% จากเกณฑ์ทรงตัวเดือนก่อน มาอยู่ในเกณฑ์ ‘ซบเซา’ ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน

 

โดยปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด คือ การระบาดของโควิดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น แต่หลายประเทศยังโชคดีที่สามารถฉีดวัคซีนได้มากแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงกระจายฉีดวัคซีนได้ไม่มากนัก ซึ่งยังไม่เห็นแนวโน้มที่รัฐบาลจะสามารถควบคุมการระบาดได้ จึงยกระดับมาตรการล็อกดาวน์ และเพิ่มจังหวัดควบคุมเข้มข้นหรือสีแดงเข้มเป็น 29 จังหวัด ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมากขึ้น ส่วนปัจจัยบวกที่คาดหวังคือ การเร่งฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นเร็วที่สุด และนโยบายของภาครัฐ

 

ขณะที่ผลการสำรวจความเชื่อมั่นค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย พบว่า ‘ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก’ (Retail Sentiment Index: RSI) อยู่ที่ระดับ 16.4 ลดต่ำสุดในรอบ 16 เดือน คิดเป็นความเชื่อมั่นติดลบ 70% และการลดลงของยอดขายสาขาเดิมเดือนกรกฎาคมปีนี้ (Same Store Sale Growth: SSSG) เกิดจากทั้ง Spending Per Bill หรือ Per Basket Size และความถี่ในการจับจ่าย (Frequency on Shopping) ลดลงพร้อมกันทั้งคู่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก สะท้อนถึงการฟื้นตัวต้องใช้เวลา 

 

ผลจากการสำรวจทำให้สมาคมฯ คาดว่าภาคการค้าปลีกและบริการครึ่งปีหลังจะทรุดหนัก การเติบโตโดยรวมปีนี้มีแนวโน้มจะติดลบทั้งปี ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก RSI ในอีก 3 เดือนข้างหน้ายืนอยู่ที่ระดับ 27.6 ต่ำกว่าดัชนีเดือนเมษายนปี 2563 ที่ระดับ 32.1 สะท้อนถึงความวิตกกังวลในความไม่ชัดเจนต่อแนวทางการกระจายการฉีดวัคซีนที่ภาครัฐยังมีความล่าช้า และมาตรการการเยียวยาที่ไม่เข้มข้นมากพอ รวมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อที่ภาครัฐประกาศที่จะอัดฉีดเพิ่มเติมไม่ตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยผลสำรวจ ‘ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ’ (BSI) เฉพาะกิจ ระหว่างวันที่ 1-22 กรกฎาคม 2564 โดยพบว่าในเดือนกรกฎาคม ระดับการฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมปรับลดลงจากเดือนก่อนในทุกภาคธุรกิจ ตามการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศในวงกว้าง และผลของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่กลับมาเข้มงวดอีกครั้ง

 

นอกจากความเชื่อมั่นของคนไทยที่ลดลงแล้ว ล่าสุดสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังได้เปิดเผย ‘ดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจต่างชาติ’ ในไทย (Foreign Business Confidence Index: FBCI) และผลสำรวจความเห็น ‘ดัชนีนักธุรกิจต่างชาติในไทย’ ประจำไตรมาส 2/64 ซึ่งสำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นหอการค้าต่างประเทศประจำประเทศไทย 35 ประเทศ จำนวน 70 ราย ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2564 โดยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจต่างชาติโดยรวมอยู่ที่ระดับ 27.7 ลดลงจาก 33.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นระดับต่ำสุดนับจากเริ่มต้นสำรวจ

 

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยโดยรวมของนักธุรกิจต่างชาติอยู่ที่ 28.5 ลดลงจาก 34.8 ในไตรมาสก่อนหน้า และดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจโดยรวมของนักธุรกิจต่างชาติอยู่ที่ 26.8 ลดลงจาก 34.6 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยดัชนีทุกตัวยังอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับปกติที่ 50 สะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่แย่ของนักธุรกิจต่างชาติ

 

นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจต่างชาติถึงปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พบว่า อันดับแรกคือ วัคซีนที่ไม่เพียงพอ (42.68%) รองลงมาคือ การแพร่ระบาดของโควิดที่ยังควบคุมไม่ได้ (13.41%) การเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (12.20%) และการว่างงานจากสถานการณ์โควิดที่ส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศ (10.98%)

 

ขณะที่การสำรวจความเห็นถึงปัญหาทางธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติกำลังเผชิญอยู่พบว่า อันดับแรกคือ คำสั่งซื้อที่ลดลงจากเศรษฐกิจที่ซบเซา (23.54%) รองลงมาคือ ธุรกิจขาดสภาพคล่องและเข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยา (18.31%) และผู้บริหารและพนักงานเข้าไม่ถึงวัคซีน (12.33%)

 

การสำรวจความเห็นของนักธุรกิจต่างชาติยังพบด้วยว่า 70% มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสเติบโตติดลบ 42.50% มีความเชื่อมั่นต่อมาตรการควบคุมโควิดของภาครัฐน้อย และ 35.70% ไม่เชื่อมั่นเลย 57% มองว่ามาตรการของรัฐบาลในเวลานี้ไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหา และ 27% ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงใด โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าอย่างเร็วที่สุดคือไตรมาสแรกของปีหน้า

 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดในประเทศที่ยังมีความรุนแรง โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่แผนกระจายวัคซีนยังล่าช้า ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH พาไปสำรวจดูว่ามีดัชนีใดบ้างที่ทรุดตัวลงบ้าง

 

The post เศรษฐกิจทรุดจากพิษโควิด ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นแทบทุกตัวทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.อ.ท. ห่วง ‘บาทอ่อน’ ซ้ำเติมภาคธุรกิจ จี้ดูแลให้สอดคล้องภูมิภาค ส่วนดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ดิ่งต่ำสุดรอบ 14 เดือน https://thestandard.co/industrial-confidence-index-july-2021/ Mon, 09 Aug 2021 08:36:23 +0000 https://thestandard.co/?p=523343 ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนี […]

The post ส.อ.ท. ห่วง ‘บาทอ่อน’ ซ้ำเติมภาคธุรกิจ จี้ดูแลให้สอดคล้องภูมิภาค ส่วนดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ดิ่งต่ำสุดรอบ 14 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคม 2564 พบว่า อยู่ที่ระดับ 78.9 ปรับลดลงจากระดับ 80.7 ในเดือนมิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 4 และยังเป็นระดับต่ำสุดรอบ 14 เดือน

 

โดย สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ดัชนีฯ ปรับลดลง เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิดที่ยังไม่คลี่คลายและกระจายวงกว้างไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ภาครัฐต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ 13 จังหวัด และออกมาตรการห้ามออกนอกเคหสถานช่วงเวลา 21.00-04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2564 

 

นอกจากนี้ยังจำกัดการเดินทางภายในประเทศ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work from Home) มากที่สุด

 

อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้ และยังส่งผลให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs และประชาชนมีรายได้ลดลง ขณะที่การแพร่ระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งทำให้กำลังการผลิตลดลง เนื่องจากแรงงานต้องกักตัวทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งโรงงานบางแห่งต้องปิดชั่วคราวเพื่อทำความสะอาด นอกจากนี้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมยังได้รับวัคซีนในสัดส่วนที่น้อย

 

สุพันธุ์กล่าวว่า ในส่วนของปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนดัชนีฯ ยังเป็นเรื่องของการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีฯ คำสั่งซื้อและยอดขายต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีทิศทางที่ดีขึ้นจากสัดส่วนประชากรที่ฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น ทำให้อุปสงค์ในตลาดต่างประเทศขยายตัว ขณะที่การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยสนับสนุนภาคการส่งออกในเดือนนี้

 

ขณะที่เรื่องค่าเงินบาทนั้นควรมีทิศทางเดียวกับภูมิภาค หากมีความแตกต่างกันมากจะเกิดความเสียหาย ถึงแม้จะส่งออกได้มากขึ้น แต่จะมีปัญหาเรื่องต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักร โดยค่าเงินบาทที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์น่าจะมีความเหมาะสมมากสุด

 

สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 89.3 จากระดับ 90.8 ในเดือนมิถุนายน 2564 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์โควิดที่ยังไม่คลี่คลายโดยเฉพาะการแพร่ระบาดในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมได้จะกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออก 

 

นอกจากนี้ผู้ประกอบการมองว่าหากภาครัฐใช้มาตรการล็อกดาวน์หลายเดือนจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขณะที่สถานการณ์โควิดทั่วโลกยังไม่แน่นอน เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาในหลายประเทศอาจส่งผลต่อกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งออกของไทยในระยะต่อไป

 

ส่วนข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ประกอบด้วย

 

  1. เร่งการตรวจเชิงรุกในกลุ่มพื้นที่สีแดงเข้มเพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ

 

  1. ขอให้ภาครัฐเร่งฉีดวัคซีนให้แก่แรงงาน ม.33 เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิดในสถานประกอบการ รวมทั้งรักษาศักยภาพในการผลิตและภาคส่งออกของประเทศ

 

  1. สนับสนุนให้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในสถานประกอบการด้วยรูปแบบ Community Isolation ที่รับรองโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และดูแลโดยโรงพยาบาลในสังกัดประกันสังคม

 

  1. เสนอให้ภาครัฐนำระบบแจ้งเตือนผู้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (Exposure Notification Express: ENX) ที่พัฒนาขึ้นโดย Google และ Apple มาใช้ เพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาด ลดการติดเชื้อและเสียชีวิต

 

  1. ให้ภาครัฐดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด

 

นายสุพันธุ์กล่าวด้วยว่า เท่าที่ ส.อ.ท. สำรวจพบว่า มีโรงงานอุตสาหกรรมเกือบพันแห่งมีผู้ติดเชื้อโควิด ดังนั้นโรงงานแต่ละแห่งจึงควรเร่งจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อ และป้องกันการหยุดหรือปิดกิจการชั่วคราว

 

นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงกรณีเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วด้วยว่า กำลังซ้ำเติมภาคธุรกิจไทย เพราะเงินบาทที่อ่อนค่าเร็วทำให้บางธุรกิจปรับตัวไม่ทัน และภาคอุตสาหกรรมบางส่วนอาจต้องนำเข้าวัตถุดิบในราคาที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่สร้างแรงจูงใจในการขยายการลงทุนในไทยด้วย ดังนั้นสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการ คือค่าเงินบาทที่สอดคล้องกับภูมิภาคและไม่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป 

 

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม สุพันธุ์กล่าวว่า ควรอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ หากทะลุเกินกว่านี้อาจส่งผลกระทบมากขึ้น หรือถ้าจะอ่อนค่าสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค กรณีเหล่านี้ก็ไม่มีผลกระทบอะไร ทั้งนี้เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะดูแลเรื่องดังกล่าวได้

The post ส.อ.ท. ห่วง ‘บาทอ่อน’ ซ้ำเติมภาคธุรกิจ จี้ดูแลให้สอดคล้องภูมิภาค ส่วนดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ดิ่งต่ำสุดรอบ 14 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เร่งรัฐฉีดวัคซีน-ออกมาตรการเยียวยาทุกกลุ่ม https://thestandard.co/industrial-confidence-index-apr-2021/ Mon, 10 May 2021 06:23:57 +0000 https://thestandard.co/?p=486824 ดัชนีเชื่อมั่นอุต

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ […]

The post ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เร่งรัฐฉีดวัคซีน-ออกมาตรการเยียวยาทุกกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีเชื่อมั่นอุต

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2564 อยู่ที่ระดับ 84.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 87.3 ในเดือนมีนาคม 2564 ซึ่งระดับ 84.3 ถือว่าลดลงต่ำสุดในรอบ 8 เดือน นับจากเดือนกันยายน 2563 สาเหตุหลักเพราะผู้ประกอบการกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่รุนแรงขึ้น

 

ทั้งนี้ จากผลสำรวจผู้ประกอบการ 1,035 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนเมษายน 2564 พบว่า ปัจจัยที่ยังมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ 

  • สภาวะเศรษฐกิจโลก 65.3%
  • ราคาน้ำมัน 54.2% 
  • สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 50.1% 

 

ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ 

  • อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ 48.5%
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 31.2% 

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 91.8 จากระดับ 94.0 ในเดือนมีนาคม 2564 เช่นกัน เพราะมองว่าโควิด-19 ระลอก 3 อาจยืดเยื้อและต้องใช้ระยะเวลานานในการควบคุม 

 

ขณะที่การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนยังมีความล่าช้า ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศยังไม่คลี่คลาย รวมทั้งสถานการณ์การเมืองของประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการส่งออกของไทย

 

ดังนั้น ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ได้แก่ ภาครัฐเร่งควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอก 3 โดยเร็ว โดยใช้มาตรการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีการแพร่ระบาดสูง

 

ทั้งนี้ รัฐต้องเร่งจัดซื้อและกระจายวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน รวมถึงออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 

 

นอกจากนี้ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เร่งรัฐฉีดวัคซีน-ออกมาตรการเยียวยาทุกกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีก เม.ย. ‘ทรุดหนัก’ พิษโควิด-19 ฉุดยอดขายสาขาเดิมหดตัวแรง ประเมินกำลังซื้อแย่ลงชัดเจน https://thestandard.co/retail-confidence-index-april/ Sun, 02 May 2021 07:02:10 +0000 https://thestandard.co/?p=483197 ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีก

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailer Sentime […]

The post ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีก เม.ย. ‘ทรุดหนัก’ พิษโควิด-19 ฉุดยอดขายสาขาเดิมหดตัวแรง ประเมินกำลังซื้อแย่ลงชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีก

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailer Sentiment Index: RSI) เดือนเมษายน 2564 ปรับลดลงจากเดือนก่อน หลังเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคโควิด-19 เป็นวงกว้าง ขณะที่ความไม่ชัดเจนของแนวทางการฉีดวัคซีนกดดันความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

 

โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย รายงานว่า ดัชนี RSI ปรับลดลงมากทั้งในภาวะปัจจุบันและอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยดัชนีปรับลดลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลดลงหลังการแพร่ระบาดระลอกเดือนเมษายนกระจายเป็นวงกว้างกว่าที่ผ่านมา ประกอบกับกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้าได้เพิ่มความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการ

 

สำหรับความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิมทุกภูมิภาคปรับลดลงรุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงและเมืองท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังกังวลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 50

 

“ในภาพรวมการแพร่ระบาดระลอกเดือนเมษายนมีแนวโน้มส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการระบาดระลอกสอง โดยกระทบต่อทั้งความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending Per Bill) และความถี่ของผู้ใช้บริการ (Frequency)” สมาคมผู้ค้าปลีกไทยระบุ

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคแย่ลงค่อนข้างมากจากเดือนก่อน จากผลของการแพร่ระบาดในเดือนเมษายน รวมถึงความกังวลต่อมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐที่ใกล้หมดลง

 

ส่วนผลกระทบจากการแพร่ระบาดในเดือนเมษายนนั้น ผู้ประกอบการกว่า 60% ประเมินว่า การแพร่ระบาดและจำกัดเวลาขายจะส่งผลให้ยอดขายหดตัว ขณะที่แนวโน้มการบริโภคในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่มองว่าจะหดตัวราว 10-30% หากไม่มีมาตรการกระตุ้น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีก เม.ย. ‘ทรุดหนัก’ พิษโควิด-19 ฉุดยอดขายสาขาเดิมหดตัวแรง ประเมินกำลังซื้อแย่ลงชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด, Microsoft รายงานกำไรดีกว่าคาด: 5 ปัจจัยที่นักลงทุนต้องรู้ (28 ต.ค. 2563) https://thestandard.co/finnomena281063/ Wed, 28 Oct 2020 03:21:33 +0000 https://thestandard.co/?p=413309

วานนี้สหรัฐฯ รายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประ […]

The post ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด, Microsoft รายงานกำไรดีกว่าคาด: 5 ปัจจัยที่นักลงทุนต้องรู้ (28 ต.ค. 2563) appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • วานนี้สหรัฐฯ รายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคมออกมาที่ระดับ 100.9 จุด ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 102 จุด และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 101.3 จุด สะท้อนความกังวลที่ก่อตัวหลังจำนวนผู้ติดโควิด-19 ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับความล่าช้าในมาตรการเยียวยาที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

 

  • คืนที่ผ่านมา Microsoft บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 3/2020 มีรายได้ 37,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12% (YoY) เหนือการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 35,720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไร 1.82 ดอลลาร์ต่อหุ้น เหนือคาดการณ์ที่ 1.38 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยเป็นการเติบโตของธุรกิจกลุ่ม Cloud ที่ขยายตัวกว่า 20% มีรายได้แตะระดับ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

  • ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเยือนอินเดียเพื่อหารือยุทธศาสตร์ประจำปีร่วมกันว่า สหรัฐฯ และอินเดียจะต้องร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากจีน หลังจากที่จีนและอินเดียนั้นเกิดความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเผชิญหน้ากันของกองทัพทั้งสองฝ่ายในช่วงที่ผ่านมา โดยการเยือนในครั้งนี้ สหรัฐฯ และอินเดียสามารถบรรลุข้อตกลงทางการทหาร ซึ่งช่วยให้อินเดียเข้าถึงข้อมูลแผนที่และดาวเทียมขั้นสูงของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของขีปนาวุธและโดรน

 

  • คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) แถลงว่ามีโอกาสน้อยมากที่ปริมาณวัคซีนต้านโควิด-19 จะเพียงพอต่อประชาชนทั่วสหภาพยุโรปทันสิ้นปี 2021 นี้ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้วัคซีนมากกว่า 1,000 ล้านโดส ต่อจำนวนประชากร 450 ล้านคนจาก 27 ประเทศในกลุ่ม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเร่งจัดหาวัคซีนให้เพียงพอต่อความต้องการ

 

  • วานนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารายงานยอดการจดทะเบียนธุรกิจเดือนกันยายนออกมาที่ 5,636 ราย รวมมูลค่าทุนจดทะเบียน 12,782 ล้านบาท ลดลง 19% (YoY) นำมาโดยการจดทะเบียนธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และบริการอาหารในร้านอาหาร ซึ่งมองว่าการฟื้นตัวของการจดทะเบียนธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารนั้นเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล ขณะที่การเลิกประกอบกิจการนั้นอยู่ที่ระดับ 1,568 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวนรวม 8,480 ล้านบาท ลดลง 19% (YoY) นำโดยธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร เช่นเดียวกัน พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าปี 2020 นี้จะมีการตั้งธุรกิจ 60,000-64,000 ราย ลดลงจากปี 2019 ที่ระดับ 72,000 ราย หลังโควิด-19 สร้างแรงกดดันต่อการทำธุรกิจ

 

ภาวะตลาดวานนี้

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงจากความล่าช้าในการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาอ่อนแออีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะได้รับประโยชน์จากการล็อกดาวน์ในหลายๆ ที่ ด้านตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงเช่นกันแม้ผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 3 จะออกมาแข็งแกร่งก็ตาม แต่ตลาดได้รับแรงกดดันจากมาตรการล็อกดาวน์ที่ส่งผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอไปอีก อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ จากการประชุม ECB ที่จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ 

 

  • สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นหลังมีพายุถล่มในอ่าวเม็กซิโกจนอาจส่งผลให้การผลิตลดลง 50% ช่วยลดความกังวลที่อาจเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาด ด้านสัญญาทองคำปรับตัวขึ้นเล็กน้อยหลังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มชะงัก และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีท่าทีสิ้นสุด ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าว

 

สหรัฐฯ

  • Dow Jones อยู่ที่ 27,463.19 ลดลง -222.19 (-0.8%)
  • S&P 500 อยู่ที่ 3,390.68 ลดลง -10.29 (-0.3%)
  • Nasdaq อยู่ที่ 11,431.35 เพิ่มขึ้น 72.41 (0.64%)

 

ยุโรป

  • DAX อยู่ที่ 12,063.57 ลดลง -113.61 (-0.93%)
  • FTSE 100 อยู่ที่ 5,728.99 ลดลง -63.02 (-1.09%)
  • Euro Stoxx 50 อยู่ที่ 3,070.6 ลดลง -34.65 (-1.12%)
  • FTSE MIB อยู่ที่ 18,659.5 ลดลง -285.64 (-1.51%)

 

เอเชีย

  • Nikkei 225 อยู่ที่ 23,485.8 ลดลง -8.54 (-0.04%)
  • S&P/ASX 200 อยู่ที่ 6,051 ลดลง -104.6 (-1.7%)
  • Shanghai อยู่ที่ 3,254.32 เพิ่มขึ้น 3.2 (0.1%)
  • SZSE Component อยู่ที่ 13,269.65 เพิ่มขึ้น 78.41 (0.59%)
  • China A50 อยู่ที่ 15,702.09 ลดลง -92.52 (-0.59%)
  • Hang Seng อยู่ที่ 24,787.19 ลดลง -131.59 (-0.53%)
  • Taiwan Weighted อยู่ที่ 12,875.01 ลดลง -34.02 (-0.26%)
  • SET อยู่ที่ 1,208.95 เพิ่มขึ้น 0.98 (0.08%)
  • KOSPI อยู่ที่ 2,330.84 ลดลง -13.07 (-0.56%)
  • IDX Composite อยู่ที่ 5,128.23 ลดลง -15.82 (-0.31%)
  • BSE Sensex อยู่ที่ 40,522.1 เพิ่มขึ้น 376.6 (0.94%)
  • PSEi Composite อยู่ที่ 6,415.08 ลดลง -76.11 (-1.17%)

 

Commodity

  • ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 38.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.24 (0.62%)
  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อยู่ที่ 41.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.31 (76%)
  • ราคาทองคำ อยู่ที่ 1905.31 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 3.03 (0.16%)

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง: 

  • InfoQuest
  • Bloomberg
  • Investing
  • CNBC
  • Reuters

The post ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด, Microsoft รายงานกำไรดีกว่าคาด: 5 ปัจจัยที่นักลงทุนต้องรู้ (28 ต.ค. 2563) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก https://thestandard.co/political-leaders-pew-research-center/ Wed, 16 Sep 2020 10:05:50 +0000 https://thestandard.co/?p=397494

องค์กรที่สำรวจทัศนคติและเทรนด์ต่างๆ ระดับโลกอย่าง Pew R […]

The post ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์กรที่สำรวจทัศนคติและเทรนด์ต่างๆ ระดับโลกอย่าง Pew Research Center ได้ทำการสำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและภาพลักษณ์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาใน 13 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร แคนาดา อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม เดนมาร์ก สวีเดนและเกาหลีใต้ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 25% ในญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มากสุดใน 13 ประเทศ ขณะที่มีชาวเบลเยียมเพียง 9% ที่ตอบแบบสำรวจเท่านั้น ที่ยังคงเชื่อมั่นตัวผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน น้อยสุดใน 13 ประเทศ

 

โดยหนึ่งในประเด็นที่ได้รับการสำรวจคือ ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก โดยเฉพาะผู้นำสหรัฐฯ เป็นอย่างไร จากผลสำรวจพบว่า นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ผู้นำหญิงแกร่งของเยอรมนีได้รับคะแนนความเชื่อมั่นสูงที่สุดในบรรดาผู้นำประเทศทั้งหมด 6 คน (เชื่อมั่น 76% / ไม่เชื่อมั่น 19%) ตามมาด้วยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร 

 

ขณะที่ผู้นำอีก 3 คนที่เหลือ ได้รับคะแนนเสียงเทไปในทิศทางที่ไม่ได้รับความเชื่อมั่นในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย, ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำของสหรัฐฯ ได้รับคะแนนความไม่เชื่อมั่นมากที่สุดในบรรดาผู้นำทั้ง 6 คน (เชื่อมั่น 16% / ไม่เชื่อมั่น 83%) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์บริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 ล้มเหลว ไม่ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาคมโลก และทำให้ภาพลักษณ์ของผู้นำสหรัฐฯ ในเวทีโลกเสื่อมถอยตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
REIC เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยลดลงต่ำกว่า 50 ต่อเนื่อง 5 ไตรมาส https://thestandard.co/the-housing-development-business-sentiment-index-decreased/ Wed, 15 Jul 2020 04:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=380071

วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) […]

The post REIC เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยลดลงต่ำกว่า 50 ต่อเนื่อง 5 ไตรมาส appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่าผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยยังมีมุมมองเชิงลบต่อสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทรายกลางและรายย่อยซึ่งไม่ได้จดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันลดลงอย่างมาก 

 

ทั้งนี้เมื่อแยกความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ประกอบการฯ ตามประเภทบริษัทจะพบว่ากลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 45.7 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 41.7 แต่ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 ส่วนผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 38 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 40.5 และต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 

 

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 51.8 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.5 และสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการคาดว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ตามปกติมากขึ้น และรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ แต่ผู้ประกอบการยังคงกังวลเกี่ยวกับการระบาดรอบสองของโควิด-19

 

ผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 57 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.8 แต่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 44.1 จุด ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 46.4

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจากการที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post REIC เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยลดลงต่ำกว่า 50 ต่อเนื่อง 5 ไตรมาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าไทย พบดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมิถุนายนปรับตัวดีขึ้น ผลพวงรัฐบาลคลายล็อก https://thestandard.co/june-consumer-sentiment-index-improved/ Fri, 03 Jul 2020 07:09:53 +0000 https://thestandard.co/?p=377305

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป […]

The post หอการค้าไทย พบดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมิถุนายนปรับตัวดีขึ้น ผลพวงรัฐบาลคลายล็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนมิถุนายน 2563 โดยพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมแทบทุกรายการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 หลังจากที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ (Reopen) ในระยะที่ 1-4 ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้

 

ประกอบกับการที่รัฐบาลออกมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งมาตรการด้านการเงินและการคลัง เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลสูงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการว่างงานในอนาคตที่เกิดจากผลกระทบเชิงลบจากโควิด-19

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 41.6 (พฤษภาคม: 40.2), ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมปรับขึ้นมาอยู่ที่ 47.6 (พฤษภาคม: 46.6) และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 58.6 (พฤษภาคม: 57.7)

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) และอยู่ในช่วงของระดับต่ำสุดในรอบ 21 ปี แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก เพราะมีความกังวลในวิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทยและทั่วโลก ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานถดถอยลง ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคลดลงในที่สุด

 

การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการในเดือนนี้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นมา โดยปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 48.2 เป็น 49.2 แต่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงอยู่ในช่วงของระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ทำการสำรวจในรอบ 21 ปี 9 เดือน การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยจากวิกฤตโควิด-19 ทั่วโลก อาจส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

 

แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นทุกรายการจากมาตรการผ่อนคลายให้ธุรกิจเปิดดำเนินการได้หลายสถานประกอบการมากขึ้น และมีมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง แต่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังทรงตัวต่ำและอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 21 ปีหลายรายการ 

 

นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมยังปรับตัวอยู่ในช่วงของระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ทำการสำรวจ 21 ปี 9 เดือน ดังนั้นคาดว่าผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างมากไปอย่างน้อย 3-6 เดือนนับจากนี้เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลายตัวลงและมีการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างกว้างขวาง พร้อมกับรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post หอการค้าไทย พบดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมิถุนายนปรับตัวดีขึ้น ผลพวงรัฐบาลคลายล็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องดัชนีความเชื่อมั่นไทยต่ำสุดในรอบ 65 เดือน คนไทยมองโอกาสในการหางานอย่างไร https://thestandard.co/confidence-index-thai/ Fri, 08 Nov 2019 14:47:35 +0000 https://thestandard.co/?p=302093

เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้าแบบนี้ กลายเป็นแรงส่งใ […]

The post ส่องดัชนีความเชื่อมั่นไทยต่ำสุดในรอบ 65 เดือน คนไทยมองโอกาสในการหางานอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้าแบบนี้ กลายเป็นแรงส่งให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และตัวเลขยังต่ำที่สุดในรอบ 65 เดือน

มาดูกันว่าคนไทยมองโอกาสการหางานทำในอนาคตอย่างไร

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ส่องดัชนีความเชื่อมั่นไทยต่ำสุดในรอบ 65 เดือน คนไทยมองโอกาสในการหางานอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยลด 8 เดือนต่อเนื่อง ต่ำสุดในรอบ 65 เดือน https://thestandard.co/consumer-confidence-index-8-months/ Fri, 08 Nov 2019 09:47:05 +0000 https://thestandard.co/?p=302037

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป […]

The post ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยลด 8 เดือนต่อเนื่อง ต่ำสุดในรอบ 65 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย (Consumer Confidence Index – CCI) ลดลงต่อเนื่อง 8 เดือน แตะระดับ 70.7 ต่ำสุดในรอบ 65 เดือน 

 

จากผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2562 พบว่าแม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากขึ้น แต่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการ (ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันและดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต) ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 


สาเหตุเพราะผู้บริโภคมีความกังวลกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน (Trade War) การที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) รวมถึงสหรัฐฯ ประกาศตัดสิทธิ GSP ของสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ 573 รายการ 

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย (CCI) ในเดือนตุลาคมถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 65 เดือน (นับจากเดือนมิถุนายน 2559) ซึ่งเมื่อดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงต่ำกว่า 100 แสดงว่าผู้บริโภคยังมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวมากนัก คนมีความกังวลทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายไปถึงสิ้นปีเป็นอย่างน้อย จึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลควรดำเนินนโยบายการเงินและการคลังผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสหางานทำปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยเดือนตุลาคมอยู่ที่ 67.0 รวมถึงโอกาสการทำงานแย่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42.3% แสดงว่าผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะการจ้างงานโดยรวม เห็นว่าโอกาสการหางานทำจะไม่ดีตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

 

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำในอนาคต (ใน 6 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ถือว่าต่ำสุดในรอบ 34 เดือน (นับจากเดือนมกราคม 2560) โดยเดือนตุลาคมอยู่ที่ 81.8 ซึ่งเมื่อดัชนีทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับภาวะการจ้างงานในอนาคตตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยลด 8 เดือนต่อเนื่อง ต่ำสุดในรอบ 65 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคเดือน ส.ค. ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจ 6 เดือนหน้ายังทรงตัว ภาคกลางชะลอตัว-ควรเฝ้าระวังภาคการเกษตร https://thestandard.co/future-economic-sentiment-index-aug-62/ Wed, 28 Aug 2019 09:57:14 +0000 https://thestandard.co/?p=282503 ดัชนีความเชื่อมั่น

พรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะรองโฆษ […]

The post เผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคเดือน ส.ค. ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจ 6 เดือนหน้ายังทรงตัว ภาคกลางชะลอตัว-ควรเฝ้าระวังภาคการเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่น

พรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนสิงหาคม 2562 ว่า 

 

“การประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดล่าสุด จากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ (คาดการณ์ 6 เดือนข้างหน้า) ยังทรงตัว โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกยังมีทิศทางขยายตัวจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเป็นปัจจัยสนับสนุน ขณะที่ควรเฝ้าระวังสถานการณ์เศรษฐกิจของภาคกลาง โดยเฉพาะในภาคเกษตร”

 

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงขยายตัวอยู่ที่ระดับ 67.8 โดยใน 6 เดือนข้างหน้า จะได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน เช่น สนามบิน เส้นทางการคมนาคมขนส่งที่สะดวกขึ้น ทำให้เมืองขยายตัว แต่คาดว่าจะมีผู้ประกอบการชะลอการลงทุนในอีกหลายจังหวัด ประกอบกับมีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มเติมชดเชยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวน้อยกว่า 

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกยังอยู่ในเกณฑ์ดี ที่ระดับ 65.6 จากแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ดี เนื่องจากมีการส่งเสริมจากภาครัฐ และมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในภูมิภาค ในส่วนของภาคบริการ ถึงแม้จะมีการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งอาจทำให้การท่องเที่ยวลดลงในบางจังหวัดของภาคตะวันออก 

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ ยังมีทิศทางการขยายตัวที่ดีอยู่ที่ 63.8 เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มของภาคบริการและภาคการลงทุน โดยภาคบริการคาดว่าขยายตัวเนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว แต่มีปัจจัยฉุดรั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยว สำหรับภาคการลงทุน คาดว่ามีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนบางส่วนยังรอดูนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน 

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจของภาคใต้ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ที่ระดับ 63.2 โดยจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคการบริการและภาคลงทุนเป็นหลัก ในส่วนของภาคการบริการ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ในส่วนของภาคการลงทุน คาดว่าปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาล ประกอบกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐในทุกภาคส่วน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ทำให้ในบางจังหวัดยังมีการชะลอการลงทุนอยู่บ้าง 

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก ขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 62.2 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคการบริการและภาคเกษตรเป็นหลัก โดยคาดว่าภาคบริการจะขยายตัวจากการท่องเที่ยว ส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนเพิ่มของผู้ประกอบการเช่นกัน ส่วนภาคเกษตรคาดว่าจะเป็นผลมาจากการคาดการณ์แนวโน้มภาคเกษตร ภาพรวม 6 เดือนข้างหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก ประกอบกับมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของการลงทุนในภาคการประมง เกษตรกรยังคงรอดูการสนับสนุนจากรัฐบาล 

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล ขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 61.1 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ได้อานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ยังคงมีบางจังหวัดที่รายงานว่าจะมีแนวโน้มของภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง เช่น จังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนนทบุรี ในส่วนของภาคบริการ คาดว่าจะขยายตัวจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล และในภาพรวมมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง ชะลอลงมาอยู่ที่ 56.3 โดยควรเฝ้าระวังสถานการณ์ในภาคเกษตร เนื่องจากคาดว่าปริมาณน้ำสำหรับการเกษตรน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับในบางจังหวัดเกิดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคเดือน ส.ค. ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจ 6 เดือนหน้ายังทรงตัว ภาคกลางชะลอตัว-ควรเฝ้าระวังภาคการเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 21 เดือน หวั่นสงครามการค้า การเมืองไทยไม่นิ่ง เตรียมรัดเข็มขัดรับความไม่แน่นอน https://thestandard.co/confidence-index/ Thu, 04 Jul 2019 05:44:02 +0000 https://thestandard.co/?p=268033 Confidence Index

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผ […]

The post ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 21 เดือน หวั่นสงครามการค้า การเมืองไทยไม่นิ่ง เตรียมรัดเข็มขัดรับความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Confidence Index

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิถุนายน ปี 2562 พบว่า ทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2560 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า กำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่สดใสนัก รวมทั้งปัจจัยภายนอกประเทศจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน                

 

ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 63.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ 72.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 93.5 ทั้งสามรายการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้พบว่า ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติที่ระดับ 100 สะท้อนว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตมากนัก จึงน่าจะรัดเข็มขัดมากขึ้นอีกในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

 

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ที่ 76.4 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวขึ้นไม่มากนัก นอกจากนี้ยังกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า สถานการณ์ทางการเมืองของไทย ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันและในอนาคต ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ กระทบกับภาคการบริโภคอย่างชัดเจน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้าปรับตัวลงเช่นเดียวกัน มาอยู่ที่ระดับ 87.4 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นในอนาคต หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมมากไปกว่าปัจจุบัน

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

The post ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 21 เดือน หวั่นสงครามการค้า การเมืองไทยไม่นิ่ง เตรียมรัดเข็มขัดรับความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน https://thestandard.co/fetco-investor-confidence-index-jul-2562/ Wed, 03 Jul 2019 14:54:22 +0000 https://thestandard.co/?p=267931

สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นนักลง […]

The post เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกรกฎาคม 2562 พบดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.50% มาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) 109.44 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

 

 

ภาพประกอบ: Praewwoo

The post เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน พบปรับขึ้นเกณฑ์ทรงตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ยกธุรกิจรับเหมาก่อสร้างน่าสนใจลงทุนที่สุด https://thestandard.co/fetco-investor-confidence-index/ Tue, 02 Jul 2019 10:20:21 +0000 https://thestandard.co/?p=267461 FETCO

สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นนักลง […]

The post เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน พบปรับขึ้นเกณฑ์ทรงตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ยกธุรกิจรับเหมาก่อสร้างน่าสนใจลงทุนที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO

สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกรกฎาคม 2562 โดยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 25.50% มาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) 109.44 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ส่วนหมวดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกลายเป็นหมวดอุตสาหกรรมธุรกิจที่กลุ่มนักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดสวนทางกับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์

 

วันนี้ (2 ก.ค.) ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดไทย ได้เปิดเผยข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนสูงขึ้น ซึ่งในมุมมองของไพบูลย์เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ โดยเฉพาะเมื่อมองจากประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่ล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์และสีจิ้นผิงเพิ่งได้หารือกันใน G20 และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวขึ้น

 

เช่นเดียวกับ ‘นโยบายการเงิน’ หลังเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางส่วนใหญ่ในหลายประเทศได้ออกมาประกาศพร้อมๆ กันว่าจะใช้นโยบายการเงินช่วยสภาพเศรษฐกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

เมื่อมองความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายกลุ่มจะพบว่า ‘กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์’ คือกลุ่มที่มีดัชนีอยู่ในระดับที่ร้อนแรง (Very Bullish) เป็นอย่างมากที่ 160.00 เช่นเดียวกับกลุ่มรายบุคคลและสถาบันในประเทศที่ปรับตัวขึ้นเหมือนกันเมื่อเทียบกับช่วงเดือนพฤษภาคม ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเช่นเดิมที่ 100.00

 

ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดไทยบอกต่อว่าสำหรับในประเทศไทย สองปัจจัยที่เป็นแรงหนุนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากที่สุดประกอบด้วย นโยบายทางการเงินและนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายภาครัฐที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าหลังรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ภาคการบริโภคเติบโต อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้วไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจก็อาจจะทำให้ตลาดผิดหวัง จุดนี้เองที่ไพบูลย์ชี้ว่าในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นปัจจัยลบ

 

“ผลงานตลาดหุ้นทั่วโลกในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนมากๆ ว่าปีนี้เป็นปีที่ดี เพราะมีแค่มาเลเซียประเทศเดียวที่ดัชนีติดลบ -1.1% ที่เหลือในตลาดอื่นๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะประเทศในฝั่งตะวันตก ยุโรป อย่างสหรัฐอเมริกา USA Nasdaq (20.7%) และจีน (19.5%) ก็เป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก ซึ่งจุดหนึ่งก็ต้องแยกแยะว่าตลาดหุ้น เศรษฐกิจ และประเด็นความบาดหมางระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นอยู่เป็นคนละประเด็นไม่ได้ล้อไปด้วยกัน ตลาดหุ้นไม่ได้มีรีแอ็กแบบนั้น เชื่อว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในช่วงขาขึ้นในระยะต่อไป

 

“สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นมากว่า 10% ถือว่าไม่ขี้เหร่เลย โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นมา 6.8% อยู่ในกลุ่มเกณฑ์เฉลี่ย 7% ซึ่งเกือบจะเป็นที่หนึ่งของโลกแล้ว ถือว่าใช้ได้ และนับเป็นครั้งแรกที่เงินนอกไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยทั้งประเภทตราสารทุนและตราสารหนี้สูงที่สุดแทบจะทุกประเทศของภูมิภาคเอเชีย”

 

ไพบูลย์กล่าวต่อว่า ระยะกลางต่อจากนี้ไปจนถึงช่วงสิ้นปี เขาเชื่อว่ามีโอกาสสูงมากๆ ที่ตลาดหุ้นจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลบริหารได้ดี และเป็นช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเลือกตั้งและน่าจะทำให้หุ้นทั่วโลกขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการเลือกตั้งสหรัฐฯ​ ตลอดระยะเวลากว่า 70-80 ปีที่ผ่านมา มีแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้นที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในช่วงขาลง 

 

ส่วนหมวดอุตสาหกรรมธุรกิจที่กลุ่มนักลงทุนส่วนใหญ่ทั้งสถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติมองว่าน่าสนใจลงทุนมากที่สุดคือหมวด ‘บริการรับเหมาก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง’ (CONS) และหมวดธนาคาร ขณะที่สื่อและสิ่งพิมพ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คือหมวดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน พบปรับขึ้นเกณฑ์ทรงตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ยกธุรกิจรับเหมาก่อสร้างน่าสนใจลงทุนที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>