ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 15 Jun 2026 14:49:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แม้น้ำมันแพง คนไทยรัดเข็มขัด สงกรานต์ 2569 คาดเงินสะพัด 1.29 แสนล้าน ‘ททท.’ ลุ้นยอดต่างชาติ หนุนรายได้โต 6% https://thestandard.co/songkran-2569-spending-tourism-economy/ Tue, 14 Apr 2026 09:22:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1197956 เทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดการณ์เงินสะพัด แสนล้านบาท และ ททท. ลุ้นยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติโต 6% แม้น้ำมันแพง

ม.หอการค้าไทย เผยเทศกาลสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสน […]

The post แม้น้ำมันแพง คนไทยรัดเข็มขัด สงกรานต์ 2569 คาดเงินสะพัด 1.29 แสนล้าน ‘ททท.’ ลุ้นยอดต่างชาติ หนุนรายได้โต 6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดการณ์เงินสะพัด แสนล้านบาท และ ททท. ลุ้นยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติโต 6% แม้น้ำมันแพง

ม.หอการค้าไทย เผยเทศกาลสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้าน หดตัวลง 3.7% หลังคนไทยชะลอใช้จ่าย เที่ยวต่างประเทศลดลง เน้นเที่ยวในจังหวัด เซ่นพิษน้ำมันแพง-ของแพง ‘ททท.’ หวังต่างชาติเที่ยวไทยทะลัก 5 แสนคน ดันเศรษฐกิจโตเพิ่ม 6%

 

อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ 2569 ว่า ส่วนใหญ่ 58.2% ไม่เล่นน้ำสงกรานต์ และ 41.8% เล่นน้ำสงกรานต์ โดย 56.6% เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง 5.5% เที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านและวางแผนเที่ยว

 

ส่วนเที่ยวต่างประเทศ 0.7% โดยคนที่วางแผนท่องเที่ยวในประเทศจะใช้จ่ายเฉลี่ย 8,056 บาท/คน ส่วนต่างประเทศเฉลี่ย 37,083 บาท/คน ส่วนใหญ่ท่องเที่ยวแถบเอเชีย ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง

 

ส่วนแผนการใช้จ่าย คนส่วนใหญ่ 42.7% ตอบว่าใช้จ่ายเท่าเดิม 36.5% ตอบว่าใช้จ่ายลดลง ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และ 20.8% ตอบว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

 

“สาเหตุที่ใช้จ่ายลดลงเนื่องจากน้ำมันมีราคาแพง สินค้าและบริการราคาแพง ค่าครองชีพสูง ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีหนี้เพิ่มขึ้น และต้องการฉลองแบบประหยัด”

 

โดยคนส่วนใหญ่ 54.9% นำเงินเดือนออกมาใช้จ่าย รองลงมาคือเงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส

 

ทั้งนี้ บรรยากาศของสงกรานต์ปีนี้คนส่วนใหญ่ 51.8% มองว่าสนุกสนานเหมือนเดิม แต่สัดส่วนคนที่มองว่าสนุกสนานลดลง มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนคือปรับจาก 4% เป็น 33% ส่วนที่ตอบว่าสนุกสนานมากขึ้นมีสัดส่วน 15.1 %

 

ขณะที่ เจน Z กว่า 46.3% ไม่ไปเล่นน้ำ เจน Y 70% และเจน X 81% ภาพรวม 58.2% ส่วนคนที่ไปเล่นน้ำ 58%

 

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจชี้ว่าคนไทยมีปัญหาความกังวลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยปัญหาที่กังวลมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันแพง มากถึง 95.1% ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัด และการลวนลามทางเพศ

 

ด้านธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้คนจะชะลอการใช้จ่าย รัดเข็มขัดมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันแพง สินค้าแพง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากปัญหา สงครามในตะวันออกกลาง จะเห็นชัดเจนว่าคนใช้จ่ายลดลง ออกไปท่องเที่ยวน้อยลง

 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า สงกรานต์ปีนี้จะเงียบเหงากว่าปีก่อน คาดว่า จะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบ 129,649 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 3.7% (YoY) ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากน้ำมันแพงขึ้น

 

ขณะที่ การสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมีนาคม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568

 

เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5 49.8 และ 60.2 ตามลำดับ

 

“ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง”

 

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า จะเข้ามาเที่ยวไทยในช่วงสงกรานต์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจาก มาเลเซีย จีน และยุโรป

 

ขณะที่ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

ในส่วนของตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท

 

ขณะที่ตลาดในประเทศมีการเดินทางของคนไทยประมาณ 5.96 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้กว่า 22,250 ล้านบาท

 

“เทศกาลสงกรานต์ยังคงเป็นแม่เหล็กเศรษฐกิจ สำคัญ ที่ช่วยกระตุ้นการเดินทางและสร้างรายได้ให้ประเทศ แม้ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอกก็ตาม” ฐาปนีย์ กล่าว

The post แม้น้ำมันแพง คนไทยรัดเข็มขัด สงกรานต์ 2569 คาดเงินสะพัด 1.29 แสนล้าน ‘ททท.’ ลุ้นยอดต่างชาติ หนุนรายได้โต 6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทเปิด ‘แข็งค่า’ รับรัฐบาลอนุทิน 2.0 กรุงไทยชี้ จากสถิติบาทมีโอกาสแตะ ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1 เดือน หลังเลือกตั้ง https://thestandard.co/baht-strengthen-anutin-krungthai-election/ Mon, 09 Feb 2026 02:32:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1176184 ภาพกราฟแสดงค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังการเลือกตั้งและรับรัฐบาลอนุทิน 2.0

เช้านี้ บาทเปิด ‘แข็งค่า’ หลังตลาดรู้ผลการเลือกตั้งอย่า […]

The post บาทเปิด ‘แข็งค่า’ รับรัฐบาลอนุทิน 2.0 กรุงไทยชี้ จากสถิติบาทมีโอกาสแตะ ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1 เดือน หลังเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังการเลือกตั้งและรับรัฐบาลอนุทิน 2.0

เช้านี้ บาทเปิด ‘แข็งค่า’ หลังตลาดรู้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ กรุงไทยเผย จากสถิติในอดีต เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1 เดือน หลังการเลือกตั้ง

 

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.67 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์

 

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่วนหนึ่งมาจากราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ส่วนเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างเช่นกัน หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่พรรค LDP และพันธมิตร สามารถคว้าเสียงข้างมากในสภาแบบ Supermajority (เกิน 2 ใน 3 ของสภา)

 

จับตลาดตอบรับรัฐบาลอนุทิน 2.0 ‘บวก’ อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่า

 

พูนกล่าวต่อว่า ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 23.30 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แม้จะยังคงสอดคล้องกับ กรณีฐาน (Base Case) ที่ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า อาจเห็นการจัดตั้งรัฐบาล Anutin 2.0 ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพันธมิตร ทว่า พรรคภูมิใจไทยสามารถทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้อาจไม่จำเป็นต้องมีพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากเสียงของพรรคภูมิใจไทยและพันธมิตรได้เกินกึ่งหนึ่ง

 

โดย Krungthai GLOBAL MARKETS คงมองว่า ในกรณีฐานนั้น บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจตอบรับในเชิงบวก หนุนให้เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง (อาจเคลื่อนไหวระหว่าง Median และ การแข็งค่าระดับ 90th percentile ของสถิติ) สอดคล้องกับสถิติในอดีตในช่วงการเลือกตั้ง

 

อย่างไรก็ดี ควรระวังความผันผวนของค่าเงินบาทที่จะสูงขึ้นได้ ไม่ยาก ในช่วงหลังเลือกตั้ง โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดการเงินโลกอาจเผชิญความปั่ นป่ วนจากประเด็นการเมืองญี่ปุ่ น และการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้ มดอกเบี้ยของ FED หลังรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ

 

พูนยังกล่าวอีกว่า จากสถิติในอดีต เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น จากโซน 31.55 บาทต่อดอลลาร์ เข้าใกล้ โซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วง 1 เดือน หลังการเลือกตั้งได้

 

เปิดปัจจัยอาจดัน ‘บาทอ่อน’ ค่า

 

อย่างไรก็ตาม Krungthai GLOBAL MARKETS ยังมองว่า การที่เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 3 ปัจจัย ดังนี้

 

1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก

 

2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy)

 

3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

 

เปิดแนวโน้มเงินบาทสัปดาห์นี้

 

สำหรับสัปดาห์นี้ (9-13 ก.พ.) รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมระวังความผันผวน หลังรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นและไทย รวมถึง สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากความตึงเครียดสหรัฐฯ – อิหร่าน

 

ขณะที่ในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมกราคม พร้อมรอติดตามทิศทางการเมืองไทย หลังเริ่มรู้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้

 

นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงในช่วงนี้ อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและเงินบาทได้ แต่เราขอเน้นย้ำว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการพักฐาน ทำให้อาจมีจังหวะย่อตัวลงต่อได้ไม่ยาก หากตลาดคลายกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หรือ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น (ในกรณีที่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด) ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงผันผวนสูงและอาจแกว่งตัวในกรอบกว้างได้

 

และที่สำคัญ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงิน หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงหนัก หลังรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ทำให้ทางการญี่ปุ่น (และอาจมีทางการสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย) แทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงวันพุธนี้ ที่เป็นวันหยุดของตลาดการเงินญี่ปุ่นและตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ

 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์

The post บาทเปิด ‘แข็งค่า’ รับรัฐบาลอนุทิน 2.0 กรุงไทยชี้ จากสถิติบาทมีโอกาสแตะ ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1 เดือน หลังเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ เร่งปลดล็อกการลงทุนค้างท่อ คาดดึง FDI กว่า 3 แสนล้านบาท ใน 4 เดือน จ่อชง ‘BOI Fast Pass’ เข้าครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/boi-fast-pass-unlock-investment/ Wed, 19 Nov 2025 10:21:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1145111 เอกนิติ เร่งปลดล็อกการลงทุนค้างท่อ คาดดึง FDI กว่า 3 แสนล้านบาท ใน 4 เดือน จ่อชง ‘BOI Fast Pass’ เข้า ครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย. นี้

ดร.เอกนิติ เร่งปลดล็อกการลงทุนค้างท่อ คาดดึง FDI เข้ามา […]

The post เอกนิติ เร่งปลดล็อกการลงทุนค้างท่อ คาดดึง FDI กว่า 3 แสนล้านบาท ใน 4 เดือน จ่อชง ‘BOI Fast Pass’ เข้าครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ เร่งปลดล็อกการลงทุนค้างท่อ คาดดึง FDI กว่า 3 แสนล้านบาท ใน 4 เดือน จ่อชง ‘BOI Fast Pass’ เข้า ครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย. นี้

ดร.เอกนิติ เร่งปลดล็อกการลงทุนค้างท่อ คาดดึง FDI เข้ามาลงทุนจริงกว่า 3 แสนล้านใน 4 เดือน พร้อมชง ‘BOI Fast Pass’ เข้า ครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย.นี้ เตรียมตั้ง ‘กองทุน Individual Saving Account’ ฟื้นวอลลุ่มตลาดทุน ดึงเงินออมไทยกลับเข้าตลาด

 

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า รัฐบาลเตรียมนำมาตรการ ‘Fast Pass’ เข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเร่งปลดล็อกขั้นตอนอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ประเทศไทยยังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนส่วนใหญ่ แม้ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของทั้งโลกจะชะลอตัวลง โดยชี้ว่าตลอด 9 เดือนแรกของปี มีผู้ยื่นคำขอลงทุนผ่าน BOI แล้วกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 93% ขณะที่โครงการซึ่งพร้อมลงทุนทันที มีอยู่ราว 4.7 แสนล้านบาท แต่ยังติดขั้นตอนขอใบอนุญาตหลายหน่วยงาน เช่น วีซ่าแรงงานทักษะสูง ไฟฟ้า น้ำ และระบบต่าง ๆ

 

“เขารออยู่แล้ว เหมือนกับรถยนต์รอจ่ายค่าทางด่วน ถ้าเราปลดล็อกให้เขาผ่านไปได้เร็วขึ้น มันจะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าประเทศไทย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า ด้วยระยะเวลาแค่ 4 เดือน รัฐบาลจะเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีมากถึง 70 โครงการ และปัจจุบัน รัฐบาลได้หารือครบทุกโครงการแล้ว ดังนั้นหาก Fast Pass สามารถเดินหน้าได้ตามกรอบจะทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าประเทศได้เร็วขึ้น โดยคาดว่า จะช่วยให้เกิดเม็ดเงินใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาทในปีหน้า ซึ่งเป็นการปลดล็อกโครงการค้างท่อกว่า 3 แสนล้านได้ทันที

 

สำหรับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดร.เอกนิติระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคแล้วในไตรมาส 4 ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม แม้จะยังไม่กลับมาฟื้น แต่ดร.เอกนิติคาดว่าการปลดล็อกกระบวนการลงทุนจะช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นได้ในระยะถัดไป

 

จ่อตั้ง ‘กองทุน Individual Saving Account’ ฟื้นวอลลุ่มตลาดทุน ดึงเงินออมไทยกลับเข้าตลาด

 

นอกจากนี้ สำหรับตลาดทุนไทยที่กำลังเผชิญภาวะ ‘วอลลุ่มหดหาย’ ดร.เอกนิติ ระบุว่า ขณะนี้ รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการหารือในการจัดตั้งกองทุน ‘Individual Saving Account’ เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาด โดย “ให้คนไทยเอาเงินออมมาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น” ซึ่ง ดร.เอกนิติ ระบุว่าตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในปีนี้

The post เอกนิติ เร่งปลดล็อกการลงทุนค้างท่อ คาดดึง FDI กว่า 3 แสนล้านบาท ใน 4 เดือน จ่อชง ‘BOI Fast Pass’ เข้าครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกรัฐบาลยืนยันคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างออกแบบระบบ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม https://thestandard.co/klk-plus-phase-2-not-started/ Sat, 15 Nov 2025 03:40:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1143626 โฆษกรัฐบาลยืนยัน คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างออกแบบระบบ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

วานนี้ (14 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจ […]

The post โฆษกรัฐบาลยืนยันคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างออกแบบระบบ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกรัฐบาลยืนยัน คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างออกแบบระบบ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

วานนี้ (14 พฤศจิกายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันและชี้แจงต่อกระแสข่าวออนไลน์ที่ระบุว่า รัฐบาลได้ประกาศเริ่มโครงการ คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 แล้ว โดยโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

 

สิริพงศ์กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ในปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในเฟส 1 และยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดของการดำเนินโครงการในเฟส 2 แต่อย่างใด

 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบระบบและแนวทางจัดสรรสิทธิเท่านั้น โดยเน้นย้ำว่า หากมีข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นทางการเกี่ยวกับการดำเนินงานในเฟส 2 รัฐบาลจะประกาศให้ประชาชนทราบผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เช่น เว็บไซต์กระทรวงการคลัง (mof.go.th) หรือเว็บไซต์โครงการคนละครึ่ง พลัส (www.คนละครึ่งพลัส.com)

 

โฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้เตือนประชาชนให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการที่เชื่อถือได้ เนื่องจากปัจจุบันมีข่าวปลอมเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนเป็นวงกว้าง

 

ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง พลัส ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2568 ดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เนื่องจากประชาชนมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากนโยบายดังกล่าว

 

สำหรับผลการดำเนินงานของ เฟส 1 ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23:00 น. พบว่า:

 

  • มียอดการใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
  • มีประชาชนใช้สิทธิครบเต็มจำนวนแล้ว 626,036 ราย

 

ประชาชนที่ได้รับสิทธิเฟส 1 ยังคงสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง ทั้งกับร้านค้าปกติและผ่าน Food Delivery Platform โดยในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ 200 บาท

The post โฆษกรัฐบาลยืนยันคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างออกแบบระบบ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ยังไม่ช่วย! ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ก.ย. ลดลงต่อเนื่อง ดิ่งสุดในรอบ 14 เดือน https://thestandard.co/consumer-confidence-index-sep-2024/ Thu, 10 Oct 2024 11:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=994477 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกันยา […]

The post ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ยังไม่ช่วย! ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ก.ย. ลดลงต่อเนื่อง ดิ่งสุดในรอบ 14 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกันยายน ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 14 เดือน ผู้บริโภคกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและสถานการณ์น้ำท่วม ระบุว่า แม้รัฐบาลแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ก็ไม่ช่วยเข็นดัชนีเชื่อมั่นให้ฟื้นตัว

 

วันที่ 10 ตุลาคม ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากการสำรวจตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศจำนวน 2,243 คน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกันยายน ปี 2567 ปรับลงจากระดับ 56.5 เป็น 55.3 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือนนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2566 เป็นต้นมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 48.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 52.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 64.4

 

 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ทุกรายการ ซึ่งสะท้อนว่า สถานการณ์น้ำท่วมและบรรยากาศสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ทำให้ประชาชนมองว่าบรรยากาศเศรษฐกิจไทยแย่ลง ขณะที่ภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ที่เติมเงินให้คนละ 10,000 บาทก็ยังไม่ช่วย และดูเหมือนยังไม่ทำงาน ประชาชนยังไม่ใช้จ่าย เพราะคนกังวลเรื่องของอนาคตมากกว่า อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน” ธนวรรธน์กล่าว

 

ธนวรรธน์กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2567 โตที่ 2.6-2.8% และยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567 ว่าจะขยายตัวที่ 2.6%

The post ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ยังไม่ช่วย! ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ก.ย. ลดลงต่อเนื่อง ดิ่งสุดในรอบ 14 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้น ดัชนีชี้วัด ‘ความสุข’ คนไทยทรุดต่ำสุดในรอบ 16 เดือน https://thestandard.co/thai-peoples-happiness-index-drops-to-16-month-low/ Thu, 12 Sep 2024 11:59:14 +0000 https://thestandard.co/?p=982872

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยดัชนีความเชื่ […]

The post เกิดอะไรขึ้น ดัชนีชี้วัด ‘ความสุข’ คนไทยทรุดต่ำสุดในรอบ 16 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 56.6 ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ในขณะที่ดัชนีชี้วัด ‘ความสุข’ คนไทย ทรุดต่ำสุดในรอบ 16 เดือน จากความกังวลค่าครองชีพ การหางาน เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้าเพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาลใหม่

 

วันนี้ (12 กันยายน) ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2567 อยู่ที่ 56.6 “ปรับตัวลดลงทุกรายการ ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 13 เดือน”

 

 

เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้า เพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกอบกับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และผู้บริโภคยังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามในตะวันออกกลางและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจไทย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ดัชนีวัดความสุข เศรษฐกิจ โอกาสหางานทำลดลงต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 50.2, 53.9 และ 65.6 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกรกฎาคม

 

รวมไปถึงผลการสำรวจสภาวการณ์ทางสังคม พบว่า ดัชนีวัดความสุขในการดำรงชีวิตปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ16 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา อยู่ที่ระดับ 61.3 และดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ในปัจจุบันก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 และดัชนีภาวะค่าครองชีพ ความกังวลปัญหายาเสพติด ก็ลดลงเช่นกัน

 

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ในปลายไตรมาสที่ 3 ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.6-2.8% แต่หากไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.4-2.6%

 

“กรณีที่รัฐบาลจะแจกเป็นเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบาง 14 ล้านคน จะช่วยให้มีเม็ดเงินสะพัดสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปีได้ ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน หากสามารถนำเงินออกมากระตุ้นก่อนสัก 20-30% อาจจะมีเงินสะพัดในระบบราว 3-5 หมื่นล้านบาท”

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ยังมีจุดเปราะบางจากปัจจัย เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, การจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นในรูปของเงินสดหรือเงินดิจิทัล รวมสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ

 

ขอให้รัฐบาลบริหารจัดการน้ำระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยว การส่งออก และการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงปลายปีนี้

 

“GDP ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2.8% หากจะทำให้แตะถึง 3% จะต้องทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังโตได้ถึง 4% โดยปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังได้เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะจะต้องทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างมาก มีการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่านี้ ท่ามกลางปัจจัยท้าทายที่อาจกระทบนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท” ธนวรรธน์กล่าว

The post เกิดอะไรขึ้น ดัชนีชี้วัด ‘ความสุข’ คนไทยทรุดต่ำสุดในรอบ 16 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – Sentiment ที่อ่อนแอและฝนที่ตกหนักส่งผลกระทบต่อยอดขายสาขาเดิม https://thestandard.co/setcomm-weak-sentiment/ Thu, 04 Jul 2024 05:57:48 +0000 https://thestandard.co/?p=953862 หุ้นกลุ่มพาณิชย์

เกิดอะไรขึ้น: ใน 2Q67 InnovestX Research คาดยอดขายสาขาเ […]

The post หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – Sentiment ที่อ่อนแอและฝนที่ตกหนักส่งผลกระทบต่อยอดขายสาขาเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพาณิชย์

เกิดอะไรขึ้น:

ใน 2Q67 InnovestX Research คาดยอดขายสาขาเดิม (SSS) ของกลุ่มพาณิชย์น่าจะปรับตัวลดลงเฉลี่ย 0.3%YoY พลิกจากเพิ่มขึ้น 2.4%YoY ใน 2Q66 และ 1.2%YoY ใน 1Q67 SSS ที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อยได้รับผลกระทบจาก:

 

  • บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ซบเซา ดังเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ที่ลดลงติดต่อกัน 3 เดือน สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือนในเดือนพฤษภาคม จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองจากคดีความหลายคดี
  • การหยุดชะงักของ Traffic จากฝนที่ตกหนักขึ้น 
  • ไม่มีมาตรการกระตุ้นเหมือนกับโครงการ Easy e-Receipt ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567

 

ปัจจัยลบเหล่านี้ไปหักล้างปัจจัยบวกจาก:

  1. นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเติบโต 14%YoY และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโต 29%YoY ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม และ
  2. การกลับมาเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 220%YoY ในเดือนพฤษภาคม และเพิ่มขึ้น 5%YoY ในเดือนมิถุนายน) หลังจากงบประมาณปี 2567 (เดือนตุลาคม 2566 – กันยายน 2567) ผ่านความเห็นชอบเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน

 

ในบรรดาผู้ประกอบการทั้งหมดในกลุ่มพาณิชย์ คาดว่าจะเห็น SSS เติบโต โดย CPALL (เพิ่มขึ้น 3.5%YoY) และ CPAXT (เพิ่มขึ้น 2%YoY ในธุรกิจ B2B และเพิ่มขึ้น 5%YoY ในธุรกิจ B2C) ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เหลือจะรายงาน SSS หดตัวลง โดย BJC (ลดลง 1.5%YoY), CRC (ลดลง 2%YoY ค่าเฉลี่ยอย่างง่ายแยกตามธุรกิจ, ลดลง 1.5%YoY สำหรับประเทศไทย, ลดลง 5%YoY สำหรับประเทศเวียดนาม [ลดลง 3-5%YoY สำหรับกลุ่มฟู้ด และลดลง 10%YoY สำหรับกลุ่มฮาร์ดไลน์] และเพิ่มขึ้น 7.5%YoY สำหรับประเทศอิตาลี), GLOBAL (ลดลง 2%YoY) และ HMPRO (ลดลง 7%YoY)

 

สำหรับโมเมนตัมกำไร 2Q67 InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติ 2Q67 ของกลุ่มพาณิชย์จะเติบโตเล็กน้อย YoY แต่จะลดลง QoQ สำหรับผู้ประกอบการทุกรายจากปัจจัยฤดูกาล มีเพียง CPALL และ CPAXT ที่คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY โดยได้แรงหนุนหลักจาก SSS ที่เพิ่มขึ้นและการขยายสาขา (ทั้งสองบริษัท) และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาร์จิ้นที่กว้างขึ้น (CPALL)

 

ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เหลือจะรายงานกำไรปกติที่ค่อนข้างทรงตัว YoY เนื่องจากการขยายสาขาและมาร์จิ้นที่เพิ่มขึ้นจะไปชดเชยกับ SSS ที่หดตัวลง ยกเว้น BJC ที่คาดว่าจะรายงานกำไรปกติลดลง YoY ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราภาษีที่แท้จริงที่สูงขึ้น 

 

ส่วนแนวโน้ม SSS และกำไรใน 3Q67 คาดว่า SSS ของกลุ่มพาณิชย์จะเติบโต YoY ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 2Q67 ซึ่งเป็นผลมาจากฐานต่ำของปีก่อน (ลดลง 0.8%YoY เพราะได้รับผลกระทบจากการใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ยาวนานหลังการเลือกตั้ง) ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนภาครัฐ 

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอาจจะถูกจำกัดโดยบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ซบเซา เนื่องจากตลาดกังวลว่าคดีความที่ยังไม่คลี่คลายหลายคดีอาจเชื่อมโยงไปสู่ความไม่แน่นอนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาล (เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการใน 4Q67 ซึ่งยังไม่รวมอยู่ในประมาณการ) และการผ่านงบประมาณปี 2568 (เดือนตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) ของรัฐบาล เมื่อพิจารณาจากปัจจัยฤดูกาล คาดว่ากำไรของกลุ่มพาณิชย์จะทำจุดต่ำสุดของปีนี้ใน 3Q67 และทำจุดสูงสุดของปีนี้ใน 4Q67

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพาณิชย์ (SETCOMM) ปรับลง 5.40% ขณะที่ SET Index ปรับลง 4.24%

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

InnovestX Research ชอบ CPALL และ CPAXT เนื่องจากกำไรปกติและ SSS ใน 2Q67 มีแนวโน้มเติบโต YoY แข็งแกร่งกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในกลุ่มพาณิชย์ นอกจากนี้ยังชอบ GLOBAL จากแนวโน้มที่จะรายงาน SSS และกำไรใน 2H67 เติบโต YoY ดีกว่า 1H67 เนื่องจากเป็น Proxy ของกลุ่มพาณิชย์ที่จะได้รับประโยชน์จากการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนภาครัฐ

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อและนโยบายรัฐบาล ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) และแนวปฏิบัติด้านการจ้างงาน (S)

The post หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – Sentiment ที่อ่อนแอและฝนที่ตกหนักส่งผลกระทบต่อยอดขายสาขาเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.หอการค้าไทย เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ทำสถิติสูงสุดในรอบ 39 เดือน ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้า-ม็อบลงถนนฉุด GDP ปีนี้โตแค่ 2.5-3% https://thestandard.co/consumer-confidence-in-may-hits-highest-level-in-39-months/ Thu, 08 Jun 2023 08:54:51 +0000 https://thestandard.co/?p=800799 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผ […]

The post ม.หอการค้าไทย เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ทำสถิติสูงสุดในรอบ 39 เดือน ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้า-ม็อบลงถนนฉุด GDP ปีนี้โตแค่ 2.5-3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 39 เดือน มอง GDP ไทยปีนี้ยังขยายตัวได้ 3.-3.5% แต่จับตาสถานการณ์การเมือง หากตั้งรัฐบาลล่าช้า-ม็อบลงถนนอาจโตได้แค่ 2.5-3%

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ประจำเดือนพฤษภาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 55.07 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 39 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา โดยปัจจัยหลักเกิดจากผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ตลอดจนบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่คึกคักทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายเรื่องค่าครองชีพลง 

 

อย่างไรก็ดี ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้ง และเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ค่าครองชีพที่ยังทรงตัวสูงโดยเฉพาะค่าไฟฟ้ารวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สถาบันการเงินของโลก เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ตลอดจนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งส่งผลลบต่อการส่งออกของไทย ทำให้การส่งออกในช่วงนี้หดตัวลง และมีผลกระทบในเชิงลบต่อกำลังซื้อของประชาชนในทุกภูมิภาค

 

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 50.2, 52.8 และ 64.2 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 49.4, 52.0 และ 63.6 ตามลำดับ สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจโลก และสถาบันการเงินของโลกที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ตลอดจนยังคงกังวลในสถานการณ์โควิดในประเทศไทยและทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะคลายตัวลงก็ตาม ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินแนวโน้มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะข้างหน้าว่าจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้ทั้งนักลงทุนและภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ขณะที่ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่าย 

 

“คนยังรอความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาจต้องติดตามดูอีก 3-4 เดือนกว่าจะมีความชัดเจน” ธนวรรธน์กล่าว

 

ธนวรรธน์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันศูนย์พยากรณ์ฯ ยังคงคาดการณ์ GDP ไทยในกรณีฐานปีนี้ไว้ที่ 3.-3.5% ภายใต้สมมติฐานไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และสามารถเดินหน้าบริหารประเทศยังมีเสถียรภาพ มีการใช้งบประมาณเดิมไปพลางก่อน ไม่มีการประท้วงนอกสภา และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 25-28 ล้านคน 

 

อย่างไรก็ดี ในกรณีแย่ที่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยืดเยื้อไม่สามารถทำได้ภายในเดือนสิงหาคม และการบริหารประเทศอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการ คาดว่า GDP ก็จะยังขยายตัวได้ราว 3% ส่วนในกรณีดีหากจัดตั้งรัฐบาลสามารถทำได้เร็ว ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตอยู่ในกรอบ 3.6-4% ขณะที่ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่สถานการณ์บานปลายจนเกิดการประท้วง GDP ไทยอาจขยายตัวได้ในระดับ 2.5-3%

The post ม.หอการค้าไทย เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ทำสถิติสูงสุดในรอบ 39 เดือน ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้า-ม็อบลงถนนฉุด GDP ปีนี้โตแค่ 2.5-3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – ยอดขายเติบโตแข็งแกร่งและต้นทุนมีแนวโน้มลดลง https://thestandard.co/commercial-stocks-sales-growth/ Mon, 20 Mar 2023 11:26:12 +0000 https://thestandard.co/?p=765824

เกิดอะไรขึ้น: ใน 1Q66TD ยอดขายสาขา (SSS) ของกลุ่มพาณิชย […]

The post หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – ยอดขายเติบโตแข็งแกร่งและต้นทุนมีแนวโน้มลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ใน 1Q66TD ยอดขายสาขา (SSS) ของกลุ่มพาณิชย์ (BJC, CPALL, CRC, GLOBAL, HMPRO และ MAKRO) มีแนวโน้มเติบโตในอัตราเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้น ดังเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 36 เดือน เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ‘ช้อปดีมีคืน’, รายได้เกษตรกรที่ดีขึ้น และนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น 

 

โดยในเดือนมกราคม รายได้เกษตรกรเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ที่ 4%YoY และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยเพิ่มขึ้นสู่ 2.1 ล้านคน (เทียบกับ 1 แสนคนในเดือนมกราคม 2565) และ 22 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 42%YoY) ตามลำดับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


เมื่อแยกตามบริษัท ใน 1Q66TD CRC มีแนวโน้มที่จะรายงาน SSS เติบโตดีที่สุดในกลุ่มพาณิชย์ที่ระดับ Low Teen YoY ตามด้วย MAKRO (Low Teen YoY สำหรับธุรกิจ B2B และตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY สำหรับธุรกิจ B2C), CPALL และ HMPRO (ตัวเลขหลักเดียวระดับสูง YoY) และ BJC (ตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY) ในขณะที่ GLOBAL มีแนวโน้มที่จะรายงาน SSS หดตัวลงในอัตราเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง YoY จากราคาเหล็กที่ลดลง

 

กระทบอย่างไร:

ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ราคาหุ้นกลุ่มพาณิชย์ (SETCOMM) ปรับลดลง 7.12% ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 6.29%

 

มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน:

InnovestX Research คาดว่ายอดขายสาขา (SSS) ของกลุ่มพาณิชย์จะเติบโต YoY ต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยดังนี้

 

  1. บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและการเลือกตั้งทั่วไปใน 2Q66

 

  1. นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 124%YoY แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 37% และ SCB EIC คาดว่านักท่องเที่ยวชาวไทยจะอยู่ที่ 227 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 12%YoY) ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดโควิด มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลภายใต้โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 (เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม – 30 เมษายน) จะช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยในระยะสั้น 

 

  1. การเติบโตของรายได้เกษตรกร โดยในปี 2566 SCB EIC คาดว่ารายได้เกษตรกรจะเติบโต 1.3%YoY โดยการเพิ่มขึ้น 3% ของผลผลิตสินค้าเกษตรจากปริมาณน้ำฝนและน้ำในเขื่อนที่อยู่ในเกณฑ์ดี จะช่วยชดเชยการลดลง 1.5% ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เช่น ยาง และปาล์มน้ำมัน

 

  1. การขาดหายไปของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ผู้ประกอบการค้าปลีกโมเดิร์นเทรดไม่สามารถเข้าร่วมได้ เช่น คนละครึ่ง เฟส 4 และเฟส 5 ในปี 2565 มูลค่ารวม 5.6 หมื่นล้านบาท

 

ด้านต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าไฟฟ้าผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนออัตราค่าไฟฟ้าใหม่จาก 5.33 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (หน่วย) สำหรับภาคธุรกิจในเดือนมกราคม-เมษายน เป็น 3 ทางเลือกใหม่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย (ลดลง 11% จากงวดเดือนมกราคม-เมษายน), 4.84 บาทต่อหน่วย (ลดลง 9%) และ 6.72 บาทต่อหน่วย (เพิ่มขึ้น 26%) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ด้วยต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง 

 

ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่อัตราค่าไฟฟ้าจะปรับลดลง ซึ่งจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวบ่งชี้ว่าการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลง 10% จะหนุนให้กำไรของกลุ่มพาณิชย์ปรับขึ้นได้ 3% (6% สำหรับ CPALL, 4% สำหรับ MAKRO และ BJC, 3% สำหรับ CRC และ 1% สำหรับ HMPRO และ GLOBAL)

 

ด้านราคาหุ้น ราคาหุ้นกลุ่มพาณิชย์ปรับตัว Outperform SET อยู่ 4% ในช่วง 3 เดือน และ 1% ในช่วง 1 เดือนก่อนเลือกตั้ง และ 2% ในช่วง 1 เดือน และ 8% ในช่วง 3 เดือนหลังเลือกตั้งในปี 2544-2562 โดยเลือกหุ้นเด่นของกลุ่มเป็น CPALL, MAKRO และ BJC เนื่องจากคาดว่ากำไรปี 2566 จะเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มพาณิชย์ โดยได้แรงหนุนจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ฟื้นตัวดีขึ้น และจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายหลักจากต้นทุนที่มีแนวโน้มลดลง 

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อ ต้นทุนที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

The post หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – ยอดขายเติบโตแข็งแกร่งและต้นทุนมีแนวโน้มลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้นฉุดเศรษฐกิจถดถอย | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-01032023-3/ Wed, 01 Mar 2023 08:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=757170

สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น รายงานข้อมูลการสำรวจล่าสุดของ C […]

The post ชมคลิป: ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้นฉุดเศรษฐกิจถดถอย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น รายงานข้อมูลการสำรวจล่าสุดของ Conference Board พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จนกังวลว่าจะก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้นฉุดเศรษฐกิจถดถอย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม. หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. ปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน ชี้คนมอง ศก. เริ่มฟื้น แต่ยังห่วงปัญหาค่าครองชีพ https://thestandard.co/consumer-confidence-index-sep2022/ Wed, 12 Oct 2022 07:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=694831 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเ […]

The post ม. หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. ปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน ชี้คนมอง ศก. เริ่มฟื้น แต่ยังห่วงปัญหาค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทำสถิติสูงสุดในรอบ 8 เดือน หลังคนไทยมองเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวดีขึ้น แต่ยังกังวลปัญหาค่าครองชีพ สงคราม และน้ำท่วม 

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 44.6 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2565 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 43.7 โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนของรัฐบาล ประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งเฟส 5, โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้มีบัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ยังผ่อนคลายมาตรการในการเดินทางระหว่างประเทศ และยกเลิกระบบ Thailand Pass สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ พร้อมทั้งปรับระดับพื้นที่สถานการณ์เป็นระดับเฝ้าระวังสีเขียวทั้งประเทศ ตลอดจนมาตรการใส่หน้ากากอนามัยให้เป็นความสมัครใจ เพื่อประชาชนและผู้ประกอบการได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ

 

โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลเชิงบวกต่อการท่องเที่ยว ตลอดจนภาคธุรกิจและภาคบริการต่างๆ ของไทย ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวดีขึ้น การส่งออกและราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับที่สูงสุดในรอบ 8 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงกังวลเกี่ยวกับการที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ตลอดจนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่อาจเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย  

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ในเดือนกันยายนอยู่ที่ระดับ 38.6, 41.9 และ 53.3 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในระดับ 37.8, 40.9 และ 52.3 ตามลำดับ แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้น 

 

แต่การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนยังคงกังวลในสถานการณ์โควิดในไทยและทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่แม้ว่าจะคลายตัวลงก็ตาม ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต และทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

 

“เรายังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะผู้บริโภคยังวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำท่วม สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจถดถอย หากความเชื่อมั่นยังฟื้นต่อเนื่องในไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยในปีนี้ก็น่าจะเติบโตได้ที่ 3.0-3.5%” ธนวรรธน์กล่าว

 

The post ม. หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. ปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน ชี้คนมอง ศก. เริ่มฟื้น แต่ยังห่วงปัญหาค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ อังกฤษเดือน ส.ค. ชะลอตัวเล็กน้อยเหลือ 9.9% ตามราคาพลังงานที่ปรับลดลง https://thestandard.co/uk-inflation-rate-aug/ Wed, 14 Sep 2022 09:58:20 +0000 https://thestandard.co/?p=681395 เงินเฟ้อ

เงินเฟ้อ เดือนสิงหาคมของสหราชอาณาจักรออกมาต่ำกว่าที่หลา […]

The post เงินเฟ้อ อังกฤษเดือน ส.ค. ชะลอตัวเล็กน้อยเหลือ 9.9% ตามราคาพลังงานที่ปรับลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ

เงินเฟ้อ เดือนสิงหาคมของสหราชอาณาจักรออกมาต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยสำนักสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร รายงานตัวเลขดัชนีผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมออกมาที่ 9.9% ลดลงจากระดับ 10.1% ในเดือนกรกฎาคม และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 10.2%

 

หากเทียบเป็นรายเดือน เงินเฟ้อในเดือนสิงหาคมยังคงปรับสูงขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่ 0.5% ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดเล็กน้อย ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาอาหาร พลังงาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบอยู่ที่ 6.3% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.8% เป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


รายงานของสำนักสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงมากที่สุดคือราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเฟ้อยังเร่งตัวขึ้นต่อไปคือราคาอาหาร

 

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประชาชนในสหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพจากราคาอาหารและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างยังอยู่ในระดับที่ล่าช้ากว่าเงินเฟ้อ

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Liz Truss นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ประกาศนโยบายจำกัดเพดานราคาพลังงานเพื่อบรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ โดยกำหนดให้แต่ละครัวเรือนจะจ่ายค่าไฟโดยเฉลี่ยไม่เกิน 2,500 ปอนด์ต่อปี (หรือราว 105,000 บาท) เป็นระยะเวลา 2 ปี ขณะที่ภาคธุรกิจจะได้รับการอุดหนุนเป็นเวลา 6 เดือน

 

โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานครั้งใหญ่นี้ จะทำให้หนี้สาธารณะของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นราว 1.3 แสนล้านปอนด์ 

 

แม้ว่าเงินเฟ้อในเดือนสิงหาคมจะออกมาต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แต่การที่ตัวยังคงค้างอยู่ในระดับสูง ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตรา 0.75% ในการประชุมสัปดาห์หน้า

 

ก่อนหน้านี้ BOE เคยประเมินไว้ว่า เงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรจะพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 13.3% ก่อนสิ้นปี แต่ดูเหมือนว่ามาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลจะทำให้ BOE ต้องทบทวนประมาณการดังกล่าวอีกครั้ง

 

Richard Carter หัวหน้าฝ่ายวิจัยดอกเบี้ยของ Quilter Cheviot ระบุว่า นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลอาจช่วยชะลอการเร่งตัวของเงินเฟ้อได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะส่งผลให้ภาระหนี้และค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลให้ BOE ต้องขึ้นดอกเบี้ยไปมากกว่าที่ตั้งใจไว้

 

อ้างอิง:

 

The post เงินเฟ้อ อังกฤษเดือน ส.ค. ชะลอตัวเล็กน้อยเหลือ 9.9% ตามราคาพลังงานที่ปรับลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจชี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มดีขึ้น แต่ภาวะ เงินเฟ้อ ยังเป็นปัจจัยบั่นทอนกำลังซื้อ https://thestandard.co/consumer-sentiment-july-preliminary-inflation/ Mon, 18 Jul 2022 03:51:41 +0000 https://thestandard.co/?p=654978 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค

กรณี เงินเฟ้อ ทั่วโลก ผลการสำรวจข้อมูลของมหาวิทยาลัยมิช […]

The post ผลสำรวจชี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มดีขึ้น แต่ภาวะ เงินเฟ้อ ยังเป็นปัจจัยบั่นทอนกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเชื่อมั่นผู้บริโภค

กรณี เงินเฟ้อ ทั่วโลก ผลการสำรวจข้อมูลของมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่า ชาวอเมริกันรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยเกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดตลอดกาล

 

รายงานระบุว่า ดัชนีเบื้องต้นสำหรับการสำรวจผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นเป็น 51.1 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 50 จุด ในเดือนมิถุนายน

 

ด้าน Joanne Hsu ผู้อำนวยการ Surveys of Consumers เปิดเผยว่า สัดส่วนของผู้บริโภคที่ออกมากล่าวโทษเงินเฟ้อที่มีผลต่อมาตรฐานการครองชีพเพิ่มขึ้นเป็น 49% ซึ่งตรงกับระดับสูงสุดตลอดกาลในช่วง Great Recession หรือภาวะถดถอยครั้งใหญ่ในอดีต พร้อมมองว่ามุมมองเชิงลบเหล่านี้ยังคงมีอยู่ แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มลดลงเมื่อเร็วๆ นี้ก็ตาม

 

การสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าความคาดหวังสำหรับอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเกณฑ์สำหรับระดับเงินเฟ้อในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ลดลงเหลือ 2.8% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 2.9-3.1% ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของแนวโน้มความเคลื่อนไหวและทิศทางตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์นี้ เหล่านักลงทุนมีแนวโน้มที่จะให้น้ำหนักความสำคัญกับรายงานผลประกอบการของบริษัทต่างๆ หลังจากที่ตลาดผันผวนจากความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมีความผันผวนมาก โดยดัชนีหลักสามรายการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในวันศุกร์ หลังจากกังวลว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1% ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังคงขาดทุนรายสัปดาห์ โดยดัชนี S&P 500 ลดลงเกือบ 1% มาอยู่ที่ 3,863.16 จุด

 

ขณะที่นักกลยุทธ์ส่วนหนึ่งมองว่า ขณะนี้มีโอกาสราว 20% ที่ Fed จะปรับดอกเบี้ย 1% และความผันผวนที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นผลจากความรู้สึกของนักลงทุนในตลาดมากกว่า

 

ทั้งนี้ นักกลยุทธ์คาดการณ์ว่า ฤดูกาลผลประกอบการไตรมาสสองจะประกอบด้วยความผิดหวังและการปรับลดคาดการณ์การเติบโต เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนพนักงาน และเศรษฐกิจชะลอตัว

 

อ้างอิง:

The post ผลสำรวจชี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มดีขึ้น แต่ภาวะ เงินเฟ้อ ยังเป็นปัจจัยบั่นทอนกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางจีนที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น https://thestandard.co/us-economy-and-consumer-confidence/ Mon, 04 Jul 2022 06:09:21 +0000 https://thestandard.co/?p=649705 เศรษฐกิจสหรัฐฯ

The post เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางจีนที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจสหรัฐฯ

The post เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางจีนที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน คาด GDP ปีนี้อาจโตต่ำกว่า 2.5% https://thestandard.co/utcc-reveals-consumer-confidence-index/ Thu, 09 Jun 2022 10:49:48 +0000 https://thestandard.co/?p=640106 ม.หอการค้า

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป […]

The post ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน คาด GDP ปีนี้อาจโตต่ำกว่า 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.หอการค้า

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2565 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นเดือนแรกหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ยังมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกให้ช้าลงหรือชะลอตัวลง และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะคลี่คลายลงเป็นลำดับ และรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายการดำเนินธุรกรรมทางเศรษฐกิจธุรกิจและการเปิดประเทศมากขึ้นแล้วก็ตาม ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ความเชื่อมั่นโดยรวมปรับตัวลดลง

 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 34.3 37.8 และ 48.5 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายนที่อยู่ในระดับ 34.6 38.0 และ 49.6 ตามลำดับ

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนยังคงกังวลในวิกฤตโควิดในประเทศไทยและทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่แม้ว่าจะคลายตัวลงก็ตาม

 

“การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยผู้บริโภคเริ่มมีความวิตกกังวลมากเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดในประเทศไทย และปัญหาค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นลดน้อยถอยลง และระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากภาวะสงครามรัสเซียยูเครน ซึ่งต้องติดตามว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงไรและยาวนานเพียงใด ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงต่ำกว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.5-3.0% ในปีนี้” ธนวรรธน์กล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน คาด GDP ปีนี้อาจโตต่ำกว่า 2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง คนได้รับวัคซีนเพิ่ม และรัฐสั่งคลายล็อกดาวน์ https://thestandard.co/consumer-confidence-index-aug/ Fri, 10 Sep 2021 04:42:40 +0000 https://thestandard.co/?p=535165 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายแล […]

The post ‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง คนได้รับวัคซีนเพิ่ม และรัฐสั่งคลายล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง ประกอบกับภาครัฐได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดง) โดยคลายล็อกดาวน์ให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดดำเนินการได้ รวมทั้งประชาชนทยอยได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งประเทศ  

 

โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 37.2 เทียบกับระดับ 36.7 ในเดือนก่อนหน้า เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 29.8 มาอยู่ที่ระดับ 29.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต พบว่า ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 41.3 มาอยู่ที่ระดับ 42.1  

 

ทั้งนี้ หากจำแนกรายภูมิภาคจะพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นมากที่สุด จากระดับ 36.8 มาอยู่ที่ระดับ 38.9 รองลงมาคือภาคเหนือ จากระดับ 34.7 มาอยู่ที่ระดับ 35.9 และภาคกลาง จากระดับ 36.1 มาอยู่ที่ระดับ 36.8 ในขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปรับตัวลดลงจากระดับ 35.8 มาอยู่ที่ระดับ 34.6 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ยังคงมีความรุนแรงและมียอดผู้ติดเชื้อรายวันจำนวนมาก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับลดลงจากระดับ 38.7 มาอยู่ที่ระดับ 38.1 เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว ปรับราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อจำแนกรายอาชีพพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเกือบทุกกลุ่มอาชีพ ยกเว้นกลุ่มเกษตรกร ปรับลดลงจากระดับ 38.1 มาอยู่ที่ระดับ 37.9 เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญปรับราคาลดลง เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่ กุ้ง และผลไม้ (ทุเรียน เงาะ มังคุด) ในขณะที่

กลุ่มนักศึกษาปรับเพิ่มขึ้น จากระดับ 33.1 มาอยู่ที่ระดับ 35.5, กลุ่มพนักงานของรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 42.8 มาอยู่ที่ระดับ 44.2, กลุ่มรับจ้างอิสระ จากระดับ 34.2 มาอยู่ที่ระดับ 35.5, กลุ่มผู้ประกอบการ จากระดับ 36.3 มาอยู่ที่ระดับ 36.9, กลุ่มพนักงานเอกชน จากระดับ 35.2 มาอยู่ที่ระดับ 35.4 และกลุ่มไม่ได้ทำงาน/บำนาญ จากระดับ 32.2 มาอยู่ที่ระดับ 32.3

 

ภูสิตกล่าวว่า จำนวนยอดผู้ติดเชื้อที่เริ่มลดลงในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ประกอบกับภาครัฐได้มีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ให้ผู้ประกอบการร้านเสริมสวย ร้านอาหาร ร้านนวด (เฉพาะนวดเท้า) เปิดดำเนินการได้แบบมีเงื่อนไข ส่วนห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ สามารถเปิดดำเนินการได้ทุกแผนก โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ ซึ่งจากการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว ประกอบกับประชาชนทยอยได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจของผู้ประกอบการและประชาชนเริ่มดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังคงอยู่ในช่วงที่มีความไม่เชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจก็ตาม

The post ‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง คนได้รับวัคซีนเพิ่ม และรัฐสั่งคลายล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 64 แตะ 40.9 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คาด GDP ปีนี้อาจติดลบถึง 4% หากต้องล็อกดาวน์เพิ่มเดือน ก.ย. https://thestandard.co/utcc-reveal-thai-consumer-confidence-index/ Thu, 05 Aug 2021 09:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=521863 Consumer Confidence Index

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป […]

The post ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 64 แตะ 40.9 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คาด GDP ปีนี้อาจติดลบถึง 4% หากต้องล็อกดาวน์เพิ่มเดือน ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Consumer Confidence Index

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ Consumer Confidence Index (CCI) เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยพบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40.9 จุด จาก 43.1 จุดในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ดัชนีแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในเดือนตุลาคม 2541 เป็นต้นมา

 

ขณะที่การสำรวจดัชนีอื่นๆ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 35.3 จุด ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ระดับ 38.0 จุด และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 49.6 จุด โดยดัชนีเกือบทุกรายการปรับลดลงเมื่อเทียบกับในเดือนมิถุนายน 2564 และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งเริ่มทำการสำรวจมา

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคมปรับตัวลดลง คือตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ที่อยู่ในระดับสูงกว่า 15,000 รายต่อวัน และการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ใน 13 จังหวัด ซึ่งครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจประมาณ 60% ของ​ GDP ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาต่ออารมณ์การใช้จ่ายของประชาชนในภาวะที่การฉีดวัคซีนยังล่าช้า

 

“เราประเมินว่าการล็อกดาวน์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจประมาณ 2-3 แสนล้านบาท เนื่องจากในภาวะปกติการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศจะอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่ภายใต้ล็อกดาวน์การใช้จ่ายจะลดลงเหลือ 1 ใน 3 คิดเป็นความเสียหายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 7 พันล้านบาท” ธนวรรธน์กล่าว

 

ธนวรรธน์ระบุอีกว่า เมื่อพิจารณาจากการขยายมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นเป็น 29 จังหวัดล่าสุดของภาครัฐ ทำให้เชื่อว่าดัชนีความเชื่อมั่นทุกประเภทในเดือนสิงหาคมจะปรับลดลงทำลายสถิติได้อีก โดยศูนย์พยากรณ์ประเมินว่าความเสียหายจากมาตรการล็อกดาวน์ในเดือนสิงหาคมจะอยู่ที่ 3.5-4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมตามพื้นที่ได้รับผลกระทบที่เพิ่มขึ้น

 

“ภายในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดนี้จะครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจประมาณ 80% ของ GDP ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมประมาณ 90% และครอบคลุมระบบโลจิสติกส์ประมาณ 80% ของประเทศ ทำให้ความเสียหายจะสูงกว่าการล็อกดาวน์ในเดือนกรกฎาคม” ธนวรรธน์กล่าว

 

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า หากรวมผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเข้าด้วยกัน จะคิดเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ด้วยเหตุนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจจึงได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยจากเติบโต 0-1% เป็นติดลบ 2-0%

 

โดยตัวเลขคาดการณ์ GDP ที่ติดลบ 2-0% คำนวณจากสมมติฐานที่สถานการณ์โควิดจะเริ่มคลี่คลายในเดือนกันยายนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่หากไทยยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในเดือนกันยายน และต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ต่ออีกหนึ่งเดือน GDP จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิมเป็นติดลบ 2-4%

 

อย่างไรก็ดีในกรณีที่คุมควบสถานการณ์ได้ในเดือนกันยายน และภาครัฐมีการเร่งอัดฉีดเงินผ่านมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอีก 5 แสนล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี GDP อาจจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 1%

 

“ณ ตอนนี้เรามองว่าวงเงินกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทไม่น่าจะเพียงพอแล้ว รัฐอาจต้องพิจารณากู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อย ซึ่งจะทำให้ต้องขยายเพดานเงินกู้เพิ่มจาก 60% ของ GDP เป็น 65-70% ของ GDP” ธนวรรธน์กล่าว

The post ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. 64 แตะ 40.9 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คาด GDP ปีนี้อาจติดลบถึง 4% หากต้องล็อกดาวน์เพิ่มเดือน ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ดิ่งลงต่อเนื่องทุกหมวดหมู่ จากพิษโควิด-19 ที่ระบาดหนัก https://thestandard.co/commerce-unveiled-may-consumer-confidence-index/ Fri, 11 Jun 2021 05:28:27 +0000 https://thestandard.co/?p=498996 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายแล […]

The post ‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ดิ่งลงต่อเนื่องทุกหมวดหมู่ จากพิษโควิด-19 ที่ระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อันเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสาม 

 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพฤษภาคม 2564 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 41.6 เทียบกับระดับ 43.5 ในเดือนก่อนหน้า เป็นการปรับตัวลดลงทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต ในทุกภาคและทุกอาชีพ 

 

โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 36.4 มาอยู่ที่ระดับ 34.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตพบว่า ปรับลดลงจากระดับ 48.2 มาอยู่ที่ระดับ 46.5 

 

หากจำแนกรายภูมิภาคจะพบว่าลดลงในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคกลางมีสัดส่วนการลดลงมากที่สุด ปรับตัวลดลงจากระดับ 44.2 มาอยู่ที่ระดับ 39.7 รองลงมาคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จากระดับ 41.5 มาอยู่ที่ระดับ 38.5 ภาคเหนือ จากระดับ 43.5 มาอยู่ที่ระดับ 40.5 

 

เมื่อจำแนกรายอาชี ก็ลดลงทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาปรับลดลงจากจากระดับ 41.6 มาอยู่ที่ระดับ 37.1 ซึ่งมีสัดส่วนการปรับลดลงมากที่สุด, กลุ่มไม่ได้ทำงานปรับลดลงจากระดับ 37.2 มาอยู่ที่ระดับ 36.9 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากที่สุด และมีความไม่มั่นคงในการดำรงชีพ 

 

ส่วนกลุ่มพนักงานของรัฐ จากระดับ 49.6 มาอยู่ที่ระดับ 47.4, กลุ่มผู้ประกอบการ จากระดับ 43.1 มาอยู่ที่ระดับ 41.2, กลุ่มพนักงานเอกชน จากระดับ 42.4 มาอยู่ที่ระดับ 40.6, กลุ่มเกษตรกร จากระดับ 44.3 มาอยู่ที่ระดับ 42.6 และกลุ่มรับจ้างอิสระ จากระดับ 41.0 มาอยู่ที่ระดับ 39.3

 

ภูสิตระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่มียอดผู้ติดเชื้อรายวันจำนวนมาก รวมถึงความล่าช้าของการฉีดวัคซีนและการกระจายวัคซีนไปยังจังหวัดต่างๆ 

 

อย่างไรก็ดี หากภาครัฐสามารถกระจายและฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว จะส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยฟื้นปรับตัวดีขึ้นตามลำดับได้ 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘พาณิชย์’ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ดิ่งลงต่อเนื่องทุกหมวดหมู่ จากพิษโควิด-19 ที่ระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุกังวลโควิดระลอกใหม่ เสถียรภาพการเมืองลดลง วัคซีนล่าช้า https://thestandard.co/consumer-confidence-index-in-may-dropped-to-a-record-low/ Thu, 10 Jun 2021 04:12:38 +0000 https://thestandard.co/?p=498495 ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได […]

The post หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุกังวลโควิดระลอกใหม่ เสถียรภาพการเมืองลดลง วัคซีนล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ดัชนีได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.7 เทียบกับเดือนเมษายน 2564 ที่อยู่ระดับ 46 โดยระดับดัชนีดังกล่าวถือเป็นจุดที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หรือต่ำสุดในรอบ 22 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่ทำการสำรวจในเดือนตุลาคม 2541

 

สาเหตุการปรับลดลงดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ในประเทศไทย ประกอบกับความกังวลในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพน้อยลง ตลอดจนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่ล่าช้า ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนักและขาดแรงกระตุ้นในการฟื้นตัว แม้ว่ามาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะโครงการเราชนะและโครงการต่างๆ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้นทั่วประเทศในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

 

การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอีกครั้งท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่ สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดในประเทศไทยและในโลกว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้

 

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการฉีดวัคซีนทั่วประเทศที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนเป็นต้นไป เพื่อดูว่าการแพร่กระจายของโควิดรอบที่ 3 ว่าจะลดลงหรือไม่ และรัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตมากน้อยเพียงใด จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวใกล้เคียง 2% ได้

 

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

The post หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุกังวลโควิดระลอกใหม่ เสถียรภาพการเมืองลดลง วัคซีนล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตฟื้น กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้งในรอบ 3 เดือน หลังโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ https://thestandard.co/consumer-confidence-index-increase-after-last-coronavirus-wave/ Thu, 11 Mar 2021 02:47:03 +0000 https://thestandard.co/?p=463687 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตฟื้น กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้งในรอบ 3 เดือน หลังโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่

วันนี้ (11 มีนาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตร […]

The post ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตฟื้น กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้งในรอบ 3 เดือน หลังโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตฟื้น กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้งในรอบ 3 เดือน หลังโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่

วันนี้ (11 มีนาคม) จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยเฉพาะในอนาคตปรับขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่น และดัชนีเดือนนี้ปรับสูงขึ้นทุกภาพและทุกอาชีพ และคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในเดือนถัดไปเช่นกัน เนื่องด้วยประชาชนเชื่อมั่นในมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล และความคาดหวังในแง่ดีต่อวัคซีนโควิด-19

 

จุรินทร์กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.5 เทียบกับระดับ 43.2ในเดือนก่อนหน้า เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 36.3 มาอยู่ที่ระดับ 38.1 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต พบว่าปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.7 มาอยู่ที่ระดับ 50.4 

 

เมื่อจำแนกรายภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.3 มาอยู่ที่ระดับ 47.0 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากระดับ 44.5 มาอยู่ที่ระดับ 46.1 เมื่อจำแนกรายอาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานของรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 49.3 มาอยู่ที่ระดับ 51.4 ซึ่งอยู่ระดับสูงสุด และอยู่ในช่วงเชื่อมั่นแล้ว ในขณะที่กลุ่มเกษตรกร ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 44.3 มาอยู่ที่ระดับ 46.8 และกลุ่มผู้ประกอบการ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.8 มาอยู่ที่ระดับ 45.8

 

จากการที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตที่กลับมาอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นอีกครั้งหลังจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เนื่องจากประชาชนมีความเชื่อมั่นในมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ เช่นโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน, โครงการประกันรายได้เกษตรกร,  โครงการเราชนะ, โครงการ ม.33เรารักกัน และโครงการคนละครึ่ง เป็นต้น ที่เร่งให้การช่วยเหลือประชาชนทุกระดับอย่างทั่วถึง สามารถเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มคลี่คลายลง รวมทั้งความคาดหวังในเรื่องวัคซีนที่จะเริ่มฉีดให้กับประชาชนกลุ่มแรกในเดือนมีนาคมนี้ 

 

ทั้งนี้ แนวโน้มความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่อไป หากไม่มีสถานการณ์เปลี่ยนไปจากทิศทางนี้

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตฟื้น กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้งในรอบ 3 เดือน หลังโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>