ฐิภา นววัฒนทรัพย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฐิภา-นววัฒนทรัพย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 04 Mar 2026 12:43:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น https://thestandard.co/war-hormuz-strait-gold-volatility/ Wed, 04 Mar 2026 12:43:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1184339 ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบทท […]

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบททดสอบว่าจะทำผลงานได้ดีเพียงใด ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง ‘สหรัฐ-อิสราเอล’ กับ ‘อิหร่าน’ โดยหลังจากสงครามเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำตอบสนองในเชิงบวก เมื่อกลับมาเปิดทำการในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม โดยปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุด 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+2.68%) อย่างไรก็ดี ราคาไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ และปรับตัวลงในวันอังคารที่ 3 มีนาคม กลับมาทดสอบ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (-4.40%)

 

คำถามคือสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แต่ทำไมทองคำถึงเริ่มถูกเทขายทำกำไรสลับออกมา คำตอบคือไม่ใช่ว่าความเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำนั้นหมดไป แต่แท้จริงแล้วถูกกดดันจากความกังวลที่สลับเข้ามาคือ ‘การดีดตัวของราคาน้ำมัน’ เนื่องจากอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีตอบโต้ไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน ‘Ras Tanura’ ของซาอุดีอาระเบีย ที่นอกจากจะมีกำลังการผลิตถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน ยังเป็นท่าเรือส่งออกที่สำคัญ นอกจากนี้ยังลุกลามไปยัง อาบูดาบี, ดูไบ, โดฮา และโอมาน

 

และที่สำคัญคือการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) นั้นยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากถึง 15-20% ของน้ำมันทั่วโลก ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้มีเรือติดค้างอยู่กว่า 3,000 ลำ ซึ่งเป็นเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป (Product Tankers) 195 ลำ และเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบ (Crude Tankers) อีก 112 ลำ (ในจำนวนนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) มากกว่า 70 ลำ คิดเป็น 8% ของ VLCC ทั่วโลก) อ้างอิงข้อมูลจาก Clarksons Research

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 10% และก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งเกือบ 50% ภายในเวลาสั้นๆ เพียง 2-3 วัน ซึ่งนับว่ามีนัยสำคัญมากพอที่จะไปกระตุ้นความกังวลในภาวะเงินเฟ้อ จนอาจเป็นปัจจัยสกัดการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed

 

Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan ได้นิยามความเสี่ยงของเงินเฟ้อครั้งนี้ว่า ‘Skunk at a party’ (สำนวนใช้กับสิ่งที่มาทำลายบรรยากาศ) โดยกล่าวว่า ภาวะสงครามตอนนี้กระทบราคาพลังงานเพียงเล็กน้อย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นผลกระทบด้านเงินเฟ้อที่รุนแรง (Major inflationary hit) ขณะที่ David Solomon CEO ของ Goldman Sachs กล่าวว่า ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อวิเคราะห์และซึมซับผลกระทบที่แท้จริงในระยะสั้น-กลาง

 

นอกจากนี้ หากสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ CME Fedwatch Tool จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นักลงทุนเริ่มลดโอกาสที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2 ครั้ง (50 bps) ลดลงเหลือเพียง 1 ครั้ง (25 bps) พร้อมผลักโอกาสการเริ่มปรับลดดอกเบี้ยออกไป จากเดิมคาดการณ์ไว้ช่วงการประชุมเดือนมิถุนายน เลื่อนไปเป็นช่วงการประชุมเดือนกันยายนแทน

 

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว เราจึงเห็น Dollar Index และ US Bond Yield ดีดตัวขึ้นพร้อมกันหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น จนกลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่อทองคำ

 

ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลาง ทองคำจะกลับไปทำผลงานได้ดีในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวลดลง หรือแกว่งตัวในกรอบที่แคบลง อย่างมีนัยสำคัญมากพอที่จะทำให้ตลาดหายกังวลความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่หากราคาน้ำมันยังแกว่งตัวขึ้นด้วยกรอบที่ผันผวน ราคาทองคำก็จะยิ่งผันผวนมากขึ้น ด้วยแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่ต่อสู้กับแรงขายจากกลุ่มที่กังวลว่า Fed อาจชะลอการปรับอัตราดอกเบี้ย

 

ภาพ: miss.cabul , Jade ThaiCatwalk / Shutterstock

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ https://thestandard.co/gold-forecast-6000-warning/ Wed, 21 Jan 2026 09:19:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1167753 ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพ […]

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติใหม่ที่ 4,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 12.1% เช่นเดียวกับราคาทองคำไทย (ทองคำแท่ง 96.5%) ก็พุ่งแตะ 71,600 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นแล้ว 6,650 บาท จากปลายปีก่อน

 

เมื่อปี 2025 ราคาทองคำพุ่งทะยานถึง 63% และถ้านับตั้งแต่สิ้นปี 2019 เป็นต้นมา ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 210% จนทำให้ใครหลายคนที่กำลังให้ความสนใจกับทองคำมีคำถามขึ้นมาว่า ราคาทองคำจะวิ่งขึ้นไปถึงจุดไหน?

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน?

 

หลังจากพุ่งขึ้นมากว่า 210% ตั้งแต่ปลายปี 2019 สู่ระดับ 4,870 ดอลลาร์ ขณะที่ทองคำไทยก็ทะยานแตะ 71,600 บาท ไปแล้ว

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ส่วนภาพระยะยาวกว่านั้น บางคนถึงขั้นมองว่าราคาทองคำจะไปถึง 8,000 – 10,000 ดอลลาร์ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราอยู่เสมอว่า ทองคำไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และเมื่อขาลงปรากฎ ราคาอาจจะร่วงลงได้ 40-60%

 

อะไรคือปัจจัยหนุนราคาทองคำตอนนี้ แล้วในอดีตอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ราคาทองคำล่มสลายลง

 

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 2

 

ทองคำ 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้แค่ไหน?

 

แต่หากมองไกลไปกว่าปี 2026 นักวิเคราะห์บางส่วนก็เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำพุ่งขึ้นไปได้ถึงระดับ 8,000 – 10,000 ดอลลาร์

 

Juerg Kiener จาก Swiss Asia Capital บริษัทในสิงคโปร์ มองว่าทองคำจะแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ ในปี 2028 ขณะที่ Ed Yardeni ผู้บริหารของ Yardeni Research มองว่าทองคำมีโอกาสจะไปถึง 10,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2030 โดยมีตัวการคือ การขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลทั่วโลก, ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ทำให้นโยบายนำไปสู่เงินเฟ้อ

 

อย่างไรก็ดี Charley Blaine บรรณาธิการข่าวสายการเงินของ TheStreet ระบุว่า ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับทองคำอาจเปลี่ยนแปลงได้ ในฐานะผู้ที่ทำข่าวเรื่องทองคำและโลหะมีค่ามานานกว่า 40 ปี “ผมจำได้ว่าเคยได้ยินข้อโต้แย้งแบบเดียวกันนี้ในปี 1980 ตอนนั้นเงินเฟ้อสูง ราคาน้ำมันพุ่ง และค่าเงินดอลลาร์ร่วง เมื่อทองคำแตะระดับ 850 ดอลลาร์ ผู้คนต่างพูดกันว่าเป้าหมายต่อไปคือ 1,000 ดอลลาร์”

 

แต่หลังจากนั้นราคากลับพังทลายลงและพังลงอย่างหนัก ทองคำร่วงลงกว่า 60% ไปอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ภายในปี 1985 และไม่เคยกลับไปแตะระดับ 850 ดอลลาร์ได้อีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายนปี 2008

 

“ผมรู้ดีว่าสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้และจะเกิดขึ้น ทั้งกับทองคำและแร่เงิน ซึ่งช่วงหลังมานี้ราคาพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าทองเสียอีก โดยเฉพาะในปี 2026 ปีเดียวราคาแร่เงินพุ่งไปแล้ว 23% คำถามเดียวคือ อะไรจะเป็นตัวจุดชนวน”

 

ด้าน JPMorgan Global Research คาดการณ์ว่าราคาทองคำปีนี้จะอยู่ที่ 5,055 ดอลลาร์ และจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2027 โดยปกติแล้ว ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ต่ำลง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) และความสามารถในการรักษามูลค่าที่เชื่อถือได้ อีกทั้งทองคำยังมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นต่ำ จึงทำหน้าที่เสมือนประกันความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงหรือยามเกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

สำหรับปี 2026 ความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งจากนักลงทุนและธนาคารกลาง ซึ่งคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 585 ตันต่อไตรมาส

 

จำเป็นต้องมีความต้องการสุทธิรายไตรมาสจากนักลงทุนและธนาคารกลางอยู่ที่ประมาณ 350 ตันขึ้นไป ราคาทองคำจึงจะปรับตัวขึ้นได้ และทุกๆ 100 ตันที่เกินระดับ 350 ตัน จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นราว 2% ต่อไตรมาส

 

“เมื่อมองไปในปี 2026 เราคาดว่าจะมีดีมานด์เฉลี่ยรวม 585 ตันต่อไตรมาส ประกอบด้วยจากธนาคารกลาง 190 ตัน, ทองคำแท่งและเหรียญ 330 ตัน และความต้องการรายปีจาก ETF และฟิวเจอร์สอีก 275 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า”

 

ย้อนรอยการพังทลายของราคาทองคำ

 

ตัวจุดชนวนการพังทลายของราคาทองคำในปี 1980 มาจาก 1.ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นอัตราเงินวางประกัน (Margin rates) อย่างรุนแรง เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรในทองคำและเงิน และ 2.เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว เพื่อปราบเงินเฟ้อ นโยบายนี้ทำเอานักเก็งกำไรเจ็บตัวอย่างหนัก

 

นักเก็งกำไรส่วนใหญ่มักกู้เงินมาเพื่อเปิดสถานะซื้อขาย และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหล่านั้นสูงขึ้น คุณจะเห็นเทรดเดอร์เทขายสถานะของตนทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางคนรอด แต่หลายคนไม่รอด

 

ส่วนปี 2013 ราคาพุ่งขึ้นอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Debt Default) แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ประกอบกับรัฐบาลโอบามาและสภาคองเกรสที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันหาทางออกร่วมกันได้ ราคาทองคำก็ร่วงลงถึง 40%

 

สำหรับปัจจุบัน การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาทองคำมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความต้องการซื้อจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล ทั้งธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย กำลังไล่ซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน (Hedge) ความเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนตัวลง

 

รวมทั้งการซื้ออย่างบ้าคลั่งในจีนและอินเดีย ซึ่งในประเทศเหล่านี้ การครอบครองทองคำถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มาก นอกจากนี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำลังเข้าซื้อเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่เข้าไปในพอร์ตการลงทุน ซึ่งตามธรรมเนียมเดิมมักจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้รัฐบาล และระยะหลังรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อย อย่างในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ สามารถหาซื้อทองคำได้แล้วที่ร้านค้าปลีกส่ง เช่น Costco Wholesale และร้านค้าปลีกทองคำและอัญมณีในท้องถิ่น

 

YLG ชี้ 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำขึ้นเร็วกว่าคาด

 

ด้าน YLG ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวัน 20 มกราคมที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) พุ่งขึ้นมาทะลุระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากราคาเปิดต้นปี

 

“ราคาที่ปรับขึ้นมาในระดับนี้เพียง 20 วันถือว่าเป็นการปรับขึ้นที่เร็วกว่าคาดหมาย แถมยังเป็นการเปิด gap ในวันจันทร์ทุกสัปดาห์ ขานรับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์”

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 1

 

ฐิภากล่าวต่อว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

1. ทรัมป์เปิดศึกชิง ‘กรีนแลนด์’ และความเสี่ยงด้านสงครามการค้ากับยุโรป

 

ภายหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรปสูงถึง 10-25% เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ส่งผลให้ผู้นำยุโรปกำลังจัดการประชุมด่วนสร้างความตึงเครียดทั้งภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันมาซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยทรัมป์กล่าวไว้ว่าแม้เน้นการเข้าปกครองด้วยการเจรจาทางการทูต แต่ก็ไม่ตัดวิธีการยึดครองด้วยกำลังทางทหาร

 

2. เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย

 

ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ร่วงฉับพลันจากความกังวลของตลาดที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่แสดงใน Dot Plot ที่เพียง 1 ครั้ง หลังเกิดการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในเฟดโดยเฉพาะ เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคมนี้

 

อีกทั้ง เริ่มเกิดการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่ทรัมป์จุดชนวนขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะต้องสกัดการเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield สหรัฐ หากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายจากประเทศในยุโรป หากความขัดแย้งปะทุรุนแรงมากขึ้น

 

3. ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ตุนทอง

 

ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ตามนโยบาย De-Dollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองฯ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง

 

อ้างอิง:

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’ https://thestandard.co/fed-independence-trump-intervention-2026/ Sat, 13 Dec 2025 06:17:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1154259 2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’

ในปี 2026 อาจเป็นปีแห่งมรสุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซ […]

The post 2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’

ในปี 2026 อาจเป็นปีแห่งมรสุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะเป็นบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์ต่อ ‘ความเป็นอิสระ’ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ โดยการประชุมนโยบายการเงินนัดสุดท้ายของปีนี้ เป็นเพียงความสงบก่อนพายุจะมาเยือน เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งประธาน Fed ของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ สิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่คนสนิทของทรัมป์อย่าง ‘เควิน แฮสเซ็ตต์’ มีชื่อเป็นตัวเต็ง ซึ่งอาจนำไปสู่การโหวตรับรองในวุฒิสภาที่ดุเดือดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวอย่างเช่น ‘สตีเฟน มิแรน’ ผู้ว่าการ Fed ที่ทรัมป์เสนอชื่อคนล่าสุด ชนะโหวตไปแบบเฉียดฉิวเพียง 48-47 เสียง เนื่องจากฝ่ายการเมืองตระหนักถึงความเสี่ยงของการแทรกแซงนโยบายการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น จนอาจนำไปสู่ความไม่นอนต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาค

 

อย่างไรก็ตาม การสร้าง ‘Fed ของทรัมป์’ เพื่อสั่งลดดอกเบี้ยโดยตรงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากโครงสร้างของ Fed ถูกออกแบบมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงนโยบายต้องอาศัยเสียงข้างมากจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการ Fed (Board of Governors) และประธาน Fed สาขา (Regional Fed Presidents) หลายแห่ง

 

โดยในปัจจุบันประธาน Fed สาขาจำนวนมากยังคงมีมุมมองแบบ Hawkish หรือกังวลเรื่องเงินเฟ้อและไม่ต้องการรีบลดดอกเบี้ย ซึ่งขัดแย้งกับความต้องการของทรัมป์ นอกจากนี้ แม้พาวเวลล์จะพ้นจากตำแหน่งประธานแล้ว แต่เขายังมีสิทธิ์นั่งเป็นสมาชิกบอร์ดได้จนถึงปี 2028 ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ด้วยแรงกดดันทางการเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อน พาวเวลล์อาจตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อขัดขวางการครอบงำบอร์ดทั้ง 7 คนของทรัมป์

 

นอกจากการผลัดเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งสำคัญแล้ว การช่วงชิงอำนาจในปี 2026 ยังรวมถึงการไล่ข้าราชการประจำผ่านกระบวนการทางกฎหมายและแรงกดดันต่อโครงสร้างองค์กร หนึ่งในเดิมพันสูงสุดคือคดีของ ‘ลิซ่า คุก’ ผู้ว่าการ Fed ที่ทรัมป์พยายามไล่ออก แม้ศาลสูงสุดจะอนุญาตให้เธอดำเนินการในตำแหน่งต่อไประหว่างสู้คดี แต่ผลการตัดสินของศาลที่จะเริ่มในเดือนมกราคม 2026 จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดผู้กำหนดนโยบายธนาคารกลางได้หรือไม่ ซึ่งกระทบต่อความเป็นอิสระของ Fed โดยตรง ขณะเดียวกัน ทีมงานของทรัมป์ยังได้พยายามกดดัน ‘ประธาน Fed สาขา’ ที่ โดยวิจารณ์ว่าพวกเขาไม่ใช่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง และที่สำคัญคือบอร์ดผู้ว่าการ Fed ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อใช้อำนาจกำกับดูแลในการบีบบังคับหรือแม้แต่ไล่ประธานสาขาออก เพื่อให้การโหวตมตินโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงปีแห่งการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นปีที่โครงสร้างอันซับซ้อนของ Fed จะต้องรับมือกับแรงเสียดทานทางการเมืองในทุกระดับ ตั้งแต่ประธาน Fed (Fed Chair) ผู้ว่าการ Fed (Board of Governors) ไปจนถึงประธาน Fed สาขา (Regional Fed Presidents) ทรัมป์จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้เป็นไปตามวาระของเขา แต่กลไกการถ่วงดุลขององค์กร กระบวนการทางศาล และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้กำหนดนโยบายคนเดิม จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดว่า สถาบัน Fed จะสามารถรักษาความแข็งแกร่งและอิสระของตนเองไว้ได้หรือไม่

The post 2026: ปีแห่งการช่วงชิงอำนาจ เดิมพัน ‘ความเป็นอิสระ Fed’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG ชี้ทองคำมีทิศทางขาขึ้นชัดเจน ราคาขึ้นทำ All New High แม้ยังต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐตลอดสัปดาห์ https://thestandard.co/ylg-gold-price-soars-all-new-high/ Tue, 02 Sep 2025 09:56:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1114634

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอล […]

The post YLG ชี้ทองคำมีทิศทางขาขึ้นชัดเจน ราคาขึ้นทำ All New High แม้ยังต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐตลอดสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า วันนี้ (2 ก.ย.) ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติกาลครั้งใหม่ที่ 3,508.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความใน Truth Social ที่ระบุถึงสาเหตุการตั้งภาษีกับอินเดียสูงถึง 50% เนื่องจากถูกอินเดียเอาเปรียบมาตลอด พร้อมกล่าวว่าการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐคือ “หายนะด้านเดียวอย่างสิ้นเชิง” ซึ่งการโพสต์ข้อความดังกล่าวได้สร้างสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐ ทำให้เกิดแรงซื้อทองเข้ามาในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

 

โดยก่อนหน้านี้วายแอลจี มองว่าภายในช่วงที่เหลือของปีนี้ราคาทองคำจะสามารถทำระดับสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งและล่าสุดราคาทองคำได้ปรับขึ้นมาตามคาดการณ์ โดยเชื่อว่าในไตรมาส 4 ราคาทองคำจะยังเคลื่อนไหวในแดนบวก แม้ว่าจะมีการเทขายทำกำไรสลับออกมาบ้าง อย่างไรก็ดี หากมองถึงปัจจัยในหลากหลายด้าน ก็ยังมีน้ำหนักต่อการเคลื่อนไหวของทองคำในเชิงบวก โดยเฉพาะแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ล่าสุดตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เช่น ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐนั้นอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อีกทั้ง เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม Jackson Hole ว่า “ความเสี่ยงด้านการจ้างงานกำลังเพิ่มขึ้น และภาษีศุลกากรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับราคาเพียงครั้งเดียว ความสมดุลของความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจำเป็นต้องปรับนโยบาย” ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นปัจจัยหนุนหลักต่อราคาทองคำ

 

นอกจากนี้ นโยบายทางการเงินของเฟดยังมีความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น ว่าจะมีจุดยืนที่ผ่อนคลาย (Dovish stance) มากขึ้น นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีความพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกดดัน เจอโรม พาวเวล ให้รีบทำการปรับลดดอกเบี้ยลงและลาออกจากประธานเฟด

 

รวมไปถึงการสั่งปลด ลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการเฟด ซึ่งนับเป็นการเข้าแทรกแซงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นตลอด 111 ปีที่ผ่านมา แต่ทางด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ยังออกมาปกป้องการกระทำดังกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ อีกทั้ง ยังมีความพยายามที่จะส่งคนสนิทอย่าง สตีเฟน มิแรน เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด แทนที่ อาเดรียนา คูเกลอร์ ที่ลาออกไปในช่วงก่อนหน้านี้

 

ทั้งนี้ในปีนี้ วายแอลจี ได้ให้เป้าหมายราคาทองคำไว้ที่โซน 3,500 – 3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ราคาจะทดสอบเป้าหมายแรกที่ระดับ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปแล้วถึงสองครั้ง อย่างไรก็ดี หากสามารถยืนแล้วไปต่อได้พร้อมปัจจัยพื้นฐานเข้ามาสนับสนุน จะมีเป้าหมายถัดไปที่ระดับ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และระดับ 3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ

 

สำหรับคำแนะนำการลงทุนทองคำ ในระยะสั้นมองว่าทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 3,437-3,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และกรอบแนวต้าน 3,508-3,540 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ส่วนทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ มองว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 52,500-54,100 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์)

 

ภาพ: Volodymyr TVERDOKHLIB/Shutterstock

The post YLG ชี้ทองคำมีทิศทางขาขึ้นชัดเจน ราคาขึ้นทำ All New High แม้ยังต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐตลอดสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องทิศทางราคาทองคำ หลัง Fed ส่งสัญญาณชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 https://thestandard.co/gold-price-outlook-fed-rate-cuts-2025/ Fri, 27 Dec 2024 09:40:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1024683 gold-price-outlook-fed-rate-cuts-2025

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย ที่ประ […]

The post ส่องทิศทางราคาทองคำ หลัง Fed ส่งสัญญาณชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
gold-price-outlook-fed-rate-cuts-2025

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินแห่งธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เผยมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% อันเป็นไปตามคาดการณ์ของหลายฝ่าย อย่างไรก็ดี ไฮไลต์ของการประชุมรอบนี้อยู่ที่รายงานประมาณการภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฉบับเดือนธันวาคม ที่ถูกเปิดเผยออกมาพร้อมกันนั้น มีการระบุถึงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสุดท้ายในปี 2025 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ระดับ 3.90% หรือเท่ากับขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยราว 0.50% ต่ำกว่าระดับ 1.00% ที่ Fed ประเมินไว้ในเดือนกันยายน 

 

ขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงดังกล่าว ซึ่งแม้จะเป็นไปตามคาดการณ์ของหลายฝ่ายเช่นกัน แต่หากพิจารณารายงานดังกล่าวเพิ่มเติมแล้ว พบการปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ลดคาดการณ์อัตราการว่างงาน สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ Fed ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 

 

ขณะที่จากการแถลงของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ส่งสัญญาณถึงการใช้ความระมัดระวังที่เพิ่มมากขึ้นในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลังจากนี้ นักลงทุนจึงตอบสนองเชิงลบต่อประเด็นอัตราดอกเบี้ยของ Fed เป็นอย่างมาก โดยมีการเผื่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่ถึง 0.50% ในปี 2025 หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน 

 

ประเด็นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ปัจจัยสำคัญชี้นำราคาทองคำในปี 2025 

 

อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปในช่วงรอบปีที่ผ่านมาพบว่า ประเด็นอัตราดอกเบี้ยของ Fed นั้นมีความไม่แน่นอนในระดับสูง โดยช่วงเริ่มต้นปี 2024 นักลงทุนมีการเก็งว่า Fed อาจเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย 7 ครั้ง หรือราว 1.75% ขณะที่ปลายเดือนเมษายนนักลงทุนปรับคาดการณ์ว่า Fed อาจไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปี 2024 ก่อนที่จะกลับมาปรับคาดการณ์ว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยราว 1.00-1.25% ในปี 2024 ช่วงไตรมาส 3 

 

ทั้งนี้ สถาบันการเงินรายใหญ่บางแห่ง อาทิ ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น (HSBC) คาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้ง หรือ 0.75% สู่กรอบ 3.50-3.75% ภายในปี 2025 ซึ่งมากกว่าคาดการณ์ล่าสุดของ Fed และมากกว่าคาดการณ์ของตลาดในปัจจุบัน โดย HSBC มองเห็นความเป็นไปได้ที่ว่าสถานการณ์ในฝั่งตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในปีหน้าอาจมีการชะลอตัวลงได้มากกว่าที่ Fed ประเมินไว้

 

ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) บ่งชี้ว่า หาก Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75% ภายในปี 2025 ราคาทองคำมีแนวโน้มรักษาการทรงตัวในกรอบระดับสูงต่อไปได้ แต่การปรับตัวขึ้นต่ออาจยังจำกัด เนื่องด้วย WGC ประเมินว่าด้วยขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ได้กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลงได้มากนัก ส่งผลให้ต้นทุนการถือครองทองคำยังอยู่ในระดับสูง 

 

ขณะที่หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินของสหรัฐฯ อ่อนแอมากกว่าที่คาดการณ์ กระตุ้นให้ Fed ต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรง โดย WGC ประเมินสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยของ Fed ถูกปรับลงสู่กรอบ 2.75-3.00% ภายในปี 2025 เท่ากับคาดการณ์ของตลาดช่วงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่ 0.50% ในเดือนกันยายนนั้นมีแนวโน้มหนุนให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

 

อย่างไรก็ดี จากมุมมองเชิงบวกทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ประกอบกับการส่งสัญญาณของ Fed ที่บ่งชี้ว่า ความคืบหน้าในกระบวนการปรับตัวลงของเงินเฟ้อนั้นถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลังจากนี้ ขณะที่การหวนคืนทำเนียบขาวในปี 2025 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแนวทางการดำเนินนโยบายนั้นถูกประเมินว่ามีแนวโน้มส่งเสริมการค้างตัวในระดับสูงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงต่อการบรรลุเป้าหมายด้านเงินเฟ้อของ Fed ทำให้ในปัจจุบันนักลงทุนให้ความเป็นไปได้ที่ Fed อาจไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เท่ากับที่ส่งสัญญาณไว้มากกว่าเมื่อเทียบกับความเป็นไปได้อื่น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทอร์สเทน สล็อก นักเศรษฐศาสตร์ของ Apollo Global Management ประเมินความเป็นไปได้ถึงระดับ 40.0% ที่ Fed อาจกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 ขณะที่นักลงทุนประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์ดังกล่าวที่ราว 30.0% พร้อมให้น้ำหนักราว 60.0% ต่อคาดการณ์ที่ Fed อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 0.25% ในปีหน้า 

 

แม้เจ้าหน้าที่ Fed หลายรายเคยมีการให้ถ้อยแถลงที่ตรงกันว่า Fed ยังคงอยู่บนหนทางในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่จากการแถลงของ เจอโรม พาวเวลล์ ล่าสุดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว บ่งชี้ว่า Fed ยังไม่ละทิ้งทุกความเป็นไปได้ในการดำเนินนโยบายการเงิน อนึ่ง หาก Fed ไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหรือกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 สถานการณ์เช่นนี้จะสร้างแรงกดดันเป็นอย่างมากต่อราคาทองคำ 

 

ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจัยหนุนที่สำคัญของราคาทองคำ

 

แม้ประเด็นอัตราดอกเบี้ยของ Fed มีแนวโน้มชี้นำทิศทางราคาทองคำได้ค่อนข้างมาก แต่กระนั้นราคาทองคำยังสามารถถูกชี้นำได้ด้วยปัจจัยอื่นเช่นกัน โดยเฉพาะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจะมีส่วนกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น 

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ประเมินว่าความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองจะเป็นปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่งของราคาทองคำ ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะมีทิศทางใดก็ตาม โดยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังส่อแววยืดเยื้อและมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับความรุนแรงขึ้นได้ในระยะข้างหน้า ยังคงเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเข้าซื้อทองคำของนักลงทุนในปี 2025 

 

ขณะที่การหวนคืนทำเนียบขาวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแนวโน้มก่อสงครามการค้า 2.0 ซึ่งรอบนี้อาจสร้างผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมากกว่าและหนุนการค้างตัวในระดับสูงของเงินเฟ้อ จำกัดขนาดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed โดยแม้นักวิเคราะห์หลายรายจะประเมินว่าทรัมป์จะไม่เร่งดำเนินนโยบายที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่กระนั้นทรัมป์อาจทยอยประกาศตั้งกำแพงภาษีกับประเทศต่างๆ ได้ในปีนี้ เพื่อเว้นระยะสำหรับการเจรจาต่อรองของประเทศดังกล่าว ซึ่งตลาดมีแนวโน้มตอบรับกับการประกาศของทรัมป์ในทันที ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนได้เป็นอย่างมากในปี 2025 

 

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองดังกล่าวทำให้ตลาดการเงินมีแนวโน้มเผชิญกับความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภาวะดังกล่าวไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในสหรัฐฯ แต่ยังส่งผลต่อไปยังตลาดการเงินแห่งอื่นทั่วโลก ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้มีส่วนชี้นำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มระดับการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและอัตราแลกเปลี่ยน ดำรงความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน 

 

อนึ่ง โมฮัมเหม็ด เอ. เอล-เอเรียน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ปรึกษาของอลิอันซ์ ให้ความเห็นว่า การเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลางมีส่วนมาจากความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรสหรัฐฯ ดังนั้นความไม่แน่นอนของทั้งประเด็นอัตราดอกเบี้ยของ Fed และแนวทางการดำเนินนโยบายของทรัมป์อาจเป็นสถานการณ์กระตุ้นให้ธนาคารกลางพิจารณาเพิ่มทองคำในทุนสำรองฯ 

 

ด้วยเหตุนี้แม้ราคาทองคำอาจถูกกดดันตามแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่จำกัดของ Fed แต่อาจได้รับแรงหนุนให้สามารถรักษาการทรงตัวเหนือระดับ 2,470 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากการถูกซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งในนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันอย่างธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม แนะนำนักลงทุนติดตามปัจจัยที่มีส่วนชี้นำทิศทางราคาทองคำ เพื่อประเมินสถานการณ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง 

 

The post ส่องทิศทางราคาทองคำ หลัง Fed ส่งสัญญาณชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG ชี้ ทองคำทำไฮใหม่ทะลุเป้าเดิม เชื่อสิ้นปีอาจไปต่อได้ถึง 2,750 ดอลลาร์
แนะจับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ กระตุ้นทองผันผวนเพิ่ม https://thestandard.co/gold-hits-new-high/ Fri, 18 Oct 2024 09:22:49 +0000 https://thestandard.co/?p=997686

YLG ชี้ ทองคำร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดราคาพุ่งทะลุเป้าหมา […]

The post YLG ชี้ ทองคำทำไฮใหม่ทะลุเป้าเดิม เชื่อสิ้นปีอาจไปต่อได้ถึง 2,750 ดอลลาร์
แนะจับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ กระตุ้นทองผันผวนเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

YLG ชี้ ทองคำร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดราคาพุ่งทะลุเป้าหมายทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 2,714 ดอลลาร์ แต่ประเมินทิศทางยังไปได้ต่อ ให้เป้าหมายถัดไป 2,750 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เหตุยังมีปัจจัยสนับสนุน 4 ด้าน ทั้ง 1. ความไม่สงบในตะวันออกกลาง 2. ธนาคารกลางหลายแห่งเดินหน้าเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาลง 3. กองทุน ETF ทองคำ ซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และ 4. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายสหรัฐฯ หลังผลการเลือกตั้งกระตุ้นความผันผวนของราคา พร้อมแนะนักลงทุนเสี่ยงซื้อเก็งกำไรระยะสั้น มองกรอบ 2,666-2,750 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ด้านทองไทยมองกรอบ 41,800-43,100 บาทต่อบาททองคำ และล่าสุดจับมือ TradingView เพิ่มทางเลือกนักลงทุน มอบสิทธิพิเศษจำนวนมากสำหรับการเปิดบัญชี YLG Futures บน TradingView

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) เปิดเผยว่า ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ 2,714 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 12.45 น. แม้ว่าวานนี้จะมีแรงกดดันจากการแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์ขานรับยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ออกมาบวก 0.4% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 0.3% แต่ทองคำก็ยกตัวสูงกว่าจุดต่ำสุดของการแกว่งตัวในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นการรักษาทิศทางเชิงบวกได้อย่างแข็งแกร่ง

 

แม้การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในครั้งนี้จะทะลุเป้าหมายที่ YLG ให้ไว้ที่ 2,700 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์แล้ว แต่จากแรงซื้อที่แข็งแกร่งและแรงขายในระดับจำกัด ส่งผลให้ภาพในทางเทคนิคจึงยังอยู่ในกรอบการแกว่งตัวขึ้น จึงประเมินว่าภายในสิ้นปีนี้ ราคาทองคำอาจยังไปได้ต่อสู่เป้าหมาย 2,750 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

 

ความร้อนแรงของทองคำมาจากปัจจัยบวก 4 ด้าน ดังนี้

 

  1. ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังอิสราเอลยืนยันการเสียชีวิตของ ยาห์ยา ซินวาร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส จากที่ก่อนหน้าสังหาร มุสตาฟา ฮาริรี ผู้บัญชาการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน สถานการณ์ดังกล่าวจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าฮามาส-ฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านจะมีการตอบโต้กลับหรือไม่

 

  1. ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้า แสดงให้เห็นว่าทองคำจะมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทองคำไม่ได้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย จึงไม่ได้รับผลกระทบต่อประเด็นดังกล่าว

 

  1. กองทุน ETF ทองคำ กลับมาเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยในเดือนกันยายน กองทุน ETF ทองคำ มีเงินทุนไหลเข้ามา 1,400 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการซื้อสุทธิ 18.4 ตัน ทำให้การถือครองสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 3,200 ตัน

 

  1. ความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ กระแสการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจคว้าชัยในการเลือกตั้งสหรัฐฯ สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก จึงพักเงินไว้ในทองคำบางส่วนเพื่อเป็นหลุมหลบภัย แต่จะต้องประเมินอีกครั้งในนโยบายที่เกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง เนื่องจากดัชนีดอลลาร์แข็งค่าด้วยเช่นกัน ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้ทองคำผันผวนมากขึ้น

 

สำหรับการทำจุดสูงสุดใหม่รอบนี้ เป็นการบ่งชี้ถึงแรงซื้อเก็งกำไรที่มีเข้ามาเพิ่มขึ้นจนราคาดีดตัวขึ้นแรง YLG จึงมีคำแนะนำว่า ในระยะนี้ให้เน้นการลงทุนระยะสั้น โดยยังเสี่ยงเปิดสถานะซื้อตามเทรนด์หลัก เมื่อราคาปรับตัวลงมาแล้วสามารถยืนเหนือแนวรับ 2,685-2,666 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ โดยเมื่อราคาปรับตัวขึ้นให้ทยอยปิดทำกำไรที่โซนแนวต้าน 2,735-2,750 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับ 2,666 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

 

ด้านทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ แนะนำแนวรับที่ 42,100-41,800 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านที่ 42,850-43,100 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณด้วยระดับอัตราแลกเปลี่ยน 33.11 บาทต่อดอลลาร์)

The post YLG ชี้ ทองคำทำไฮใหม่ทะลุเป้าเดิม เชื่อสิ้นปีอาจไปต่อได้ถึง 2,750 ดอลลาร์
แนะจับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ กระตุ้นทองผันผวนเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ออมทองดียังไง? สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มซื้อทองคำ | NEW GEN INVESTOR EP.22 https://thestandard.co/new-gen-investor-ep-22/ Sat, 21 Sep 2024 03:00:55 +0000 https://thestandard.co/?p=985915 ออมทอง

ในปีนี้ทุกคนที่กำลังคิดว่าจะนำเงินไปลงทุนอะไรดี   […]

The post ชมคลิป: ออมทองดียังไง? สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มซื้อทองคำ | NEW GEN INVESTOR EP.22 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออมทอง

ในปีนี้ทุกคนที่กำลังคิดว่าจะนำเงินไปลงทุนอะไรดี

 

หนึ่งในตัวเลือกน่าจะมีทองคำโผล่ขึ้นมาด้วย

 

เพราะ 1 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งแรงถึงประมาณ 30%

 

NEW GEN INVESTOR เอพิโสดนี้ เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี จึงอยากชวนทุกคนมาคุยเกี่ยวกับการลงทุนในทองคำ เพื่อให้เข้าใจสินทรัพย์นี้ได้ดียิ่งขึ้น

 

และคนที่จะมาร่วมพูดคุยกับเราในเอพิโสดนี้คือ ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

 

แม้ทองคำจะร้อนแรงในเวลานี้ แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วเก็บออมทองคำในระยะยาวก็มีข้อดีไม่แพ้กัน โดย 20 ปีที่ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 9% ต่อปี

The post ชมคลิป: ออมทองดียังไง? สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มซื้อทองคำ | NEW GEN INVESTOR EP.22 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่แรกของไทย! YLG x TradingView เปิดให้บริการซื้อ-ขายอนุพันธ์ด้วยบัญชี YLG Futures https://thestandard.co/ylg-x-tradingview-ylg-futures/ Thu, 08 Feb 2024 04:40:24 +0000 https://thestandard.co/?p=897383 YLG x TradingView

YLG จับมือ TradingView แพลตฟอร์มให้บริการข้อมูลการลงทุน […]

The post ที่แรกของไทย! YLG x TradingView เปิดให้บริการซื้อ-ขายอนุพันธ์ด้วยบัญชี YLG Futures appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG x TradingView

YLG จับมือ TradingView แพลตฟอร์มให้บริการข้อมูลการลงทุนทั่วโลก เชื่อมโอกาสการลงทุนให้กับคนไทยเข้าถึงการลงทุนอนุพันธ์ในตลาด CME ตลาดอนุพันธ์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ด้วยการเทรดผ่าน TradingView ด้วยบัญชี YLG Futures พร้อมสิทธิประโยชน์เข้าถึงการใช้ข้อมูลของ TradingView ไม่จำกัด ทั้งการดูกราฟการลงทุนทั่วโลก การเข้าถึงข่าวสารด้านเศรษฐกิจ พร้อมฟังก์ชันตั้ง Alert เตือนราคาที่ต้องการ หรือสร้างกลยุทธ์การลงทุนของตนเองด้วย ALGO ส่งคำสั่งซื้อ-ขายอัตโนมัติ คาดว่าความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้พอร์ตลูกค้า YLG Futures ปีนี้เติบโต 25% หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 100% ต่อเนื่อง

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG Futures) ตัวแทนซื้อ-ขายสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าในตลาดล่วงหน้า (Futures: ฟิวเจอร์ส) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพอร์ตบริการการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สของ YLG เติบโตเฉลี่ย 100% ต่อเนื่อง 

 

โดยจากข้อมูลของนักลงทุนที่ลงทุนผ่าน YLG Futures พบว่า สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ SET50 รองลงมาคือ ทองคำ, Block Trade และ USD Futures โดยนักลงทุนที่หันมาลงทุนผ่านตลาดฟิวเจอร์สมากขึ้น เนื่องจากทาง YLG Futures มีการจัดสัมมนาให้ความรู้กับกลุ่มนักทุนหน้าใหม่และกลุ่มนักลงทุนกลุ่มเดิมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึง YLG Futures ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้วยเหตุนี้จึงเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

 

ล่าสุด YLG Futures ได้จับมือกับ TradingView แพลตฟอร์มให้บริการข้อมูลการลงทุนทั่วโลก เพื่อเป็นการขยายช่องทางการลงทุน เพิ่มโอกาสคนไทยเข้าถึงการลงทุนฟิวเจอร์สในตลาด CME Group ตลาดฟิวเจอร์สอันดับหนึ่งของโลกจากสหรัฐอเมริกาที่มีสินค้าที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกครอบคลุมทองคำ น้ำมันดิบ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง อีกทั้งยังสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่เว้นวันหยุดของประเทศไทย  

 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะมอบสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนที่เทรดฟิวเจอร์สผ่าน TradingView ด้วยบัญชี YLG Futures ที่เหนือกว่า สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนที่มีอย่างไร้ขีดจำกัดของ TradingView อาทิ การเข้าถึงกราฟการเคลื่อนไหวของตลาดทั่วโลก โดยมีสินค้าที่ได้รับความนิยมในการลงทุนอย่างทองคำและน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งกราฟการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าต่างๆ ล้วนถูกออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน รวมถึงเป็นแหล่งข้อมูลความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ รวมถึงมีการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุน 

 

อีกทั้งยังสามารถออกแบบกลยุทธ์การลงทุนของตนเองด้วย ALGO ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งซื้อ-ขายอัตโนมัติ ทำให้พบกับโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดแบบเรียลไทม์ สามารถเชื่อมต่อกับตลาดสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้า หรือ Exchange ชั้นนำทั่วโลกในแพลตฟอร์มเดียว ทั้งหมดจะทำให้โลกการลงทุนของนักลงทุนไทยเปิดกว้างสู่การเชื่อมต่อทุกมุมโลก

 

“ความร่วมมือของ YLG Futures กับ TradingView ในครั้งนี้ จะทำให้พอร์ตลูกค้าฟิวเจอร์สของ YLG Futures เติบโตขึ้นอีก 25% ภายในปีนี้ จะเห็นได้จากสัญญาณการเติบโตที่ดีและต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี ทั้งนี้ การเพิ่มความหลากหลายและช่วยให้เข้าถึงเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตัดสินใจในการลงทุนมากขึ้นนั้น 

 

“เชื่อว่าจะช่วยให้นักลงทุนกล้าเข้ามาลงทุนมากขึ้น พร้อมมีโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่เทรดผ่าน TradingView แจกทองคำ 99.99 น้ำหนัก 1 กรัม ซื้อ-ขายสินค้า Global Market (Micro Size) ครบ 100 สัญญา ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2567 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุนทองคำในตลาดฟิวเจอร์ส เนื่องจากปีนี้ตลาดต่างคาดการณ์ว่าภาพใหญ่ทองคำยังเป็นขาขึ้น ซึ่งการลงทุนผ่าน TradingView ด้วยบัญชี YLG Futures ที่เชื่อมไปยังการลงทุนในตลาด CME ยังทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (US SEC และ CFCT)” ฐิภากล่าว

The post ที่แรกของไทย! YLG x TradingView เปิดให้บริการซื้อ-ขายอนุพันธ์ด้วยบัญชี YLG Futures appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG คาด ‘ทองคำ’ ขาขึ้นยาว 3-5 ปีหากดอกเบี้ย Fed เข้าสู่ขาลง แนะสายฟิวเจอร์สเปิดสถานะซื้อ รับเทรนด์ทองคำท็อปฟอร์ม https://thestandard.co/ylg-gold-upward-3-5-years/ Thu, 30 Nov 2023 10:01:37 +0000 https://thestandard.co/?p=871980

YLG แนะสายฟิวเจอร์สเปิดสถานะซื้อ รับเทรนด์ทองคำกลับมาท็ […]

The post YLG คาด ‘ทองคำ’ ขาขึ้นยาว 3-5 ปีหากดอกเบี้ย Fed เข้าสู่ขาลง แนะสายฟิวเจอร์สเปิดสถานะซื้อ รับเทรนด์ทองคำท็อปฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

YLG แนะสายฟิวเจอร์สเปิดสถานะซื้อ รับเทรนด์ทองคำกลับมาท็อปฟอร์ม หลัง Fed แสดงท่าทีสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย หนุนทองคำพุ่งสู่นิวไฮ มีลุ้นเห็น 2,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ชี้หากดอกเบี้ยเป็นขาลงรอบนี้ส่งผลทองคำพุ่งยาว 3-5 ปี ส่วนระยะสั้นแนะเปิดสถานะซื้อหากยืนเหนือ 2,032 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ตัดขาดทุนที่ 2,018 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ 

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดล่วงหน้า เปิดเผยว่า ราคาทองคำที่ปรับขึ้นมาล่าสุด สามารถยืนเหนือ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ได้อย่างน่าสนใจ เพราะมีจังหวะที่ขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ระดับ 2,052 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเป็นประวัติกาลที่ระดับ 2,078 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งการปรับขึ้นของราคาทองคำเป็นการปรับตัวขึ้นรับสถานการณ์เงินเฟ้อที่เริ่มควบคุมได้ 

 

โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่ทรงตัวในระดับสูงมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร และเงินเฟ้อเริ่มเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% จึงมีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะผ่อนคลายลง จากถ้อยแถลงนี้ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง และส่งผลดีต่อทองคำ ประกอบกันก่อนหน้านี้ราคาทองคำได้ย่อตัวไปพอสมควรทำให้เป็นจังหวะเข้าซื้อเพื่อสะสมรอรับเทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่ที่คาดว่าช่วงดอกเบี้ยขาลงใน 3-5 ปีข้างหน้า

 

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นที่ราคาเริ่มปรับตัวขึ้นมาอาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาบ้าง แต่ถ้าหากทองคำสามารถยืนเหนือ 2,018-2,032 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ได้ จะมีแรงซื้อเข้ามาทำให้เป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน ในส่วนของนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) ทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่ YLG เป็นผู้ให้บริการอยู่นั้น ทั้ง TFEX และตลาด CME ซึ่งเป็นตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ สามารถลงทุนได้ในทุกบริการ เช่น Precious Metal Futures, Oil Futures, Cryptocurrency Futures, Forex Futures โดยในการลงทุนตลาดซื้อขายฟิวเจอร์สนี้ YLG แนะนำเสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยใช้จุดตัดขาดทุนที่ 2,018 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์

 

ทั้งนี้ หากราคาทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน YLG ประเมินว่าภายในไตรมาส 1/67 มีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำขึ้นไปแตะ 2,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศในระยะสั้นได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่า มองว่าระยะสั้นจะเคลื่อนไหวในกรอบ แนวรับ 33,350-33,600 บาทต่อบาททองคำ ส่วนแนวต้านมองในโซน 34,100-34,400 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณด้วยค่าเงินบาท 34.90 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.20 น.) ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าซื้อทองคำเพื่อสะสมแนะนำใช้จังหวะทองคำย่อที่ 33,350-33,600 บาทต่อบาททองคำ

The post YLG คาด ‘ทองคำ’ ขาขึ้นยาว 3-5 ปีหากดอกเบี้ย Fed เข้าสู่ขาลง แนะสายฟิวเจอร์สเปิดสถานะซื้อ รับเทรนด์ทองคำท็อปฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘YLG’ ปรับเป้าหมายราคาทองคำปี 66 สู่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังประเมินวิกฤตแบงก์ล้ม ‘จบยาก’ https://thestandard.co/ylg-adjusts-gold-price-target-2566/ Wed, 22 Mar 2023 07:36:45 +0000 https://thestandard.co/?p=766758

วายแอลจีปรับเป้าหมายราคาทองคำปี 2566 ใหม่ เป็น 2,075-2, […]

The post ‘YLG’ ปรับเป้าหมายราคาทองคำปี 66 สู่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังประเมินวิกฤตแบงก์ล้ม ‘จบยาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วายแอลจีปรับเป้าหมายราคาทองคำปี 2566 ใหม่ เป็น 2,075-2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังรับปัจจัยหนุนนักลงทุนกังวลวิกฤตภาคธนาคารสหรัฐฯ และยุโรปอาจไม่จบง่าย ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เติมเงินสู่ระบบ และมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยน้อยลง ซึ่งได้ดันให้ทองคำทะยานทะลุ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมแนะนำให้จับตาการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ และการยุติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ หากเกิดขึ้นจริงจะดันให้ราคาทองคำขึ้นทดสอบ 2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำในประเทศมองกรอบ 33,800 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาท 34.40 บาทต่อดอลลาร์) แนะเติมทองคำในพอร์ตลงทุน 5-10% ของพอร์ตรวม 

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 21 มีนาคม ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 7.85% จากที่เปิดตลาดประมาณ 1,823 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มาทำระดับสูงสุดของปีที่ 2,009 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นการทำราคาสูงสุดใหม่ทุกวันนับจากวันศุกร์ที่ผ่านมา และเป็นการปรับขึ้นสูงสุดนับจากเดือนเมษายน 2565 และถือว่าเข้ามาใกล้จุดสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการกลับเข้ามาเติมเงินสู่ระบบของ Fed หลังจากเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องของกลุ่มธนาคารในสหรัฐฯ และลุกลามมาสู่ยุโรป ซึ่งปัจจัยนี้ยังส่งผลให้นักลงทุนจับตาดูธนาคารแห่งอื่นๆ ที่เผชิญปัญหาเดียวกัน อาจจะมีมากกว่าที่เป็นอยู่ แม้ว่า Fed และกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จะออกมาตรการให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เติมสภาพคล่องสู่ระบบ แต่ธนาคารท้องถิ่นของแต่ละรัฐมีจำนวนมาก จึงทำให้นักลงทุนยังมองว่ามีความเสี่ยง 

 

ดังนั้นสินทรัพย์ปลอดภัยโดยเฉพาะทองคำจึงมีแรงซื้อเข้ามา นอกจากนี้ตลาดยังคาดการณ์ว่า Fed จะชะลอความแข็งกร้าวในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุนทองคำขนาดใหญ่ก็เริ่มเข้าซื้อทองคำ จึงหนุนให้ทองคำพุ่งอย่างแข็งแกร่ง

 

จากปัจจัยเหล่านี้ วายแอลจีได้ปรับเป้าหมายราคาทองคำจากต้นปีที่ประเมินไว้ที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็น 2,075-2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทองคำในช่วงนี้ หากต้องการเข้าซื้อสามารถทำได้แบบเก็งกำไรระยะสั้น เพราะราคาทองคำปรับขึ้นไปค่อนข้างมากแล้ว มีโอกาสเจอแรงขายทำกำไรแถวๆ 2,075-2,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม หากต้องการซื้อสะสม แนะนำให้รอราคาปรับตัวลงแถวๆ 1,804-1,786 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นเงินไทยประมาณกรอบแนวรับ 29,350-29,100 บาทต่อบาททองคำ แนวต้าน 33,800 บาทต่อบาททองคำ

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าราคาทองคำจะเป็นทิศทางแกว่งตัวสู่ขาขึ้น แต่วายแอลจียังคงแนะนำสัดส่วนการลงทุนทองคำที่ดี ควรมีทองคำ 5-10% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนรวม โดยไม่แนะนำให้ไล่ราคาเพราะทองคำขึ้นมาใกล้จุดสูงสุด อาจจะมีแรงขายทำกำไรได้

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถลงทุนทองคำผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยเฉพาะการลงทุนใน Gold Online Futures ที่เป็นการซื้อขายทองคำล่วงหน้าในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนไม่ต้องมีความกังวลด้านความเสี่ยงจากการผันผวนของค่าเงินบาท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘YLG’ ปรับเป้าหมายราคาทองคำปี 66 สู่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังประเมินวิกฤตแบงก์ล้ม ‘จบยาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุนทองคำ รับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ | Morning Wealth วันที่ 3 พ.ย. 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-03112020-2/ Tue, 03 Nov 2020 11:10:16 +0000 https://thestandard.co/?p=416509

กลยุทธ์ลงทุนทองคำ รับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ […]

The post ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุนทองคำ รับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ | Morning Wealth วันที่ 3 พ.ย. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • กลยุทธ์ลงทุนทองคำ รับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)
  • การเคลื่อนไหวราคาทองคำ หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้อนหลัง 16 ปี พบว่า มีการเคลื่อนไหวในทิศทางทั้งบวกและลบ
  • จากสถิติที่ผ่านมา YLG คาดการณ์ทิศทางทองคำใน 4 Scenario
  • YLG ให้กรอบราคาทองคำเคลื่อนไหวสัปดาห์นี้ แนวต้าน 1911/28,200 และ 1934/28,550 แนวรับ 1,847/27,200 และ 1,818/26,800

 

ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH 

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: กลยุทธ์ลงทุนทองคำ รับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ | Morning Wealth วันที่ 3 พ.ย. 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>