ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฐาปนีย์-เกียรติไพบูลย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 06 Nov 2025 00:52:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ททท. ปักธง ‘New Thailand’ สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ คาดการณ์รายได้ปี 69 โต 8-10% พร้อมผนึก Medical Tourism และเปิดเส้นทางบินใหม่ ชดเชยความท้าทายตลาดใกล้ https://thestandard.co/new-thailand-quality-tourism-growth/ Thu, 06 Nov 2025 00:52:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1140095 ททท. New Thailand

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเอเชีย ผู้ว่าการ ททท. ชี้ตลาดร […]

The post ททท. ปักธง ‘New Thailand’ สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ คาดการณ์รายได้ปี 69 โต 8-10% พร้อมผนึก Medical Tourism และเปิดเส้นทางบินใหม่ ชดเชยความท้าทายตลาดใกล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ททท. New Thailand

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเอเชีย ผู้ว่าการ ททท. ชี้ตลาดระยะไกลคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ เผยตัวเลขนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มเกิน 1.1 ล้านคนในปีหน้า พร้อมเปิดกลยุทธ์เชิงรุก ทั้งการตลาดแบบ Low Impact Quality และการสร้างมาตรฐาน ‘Trusted Thailand’ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่น

 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมและแนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยขณะนี้ กำลังแสดงสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ แม้ตัวเลขภาพรวมนักท่องเที่ยวในปี 2568 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 33.4 ล้านคน จะเป็นตัวเลขที่ยังต้องให้กำลังใจคนทำทุกภาคส่วน เพราะสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงจากตลาดระยะใกล้ แต่ตลาดระยะไกล มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

 

ผู้ว่าการ ททท. ยอมรับว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ตัวเลขรายได้รวม จากตลาดต่างประเทศในปี 2568 อาจมีแนวโน้ม ติดลบประมาณ 4-5% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากความท้าทายด้านภาพลักษณ์ เช่น ปัญหาสแกมเมอร์ และ ความปลอดภัย ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ตลาดคุณภาพได้เข้ามาช่วยประคองสถานการณ์อย่างเห็นได้ชัด

 

ททท. ปักธง New Thailand สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ คาดการณ์รายได้ปี 69 โต 8-10% พร้อมผนึก Medical Tourism และเปิดเส้นทางบินใหม่ ชดเชยความท้าทายตลาดใกล้ 1

 

“เราเห็นการเติบโตของตลาดระยะไกลในระดับ เลขสองหลัก โดยช่วง 1 มกราคมถึง 21 ตุลาคมที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเข้าไทยแล้วถึง 5.7 ล้านคน หรือเติบโตที่ 12.44%” ฐาปนีย์กล่าว พร้อมเสริมว่า การเติบโตนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะจากตลาดยุโรป ซึ่งคาดการณ์ว่าสิ้นปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยรวม 8.4 ล้านคน คิดเป็นการเติบโต 15% จากปี 2567 และมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 63,740 บาทต่อทริป

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดสหราชอาณาจักร (UK) ได้รับการเน้นย้ำว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสุด โดยคาดว่าในปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยว UK จะสูงกว่า 1.1 ล้านคน หรือเติบโต 17% ซึ่งเป็นการทำลายสถิติปี 2562 (ก่อนโควิด) ที่มีจำนวน 946,774 คน พร้อมทั้งมีรายได้รวมเกินกว่า 70,000 ล้านบาท ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลจากการที่ ททท. ได้ปรับกลยุทธ์สู่ ‘Value over Volume’ อย่างชัดเจน

 

กลยุทธ์เชิงรุกปี 69 ปักธง Health & Wellness และ Aviation Hub

 

สำหรับปี 2569 ททท. คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 34.90 ล้านคน , รายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านบาท , วันพักเฉลี่ย 14-21 วัน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว 65,000 – 80,000 บาทต่อทริป โดยโฟกัสไปที่ ‘คุณภาพของนักท่องเที่ยว’ มากกว่าจำนวน ซึ่งสะท้อนแนวทางเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล ที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศผ่าน เศรษฐกิจคุณภาพสูง (High-Value Economy)

 

ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตของรายได้ 8-10% ในปี 2569 ททท. ได้วางกลยุทธ์เชิงรุกที่สำคัญ 3 ด้าน ดังนี้

 

ททท. ปักธง New Thailand สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ คาดการณ์รายได้ปี 69 โต 8-10% พร้อมผนึก Medical Tourism และเปิดเส้นทางบินใหม่ ชดเชยความท้าทายตลาดใกล้ 2

 

1. ยกระดับสู่ Total Wellbeing และ Medical Tourism

 

หัวใจหลักของการทำตลาดโลกคือแนวคิด ‘Sense of Siam: A Journey to Total Wellbeing’ ที่ถูกนำไปใช้ในงาน WTM 2025 โดยเป็นการเชื่อมโยงความเป็นไทยเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5

 

“ในปีหน้า เราจะเดินหน้าผนวก Medical Tourism เข้าไปกับ Health & Wellness อย่างเต็มรูปแบบ” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว และเสริมว่า “เนื่องจากเราเห็นการเติบโตที่สูงมากในกลุ่ม High-Value โดยเฉพาะการรักษาเฉพาะทาง อาทิ การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่า 100,000 บาท ต่อคนอย่างแน่นอน ททท.จึงต้องทำงานร่วมกับโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อช่วยในการประชาสัมพันธ์”

 

ททท. ปักธง New Thailand สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ คาดการณ์รายได้ปี 69 โต 8-10% พร้อมผนึก Medical Tourism และเปิดเส้นทางบินใหม่ ชดเชยความท้าทายตลาดใกล้ 3

 

2. ผลักดัน New Aviation Hub และเที่ยวบินใหม่

 

ททท. มุ่งเน้นการเจรจากับพันธมิตรสายการบินเพื่อเพิ่มความถี่เที่ยวบินและเปิดเส้นทางบินใหม่ (Inauguration Flight) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

 

โดยปัจจุบัน ได้เจรจาสำเร็จแล้วหลายราย เช่น Virgin Atlantic (ลอนดอน-ภูเก็ต), Norse Atlantic (แมนเชสเตอร์-กรุงเทพฯ) และ Arkia (เทลอาวีฟ-กรุงเทพฯ) ได้ประกาศเปิดเส้นทางบินใหม่

 

รวมถึงการทำการตลาดสนามบินรอง ซึ่งททท.ได้ผลักดันให้สายการบินจากตะวันออกกลางและยุโรป เช่น Etihad, Emirates, Qatar ใช้ประโยชน์จากศักยภาพของสนามบินรอง เช่น กระบี่ ซึ่งยังมี Slot Capacity ให้ใช้ได้อีกประมาณ 30 – 40% โดยกระบี่ได้ถูกวางตำแหน่งเป็น ‘Eco Luxury/Wellness’ และ ‘Eco Romance’ รวมถึง เชียงใหม่ และ อู่ตะเภา เพื่อกระจายการลงจอดและเพิ่มรายได้

 

ททท. ปักธง New Thailand สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ คาดการณ์รายได้ปี 69 โต 8-10% พร้อมผนึก Medical Tourism และเปิดเส้นทางบินใหม่ ชดเชยความท้าทายตลาดใกล้ 4

 

3. สร้างมาตรฐาน ‘Trusted Thailand’ และ ‘Soft Power’

 

เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นที่สูญเสียไป ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. จะเปิดตัวตราสัญลักษณ์ ‘Trusted Thailand’ ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ โดยมุ่งเน้นมาตรฐานความปลอดภัย เช่น กล้อง CCTV, การเข้าถึงบริการ (Accessibility), และความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคและโลก

 

นอกจากนี้ ททท. ยังคงใช้กลยุทธ์ Soft Power โดยเตรียมเปิดตัว ‘ลิซ่า’ เป็น Amazing Thailand Ambassador ในเดือนมกราคม 2569 เพื่อสร้างแรงดึงดูดระดับโลก พร้อมไปกับการผลักดันเส้นทางใหม่ในเมืองรอง ภายใต้โครงการ ‘Off the beaten track’ และการยกระดับเทศกาลประเพณี (Festival Events) ให้มีความยิ่งใหญ่และเหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน เช่น งานลอยกระทงและปีใหม่

 

“สมการใหม่ที่เราย้ำเตือนกับทุกภาคส่วนของ New Thailand คือ การที่คนไทยต้องมี ซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้คุณภาพ และได้ประสบการณ์ ที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม นี่คือสิ่งที่ ททท. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันผลักดัน เพราะการท่องเที่ยวต้องเป็นเรื่องของทุกคน” ฐาปนีย์กล่าวสรุป

 

คาดปี 68 ต่างชาติเที่ยวไทย 33.4 ล้านคน รายได้รวม 2.66 ล้านล้านบาท

 

ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ในปี 2568 นี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับมาฟื้นตัวได้กว่า 90% ของระดับก่อนโควิด โดยคาดว่าจะปิดปี 2568 ด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 33.4 ล้านคน สร้างรายได้รวม ประมาณ 2.66 ล้านล้านบาท

 

“เรากลับมาเกือบเท่ากับปี 2562 แล้ว ตลาดยุโรปฟื้นตัวเร็วมาก โดยเฉพาะอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และรัสเซีย ถือเป็น 4 ตลาดหลักของยุโรปที่เรายังรักษาได้ดี” ผู้ว่าฯ ททท. กล่าว

The post ททท. ปักธง ‘New Thailand’ สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ คาดการณ์รายได้ปี 69 โต 8-10% พร้อมผนึก Medical Tourism และเปิดเส้นทางบินใหม่ ชดเชยความท้าทายตลาดใกล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทั่วไทยปรับงานรื่นเริง งดบันเทิงแต่ยังคงประเพณี ‘ลอยกระทง-ยี่เป็ง’ เพื่อถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง https://thestandard.co/tat-cancel-entertainment-loykratong-yeepeang-condolences/ Sun, 26 Oct 2025 06:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1135680 tat-cancel-entertainment-loykratong-yeepeang-condolences

ททท.และในบางจังหวัด ประกาศปรับรูปแบบงานรื่นเริงทั่วประเ […]

The post ทั่วไทยปรับงานรื่นเริง งดบันเทิงแต่ยังคงประเพณี ‘ลอยกระทง-ยี่เป็ง’ เพื่อถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
tat-cancel-entertainment-loykratong-yeepeang-condolences

ททท.และในบางจังหวัด ประกาศปรับรูปแบบงานรื่นเริงทั่วประเทศ แต่คงไว้ซึ่งประเพณีสำคัญอย่าง ‘ลอยกระทง-ยี่เป็ง’ งดกิจกรรมบันเทิงเพื่อร่วมแสดงความอาลัยต่อสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างสมพระเกียรติ

 

วันนี้ (26 ต.ค.2568) ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า มีการประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ภายใต้การดำเนินการของ ททท. และการปรับแนวทางของงานที่ ททท. สนับสนุนภาคเอกชนในแต่ละพื้นที่

 

เบื้องต้นงานรื่นเริงต่างๆ ที่ ททท. วางแผนการจัดไว้ เช่น การแสดงพลุงาน วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. – 15 ธ.ค. ต้องยกเลิกออกไปก่อน เพื่อปฏิบัติตามประกาศของสำนักพระราชวัง และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และในบางกิจกรรมอาจต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่จะมีการปรับเลื่อนหรือยกเลิกงานใดออกไปบ้าง จะมีการประชุมวางแผนกันอีกครั้ง

 

ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับประเพณีวัฒนธรรม จะตัดในส่วนของงานรื่นเริงออก เหลือเพียงแค่กิจกรรมตามประเพณี หรือความเชื่อทางศาสนาไว้ เช่น เทศกาลลอยกระทง จะดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้

 

ททท. ยกเลิกงานรื่นเริง ลอยกระทง ยี่เป็ง แสดงความอาลัย

 

เช่นเดียวกับงานใหญ่ๆ ในบางจังหวัด เริ่มตั้งแต่ องค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ออกประกาศเรื่อง ‘การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมโครงการเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568’ โดยยังคงอนุญาตให้จัดกิจกรรมลอยกระทงตามประเพณีไทย และเปิดร้านค้าภายในพื้นที่จัดงานได้ตามปกติ

 

ททท. ยกเลิกงานรื่นเริง ลอยกระทง ยี่เป็ง แสดงความอาลัย

 

แต่จะงดกิจกรรมบนเวทีทั้งหมด ได้แก่ การแสดงดนตรี และกิจกรรมประกวดกระทง เพื่อให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ได้ร่วมแสดงความอาลัยต่อสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างสมพระเกียรติ

 

ททท. ยกเลิกงานรื่นเริง ลอยกระทง ยี่เป็ง แสดงความอาลัย

 

ตามด้วย จังหวัดสุโขทัย ได้จัดประชุมคณะกรรมการจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 เพื่อทบทวนรูปแบบการจัดงานเพื่อความเหมาะสมตามประกาศของสำนักพระราชวัง

 

นำโดย นพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติให้ปรับรูปแบบการจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสม ตามประกาศของสำนักพระราชวัง

 

ททท. ยกเลิกงานรื่นเริง ลอยกระทง ยี่เป็ง แสดงความอาลัย

 

สำหรับกิจกรรมยังคงงดการจัดประกวดนางนพมาศ การแสดงพลุตะไล ไฟพะเนียง ซึ่งที่ประชุมได้หารือร่วมกันว่าในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอาจปรับรูปแบบการแสดงพลุเป็นแบบไม่มีเสียง หรือพลุโบราณที่แสดงออกถึงการถวายความอาลัย

 

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแสดงเชิงศิลปวัฒนธรรม ให้จัดได้โดยปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาการถวายความอาลัย โดยแต่ละวันในเวลา 21.21 น. จะมีพิธีจุดตะคันถวายความอาลัย บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 

ทั้งนี้ จังหวัดสุโขทัยจะได้ออกประกาศจังหวัดตามมติที่ประชุมเพื่อเผยแพร่สร้างความรับรู้และเข้าใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับทราบต่อไป สำหรับงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

 

รวมถึง งานยี่เป็ง ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นตามปกติ ไม่ได้เลื่อน โดยมีกำหนดจัดงานหลักในวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2568 จากเดิมแล้วจะมีกิจกรรมหลักๆ เช่น การปล่อยโคมลอย (ในพื้นที่ที่กำหนด) ลอยกระทง การชมขบวนแห่โคมไฟ และการประกวดนางนพมาศ

 

แต่ในบางกิจกรรมอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับบรรยากาศการไว้อาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

The post ทั่วไทยปรับงานรื่นเริง งดบันเทิงแต่ยังคงประเพณี ‘ลอยกระทง-ยี่เป็ง’ เพื่อถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ททท. ตั้ง ‘ลิซ่า’ เป็น Amazing Thailand Ambassador 12 เดือน ชูเป้าสร้างการรับรู้ระดับ ‘พันล้านครั้ง’ เกิดทริปจริง 5-10 ล้านทริป คิดเป็นรายได้ 2.5 – 5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/lisa-amazing-thailand-ambassador/ Wed, 15 Oct 2025 07:51:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1130883 ททท. ตั้ง ‘ลิซ่า’ เป็น Amazing Thailand Ambassador 12 เดือน ชูเป้าสร้างการรับรู้ระดับ ‘พันล้านครั้ง’ เกิดทริปจริง 5-10 ล้านทริป คิดเป็นรายได้ 2.5 - 5 แสนล้านบาท

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ลงนามแต่งตั้ง ‘ลิซ่า’ […]

The post ททท. ตั้ง ‘ลิซ่า’ เป็น Amazing Thailand Ambassador 12 เดือน ชูเป้าสร้างการรับรู้ระดับ ‘พันล้านครั้ง’ เกิดทริปจริง 5-10 ล้านทริป คิดเป็นรายได้ 2.5 – 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ททท. ตั้ง ‘ลิซ่า’ เป็น Amazing Thailand Ambassador 12 เดือน ชูเป้าสร้างการรับรู้ระดับ ‘พันล้านครั้ง’ เกิดทริปจริง 5-10 ล้านทริป คิดเป็นรายได้ 2.5 - 5 แสนล้านบาท

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ลงนามแต่งตั้ง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล’ ทำหน้าที่ Amazing Thailand Ambassador ระยะเวลา 12 เดือน (29 ก.ย. 2568 – 29 ก.ย. 2569) เดินหน้าเปิดตัว TVC และคีย์วิชวลเดือนมกราคม 2569 วางแคมเปญสื่อสารทั่วโลกแบบบูรณาการ คาดเกิดการรับรู้รวม 1,000 ล้านครั้ง และมีผู้ถูกจูงใจราว 10% เกิด Call to Action 5 – 10% ดันให้เกิดทริปท่องเที่ยว 5 10 ล้านทริป หรือคิดเป็นรายได้ 2.5 – 5 แสนล้านบาท

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศแต่งตั้ง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล’ เป็น Amazing Thailand Ambassador เพื่อเสริมภาพลักษณ์ ‘Trusted Thailand’ และยกระดับประเทศสู่ Quality Destination ครอบคลุมการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวคุณภาพหลากหลายเจเนอเรชันทั่วโลกตลอด เป็นระยะเวลา 12 เดือน (ตั้งแต่ 29 กันยายน 2568 ถึง 29 กันยายน 2569) โดยททท.ได้ทำสัญญาโดยตรงกับบริษัท LLOUD ซึ่งเป็นบริษัทของลิซ่า ที่จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศสิงคโปร์

 

 

 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า การร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand ททท. มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่นสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าและไม่รู้ลืมในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

 

กรอบครีเอทีฟของแคมเปญยึดแนวคิด ‘Thailand is the New Luxury / Unforgettable Experience’ เชื่อมเสน่ห์ไทย และการต้อนรับแบบไทย เข้ากับ must series ซึ่งประกอบด้วย Must-Taste (อาหารไทย), Must-Try (กิจกรรม), Must-Buy (สินค้าไทย), Must-See (แหล่งท่องเที่ยว), Must-Celebrate (เทศกาล/ประเพณี) ทั้งนี้ เพื่อกระจายตัวนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กยอดนิยมไปยังย่านและเมืองรอง เพิ่มคุณภาพการใช้จ่ายและมูลค่าต่อทริปตามยุทธศาสตร์ Value over Volume-ต้องการ ‘ปริมาณแบบคุณภาพ’ มากกว่าไล่ปริมาณอย่างเดียว

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ผู้ว่าการ ททท. อธิบายกรอบคาดหวังเชิงตัวเลขว่า แคมเปญมุ่งสร้างการรับรู้ระดับ พันล้านครั้ง หากแปลงสู่ ‘ผู้ถูกจูงใจ’ ราว 10% และต่อยอดสู่ ‘Call to Action’ 5-10% จะเทียบเท่าศักยภาพ 5-10 ล้านทริป ที่ช่วยหนุนเป้านักท่องเที่ยวปี 2569 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็น สมมติฐานเพื่อแสดงอิมแพ็กต์ และผลลัพธ์จริงยังขึ้นกับปัจจัยระบบ เช่น ความปลอดภัย วีซ่า โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมของผู้ประกอบการบริการท่องเที่ยว

 

ในส่วน ‘รายได้จากการท่องเที่ยว’ ฐาปนีย์ ยกตัวอย่างระหว่างการแถลงข่าวว่า ตัวอย่างการคำนวณ ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป 40,000 – 50,000 บาท โดยใช้กรอบ 50,000 บาท/ทริป หากเกิด 5 ล้านทริป จะมีเม็ดเงินหมุนเวียน 250,000 ล้านบาท และหากแตะ 10 ล้านทริป จะเทียบเท่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงภาพจำลองให้เห็นขนาดเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากดีมานด์ฐานแฟนทั่วโลกของศิลปิน

 

“การเลือก ‘ลิซ่า’ ซึ่งเป็นไอคอนระดับโลก มีฐานแฟนคลับมหาศาล และมี อิทธิพลสื่อ (Earned Media Value: EMV) สูงจากการปรากฏตัวในงานระดับนานาชาติ จะช่วยยกระดับการมองเห็นและความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยตั้งเป้าสร้างการรับรู้รวมระดับ พันล้านครั้ง ก่อนแปลงไปสู่ ‘แรงบันดาลใจ’ และ ‘Call to Action’ คือการเดินทางจริง” ผู้ว่าการ ททท.​กล่าว

 

ผู้ว่าการ ททท. ย้ำว่า เป้าหมายใหญ่ของแคมเปญคือ ‘ยกระดับคุณภาพ’ ควบคู่การกระจายประโยชน์สู่พื้นที่ใหม่ๆ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็น ‘เจ้าบ้านที่ดี’ เพื่อส่งต่อประสบการณ์ไทยที่น่าจดจำ ขณะที่รายละเอียดค่าตัวศิลปินไม่สามารถเปิดเผยได้ตามข้อสัญญา แต่ททท.ทำงาน โดยตรงกับบริษัทของศิลปิน เพื่อความโปร่งใสและมาตรฐานการดำเนินงาน

The post ททท. ตั้ง ‘ลิซ่า’ เป็น Amazing Thailand Ambassador 12 เดือน ชูเป้าสร้างการรับรู้ระดับ ‘พันล้านครั้ง’ เกิดทริปจริง 5-10 ล้านทริป คิดเป็นรายได้ 2.5 – 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อีสาน’ คือพลังสร้างสรรค์เขย่าโลก เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว ‘Global Isan’ https://thestandard.co/tssbw-isan-soft-power-tourism/ Sat, 05 Jul 2025 07:28:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1093243 isan-soft-power-tourism

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศ […]

The post ‘อีสาน’ คือพลังสร้างสรรค์เขย่าโลก เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว ‘Global Isan’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
isan-soft-power-tourism

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวบนเวที ‘Isan Tourism: Empower Thailand’s Hidden Gems ยุทธศาสตร์ดันอีสานสู่หมุดหมายท่องเที่ยว’ ในงาน The Secret Sauce Business Weekend Isan 2025 ที่ขอนแก่น ท่ามกลางนักธุรกิจชาวอีสานและผู้ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาค ผู้ว่าการ ททท. ได้ฉายภาพรวมสถานการณ์การท่องเที่ยวโลกและไทย พร้อมเปิดเผยถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกที่จะผลักดันภาคอีสานให้ก้าวสู่การเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ผ่านการปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่และผสานเมกะเทรนด์โลก

 

ตลาดโลกกลับมาเป็นบวก ไทยยังคงต้องเร่งเครื่อง

 

ฐาปนีย์ กล่าวว่า สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวในไตรมาส 1 ปี 2568 เริ่มกลับเข้าสู่แดนบวก หลังจากที่เผชิญวิกฤตโควิด-19 โดย ณ สิ้นปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเท่ากับสถานการณ์เดิมก่อนโควิดแล้ว

 

เมื่อเจาะลึกลงในภาพรายภูมิภาคพบว่า ตลาดตะวันออกกลางมีการเติบโตสูงสุดในครึ่งปีแรกของปี 2568 ด้วยอัตราการเดินทางออกนอกประเทศมากกว่า 40% และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ซึ่งมีกำลังซื้อสูงได้เลือกมาท่องเที่ยวที่ไทยเพิ่มขึ้นถึง 25% ขณะที่ตลาดแอฟริกาฟื้นตัว 16% และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในไทย 25% เช่นกัน ด้านยุโรปซึ่งถือเป็นตลาดคุณภาพมีนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 20% ส่วนนักท่องเที่ยวอเมริกาฟื้นตัวทั่วโลก 3% แต่มาไทยเพิ่มขึ้น 10% 

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ททท. ย้ำว่า แม้ไทยจะเติบโตในทุกตลาด แต่เมื่อรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมแล้วยังคงลดลงประมาณ 7-8%

 

ความท้าทายจากตลาดจีน: สร้างความเชื่อมั่นคือหัวใจ

 

ประเด็นสำคัญที่ฐาปนีย์เน้นย้ำ คือสถานการณ์กับตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักแต่ได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยจากข่าว Romance Scam, Scammer และความหวาดกลัวบนโลกออนไลน์ ซึ่งททท. พบว่าสมการใหม่ที่นักท่องเที่ยวจีนต้องการคือ ซื่อสัตย์ ความปลอดภัย คุณภาพของสินค้าและบริการ และประสบการณ์ที่ดี ซึ่งอีสานและขอนแก่น ก็สามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้เช่นกัน 

 

เปิดเมกะเทรนด์การท่องเที่ยว: โอกาสใหม่ที่อีสานต้องคว้า

 

ผู้ว่าฯ ททท. ได้ชี้ให้เห็นถึงเมกะเทรนด์การท่องเที่ยวโลกที่เป็นโอกาสทองของไทย โดยเฉพาะอีสาน:

 

  1. Health & Wellness Tourism: เติบโตไม่ต่ำกว่า 6% หลังโควิด-19 และคาดว่าเกิน 8% ในปี 2028 โดยไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีการเติบโตสูง

 

  1. Sustainable Tourism: 84% ของนักท่องเที่ยวบน Booking.com แสวงหาการเดินทางอย่างยั่งยืน

 

  1. Solo Travel: ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหญิง โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งอีสานก็มีศักยภาพเช่นกัน โดยมี ‘ความปลอดภัย’ เป็นหัวใจ

 

  1. Sport Tourism: 10% ของการเดินทางทั่วโลกมาจากกลุ่มนี้ ขอนแก่นมาราธอนเป็นตัวอย่างความสำเร็จ และ Amazing Thailand Marathon กำลังผลักดันสู่การเป็น World Capital Marathon

 

  1. Gig Trip: การเดินทางเพื่อชมคอนเสิร์ตใหญ่ๆ เช่น Taylor Swift, Madonna กำลังเป็นกระแส โดยไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัด Big Event คอนเสิร์ตจากศิลปินเกาหลี จีน รวมถึง Tomorrowland และ Creamfields

 

  1. Jetti Travel (ตามรอยซีรีส์/ภาพยนตร์): The White Lotus Season 3 ที่ถ่ายทำในไทย ทำให้ยอดจองตั๋วเพิ่ม 75-100% และห้องพักเพิ่ม 20-30%
  2. Noctourism (Night Economy): การท่องเที่ยวกลางคืนที่มากกว่าความบันเทิง รวมถึงการแสดงวิจิตร การแคมป์ดูดาว และท้องฟ้ามืด ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าห้องพักได้ถึง 20-25%

 

  1. AI for Travel Planning: นักท่องเที่ยวเริ่มใช้ AI ในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น ซึ่งเป็น ‘อาวุธที่ดีมากๆ’ สำหรับการทำการตลาด

 

ศักยภาพอีสานสู่ ‘Global Isan’ และ 4C’s ยุทธศาสตร์หลัก

 

สำหรับภาคอีสาน ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์เปิดเผยว่า ททท. คาดการณ์รายได้ 105,000 ล้านบาท และจำนวนนักท่องเที่ยว 31 ล้านคน/ครั้ง ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ด้วยการหากลุ่มตลาดใหม่ๆ อีสานมีจุดเด่นจากแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงเมืองรองที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่ติดพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน

 

ไฮไลต์สำคัญคือการผลักดัน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ให้เป็น Million Market เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางสำคัญในการขับเคลื่อนนี้ 

 

“ขอนแก่นเป็นภูมิภาคเดียวที่จะบอกว่าเป็นแสงสว่างให้ ททท. นำตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส เป็น Million Market ให้ได้ใน ปีนี้” ผู้ว่าฯ ททท. กล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ฐาปนีย์ยังเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อน ‘Village to the World’ ซึ่งมุ่งสู่การเป็น Sustainable Tourism Destination โดยนำแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) มาผสานกับภาคการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้ชุมชนเป็น ‘คานงัดทางเศรษฐกิจ’

 

ในท้ายที่สุด ผู้ว่าการ ททท. ได้สรุปพลังและศักยภาพของอีสานว่า “สูตรแห่งความสำเร็จก็คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณของชาวอีสาน” และย้ำว่า “อีสานไม่ได้เป็นแค่ภูมิภาค แต่เป็นพลังสร้างสรรค์ที่กำลังเขย่าโลก จากเส้นไหมถึงรันเวย์ จากเสียงแคนถึง Coachella จากปลาร้าถึงมิชลิน และนี่ค่ะ คือ Soft Power หรือเสน่ห์ไทย ที่มีทั้งรากแห่งความภาคภูมิใจแล้วก็ปีกแห่งการเติบโต”

The post ‘อีสาน’ คือพลังสร้างสรรค์เขย่าโลก เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว ‘Global Isan’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ททท. รุกตลาดจีน ดึง Group Incentive Travel เตรียมจัดโครงการ ‘สวัสดี หนีห่าว’ ดึงนักท่องเที่ยวจีนมีคุณภาพกลับไทย https://thestandard.co/tat-group-incentive-sawasdee-nihao/ Sun, 18 May 2025 08:29:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1075470

ททท. ปักธงรุกบุกตลาดจีนนำบริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกร Infini […]

The post ททท. รุกตลาดจีน ดึง Group Incentive Travel เตรียมจัดโครงการ ‘สวัสดี หนีห่าว’ ดึงนักท่องเที่ยวจีนมีคุณภาพกลับไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ททท. ปักธงรุกบุกตลาดจีนนำบริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกร Infinitus จำนวน 2,500 คน จัดประชุมสัมมนาในประเทศไทย พร้อมเร่งบูสต์ตลาดหนักให้ประเทศไทยยังครองใจนักท่องเที่ยวตลาดจีน

 

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับคณะจากบริษัท Infinitus (China) Company Ltd. บริษัท Incentive ชั้นนำในสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาท่องเที่ยวและจัดประชุมสัมมนาในประเทศไทยระหว่างวันที่ 12-19 พฤษภาคม 2568 รวมจำนวนกว่า 2,500 คน พร้อมเดินหน้ารุกตลาดจีนเต็มกำลัง เร่งส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม GIT (Group Incentive Travel) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน และเตรียมจัดโครงการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพจีนเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีแนวโน้มลดลงในปัจจุบัน ททท. วางแผนมาตรการเชิงรุก เดินหน้าบุกตลาดจีนอย่างเต็มที่ โดยสำหรับหนึ่งในมาตรการระยะสั้น ททท. ได้กระตุ้นการเดินทางแบบ Group Incentive กลุ่มการจัดประชุมสัมมนาที่เป็นกลุ่มที่มีผู้เดินทางจำนวนมาก ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูงและมีระยะเวลาพำนักนาน

 

ล่าสุด ททท. ได้นำกลุ่มพนักงานบริษัท Infinitus (China) Company Ltd. จำนวนกว่า 2,500 คน เดินทางจากนครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน สู่ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 12-19 พฤษภาคม 2568 โดยกลุ่มผู้เดินทางจะมีการเดินทางใน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ เส้นทางที่ 1 สาธารณรัฐประชาชนจีน-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ เส้นทางที่ 2 สาธารณรัฐประชาชนจีน-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และเส้นทางที่ 3 สาธารณรัฐประชาชนจีน-พัทยา-ระยอง-กรุงเทพฯ โดยบริษัทกำหนดจัดประชุมสัมมนา และจัดเลี้ยงพนักงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

 

การจัดกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและดึงตลาดกลุ่ม Incentive จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีบริษัทชั้นนำต่างๆ ทยอยเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นการต่อยอดยุทธศาสตร์สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในกลุ่มตลาดคุณภาพ พร้อมกระตุ้นการเดินทางในรูปแบบ Two-way Tourism และผลักดันให้ประเทศไทยคงสถานะ ‘จุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจีน’ ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

 

 

ทั้งนี้ บริษัท Infinitus (China) จำกัด ก่อตั้งในปี 1992 เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรจีน รวมถึงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งบริษัทมีนโยบายในการนำตัวแทนสำคัญรายใหญ่ของบริษัทเดินทางมาท่องเที่ยวต่างประเทศประจำทุกปี และได้เลือกเดินทางมาประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

 

โดยในปี 2567 มีคณะเดินทางจัดประชุมที่ประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคม เป็นระยะเวลา 7 วัน 6 คืน จำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน ซึ่งกิจกรรมครั้งนั้นถือเป็นการเดินทางขนาดใหญ่ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การจัดประชุมภายในองค์กร ตลอดจนการจัดกิจกรรมสร้างแรงจูงใจให้แก่พนักงาน โดยมีการเลือกใช้บริการโรงแรมมาตรฐานระดับสากลและเดินทางท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย

 

ททท. ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวคณะ Infinitus จำนวนกว่า 2,500 คน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 โดยมีนายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. เป็นประธานในงานเลี้ยง พร้อมสนับสนุนการแสดงนาฏศิลป์ไทยภายในงาน เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจและสะท้อนความเป็นไทยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะสร้างแรงจูงใจให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่ม MICE แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในฐานะ จุดมุ่งหมายปลายทางยอดนิยมของกลุ่ม Incentive อีกด้วย

 

ฐาปนีย์กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการทำงานเชิงรุกของ ททท. ซึ่งกำลังเตรียมจัดโครงการใหญ่เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน ‘สวัสดี หนีห่าว’ ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 นำผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวจากตลาดจีน 300 ราย และ KOLs/Influencer จำนวน 200 ราย จากพื้นที่ศักยภาพ 25-30 มณฑลในสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อพบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยจำนวน 500 ราย และเดินทางสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวในประเทศไทยในหลากหลายเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ, พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, ชลบุรี และนครปฐม

 

ซึ่งจะนำเสนอเส้นทางและประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด ‘5 Must do in Thailand’ ผนวกกับการนำเสนอเสน่ห์ไทย (Soft Power) และสินค้าท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่เหมาะสมกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ความปลอดภัย ตลอดจนกระตุ้นการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ททท. ทั้ง 5 สำนักงานในตลาดจีนได้ร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่จัดกิจกรรมบุกตลาดจีนอย่างเข้มข้น โดยมีกิจกรรมในเดือนพฤษภาคม ได้แก่

 

  • ททท.สำนักงานปักกิ่ง กระตุ้นการขายหลังวันหยุดยาว May holiday ‘Buy 1 Get 1 free’ ส่งเสริมการขายร่วมกับ Qunar.com-OTA รายใหญ่เครือข่ายของ Ctrip.com ซึ่งมีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มวัยทำงานชาวจีน เสนอขายบัตรโดยสารเครื่องบินราคาพิเศษ โดยโฆษณาผ่านสื่อ Online และทำ Live streaming บน Qunar.com

 

  • ททท. สำนักงานกว่างโจว จับมือ OTA-Tongcheng สาขากว่างโจว จัดโปรโมชัน ‘Crazy Wednesday International Flight Routes Big Sale’ ช่วยขับเคลื่อนเที่ยวบินสู่ไทย จัดแคมเปญส่งเสริมการขายตั๋วเครื่องบินสู่ประเทศไทย และยังร่วมมือกับ บริษัท Bangkok Airways และบริษัท Scuba Schools International (SSI) ซึ่งเป็นสมาคมดำน้ำสากล จัดทำ Joint PR Promotion เจาะกลุ่มตลาด luxury ในวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568

 

  • ททท. สำนักงานเฉิงตู จัดทำ Joint Promotion ร่วมกับ Alipay และ ANESSA ระหว่างวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568 พร้อมทั้ง นำเสนอ ‘5 Must do in Thailand’ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของ Jackson Wang ในฐานะ Brand Ambassador ของ ANESSA คาดว่าจะมีการสร้างรับรู้ถึง 1 ล้านคน/ครั้ง

 

  • ททท. สำนักงานเซี่ยงไฮ้ จับมือพันธมิตร ‘หย่วนหยาง’ ฟื้นเที่ยวบินซานตงแอร์ไลน์ เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกของจีน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2568 โดยจะกลับมาเปิดให้บริการเส้นทาง จี่หนาน-กรุงเทพฯ อีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2568

 

  • ททท. สำนักงานคุนหมิง ร่วมกับ บริษัทการบินไทย และ บริษัท Kunming International Scenic Travel Co., Ltd. จัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2568 เสนอขายแพ็กเกจท่องเที่ยวของประเทศไทยสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มย่อย พร้อมทำการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทาง Social Media ต่างๆ เช่น Little Red Book และ WeChat

The post ททท. รุกตลาดจีน ดึง Group Incentive Travel เตรียมจัดโครงการ ‘สวัสดี หนีห่าว’ ดึงนักท่องเที่ยวจีนมีคุณภาพกลับไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมทีมท่องเที่ยว เร่งสร้างความเชื่อมั่น ปลุกภาพลักษณ์ไทยปลอดภัยหลังแผ่นดินไหว เล็งดึงนักท่องเที่ยวชาติอื่นชดเชยจีน https://thestandard.co/pm-leads-tourism-meeting/ Fri, 11 Apr 2025 04:15:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1063287

วันนี้ (11 เมษายน) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นปร […]

The post นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมทีมท่องเที่ยว เร่งสร้างความเชื่อมั่น ปลุกภาพลักษณ์ไทยปลอดภัยหลังแผ่นดินไหว เล็งดึงนักท่องเที่ยวชาติอื่นชดเชยจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 เมษายน) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย โดยมี สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

 

ในช่วงหนึ่งของการประชุม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปีนี้ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sport Year มีความพยายามที่จะยกระดับการท่องเที่ยวของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกมากขึ้น และนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ๆ ของประเทศไทยที่หลากหลาย นอกเหนือไปจากวัดวาอารามที่สวยงาม โดยมุ่งหวังที่จะสร้างตัวเลือกทางการท่องเที่ยวที่มากขึ้น และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในแต่ละฤดูกาลก็จะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ที่มีความชื่นชอบแตกต่างกันไป

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ทำให้ยอดการท่องเที่ยวลดลง และรัฐบาลได้พยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น ทำให้ต้องเร่งสร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ว่าความเสียหายนั้นจำกัดอยู่ในบางพื้นที่เท่านั้น โดยเฉพาะอาคาร สตง. ที่ได้รับความเสียหาย แต่พื้นที่อื่นๆ รวมถึงกรุงเทพมหานครยังคงปลอดภัยดี และขณะนี้ได้มีการเคลียร์พื้นที่บริเวณอาคารถล่มเรียบร้อยแล้ว

 

 จึงต้องการให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาโดยเร็ว แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวคือรายได้ที่เข้าสู่ประเทศและการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่นักท่องเที่ยวจะพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานานขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการพักผ่อน โดยจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยวให้ชัดเจน และทำการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆ ที่มีความชื่นชอบแตกต่างกัน รวมถึงการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน และวางแผนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ เข้ามาทดแทนในปีนี้และปีหน้า รวมถึงหาแนวทางในการดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมให้กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สอบถามถึงความคืบหน้าในเรื่องการเดินทางและการตรวจคนเข้าเมือง และเน้นย้ำถึงเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว โดยต้องการให้ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เคยทำได้ในปี 2562 หลังจากที่ในปี 2567 สามารถสร้างรายได้ 1.6 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจำนวน 35 ล้านคน โดยขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

The post นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมทีมท่องเที่ยว เร่งสร้างความเชื่อมั่น ปลุกภาพลักษณ์ไทยปลอดภัยหลังแผ่นดินไหว เล็งดึงนักท่องเที่ยวชาติอื่นชดเชยจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปของซีเกมส์ ครั้งที่ 33 https://thestandard.co/sea-games-2025-logo-change-analysis/ Thu, 30 Jan 2025 01:34:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1035941 โลโก้และมาสคอตใหม่ซีเกมส์ 2025 ที่กรุงเทพฯ

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หรือซีเกมส์ 2025 […]

The post การเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปของซีเกมส์ ครั้งที่ 33 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้และมาสคอตใหม่ซีเกมส์ 2025 ที่กรุงเทพฯ

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หรือซีเกมส์ 2025 ประกาศเปลี่ยนแปลงโลโก้พร้อมกับมาสคอตใหม่ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 เห็นชอบต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา

 

โดยโลโก้ใหม่ของซีเกมส์ได้รับการอธิบายว่ามาจากแนวคิด Play by the Rules หรือการเล่นภายใต้กฎเกณฑ์ ซึ่งออกแบบโดยใช้ลายเส้นจากกรอบเขตสนามกีฬาผสานกับลวดลายกริดจากศิลปะไทยดั้งเดิม จนออกมาเป็นโลโก้รูปร่างแปลกตา และมีความเป็นสมัยใหม่มากกว่าโลโก้เดิมที่เป็นรูปปลาแหวกว่ายพอสมควร

 

ขณะที่มาสคอตก็ได้รับการออกแบบใหม่แทนที่มาสคอตเดิมที่เป็นช้างมีหางเป็นปลา เพื่อสะท้อนความหลากหลายและความเป็นหนึ่งเดียว โดยมาสคอตใหม่มีสีสดใส ทั้ง 5 ตัวมีลวดลายเรขาคณิตที่แตกต่างกันในแต่ละตัว และทั้งหมดมีสีหน้าท่าทางดูสนุกสนาน โดยมีการอธิบายว่ามาสคอตเหล่านี้เป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมความหลากหลายในกีฬาและสังคม

 

เราจะไม่พูดว่าโลโก้กับมาสคอตที่ออกแบบมานั้นสวยงามหรือไม่ เพราะความงดงามน่าจะเป็นเรื่องของปัจเจก บ้างก็ว่าสวย บ้างก็ว่าไม่ แต่จากเสียงส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์ดูเหมือนว่ากระแสจะเป็นบวกเมื่อเทียบกับของเดิม

 

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าก้าวนี้ของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นความกล้าหาญอย่างมากที่ทำอะไรใหม่ๆ นอกกรอบเดิมที่เคยทำมา ทั้งการนำลายกนกหรือลายไทยออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของมาสคอตและโลโก้ หรือแนวคิดในการจัดพิธีเปิดการแข่งขันกลางแจ้งที่มีการยืนยันมาก่อนหน้านี้

 

โดยเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา (17 มกราคม) ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดในการจัดพิธีเปิดการแข่งขันกลางแจ้งไว้ว่า “มีแนวคิดว่าจะจัดนอกสนามกีฬาแบบเดียวกับที่กรุงปารีสทำในโอลิมปิก 2024 โดยนำเรียน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปแล้ว

 

“เบื้องต้นเล็งไว้ที่ท้องสนามหลวง โดยให้มีฉากหลังเป็นพระบรมมหาราชวัง ซึ่งก็ได้หารือกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แล้ว เพราะต้องการให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นเวทีในการเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ในด้านต่างๆ ให้มากที่สุด”

 

แม้ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นความพยายามที่ยอดเยี่ยมในการเปลี่ยนแปลงซีเกมส์ครั้งที่ 33 ให้ดูทันสมัยและแปลกใหม่ แต่ในแง่ความเป็นมืออาชีพแล้วอาจดูแปลกๆ ไปสักหน่อย

 

อย่าลืมว่าซีเกมส์ที่ประเทศไทยในครั้งนี้จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้ โดยมีกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 9 ธันวาคม 2025 นั่นหมายความว่าการประกาศเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่ว่ามาข้างต้นเกิดขึ้นในเวลาเพียง 10 เดือนกับอีกไม่กี่วันก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น

 

ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นช้าเกินไปหรือเปล่า?

 

แล้วทำไมเพิ่งมาเปลี่ยนแปลงเอาป่านนี้?

 

หากถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่มีอะไรเสียหาย นอกจากภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพที่อาจทำให้หลายชาติมองเห็นว่าการจัดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ได้รับการวางแผนมาเป็นอย่างดี และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสำคัญอย่างโลโก้และมาสคอตก่อนการแข่งขันไม่ถึง 1 ปี

 

ความรู้สึกดังกล่าวของผู้ที่มองเข้ามาอาจกังขาถึงความพร้อมในการจัดการแข่งขันของไทยเลยด้วยซ้ำ เพราะอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ไทยเพิ่งถูกสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) ยกเลิกการเป็นเจ้าภาพจัดเอเชียนอินดอร์และมาร์เชียลอาร์ตส์เกมส์ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะต้องจัดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

ในขณะที่หัวข้อซึ่งควรจะจบไปตั้งนานแล้วอย่างโลโก้กับมาสคอตเพิ่งได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่เนื้อในกลับยังคงเดิม เพราะสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นมากนัก นอกจากเพิ่มอีเวนต์การแข่งขันอีก 5 รายการ ซึ่งได้รับการประกาศมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโลโก้

 

ในวันนี้หากเข้าไปยังเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของซีเกมส์ ครั้งที่ 33 http://seagames2025.org โลโก้การแข่งขันยังคงเป็นโลโก้เดิมคือรูปปลาและมาสคอตก็ยังเป็นตัวเดิมอยู่ ขณะที่ข่าวสารล่าสุดที่มีการอัปเดตคือข่าวการ Kickoff จัดการแข่งขันรายการนี้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2024 เท่านั้น นอกจากนั้นก็มีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับอีเวนต์การจัดการแข่งขันที่อัปเดตตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2024

 

นั่นหมายความว่าการนับถอยหลังก่อนที่ซีเกมส์ 2025 จะแข่งขันไม่ถึง 11 เดือน คนทั่วไปรวมถึงแฟนๆ กีฬาทั่วอาเซียนยังแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับซีเกมส์ครั้งนี้ นอกจากมีการเปลี่ยนแปลงโลโก้และมาสคอตใหม่เท่านั้น

 

แม้จะรู้ว่าซีเกมส์จะแข่งขันในวันที่ 9-20 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยมีการแข่งขันทั้งหมด 50 ชนิดกีฬา กับอีก 3 กีฬาสาธิตอย่างจานร่อน ชักเย่อ และกีฬาทางอากาศ (ร่มร่อน-พารามอเตอร์) แต่ข้อมูลทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลเก่าจากช่วง Kickoff 1 ปีเกือบทั้งหมด

 

แม้กระทั่งแฟนๆ กีฬาชาวไทยเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจากชนิดกีฬาทั้งหมด จังหวัดไหนใน 3 จังหวัดเจ้าภาพจะได้จัดการแข่งขันกีฬาอะไรบ้าง

 

นี่จึงเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในซีเกมส์ 2025 ที่เราแทบไม่ได้เห็นเนื้อหาเพิ่มเติมของการแข่งขันในครั้งนี้ ทั้งที่เวลาก็งวดเข้ามาในทุกขณะ

 

แม้จะตั้งคำถามเสียมากมาย แต่ก็ยังยืนยันว่าเราก็เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้การแข่งขันซีเกมส์ 2025 เกิดขึ้น แม้ว่าในตอนนี้เรายังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนของมันก็ตาม แต่ก็หวังว่าภาพต่างๆ ของการแข่งขันจะชัดเจนขึ้นในเร็ววัน

 

เพราะคงไม่มีใครอยากเห็นซีเกมส์ครั้งนี้ซ้ำรอยกับเอเชียนอินดอร์และมาร์เชียลอาร์ตส์เกมส์เมื่อปีก่อนอย่างแน่นอน…

 

ภาพ: THACCA-Thailand Creative Culture Agency / Facebook

อ้างอิง:

The post การเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปของซีเกมส์ ครั้งที่ 33 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ททท. เร่งสร้างภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจนักท่องเที่ยวจีน หลังเกิดกรณี ซิงซิง ทำยอดนักท่องเที่ยวลดลง https://thestandard.co/tat-chinese-tourists/ Wed, 15 Jan 2025 10:36:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1030834 tat-chinese-tourists

วันนี้ (15 มกราคม) ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท […]

The post ททท. เร่งสร้างภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจนักท่องเที่ยวจีน หลังเกิดกรณี ซิงซิง ทำยอดนักท่องเที่ยวลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
tat-chinese-tourists

วันนี้ (15 มกราคม) ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีน หลังมีรายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงมีการยกเลิกคอนเสิร์ต สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ ‘ซิงซิง’ ดาราชาวจีน จะสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์กลับมาอย่างไรว่า หลังเกิดสถานการณ์ ททท. รับมือเรื่องของวิกฤตในโลกออนไลน์ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์มีหลากหลายมาก บางคนไม่เคยมาเมืองไทย แต่คิดไปไกล

 

ดังนั้น ททท. จึงต้องบริหารภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพราะขณะนี้มีความตื่นตระหนกของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่เคยเดินทางมาเมืองไทย ในกลุ่มนี้เราพยามทำในเรื่องเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำเข้ามาในเมืองไทย ซึ่งยอมรับว่ามีการยกเลิกไฟลต์บ้าง แต่นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาเมืองไทยรับรู้ว่าไทยเป็นประเทศที่สงบสุขและต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

 

ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยตนเองโดยสายการบินแบบปกติยังไม่กระทบ เพราะ 90-95% ยังคงเดินทางมา อย่างไรก็ตาม เราต้องบริหารจัดการเรื่องภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์และสื่อสารให้เห็นถึงมุมที่แท้จริงของประเทศไทย เพื่อไปยังกลุ่มชุมชนออนไลน์ของจีนให้มากกว่านี้

 

นอกจากนี้ ททท. 5 สำนักงานในประเทศจีนได้พูดคุยกับเอเจนต์บริษัททัวร์และสายการบินในประเทศจีน และเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน โดยเตรียม 3 เรื่องหลัก คือ ความปลอดภัย สินค้า และบริการ รวมถึงการได้ประสบการณ์ที่ดีในการมาเมืองไทย ซึ่ง สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพื่อความปลอดภัยของการท่องเที่ยว รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ฝ่ายความมั่นคงก็มาเข้ามาช่วยดูแล

The post ททท. เร่งสร้างภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจนักท่องเที่ยวจีน หลังเกิดกรณี ซิงซิง ทำยอดนักท่องเที่ยวลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าการ ททท. หนุน Entertainment Complex เชื่อเป้าหมายเรื่องการพนันชัด สังคมรับได้ https://thestandard.co/tat-supports-entertainment-complex/ Wed, 15 Jan 2025 10:01:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1030824 tat-supports-entertainment-complex

วันนี้ (15 มกราคม) ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท […]

The post ผู้ว่าการ ททท. หนุน Entertainment Complex เชื่อเป้าหมายเรื่องการพนันชัด สังคมรับได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
tat-supports-entertainment-complex

วันนี้ (15 มกราคม) ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองการท่องเที่ยวเกี่ยวร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) สิ่งที่นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า Amazing Thailand คือความหลากหลายทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และความบันเทิง ซึ่งมีทุกที่และทุกรูปแบบ นักท่องเที่ยวและนักลงทุนหันมามองว่า Entertainment Complex ตอบโจทย์และประเทศไทยควรจะมี ซึ่งต้องดูว่ามีอะไรบ้างและจะบริหารจัดการอย่างไร ชุมชนในพื้นที่จะได้อะไร รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและบริการ ดังนั้นตนเห็นด้วยกับนโยบายนี้ว่าจะทำให้ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวดีขึ้น 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากที่ไปรับฟังจากประเทศต่างๆ มีความเห็นว่าอย่างไร ฐาปนีย์กล่าวว่า มีหลายคนอิจฉาประเทศไทย เพราะมีนโยบายที่เปิดกว้างและเสรี แน่นอนว่าจะทำให้หลายประเทศที่เป็นคู่แข่งกับเรารู้สึกว่านโยบายหลายอย่างตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวในเรื่องความหลากหลายและเท่าเทียม 

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีการประเมินหรือไม่หากธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรเกิดขึ้นจริง เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเท่าใด ฐาปนีย์กล่าวว่า ต้องดูว่า Entertainment Complex ตั้งอยู่ที่ไหนและมีอะไรบ้าง ต้องรอความชัดเจน ซึ่งอย่างน้อยเราก็ได้ความบันเทิงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ 

 

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ยังมีคนท้วงติงในเรื่องของการพนัน ฐาปนีย์กล่าวว่า ต้องดูว่าการพนันมีทั้งแบบที่ผิดกฎหมายและแบบที่ถูกกฎหมาย หากเราจะทำอะไร ถ้ามีความโปร่งใสว่าสิ่งที่เราทำนั้นทำไปเพื่อใคร มีขั้นตอนอย่างไร และมีความชัดเจน เชื่อว่าสังคมจะรับได้

The post ผู้ว่าการ ททท. หนุน Entertainment Complex เชื่อเป้าหมายเรื่องการพนันชัด สังคมรับได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ททท. เตรียมติดอาวุธรับมือความท้าทายให้ธุรกิจท่องเที่ยวในงาน Action Alert: Accelerating Towards Sustainable Tourism in Thailand ร่วมงานฟรี 26 ก.ย. 67 [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/action-alert-accelerating-towards-sustainable-tourism-thailand/ Mon, 02 Sep 2024 08:30:01 +0000 https://thestandard.co/?p=977576

จากนี้ไปธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องเร่งปรับตัวสู่การเป็น ‘ธ […]

The post ททท. เตรียมติดอาวุธรับมือความท้าทายให้ธุรกิจท่องเที่ยวในงาน Action Alert: Accelerating Towards Sustainable Tourism in Thailand ร่วมงานฟรี 26 ก.ย. 67 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากนี้ไปธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องเร่งปรับตัวสู่การเป็น ธุรกิจสีเขียว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เป็นคู่ค้ากับบริษัทท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาเมื่อ มาตรฐานความยั่งยืนจะถูกกำหนดเป็นข้อกฎหมายที่เข้มงวด

 

เมื่อ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) หรือ ข้อบังคับใหม่ว่าด้วยการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ข้อบังคับว่าด้วยการสอบทานด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดให้สหภาพยุโรปต้องทำงานกับคู่ค้าที่มีมาตรการด้านการจัดการความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ

 

คาดการณ์ว่า ปี 2026 ธุรกิจท่องเที่ยวไทยจะต้องเผชิญกับแรงกดดันสำคัญในการทำธุรกิจกับสหภาพยุโรปเมื่อข้อกฎหมายข้างต้นถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง  

 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มองว่า หากผู้ประกอบการไทยยังไม่มีแนวทางการจัดการด้านความยั่งยืน อาจเป็นอุปสรรคในการเป็นคู่ค้ากับบริษัทท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา และลดโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่และกำลังซื้อสูง 

 

นอกจากแรงกดดันทางการค้ากับประชาคมโลก ภาคธุรกิจไทยยังต้องรับมือกับความต้องการของนักเดินทางทั่วโลกที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเลือกผู้ประกอบการที่มีแนวทางการจัดการที่ยั่งยืน 

 

เมื่อการจัดการ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องเตรียมรับมือและปรับตัว พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศใหม่ด้วยสินค้าและบริการที่ได้รับการรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ (Sustainable Certified Operators) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากคู่ค้านานาชาติและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดสากล

 

 

ททท. จึงผนึกกำลังพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก จัดงานสัมมนา ‘Action Alert ! Accelerating Towards Sustainable Tourism in Thailand’ เตรียมภาคธุรกิจไทยให้ปรับตัวเพื่อรับข้อบังคับใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป คว้าโอกาสในตลาดระดับโลก และสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำธุรกิจสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน 

 

นับเป็นครั้งแรกของไทยที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วโลกที่อยู่ใน Ecosystem ของอุตสาหกรรม Sustainable Tourism มาร่วม Alert!  ย้ำเตือนผู้ประกอบการไทยให้เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมตัวรับมือกับกฎกติกาใหม่ของโลก 

 

แชร์ข้อมูลเพื่อให้ผู้ประกอบการ Action อย่างมีกลยุทธ์ด้วยความพร้อมสูงสุดที่จะรับมือกับทุกความท้าทายของ ตลาดสีเขียว

 

 

ด้าน ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ผู้ก่อตั้ง Roaming Elephants แพลตฟอร์มขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทย ในฐานะผู้อำนวยการจัดงาน Action Alert: Accelerating Towards Sustainable Tourism in Thailand มองว่า แรงกดดันต่อจากนี้จะเป็นความท้าทายอย่างมากของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ทั้งขั้นตอนการจัดการมาตรฐานความยั่งยืนที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน ความไม่มั่นใจในความคุ้มค่าต่อการลงทุน รวมไปถึงความต้องการข้อมูลสิทธิประโยชน์จากภาครัฐและการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

งานสัมมนานี้จะรวบรวมเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อาทิ EarthCheck, Travelife, Green Destinations พร้อมฟังแนวทางในการปรับตัวและจัดการให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล 

 

นอกจากเวทีสัมมนายังมีกิจกรรม ‘Sustainable Travel Story Curator  workshop’ จัดอมรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง ‘Sustainable Travel Story Telling  สื่อสารการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดย Alison Burgh ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารความยั่งยืนระดับโลกจาก Sustainable Tourism Institutional and Market Intelligence Expert  มาเวิร์กชอปเทคนิคการเล่าเรื่องแบบ Sustainable Travel Story ให้กับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพื่อยกระดับทักษะการสื่อสารให้ทรงพลัง ดึงดูดใจนักเดินทางสายยั่งยืน 

 

“การเล่าเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพจะสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนของผู้เล่า และหากต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทาง จำเป็นต้องสอดแทรกเรื่องราวของความยั่งยืนผ่านทุกประสบการณ์ของนักเดินทาง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้น” Alison Burgh กล่าว

 

 

ด้าน อนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ผู้ก่อตั้ง Gother.com กล่าวว่า  นักท่องเที่ยวปัจจุบันมองการท่องเที่ยวยั่งยืนเป็นการสร้างอนาคตที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการที่ได้รับรองมาตรฐานความยั่งยืนจึงมีโอกาสทางการตลาดมากกว่า เพราะเป็นตัวเลือกแรกของนักเดินทาง การจัดการด้านความยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

งาน Action Alert:  Accelerating Towards Sustainable Tourism in Thailand  จะจัดขึ้นวันที่ 26 กันยายน 2567 เวลา 09:00 – 17:00 น. ที่ โรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

 

ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานฟรีที่ https://bit.ly/Action-alert

The post ททท. เตรียมติดอาวุธรับมือความท้าทายให้ธุรกิจท่องเที่ยวในงาน Action Alert: Accelerating Towards Sustainable Tourism in Thailand ร่วมงานฟรี 26 ก.ย. 67 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงกรานต์ 2567 ไทยจัดใหญ่ เนรมิตท้องสนามหลวงเป็นลานเล่นน้ำ พื้นที่โชว์วัฒนธรรม เวที EDM พร้อม 20 ขบวนแห่ ฟ่านปิงปิง ดาราดังร่วมด้วย https://thestandard.co/songkran-2024/ Wed, 10 Apr 2024 10:26:14 +0000 https://thestandard.co/?p=921568 สงกรานต์ 2567

วันนี้ (10 เมษายน) สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าก […]

The post สงกรานต์ 2567 ไทยจัดใหญ่ เนรมิตท้องสนามหลวงเป็นลานเล่นน้ำ พื้นที่โชว์วัฒนธรรม เวที EDM พร้อม 20 ขบวนแห่ ฟ่านปิงปิง ดาราดังร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงกรานต์ 2567

วันนี้ (10 เมษายน) สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมงาน ‘Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567’ บริเวณถนนราชดำเนินกลางและท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายนนี้

 

โดยภายในงานมีการจัดเตรียมอัฒจันทร์กว่า 2,000 ที่นั่งให้ร่วมชมขบวนรถพาเหรดมหาสงกรานต์ยิ่งใหญ่กว่า 20 ขบวน และการแสดงศิลปวัฒนธรรม วิจิตรตระการตา ผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น และ Soft Power ไทยร่วมสมัย พร้อมเพิ่มสีสันความสนุกสนานของการเล่นสาดน้ำด้วยแสงสีเสียงดนตรี EDM และศิลปินชื่อดัง

 

สุดาวรรณกล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ด้วยความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย, กระทรวงวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร, คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และภาคเอกชน กำหนดจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567 ในวันที่ 11-15 เมษายน 2567 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลางและท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร

 

เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยได้รับการประกาศจากองค์การ UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยการจัดงานในครั้งนี้จะนำเสนอภาพลักษณ์ความสวยงามของประเพณีสงกรานต์ไทยด้วยขบวนรถพาเหรดมหาสงกรานต์กว่า 20 ขบวน พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักแสดงและผู้ร่วมขบวนแห่กว่าพันคน ซึ่งเคลื่อนจากถนนราชดำเนินกลางสู่ท้องสนามหลวง

 

งาน Maha Songkran World Water Festival 2024 มีไฮไลต์ในการจัดงาน ได้แก่ กิจกรรมขบวนรถพาเหรดมหาสงกรานต์ในวันที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 17.30 น. ซึ่งจะเคลื่อนขบวนจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศผ่านบริเวณถนนราชดำเนินกลางสู่ท้องสนามหลวง ประกอบด้วย ขบวนรถพาเหรดกว่า 20 ขบวน ได้แก่ ขบวนรถพระพุทธรูปประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (องค์จำลอง) จากวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ขบวนรถเทพีสงกรานต์ ประจำปี 2567 ‘มโหธรเทวี’ เสด็จไสยาสน์ลืมเนตรเหนือหลังนกยูง โดย แอนโทเนีย โพซิ้ว รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023

 

ตามด้วยขบวนรถพาเหรด 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, ขอนแก่น, ชลบุรี, สมุทรปราการ, นครศรีธรรมราช, เชียงราย, หนองคาย, พิษณุโลก, สงขลา, บุรีรัมย์, พระนครศรีอยุธยา, นครพนม, ลำปาง, เลย, สุโขทัย และภูเก็ต โดยจัดตกแต่งขบวนรถพาเหรดที่แสดงถึงประเพณีวัฒนธรรม บ่งบอกถึงสัญลักษณ์หรือของดีประจำจังหวัด

 

พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมโดยนักแสดงและผู้ร่วมขบวนแห่กว่าพันคน รวมถึงขบวนรถพาเหรด Soft Power สาขาเกม อย่าง Ragnarok Online, NIKKE, PUBG MOBILE และเกมที่สร้างโดยฝีมือคนไทย Home Sweet Home ตามด้วยเหล่าคอสเพลย์จากสาขาภาพยนตร์และซีรีส์ที่จะมาเติมความสนุกสนาน

 

พร้อมสร้างสีสันด้วยขบวนพาเหรด LGBTQIA+ นำขบวนโดย Bangkok Pride ร่วมกับนักแสดงจากบริษัท โคลอสเซียมโชว์พัทยา จำกัด และขบวนพาเหรด KOL และ Influencer ได้แก่ ฟ่านปิงปิง, อู๋-กิตติภณ ทิพยทยารัตน์, องศา-ธีธัช คุ้มเมือง, มอส-กฤติเดช ภูภัทรธราวุฒิ, ดล-นภดล ทิพวัฒน์, ทาฆิ อ่องลออ และ เลโอ-เลโอนาร์โด ซุนโด

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 12 เมษายนนี้ เวลา 17.30 น. ขบวนรถพาเหรดมหาสงกรานต์จะแห่รอบท้องสนามหลวงอีกครั้งให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมรับชมความสวยงาม จากนั้นขบวนรถพาเหรดจะจอดแสดงโชว์ที่ท้องสนามหลวงจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2567

 

ฐาปนีย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในบริเวณพื้นที่ท้องสนามหลวงมุ่งนำเสนอศิลปวัฒนธรรมไทย อัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ และ Soft Power ไทย ประกอบด้วยเวทีขนาดใหญ่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรม เช่น การแสดงโขนชุดใหญ่ ตอนยกรบ, การแสดงดนตรีออร์เคสตรา, การแสดงของศิลปินชื่อดังตลอด 5 วัน อาทิ MILLI, 4EVE, เก่ง ธชย, Safeplanet, TELEx TELEXs, NEW COUNTRY, เดอะ พาเลซ, ป๊อบ ปองกูล, บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์, เอ๊ะ จิรากร, ATLAS และ Bodyslam และการแสดงโดรนแปรอักษร

 

ในงานยังมีโซนสงกรานต์อัตลักษณ์ 5 ภาค พร้อมเวทีลานกิจกรรมนำเสนอศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น, โซน Soft Power นำเสนอเอกลักษณ์ในแต่ละสาขา อาทิ โซนมวย ‘ยุทธศิลป์ มวยสยาม’ โซน Food Truck ‘ลิ้มรส เลื่องอัตลักษณ์’ โซนกิจกรรมท่องเที่ยว ‘เที่ยวไทยเท่ เสน่ห์ทุกมิติ’ และโซนหนังสือ ‘มนต์เสน่ห์แห่งอักษร’ พร้อมชวนย้อนรำลึกความหลังในโซนหนังกลางแปลงย้อนยุคและงานวัด ควบคู่ไปกับโซนหนังแนวตั้งยุคใหม่

 

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานสามารถรับความสนุกสนานได้จากคอนเสิร์ต EDM โดย DJ ชื่อดัง อาทิ Roxy June, 22Bullets, Zani, SAKI, MAYSAA, MATOOM, JOY LILA, Foamie, BubblePaint, โดม-ปกรณ์ ลัม พร้อมตื่นตาตื่นใจและมันไปกับโซนเล่นน้ำและแสงสีชุดใหญ่ รวมทั้งพบกับระบำน้ำพุบกที่สูงที่สุดในประเทศไทยกว่า 20 เมตร ลานเล่นน้ำ อุโมงค์น้ำ

 

รวมถึงกิจกรรมสรงน้ำพระเพื่อขอพรเสริมสิริมงคล กิจกรรมพิเศษทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 99 รูป และกิจกรรมรดน้ำผู้สูงอายุในวันที่ 13 เมษายน 2567 รวมถึงสามารถร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยกับโซนก่อเจดีย์ทราย ‘เจดีย์วิถีสงกรานต์’ และโซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์และสุดยอดของดี OTOP จากทั่วประเทศ

 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน ททท. จัดรถสองแถวบริการรับ-ส่งผู้เข้าร่วมชมงาน โดยมีจุดจอดรถรับ-ส่งจำนวน 3 จุด จุดละ 3 คัน ได้แก่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ปิ่นเกล้า, สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และมิวเซียมสยาม โดยมีจุดจอดปลายทางที่บริเวณป้ายรถเมล์ศาลฎีกา สนามหลวง ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2567 ตั้งแต่เวลา 13.00-00.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandfestival.org และ Facebook: Thailand Festival

The post สงกรานต์ 2567 ไทยจัดใหญ่ เนรมิตท้องสนามหลวงเป็นลานเล่นน้ำ พื้นที่โชว์วัฒนธรรม เวที EDM พร้อม 20 ขบวนแห่ ฟ่านปิงปิง ดาราดังร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอคอนสยามผนึกกำลังทุกภาคส่วนสร้างปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ 2024 รวมศิลปินไทย-สากล พร้อมพลุรักษ์โลกยิ่งใหญ่กว่าทุกปี https://thestandard.co/amazing-thailand-countdown-2024/ Fri, 01 Dec 2023 01:15:00 +0000 https://thestandard.co/?p=872110

วานนี้ (30 พฤศจิกายน) สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้ […]

The post ไอคอนสยามผนึกกำลังทุกภาคส่วนสร้างปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ 2024 รวมศิลปินไทย-สากล พร้อมพลุรักษ์โลกยิ่งใหญ่กว่าทุกปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (30 พฤศจิกายน) สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด, บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด, คาร์ดเอกซ์, บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด, บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พันธมิตรภาคเอกชน ธุรกิจโรงแรม และชุมชนโดยรอบแม่น้ำเจ้าพระยา

 

ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ‘Amazing Thailand Countdown 2024 at ICONSIAM’ ภายใต้แนวคิด The Unrivaled Phenomenon of SIAM: ปรากฏการณ์เคาต์ดาวน์สะกดโลก ส่งต่อความรุ่งโรจน์แห่งสยาม เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้แม่น้ำเจ้าพระยาและประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Global Countdown Destination ที่ผู้คนทั่วโลกต้องการมาเยือนอย่างต่อเนื่อง 

 

โดยถือเป็นปรากฏการณ์ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไอคอนสยาม ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนริมแม่น้ำ ซึ่งได้ผสานความร่วมมือกัน ทุ่มงบประมาณมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เพื่อเนรมิตพื้นที่ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ให้เป็นสถานที่เฉลิมฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2024 กิจกรรมยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีซึ่ง ททท. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดสติเนชันที่มีความหลากหลายของประเทศไทย เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเดินทางของทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ 

 

อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และยังเป็นการมอบของขวัญปีใหม่และส่งความสุขให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ สำหรับการจัดงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น ททท. ร่วมกับไอคอนสยาม วางแผนการจัดงานครั้งยิ่งใหญ่สุดตระการตาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งการแสดงพลุสุดยิ่งใหญ่ที่ไอคอนสยามจัดขึ้นนี้ จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยสู่สายตานานาประเทศทั่วโลก สร้างสีสันและบรรยากาศด้านการท่องเที่ยวในช่วงสิ้นปีให้กับเมืองไทยได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

 

สิงห์ ลิ้มพิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กล่าวว่า กทม. กำหนดนโยบายว่าด้วยเรื่องเมืองแห่งการสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ผ่านโครงการ Colorful Bangkok โดยใช้ศิลปวัฒนธรรมเข้ามาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนมุมมองของเมืองด้วยการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดความคึกคัก​ มีชีวิตชีวา​ กระตุ้นเศรษฐกิจ​ รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ และสะท้อนความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

 

โดย กทม. ได้ประสานความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนเข้าเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้โครงการ Colorful Bangkok Winter Festival ร่วมจัดกิจกรรมในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เพื่อเพิ่มแรงส่งกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปีอย่างเต็มกำลัง และเป็นต้นแบบการพัฒนาศักยภาพของกิจกรรมที่เริ่มจากเมืองหลวง เพื่อจะยกระดับสู่ทั่วประเทศและสากลต่อไป 

 

สำหรับไฮไลต์ของงานประกอบด้วย

 

  • การแสดงจาก 13 สุดยอดศิลปินบนเวที 360 องศา ได้แก่ บะหมี่ (BameeKT), PERSES, Jeff Satur, PROXIE, VIIS, 4EVE, ATLAS, Three Man Down, ซี-พฤกษ์ พานิช, นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์, พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร และ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล พร้อมพบกับ แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หนึ่งในสมาชิก GOT7 
  • การแสดงพลุรักษ์โลก จำนวน 50,000 ดอก จากการรวมพลังของทีมงานมืออาชีพคนไทยและ โอกุจิ โยชิมาซะ ผู้กำกับการแสดงพลุ เจ้าของรางวัลชนะเลิศการประกวดพลุปี 2023 จากเทศกาลดอกไม้ไฟชินเม 
  • โดรนโชว์เหนือน่านฟ้ากว่า 2,000 ลำ 

งาน Amazing Thailand Countdown 2024 at ICONSIAM จัดตั้งแต่วันที่ 29-31 ธันวาคมนี้ เข้างานฟรี โดยสามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการรับสิทธิ์เข้าร่วมงานได้ทาง www.iconsiam.com หรือเฟซบุ๊ก ICONSIAM

The post ไอคอนสยามผนึกกำลังทุกภาคส่วนสร้างปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ 2024 รวมศิลปินไทย-สากล พร้อมพลุรักษ์โลกยิ่งใหญ่กว่าทุกปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อนอกตีข่าวดราม่า ‘ตำรวจจีนลาดตระเวนในไทย’ ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้ช่วยป้องปรามอาชญากร หลายฝ่ายหวั่นกระทบอธิปไตย https://thestandard.co/foreign-media-reported-on-chinese-police-in-thailand/ Tue, 14 Nov 2023 05:01:33 +0000 https://thestandard.co/?p=865456

กระแสข่าวแนวคิดการนำตำรวจจีนมาลงพื้นที่ลาดตระเวนตามเมือ […]

The post สื่อนอกตีข่าวดราม่า ‘ตำรวจจีนลาดตระเวนในไทย’ ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้ช่วยป้องปรามอาชญากร หลายฝ่ายหวั่นกระทบอธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระแสข่าวแนวคิดการนำตำรวจจีนมาลงพื้นที่ลาดตระเวนตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ในไทยกลายเป็นที่สนใจของหลายสื่อต่างชาติ เช่น Bloomberg, Radio Free Asia, BenarNews, South China Morning Post และสื่อจีนอย่าง Global Times ซึ่งมีการรายงานและเผยมุมมองจากนักวิเคราะห์และนักเคลื่อนไหวที่มองถึงข้อดีและข้อกังวลต่างๆ 

 

Bloomberg รายงานว่า ไทยกำลังพิจารณาแผนประจำการตำรวจจีนในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมบางแห่งของไทย เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย แต่ความเคลื่อนไหวนี้จุดชนวนให้เกิดข้อถกเถียง ซึ่งนักวิจารณ์หลายคนแสดงความกังวลเรื่องอธิปไตย ขณะที่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยพากันแสดงความคิดเห็นผ่านอินเทอร์เน็ต ตำหนิความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยส่วนใหญ่กังวลว่าประเทศไทยจะกลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับการปฏิบัติการลับของรัฐบาลจีนที่มีเป้าหมายไปที่ผู้เห็นต่างชาวจีนในต่างประเทศ 

 

ก่อนหน้านี้ ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีข่าวที่เกิดขึ้นว่า แผนนำตำรวจจีนลาดตระเวนในไทยนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเอกราชหรืออธิปไตยของไทย แต่มีเป้าหมายเพื่อจัดการกับกลุ่มมาเฟียจีนหรือกลุ่มจีนสีเทาที่เข้ามาดำเนินธุรกิจและเคลื่อนไหวในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ Bloomberg รายงานว่า แผนนำตำรวจจีนเข้าประจำการในไทยถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของรัฐบาลไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมาปรากฏกรณีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทยของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนบางส่วน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย 

 

โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการพบว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาไทยในปีนี้จำนวนทั้งสิ้น 2.8 ล้านคน ในขณะที่เป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้นั้นอยู่ที่ 4-4.4 ล้านคน 

 

ทั้งนี้ รายงานของ Safeguard Defenders กลุ่มสิทธิมนุษยชนในสเปน ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2022 ระบุว่า พบศูนย์ตำรวจจีนในลักษณะดังกล่าวอย่างน้อย 102 แห่งใน 53 ประเทศของ 5 ทวีป ซึ่งรัฐบาลจีนใช้ศูนย์ตำรวจนอกประเทศเหล่านี้อย่างผิดกฎหมาย เพื่อข่มขู่ผู้เห็นต่างชาวจีนและผู้ต้องสงสัยทางอาญาในต่างประเทศ และเพื่อกดดันให้พวกเขาเดินทางกลับจีน ซึ่งการเผยแพร่รายงานดังกล่าวยังนำไปสู่การสอบสวนโดยรัฐบาลของหลายประเทศ

 

ข้อมูลในรายงานบางส่วนระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวของจีน “หลีกเลี่ยงความร่วมมือทวิภาคีด้านตำรวจและตุลาการอย่างเป็นทางการ และฝ่าฝืนหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งอาจละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศที่สามที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งกลไกนโยบายคู่ขนานโดยใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย” 

 

ขณะที่การส่งตำรวจจีนไปประจำการนอกประเทศ ซึ่งหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเป็นสำนักงานนอกกฎหมายนั้น เป็นการดำเนินการที่เริ่มต้นโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในประเทศต่างๆ และมีชื่อเรียกว่า สถานีบริการตำรวจจีนในต่างประเทศ หรือ 110 Overseas ซึ่ง 110 คือหมายเลขฉุกเฉินในการโทรศัพท์แจ้งตำรวจของจีน

 

ซึ่งที่ผ่านมาเคยปรากฏรายงานข่าว เช่น กรณีของ FBI ที่จับกุม 2 ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าทั้งสองดำเนินการสถานีตำรวจจีนนอกประเทศอย่างผิดกฎหมายในนครนิวยอร์ก โดยสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลจีน และใช้สถานีตำรวจนอกประเทศดังกล่าวเพื่อ ‘กิจกรรมปราบปราม’ รวมถึงค้นหาตัวนักเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ด้าน Radio Free Asia รายงานถึงความเห็นที่แตกต่างกันของทางการไทยในเรื่องนี้ โดยก่อนหน้านี้ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับสถานทูตจีนเกี่ยวกับโครงการลาดตระเวนนำตำรวจจีนมายังประเทศไทยและประจำการตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ เพื่อต้องการแสดงให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีนเห็นถึงการดำเนินการปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย

 

แต่ทางด้าน พล.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว โดยไม่เห็นด้วยกับการนำตำรวจจีนมาดูแลนักท่องเที่ยวในไทย และมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย โดยมั่นใจว่า “ตำรวจไทยมีศักยภาพที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับพลเมืองไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีน”

 

BenarNews รายงานความเห็นของ พุทธณี กางกั้น นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และผู้อำนวยการ The Fort ซึ่งเป็นองค์กรในเครือของ Fortify Rights ที่มองว่ารัฐบาลกระตือรือร้นที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนมากเกินไป 

 

“เราควรพิจารณานโยบายที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่มุ่งเน้นไปที่ความพึงพอใจของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ”

 

เธอกล่าวว่า คงเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ถึงผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุญาตให้ตำรวจจีนประจำการในประเทศไทย

 

“เราต้องพิจารณาผลที่ตามมาอย่างจริงจัง ทั้งข้อดีและข้อเสีย แล้วจะประสานปฏิบัติการได้อย่างไร? ใครคือผู้มีอำนาจ” เธอถาม

 

ขณะที่ กวิน ศิลปสกุล นักธุรกิจไทยวัย 37 ปี ได้ให้สัมภาษณ์  BenarNews ตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวและมองว่า “โดยส่วนตัวแล้วผมไม่มีปัญหากับนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้ตำรวจจีนลาดตระเวนที่นี่”

 

ด้าน Global Times รายงานมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชาวจีนซึ่งมองว่า “การให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนลาดตระเวนตามท้องถนนในไทยจะเป็นเครื่องป้องปรามอาชญากรได้อย่างไม่ต้องสงสัย และความพยายามร่วมกันระหว่างจีนและไทยในการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามอาชญากรรม คาดว่าจะทำให้มีการเสนอประสบการณ์ความร่วมมือข้ามประเทศไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น”

 

Global Times ยังเผยความเห็นของหญิงชาวจีนคนหนึ่งจากปักกิ่ง ซึ่งกำลังเดินทางไปเที่ยวในหลายเมืองของไทย โดยบอกว่าเธอชื่นชอบอาหารทะเล หาดทราย และการดำน้ำในไทย แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องเตือนตัวเองเสมอว่าให้ระวังความปลอดภัยของตัวเอง และบอกว่า เธอจะมั่นใจกว่านี้มากหากเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากบ้านเกิดมาลาดตระเวนตามท้องถนนในประเทศไทย 

 

ซึ่งนอกจากหญิงรายนี้ Global Times ยังสัมภาษณ์ชาวจีนอีกหลายคน ซึ่งต่างแสดงความคิดเห็นว่าจะมีความมั่นใจมากขึ้นเช่นเดียวกัน หากมีการดำเนินการความร่วมมือระหว่างตำรวจของทั้งสองประเทศ

 

อ้างอิง:

The post สื่อนอกตีข่าวดราม่า ‘ตำรวจจีนลาดตระเวนในไทย’ ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้ช่วยป้องปรามอาชญากร หลายฝ่ายหวั่นกระทบอธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดปม ‘โครงการลาดตระเวนตำรวจจีนในไทย’ ควรไปต่อหรือขอแค่แลกเปลี่ยนข้อมูล https://thestandard.co/chinese-police-patrol-project-in-thailand/ Mon, 13 Nov 2023 08:34:49 +0000 https://thestandard.co/?p=865180 ตำรวจจีน

‘โครงการลาดตระเวน’ โดยการนำตำรวจจากประเทศจีนมาลงพื้นที่ […]

The post เปิดปม ‘โครงการลาดตระเวนตำรวจจีนในไทย’ ควรไปต่อหรือขอแค่แลกเปลี่ยนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจจีน

‘โครงการลาดตระเวน’ โดยการนำตำรวจจากประเทศจีนมาลงพื้นที่ตรวจตราในประเทศไทยตามเมืองท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

 

เป็นหนึ่งในผลการหารือระหว่าง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยตำรวจสอบสวนกลางและตำรวจท่องเที่ยว เมื่อวานนี้ 12 พฤศจิกายน 2566 

 

หลังประเด็นดังกล่าวถูกเผยแพร่ หลายภาคส่วนต่างตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้จะมีประโยชน์จริงและเหมาะสมหรือไม่

 

ตำรวจจีนจะเป็นกระบอกเสียง และสัญลักษณ์ความปลอดภัย

 

วานนี้ ผู้ว่าการฯ ททท. เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายกฯ ในประเด็นการดูแลนักท่องเที่ยวจีนว่า ทาง ททท. และสถานทูตจีนได้นัดหมายหารือเกี่ยวกับโครงการลาดตระเวน ที่จะให้ตำรวจจากประเทศจีนมาลาดตระเวนในประเทศไทยตามเมืองท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

 

โดยยกตัวอย่างว่าโครงการดังกล่าวเคยประสบความสำเร็จที่ประเทศอิตาลีแล้ว ทั้งนี้มั่นใจว่าหากโครงการนี้ทำได้จริงจะเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการยกระดับดูแลนักท่องเที่ยว และมั่นใจว่าตัวเลขการท่องเที่ยวจีนช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีจะเป็นไปตามเป้าเดิมที่กำหนดไว้ที่ 44.4 ล้านคน

 

“การนำตำรวจจากจีนมาร่วมเพื่อต้องการให้ตำรวจจีนเห็นการทำงานของประเทศไทย ว่าเรายกระดับเรื่องความปลอดภัยอย่างไรบ้าง ให้เขาเป็นกระบอกเสียงส่งต่อให้กับนักท่องเที่ยวจีน เพราะคนจีนกลัวตำรวจชาติเขามาก” ฐาปนีย์กล่าว

 

ตำรวจจีนจะเป็นผู้กำราบกลุ่มจีนสีเทาและแหล่งข้อมูลชั้นดี

 

ต่อมาในวันเดียวกัน ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การหารือที่เกิดขึ้นได้พูดถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะปัญหาความปลอดภัยจากคนจีนกลุ่มสีเทาที่เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศไทย 

 

โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้รายงานว่า พฤติกรรมของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในมุมของคนจีนที่มาท่องเที่ยวเมืองไทย พบว่าพวกกลุ่มคนจีนสีเทามีความเกรงกลัวตำรวจจีนด้วยกันเอง และนักท่องเที่ยวจีนจะรู้สึกปลอดภัยเป็นพิเศษ หากมีตำรวจจีนมาช่วยดูแล



 

ดังนั้น ตำรวจของไทยจึงคิดว่า กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการกำราบกลุ่มจีนสีเทา คือขอให้ตำรวจจีนเป็นผู้ช่วยในการปฏิบัติงาน ซึ่งปกติมีการทำงานร่วมกันระดับตำรวจสากลอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้แสดงออกให้เห็นชัดเจนขึ้น และเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทยได้รับข้อมูลและเบาะแสที่แม่นยำรวดเร็วขึ้น ซึ่งตำรวจจีนมีข้อมูลและมีเบาะแสพร้อมจะให้ความร่วมมือกับตำรวจไทยเต็ม 100%



 

“ข่าวที่จะให้ตำรวจจีนมาตระเวนดูแลความปลอดภัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ความจริงเพียงแค่มาร่วมมือทำงานและให้ข้อมูลเบาะแสเพื่อให้ตำรวจไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ชัยกล่าว

 

ตำรวจจีนเข้ามาในไทยไม่มีวันเกิดขึ้น กมธ.มั่นคงฯ-ตร. เห็นตรงกัน

 

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) รังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้พาคณะเข้าประชุมร่วมกับ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในกรณีนี้ 

 

โดยรังสิมันต์กล่าวภายหลังการประชุมว่า แนวคิดดังกล่าวไม่มีทางเกิดขึ้น และได้รับการยืนยันแล้วว่าทุกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการนำตำรวจจีนเข้ามาในราชอาณาจักร เพราะมีผลกระทบในหลายมิติ หากเริ่มต้นนำตำรวจจีนเข้ามาในประเทศไทยในวันนี้ อนาคตก็จะต้องให้ตำรวจจากชาติอื่นๆ เข้ามาด้วย และตำรวจไทยก็จะไม่มีบทบาทหน้าที่อย่างเหมาะสม 

 

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องช่วยกันพัฒนาศักยภาพของตำรวจไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวได้

 

แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเข้าใจผิดในการสื่อสาร ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน คณะกรรมาธิการฯ จัดทำหนังสือขอให้รัฐบาลชี้แจงประเด็นดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับทุกฝ่ายในการปฏิบัติ

 

ขณะที่ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ กล่าวยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการนำตำรวจจีนเข้ามาดูแลนักท่องเที่ยวจีนในไทย เพราะเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของไทย และตำรวจไทยมีศักยภาพในการดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยวเพียงพอ แต่กรณีที่เกิดขึ้นในอิตาลีนั้น เชื่อว่าเกิดจากปัญหาด้านการสื่อสารทางภาษา จึงมีการนำตำรวจจีนมาช่วย แต่สำหรับประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว ยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ

 

“แนวคิดดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เป็นผู้เสนอหรือร้องขอไปยังรัฐบาล เชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิดในการสื่อสาร ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกันในประเด็นการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกับทางการจีน เพราะเมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับจีนก็จำเป็นที่จะต้องมีการประสานข้อมูลคนร้ายและข้อมูลคดีกัน” พล.ต.อ. ต่อศักดิ์กล่าว

The post เปิดปม ‘โครงการลาดตระเวนตำรวจจีนในไทย’ ควรไปต่อหรือขอแค่แลกเปลี่ยนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก 3 วง แก้ไขปัญหา ‘ส่วยทางหลวง-รักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว-หมูเถื่อน’ ก่อนขึ้นเครื่องไปร่วมประชุม APEC ที่สหรัฐฯ https://thestandard.co/prime-minister-discussion/ Sun, 12 Nov 2023 10:48:55 +0000 https://thestandard.co/?p=864848

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีรายงาน […]

The post นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก 3 วง แก้ไขปัญหา ‘ส่วยทางหลวง-รักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว-หมูเถื่อน’ ก่อนขึ้นเครื่องไปร่วมประชุม APEC ที่สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีรายงานว่า ก่อนที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 30 (APEC Economic Leaders’ Meeting 2023) ได้เรียกหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วยทางหลวง การแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อน และมาตรการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว 

 

เล็งดึงตำรวจจีนลาดตระเวนเมืองท่องเที่ยว กระตุ้นความเชื่อมั่น

 

โดยนายกฯ ได้หารือร่วมกับผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว 

 

โดย ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องความปลอดภัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจะทำงานร่วมกับ ททท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยในส่วนของนักท่องเที่ยวจีนจะพูดคุยกับสถานทูตจีนวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เกี่ยวกับโครงการลาดตระเวนที่จะเอาตำรวจจากประเทศจีนมาลาดตระเวนในประเทศไทยตามเมืองท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จที่ประเทศอิตาลี แต่ยังไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนและเมือง เมื่อโครงการนี้ออกมาจะทำให้เห็นความพร้อมในการยกระดับรับนักท่องเที่ยวในเรื่องความปลอดภัย และมั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนช่วง 2 เดือนสุดท้ายเป็นไปตามเป้าเดิมที่กำหนดไว้ที่ 4-4.4 ล้านคน 

 

“เราต้องการให้ตำรวจจีนเห็นการทำงานของประเทศไทยว่าเรายกระดับเรื่องความปลอดภัยอย่างไรบ้าง ให้เขาเป็นกระบอกเสียงส่งต่อให้กับนักท่องเที่ยวจีน เพราะคนจีนกลัวตำรวจมาก ถ้าตำรวจของเขามาแสดงความมั่นใจในเมืองไทยก็จะช่วยยกระดับความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวจีนอีกขั้นหนึ่ง” ฐาปนีย์กล่าว 

 

ปัญหาส่วยรถบรรทุก 20% ลักลอบแอบทำ

 

ส่วนเรื่องส่วยทางหลวงได้หารือกับ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.), ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม, ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง, ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, อธิบดีกรมทางหลวง, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และสมาพันธ์และสมาคมรถบรรทุก ในเรื่องการตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุกบนโครงข่ายทางหลวงหลัก เช่น ถนนพหลโยธิน, ถนนเพชรเกษม, ถนนสุขุมวิท, ถนนพระราม 2 และถนนสายเอเชีย รวมถึงเรื่องการตรวจสอบสภาพรถ 

 

พล.ต.ท. จิรภพ กล่าวว่า เศรษฐาได้สั่งการแนวทางแก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน มีนโยบายอย่างจริงจังในการปราบเรื่องนี้ให้หมดไป โดยผลการหารือทุกภาคส่วนจะดำเนินการตรวจจับอย่างจริงจัง ขณะนี้กรมทางหลวงมีด่านชั่งน้ำหนัก 100 กว่าจุดทั่วประเทศ 

 

แต่ปัญหาคือมีการหนีไม่ยอมเข้าด่าน เราจึงพูดคุยกันว่ากรมทางหลวงจะเติมเต็ม หากพบรถบรรทุกไม่เข้าด่านก็จะแจ้งตำรวจทางหลวงเพื่อให้สกัดจับ และหากประชาชนท่านใดเห็นรถบรรทุกน้ำหนักเกินให้แจ้งเบาะแสมาที่กรมทางหลวงหรือตำรวจทางหลวง เพื่อจะได้ดำเนินการจับกุม 

 

ขณะนี้ตนคิดว่ารถบรรทุกน้ำหนักเกินลดลงไปแล้ว 80% เหลือ 20% ที่ต้องมาไล่จับกัน และเรายังหารือเรื่องการแก้กฎหมายให้หนักขึ้น ให้เกรงกลัวการกระทำความผิด ซึ่งเป็นแนวทางที่นายกฯ ได้สั่งการ ส่วนตัวเชื่อว่าจะได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆ อาจไม่ 100% วันนี้เหมือนแมวไล่จับหนู แต่ยืนยันว่าอธิบดีกรมทางหลวงและตำรวจทางหลวงดำเนินการกันอย่างเต็มที่ 

 

ขณะที่ในส่วนของตำรวจนครบาลได้กำชับตำรวจจราจรให้ตรวจตรารถในกรุงเทพฯ ร่วมกับ กทม. ยืนยันเรื่องนี้จะดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องเงียบแล้วหยุด แต่จะทำตลอดไปให้จบที่รุ่นเรา 

 

ส่วน 20% ที่ยังมีปัญหา ติดที่ผู้มีอิทธิพลหรือไม่ พล.ต.ท. จิรภพ ตอบว่า พวกนี้เขาแอบทำกัน เมื่อก่อนถ้าไม่ได้กำชับกวดขันก็ทำกันทั่วไปหมด แต่พอกวดขันก็เหลือแต่พวกแอบทำในบางพื้นที่บ้างที่เราเผลอ จากนี้อาจใช้แหล่งข่าวจากสมาคมรถบรรทุกหรือประชาชนให้แจ้งเบาะแสเข้ามา ให้เป็นหูเป็นตา ยืนยันเราจะทำตามกฎหมาย

 

กำชับอธิบดี DSI สางปมหมูเถื่อนไม่มีละเว้น

 

พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับเศรษฐากรณีแก้ไขปัญหาหมูเถื่อนว่า DSI เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องที่กรมศุลกากรส่งมาจำนวน 161 ตู้ โดยแบ่งกลุ่มผู้กระทำผิดเป็น 3 กลุ่ม 

 

  1. บริษัทนำเข้าที่ได้ดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาจับกุมไปแล้วจำนวนหา 6 ราย 
  2. กลุ่มนายทุนที่เป็นคนสั่งให้นำหมูเข้าไทย ซึ่งออกหมายจับ 2 บริษัท ขณะนี้ผู้ต้องหาหลบหนีไปต่างประเทศ และได้ประสานเรื่องขอเข้ามอบตัวภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 
  3. กลุ่มผู้ดูแลเรื่องห้องเย็นที่กระจายหมูเถื่อนไปแช่ 

 

ในส่วนของการดำเนินคดี นายกฯ กำชับให้มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทาง DSI ได้รับข้อสั่งการ และจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องภายในสัปดาห์นี้และสัปดาห์ถัดไป ส่วนเรื่องการทำงานแบบบูรณาการ ขณะนี้ DSI ได้รับข้อมูลข่าวสารจากประชาชนทั่วไปว่าอาจมีการซุกซ่อนของเถื่อนตามตู้เย็นต่างๆ จึงได้ประสานงานกับทางตำรวจภูธรจังหวัด ร่วมกับกรมปศุสัตว์ และกรมศุลกากร เพื่อดำเนินการปูพรมตรวจค้นตามที่ได้รับเบาะแส 

 

ขอเรียนว่าของกลางที่ DSI ได้รับมาจำนวน 161 ตู้ แต่เมื่อเราได้สืบค้นต่อไปพบว่า ตั้งแต่ปี 2563-2566 กลุ่มขบวนการนำเข้าได้มีการลักลอบนำเข้าเศษชิ้นส่วนซากสัตว์มาก่อนหน้านั้นแล้วจำนวน 2,836 ตู้ ซึ่งเรากำลังสอบสวนว่ามีใครเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวบ้าง และเรื่องนี้ DSI จะดำเนินการให้ถึงที่สุด

 

พ.ต.ต. สุริยา ระบุว่า เราได้มีการเร่งรัดตามที่เรียนแล้วว่า ภายในสัปดาห์นี้ผู้ต้องหาในกลุ่มที่ 2 จะมีการเข้ามอบตัว โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอย่างถึงที่สุด ไม่มีละเว้น อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหากลุ่มที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นนายทุนเจ้าใหญ่ที่มีคำสั่งซื้อให้บริษัทชิปปิ้งนำเข้าหมูเถื่อนสู่ประเทศไทย ถือว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีบทบาทเพราะมีการรับคำสั่งซื้อมาจากผู้สั่งที่เป็นรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นตัวกลางที่ทำให้เนื้อหมูเถื่อนกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค

 

ขณะเดียวกัน เศรษฐามีสีหน้าเป็นกังวลต่อการทำงานที่ผ่านมา โดยระบุกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “ผมเชิญท่านมาพบ ท่านมาที่ทำเนียบรัฐบาลแล้วรอบหนึ่ง ทำไมช้าจัง จัดการให้มันเร็วๆ หน่อยได้ไหม มันจับมาได้ตั้งเยอะแยะแล้ว ทำไมไม่สั่งการสักทีหนึ่ง ผมสั่งการไปแล้วก็ไม่ทำ ไม่หาตัวรายใหญ่ เข้าถึงตัวไม่ได้สักที ตอนนี้มีกี่ราย ตอนนี้จับมามี 10 รายแล้วใช่ไหม”

The post นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก 3 วง แก้ไขปัญหา ‘ส่วยทางหลวง-รักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว-หมูเถื่อน’ ก่อนขึ้นเครื่องไปร่วมประชุม APEC ที่สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลไทยเตรียมจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ หลังเยาวชนก่อเหตุยิงชาวต่างชาติเสียชีวิตในสยามพารากอน https://thestandard.co/paragon-situation-command-center/ Wed, 04 Oct 2023 06:26:42 +0000 https://thestandard.co/?p=850468

วันนี้ (4 ตุลาคม) สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่ากา […]

The post รัฐบาลไทยเตรียมจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ หลังเยาวชนก่อเหตุยิงชาวต่างชาติเสียชีวิตในสยามพารากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 ตุลาคม) สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, จักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศรัณย์ เจริญสุวรรณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ, อารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงความคืบหน้าของทางภาครัฐ ณ กระทรวงการต่างประเทศ หลังเกิดเหตุเยาวชนใช้อาวุธปืนยิงชาวต่างชาติเสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 5 คนภายในห้างสยามพารากอน เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 ตุลาคม 

 

โดยจักรพงษ์ระบุว่า ภาครัฐไทยเตรียมจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ ‘Situation Command Center’ เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถานทูตของชาวต่างชาติที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งจะมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน พร้อมทั้งหารือถึงมาตรการที่จะมารับมือกับปัญหาด้านสุขภาพจิต และการเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายครอบครองอาวุธปืน

 

ในมิติด้านการท่องเที่ยว สุดาวรรณกล่าวว่า เราก็จะต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่น ทั้งความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวและในส่วนผลกระทบอาจจะต้องติดตามดูกันต่อในระยะถัดไป ก่อนที่ฐาปนีย์จะกล่าวเสริมว่า ในส่วนของการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางรัฐบาลไทยได้ทำอย่างเต็มที่ จนทำให้เอกอัครราชทูตจีนได้กล่าวชื่นชมในส่วนนี้ 

 

โดยรัฐบาลไทยยังได้เน้นย้ำถึงภารกิจสำคัญในช่วงเวลานี้คือ การฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ไม่เพียงแต่กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังรวมถึงประชาชนทุกคน

 

The post รัฐบาลไทยเตรียมจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ หลังเยาวชนก่อเหตุยิงชาวต่างชาติเสียชีวิตในสยามพารากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มอบเครื่องหมาย SHA Plus ให้วัดโพธิ์-ศาล หลักเมือง กทม. สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ https://thestandard.co/sha-plus-given-to-wat-pho/ Fri, 05 Nov 2021 10:22:35 +0000 https://thestandard.co/?p=556673 SHA Plus

​วันนี้ (5 พฤศจิกายน) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ฐาปนีย์ เก […]

The post มอบเครื่องหมาย SHA Plus ให้วัดโพธิ์-ศาล หลักเมือง กทม. สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SHA Plus

​วันนี้ (5 พฤศจิกายน) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้มอบตราสัญลักษณ์ SHA Plus ให้แก่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) โดยมี เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นผู้รับมอบ และมอบให้ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร โดยมี ปุณณภา ปรีดีขนิษฐ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นผู้รับมอบ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ

 

สำหรับ​มาตรฐาน SHA Plus เป็นเครื่องหมายที่ได้รับการยกระดับจากมาตรฐาน SHA หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration ซึ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยด้วยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมมือกันเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ปรับตัวและเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด และการใช้ชีวิตวิถีปกติใหม่ (New Normal) ซึ่งผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SHA Plus จะต้องผ่านเกณฑ์ SHA และพนักงานต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดครบ 2 เข็มไม่ต่ำกว่า 70% ของพนักงานทั้งหมด โดยพนักงานที่อยู่ในส่วนต้อนรับหรือ Frontline จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน 100% เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้ารับบริการและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หลังการเปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

​โดยวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) และศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เป็นสถานประกอบการที่ได้รับรองมาตรฐาน SHA เรียบร้อยแล้วในปี 2563 และเป็นสถานประกอบการประเภทแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับรองมาตรฐาน SHA Plus จากจำนวนที่ได้รับมาตรฐานในกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น 510 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564) 

 

โดยแบ่งประเภทสถานประกอบการที่สามารถขอรับมาตรฐาน SHA และ SHA Plus ออกเป็น 10 หมวด ได้แก่ 

 

  1. ภัตตาคาร/ร้านอาหาร 

 

  1. โรงแรม/ที่พัก และสถานที่จัดประชุม 

 

  1. นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว 

 

  1. ยานพาหนะ 

 

  1. บริษัทนำเที่ยว 

 

  1. สุขภาพและความงาม 

 

  1. ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า 

 

  1. กีฬาเพื่อการท่องเที่ยว 

 

  1. โรงละคร โรงมหรสพ และการจัดกิจกรรม

 

  1. ร้านค้าของที่ระลึกและร้านค้าอื่นๆ

 

​ทั้งนี้ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ในเวลา 08.00-16.30 น. โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีค่าเข้าชมท่านละ 200 บาท สำหรับคนไทยเข้าชมฟรี

 

​สำหรับศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเช่นกัน ในเวลา 06.30-18.30 น. เข้าสักการะได้ฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

The post มอบเครื่องหมาย SHA Plus ให้วัดโพธิ์-ศาล หลักเมือง กทม. สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>