ฐปณีย์ เอียดศรีไชย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฐปณีย์-เอียดศรีไชย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 28 May 2026 13:21:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ฐปณีย์’ แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ยันทำหน้าที่สื่อ แต่กลับถูกโจมตีอย่างร้ายแรงจาก IO https://thestandard.co/thapanee-explains-io-attacks/ Thu, 28 May 2026 13:21:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1212108 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ

วันนี้ (28 พฤษภาคม) คณะกรรมาธิการมาธิการพัฒนาการเมือง ก […]

The post ‘ฐปณีย์’ แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ยันทำหน้าที่สื่อ แต่กลับถูกโจมตีอย่างร้ายแรงจาก IO appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ

วันนี้ (28 พฤษภาคม) คณะกรรมาธิการมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร มีการประชุมพิจารณาข้อร้องเรียน เกี่ยวกับ ‘ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร’ หรือ IO ที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อมวลชนและการทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ ตามที่ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และ องค์กร Stop Online Harm ร้องเรียนขอให้ติดตามผู้รับผิดชอบกรณีปฏิบัติการอันเป็นระบบเพื่อเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและการทำงานในฐานะสื่อมวลชน

 

ภคมน กล่าวว่า การประชุมวันนี้แม้เป็นกรณีที่ น.ส.ฐปณีย์ ร้องเรียน แต่ปัญหาจากปฏิบัติการ IO ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปด้วย จึงอยากให้ร่วมกันหารือเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและนำมาแก้ไขร่วมกัน และเปิดให้ผู้ร้องเรียนได้ชี้แจง

 

ฐปณีย์ ในฐานะผู้เสียหาย ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกปฏิบัติการ IO แต่ครั้งนี้รุนแรงและกระทบทางจิตใจอย่างร้ายแรง ซึ่งที่มาการร้องเรียนมาจากการติดตามข่าวลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากเป็นนักข่าวที่ติดตามข่าวจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอด 22 ปี ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดหรือความรุนแรงใดๆ และเป็นนักข่าวภาคสนามที่ไปลงพื้นที่จริง จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องไปติดตามข่าวนี้เพราะเป็นคดีสำคัญ ซึ่งหลังจากรายงานข่าวว่ามีการใช้รถ กอ.รมน.นราธิวาส มาใช้ก่อเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ และมีการแถลงข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในวันที่ 13 เมษายน ตนเดินทางจากกรุงเทพทำข่าวนี้ เพราะเป็นการแถลงสำคัญทางคดี ซึ่งในการถามคำถามแม่ทัพภาคที่ 4 ว่า กอ.รมน.ภาค 4 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดียิงนายกมลศักดิ์ หรือไม่ ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบคำถามแบบปิดไมค์ ว่าถ้าเป็นผมทำคงไม่รอด ตามที่ปรากฏในข่าว

 

“หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงหลังทำข่าว เพจ Truth of the Day ,เรื่องราวชายแดนใต้,ข่าวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้,ค้นข่าวชายแดนใต้ ,ใต้พรม ชายแดนใต้,Eปริก เป็นต้น เพจเหล่านี้มีการทำภาพกราฟฟิคใส่ร้ายในทันที เช่น เพจ Truth of the Day เอาภาพดิฉันไปเขียนข้อความว่า รางวัลนักข่าวแห่งปี BRN บอกว่า ฐปณีย์ ยิงคำถามแบบชี้นำให้เจ้าหน้าที่เป็นคนผิดให้ได้ เดชะบุญ แม่ทัพภาคที่ 4 ตอบสวนไปทำให้ป้าหน้าซีดไปไม่เป็นเลย กลับกลายไปว่า ดิฉันไปทำข่าว สส.กมลศักดิ์ แต่กลับถูกโจมตีว่า เป็นนักข่าวโจร โฆษก BRN และนางเอกโรฮิงญา ซึ่งดิฉันตั้งข้อสังเกตุว่านำข้อความที่ทำข่าวโรฮิงญา เมื่อ 11 ปีที่แล้ว มากระทำซ้ำอีก”

 

ฐปณีย์ กล่าวว่า หลังวันที่ 13 เมษายน จะมีเพจข้อความลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง จึงยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และยังมีการกระทำซ้ำมากขึ้น จนวันที่ 18 เมษายน ได้ไปปรึกษากับตำรวจไซเบอร์ว่าถ้าอยากตรวจสอบเพจเหล่านี้ ให้ไปยื่นฟ้องหมิ่นประมาทที่สภ.เมืองยะลา ยื่นฟ้อง 10 เพจที่ยกตัวอย่าง และวันที่ 21 เมษายนตนได้ไปยื่นเรื่องที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่พวกเขายังโจมตีไม่หยุด

 

“อย่างในภาพ AI เป็นภาพดิฉันถูก สส.รอมฎอน จูงเชือกเหมือนจูงสนุก และข้อความบอกว่า ตำแหน่งใหม่ หมารับใช้ BRN เป็นภาพที่ร้ายแรงมาก และภาพนู้ดที่เป็นภาพกับ อลาดี ร้ายแรงในความรู้สึกดิฉันมาก เป็นภาพที่ดิฉันไปงานแต่งงานเพื่อน ไม่มีรูปนี้เก็บไว้แล้วเขามีภาพนี้ได้อย่างไร และเรื่องนี้ก็กระทบไปถึง อลาดีด้วย”

 

ฐปณีย์ เล่าเหตุการณ์ทั้งน้ำตาโดย ระบุว่า แม้จะแจ้งความไปแล้ว แต่เพจเหล่านี้ยังคุกคามอย่างต่อเนื่อง จนวันที่ 25 พ.ค.เพจ Truth of the Day ไปเขียนว่าสื่อตัวดียื่นเรื่องถึง กมธ.และเชิญ ผอ.รมน.มาชี้แจง จึงอยากถามว่า เพจนี้รู้ได้อย่างไร เพราะเราเองและ กมธ.ไม่เคยให้ข่าวเรื่องนี้หลังยื่นหนังสือถึง กมธ.เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม

 

“เรื่องนี้กระทบกับจิตใจค่อนข้างสูง เพราะการโจมตีเยอะ ใช้ภาพ AI มันรุนแรงและไปเร็ว ผลกระทบทางจิตใจมีคนถามว่า แรงนะ มีคนถามว่าเราแบ่งแยกดินแดนจริงไหม ไม่ใช่แค่คนในสามจังหวัด แต่คนในกรุงเทพก็ถาม และถามว่าไปสนับสนุนแบ่งแยกดินแดนเหรอ เราก็ยืนยันว่าไปทำข่าว แล้วเขาตอบว่า อย่าไปทำอย่างนั้นนะคะ ถ้าไปทำอย่างนั้นไม่เอาไว้ แสดงว่า เขาเชื่อใส่ร้ายป้ายสี”

 

ฐปณีย์ กล่าวว่า ในฐานะสื่อมวลชน ยืนยันว่าไปทำข่าว สื่อมวลชนเท่านั้นในช่วง 18 ปีที่ทำข่าว 3 มิติ ตนทำข่าวชายแดนใต้มาโดยตลอด รวมถึง 10 ปีของการมีคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ หน้าที่นักข่าวทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพ เพราะนักข่าวก็อยากเห็นสันติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดิฉันเป็นคน อ.จะนะ จ.สงขลาเป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วย

 

ที่ผ่านมาได้ปวารณาตัวเอง อุทิศเวลาเพื่อทำข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากที่สุด และเป็นนักข่าวที่ตามกระบวนการสันติภาพ คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ จึงต้องสัมภาษณ์ทุกฝ่าย รวมถึง BRN เพราะต้องมีพื้นที่กลางในการสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้เสนอความเห็น แต่กลับถูกนำภาพที่สัมภาษณ์ BRN ไปกล่าวหาว่าเป็นนักข่าว BRN ทั้งๆที่เราทำหน้าที่สื่อมวลชนเหมือนนักข่าวคนอื่นทำ

 

“อยากขอความเป็นธรรมและความยุติธรรมจากทุกฝ่าย เพราะไม่รู้จะไปเรียกร้องที่ไหน จะมองว่าสื่อมวลชนได้สิทธิพิเศษมายื่นเรื่องก็ขอใช้สิทธิ เพราะการทำหน้าที่สื่อมวลชน ถูกใส่ร้ายป้ายสีเกินความเป็นมนุษย์ ขนาดสื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพ ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญยังโดนแบบนี้ แล้วประชาชนทั่วไปที่คิดต่างจากรัฐ หรือเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร จะโดนวิธิการมาทำแบบนี้ ก็เป็นอันตรายกับสังคม ส่วนตัวก็ไปพบนักจิตวิทยา มา 2 ครั้ง และกระทบกับการทำหน้าที่นักข่าว กลับทำได้น้อยลง เพราะกระทบจิตใจ และกลัว โดยเฉพาะความไม่ปลอดภัยในการทำข่าว ไปเจอหน้าใครถูกมองหน้าถาม ไปประชุมกับเจ้าหน้าที่ มีเพื่อนคนหนึ่งมากระซิบบอกว่ามีคนหนึ่งไม่อยากถ่ายภาพกับเราเพราะคิดว่าเป็น BRN”

 

ฐปณีย์ กล่าวย้ำว่า จึงอยากให้มีการสอบสวนและติดตาม อย่างน้อยเพจที่ป้ายสีผู้อื่นเหล่านี้ เป็นใคร ที่ได้ยื่นเรื่องไป สภ.เมืองยะลา ได้รับแจ้งกลับมาว่า 10 เพจที่ฟ้องไปมีตัวตน 1 เพจ แต่อีก 9 เพจ ยังไม่พบตัวตนจึงเรียกร้องถามหาความจริง และร้องไปยัง Meta ว่าจะจัดการกับเพจอย่างนี้ และยังทำต่อเนื่องจนกระทบกับการทำหน้าที่นักข่าว และความปลอดภัยต่อชีวิต

 

ด้านอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา ผู้อำนวยการ Rocket Media Lab และกรรมการ iLaw ชี้แจง รายงานปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026 ซึ่งศึกษากรณีการโจมตี น.ส.ฐปณีย์ ระหว่างวันที่ 13-27 เมษายน 2569 ที่พบ #อย่างเป็นระบบ 2 คำ คือ #นักข่าวโจร #โฆษกBRN จึงนำคำมาค้นหา เจอ 7 วาทกรรม ตั้งแต่การโจมตีชาติพันธุ์ กล่าวถึงเป็นนักข่าวสิทธิมนุษยชน ในการทำข่าวโรฮิงญา เล่นกับประเด็นไม่ใช่คนไทย นำตัวไปรักษาสิทธิชาติพันธุ์อื่นๆ เช่นใช้คำกว่า โรฮิงแยม และการโจมตีบุคคลที่ใช้คำหยาบ การโจมตีเกี่ยวกับความไม่สงบในชายแดนใต้ พบว่าสร้างเอนเกจเมนต์มากที่สุด ทำให้เกิดการมองเห็น มากสุด การโจมตีการเป็นนักข่าว ทั้งการเป็นนักข่าวโจร และถูกเลิกจ้าง ซึ่งพบมากในช่วงหนึ่ง และถ้าเป็นการโจมตีเรื่องเป็นนักสิทธิมนุษยชนก็จะขับไล่ ให้ไปอยู่ที่อื่น

 

“มีการตั้งคำถามว่า ข้อความเหล่านี้เป็นข้อความที่เป็นธรรมชาติหรือไม่ ถ้าคนเล่นโซเซียลมีเดีย จะรู้ว่าข้อความต่างๆดูมีคำสั่ง การทำ IO หากเป็น IO ในช่วงหลัง 4-5 ปีมานี้ เป็นข้อสันนิษฐานว่า การมา AI ทำให้ครีเอทภาพได้ง่ายขึ้น ทำให้มีข้อความหลากหลายมากขึ้น”

 

อรพิณ กล่าวว่า กลุ่มที่เข้ามามีส่วนโจมตี ฐปณีย์ ทำอะไรบ้าง จากรายงานพบว่า กลุ่มหนึ่งมีข้อมูลต้นทาง เชิงยุทธศาสตร์ ว่าจะให้เล่นเรื่องอะไร ข้อมูลเป็นช่วงๆ เช่น นักข่าวโจร เลิกจ้าง และจะมีกลุ่มที่ 2 นำประเด็นนี้มี Repagaging ทำให้เนื้อหานั้นเล่าผ่านสื่ออนไลน์ เหมือนสำนักข่าวออนไลน์ เป็นภาพแชร์ง่าย เอาข้อมูลไปแชร์ต่อ มีลักษณะนำทางอารมณ์ จะมีการใส่อารมณ์มากขึ้น ไปสู่กลุ่มที่เป็นอินฟูขนาดเล็ก ทำให้เรื่องพร่กระจายมากขึ้น พอไปถึงผู้คน จะมองและแทบจะแยกไม่ออกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องมาจากการจัดตั้งหรือกระแสธรรมชาติ และง่ายมากที่คนคล้อยตาม

 

“การกระทำแบบนี้จริงๆถือเป็นการหมิ่นประมาท ลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการกระทำที่ขาดความกล้าหาญ ทำให้ผู้วิจารณ์และตรวจสอบ ไม่กล้าและสร้างความหวาดกลัวให้เจ้าตัว จึงต้องแก้ไขสิ่งนี้ด้วยกัน” อรพิณ กล่าว

 

ทั้งนี้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ได้เชิญกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลฯ มาชี้แจงด้วย

The post ‘ฐปณีย์’ แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ยันทำหน้าที่สื่อ แต่กลับถูกโจมตีอย่างร้ายแรงจาก IO appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ยื่น กสม. ตรวจสอบปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อและประชาชน ชี้เชื่อมโยงเครือข่ายปั่นความเกลียดชังชายแดนใต้ https://thestandard.co/thapanee-nhrc-probe-io-harassment/ Tue, 21 Apr 2026 09:02:58 +0000 https://thestandard.co/thapanee-nhrc-probe-io-harassment/ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กสม. กรณีถูก IO คุกคามสื่อและประชาชน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ และผู้ก […]

The post ฐปณีย์ยื่น กสม. ตรวจสอบปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อและประชาชน ชี้เชื่อมโยงเครือข่ายปั่นความเกลียดชังชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กสม. กรณีถูก IO คุกคามสื่อและประชาชน

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) วันนี้ (21 เมษายน) กรณีถูกคุกคามทางสื่อสังคมออนไลน์โดยเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) จำนวนกว่าพันบัญชี ซึ่งมีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับการสร้างความเกลียดชังในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

ฐปณีย์ได้เข้าพบ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และ ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยระบุว่า ตนเองถูกคุกคามผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ภายหลังจากการลงพื้นที่ทำข่าวความคืบหน้าคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ

 

ก่อนหน้านี้ ฐปณีย์ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเพจเฟซบุ๊ก 10 เพจที่มีพฤติการณ์ใส่ร้ายป้ายสีไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 และได้ยื่นหนังสือต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่คุกคามสื่อมวลชน นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

ภายหลังการแจ้งความและยื่นหนังสือร้องเรียน ฐปณีย์พบว่าการโจมตีและการใส่ร้ายยังคงเพิ่มขึ้นและขยายขอบเขตไปยังบัญชีผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 1,000 บัญชี โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและยุยงให้เกิดความเกลียดชัง จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเพจเหล่านี้มีชื่อและพฤติการณ์สอดคล้องกับเครือข่ายบัญชีที่บริษัทเฟซบุ๊กเคยจัดทำรายงานและสั่งลบไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จำนวน 77 บัญชี 18 กลุ่มข่าว และ 18 กลุ่มในอินสตาแกรม

 

รายงานในขณะนั้นระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ข้อมูลดังกล่าวยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ เอกรินทร์ ต่วนศิริ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อันวาร์ กอมะ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ศึกษาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการสร้างความเกลียดชังระหว่างปี 2563 ถึง 2564 และพบบัญชีที่มีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันกว่า 1,000 บัญชี

 

สำหรับเพจที่ถูกนำมาใช้โจมตีในกรณีนี้ เช่น ทันข่าวภาคใต้ เรื่องราวชายแดนใต้ ข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ ใต้พรมชายแดนใต้ ค้นข่าวชายแดนใต้ และเปิดโปงขบวนการ BRN พบว่า มีชื่อเพจและชุดข้อความตรงกับรายงานของเฟซบุ๊กในอดีต รวมทั้งมีเพจเคลื่อนไหวในลักษณะใส่ร้ายโจมตีอีกไม่ต่ำกว่า 30 เพจ บัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นบัญชีนิรนามหรืออวตาร ส่งผลให้ข้อความที่เป็นข่าวปลอมกระจายไปยังผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบัญชี

 

งานวิจัยของวิทยากรจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ระบุด้วยว่า ชุดคำที่เครือข่ายนี้นำมาใช้จัดอยู่ในกลุ่มถ้อยคำอันตรายที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การแพร่กระจายข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับประชาชนและนักกิจกรรมออกไปนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เพียงกระทบต่อสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังส่งผลต่อกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับปัญหาในรูปแบบสงครามดิจิทัล

 

ฐปณีย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตนเองเคยตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมาแล้วหลายครั้งเมื่อมีการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน เช่น การรายงานข่าวชาวโรฮีนจาในปี 2558 ข่าวการยื่นฟ้องคดีตากใบก่อนหมดอายุความในปี 2567 และข่าวการส่งกลับชาวอุยกูร์ในปี 2568

 

การร้องเรียนต่อ กสม. ในครั้งนี้จึงดำเนินการเพื่อขอให้ตรวจสอบระบบการคุกคามดังกล่าว เนื่องจากมีข้อความบางส่วนที่มุ่งหมายถึงความปลอดภัยในชีวิต และประเด็นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะสื่อมวลชน แต่ครอบคลุมถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย

 

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กสม. กล่าวภายหลังการรับเอกสารร้องเรียนว่า ตนเองเป็นตัวแทนรับเรื่องในวันนี้ และจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ ก่อนจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไป

The post ฐปณีย์ยื่น กสม. ตรวจสอบปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อและประชาชน ชี้เชื่อมโยงเครือข่ายปั่นความเกลียดชังชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาวุธมีชีวิต? เมื่อถ้อยคำกลายเป็นอาวุธ ในสงครามข่าวสารชายแดนใต้ https://thestandard.co/words-weapon-southern-border/ Mon, 20 Apr 2026 12:00:57 +0000 https://thestandard.co/words-weapon-southern-border/ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และ เอกรินทร์ ต่วนศิริ กับฉากหลังรูปหน้ากาก สื่อถึงเบื้องหลังสงครามข่าวสาร

ความเข้าใจต่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา ม […]

The post อาวุธมีชีวิต? เมื่อถ้อยคำกลายเป็นอาวุธ ในสงครามข่าวสารชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และ เอกรินทร์ ต่วนศิริ กับฉากหลังรูปหน้ากาก สื่อถึงเบื้องหลังสงครามข่าวสาร

ความเข้าใจต่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา มักถูกกำกับด้วยภาพของเสียงปืนและตัวเลขผู้สูญเสีย จนบดบัง ‘สนาม’ อีกชนิดหนึ่งซึ่งทำงานอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่าในยุคปัจจุบัน สนามของถ้อยคำสนามนี้ไม่ได้ทำลายชีวิตด้วยกระสุนหรือระเบิด หากค่อยๆ ลดทอน ‘ความเป็นมนุษย์’ ของอีกฝ่ายลงอย่างเป็นระบบ จนผู้คนกลายเป็นเพียงวัตถุแห่งความชอบธรรมของความเกลียดชัง ความเป็นอื่น และท้ายที่สุดคือความรุนแรง

 

สนามดังกล่าวดำรงอยู่ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะบน Facebook ซึ่งมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่สื่อสาร หากกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตซ้ำ ‘ความจริง’ ชุดหนึ่งอย่างเป็นระบบ ความจริงชุดนี้ถูกประกอบสร้างให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบจารีต จนวิธีคิดแบบรัฐความมั่นคงสถาปนาตนเองขึ้นทั้งในพื้นที่ทางกายภาพและในจิตสำนึกของผู้คน ผลที่ตามมาคือการปิดกั้นความเป็นไปได้ในการรับรู้ความจริงแบบอื่น และยิ่งไปกว่านั้น คือการลดทอนคุณค่าของความจริงชุดอื่นให้ด้อยลงไปโดยปริยาย

 

โครงสร้างเครือข่าย: ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในฐานะเครื่องมือรัฐ

 

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นลักษณะเชิงโครงสร้างของปฏิบัติการนี้ ปรากฏในรายงานเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 ของ Facebook ว่าด้วย ‘coordinated inauthentic behavior’ รายงานฉบับนี้เปิดเผยเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มีต้นทางจากประเทศไทย มุ่งเป้าไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะเครือข่ายดังกล่าวใช้ทั้งบัญชีจริงและบัญชีปลอม สลับบทบาทอย่างเป็นระบบระหว่าง ‘ตัวตนเสมือนประชาชนทั่วไป’ กับ ‘ผู้ปฏิบัติการเชิงจัดวาง’ เพื่อทำให้เนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นปรากฏราวกับเป็นเสียงสะท้อนตามธรรมชาติของสาธารณะ (Facebook, 2021) ข้อค้นพบนี้ยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้น เมื่อการสืบสวนเชิงข้อมูลเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายดังกล่าวกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สิ่งนี้สะท้อนว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมิได้ดำรงอยู่นอกกลไกอำนาจรัฐ หากแทรกตัวอยู่ภายในยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก

 

เนื้อหา: ประทุษวาจาในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำความเป็นอื่น

 

การอธิบายเพียงระดับโครงสร้างเครือข่ายยังไม่เพียงพอ หากไม่พิจารณาสิ่งที่เครือข่ายเหล่านั้นผลิตขึ้นมา นั่นคือ ‘เนื้อหา’ ซึ่งเป็นหัวใจของปฏิบัติการงานศึกษาของอันวาร์ กอมะ และเอกรินทร์ ต่วนศิริ (2568) ชี้ให้เห็นว่า “เพจนิรนาม” ในโลกออนไลน์ได้กลายเป็นแหล่งผลิตประทุษวาจา (hate speech) ที่สำคัญในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพจเหล่านี้ผลิตซ้ำมายาคติ ด้อยค่า และตีตรากลุ่มชาติพันธุ์มลายูอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่กลับมีพลังในการกำหนดอารมณ์ร่วมของสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบที่ท้าทายสมมติฐานทั่วไปคือ ในช่วงระยะหลังประทุษวาจาไม่ได้เกิดขึ้น ‘หลัง’ เหตุการณ์ความรุนแรง แต่เพียงอย่างเดียว หากบางกรณีก่อตัวขึ้น ‘ก่อน’ ในโลกออนไลน์ แล้วไหลย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงความขัดแย้งในโลกจริง

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเกลียดชังมิได้เป็นเพียงผลผลิตของความรุนแรง หากเป็นเงื่อนไขเชิงวาทกรรมที่ทำให้ความรุนแรงดำรงอยู่และขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจนยากจะควบคุม

 

ฐานทฤษฎี: จากวาทกรรมเกลียดชังสู่วาทกรรมอันตรายและวาทกรรมความหวาดกลัว

 

ในระดับทฤษฎี แนวคิดเรื่อง ‘วาทกรรมความเกลียดชัง’ เองก็ถูกวิพากษ์ว่ามีขอบเขตกว้างเกินไป จนไม่สามารถแยกแยะระดับอันตรายของถ้อยคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดความพยายามพัฒนาเครื่องมือเชิงแนวคิดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น Susan Benesch (2012) เสนอกรอบ ‘ถ้อยคำอันตราย’ (dangerous speech) ที่ประเมินศักยภาพของถ้อยคำในการเร่งเร้าความรุนแรงระหว่างกลุ่ม โดยพิจารณาจากห้าองค์ประกอบ ได้แก่ 1. ผู้พูดและอิทธิพลของผู้พูด 2. สภาวะความเปราะบางของผู้ฟัง 3.เนื้อหาและรูปแบบของถ้อยคำ 4.บริบทเชิงประวัติศาสตร์และสังคมที่แวดล้อม 5.ช่องทางและกลไกการเผยแพร่ กรอบนี้ช่วยเลื่อนจุดสนใจจาก ‘ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง’ในเชิงนามธรรม ไปสู่การประเมิน ‘ศักยภาพถ้อยคำเชิงเร่งเร้า’ ในบริบทเฉพาะเหตุการณ์

 

ขณะเดียวกัน Anastasia Buyse (2014) นำเสนอแนวคิด ‘ถ้อยคำความหวาดกลัว’ (fear speech) ซึ่งชี้ให้เห็นกลไกอีกรูปแบบหนึ่งการผลิต ‘สำนึกถูกปิดล้อม’ (siege mentality) ที่ทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคาม จนความรุนแรงถูกทำให้ชอบธรรมในฐานะ ‘การป้องกันตนเอง’ เมื่อนำทั้งสองกรอบมาประยุกต์กับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเห็นว่าถ้อยคำบนโลกออนไลน์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง ‘แสดงออก’ ซึ่งความเกลียดชัง หากทำหน้าที่ ‘เร่งเร้า’ และ ‘สร้างเงื่อนไข’ ให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีหลักฐานะให้เห็นอย่างคาตาและเกาะกลุ่มของเพจที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน จนขยายไปสู่สังคมวงกว้าง

 

แรงจูงใจเบื้องหลังผู้ผลิตวาทกรรม

 

ความน่าสนใจอีกงานศึกษาของ Karmen Erjavec และ Melita Poler Kovačič (2012) เปิดให้เห็นมิติเชิงแรงจูงใจของผู้ผลิตวาทกรรมความเกลียดชังในพื้นที่ออนไลน์ ผู้เขียนจำแนกผู้ใช้ออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม ‘นักรบทางวาทกรรม’ (soldiers) ซึ่งใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และกลุ่ม ‘ผู้เฝ้าระวังสังคม’ (watchdogs) ซึ่งอ้างความชอบธรรมในการใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อดึงความสนใจต่อประเด็นสาธารณะ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้จำนวนหนึ่งให้เหตุผลว่า ในระบบนิเวศสื่อออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน วาทกรรมรุนแรงกลายเป็น “วิธีเดียว” ที่จะทำให้เสียงของตนถูกได้ยิน ข้อค้นพบนี้ชวนตั้งคำถามว่า โครงสร้างของแพลตฟอร์มเองมีส่วนสร้างแรงจูงใจให้ถ้อยคำรุนแรงเฟื่องฟูหรือไม่ การปล่อยให้ถ้อยคำเกลียดชังและอันตรายมีอิสระ ไร้การควบคุม

 

อาวุธมีชีวิต: เมื่อถ้อยคำทำหน้าที่เดียวกับอาวุธ

 

แน่นอนในฐานะผู้เขียนได้เคยอ่านงานแนวคิดเชิงวิพากษ์ของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในหนังสืออาวุธมีชีวิต ? (2549) ก็ช่วยเชื่อมร้อยการวิเคราะห์ข้างต้นเข้าสู่ระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ชัยวัฒน์ชี้ว่า “อาวุธไม่ว่าจะมีรูปธรรมเพียงใดล้วนไม่มีชีวิตในตัวเอง ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากตัววัตถุ หากเกิดจากมนุษย์ที่เลือกใช้มัน ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงถูกทำให้ “ปกติ” หรือกลายเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรมในการจัดการความขัดแย้ง”

 

เมื่อเชื่อมข้อเสนอนี้เข้ากับบริบทวาทกรรมออนไลน์ ถ้อยคำอย่าง ‘เด็ดหัวโจรใต้’ หรือ ‘สมควรตาย’ จึงมิใช่เพียงภาษา หากเป็น ‘อาวุธเชิงสัญลักษณ์’ ที่ทำงานคล้ายอาวุธทางกายภาพในระดับหนึ่ง มันทำให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ผ่านกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายอย่างเป็นระบบถ้อยคำเหล่านี้คือ ‘อาวุธมีชีวิต’ ในความหมายที่ว่า มันมีพลังในการแพร่กระจาย ปรับตัว และสืบพันธุ์ตัวเองในระบบนิเวศดิจิทัล คุณสมบัติที่อาวุธทางกายภาพไม่มี เพราอาวุธทางกายภาพใช้แล้วก็หมดไป แต่อาวุธมีชีวิตที่เป็นถ้อยคำอันตรายยังคงไหลเวียนในโลกออนไลน์เสมอ หากไม่ถูกดึงออกและปลดอาวุธถ้อยคำอันตราย

 

การจัดการความจริง: กรณีฐปณีย์ เอียดศรีไชย

 

ในสังคมไทยร่วมสมัย ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย ไม่ได้สื่อถึงเพียง ‘นักข่าว’ ในความหมายทั่วไปอีกต่อไป หากคือภาพของผู้สื่อข่าวภาคสนามที่ยืนหยัดอยู่กับการทำงานเชิงสืบค้นอย่างจริงจังและต่อเนื่องมายาวนาน จนกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิชาชีพข่าวที่ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงและต่อสาธารณะ

 

สิ่งที่โดดเด่นในงานของเธอไม่ได้อยู่เพียงแค่การรายงานเหตุการณ์ แต่คือวิธีการเข้าถึงความจริง ผ่านการลงพื้นที่จริง การตรวจสอบข้อมูลหลายชั้น และการทำงานภาคสนามที่ต้องใช้ทั้งเวลา แรงกาย และความอดทนอย่างสูง เธอไม่ได้ยืนอยู่ในระยะห่างของผู้สังเกตการณ์ หากเลือกเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของเหตุการณ์จริง อยู่กับผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรง และรับฟังข้อมูลจากหลากหลายฝ่ายอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปออกมาเป็นรายงานข่าวที่ส่งต่อสู่สาธารณะ ความเป็นมืออาชีพของเธอยังปรากฏในการศึกษาการบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการนำเสนอข่าว ไม่ว่าจะเป็นบริบททางสังคม การเมือง พื้นที่ความขัดแย้ง หรือมิติของความมั่นคง เธอให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง และพยายามอธิบายเรื่องราวที่ซับซ้อนอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ลดทอนความซับซ้อนของความจริงจนเกินไป

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานของเธอสะท้อนความสม่ำเสมอในการยืนอยู่บนมาตรฐานของข่าวเชิงสืบสวนและข่าวภาคสนาม งานที่ต้องอาศัยความกล้า ความละเอียด และความรับผิดชอบต่อผลกระทบของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกไป เธอไม่เพียงรายงานเหตุการณ์ แต่เข้าไปทำความเข้าใจโครงสร้างของเหตุการณ์นั้นอย่างเป็นระบบ แล้วถ่ายทอดออกมาให้สังคมเห็นในมิติที่รอบด้านที่สุดเท่าที่กระบวนการข่าวจะเอื้อให้ทำได้

 

ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย จึงค่อย ๆ กลายเป็นภาพแทนของนักข่าวมืออาชีพที่ทำงานจริงจังกับพื้นที่จริง ลงทุนทั้งเวลาและแรงงานอย่างต่อเนื่อง และยืนหยัดอยู่กับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสนามที่ไม่ง่ายต่อการเข้าถึง เธอจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รายงานข่าว หากเป็นผู้ที่ทำให้มาตรฐานของการสื่อสารสาธารณะในสังคมไทยถูกยกระดับผ่านการทำงานที่พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ในฐานะผู้สอนหนังสือ ประสบการณ์หนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ รายงานข่าวของฐปณีย์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “บอกเล่าเหตุการณ์” หากค่อย ๆ เลื่อนไหลเข้ามาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำความเข้าใจโลกของผู้เรียน มันกลายเป็นพื้นที่ที่คำถามทางสังคมถูกวางไว้ต่อหน้ารัฐ ต่อหน้าความรุนแรง และต่อหน้ากลไกของอำนาจ อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ห้องเรียนหรือพื้นที่วิชาการจะจำลองขึ้นได้เสมอไป งานข่าวของฐปณีย์จึงทำหน้าที่เสมือน ‘การทดลองทางสังคมภาคสนาม’ ที่วิชาการไม่อาจลงไปกระทำแทนได้ทั้งหมด

 

ความแตกต่างระหว่างรูปแบบการทำข่าวจึงเริ่มปรากฏชัด ด้านหนึ่งคือการรายงานที่หยุดอยู่กับเอกสารทางการ คำแถลง หรือชุดข้อมูลที่ถูกจัดเตรียมไว้จากรัฐ อีกด้านหนึ่งคือการทำข่าวของฐปณีย์ที่พาตัวเองเข้าไปยืนต่อหน้าแหล่งอำนาจจริง พร้อมคำถามที่ยังไม่ถูกทำให้เรียบร้อยหรือกลมกลืนไปกับระเบียบของระบบ

 

การลงพื้นที่จริง การเข้าไปพบปะผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักกิจกรรม ผู้นำชุมชน กลุ่มศาสนา หรือฝ่ายความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บข้อมูลเชิงเทคนิค หากเป็นกระบวนการสะสมความไว้วางใจทีละชั้น ซึ่งในเชิงสังคมวิทยาแล้ว นับเป็นทุนเชิงความสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง ไม่สามารถเร่งผลิตหรือทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยีใด

 

เมื่อ ‘ความจริงสำเร็จรูป’ คุกคามความจริงภาคสนาม

 

ในอีกด้านหนึ่ง สังคมร่วมสมัยกำลังเผชิญกับกระบวนการที่เคลื่อนไปในทิศทางตรงข้าม การผลิต ‘ความจริงสำเร็จรูป’ บนสื่อออนไลน์ บัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตน ถ้อยคำที่ประกอบขึ้นจากเศษข้อมูลเดิมแต่ถูกจัดเรียงใหม่ให้มีทิศทางทางอารมณ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความหวาดระแวง ความเกลียดชัง หรือความไม่ไว้วางใจ กระบวนการเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่จริง ไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้คน และไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของถ้อยคำที่ปล่อยออกไป

 

เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ ความเร็วและความหนาแน่นของการผลิตถ้อยคำที่ดู ‘มีเหตุผล’ หรือ ‘มีน้ำหนัก’ ก็ยิ่งทวีขึ้น แต่ยิ่งเช่นนั้น งานของฐปณีย์ก็ยิ่งทำให้เห็นความต่างอย่างชัดเจน เพราะเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ผ่านการตรวจสอบกับสิ่งที่ถูกประกอบขึ้นเพื่อชี้นำ กำลังพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ปัญหาที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่าใครพูดอะไร หรืออะไรจริงอะไรเท็จ หากเป็นภาวะที่ “ความจริง” เองถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง ไม่ได้ถูกปฏิเสธโดยตรง แต่ถูกทำให้คลุมเครือจนกลายเป็นสภาวะปกติของการรับรู้ร่วมสมัย ขณะที่อำนาจในการกำหนดว่าอะไรควรนับเป็นความจริง ยังคงกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้ที่มีทรัพยากรในการผลิตและกระจายความหมายได้มากกว่า

 

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การทำงานของฐปณีย์ในฐานะนักข่าวที่ยังคงยืนยันการลงพื้นที่จริง เผชิญหน้ากับแหล่งอำนาจ และแบกรับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบตายตัว จึงไม่ได้เป็นเพียงบทบาทเชิงวิชาชีพ หากกลายเป็นการยืนอยู่ในสนามที่ความหมายของ ‘ความจริง’ กำลังถูกต่อรองอยู่ตลอดเวลา ระหว่างความจริงที่ถูกค้นพบผ่านการลงไปอยู่กับพื้นที่จริง กับความจริงที่ถูกจัดการให้ผู้คน ‘เชื่อ’ ผ่านกลไกของการผลิตซ้ำ

 

ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย จึงค่อยๆ กลายเป็นเครื่องหมายของวิธีการทำงานแบบหนึ่ง วิธีที่ยืนยันความสำคัญของการลงพื้นที่ การตรวจสอบอย่างละเอียด และการไม่ยอมลดทอนความซับซ้อนของความจริงให้เรียบง่ายเกินไป เธอปรากฏอยู่ในภูมิทัศน์สื่อไทยร่วมสมัย ในฐานะผู้ปฏิบัติงานข่าวที่ทำให้ ‘การเข้าถึงความจริง’ ยังคงมีรูปธรรม ผ่านการลงแรง ลงเวลา และลงไปอยู่ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง

 

บทส่งท้าย

 

ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครพูดอะไร’ หากคือคำถามที่ลึกกว่า ภาษาแบบใดที่ได้รับอนุญาตให้กำหนดความจริงของสังคม? โดยเฉพาะในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ภาษาของ ‘สิทธิมนุษยชน’ และ ‘ความยุติธรรม’ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาษาของ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความสงบเรียบร้อย’ ความจริงบางชุดก็ค่อย ๆ ถูกทำให้หายไปอย่างเงียบงัน โดยไม่ต้องมีการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ

 

สงครามข่าวสารในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมิใช่เพียงการแข่งขันของข้อมูล หากเป็นการต่อสู้เชิงวาทกรรมเพื่อกำหนดว่าอะไรคือความจริง และใครมีสิทธิในการนิยามความจริงนั้น ถ้อยคำในสนามนี้จึงมิใช่เพียงการสื่อสาร แต่กลายเป็น ‘กลไกของความรุนแรง’ ที่ทำงานผ่านความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ของสังคมอย่างแนบเนียน และความน่ากลัวคือหน่วยงานของรัฐได้เข้ามาผลิตและกระจายถ้อยคำอันตรายเสียเอง แทนที่จะเป็นคนค่อยควบคุมและสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมด้วยความรู้ที่ลงทุน ลงแรง อบรม วิจัย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราจะปล่อยให้การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) อย่างไร้ประสิทธิภาพและคุณภาพต่ำแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป

 

ท้ายที่สุด ในสนามความขัดแย้งบนสื่อสังคมออนไลน์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook จะต้องเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง ดังที่เคยดำเนินการมาแล้วในรายงานฉบับดังกล่าว

 

อย่างน้อยที่สุดคือการเปิดเผยให้สาธารณะทราบถึงแหล่งที่มาของเพจ และความเชื่อมโยงของบุคคลหรือองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการผลิตถ้อยคำเกลียดชังและวาทกรรมอันตราย เพราะการเปิดเผยเช่นนี้จะทำให้สังคมมองเห็นว่าฐานปฏิบัติการเหล่านี้กำลังผลิต “อาวุธมีชีวิต” ที่หล่อเลี้ยงและขยายความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ทศวรรษใหม่ หลังจากที่พื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญกับวงจรความรุนแรงมาแล้วกว่าสองทศวรรษ

 

อ้างอิง:

  • Benesch, S. (2012). Dangerous speech: A proposal to prevent group violence. Dangerous Speech Project.
  • Buyse, A. (2014). Words of violence: “Fear speech,” or how violent conflict escalation relates to the freedom of expression. Human Rights Quarterly, 36(4), 779–797.
  • Erjavec, K., & Kovačič, M. P. (2012). “You don’t understand, this is a new war!” Analysis of hate speech in news web sites’ comments. Mass Communication and Society, 15(6), 899–920.
  • Facebook. (2021, February). February 2021 coordinated inauthentic behavior report.
  • https://about.fb.com/wp-content/uploads/2021/03/February-2021-CIB-Report.pdf
  • UNESCO. (2015). Countering online hate speech.
  • https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000233231
  • ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2549). อาวุธมีชีวิต?: แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน.
  • อันวาร์ กอมะ และเอกรินทร์ ต่วนศิริ. (2568). ปฏิบัติการของการสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์: กรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้. วารสารนิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 43(3), 47–66.

 

The post อาวุธมีชีวิต? เมื่อถ้อยคำกลายเป็นอาวุธ ในสงครามข่าวสารชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ฟ้องหมิ่นประมาท 10 เพจเฟซบุ๊กต้องสงสัยเป็น IO พฤติการณ์ใส่ร้ายป้ายสี https://thestandard.co/thapanee-sues-facebook-pages-io-slander/ Sat, 18 Apr 2026 09:21:32 +0000 https://thestandard.co/thapanee-sues-facebook-pages-io-slander/ ภาพ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท 10 เพจเฟซบุ๊ก ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว T […]

The post ฐปณีย์ฟ้องหมิ่นประมาท 10 เพจเฟซบุ๊กต้องสงสัยเป็น IO พฤติการณ์ใส่ร้ายป้ายสี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท 10 เพจเฟซบุ๊ก ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters เปิดเผยทางเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทกับเพจเฟซบุ๊กจำนวน 10 เพจ ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา โดยระบุว่ากลุ่มเพจดังกล่าวมีพฤติการณ์ใส่ร้ายป้ายสีและเข้าข่ายเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับเครือข่ายที่ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กเคยสั่งลบบัญชีไปเมื่อปี 2564 พร้อมเตรียมนำหลักฐานประสานตำรวจไซเบอร์เพื่อให้ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ร่วมกับทางเฟซบุ๊กต่อไป

 

ฐปณีย์ได้เข้าพบ พ.ต.อ.ฉัตรชัย ศักดิ์ดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา และ พ.ต.ท.พงศ์ศักดิ์ พรหมเกตุ พนักงานสอบสวน ในวันนี้ (18 เมษายน) เพื่อยื่นหลักฐานแจ้งความดำเนินคดี โดยรวบรวมข้อมูลโพสต์จำนวนประมาณ 15 โพสต์ จาก 10 เพจเฟซบุ๊ก ที่เผยแพร่ในช่วงวันที่ 13-18 เมษายนที่ผ่านมา

 

ฐปณีย์ให้ข้อมูลว่าเนื้อหาในโพสต์ดังกล่าวมีลักษณะใส่ร้าย ดูหมิ่น และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ฐปณีย์ระบุว่าเพจเหล่านี้มีลักษณะการทำงานเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร โดยบางส่วนดำเนินการในรูปแบบเพจ และบางส่วนเป็นบัญชีบุคคล การเข้าแจ้งความในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามคำแนะนำของตำรวจไซเบอร์ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลทางกฎหมายในการตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ร่วมกับทางบริษัทเฟซบุ๊ก

 

นอกจากนี้ อ้างอิงรายงานขององค์กร iLaw ที่เคยเปิดเผยรายงานของเฟซบุ๊กเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ในชื่อ ‘February 2021 Coordinated Inauthentic Behavior Report’ ซึ่งในรายงานฉบับดังกล่าว เฟซบุ๊กได้ดำเนินการลบบัญชีเฟซบุ๊ก 77 บัญชี กลุ่มเฟซบุ๊ก 18 กลุ่ม และบัญชีอินสตาแกรม 18 บัญชี โดยระบุว่ามีที่มาจากประเทศไทยและมีเป้าหมายเป็นผู้ชมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

รายงานของเฟซบุ๊กในขณะนั้นระบุถึงการสืบสวนที่พบความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง โดยเครือข่ายดังกล่าวใช้ทั้งบัญชีจริงและบัญชีปลอมในการดำเนินการ และระบบได้ตรวจพบบัญชีบางส่วนพร้อมปิดใช้งานอัตโนมัติ เนื่องจากพบเนื้อหาของหลายเพจที่มีความตรงกัน

 

ข้อมูลจากรายงานของเฟซบุ๊กในปี 2564 ระบุชื่อเพจที่ถูกสั่งปิด เช่น เพจทันข่าวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพจรู้ทันขบวนการ และเพจความจริงปัตตานีบ้านฉัน ซึ่งฐปณีย์ระบุว่ามีความสอดคล้องกับรูปแบบการตั้งชื่อและเนื้อหาของเพจที่กล่าวหาตนในปัจจุบัน ได้แก่ เพจทันข่าวภาคใต้ เพจเรื่องราวชายแดนใต้ เพจข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้ เพจใต้พรมชายแดนใต้ เพจค้นข่าวชายแดนใต้ และเพจเปิดโปงขบวนการ BRN จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย

 

ฐปณีย์ชี้แจงว่า ในฐานะสื่อมวลชนตนยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการนำข้อมูลจากกลุ่มปฏิบัติการ IO ไปขยายความด้วยถ้อยคำหยาบคายและข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะการกล่าวอ้างว่ามีบุคคลอยู่เบื้องหลัง

 

“จึงขอดำเนินการตามกฎหมาย ป้องกันไม่ให้เรื่องขยายความไปมากกว่านี้ เพราะที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง และที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเท่านั้น ไม่มีใครอยู่ เบื้องหลังอย่างที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด” ฐปณีย์ระบุ

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1CPeqgsCdT/

The post ฐปณีย์ฟ้องหมิ่นประมาท 10 เพจเฟซบุ๊กต้องสงสัยเป็น IO พฤติการณ์ใส่ร้ายป้ายสี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินให้กำลังใจข้าราชการชายแดนใต้ ย้ำถอยไม่ได้จนกว่าสันติสุขจะเกิด พร้อมรับหนังสือ ‘ฐปณีย์-กลุ่มสมาคมฯ’ ร้องเรียนถูก IO โจมตี https://thestandard.co/anutin-southern-peace-thapanie-io/ Fri, 17 Apr 2026 07:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1198559 อนุทิน ชาญวีรกูล ขณะพบปะข้าราชการชายแดนใต้และรับหนังสือร้องเรียนจาก ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

วันนี้ (17 เมษายน) เวลา 12.15 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกร […]

The post อนุทินให้กำลังใจข้าราชการชายแดนใต้ ย้ำถอยไม่ได้จนกว่าสันติสุขจะเกิด พร้อมรับหนังสือ ‘ฐปณีย์-กลุ่มสมาคมฯ’ ร้องเรียนถูก IO โจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ขณะพบปะข้าราชการชายแดนใต้และรับหนังสือร้องเรียนจาก ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

วันนี้ (17 เมษายน) เวลา 12.15 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบปะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ศอ.บต.

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนมีความชื่นชมในความทุ่มเทเสียสละของพวกท่านทุกคนที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่ใช่เรื่องสนุก ต้องแก้ไขปัญหาทุกวัน แต่ละปัญหาที่เข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งนั้น คนที่ไม่มีความทุ่มเทไม่มีจิตใจที่เข้มแข็งก็คงไม่สามารถมีความอดทนต่อภารกิจตรงนี้ได้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พวกเราทุกคนเต็มใจและตั้งใจที่จะมาเจอกับพวกท่าน เพื่อที่จะให้มั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานให้เกิดความก้าวหน้า ความเจริญ และความสันติสุขความสงบในพื้นที่แห่งนี้อย่างเต็มที่ และตนยึดมั่นในหลักการ สงบ สันติ สามัคคี ที่ต้องทำให้เกิดให้ได้ พวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี่มีทุกศาสนา เราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เพราะเป็นคนไทยเหมือนกันทุกคน เราต้อง เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า เราอยากให้ที่นี่มีความสงบ เพราะที่นี่สามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และเป็นสถานที่ที่ทุกคนอยากจะมา หากไม่มีเรื่องความไม่สงบ ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก็มีความสวยงามมาก

 

“ทำไมเราปล่อยให้สิ่งที่เป็นจุดแข็งเก็บไว้ในซอกกำแพง ทำให้ความไม่สงบ ความแตกสามัคคีเกิดขึ้น เราต้องไปสร้างความเข้าใจ เพราะทุกฝ่ายเจ็บหมด แพ้หมด ไม่มีใครชนะจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราก็พูดมาหลายปีแล้ว แต่เราหยุดไม่ได้ ตราบใดที่สันติสุขไม่เกิด เราก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะเกิด ท้อถอยไม่ได้ ถอยไม่ได้ พอท้อทุกอย่างก็จะหยุดหมดและถอยหลัง และมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นไม่มีทางอื่น เราต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุน เราต้องอยู่กันให้ได้ทุกอย่างจะเดินหน้าเป็นพลังขับเคลื่อนต่อไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ภายหลังนายกรัฐมนตรีพบปะข้าราชการ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการสามมิติ ไทยทีวีสีช่อง 3 และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี โดยเปิดเผยว่า ถูก IO โจมตีและป้ายสีผ่านสื่อออนไลน์ กล่าวหาว่าเป็นนักข่าวโจร และเป็นโฆษก BRN ภายหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ทั้งที่ข่าวยังไม่ทันเผยแพร่

 

ฐปณีย์ยังระบุด้วยว่า การโจมตีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเครือข่ายสมาคมต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนปอเนาะ และสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนตาดีกา ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าการทำ IO เช่นกัน โดยแสดงความกังวลว่า การกระทำลักษณะนี้อาจเป็นอันตรายและสร้างความเกลียดชัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

 

นอกจากนี้ ด้านตัวแทนสมาคมต่างๆ ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

 

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลรับทราบปัญหาแล้ว และจะเร่งดำเนินการดูแล แต่เรื่องการทำร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะไม่เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่การกระทำของรัฐ พร้อมจะกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมด้านความมั่นคงในช่วงบ่ายวันนี้ ทั้งนี้ตนได้รับทราบข้อเรียกร้องจากสมาคมต่างๆ รวมถึงข้อมูลจากสื่อมวลชนแล้ว และเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกจาก ศอ.บต. เพื่อไปยังบ้านพักของวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อหารือข้อราชการ และสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการส่วนตัว

 

วันมูหะมัดนอร์ ระบุว่า ตนร่วมงานกับนายกฯ มากว่า 25 ปี ทราบดีว่าเป็นคนทำงานจริงจัง และเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่ผ่านวิกฤตสำคัญของประเทศมามากมายว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาปัจจุบันได้ พร้อมชื่นชมนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจน ไม่เน้นถ้อยคำหรูหราแต่ปฏิบัติได้จริง ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งหากทำงานต่อเนื่องครบ 4 ปี สถานการณ์ประเทศจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับการรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี วันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า แม้ตนจะมีอายุมากแล้วแต่เมื่อประเทศมีปัญหาและนายกฯ เอ่ยปากขอให้ช่วย จึงยินดีเข้ามาทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประชาชนโดยไม่หวังผลทางการเมือง ทั้งยังเปิดเผยด้วยว่า อนุทินเป็นผู้นำคนที่ 3 ที่ได้มาเยือนบ้านแห่งนี้ต่อจาก พล.อ. ชวลิต และทักษิณ

The post อนุทินให้กำลังใจข้าราชการชายแดนใต้ ย้ำถอยไม่ได้จนกว่าสันติสุขจะเกิด พร้อมรับหนังสือ ‘ฐปณีย์-กลุ่มสมาคมฯ’ ร้องเรียนถูก IO โจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์ https://thestandard.co/thai-press-condemns-io-harassment-tapanee/ Wed, 15 Apr 2026 07:34:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1198142 แถลงการณ์สมาคมนักข่าวฯ ประณามการใช้ IO คุกคาม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

วันนี้ (15 เมษายน) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเท […]

The post สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แถลงการณ์สมาคมนักข่าวฯ ประณามการใช้ IO คุกคาม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

วันนี้ (15 เมษายน) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่มีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรงต่อ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว The Reporters หลังจากปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความตระหนกต่อสังคม โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

 

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หลังจากการตั้งคำถามดังกล่าว พบว่ามีเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากพากันเผยแพร่ข้อความใส่ร้ายฐปณีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน ในลักษณะที่มีการประสานงานและมีเป้าหมายชัดเจน จนปรากฏเต็มหน้า

 

ฟีดของผู้ใช้งานทั่วไป พฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง มิใช่การแสดงความคิดเห็นตามธรรมชาติของประชาชน

 

เราขอยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่แถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ ‘คำถาม’ ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างกระแสความเกลียดชังเพื่อคุกคามความปลอดภัยของสื่อมวลชน

 

ปัญหาการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน ทั้งในเวทีรัฐสภาและภาคประชาสังคม ในลักษณะการสร้าง ‘เรื่องเล่า’ เพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลหรือกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน ปัจจุบันปฏิบัติการเหล่านี้ได้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อในรูปแบบใหม่ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่ตั้งคำถามตรวจสอบอำนาจรัฐ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม ‘ปิดปากสื่อ’ ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยากแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

 

สมาคมนักข่าวฯ จึงขอประณามพฤติกรรมที่ใช้ปฏิบัติการข่าวสารคุกคามสื่อมวลชน และขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เนื่องจากสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนและระบอบประชาธิปไตย

 

The post สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ขอหยุดใช้ IO คุกคามฐปณีย์-บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีตั้งคำถามปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : THE STANDARD ร่วมเวทีดีเบต ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ เจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ https://thestandard.co/standard-debate-8-editors-thaipbs/ Wed, 04 Feb 2026 03:32:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1173482 ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง

วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 17.00-21.00 น. องค์การกระจาย […]

The post เลือกตั้ง 2569 : THE STANDARD ร่วมเวทีดีเบต ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ เจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง

วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) เวลา 17.00-21.00 น. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ผนึกกำลังพันธมิตรองค์กรสื่อระดับประเทศ จัดเวทีดีเบตในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ภายใต้ชื่อ ‘ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองใหญ่ประชันวิสัยทัศน์หาทางรอดให้ปากท้องคนไทย

 

ไฮไลต์สำคัญของเวทีนี้ คือการรวมตัวกันของบรรณาธิการสื่อระดับประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8 ท่าน โดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในตัวแทนบรรณาธิการ เพื่อทำหน้าที่ตั้งคำถามเจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งภาพใหญ่ระดับมหภาคเพื่อขับเคลื่อน GDP และภาพย่อยระดับจุลภาคเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

นครินทร์ได้ร่วมผนึกกำลังซักถามนโยบายกับบรรณาธิการจากสื่อพันธมิตร ได้แก่ สมปรารถนา คล้ายวิเชียร (มติชน), สมคิด พุทธศรี (The101.world), นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ (Today), ณาตยา แวววีรคุปต์ (ไทยพีบีเอส), พุทธิฉัตร จินดาวงศ์ (ไทยรัฐออนไลน์), ฐปณีย์ เอียดศรีไชย (The Reporters) และ ปวัน สิริอิสสระนันท์ (PPTV) ดำเนินรายการโดย กรุณา บัวคำศรี

 

สำหรับตัวแทนพรรคการเมืองหลักที่มาร่วมประชันวิสัยทัศน์และตอบปมคำถามสุดหินจาก 8 บรรณาธิการ เพื่อแสดงความพร้อมในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ได้แก่ การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์, เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย และ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดให้ตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน มาร่วมนำเสนอประเด็นปัญหาและตั้งคำถาม เพื่อสะท้อนมุมมองจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านอุปสรรคทางการค้า การปรับตัวของธุรกิจรายย่อย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานราก

 

ผู้สนใจสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังได้ทางทุกช่องทางของ THE STANDARD

 

ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 1ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 2ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 3ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 4ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 5ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 6ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 7ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 8ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 9ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 10ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 11ภาพบรรยากาศเวทีดีเบตเศรษฐกิจ 'ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ' โดย THE STANDARD ร่วมกับพันธมิตรสื่อ และนักการเมือง 12
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : THE STANDARD ร่วมเวทีดีเบต ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ เจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แยม ฐปณีย์ เข้าให้ปากคำตำรวจปมเสนอข่าวหุ้น ITV ยืนยันทำตามหน้าที่สื่อ ไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง https://thestandard.co/thapanee-testify-itv-share-to-police/ Tue, 25 Jul 2023 05:57:52 +0000 https://thestandard.co/?p=821711 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทุ่งสองห้ […]

The post แยม ฐปณีย์ เข้าให้ปากคำตำรวจปมเสนอข่าวหุ้น ITV ยืนยันทำตามหน้าที่สื่อ ไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทุ่งสองห้อง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หรือ แยม สื่อมวลชน พร้อมด้วย จตุรงค์ สุขเอียด อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี นำหลักฐานคลิปวิดีโอเข้าพบ พ.ต.ต. อนุชิต ชาติชูเหลี่ยม สารวัตรสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ตามหมายเรียกในฐานะพยาน 

 

กรณีเปิดเผยหลักฐานการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) โต้แย้งกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พ้นสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เนื่องจากพบว่าถือหุ้นดังกล่าว

 

ฐปณีย์กล่าวว่า วันนี้มาเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกที่ รัชพล ศิริสาคร ทนายความ เคยแจ้งความเอาผิดประธานการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทไอทีวีและ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในข้อหาแจ้งความเท็จและปลอมแปลงเอกสาร พร้อมนำคลิปที่รายการ ข่าว 3 มิติ นำเสนอเรื่องการประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าวว่าไม่ตรงกับเอกสารรายงานการประชุม 

 

โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวดังกล่าวมาให้การ ซึ่งจะสอบถามเกี่ยวกับประเด็นการรายงานข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับคลิปรายงานการประชุม ซึ่งเป็นคลิปที่ได้บันทึกจากแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลมา มีความยาวเพียง 3 นาที จากการประชุมทั้งหมดที่ใช้เวลาร่วมหลายชั่วโมง ส่วนข้อมูลที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องที่จะสืบค้นและหาข้อมูลมาตรวจสอบเพิ่มเติม 

 

ฐปณีย์กล่าวต่อว่า คลิปดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นไปตามที่ได้รายงานข่าวไว้ ซึ่งเราได้ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนแล้ว รวมถึงรักษาความปลอดภัยของแหล่งข่าวที่นำข้อมูลมาให้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมือง เพียงแต่ทำตามหน้าที่ของสื่อ ส่วนตัวก็มีความฝันว่าหากไอทีวีจะกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งก็อยากให้กลับมาอย่างที่เคยเป็นและเคยทำงาน ไม่อยากให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีอะไรมากระทบกับตัวเอง แต่มั่นใจว่าสิ่งที่นำเสนอทำด้วยความรอบคอบถูกต้อง หากจะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมได้รับการตรวจสอบกลับเช่นกัน

 

จตุรงค์กล่าวว่า ตนเป็นอดีตประธานสหภาพแรงงานไอทีวี มีส่วนได้เสียกับบริษัทไอทีวีโดยตรง เมื่อทราบข่าวจึงต้องการทราบถึงข้อเท็จจริง โดยฐปณีย์ได้ค้นหาที่ตั้งของบริษัทไอทีวีเพื่อไปสอบถามกับทีมผู้บริหารถึงสภาพความเป็นสื่อของไอทีวี และได้พบกับผู้บริหารคนหนึ่ง แต่ไม่มีใครที่สามารถให้ข้อมูลได้ 

 

ทั้งนี้ มีผู้ที่ให้ข้อมูลการประชุมดังกล่าวว่าข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ไปอย่างไร นอกจากนี้ยังพบการทำบัญชีบางส่วนที่ปรากฏการว่าจ้างทำสื่อ ภายหลังไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องสืบค้นต่อว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง 

 

ขณะที่คนส่วนใหญ่ก็ทราบดีว่าพนักงานไอทีวีนับพันคนถูกเลิกจ้าง พร้อมได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐแล้ว ซึ่งนับตั้งแต่ถูกเลิกจ้างก็ไม่เคยดำเนินกิจการสื่อเลย เราก็ร่วมต่อสู้จนถึงวันที่ไอทีวีถูกปิด จึงต้องการจะเป็นตัวแทนหาคำตอบ หากทุกวันนี้ไอทีวียังเป็นสื่อจริงก็ปฏิเสธไม่ได้

 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

The post แยม ฐปณีย์ เข้าให้ปากคำตำรวจปมเสนอข่าวหุ้น ITV ยืนยันทำตามหน้าที่สื่อ ไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : ข่าว 3 มิติ เปิดข้อมูล ITV ไร้รายได้จากสื่อ 15 ปี แต่พบให้บริการลงสื่อโฆษณาหลังประชุมผู้ถือหุ้น 2 วัน ด้านชวลิตเชื่อแบบนำส่งงบการเงินปี 65 เป็นเท็จ https://thestandard.co/3d-news-opens-itv-data/ Thu, 15 Jun 2023 01:32:11 +0000 https://thestandard.co/?p=803637 ข่าว 3 มิติ itv

วานนี้ (14 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฐปณีย์ เอียดศ […]

The post เลือกตั้ง 2566 : ข่าว 3 มิติ เปิดข้อมูล ITV ไร้รายได้จากสื่อ 15 ปี แต่พบให้บริการลงสื่อโฆษณาหลังประชุมผู้ถือหุ้น 2 วัน ด้านชวลิตเชื่อแบบนำส่งงบการเงินปี 65 เป็นเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข่าว 3 มิติ itv

วานนี้ (14 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เปิดเผยผ่านรายการ ข่าว 3 มิติ ถึงข้อพิรุธงบการเงินไตรมาส 1/66 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ที่ระบุเป็นผู้ให้บริการลงสื่อโฆษณา ตรวจสอบสถานะการดำเนินกิจการสื่อ รวมถึงมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีได้ลาออกไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

 

จากเอกสารแบบนำส่งงบการเงินของบริษัท ไอทีวี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 เป็นงบการเงินบัญชีรอบปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่งได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 และเอกสารรายงานความเห็นการสอบบัญชีวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ระบุว่า บริษัท ไอทีวี มีประเภทธุรกิจเป็นสื่อโทรทัศน์ สินค้า สื่อโฆษณา และผลตอบแทนจากการลงทุน

 

ประกอบกับงบแสดงฐานะการเงินวันที่ 31 มีนาคม 2566 ของบริษัท ไอทีวี และบริษัทย่อยที่ระบุว่า ยังไม่ได้ตรวจสอบและเป็นร่างสำหรับใช้งานภายใน มีรายได้เป็นผลตอบแทนจากเงินลงทุน และดอกเบี้ยรับกว่า 6 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการบริการกว่า 2 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายตอบแทนในการบริการ 1.5 แสนบาท และมีกำไรจากกิจกรรมดำเนินงาน 3.8 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ภายหลังรอบระยะเวลารายงานระบุว่า วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 บริษัทมีการลงสื่อให้กิจการที่เกี่ยวข้อง และวันที่ 28 เมษายน 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 2/2566 มีมติรับทราบรูปแบบการดำเนินการธุรกิจของบริษัท โดยเป็นผู้ให้บริการสื่อโฆษณา จากการที่บริษัทมีการให้บริการกลุ่มบริษัทข้างต้น บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/66

 

จากเอกสารมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญการเงินว่า งบการเงินไตรมาส 1/66 แตกต่างจากงบการเงินปี 2565 ที่ไม่มีการระบุว่าเป็นสื่อโฆษณา มีเพียงระบุรายได้ที่มาจากการลงทุน ซึ่งตรงกับงบการเงินของบริษัท ไอทีวี นับจากถูกยกเลิกสัมปทานปี 2550-2565 เวลา 15 ปี ก็ไม่มีรายได้จากสื่อโฆษณา ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของผู้ถือหุ้นวันที่ 26 เมษายน 2566 ที่ผู้บริหารบริษัท ไอทีวี ระบุว่า “ยังไม่ดำเนินการใดๆ”

 

แต่ในวันที่ 28 เมษายน 2566 เพียง 2 วันหลังการประชุมกลับมีรายงานในงบการเงินว่าให้บริการลงสื่อโฆษณา และวันนำส่งบัญชีก็ตรงกับวันนำยื่นคำร้องคดีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ด้วย

 

ขณะเดียวกัน ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีเดียวกัน ระบุว่าแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ที่บริษัท ไอทีวี ส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นการรายงานที่เป็นเท็จ โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมข้อมูลถึงขัดแย้งกัน ทั้งๆ ที่เป็นงบการเงินปี 2565 เหมือนกัน รหัสผู้ตรวจสอบบัญชีคนเดียวกัน การส่งข้อมูลงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ซึ่งอยู่ในช่วงกระบวนการพยายามฟื้นคืนชีพ ITV ให้เป็นสื่อ

 

บริษัท ไอทีวี มีการส่ง ส.บช.3 ปี 2565 ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีข้อความเกี่ยวกับสถานะการดำเนินกิจการและประเภทธุรกิจ ขัดแย้ง ตรงกันข้ามกับงบการเงินปี 2565 ที่อนุมัติในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ในเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. พร้อมแนบเอกสารประกอบในโพสต์

 

อ้างอิง: 

The post เลือกตั้ง 2566 : ข่าว 3 มิติ เปิดข้อมูล ITV ไร้รายได้จากสื่อ 15 ปี แต่พบให้บริการลงสื่อโฆษณาหลังประชุมผู้ถือหุ้น 2 วัน ด้านชวลิตเชื่อแบบนำส่งงบการเงินปี 65 เป็นเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : ‘มุนินทร์’ เผย คลิปวิดีโอ ITV ชัดเจนกว่าคำพูดผู้ร่วมประชุม ย้ำ ดูสถานะกิจการจากงบ มากกว่าวัตถุประสงค์จดทะเบียน https://thestandard.co/munin-itv-video-clips/ Tue, 13 Jun 2023 06:36:09 +0000 https://thestandard.co/?p=802594 มุนินทร์ พงศาปาน

วานนี้ (12 มิถุนายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจ […]

The post เลือกตั้ง 2566 : ‘มุนินทร์’ เผย คลิปวิดีโอ ITV ชัดเจนกว่าคำพูดผู้ร่วมประชุม ย้ำ ดูสถานะกิจการจากงบ มากกว่าวัตถุประสงค์จดทะเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุนินทร์ พงศาปาน

วานนี้ (12 มิถุนายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ กรณีที่ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters เผยแพร่คลิปวิดีโอการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2566 ณ วันที่ 26 เมษายน ของ ITV ที่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบว่าไม่ตรงกับบันทึกรายงานการประชุม ในรายการ ข่าว 3 มิติ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า คลิปวิดีโอที่นำมาเผยแพร่คงไม่ได้ตัดต่อ หากตัดต่อก็สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีในการตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม พยานบุคคล (คำพูดจากผู้เข้าร่วมการประชุมฯ) มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด เนื่องจากคำพูดสามารถเปลี่ยนไปมาได้ ส่วนพยานเอกสาร (รายงานบันทึกการประชุมฯ) และวัตถุ (คลิปวิดีโอการประชุมฯ) ไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลไปมาได้ 

 

ดังนั้น ตนเองสนับสนุนให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยยุติธรรม เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับ ITV ที่ต้องนำ จิตชาย มุสิกบุตร กรรมการผู้สอบทานและแก้ไข มาตรวจสอบด้วย 

 

เนื่องจากอาจทำให้ ITV เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริษัทมหาชนจำกัด 2535 ในมาตรา 216 อีกทั้งเอกสารชิ้นนี้ยังถูกนำมาใช้เพื่อร้องเรียนในการตัดสิน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เรื่องถือหุ้นสื่อ ITV ส่งผลให้อาจผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง 2561 มาตรา 143 

 

จากนั้น ชัยนนท์ได้ถามเกี่ยวกับ ‘วัตถุประสงค์ในการจดทะเบียน กับรายงานการประชุม อะไรที่บ่งบอกสถานะกิจการได้ดีกว่ากัน’ รศ.ดร.มุนินทร์ ระบุว่า การจดทะเบียนของบริษัทพยายามจะบอกวัตถุประสงค์ให้ได้มากที่สุด หรือเรียกว่าการจดทะเบียนแบบจับฉ่าย แต่เวลาใช้งานจริงอาจใช้แค่ไม่กี่อย่าง 

 

ฉะนั้น เป็นอีกหนึ่งข้อพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดที่ระบุไว้ว่า ‘ไม่ได้ดูแค่สิ่งที่จดทะเบียนไว้ แต่ดูว่าได้ทำจริงหรือไม่’ โดยต้องตรวจสอบงบประมาณ และการประกอบธุรกิจว่าได้ทำตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่ ซึ่งถ้ามีหลักฐานว่า ‘มีรายได้จากธุรกิจสื่อ’ ก็ชี้ให้เห็นว่า นิติบุคคล หรือบริษัทนี้ประกอบธุรกิจสื่อจริง 

 

ก่อนที่ รศ.ดร.มุนินทร์จะทิ้งท้ายว่า “ถ้าถามตนเองว่าอะไรบ่งบอกสถานะกิจการได้ดีกว่ากัน ก็ต้องดูงบประมาณมากกว่าวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน และรายงานการประชุม” 

The post เลือกตั้ง 2566 : ‘มุนินทร์’ เผย คลิปวิดีโอ ITV ชัดเจนกว่าคำพูดผู้ร่วมประชุม ย้ำ ดูสถานะกิจการจากงบ มากกว่าวัตถุประสงค์จดทะเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไขประเด็นหุ้นสื่อกับ ‘ฐปณีย์’ สู่ตัวตนอดีตนักข่าว ITV | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow120666-4/ Tue, 13 Jun 2023 00:17:46 +0000 https://thestandard.co/?p=802473 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

ไขประเด็นหุ้นสื่อกับ ‘ฐปณีย์’ สู่ตัวตน และจุดยืนของอดีต […]

The post ชมคลิป: ไขประเด็นหุ้นสื่อกับ ‘ฐปณีย์’ สู่ตัวตนอดีตนักข่าว ITV | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

ไขประเด็นหุ้นสื่อกับ ‘ฐปณีย์’ สู่ตัวตน และจุดยืนของอดีตนักข่าว ITV

 

ชมคลิปเต็ม: ความเป็นสื่อ ITV อะไรคือจุดกำหนดอนาคตของพิธา? | THE STANDARD NOW

The post ชมคลิป: ไขประเด็นหุ้นสื่อกับ ‘ฐปณีย์’ สู่ตัวตนอดีตนักข่าว ITV | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมจัดงานดีเบตผู้ว่าฯ กทม. ตั้งคำถาม ถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ หลังถูกย้ายสถานที่จัดงานกะทันหัน https://thestandard.co/bangkok-election-debate-stage/ Tue, 03 May 2022 09:40:16 +0000 https://thestandard.co/?p=624332 ดีเบตผู้ว่าฯ กทม.

วันนี้ (3 พฤษภาคม) คณะผู้จัดงานแสดงวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู […]

The post ทีมจัดงานดีเบตผู้ว่าฯ กทม. ตั้งคำถาม ถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ หลังถูกย้ายสถานที่จัดงานกะทันหัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเบตผู้ว่าฯ กทม.

วันนี้ (3 พฤษภาคม) คณะผู้จัดงานแสดงวิสัยทัศน์ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ที่ใช้ชื่อว่า ‘กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ นำโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters พร้อมกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, มูลนิธิอิสรชน, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, กลุ่มเส้นด้าย, คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่าย จัดแถลงข่าวที่ห้องกมลทิพย์ 1 โรงแรมเดอะสุโกศล ก่อนเริ่มเปิดเวทีในประเด็นของการเปลี่ยนสถานที่จัดงาน จากเดิมที่จะจัดงานที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

โดยฐปณีย์กล่าวว่า เดิมตั้งใจจัดที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แต่เกิดปัญหาเรื่องการขอใช้สถานที่จึงต้องย้ายมาจัดในสถานที่ปิด และคณะผู้จัดงานตั้งใจจัดเวทีนี้เพื่อต้องการให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มารับฟังปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน และความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นใน กทม. และมองว่า บริเวณหอศิลป์เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรม จึงได้ขอเช่าสถานที่ ไม่ได้เป็นการไปใช้สถานที่ฟรี 

 

ซึ่งหอศิลป์อนุญาตให้เช่าสถานที่ และได้ไปขออนุญาตการใช้เครื่องขยายเสียงจากสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งได้รับอนุญาตมาแล้ว และนำไปยื่นกับสำนักงานเขตปทุมวัน พร้อมมาตรการป้องกันโควิด และยืนยันว่าได้ยื่นมาตรการไปตามที่สำนักงานเขตต้องการและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตั้งแต่การติดตั้งจุดวัดอุณหภูมิ และการจัดเก้าอี้แบบเว้นระยะห่าง รวมถึงมาตรการป้องกันความแออัดบนแนวรถไฟฟ้า BTS แม้จะไม่ได้เป็นพื้นที่จัดงานโดยตรง 

 

ซึ่งทางเขตปทุมวัน มีข้อกังวลว่าจะมีประชาชนมามุงดูงานส่วนด้านบนรถไฟฟ้า BTS จึงขอให้ดำเนินการติดตั้งแนวกั้นสูง 2 เมตร และนำผ้ามาคลุมด้านบน ทั้งนี้ ผู้จัดงานมองว่าที่ผ่านมาลานหอศิลป์เป็นพื้นที่เปิด ไม่มีการจัดงานครั้งไหนที่ต้องทำเช่นนั้น และทางคณะผู้จัดงานไม่สามารถทำได้ 

 

ฉะนั้นการที่ทางเขตแจ้งมาที่หอศิลป์ว่าไม่อนุญาตให้จัดงานเมื่อวานนี้ (2 พฤษภาคม) ช่วงเย็น ทำให้ทางคณะผู้จัดงานไม่สามารถหาพื้นที่จัดงานได้ทัน จึงจำเป็นต้องมาจัดในสถานที่ปิดในวันนี้ ทั้งนี้ ผู้จัดงานยังคงยืนยันว่า เวทีนี้เป็นเวทีที่อยากให้ผู้สมัครมาเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชน

 

ขณะที่ ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานวันนี้จัดเพื่ออยากเห็นวิสัยทัศน์ของผู้สมัครผ่านแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน และอยากเห็นบรรทัดฐานที่ดีในการบริหารจัดการ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีการเหลื่อมล้ำ และได้เห็นถึงความเท่าเทียมที่เกิดขึ้น และมองว่าสิทธิการชุมนุม สิทธิการแสดงความคิดเห็น ควรจะทำให้สามารถจัดงานได้ แต่วันนี้ยอมรับว่าตกใจ เพราะในพื้นที่เขตเดียวกัน ยังมีการจัดเวทีสาธารณะอื่นๆ ได้ ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง จึงขอตั้งคำถามว่า ในบ้านเมืองนี้ไม่มีพื้นที่ให้กับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ และแบบนี้จะช่วยกันสร้างความหวังให้กับกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างไร

 

ด้าน บดินทร์ สายแสง นักปฏิบัติการวิจัย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า กระบวนการเลือกตั้งที่เป็นธรรมจะขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ได้ และถือว่าเสียดายมากที่ไม่สามารถจัดในพื้นที่สาธารณะ ในประเด็นสำคัญเพื่อให้ประชาชนมารับฟังได้ เพราะงานนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 20 ท่าน มาแสดงวิสัยทัศน์ด้วย รวมถึงในวันที่ 3 พฤษภาคมคือวันเสรีภาพสื่อมวลชน แต่กลับมาถูกปิดกั้นแบบนี้ จึงมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และหวังว่าเวทีอื่นๆ จะไม่เป็นปัญหาอีก

 

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานยังชี้แจงอีกว่า ที่ขออนุญาตจัดงานที่หอศิลป์นั้น สำนักงานเขตปทุมวันให้เหตุผลว่า ไม่ได้มีการจัดงานมา 3 ปีแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เคยมีการจัดงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาตลอด ตั้งแต่ปี 2563 มาจนถึงปัจจุบัน และยังไม่รวมงานที่ลานพาร์ค พารากอน ก็มีการใช้เครื่องขยายเสียง ที่ประชาชนสามารถมองเห็นได้จากสถานีรถไฟฟ้าเช่นกัน จึงขอฝากไปถึงสำนักงานเขตปทุมวัน ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะหลังจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆ เวทีที่เตรียมจะจัดเวทีสาธารณะในลักษณะนี้อีก และอยากทราบว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไรในการพิจารณา

The post ทีมจัดงานดีเบตผู้ว่าฯ กทม. ตั้งคำถาม ถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ หลังถูกย้ายสถานที่จัดงานกะทันหัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ฐปณีย์ เผยเรื่องราวที่คนไม่เข้าใจกับ ‘เรือมนุษย์โรฮีนจา’ ความเลวร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ https://thestandard.co/thestandardnow210265-2/ Tue, 22 Feb 2022 01:02:44 +0000 https://thestandard.co/?p=596962

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Repor […]

The post ชมคลิป: ฐปณีย์ เผยเรื่องราวที่คนไม่เข้าใจกับ ‘เรือมนุษย์โรฮีนจา’ ความเลวร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters เผยเรื่องราวที่คนไม่เข้าใจกับ ‘เรือมนุษย์โรฮีนจา’ ความเลวร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ อะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจนำเสนอข่าวนั้นจนถูกสังคมรุมประณามถึงขั้นอยากเลิกทำข่าว?

The post ชมคลิป: ฐปณีย์ เผยเรื่องราวที่คนไม่เข้าใจกับ ‘เรือมนุษย์โรฮีนจา’ ความเลวร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดปม ‘ค้ามนุษย์’ สังคมเปลี่ยนแล้ว แต่รัฐฯ ยังเหมือนเดิม? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow21022564/ Mon, 21 Feb 2022 13:16:22 +0000 https://thestandard.co/?p=596911

คุยกับ แยม ฐปณีย์, ช่อ พรรณิการ์ และ กัณวีร์ สืบแสง กับ […]

The post ชมคลิป: เปิดปม ‘ค้ามนุษย์’ สังคมเปลี่ยนแล้ว แต่รัฐฯ ยังเหมือนเดิม? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

คุยกับ แยม ฐปณีย์, ช่อ พรรณิการ์ และ กัณวีร์ สืบแสง กับประเด็นค้ามนุษย์และการลี้ภัยของตำรวจระดับสูง เมื่อกระแสสังคมเปลี่ยน แต่ผู้เกี่ยวข้องอย่างภาครัฐเปลี่ยนหรือยัง จริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหนเมื่อฟังจากการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องวันนี้

 

THE STANDARD NOW พบกันทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD วันนี้ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

The post ชมคลิป: เปิดปม ‘ค้ามนุษย์’ สังคมเปลี่ยนแล้ว แต่รัฐฯ ยังเหมือนเดิม? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เกือบไม่ได้ออกอากาศ’ ฐปณีย์ เปิดเบื้องหลังทำข่าวโรฮิงญา เผยวันนี้สังคมเปลี่ยน สื่อรุ่นใหม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน หลังสู้มา 7 ปี https://thestandard.co/thapanee-unveiled-behind-rohinya-news-report/ Sun, 20 Feb 2022 07:34:39 +0000 https://thestandard.co/?p=596412 ‘เกือบไม่ได้ออกอากาศ’ ฐปณีย์ เปิดเบื้องหลังทำข่าวโรฮิงญา เผยวันนี้สังคมเปลี่ยน สื่อรุ่นใหม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน หลังสู้มา 7 ปี

จากกรณีวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้ […]

The post ‘เกือบไม่ได้ออกอากาศ’ ฐปณีย์ เปิดเบื้องหลังทำข่าวโรฮิงญา เผยวันนี้สังคมเปลี่ยน สื่อรุ่นใหม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน หลังสู้มา 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เกือบไม่ได้ออกอากาศ’ ฐปณีย์ เปิดเบื้องหลังทำข่าวโรฮิงญา เผยวันนี้สังคมเปลี่ยน สื่อรุ่นใหม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน หลังสู้มา 7 ปี

จากกรณีวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ประเด็นการจัดการปัญหาค้ามนุษย์ในประเทศไทย ที่อยู่ Tier 2 จากการจัดอันดับโดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา 

 

ในวันต่อมา (19 กุมภาพันธ์) พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (รอง ผบช.ภ.8) และอดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ปัจจุบันเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์ผ่านระบบออนไลน์ มายังอาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคก้าวไกล โดยยืนยันว่าสิ่งที่โรมอภิปรายเป็นเรื่องจริง และเล่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตหลังทำคดีดังกล่าว  

 

ค่ำวันเดียวกัน แฟนเพจ The Reporters ถ่ายทอดสดการพูดคุยหัวข้อ ล้อมวงคุย ค้ามนุษย์ จากประสบการณ์ของ ฐปณีย์ โดยเป็นการพูดคุยระหว่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งและผู้สื่อข่าว The Reporters กับผู้สื่อข่าวต่างรุ่น 

 

ฐปณีย์กล่าวว่า เรื่องนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังเรื่องราวผ่านมาหลายปี เนื่องจากรังสิมันต์อภิปรายในสภา และ พล.ต.ต. ปวีณแถลงร่วมกับรังสิมันต์  

 

เป็นคดีประวัติศาสตร์ อยากจะมาเล่าเบื้องหลังการทำข่าวคดีนี้ เบื้องหลังคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ที่ไม่ได้พูดต่อสาธารณะมาก่อน

 

วันนั้นออกอากาศในข่าวตอนเย็นไปแล้ว แต่พอจะถึงรายการ ข่าว 3 มิติ ก็เกือบจะไม่ได้ออกอากาศ เพราะมีประเด็นผลกระทบหรือขัดแย้งกับนโยบายความมั่นคง หรือตีความได้ว่าจะทำให้รัฐบาลไทยดูแย่หรือไม่ ที่มีการผลักดันชาวโรฮิงญาออกไปทั้งๆ ที่เขาอยู่ในสภาพแบบนี้ 

 

มีการตีเจตนาว่าเราโจมตีรัฐบาลว่าไม่ให้การช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะไปดูในข่าวได้เลย นำเสนอว่าไทยทำตามหลักมนุษยธรรมตามหลักเกณฑ์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ที่ถูกนำไปตีความแบบนั้น 

 

ช่วงก่อนที่จะออกอากาศข่าว มีการร้องขอมาว่าไม่ให้ออกข่าวนี้อีก ซึ่งต้องขอบคุณคุณกิตติ สิงหาปัด ที่อยู่เคียงข้างและเชื่อมั่นในตัวเรา รวมถึงผู้บริหารช่อง 3 เวลานั้นก็เชื่อมั่นในตัวเราให้ข่าวนี้ได้ออกอากาศใน ข่าว 3 มิติ 

 

ข่าวที่ท่านได้ดูในเทป ข่าว 3 มิติ เกือบจะไม่ได้ออกอากาศ เพราะมีคำสั่งไม่ให้ออกข่าวนี้ ทางผู้ใหญ่ก็โทรมาบอกเราว่า มีการไม่ให้ออกข่าวนี้ จะว่าอย่างไร ซึ่งตอนนั้นได้ยืนยันไปกับทางผู้ใหญ่ว่า ขอให้เราได้ออกข่าวนี้ ถ้าช่อง 3 รายการ ข่าว 3 มิติ ได้ออกข่าวนี้ จะถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะไม่ใช่แค่ทำข่าว แต่กำลังช่วยเพื่อนมนุษย์ 400 กว่าชีวิตที่กำลังจะไปสู่ความตาย เขาอยู่กลางทะเล ขอให้เชื่อมั่นเรากำลังช่วยเหลือคน อย่ามองว่านี่แค่คือข่าว แต่เรากำลังช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีก 400 กว่าชีวิต ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะรับผิดชอบกับเรื่องนี้เอง 

 

ต้องขอบคุณช่อง 3 ที่ให้ข่าวนี้ได้ออกอากาศ แล้วก็มีภาพที่ได้กลายเป็นภาพหลักฐานชิ้นสำคัญอยู่ในการฟ้องร้องคดีของ พล.ต.ต. ปวีณ ในการฟ้องผู้ต้องหาค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา 103 คน เป็นภาพหลักฐานสำคัญ 

 

หลังจากนั้น ได้ให้ภาพข่าวเหล่านี้ไปกับเพื่อนสำนักข่าวต่างประเทศ CNN, BBC หรือสำนักข่าวที่ต้องการ เพราะเป็นหน้าที่สื่อระดับโลกแล้วที่จะช่วยรายงานเรื่องนี้ อย่างน้อยคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะได้ช่วยเหลือพวกเขาทัน 

 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อีกสองสัปดาห์ต่อมา คนกลุ่มนี้ไปถึงเกาะอาเจะฮ์ อินโดนีเซีย ตุรกีก็ยื่นมือช่วยเหลือ รวมถึง UNHCR UN องค์กรระดับโลกก็เห็นข่าว ให้ความช่วยเหลือ พวกเขาถึงเกาะอาเจะฮ์ อินโดนีเซียอย่างปลอดภัย

 

ความตั้งใจคืออยากให้เขามีชีวิตรอด จึงนำภาพคลิปมาโพสต์ใน Facebook ทวิตเตอร์ ช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง เพื่อให้สาธารณะได้เห็นและได้แชร์ภาพออกไป แต่กลับกลายเป็นเกิดกระแสโจมตีว่า พยายามไปหรือเปล่ากับการช่วยคนเหล่านี้ ไม่เอากลับไปบ้านเสียเองล่ะ ซึ่งตอนนั้นก็เสียใจ แต่อย่างน้อยได้ทำหน้าที่เราแล้วในเวลานั้นในการช่วยให้พวกเขาเดินทางไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย 

 

ขอบคุณคุณกิตติที่สนับสนุนการทำงาน ตอนนั้นได้ไปขอคุณกิตติทำข่าวต่อจะตามเรือไปอาเจะฮ์ แต่คุณกิตติให้ตามไปรัฐยะไข่ เมียนมา ดูบ้านชาวโรฮิงญาว่าเป็นอย่างไร 

 

หาทางไปเมียนมาอย่างถูกต้อง ทำหนังสือติดต่อกระทรวงข่าวสารของเมียนมา ขอไปทำข่าวรัฐยะไข่ ซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องยาก เพราะเมียนมากับโรฮิงญามีปัญหาความขัดแย้งกันอยู่แล้ว การจะเข้าไปรัฐยะไข่ทำข่าวโรฮิงญายิ่งยากมาก แต่ต้องไปให้เห็นว่าคือใคร ทำไมต้องอพยพ 

 

แม้มีใบอนุญาตจากรัฐบาลกลาง เนปยีดอ แต่ต้องขอใบอนุญาตที่รัฐยะไข่ด้วย เพื่อเข้าไปชายแดนระหว่างเมียนมากับบังกลาเทศ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวโรฮิงญาต้องได้เอกสารอีกฉบับจากรัฐยะไข่ 

 

ในการล้อมวงคุยผ่าน Facebook Live มีหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ร่วมพูดคุย คือ ธนกร วงษ์ปัญญา ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ได้ร่วมสนทนาและถามว่า ผลสะเทือนจากการทำข่าวที่อยากสะท้อนปัญหาสิทธิมนุษยชน เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วถูกมองอย่างมีมายาคติเรื่องเกี่ยวกับชาติ มาถึงวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงแล้ว รู้สึกอย่างไร

 

ฐปณีย์กล่าวว่า ความเกลียดชังอาจจะเป็นเพราะความรู้เรื่องนี้อาจจะน้อยไป ตอนนั้นคิดว่าเมื่อไปทำข่าวแล้วนำเสนอออกไปอาจทำให้คนที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจมากขึ้น จึงไปที่รัฐยะไข่ เป็นงานที่ยากที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิต สายตาตำรวจเมียนมาก็ว่องไวมาก ระหว่างไปทำข่าวถูกเรียกไปสอบสวนว่ามาทำอะไร มาได้อย่างไร ซึ่งเรามีเอกสารถูกต้องจากทางการ สุดท้ายตำรวจให้ออกมาได้ ได้ไปถึงหมู่บ้านโรฮิงญาด้วยความยาก ไปพบแม่ของคนบนเรือ มีแม่ของคนที่ลูกเสียชีวิต และแม่ของคนที่ลูกยังมีชีวิตอยู่ เขาให้ดูรูปลูกชายเขา เราจึงบอกว่านี่เป็นภาพที่เราถ่ายเอง แม่เขาบอกเป็นห่วงลูกมากเพราะออกจากบ้านไปเกือบ 2 เดือนแล้ว ดีใจที่ลูกมีชีวิตอยู่ 

 

สุดท้ายลูกโทรมาบอกถึงเกาะอาเจะฮ์ เขาขอบคุณเราที่ทำให้รู้ว่าลูกยังไม่ตายและรอดชีวิต 

 

ตอนนั้นทำให้หายเสียใจจากการถูกกล่าวหา และดีใจ มีกำลังใจ เพราะข่าวและภาพข่าวที่เราทำ ทำให้แม่คนหนึ่งรู้ว่าลูกเขารอดชีวิต หากข่าวนี้ไม่ได้มีคุณค่ากับใคร อย่างน้อยก็มีคุณค่ากับแม่คนหนึ่งที่เห็นลูกมีชีวิตอยู่  

 

ไปเจอบ้านของหนึ่งในผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา และได้เสียงสัมภาษณ์ครอบครัวคนบนเรือซึ่งถือเป็นผู้เสียหายคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา มีหลายคนตายในประเทศไทย ได้ภาพหลักฐานที่นำมาใช้ระหว่างเป็นพยานคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา 

 

อีกส่วนที่ดีใจคือ สารคดีโรฮิงญา ได้รับรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ เป็นสารคดียอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเหมือนรางวัลพูลิตเซอร์ของนักข่าว

 

สำหรับความเข้าใจผิดในวันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือคำตอบ วันที่สังคมเปิดรับที่จะเข้าใจ เห็นปัญหาร่วมกัน ทำให้ก้าวข้ามความกลัวมาได้ เจอมาหลายเหตุการณ์ ผ่านมาทุกครั้งในวันที่ยากที่สุดคือวันที่สังคมไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลา หรือเสียสละ เช่น พล.ต.ต. ปวีณ ลี้ภัยไป 6 ปีกว่า เจอสิ่งที่ยากกว่าเราด้วยซ้ำ 

 

เมื่อ 7 ปีที่แล้วต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว มีรุ่นพี่ที่เข้าใจและสนับสนุนบ้าง แต่ดีใจที่ปัจจุบันคนเข้าใจ โดยเฉพาะนักข่าวรุ่นใหม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน และช่วยกันนำเสนอสิ่งเหล่านี้ วันนี้บอกได้เลยนอนตายตาหลับในการเป็นนักข่าว อยากให้สังคมเข้าใจว่าทำไมนักข่าวต้องทำเรื่องเหล่านี้ 

 

คลิกดูการเปิดใจ 

 

The post ‘เกือบไม่ได้ออกอากาศ’ ฐปณีย์ เปิดเบื้องหลังทำข่าวโรฮิงญา เผยวันนี้สังคมเปลี่ยน สื่อรุ่นใหม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน หลังสู้มา 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ราษฎรฟ้องรัฐ’ การสู้กลับจากประชาชน แสงสว่างปลายอุโมงค์ของการต่อสู้กับอำนาจรัฐ https://thestandard.co/people-party-fighting-government/ Sun, 17 Oct 2021 11:11:37 +0000 https://thestandard.co/?p=549118 ราษฎรฟ้องรัฐ

วานนี้ (16 ตุลาคม) ‘ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน’ ซึ่งเป็น […]

The post ‘ราษฎรฟ้องรัฐ’ การสู้กลับจากประชาชน แสงสว่างปลายอุโมงค์ของการต่อสู้กับอำนาจรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราษฎรฟ้องรัฐ

วานนี้ (16 ตุลาคม) ‘ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน’ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักกฎหมายเพื่อฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานรัฐที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ จัดงาน ‘1 ปี ราษฎรฟ้องกลับ’ ในโอกาสครบรอบ 1 ปีการรวมตัวกันของภาคี โดยมีเสวนาสาธารณะเรื่อง ‘น้ำ แก๊ส กระสุนยาง ประชาชนได้อะไรจากรัฐ’ ที่ Doc Club & Pub 

 

สำหรับการเสวนาแบ่งเป็น 2 หัวข้อ คือ ‘1 ปี ของสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะและเสรีภาพสื่อ ผลกระทบและความหวังต่อกระบวนการยุติธรรม’ วิทยากรประกอบด้วย เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ชยพล ดโนทัย นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters และธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์ ผู้สื่อข่าว Plus Seven

 

และหัวข้อ ‘บทบาทภาคีนักฎหมายสิทธิมนุษยชน อุปสรรคในการต่อสู้คดี ความเห็น และข้อเสนอแนะ’ วิทยากรประกอบด้วย ศุภมาศ กัญญาภัคโภคิน ผู้แทนภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการโดย ณัฐธิดา ชูมาลัยวงค์ เจ้าหน้าที่สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

 

ทั้งนี้ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เดินทางมาร่วมรับฟัง และร่วมแสดงความคิดเห็นในการเสวนาด้วย 

 

กฎหมายชุมนุมสร้างภาระประชาชน 

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม กล่าวว่า ประชาชนแสดงพลังได้หลายทาง โดยทางหนึ่งคือการรวมตัวชุมนุม เหตุที่ต้องชุมนุมเพราะต้องการตรวจสอบองค์กรของรัฐ ซึ่งใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน การชุมนุมเป็นการแสดงเจตจำนงสันติวิธี มิเช่นนั้นคงไปจับอาวุธต่อสู้ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับกฎหมายการชุมนุมสาธารณะในปัจจุบัน เพราะมีความพยายามจะห้ามการชุมนุมให้ได้มากที่สุด มีการสร้างภาระและค่าใช้จ่ายให้ประชาชนธรรมดา         

 

ความเสียหายจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ที่ปราศจากการชดเชย

  

ชยพล ดโนทัย นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2564 มีเหตุคนพ่นสีพระบรมฉายาลักษณ์ที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ต่อมาวันที่ 13 มกราคม เพื่อนโทรมาบอกว่ามีหมายจับในชื่อตน ตอนนั้นตกใจ มีข้อกังวล เพราะข้อเท็จจริงไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ตอนเกิดเหตุอยู่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แล้วข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่แค่เรื่องทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่มีความอันตรายถึงชีวิต เคยมีกรณีร้านน้ำเต้าหู้ มีหลายกรณีเป็นภัยคุกคามถึงชีวิตทรัพย์สินและครอบครัวผู้ถูกกล่าวหา 

 

ส่วนตัวพยายามจะไปมอบตัวเพราะได้รับข้อมูลว่าเป็นหมายจับ และดูจากเอกสารที่เป็นหมายค้นระบุว่า สิริชัย นาถึง หรือ ฮิวโก้ ถูกออกหมายจับเลขที่ 14/64 และพบว่าชื่อตัวเองถูกระบุในหมายเลขที่ 15/64 โดยระหว่างนั้นพยายามหาข้อเท็จจริงว่าเป็นหมายจับหรือไม่ 

 

แต่หลังจากไปรายงานตัวที่ สภ.คลองหลวง ไม่นานเพียง 1-2 ชั่วโมง เขาก็ออกข่าวว่า ยกเลิกหมายจับแล้ว เป็นการแก้ต่างง่ายๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่มีความผิดอะไรเลยในการปฏิบัติหน้าที่      

 

กรณีดังกล่าวกระทบต่อการเรียนที่กำลังเตรียมเรียนออนไลน์ และต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบิน 2,500 บาทเดินทางมากรุงเทพฯ เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องออกเอง ไม่มีการชดเชยช่วยเหลือจากตำรวจ 

 

ถ้าเดินตามหลักการย่อมเจอความเป็นธรรม 

 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters กล่าวว่า ในฐานะเป็นโจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลยคือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นคดีที่ภาคภูมิใจมาก เพราะเป็นคดีแรกในชีวิตเพื่อให้รัฐเพิกถอนข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สื่อฟ้องนายกรัฐมนตรี โดยภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมาสอบถามว่าสนใจฟ้องรัฐบาลให้เพิกถอนไหม ส่วนตัวมองว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจ การฟ้องไม่ได้มีเฉพาะ The Reporters แต่มี The MATTER, Plus Seven,THE STANDARD, ประชาไท, Voice ฯลฯ 

 

ขณะที่ไปศาลแพ่ง ได้ชี้แจงต่อศาลถึงเหตุผลที่ต้องขอยกเลิก ในที่สุดศาลก็มีคำสั่งให้คุ้มครอง ถือเป็นคดีที่ทำให้เห็นว่าในกระบวนการยุติธรรม “ถ้าเราเดินตามหลักการและเหตุผล ก็ย่อมเจอความเป็นธรรม”

 

 

ฟ้องเจ้าหน้าที่ หวังความจริงเปิดเผยต่อสาธารณะ

 

ธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์ ผู้สื่อข่าว Plus Seven กล่าวว่า ตั้งแต่มีเคอร์ฟิว การทำงานของสื่อยากขึ้น ตำรวจพยายามขอดูบัตรกรมประชาสัมพันธ์ ขอดูปลอกแขน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทำงาน และตำรวจมีการสกัดสื่อมวลชนไม่ให้ตามไปถ่ายเหตุการณ์ โดยไล่ตรวจบัตรสื่อ ทำให้สื่อที่โดนกักออกมาตรวจบัตรไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงขณะมีการสลายการชุมนุมว่าทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 

 

เหตุที่ตัดสินใจฟ้องกลับ ไม่ใช่เพราะถูกยิงด้วยกระสุนยางที่สะโพกระหว่างอยู่ในพื้นที่การชุมนุม แต่เป็นเรื่องการทำให้สื่อไม่สามารถเข้าไปทำข่าวได้ สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ขณะที่รัฐพยายามปกปิดความจริง ไม่อยากให้สื่อเห็นสิ่งที่ตำรวจกำลังทำอยู่ 

 

หลายครั้งที่สื่อถามตำรวจก็มีการตอบเลี่ยงๆ หรือไม่ตอบ ในฐานะสื่อมวลชนต้องตรวจสอบข้อมูล วิธีที่ทำได้คือต้องพึ่งศาล ให้ตำรวจพูดต่อหน้าบัลลังก์ ถูกซักโดยทนาย เป็นสิ่งที่หวังว่าจะทำ ไม่ใช่การฟ้องเพื่อผลประโยชน์ใดๆ แต่ต้องการให้มีการเอาความจริงออกมา ความจริงที่ตำรวจไม่ได้พูดในที่สาธารณะ  

 

‘คดียุทธศาสตร์’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวและจะไม่ทำอย่างเงียบๆ 

 

ศุภมาศ กัญญาภัคโภคิน ผู้แทนภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ปัจจุบันมีคดีฟ้องร้อง ‘คดียุทธศาสตร์’ อยู่ระหว่างดำเนินการ 21 คดี ฟ้องไปแล้ว 13 คดี และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานอีก 8 คดี

 

คดียุทธศาสตร์ ต้องเป็นประเด็นสาธารณะไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ผลของคดีไม่ว่าจะแพ้หรือชนะต้องมีการสื่อสารกับกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่รัฐ ว่ามีปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจึงมีการฟ้องคดี ต้องพูดคุยกับโจทก์ว่าเป็นคดีที่จะไม่ทำอย่างเงียบๆ เพื่อให้ทราบความเสี่ยงที่จะตามมา ไม่อยากให้ถอนหรือยอมความระหว่างทาง เพราะจะกระทบโจทก์คนอื่นๆ หรือโจทก์ในคดีเดียวกัน

 

ส่วนกรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะเป็นคดียุทธศาสตร์ ก็จะอาศัยกลไกตามกฎหมายที่จะดำเนินการ เช่น พาไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ หรือยื่นเรื่องไป ป.ป.ช. กรณีได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ   

 

 

สู้อย่างไม่ปฏิเสธว่าฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ 

 

วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าคดีราษฎรฟ้องรัฐ ไม่ใช่การโต้กลับ แต่เป็นภารกิจที่ต้องทำถ้ามีการละเมิดกฎหมายต้องตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ การฟ้องคดีเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งอยากให้มองเป็นเรื่องปกติ แม้ขณะนี้จะเป็นกระแสรอง ส่วนตัวมองว่าภารกิจยื่นฟ้องคดีเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐเป็นงานของทนายความทุกคน เชื่อว่าในอนาคตจะไม่ใช่เพียงภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน แต่จะมีองค์กรด้านกฎหมาย สำนักงานกฎหมายทั่วประเทศที่จะเข้ามาช่วยกัน

 

คดีเสรีภาพในการแสดงออก คดีชุมนุม เคยมีคดีคัดค้านการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังรัฐประหารปี 2549 คดีนั้นลูกความเป็นจำเลย 10 คน ค่อนข้างเจอแรงปะทะหนัก ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าผู้พิพากษามีแนวคิดอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังแตกต่างกัน ทางผู้พิพากษาพยายามจะรักษากฎหมายในตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้ว่าเป็นเรื่องมั่วสุมชุมนุมและยุยงส่งเสริมให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องต่อกฎหมาย มาตรา 113 มาตรา 116 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี 

 

สิ่งที่จะทำให้ศาลรับฟังเรามากขึ้น ต้องมีความกล้าของลูกความก่อน คือกล้าที่จะพูดยืนยันในสิ่งที่ทำลงไปว่ายึดถืออุดมการณ์อะไร คุณธรรมอะไรที่เราทำลงไป ตอนนั้นคนที่ถูกดำเนินคดีบางท่านก็สูงอายุแล้ว อย่างอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ก็ปีนบันไดเข้าไปในรัฐสภา เพราะเตรียมไว้แล้วว่าถ้าเขาไม่หยุดพิจารณากฎหมายนี้ก็จะปีนเข้าไปเนื่องจากเจ้าหน้าที่ปิดประตู 

 

คืออาศัยความกล้าหาญอย่างอาจารย์จอนที่ดื้อแพ่งยอมรับว่าสิ่งที่ทำบางอย่างเป็นการฝืนกฎหมาย การเข้าไปในสถานที่ราชการแบบนี้คือมันผิดที่บุกรุกเข้าไป แต่สิ่งที่ทำคือทำเพื่อหยุดกฎหมายที่จะออกมาละเมิดสิทธิประชาชน ถ้าเราต้องการจะสร้างกระบวนการยุติธรรมที่ดี 

 

สุดท้ายคำพิพากษาบอกว่าผิดจริง เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่สิ่งที่ทำต้องมองที่เจตนา วิธีการทำคดีแบบนี้สู้โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ แต่ยอมรับอย่างกล้าหาญว่าไปชุมนุมจริง ปีนเข้าไปจริง แต่สิ่งที่ทำ ถ้าไม่ทำแล้วประเทศชาติสังคมจะเสียหายหนักมาก ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ                               

 

คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า รัฐบาลมีการละเมิดรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่อำนวยให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเสรีภาพนั้น แต่ปรากฏว่ารัฐได้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และลงโทษประชาชนที่รัฐเห็นว่ากระทำการละเมิดกฎหมาย เพื่อความมั่นคงของรัฐบาล ภาคีนักกฎหมายจึงมีการฟ้องเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดเสรีภาพประชาชน 

 

เราเห็นตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) อ้างว่าได้ใช้กฎหมายและนำหลักการกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้ในการสลายชุมนุม จากเบาไปหาหนัก แต่ในความเป็นจริง นักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกต่างก็เห็นว่าสิ่งที่ตำรวจใช้สลายการชุมนุม เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างร้ายแรง ไม่มีการใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก มีแต่หนักและหนักๆๆ พวกเขาตะแบงว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องชอบธรรม 

 

ขณะที่ถ้ามีความไม่สงบ ณ จุดใด เขามีหน้าที่ไประงับเหตุ ณ จุดนั้น มิใช่อ้างเหตุจุดหนึ่งจุดใดมาสลายการชุมนุมทั้งหมด 

 

จึงไม่สามารถยอมรับคำกล่าวอ้างของตำรวจว่าเป็นการใช้มาตรการตามกฎหมายจากเบาไปหาหนัก อยากเรียกร้องให้เขาตระหนักว่าหลักการที่เขาอ้างนั้นไม่เป็นความจริง เขาเป็นอีก 1 จำเลยที่พวกเราจะฟ้องเขา         

 

สำหรับกรมราชทัณฑ์ ในช่วงโควิดมีการอ้างโควิดเพื่อปิดกั้นการเยี่ยมของญาติ เป็นภารกิจหนักอึ้งของทนายความในการไปเยี่ยมผู้ต้องหาเพื่อยืนยันกับญาติว่าบุตรหลานของเขาปลอดภัยดี สิ่งที่เจอคือกรมราชทัณฑ์ตั้งกฎกติกาเป็นภาระให้ทนายความมากมาย โดยเฉพาะการพบทนายความเพื่อปรึกษาเป็นการส่วนตัวในเรือนจำ เรื่องนี้อาจจะต้องเรียกร้องราชทัณฑ์ให้ปรับปรุงเรื่องการรับรองสิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยที่อยู่ในเรือนจำ ว่าพวกเขามีสิทธิที่จะได้พบทนายเพื่อปรึกษาคดีอย่างมีความเป็นส่วนตัว และมีสิทธิที่จะได้พบญาติโดยไม่มีการนำเรื่องโควิดมาอ้าง เป็นเรื่องวิธีการจัดการที่จัดการได้ แต่สิ่งที่เขาทำอยู่ขณะนี้คือการห้าม ไม่ใช่การจัดการ

 

ส่วนเรื่องศาล เห็นว่ามีหลักการทางกฎหมายที่สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ปรากฏว่ามีผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจำนวนมากอยู่ในเรือนจำ

 

สำหรับสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนพยายามส่งเสียงอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ แม้จะเป็นวิชาชีพเดียวกัน เป็นความเงียบกริบท่ามกลางวิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม ในฐานะสมาชิกสภาทนายความ อยากเรียกร้องให้นายกสภาทนายความออกมาช่วยประชาชนในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย 

 

ฟ้องรัฐหวังเจ้าหน้าที่ทำผิดต้องถูกลงโทษ 

 

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ซึ่งได้เดินทางมาร่วมรับฟังได้แสดงความคิดเห็น และเล่าถึงกรณีถูกปลดจากศิลปินแห่งชาติว่า 

 

“กรณีผมเขาใช้วิธีแก้กฎกระทรวงเพื่อหาเรื่องปลดผม ยกเลิกการยกย่องเชิดชู ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีกรณีกวีที่เป็นศิลปินแห่งชาติเขียนบทกวีหยาบคายถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีคนเคลื่อนไหวว่าจะให้ปลด แต่จำได้ว่ากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่าไม่มีอำนาจ เมื่อมอบเกียรติให้แล้ว ก็ต้องถือว่าพ้นไปแล้ว ไม่มีอำนาจยกเลิกการยกย่องเชิดชู กรณีนั้นมีการล่ารายชื่อแต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ เพราะข้าราชการประจำบอกว่าไม่มีอำนาจ

 

“กรณีผมเขาใช้วิธี ใช้กฎหมาย โดยให้บรรดาคณะกรรมการวัฒนธรรมซึ่งส่วนหนึ่งเรียกว่าผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่รู้กันว่าได้รับการแต่งตั้งโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้งเข้าไปแล้วไปเคลื่อนไหวเพื่อแก้กฎกระทรวง สิ่งที่ผมไม่แน่ใจคือ การเคลื่อนไหวตรงนี้มาจากไหน   

 

“มีคนมาบอกผมว่า เขาแก้กฎกระทรวงเพื่อผมคนเดียว แล้วสิ่งนี้ปรากฏเป็นจริงเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการประชุมกันในวาระลับมาก และหลังจากประชุมเสร็จวันรุ่งขึ้นก็ให้ข่าวโดยให้สื่ออีกฝั่งหนึ่งประจานผมให้เสียหาย ให้ได้รับความอับอาย โดยที่ผมไม่เคยได้รับการแจ้งว่ามีความผิดอะไร 

 

“เขามาแจ้งหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา มีหนังสือมาว่าผมเล่น Facebook ทำให้เกิดปัญหาประเด็นขัดแย้งในสังคม เล่น Facebook มีภาพและข้อความที่หมิ่นเหม่สถาบัน แต่ไม่มีรายละเอียด และในท้ายหนังสือบอกว่าให้ไปชี้แจงภายใน 30 วัน ซึ่งบางคนบอกว่า หมายความว่าถ้าไปชี้แจงก็เหมือนเขาขุดบ่อล่อปลาอะไรทำนองนี้ โดยที่เราไม่รู้รายละเอียด เราก็ไม่ไป 

 

“ก่อนหน้านั้น ผมก็ชัดเจนแล้วครับ ผมไม่สนใจแล้ว ผมไม่เอาแล้ว – ยิ่งได้รับการเชิดชูใหม่ว่าเป็นศิลปินแห่งราษฎร ก็คิดว่าคงจะพอแล้ว ทั้งๆ ที่ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ระดมความคิดเรื่องศิลปินแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2527-2528 แต่พอถูกประจานได้รับความเสียหายมากแล้วก็มาคิดใหม่ เพราะมีเพื่อนบางคนรวมถึงคนในภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมาบอกว่า กรณีของผมมันพ้นเรื่องส่วนตัวไปแล้ว เป็นกรณีที่จะต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วกรณีของผมถ้าหากว่าเป็นประเด็นสาธารณะแล้วน่าจะเป็นประโยชน์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมให้ศิลปินแห่งชาติคนอื่นๆ ที่ได้รับเกียรติแล้วอาจจะมีการกลั่นแกล้งในอนาคต 

 

“ผมจึงมอบอำนาจให้ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนดูแลตรงนี้ และได้ฟ้องศาลปกครองไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564          

 

“การมีภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมาช่วยดูแล การมีทนายความ มีคำว่าฟ้องกลับ, ราษฎรฟ้องรัฐ ฯลฯ ผมรู้สึกว่าเป็นแสงสว่างเล็กๆ ขอให้กำลังใจแสงสว่างนี้ให้มีความสว่างมากขึ้น เราผ่านช่วงที่มืดสนิทมาแล้ว อย่างที่คนหนุ่มสาวรุ่นนี้บอกว่าใกล้จะรุ่งสางแล้ว ผมหวังว่าในอนาคตความหวังของผมซึ่งอยู่ที่ความฝันของคนหนุ่มสาว เพราะบั้นปลายแล้ว ความหวังของผมคือผมอยากเห็นคนอย่างประยุทธ์ติดคุกหรือคนที่อยู่ในองค์กร องคาพยพของประยุทธ์ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาจะจบสักวันหนึ่ง โดยผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ถ้าเรายังเชื่อมั่นสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมเชื่อว่ายังมีอยู่ มันอาจจะไม่ได้จบในช่วงชีวิตผม    

 

“เมื่อเขาใช้กฎหมายเราก็ใช้กฎหมาย ในอนาคตผมอยากเห็น แม้ว่าคนพวกนี้อาจจะตายไปแล้ว ผมอาจจะตายไปแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของผม

 

“ผมหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อลมมันเปลี่ยนทิศ เมื่อการเมืองดีขึ้น กระบวนการยุติธรรมมีความชัดเจนตรงนี้ ก็อยากจะให้เอาคนผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรม เอาแค่ว่าให้ศาลได้พิจารณา แล้วก็กระบวนการตรงนี้ผมคิดว่ามันได้เริ่มต้นแล้ว 1 ปีของราษฎรฟ้องกลับ ราษฎรฟ้องรัฐ เป็นช่วงที่มีความหมาย ผมมาวันนี้ก็อยากเห็นหน้าเห็นตาว่าพวกคุณเป็นใครที่ได้เข้ามาช่วยผม ก็ขอให้มีพลัง ขอให้มีความหมายกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่ว่าผมจะหายไปจากโลกนี้เมื่อไร ฝากตรงนี้ไว้ด้วย เอาพวกมันมาลงโทษให้ได้ในกรณีใดก็ตามนะครับ เป็นตัวอย่าง” สุชาติ สวัสดิ์ศรีกล่าว 

The post ‘ราษฎรฟ้องรัฐ’ การสู้กลับจากประชาชน แสงสว่างปลายอุโมงค์ของการต่อสู้กับอำนาจรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปประเด็นเสวนา ‘สื่ออิสระในสถานการณ์วิกฤต บทสะท้อนชะตากรรมเสรีภาพประชาชน’ https://thestandard.co/independent-media-during-crisis-situation/ Fri, 15 Oct 2021 10:23:32 +0000 https://thestandard.co/?p=548662 สื่ออิสระ

วานนี้ (14 ตุลาคม) สมาพันธ์สื่อไทยเพื่อประชาธิปไตย (Dem […]

The post สรุปประเด็นเสวนา ‘สื่ออิสระในสถานการณ์วิกฤต บทสะท้อนชะตากรรมเสรีภาพประชาชน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่ออิสระ

วานนี้ (14 ตุลาคม) สมาพันธ์สื่อไทยเพื่อประชาธิปไตย (Democracy Alliance: DemAll) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของสื่ออิสระที่รายงานสถานการณ์การชุมนุมผ่านโซเชียลมีเดีย ประสานงานโดย ณรรธราวุธ เมืองสุข ผู้ประสานงานของกลุ่ม ได้ร่วมกับสำนักข่าว The Reporters จัดเสวนา ‘สื่ออิสระในสถานการณ์วิกฤต บทสะท้อนชะตากรรมเสรีภาพประชาชน’ วันที่ 14 ตุลาคม 2564 เวลา 14.00-16.00 น. ที่ Doc Club & Pub ชั้น 2 อาคาร WOOF PACK ซอยศาลาแดง 1 โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจ The Reporters และแฟนเพจ DemAll

 

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย 

  • ณัฐพงศ์ มาลี จากแฟนเพจ สำนักข่าวราษฎร
  • สถิตย์ คำเลิศ จากแฟนเพจ กะเทยแม่ลูกอ่อน 
  • แอดมินนินจา จากแฟนเพจ Live Real 
  • นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้สื่อข่าวอิสระ 
  • ดำเนินรายการโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้ง The Reporters 

 

ฐปณีย์กล่าวว่า วันนี้เป็นการพูดคุยเรื่องสื่ออิสระที่ทำหน้าที่ในสถานการณ์การชุมนุม เนื่องจากมีหลายท่านถูกดำเนินคดีไม่ต่างจากผู้ชุมนุมในเหตุการณ์การชุมนุมบริเวณแยกดินแดง 

 

สำหรับที่มาของสื่ออิสระมีที่มาฉีกกฎของสื่อมวลชนจาก Norm เดิมที่เราคุ้นเคยเป็นจารีตของวงการสื่อมวลชนไทย ที่มักจะมองว่าคนจะมาเป็นสื่อได้ก็ต้องทำข่าวอยู่ในสำนักข่าว ในบริษัทหรือองค์กรสื่อที่ได้รับการยอมรับหรือมีตัวตนเท่านั้น แต่ปัจจุบันคนที่มาทำสื่อไม่ใช่ทุกคนที่จะมีที่มาเริ่มต้นแบบนั้น พลวัตของการทำสื่อได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในปัจจุบัน เราไม่ควรที่จะผูกขาดความเป็นสื่อในโลกที่ทุกคนเป็นสื่อได้

 

ณัฐพงศ์ มาลี จากแฟนเพจ สำนักข่าวราษฎร กล่าวว่า ชื่อสำนักข่าวราษฎร มาจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองปี 2563-2564 ที่ขบวนการเคลื่อนไหวใช้ชื่อราษฎร ส่วนตัวคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวนี้ด้วย แต่ทำหน้าที่นำเสนอข้อเรียกร้องผ่านการรายงานข่าว ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเลือกข้างฝั่งไหน ทั้งนี้ ยืนยันรายงานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ข้อสำคัญคือรายงานตามข้อเท็จจริง ปราศจากความคิดเห็น แต่มีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ขณะนี้อายุ 23 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบมาว่างงานจึงมาเปิดแฟนเพจและใช้ความรู้จากการเรียนเขียนข่าวมาใช้ในสถานการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา เหตุที่เปิดเพจเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสังเกตการณ์เพื่อนำเสนอข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมให้สังคมได้รับทราบ เพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกัน ปัญหาความขัดแย้งจะได้เบาบางลง เริ่มเปิดเพจรายงานสถานการณ์ครั้งแรกวันที่ 24 มกราคม 2564 ขณะนี้มีผู้ติดตาม 2.7 แสนคนใน Facebook ส่วนใน YouTube มีผู้ติดตาม 1.5 หมื่นคน ในระยะเวลา 9 เดือน

 

เคยส่งใบสมัครงานไปตามบริษัทต่างๆ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ ส่วนตัววางแผนที่จะเปิดเว็บไซต์ในอนาคต และมองว่าการเปิดเพจตัวเองก็มีอิสระ ขณะที่ถ้าเป็นสื่อสำนักใหญ่ๆ อาจจะมีเพดานของการนำเสนอข่าว แต่สำนักข่าวที่เปิดเองมีเพดานเทียบเท่าข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม

 

ตอนนี้มีคดี 1 คดี 2 ข้อหา คือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และฝ่าฝืนเคอร์ฟิว จากการถูกจับกุมเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 เพิ่งไปรายงานตัวที่ศาลแขวงพระนครเหนือ อัยการยังไม่ได้สั่งฟ้อง แต่สามารถสั่งฟ้องได้ภายในอายุความ 1 ปี ขึ้นอยู่กับอัยการ

 

ตอนโดนจับตนก็ทำใจว่าคงไม่มีใครจะมารับรองหรือไม่มีใครมาออกหน้าแทน แต่ก็ยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยมในการรายงานข่าว และอยากเสนอว่าให้สังคมไทยและองค์กรที่มีอยู่โอบรับสื่อมวลชนอิสระ ส่วนตัวมองว่าการรายงานอย่างปลอดภัยก็ส่งผลให้ข้อเท็จจริงส่งถึงผู้ชมอย่างชัดเจน

 

สถิตย์ คำเลิศ จากแฟนเพจ กะเทยแม่ลูกอ่อน เล่าว่า ทำช่อง YouTube มา 7 ปี มีผู้ติดตาม 3 แสนกว่าคน ส่วนช่องทาง Facebook เพิ่งเปิดได้ 2-3 เดือน มีผู้ติดตามเกือบ 3 หมื่นคน นอกจากนั้นยังมี TikTok เมื่อก่อนทำเนื้อหาคลิปด้านการเกษตรทำเชื้อเห็ด เผยแพร่คลิปทาง YouTube และให้คนมาเรียนที่บ้านด้วย ก่อนจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด

 

ชื่อช่องกะเทยแม่ลูกอ่อน เพราะเมื่อก่อนเลี้ยงสัตว์และเลี้ยงคน พอโตแล้วเขาก็ไป จึงใช้ชื่อนี้ แต่เมื่อมาม็อบก็เปลี่ยนความหมายว่า เป็นช่องที่มีคนอ่อนประสบการณ์ในการ Live เรามาสอนคนอ่อนประสบการณ์ จึงเป็นแม่

 

นอกจากนั้น เป็นเจ้าของร้านโทรศัพท์มือถือ เปิดร้านมา 14 ปีด้วย ทุกวันนี้จึง Live ได้สบาย ตอนแรกมาแจกของในม็อบ ที่มาเป็นสื่อเพราะเมื่อแจกของเสร็จเจอคนในพื้นที่หลังยุติการชุมนุมเขายังอยู่ ก็เลยหัดให้เขา Live เพราะเขาอยู่ในพื้นที่มากกว่าเรา เขาสามารถเป็นหูเป็นตาให้ประชาชนได้มากกว่าเรา เข้าถึงพื้นที่ได้มากกว่าเรา

 

เนื่องจากทำธุรกิจมาก่อน ก็ได้จดทะเบียนช่องว่าเป็นสื่อให้บริการทางอินเทอร์เน็ต จดทะเบียน มีสังกัด และยื่นเสียภาษี มีทีมงานไม่ต่ำกว่า 18 คน แต่ไม่มีเงินเดือนให้ ทุกคนใช้ความสามารถช่วยกัน ถ้ามีนายทุนก็ต้องนำเสนอตามที่เขาสั่ง เราไม่เอาแบบนั้น จึงให้ประชาชนร่วมสมทบเข้ามาในแต่ละวัน

 

บางคนบอกว่าเป็นสื่อเถื่อน ไม่เป็นกลาง เอียงข้าง ส่วนตัวมองว่า ถ้าภาพที่ถ่ายออกไปแล้วใครได้ประโยชน์ คนนั้นก็จะบอกว่าเราเป็นสื่อดี ถ้าภาพออกมาเป็นลบกับใคร เขาก็จะบอกว่าเป็นสื่อไม่ดี ฉะนั้นขึ้นอยู่กับเขาได้รับผลแบบไหน อย่างไรก็ตาม ขอพื้นที่ให้สื่อได้รายงานจากเหตุการณ์จริง เพราะสถานการณ์บังคับให้พูดความจริงอยู่แล้วเวลา Live และเมื่อสื่อทำงานอิสระก็จะสะท้อนว่าใครดีใครเลว

 

แอดมินนินจา จากแฟนเพจ Live Real กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจมาเป็นสื่อมวลชน เดิมเป็นนักดนตรี เพียงแต่เป็นคนดินแดง เกิดที่นั่น เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับพี่น้อง จึงอยากถ่ายภาพเก็บเอาไว้ เปิดเพจเพื่อนำภาพเหล่านั้นเป็นความทรงจำ ก่อนหน้านี้เป็นช่างภาพอิสระ มองเป็นศิลปะ 

 

แต่เหตุการณ์พัฒนาขึ้นมา ภาพไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่จะนำเสนอได้ครบถ้วน เห็นปัญหาผลกระทบจากภาครัฐ จึงตัดสินใจ Live ซึ่งการ Live ไม่สามารถปรุงแต่งใดๆ ได้ มันคือ Real Time ต้องการเก็บไว้เป็นปากเสียง เรียกร้องให้คนเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งก็คือบ้าน

 

ก่อนที่จะมาทำหน้าที่สื่อ จำเป็นที่จะต้องปรับตัว เรียนรู้กรรมวิธีต่างๆ เกี่ยวกับสื่อ ไม่ว่าจะเป็นวิธี ทัศนคติ สิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควร การนำเสนอก็จำเป็นต้องศึกษา เพราะในช่วงแรกไปยืนถ่ายรูปเก้ๆ กังๆ ยืนบังสื่อหมดเลย เพราะไม่ใช่สื่อแต่แรก ก็ต้องปรับตัวไม่ให้กระทบสื่อหลัก เดิมเป็นนักดนตรีและมองว่าดนตรีก็คือการสื่อสารเช่นเดียวกับสื่อมวลชน 

 

ก่อนจะมา Live ก็เห็นสื่อมวลชนอยู่กันเยอะและสถานการณ์เดินไปตลอดเวลา บางครั้งตีสี่ก็มีสถานการณ์แต่สื่อมวลชนไม่อยู่แล้ว ขณะที่สถานการณ์ยังอยู่ จึงเลือกที่จะทำ ไม่ได้คิดว่าจะต้องเจอกับอะไร เพราะคนเหล่านั้นคือพี่น้อง ที่ตรงนั้นคือบ้าน หลายๆ คนบอกให้ระวัง แต่จะระวังทำไมในเมื่อตรงนั้นคือบ้าน

 

การใช้ปลอกแขน DemAll ส่วนตัวมองการคัดกรองของรัฐว่า หลีกเลี่ยงไม่ให้สื่อนำเสนอสถานการณ์ที่ภาครัฐไม่ต้องการให้บุคคลทั่วไปรับทราบ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐมักใช้วิธีรุนแรง ล่าสุดตอนโดนจับตัว มีน้องที่อยู่ในห้องขังด้วยกันร้องไห้และบอกว่าออกมาซื้อของแล้วถูกตะครุบและถูกทำร้าย หลังจากนั้นทุกคนถูกคุมตัวขึ้นรถ นำตัวไปบริเวณดุริยางค์ทหารบก ถูกทำร้าย ส่วนตัวถูกใช้เข่ากระทุ้งไปที่น่องขาเพื่อให้นั่งลง แต่มีเจ้าหน้าที่มากัน บอกว่าเป็นสื่อ เพราะมีปลอกแขน จึงรอดจากการถูกกระทำเหล่านั้น แต่น้องๆ ถูกทำร้าย ส่วนตัวมองว่าเกินกว่าเหตุ เกินไปที่ภาครัฐต้องการจะควบคุมให้สงบเรียบร้อย มันมากกว่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม ตนยังทำหน้าที่สื่อต่อไป ถ้าคนในพื้นที่เองยังเกรงกลัวหลบเลี่ยงคงไม่ต้องพึ่งใครมาช่วย ถ้าเจอความไม่เป็นธรรมแล้วหยุดมัน จะกลายเป็นแบบอย่างให้ผู้คนหยุดไปด้วย ยอมแพ้ไปด้วย ดังนั้นตอนนี้ถือว่าเป็นสื่อมวลชนก็ต้องทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ราษฎร เป็นหนึ่งในที่พึ่งของผู้คนที่ตีแผ่ความจริงให้ชุมนุมของตัวเองและพี่น้องประชาชน ถ้าหยุดแปลว่าเรายอมให้สถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นกับพี่น้องของเราในบ้านของเรา

 

นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้สื่อข่าวอิสระ กล่าวว่า ฟังทั้ง 3 คนแล้วประทับใจมาก คิดว่าคนรับข่าวสารรวมถึงสื่อด้วยกันควรจะขอบคุณพวกเขา เพราะถ้าไม่มีพวกเขา เราก็จะไม่ได้รับข่าวสารอีกจำนวนมากเลย เนื่องจากช่วงเวลานี้สื่อมีข้อจำกัดสูงมาก มีเงื่อนไขทั้งเรื่องเอกสารและคำสั่งเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะบอกว่าห้ามไปตรงนั้น ทำให้เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน 

 

สื่อที่มีสังกัดจะมีข้อจำกัด รวมทั้งเคอร์ฟิว เอกสาร ปลอกแขนที่ทางหน่วยราชการออกให้ ดังนั้นเหตุการณ์ที่ดินแดง คนจะทำข่าวได้ต้องไม่ยอมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ แปลว่าต้องละเมิดบางสิ่งบางอย่างซึ่งอาจจะถูกจับก็ได้ เวลาถูกจับก็มีแต่พวกเขาที่จะบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ที่สายตาประชาชนเข้าไปไม่ถึง

 

เราอาจจะต้องคิดใหม่ ใครเป็นสื่อ ใครไม่เป็นสื่อ ถ้ามองภาพกว้างจะเข้าใจมากขึ้น แต่ถ้ามองด้วยบริบทของเจ้าหน้าที่ สื่อต้องสังกัดองค์กร สังกัดสมาคม จดทะเบียน มีบัตร มีปลอกแขน ทั้งหมดถ้าดึงออก คำถามคือคุณทำหน้าที่เป็นสื่อหรือเปล่า

 

ถ้าเราเอาผลประโยชน์ประชาชนผู้รับข่าวสารเป็นหลัก เราจะพบว่าทุกๆ อย่างที่เป็นเงื่อนไขในการทำงาน ควรจะคำนึงถึงเรื่องการได้รับข่าวสารของประชาชนเป็นตัวต้น

 

ถ้าเราเป็นเจ้าหน้าที่ ควรจะมองว่าการทำงานอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งที่เป็นผลประโยชน์สำหรับสังคม รวมถึงตัวเจ้าหน้าที่เองด้วย เพราะถ้าทำงานแล้วอยู่ในสายตาสังคมตลอดเวลา หมายความว่าทำงานอย่างมืออาชีพ คนจะรู้สึกว่าโอเค เราได้เห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่งตัวในเครื่องแบบ ระบุชื่อ หรือได้กระทำการตามสมควรหรือไม่ มาตรการเหล่านี้คือมีสปอตไลต์ส่อง คือสิ่งที่ช่วยทุกคนรวมถึงเจ้าหน้าที่ด้วย

 

เราควรปรับวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับเรื่องการสร้างกฎกำกับการทำงานของสื่อ สิ่งที่เราต้องการเวลานี้ไม่ใช่การกำกับว่าต้องจดทะเบียนเป็นสื่อเท่านั้นถึงจะทำหน้าที่สื่อได้ สิ่งที่เราต้องการในวันนี้ก็คือ เราจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มพลังความรู้และทักษะให้ประชาชนรู้ว่าควรจะสื่อสารอย่างไรให้ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่อ้างอิงได้ เชื่อถือได้ เป็นประโยชน์สำหรับสังคม

 

ยกตัวอย่าง เรามีกรมประชาสัมพันธ์ มีช่อง 5 รวมถึง กอ.รมน. ก็มีเพจสื่อสารของตัวเองส่งข่าวตลอดเวลา หมายความว่าทุกองค์กรของภาครัฐมีสื่อในสังกัดตัวเอง มีเครื่องมือเผยแพร่ พูดอะไรหลายอย่างได้ 

 

ดังนั้นในบางสถานการณ์การมีสำนักข่าวอิสระอยู่ดินแดง รายงานอย่างมีจริยธรรมได้เพราะการทำ Live ไม่สามารถพูดอะไรนอกเหนือจาก Live ได้ เราห้ามสิ่งนี้ยากเพราะเป็นกระแส เป็นเทรนด์ที่ทำกัน สิ่งที่ควรจะทำคือทำอย่างไรให้ทุกคนมีทักษะให้ข้อมูลที่ออกมาเชื่อถือได้อ้างอิงได้ ไม่กล่าวหาใครลอยๆ สิ่งเหล่านี้ควรจะทำ ไม่ใช่ไปบอกว่าต้องสังกัดสำนักสื่อใหญ่เท่านั้นจึงมีสิทธิ์จะพูดเรื่องนี้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และการคิดว่าคนเหล่านี้สนับสนุนโดยกลุ่มการเมืองจึงเป็นแบบนี้ ก็เป็นอีกวิธีคิดที่ติดป้ายติดยี่ห้อให้คนว่าเขาไม่มีคุณค่าพอที่จะฟัง ซึ่งไม่ใช่ ขณะที่เสียงของทุกคนควรได้รับการรับฟัง เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาไหม

 

ลงไปดูพื้นที่ดินแดง 2-3 ครั้ง บรรยากาศคล้าย 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ขาดพื้นที่การสื่อสาร อย่างใน 3 จังหวัด เจ้าหน้าที่ใช้ประเด็นว่าสื่อไม่ควรลงพื้นที่บางกรณีเพื่อความปลอดภัยของสื่อเอง เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถดูแลสื่อได้ ซึ่งสื่อก็คิดแบบนี้เช่นเดียวกัน เช่นในเหตุการณ์กลางคืนพื้นที่ห่างไกล มีระเบิดลูกที่ 2-3 ตามมา ขณะที่สื่อไม่มีอาวุธอยู่แล้ว มีแต่ความสามารถในการสื่อสาร แต่ไม่สามารถเข้าถึงบางพื้นที่ได้ และในพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ สื่อก็เข้าถึงน้อยมาก 

 

จึงมีปรากฏการณ์ปะทะกันแล้วลงเอยด้วยวิสามัญฆาตกรรม แล้วหลายกรณีชาวบ้านโวยวายว่านี่ไม่ใช่การปะทะ แต่เป็นการล้อมยิง บางทีเจ้าหน้าที่ออกมาขอโทษ เยียวยา ชดเชยกันไป ประเด็นคือเวลาเกิดเหตุอะไรขึ้นไม่มีใครรู้ แล้วข่าวออกมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้แถลง

 

ในหลายครั้งการจับกุมผู้คน เกิดอะไรขึ้นระหว่างถูกจับ ระหว่างสอบปากคำ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ ขณะที่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องให้อยู่ในสายตาสาธารณะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น มีการบันทึก สถานการณ์เช่นนี้อันตรายหากไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถ้าประชาชนไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ ความไว้วางใจต่อรัฐบาลก็จะลดลงไปด้วย

 

กิตติธัช วิทยาเดชขจร ผู้สื่อข่าว The Reporters ร่วมรับฟังการเสวนาและได้เล่าประสบการณ์การรายงานข่าวบริเวณแยกดินแดงว่า เจอเหตุการณ์ระหว่างรายงานข่าวบริเวณแฟลตดินแดง คืนวันที่ 13 ตุลาคม 2564 หลังได้รับรายงานว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมขว้างปาประทัดใส่แนวเจ้าหน้าที่บริเวณซอยต้นโพธิ์ ระหว่างรายงานสถานการณ์สักพักมีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งถามว่า มึงอยู่ฝ่ายไหน เมื่อโชว์บัตรสำนักข่าวให้เขาดู เขาบอกว่า กูรู้ แต่กูอยากรู้ว่ามึงอยู่ฝ่ายไหน จากนั้นก็ดึงโทรศัพท์ที่กำลัง Live ไป ให้ลูกน้องอ่านคอมเมนต์ว่ามีการรายงานอะไรให้ทางฝั่งม็อบดูหรือไม่

 

ตอนนั้นมีความตกใจ แต่พูดจากับเขาอย่างมีเหตุผลว่ามาจากองค์กรนี้ มีบัตรของ บช.น. มีเอกสารครบ เขาก็บอกว่า อ๋อ กูว่าแล้ว พวกมึงมาแทรกซึมหาข่าวตำรวจนี่หว่า

 

เราก็บอกไปว่า องค์กรเรามีผู้ติดตาม 1.8 ล้านคน จะทำให้ภาพลักษณ์องค์กรเสีย ที่เราเข้ามาเพราะถ้ามีใครขว้างปาประทัดใส่แนวเจ้าหน้าที่ ภาพจะออกไปเองว่าผู้ชุมนุมกระทำต่อเจ้าหน้าที่ เราไม่ใช่ถ่ายแค่เจ้าหน้าที่กระทำต่อผู้ชุมนุมอย่างเดียว

 

เขาบอกให้ไปถ่ายหลังม็อบไม่ใช่ถ่ายแนวตำรวจ ทุกวันนี้ที่บ้านเมืองวุ่นวายก็เพราะสื่อ เขาพูดประมาณนี้ เขาบอกว่ามียศร้อยตำรวจเอกเดินมาด้านหลัง ก่อนที่จะมีลูกน้อง 4-5 คนมาประกบซ้ายขวา เจอเหตุการณ์นี้เวลา 20.30 น. ยังไม่เคอร์ฟิว

 

ด้านฐปณีย์กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องทัศนะของเจ้าหน้าที่กับสื่อ เป็นทัศนะที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะสื่ออิสระ แต่รวมถึงสื่อทั่วไป รวมถึง The Reporters ซึ่งเป็นองค์กร แม้ผู้สื่อข่าวจะมีบัตรมีสังกัดก็เจอสถานการณ์ที่แสดงถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่ คล้ายกรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งกระทบเสรีภาพสื่อมวลชน

 

ณรรธราวุธ เมืองสุข ผู้ประสานงาน DemAll กล่าวว่า พยายามคิดเรื่องการปกป้องนักข่าวในการช่วยดูแลสวัสดิภาพ เราพยายามส่งเสียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกคนมีตัวตน ทุกคนทำหน้าที่ และนี่คือพลวัตของการพัฒนาของสื่อในปัจจุบัน เราพยายามตั้งเป็นองค์กรเพื่อที่จะดึงให้ทุกคนมารวมตัวกัน การรวมตัวกันจะมีพลังในการส่งเสียง เราเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของทุกคน เรามีอาสาสมัครมาช่วยกัน ไม่มีเงินเดือน ไม่มีผลประโยชน์หรือรายได้

 

สิ่งหนึ่งที่ทำไปแล้ว แล้วคิดว่าจะต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นคือปลอกแขน ตอนนี้ผลิตเรียบร้อย แจกจ่ายนักข่าวในภาคสนามเรียบร้อยแล้ว ปลอกแขนไม่ใช่สิ่งที่ป้องกันความรุนแรง แต่เป็นเรื่องการบอกตัวตน

.

ส่วนเรื่องของความรุนแรง เราต้องเดินหน้าให้เจ้าหน้าที่รัฐรับรู้การมีอยู่ของปลอกแขนตรงนี้ว่าไม่ได้มาแบบลอยๆ มีความตั้งใจที่จะทำให้นักข่าวอิสระทุกคนมีตัวตน แล้วเจ้าหน้าที่เองต้องให้การยอมรับว่า ปลอกแขนที่แสดงสัญลักษณ์เป็นอุปกรณ์ของสื่อที่ทำงานภาคสนาม ซึ่งเราแจกจ่ายเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ เราอยากจะไปเจอกับทาง บช.น. เพราะเป็นองค์กรตำรวจที่ดูแลการชุมนุมใน กทม. ยังไม่ได้กำหนดวันเวลา แต่อยากรับฟังเสียงเพื่อนสื่ออิสระทั้งหลาย เราจะไปด้วยกัน เพราะถ้า DemAll ไปกันเองจะเป็นเพียงกลุ่มกลุ่มหนึ่ง ถ้าสื่ออิสระไป จะไปในนามวิชาชีพ ไปแจ้งให้ทราบว่านี่คือปลอกแขนของสมาพันธ์สื่อไทย

 

ก่อนหน้านี้ได้ไปคุยกับนายกสมาคมนักข่าว ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ ไปคุยกับ มงคล บางประภา และอุปนายกสมาคม เขาก็ทราบว่าทำตรงนี้ 

 

หลังจากนี้ DemAll จะเปิดฝึกอบรมทักษะวิชาชีพสื่อ จะมีการออกแบบหลักสูตร สามารถมาลงทะเบียนได้ เดี๋ยวจะประกาศทางเพจ พร้อมเปิดรับทุกคน

 

ภาพ: สมาพันธ์สื่อไทยเพื่อประชาธิปไตย (Democracy Alliance: DemAll)

The post สรุปประเด็นเสวนา ‘สื่ออิสระในสถานการณ์วิกฤต บทสะท้อนชะตากรรมเสรีภาพประชาชน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ https://thestandard.co/talu-fah-village-prachak-phuangthong-keep-fighting/ Fri, 19 Mar 2021 00:28:30 +0000 https://thestandard.co/?p=466585 เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

วันนี้ (18 มีนาคม) ที่กิจกรรมหมู่บ้านทะลุฟ้า มีการจัดเส […]

The post เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

วันนี้ (18 มีนาคม) ที่กิจกรรมหมู่บ้านทะลุฟ้า มีการจัดเสวนา ‘ม็อบที่หลากหลาย ดังดอกไม้นานาพันธุ์’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาทั้งนักวิชาการ นักเรียน และสื่อมวลชน เช่น รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporter และตัวแทนจากกลุ่มนักเรียนเลว

 

ตัวแทนจากกลุ่มนักเรียนเลวกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการจัดกิจกรรมและการเคลื่อนไหวของตน ซึ่งมาจากกลุ่มนักเรียนเพียง 4 คน ทำกิจกรรมที่สยาม นำกรรไกรมาวางบนตัก เขียนป้ายว่านักเรียนคนนี้ทำผิดระเบียบโรงเรียน เชิญลงโทษ นั่นคือแคมเปญแรก ต่อมาคิดว่าอยากผลักดันประเด็นความหลากหลายทางเพศ พาเดินขบวนไปหน้ากระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งได้จัดม็อบ ‘เลิกเรียนไปกระทรวงฯ’ ซึ่งตนเองก็ได้ร่วมปราศรัยอีกด้วย

 

ขณะที่ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของการทำงานในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งยึดหลักสื่อเพื่อสันติภาพและให้พื้นที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายได้สื่อสาร ก้าวข้ามการแบ่งแยกหรือเลือกข้าง 

 

“เรามองเห็นผู้คนที่หลากหลาย เรามองเห็นประเด็นข้อเรียกร้องที่มันเกิดขึ้น เรามีหน้าที่ในการที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับฟัง ได้รู้ ได้ทราบว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร เพื่อรัฐจะได้เข้ามาแก้ไขปัญหาหรือเดินไปสู่ทางออกร่วมกัน นี่เป็นโมเดลง่ายๆ สำหรับพี่ในการทำสื่อ พี่ไม่ได้ทำงานซับซ้อนอะไร หรือต้องเชียร์ใครหรือสนับสนุนใคร เราไม่เคย” ฐปณีย์ กล่าว

 

ด้าน ผศ.ดร.ประจักษ์ ได้เริ่มต้นการเสวนาด้วยการอ่านรายชื่อผู้ที่ถูกคุมขังโดยยังไม่ได้รับการประกันตัวจำนวน 19 คน ซึ่ง ผศ.ดร.ประจักษ์ ขอทุกคนต้องเป็นกำลังใจเนื่องจากคนเหล่านี้ศาลยังไม่ได้พิพากษาให้มีความผิด แต่ก็ไม่ได้รับการประกันตัว

 

“ถ้าเรามองย้อนกลับปีตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปีนี้ เราเดินทางมาไกลมากจนไม่น่าเชื่อ อย่างน้อยตอนนี้คนได้ตื่นตัวและเข้าใจปัญหาสังคมและปัญหาบ้านเมือง คนไม่นิ่งเฉย อย่างน้อยคนก็รู้ว่ามันมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นจริงๆ ระบบกฎหมายมันบิดเบี้ยวจริงๆ มันมีกระแสที่เรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเรา ซึ่งต่างจาก 14 คนที่ถูกจับ หลังการรัฐประหารที่ไม่มีกระแสใดๆ เพราะทุกคนไม่กล้าออกมา กลัวตัวเองจะเป็นอีกคนที่โดน” ผศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

 

รศ.ดร.พวงทอง กล่าวว่า ในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ตนมองด้วยความเคารพยกย่องนับถือจริงๆ รู้ว่าอาจเหนื่อย และก็รู้ด้วยว่าไม่ย่อท้อ ยังสู้ต่อ ในขณะที่มีคนถูกจับจำนวนมาก หลายคนบาดเจ็บ ถูกคุกคาม แม้บรรยากาศจะซบเซาลงมา แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอย่างนี้ตลอดไป นี่คือเรื่องปกติของการต่อสู้ที่ยาวไกล

 

“เราสู้กับสิ่งที่ใหญ่มาก ไม่ใช่แค่กลไกอำนาจรัฐ แต่คือวัฒนธรรมศักดินา นั่นคือ ระบบพรรคพวก ต้องจำนนให้คนมีอำนาจ ระบบอาวุโส ทำตามคำสั่ง ที่ชัดมากคือโรงเรียน การทำกับเด็กนั้นง่ายที่สุด สังคมไทยไม่เคยมองเด็กในฐานะคนมีสิทธิ์มีเสียง แต่ต้องเชื่อฟังตลอดเวลา เมื่อเด็กกล้ายืนขึ้นจึงต้องถูกลงโทษ มีคนถามว่า ทำไมตำรวจไทยเป็นหุ่นยนต์ ไม่มีใครกบฏเลยหรือ เขาเป็นกลไกในระบบราชการที่สร้างคนเป็นหุ่นยนต์ แต่ดิฉันอยากเสนอว่ามันมีสิ่งที่อุ้มให้ราชการไร้จิตใจ นั่นคือวัฒนธรรมศักดินา” รศ.ดร.พวงทอง กล่าว

 

ทั้งนี้กิจกรรมเสวนาสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 20.30 น. โดยมีมวลชนบางส่วนที่ปักหลักพักค้างอยู่บริเวณหมู่บ้านทะลุฟ้าหน้าทำเนียบรัฐบาล และบางส่วนก็เดินทางกลับเมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้น

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสรีภาพสื่อไทยในปัจจุบัน ในมุมมองของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย https://thestandard.co/thestandarddaily-thapanee-ietsrichai/ https://thestandard.co/thestandarddaily-thapanee-ietsrichai/#respond Wed, 27 Jun 2018 09:29:01 +0000 https://thestandard.co/?p=101550

The post เสรีภาพสื่อไทยในปัจจุบัน ในมุมมองของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post เสรีภาพสื่อไทยในปัจจุบัน ในมุมมองของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily-thapanee-ietsrichai/feed/ 0
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ถอดบทเรียนการทำงานและเสรีภาพสื่อไทยในยุคปัจจุบัน – THE STANDARD Daily 22 พฤษภาคม 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily22052561/ https://thestandard.co/thestandarddaily22052561/#respond Wed, 23 May 2018 01:44:12 +0000 https://thestandard.co/?p=92603

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 เวลา 20. […]

The post ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ถอดบทเรียนการทำงานและเสรีภาพสื่อไทยในยุคปัจจุบัน – THE STANDARD Daily 22 พฤษภาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

 

เปิดใจหญิงแกร่ง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย สื่อมวลชนที่ทำงานในสนามข่าวการเมืองมาหลายสิบปี ในวันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เธอคือผู้สื่อข่าวที่รายงานสถานการณ์อยู่ที่สโมสรกองทัพบก ในช่วงเวลาแห่งการรัฐประหาร ร่วมถอดบทเรียนการทำงานของสื่อในสถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคตของสื่อไทยในวันที่หลายคนบอกว่าเสรีภาพของสื่อกำลังจะตาย

พร้อมด้วยประเด็นน่าจับตาในวันนี้ สรุปผลงาน 4 ปี คสช. สัญญาอะไรไว้บ้าง หลังประกาศขอเวลาไม่นาน

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ถอดบทเรียนการทำงานและเสรีภาพสื่อไทยในยุคปัจจุบัน – THE STANDARD Daily 22 พฤษภาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily22052561/feed/ 0