ฌอห์ณ จินดาโชติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฌอห์ณ-จินดาโชติ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 24 Feb 2023 05:28:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 พระนคร ๒๔๑๐ ฮาได้ ฮาดี ละครคอเมดี้พีเรียดไทยกลิ่นอายซีรีส์เกาหลี https://thestandard.co/phra-nakhon-2410-period-comedy/ Fri, 24 Feb 2023 10:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=754853 พระนคร 2410

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งละครฟอร์มดีของช่อง one31 ที่มีกร […]

The post พระนคร ๒๔๑๐ ฮาได้ ฮาดี ละครคอเมดี้พีเรียดไทยกลิ่นอายซีรีส์เกาหลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระนคร 2410

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งละครฟอร์มดีของช่อง one31 ที่มีกระแสออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ประกาศสร้างจนกระทั่งได้ออกอากาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีสมกับเป็นผลงานของ ‘พอดีคำ’ ค่ายละครที่เข้าอกเข้าใจผู้ชมชาวไทย และยังใส่ความฮา สนุก ตลก ด้วยจังหวะสไตล์ซีรีส์เกาหลีได้อย่างลงตัว จนขอยกให้เป็นละครคลายเครียดของช่วงนี้เลยทีเดียว

 

ละครจะสนุกได้ต้องเริ่มต้นจากวัตถุดิบที่ดี ซึ่งละครเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายเรื่อง พระนคร ๒๔๑๐ แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ โดย ตฤณภัทร เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่น 2 ด้วยความที่นิยายเขียนขึ้นใหม่ดังนั้นเรื่องราวต่างๆ จึงมีความแปลกใหม่ และน่าจะได้แรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครมาจากซีรีส์เกาหลีมากทีเดียว อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจคือการหยิบเอาบุคคลและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เข้ามาเรียงร้อยเข้ากับเรื่องได้อย่างสนุกสนานไม่ติดขัด

 

 

ปี 2410 ในสมัยรัชการที่ 4 สยามเพิ่งมีหนังสือพิมพ์ฉบับแรกโดยหมอบรัดเลย์ ปรากฏข้อความกล่าวถึง ยายแถม (จิ๊-อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) ผู้มีอาชีพเป็นแม่สื่อแห่งพระนคร กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้นักเขียนขยายความสร้างตัวละคร โนรี (ชาร์เลท-วาศิตา แฮเมเนา) หลานสาวของยายแถมผู้หวังจะสืบทอดกิจการด้วยการเดบิวต์จับคู่ให้กับ พระฤทธิรงค์รณยุทธ์ (ฌอห์ณ จินดาโชติ) โปลิศหนุ่มรูปงาม และ คุณวาด (ปลายฟ้า-ณัชภรณ์ อุ่นสวัสดิ์) สาวผู้เพียบพร้อมจากตระกูลผู้ดีเก่า แต่ความยากก็คือทั้งคู่ไม่ชอบการคลุมถุงชน ยิ่งตัวคุณพระด้วยแล้วยิ่งไม่ชอบอาชีพแม่สื่อเอาเสียเลย โนรีจึงต้องแฝงตัวตีสนิทเพื่อหลอกล่อให้คุณพระได้เจอตัวคุณวาดให้ได้ แต่ใจเจ้ากรรมดันไปรู้สึกดีๆ กับลูกค้าเองเสียนี่ นำไปสู่เรื่องวุ่นวายผสมความโรแมนติกระหว่างแม่สื่อสาวกับนายตำรวจแห่งกองโปลิศในบรรยากาศย้อนยุค

 

นอกจากยายแถม ในเรื่องยังมีตัวละครอื่นๆ อย่าง ยายแฟง (ต้อม-ณหทัย พิจิตรา) ถ้าใครชอบเรื่องประวัติศาสตร์คงพอจะทราบประวัติว่ายายแฟงคือเจ้าสำนักโสเภณีที่มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา และได้รวบรวมเงินจากการทำธุรกิจโสเภณีมาสร้างวัดใหม่ยายแฟงในสมัยรัชกาลที่ 3 และต่อมาในรัชกาลที่ 5 ก็เปลี่ยนชื่อเป็นวัดคณิกาผลมาจนถึงปัจจุบัน โดยยายแฟงก็เป็นหนึ่งในตัวละครที่สร้างสีสันให้กับเรื่อง อีกทั้งยังใช้โลเคชันร้านถ่ายรูปของนายจิตรหรือฟรานซิส ช่างภาพรุ่นแรกของไทยในช่วงต้นเรื่องด้วย

 

 

ความสนุกอีกอย่างของเรื่องนี้คือการพูดถึงวิถีชีวิตของคนธรรมดาสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แม้เรื่องราวจะมีเรื่องของชนชั้นสูงอยู่บ้าง แต่ตัวของยายแถมและโนรีก็คือสามัญชน ดังนั้นจริตจะก้านความบ้านๆ ฮาๆ จึงใส่เข้ามาได้แบบเต็มๆ อาจจะดูเกินเลยผู้หญิงไทยในยุคนั้นอยู่บ้าง เช่นการถูกเนื้อต้องตัวหรือเที่ยวเล่นเข้าออกตามตลาดหรือหอนางโลม แต่ด้วยบริบทความเป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องนี้ก็พอจะเข้าใจได้ เรียกได้ว่า พระนคร ๒๔๑๐ คือเรื่องราวของความรักยุคใหม่ที่อยู่ในบรรยากาศความเป็นไทยย้อนยุคก็คงไม่ผิด

 

 

ส่วนเรื่องการดีไซน์ตัวละครก็ดูแปลกใหม่ ด้วยการสร้างโนรีให้เป็นเด็กสาวลูกครึ่งผู้มีปมเรื่องชาติกำเนิดตัวเอง และมันยิ่งง่ายที่จะใส่จริตเวอร์ๆ อย่างการพูดไทยคำอังกฤษคำ ซึ่งก็เป็นไปได้ เพราะในยุคนั้นสยามก็เริ่มเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตกกันบ้างแล้ว และยิ่งได้ ชาร์เลท วาศิตา มาเดบิวต์เป็นนางเอกเต็มตัวหลังจากเป็นนักแสดงเด็กมาหลายปี ก็ยิ่งทำให้โนรีมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที แม้จะหน้าตาไม่สวยสะกดแต่ก็มีความน่ารักสดใส ซึ่งในเรื่องนี้ชาร์เลทก็พิสูจน์แล้วว่าเธอเป็นโนรีในเวอร์ชันที่มีเสน่ห์ ทำให้ทั้งคุณพระและคนดูหลงรักได้ไม่ยาก

 

 

ส่วนบทบาทของตัวคุณพระที่ได้ของ ฌอห์ณ จินดาโชติ ก็ถือได้ว่าลงตัว โดยในละครขยับอายุของพระเอกจากชายวัย 40 ปี ให้เข้ามาใกล้กับนางเอกอีกนิด ความน่ารักกุ๊กกิ๊กจึงดูไม่ประดักประเดิด ในขณะที่ซีนอารมณ์เกี่ยวกับปมในอดีต หรือการวางทีท่าขึงขังให้สมกับเป็นตำรวจของกองโปลิศ ก็เรียกว่าทำออกมาได้อย่างพอเหมาะพอดี และเคมีของทั้งฌอห์ณและชาร์เลทก็ทำให้เราอมยิ้มได้แบบไม่รู้ตัว

 

นอกจากความตลกโบ๊ะบ๊ะจะจัดหนักจัดเต็มแล้ว พระนคร ๒๔๑๐ ยังเสิร์ฟเรื่องดราม่าพอเป็นกระษัย ทั้งปมเรื่องพ่อแม่ที่แท้จริงของโนรี ความตายของพ่อแม่คุณพระ และปมเรื่องครอบครัวของคุณวาดที่ยังรอเฉลย ไปพร้อมๆ ความน่ารักโรแมนติก เผลอเป็นล้มแผละในอ้อมกอดพระเอกของโนรี เรียกได้ว่าละครเรื่องนี้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นมากสำหรับคืนวันพุธและพฤหัสบดีในช่วงนี้

The post พระนคร ๒๔๑๐ ฮาได้ ฮาดี ละครคอเมดี้พีเรียดไทยกลิ่นอายซีรีส์เกาหลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดหมายใหม่ในวัย 34 ของ ‘ฌอห์ณ จินดาโชติ’ ที่ปรับเข็มทิศจากนักแสดงสู่ผู้กำกับสารคดีและมีความสุขในแบบ ‘บุคคลธรรมดา’ https://thestandard.co/sean-jindachot-the-journal-lists/ Fri, 09 Sep 2022 08:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=678730 ฌอห์ณ จินดาโชติ

‘ฌอห์ณ จินดาโชติ’ คงเป็นนักแสดงในวงการเพียงไม่กี่คนที่ม […]

The post จุดหมายใหม่ในวัย 34 ของ ‘ฌอห์ณ จินดาโชติ’ ที่ปรับเข็มทิศจากนักแสดงสู่ผู้กำกับสารคดีและมีความสุขในแบบ ‘บุคคลธรรมดา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฌอห์ณ จินดาโชติ

‘ฌอห์ณ จินดาโชติ’ คงเป็นนักแสดงในวงการเพียงไม่กี่คนที่มีบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเรื่องงานแสดงไม่เยอะเท่ากับบทสนทนาเรื่องแนวคิด ชีวิต และการทำในสิ่งที่เขาชอบ 

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน THE STANDARD มีโอกาสคุยกับฌอห์ณ ในฐานะของ ‘ผู้กำกับหนังสารคดี’ เขาบอกว่าใช้เวลากว่า 2 ปีในการสร้าง ‘The Journal Lists (เข็มทิศ / หัวใจ / จุดหมาย / ผู้คน)’ สารคดีกึ่งการเดินทางที่เล่าประเด็นทางความคิดผ่าน ‘คน’ มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

 

ทำไมต้องเป็น Documentary

“ผมคิดมาตลอดว่าในช่วงอายุประมาณนี้อยากจะลองทำอะไรใหม่ๆ เพื่อเป็นการทดสอบและค้นหาศักยภาพของตัวเอง วันหนึ่งผมคุยกับแฟนแล้วเขาถามผมว่า ตอบตัวเองได้หรือยังว่ามีอะไรที่อยากทำ สิ่งแรกที่คิดคือผมอยากเป็นผู้กำกับ แต่ไม่ได้อยากทำละคร ทำซีรีส์ ผมอยากทำ Documentary เขาก็บอกว่า ทำสิ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ผมรู้แค่ว่ามันมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีอุดมการณ์เดียวกับผม เราอยากเป็นสื่อกลางที่จะนำเสนอเรื่องราวแง่มุมดีๆ ในสังคม สิ่งเหล่านั้นจะเป็นผลดีกับคนดูและเป็นผลดีกับคนทำ 

 

“พอตัดสินใจลุย ก็เริ่มรวมทีม เตรียมงาน หาผู้ใหญ่ที่จะมาสนับสนุน ก็ต้องขอบคุณ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่เชื่อมั่นในความคิดของผม เรามีความเชื่อเหมือนกัน คือการเห็นคุณค่าของคน จึงเกิดเป็นโปรเจกต์นี้อย่างสมบูรณ์ขึ้นมา”  

 

“มันมีคำพูดเกิดขึ้นในหัวตลอดว่า ‘กูทำอะไรของกูวะเนี่ย’”

 

“ตอนเริ่มต้นมันยากนะ เพราะมันคือการเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง ตั้งแต่เริ่มวางแผนก็ต้องวางสถานะของตัวเองใหม่ว่าเราอยู่ในบทบาทของการเป็นโปรดักชันเฮาส์ จะไม่มีความสะดวกสบายเหมือนเวลาที่เราไปในฐานะนักแสดง แต่งานนี้ทุกอย่างใหม่สำหรับผมหมด คำว่าขาดทุนและกำไรมีอยู่ทุกวัน 

 

“ความท้าทายในมุมการทำงานคือ ทีมงานทุกคนมีอาชีพหลักของตัวเอง แต่ทุกคนต้องปรับและลงแรงกับสิ่งนี้อย่างตั้งใจ ทุกคนต้องเอาชนะใจตัวเอง มันมีคำพูดเกิดขึ้นในหัวตลอดว่า “กูทำอะไรของกูวะเนี่ย” อยู่ห้วยขาแข้ง 4 วัน แล้วขับถ่ายก็ยาก นอนก็ลำบาก กับการแค่มานั่งส่องสัตว์ แต่ระหว่างที่คิดลบมันก็จะมีความคิดบวกเถียงกลับมาว่า “เฮ้ย แต่มันดี มันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว” พอเห็นทีมงานทุกคนไม่บ่น ไม่ได้กินอิ่มทุกมื้อเพราะต้องเซฟค่าใช้จ่าย ทุกคนถวายชีวิตกันมาก งั้นเราก็ยอมแพ้ไม่ได้”

 

 

นิยาม ‘The Journal Lists’  

“มันเป็นสารคดีที่พูดถึงมุมมองของการใช้ชีวิตแบบมีเป้าหมายของคนที่ไม่ได้มีโอกาสเจอแสงสปอตไลต์ แต่เป็นคนดีที่มีอยู่จริงในสังคม และไม่เคยเรียกร้องให้สังคมสนใจ เราก็เป็นกลุ่มคนที่ถือสปอตไลต์ไปและพร้อมจะสาดและตีแผ่เรื่องเหล่านี้ พวกผมทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการพูดถึงแง่มุมของสังคม สิ่งที่เขาเจอ แต่สิ่งที่ใหญ่ไปกว่านั้น การที่เขายังสามารถดำรงตนได้แม้ว่ามันจะเกิดภัยสังคม จะเกิดกระแสสังคมในเชิงลบ แต่เขาก็ยังสู้ต่อไปด้วยปณิธานที่เขาตั้งมั่น โดยที่เราสอดแทรกเรื่องของวิวทิวทัศน์ เรื่องของกลุ่มรุ่นใหม่ของพวกเราเข้าไปอยู่เฟรมว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากตีแผ่เรื่องนี้ มันก็เลยมีความ POP ขึ้นมา  

 

“จะว่าไป The Journal List มันก็คือพวกผมนั่นแหละครับ ‘Journalist’ คือสื่อสารมวลชน สิ่งที่ผมทำอยู่ตั้งแต่การเป็นนักแสดงก็เป็นนักสื่อสาร แต่เป็นการสื่อสารในเชิงการแสดง พอมาเป็นนักเขียนก็สื่อสารผ่านตัวอักษร วันนี้เราสื่อสารผ่านภาพเคลื่อนไหว ทีมเราก็เป็นนักสื่อสารกันมา แต่อีกพาร์ตเราก็เป็นนักเดินทางด้วย ส่วนคำว่า Lists มาจาก Bucket Lists คือสิ่งที่ควรรู้ในช่วงชีวิตของเรา” 

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

 

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในเข็มทิศ / หัวใจ / จุดหมาย / ผู้คน

“คำเหล่านี้พวกเราช่วยกันคิด โจทย์คือต้องมีคำที่ทำให้คนดูรู้ว่าคอนเซปต์ของ The Journal Lists จะไปทางไหน แต่ละคนก็คิดกันมา พอเรามาเลือกแล้วมานั่งดูกันจริงๆ คำเหล่านี้แก่นของมันเป็นเรื่องเดียวกันคือ ‘เป้าหมาย’ เข็มทิศทำให้เราไม่หลงทางจากเป้าหมาย หัวใจคือชีวิต คือเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ และผู้คน ก็คือคนที่เราไปสัมภาษณ์ เขาคือเป้าหมายของเรา 

 

“มองอีกมุม เข็มทิศ / หัวใจ / จุดหมาย / ผู้คน มันก็นิยามตัวตนของพวกเราเช่นกัน เพราะสิ่งที่เราทำมันต้องมีเข็มทิศ ถ้าไม่ใช้ใจนำมันเดินต่อไปไม่ได้ และถ้าไม่มีจุดหมายก็ไม่มีแรงไปต่อ แต่เราเห็นจุดหมายของการทำงานนี้ว่ามันคือการได้ทำงาน และผู้คนก็คือการที่เราเข้าใจผู้คนมากขึ้นมากกว่าตัวเราเอง เข้าใจว่าสังคมมันขับเคลื่อนได้ด้วยพลังงานแบบนี้”  

 

“พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อตัวเอง เขาทำให้สิ่งที่ชอบด้วยแพสชัน
แต่มากกว่านั้นบางคนทำเพื่อคนรอบข้าง บางคนอาจทำเพื่อครอบครัว”

 

6 คนหัวใจนักสู้ ที่เรียนรู้การมีชีวิตเพื่อผู้อื่น

เราเลือกจากคนมากกว่า 50 คน แรกๆ ก็เลือกจากคนที่ทีมงานชอบก่อน แต่ต้องมีทิศทางเดียวกัน คือต้องการคนที่มีเป้าหมายเหมือนกันแต่เฉดสีไม่เหมือนกัน เพื่อที่คนดูจะได้รู้สึกว่ามันทิศทางเดียวกันหมด เป้าหมายเหมือนกัน คือพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อตัวเอง เขาทำให้สิ่งที่ชอบด้วยแพสชัน แต่มากกว่านั้นบางคนทำเพื่อคนรอบข้าง บางคนอาจทำเพื่อครอบครัว อย่าง พี่ประวัติ วะโฮรัมย์ นักกีฬาพาราลิมปิกทีมชาติไทย เขาบอกว่าเขาทำเพื่อชาติ แต่หลังจากที่ผมลงไปคลุกคลีกับพี่เขาสัมผัสได้ว่าสำหรับเขาครอบครัวคือที่หนึ่ง หรือ โน้ต วัชรบูล แพสชันคือป่าไม้ แต่สุดท้ายสิ่งที่เขาหว่านเมล็ดไปมันคือสิ่งที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลังมาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า หรือ อาจารย์พรรณพิมล ปันคำ สิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมามันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

 

“สารตั้งต้นของทุกคนมาจากแพสชัน แต่ทุกคนกำลังหว่านเมล็ดพืชให้เติบโตแก่คนรุ่นหลังในแบบของตัวเอง อย่าง ลุงยุ้ย (อารมย์ นิลซา) เขาเอาเรือประมงเก่าๆ ไปเก็บศพในทะเล เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันยิ่งใหญ่ บางคนอาจจะมองว่าเขาคิดประหลาดกว่าคนอื่น แต่คนในพื้นที่ยกย่องเชิดชูเพราะถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะใครที่เสียสละทำสิ่งยิ่งใหญ่แบบนี้ และเขาก็ทำให้มุมมองของการทำความดีเกิดขึ้นในสังคม  

 

“สำคัญเลยคือ ทั้ง 6 คนสวมหัวใจสิงห์ มีหัวใจนักสู้โดยที่พวกเขาอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้มีหัวใจที่แข็งแกร่ง โดยที่พวกเขาไม่ได้ยัดเยียดให้โลกรู้ว่าเขาเป็นคนดี แต่ทุกคนจะสัมผัสได้ถ้าได้รู้จักชีวิตของพวกเขา ความงดงามไม่ใช่ความสำเร็จ แต่ความงดงามที่มากกว่านั้นก็คือ การไม่ยอมแพ้และพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ 

 

“จริงๆ แล้วทุกคนต่างก็มีหัวใจที่แข็งแกร่งและไม่ยอมแพ้ในแบบของตัวเอง”

 

“มันทำให้ผมยิ่งมั่นใจเลยว่า พวกเขาทั้ง 6 คือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ ทุกคนมีความท้าทายในชีวิต พี่ประวัติอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตที่ต้องเลือกระหว่างครอบครัวหรือจะไปต่อ ลุงยุ้ยอยากกลับไปเก็บศพแต่ไม่มีเรือแล้วก็ต้องตัดใจอยู่กับปัจจุบัน ครูนิดพยายามต่อสู้เพื่อเด็กบนดอย อาจารย์พรรณพิมลจากที่เคยมีรายได้ประจำ เลือกมาเป็นเกษตรอินทรีย์ หรือพี่โน้ตที่เลือกพิทักษ์ป่าโดยไม่มีรายได้ และเจ้าหน้าที่อุทยานที่เคยเป็นทหารมาก่อน ทุกคนล้วนผ่านบาดแผลและความพ่ายแพ้ แต่ไม่มีใครทุกข์ โทษสังคม โทษบุญกรรม มันก็แค่เกิดขึ้นแล้ว และก็ต้องสู้ต่อ วันนี้มันมีน้อยลงแต่ไม่ใช่ว่าไม่มี ถ้ายังยึดติดว่าต้องมีเหมือนเมื่อก่อนชีวิตคุณก็จะไปต่อไม่ได้ มันคือการไม่ยอมแพ้ ทำให้มุมมองของผมเปลี่ยน และค้นพบว่าจริงๆ แล้วทุกคนต่างก็มีหัวใจที่แข็งแกร่งและไม่ยอมแพ้ในแบบของตัวเอง” 

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

 

แมสเสจที่ถูกซ่อนอยู่ใน The Journal Lists

“แมสเสจที่มันจะถูกซ่อนอยู่คือ ยังมีสิ่งดีๆ อยู่ในสังคมทุกที่ ถ้าคุณตัวใหญ่กว่า มีไฟฉายที่ใหญ่กว่า ก็ฉายแสงไปให้คนเหล่านี้บ้าง เขาจะได้มีแรงต่อ ยอมรับนะว่าตัวผมเองก็ยังมีความคิดในบางวันว่า ทำดีเหนื่อยมาก และทำดีต้องใช้ความเงียบในการทำงาน มันเสียงดังไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ทำดี การทำดีมันเหมือนการปลูกต้นไม้จริงๆ มันจะตอบแทนเราอย่างงดงามและยั่งยืนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แค่เราต้องรอ

  

“ผมเคยให้สัมภาษณ์ว่าต้องการสร้างผลงานดีๆ เพื่อทิ้งเชื้อเพลิงหรือแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับคนรุ่นหลัง The Journal List คือผลงานที่จะสร้างพลังงานดีๆ แบบนั้นหรือไม่ ใช่ครับ (นิ่งคิด) นี่อาจจะเป็นผลงานที่ทิ้งไว้ให้ตัวเองด้วย ถ้าวันหนึ่งผมมีลูก เวลาเขากลับมาดู ผมจะบอกเขาได้เต็มปากว่าพ่อก็เคยออกจากคอมฟอร์ตโซนเดิมๆ หัวโขนเดิมๆ ว่าเคยเป็นนักแสดง เคยเป็นพระเอก จริงๆ เมื่อเราอยู่ในสเตตัสก็ไม่จำเป็นต้องหาโอกาสอะไรหรือลงแรงทำอะไรแบบนี้ แต่สิ่งนี้ทำให้ผมสอนเขาได้ว่า ‘อย่ายึดติด’ กับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เพราะมันเปลี่ยนทุกวัน แต่จงพยายามที่จะสรรหาโอกาสและความตั้งใจที่ดีที่อยากจะทำสิ่งดีๆ เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้จะอยู่กับเราได้นานกว่าสเตตัส

 

“แต่คุณอย่ามองว่าผมเป็นไอดอลนะ ผมไม่ใช่ โดยเฉพาะกับการสร้างงานชิ้นนี้ เพราะมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้ทีมงานที่ดี ถ้าจะเอางานนี้เป็นแบบอย่าง อย่ามองมาที่ผม ให้มองภาพรวม ทีมผมทุกคนมีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนอยากทำเรื่องราวดีๆ ในสังคม ก็มาร่วมมือกัน ตั้งใจทำให้มันเกิด สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ สิ่งดีๆ มันเกิดขึ้นได้นะถ้าคุณตั้งใจทำ คุณสามารถเป็นอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ถ้าคุณมีความมั่นใจ อย่ากลัวที่จะหาโอกาส มันไม่น่าอายเลยที่จะวิ่งไปหาโอกาส หรือสร้างโอกาส แต่จะน่าอายยิ่งกว่าถ้าคุณบ่นกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ โดยที่คุณไม่ทำอะไรแล้วก็โทษสิ่งรอบตัว”

 

 

ก้าวข้ามคอมฟอร์ตโซน

“น่าจะเพราะผมเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย มันมีแค่เจ๊งกับเจ๊า ไม่ว่าจะตอนที่ลุกมาเขียนหนังสือหรือตอนทำโปรเจกต์นี้ก็ตาม เวลาตัดสินใจทำสิ่งที่เราไม่เคยทำผมแค่ตั้งเจตนาไว้ อย่างตอนเป็นนักแสดง ผมไม่ได้ปักธงว่าผมอยากอยู่ในสปอต์ไลต์ เดินไปไหนแล้วคนจำได้ ตอนนั้นผมแค่อยากแบ่งเบาภาระของพี่สาว และเราเป็นผู้ชายก็ไม่อยากเห็นพี่ออกไปทำงานหนัก 

 

“ตอนตัดสินใจเขียนหนังสือ มันมาจากที่ผมได้คำสอนจากวัดที่ผมบวชและได้คำสอนจากคนใกล้ชิด เลยอยากส่งต่อสิ่งเหล่านี้ แม้วันหนึ่งผมจะตายไปแต่หนังสือน่าจะยังอยู่ แล้วถ้าหนังสือขายได้ก็นำเงินไปบริจาคให้กับวัดที่เราบวชและมูลนิธิป้าสำรวย ด้วยเจตนาที่ดีมั้ง เราเลยไม่กลัว เพราะเราไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะขาดทุนไหม

 

 

“The Journal List ก็เหมือนกัน เราคุยกันในทีมเสมอว่า ถ้าออนแอร์ไปแล้วมีคนดูแค่ 1 คน คนดูนั้นแชร์หรือกดไลก์ผมก็ดีใจแล้ว เพราะแปลว่าเขาดูจริงๆ เขาดูจนจบ บางคนอาจจะคิดว่าทำไปทำไม เหนื่อยก็เหนื่อย ทำไมไม่ไปรีวิวอาหาร หรือก็เล่นละครต่อไปสิ แต่ผมรู้สึกว่าการที่เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้นำศักยภาพที่มี ไปลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น มันเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ ต้นไม้มันโตช้าแน่นอน ต้องใช้เวลา ถ้าอยากจะกินง่ายก็ปลูกถั่วงอกไป แต่ถ้าหวังความสวยงามหรือเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น การปลูกต้นไม้มันก็ต้องใช้เวลาเกิน 20-30 ปี

 

“คิดถูกนะที่พาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซน เพราะเราได้บทเรียนจากการไปคุยกับแขกรับเชิญแต่ละท่านที่เขาสอนผ่านชีวิตเขาจริงๆ ผมพบว่าบางทีเราให้คุณค่ากับวัตถุนิยมและกระแสสังคมมาก ยึดติดกับสิ่งที่เราควรจะได้ จนลืมไปว่าสิ่งที่มีอยู่คืออะไร นอกจากได้ทำงาน มันทำให้ผมรู้สึกพอใจกับชีวิตตัวเองมากขึ้น”  

 

 

โอกาสหรือคาดหวัง

“ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่ดีใจที่ได้ทำ ยอดวิวมันไม่ได้มีความหมายสำหรับผม เวลาผมเหนื่อยก็ชอบกลับไปดู ได้เห็นคอมเมนต์ว่าขอบคุณมากที่ทำสิ่งนี้ออกมา ผมจะแคปส่งไปให้ทีม คือผมรู้สึกว่ามันมีคนมองข้ามตัวผมไป เขามองที่ผลงานของทีม นี่คือสิ่งที่ผมได้แล้ว การที่คนมองเห็นเจตนาและสิ่งที่เราตั้งใจทำ

 

“ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ดูกัน ชอบก็แชร์ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอก คือตอนนี้สารคดีในเมืองไทยมันน้อยลง เพราะมันไม่สร้างกำไรและมันใช้เวลาในการทำนาน คนเลยไม่ค่อยอยากทำ เลยทำให้โอกาสที่สปอตไลต์จะส่งไปยังพื้นที่ที่น่าสนใจ คนที่น่าสนใจน้อยลง ผมอยากให้มองว่าโปรเจกต์นี้คือโอกาสของคนเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยนะ การที่คนเปิดใจและให้โอกาส เหมือนที่ผมมาขอโอกาสทำโปรเจกต์นี้และได้รับโอกาส และเป็นการขอโอกาสทำในสิ่งที่ผมและทีมงานคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีพอร์ตงานโปรดักชันโด่งดังอะไร เรามีแค่ความฝัน แรงกาย และเจตนาที่ดี ฟังดูยากมากที่จะมีคนยอมลงทุนและให้โอกาส เกือบสองปีกว่าจะได้”  

 

“ถ้าผมยังเลือกที่จะเป็นฌอห์ณคนเดิม ที่เอาแต่นั่งรอถ่ายละคร
โดยที่ไม่คิดที่จะทำอะไรอย่างอื่นอีก ผมคงหันไปบอกตัวเองว่า ‘แกมันโคตรกระจอกเลย’”

 

ฌอห์ณในแต่ละช่วงวัย

“ถ้านับตั้งแต่ผมเข้าวงการตอนอายุ 17 มันเป็นช่วงของเด็กหนุ่มไฟแรง ใช้อารมณ์นำสติ แค่ทำในสิ่งที่อยากทำ มีความใจเย็นประมาณหนึ่งเพราะมีคนคอยเชฟเรา แต่ก็ยังขาดความประณีตและพิถีพิถัน ช่วงอายุ 25 เหมือนได้ออกสู่โลกกว้างมากๆ เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงเต็มตัว เป็นช่วงที่ผมได้เรียนรู้จากสิ่งที่เราเป็นจริงๆ เราเลือกได้แล้วว่าจะชอบหรือไม่ชอบอะไร เพราะมีทางเลือกมากมาย ผมว่าช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ดีนะ มันเหลาให้ผมเป็นฌอห์ณในวันนี้ ได้เรียนรู้ทั้งสิ่งที่ตัดสินใจถูกและตัดสินใจผิด โดยเฉพาะเรื่องที่ตัดสินใจผิด นอกจากจะให้บทเรียนแล้วก็ยังให้แผลเป็น ทำให้ได้รู้ว่านี่คือบทเรียนจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด ณ ตอนนั้นเราไม่เข้าใจหรอก ทำไมมันเจ็บปวดขนาดนี้ สุดท้ายแล้วเราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้คือคุณต้องลุกขึ้นสู้เท่านั้น

 

“ช่วงวัย 30-32 เป็นช่วงโควิดพอดี ชีวิตเข้าสู่จุดเยือกแข็ง แต่โชคดีที่มีที่ปรึกษาที่ดี และมีคุณแม่ที่คอยดูแล และโชคดีมากๆ ที่ผมได้เจอกับ เพชร (ภิพัชรา แก้วจินดา แฟนฌอห์ณ) เขาเป็นคนละลายน้ำแข็งให้ทำผมกลับมาตั้งสติ ช่วยผมตั้งแกนเสา เขาบอกผมเสมอให้ตั้งเป้าหมายให้ชัด อยากจะเป็นอะไร ศักยภาพเราอะไรที่ทำได้ 

 

ฌอห์ณ จินดาโชติ

 

 

“ผมล้างระบบความคิดใหม่ เซ็ตเข็มทิศชีวิตใหม่ เป็นช่วงวัยที่ผมรู้จักการทำ Proposal ทำหนังสั้น วิ่งหาเอเจนซีเฮาส์ ไปเป็นผู้กำกับโฆษณา เป็นปีที่เหนื่อยมาก แต่ผมกลับชอบชีวิตตอนนี้มาก การที่เราสามารถจัดการปัญหาทำให้งานมันเสร็จสิ้น ทำให้ผมค้นพบศักยภาพตัวเองไปอีกขั้น รู้จักความเป็นผู้ใหญ่ แฟนผมบอกว่าเนี่ยเขาเรียกว่า ‘บุคคลธรรมดา’ การทำใบเบิก ทำใบจ่าย จัดการงบประมาณด้วยตัวเอง มันโคตรดีเลย ชีวิตที่ได้รู้จักการแก้ปัญหาและลุกขึ้นมาสู้ มันเชฟผมให้กลายเป็นคนที่กล้าได้ กล้าเสีย กล้าตัดสินใจ ถ้าผมยังเลือกที่จะเป็นฌอห์ณคนเดิมที่เอาแต่นั่งรอถ่ายละครโดยที่ไม่คิดที่จะทำอะไรอย่างอื่นอีก ผมคงหันไปบอกตัวเองว่า ‘แกมันโคตรกระจอกเลย’ 

 

“ฌอห์ณในวัยที่เข้าใกล้ 34 เป็นช่วงที่ชีวิตผมกลมมาก มีความสุข เหนื่อยมากขึ้น นอนน้อยลง แต่ภูมิใจกับชีวิตวันนี้ ถึงจะไม่สุขสบายเหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่ทุกข์ เพราะผมมีเป้าหมาย ผมกำลังพยายามเรียนรู้การมีภาวะผู้นำที่ถูกต้อง การเป็นผู้นำที่ดีสำหรับผม คือต้องรู้จักแก้ปัญหา รู้จักลำดับความสำคัญ 

 

“ผมไม่กล้าให้ A กับชีวิตตัวเองตอนนี้ ขอให้เกรด B พอ เพราะมันเพิ่งเริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่จริงๆ ในช่วง 2-3 ปีนี้ ผมมีแรงกายและทัศนคติที่พร้อมจะไปต่อ ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ได้เล่นละครแล้ว ผมอ้วนขึ้น หน้าตาเปลี่ยน ผมบางลง คนจำผมไม่ได้ ผมไม่เสียใจนะ นั่นมันคือสัจธรรมชีวิต แต่ผมจะเสียใจมากถ้าเอาแต่เดินบ่นว่า รู้หรือเปล่าว่าเมื่อก่อนผมดังมากเลยนะ มันจะดูโง่มาก และจะกลายเป็นคนยึดตดกับสิ่งเดิมๆ ที่เคยมี ดังนั้นผมเลยให้เกรดตัวเองเท่านี้ ผมมีสารตั้งต้นที่ดีแล้ว ไม่ได้เก่งถึงขนาดที่ว่าทุกคนจะวิ่งเข้าหาในมุมของคนทำงานโปรดักชัน เขาแค่เห็นเจตนาที่ดี และพร้อมจะสนับสนุน แต่ทีมผมต้องเก่งขึ้น ต้องไปต่อ วันนี้ผมมองมันเป็นอีกหนึ่งอาชีพของเรา เราจึงต้องแข็งแรงพอที่จะไปสู้กับคนอื่น  


ฌอห์ณ จินดาโชติ

 

ชีวิตบทต่อไปของ ฌอห์ณ จินดาโชติ

“ผมคงไม่หยุดอยู่แค่นี้ จะอัปสเกลมันไปเรื่อยๆ The Journal Lists ผมอยากจะทำไตรภาคสเกลก็จะเปลี่ยน อย่างซีซันแรกเราพูดถึงเรื่องของความดีที่ต่อสู้ เป็นการแนะนำให้คนเห็นก่อนว่าเจตนาเราคือแบบนี้ ตัวละครจะมีประมาณนี้ ทีมงานคือทีมนี้ พอคนเริ่มคุ้นเคยเราค่อยเติมรสชาติใหม่ๆ เข้ามา สเกลต่อไปเรากำลังคุยอยู่ว่าจะตีแผ่แง่มุมไหนที่ใหญ่ขึ้น หาแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่จะลงมากขึ้น และนอกจากการทำ Documentary เราจะเริ่มทำหนังสั้นมากขึ้นเพื่อซัพพอร์ตงานที่ทำ 

“พอโปรเจกต์นี้มันเริ่มปล่อยออกไป มีผู้ใหญ่หลายท่านเริ่มเห็นก็ชอบสิ่งที่เราทำ เลยเกิดการพูดคุยและชักชวนให้เราลองทำโปรเจกต์อื่นๆ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณทาง สิงห์ คอร์เปเรชั่น ที่ให้โอกาสเป็นสารตั้งต้นให้เรา ทางผู้บริหารบอกว่าอยากจะเดินไปกับเรา อยากเห็นการเติบโตไปด้วยกัน และพร้อมจะให้โอกาสเสมอ

 

“ผมเห็นภาพตัวเองว่าวันหนึ่งผมจะเป็นผู้กำกับที่ดีได้นะ อันนั้นเป็นฝันหนึ่งที่คิดจะไปต่อ อีกฝันหนึ่งที่ผมอยากจะทำมันให้ชัดก็คงเรื่องของการมีครอบครัวที่ดี ด้วยวัยและวุฒิภาวะน่าจะเป็นคู่ครองที่ดีได้ และวันหนึ่งผมจะเป็นพ่อที่ดีได้ เป็นฝันที่ท้าทายผมมาก”

 

The post จุดหมายใหม่ในวัย 34 ของ ‘ฌอห์ณ จินดาโชติ’ ที่ปรับเข็มทิศจากนักแสดงสู่ผู้กำกับสารคดีและมีความสุขในแบบ ‘บุคคลธรรมดา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เรื่องนี้ทำให้ความลี้ลับดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ” ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก กับความท้าทายครั้งใหม่ใน สิเน่หาส่าหรี รอติดตามปีนี้ทางช่อง one31 https://thestandard.co/sineha-sari-thai-drama/ Fri, 14 Jan 2022 05:49:03 +0000 https://thestandard.co/?p=582448 สิเน่หาส่าหรี

“ส่าหรีสีขาวนวลที่งดงามอ่อนหวานยิ่งกว่าส่าหรีผืนใดที่นว […]

The post “เรื่องนี้ทำให้ความลี้ลับดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ” ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก กับความท้าทายครั้งใหม่ใน สิเน่หาส่าหรี รอติดตามปีนี้ทางช่อง one31 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิเน่หาส่าหรี

“ส่าหรีสีขาวนวลที่งดงามอ่อนหวานยิ่งกว่าส่าหรีผืนใดที่นวลเนื้อแก้วเคยเห็นมา สมบัติอันล้ำค่าของราชมาตาสริตา ส่าหรีผืนงามที่เจ้าหญิงแห่งมันตราปุระต้องสวมใส่ในวันสยุมพร”

 

คำโปรยจากนิยายซีรีส์ ‘ผ้า’ อันโด่งดังของ พงศกร เรื่อง สิเน่หาส่าหรี ที่ได้นักแสดงนำคุณภาพอย่าง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก, ฌอห์ณ จินดาโชติ, ริชชี่ อรเณศ, แหม่ม คัทลียา ฯลฯ ที่มาร่วมสร้างความอลังการสู่ละครโรแมนติกแฟนตาซีที่บอกเล่าถึง

 

“ความรักและความลับที่ซุกซ่อนอยู่บนผ้าส่าหรี”

 

สิเน่หาส่าหรีเรื่องราวของ นวลเนื้อแก้ว หญิงสาวต่างแดนที่ต้องปกป้องน้องสาวสุดที่รักในมันตราปุระ ในฐานะ ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่จะมาไขปริศนาร่วมกับ เจ้าชายกีริช (ฌอห์ณ จินดาโชติ) เพื่อสืบหาความลับของตราแผ่นดินที่หายไป และกอบกู้แผ่นดินจากน้ำมือคนชั่วเอาไว้ให้ได้

 

สิเน่หาส่าหรี

 

ละครโรแมนติกแฟนตาซีที่ทุกคนต่างรอคอย และเช่นเดียวกับนักแสดงนำอย่าง ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ที่เฝ้ารอการสวมบทบาทเป็น ‘นวลเนื้อแก้ว’ ในละครสุดอลังการเรื่องนี้มากว่า 3 ปี โดยได้คนเขียนบทอย่าง เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ที่ถึงกับเอ่ยปากว่าคุ้มค่ากับการรอคอย รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของบทจนอยาก ‘ยกขึ้นหิ้ง’ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ได้พูดถึงละคร สิเน่หาส่าหรี ไว้ว่า

 

“บทเรื่อง สิเน่หาส่าหรี ของพี่เจี๊ยบศักดิ์สิทธิ์มาก จำได้ว่าใบเฟิร์นอ่านแบบวางไม่ลงเลยอยู่ 4-5 รอบ รู้สึกว่าทุกอย่างมีตัวตน มีพลัง พร้อมจะเชื่อและศรัทธากับทุกอย่าง ได้เรียนรู้มากขึ้นว่า นางเอกก็เป็นตัวละครสีเทาได้ เป็นบทที่อยากยกเอาไว้บนหิ้งเลย 

 

“อีกอย่างคือ บทเรื่องนี้ทำให้เรื่องลี้ลับกลายเป็นเรื่องน่าเชื่อถือขึ้นมาได้ ประกอบกับความลงตัวในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชันที่อลังการ การลงทุนถ่ายทำด้วย Virtual Production ครั้งแรกของละครไทยที่ให้ความเสมือนจริง และคอสตูมสไตล์อินเดียของผู้หญิงก็วิจิตรตระการตา ที่สำคัญผ้าส่าหรีปริศนาในเรื่องก็ใช้เวลาปักนานถึง 6 เดือน รู้สึกมีมนตร์ขลังร่วมด้วย”

 

รอติดตามปริศนาบนผ้าส่าหรีผืนนี้ให้ดี อาจจะมีอะไรมากกว่าที่คุณรู้ ใน สิเน่หาส่าหรี ที่คาดว่าจะได้ดูในปีนี้แน่นอนทางช่อง one31

 

สามารถชมตัวอย่างละครได้ที่

 

The post “เรื่องนี้ทำให้ความลี้ลับดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ” ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก กับความท้าทายครั้งใหม่ใน สิเน่หาส่าหรี รอติดตามปีนี้ทางช่อง one31 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฌอห์ณ จินดาโชติ สิ่งที่เปลี่ยนไปในวัย 30, บาปรัก, ลูกไม้ลายสนธยา, แบรด พิตต์, พี่สาว และเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ https://thestandard.co/sean-jindachot/ https://thestandard.co/sean-jindachot/#respond Tue, 16 Oct 2018 06:33:29 +0000 https://thestandard.co/?p=132764

    บ่ายวันหนึ่งปลายฤดูฝน THE STANDARD POP นั […]

The post ฌอห์ณ จินดาโชติ สิ่งที่เปลี่ยนไปในวัย 30, บาปรัก, ลูกไม้ลายสนธยา, แบรด พิตต์, พี่สาว และเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

บ่ายวันหนึ่งปลายฤดูฝน THE STANDARD POP นั่งคุยกับ ฌอห์ณ จินดาโชติ นักแสดงหนุ่มที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานาน และถ้านับจากช่วงพีกของความสำเร็จจากหนังสือ Present Perfect เพราะวันนี้…ดีที่สุดแล้ว (2557) รวมถึงความสำเร็จด้านการแสดงจากละคร เล่ห์รตี (2558) น่าสนใจว่าเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา ฌอห์ณมองตัวเองอย่างไร เวลาที่ผ่านไปเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเขาบ้าง

 

ยิ่งช่วงปลายปีนี้ที่มีละครออกอากาศพร้อมๆ กัน 2 เรื่อง ลูกไม้ลายสนธยา และ บาปรัก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเขายังเป็นนักแสดงที่ยืนระยะอยู่ในวงการได้อย่างน่าสนใจ อะไรคือความคิดเบื้องหลังการทำงานของเขา ฌอห์ณมีคำตอบมาเล่าให้ฟัง

 

ช่วงนี้เหมือนฌอห์ณจะมีงานละครหลายเรื่อง ทั้ง ลูกไม้ลายสนธยา ที่เพิ่งจบไป กับ บาปรัก ที่กำลังเข้มข้น มีเกณฑ์การรับงานแสดงอย่างไรบ้าง

เมื่อก่อนผมเคยรับ 4 เรื่องต่อปี แต่ไม่ไหวแล้ว ร่างกายพัง ชีวิตส่วนตัวก็แย่ไปหมด เพราะ 7 วันเราอยู่กับกองละครทั้งหมดเลย ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ตอนนี้ก็เลยปรับ มาตรฐานที่ 2-3 เรื่องต่อปี ซึ่ง 3 เรื่องคือเยอะที่สุดแล้ว อีกอย่างละครแต่ละเรื่องก็ใช้เวลาไม่เท่ากัน อย่าง ลูกไม้ลายสนธยา ที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ใช้เวลา 8-9 เดือน ส่วนละครมาตรฐานทั่วไปคือ 6-8 เดือน เพราะฉะนั้น 6-8 เดือนคุณอยู่ตรงนั้นเลย ไปไหนไม่ได้ เขาถึงบอกว่าเล่นละครเรื่องหนึ่งมันคือการซื้อลอตเตอรี่ ซื้อไปเหมาแผง 3 ชุดไม่ได้เลยก็เท่ากับปีนั้นคือหายไปเลย

 

ถ้าอย่างนั้นที่ผ่านมาถูกลอตเตอรี่บ่อยไหม

ไม่ได้ชุดใหญ่ทุกปี แต่ได้เรื่อยๆ ด้วยความที่ผมเคยได้ชุดใหญ่มาแล้วไง (ละคร เล่ห์รตี รับบท เสกข์ สุทธกานต์) ผมว่าถ้าเราถูกรางวัลตลอดมันจะทำให้เราเสียนิสัยนะ มันเหมือนซื้อแล้วหวังผล แต่การที่เคยได้ชุดใหญ่แล้วไม่ได้บ้าง ได้ชุดเล็กบ้าง มันทำให้ผมคิดว่าผมซื้อเพราะชอบตัวเลขนี้จริงๆ ไม่ได้ซื้อเพราะหวังผล บางครั้งก็ซื้อเพราะอยากเล่นเรื่องนี้

 

ที่ผ่านมาผมพยายามใช้กฎ 3 ข้ออย่างที่ พี่ป้อน-นิพนธ์ ผิวเณร (ผู้บริหารช่อง One) เคยสอนไว้ว่าใน 1 ปีเราต้องมี 3 เป้าหมาย หนึ่ง ละครที่ได้เงิน สอง ละครที่คนจะจดจำ และสาม ละครที่ได้พัฒนาตัวเอง ถ้าปีหนึ่งเราได้ 3 เรื่องนี้ก็นับเป็นโกลที่สำเร็จ

 

ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นักแสดงต้องปรับตัวตามอย่างไรบ้าง

ก็ต้องทำความเข้าใจว่าทุกปีผู้บริโภคเปลี่ยนไปตลอดเวลา เราไม่รู้เลยว่าอยู่ดีๆ เทรนด์ปีนี้ บอสวศิน จาก เมีย 2018 จะมา ก่อนหน้านี้ยังเป็น โป๊ป ธนวรรธน์ จาก บุพเพสันนิวาส อยู่เลย มันเร็วมาก

 

อีกอย่างสมัยนี้นักแสดงก็ต้องช่วยกันในเรื่องพีอาร์ด้วย อย่างเวลาที่ลงโซเชียลต่างๆ ก็ต้องเลือกว่าคอนเทนต์อะไรที่คนสนใจ เราจะเลือกฉากไหนมาตัดเป็นวิดีโอให้คนสนใจละครตามไปด้วย ในพาร์ตละคร ผมกับทีมละครก็มาช่วยกันคิดคอนเทนต์ หรืออย่างโซเชียลมีเดียของผมเองก็จะเลือกคอนเทนต์ที่อธิบายให้คนดูรู้รายละเอียดของเรื่องด้วย เพราะผมเองก็น่าจะตอบได้ดีที่สุดเท่าที่ผมรู้เกี่ยวกับตัวละคร อย่างเช่น ลูกไม้ลายสนธยา มีคนมาถามเรื่องไตรภูมิพระร่วง ผมก็ต้องตอบได้ หาหนังสือแนะนำให้เขาไปอ่านต่อได้ หน้าที่ของนักแสดงคือต้องรู้ด้วยว่าตัวละครเราคืออะไร ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวละครของตัวเองด้วย

 

 

บาปรัก ตอนนี้กำลังเข้มข้นมาก ละครเรื่องนี้ท้าทายฌอห์ณอย่างไรบ้าง

บาปรัก เป็นละครที่ถ่ายไปออนแอร์ไป จะมีบทมาก่อนประมาณ 50% แล้วบทที่เหลือจะค่อยๆ ปรับไปตามฟีดแบ็กคนดู ซึ่งข้อดีคือทำให้เรารู้ว่าจะแก้หรือเพิ่มพาร์ตไหนเข้าไป ส่วนข้อเสียคือนักแสดงจะกำหนดทิศทางตัวละครยากมาก ผมเลยเข้าใจว่าทำไมต้องใช้นักแสดงรุ่นใหญ่เยอะ เพราะเขาต้องการคนที่ใช้เวลาน้อยในการทำงาน ผมเองก็น่าจะเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในเรื่อง มันยาก แต่ผมชอบมาก เหมือนโดนซื้อตัวไปเรียนวิชา เป็นประสบการณ์ชั้นเลิศ เวลามีคนถามว่านางเอกคือใคร ผมภูมิใจมากที่ตอบว่า กบ สุวนันท์ แล้วนักแสดงทุกคนล้วนเคยเล่นกับพี่สาวผมอยู่แล้ว (พลอย จินดาโชติ) มันก็จะมีความเกี่ยวข้องที่พี่ๆ เขาจะเอ็นดูเรา แต่ยิ่งเกี่ยวข้อง ผมก็ยิ่งต้องทำการบ้านหนักขึ้นเป็นสองเท่า

 

ใน บาปรัก คุณต้องทำการบ้านกับตัวละคร ตะวัน อย่างไรบ้าง

บาปรัก ผมรับบทเป็นผู้ชายขายตัว ผู้ใหญ่เขามองว่าผมเล่นเป็นคนดีเยอะแล้ว ลองเล่นเป็นตัวละครที่มีอาชีพนี้ดู อย่าง ปีกทอง ที่ผมเคยเล่นเป็นตัวละครที่ไม่ดีชัดเจน ได้จากอีกคนแล้วไปเอาจากอีกคนต่อ แต่กับ ตะวัน ใน บาปรัก เขาปูเรื่องมาเลยว่าตะวันมีอาชีพหลักเป็นนักศิลปะบำบัด แต่แม่เป็นโรคไตที่ต้องใช้เงินรักษา มันจะเล่าด้วยมุมมองของเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องขายตัว ทุกครั้งที่ทำงานเสร็จเขาก็จะมีความเศร้า มีความรู้สึกผิดในจิตใจ

 

ตะวันเป็นตัวละครที่ใสสำหรับผม เขารับข้อมูลว่าพี่วิลลี่ แมคอินทอช กำลังทำร้ายจิตใจภรรยา กำลังขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อหย่ากัน เขาแค่เข้าไปรักษาจิตใจผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็เผลอใจไปรัก ขณะเดียวกันผู้หญิงก็รักเขาด้วยเหมือนกัน แต่ดาร์กไซด์คือทุกตัวละครจะมีบาปของตัวเองอยู่ ตะวันเองก็ไม่เคยบอกนางเอกว่าทำอาชีพอะไรนอกเหนือจากอาชีพปกติ

 

ก่อนรับบทนี้ผมมีการบ้านพิเศษเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการขายบริการ เปลี่ยนทัศนคติตัวเองใหม่ ผมได้ไปคุยกับคนที่ทำอาชีพนี้จริงๆ ซึ่งมันทำให้ผมเข้าใจว่าบางคนก็มีความสุขดีที่ทำ บางคนไม่มีความสุขเลย บางคนก็ทำเพื่อเงิน ผมเลยต้องพยายามหาแอตติจูดที่มันเกี่ยวข้องกับตัวละครมากที่สุด ซึ่งมันคือการไม่แอนตี้สิ่งที่ทำ แล้วเวลาทำเราก็ต้องทรีตเขาอย่างดีที่สุดเหมือนมีลูกค้ามาตัดผมหรือนวดหน้า ถ้าเราทำให้เขาดี เขาก็จะกลับมาทำกับเราอีก ตัวละครต้องมีแอตติจูดแบบนั้น

 

คือมันเป็นอาชีพสีเทา แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ทำจะเป็นคนไม่ดี ผู้ใหญ่ในช่องก็บอกผมเสมอว่าแม้แต่อาชีพที่มีเกียรติหรือมีหน้ามีตาในสังคมก็ยังมีคนไม่ดีอยู่นะ ฉะนั้นเราต้องคิดแบบแฟร์ๆ ว่าเราอาจจะทำอาชีพที่ไม่ดีนัก แต่ถ้าเราก็ดูแลตัวเองและคนในครอบครัวเราได้ดี ไม่ได้ทำร้ายสังคม ก็ต้องภูมิใจว่าเรายังเป็นคนดีอยู่

 

 

คิดว่าคนดูจะได้อะไรจากละครเรื่องนี้

ต้องยอมรับว่าละคร เมีย 2018 ก่อนหน้าเรื่องนี้กระแสดีมาก ทิศทางโครงเรื่องมันอรรถรสเดียวกับ บาปรัก และนี่เป็นครั้งแรกที่พี่กบ สุวนันท์ รับบทเป็นตัวละครที่ลุกขึ้นมาสู้ ปกติเขาจะเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาที่ถูกกระทำตลอด 27 ปีของการทำงานกับช่อง 7 ของพี่กบ ความน่าสนใจคือเขาไม่ได้สู้ด้วยกำลัง แต่สู้ด้วยกฎหมาย ผมว่า บาปรัก น่าจะเป็นเรื่องแรกๆ ของละครไทยที่เล่าเรื่องด้วยกฎหมาย มีนักกฎหมายมาร่วมเขียนบท พี่ป้อน-นิพนธ์ ผิวเณร กับพี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ เขามองว่าธีมผัวเมียมันเป็นเรื่องที่ได้ยินกันบ่อย แต่คนทั่วไปอาจจะไม่ได้รู้ลึกว่าข้อกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับสามีภรรยามีอะไรบ้าง ซึ่งคนดูก็จะได้รับรู้เรื่องข้อกฎหมายเหล่านี้ด้วย

 

และเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นบทในหน้ากระดาษที่ 2 ตอนเต็มๆ อยู่ในศาล บทพูดทนายยาวมากๆ มีการพลิกไปพลิกมา มีการหยิบหลักฐานมางัดกัน อย่างผมเองก็มีหลายเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น โทษของการกระทืบภายในช้ำ ไม่เห็นบาดแผลภายนอก จะเสียแค่ค่าปรับ แต่ถ้าโดนตบเลือดตกยางออกสามารถฟ้องร้องคดีได้ ในเรื่องพี่วิลลี่มีน้องชายเป็นทนาย เขาจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้คดีเสียเปรียบ หรืออย่างพี่กบ สุวนันท์ ถ้าเขาโดนตบก็จะอยู่เฉยๆ ไม่พูดจายั่วยุให้เกิดบันดาลโทสะ เพื่อให้กล้องวงจรปิดเก็บภาพไว้เป็นหลักฐานเอาไปใช้ในชั้นศาลได้ ผมว่าเรื่องนี้คนดูน่าจะได้อะไรเยอะมาก เพราะเราไม่ได้เน้นเรื่องเซ็กซ์หรือเรื่องผัวเมีย แต่เน้นเรื่องอยู่กันอย่างไรให้พ้นภัยช่องโหว่ของกฎหมาย

 

 

ถ้าเทียบกับตัวละคร เหมริรัญญ์ ใน ลูกไม้ลายสนธยา ที่เพิ่งจบไป ดูเหมือนว่าคาแรกเตอร์ ตะวัน ในละคร บาปรัก เป็นคู่ตรงข้ามเลยก็ว่าได้ (ลูกไม้ลายสนธยา เป็นละครความรักต่างมิติ ฌอห์ณรับบท เหมหิรัญญ์ มนุษย์ในอุตรกุรุทวีปที่ไม่เคยเจ็บป่วย มีอายุขัย 1,000 ปี และเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ)

ลูกไม้ลายสนธยา เป็นละครที่ไม่มีเรเฟอเรนซ์ในการเล่นให้ผมเลย ทำให้ไม่รู้จะศึกษาจากอะไร คือผมอยู่กับความเชื่อล้วนๆ เลย เชื่อว่าภพภูมินี้มีอยู่จริง อุตรกุรุทวีปมีอยู่จริง ผมก็เลยเข้าวัดบ่อยๆ คุยกับพระ ซึ่งท่านก็จะบอกว่าทุกครั้งที่มีการบวงสรวงหรือสวดมนต์ใหญ่จะมีการเรียกชื่อเทพภพภูมินี้เข้ามาอยู่ในมนต์พิธีด้วยเสมอ ตอนแรกผมไม่เชื่อ จนมีอยู่วันหนึ่งผมไปวัดท่าไม้ แล้วหลวงพี่ก็สวดเชิญอุตรกุรุทวีปเข้ามาในมนต์พิธีนี้ด้วยเถิด ผมยังตกใจเลยว่า เฮ้ย มีจริงว่ะ มันทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำอยู่เขามีตัวตนอยู่จริง

 

เวลาเล่นเป็นเหมหิรัญญ์ ตัวละครนี้มันบริสุทธิ์มาก มันเหมือนเราล้างใจ เพราะเวลาเล่นเรื่องนี้ ผมพยายามจะไม่เอาทุกข์หรือปัญหาอะไรไปด้วยเลย ละครรักโรแมนติกมีเยอะ แต่ละครเรื่องนี้พูดเรื่องศาสนา ซึ่งผมว่ามันเป็นการทำงานที่แปลกและใหม่มาก

 

ถ้าไม่มีเรเฟอเรนซ์ในการแสดงบทเหมหิรัญญ์ นอกจากการไปคุยกับพระ คุณเตรียมตัวกับบทนี้อย่างไร

ผมดู Meet Joe Black ดูไปเกิน 7 รอบแล้ว ยิ่งดูก็เหมือนยิ่งขุดเจอรายละเอียดที่เรายังไม่เคยเห็นไปเรื่อยๆ ดูไปจนจำได้ทุกฉาก ทุกครั้งที่ผมหลงทางจะกลับไปดู Meet Joe Black ผมอยากรู้ว่าแบรด พิตต์ คิดอะไร แล้วเขาไม่ได้เล่นเยอะ ไม่ได้เล่นเอฟเฟกต์อะไรเลย บทพูดเขาน้อยมาก เวลาผมคุยกับคนเบื้องหลังด้วยกัน เขาจะบอกกันว่าฉากที่แบรดเล่นละเอียดที่สุดคือฉากเลิฟซีน เขาเล่นแล้วรู้สึกว่าเหมือนเอาเด็กประถมไปมีอะไรด้วย มันเนิร์ด มันละมุนละไม แค่ดีเทลการแกะกระดุมที่ทำไม่เป็นแล้วให้ผู้หญิงแกะให้ ผมรู้สึกว่านี่คือความเล่นน้อยแต่ได้มาก

 

แต่ผมกลับชอบแบรดตอนที่เล่น Ocean’s Eleven ซึ่งตอนนั้นเขาเล่นเป็นมือขวาของจอร์จ คลูนีย์ แต่ความเจ๋งคือเขาเล่นได้โดยไม่โดนจอร์จกลบ ขณะเดียวกันเขาก็เล่นโดยไม่ไปกลบจอร์จ เขาทำให้เรารู้สึกว่าอยากให้ตัวละครสองตัวนี้อยู่ด้วยกัน ประสบการณ์การแสดงของผมอาจจะยังไม่เยอะมาก แต่ผมรู้สึกว่าการเล่นโดยที่เราจะไม่ตายแล้วยังถนอมตัวละครที่เล่นกับเราเอาไว้ด้วย การแชร์ซีนซึ่งกันและกันมันยากกว่า

 

 

ฌอห์ณพูดถึงพี่พลอยหลายครั้ง อยากรู้ว่าพี่น้องที่ทำงานในวงการบันเทิงเขาคุยอะไรกัน

เราไม่ค่อยคุยเล่นกันน่ะครับ พี่พลอยเขาแตกแขนงกว่า ประสบการณ์สูงกว่าผมเยอะ อย่างตอนที่เล่น ลูกไม้ลายสนธยา ช่วงอีพีแรกๆ เขาบอกให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเป็นพระไว้เยอะๆ เวลาพูดให้เก็บไม้เก็บมือ อย่างผมที่ปกติเป็นคนพูดแล้วมือไม้ออกตลอดก็จะใช้วิธีเอามือไพล่หลังไว้ให้ดูเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว พี่พลอยบอกเสมอว่าภาษากายสำคัญมาก น้ำเสียง เทมโปในการพูดสำคัญ การใช้สายตา อย่างตอนเล่นเรื่อง ลูกไม้ลายสนธยา ตอนแรกๆ ผมแทบไม่ได้พูดอะไรเลย แค่มอง ยิ้ม แล้วมันจะมีความเอื้อนเอ่ยที่ค่อยๆ พูด การที่ผมนึกถึงตอนเป็นพระก็ช่วยได้มาก เพราะมันสงบไปทุกอย่าง

 

ทุกครั้งพี่พลอยจะช่วยหาเรเฟอเรนซ์ที่ใกล้เคียงชีวิตจริงของเรา อย่างบางฉากพี่พลอยแนะนำให้นึกถึงตอนโกหกแม่แล้วแม่ไม่โกรธ แต่ผมเองกลับยิ่งรู้สึกผิด ก็เป็นเรเฟอเรนซ์ที่ทำให้เราเอาไปใช้ในการแสดงได้

 

ผมคุยกับพี่พลอยตลอด เวลาดูหนังพี่พลอยจะบอกให้ดูดีๆ ฝรั่งมันไม่ได้เล่นชั้นเดียว มันจะเล่น 3-4 ชั้น แล้วแต่ละเทกเราจะรู้สึกไม่เหมือนเดิม เวลาไปดูหนังเราก็จะคุยกันเรื่องการแสดง อย่างผมเองไปดูหนังสักเรื่อง รอบแรกดูเอาบันเทิง รอบ 2-3 ไปดูเจาะแล้ว อย่างเรื่อง Avengers: Infinity War ทุกคนจะบอกให้ไปดูโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ คือเขาเล่นมีมิติมาก เวลาเล่นกับสไปเดอร์แมน (รับบทโดย ทอม ฮอลแลนด์) ทุกครั้งที่เขากอด เขาเล่นเหมือนพ่อได้กอดลูก แต่เสี้ยววินาทีเท่านั้นครับ เขาจะเล่นแบบ เออๆ ไปได้แล้ว เราจะรู้สึกว่าพื้นฐานโทนี สตาร์ก เป็นคนอบอุ่นมากๆ กับความรู้สึกที่เขามีให้เด็กคนนี้

 

พี่พลอยจะแนะนำให้ดูการแสดงของตัวละครต่างๆ อย่าง ดร.สเตรนจ์ (รับบทโดย เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์) เขาใช้เสียงเป็น เพราะเคยเป็นนักพากย์สารคดีมาก่อน แล้วแต่ละเรื่องเขาจะเล่นต่าง ผมกับพี่พลอยจะคุยกันเรื่องนี้ตลอด เวลาดูหนังมาร์เวลจะไม่ได้ดูเพื่อความบันเทิงเลย แต่เราจะหารายละเอียดที่เจ๋งๆ เหล่านี้มาคุยกัน

 

 

27 ตุลาคมนี้ ฌอห์ณจะอายุ 30 ปี คุณเตรียมตัวเตรียมใจไว้อย่างไรบ้าง

ไม่กล้าแตะเลยนะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้นักแสดงหน้าใหม่ๆ ที่เข้ามาคืออายุต่างจากผมเป็นสิบปีแล้วครับ ที่น่ากลัวคือยิ่งเราอายุมากขึ้น ความคิดของคนที่ทำงานกับเราหรือตัดสินเรา มาตรฐานที่เขามองเราจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่ายังโตไม่ทันเวลาที่ผ่านไปเลย ทั้งวุฒิภาวะ ทั้งฝีมือการแสดง ผมมีความตั้งใจจะไปให้ไกลกว่านี้ เพราะสิ่งที่ทำให้ผมอยู่ต่อไปได้คือความไว้วางใจในผลงาน ทุกวันนี้ผู้ว่าจ้างเราเขาไม่ได้จ้างจากความป๊อปปูลาร์หรือความหล่อ

 

เมื่อก่อนเขาจะบอกว่าอย่าเป็นตัวเองมากนัก แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเป็นตัวเอง เมื่อก่อนผมอาจจะถูกเหลามาว่าเป็นตัวเองก็ดี แต่บางอย่างก็ต้องเก็บๆ ไว้บ้าง แต่พอยิ่งโต ผมกลับรู้ว่าการเป็นตัวเองมันเป็นสิ่งที่สำคัญ เวลามันจะคัดกรองให้คนเข้าใจและเห็นว่าเราเป็นแบบนี้ จะไม่มีการตั้งคำถามว่าทำไมผมไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพราะเขาจะรู้ว่าผมเป็นคนแบบนี้ ทำอะไรได้ดี หรือทำอะไรได้ไม่ดีนัก

 

 

ความคิดเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ฌอห์ณในวัย 25 และ 30

ตอนอายุ 25 ผมเพิ่งมาด้วยกระแสละคร ตอนนั้นผมคิดเลยว่ากูจะเป็นนักแสดงคุณภาพ คุณภาพสุดๆ แล้วยังอยู่ในกระแสนิยมให้ได้ แต่วันนี้เปลี่ยนไป ผมไม่ได้มองว่าจะเป็นนักแสดงป๊อปปูลาร์แล้ว เราโตขึ้น เราไม่ได้อยากอยู่ในกระแสนิยมแบบนั้นแล้ว แต่อยากอยู่ในขอบเขตของคุณภาพมากกว่า อย่างพี่นก สินจัย เขาก็ไม่ได้อยู่ในกระแสนิยมตลอดเวลานะ แต่ทุกครั้งที่พี่นกทำอะไร ทุกคนก็จะยอมรับทันทีว่านี่คือพี่นก สินจัย นี่คือพี่แอน ทองประสม นี่คืออาหนิง นิรุตติ์

 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หนึ่งในนักแสดงที่เปลี่ยนชีวิตผมเลยคือ อาหนิง-นิรุตติ์ ศิริจรรยา ในช่วงที่เราถ่ายหนังสั้นเป็นพ่อลูกกัน (Love Songs Love Stories คงเดิม, 2559) การแสดงของเขาตบผมให้เข้าที่ทันทีเลย “ผมจะเล่น 2 เทกนะ เพราะผมอายุมากแล้ว คุณเข้าใจผมแหละ ผมอาจจะไม่ตรงบทมากนะ แต่เราจะอยู่ในฉากนั้นล่ะ เราจะหาทางให้เจอ” การทำงานกับอาหนิงคืออะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ บางทีเขาก็เอาบทช่วงท้ายขึ้นมาก่อน ผมรู้ว่าเขารู้บทหมด แต่เขาหลอกเพราะอยากดูเชิงเรา เหมือนเป็นการเรียกสติให้เราคิดว่าจะไปยังไงต่อดี นี่ล่ะครับรุ่นใหญ่ของจริง

 

หลังจากนั้นผมก็นั่งอยู่กับอาหนิงทั้งวัน ฟังแล้วก็คุยจนอาหนิงพูดห้วนๆ เรียกผมกับคุณตามสไตล์เขา “ผมว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน ดูสิ ตอนผมแก่มีงานแสดงเยอะกว่าตอนหนุ่มๆ อีก อย่าวางแผนชีวิตให้แน่นจนหายใจไม่ออก เพราะสุดท้ายแล้วคุณจะไม่ได้หายใจเลย” เขาสอนผม สร้างแอตติจูดของการเป็นนักแสดง “คุณอยากแค่เล่นๆๆ ใช้ชีวิตเละเทะ หรือมาแสดงแล้วทำให้คนจำได้ว่าคนนี้ทำอะไรไว้” นั่นเป็นอินสไปร์ให้ผมคิดแบบอาหนิง ไม่ประดิษฐ์ เข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติ และทรงคุณค่าในแบบของตัวเอง

 

ผมเองคงต้องเคี่ยวอีกนาน แต่ก็พยายามวางโกลของตัวเองไว้ จะได้ไม่หลงทาง ผมพยายามไม่เปลี่ยนตัวตน อะไรที่ไม่ดีก็จะแก้ไข อะไรที่ดีก็ทำต่อไป ผมมองผู้ชายแบบอาหนิง นิรุตติ์ แล้วศรัทธาในตัวเขา หรืออย่างอนันดา เอเวอริงแฮม เขาก็เป็นของเขาแบบนี้ แต่โลกไม่ต้องการอาหนิงสองหรืออนันดาสอง โลกต้องการออริจินัล ผมก็แค่อยากเป็นคนคนนั้น แค่เป็นแก้วที่ว่างเปล่าอยู่ตลอดเวลาแล้วรอให้เขาเติม

 

 

จำได้ว่าตอนอายุ 25 ฌอห์ณเคยบอกว่าจะแต่งงานก่อนอายุ 30

ใช่ แล้วตอนนี้ดูสิ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมเห็นความสุขในความรักของพี่สาว ถ้าผมย้อนกลับไปได้ ผมก็อยากกลับไปบอกไอ้ฌอห์ณในตอนนั้นว่า ใจเย็นนะ มึงใจเย็นก่อน คือพอหลานเริ่มโต ผมรู้เลยว่ามันยากมาก ค่าใช้จ่ายโคตรสูง แล้วเรื่องของการให้เวลาเด็กมันสำคัญมากๆ เด็กสมัยนี้สิ่งล่อแหลมมันเยอะ

 

ตอนนี้ผมเรียงลำดับความสำคัญใหม่ เหมือนล้างกระดาน แต่ก่อนความรักกับงานเบียดๆ กันมาเลยล่ะ แต่ตอนนี้งานกับครอบครัวมาก่อน ความรักตกไปอันดับ 3 เลย เพราะรู้สึกว่าผมจะอายุ 30 แล้ว อยากทำอะไรให้ที่บ้านอุ่นใจหน่อย ด้วยความที่เราเป็นผู้ชายด้วย จะแต่งงานก็ต้องมีทุนชีวิต ทำให้ผมคิดหลายชั้นมาก

 

ส่วนตอนนี้ก็คิดว่าคงไม่อยากแต่งงานเกินอายุ 40 หรอกนะ แต่ไม่แน่ เผลอๆ ผมอาจยังไม่แต่งงานแล้วมาเป็นพนักงานออฟฟิศที่นี่แหละ (หัวเราะ)

 

ภาพ: @seanjindachot/Instagram

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ฌอห์ณ จินดาโชติ สิ่งที่เปลี่ยนไปในวัย 30, บาปรัก, ลูกไม้ลายสนธยา, แบรด พิตต์, พี่สาว และเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/sean-jindachot/feed/ 0
‘บาปรัก’ การกลับมาครั้งสำคัญของ กบ สุวนันท์ พร้อมดราม่าเข้มข้นไม่แพ้ #เมีย2018 https://thestandard.co/babrak/ https://thestandard.co/babrak/#respond Mon, 03 Sep 2018 04:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=118183

หลังประกาศฉาย บาปรัก ต่อจากละครเรตติ้งแรงแห่งปี เมีย 20 […]

The post ‘บาปรัก’ การกลับมาครั้งสำคัญของ กบ สุวนันท์ พร้อมดราม่าเข้มข้นไม่แพ้ #เมีย2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังประกาศฉาย บาปรัก ต่อจากละครเรตติ้งแรงแห่งปี เมีย 2018 ก็กลายเป็นที่จับตามอง เพราะนอกจากเป็นละครที่บทแรงจัด ยังเป็นการรับงานละครครั้งล่าสุดของ กบ-สุวนันท์ ปุณณกันต์ พร้อมด้วยนักแสดงนำ วิลลี่ แมคอินทอช และฌอห์ณ จินดาโชติ

 

 

บาปรัก เป็นละครรีเมก สร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช, นพพล โกมารชุน และภูธเนศ หงษ์มานพ โดยในฉบับที่กำลังจะออนแอร์เล่าเรื่องราวของกิรนันท์และเลอยศ ฝ่ายชายต้องการทรัพย์สมบัติของฝ่ายหญิงจึงแต่งงานกับเธอ เมื่อรู้ว่ากิรนันท์ไม่สามารถมีลูกได้ เลอยศจึงคบผู้หญิงอื่น ไม่ใส่ใจ ทั้งยังเริ่มทำร้ายร่างกายเธอ ครอบครัวประสบปัญหารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันกิรนันท์ได้พบกับ ตะวัน นักศิลปะบำบัดที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น และความสัมพันธ์พัฒนาเป็นความรัก โดยที่เธอเองไม่รู้เลยว่าตะวันเป็นผู้ชายขายตัว

 

ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสามตัวละครจึงเป็นเส้นเรื่องที่ดราม่าเข้มข้น ยิ่งมีการปรับบทให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการหักเหลี่ยมเฉือนคมในเรื่องคดีความ จึงน่าจับตามองว่า บาปรัก จะเดินรอยตามความสำเร็จของ เมีย 2018 ได้หรือไม่

 

“บทเรื่องนี้ดีมากๆ และเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่ทำให้กบได้เรียนรู้การทำงานใหม่ๆ ทั้งสนุกและท้าทายตัวกบเองด้วยเหมือนกัน” กบ สุวนันท์ให้สัมภาษณ์ไว้ ในขณะที่ ฌอห์ณ จินดาโชติ ได้เปิดเผยความรู้สึกเกี่ยวกับบทบาทของเขาในละครเรื่องนี้

 

“ก่อนหน้านี้ผมมีการไปนั่งคุยกับผู้ชายที่ขายบริการจริงๆ เพื่อให้เข้าใจคนในอาชีพนี้ บางคนก็มีความสุขดีที่ทำ บางคนไม่มีความสุขเลย บางคนรู้สึกเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผมก็ต้องหาบาลานซ์ของตัวละครว่าเขามีทัศนคติอย่างไร เพราะผมมองว่าถึงจะเป็นอาชีพสีเทาก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดี

 

“บทที่ได้รับมันยากมาก แต่ผมชอบมาก ท้าทายมาก เหมือนถูกซื้อตัวไปเรียนวิชา เป็นประสบการณ์ชั้นเลิศ ผมภูมิใจมากที่ได้ตอบว่าเล่นละครกับกบ สุวนันท์ แล้วแคสต์นักแสดงทั้งพี่กบและพี่วิลลี่ ทุกคนเคยร่วมงานกับพี่พลอยพี่สาวผมมาแล้ว มันทำให้ผมมีความเกี่ยวข้องกับพี่ๆ เขาอยู่ แต่ขณะเดียวกันมันได้พัฒนาวินัยการทำงานสูงมาก ผมต้องทำการบ้านเพิ่มเป็นสองเท่า เพราะทั้งพี่กบ พี่วิลลี่ เขาเฉียบแล้ว ส่วนบทก็สมัยใหม่มาก เน้นเรื่องกฎหมายคดีความที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ผมว่าคนดูจะได้ประโยชน์”

 

 

บาปรัก นำแสดงโดย สุวนันท์ ปุณณกันต์, วิลลี่ แมคอินทอช, ฌอห์ณ จินดาโชติ, ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, พิตต้า ณ พัทลุง, ราศี ดิศกุล ณ อยุธยา กำกับการแสดงโดย พีรพล เธียรเจริญ ออกอากาศทางช่อง One 31 ทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 21.20 น.

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘บาปรัก’ การกลับมาครั้งสำคัญของ กบ สุวนันท์ พร้อมดราม่าเข้มข้นไม่แพ้ #เมีย2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/babrak/feed/ 0
‘เล่าเรื่องเก่าที่เราแคร์ ผ่านชุมชนบางแคที่เราเห็น’ นิทรรศการภาพถ่ายโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ https://thestandard.co/photo-exhibition-sean-jindachot/ https://thestandard.co/photo-exhibition-sean-jindachot/#respond Fri, 27 Apr 2018 02:03:44 +0000 https://thestandard.co/?p=86825

“เพราะผมไม่คิดว่าพวกเขาเป็นคนที่ถูกลืม” ฌอห์ณ จินดาโชติ […]

The post ‘เล่าเรื่องเก่าที่เราแคร์ ผ่านชุมชนบางแคที่เราเห็น’ นิทรรศการภาพถ่ายโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“เพราะผมไม่คิดว่าพวกเขาเป็นคนที่ถูกลืม”

ฌอห์ณ จินดาโชติ เล่าให้ THE STANDARD ฟังเกี่ยวกับโปรเจกต์พิเศษที่เขากำลังทุ่มเทให้ในช่วงนี้ นั่นคืองานนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อหาเงินช่วยเหลือ ‘ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค’ หรือที่เราคุ้นหูในชื่อ ‘บ้านพักคนชราบางแค’

 

ฌอห์ณ เล่าเรื่องราวระหว่างทำงานให้ฟังว่า การที่เขาได้เข้าไปรู้จักผู้สูงอายุหลายคนในบ้านบางแค ช่วยเปิดมุมมองว่าขณะที่สังคมมุ่งหน้าไปสู่วันข้างหน้า บางทีเราอาจลืมคนที่อยู่ข้างหลัง ผู้สูงวัยหลายคนที่เขาได้พบทำให้เขารู้สึกเช่นนั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นคนที่เคยขับเคลื่อนสังคมมาก่อน เช่นเดียวกับหนุ่มสาวในยุคสมัยนี้

 

เริ่มต้นด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว ฌอห์น ถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งภาพผู้สูงวัยในบ้านพักคนชราบางแค รวมถึงภาพวิถีชีวิตของชุมชนบางแค ที่สะท้อนให้เห็นกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นภาพที่จัดแสดงในนิทรรศการ ‘เล่าเรื่องเก่าที่เราแคร์ ผ่านชุมชนบางแคที่เราเห็น’ ในวันที่ 28 เมษายน 2561 เวลา 13.30-17.30 น. ที่ Crosswalk Cafe แยกบางแค

 

โดยช่วงเย็นของงานจะมีโชว์พิเศษ กับการแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกของวง Bennetty วงดนตรีผู้สูงวัยหัวใจหนุ่ม เจ้าของเพลง ‘จุดเดิม’ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

 

(เพลงจุดเดิม วง Bennetty)

นิทรรศการ ‘เล่าเรื่องเก่าที่เราแคร์ ผ่านชุมชนบางแคที่เราเห็น’ โดย ฌอห์ณ จินดาโชติ เปิดจำหน่ายภาพที่ใช้แสดงงาน รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้บ้านพักคนชราบางแค ภาพขนาด 15×20 นิ้ว ราคา 350 บาท (3 ใบ 1,000 บาท) และขนาด 20×30 นิ้ว ราคา 800 บาท (2 ใบ 1,500 บาท) รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/events/188888151751006/

 

The post ‘เล่าเรื่องเก่าที่เราแคร์ ผ่านชุมชนบางแคที่เราเห็น’ นิทรรศการภาพถ่ายโดย ฌอห์ณ จินดาโชติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/photo-exhibition-sean-jindachot/feed/ 0