“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลาด […]
The post ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตโตสวนทางไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ยอดหดเพราะลูกค้าเปลี่ยน หันไปซื้อออนไลน์แทน ฟาก ‘เดอะมอลล์’ ลุ้น ‘ช้อปดีมีคืน’ ปลุกกำลังซื้อต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลาดค้าปลีกไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน สวนทางกับตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นเพียงเซ็กเมนต์เดียวที่ยังเติบโตในเชิงบวก โดยขยายตัวในระดับเกือบสองหลัก เมื่อเทียบกับช่องทางอื่นที่เริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ยอดขายหดตัว เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ” ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าว
พร้อมฉายภาพว่า จากเดิมผู้บริโภคจะเดินทางไปจับจ่ายที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตสัปดาห์ละครั้ง แต่ปัจจุบันกลับหันไปสั่งซื้อใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงตลาดเทรดิชันนอลเทรดก็ได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน ส่วนร้านสะดวกซื้อแม้หลายๆค่ายยังมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่รูปแบบการเติบโตเริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสาขาอย่างเดียว แต่เป็นการปรับฟอร์แมตให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การเพิ่มขนาดร้าน มีที่จอดรถ และพัฒนาโมเดลร้านรูปแบบใหม่ๆ
ส่วนการเติบโตของตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตเกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การขยายสาขา และการปรับตัวให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แม้ปีนี้จะเป็นปีที่เหนื่อยจากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาชายแดน รวมถึงกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือด
แต่ผู้ประกอบการทุกรายต่างเร่งยกระดับคุณภาพการบริการ ควบคู่ไปกับการขยายสาขาอย่างครอบคลุม และสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ การเพิ่มประสบการณ์ใหม่ ด้วยการนำข้อมูลดาต้ามาช่วยวิเคราะห์ความเข้าใจลูกค้า ซึ่งวันนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันไปแล้ว โดยมองว่าผู้ที่สามารถเข้าถึงอินไซต์ผู้บริโภคได้ลึกกว่า จะยิ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบในระยะยาว
ด้าน พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท
เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวต่อว่า ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ที่ผ่านมามีการทำเพอร์ซันนัลไรซ์มากขึ้น พร้อมกับใช้ดาต้าเข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อ ซึ่งมองว่ายิ่งบริษัทมีข้อมูลลูกค้ามากเท่าไร ยิ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น
สำหรับกูร์เมต์ มาร์เก็ต ยังเติบโตในเชิงบวกที่ระดับตัวเลขหลักเดียว โดยเฉพาะสาขาที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ หลังจากมีการรีโนเวทและเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ ทำให้ได้รับการตอบรับมากขึ้น ประกอบกับการรักษาจุดแข็งของ อาหารสด ซึ่งอาหารสดคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของสินค้าทั้งหมด และทำหน้าที่เป็นตัวดึงทราฟฟิกให้ลูกค้าเข้ามาจับจ่ายที่ร้าน
แม้ผู้บริโภคจะไม่ได้ซื้อของบ่อยขึ้นแต่ความถี่ในการเข้าร้านยังใกล้เคียงเดิมโดยลูกค้าส่วนใหญ่มักเข้ามาซื้อสินค้าเฉลี่ย 3-4 ครั้งต่อเดือน หรือสัปดาห์ละครั้ง ทำให้ภาพรวมของกูร์เมต์ มาร์เก็ต เติบโตในระดับสองหลัก
และในทิศทางต่อจากนี้ จะมีการปรับพอร์ตสินค้าให้สอดรับกับความต้องการผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรต่างประเทศเพื่อนำเข้าสินค้าเข้ามาเพิ่มขึ้น มองว่ากลยุทธ์การทำธุรกิจนั้น ไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวคนเดียว จำเป็นต้องมีพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยสร้างสเกลและขยายสู่ระดับโลก
โดยสินค้านำเข้าจะเน้นกลุ่มผลไม้และสินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น บลูเบอร์รี่ และอะโวคาโด ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรกที่เข้าสู่ธุรกิจนำเข้าอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันสัดส่วนสินค้านำเข้าอยู่ที่ประมาณ 15% และตั้งเป้าเติบโตขึ้นทุกปี
“แต่การทำตลาดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความท้าทายคือการคัดเลือกสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไซส์พิเศษ หรือกลุ่มผลไม้และอาหารสดที่มีความเฉพาะตัว ยิ่งในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ความยากของธุรกิจรีเทลคือการต้องปรับตัวให้เร็วกว่าความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค”
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทจะชะลอการขยายสาขา แต่ปี 2569 เตรียมขยายสาขากูร์เมต์ มาร์เก็ต เพิ่ม 1-2 แห่ง ในรูปแบบคอนเซปต์ใหม่ๆ พร้อมปรับปรุงสาขาเดิมให้เป็นฟอร์แมตใหม่ โดยขนาดร้านจะใช้พื้นที่ตั้งแต่ 800-2,500 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับทำเลของพื้นที่ เพื่อรองรับพฤติกรรมไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายทั้งระดับกลางไปจนถึงระดับบน ส่วนสิ้นปีนี้คาดการณ์ว่าทั้งปีธุรกิจยังเติบโตเกือบสองหลัก และตั้งเป้าเติบโตระดับสองหลักอีกครั้งในปีหน้า
ศุภวุฒิ ทิ้งท้ายว่า ความกังวลของการทำธุรกิจยังคงเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเมืองและปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชา ดังนั้นบริษัทจะมุ่งโฟกัสในสิ่งที่สามารถควบคุมได้เท่านั้น ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างช้อปดีมีคืน ยังต้องติดตามความชัดเจน แม้จะมีความไม่แน่นอน แต่ก็คาดหวังให้มี เนื่องจากมาตรการที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ เพียงแต่ต้องมีโครงการมากระตุ้นให้ใช้จ่าย ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคค้าปลีกโดยรวม
พร้อมกันนี้ในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการขาย กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดแคมเปญ ‘Gourmet Market Blissful Hampers 2026’ จับมือ Vassana เปิดตัวคอลเล็กชันกระเช้าของขวัญ โดยปีนี้มีมากกว่า 140 รายการ ทั้งผลไม้, สินค้าเพื่อสุขภาพ, สินค้านำเข้า, ขนมพรีเมียม ซึ่งมองว่าตลาดกระเช้าปีใหม่ยังมีแรงส่งดี โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนปีใหม่ ซึ่งคาดว่าปลายปีมูลค่าการใช้จ่ายของลูกค้าจะสูงกว่าปกติราว 15% จากดีมานด์ของกลุ่มองค์กร–บริษัท–ห้างร้านกว่า 85% และต่างชาติอีก 15%
The post ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตโตสวนทางไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ยอดหดเพราะลูกค้าเปลี่ยน หันไปซื้อออนไลน์แทน ฟาก ‘เดอะมอลล์’ ลุ้น ‘ช้อปดีมีคืน’ ปลุกกำลังซื้อต้นปีหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (7 ตุลาคม) กระทรวงสาธารณสุข โดย สำนักงานคณะกรรมก […]
The post อย.-ปคบ. บุกซูเปอร์มาร์เก็ตจีน 2 แห่ง ยึดผลิตภัณฑ์เถื่อนกว่า 7,000 ชิ้น มูลค่าทะลุ 1 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (7 ตุลาคม) กระทรวงสาธารณสุข โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สนธิกำลังร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และ กรมศุลกากร เดินหน้ากวาดล้างผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อนผิดกฎหมาย ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข โดยล่าสุดได้เข้าตรวจสอบ ซูเปอร์มาร์เก็ตจีน 2 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยึดของกลางจำนวนมากรวม กว่า 7,000 ชิ้น มูลค่ารวม กว่า 1 ล้านบาท
วรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายปราบปรามสินค้านำเข้าผิดกฎหมายจากต่างประเทศอย่างเด็ดขาด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ตอบรับนโยบายด้วยการประกาศยุทธศาสตร์ปราบปราม โปร่งใส ปลอดภัย เพื่อสุขภาพคนไทยทุกมิติ และได้มอบหมายให้ อย. ดำเนินการตรวจสอบการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะต้องเร่งขยายผลการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว
จิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเน้นย้ำว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะไม่ผ่อนปรนต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยจะตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง และหากพบการกระทำผิดซ้ำ จะดำเนินคดีในสถานหนักที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงรายละเอียดการเข้าตรวจสอบว่า อย. ได้สนธิกำลังร่วมกับ บก.ปคบ. และกรมศุลกากร เข้าตรวจสอบร้านค้าเป้าหมาย 2 แห่ง ได้แก่ ร้านหงฉี ซูเปอร์มาร์เก็ต เขตวังทองหลาง และ ร้านโตโต พรีเมี่ยม สโตร์ เขตห้วยขวาง
จากการตรวจสอบ พบผลิตภัณฑ์สุขภาพหลากหลายประเภทที่ ไม่มีเลข อย. และ แสดงฉลากไม่ถูกต้อง อาทิ อาหาร (เช่น เครื่องดื่ม อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว) เครื่องสำอาง (เช่น ผ้าอนามัย แชมพู) และ วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน (เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ) รวมของกลางทั้งหมด กว่า 7,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่า กว่า 1 ล้านบาท โดยได้ยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการอนุญาตจาก อย. ถือเป็นอันตราย เนื่องจากไม่สามารถทราบแหล่งผลิตหรือส่วนผสมที่แท้จริงได้ การที่ไม่มีฉลากภาษาไทยยังทำให้ผู้บริโภคขาดข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ
จึงขอเตือนประชาชนให้สังเกตผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อทุกครั้ง โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจะต้องมี ฉลากภาษาไทย และมี เครื่องหมาย อย. หรือเลขที่ใบรับจดแจ้ง พร้อมทั้งควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือเท่านั้น หากประชาชนพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย. 1556, Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai และ สายด่วน บก.ปคบ.
The post อย.-ปคบ. บุกซูเปอร์มาร์เก็ตจีน 2 แห่ง ยึดผลิตภัณฑ์เถื่อนกว่า 7,000 ชิ้น มูลค่าทะลุ 1 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหม แค่เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตโดยไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออ […]
The post CalmCorner: ใครเป็นบ้างแค่เดินในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ฮีลใจได้อย่างประหลาด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหม แค่เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตโดยไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรเป็นพิเศษ แต่กลับรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้พักใจโดยไม่ต้องทำอะไรยากเลย? ความรู้สึกนี้จริงๆ แล้วมีคำอธิบายทางจิตวิทยาที่น่าสนใจมากทีเดียว ทฤษฎี Dopamine Reward System งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์อธิบายว่า การได้ ‘เลือก’ หรือได้รางวัลเล็กๆ สามารถกระตุ้นการหลั่งโดพามีนทำให้รู้สึกพึงพอใจและลดความเครียดได้
เมื่อเราลองสังเกตให้ลึกขึ้นจะพบว่าความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย แต่ซ่อนกลไกทางจิตวิทยาหลายอย่างที่ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าของใจไว้เงียบๆ ตั้งแต่ความรู้สึกปลอดภัยที่เกิดจากพื้นที่ซึ่งเป็นระเบียบและคาดเดาได้ ความสุขเล็กๆ จากการได้เลือกสิ่งที่ชอบด้วยตัวเอง ไปจนถึงการได้ใช้เวลาช้าๆ อยู่กับปัจจุบันและปล่อยให้ประสาทสัมผัสดื่มด่ำไปกับสิ่งรอบตัว
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมการเดินเล่นในซูเปอร์มาร์เก็ต จึงกลายเป็นช่วงเวลาเล็กๆ ที่ช่วยฟื้นพลังใจได้อย่างประหลาดโดยที่เราแทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ซูเปอร์มาร์เก็ตถูกออกแบบมาให้ทุกอย่างมีระบบมีหมวดหมู่ที่ชัดเจน ผักอยู่ฝั่งนี้ ผลไม้เรียงฝั่งนั้น ของใช้วางตามชั้นแบบเดิม ความเป็น“ระเบียบที่คาดเดาได้” นี้ ทำให้สมองเรารู้สึกปลอดภัย เพราะต่างจากโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พอเราเดินไปทีละแถวจึงเหมือนจิตใจได้พักจากความวุ่นวายภายนอก
การหยิบของจากชั้นวางไม่ว่าจะเป็นนมยี่ห้อโปรดหรือแชมพูกลิ่นใหม่ๆ กระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและความพึงพอใจการได้เลือกเอง ทำให้ร่างกายหลั่งโดพามีน (Dopamine) เล็กๆ คล้ายกับเวลาที่เราซื้อของออนไลน์แต่ต่างกันตรงที่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเราได้เห็นสัมผัสและรับกลิ่นจริงๆ จึงมีพลังทางประสาทสัมผัสที่ช่วยให้รู้สึกมีชีวิตชีวา
การเดินช้าๆ มองชั้นวางที่หลากสีฟังเสียงบรรยากาศรอบๆ และสังเกตผู้คนทำให้เราเข้าสู่ภาวะคล้ายสมาธิเป็น ‘การอยู่กับปัจจุบัน’ โดยไม่ต้องพยายาม บางคนถึงกับใช้การเดินเล่นในซูเปอร์มาร์เก็ตแทนการทำสมาธิ เพราะได้โฟกัสกับสิ่งรอบตัวจริงๆ
กลิ่นขนมปังสดจากเตา ผลไม้ที่แม่เคยซื้อกลับบ้านประจำ หรือเสียงเพลงเบาๆ ที่เปิดคลออยู่ตลอดเวลา อาจปลุกความทรงจำที่ดีในวัยเด็ก หรือช่วงเวลาที่อบอุ่นในครอบครัว ความทรงจำเหล่านี้ทำงานเป็น Emotionalanchor หรือจุดยึดทางอารมณ์ที่ช่วยปลอบประโลมใจอย่างอ่อนโยน
แม้จะซื้อแค่น้ำผลไม้หรือช็อกโกแลตแท่งเล็กๆ การหยิบสิ่งเหล่านี้ใส่ตะกร้าก็เป็นการบอกกับตัวเองว่า “ฉันใส่ใจความสุขเล็กๆ ของตัวเองนะ” ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นหัวใจของการฮีลใจ เพราะมันทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเอง แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยก็ตาม
การเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตจึงไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่เป็นการให้สมองได้หยุดพักชั่วคราว เป็นการทำกิจกรรมที่ง่ายและเข้าถึงได้ที่ช่วยเติมเต็มทั้งความรู้สึกปลอดภัยความสุขเล็กๆ และการอยู่กับปัจจุบันเหมือนเป็นการบำบัดใจที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงๆ บางคนได้รับความสบายใจกลับบ้านแม้จะไม่ได้จ่ายเงินซื้ออะไรเลยก็ตาม
The post CalmCorner: ใครเป็นบ้างแค่เดินในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ฮีลใจได้อย่างประหลาด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางชั้นวางสินค้าที่ละลานตาในซูเปอร์มาร์เก็ต เคยมีค […]
The post ทำไมสินค้า ‘Own Brand’ คือ ‘ตัวจริง’ ที่นักช้อปยุคใหม่ต้องเหลียวมอง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางชั้นวางสินค้าที่ละลานตาในซูเปอร์มาร์เก็ต เคยมีความคิดแวบเข้ามาในหัวบ้างไหมว่า สินค้าที่ติดป้ายแบรนด์ของห้างฯ เอง หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘Own Brand’ นั้น มีดีพอที่จะอยู่ในตะกร้าช้อปปิ้งของคุณหรือไม่?
นี่อาจเป็นเรื่องจริงที่ในอดีต ภาพจำของสินค้ากลุ่มนี้อาจผูกติดอยู่กับคำว่า ‘ของถูก’ หรือ ‘ทางเลือกประหยัด’ ที่คุณภาพอาจยังไม่โดนใจเท่าแบรนด์ดังเจ้าตลาด แต่เดี๋ยวก่อน! หากคุณยังติดอยู่กับความคิดเดิมๆ นั่นอาจหมายความว่ากำลังพลาด ‘ของดี’ ที่ซ่อนอยู่ในยุคที่พฤติกรรมการจับจ่ายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไปแล้วก็เป็นได้
ลองจินตนาการถึงโลกที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ผู้คนต้องรัดเข็มขัดและคิดคำนวณถี่ถ้วนมากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าแต่ละชิ้น ในสถานการณ์เช่นนี้เองที่ ‘คุณค่า’ (Value) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ราคา’ (Price) อีกต่อไป
ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ป้ายลดราคา แต่กำลังมองหาความ ‘คุ้มค่า’ ที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงคุณภาพที่ดีในราคาที่สมเหตุสมผล และนี่คือจุดที่สินค้า Own Brand ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวด จากสถานะ ‘ตัวสำรอง’ ในอดีต ซึ่งกำลังพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็น ‘ผู้เล่นตัวจริง’ ที่น่าจับตามองในสมรภูมิค้าปลีก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูตัวเลขและแนวโน้มที่น่าสนใจในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) กันสักนิด ตลาด FMCG ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ช่วงปี 2024-2028 ไว้ที่ 3.27%
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ประเทศไทยของเรากลับมีการเติบโตที่ร้อนแรงยิ่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยตลาด FMCG ไทยปี 2024 เติบโตถึง 5.2% และหากเจาะลึกลงไปในช่องทางการค้าสมัยใหม่ (Modern Trade) ตัวเลขยิ่งพุ่งสูงถึง 6.7% การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่ยังคงมีอยู่ แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านค่าครองชีพก็ตาม
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมา ‘บริโภคอย่างมีสติ’ และ ‘ใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมาย’ มากขึ้น ข้อมูลจาก NIQ GFK ระบุว่า 35% ของผู้บริโภครู้สึกว่าความมั่นคงทางการเงินของตนลดลง ทำให้การตัดสินใจซื้อไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มองที่คุณค่าโดยรวมที่ได้รับ ซึ่งรวมถึงคุณภาพ ความสะดวกสบาย และประสบการณ์ที่ดี

ในบริบทนี้เอง สินค้า Own Brand ได้ฉายแววโดดเด่นขึ้นมา จากเดิมที่เป็นเพียงสินค้าทางเลือกราคาถูก ได้พัฒนาคุณภาพและความหลากหลายจนสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างที่ละสายตาไม่ได้
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า 47% ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกซื้อสินค้า Own Brand เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมิลเลนเนียลและเจนซีก็เปิดใจยอมรับสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และการขยายประเภทสินค้าให้ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น
นอกจากนี้เทรนด์เรื่องความยั่งยืนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดย 58% ของผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ผลิต Own Brand หลายรายก็หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น
แม้ว่าปัจจุบัน ส่วนแบ่งการตลาดของ Own Brand ทั่วโลกจะอยู่ที่ 22% และในเอเชียอยู่ที่ 7% แต่ในประเทศไทยตัวเลขยังอยู่ที่เพียง 4% เท่านั้น ตัวเลขนี้อาจดูน้อย
แต่ในอีกมุมหนึ่งนี่คือโอกาสการเติบโตที่ ‘มหาศาล’ และเป็นสัญญาณว่าตลาด Own Brand ในไทยยังมีพื้นที่ให้ขยายตัวได้อีกมาก ซึ่งคาดว่าจะเดินตามรอยประเทศในแถบตะวันตกที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ Own Brand อย่างแพร่หลาย คำถามคือ แล้ว Own Brand แบรนด์ไหนล่ะ ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ?

หากจะพูดถึงผู้เล่นรายใหญ่ที่ขับเคลื่อนตลาด Own Brand ในไทย ชื่อของ ‘TOPS’ คงเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 23 ปี ในการพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง
TOPS ไม่ได้มองว่า Own Brand เป็นเพียงสินค้าเสริม แต่ทุ่มเทพัฒนาจนมีสินค้าครอบคลุมกว่า 110 ประเภท รวมแล้วมากกว่า 5,000 รายการ
ว่าแต่อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ Own Brand ของ TOPS ครองใจผู้บริโภค และทำไมเราถึงไม่ควรมองข้าม? โดยเราสามารถค้นเบื้องลึกความสำเร็จมาได้ 3 ได้แก่
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Own Brand ของ Tops แตกต่าง คือการนำเสนอ ‘Value’ ที่คุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแท้จริง พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า คุณภาพระดับมาตรฐานสากลไม่จำเป็นต้องมาพร้อมป้ายราคาที่สูงลิ่วเสมอไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
ข้าวหอมมะลิแท้ 100% แบรนด์ TOPS: ไม่ใช่แค่ข้าวหอมมะลิธรรมดา แต่เป็นข้าวที่ได้รับการรับรองคุณภาพการส่งออกด้วยตราสัญลักษณ์รวงข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศ ผ่านการตรวจสอบ DNA เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์แท้ หุงขึ้นหม้อ หอม นุ่ม ตอบโจทย์ทุกมื้ออร่อยของครอบครัว นี่คือมาตรฐานที่เทียบเท่าแบรนด์ชั้นนำ แต่มาในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า

ข้าวออร์แกนิก แบรนด์ My Choice: สำหรับสายสุขภาพที่มองหาความปลอดภัยขั้นสุด ข้าวออร์แกนิก My Choice ปลูกด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมี ปุ๋ยสังเคราะห์ และการดัดแปลงพันธุกรรม ได้รับการรับรองมาตรฐาน USDA Organic จากสหรัฐอเมริกา เป็นทางเลือกที่ ‘คลีน’ และดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง
น้ำมันมะกอกออร์แกนิก เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น แบรนด์ My Choice: คัดสรรผลมะกอกออร์แกนิกคุณภาพเยี่ยมจากแหล่งปลูกชั้นนำในประเทศสเปน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันมะกอกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 100% รักษากลิ่นหอมและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของมะกอกสดไว้ได้อย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับปรุงอาหารหลากหลายเมนู ตั้งแต่สลัด พาสต้า ไปจนถึงใช้เป็นดิป คุณภาพระดับพรีเมียมที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง

จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า TOPS ไม่ได้มอง Own Brand เป็นเพียงสินค้าเกรดรอง แต่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การควบคุมกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานระดับสากล ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้วยการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
ทั้งหมดนี้รวมกันเป็น ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงการได้รับสินค้าคุณภาพสูงทัดเทียมแบรนด์ดัง ในราคาที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้ง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน
จุดเด่นอีกประการของ Own Brand จาก TOPS คือความหลากหลายที่น่าทึ่ง ด้วยสินค้ากว่า 5,000 รายการ ครอบคลุม 110 ประเภทสินค้า ทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็สามารถหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้เสมอ โดย TOPS แบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ Own Brand ออกเป็น 3 กลุ่มหลักเพื่อให้เลือกซื้อง่ายขึ้น ได้แก่
Specialized Brands : กลุ่มนี้เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของสินค้า ที่ต้องการคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้
Core Brand : หัวใจหลักคือแบรนด์ ‘TOPS’ ที่ครอบคลุมสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน มั่นใจในคุณภาพที่ TOPS คัดสรร พัฒนาและรับรอง หรือแบรนด์ ‘SmartR’ ผู้ช่วยแม่บ้าน ครอบคลุมสินค้าของใช้ภายในบ้าน ตั้งแต่กระดาษทิชชู่ ถุงขยะ จนถึงน้ำยาล้างจาน

Premium Brands : นำโดยแบรนด์ ‘My Choice’ ที่คัดสรรสินค้าคุณภาพพรีเมียมจากแหล่งผลิตต้นตำรับชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงแบรนด์ ‘James the Butcher’ สวรรค์ของคนรักเนื้อ ที่คัดสรรเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจาก 8 ประเทศทั่วโลก ขนส่งทางอากาศทุกสัปดาห์เพื่อความสดใหม่ พร้อมบริการจาก Butcher ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังมีเนื้อหมู Natural Pork และเนื้อไก่ปลอดสารปฏิชีวนะอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์น่าสนใจอีกมากมายภายใต้แบรนด์ My Choice เช่น:

จะเห็นได้ว่า ความหลากหลายของ Own Brand จาก TOPS นั้นไม่ได้มีแค่ในเชิงปริมาณ แต่ยังครอบคลุมไปถึง ‘คุณภาพและไลฟ์สไตล์’ ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันภายใต้แบรนด์ TOPS, สินค้าเฉพาะทางคุณภาพสูง, ไปจนถึงสินค้าระดับพรีเมียมอย่าง My Choice และ James the Butcher.
ความครบครันนี้เองที่ทำให้ Own Brand ของ TOPS สามารถตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนและหลากหลายของผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าคุณจะมองหาวัตถุดิบสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษ หรือเพียงของใช้ในบ้านคุณภาพดี ก็มีตัวเลือกที่ใช่รออยู่เสมอ
ในยุคที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น TOPS ได้ผสานแนวคิดนี้เข้ากับการพัฒนา Own Brand อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นสร้างคุณค่าใน 3 มิติ:
ดีต่อโลก (Green & Sustainable): TOPS ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการพัฒนาแบรนด์ ‘SmarteR’ ขึ้นมาเพื่อเป็นหัวหอกด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะ นำเสนอผลิตภัณฑ์รักษ์โลก เช่น ถุงขยะ และ จานกระดาษ ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ ซึ่งชุด SmartR จานชามช้อนส้อมรักษ์โลกเซ็ท 8 ชิ้น ก็เป็นอีก 1 สินค้าที่ได้รับรางวัล PLMA Salute to Excellence Award 2025 เช่นกัน ล่าสุดยังมีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของเชอร์รี่แบรนด์ My Choice ที่สามารถย่อยสลายได้และไม่เคลือบพลาสติก 100% ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ดีต่อใจ (Care for the Community): TOPS มุ่งมั่นสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนไทย ให้เติบโตไปพร้อมกัน ตัวอย่างที่น่าประทับใจคือการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเมล่อน ‘Smile Melon’ ที่ ต.คู้สลอด จ.อยุธยา ตั้งแต่การพัฒนาโรงเรือนและโรงคัดบรรจุให้ได้มาตรฐาน GAP การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านตลาด ‘จริงใจ FARMERS’ MARKET’ และยกระดับสินค้าให้วางขายทั่วประเทศภายใต้แบรนด์ ‘My Choice’
ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ ล่าสุด ‘Smile Melon’ ยังได้ส่งออกไปสิงคโปร์ภายใต้แบรนด์ ‘My Choice Japanese Melon’ ผ่านเครือข่าย FairPrice Group ในประเทศสิงคโปร์ อีกด้วย นี่คือการเติบโตอย่างยั่งยืนที่สร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง

ดีต่อร่างกาย (Health & Safety): นอกจากความอร่อยและหลากหลายแล้ว ความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภคคือสิ่งที่ TOPS ให้ความสำคัญสูงสุด เห็นได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ปลอดสารเคมีและดีต่อสุขภาพมากมาย ดังตัวอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ทั้งไข่ไก่ Cage Free, แยมน้ำตาลน้อย, น้ำผึ้งธรรมชาติ และเนื้อสัตว์ปลอดสารต่างๆ
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ คงพอจะทำให้เห็นภาพชัดเจนแล้วว่า สินค้า Own Brand ในปัจจุบัน โดยเฉพาะจาก TOPS นั้น ได้ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ ไปไกลมากแล้ว เพราะตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียง ‘ทางเลือก’ ราคาประหยัด แต่คือ ‘ตัวจริง’ ที่อัดแน่นไปด้วย ‘คุณภาพ ความหลากหลาย และความใส่ใจ’ ทั้งต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม
การเติบโตของตลาด Own Brand และการยอมรับที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค คือเครื่องยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วข้ามคืน แต่คือเทรนด์ระยะยาวที่สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด ในวันที่แบรนด์ใหญ่ๆ อาจต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน Own Brand กลับฉายแววโดดเด่นขึ้นมาในฐานะทางเลือกที่ ‘ฉลาด’ และ ‘คุ้มค่า’ กว่าเดิม
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังลังเล หรือไม่เคยลองให้โอกาสสินค้า Own Brand เลย บางทีนี่อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะ ‘เปิดใจ’ ลองดูสักครั้ง เริ่มต้นจากสินค้า Own Brand ของ TOPS ที่คุณสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิคุณภาพส่งออก น้ำมันมะกอกออร์แกนิก หรือแม้แต่เมล่อนหวานฉ่ำจากเกษตรกรไทย ลองสัมผัสคุณภาพและความคุ้มค่าด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณอาจจะประหลาดใจที่พบว่า ‘ของดี’ ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป และใครจะรู้ คุณอาจจะกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้คนต่อไปของ Own Brand ก็เป็นได้
The post ทำไมสินค้า ‘Own Brand’ คือ ‘ตัวจริง’ ที่นักช้อปยุคใหม่ต้องเหลียวมอง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวเรือใหญ่ Tops เปิดความสำเร็จหลังรีแบรนด์ร้าน FamilyM […]
The post Tops ครบรอบ 28 ปี หัวเรือใหญ่ย้ำจุดแข็งสินค้านำเข้า-ราคาเข้าถึงง่าย เป็นอาวุธลับทำให้ต่างจากคู่แข่งในตลาด appeared first on THE STANDARD.
]]>
หัวเรือใหญ่ Tops เปิดความสำเร็จหลังรีแบรนด์ร้าน FamilyMart เป็น Tops Daily ย้ำจุดแข็งสินค้านำเข้า ราคาเข้าถึงง่าย เป็นอาวุธลับต่างจากคู่แข่งในตลาด พร้อมประกาศแผนเร่งขยายสาขา 100 แห่งต่อปี และในอีก 3 ปีข้างหน้าจะให้มีสาขาทะลุ 1,000 แห่งกระจายทั่วประเทศ มั่นใจเศรษฐกิจไทยเริ่มสดใส
“ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อสูงสร้างความท้าทายให้ธุรกิจอย่างมาก แต่เราได้ปรับตัวรับมือจนฟันฝ่ามาได้ อีกทั้งปัจจุบันสถานการณ์ในไทยเริ่มเห็นสัญญาณบวกแล้ว ซึ่งหลังจากเราได้ปรับโฉมร้าน FamilyMart เป็น Tops Daily ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
“สะท้อนได้จากผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2567 Tops มีปริมาณการใช้บริการที่ร้าน (Ticket Counts) เพิ่มขึ้น 11% และมีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว” สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป กล่าว
สำหรับในปี 2567 Tops ครบรอบ 28 ปี นับตั้งแต่การเปิดร้าน Tops Supermarket สาขาแรกที่ RCA ในปี 2539 จากนั้นแบรนด์ก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภค ด้วยจุดแข็งคือสินค้านำเข้าที่หลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย และประสบการณ์ของการบริการ
จนปัจจุบันบริษัทมีสาขาเปิดให้บริการครอบคลุมในทุกฟอร์แมตทั้งหมด 730 แห่ง ได้แก่ Tops Food Hall 20 สาขา, Tops Supermarket 150 สาขา, Tops Daily 520 สาขา, Tops Wine Cellar 10 สาขา และ Matsukiyo 25 สาขา ทั้งหมดกระจายในพื้นที่ 46 จังหวัดทั่วประเทศ และให้บริการรวมลูกค้ารวมกว่า 11,000 ครัวเรือน
ด้วยปัจจัยบวกต่างๆ รอบด้าน ในปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 1.6 พันล้านบาท เพื่อใช้ขยายสาขา 100 แห่งต่อปี โดยสาขาใหม่จะเน้นเปิดใกล้ชุมชนเป็นหลัก และโมเดลร้านที่ไปจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่
หัวเรือใหญ่ Tops ย้ำว่า ระหว่างปี 2567-2570 บริษัทตั้งเป้าให้ธุรกิจเติบโตเฉลี่ย 8% โดยการเติบโตทั้งหมดจะได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์การดำเนินงาน 4 กลยุทธ์ ‘T-O-P-S’ ได้แก่ Truly World Class เป็นการนำเข้าสินค้ามากกว่า 210 แบรนด์จาก 80 ประเทศทั่วโลกมารวมไว้ในที่เดียว พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร พัฒนาสินค้าคุณภาพเข้ามาสู่ตลาด
ตามด้วยกลยุทธ์ Omni-Channel สร้างประสบการณ์ช้อปสะดวกแบบไร้รอยต่อ ผ่านช่องทางOmni-Channel ในรูปแบบร้านค้าแบบมีหน้าร้านรวมกว่า 700 แห่งใน 46 จังหวัด ควบคู่กับการบริการผู้ช่วยช้อปส่วนตัว หรือ Personal Shopper และเปิดให้สั่งซื้อสินค้าผ่าน TikTok
รวมถึง Pleasure นำสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟกว่า 300 รายการ ทั้งผัก ผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสินค้าต่างๆ มาจากการใช้ AI โซลูชันมาช่วยวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อรับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และสุดท้ายกลยุทธ์ Sustainability สานต่อโครงการ Small Acts Together สนับสนุนให้คู่ค้าและลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการความยั่งยืน สอดคล้องกับกลยุทธ์ ReNEW ของเซ็นทรัล รีเทล ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ทั้งนี้บริษัทยังได้เปิดตัวมาสคอต ‘Topster’ ซึ่งเป็นมาสคอตตัวแรกของแบรนด์ เข้ามาร่วมเป็นตัวแทนสื่อสารและส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าในโอกาสพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 28 ปี ได้จัดแคมเปญ ‘สติกเกอร์ แปะปุ๊บลดปั๊บ ลดเลยตามใจคุณ’ ให้กับลูกค้าสมาชิก The1 และลูกค้าทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม – 10 กันยายน 2567
“ความสำเร็จของ Tops เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเราเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค ซึ่งทั้งหมดมาจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากพันธมิตรคู่ค้าและพนักงานที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน” สเตฟานย้ำ
เรียกได้ว่าแผนการดำเนินงานทั้งหมดสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ CRC บริษัทแม่ ต้องการผลักดันแบรนด์ Tops ขึ้นเป็น Food Discovery & Destination และเบอร์ 1 Food Omni Retailer
The post Tops ครบรอบ 28 ปี หัวเรือใหญ่ย้ำจุดแข็งสินค้านำเข้า-ราคาเข้าถึงง่าย เป็นอาวุธลับทำให้ต่างจากคู่แข่งในตลาด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘แคมเปญลดราคา’ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลัง […]
The post ‘ป้ายเหลือง’ ไม่ได้มาเล่นๆ! ‘ท็อปส์’ ใช้จิตวิทยาสีสันดึงดูดใจนักช้อป ล็อกราคาสินค้ากว่า 1 ปี สู้ภาวะเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘แคมเปญลดราคา’ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังในโลกค้าปลีก นั่นเพราะสามารถใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายและดึงดูดลูกค้า การลดราคาสามารถสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้เร็วขึ้น และยังช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อต่อครั้งอีกด้วย
จากงานวิจัยของ RetailMeNot พบว่า 66% ของผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในแผนเดิมเพราะเห็นป้ายลดราคา ขณะที่รายงานของ Nielsen ระบุถึงการที่โปรโมชันลดราคาสามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 31%
แน่นอน ‘แคมเปญลดราคา’ ไม่ใช่เรื่องใหม่และเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยเฉพาะในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ แต่สิ่งที่สะดุดใจคือการลดราคาทำไมต้องมาพร้อมกับ ‘ป้ายเหลือง’
มองลึกลงไป ‘สีเหลือง’ เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับป้ายลดราคาด้วยเหตุผลทางจิตวิทยาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น
การลดราคาที่คู่กับสีเหลืองไม่ใช่สิ่งที่คิดกันไปเอง เพราะมีผลวิจัยออกมารองรับว่าทำคู่กันแล้วปัง! อย่างงานวิจัยของ Kissmetrics ที่พบว่าป้ายราคาสีเหลืองสามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 27% เมื่อเทียบกับป้ายราคาสีอื่นๆ หรืองานวิจัยของ Pantone Color Institute ที่ระบุว่าสีเหลืองเป็นสีที่ ‘มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด’ และ ‘กระตุ้นการมองเห็น’ มากที่สุด
ล่าสุด ‘ท็อปส์’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ก็หยิบกลยุทธ์นี้มาใช้ผ่านแคมเปญ ‘Tops LOCKED PRICE’ ที่ใช้กลยุทธ์ราคาตรึงค่าครองชีพยาวนาน 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 27 พฤษภาคม 2568 โดยจะมีการเปลี่ยนสินค้าทุกๆ 3 เดือน ซึ่งหากมองเข้าไปในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตหรือไฮเปอร์มาร์เก็ต จะพบว่านี่เป็นการตรึงราคานานที่สุดในตลาด เพราะที่เห็นในตลาดมากสุดก็จะประมาณ 3 สัปดาห์เท่านั้นเอง
เหตุผลที่ต้องเปลี่ยนทุก 3 เดือน เนื่องจากท็อปส์ต้องการสร้างความหลากหลายให้กับสินค้า อีกทั้งยังมีฐานข้อมูลของลูกค้าที่ระบุว่าลูกค้ามักจะเข้ามาซื้อสินค้าเฉลี่ย 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง แคมเปญจึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าไม่ว่าจะกลับมาซื้อตอนไหนราคาก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยน
“ในปีที่ผ่านมาพบว่าแคมเปญล็อกราคาสามารถสร้างยอดขายที่เติบโตกว่า 2 ดิจิต ฐานลูกค้าโตขึ้น 3% ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อ 5% และยังพบว่าช่วยประหยัดค่าครองชีพให้คนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18% ต่อปี” จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท็อปส์ทำแคมเปญดังกล่าว แต่มีการจัดต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการวางแผนโดยใช้ข้อมูลของลูกค้าที่ได้เรียนรู้มาตลอด 4 ปี มาพัฒนาให้แคมเปญปีนี้ตอบโจทย์ความต้องการกับลูกค้าให้ได้มากที่สุด
“เราไม่ได้มองว่า Tops LOCKED PRICE เป็นแคมเปญลดราคา แต่เราต้องการใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าผ่านความคุ้มค่าคุ้มราคา”
เรื่องนี้ได้รับการขบคิดมาหลังจากพบว่าลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความคุ้มค่าจากการซื้อสินค้าหรือบริการในราคาที่ลดลง ทำให้มีความสุขและพึงพอใจกับการตัดสินใจซื้อ สะท้อนได้จากการที่ลูกค้าท็อปส์ 39% เป็นคนที่ชอบโปรโมชัน
นอกจากนี้ส่วนลดอาจช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าหรือบริการที่ปกติอยู่นอกเหนืองบประมาณได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นและพิเศษ ซึ่งข้อมูลพบว่าในช่วงแคมเปญลูกค้าจะหยิบสินค้าที่เข้าร่วมอย่างน้อย 2 ชิ้นในตะกร้า ซึ่ง “อีกนัยหนึ่งมองได้ว่าเราเลือกสินค้าตรงกับความต้องการ และราคาโดนใจจนต้องหยิบสินค้านี้ขึ้นมา” จักรกฤษณ์กล่าว
จากข้อมูลของท็อปส์ในแคมเปญล็อกปีที่ผ่านมา พบว่านอกเหนือจากกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ลูกค้ากว่า 53% มีความต้องการสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้นปีนี้จึงมีรายการสินค้าที่เพิ่มขึ้น 93% และจำนวนแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 182 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้าในประเทศและต่างประเทศ
“สำหรับท็อปส์อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นภาพจำสำหรับลูกค้าคือการที่มีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานลูกค้าเป็นคนต่างชาติ ดังนั้นปีนี้เราจึงนำสินค้ากลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมแคมเปญเป็นครั้งแรกเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้ากลุ่มนี้”
อย่างไรก็ตาม จักรกฤษณ์ยอมรับว่าความท้าทายในการทำแคมเปญที่แตกต่างและคนอื่นเลียนแบบได้ยากคือการจัดการซัพพลายเชนและต้นทุนต่างๆ ที่นับวันก็ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้ลูกค้านั้นผิดหวัง อีกทั้งครั้งนี้ยังได้ขยายไปทุกโมเดล ทั้งท็อปส์, ท็อปส์ เดลี่ และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขาทั่วประเทศ
“Tops LOCKED PRICE เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่คาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า กระตุ้นการจับจ่ายและคลายความกังวลของประชาชนที่มีต่อค่าครองชีพในปัจจุบัน” จักรกฤษณ์กล่าวทิ้งท้าย
The post ‘ป้ายเหลือง’ ไม่ได้มาเล่นๆ! ‘ท็อปส์’ ใช้จิตวิทยาสีสันดึงดูดใจนักช้อป ล็อกราคาสินค้ากว่า 1 ปี สู้ภาวะเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Balenciaga ได้จัดโชว์คอลเล็กชัน Fall 2024 ถึงที่ลอสแอนเ […]
The post Balenciaga x Erewhon คอลลาบอเรชันจากแบรนด์แฟชั่นและซูเปอร์มาร์เก็ตสุดฮิตในฮอลลีวูด appeared first on THE STANDARD.
]]>
Balenciaga ได้จัดโชว์คอลเล็กชัน Fall 2024 ถึงที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ไปเมื่อวันก่อน พร้อมกับเปิดตัวคอลลาบอเรชันที่ร่วมกับร้านซูเปอร์มาร์เก็ตออร์แกนิกที่มาแรงมากๆ ตอนนี้ในหมู่คนรักสุขภาพ วงการฮอลลีวูด และชาว TikTok อย่าง Erewhon
โดย Erewhon เป็นร้านซูเปอร์มาร์เก็ตออร์แกนิกสุดนิช ที่รวมอาหารปลอดสารราคาแพงกว่าท้องตลาดไว้ในที่เดียวแล้ว และยังขึ้นชื่อเรื่องสมูทตี้สุขภาพผสมวิตามินและอาหารเสริมราคาแก้วละเกือบ 700 บาท ของโปรดของ Hailey Bieber, Gigi Hadid, Shawn Mendes, Lily-Rose Depp และ ชมพู่ อารยา ที่เมนูโปรดเป็น Coconut Cloud แก้วสีฟ้า
ซึ่งนอกจากคอลเล็กชันหลักบนรันเวย์ Balenciaga แล้ว Demna ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ยังทำสินค้าพิเศษทั้งเสื้อยืด เสื้อฮู้ดดี้ หมวก และกระเป๋าโท้ตที่มีโลโก้ทั้งสองแบรนด์อยู่ข้างกันออกมาขาย มากไปกว่านั้น ถ้าใครไปลอสแอนเจลิสช่วงนี้ก็อย่าลืมแวะไปที่ร้าน Erewhon เพื่อชิมน้ำผักสกัดผสมชาร์โคลสีดำได้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 9 ธันวาคมนี้
การคอลลาบอเรชันที่ Balenciaga ทำกับ Erewhon เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แบรนด์ตั้งใจจะบุกตลาดอเมริกามากขึ้น ทั้งการเปิดร้านแฟลกชิปแยกชาย-หญิงบนถนนโรดีโอ ไดรฟ์ (ซึ่งก็ไม่ไกลจากร้าน Erewhon) และนำเอาร้านกูตูร์มาให้ลูกค้าในอเมริกาได้สั่งตัดชุดในช่วงที่จัดโชว์ รวมไปถึงการร่วมงานกับ Jacob & Co. แบรนด์จิวเวลรีของอเมริกา ในการออกสร้อยเพชรรุ่นพิเศษ

ภาพ: Balenciaga, Demnagram
อ้างอิง:
The post Balenciaga x Erewhon คอลลาบอเรชันจากแบรนด์แฟชั่นและซูเปอร์มาร์เก็ตสุดฮิตในฮอลลีวูด appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเคยพบว่าตัวเองเผลอฮัมเพลงขณะซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ […]
The post ปรากฏการณ์วันธรรมดาที่การเปิด ‘เพลง’ ไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังกระตุ้นการซื้อให้มากขึ้นด้วย appeared first on THE STANDARD.
]]>
คุณเคยพบว่าตัวเองเผลอฮัมเพลงขณะซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือไม่? ถ้าใช่ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะเพลงไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศในร้านค้าเหล่านี้เท่านั้น แต่การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ยังระบุว่า ดนตรีอาจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อของเราโดยเฉพาะในวันธรรมดา
การศึกษาดังกล่าวดำเนินการในซูเปอร์มาร์เก็ต 3 แห่งที่ตั้งอยู่ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในช่วง 3 สัปดาห์ พฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้าประมาณ 1.5 แสนรายได้รับการสังเกตและวิเคราะห์ โดยมีการเปิดเพลงยอดนิยม เพลงยอดนิยมเวอร์ชันบรรเลงเบาๆ ที่มักใช้ในพื้นที่สาธารณะ และไม่เปิดเพลงเลย
นักวิจัยมุ่งเป้าไปที่การค้นหาว่าประเภทหรือแนวเพลงที่เล่นมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งผลการวิจัยของพวกเขาพบว่า ไม่ว่าเพลงประกอบรูปแบบใดก็ไม่ได้ทำให้การซื้อของลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาวิเคราะห์อิทธิพลของดนตรีในวันต่างๆ ของสัปดาห์
ตั้งแต่วันจันทร์-พฤหัสบดี การเปิดเพลงดูเหมือนจะกระตุ้นให้ลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้น การใช้จ่ายเฉลี่ยของลูกค้าต่อการเข้าเยี่ยมชมแต่ละครั้งอยู่ที่ 23.31 ดอลลาร์เมื่อเปิดเพลง เทียบกับ 14.96 ดอลลาร์เมื่อร้านเงียบ
น่าแปลกใจที่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามเสียงเพลงนี้ไม่ได้ขยายไปถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะความแตกต่างในการใช้จ่ายของลูกค้าโดยเฉลี่ยเมื่อเปิดเพลงและไม่เปิดเพลงไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในวันเสาร์และอาทิตย์
รูปแบบที่น่าฉงนนี้ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า เหตุใดเพลงจึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายในวันธรรมดาแต่ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์
Carl-Philip Ahlbom ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและอาจารย์อาวุโสแห่ง University of Bath School of Management ในอังกฤษ ได้เสนอคำอธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเชื่อมโยงกับสภาพจิตใจและร่างกายที่ผู้คนมักจะพบในวันธรรมดากับวันหยุดสุดสัปดาห์
ในวันธรรมดาผู้คนมักรู้สึกอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจเนื่องจากการทำงานหรือกิจวัตรประจำวันอื่นๆ เมื่ออยู่ในสภาวะเช่นนี้ ผู้ซื้อมักจะพึ่งพาสัญชาตญาณมากกว่าการใช้เหตุผลเชิงรุก ผลที่ตามมาคือผู้ซื้อเหล่านี้มีอารมณ์อ่อนไหวต่อเอฟเฟกต์ผ่อนคลายของเพลง ใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น สำรวจส่วนต่างๆ ของผลิตภัณฑ์มากขึ้น และสุดท้ายคือซื้อสินค้ามากขึ้น
เพื่อสำรวจและตรวจสอบทฤษฎีของพวกเขาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อประสบการณ์การช้อปปิ้ง Ahlbom และทีมของเขาได้ทดลองเพิ่มเติม พวกเขารวบรวมคน 600 คนจากสหรัฐอเมริกาและขอให้พวกเขามีส่วนร่วมในสถานการณ์จำลองการช้อปปิ้ง
ผู้เข้าร่วมถูกขอให้จินตนาการถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์ และอธิบายภาวะทางอารมณ์ระหว่างทำกิจกรรมเหล่านี้ จากนั้นพวกเขาได้รับคำสั่งให้จินตนาการเกี่ยวกับการซื้อของชำในวันใดวันหนึ่งโดยเฉพาะ
ผู้เข้าร่วมจะได้รับภาพตะกร้าสินค้าและขอให้เลือกรายการที่ต้องการซื้อจากรายการสินค้าที่แตกต่างกัน 24 รายการ ระหว่างกิจกรรมช้อปปิ้งจำลองนี้ ผู้เข้าร่วมครึ่งหนึ่งฟังเพลง ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเลือกในความเงียบ ก่อนจะให้คะแนนตามหัวข้อ เช่น ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ระดับความเครียด ความสุข ความพึงพอใจ และความตื่นเต้น
Ahlbom รายงานว่า ผู้เข้าร่วมที่ฟังเพลงในวันธรรมดาได้คะแนนเฉลี่ย 4.31 ซึ่งสูงกว่าคะแนนเฉลี่ย 3.96 ของผู้ที่ไม่ได้ฟังเพลงเลย อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางสถิตินี้ไม่ถูกสังเกตเมื่อผู้เข้าร่วมจินตนาการถึงการช้อปปิ้งในวันหยุดสุดสัปดาห์
ผลของการทดลองนี้ช่วยเสริมสมมติฐานของ Ahlbom ว่า เพลงดูเหมือนจะช่วยยกระดับอารมณ์สำหรับผู้ที่จินตนาการถึงการช้อปปิ้งในวันธรรมดา ทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นเมื่อเหนื่อยล้าทางจิตใจ และกระตุ้นให้พวกเขายืดเวลาการช้อปปิ้งออกไป
อย่างไรก็ตาม ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผู้คนมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นและมีความเครียดทางจิตใจน้อยลง ผลกระทบของดนตรีที่มีต่อพฤติกรรมการจับจ่ายของพวกเขาดูเหมือนจะลดลงอย่างมาก
อ้างอิง:
The post ปรากฏการณ์วันธรรมดาที่การเปิด ‘เพลง’ ไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังกระตุ้นการซื้อให้มากขึ้นด้วย appeared first on THE STANDARD.
]]>
นี่คือข่าวดีสำหรับใครหลายคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ […]
The post แลนด์มาร์กใหม่ชาวบางนา ‘Design Village บางนา’ เปิดแล้ว จัดเต็มร้านดัง ซูเปอร์มาร์เก็ต เสื้อผ้า กินดื่ม แต่งบ้านครบที่เดียว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
นี่คือข่าวดีสำหรับใครหลายคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ ‘ชาวบางนา’ ทั้งหลาย เพราะต่อไปนี้ทางเลือกของการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ในช่วงวันหยุดของพวกเราจะสะดวกสบาย ไม่กระจุกตัวเหมือนอย่างเคยอีกต่อไป เมื่อ ‘Design Village บางนา’ คอมมูนิตี้ลิฟวิ่งมอลล์ชื่อดังภายใต้การบริหารงานของบุญถาวร เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบและเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมนี้
ความดีงามของ Design Village บางนา ซึ่งเป็น Design Village แห่งที่ 4 ที่บุญถาวรเปิดให้บริการ คือการยกทัพแบรนด์ดังร้านเด็ดๆ ที่ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ช้อปปิ้ง, เสื้อผ้า, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ฟิตเนส, ร้านอาหารรสเด็ดที่ใครหลายคนชื่นชอบ ไปจนถึงแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน รวมเอาไว้ให้ครบอยู่ที่ที่เดียว เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในละแวกนี้ รวมถึงผู้ที่เดินทางสัญจรมาเยี่ยมเยือนยังคอมมูนิตี้ลิฟวิ่งมอลล์แห่งนี้
THE STANDARD POP รวบรวมข้อมูลสำคัญทั้งหมดที่คุณต้องรู้ของคอมมูนิตี้ลิฟวิ่งมอลล์ที่เปิดให้บริการ ณ ย่านบางนาแห่งนี้มาไว้ให้ชาวบางนาได้สำรวจผ่านบทความของเรา พร้อมเผยถึงเบื้องหลังความตั้งใจของบุญถาวรในการอัปเลเวลย่านบางนาผ่านนิยาม ‘ขยายความสุข ครอบคลุมให้ทั่วทุกพื้นที่!’

ด้วยชื่อชั้นของ Design Village ที่บริหารงานโดยบุญถาวร สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจได้เลยคือ ‘ศักยภาพ’ ในการดีลและดึงพาร์ตเนอร์รีเทลและแบรนด์ดังๆ ทั้งหลายมารวมเอาไว้ให้บริการอยู่บนพื้นที่ของพวกเขา (ข้อนี้ชาวราชพฤกษ์ ชาวพุทธมณฑล และชาวเกษตร-นวมินทร์ ซึ่งเป็นย่านที่ Design Village ทั้ง 3 แห่งที่เปิดให้บริการไปก่อนหน้านี้น่าจะตอบได้ดีว่าจริงไหม)
พอเป็นทำเลย่านบางนา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในย่านที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีเหรอที่ Design Village จะทำให้เราผิดหวัง เพราะครั้งนี้พวกเขามาพร้อมกับทัพแบรนด์ดัง ร้านเด็ดๆ อีกเช่นเคย โดยแบ่งโซนให้บริการออกเป็น 3 อาคาร ดังนี้

1. อาคาร Gourmet Market Standalone Flagship: รวมของสด ของชำ ซูเปอร์มาร์เก็ตไว้ให้ครบที่เดียว – ถือเป็นพาร์ตเนอร์คนสำคัญที่ยืนหยัดเคียงข้างกันและกันมาโดยตลอดสำหรับ Design Village และ Gourmet Market

ผลไม้นำเข้า ของสด และของแห้งคุณภาพชั้นเลิศมีให้เลือกมากมายที่ Gourmet Market
Design Village บางนาแห่งนี้ยกเอาอาคาร Gourmet Market Standalone Flagship ผู้นำธุรกิจรีเทลอาหาร ที่จะเป็น Food Destination แห่งใหม่ในย่านบางนา รวมอาณาจักรอาหารและแบรนด์ชั้นนำกลางเมืองมาเสิร์ฟบนพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร ครั้งแรกกับการแนะนำเมนูใหม่ภายใต้คอนเซปต์ Bistro จาก You Hunt We Cook เปิดทำการตั้งแต่เวลา 06.00 น.

2. อาคารไลฟ์สไตล์: ยกทัพจัดเต็มแบรนด์ดัง ร้านเด็ด – ภายใต้อาคารไลฟ์สไตล์แห่งนี้ Design Village และบุญถาวรนำแบรนด์ดังและร้านค้าจำนวนมากมาให้บริการผู้ที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนแบบเล่นใหญ่สุดๆ มีทั้งแบรนด์รีเทลกลุ่มแฟชั่น เช่น UNIQLO Roadside

สินค้าจาก UNIQLO มีให้เลือกครบ สต๊อกแน่นๆ ไม่มีขาด!
แบรนด์กลุ่มร้านอาหารที่หลายคนรอคอยให้มาเปิดในย่านบางนา เช่น After You, Masaru Shabu & Sushi Buffet, Signature BKK บุฟเฟต์ชาบู-อาหารนานาชาติซูเปอร์พรีเมียม, รสนิยม (Rosniyom) ร้านอาหารไทยจาก Iberry Group, ลิ้มเหล่าโหงว, YAMAYA TEMPURA by Hakata สาขาแรกของเมืองไทย, วราภรณ์ ซาลาเปา, Wines Catalog, Fresh Me, Kamu Kamu และ Tora Cha เป็นต้น

กลุ่ม Home & Living เช่น OPPEIN Bangkok โซลูชันแบบครบวงจรสำหรับตู้ครัว ตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของ และประตูภายใน OPPEIN เป็นผู้ผลิต Cabinetry รายใหญ่ที่สุดในเอเชีย และแบรนด์อันดับ 1 ในประเทศจีน, Zedere, Glasten หรือร้านค้ากลุ่มเฮลท์แอนด์เวลเนส อย่าง Pruksa Wellness และ GALAXY Fitness ที่ออกแบบด้วยแนวคิดใหม่ กับบรรยากาศการออกกำลังกายในธีมอวกาศ สาขาแรกในประเทศไทย

3. อาคารบุญถาวร: ออกแบบชีวิตให้ตัวเอง เลือกแต่งบ้าน เลือกอยู่ในแบบฉบับของคุณ! – อาคารบุญถาวร ซึ่งเป็นพื้นที่ Home & Living Retail ที่ช่วยให้ทุกไอเดียในการออกแบบชีวิต ความเป็นอยู่ของคนรักบ้าน (คอนโด) ทุกคนเป็นจริงได้ และเป็นไปตามที่ใจเราต้องการ

ครบทุกโซลูชันการออกแบบความเป็นอยู่ให้กับคนรักบ้าน
โดยมาพร้อมกับโซลูชันด้านความเป็นอยู่ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Tile Gallery, Kitchen, Bath & Bath, Anyhome และ Lighting Center ที่นำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกมามอบความลักชัวรีให้กับคุณคนพิเศษ ด้วยสินค้าคุณภาพตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สำหรับคนที่พิถีพิถันกับการตกแต่งบ้าน รองรับกลุ่มผู้ที่มีใจรักในการดีไซน์ที่อยู่อาศัย และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจรวมถึงไอเดียใหม่ๆ เพื่อการอยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพ

4. อาคาร Starbucks Drive-Thru: Third Place ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคน – อีกหนึ่งเพื่อนคู่ใจยามเดินทางไกล และพื้นที่คอมฟอร์ตโซนของใครหลายๆ คน สำหรับ Starbucks Drive-Thru สถานที่ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับเหล่านักเดินทางให้แวะมาเติมความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มที่หลากหลาย พร้อมการให้บริการแบบ Drive-Thru ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ไม่ต้องการลงจากรถเพื่อซื้อกาแฟให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ดีไซน์การออกแบบอาคารต่างๆ ภายใน Design Village บางนา
ที่ ‘คิดมาแล้ว’ ว่าต้อง Prompt Access
ช่วยให้ผู้ใช้บริการเดินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ
ด้วยระยะทางที่สั้น โปร่ง โล่งสบาย
สำหรับ Design Village บางนาแห่งนี้ถูกออกแบบด้วยแนวคิด Prompt Access ด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นที่ปรึกษาการออกแบบพื้นที่ความเป็นอยู่ของบุญถาวร
ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้การจัดโซนร้านค้าและบริการให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย โดยรอบตัวอาคารมีการปรับกระชับระยะทางจากประตูรถถึงประตูร้านให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินถึงกัน และไม่ต้องเสียเวลาวนหาที่จอดรถ เชื่อมโยงอาคารแต่ละแห่งให้สัมพันธ์กัน
ทั้งยังคำนึงถึงเรื่องแสงธรรมชาติ การระบายอากาศ การประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งยังมีการบริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าอีกด้วย
สาเหตุที่บุญถาวรเลือก ‘ปักหมุด’ ลงเสาเข็ม Design Village พื้นที่บริเวณถนนบางนา-ตราด เส้นหลักแห่งนี้ให้กลายเป็น Community Living Mall แห่งใหม่ที่ชาวบางนาจะใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ของตนเองได้อย่างอิสระเป็นเพราะว่า พื้นที่แห่งนี้ถูกต่อยอดจากทำเลที่ตั้งของบุญถาวรเดิมบนพื้นที่ขนาด 30 ไร่
ซึ่งในเชิงศักยภาพของทำเลถนนบางนา-ตราดแห่งนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วย ‘ความสุกงอม’ ในหลากหลายด้าน ทั้งการเป็นทำเลทองที่มีโครงการอาศัยในรัศมีโดยรอบ 5 กิโลเมตรมากถึง 180 โครงการ (และมีแนวโน้มจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ด้วย!)
เป็นโลเคชันที่เดินทางสัญจรได้อย่างสะดวกสบาย เชื่อมระหว่างเมืองหลวงกรุงเทพฯ กับโซนภาคตะวันออก ทั้งยังเชื่อมต่อไปยังถนนเส้นหลักเส้นอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ถนนสุขุมวิท, ถนนศรีนครินทร์, ถนนกาญจนาภิเษก และถนนกิ่งแก้ว และในอนาคตอันใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวก็จะเปิดให้บริการในย่านนี้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บุญถาวรมองเห็นถึงศักยภาพ โอกาส และความต้องการจากประชากรในละแวกย่านบางนาและโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกที่นับวันก็มีแต่จะขยายตัว เติบโตมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การพัฒนา Design Village บางนา บนพื้นฐานความเข้าใจความเป็นอยู่ของผู้คน และประสบการณ์ในการให้บริการ Design Village มาต่อเนื่องนานถึง 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่เปิดให้บริการแห่งแรกที่ Design Village ราชพฤกษ์ เมื่อปี 2561
และในอนาคตอันใกล้ บุญถาวรยังส่งสัญญาณมาแล้วว่า พวกเขาจะยังคงมองหาทำเลใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจ มีศักยภาพพร้อม เพื่อปักหมุดให้บริการ Design Village แห่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความเจริญของเมืองที่แผ่ขยายอาณาบริเวณออกไปอย่างไม่หยุดยั้งแน่นอน!
และสำหรับวันที่ 15 กรกฎาคม 2566 Design Village บางนาจัดงานเปิดตัวภายใต้แนวคิด ‘Unfold Enjoy Party: ขยายความสุข ครอบคลุมทุกพื้นที่’ เพื่อให้เพื่อนบ้านชาวบางนานิสต้าได้ Unfold คอมมูนิตี้ลิฟวิ่งมอลล์กับพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ พร้อมกิจกรรมมากมาย และส่วนลดจากร้านค้าแบบจุกๆ พร้อมโปรโมชันพิเศษช้อปครบรับทันที Design Village Tumbler และพิเศษมากยิ่งขึ้น ช้อปมากก็ได้ลุ้นมากกับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2566
รวมไปถึงไฮไลต์เด็ด มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เช่น เจ เจตริน, PARADOX, อะตอม ชนกันต์ และ ป๊อบ ปองกูล ที่จะขนเอาความสนุก ความสุข มาต้อนรับทุกคนแบบไม่มีกั๊กอีกด้วย!
ดีไซน์วิลเลจ บางนา (Design Village Bang Na)
ที่อยู่: 15 ทางคู่ขนาน ถนนบางนา-ตราด ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
เปิดให้บริการ: ทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.
โทร.: 0 2174 6888
The post แลนด์มาร์กใหม่ชาวบางนา ‘Design Village บางนา’ เปิดแล้ว จัดเต็มร้านดัง ซูเปอร์มาร์เก็ต เสื้อผ้า กินดื่ม แต่งบ้านครบที่เดียว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
คอมมูนิตี้มอลล์ที่มาครั้งเดียวเมมโทรศัพท์เกือบเต็ม! &nb […]
The post ส่องมุมถ่ายรูป Marche’ Thonglor แลนด์มาร์กใหม่ที่ต้องรีบไปถ้าไม่อยากตกเทรนด์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
คอมมูนิตี้มอลล์ที่มาครั้งเดียวเมมโทรศัพท์เกือบเต็ม!
ถ้าถามว่าสถานที่ไหนในกรุงเทพฯ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น Marche’ คอมมูนิตี้มอลล์ดีไซน์สุดเจ๋งใจกลางทองหล่อ ที่ใครผ่านไปผ่านมาต้องเคยเห็นแน่ๆ ถ้ามองจากฝั่งตรงข้ามเราจะเห็นอาคารที่มีสะพานคล้ายท่อสีขาวๆ เชื่อมทั้งสองฝั่งอยู่ แต่จริงๆ ภายในเขามีอะไรมากกว่าที่คุณคิด
ที่นี่คือคอมมูนิตี้มอลล์ที่รวบรวมร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า และบาร์ ไว้ในที่เดียวกัน แบบว่าไปที่เดียวอยู่ได้ตั้งแต่เช้าจนถึงดึก แต่ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือที่นี่ออกแบบให้มีมุมถ่ายรูปเยอะมากๆ และแต่ละมุมคุณจะได้รูปที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไป
อย่างที่บอกว่าที่นี่มุมถามรูปเยอะมาก ใครจะไปต้องเตรียมเมมโทรศัพท์ไว้ดีๆ โดยเราจะขอนำเสนอ 3 จุดหลักๆ ที่เป็นเหมือนจุดขายว่ามาที่นี่ต้องไปยืนถ่ายให้ได้ โดยเริ่มจากมุมแรก สะพานสีขาว น่าจะเป็นมุมยอดฮิตที่ใครก็ต้องไปถ่าย มุมนี้เหมาะกับคนที่อยากได้รูปแนวขาวๆ สว่างๆ ดูมินิมัล ใครจะไปถ่ายเราแนะนำให้ยืนที่สะพานอันตรงกลาง เพราะจะทำให้เห็นเส้นสายของสะพานทั้งชั้นบนและชั้นล่าง

จุดต่อมาสำหรับคนที่อยากได้รูปที่มีสีสันมากขึ้น มีความสนุกแต่ไม่ดูเยอะจนเกินไป เราขอเรียกจุดนี้ว่า บันไดเหลือง จุดนี้เราแนะนำให้ไปถ่ายช่วงบ่ายๆ ค่อนไปทางตอนเย็น แสงจะสวยมากๆ สามารถถ่ายเป็น Portrait ใกล้ๆ บันไดเลยก็ได้ หรือจะถ่ายจากระยะไกล เห็นคนตัวเล็กๆ อยู่ในบันไดสีเหลือง ตัดกับความเขียวของต้นไม้ก็สวยไปอีกแบบ

มุมสุดท้ายที่พลาดไม่ได้ เราเรียกว่าเป็นมุมลับแล้วกัน คือ บันไดแดง ที่ซ่อนอยู่ในตึก เหมาะกับคนอยากถ่ายรูปให้ออกมาดู Sci-Fi นิดๆ มุมนี้อาจจะไม่ได้แสงธรรมชาติเยอะมากเพราะอยู่ในตึก ใครจะไปถ่ายอาจจะต้องเช็กแสงกันดีๆ ส่วนการถ่ายเราว่าถ่ายตรงๆ ที่บันไดก็สวยดี แต่ถ่ายจากข้างๆ บันไดก็จะได้มุมที่ดูแปลกไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน

จริงๆ ที่นี่ยังมีมุมถ่ายรูปที่น่าสนใจอีกหลายมุม ตอนนี้โซนร้านค้าภายในอาคารอาจจะยังสร้างไม่เสร็จดี แต่ถ้าสร้างเสร็จเราว่าที่นี่ต้องมีจุดถ่ายรูปอีกหลายจุดเกิดขึ้นแน่ๆ

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ที่ไปครั้งเดียวแล้วอยู่ได้ทั้งวัน มีครบทั้งกิน ดื่ม เที่ยว ช้อปปิ้ง หรือใครที่รู้สึกว่าไอจีไม่มีรูปลงแล้ว ต้องไปแบบด่วนๆ รับรองว่าไปทีเดียวมีรูปลงได้เป็นเดือนแน่ๆ
ใครที่อยากจะไปตัวโครงการตั้งอยู่ติดกับทองหล่อซอย 4 ถ้าอากาศไม่ร้อนสามารถเดินจาก BTS สถานีทองหล่อได้เลย
Marche’ Thonglor
Open: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-00.00 น.
Address: ติดกับทองหล่อซอย 4
Facebook: Marche’ Thonglor
Map:
The post ส่องมุมถ่ายรูป Marche’ Thonglor แลนด์มาร์กใหม่ที่ต้องรีบไปถ้าไม่อยากตกเทรนด์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Tops (ท็อปส์) ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย […]
The post Tops จับมือ Coles เอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์จากออสเตรเลีย ส่งตรงอาหาร-วัตถุดิบคุณภาพกว่า 200 ไอเท็ม จำหน่ายที่เดียวในไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
Tops (ท็อปส์) ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 ฟู้ดรีเทลของไทย จับมือ Coles (โคลส์) แบรนด์สินค้าอาหารคุณภาพระดับพรีเมียมจากออสเตรเลีย ที่โดดเด่นเรื่องการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง ส่งตรงสินค้ากว่า 200 ไอเท็ม วางจำหน่ายเอ็กซ์คลูซีฟทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เฉพาะที่ Tops, Tops Food Hall, Tops Fine Food, Tops CLUB และ Tops Online เท่านั้น
สเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “Tops มีความเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสรรหาสินค้านำเข้าจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดจากทั่วโลก เพื่อมุ่งสู่ Food Discovery & Destination ที่เติมเต็มทุกความต้องการให้ลูกค้า ทุกกลุ่มเป้าหมาย ความร่วมมือกับแบรนด์ Coles จะทำให้ลูกค้าของ Tops เข้าถึงสินค้า Made in Australia ได้สะดวกและง่ายเสมือนไปช้อปด้วยตัวเอง เป็นการนำเสนอประสบการณ์และทางเลือกใหม่ๆ ให้กับลูกค้าสอดคล้องกับแนวคิด Every Day DISCOVERY ค้นพบทุกวัน ที่ไม่ธรรมดา ที่ Tops”
ปัจจุบัน Tops มีสินค้านำเข้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์มากมายกว่า 1,200 รายการ กว่า 150 แบรนด์ดัง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในตลาดฟู้ดรีเทลเมืองไทย และยังคงเดินหน้าต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ นำเข้าสินค้าที่เปี่ยมด้วยคุณภาพแบรนด์ดังระดับโลกมาจำหน่ายให้กับลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าและผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัยและชื่นชอบสินค้าคุณภาพนำเข้าจากต่างประเทศ
วิลล์ มูลโฮลแลนด์ General Manager Exports and Fresh Food Commercials และผู้บริหาร โคลส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ออสเตรเลีย กล่าวว่า “เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีที่ Coles ได้ส่งออกสินค้าอาหารออสเตรเลียคุณภาพสูงไปยัง 30 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย สินค้าของแบรนด์เป็นสินค้า Australian-Made ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของออสเตรเลียแท้
“ด้วยภารกิจที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อความสุขผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์อันเป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์ไปยังผู้บริโภค รวมทั้งเกิดการแนะนำบอกต่อเป็นวงกว้าง เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Tops ผู้นำธุรกิจฟู้ดรีเทลของเมืองไทย ในการจัดจำหน่ายและส่งมอบสินค้าคุณภาพไปยังผู้บริโภคชาวไทย ทั้งยังเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตภายในออสเตรเลียและผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก”
Coles ยกขบวนสินค้าไฮไลต์พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้กว่า 120 รายการ เช่น น้ำผึ้งแท้จากดอกเรดกัม, น้ำผึ้งแท้จากดอกยูคาลิปตัส, เวลเนสโรดออสเตรเลียนอัลมอนด์บัตเตอร์, ช็อกโกแลตฟัดจ์บราวนี่มิกซ์, กาแฟคั่วบด, ควินัว, น้ำมันมะกอกธรรมชาติ, เนยถั่ว, ซีเรียล, บิสกิต, สเปรด, ผลไม้แช่แข็ง และซอส ฯลฯ พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ติดอันดับขายดีของแบรนด์ในปี 2565 เช่น ชีสและแครกเกอร์ มาให้ลูกค้า Tops ได้ช้อปแบบไม่ต้องบินไปไกลถึงออสเตรเลีย
จำหน่ายเฉพาะที่ Tops, Tops Food Hall, Tops Fine Food, Tops CLUB และ Tops Online เท่านั้น
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ tops.co.th, เฟซบุ๊ก TopsThailand และ Tops Food Hall หรือแอปพลิเคชัน LINE @TopsThailand
The post Tops จับมือ Coles เอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์จากออสเตรเลีย ส่งตรงอาหาร-วัตถุดิบคุณภาพกว่า 200 ไอเท็ม จำหน่ายที่เดียวในไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (2 มีนาคม) เกิดเหตุบุกกราดยิงใส่ Unico ซูเปอร์มา […]
The post มือปืน 2 คนข่มขู่เมสซี หลังบุกกราดยิงใส่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นกิจการของครอบครัวภรรยาเขา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (2 มีนาคม) เกิดเหตุบุกกราดยิงใส่ Unico ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา โดยซูเปอร์มาร์เก็ตดังกล่าวเป็นกิจการในครอบครัวของ อันโตเนลลา ร็อกคุซโซ ภรรยาของ ลิโอเนล เมสซี พร้อมทิ้งข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรข่มขู่นักเตะปารีส แซงต์ แชร์กแมง คนดัง
จากรายงานไม่มีใครได้รับบาดเจ็บในการกราดยิงช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และไม่มีสาเหตุชัดเจนว่า เหตุใดผู้โจมตีจึงมุ่งเป้าไปที่เมสซีหรือซูเปอร์มาร์เก็ตดังกล่าว
ด้านตำรวจที่ทำคดีนี้กล่าวว่า มีชายสองคนขี่จักรยานยนต์มาจอดบริเวณหน้าร้าน ก่อนยิงปืนใส่ร้านสาขา Unico อย่างน้อย 10 นัดในช่วงเช้าตรู่ โดยทิ้งข้อความไว้บนกล่องว่า
“เมสซี…เรากำลังรอคุณอยู่ ฮาฟกินเป็นผู้ค้ายาด้วย ดังนั้นเขาจะไม่ดูแลคุณ”
ปาโบล ฮาฟกิน นายกเทศมนตรีของเมืองโรซาริโอ ซึ่งถูกกล่าวถึงในจดหมายข่มขู่ ยืนยันว่า นี่นับเป็นความล้มเหลวในการควบคุมความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในเมืองโรซาริโอ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงบัวโนสไอเรสไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 300 กิโลเมตร
โดยฮาฟกิน เป็นนักการเมืองฝ่ายซ้ายกลางที่ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรเปโรนิสต์ซึ่งปกครองเมืองอยู่ โดยเขาให้ความเห็นว่า นี่ดูเหมือนจะมีการสมรู้ร่วมคิดในการกราดยิงครั้งนี้ระหว่างแก๊งอาชญากรและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐบาลกลาง
“ผมสงสัยทุกคน แม้แต่คนที่ควรจะปกป้องเรา” ฮาฟกินกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่น
“คนที่ต้องดูแลเราอยู่ที่ไหน? เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ที่ก่อการนี้มีอาวุธในครอบครอง และมีความเป็นไปได้ที่การสืบหาตัวอาชญากรอาจจะไม่เกิดขึ้น มันง่ายมากสำหรับแก๊งใดๆ ก็ตามที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำอะไรแบบนี้”
ฮาฟกินกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เขาได้หารือกับสมาชิกของกองกำลังความมั่นคงของรัฐบาลกลางในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้พวกเขาปราบปรามอาชญากรรมของเมือง
ด้าน เฟเดริโก เรโบลา อัยการของเมืองโรซาริโอ กล่าวว่า ทางการกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมเปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวภรรยาของเมสซีได้รับคำขู่แบบนี้
ขณะที่ ซีเลีย อารีนา อัยการของจังหวัดซานตาเฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโรซาริโอ กล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการก่อการร้ายโดยกลุ่มมาเฟีย ซึ่งถือเป็นการข่มขู่ประชาชนในวงกว้าง
อารีนาเขียนในโพสต์บนโซเชียลมีเดียโดยกล่าวว่า “เป้าหมายคือการจงใจทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และกีดกันพวกเราที่กำลังต่อสู้กับความรุนแรงทางอาญา โดยรู้อยู่แก่ใจว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้กลายเป็นเรื่องระดับโลก”
ทางฝั่ง อานิบาล เฟร์นานเดซ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงของรัฐบาลกลางอาร์เจนตินา กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ใช่เรื่องแปลกในเมืองโรซาริโอ และการโจมตีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นเรื่องปกติของสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
อานิบาลกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการที่ผู้ค้ายาเสพติดได้รับชัยชนะในเมืองโรซาริโอ แต่ตอนนี้รัฐบาลต้องพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะบ้าง
ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านกล่าวโทษฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีอัลเบร์โต เฟร์นานเดซ ว่าเป็นฝ่ายที่ทำให้เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในโรซาริโอ
ปัจจุบันเมสซีเล่นให้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง และใช้เวลาส่วนใหญ่ในต่างประเทศ แม้ว่าเขาจะไปเยี่ยมโรซาริโอบ่อยๆ เพราะเขามีบ้านอยู่ชานเมืองฟูเนส ฝั่งทีมเปแอสเช โดยสโมสรเพิ่งโพสต์ภาพบนโซเชียลมีเดียในการฝึกซ้อมของเมสซี่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ปัจจุบันยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากเมสซี แม้เขาจะได้รับการยกย่องจากชาวอาร์เจนไตน์ทั่วประเทศในฐานะนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาพาทีมชาติคว้าชัยชนะในฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 36 ปีที่กาตาร์เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
สำหรับเมสซีวัย 35 ปี กำลังเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่จะสิ้นสุดในปีนี้ ท่ามกลางกระแสที่คาดการณ์ว่า ซูเปอร์สตาร์วงการฟุตบอลอาจตัดสินใจยุติอาชีพค้าแข้งให้กับสโมสรในโรซาริโออย่างสโมสรท้องถิ่น นีเวลล์ส โอลด์บอยส์
โดยเจ้าของรางวัลผู้เล่นชายยอดเยี่ยมของ FIFA คนล่าสุด อาจเดินทางไปอาร์เจนตินาในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อเข้าร่วมทีมชาติในการแข่งขันนัดกระชับมิตร 2 นัด ในเกมที่อาร์เจนตินาจะลงสนามพบกับปานามา วันที่ 23 มีนาคมนี้ ที่กรุงบัวโนสไอเรส และอีกนัดกับกือราเซาในอีก 5 วันถัดมา
The post มือปืน 2 คนข่มขู่เมสซี หลังบุกกราดยิงใส่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นกิจการของครอบครัวภรรยาเขา appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kyodo Senpaku บริษัทในญี่ปุ่น เปิดตัว ‘ตู้กดเนื้อวาฬ’ ห […]
The post นักอนุรักษ์ต้องกุมขมับ! ญี่ปุ่นเปิดตัว ‘ตู้กดเนื้อวาฬ’ หลังซูเปอร์มาร์เก็ตไม่อนุญาตให้ขาย ยกทัพซาชิมิวาฬ-เบคอนวาฬ ราคาเริ่มต้น 250-750 บาท ชิงลูกค้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kyodo Senpaku บริษัทในญี่ปุ่น เปิดตัว ‘ตู้กดเนื้อวาฬ’ หลังซูเปอร์มาร์เก็ตไม่อนุญาตให้ขาย ยกทัพซาชิมิวาฬ เบคอนวาฬ เนื้อวาฬสด ราคาเริ่มต้น 250-750 บาท พร้อมขยายจุดขายเพิ่ม 100 แห่ง ชิงลูกค้า
NBC News รายงานว่า หลังจากที่เจอกระแสซูเปอร์มาร์เก็ตไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายเนื้อวาฬ เพื่อต่อต้านการล่าวาฬ ล่าสุดบริษัท Kyodo Senpaku ในญี่ปุ่น ได้เปิดตัวตู้จำหน่ายเนื้อวาฬในรูปแบบตู้กดอัตโนมัติ (Vending Machine) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนผลักดันยอดขาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
Konomu Kubo โฆษกบริษัท Kyodo Senpaku กล่าวว่า ร้านดังกล่าวมีชื่อว่า คุจิระ สโตร์ (Kujira Store) ที่แปลว่าร้านวาฬ ตกแต่งด้วยการ์ตูนปลาวาฬ
ปัจจุบันมีจำนวน 3 แห่ง กระจายอยู่ในเมืองโยโกฮามา ใกล้กรุงโตเกียว โดยภายในตู้มีสินค้าจากเนื้อวาฬอยู่ทั้งหมด 3 รายการ ได้แก่ ซาชิมิวาฬ เบคอนวาฬ และเนื้อวาฬ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 เยน (250 บาท) ถึง 3,000 เยน (750 บาท) ตั้งแต่เปิดมาถือว่าได้รับการตอบรับและสามารถสร้างยอดขายได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
จากนี้บริษัทตั้งเป้าเตรียมขยายตู้จำหน่ายเนื้อวาฬ 100 แห่งทั่วประเทศ ภายใน 5 ปี โดยร้านที่ 4 จะเปิดบริการที่โอซาก้า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2023 พร้อมกับเตรียมลงทุน 6 พันล้านเยน (1,515 ล้านบาท) เพื่อต่อเรือล่าวาฬลำใหม่ เพื่อมาแทนเรือนิสชิน มารู ที่ค่อนข้างเก่าแล้ว
ทั้งนี้ ตู้จำหน่ายเนื้อวาฬส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้กับซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อรองรับความสะดวกของลูกค้า
หากย้อนไปในอดีต เนื้อวาฬเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานาน จากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติที่มองว่าการทำในลักษณะนี้จะนำไปสู่การขยายล่าวาฬมากขึ้น
ขณะเดียวกันญี่ปุ่นกลับมาล่าวาฬเชิงพาณิชย์อีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2019 หลังจากถอนตัวจากคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลา 30 ปีของการล่าวาฬเพื่อทำมาใช้ในการวิจัย ซึ่งถูกนักอนุรักษ์โจมตีว่าเป็นการปกปิดการล่าเชิงพาณิชย์ที่ IWC ห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ ในปี 1988
โดยฝั่งผู้ประกอบการบอกว่า เนื้อวาฬที่วางขายอยู่ในตู้ส่วนใหญ่จับได้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่นอกเขตที่กำหนดไว้
Kubo ย้ำว่าธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตหรือไปต่อได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภค
อ้างอิง:
The post นักอนุรักษ์ต้องกุมขมับ! ญี่ปุ่นเปิดตัว ‘ตู้กดเนื้อวาฬ’ หลังซูเปอร์มาร์เก็ตไม่อนุญาตให้ขาย ยกทัพซาชิมิวาฬ-เบคอนวาฬ ราคาเริ่มต้น 250-750 บาท ชิงลูกค้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหมเวลาออกไปจับจ่ายซื้ออาหารตามซูเปอร์มาร์เก็ต มักจะ […]
The post POP Tip: วางแผนการจ่ายตลาดซื้ออาหารตุนในตู้เย็นอย่างพอดี ช่วยลด Food Waste ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหมเวลาออกไปจับจ่ายซื้ออาหารตามซูเปอร์มาร์เก็ต มักจะกลับบ้านมาพร้อมกับความพะรุงพะรังที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายเกินคาดเสมอ หนึ่งสิ่งที่ทุกคนทราบดีว่าต้องรณรงค์และช่วยกันอย่างแข็งขันเพื่อลดโลกร้อนคือ การพกตะกร้าหรือถุงผ้าไปเอง แต่เรื่องที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่าจะสร้างปัญหาขยะอาหาร หรือ Food Waste ให้กับโลกได้มากมายเหมือนกันคือ การที่เราไม่วางแผนการซื้ออาหารอย่างพอดี บางคนมีความตั้งใจจะซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารอย่างหนึ่ง แต่ได้อีกหลายสิ่งเพิ่มเข้ามา เพราะอยากกินไปหมดทุกอย่าง และคิดว่าซื้อมาตุนก่อนคงไม่เป็นไร แต่สุดท้ายเมื่อกินไม่ทัน วัตถุดิบก็เน่าเสีย และกลายเป็นขยะอาหารที่ทับถมกันทั่วโลก ซึ่งรู้หรือไม่ว่ามีปริมาณอาหาร 1 ใน 3 ของโลกที่ถูกทิ้งเป็นขยะ ดังนั้นเราจึงอยากชวนทุกคนมาปรับตัวกันใหม่ด้วยเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

Pop Tip: รู้หรือไม่ว่าการวางแผนการจ่ายตลาดซื้ออาหารตุนในตู้เย็นอย่างพอดี ช่วยลด Food Waste ได้ ควรคำนวณวัตถุดิบที่จะซื้อและเช็กวันหมดอายุให้ดีก่อนเสมอ และควรซื้อมาพอดีกับจำนวนคน และกินให้หมดตามเวลาจะได้ไม่เน่าเสีย
ภาพ: Shutterstock
The post POP Tip: วางแผนการจ่ายตลาดซื้ออาหารตุนในตู้เย็นอย่างพอดี ช่วยลด Food Waste ได้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้วที่ทุกวันหลัง 19.00 น. เหล่า ‘อ […]
The post ตกค่ำทีไร ‘อากง-อาม่า’ ใน จีน ต่างถือเก้าอี้ไปนั่งตากแอร์ฟรีในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหนีร้อน แม้พนักงานเชิญออกก็ไม่ยอม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้วที่ทุกวันหลัง 19.00 น. เหล่า ‘อากง-อาม่า’ ในเมืองฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ จีน ต่างถือเก้าอี้กันคนละตัว เข้าไปนั่งตากแอร์ฟรีในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหนีร้อน ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย
ภาพวิดีโอของ South China Morning Post แสดงให้เห็นผู้สูงอายุที่นั่งในซูเปอร์มาร์เก็ตติดเครื่องปรับอากาศจำนวนมาก ท่ามกลางชั้นวางของในร้าน โดยจะเห็นพวกเขานั่งเฉยๆ บนเก้าอี้
ขณะที่เจ้าของร้านได้บอกในวิดีโอว่า แม้จะให้เจ้าหน้าที่มาเชิญออกไปแต่ก็ไม่เป็นผล แถมบางคนยังหลับอย่างสบายใจอีกด้วย
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แดนมังกรต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 60 ปี รัฐบาลได้ออกประกาศเตือนความร้อนระดับสีแดงสำหรับเมืองและมณฑลอย่างน้อย 165 เมือง โดยผู้คนนับล้านทั่วประเทศได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่ทำลายสถิติและภัยแล้งที่รุนแรง
ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติออกรายงานที่ระบุว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา พื้นที่ 4.5 ล้านตารางกิโลเมตรของประเทศ ประสบกับอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า
สถานีตรวจติดตามระดับประเทศกว่า 200 แห่ง ได้สังเกตเห็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิจะสูงถึง 45 องศาเซลเซียส ในเมืองเป่ยเป่ย ฉงชิ่ง ซึ่งคาดว่าคลื่นความร้อนรอบนี้จะคงอยู่จนถึงวันที่ 25 สิงหาคมเป็นอย่างน้อย
ภาพ: Getty Images
อ้างอิง:
The post ตกค่ำทีไร ‘อากง-อาม่า’ ใน จีน ต่างถือเก้าอี้ไปนั่งตากแอร์ฟรีในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหนีร้อน แม้พนักงานเชิญออกก็ไม่ยอม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (14 กรกฎาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนาย […]
The post เริ่มวันนี้ น้ำมันปาล์มขวดลด 4-5 บาท ซูเปอร์มาร์เก็ต-ค้าปลีกขนาดใหญ่ นำร่อง คาดสัปดาห์หน้าลดอีก กรมการค้าภายในเกาะติด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (14 กรกฎาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามการปรับระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือการค้ากำไรเกินควร ในช่วงที่คนไทยเช่นเดียวกับคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญปัญหาภาวะเงินเฟ้อ โดยมีการติดตามต้นทุนการผลิต ปริมาณสต๊อกสินค้า เพื่อให้การกำหนดราคาเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ส่งผลให้สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันหลายชนิดชะลอการปรับเพิ่มราคา
ล่าสุดจุรินทร์ได้สั่งการให้เร่งรัดการปรับลดราคาน้ำมันปาล์มขวดตามต้นทุนการผลิตที่ปรับลดลง โดยร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า จะเริ่มปรับลดราคาน้ำมันปาล์มขวดลง 4-5 บาท จากราคาขายปัจจุบันที่ขวดละ 69-70 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อให้มีราคาสะท้อนตามต้นทุนที่แท้จริง
รัชดากล่าวว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานผลการประชุมร่วมกับห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การลดราคาอาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนและสต๊อกเก่าที่มีค้างอยู่ของแต่ละผู้ประกอบการ แต่ยืนยันได้ว่าน้ำมันปาล์มขวดจะต้องขายตามต้นทุนที่แท้จริง หากผลปาล์มดิบลดราคา น้ำมันปาล์มขวดก็ต้องปรับลดด้วย เป็นไปตามโครงสร้างการคำนวณราคาประมาณการของผลปาล์มน้ำมัน น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มขวด ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้เป็นราคาแนะนำให้ปฏิบัติ ซึ่งสัปดาห์นี้ผู้ประกอบการรายใหญ่จะเริ่มต้นลดราคา 4-5 บาทก่อน และสัปดาห์หน้าจะทยอยลดอีก ซึ่งการคำนวณราคาจะต้องดูต้นทุนสต๊อกช่วงก่อนหน้าที่สั่งสินค้าเข้ามาประกอบด้วย โดยกรมการค้าภายในจะติดตามการปรับลดราคาอย่างใกล้ชิด ให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค ตามข้อสั่งการจุรินทร์
“สำหรับสินค้าทั่วไป สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ยังได้ติดตามกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคให้มีการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยให้ร้านค้าต้องปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าให้ชัดเจน ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร ตัวเลข ณ วันที่ 12 กรกฎาคม มีการสำรวจรวม 299 แห่ง จากห้างสรรพสินค้า 105 แห่ง ร้านค้าปลีก-ส่ง 129 แห่ง และตลาดสด 65 แห่ง โดยยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2565 รวมทั้งสิ้น 4,635 แห่ง จากห้างสรรพสินค้า 1,613 แห่ง ร้านค้าปลีก-ส่ง 2,139 แห่ง และตลาดสด 883 แห่ง พบว่าขณะนี้สินค้ามีเพียงพอกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ หากประชาชนพบการทำผิดกฎหมาย รวมทั้งการกระทำผิดในร้านค้าออนไลน์ สามารถโทรแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือทางอีเมล [email protected].” รัชดากล่าว
The post เริ่มวันนี้ น้ำมันปาล์มขวดลด 4-5 บาท ซูเปอร์มาร์เก็ต-ค้าปลีกขนาดใหญ่ นำร่อง คาดสัปดาห์หน้าลดอีก กรมการค้าภายในเกาะติด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เพย์ตัน เกนดรอน ชายหนุ่มวัย […]
The post ตำรวจเผยมือปืนกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตในนิวยอร์กวางแผนมาอย่างดีก่อนลงมือ เหตุเกลียดชังคนผิวดำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เพย์ตัน เกนดรอน ชายหนุ่มวัย 18 ปีซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก วางแผนมาอย่างรอบคอบก่อนที่จะลงมือ โดยเขาขับรถมาไกลจากที่พักถึง 320 กิโลเมตรเพื่อเปิดฉากกราดยิงในพื้นที่ที่มีประชากรผิวสีอยู่กันอย่างหนาแน่นโดยเฉพาะ
เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนคดีนี้ โดยระบุว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุรุนแรงมาจากประเด็นการเหยียดชาติพันธุ์ โดย ไบรอน บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองบัฟฟาโล กล่าวว่า “ผู้ต้องสงสัยเดินทางมาด้วยความตั้งใจที่จะปลิดชีพคนผิวสีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เกนดรอนสวมเสื้อเกราะขับรถเข้าไปในลานจอดรถของซูเปอร์มาร์เก็ต Tops Friendly Market ในเมืองบัฟฟาโลเมื่อเวลาราว 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเปิดกล้องไลฟ์สดขณะก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ยิงสกัดเขาไปหลายนัดแต่ก็ไม่เป็นผล เกนดรอนสามารถสังหารเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ ก่อนที่จะเข้าไปกราดยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังมาเดินช้อปปิ้ง
ตำรวจเปิดเผยว่า เกนดรอนทำการลาดตระเวนพื้นที่ดังกล่าว 1 วันก่อนที่จะก่อเหตุด้วย
ทั้งนี้ มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เกนดรอนเป็นผู้ยึดถือลัทธิฟาสซิสต์ และเชื่อว่าคนผิวขาวเป็นเผ่าพันธุ์ที่สูงส่งกว่ามนุษย์คนอื่นๆ (White Supremacy) โดยเขาได้เผยแพร่ความเชื่อสุดโต่งเหล่านี้ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งการเหยียดชาติพันธุ์ การต่อต้านชาวยิว การเทิดทูนลัทธิฟาสซิสต์ รวมถึงทฤษฎีสมคบคิดและสถิติต่างๆ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี
เกนดรอนถูกจับกุมทันทีหลังก่อเหตุ แต่เขาไม่ยอมรับสารภาพในข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐถึงปล่อยให้เกิดเหตุสะเทือนขวัญเช่นนี้ได้ ในเมื่อรัฐมีข้อมูลอยู่แล้วว่าเขาเป็นพวกหัวรุนแรงที่เคยขู่จะก่อเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมศึกษาของตัวเองเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพจิตในภายหลัง
เหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองบัฟฟาโลตกตะลึงอย่างมาก โดยผู้ที่มาร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยเมื่อวานนี้เปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า “มันน่าเจ็บปวดใจมาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีคนคิดทำอะไรแบบนี้”
เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เหยื่อที่ถูกกราดยิงมีทั้งหมด 13 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมี 11 รายที่เป็นคนผิวสี โดยมีเหยื่อรายหนึ่งเป็นคุณพ่อที่กำลังซื้อคัพเค้กไปเซอร์ไพรส์วันเกิดลูกชาย ส่วนหญิงอีกรายหนึ่งก็กำลังเลือกซื้อสินค้าหลังจากที่เดินทางไปเยี่ยมสามี ณ สถานดูแลพักฟื้น
ในขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่พยายามที่จะลบฟุตเทจของเหตุกราดยิงดังกล่าวไม่ให้หลงเหลือบนโลกอินเทอร์เน็ต ชาวอเมริกันก็ถกเถียงกันถึงประเด็นการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนอีกครั้ง รวมถึงปัญหาเครือข่ายเยาวชนหัวรุนแรงที่มีอยู่ทั่วโลกซึ่งยังแก้ไม่ตก โดยหลายคนได้รับการชักจูงอย่างผิดๆ ให้ก่อเหตุสังหารผู้บริสุทธิ์
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริง แต่เขาขอประณามอย่างรุนแรงต่อการเหยียดชาติพันธุ์อย่างสุดโต่ง
“เราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อขจัดความเกลียดชังที่ยังคงเป็นรอยเปื้อนในจิตวิญญาณของอเมริกา” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว
นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังได้ออกแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีไบเดนและภริยาจะเดินทางไปยังเมืองบัฟฟาโลเพื่อเยี่ยมเยือนประชาชนในพื้นที่
การก่อเหตุของเกนดรอนถือเป็นเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในสหรัฐฯ ของปีนี้ โดยสถิติระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนมากถึง 40,000 รายต่อปีในสหรัฐฯ ซึ่งนับรวมถึงการฆ่าตัวตาย และการเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงที่เริ่มมีให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ภาพ: Scott Olson / Getty Images
อ้างอิง:
The post ตำรวจเผยมือปืนกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตในนิวยอร์กวางแผนมาอย่างดีก่อนลงมือ เหตุเกลียดชังคนผิวดำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวชายวัย 18 ปีคนหนึ่ง ภายหลังจากที่เ […]
The post จับหนุ่มวัย 18 ปี บุกกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตในนครนิวยอร์ก เสียชีวิต 10 ราย พร้อมไลฟ์ขณะก่อเหตุ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวชายวัย 18 ปีคนหนึ่ง ภายหลังจากที่เขาพกอาวุธปืนบุกเข้าไปก่อเหตุยิงผู้คนภายในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (14 พฤษภาคม) ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเช้ามืดที่ผ่านมาตามเวลาในไทย
โดยตำรวจระบุว่า ชายดังกล่าวซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ได้บุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนจะเปิดฉากยิงและใช้กล้องไลฟ์ในระหว่างก่อเหตุ
ขณะที่ สตีเฟน เบลองเกีย เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI แถลงว่ากำลังสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า อาจเป็นการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง และเป็นการก่อเหตุที่มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งและรุนแรง
ซึ่งข้อมูลจากตำรวจนายหนึ่งที่เปิดเผยต่อสถานีโทรทัศน์ CBS ระบุว่า ชายคนร้ายได้ตะโกนข้อความแบ่งแยกเชื้อชาติในระหว่างก่อเหตุ
ด้าน โจเซฟ กรามาเกลีย ผู้บัญชาการตำรวจเมืองบัฟฟาโล เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะขับรถมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อมุ่งหน้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นย่านชุมชนชาวผิวสีภายในเมือง โดยพบว่ามีผู้ถูกยิงทั้งหมด 13 คน และส่วนใหญ่เป็นชาวผิวสี
หนึ่งในผู้เสียชีวิต พบว่าเป็นตำรวจเกษียณที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเขาพยายามยิงสกัดคนร้าย ก่อนจะถูกยิงเสียชีวิต ขณะที่ผู้บาดเจ็บ 3 คน ซึ่งเป็นพนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด ไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงถึงชีวิต
จากการตรวจสอบของตำรวจ พบว่า ชายคนร้ายได้พกอาวุธปืนไรเฟิลกำลังสูง และสวมใส่เสื้อเกราะและหมวกนิรภัย ซึ่งเขายอมวางอาวุธและถูกจับกุม หลังการเผชิญหน้ากับตำรวจอย่างตึงเครียด
ไบรอน บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองบัฟฟาโล กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เป็นฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุดที่ชุมชนใดๆ จะเผชิญ ซึ่งพวกเขาเจ็บปวดและกำลังโกรธแค้น
“เราไม่สามารถปล่อยให้บุคคลที่มีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจนี้แบ่งแยกชุมชนหรือประเทศของเราได้”
ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้รับรายงานสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ว่า “ประธานาธิบดีและสตรีหมายเลขหนึ่ง กำลังสวดภาวนาให้แก่ผู้ที่สูญเสียจากเหตุการณ์นี้”
ภาพ: Photo by BigDawg via REUTERS
อ้างอิง:
The post จับหนุ่มวัย 18 ปี บุกกราดยิงซูเปอร์มาร์เก็ตในนครนิวยอร์ก เสียชีวิต 10 ราย พร้อมไลฟ์ขณะก่อเหตุ appeared first on THE STANDARD.
]]>
รัฐบาลสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับโรคอ้วนมากขึ้นด้วยกฎห […]
The post Tesco ในสหราชอาณาจักร เตรียมเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายเฉพาะอาหารที่ดีต่อสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
รัฐบาลสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับโรคอ้วนมากขึ้นด้วยกฎหมาย HFSS หรือสั่งห้ามการส่งเสริมการขายอาหารที่มีไขมัน เกลือ หรือน้ำตาลสูง ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่ช้า
Tesco ซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่เตรียมเปิดขายผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ เพื่อตอบรับนโยบายใหม่ของรัฐบาล แต่ระหว่างรอการเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตใหม่ Tesco ก็จัดการเปิดตัวโซนใหม่ ‘แคลอรีต่ำกว่า 100’ ในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่แล้วหลายแห่งทั่วสหราชอาณาจักร โดยโซนนี้จะเน้นขายผลิตภัณฑ์อาหารที่ปกติแล้วไม่ดีต่อสุขภาพอย่างขนมกรุบกรอบ ขนมหวาน และซีเรียล ในเวอร์ชันแคลอรีต่ำและดีต่อสุขภาพกว่าเดิม
ซูเปอร์มาร์เก็ตเฉพาะทางที่กำลังจะเปิดใหม่ในปลายเดือนนี้ จะขายเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยไม่มีอาหารที่มีไขมัน เกลือ หรือน้ำตาลสูง นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของผู้ประกอบการในการตั้งใจให้ผู้บริโภคได้เลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อให้ดีต่อสุขภาพ และวางขายผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาทำตามแผนประมาณ 4 ปี
“เราตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นแหล่งซื้ออาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนที่ง่ายที่สุด เราเชื่ออย่างแรงกล้าว่าทุกคนควรเข้าถึงอาหารที่ผลิตอย่างยั่งยืนและดีต่อสุขภาพได้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน และไม่ว่าพวกเขาจะมีงบประมาณเท่าไร” โฆษกของ Tesco กล่าว
“เรายินดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับโรคอ้วนอย่างต่อเนื่อง และกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดของกฎหมายฉบับใหม่ และเพื่อให้แน่ใจว่าเราสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
เพื่อป้องกันโรคอ้วนที่กำลังทำลายสุขภาพประชากร นอกจากสหราชอาณาจักรจะสั่งห้ามการส่งเสริมการขายอาหารที่มีไขมัน เกลือ หรือน้ำตาลสูงแล้ว ยังประกาศห้ามโฆษณาอาหารขยะในช่วงเวลาไพร์มไทม์ และห้ามให้มีการรีฟิลน้ำอัดลมฟรีตามร้านอาหารด้วย
อ้างอิง:
The post Tesco ในสหราชอาณาจักร เตรียมเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายเฉพาะอาหารที่ดีต่อสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Seven & i Holdings กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของญี่ป […]
The post บริษัทแม่ 7-Eleven ในญี่ปุ่น ถูกนักลงทุนสถาบันกดดันให้ยกเครื่องธุรกิจ แยก ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ที่ทำกำไร ออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าที่มีผลงานไม่ค่อยดี appeared first on THE STANDARD.
]]>
Seven & i Holdings กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการยกเครื่องธุรกิจ โดยกองทุนนักลงทุนสถาบันของสหรัฐฯ เรียกร้องให้มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่ทำกำไรได้ และแยกธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าที่มีผลงานไม่ค่อยดีนักออกมา
“เราเชื่อว่า Seven & i จะต้องดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างที่กล้าหาญ และดำเนินการอย่างเร่งด่วน” ValueAct Capital ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ Seven & i มาตั้งแต่ปี 2020 มีสัดส่วนการถือหุ้น 4.4% และเป็นนักลงทุนสถาบันที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก Nomura Asset Management กล่าวในจดหมายเปิดผนึก “บริษัทไม่มีจุดสนใจในเชิงกลยุทธ์และมีประสิทธิภาพต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก” โดยเฉพาะกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven
ความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ Toshiba ถูกบังคับให้แบ่งตัวเองออกเป็น 3 บริษัทในปีที่แล้ว ซึ่งนักลงทุนให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจและสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายน้อยกว่าการนำธุรกิจมารวมภายใต้บริษัทเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงและลดประสิทธิภาพของเงินทุน
หลังจากมีจดหมายดังกล่าวออกมา รายงานจาก Nikkei Asia ระบุว่า Seven & i พุ่งขึ้นกว่า 3% เป็น 5,461 เยนในเช้าวันพุธ (26 มกราคม) ซึ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2016 นั่นแปลว่านักลงทุนเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว
ValueAct ขอให้คณะกรรมการของ Seven & i จัดตั้ง ‘คณะกรรมการพิจารณาเชิงกลยุทธ์’ และติดต่อนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ที่สุดของบริษัทเพื่อรับฟังความคิดเห็นของพวกเขา นอกจากนี้ยังขอให้ Seven & i ตอบรับคำขอด้วยการประกาศต่อสาธารณะในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ หลังจากการประชุมคณะกรรมการตามกำหนดครั้งต่อไป
Seven & i มีกำไรจากการดำเนินงาน 3.029 แสนล้านเยน หรือ 8.72 หมื่นล้านบาท ในช่วง 9 เดือนนับจากเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดย 3.019 แสนล้านเยน หรือ 8.7 หมื่นล้านบาท มาจากการดำเนินงานของธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศและต่างประเทศ
ธุรกิจร้านซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Ito-Yokado มีกำไรจากการดำเนินงาน 1.01 หมื่นล้านเยนในช่วงเวลาเดียวกัน ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าทั้ง Sogo และ Seibu ขาดทุนจากการดำเนินงาน 10.2 พันล้านเยน แม้ว่าจะมีการปิดร้านและการลดจำนวนบุคลากรก็ตาม
อ้างอิง:
ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH
Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP
The post บริษัทแม่ 7-Eleven ในญี่ปุ่น ถูกนักลงทุนสถาบันกดดันให้ยกเครื่องธุรกิจ แยก ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ที่ทำกำไร ออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าที่มีผลงานไม่ค่อยดี appeared first on THE STANDARD.
]]>