ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชำนาญวิทย์-เตรัตน์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 13 Sep 2025 05:27:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รองปลัดมท. เผยดีเดย์ 1 ต.ค. เปิดทางแรงงานเมียนมา 40,000 คนจากศูนย์พักพิง ออกทำงานทดแทนแรงงานขาดแคลน https://thestandard.co/myanmar-workers-40000-shelter-work-oct-1/ Sat, 13 Sep 2025 05:27:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1118870 แรงงานเมียนมา

วันนี้ (13 กันยายน) ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมห […]

The post รองปลัดมท. เผยดีเดย์ 1 ต.ค. เปิดทางแรงงานเมียนมา 40,000 คนจากศูนย์พักพิง ออกทำงานทดแทนแรงงานขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานเมียนมา

วันนี้ (13 กันยายน) ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) ในพื้นที่พักพิง 9 ศูนย์ ทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี ว่าเรื่องนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ระหว่างนี้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังพูดคุยกันถึงขั้นตอนการนำแรงงานเมียนมามาขึ้นทะเบียนที่กรมการปกครอง ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 4 หมื่นคน 

 

จากนั้นเมื่อขึ้นทะเบียนแล้วก็จะให้สิทธิพักพิงอยู่ในศูนย์ก่อน ถ้าจะออกนอกศูนย์ไปทำงานก็ต้องขออนุญาตนายอำเภอ เมื่อนายอำเภออนุญาตแล้ว จัดหางานจังหวัดจะมาดูทักษะว่าจะทำงานด้านใดบ้าง  เช่น ช่างไม้ ช่างสี ช่างปูน หรือไร้ฝีมือ จากนั้นจะนำนายจ้างมาที่อำเภอเพื่อทำสัญญา 

 

ทั้งนี้ก่อนทำสัญญาหรือยื่นใบอนุญาตต้องมีการตรวจสุขภาพให้กับแรงงาน และทำเรื่องประกันสุขภาพ ก่อนยื่นคำร้องออกนอกพื้นที่ โดยจัดหางานจังหวัดจะประสานเรื่องการออกใบอนุญาตทำงานและส่งไปยังที่อำเภอปลายทางที่ต้องการแรงงาน ควบคุมการจ้างงานตามสัญญาอยู่ได้สูงสุด 1 ปี 

 

เมื่อครบ 1 ปีก็ต้องกลับมาที่ศูนย์ฯ หรือคนที่ทำสัญญา 3 เดือนก็ต้องกลับมาที่ศูนย์  แต่ระหว่างนี้หากใครต้องการแรงงานอีกก็ต้องไปยื่นคำร้องใหม่ เพื่อขอแรงงานออกไปทำงานได้ แต่ต้องเป็นไปตามสัญญา คือ ไม่เกิน 1 ปี 

 

“ตัวอย่างเช่น ครบสัญญา 3 เดือนแล้วกลับมามีนายจ้างมาจ้างก็ออกไปใหม่ได้อีก ดูเป็นสัญญาต่อสัญญาและต่อคน แต่ต่อสัญญาไม่เกิน 1 ปี นี่คือแนวบริหารจัดการ”ชำนาญวิทย์กล่าว

 

ชำนาญวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า จะมีการฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับแรงงานที่ขึ้นทะเบียนครั้งแรก เพราะกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในศูนย์ฯไม่มีเงินที่จะมาเป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้น ค่าธรรมเนียมสิ่งใดที่ลดได้ก็จะลดลง เหลือแต่ประเด็นตรวจสุขภาพสาธารณสุขเท่านั้น ที่ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ โดยลูกจ้างกับนายจ้างต้องไปพูดคุยค่าใช้จ่ายในประเด็นนี้ เพราะกระทรวงแรงงานได้ลดค่าธรรมเนียมการดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีศูนย์พักพิง 9 ศูนย์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี 

 

ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ขาดแคลนแรงงานจะมีการส่งไปสนับสนุนอย่างไรนั้น ชำนาญวิทย์ กล่าวว่า จะมีแรงงานส่วนนี้ไปเติม ซึ่งจากเดิมผู้อพยพจะทำงานอยู่รอบศูนย์ฯ ดังนั้นกระบวนการนี้ก็คิดเผื่อไปทดแทนแรงงานกัมพูชา กรณีที่แรงงานฝั่งตะวันตกจะเดินทางไปฝั่งตะวันออก ก็ได้วางแผนไว้แล้วตามที่กล่าวมาข้างต้น คือ ให้อำเภอนั้นมาขออนุญาตและนำไปที่ปลายทาง ซึ่งปลายทางอาจจะเป็นจังหวัดระยอง จันทบุรี ก็ดำเนินการประสานงานกัน  โดยจัดหางานจังหวัดนั้น 

 

เมื่อครบสัญญาก็นำกลับมายังศูนย์พักพิง แต่ทั้งนี้ก็มีข้อจำกัดว่าแรงงานที่ทำต้องไม่เป็นงานที่สงวนไว้กับคนไทย หรือกรณีที่กฎหมายแรงงานห้ามคนต่างด้าวทำ แต่ทั้งนี้มีการจำกัดไม่ให้เดินทางไปในพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคใต้ เนื่องจากดูจากแรงงานความต้องการในพื้นที่แล้ว ภาคกลางและภาคตะวันออกมีมากกว่า ดังนั้นจึงต้องระบายแรงงานที่มีถึง 4 หมื่นคนระบายไปในพื้นที่ที่จำเป็นก่อน 

 

ส่วนความต้องการแรงงานทดแทนชาวกัมพูชามีเท่าไรนั้น ชำนาญวิทย์ กล่าวว่า ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในวอร์รูม ของกระทรวงแรงงาน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าต้องการแรงงานทดแทนเท่าไหร่ แต่ทราบว่ายอดแรงงานกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ4-5 แสนคนในทั่วประเทศและได้ทยอยเดินทางกลับกัมพูชา ซึ่งกระทรวงแรงงานกำลังสำรวจ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าแรงงานจากศูนย์ฯถึง 4 หมื่นคนจะสามารถทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ไม่สามารถทดแทนได้ 100 % 

 

ดังนั้นกระทรวงแรงงาน จะต้องไปดูว่าหากไม่พอแล้วต้องใช้แรงงานจากส่วนไหน ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้ใช้แรงงานไทยผ่านกรมราชทัณฑ์มาฝึกอาชีพ แล้วนำมาทดแทน และใช้แรงงานที่พึ่งตนเองก่อนได้ จากนั้น ค่อยไปใช้แรงงานต่างชาติ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องส่งเสริมเรื่องการใช้แรงงานคนไทย

 

The post รองปลัดมท. เผยดีเดย์ 1 ต.ค. เปิดทางแรงงานเมียนมา 40,000 คนจากศูนย์พักพิง ออกทำงานทดแทนแรงงานขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองปลัดมท. ติดตามชายแดนไทย-เมียนมา ด่านสิงขร ประจวบคีรีขันธ์ เร่งรัดการตรวจพิสูจน์สัญชาติคนไทยพลัดถิ่นกว่า 1,000 คน https://thestandard.co/thai-myanmar-border-citizenship/ Wed, 27 Aug 2025 00:59:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1111754 ชายแดนไทย-เมียนมา

วานนี้ (26 สิงหาคม) ที่ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช […]

The post รองปลัดมท. ติดตามชายแดนไทย-เมียนมา ด่านสิงขร ประจวบคีรีขันธ์ เร่งรัดการตรวจพิสูจน์สัญชาติคนไทยพลัดถิ่นกว่า 1,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายแดนไทย-เมียนมา

วานนี้ (26 สิงหาคม) ที่ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมรับฟังสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา และมอบนโยบายด้านความมั่นคงให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมประชุม และรายงานผลการดำเนินงานด้านต่างๆ

 

ชำนาญวิทย์ ได้กำชับเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการปฏิบัติที่บรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ ให้เป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน เน้นย้ำให้ Re X-ray ค้นหาผู้ติดผู้เสพยาเสพติด ขยายผลไปถึงผู้ค้า นำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ฟื้นฟู พัฒนาอาชีพ

 

ส่วนพื้นที่ชายแดนของ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทุกอำเภอมีพื้นที่ติดกับเมียนมา โดยมีจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง เป็นช่องทางหลักในการข้ามแดน ขอให้เตรียมพร้อมแผนบริหารสถานการณ์ชายแดนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น กรณีชาวเมียนมาอพยพหนีภัยความไม่สงบเข้ามาในฝั่งไทย ต้องมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมและสอดคล้องกับการรักษาความมั่นคงของไทย

 

รวมทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกระบวนการตรวจพิสูจน์สัญชาติคนไทยพลัดถิ่นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการกว่า 1,000 คน เพื่อให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ประสานกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งรัดเพื่อคืนสัญชาติให้กับบุคคลกลุ่มนี้ ซึ่งขณะนี้พบว่าทั่วประเทศยังเหลือผู้ที่อยู่ในกระบวนการตรวจพิสูจน์สัญชาติกว่า 4,000 คน

The post รองปลัดมท. ติดตามชายแดนไทย-เมียนมา ด่านสิงขร ประจวบคีรีขันธ์ เร่งรัดการตรวจพิสูจน์สัญชาติคนไทยพลัดถิ่นกว่า 1,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบ.ทก. เผยทหารยังตรึงกำลังพื้นที่ชายแดน ด้าน กต.เตรียมนำทีมทูต-สื่อต่างชาติลงพื้นที่ ร่วมคณะผู้ช่วยทูตทหารพรุ่งนี้ https://thestandard.co/military-maintains-border-presence/ Thu, 31 Jul 2025 07:45:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1102138

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต. สุรสันต์ ค […]

The post ศบ.ทก. เผยทหารยังตรึงกำลังพื้นที่ชายแดน ด้าน กต.เตรียมนำทีมทูต-สื่อต่างชาติลงพื้นที่ ร่วมคณะผู้ช่วยทูตทหารพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) พร้อมด้วย มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงประเด็นประจำวันเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

 

พล.ร.ต. สุรสันต์กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนโดยภาพรวมยังคงมีการตรึงกำลังทั้งสองฝ่าย มีการตรวจพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชา แต่สภาพโดยรวมยังอยู่ในความสงบ

 

สำหรับการควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 20 นาย เป็นสาเหตุมาจากการยอมจำนนของทหารดังกล่าว เนื่องจากกระสุนหมด โดยในพื้นที่ช่องซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยทหารกัมพูชาทั้ง 20 นาย ถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ในความผิดฐานการเข้าเมืองโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต หรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ส่วนผู้ถูกควบคุมตัวที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย ได้ส่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

 

พล.ร.ต. สุรสันต์กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา พล.อ. ดาโต๊ะ โมฮัมหมัด นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซีย ได้เข้ามาสังเกตการณ์ และพบปะหารือกับ ทั้งทางฝ่ายแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาค 2 ฝ่ายไทย รวมถึงได้พบปะกับทางกัมพูชา เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงกรณีปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 และ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามข้อตกลงหรือหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ไว้

 

ฝ่ายไทยได้ชี้แจงถึงข้อมูลของสถานการณ์ ก่อนที่จะนำไปสู่การปะทะกันของทั้งสองประเทศ ว่า ได้ใช้ความพยายามอดทนอดกลั้น ประท้วงการละเมิดข้อตกลงต่างๆ ส่วนฝ่ายกัมพูชาเลือกใช้การวางกำลังทหารและการวางระเบิดในพื้นที่พิพาท ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และการใช้มวลชนเข้ามาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการปลุกปั่นยั่วยุในบริเวณพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

 

สถานการณ์ได้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มปะทะที่ปราสาทตาเมือนธม ทำให้ฝ่ายไทยมีความจำเป็นที่จะต้องตอบโต้เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศและรักษาความปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่

 

ทั้งนี้ยืนยันว่าฝ่ายไทยนั้นได้ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด และยินดีให้การสนับสนุนการสังเกตการณ์ของฝ่ายมาเลเซียต่อไป พร้อมย้ำจุดมุ่งหมายของการเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ การประกาศว่าจะหยุดยิงทันที ไม่เพิ่มกำลังทหาร และการช่วยเหลือทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บในพื้นที่

 

ขณะที่สถานการณ์ของผู้อพยพ ผู้ที่ลี้ภัยจากการปะทะบริเวณชายแดนฝ่ายพลเรือนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจำนวน 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 12 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย รวมยอดทั้งหมด 52 ราย

 

ทั้งนี้ กองทัพบกได้จัดวงดนตรีหมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 25 เพื่อสร้างความบันเทิงและผ่อนคลายความเครียดให้กับประชาชน รวมถึงสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนในศูนย์พักพิงในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พร้อมเร่งบูรณาการด้านการสื่อสารในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อลดความเข้าใจผิด ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายตรงข้าม คาดว่าภายใน 1-2 วัน ก็จะเห็นความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

ด้าน มาระตี เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมจะนำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยลงพื้นที่สังเกตการณ์ และประเมินผลกระทบจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ (1 สิงหาคม) และ เพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่รับทราบแก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง กระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศ จำนวน 22 สำนัก รวมเป็น 38 คน ลงพื้นที่ร่วมกับคณะผู้ช่วยทูตทหารในวันพรุ่งนี้ด้วย

 

มาระตียืนยันว่า การลงพื้นที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และฝ่ายไทยจะไม่สร้างภาพลวง ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาว่ากัมพูชาลักพาตัวทหารไทยอย่างที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวหาไทย จะเน้นการสื่อสารเชิงคุณภาพ สิ่งที่คณะทูตและสื่อไทยและต่างประเทศจะได้เห็นจะได้สื่อสารไปทั่วโลกก็คือ ความเสียหายต่อบ้านเมือง โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานที่สาธารณะ ที่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มต้นปะทะและโจมตีที่ไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน และละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

 

ส่วนของการหารือในที่ประชุม ศบ.ทก. ในวันนี้ ฝ่ายไทยเรียกร้องให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจาทวิภาคี ยุติการละเมิดข้อตกลงต่างๆ ทุกรูปแบบ ทุกชนิดโดยทันที และพร้อมเจรจาทวิภาคี และรอหนังสือเชิญเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามที่ได้ตกลงกันไว้

 

ต่อมา รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงถึงมาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัย ใน 7 จังหวัด ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า มีเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง ประมาณหนึ่งหมื่นกว่ารายที่เข้าไปดูแล พื้นที่ 7 จังหวัด 22 อำเภอ 63 ตำบล และ 335 หมู่บ้าน เพื่อรักษาทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่ในศูนย์พักพิง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

 

พบว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบใน 7 จังหวัด 42 อำเภอ 321 ตำบล 3,884 หมู่บ้าน รวมทั้งสิ้น 278,506 ครัวเรือน 839,935 ราย ผู้เสียชีวิต 16 ราย ผู้บาดเจ็บ 38 ราย โดยมีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ 7 จังหวัด 36 อำเภอ 238 ตำบล 2,702 หมู่บ้าน

 

ในส่วนของศูนย์พักพิง 733 ศูนย์ ปัจจุบันมีผู้ที่ยังอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง 187,974 คน และได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานงานกับหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมในการกลับบ้านของประชาชน ส่วนการเยียวยาช่วยเหลือ ทางรัฐบาลได้เพิ่มวงเงินให้แต่ละจังหวัด ในวงเงินทดลองจ่าย 100 ล้านบาท พร้อมเร่งเบิกจ่าย ให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยเร็ว

The post ศบ.ทก. เผยทหารยังตรึงกำลังพื้นที่ชายแดน ด้าน กต.เตรียมนำทีมทูต-สื่อต่างชาติลงพื้นที่ ร่วมคณะผู้ช่วยทูตทหารพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเอฟเฟกต์อัลไพน์ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ-ร้องจริยธรรม เขย่าแผงอำนาจทักษิณ https://thestandard.co/key-messages-the-alpine-effect/ Tue, 21 Jan 2025 15:14:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1032878 อัลไพน์ (ที่ดินอัลไพน์)

ในที่สุด…มหากาพย์ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่ ‘คาราคาซัง’ […]

The post จับตาเอฟเฟกต์อัลไพน์ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ-ร้องจริยธรรม เขย่าแผงอำนาจทักษิณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัลไพน์ (ที่ดินอัลไพน์)

ในที่สุด…มหากาพย์ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่ ‘คาราคาซัง’ และ ‘น่ารำคาญ’ ตามคำกล่าวของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา กำลังจะได้บทสรุปอย่างเป็นทางการ 

 

เมื่อ ‘ชำนาญวิทย์ เตรัตน์’ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เซ็นเพิกถอนการจดทะเบียนฯ และนิติกรรมต่างๆ ในที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา และเตรียมส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินดำเนินการต่อไป

 


 

สนามกอล์ฟอัลไพน์ 

ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ภาพ: Alpine Golf Club 

 


 

ขณะที่ ‘กรมที่ดิน’ ก็รับเรื่องพร้อมดำเนินการต่อทันที โดยหลังจากนี้จะต้องดำเนินการแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน พร้อมแจ้งสิทธิการฟ้องคดีให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ

 

จากนั้นกรมที่ดินจะแจ้งต่อจังหวัดปทุมธานีเพื่อให้สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินและขายรวมสองโฉนด ในโฉนดที่ดินเลขที่ 20 และ 1446 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนรายการจดทะเบียนลำดับต่อมา 

 

รวมทั้งเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงแยกที่ออกสืบเนื่องมาจากโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง และรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกรายการในโฉนดที่ดินแปลงแยกนั้นด้วย ตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบและวิธีการ

 

เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง หมายเหตุการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินและขายรวมสองโฉนดแล้ว จะมีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 20 และ 1446 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ‘เนื่อม ชำนาญชาติศักดา’ เจ้าของมรดก และมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้จัดการมรดก สามารถจดทะเบียนโอนมรดกตามพินัยกรรมที่มอบให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร โดยดำเนินการขอได้มาซึ่งที่ดินตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

 

เมื่อที่ดินตกเป็นของวัดธรรมิการามวรวิหารแล้ว วัดสามารถนำที่ดินดังกล่าวให้ผู้ครอบครองคนปัจจุบันเช่า หรือออกหนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิเพื่อโอนสิทธิให้แก่ผู้ครอบครองคนปัจจุบัน หรือโอนที่ดินโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติมตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร 0601/908 ลงวันที่ 1 เมษายน 2545 ข้อ 6

 

ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินและโฉนดที่ดินตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 สามารถใช้สิทธิยื่นคำฟ้อง พร้อมขอทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองต่อศาล หรือยื่นคำขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ได้

 

อัลไพน์มูลค่า 7.7 พันล้าน 

 

ก่อนหน้านี้ ‘กรมที่ดิน’ ได้ประเมินค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นโดยข้อมูล ณ วันที่ 2 กันยายน 2567 โดยมูลค่าตามราคาตลาดโดยการประมาณและทุนทรัพย์จำนองอยู่ที่ 7,700 ล้านบาท แบ่งเป็นทรัพย์ตามมูลค่าตลาดประมาณ 7,228 ล้านบาท และทุนทรัพย์จำนอง 439.05 ล้านบาท 

 

ปัจจุบันเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอัลไพน์มีจำนวน 533 ราย และผู้รับจำนองอีก 30 ราย โดยมี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ซื้อที่ดินมาในปี 2540 ด้วยราคาประมาณ 500 ล้านบาท ต่อจาก ชูชีพ หาญสวัสดิ์ และ อุไรวรรณ เทียนทอง (ภรรยา เสนาะ เทียนทอง) ที่ขณะนั้นซื้อมา 130 ล้านบาท จากวัดธรรมิการามวรวิหาร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

 


 

ครอบครัวชินวัตร

ครอบครัวชินวัตร

จากซ้าย: คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร, พานทองแท้ ชินวัตร, 

แพทองธาร ชินวัตร, ทักษิณ ชินวัตร และ พินทองทา ชินวัตร 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 


 

ย้อนรอยมหากาพย์ที่ดินอัลไพน์

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2512 หรือเมื่อ 56 ปีที่แล้ว ‘เนื่อม ชำนาญชาติศักดา’ ผู้เป็นอุปัฏฐายิกาของเจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ทำพินัยกรรม ณ ที่ว่าการอำเภอดุสิต ต่อหน้าว่าที่ ร.ต. เสมอใจ พุ่มพวง นายอำเภอดุสิตในขณะนั้น ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 20 ตำบลคลองซอยที่ 5 ฝั่งตะวันออก (บึงตะเคียน) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 730 ไร่ 1 งาน 51 ตารางวา ถวายเป็นกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร

 

วันที่ 22 พฤษภาคม 2514 ‘เนื่อม ชำนาญชาติศักดา’ ได้ถึงแก่กรรม จึงมีการตั้งผู้จัดการมรดก แต่ปรากฏว่าแทนที่ที่ดินดังกล่าวจะถูกจดทะเบียนโอนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัด พระราชเมธาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส แสดงเจตจำนงจะขายที่ดินของวัด เนื่องจากอ้างว่ามีปัญหาด้านการดูแล แต่ผู้จัดการมรดกเดิมไม่ยอม และอ้างว่าขัดเจตนารมณ์ของ ‘เนื่อม ชำนาญชาติศักดา’

 

วันที่ 21 สิงหาคม 2533 ได้ตั้งผู้จัดการมรดกใหม่คือ มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ และในวันเดียวกันนั้นมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ ได้ใส่ชื่อของตัวเองเป็นผู้ครองที่ดิน

 

วันที่ 31 สิงหาคม 2533 มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ ได้จดทะเบียนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้ บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท กับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ ที่มีผู้ถือหุ้นชื่อ ‘ชูชีพ หาญสวัสดิ์’ อดีตรัฐมนตรี นักการเมืองชื่อดังของจังหวัดปทุมธานี กับ ‘อุไรวรรณ เทียนทอง’ ภรรยา เสนาะ เทียนทอง ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเป็นผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน โดยขายในราคาไร่ละ 1.5 แสนบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 130 ล้านบาท

 


หมายเหตุ: ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ใดจะถือครองที่ดินของวัดเกิน 50 ไร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะต้องอนุมัติก่อน ซึ่ง ‘เสนาะ เทียนทอง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้นได้อนุมัติที่ดินแปลงดังกล่าว


 

และในวันเดียวกันนั้น บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท กับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ ได้จำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง 

 

การขายที่ดินครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ก้อนคือ ก้อนแรกเป็นที่ดินสำหรับทำหมู่บ้านจัดสรร โดยบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท เป็นของ นพ.บุญ วนาสิน ปัจจุบันผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5645/2567 ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อในเวลาต่อมาจากอัลไพน์ เรียลเอสเตท เป็นราชธานี พร็อพเพอร์ตี้ 

 

ส่วนก้อนที่สองเป็นที่ดินสนามกอล์ฟของ ‘อุไรวรรณ เทียนทอง’ ภรรยา เสนาะ เทียนทอง ต่อมาในปี 2540 ที่ดินแปลงนี้ถูกขายต่อในราคา 500 ล้านบาทให้กับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ทักษิณ ชินวัตร ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีในอีก 4 ปีต่อมา

 


 

สนามกอล์ฟอัลไพน์ 

สนามกอล์ฟอัลไพน์ 

ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ภาพ: Alpine Golf Club 

 


 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กรมการศาสนาได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยในข้อกฎหมายในวันที่ 25 ธันวาคม 2543 และได้รับคำตอบตามหนังสือ ที่ นร 0601/0175 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 

 

ได้ข้อสรุปว่า วัดธรรมิการามวรวิหาร ได้กรรมสิทธิ์ทันที ที่ ‘เนื่อม ชำนาญชาติศักดา’ ถึงแก่กรรม จึงถือว่า ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่ธรณีสงฆ์ ตามมาตรา33 (2) (13) แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งการโอนที่ธรณีสงฆ์ต้องทำโดยพระราชบัญญัติ ตามมาตรา 34(14) แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ โดยมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้อ้างในการโอนไม่ใช่บทบัญญัติยกเว้นการได้มาดังกล่าว

 

มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ‘เนื่อม ชำนาญชาติศักดา’ จึงต้องโอนที่ดินมรดกตามพินัยกรรมที่ระบุไว้ให้ตกแก่วัดธรรมิการามวรวิหารเท่านั้น จะโอนให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากวัดธรรมิการามวรวิหารไม่ได้ การโอนที่ดินมรดกให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากที่ระบุให้เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของเจ้ามรดกซึ่งไม่ผูกพันทายาทและจะต้องรับผิดชอบต่อทายาท ตามมาตรา 1720 (21) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าว กรมที่ดินจึงมีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิ นิติกรรม และโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 

 

จากนั้นประชาชนเจ้าของบ้านจัดสรรในสนามกอล์ฟอัลไพน์จึงอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองดังกล่าวต่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งคือ ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’

 

ในเวลานั้น ‘ยงยุทธ วิชัยดิษฐ’ รองปลัดมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย และในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกระทรวงมหาดไทย กลับมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของกรมที่ดิน (ที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและโฉนดที่ดิน) จนมาถูกรื้อฟื้นเมื่อเดือนธันวาคม 2551 เมื่อมีการสั่งให้กรมที่ดินตรวจสอบใหม่

 

ต่อมา ‘ยงยุทธ์’ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง และตามด้วยคำพิพากษาศาลจำคุก 2 ปี หลังจากนั้นส่งสำนวนไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยมีการพิจารณาถึงชั้นฎีกา พิพากษาจำคุกยงยุทธ 2 ปีไม่รอลงอาญา 

 

ทั้งนี้ ตามการรายงานของไทยพีบีเอสระบุว่า ปมที่ดินอัลไพน์นี้ถูกดำเนินการสืบเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเคยออกคำสั่งตั้งกรรมการยกร่างกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาโอนกรรมสิทธิ์ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย หมายถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในโครงการ และการออกหนังสือ ‘ลับ’ เรื่องนี้ยังมีการดำเนินการต่อเนื่องถึงรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน

 

โดยที่ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย มีบันทึกลงวันที่ 3 กันยายน 2567 หรือ 3 วันก่อนจะพ้นตำแหน่ง ไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้พิจารณาเพิกถอนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์เดิมของยงยุทธ รวมถึงให้กระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยอุทธรณ์ใหม่ ให้คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินกลับมามีผลบังคับใหม่ โดยอ้างถึงความเห็นกฤษฎีกาและศาลได้มีคำวินิจฉัยว่า ที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์ ซื้อขายไม่ได้ 

 

ท้ายที่สุด ‘ชํานาญวิทย์ เตรัตน์’ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้จรดปากกาลงนามคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนฯ และนิติกรรมต่างๆ ในที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา และเตรียมส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินดำเนินการต่อไป

 

ทางออก ที่ดินอัลไพน์

 

หลังจากการที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีการลงนามคำสั่งเพิกถอนที่ดินอัลไพน์ในครั้งนี้ สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ว่าจะมีการดำเนินการต่อไปอย่างไร หากมีการฟ้องร้องระหว่างเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อเรียกค่าเสียหายจากเกิดขึ้นจริง ก็มีมูลค่าความเสียหายที่ต้องชดใช้กว่า 7,700 ล้านบาท นับว่ามีมูลค่ามหาศาล และภาระอันหนักอึ้งของกรมที่ดิน โดยกระทรวงมหาดไทย จึงได้มีการเสนอทางออก 3 ทาง ดังนี้ 

 

  1. วัดให้เจ้าของที่ดินคนปัจจุบันเช่า ซึ่งถ้าเช่าเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา ตามข้อ 4 (1) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2511 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 

 

  1. วัดขอออกหนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิไม่เกิน 30 ปี ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีข้อดีคือ อยู่อาศัยได้ต่อเนื่อง โอนสิทธิและจำนองได้ ตกทอดทางมรดกได้ แต่มีข้อเสียคือ มีระยะเวลาจำกัด 30 ปี ต้องแบ่งแยกก่อนดำเนินการ ใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ก่อตั้ง ไม่ได้กรรมสิทธิ์ แบ่งแยกไม่ได้ และค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเช่า 

 

  1. วัดโอนที่ดินโดยตราเป็น พ.ร.บ. ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 โดยให้เฉพาะบุคคลซึ่งได้สิทธิในที่ดินมาโดยสุจริต (เป็นไปตามความเห็นของกฤษฎีกา ลว 1 เมษายน 2545 มีการร่าง พ.ร.บ. เมื่อปี 2549 และยกเลิกเมื่อปี 2565)

 

ขณะที่การดำเนินการกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งไม่ตกเป็นของวัดมี 2 แนวทาง คือ 1. วัดต้องชดใช้ราคาให้กับเจ้าของปัจจุบัน และ 2. เจ้าของขอรื้อถอนออกไปโดยเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ

 


 

ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ทักษิณ ชินวัตร และ แพทองธาร ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ทักษิณ ชินวัตร และ แพทองธาร ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 


 

จับตาเอฟเฟกต์อัลไพน์

 

เมื่อบทสรุปของที่ดินอัลไพน์ออกเช่นนี้ ทักษิณในฐานะผู้ที่ซื้อที่ดินดังกล่าวนี้มาตั้งแต่ปี 2540 ทราบดีมาโดยตลอดว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบนี้ จึงได้กล่าวกับสื่อมวลชนที่ยื่นไมค์ถามที่นครพนมเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า “จะได้จบๆ เสียที คาราคาซัง น่ารำคาญ” 

 

กระนั้น ดูเหมือนว่าอัลไพน์มหากาพย์อันยาวนานที่กำลังจะจบลง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทักษิณต้องกังวลหลังจากนี้คือ เกมนิติสงครามที่จะตามไล่ล่า ‘แพทองธาร’ บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในฐานะบุคคลที่เคยถือหุ้นและเป็นผู้บริหารบริษัทในเครืออัลไพน์ จำนวน 22,410,000 หุ้น คิดเป็น 30% มูลค่าตามทุนจดทะเบียน 224.1 ล้านบาท 

 

แม้จะมีการโอนหุ้นทั้งหมดให้คุณหญิงพจมาน ผู้เป็นมารดาไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถวางใจต่อสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ได้

 

หลังจากนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเกมในสภาคือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเปิดฉากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมนี้ จะมีการตรวจสอบแพทองธารในประเด็นร้อนแห่งปีนี้ด้วยหรือไม่ 

 

ขณะเดียวกัน เกมนอกสภาก็ต้องจับตาเช่นเดียวกันว่า ที่ดินอัลไพน์จะเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงของแพทองธารที่นำไปสู่ข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบในฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

 

โดยเฉพาะกรณีผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่มีโทษรุนแรงอาจถึงขั้นตัดสิทธิทางการเมือง ที่เคยเกิดขึ้นกับ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ปมแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เมื่อช่วงกลางปี 2567 ที่อาจส่งผลแพทองธารได้เช่นกัน ทำให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่ครบเทอม และส่งผลต่อคะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทย

 

เพราะต้องยอมรับว่าในยามนี้ประชาชนมีพรรคการเมืองให้เลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชนที่รอดูดคะแนนในขั้วเสรีนิยม ส่วนขั้วอนุรักษนิยมในส่วนของเกมอำนาจการเมืองก็มีพรรคภูมิใจไทยขี่คออยู่

 

อ้างอิง: 

The post จับตาเอฟเฟกต์อัลไพน์ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ-ร้องจริยธรรม เขย่าแผงอำนาจทักษิณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองปลัดมหาดไทยเซ็นเพิกถอนที่ดินอัลไพน์แล้ว คาดราคาประเมิน 7.7 พันล้าน https://thestandard.co/alpine-land-revoked/ Mon, 20 Jan 2025 00:34:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1031952 alpines-land-revoked

วันนี้ (19 มกราคม) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า ชำนาญวิ […]

The post รองปลัดมหาดไทยเซ็นเพิกถอนที่ดินอัลไพน์แล้ว คาดราคาประเมิน 7.7 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
alpines-land-revoked

วันนี้ (19 มกราคม) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามเพิกถอนการจดทะเบียนฯ และนิติกรรมต่างๆ ในที่ดินอัลไพน์ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา และเตรียมส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการต่อไป

 

จากนี้กรมที่ดินจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

  1. ดำเนินการแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน พร้อมแจ้งสิทธิการฟ้องคดีให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบ

 

  1. แจ้งจังหวัดปทุมธานี เพื่อให้สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน และขายรวมสองโฉนด ในโฉนดที่ดินเลขที่ 20 และ 1446 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนรายการจดทะเบียนลำดับต่อมา รวมทั้งเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงแยกที่ออกสืบเนื่องมาจากโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงและรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกรายการในโฉนดที่ดินแปลงแยกนั้นด้วย ตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบและวิธีการ

 

  1. เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน และขายรวมสองโฉนดแล้ว จะมีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 20 และ 1446 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ เนื่อม ชำนาญชาติศักดา (เจ้ามรดก) มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ ในฐานะผู้จัดการมรดก สามารถจดทะเบียนโอนมรดกตามพินัยกรรมของเนื่อมให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร โดยดำเนินการขอได้มาซึ่งที่ดิน ตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

 

  1. เมื่อที่ดินตกเป็นของวัดธรรมิการามวรวิหารแล้ว วัดสามารถนำที่ดินดังกล่าวให้ผู้ครอบครองคนปัจจุบันเช่า หรือออกหนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิ เพื่อโอนสิทธิให้แก่ผู้ครอบครองคนปัจจุบัน หรือโอนที่ดินโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ นร 0601/908 ลงวันที่ 1 เมษายน 2545 ข้อ 6

 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินและโฉนดที่ดิน ตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 สามารถใช้สิทธิยื่นคำฟ้องพร้อมขอทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองต่อศาล หรือยื่นคำขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ได้

 

มีรายงานว่า ก่อนหน้านี้กรมที่ดินเคยประเมินค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นโดยข้อมูลวันที่ 2 กันยายน 2567 โดยมูลค่าตามราคาตลาดโดยการประมาณและทุนทรัพย์จำนองอยู่ที่​ 7.7 พันล้านบาท

The post รองปลัดมหาดไทยเซ็นเพิกถอนที่ดินอัลไพน์แล้ว คาดราคาประเมิน 7.7 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองปลัด มท. ไม่ให้สัมภาษณ์ปมอัลไพน์ แจ้งสื่อต้องให้ผู้บังคับบัญชาอนุญาตก่อน https://thestandard.co/alpine-interior-deputy-interview/ Fri, 17 Jan 2025 07:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1031396 กระทรวงมหาดไทย คดีอัลไพน์

วันนี้ (17 มกราคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ผู้สื่อข่าวมาเกาะต […]

The post รองปลัด มท. ไม่ให้สัมภาษณ์ปมอัลไพน์ แจ้งสื่อต้องให้ผู้บังคับบัญชาอนุญาตก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงมหาดไทย คดีอัลไพน์

วันนี้ (17 มกราคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ผู้สื่อข่าวมาเกาะติดที่หน้าห้องทำงานของ ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หลังจากก่อนหน้านี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า อำนาจในการเพิกถอน ที่ดินอัลไพน์ อยู่ในดุลพินิจของชำนาญวิทย์ที่จะดำเนินการ ซึ่งหากไม่ดำเนินการจะมีความผิดข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และชำนาญวิทย์จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2568

 

วันนี้ชำนาญวิทย์มีภารกิจประชุมเรื่องการแก้ไขปัญหาสัญชาติที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทย และมีแขกเข้าพบตลอดเวลา ก่อนให้เจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์ เพราะการให้ข่าวต้องเป็นไปตามระเบียบการให้ข่าว และต้องให้ผู้บังคับบัญชาอนุญาตก่อน จึงจะสามารถให้สัมภาษณ์ได้

The post รองปลัด มท. ไม่ให้สัมภาษณ์ปมอัลไพน์ แจ้งสื่อต้องให้ผู้บังคับบัญชาอนุญาตก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>