ชา (Tea) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชา-tea/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 24 Aug 2023 01:14:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘Spring Snow’ 8 คอร์สใหม่กิน-ดื่มสนุกจาก minimalmeal https://thestandard.co/life/8-new-courses-from-minimalmeal/ Wed, 17 May 2023 00:56:46 +0000 https://thestandard.co/?p=791334 Spring Snow minimalmeal

‘Spring Snow’ ทีเทเบิลหรือคอร์สเครื่องดื่มชา-ขนมหวานของ […]

The post ‘Spring Snow’ 8 คอร์สใหม่กิน-ดื่มสนุกจาก minimalmeal appeared first on THE STANDARD.

]]>
Spring Snow minimalmeal

‘Spring Snow’ ทีเทเบิลหรือคอร์สเครื่องดื่มชา-ขนมหวานของ เชฟพีท วรศานต์ ได้ดำเนินมาจนถึงคอร์สที่ 3 ภายใต้ชื่อของ ‘minimalmeal’ แล้ว โดย Spring Snow นั้นนับว่าเป็นทีเทเบิลซีซัน 2 ที่มาพร้อมคอนเซปต์ในการครีเอต 8 คอร์​สเมนูจาก 2 ฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่น โดยรอบนี้ทางเชฟพีทก็ได้ดึงเอาความสดชื่นในฤดูกาลใบไม้ผลิ ผสมผสานไปกับภูเขาหิมะในฤดูหนาวอีกฝากฝั่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ชวนให้เราได้มาลิ้มรสกันอย่างต่อเนื่อง

 

 

ถ้าย้อนไปในซีซันแรกจะเป็นธีมของ ‘Summer Rain’ หรือการรวบรวมวัตถุดิบที่หาได้ในฤดูร้อนของประเทศไทย มารังสรรค์เมนูในแต่ละคอร์สให้ออกมาสดชื่นชุ่มฉ่ำสมกับคำว่า Rain ในที่นี้อีกด้วย

 

 

หากใครที่เคยมาในคอร์สแรกสุดของเชฟพีทจะทราบกันดีว่า แม้ตัวคอร์สทีเทเบิลจะไม่ได้เจาะเมนูภายใต้ธีมฤดูกาลไหนๆ แต่ก็ทำให้ผู้คนได้เริ่มรู้จัก minimalmeal กันมากขึ้นนั่นเอง

 

The Vibe

สำหรับ minimalmeal แล้ว นอกจากคำว่า ‘Tea Table’ เรายังสามารถเรียกคอร์สนี้ว่า ‘Workshop’ ย่อมๆ ได้เช่นกัน เพราะเราจะได้ทั้งประสบการณ์การลิ้มรสเครื่องดื่ม-ขนมหวาน พร้อมกับการทำความรู้จักกับทรงแก้วและภาชนะต่างๆ ที่เปรียบเสมือนงานคราฟต์-งานศิลปะจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เชฟพีทตั้งใจนำเสนอให้เราไม่แพ้ไปกว่าตัวคอร์สเมนูเลย

 

 

นอกจากนี้เรายังได้พูดคุย-แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ กับผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ อย่างเป็นกันเองในฉบับไพรเวตคลาสที่จะรับเพียงครั้งละ 4 ที่ พร้อมรับความรู้เต็มอิ่มเกี่ยวกับวิธีการรังสรรค์แต่ละดริงก์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคอร์สกลับไปลองทำกันที่บ้าน

 

 

The Taste

เริ่มต้นกันด้วยเมนูเครื่องดื่มที่ทำให้เรารู้สึกสดชื่นเหมือนอยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิอย่าง GUAVA ดริงก์ที่จะมาช่วยเคลียร์พาเลตต์ลิ้นของเรา อีกทั้งยังมอบความสดชื่นพร้อมรสชาติความเขียวและความหวานฉ่ำของน้ำฝรั่งที่เชฟพีทนำผลฝรั่งไปสกัดเย็น (Slow Juice) ก่อนจะนำไปกรองด้วยดริปเปอร์ V60 และกระดาษฟิลเตอร์ (Clarified) ให้ได้ตัวน้ำสีใสไร้กากที่ยังครบรส เสิร์ฟในแก้วแบรนด์ Kimura Glass บางเฉียบ ไร้รอยต่อ ดื่มกันแบบสบายๆ

 

 

คอร์สถัดมาเราจะได้ลิ้มรส WARABI MOCHI ฮอนวาราบิโมจิหรือวาราบิโมจิแท้จากรากต้นเฟิร์นวาราบิที่เชฟจะนำมากวนร้อนให้เราดูกันสดๆ ก่อนจะค่อยๆ ใช้น้ำแข็ง และน้ำคูลดาวน์ตัวโมจิเป็นเวลา 10 นาที เพื่อให้เนื้อโมจินั้นเฟิร์มตัวไวขึ้น

 

 

แล้วจึงนำมาคลุกเคล้าด้วยผงถั่วคินาโกะ (Kinako: Roasted Soy Bean) เบาๆ เหยาะด้วยน้ำตาลดำหรือโคคุโตะ (Kokuto) จากจังหวัดโอกินาวา (Okinawa) ให้รสหอมหวาน ทั้งยังให้สัมผัสที่ละลายในปากในทุกคำที่กิน

 

 

เสิร์ฟคู่กับชาจีนอย่างชาเถี่ยหลัวฮั่น (Tie Luo Han) เบลนด์คู่กับอู่หลงชงร้อนๆ (Rock Wulong) ให้กลิ่นหอมดอกไม้ ชุ่มคอ และรสชาติค้างในปากนานด้วยการดื่มจากแก้วทรงดอกผักบุ้ง (Morning Glory) ของแบรนด์ Asahiyaki หนึ่งในแบรนด์เก่าแก่จากญี่ปุ่นด้วย

 

 

ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาของคอร์สเมนูมัทฉะอย่าง MATCHA VANILLA ของหวานกึ่งดริงก์ที่ได้ไอเดียมาจากภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะพร้อมๆ กับหิมะที่กำลังละลาย โดยแก้วนี้เชฟจะใช้เบสเป็นไอศกรีมวานิลลาจากฝักวานิลลามาดากัสการ์ เสิร์ฟในแก้วทรงชมพู่หรือทรง Bello ของแบรนด์ Kimura Glass เช่นเดิม

 

 

ก่อนจะเติมน้ำมะพร้าวลงไปแล้วท็อปด้วย Yuwai มัทฉะเบลนด์สามสายพันธุ์เดี่ยวจากเมืองอูจิ (Uji) ที่นำไปตีด้วยน้ำร้อน จบด้วยการบีบเปลือกส้มซ่าเล็กน้อย (Somza Air) สร้างบรรยากาศและกลิ่นหอมสดชื่นจากตัวส้ม

 

 

ถึงแม้แก้วนี้จะไม่มีวัตถุดิบของใบเตยเลย แต่รสชาติที่เราได้รับนั้นกลับชวนให้นึกถึงการกินขนมไทยที่มีกลิ่นหอมของใบเตยอย่างลอดช่องหรือขนมชั้น

 

 

ผ่านคอร์สหวานๆ มาแล้วถึง 2 เมนู ดริงก์ต่อไปอย่าง JINJA ก็ช่วยเติมความสดชื่นให้เราได้อย่างดี ทั้งรสชาติและความคั่วอ่อนๆ ของก้านโฮจิฉะที่ถูกเบลนด์และนำไปโคลด์บรูว์ 3 ชั่วโมงร่วมกับบันฉะ (Bancha) ผสมด้วยสาเกที่ไม่มีแอลกอฮอลด์หลงเหลือแล้ว (Reduction) ให้รสคล้ายข้าวหมักเล็กน้อย

 

 

ก่อนจะเพิ่มความหวานสดชื่นของแก้วนี้กันด้วยจินเจอร์เอล (Ginger Ale) ปิดท้ายด้วยวัตถุดิบสำคัญอย่างเกรปฟรุตที่เชฟตั้งใจใช้เปลือกมาบีบสร้างบรรยากาศ และตกแต่งข้างแก้วให้เราได้กลิ่นหอมจางๆ ของเกรปฟรุตในทุกอึก

 

 

หลังจากผ่านไปครึ่งทาง เชฟจะพาเราไปสัมผัสกับบรรยากาศของป่าสนต่อในชื่อเมนู YUKIMURO x Koromochi ที่ได้ไอเดียจากห้องหิมะอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสในจังหวัดนีงาตะ (Niigata) โดยดริงก์นี้เชฟตั้งใจให้เราได้ดื่มด่ำกับรสชาติของชาที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง เป็นความอูมามิสไตล์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ทั้งเซนฉะ (Sencha) ที่เชฟนำไปโคลด์บรูว์ในช่องฟรีซด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 15 นาที

 

 

รวมถึงขนมอบกรอบ Koromochi ที่ถูกเสิร์ฟบนใบสน ปิดท้ายด้วยบรรยากาศที่ถูกสร้างด้วยการฉีด Kinobi Gin ให้กลิ่นสะอาดๆ ของทั้งชาและต้นสนนั่นเอง

 

 

เข้าสู่คอร์สที่ 6 อย่าง ALEXANDRA ที่ให้รสชาติหลากหลาย พร้อมกับสีของดริงก์ที่โดดเด่น โดยดริงก์นี้จะประกอบไปด้วยชาดำญี่ปุ่น (Wakocha) จากจังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) ผสมกับน้ำเชอร์รีและบีทรูทที่ให้สีแดง ปิดท้ายด้วยโทนิกซ่า เชฟพีทจะป้ายข้างแก้วด้านหนึ่งด้วยดาร์กช็อกโกแลต แล้วจึงแนะนำให้เราค่อยๆ จิบ โดยเริ่มจากด้านที่ไม่มีช็อกโกแลตก่อน

 

 

ซึ่งความสนุกของแก้วนี้นอกจากรสชาติของแต่ละจิบจะไม่เหมือนกันแล้วนั้น ความเอิร์ธตี้ของส่วนผสมเองก็ยังทำให้เราได้รสชาติคล้ายมะขามเปียกจากดริงก์นี้อีกด้วย!

 

 

YUZU ดริงก์สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือเมนูมัทฉะยูซุที่ไม่มียูซุเป็นส่วนผสมหลัก แต่ตัวเครื่องดื่มนั้นจะมีเพียงแค่มัทฉะสายพันธุ์เดี่ยว ‘อูจิ ฮิคาริ’ (Uji Hikari) จากเมืองอูจิที่เชฟนำมาตีด้วยน้ำร้อน ก่อนราดลงบนโทนิกตัวเดิม เพิ่มเติมคือตัวโทนิกนั้นยังแฝงโน้ตโทนซิตรัสอย่างเลมอนและไทม์เล็กๆ ให้เราได้รู้สึกสดชื่นอยู่ด้วย พอไม่มียูซุเป็นเบสหลักเชฟก็จะฉีดกลิ่นยูซุหอมๆ (Yuzu Air) ปิดท้ายให้เราก่อนดื่มแก้วนี้นั่นเอง

 

 

ปิดท้ายคอร์สด้วยเมนูขนมหวานชื่อเดียวกันกับธีม SPRING SNOW เมนูโยเกิร์ตจากนมควาย-วัวในรูปแบบเกล็ดน้ำแข็งคล้ายกับหิมะ เสิร์ฟในถ้วยเซรามิกสีขาวฝีมือคนไทยอย่างสตูดิโอ กา.ลิ.โก (ga.li.go) คู่กับผลไม้ประจำฤดูกาลอย่างสตรอว์เบอร์รีพันธุ์อามาโอะ (Amaou) จากฟุกุโอกะ (Fukuoka) ลูกโต ให้รสหวานฉ่ำอมเปรี้ยว ก่อนจะเพิ่มมิติและรสชาติของถ้วยนี้ไปด้วยการเหยาะบัลซามิก สลับกับการกิน หรือโรยพริกไทย (Pink Peppercorns) ก็ยังเข้ากันได้แบบลงตัว!

 

Spring Snow minimalmeal

 

Good for

เราว่าคอร์สนี้มีความสนุกในการกิน-ดื่มทุกๆ เมนู ถึงแม้ว่าเราอาจจะคาดเดารสชาติของบางเมนูได้จากการผสมผสานของวัตถุดิบ แต่ในบางคอร์สเรียกว่ามองด้วยตาก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยจริงๆ นอกจากนี้เรายังได้เพลินไปกับการดูภาชนะที่เชฟตั้งใจเสิร์ฟในแต่ละคอร์สเหมือนได้นั่งดูงานศิลปะไปพร้อมๆ กัน และต่อให้ไม่เป็นสายชา ก็สามารถเอ็นจอยไปกับเหล่าเมนูเครื่องดื่ม-ขนมหวานสุดครีเอทีฟของเชฟพีทได้เช่นกัน


minimalmeal

Open: เปิดตามวันของคอร์สที่กำหนด เวลา 13.00-16.00 น.

Address: Noble Recole ซอยสุขุมวิท 19 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10100

Budget: 2,500 บาทต่อคน (สูงสุดจำนวน 4 คนต่อรอบ)

Website: www.minimalmeal.com

Map: 

 

 

 



บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘Spring Snow’ 8 คอร์สใหม่กิน-ดื่มสนุกจาก minimalmeal appeared first on THE STANDARD.

]]>
TASTE: ‘minimalmeal’ ทีเทเบิลที่สร้างประสบการณ์ลิ้มรสชาในรูปแบบใหม่ พร้อมให้นำความรู้ไปครีเอตเป็นแก้วของคุณเองได้! https://thestandard.co/taste-minimalmeal-tea-table/ Sun, 06 Feb 2022 07:03:26 +0000 https://thestandard.co/?p=591013 minimalmeal

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นธุรกิจ F&B เปิดกว้างใ […]

The post TASTE: ‘minimalmeal’ ทีเทเบิลที่สร้างประสบการณ์ลิ้มรสชาในรูปแบบใหม่ พร้อมให้นำความรู้ไปครีเอตเป็นแก้วของคุณเองได้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
minimalmeal

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นธุรกิจ F&B เปิดกว้างให้ผู้ที่มีความรักและความสนใจในด้านอาหาร-เครื่องดื่ม ไปสัมผัสกับประสบการณ์ในสิ่งที่พวกเขาชอบอย่างจริงจังและเต็มรูปแบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอร์สอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง คอร์สเครื่องดื่มในค็อกเทลบาร์ หรือแม้กระทั่งคอร์สโอมากาเสะกาแฟที่มีให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน สำหรับในครั้งนี้เราจะพาคุณไปรู้จักการดื่มชาในรูปแบบของ Tea Table กับร้าน ‘minimalmeal’ คอร์สเครื่องดื่มที่มีเบสเป็นชาผสมกับวัตถุดิบจากธรรมชาติ ชวนลิ้มรสชาในรูปแบบใหม่ พร้อมทั้งความรู้ที่สามารถนำกลับไปครีเอตแก้วของคุณเองได้แบบไม่มีกั๊ก

 

minimalmeal

เชฟพีท วรศานต์ เจ้าของคอร์สทีเทเบิล ‘minimalmeal’

 

minimalmeal เป็นบาร์ชาเล็กๆ ที่ควบคุมการผลิตโดยเชฟพีท วรศานต์ เชฟหนุ่มผู้คลุกคลีอยู่ในวงการอาหารนิวซีแลนด์ ก่อนตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาประเทศไทยเนื่องจากเบื่อการทำอาหารรูปแบบเดิมๆ และด้วยความชอบดื่มชา เชฟจึงทดลองพัฒนาเครื่องดื่มที่มีชาเป็นองค์ประกอบ หลังจากผ่านการคิดค้น ทดลอง พัฒนา และชิมเองในหลายครั้งหลายครา พีทจึงตัดสินใจชวนคนใกล้ตัวและเพื่อนฝูงนั้นมาลองลิ้มชิมเมนูของตนดูบ้าง ก่อนจะมีความคิดเปิดเป็นคอร์สให้กับเหล่าคนรักชาหรือคนที่ต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ มาลองชิม

 

เช่นนั้นแล้ว ‘minimalmeal’ จึงเป็นมากกว่าแค่คอร์สชิมเครื่องดื่ม-ของหวานจำนวน 8 คอร์ส (เครื่องดื่ม 5 คอร์ส และของหวาน 3 คอร์ส) เพราะยังเปรียบเสมือนเวิร์กช็อปที่จะมอบองค์ความรู้เกี่ยวกับการรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มของ เชฟพีท-พีท วรศานต์ เชฟผู้ซึ่งเติบโตมาในประเทศนิวซีแลนด์ และจบการศึกษาจากคณะ Fine Arts ของ University of Auckland รวมไปถึง Culinary Arts ของ Auckland University of Technology พร้อมทั้งประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการทำงานเป็นเชฟในระยะเวลากว่า 2 ปี ให้แก่ทุกๆ คนที่มาอีกด้วย

 

#TeaTable #Tea #minimalmeal

 

minimalmeal

เมนู ROSEAPPLE

 

เพื่ออรรถรสในการดื่มชาให้สนุก อร่อย และดึงเสน่ห์ของชาออกมามากที่สุด เชฟจึงคุมโทนเครื่องแต่งกายด้วยโทนดำสนิท และใช้แก้วใสต่างรูปทรงในการเสิร์ฟ คอร์สแรกเริ่มต้นกันที่ ‘ROSEAPPLE’ น้ำชมพู่สกัดเย็น (Cold Pressed) จากชมพู่สดส่งตรงจากเพชรบุรี นำไปกรองด้วยกระดาษฟิลเตอร์ (Clarified) เพื่อให้ได้สีกระจ่างใส ไม่มีกากใย เสิร์ฟในแก้วใสทรงสูงพร้อมน้ำแข็งทรงกลม รสชาติหวานหอมสดชื่น ดื่มเพื่อกระตุ้นต่อมรับรส เตรียมพร้อมสำหรับเมนูถัดไป

 

minimalmeal

ขั้นตอนการทำเมนู ‘MATCHA MAPRAO’

 

มาต่อกันด้วยเมนูเครื่องดื่มมัทฉะในคอร์สที่ 2 อย่าง ‘MATCHA MAPRAO’ หรือมัทฉะน้ำมะพร้าว เชฟเลือกใช้มัทฉะเบลนด์โกคุโจ (Gokujou) จากไร่สึจิกิ (Tsujiki) ในเมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต มาผสมกับน้ำมะพร้าวแก่จากอำเภอดำเนินสะดวกซึ่งมีความหอมหวานสูง เติมไซรัปดึงความหวานและโน้ตของชา ก่อนตกแต่งขอบแก้วด้วยผงถั่วคินาโกะน้ำตาลดำ (Kokuto) รสชาติหวานกำลังดี หอมกลิ่นมะพร้าวและรสชาติยังชัดเจน ดื่มง่าย นักดื่มชามือใหม่ก็ดื่มง่าย

 

minimalmeal

MANGO & STICKY RICE

 

คอร์สที่ 3 พักเบรกรสชาติกับจานขนมหวาน ‘MANGO & STICKY RICE’ เมนูข้าวเหนียวมะม่วงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘Fruit Sando’ หรือแซนด์วิชผลไม้ของญี่ปุ่น มะม่วงน้ำดอกไม้นำมาจับคู่กับโชคุปังและวิปครีมจากนิวซีแลนด์แทนข้าวเหนียวมูนและน้ำกะทิ เปิดหน้าแซนด์วิชด้วยมะม่วงฝานท็อปด้วยถั่วทองป่น ได้สัมผัสนุ่มของโชคุปังตั้งแต่คำแรก ขณะเดียวกันตัววิปครีมเองก็จะให้ความหวานนวลไม่หวานเลี่ยนเกินไป สามารถชูรสมะม่วงที่เป็นพระเอกของจานนี้ได้ดี

 

minimalmeal

‘UME & WILD HONEY’

 

ถัดจากเมนูขนมที่ให้รสชาติความหวานและสัมผัสที่นุ่มละมุนกันไปแล้ว ถึงคราของเมนูเครื่องดื่มสดชื่นในคอร์สที่ 4 ‘UME & WILD HONEY’ ซึ่งเชฟดองบ๊วยไว้กับน้ำผึ้งป่า ก่อนจะแบ่งตัวบ๊วยดองไปโคลด์บริวด้วยชาดำเบนิฟูกิ (Benifuki) อีกครั้ง แล้วผสมโทนิกก่อนเสิร์ฟเสริมความซ่าสดชื่น จบท้ายที่การโรย Shiro Furikake หรือใบชิโระแดงอบแห้ง มีความเค็มเล็กๆ (คนญี่ปุ่นนิยมนำมาโรยบนข้าว) ช่วยส่งให้รสชาติครบรสทั้งความเปรี้ยว เค็ม หวาน ที่ผลัดกันขึ้นมาเป็นท็อปเทสโน้ตไปจนถึงเบสโน้ต

 

minimalmeal

เมนู ‘HOUJIDIRTY’

 

เรียกความสดชื่นเรียบร้อยก็มาต่อของหวานอีก 2 ชนิด ได้แก่ ‘HOUJIDIRTY’ หรือเดอร์ตี้โฮจิฉะสูตรพิเศษที่มีทั้งโฮจิฉะรมควันด้วยชาดำ ผงโกโก้คั่วจนหอม นมสด ไอศกรีมวานิลลา โรยพริกไทยเล็กน้อย รสชาติหนักแน่น เข้มข้น และ ‘GRANITA’ หรือเมนูของหวานแบบเกล็ดน้ำแข็งที่จะเน้นให้ความสดชื่นและความเบาสบาย ตัดรสชาติจากเมนู HOUJIDIRTY ในคอร์สก่อนหน้าได้อย่างดี 

 

minimalmeal

เมนู ‘GRANITA’ เนื้อส้มวาเลนเซีย 

ตามด้วยกรานิตาสีเหลืองที่ทำมาจากสับปะรดและเสาวรส

ก่อนท็อปด้วยโฟมสับปะรดและใช้เปลือกมะกรูดไล่อากาศตรงบริเวณแก้ว

รสชาติหอมหวานฟู่ในปาก หอมกลิ่นเปรี้ยวหวานสดชื่น

 

minimalmeal

เมนู ‘TEA & TONIC’

 

คอร์สที่ 7 มีชื่อว่า ‘TEA & TONIC’ เครื่องดื่มชาผสมโทนิกที่ทำขึ้นโดยเลียนแบบเครื่องดื่มมีชื่อ Gin Tonic ทว่าเปลี่ยนจาก Gin เป็นชา Ohbukudani Sencha จากเมืองอุจิ ผ่านการสกัดเย็น 2 ครั้ง ผสมกับสมุนไพรบดเพื่อดึงกลิ่นหอมออกมา ผสมโทนิกลงไป และปิดท้ายด้วยโรสแมรีเผาเล็กๆ พอส่งกลิ่นหอมในทุกจิบ

 

minimalmeal

เมนู AOI AOI

 

ปิดท้ายคอร์สด้วยเมนูเครื่องดื่มที่มีมัทฉะ ‘AOI  AOI’ (อ่านว่า ‘อาโอย’) โดยชื่อ AOI AOI มาจากวัตถุดิบหลักทั้งสองอย่าง ได้แก่ น้ำอ้อย และมัทฉะเบลนด์สายพันธุ์โอคุมิโดริ (Okumidori) และซามิโดริ (Samidori) ที่มีชื่อว่า Aoi no Hamare จากเมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ


โดยสำหรับเมนู AOI AOI นั้น เชฟพีทเลือกใช้น้ำอ้อยจากจังหวัดกำแพงเพชรที่นำมาเจือจางด้วยน้ำแร่ฟูจิ นำมาตีให้เข้ากับมัทฉะ แล้วจึงเทเครื่องดื่มเสิร์ฟลงในแก้วที่มีดีไซน์สุดพิเศษอย่างรูปทรงที่คล้ายกับน้ำแข็ง ท็อปด้วยโฟมสับปะรดและมะนาว ให้ความหวานอมเปรี้ยวเมื่อดื่มในจิบแรก และความหวานหอมของน้ำอ้อยที่ผสมผสานกับโน้ตของชา นอกจากนี้เชฟพีทยังใช้เปลือกเกรปฟรุตบีบละอองน้ำเล็กๆ ให้ฟุ้งในอากาศ (Grapefruit Air) ช่วยทำให้เมนูมัทฉะน้ำอ้อยนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของเกรปฟรุตอีกด้วย

 

minimalmeal

น้ำดื่มที่เชฟเลือกใช้และเสิร์ฟในคอร์ส 

เป็นน้ำดื่มหลักที่เชฟใช้ในการทำเครื่องดื่มทุกเมนู

 

minimalmeal

บรรยากาศคอร์ส Tea Table 

 

minimalmeal

Open: ตามวันเวลาของคอร์สที่กำหนด

Address: 77 สุขุมวิท 19 คลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10100

Budget: 2,500 บาท/คน (สูงสุดจำนวน 4 คนต่อรอบ)

Website: www.minimalmeal.com

Map: https://goo.gl/maps/gh4dfzGVAeWy4Dy7A

 

 

The post TASTE: ‘minimalmeal’ ทีเทเบิลที่สร้างประสบการณ์ลิ้มรสชาในรูปแบบใหม่ พร้อมให้นำความรู้ไปครีเอตเป็นแก้วของคุณเองได้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
TASTE: ‘Grow tea.studio’ คาเฟ่ชาสโลว์บาร์หลังเล็กๆ ย่านสุทธิสาร ที่ตั้งใจเสิร์ฟชาทุกแก้วให้เป็นดั่งแก้วโปรดของทุกๆ คน https://thestandard.co/taste-grow-tea-studio/ Sat, 11 Dec 2021 02:51:47 +0000 https://thestandard.co/?p=570010 Grow tea.studio

ธนพงษ์ พิสิฐสิฬษ์ (ประทัด) และ นภัครธรณ์ ศรีไทรคู (บะหม […]

The post TASTE: ‘Grow tea.studio’ คาเฟ่ชาสโลว์บาร์หลังเล็กๆ ย่านสุทธิสาร ที่ตั้งใจเสิร์ฟชาทุกแก้วให้เป็นดั่งแก้วโปรดของทุกๆ คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grow tea.studio

Grow tea.studio

ธนพงษ์ พิสิฐสิฬษ์ (ประทัด) และ นภัครธรณ์ ศรีไทรคู (บะหมี่)

 

เพราะการอยากทำธุรกิจจากที่สิ่งที่ชื่นชอบร่วมกัน เป็นจุดกำเนิดให้ฟู้ดสไตลิสต์อย่าง ธนพงษ์ พิสิฐสิฬษ์ (ประทัด), ฟู้ดดีไซเนอร์ และทีมาสเตอร์อย่าง นภัครธรณ์ ศรีไทรคู (บะหมี่) และ ณัฐวรา ธวบุรี (กิ๊ฟฟี่) สถาปนิกซึ่งเคยมีประสบการณ์การดูแลด้านการจัดการ และการปฏิบัติงานในคาเฟ่มาก่อน ได้ตัดสินใจเปิดคาเฟ่ชาหลังหนึ่งขึ้นมาด้วยกัน ภายใต้ชื่อร้านอย่าง ‘Grow tea.studio’ หรือที่แปลว่า ‘เจริญเติบโต’

 

‘Grow tea.studio’ คือคาเฟ่ชาไต้หวัน ชาญี่ปุ่น และมัทฉะแบบสโลว์บาร์ ขุมทรัพย์หลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ภายในย่านสุทธิสาร โดยมีโลโก้ประจำร้านคือ ‘แสงที่เปล่งประกาย’ มาจากความหมายของร้าน รวมไปถึงจุดประสงค์ที่อยากให้ทุกคนนั้นเจริญเติบโตทั้งกาย และใจไปด้วยกัน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งโลโก้ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของการชงชา อย่าง ‘grow°’ ชื่อของร้านที่มีองศาน้ำร้อนห้อยติดมาอีกด้วย

 

Grow tea.studio

  ภาพบรรยากาศร้าน

 

เมื่อได้ก้าวย่างเข้ามาสู่บริเวณของร้าน จะเห็นได้ว่าจุดเด่นอย่างแรกของคาเฟ่แห่งนี้ คือดีไซน์การตกแต่ง และการออกแบบที่ถูกปกคลุมไปด้วยโทนสีดำ ขาว และเอิร์ธโทน ซึ่งจะให้ความรู้สึกถึงความ Unisex และกลิ่นอายของความเท่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคาแรกเตอร์ของทั้ง 3 คนอย่างลงตัว

 

ถึงแม้ว่าสีหลักของร้านอย่างสีดำ รวมไปถึงทำเลที่ตั้งที่หลบซ่อนอยู่นั้นจะให้บรรยากาศที่สุขุม สงบ และลึกลับ แต่องค์ประกอบทั้งหมดทั้งมวลอย่างเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากไม้อัด ผนัง ไปจนถึงเพดานที่มาในรูปแบบของปูนเปลือย ก็ยังช่วยเสริมบรรยากาศที่เย็นสบาย สไตล์โฮมมี่ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่มาแวะเวียน หรือผู้ที่มานั่งจิบชายาวๆ ที่เคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ นี้ได้เช่นกัน

 

Grow tea.studio

การล้างชาจีนด้วยน้ำร้อนก่อนหนึ่งรอบ

 

ทุกๆ การตัดสินใจนั้นมีที่มา เพราะก่อนหน้าที่ทั้ง 3 คนจะตัดสินใจเปิดคาเฟ่ชาแห่งนี้ร่วมกัน ธุรกิจแรกที่ได้โผล่ขึ้นมาในหัวคือ ‘การทำโปรดักต์เพื่อสุขภาพ’ 

 

Grow tea.studio

 ภาพบรรยากาศภายในร้าน

 

ดังนั้นแล้ว เมื่อสุขภาพมารวมอยู่ในศาสตร์ของชา จึงเป็นผลให้การเลือกโทนชาในร้าน จำเป็นที่จะต้องดื่มง่าย ไม่อึดอัด มีคุณภาพที่ดี เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่ที่อยากเข้าถึงการดื่ม และศาสตร์ของชา ไปจนถึงคนรักชาทั้งหลายที่ก็อยากลองเปิดประสบการณ์การดื่มชาในรูปแบบ และการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้านด้วยเช่นกัน โดยโทนชาที่ออกไปทางสว่างๆ นี่แหละ ที่ดูจะตอบโจทย์กับคาเฟ่แห่งนี้มากที่สุด

 

Grow tea.studio

การตีมัทฉะด้วยนมเย็น

 

ไล่เลียงมาจากโซนแรกของเมนูอย่างหมวดหมู่มัทฉะลาเต้ ที่ทางร้านได้เลือกใช้มัทฉะจากเมืองอูจิ จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ‘Ujicha’ ซึ่งมีคาแรกเตอร์ตรงตามโจทย์อย่างโทนสว่าง เพราะมัทฉะจากทางอูจินั้นจะให้โน้ตที่ออกไปทางความเขียวผักใบ เขียวหญ้า เขียวถั่วเขียว ธัญพืช สาหร่ายทะเล ดอกไม้ วานิลลา และมีโน้ตที่ทิ้งท้ายด้วยโกโก้ หรือดาร์กช็อกโกแลต รวมไปถึงยังมีรสชาติที่ครบรส ไม่ว่าจะเป็น เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม และรสกลมกล่อม (Umami) 

 

สำหรับในหมวดหมู่นี้ ทางร้านจะมีมัทฉะให้เลือกถึง 5 เมนู ใน 5 คาแรกเตอร์ด้วยกัน โดยแต่ละเมนูนั้นจะถูกนำเสนอรสชาติเบื้องต้นผ่านรูปการจัดดอกแบบไม้แบบอิเคบานะ (Ikebana) ในถ้วยชาทรงกระปุกเกลือ และเทสโน้ตที่ได้ถูกแปะไว้คร่าวๆใต้เมนู ไม่ว่าจะเป็น Basic Ujicha (135 บาท) มัทฉะเบลนด์ชงด้วยนมเย็นแบบโคลด์บรูว์ ให้รสชาติคล้ายถั่วรสหวานมัน เมล็ดฟักทองอบ สาหร่าย ดาร์กช็อกโกแลต และกลิ่นหอมของข้าว โดยเมนูนี้ถูกนำเสนอผ่านใบไม้สีเขียวและถั่วแระ ในกระถางต้นไม้ปกติที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมัทฉะที่สามารถดื่มได้ทุกวัน 

 

หรือ Umami (180 บาท) มัทฉะเบลนด์จากสายพันธุ์ซาเอะมิโดริ ที่ถูกนำเสนอรสชาติของความละมุนกลมกล่อมของวานิลลา เม็ดบัว และซุปสาหร่ายผ่านดอกไม้สีขาวที่เบ่งบาน และดอกไม้สีขาวที่ยังอยู่ในตาข่ายหุ้ม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมิติของรสชาติ และอโรมาที่จะค่อยๆ ออกมาระหว่างการดื่ม

 

Grow tea.studio

เมนู Shibumi (ราคา 160 บาท)

 

นอกจากรสชาติที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย และกลมกล่อมแล้วนั้น Grow tea.studio ก็ยังคงมีอีก 2 เมนูมัทฉะใส่นม ที่มีชื่อเรียกคล้ายการระบุคำนิยามของรสชาติที่มากไปกว่ารสปรี้ยว ขม เค็ม หวาน และกลมกล่อม อย่าง Ooika หรือกลิ่นสดชื่นแบบสาหร่าย และ Shibumi หรือความขมฝาดแบบสดชื่น

 

สำหรับเมนู Ooika (165 บาท) นั้น ทางร้านได้เลือกใช้มัทฉะเบลนด์สายพันธุ์โอคุมิโดริ จากเมืองคาวากุจิ จังหวัดไซตามะแทน โดยจะยังให้รสชาติโทนสว่างที่คล้ายถั่วลันเตาอบ ความเค็ม และอโรม่าจากสาหร่ายทะเล รวมไปถึงดาร์คช็อคโกแลตที่ยังคงทำให้แก้วนี้มีความนุ่มนวล ฟุ้งๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งเมนูนี้ ก็จะถูกนำเสนอผ่านการจัด Ikebana โดยใช้สาหร่ายมาริโมะ ทรงกลมๆ แทนสัญลักษณ์หลักอีกด้วย 

 

และในส่วนของเมนูฝาดก่ำเขียวแบบสดชื่นอย่าง Shibumi (160 บาท) นั้น ทางร้านก็ได้นำเสนอรสชาติผ่านการจัดช่อดอกไม้ที่ใช้ใบไม้แห้งแทนความขมฝาด และใช้สาหร่ายมาริโมะที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษแทนความขมก่ำเขียวแบบหญ้าสด และซุปผักโขมที่สดชื่น นอกจากนี้ แก้วนี้ก็ยังให้รสชาติความหวานปนขมของมอลต์ ช็อกโกแลต และมะขามป้อมอีกด้วย

 

Grow tea.studio

เมนู grow° Usucha (135 บาท) และ Dora’caron (65 บาท)

 

แต่ถ้าหากว่าใครที่กำลังมองหาเมนูมัทฉะลาเต้ที่ครบเครื่อง และครบรสที่สุดตัวหนึ่ง แน่นอนว่าต้องห้ามพลาดเมนู อย่าง grow°er (180 บาท) หรือมัทฉะเบลนด์สูตรลับของทางร้าน ที่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะให้ความรู้สึกเข้มข้น แต่ยังคงดื่มง่ายและสดชื่น โดยเมนู grow°er นี้ สายมัทฉะไม่ใส่นมก็สามารถสั่งแบบชงน้ำ หรือเมนูที่มีชื่อว่า grow° Usucha (135 บาท) กินควบคู่ไปกับขนมหวานอย่างโฮมเมดโดรายากิไส้ถั่วแดง หรือ Dora’caron (65 บาท) อุ่นแบบร้อนๆ ได้เช่นกัน

 

Grow tea.studio

  เมนู Houjicha Cold Brew Milk Tea (145 บาท)
    และ Dong Fang Mei Ren Cold Brew Milk Tea (165 บาท)

 

นอกเหนือไปจากเมนูมัทฉะลาเต้ สายนมก็ยังคงมีเมนูชานมไต้หวัน และเมนูชานมญี่ปุ่น อย่างโฮจิฉะคั่วอ่อนจากเศษเกียวกุโระที่ได้ผ่านกระบวนการโคลด์บรูว์นานกว่า 1-2 วัน เพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้น และนุ่มนวลมาให้ได้ลิ้มลองกัน 

 

โดยเมนูชานมไต้หวันนั้น ก็จะมีให้เลือกถึง 2 ตัวใน 2 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Tie Charcoal (145 บาท) ชานมเบสทิกวนอิมที่ให้รสชาติคล้ายน้ำตาลไหม้ และความหอมคั่วกระทะที่ชัดเจน หรือ Dong Fang Mei Ren/Oriental Beauty (165 บาท) ชานมเบสตงฟาง เหม่ยเหริน หรืออู่หลงที่ก็จะฉีกออกมาในแนวหอมดอกไม้ หวานน้ำผึ้ง และมีความขมเข้มของชาขึ้นมาอีกระดับ 

 

Grow tea.studio

ขั้นตอนการทำเมนู Ruby Clear Tea (125 บาท)

มาจนถึงหมวดหมู่เมนูที่เอาใจรักการดื่มชาแบบไม่ใส่นม หรือหมวดหมู่ชาใส (New Traditional Clear Tea) ที่ก็มีทั้งชาไต้หวันและญี่ปุ่นให้ได้เลือกลิ้มรสกันอย่างเต็มที่ถึง 6 เมนู โดยความพิเศษของชาในหมวดหมู่นี้ ก็คือการคัดสรรเกรดชาที่เหมาะสำหรับการชงใสเท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าถึงแม้จะเป็นพันธุ์เดียวกัน แต่ด้วยเกรดที่คัดมาไม่เหมือนกัน ก็จะให้รสชาติที่ต่างออกกันออกไปจากการชงด้วยนมเย็นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น Houjicha (135 บาท) เกรดชงน้ำจากไร่เกียวกุโระ ให้รสชาติที่หอมคั่ว และมีความสดชื่น ของฟรุตตี้ในตอนท้าย ซึ่งจะต่างจากเกรดชงนมที่ให้กลิ่นควันสโมคของคาราเมลไหม้ขึ้นมาทันทีเมื่อได้ดื่ม, Tieguanyin (125 บาท) ชาทิกวนอิมแบบใสที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความหวานฉ่ำคอ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความหอมไหม้คล้ายถ่านไม้ไผ่เผาอยู่ เช่นเดียวกับ Dong Fang Mei Ren (125 บาท) ที่ก็ยังคงมีความหอมคล้ายดอกไม้ป่าสีแดง ควันเผา ที่เพิ่มเติมมาด้วยความหวานฉ่ำคล้ายแอปเปิ้ลแดง 

 

Grow tea.studio

เมนู Kukicha (125 บาท)

 

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ แต่ในหมวดหมู่ชาใสนั้น ก็ยังมี Bao Zhong (125 บาท) ลูกครึ่งชาเขียวจีน-อู่หลง ที่ให้รสชาติที่สมดุล ครบทุกมิติ โดยเฉพาะกลิ่นหอมของดอกไม้ขาวที่ชัดเจน, Ruby Clear Tea (125 บาท) ชาดำรูบี้ที่ให้รสเย็นสดชื่นคล้ายมินต์ กลิ่นหอมโดดเด่นของกุหลาบแดง และมิติของชาที่ซับซ้อนน่าค้นหา และ Kukicha (135 บาท) หรือก้านชาเขียวญี่ปุ่นที่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มเติมความสดชื่นตลอดทั้งวัน รวมไปถึงยังสามารถเลือกสั่งเป็นเมนูปิดท้ายได้เช่นเดียวกับเมนูเครื่องดื่มฟิวชันในหมวดหมู่ Signature Mocktail และเครื่องดื่มผลไม้หมวดหมู่ Non Tea อย่าง ยูซุ บ๊วย และลูกแพร์ รวมกว่า 5 เมนูอีกด้วย

 

Grow tea.studio

Open: วันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. 

Address: ซอยอุดมสุข แยก 4, สุทธิสาร (MRT สุทธิสาร ทางออก 3)

Budget: 65-180 บาท

Web: https://www.instagram.com/grow.teastudio/

Map: https://goo.gl/maps/LqRXnkLHHXPiAVGZ6

 

 

The post TASTE: ‘Grow tea.studio’ คาเฟ่ชาสโลว์บาร์หลังเล็กๆ ย่านสุทธิสาร ที่ตั้งใจเสิร์ฟชาทุกแก้วให้เป็นดั่งแก้วโปรดของทุกๆ คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านเปิดใหม่! Bei Bei Teahouse ร้านชาเล็กๆ กับความตั้งใจในการทำชาที่ไม่เล็กเท่าไซส์ของร้าน https://thestandard.co/bei-bei-teahouse/ Fri, 06 Mar 2020 15:39:59 +0000 https://thestandard.co/?p=338751

‘Bei Bei Teahouse’ ร้านชาย่านอารีย์ เปย์เปย์ แปลว่า ทุก […]

The post ร้านเปิดใหม่! Bei Bei Teahouse ร้านชาเล็กๆ กับความตั้งใจในการทำชาที่ไม่เล็กเท่าไซส์ของร้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘Bei Bei Teahouse’ ร้านชาย่านอารีย์ เปย์เปย์ แปลว่า ทุกๆ แก้ว ทางร้านตั้งใจเบลนด์ชาทุกเมนูด้วยตัวเอง ผสมผสานจับคู่กับวัตถุดิบที่หลากหลาย เพื่อให้ชาแต่ละแก้วกลายเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับทุกคน ดื่มได้ในทุกๆ วัน

 

‘เปย์เปย์ลาเต้’ เมนูชานมซิกเนเจอร์ที่เกิดจากการเบลนด์ชาดำจากศรีลังกา จีน และไต้หวันเข้าด้วยกัน เป็นสูตรชาเฉพาะของทางร้าน ผสมกับนมสดและน้ำเชื่อมที่ทางร้านเคี่ยวเอง ถ้าใครชอบชาเข้มๆ สามารถเพิ่มช็อตของชาได้ มาลองค้นหาชานมสูตรของตัวเองได้เลย

 

นอกจากนี้ที่ร้านยังมีชาใสที่ชงสดแก้วต่อแก้วผสมกับน้ำเชื่อมที่หมักจากวัตถุดิบหลักของแต่ละเมนูอย่าง ‘ชาหอมหมื่นลี้’ ที่มาจากชื่อดอกไม้สีเหลืองดอกเล็กๆ และความหอมของดอกหอมหมื่นลี้จะช่วยผ่อนคลายความเครียดจากวันเหนื่อยล้าได้

 

อีกหนึ่งเมนูหอมๆ อย่าง ‘ชากุหลาบ’ ที่มีเบสเป็นชาผู่เอ๋อ ชาชื่อแปลกที่คนจีนนิยมดื่ม เพราะมีสรรพคุณช่วยเรื่องการหมุนเวียนของเลือด แต่ด้วยรสชาติและกลิ่นที่แรง ทำให้ดื่มยาก และไม่นิยมในหมู่คนไทยมากนัก ทางร้านจึงนำไปผสมกับน้ำเชื่อมกลีบกุหลาบหมักน้ำผึ้ง เพื่อให้คนไทยเปิดใจทำความรู้จักกับผู่เอ๋อมากขึ้น

 

‘ชาส้ม’ ของร้านชาแห่งนี้ไม่ใช่ชาผลไม้ เพราะทางร้านเลือกใช้เพียงแค่เปลือกของส้มเท่านั้น ทำให้ชาแก้วนี้มีกลิ่นน้ำมันจากผิวของเปลือกส้ม ดื่มแล้วจะได้ความสดชื่น 

 

‘ชาปีแปะกอ’ ชื่อเมนูคุ้นหู ชวนย้อนให้นึกถึงรสชาติน้ำเชื่อมหวานแก้ไอในวัยเด็ก เมนูนี้เป็นการนำชาอู่หลงไปอบกับสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณช่วยลดการระคายเคืองคอ แล้วเพิ่มน้ำมันมินต์เพื่อให้ชุ่มคอยิ่งขึ้น

 

สำหรับคอชาจีนแท้ๆ ที่ร้านชาเปิดใหม่แห่งนี้ยังมี ชาอู่หลงสี่ฤดู, ชาเขียวหลงจิ่ง และชาดำเปย์เปย์ ที่ทางร้านตั้งใจคัดสรรและชงจากใบชาคุณภาพดีอีกด้วย

 

ร้าน Bei Bei Teahouse ตั้งอยู่ที่ซอยอารีย์ 1 กรุงเทพฯ เปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 07.30-16.00 น.

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ร้านเปิดใหม่! Bei Bei Teahouse ร้านชาเล็กๆ กับความตั้งใจในการทำชาที่ไม่เล็กเท่าไซส์ของร้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>