ชาวอเมริกัน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชาวอเมริกัน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 31 May 2026 12:02:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 American Dream ไม่ใช่การได้อยู่ในสหรัฐฯ อีกต่อไป คนแห่ย้ายออกมากเป็นประวัติการณ์ ใช้เงินเดือนสูงไปซื้อชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน ด้วยราคาที่ถูกกว่า https://thestandard.co/americans-leaving-us-europe/ Sun, 31 May 2026 12:01:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1213224 ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก

ในปีที่สหรัฐอเมริกาก้าวสู่วาระครบรอบ 250 ปี คำถามหนึ่งก […]

The post American Dream ไม่ใช่การได้อยู่ในสหรัฐฯ อีกต่อไป คนแห่ย้ายออกมากเป็นประวัติการณ์ ใช้เงินเดือนสูงไปซื้อชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน ด้วยราคาที่ถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก

ในปีที่สหรัฐอเมริกาก้าวสู่วาระครบรอบ 250 ปี คำถามหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ดินแดนที่เคยเป็น ‘ปลายทางในฝัน’ ของผู้อพยพจากทั่วโลก กำลังกลายเป็นประเทศที่ผู้คนพากันอพยพออกเสียเองหรือไม่?

 

 
 

เมื่อปี 2025 สหรัฐฯ เผชิญสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่นั่นคือมีคนย้ายออกนอกประเทศมากกว่าคนที่ย้ายเข้ามา รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์มองว่านี่คือความสำเร็จของนโยบายเร่งเนรเทศและจำกัดวีซ่าใหม่ แต่ภายใต้ภาพการปราบปรามผู้อพยพที่เป็นข่าวใหญ่ กลับมีความเปลี่ยนแปลงอีกด้านที่ถูกพูดถึงน้อยกว่าซ่อนอยู่

 

นั่นคือพลเมืองอเมริกันเองที่กำลังทยอยเก็บกระเป๋าจากบ้านเกิด ไปตั้งรกรากในดินแดนที่พวกเขามองว่าค่าครองชีพจับต้องได้และปลอดภัยกว่า จนกลายเป็นชุมชนชาวอเมริกันพลัดถิ่นนับล้านที่กระจายตัวไปเรียนหนังสือ ทำงานทางไกล และใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่ทั่วโลก

 

เพราะสำหรับพลเมืองบางส่วน ‘ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream)’ อาจไม่ใช่การได้อยู่ในอเมริกาอีกต่อไป

 

ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ที่อเมริกามีคนย้ายออกมากกว่าย้ายเข้า

 

เรื่องราวของ เจสซี เดอร์ วัย 41 ปี และภรรยา เจสส์ ยีสตัดต์ วัย 45 ปี เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้ดี สุดสัปดาห์หนึ่ง ทั้งคู่ขับรถจากบ้านในฟีนิกซ์ไกลถึง 5 ชั่วโมงไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในซานดิเอโก ไม่ใช่เพื่อพักผ่อน แต่เพื่อไปเรียนรู้วิธีย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เม็กซิโก

 

จากบทความของ The Wall Street Journal นับตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เป็นต้นมา สหรัฐฯ ไม่ได้เก็บสถิติจำนวนพลเมืองที่ย้ายออกนอกประเทศอย่างครอบคลุมอีกเลย แต่ข้อมูลใบอนุญาตพำนัก, การซื้อบ้านของชาวต่างชาติ, การลงทะเบียนเรียน และตัวชี้วัดอื่นๆ จากกว่า 50 ประเทศ กลับบอกตรงกันว่าชาวอเมริกันกำลังตัดสินใจย้ายออกด้วยตัวเองในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือสิทธิพิเศษที่หลายประเทศหยิบยื่นให้ ในการประชุมทางไกลที่จัดโดย Expatsi บริษัทรับจัดการย้ายถิ่น มีชาวอเมริกันเกือบ 400 คนลงทะเบียนเพื่อเรียนรู้วิธีย้ายไปแอลเบเนีย อดีตรัฐคอมมิวนิสต์แห่งนี้ถึงขั้นเสนอวีซ่าพิเศษที่ให้พลเมืองสหรัฐฯ เข้าไปอยู่อาศัยและทำงานได้ โดยไม่เก็บภาษีจากรายได้ต่างประเทศนานถึง 1 ปี แบบไม่ต้องตอบคำถามใดๆ

 

ขณะที่นักศึกษารุ่นใหม่กว่า 1 แสนคนเลือกลงทะเบียนเรียนในต่างประเทศเพื่อปริญญาที่ราคาเบากระเป๋ากว่า ส่วนตามแนวชายแดนเม็กซิโก ก็มีบ้านพักคนชราผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รองรับผู้สูงอายุชาวอเมริกันที่ข้ามมารับการดูแลในราคาที่จ่ายไหว

 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Brookings Institution ระบุว่า ในปี 2025 จำนวนคนที่ย้ายออกจากสหรัฐฯ มากกว่าคนที่ย้ายเข้าเป็นครั้งแรกในรอบอย่างน้อย 50 ปี โดยตัวเลขผู้ย้ายออกโดยสมัครใจคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2.1-4.05 แสนคน ซึ่ง Brookings ระบุว่าตัวเลขจริงอาจมากหรือน้อยกว่านี้ เพราะข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ยังเก็บจำนวนผู้ย้ายออกได้ไม่ครบถ้วน

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 1

ภาพ :Brian Logan Photography / Shutterstock

 

ขณะเดียวกัน ยอดการย้ายเข้าสหรัฐฯ ในปี 2025 อยู่ที่ราว 2.6-2.7 ล้านคน ลดลงจากจุดสูงสุดที่เกือบ 6 ล้านคนในปี 2023 ส่วนข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า ในปีดังกล่าวมีการเนรเทศ 6.75 แสนราย และมีผู้อพยพที่ตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศเองโดยไม่รอให้ทางการเนรเทศ (self-deportation) อีก 2.2 ล้านราย

 

ปรากฏการณ์นี้ถูกตั้งฉายาโดยนักวิจารณ์บางส่วนว่า ‘Donald Dash’ เพราะตัวเลขพุ่งสูงขึ้นในสมัยที่ 2 ของทรัมป์ แต่จริงๆ แล้วแนวโน้มนี้ก่อตัวมาหลายปี โดยได้แรงหนุนจากการทำงานทางไกลที่แพร่หลาย, ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความต้องการไลฟ์สไตล์ในต่างแดนที่รู้สึกว่าเอื้อมถึงได้ โดยเฉพาะในยุโรป

 

แม้จะยังไม่มีชุดข้อมูลใดที่ระบุจำนวนได้แม่นยำ แต่ประเมินกันว่ามีชาวอเมริกันราว 4-9 ล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกสหรัฐฯ อยู่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2022 มีชาวอเมริกันอาศัยในเม็กซิโก 1.6 ล้านคน ส่วนอังกฤษมีมากกว่า 3.25 แสนคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชาวอเมริกันกว่า 1.5 ล้านคนที่อาศัยในยุโรป ตามข้อมูลของสมาคมชาวอเมริกันที่พำนักในต่างแดน (Association of Americans Resident Overseas)

 

ทิศทางการย้ายออกของพลเมืองอเมริกันเห็นได้ชัดที่สุดใน ‘ยุโรป’ ในเกือบทุกประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ทั้ง 27 ชาติ จำนวนชาวอเมริกันที่เข้าไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

โปรตุเกสคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด จำนวนชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ที่นั่นเพิ่มขึ้นกว่า 500% นับตั้งแต่การระบาดของโควิดและเพิ่มขึ้น 36% ในปี 2024 เพียงปีเดียว ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้พำนักชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในสเปนและเนเธอร์แลนด์ และมากกว่า 2 เท่าในสาธารณรัฐเช็ก

 

ที่น่าสนใจคือ ในปี 2025 มีชาวอเมริกันย้ายไปเยอรมนีมากกว่าชาวเยอรมันที่ย้ายมาอเมริกา เช่นเดียวกับไอร์แลนด์ที่เปิดประตูต้อนรับชาวอเมริกันถึง 1 หมื่นคนในปีนั้น เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าจากปีก่อนหน้า

 

และถ้าใครคิดว่านี่เป็นเพียงการทดลองใช้ชีวิตชั่วคราวของพวกทำงานทางไกลในยุคโควิด ตัวเลขกลับบอกเป็นนัยว่ามันอาจอยู่ยาว เพราะชาวอเมริกันจำนวนมากเดินหน้ายื่นขอสละสัญชาติ เพื่อรับหนังสือเดินทางของประเทศอื่นหรือเลี่ยงการเสียภาษีจากรายได้ในต่างแดน โดยในปี 2024 คำขอสละสัญชาติเพิ่มขึ้น 48%

 

และบริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นระบุว่าตัวเลขในปี 2025 น่าจะสูงกว่านั้นอีก

 

ชาวอเมริกันยังแห่ยื่นขอสัญชาติอังกฤษในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2004 ที่ราว 6,600 คนในรอบปีถึงเดือนมีนาคม 2025 และคว้าหนังสือเดินทางไอร์แลนด์เพิ่มขึ้นจนทำสถิติสูงสุด คือ 31,825 คนในปี 2024 และประเมินว่าราว 4 หมื่นคนในปี 2025

 

ทำไมชาวอเมริกันถึงเลือกจากบ้านเกิด

 

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของชาวอเมริกันที่ย้ายออกนั้นซับซ้อนและผสมปนเปกัน จากการสัมภาษณ์ชาวอเมริกันในต่างแดนหลายสิบคนของ The Wall Street Journal พวกเขาอธิบายแรงจูงใจว่าเป็นส่วนผสมของเหตุผลทางเศรษฐกิจ, ความชอบในไลฟ์สไตล์ และความผิดหวังต่อทิศทางของอเมริกา โดยอ้างถึงปัญหาอาชญากรรมรุนแรง, ค่าครองชีพ และการเมืองที่ปั่นป่วน

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 2

ภาพ :Hlib Shabashnyi / Shutterstock

 

ความรุนแรงจากอาวุธปืนเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หลายครอบครัวพูดถึงบ่อยที่สุด คริส ฟอร์ด วัย 41 ปี ที่ทำงานให้บริษัทลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในดัลลัสขณะอาศัยอยู่ที่เบอร์ลิน และช่วยดูแลลีกเบสบอลเด็กที่นั่น คือหนึ่งในเสียงเหล่านั้น

 

ในสหรัฐฯ การฝึกซ้อมรับมือเหตุกราดยิงกลายเป็นกิจวัตรที่เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลต้องเรียนรู้ “ที่นี่คุณไม่ต้องเจอภาพที่ลูกวัย 5 ขวบเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วต้องมาฝึกซ้อมหนีคนร้ายกราดยิง” ฟอร์ดกล่าว ก่อนสรุปสั้นๆ ว่า “ค่าจ้างในอเมริกาสูงกว่าก็จริง แต่คุณภาพชีวิตในยุโรปดีกว่า”

 

เสียงสะท้อนเรื่องการเมืองนี้ปรากฏในผลสำรวจที่จัดทำโดย Expatsi บริษัทรับจัดทัวร์ย้ายถิ่นสำหรับชาวอเมริกัน จากการสุ่มสำรวจผู้เข้าร่วมงานสัมมนา 218 คน พบว่า 89% ระบุว่าต้องการออกจากสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลทางการเมือง ขณะที่ 73% ต้องการย้ายเพื่อการผจญภัยและการเติบโต และ 57% ต้องการประหยัดเงิน

 

สำหรับเดอร์ เหตุผลทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักของครอบครัว เขาชี้ไปที่นโยบายที่กระทบสิทธิด้านการเจริญพันธุ์ เช่น คำตัดสินของศาลสูงสุดที่ยกเลิกสิทธิการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญในระดับสหพันธรัฐ รวมถึงคำตัดสินที่ลดทอนกฎหมายสิทธิการเลือกตั้ง (Voting Rights Act) ซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลัง ‘ถอยหลัง’

 

ในทางตรงข้าม เดอร์มองว่าการที่เม็กซิโกเลือก คลอเดีย เชนบาวม์ เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในปี 2024 พร้อมกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศที่บังคับใช้ในระดับสหพันธรัฐ สอดคล้องกับสิ่งที่เขาและภรรยากำลังมองหา ทั้งนี้ เดอร์ระบุว่ากรอบเวลาการย้ายของครอบครัวจะขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในปี 2026 ที่ยังมาไม่ถึง

 

ขณะที่ภาพรวมระดับประเทศ ผลสำรวจของ Gallup บอกเล่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 Gallup เคยถามชาวอเมริกันว่ามีกี่คนที่อยากย้ายออกนอกประเทศ คำตอบในตอนนั้นคือ 1 ใน 10 แต่ในการสำรวจล่าสุด ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 5

 

ตัวเลขที่ชวนสะดุดยิ่งกว่าคือ ผลสำรวจของ Gallup เมื่อปี 2024 ที่พบว่าผู้หญิงอเมริกันอายุ 15-44 ปี มากถึง 40% อยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศอย่างถาวรหากเป็นไปได้ พูดให้เห็นภาพคือ สัดส่วนนี้สูงกว่าผลสำรวจคนในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮาราเมื่อปี 2023 ที่อยู่ที่ 37% เสียอีก

 

อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวให้มุมมองอีกด้าน โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างมาก และนโยบายของรัฐบาลทรัมป์กำลังเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายหลายแสนคน พร้อมกับดึงดูดชาวต่างชาติที่มั่งคั่งระดับสูงที่ยอมจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.54 ล้านบาท) เพื่อซื้อ ‘Gold Card’ มาตั้งรกรากในสหรัฐฯ

 

ดีลที่ลงตัวทั้งสองฝ่ายระหว่างอเมริกากับยุโรป

 

แม้สหรัฐฯ จะพยายามดึงดูดคนรวยจากทั่วโลกเข้าประเทศ แต่ในทิศทางตรงข้าม การไหลออกของชาวอเมริกันไปยุโรปกลับกลายเป็นข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปผ่อนปรนกฎวีซ่าและออกกฎหมายภาษีที่เปิดทางให้พลเมืองอเมริกันได้ใช้ชีวิตในยุโรปด้วยอัตราภาษีแบบอเมริกัน

 

การแลกเปลี่ยนนี้ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย ฝั่งอเมริกามีเงินเดือนที่สูงกว่า มีแรงงานที่เคลื่อนย้ายได้ และมีพลเมืองหลายล้านคนที่โหยหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนยุโรปต้องการแรงงานเหล่านี้และรายได้ของพวกเขา เพื่อพยุงระบบบำนาญที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากจนผู้เกษียณชาวฝรั่งเศสมีรายได้มากกว่าวัยทำงานไปแล้ว ตามข้อมูลจาก Luxembourg Income Study

 

ในทางกลับกัน ยุโรปก็มอบสิ่งที่อเมริกาให้ไม่ได้ ทั้งบริการสุขภาพราคาไม่แพง เมืองที่เดินได้สะดวกและเต็มไปด้วยร้านอาหารริมทาง รวมถึงพื้นที่ทำงานส่วนกลางที่ภาษาอังกฤษเข้ามาแทนที่ภาษาท้องถิ่นไปแล้ว ที่อยู่อาศัยในหลายเมืองยังราคาถูกและมีให้เลือกมาก ส่วนโรงเรียนก็ราคาเข้าถึงได้ ปลอดภัย และ (ยกเว้นระดับมหาวิทยาลัย) มักได้รับการจัดอันดับสูงกว่าโรงเรียนในอเมริกา

 

ชีวิตของ ไมเคิล เลอ บลองก์ อดีตครีเอทีฟโปรดิวเซอร์วัย 56 ปีที่เคยทำงานให้ Adobe และ Paramount ปัจจุบันรับงานฟรีแลนซ์อยู่ที่ลิสบอน คืออีกหนึ่งภาพแทนของคนกลุ่มนี้ เขาตัดสินใจย้ายมาพร้อมลูก 2 คนหลังเกิดเหตุขู่กราดยิงครั้งที่ 2 ที่โรงเรียนของลูกชายวัย 8 ขวบในลอสแอนเจลิส

 

“ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกห้อมล้อมด้วยชาวอเมริกันมากขนาดนี้” เลอ บลองก์เล่าพลางหยิบน้ำสลัดและแป้งทำเค้กยี่ห้ออเมริกันที่ร้านขายสินค้าอเมริกันแห่งหนึ่งในลิสบอน “ผมพยายามเรียนภาษาท้องถิ่นอยู่ แต่มันยากจริงๆ”

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 3

ภาพ :Pawel Kazmierczak / Shutterstock

 

ที่น่าสนใจคือ คลื่นชาวอเมริกันที่ย้ายเข้ามายังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กันเองด้วย โดยสเตฟานีภรรยาของเลอ บลองก์ ผันตัวมาทำงานขายอสังหาริมทรัพย์ในลิสบอนให้กับชาวอเมริกันที่ทยอยย้ายตามเข้ามา ปัจจุบันราว 58% ของผู้ซื้อบ้านชาวต่างชาติในโปรตุเกสเป็นชาวอเมริกัน และราคาบ้านในย่านเก่าแก่ราคาแพงบางแห่งพุ่งขึ้น 2 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี

 

จนถึงขั้นที่นักการเมืองในรายการโทรทัศน์ช่วงไพรม์ไทม์ของโปรตุเกสและสเปนต้องออกมาถกเถียงกันอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนท้องถิ่นเสียเปรียบจากคลื่นผู้พำนักต่างชาติระลอกใหม่ และแรงต้านก็เริ่มปรากฏให้เห็น ในบาร์เซโลนามีข้อความกราฟฟิตีสีดำพ่นบนกำแพงยาวว่า “Digital Nomads go home!” บ่งบอกถึงความอัดอั้นของคนท้องถิ่นที่ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงตามกำลังซื้อของคนที่ได้ค่าจ้างเป็นเงินดอลลาร์

 

แต่บทเรียนจากอดีตเตือนว่าการย้ายถิ่นไม่ได้การันตีชีวิตที่ดีกว่าเสมอไป หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์คนย้ายออกมากกว่าย้ายเข้าเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 1935 ตามสถิติสำมะโนประชากร แต่จุดหมายในครั้งนั้นต่างกันลิบลับ เพราะคือสหภาพโซเวียต โดยมีชาวอเมริกันกว่า 100,000 คนยื่นขอเข้าทำงานในโรงงานของรัฐคอมมิวนิสต์ ทว่าชะตากรรมของพวกเขากลับแตกต่างกันสุดขั้ว บางคนได้ใช้ชีวิตสุขสบายถึงขั้นเล่นเบสบอลในสวนสาธารณะกลางกรุงมอสโก ขณะที่บางคนกลับไปจบชีวิตในค่ายกักกัน

 

อุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโต และคำถามต่ออนาคตของอเมริกา

 

กระแสการย้ายถิ่นครั้งนี้ยังปลุกอุตสาหกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น บริษัทรับจัดการย้ายถิ่นผุดขึ้นราวดอกเห็ดและต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารับมือกับความต้องการแทบไม่ทัน แถมยังแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบเจาะจง ตั้งแต่ LuxNomads สำหรับกลุ่มมีฐานะ, GTFO Tours ที่ดึงดูดกลุ่มที่ไม่พอใจทรัมป์, Blaxit Global สำหรับชาวอเมริกันผิวดำ ไปจนถึง SheHitRefresh สำหรับผู้หญิง ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตมากที่สุด

 

Expatsi บริษัทรับจัดทัวร์ย้ายถิ่นที่ก่อตั้งในปี 2022 กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่หลายคนแห่กันเข้าหา งาน Move Abroad Con ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในซานดิเอโกเมื่อวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2026 มีชาวอเมริกันจากทั่วประเทศเข้าร่วมราว 600 คน เป็น 2 เท่าของงานครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2025

 

เจน บาร์เน็ตต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Expatsi วัย 54 ปี ชาวรัฐแอละแบมาที่ย้ายไปอยู่ยูกาตันในเม็กซิโกเมื่อปี 2024 มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มลูกค้าเต็มตา “เมื่อก่อนชาวอเมริกันที่ย้ายออกคือกลุ่มที่ชอบผจญภัยสุดๆ และมีคุณวุฒิสูง แต่ตอนนี้พวกเขาคือคนธรรมดา เหมือนฉันนี่แหละ”

 

ภาพการเติบโตยิ่งชัดเมื่อดูตัวเลขของบริษัท จากที่เคยจัดทริปสำรวจพื้นที่แบบกลุ่มให้ลูกค้าเพียง 3 ครั้งในปี 2024 ปี 2026 จะเพิ่มเป็น 57 ครั้ง โดยบาร์เน็ตต์ตั้งเป้าไว้ไกลถึงขั้นว่า “เป้าหมายของเราคือการย้ายชาวอเมริกัน 1 ล้านคน”

 

ผู้ที่มาร่วมงานก็มีโปรไฟล์หลากหลายกว่าเดิมมาก จากเดิมที่เป็นเพียงคนหนุ่มสาวอยากไปผจญภัยในยุโรปหรือพ่อแม่ที่กำลังจะเกษียณ ตอนนี้ขยายไปถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในแถบมิดเวสต์ ทั้งสถาปนิก, ที่ปรึกษาการเงิน และวิศวกร ที่อยากประหยัดค่ารักษาพยาบาลด้วยการไปอยู่ในเขตเวลาที่ห่างจากตัวถึง 7 โซน ไปจนถึงคนวัยกลางคนที่หย่าร้างและมองหาการเริ่มต้นใหม่

 

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ผู้ย้ายถิ่นชาวอเมริกันยุคใหม่มีแนวโน้มพาลูกไปด้วยมากกว่าที่เคย พวกเขากำลังลงหลักปักฐานและเลี้ยงดูลูกหลานชาวอเมริกันรุ่นใหม่ที่จะเติบโตป้อนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยในต่างแดน

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 4

ภาพ : f11photo / Shutterstock

 

โซเชียลมีเดียก็เข้ามาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจการย้ายถิ่นนี้ มีอินฟลูเอนเซอร์หลายสิบคนที่ออกมาอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น ขณะที่จำนวนนักวิชาการในสหรัฐฯ ที่มองหางานในต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 5 ในปี 2025 ส่วนใหญ่ไปลงเอยที่ยุโรป ซึ่ง EU ได้ตั้งงบประมาณ 500 ล้านยูโร (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) ไว้ดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำมายังภูมิภาคนี้

 

ปรากฏการณ์นี้ทิ้งคำถามสำคัญไว้กับประเทศที่ภาคภูมิใจในการเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมาตลอด ในแง่หนึ่ง ผู้ย้ายถิ่นชาวอเมริกันกลุ่มใหม่อาจเป็นเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของบ้านเกิด เพราะเป็นเงินเดือนระดับสูงของอเมริกาเองที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีกำลังไปเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ในต่างแดนได้

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การจากไปของพวกเขาอาจบ่งบอกถึงความศรัทธาที่ลดลงต่ออนาคตและวิถีชีวิตแบบอเมริกัน เคทลิน จอยซ์ หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทมเปิลที่ศึกษาแนวโน้มนี้มาหลายปี ตั้งข้อสังเกตว่า “มันบั่นทอนความเชื่อเรื่องความพิเศษเหนือใครของอเมริกา ที่ว่าเรามีคุณภาพชีวิตดีที่สุด เราเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลก ทุกคนอยากย้ายมาที่นี่ แต่กลายเป็นว่าชาวอเมริกันย้ายไปต่างประเทศแล้วพบว่าพวกเขาชอบชีวิตที่นั่นมากกว่า”

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นภาพสะท้อนของช่วงเวลาที่ความฝันแบบอเมริกันกำลังถูกเขียนนิยามใหม่ และสำหรับใครอีกหลายคน บทต่อไปของชีวิตอาจไม่ได้เริ่มต้นที่บ้านเกิดอีกต่อไป

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.92 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพปก : Gary Hershorn/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

 

The post American Dream ไม่ใช่การได้อยู่ในสหรัฐฯ อีกต่อไป คนแห่ย้ายออกมากเป็นประวัติการณ์ ใช้เงินเดือนสูงไปซื้อชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน ด้วยราคาที่ถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจเผย ชาวอเมริกัน 66% ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน ผู้เชี่ยวชาญเตือนการตั้งคำสั่ง ‘พรอมต์’ ที่ดี คือกุญแจของคำตอบที่ใช้ได้จริง https://thestandard.co/ai-finance-advice-prompt/ Wed, 29 Apr 2026 08:04:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1202355 ภาพประกอบ AI ช่วยวางแผนการเงินส่วนบุคคล พร้อมข้อความเตือนให้ตั้ง ‘พรอมต์’ ที่ดี

ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังหันไปใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่ […]

The post ผลสำรวจเผย ชาวอเมริกัน 66% ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน ผู้เชี่ยวชาญเตือนการตั้งคำสั่ง ‘พรอมต์’ ที่ดี คือกุญแจของคำตอบที่ใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ AI ช่วยวางแผนการเงินส่วนบุคคล พร้อมข้อความเตือนให้ตั้ง ‘พรอมต์’ ที่ดี

ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังหันไปใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขอคำแนะนำด้านการเงินส่วนบุคคล แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคำตอบที่ได้จะมีคุณภาพแค่ไหน ขึ้นอยู่กับวิธีการตั้งคำสั่งหรือ ‘พรอมต์’ ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไปเป็นสำคัญ

 

 
 

ผลสำรวจของ Intuit Credit Karma ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนซึ่งสำรวจชาวอเมริกัน 1,019 คน พบว่าในกลุ่มผู้ที่เคยใช้ Generative AI มีถึง 66% ที่ใช้เพื่อขอคำแนะนำด้านการเงิน ขณะที่กลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z มีสัดส่วนสูงเกิน 80% และที่น่าสนใจคือผู้ตอบแบบสอบถามราว 85% ระบุว่าได้นำคำแนะนำที่ได้จาก AI ไปปฏิบัติจริง

 

แอนดรูว์ โล ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการ Financial Engineering ของ MIT และนักวิจัยหลักของห้องแล็บด้าน AI กล่าวว่า “ผมคิดว่าการเขียนพรอมต์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่แท้จริง” พร้อมเสริมว่าผู้ใช้ควรนำ AI มาใช้ในการวางแผนการเงิน แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง

 

ข้อจำกัดของ AI กับการวางแผนการเงิน

 

ในเบื้องต้น ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า AI ยังมีข้อจำกัดหลายประการเมื่อนำมาใช้กับเรื่องการเงิน โดยทั่วไป AI ทำได้ดีในการให้ภาพรวมระดับสูงของหัวข้อทางการเงิน เช่น เหตุผลที่ควรกระจายการลงทุน หรือเหตุผลที่กองทุน ETF อาจเหมาะกับบางสถานการณ์มากกว่ากองทุนรวม แต่ AI กลับทำได้ไม่ดีในเรื่องที่ต้องการความแม่นยำ เช่น การวางแผนภาษี

 

ที่อาจสวนทางกับความเข้าใจของหลายคนคือ AI ไม่ได้เก่งในการคำนวณตัวเลขทางการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง โลอธิบายว่า แม้ AI จะให้คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับประเภทของการลดหย่อนภาษีหรือกฎเกณฑ์ทางภาษีได้ แต่การให้ AI วิเคราะห์ตัวเลขภาษีของตัวเองโดยตรงถือเป็นเรื่องเสี่ยง

 

“เมื่อพูดถึงการคำนวณที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ในสถานการณ์ส่วนตัวของคุณ คุณต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง” โลกล่าว

 

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือปรากฏการณ์ ‘Hallucination’ หรือการที่ AI สร้างคำตอบที่ผิดพลาดขึ้นมาเอง โดยโลระบุว่า “สิ่งที่ผมกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่คือ ไม่ว่าคุณจะถามอะไร มันจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าเชื่อถือเสมอ แม้ว่าคำตอบนั้นอาจไม่ถูกต้องก็ตาม”

 

วิธีเขียนพรอมต์ที่ดีสำหรับเรื่องการเงิน

 

จุดนี้เองที่การเขียนพรอมต์ที่ดีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เบรนตัน แฮร์ริสัน นักวางแผนการเงินที่ได้รับการรับรอง (CFP) และผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการเงินออนไลน์ New Money New Problems ระบุว่า “แม้จะเป็นโมเดลที่ดีที่สุดในโลก ถ้าได้พรอมต์ที่แย่ ก็ทำได้แค่นั้น”

 

โลอธิบายว่าพรอมต์ที่ดีต้องไม่กว้างจนเกินไป แต่ต้องมีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้ AI ตอบได้ตรงประเด็น ตัวอย่างเช่น พรอมต์ที่ไม่ดีในการวางแผนเกษียณคือ ‘ฉันควรเกษียณอย่างไร’ ซึ่งเป็นคำถามที่กว้างเกินไปจน “ถ้าคำถามไม่ดี คำตอบก็จะไม่ดีตามไปด้วย”

 

ในทางกลับกัน พรอมต์ที่ดีกว่าคือการสั่งให้ AI สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาการเงินอิสระที่คิดค่าธรรมเนียมแบบ Fee-only Fiduciary จากนั้นระบุเป้าหมาย, ข้อจำกัด, ฐานภาษี, รัฐที่อาศัยอยู่, สินทรัพย์, ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และกรอบเวลา พร้อมขอให้ AI ตอบใน 5 ประเด็น ได้แก่ กลยุทธ์หลัก, สมมติฐานสำคัญ, ความเสี่ยง, ปัจจัยที่อาจทำให้แผนนี้ใช้ไม่ได้ และข้อมูลที่ AI ยังขาดและไม่แน่ใจ

 

การกำหนดกรอบแบบนี้กับ AI เช่น ChatGPT ของ OpenAI, Claude ของ Anthropic หรือ Gemini ของ Google จะทำให้ระบบให้คำแนะนำในแนวทางที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ใช้เป็นหลัก

 

ทั้งนี้กระบวนการเขียนพรอมต์ที่ดีต้องอาศัยการลองผิดลองถูก คล้ายกับการสนทนาที่อาจต้องใช้พรอมต์มากกว่า 20 ครั้งจนกว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ และที่สำคัญคือต้องตรวจสอบคำตอบซ้ำหลายๆ รอบโดยเฉพาะเรื่องการเงิน

 

‘Reverse Engineer Prompt’ และตรวจสอบความน่าเชื่อถือ

 

โลแนะนำเทคนิคที่เรียกว่า ‘Reverse Engineer Prompt’ หลังจากผ่านกระบวนการถามตอบจนได้คำตอบที่ต้องการแล้ว ผู้ใช้สามารถถาม AI เพิ่มว่า “พรอมต์แบบไหนที่ฉันควรถามคุณตั้งแต่แรก เพื่อให้ได้คำตอบแบบที่ฉันต้องการ” จากนั้นเก็บคำตอบนั้นไว้ใช้กับคำถามที่คล้ายกันในอนาคต

 

นอกจากนี้โลยังแนะนำให้ผู้ใช้ถามคำถามต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบข้อจำกัดของคำตอบ เช่น “AI ขาดข้อมูลอะไรบ้างในการให้คำแนะนำนี้” หรือ “AI มั่นใจในคำตอบนี้แค่ไหน และมีความไม่แน่นอนใดที่ผู้ใช้ควรรู้” วิธีนี้จะช่วยให้เห็นกรอบความไม่แน่นอนของคำตอบจาก AI ได้ชัดเจนขึ้น

 

ในขณะเดียวกันแฮร์ริสันแนะนำให้กำหนดให้ AI แสดงแหล่งที่มาของข้อมูล และผู้ใช้สามารถระบุเงื่อนไขให้ AI ใช้เฉพาะแหล่งที่มาตรงตามเกณฑ์ที่ต้องการได้ “ถ้าคุณไม่บังคับให้ AI ตรวจสอบแหล่งที่มา มันก็จะให้แค่ความเห็น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ” แฮร์ริสันกล่าว

 

อย่างไรก็ตามแฮร์ริสันย้ำว่าสถานการณ์การเงินของแต่ละคนมีความซับซ้อนเฉพาะตัวที่นักวางแผนการเงินซึ่งเป็นมนุษย์สามารถซักถามได้ลึกซึ้งกว่า ขณะที่ผู้ใช้ AI อาจไม่รู้ตัวว่ายังให้ข้อมูลผ่านพรอมต์ไม่ครบถ้วน

 

“การหันไปขอคำแนะนำจาก AI หมายความว่าคุณกำลังให้ข้อมูลแก่มันมากพอที่จะสร้างความเห็นและคำแนะนำได้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ถือว่าเป็นการพึ่งพา AI มากเกินไปสำหรับเรื่องการเงิน” แฮร์ริสันสรุป

 

อ้างอิง:

 

The post ผลสำรวจเผย ชาวอเมริกัน 66% ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน ผู้เชี่ยวชาญเตือนการตั้งคำสั่ง ‘พรอมต์’ ที่ดี คือกุญแจของคำตอบที่ใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอเมริกัน รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ หันพึ่งบัตรเครดิต ลดกิน-ลดใช้-ลดดื่ม ฝ่าแรงกดดันเงินเฟ้อพุ่งสูง https://thestandard.co/us-consumers-inflation-spending-struggle/ Sun, 12 Apr 2026 06:16:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1197371

ชาวอเมริกันเจอภาวะ ‘รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ’ จำใจปรับล […]

The post ชาวอเมริกัน รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ หันพึ่งบัตรเครดิต ลดกิน-ลดใช้-ลดดื่ม ฝ่าแรงกดดันเงินเฟ้อพุ่งสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาวอเมริกันเจอภาวะ ‘รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ’ จำใจปรับลดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าอาหาร บริการเรียกรถ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

จากผลสำรวจของ J.D. Power ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ 4,000 คน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคกว่า 65% รู้สึกว่าราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของตนเองอย่างมาก

 

สอดคล้องกับข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ดังกล่าว โดยอัตราเงินเฟ้อรายปีปรับเพิ่มจาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 3.3% ในเดือนมีนาคม ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 21.2% ในเดือนเดียว และมีสัดส่วนเกือบสามในสี่ของการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อทั้งหมด

 

แม้เงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้าจะมีแนวโน้มชะลอลง แต่ยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และไม่เคยลดต่ำกว่าระดับดังกล่าวนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยในภาพรวม ราคาสินค้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นแล้วราว 16% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน การเติบโตของรายได้ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเมื่อหักผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว ในช่วงปีที่ผ่านมา ค่าจ้างรายชั่วโมงที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1.4% สะท้อนว่ากำลังซื้อของแรงงานส่วนใหญ่แทบไม่ปรับตัวขึ้นเลย

 

ขณะที่ผลสำรวจของ CNBC ร่วมกับ SurveyMonkey ในเดือนเมษายน พบว่า ชาวอเมริกัน 56% ตึงตัวทางการเงินมากขึ้น และหลายๆ ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารนอกบ้านหรือการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อควบคุมงบประมาณ

 

เกรกอรี เกวนเธอร์ นักวางแผนการเงินในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่า แม้แต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงก็เริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่า ปัญหาไม่ใช่รายได้ลดลง แต่เป็นเงินที่มีอยู่ใช้ได้ไม่นานเหมือนเดิม พร้อมเตือนว่าความรู้สึกทำงานหนักแต่คุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น อาจนำไปสู่ความเครียดและต้องทบทวนแผนการเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาวใหม่ทั้งหมด

 

ในเชิงพฤติกรรม ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มลดการใช้จ่าย ซึ่งนอกจากการลดค่าอาหารแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งเลือกไม่ซื้อเสื้อผ้าและของใช้ในบ้าน ขณะที่ 42% ลดค่าใช้จ่ายด้านบริการส่วนตัว เช่น ตัดผมและทำเล็บ 22%, ลดค่าใช้จ่ายด้านฟิตเนสหรือยิม 21%, ลดการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 14% ลดการใช้บริการเรียกรถ

 

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของ J.D. Power ที่พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคเลือกซื้อน้อยลง เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน 39% ของครัวเรือน เปิดเผยว่าต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อของจำเป็น เนื่องจากไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อความเชื่อมั่น โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2025 และในเดือนเมษายน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ University of Michigan ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่กระทบเศรษฐกิจโลก

 

“ความกังวลของผู้บริโภคในปัจจุบันเป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโลก ทั้งหมดล้วนซ้ำเติมความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง” เกวนเธอร์ ย้ำ

 

ภาพ: Halfpoint/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ชาวอเมริกัน รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ หันพึ่งบัตรเครดิต ลดกิน-ลดใช้-ลดดื่ม ฝ่าแรงกดดันเงินเฟ้อพุ่งสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ https://thestandard.co/75-percent-us-oppose-greenland/ Fri, 16 Jan 2026 03:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1165855 ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของ สหรัฐฯ ในการเข้าควบคุม กรีนแลนด์

ผลสำรวจล่าสุดจาก CNN ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 3 ใน 4 หรือ […]

The post ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของ สหรัฐฯ ในการเข้าควบคุม กรีนแลนด์

ผลสำรวจล่าสุดจาก CNN ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 3 ใน 4 หรือคิดเป็น 75% แสดงท่าที ‘คัดค้าน’ ความพยายามของ สหรัฐฯ ที่จะเข้าควบคุม กรีนแลนด์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายขยายดินแดนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากสาธารณชน

 

สถิติที่น่าสนใจจากผลโพลคือ มีเพียง 25% ของคนอเมริกันเท่านั้น ที่เห็นชอบกับการเข้าควบคุมดินแดนของเดนมาร์กแห่งนี้ แม้แต่ในกลุ่มรีพับลิกันเองก็ยังมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย (สนับสนุน 50% คัดค้าน 50%) ขณะที่กลุ่มเดโมแครต ‘คัดค้าน’ สูงถึง 94% ในจำนวนนี้ 80% ระบุว่า ‘คัดค้านอย่างรุนแรง’ ส่วนกลุ่มอิสระประมาณ 8 ใน 10 คนก็ ‘ไม่เห็นด้วย’ เช่นเดียวกัน

 

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 มกราคม) ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า สิ่งใดก็ตามที่น้อยกว่าการที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ ถือเป็นเรื่องที่ ‘ยอมรับไม่ได้’ ข้อความนี้มีขึ้นก่อนการหารือที่ทำเนียบขาวระหว่างเจ้าหน้าที่เดนมาร์ก กับ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งผลการเจรจาดูเหมือนจะ ‘ไม่มีความคืบหน้า’ ในการหาข้อตกลงร่วมกันได้เลย

 

ความกังวลต่อนโยบายขยายอำนาจ (Expansionism)

 

ผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ‘ไม่สนับสนุน’ นโยบายขยายอำนาจในวงกว้าง แม้ทรัมป์จะเพิ่งยกย่องความสำเร็จในการส่งกองทัพจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเวซุเอลา พร้อมประกาศว่า สหรัฐฯ จะเป็น ‘ผู้บริหารประเทศ’ นั้นเอง รวมถึงการที่เขาขู่จะใช้กำลังทหารกับอิหร่านในปัจจุบัน

 

โดยเกือบ 6 ใน 10 ของคนอเมริกันกังวลว่าทรัมป์ ‘ล้ำเส้น’ ในการพยายามขยายอำนาจเหนือประเทศอื่น ขณะที่ 55% มองว่า ทรัมป์ใช้กองทัพ เพื่อบรรลุเป้าหมายเกินขอบเขตไปแล้ว และอีก 57% เชื่อว่า การตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศในสมัยทรัมป์ 2.0 นี้ ส่ง ‘ผลเสีย’ ต่อสถานะของสหรัฐฯ ในเวทีโลก

 

มุมมองต่อกรณีเวเนซุเอลา

 

ความคิดเห็นต่อการใช้กำลังทหารในเวเนซุเอลาค่อนข้างก้ำกึ่ง (คัดค้าน 52% สนับสนุน 48%) แต่ประเด็นที่คนส่วนใหญ่กังวลคือ ‘ความมั่นคง’ และกลัวว่ากองทัพสหรัฐฯ จะต้อง ‘ติดหล่ม’ อยู่ในเวเนซุเอลาเป็นเวลานาน

 

โดย 58% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะเข้าไปบงการรัฐบาลเวเนซุเอลาหลังยุคมาดูโร ขณะที่ คนอเมริกันส่วนใหญ่ ‘ไม่มั่นใจ’ ว่าการกระทำของสหรัฐฯ จะทำให้เวเนซุเอลามีรัฐบาลที่มั่นคงได้ในอีก 1 ปีข้างหน้า และ 2 ใน 3 เชื่อว่าสหรัฐฯ จะต้องวางกำลังทหารที่นั่นในระยะยาว

 

เหตุผลที่แท้จริงในสายตาประชาชน

 

ชาวอเมริกันมองว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจบุกเวเนซุเอลาคือ ‘การเข้าถึงน้ำมัน’ และ ‘การโอ้อวดแสนยานุภาพทางทหาร’ มากกว่าเหตุผลเรื่องการนำตัวมาดูโรมาขึ้นศาล หรือการลดปัญหาค้ายาเสพติดตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง โดยมีเพียง 26% เท่านั้นที่เชื่อว่าทรัมป์ทำ เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวเนซุเอลาจริงๆ

 

แฟ้มภาพ: Chris Christophersen / Shutterstock, Win McNamee / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ผลโพล CNN ชี้ ชาวอเมริกัน 75% คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทรัมป์ถึงสั่งให้เวเนซุเอลาส่งมอบน้ำมันดิบ 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่สหรัฐฯ https://thestandard.co/trump-orders-venezuela-oil-us/ Wed, 07 Jan 2026 03:43:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1162092 ทำไมทรัมป์ถึงสั่งให้ เวเนซุเอลาส่งมอบน้ำมันดิบ 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่ สหรัฐฯ

วันนี้ (7 มกราคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริ […]

The post ทำไมทรัมป์ถึงสั่งให้เวเนซุเอลาส่งมอบน้ำมันดิบ 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทรัมป์ถึงสั่งให้ เวเนซุเอลาส่งมอบน้ำมันดิบ 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่ สหรัฐฯ

วันนี้ (7 มกราคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สั่งให้เวเนซุเอลาส่งมอบน้ำมันดิบจำนวน 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่สหรัฐฯ เพื่อนำมาขายในราคาตลาด โดยรายได้ที่เกิดขึ้นจากการขายน้ำมันนี้จะถูกควบคุมโดยสหรัฐฯ และจะนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนชาวเวเนซุเอลาและชาวอเมริกัน

 

ทำไมทรัมป์จึงสั่งให้เวเนซุเอลาส่งน้ำมันคืนสหรัฐฯ?

 

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ (1) ‘การอ้างสิทธิคืนทรัพย์สินที่สหรัฐฯ เคยถูกยึดไป’ โดยทรัมป์ และเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างว่าเวเนซุเอลาได้ ‘ขโมย’ หรือยึดทรัพย์สินด้านน้ำมันของสหรัฐฯ ไปเพียงฝ่ายเดียวในอดีต ผ่านการ ‘ยึดกิจการมาเป็นของรัฐ’ (Nationalization) และใช้น้ำมันเหล่านั้นเพื่อสร้างความร่ำรวยหรือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ทรัมป์จึงมองว่าการนำน้ำมันนี้กลับมาเป็นการ ‘ชดเชยสิ่งที่ถูกยึดไป’

 

อีกทั้งยังมีเหตุผลเสริมในเรื่องของ (2) ‘ข้อจำกัดด้านคุณภาพน้ำมัน’ โดยน้ำมันดิบที่จะถูกส่งมอบให้สหรัฐฯ เป็น ‘น้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร’ (Sanctioned Oil) ซึ่งถูกผลิตและบรรจุลงถังเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่อยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันและในคลังเก็บสินค้าบนบกของเวเนซุเอลาที่เกือบจะเต็มความจุ

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่า ต้องรีบขนย้ายน้ำมันเพราะน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาเป็นชนิดหนัก (Heavy Crude) ซึ่งไม่สามารถเก็บรักษาไว้ในคลังได้นาน จึงจำเป็นต้องระบายออก เพื่อนำไปกลั่นทันที โดยน้ำมันจะถูกขนส่งทางเรือไปยังท่าเรือในสหรัฐฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่น

 

นอกจากนี้ (3) ทรัมป์ยังเชื่อว่า การที่มีเวเนซุเอลาเป็นผู้ผลิตน้ำมัน จะส่งผลดีต่อสหรัฐฯ เพราะจะช่วยให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกต่ำลง และหากขายในราคาตลาดปัจจุบัน (ประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) น้ำมันล็อตนี้อาจสร้างรายได้ประมาณ 1.65-2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทรัมป์ระบุว่า เขาจะเป็นผู้ควบคุมเงินก้อนนี้ด้วยตนเองในฐานะประธานาธิบดี

 

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในสหรัฐฯ

 

แม้ตัวเลข 50 ล้านบาร์เรลจะดูมหาศาล แต่แท้จริงแล้วสหรัฐฯ ใช้น้ำมันวันละกว่า 20 ล้านบาร์เรล ปริมาณที่ส่งมาจึงเท่ากับความต้องการใช้เพียง 2-3 วันเท่านั้น นักวิเคราะห์มองว่าปริมาณนี้อาจไม่ช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้คนอเมริกันได้มากนัก เมื่อเทียบกับการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่มีปริมาณมากกว่าถึง 4-6 เท่า

 

ความซับซ้อนในระยะยาว

 

แม้ทรัมป์จะเชื่อว่าบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะสามารถเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและกิจการในเวเนซุเอลาได้ภายใน 18 เดือน แต่นักวิเคราะห์มองว่า อาจต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีและใช้เงินลงทุนมหาศาล เนื่องจากสภาพความเสื่อมโทรมของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา

 

อีกทั้งข้อกล่าวหาที่ว่าเวเนซุเอลา ‘ขโมย’ น้ำมันนั้น ‘มีความซับซ้อน’ เพราะเวเนซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันไปเป็นของรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายของตน ทั้งในปี 1976 และ 2007

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

The post ทำไมทรัมป์ถึงสั่งให้เวเนซุเอลาส่งมอบน้ำมันดิบ 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’ https://thestandard.co/gen-z-retirement-ready-boomers-study/ Mon, 24 Nov 2025 00:31:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1146533 ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’

แม้ภาพลักษณ์ของคนรุ่น Gen Z มักจะถูกมองว่าเริ่มต้นสร้าง […]

The post ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’

แม้ภาพลักษณ์ของคนรุ่น Gen Z มักจะถูกมองว่าเริ่มต้นสร้างครอบครัวและก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ช้ากว่าคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายออกจากบ้านพ่อแม่หรือการแต่งงาน แต่ดูเหมือนว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่หนุ่มสาววัยทำงานกลุ่มนี้นำหน้าคนรุ่นพี่ไปไกล นั่นคือ ‘การออมเพื่อการเกษียณ’ ซึ่งพวกเขากำลังทำได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ

 

ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของบริษัทจัดการการลงทุนชั้นนำอย่าง Vanguard ระบุว่า Gen Z เป็นเจเนอเรชันที่มีแนวโน้มจะเกษียณอายุได้อย่างประสบความสำเร็จมากที่สุด โดย 47% ของแรงงานอายุ 24-28 ปี อยู่ในสถานะที่พร้อมจะมีเงินเพียงพอสำหรับการรักษารูปแบบการใช้ชีวิตของตนเองหลังเกษียณได้

 

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสัดส่วนของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดซึ่งอยู่ที่ 42% โดยเมื่อพิจารณาแยกตามรุ่นจะพบว่า กลุ่ม Millennials (อายุ 29-44 ปี) ตามมาเป็นอันดับสองที่ 42% ถัดมาคือ Gen X (อายุ 45-60 ปี) ที่ 41% และที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่ม Baby Boomers (อายุ 61-65 ปี) ซึ่งมีความพร้อมเพียง 40% เท่านั้น

 

Vanguard ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผลสำรวจทางการเงินของผู้บริโภคของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปี 2022 จากครัวเรือนกว่า 2,200 แห่ง เพื่อประเมินความพร้อม โดยนิยามคำว่าความสำเร็จในการเกษียณว่าหมายถึงการมีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในมาตรฐานเดิมก่อนเกษียณไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร

 

ปัจจัยความสำเร็จของ Gen Z ไม่ได้มาจากความได้เปรียบเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการออม เคลลี่ ฮาห์น (Kelly Hahn) นักกลยุทธ์การลงทุนของ Vanguard ชี้ว่า คนรุ่นนี้ได้รับประโยชน์จากการที่นายจ้างนำระบบ ‘การสมัครสมาชิกกองทุนโดยอัตโนมัติ’ (Auto-enrollment) เข้ามาใช้ในแผนการออม

 

“(คน Gen Z) ถูกสมัครเข้าสู่แผนการเกษียณอายุโดยอัตโนมัติ และบ่อยครั้งที่มีการกำหนดอัตราการออมขั้นต้นไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งอัตรานี้จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา” ฮาห์นกล่าว “มันคือปัจจัยเชิงโครงสร้างของระบบที่ดีขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนแรงลมส่งที่ช่วยผลักดันพวกเขาไปข้างหน้า”

 

นอกจากระบบที่เอื้ออำนวยแล้ว ‘เวลา’ คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของคนรุ่นนี้ ในขณะที่กลุ่ม Baby Boomers ที่ยังทำงานอยู่อาจเหลือเวลาไม่มากนักในการทำงานหารายได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย หรืออาจไม่สามารถทำงานต่อได้ด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ Gen Z ยังมีเวลาอีกกว่า 40 ปีที่จะปล่อยให้เงินลงทุนของพวกเขางอกเงยและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้

 

“หากสมมติว่าพวกเขายังคงออมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออมในอัตราที่สูงกว่าที่เราเคยเห็นในคนรุ่นก่อนๆ สิ่งนี้จะช่วยผลักดันตัวเลขความพร้อมในการเกษียณสำหรับคนรุ่นใหม่ให้สูงขึ้นไปอีก” ฮาห์นอธิบายเสริมถึงศักยภาพในการเติบโตของเงินออม

 

ความได้เปรียบนี้สะท้อนออกมาในตัวเลขช่องว่างทางการเงินที่น่าสนใจ แม้แต่ Gen Z ที่ยังเก็บเงินได้ไม่ตามเป้า ก็ยังมีสถานการณ์ที่ดีกว่าคนรุ่นอื่น โดยผลการศึกษาพบว่า แรงงาน Gen Z ที่มี ‘รายได้เฉลี่ย’ ของรุ่นที่ 27,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 874,530 บาท) จะเผชิญกับช่องว่างเงินออมที่ขาดไปเพียง 3,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 97,170 บาท) ต่อปีเท่านั้น

 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่ม Baby Boomers ที่มีรายได้เฉลี่ยของรุ่นอยู่ที่ 56,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.81 ล้านบาท) กลับต้องเผชิญกับช่องว่างเงินออมที่สูงถึง 9,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 291,510 บาท) ต่อปี เพื่อที่จะสามารถเกษียณได้อย่างสุขสบาย ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักหนากว่ามากในช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงาน

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การเกษียณของ Gen Z ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียทั้งหมด ปัญหา ‘หนี้การศึกษา’ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจขัดขวางความก้าวหน้า หากพวกเขาไม่สามารถบริหารจัดการได้ดี โดยข้อมูลระบุว่า Gen Z คิดเป็นสัดส่วน 28% ของผู้กู้ยืมเพื่อการศึกษาทั้งหมด ขณะที่กลุ่ม Millennials ครองสัดส่วนสูงสุดที่ 40%

 

ฮาห์นเน้นย้ำว่า “เราต้องการให้ผู้คนคิดถึงการเงินของพวกเขาแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่แยกคิดเป็นส่วนๆ หรือมองแค่เสี้ยวเดียวของงบดุลทั้งหมด อย่างเช่นเงินออมเพื่อการเกษียณ เราอยากให้ผู้คนคิดถึงการบริหารจัดการหนี้สินควบคู่ไปกับการสร้างเงินออมเผื่อฉุกเฉินด้วย”

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือพฤติกรรมการทำงาน ด้วยเวลาที่เหลืออีกยาวนาน ชาว Gen Z มีแนวโน้มที่จะ ‘เปลี่ยนงาน’ อย่างน้อยสองสามครั้งก่อนเกษียณ ซึ่งฮาห์นเตือนว่าพวกเขา “จำเป็นต้องตระหนักถึงจุดเปลี่ยนเหล่านี้” เพราะบ่อยครั้งเมื่อมีการย้ายงาน ลูกจ้างมักจะไม่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเกษียณในอัตราเดิมเหมือนที่เคยทำในที่ทำงานเก่า

 

ท้ายที่สุดแล้ว แม้จะมีความท้าทายรออยู่ แต่โอกาสของคนรุ่นนี้ก็ยังสดใสกว่ามาก ฮาห์นสรุปว่า “ฉันคิดว่าชาว Gen Z มีโอกาสมหาศาลที่จะนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติ เพื่อที่จะไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเหมือนที่คนรุ่นก่อนหน้าบางกลุ่มอาจกำลังเผชิญอยู่”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : SeventyFour / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โหวตรับรองร่างกฎหมายจัดสรรงบระยะสั้น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/congress-ends-record-shutdown/ Thu, 13 Nov 2025 03:33:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1142751 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โหวตรับรองร่างกฎหมายจัดสรรงบระยะสั้น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรครัฐบาลรีพับลิกันครองเสียงข […]

The post สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โหวตรับรองร่างกฎหมายจัดสรรงบระยะสั้น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โหวตรับรองร่างกฎหมายจัดสรรงบระยะสั้น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรครัฐบาลรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติด้วยคะแนนเสียง 222 ต่อ 209 เสียง รับรองร่างกฎหมายขยายระยะเวลาการจัดสรรงบประมาณออกไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม โดยถือเป็นการโหวตเพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ หรือการปิดการทำงานของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 43 วัน

 

ซึ่งหลังจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะลงนามบังคับใช้กฎหมาย ก่อนที่จะมีการแถลงยุติภาวะชัตดาวน์ต่อประชาชน

 

การลงมติดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรองร่างกฎหมายฉบับนี้ไปเมื่อวันจันทร์ (10 พฤศจิกายน) ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างพรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครต โดยมี สส.เดโมแครต 6 คน ร่วมโหวตรับรอง ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจาก สส.เดโมแครต อีกหลายคน ที่ไม่พอใจกับเงื่อนไขข้อตกลง ซึ่งไม่รวมถึงการขยายระยะเวลางบประมาณอุดหนุนนโยบายประกันสุขภาพโอบามาแคร์ ที่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ ถึงแม้ว่าข้อตกลงจะกำหนดเงื่อนไขให้มีการลงมติเรื่องนี้ในวุฒิสภาภายในเดือนธันวาคมก็ตาม

 

มิกี เชอร์ริล สส.พรรคเดโมแครต ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์คนต่อไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวคัดค้านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณระยะสั้นดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยกระตุ้นให้เพื่อน สส. ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลทรัมป์

 

“ถึงเพื่อนร่วมงานของฉัน อย่าปล่อยให้องค์กรนี้กลายเป็นตราประทับสีแดงจากรัฐบาลที่พรากอาหารไปจากเด็กๆ และทำลายระบบสาธารณสุข” เชอร์ริลกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภาวะชัตดาวน์จะยังคงมีให้เห็นอยู่ในวันนี้ โดยนักเดินทางอาจยังคงได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบิน เนื่องจากเที่ยวบินกว่า 900 เที่ยวบินในสหรัฐฯ ถูกยกเลิกในวันนี้ ในขณะที่โครงการช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ยากไร้หรือ Food Stamp ยังไม่ชัดเจนว่าจะเริ่มกลับมาให้ความช่วยเหลือได้เมื่อไหร่ โดยระยะเวลาแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ

 

ทั้งนี้ การขยายระยะเวลาจัดสรรงบประมาณภายใต้กฎหมายฉบับนี้ จะยังส่งผลให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี จากหนี้ปัจจุบันที่มีอยู่ 38 ล้านล้านดอลลาร์

 

ขณะที่การเดินหน้ายุติภาวะชัตดาวน์ดังกล่าว ไม่ส่งผลให้พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมดีขึ้น โดยผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos poll ที่เผยแพร่วานนี้ พบว่า 50% ของชาวอเมริกันตำหนิพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับการชัตดาวน์รัฐบาลที่เกิดขึ้น ในขณะที่ 47% ตำหนิพรรคเดโมแครต

 

ภาพ: REUTERS/Nathan Howard

 

อ้างอิง:

The post สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โหวตรับรองร่างกฎหมายจัดสรรงบระยะสั้น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะเซ็กซ์ถดถอย! ชาวอเมริกันมีเพศสัมพันธ์น้อยลงเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/us-sex-recession-historic-low/ Thu, 02 Oct 2025 11:11:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1125784

งานวิจัยชิ้นใหม่จากสถาบัน Institute for Family Studies […]

The post ภาวะเซ็กซ์ถดถอย! ชาวอเมริกันมีเพศสัมพันธ์น้อยลงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานวิจัยชิ้นใหม่จากสถาบัน Institute for Family Studies (IFS) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ชาวอเมริกันกำลังมีเพศสัมพันธ์ในปริมาณที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หรือที่เรียกกันว่า ‘ภาวะเซ็กซ์ถดถอย’ (Sex Recession) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สร้างความกังวลให้กับนักสังคมวิทยาและนักจิตวิทยามานานหลายทศวรรษ

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดของ General Social Survey ที่เก็บรวบรวมในปี 2024 พบว่ามีชาวอเมริกันอายุ 18-64 ปี เพียง 37% เท่านั้นที่ระบุว่ามีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างมากจาก 55% ในปี 1990 และสำหรับกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 18-29 ปี สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีก

 

โดยเกือบหนึ่งในสี่ หรือ 24% ของคนในกลุ่มวัยนี้ระบุว่าพวกเขาไม่มีเพศสัมพันธ์เลยตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2010 และที่สำคัญคือแนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนโสด แต่ยังรวมถึงคนที่แต่งงานแล้วและครอบคลุมทุกรสนิยมทางเพศ ซึ่งบ่งชี้ว่านี่คือ ‘วิกฤต’ ที่เกิดขึ้นในวงกว้าง

 

สาเหตุของปรากฏการณ์นี้มีความซับซ้อนและเกิดจากหลายปัจจัยที่สั่งสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นอัตราการแต่งงานและการอยู่ร่วมกันที่ลดลง ไปจนถึงการเสพติดหน้าจอที่ทำให้เราจ้องมองโทรศัพท์แทนที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่อยู่ข้างๆ ซึ่ง แบรด วิลค็อกซ์ นักวิจัยอาวุโสของ IFS เรียกพฤติกรรมนี้ว่า Bedrotting หรือการนอนแช่อยู่บนเตียงกับหน้าจอ

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่าสังคมกำลังเผชิญกับ ‘ภาวะหมดไฟหลังการระบาดใหญ่’ (post-postpandemic malaise) ผู้คนกำลังดิ้นรนที่จะสร้างชีวิตสังคมขึ้นมาใหม่, จัดการสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน และรับมือกับความรู้สึกไม่แน่นอนต่อสถานการณ์โลกที่เพิ่มสูงขึ้น

 

จัสติน การ์เซีย ผู้อำนวยการสถาบัน Kinsey Institute กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าคุณเหนื่อยล้าและว้าวุ่นใจ คืนนี้คุณจะอยากมีเพศสัมพันธ์ไหมล่ะ? แน่นอนว่าไม่!” ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะทางจิตใจที่ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการทางเพศ

 

จากการพูดคุยกับผู้คนทั่วไป หลายคนยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์น้อยลงด้วยเหตุผลคลาสสิกอย่างความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก, ปัญหาความสัมพันธ์หรืออายุที่มากขึ้น แต่ก็มีเหตุผลใหม่ๆ ที่สะท้อนยุคสมัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ, ความเครียดจากข่าวสาร หรือการเสพติดหน้าจอ

 

สำหรับคนโสด การออกเดทในปัจจุบันก็กลายเป็นเรื่องที่ทั้งแพงและน่าผิดหวังเกินไป อูเนควู ยาคูบู นักชีวเคมีวัย 35 ปี เล่าว่าเธอหมดไฟกับการออกเดทและเลือกที่จะหันไปให้ความสำคัญกับอาชีพการงานและชีวิตสังคมแทน “สิ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อสุขภาวะทางอารมณ์ของฉันได้ทันทีและชัดเจนกว่า” เธอกล่าว

 

ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าเราไม่ควรปล่อยให้ชีวิตเซ็กซ์เหี่ยวเฉาไป เพราะการมีเพศสัมพันธ์ส่งผลดีต่อ ‘สุขภาพ’ ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน, การลดความเครียด, ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น และที่สำคัญคือช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับคู่รักให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

มิเชล ดรูอิน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก Purdue University ได้ให้คำแนะนำที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “สิ่งแรกที่คุณควรจะสัมผัสเมื่อล้มตัวลงนอนควรจะเป็นคู่รักของคุณ ไม่ใช่โทรศัพท์ของคุณ” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสำคัญกับคนข้างกายมากกว่าโลกดิจิทัล

 

ลอรี มินต์ซ (Laurie Mintz) นักจิตวิทยาและนักบำบัดทางเพศวัย 65 ปี เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวว่าเธอเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่หมดไฟจากความเครียดเรื่องงานและครอบครัวจนไม่มีอารมณ์ทางเพศ แต่สิ่งที่เธอทำคือการตัดสินใจจัดลำดับความสำคัญของเซ็กซ์ให้กลับมาเป็นเรื่องสำคัญอีกครั้ง

 

เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคที่น่าคิดว่า “เซ็กซ์ก็เหมือนกับการไปออกกำลังกาย บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกไม่อยากทำ แต่หลังจากที่ทำไปแล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นเสมอ” ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าการลงทุนในความสัมพันธ์ทางกายนั้นก็คือการลงทุนในความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเราเอง

 

ภาพ: nelo2309 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ภาวะเซ็กซ์ถดถอย! ชาวอเมริกันมีเพศสัมพันธ์น้อยลงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกษียณไม่มีจริง? เทรนด์ใหม่ชาวอเมริกันวัย 75+ ยังทำงานพุ่งสูงขึ้น สะท้อนนิยามใหม่ของชีวิตหลังวัยทำงาน https://thestandard.co/us-senior-working-rate-age-75-plus-social-security-delay/ Wed, 01 Oct 2025 06:09:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1125094 us-senior-working-rate-age-75-plus-social-security-delay

อายุขัยที่ยืนยาวขึ้นกำลังส่งผลให้ชาวอเมริกันจำนวนมากเลื […]

The post เกษียณไม่มีจริง? เทรนด์ใหม่ชาวอเมริกันวัย 75+ ยังทำงานพุ่งสูงขึ้น สะท้อนนิยามใหม่ของชีวิตหลังวัยทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-senior-working-rate-age-75-plus-social-security-delay

อายุขัยที่ยืนยาวขึ้นกำลังส่งผลให้ชาวอเมริกันจำนวนมากเลือกที่จะทำงานต่อไปแม้จะผ่านพ้นวัยเกษียณแบบดั้งเดิมไปแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ชี้ว่าเกือบ 9% ของชาวอเมริกันอายุ 75 ปีขึ้นไป ยังคงทำงานหรือกำลังมองหางานในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 6% เมื่อสองทศวรรษก่อน ขณะที่กลุ่มอายุ 65-74 ปี มีสัดส่วนผู้ที่ยังทำงานอยู่สูงถึง 27% ในปี 2024 เพิ่มขึ้นจาก 22% ในปี 2004 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนิยามของคำว่า ‘ชีวิต’ หลังวัยทำงาน

 

เหตุผลที่ผู้คนเลือกที่จะชะลอการเกษียณออกไปนั้นมีหลากหลาย บางส่วนมาจากความกังวลด้าน ‘การเงิน’ ขณะที่อีกหลายคนเป็นผู้ประกอบการหรือผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่รักในสิ่งที่ทำมากเกินกว่าจะหยุดไปเฉยๆ นิโคล มาเอสตาส ศาสตราจารย์จาก Harvard Medical School กล่าวว่า การทำงานต่อไปยังช่วยให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและได้กระตุ้นสมองและร่างกายอยู่เสมอ

 

การทำงานที่ยาวนานขึ้นยังส่งผลดีอย่างยิ่งต่อสถานะทางการเงิน การมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นเพียงงานพาร์ทไทม์ จะช่วยลดการถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ ทำให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตหรือเป็นมรดกให้ลูกหลานได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถชะลอการรับเงินประกันสังคม (Social Security) ออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินบำนาญต่อเดือนเพิ่มขึ้นถึง 8% ในทุกๆ ปีที่รอ

 

The Wall Street Journal ได้พูดคุยกับผู้สูงวัย 4 คนถึงเส้นทางและวิธีการที่พวกเขาใช้ในการออกแบบชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีเรื่องราวและปรัชญาที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

 

การเกษียณที่ไม่ได้วางแผน และความกังวลเรื่องเงินในบั้นปลาย

 

เมิร์ล แมนลีย์ จิตแพทย์วัย 78 ปี เคยตั้งใจว่าจะทำงานไปจนถึงอายุ 80 ปี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเกษียณในวัย 76 ปี ด้วยเหตุผลด้านการใช้ชีวิตมากกว่าอายุ เมื่อค่าเช่าทั้งอพาร์ตเมนต์และออฟฟิศในบรูคลินพุ่งสูงขึ้น เขาจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่กับคนรักที่รัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เขาบอกว่า “ไม่มีใครแก่เกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง”

 

ปัจจุบันเขามีเงินออมประมาณ 1.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 41.9 ล้านบาท) และได้รับเงินประกันสังคมเดือนละ 3,300 ดอลลาร์ (ประมาณ 106,000 บาท) แต่ด้วยค่าใช้จ่ายรายปีที่สูงถึง 160,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 5.16 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงค่าเช่า, การเดินทาง และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้เขาเริ่มกังวลว่าจะใช้เงินออมจนหมดก่อนเสียชีวิต

 

ความกังวลดังกล่าวทำให้ล่าสุดเขาได้เริ่มมองหางานจิตแพทย์พาร์ทไทม์ผ่านระบบออนไลน์ โดยตั้งเป้าหมายทำงานประมาณสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง ซึ่งเขากล่าวว่าอายุที่มากขึ้นกลับเป็นข้อได้เปรียบในสายอาชีพของเขา “โดยทั่วไปแล้ว คนไข้มักจะมองว่าอายุคือข้อได้เปรียบในสายงานของผม” เขากล่าว

 

ช่างภาพวัย 80 ที่ค่อยๆ ‘ผ่อน’ งาน แต่ไม่เคยหยุดใช้ชีวิต

 

แดเนียล เมนเซอร์ ช่างภาพวัย 80 ปี ไม่มีแผนที่จะวางกล้องในเร็ววันนี้ แต่เขาเลือกที่จะ ‘ผ่อน’ การทำงานเพื่อหารายได้ลง โดยปัจจุบันทำงานเพียงสัปดาห์ละประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น เขาเริ่มต้นเส้นทางช่างภาพตั้งแต่อายุ 11 ปี และเปิดสตูดิโอของตัวเองมานานหลายทศวรรษ

 

เขามีเงินออมประมาณ 600,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 19.3 ล้านบาท) และมีรายได้ต่อปีราว 75,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.42 ล้านบาท) ซึ่งมาจากทั้งงานถ่ายภาพ, เงินประกันสังคม และเงินปันผล เขายังคงใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งการทำสวน, ทำอาหารเลี้ยงเพื่อน, เล่นเทนนิสสัปดาห์ละสามครั้ง และยังคงหลงใหลในรถยนต์ Porsche ที่เขาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 1966

 

เมนเซอร์เชื่อในปรัชญาที่ว่า ‘สุขภาพ’ ที่ดีมาจากการไม่หยุดนิ่ง “การมีส่วนร่วมกับชีวิตอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ โลกนี้ยังมีอะไรเกิดขึ้นอีกมากมาย” เขากล่าว ซึ่งเป็นทัศนคติที่ทำให้เขายังคงมีความสุขและมีพลังในการสร้างสรรค์ผลงานแม้จะอยู่ในวัย 80 ปีแล้วก็ตาม

 

วิศวกรวัย 86 ปี ผู้ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เพราะ ‘ทำไมต้องหยุด?’ 

 

ในวัย 86 ปี เฟรด ฟาห์เลน ยังคงทำงานในฐานะวิศวกรสิ่งแวดล้อมสัปดาห์ละประมาณ 40 ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่เป็นการทำงานอาสาสมัครโดยไม่รับค่าจ้าง “อาชีพการงานเกือบทั้งหมดของผมเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดีและความสำเร็จ แล้วทำไมผมจะต้องหยุดด้วยล่ะ?” เขากล่าว

 

หลังจากที่เอาชนะโรคมะเร็งได้ในช่วงอายุ 60 ปี เขาก็ยิ่งมีความหลงใหลในงานและครอบครัวมากขึ้น ฟาห์เลนเป็นคนที่ใช้จ่ายกับตัวเองน้อยมาก เพียงปีละประมาณ 70,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.26 ล้านบาท) แต่กลับทุ่มเงินเกือบ 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 32.2 ล้านบาท) ให้กับการศึกษาของหลานๆ ทั้งห้าคน

 

เขามีเงินออมประมาณ 1.7 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 54.8 ล้านบาท) และยังไม่มีแผนที่จะหยุดทำงานในเร็ววันนี้ “ผมรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ได้ทำงานที่ผมรักมานานหลายทศวรรษ” ฟาห์เลนกล่าว 

 

เกษียณตอนอายุ 74 แต่ยังคงกระฉับกระเฉงเพื่อไม่ให้ชีวิตถดถอย

 

ชารอน คอลลิเออร์ วางแผนที่จะเกษียณในวัย 75 ปี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเกษียณเร็วขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีข้อเสนอซื้อธุรกิจของเธอเข้ามาอย่างปฏิเสธไม่ได้ “ฉันชอบทำงานจริงๆ” เธอกล่าว เธอและสามีเชื่อว่าการทำงานที่ยาวนานขึ้นส่งผลดีต่อสุขภาพของพวกเขา

 

หลังจากเกษียณ เธอกลับรู้สึกว่างเปล่าและไร้ทิศทางไปช่วงหนึ่ง แต่เธอก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพ่อแม่ ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขด้วยการเดินทาง และเข้าสังคม ซึ่งต่างจากพ่อของสามีที่หยุดทำทุกอย่างและสุขภาพทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจุบัน เธอและสามีจึงใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้น ทั้งการทำสวน, เดินป่า, เข้าร่วมชมรมหนังสือ และใช้เวลากับลูกหลาน พวกเขามีเงินออมประมาณ 1.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 45.1 ล้านบาท) และมีรายจ่ายต่อปีประมาณ 158,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 5.1 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าประกันสุขภาพและภาษี

 

ชารอนกล่าวว่าเธอกำลังพยายามดำเนินรอยตามพ่อแม่ของเธอ “ฉันเห็นว่าพวกท่านมีความสุขกันมากแค่ไหน” เธอกล่าว ซึ่งเป็นเป้าหมายในการสร้าง ‘อิสระ’ และความสุขให้กับชีวิตหลังเกษียณของเธอเอง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.24 บาท ณ วันที่ 29 กันยายน 2568 

 

ภาพ: Tint Media / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เกษียณไม่มีจริง? เทรนด์ใหม่ชาวอเมริกันวัย 75+ ยังทำงานพุ่งสูงขึ้น สะท้อนนิยามใหม่ของชีวิตหลังวัยทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่ 3.2 ล้านบาทของทรัมป์ ช่วยหรือทำลายแรงงานอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์ดาหน้าเตือน เสี่ยงทำร้าย ‘นวัตกรรม’ และเศรษฐกิจในระยะยาว https://thestandard.co/trump-h1b-visa-100k-fee-impact/ Fri, 26 Sep 2025 04:52:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1123214 trump-h1b-visa-100k-fee-impact

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศนโยบายใหม […]

The post ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่ 3.2 ล้านบาทของทรัมป์ ช่วยหรือทำลายแรงงานอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์ดาหน้าเตือน เสี่ยงทำร้าย ‘นวัตกรรม’ และเศรษฐกิจในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-h1b-visa-100k-fee-impact

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภาคเทคโนโลยีและวิชาการ ด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับวีซ่า H-1B สูงถึง 1 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 3.225 ล้านบาท) โดยให้เหตุผลว่ามาตรการนี้จะช่วยปกป้องและสร้างโอกาสให้กับแรงงานชาวอเมริกัน แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ นโยบายนี้อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าผลดี

 

วีซ่า H-1B คือช่องทางหลักสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติในการเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกา โดยผู้ที่ได้รับวีซ่าส่วนใหญ่มักจะทำงานในสายวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ซึ่งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon.com คือผู้ที่ใช้งานวีซ่าประเภทนี้มากที่สุด โดยข้อมูลจาก Pew Research Center พบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ได้รับวีซ่า H-1B ในปี 2023 นั้นเป็นแรงงานที่เกิดในประเทศอินเดีย

 

รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่าระบบปัจจุบันถูกบริษัทเทคโนโลยีใช้เป็นช่องทางในการจ้างแรงงานต่างชาติที่ค่าจ้างถูกกว่า การตั้งกำแพงค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่วจะช่วยคัดกรองให้มีเพียงแรงงานทักษะสูงที่ดีที่สุดเท่านั้นที่เข้ามาได้ ซึ่งจะทำให้มีตำแหน่งงานเหลือสำหรับแรงงานชาวอเมริกันมากขึ้น

 

ในมุมมองนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเห็นด้วยว่า อาจมีแรงงานชาวอเมริกันกลุ่มเล็กๆ เช่น โปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์บางส่วน ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการแข่งขันที่ลดลง เคิร์ก โดแรน (Kirk Doran) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Notre Dame กล่าวว่า “สำหรับงาน H-1B ทั่วไปในบริษัทเอกชนส่วนใหญ่นั้น มักจะมีแรงงานในประเทศที่สามารถทำงานทดแทนได้อยู่แล้ว”

 

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กลับมองว่า ‘ผลกระทบ’ ในเชิงลบนั้นมีมากกว่า ไมเคิล เคลเมนส์ (Michael Clemens) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย George Mason กล่าวว่า “วีซ่า H-1B คือสิ่งที่ก่อให้เกิด ‘นวัตกรรม’, การเป็นผู้ประกอบการ และการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสร้างโอกาสงานและรายได้ที่สูงขึ้นให้กับแรงงานในประเทศทุกระดับ”

 

เจนนิเฟอร์ ฮันต์ (Jennifer Hunt) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Rutgers University ได้เตือนว่ามาตรการนี้อาจรุนแรงถึงขั้นปิดฉากโครงการ H-1B ทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อ ‘เศรษฐกิจ’ ในภาพรวม เธอมองว่าแรงงาน H-1B ไม่ได้เข้ามาเพื่อทดแทนแรงงานอเมริกัน แต่เข้ามาเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้แรงงานในประเทศทำงานได้ดีและมีผลิตภาพสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ งานวิจัยของ บริตตา เกลนนอน (Britta Glennon) ยังพบว่าเมื่อมีการจำกัดวีซ่า H-1B บริษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ ก็มักจะเลือกที่จะย้ายงานส่วนนั้นไปทำในต่างประเทศแทนที่จะจ้างคนในประเทศเพิ่ม ซึ่งหมายความว่าตำแหน่งงานเหล่านั้นก็จะหายไปจากสหรัฐฯ อยู่ดี

 

ทำเนียบขาวได้อ้างอิงงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2017 ที่ระบุว่าแรงงาน H-1B ทำให้ค่าจ้างของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (computer scientists) ในประเทศลดลง แต่กลับไม่ได้กล่าวถึงข้อค้นพบอื่นๆ ในงานวิจัยชิ้นเดียวกัน ที่ระบุว่าแรงงานในสายเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ กลับมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคโดยรวมได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมที่เกิดขึ้น

 

กอราฟ คันนา (Gaurav Khanna) หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว ได้กล่าวชี้แจงว่า “เมื่อเราพิจารณา ‘ภาพรวม’ ทั้งหมดแล้ว โดยรวมแรงงานที่เกิดในสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์มากกว่าผลเสีย” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำเนียบขาวอาจเลือกใช้ข้อมูลเพียงบางส่วนเพื่อสนับสนุนนโยบายของตนเอง

 

เคิร์ก โดแรน ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของนโยบายนี้ ก็ยังคงแสดงความกังวลถึงผลกระทบในระยะสั้น เขากล่าวว่าแม้ตลาด ‘แรงงาน’ ของสหรัฐฯ จะสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะสร้างความบอบช้ำ (Trauma) ให้กับตลาดแรงงานได้

 

เขากล่าวว่า “ความบอบช้ำในตลาดแรงงานจะเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยกระแทกที่รุนแรงเข้ามา และไม่มีเวลาเพียงพอที่จะปรับตัว” ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตำแหน่งงานว่างจำนวนมากในบริษัทที่เคยพึ่งพาแรงงาน H-1B แม้จะมีแรงงานในประเทศเพียงพอ แต่ก็อาจจะไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีงานนั้นๆ ซึ่งจะสร้างปัญหาที่ซับซ้อนตามมาอีกทอดหนึ่ง

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.25 บาท ณ วันที่ 25 กันยายน 2568



ภาพ: GaudiLab / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่ 3.2 ล้านบาทของทรัมป์ ช่วยหรือทำลายแรงงานอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์ดาหน้าเตือน เสี่ยงทำร้าย ‘นวัตกรรม’ และเศรษฐกิจในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานต่างชาติ H-1B เป็น 1 แสนดอลลาร์ หวังกระตุ้นจ้างงานชาวอเมริกัน https://thestandard.co/trump-h1b-visa-fee-increase/ Sat, 20 Sep 2025 03:28:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1120900 trump-h1b-visa-fee-increase

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบ […]

The post ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานต่างชาติ H-1B เป็น 1 แสนดอลลาร์ หวังกระตุ้นจ้างงานชาวอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-h1b-visa-fee-increase

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า H-1B หรือวีซ่าทำงานสำหรับแรงงานต่างชาติในสาขาอาชีพเฉพาะทางต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เพิ่มเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยระบุเหตุผลเพื่อควบคุมการอนุมัติวีซ่าประเภทนี้มากเกินไป

 

“เราต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ และนี่แทบจะรับประกันได้เลยว่านั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น” ทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ 

 

โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยรายละเอียดว่า มาตรการขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าดังกล่าว จะจูงใจให้บริษัทต่างๆ จ้างแรงงานชาวอเมริกัน ในขณะเดียวกันยังคงเปิดช่องทางให้จ้างแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงในสาขาเฉพาะทาง

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้สั่งการให้สร้างช่องทางการเข้าเมืองแบบ “บัตรทอง” 

ซึ่งจะช่วยเร่งรัดการออกวีซ่าให้ชาวต่างชาติที่จ่ายค่าธรรมเนียม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอนุญาติให้บริษัทหรือนายจ้างในสหรัฐฯ สามารถจ่ายค่าธรรมเนียม 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเร่งกระบวนการออกวีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติ

 

มาตรการเหล่านี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตัน ในการปราบปรามการเข้าเมืองและกำหนดข้อจำกัดใหม่ที่เข้มงวดเกี่ยวกับประเภทของชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานที่ใช้วีซ่า H-1B เป็นอย่างมาก

 

วีซ่า H-1B เป็นวีซ่าทำงานที่มีอายุ 3 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 3 ปี ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์โต้แย้งว่า โครงการนี้ช่วยให้บริษัทในสหรัฐฯ สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานงานในสหรัฐฯ 

 

ด้านโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการกำหนดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี บวกกับค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบบัญชี หลังจากที่ได้พูดคุยกับบริษัทต่างๆ

 

ขณะที่เขาชี้ว่าโครงสร้างในการชำระเงินค่าธรรมเนียมยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ โดยกำลังพิจารณาว่า จะเรียกเก็บเงินล่วงหน้า 300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เป็นเวลาสามปี

 

ภาพ : REUTERS/Ken Cedeno TPX IMAGES OF THE DAY

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานต่างชาติ H-1B เป็น 1 แสนดอลลาร์ หวังกระตุ้นจ้างงานชาวอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอเมริกันหลายล้านคนพร้อมใจ ‘ไม่จ่าย’ หนี้การศึกษา หลังรัฐบาลกลับมาทวงหนี้อีกครั้ง อ้างใช้ยังชีพสำคัญกว่า https://thestandard.co/americans-skip-student-loan-payments/ Tue, 12 Aug 2025 09:33:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1106313 americans-skip-student-loan-payments

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติมาตรการผ่อนปรนหนี้การศึกษาที […]

The post ชาวอเมริกันหลายล้านคนพร้อมใจ ‘ไม่จ่าย’ หนี้การศึกษา หลังรัฐบาลกลับมาทวงหนี้อีกครั้ง อ้างใช้ยังชีพสำคัญกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
americans-skip-student-loan-payments

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติมาตรการผ่อนปรนหนี้การศึกษาที่ใช้มานาน 5 ปี และกลับมาบังคับให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้อีกครั้ง กลับเกิดปรากฏการณ์ที่ชาวอเมริกันหลายล้านคนพร้อมใจกัน ‘ไม่จ่าย’ หนี้ดังกล่าว โดยข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ณ เดือนเมษายนประเมินว่า มีผู้กู้ยืมเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่ชำระหนี้ตามกำหนด

 

สตีเฟน จาคูบาวสกี วัย 32 ปี คือหนึ่งในคนเหล่านั้น เขามีหนี้รัฐบาลอยู่ 10,000 ดอลลาร์ (ราว 3.23 แสนบาท) จากการเรียนในวิทยาลัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ตอนนี้เขากำลังว่างงานและมีเงินแทบไม่พอจ่ายค่าเช่าและของใช้จำเป็น หนี้การศึกษาจึงกลายเป็นสิ่งที่เขาเพิกเฉยและมองว่ามัน ‘อยู่ท้ายสุดของความสำคัญ’

 

เหตุผลที่คนจำนวนมากไม่ชำระหนี้มีหลากหลาย สำหรับบางคน มันคือการจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน เมื่อต้องเลือกระหว่างค่าที่อยู่อาศัยกับหนี้การศึกษา พวกเขาก็เลือกสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตก่อน ส่วนคนอื่นๆ เลือกที่จะไม่จ่ายเพื่อเป็น ‘การประท้วงรูปแบบหนึ่ง’ หลังจากที่แผนการยกหนี้ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ถูกคัดค้านทางกฎหมายจนล้มเหลวไป

 

ซาราห์ นิวคอมบ์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสด้านพฤติกรรมจาก Edward Jones วิเคราะห์ว่า “เป็นไปได้ว่าผลที่จะตามมานั้นดู ‘ไกลตัวเกินไป’ ที่จะกระตุ้นให้คนจ่ายหนี้” เธอเสริมว่าความรู้สึกว่าระบบไม่ยุติธรรมอาจนำไปสู่ “การทำลายอนาคตทางการเงินตัวเอง” ได้

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีสำหรับผู้ไม่ชำระหนี้คือการถูกลดคะแนนความน่าเชื่อถือทางเครดิต (Credit Score) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์กประเมินว่ามีผู้กู้ยืมราว 2.2 ล้านคนที่คะแนนเครดิตลดลงอย่างน้อย 100 จุด แต่สำหรับ คาเมรอน เดวิส คนขับรถ Uber ในไมอามี ซึ่งคะแนนเครดิตของเขาลดลงถึง 180 จุด กลับไม่รู้สึกกังวลเพราะเขาและภรรยาไม่ได้มีแผนจะซื้อบ้านในอนาคต

 

“ถ้าผมต้องเลือกระหว่างจ่ายค่าเช่ากับจ่ายหนี้การศึกษา ผมก็จะไม่จ่ายหนี้การศึกษา” เดวิสกล่าว เขาและภรรยามีหนี้การศึกษารวมกันประมาณ 60,000 ดอลลาร์ (ราว 1.94 ล้านบาท) แต่ด้วยรายได้จากการขับรถที่ต้องเลี้ยงดูภรรยาและลูกอีกสองคน ทำให้เขาไม่สามารถจ่ายหนี้เดือนละ 800 ดอลลาร์ (ราว 25,864 บาท) ได้

 

ผลกระทบในระยะยาวคือการถูกอายัดค่าจ้าง (Wage Garnishment) สูงสุด 15% ของเงินเดือนหลังหักภาษี แต่กระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจถึงปี 2026 สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มผิดนัดชำระหนี้ ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคนทำงานอิสระและ Gig Worker อย่างเดวิส หรือ ไทเลอร์ สครักส์ ฟรีแลนซ์ในวงการภาพยนตร์ ก็อาจไม่ได้รับผลกระทบเลยหากรัฐบาลไม่สามารถตามเจอตัวนายจ้างได้

 

ไทเลอร์ สครักส์ วัย 30 ปี ซึ่งมีหนี้ประมาณ 20,000 ดอลลาร์ (ราว 6.47 แสนบาท) กล่าวว่าเขาไม่เคยเช็คคะแนนเครดิตของตัวเองและไม่คิดจะจ่ายหนี้ “มันมีภาระทางการเงินอื่นที่เร่งด่วนกว่า” เขากล่าว “นี่คือการประท้วงรูปแบบหนึ่ง ผมเชื่อว่าหนี้การศึกษาทั้งหมดควรถูกยกเลิก”

 

ด้านรัฐบาลทรัมป์ได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าว โดย ลินดา แมคแมน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเมื่อเดือนเมษายนว่า “ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันจะไม่ถูกบังคับให้มาเป็นหลักประกันสำหรับนโยบายสินเชื่อเพื่อการศึกษาที่ไร้ความรับผิดชอบอีกต่อไป”

 

วิกฤตครั้งนี้สะท้อนภาพปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งผสมผสานระหว่างความเดือดร้อนทางการเงิน การประท้วงทางการเมือง และความรู้สึกแปลกแยกจากหนี้สิน ท่ามกลางยอดหนี้การศึกษารวมทั่วประเทศที่สูงถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 51.73 ล้านล้านบาท) ซึ่งยังคงเป็น ‘วิกฤตหนี้สินครั้งใหม่’ ที่รอวันหาทางออก


หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.33 บาท ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2568 

 

ภาพ: Howard Weiss / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ชาวอเมริกันหลายล้านคนพร้อมใจ ‘ไม่จ่าย’ หนี้การศึกษา หลังรัฐบาลกลับมาทวงหนี้อีกครั้ง อ้างใช้ยังชีพสำคัญกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 จุดหมายย้ายประเทศ! เมื่อชาวอเมริกันไม่อยากอยู่ใต้เงาทรัมป์ เผยคำค้นหา ‘วิธีย้ายประเทศ’ พุ่งสูง และโปรตุเกสครองแชมป์สูงสุด https://thestandard.co/top-10-countries-to-move/ Sun, 25 May 2025 06:22:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1078185 วิธีย้ายประเทศ

นับตั้งแต่ครั้งศึกชิงชัยทำเนียบขาว พบข้อมูลการย้ายถิ่นฐ […]

The post 10 จุดหมายย้ายประเทศ! เมื่อชาวอเมริกันไม่อยากอยู่ใต้เงาทรัมป์ เผยคำค้นหา ‘วิธีย้ายประเทศ’ พุ่งสูง และโปรตุเกสครองแชมป์สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีย้ายประเทศ

นับตั้งแต่ครั้งศึกชิงชัยทำเนียบขาว พบข้อมูลการย้ายถิ่นฐานในสหรัฐมากขึ้น โดยโปรตุเกสมาแรงอันดับ 1 ใน 10 จุดหมายย้ายประเทศของชาวอเมริกัน เมื่อเงาทรัมป์ผลักผู้คนวางแผนย้ายออกจากบ้านเกิด

 

ตามผลสำรวจชาวอเมริกัน 116,363 คนที่ต้องการออกจากสหรัฐอเมริกาภายในปี 2024 ซึ่งจัดทำโดย Expatsi ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดทัวร์ย้ายถิ่นฐานและทรัพยากรสำหรับชาวต่างชาติ ที่จะใช้เกณฑ์การพิจารณาจากความชอบในไลฟ์สไตล์ (เช่น สภาพอากาศและนโยบายในท้องถิ่น) แผนในอนาคต (เช่น การศึกษาหรือการทำงาน) ฐานะทางการเงิน และปัจจัยอื่นๆ

 

ผู้ตอบแบบสำรวจจะถูกถามเกี่ยวกับประเทศที่พวกเขาสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมมากที่สุด พบว่า ประเทศที่ผู้ตอบแบบสำรวจขอมากที่สุด ได้แก่ 1.โปรตุเกส 2.สเปน 3.สหราชอาณาจักร 4.แคนาดา 5.อิตาลี 6.ไอร์แลนด์ 7.ฝรั่งเศส 8.เม็กซิโก 9.นิวซีแลนด์ 10.คอสตาริกา

 

“โปรตุเกสเป็นประเทศที่บริษัทให้คำแนะนำมากที่สุดโดยพิจารณาจากความชอบที่เลือกในการประเมิน รองลงมาคือฝรั่งเศส สเปน กรีซ และสวิตเซอร์แลนด์”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เหตุใดชาวอเมริกันจึงอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศ

 

จากผลสำรวจ พบว่า เหตุผลหลักที่ชาวอเมริกันต้องการย้ายออกจากสหรัฐอเมริกา คือ เพื่อการผจญภัย ความอุดมสมบูรณ์ และการเติบโต

 

ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 56% ระบุว่า สหรัฐอเมริกามีแนวคิดอนุรักษ์นิยมเกินไป ในขณะที่ 53% รู้สึกว่าประเทศนี้แบ่งแยกกันมากเกินไป

 

ขณะที่ ผู้ที่อยากย้ายถิ่นฐานกว่าครึ่งหนึ่ง ระบุว่าต้องการย้ายถิ่นฐานเพื่อเสรีภาพที่มากขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคามจากความรุนแรงจากกฎหมายค้าอาวุธปืน ส่วนอีก 41% ระบุว่า “หวังจะประหยัดเงิน ลดค่าครองชีพในขณะที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ”

 

ผู้เข้าสอบ Expatsi 2 ใน 3 ราย ระบุว่า ต้องการออกจากสหรัฐอเมริกาภายในปี 2026 โดย 12% ระบุว่าหวังจะย้ายถิ่นฐานภายในหกเดือนข้างหน้า อีกว่า 30% หวังว่าจะเกษียณอายุที่ต่างประเทศ ส่วน 18% กำลังมองหาวีซ่าสำหรับผู้พลัดถิ่น และ 17% ระบุว่าจะย้ายถิ่นฐานด้วยวีซ่าสำหรับแรงงานที่มีทักษะ

 

ชาวอเมริกันเริ่มวางแผนย้ายประเทศมากขึ้นตั้งแต่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024

 

นอกจากนี้ยังพบว่า การวิเคราะห์ข้อมูลการค้นหาจาก Google ในสหรัฐอเมริกาก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับ “วิธีย้ายไปประเทศ” เพิ่มขึ้นอย่างมาก

โดยนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 ยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ Expatsi พุ่งสูงถึงเกือบ 51,000 รายในเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 รายในเดือนตุลาคม กระทั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย

ธุรกิจการย้ายไปต่างประเทศกำลังเฟื่องฟูในสหรัฐ

 

ความสนใจในทรัพยากรมนุษย์ของ Expatsi มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน 

 

ตามเอกสารที่ตรวจสอบโดย CNBC Make It พบว่ารายได้ของ Expatsi เพิ่มขึ้นถึง 19,632% เมื่อเทียบเป็นรายปี เนื่องจากบริษัทขายแพ็กเก็จที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงทริปสำรวจการย้ายถิ่นฐาน การบริการให้คำปรึกษารายบุคคล และพบตั๋วเข้าร่วมงานต่างๆ เช่น การประชุมในซานอันโตนิโอซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์และต่อเนื่องไปจนถึงสุดสัปดาห์ ซึ่งแขกกว่า 300 คนจะได้รับฟังจากวิทยากรเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ ตั้งแต่การขอวีซ่าและการย้ายเงินไปต่างประเทศ การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมและการหางานในฐานะชาวต่างชาติ

 

“ส่งผลให้บริษัทช่วยให้ผู้คนมากกว่า 200 คนไปทัวร์ย้ายถิ่นฐานในปี 2024 โดยราว 5% ย้ายออกหมดแล้ว และอีก 25% อยู่ในขั้นตอนเอกสาร นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ยื่นคำร้องขอวีซ่าหรือมีนัดหมายที่จะต้องยื่นแล้ว” Jen Barnett ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกับ Brett Andrews สามีของเธอกล่าว 

 

อีกทั้งยังให้ชุดข้อมูลอีกว่า ตั้งแต่ในปี 2022 มีผู้สนใจจำนวนมากสนใจย้ายประเทศ หลังจากที่คำตัดสิน คดี “Roe v. Wade” ซึ่งศาลสูงสุดหรือศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States: SCOTUS) พิพากษายกเลิกคำตัดสินคดีที่เคยพิพากษาเมื่อปี 2516 ว่าการทำแท้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

 

าพ: Alexander Spatari / Getty images

อ้างอิง:

The post 10 จุดหมายย้ายประเทศ! เมื่อชาวอเมริกันไม่อยากอยู่ใต้เงาทรัมป์ เผยคำค้นหา ‘วิธีย้ายประเทศ’ พุ่งสูง และโปรตุเกสครองแชมป์สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! https://thestandard.co/gen-z-millennials-saving-tips/ Mon, 28 Apr 2025 05:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1068999 gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริก […]

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังประกาศขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อต้นเดือนเมษายน ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกำลังจะถดถอยอีกครั้ง 

 

Google เผยว่าการค้นหาคำว่า Global Financial Crisis และ Great Recession พุ่งสูงขึ้นจนเกือบถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมานับสิบปี สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของชาวอเมริกัน

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ Kiki Rough สาววัย 28 ปี เริ่มนึกถึงทักษะการประหยัดที่เธอเคยใช้ในยามยาก และตัดสินใจสร้างวิดีโอสอนทำอาหารจากตำราที่ตีพิมพ์ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและสงคราม 

 

เธอสอนเทคนิคทำอาหารราคาถูกและวิธีทดแทนของแพงด้วยสิ่งที่มีอยู่แล้วในครัว วิดีโอของเธอดังเปรี้ยงปร้างบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดผู้ชม 21 ล้านวิวในเวลาเพียงเดือนเดียว 

 

“ฉันเห็นคอมเมนต์ตลกๆ ซ้ำๆ ว่า คนจนรุ่นเก่ากำลังสอนคนจนรุ่นใหม่” Rough เล่า “ทุกคนกำลังหวาดกลัว การแบ่งปันความรู้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้คนรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

 

ปรากฏการณ์นี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบน TikTok เมื่อกลุ่ม Millennial และ Gen X เข้ามารับบทเป็นพี่เลี้ยง แบ่งปันเคล็ดลับประหยัดเงินให้คนรุ่นใหม่ “นี่อาจเป็นครั้งแรกที่พวก Millennial ได้เป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในบางเรื่อง” Scott Sills นักการตลาดวัย 33 ปีกล่าว “เราเชี่ยวชาญในการรับมือเมื่อชีวิตพลิกผันกะทันหัน และทุกอย่างที่เคยมั่นคงถูกกระชากออกไป”

 

คำแนะนำเหล่านี้ย้อนกลับไปสู่ช่วงวิกฤตปี 2008 ทั้งการท่องเที่ยวประหยัดแทนทริปหรูต่างประเทศ การเก็บใบเสร็จเพื่อรอลดราคา การใช้ชุดทำงานในงานสังคมเพราะไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าหลายแบบ และอาหารยอดนิยมอย่าง ‘เนื้อหมู’ ที่มีราคาไม่แพงเกินไป 

 

คนถึงกับติดปากว่าเนื้อหมูมี ‘รสชาติเหมือน Great Recession’ เลยทีเดียว ส่วนการสังสรรค์ก็ย้ายจากบาร์มาจัดที่บ้านแทน พร้อมเครื่องดื่มยอดนิยมที่เรียกว่า ‘jungle juice’ ซึ่งเป็นการผสมเหล้าราคาถูกหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน

 

“สมัยก่อนฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็น ‘สัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจถดถอย’ คิดว่าเป็นแค่เทรนด์ธรรมดา” M.A. Lakewood นักเขียนจากนิวยอร์กเล่า “แต่ตอนนี้สัญญาณเห็นชัดเจนมาแต่ไกลเลย”

 

อย่างไรก็ตาม คนจนรุ่นเก่ากำลังพบว่าเคล็ดลับประหยัดสมัยก่อนบางอย่างใช้ไม่ได้ผลแล้วในยุคเงินเฟ้อพุ่งสูง Kimberly Casamento ที่ทำซีรีส์สอนทำอาหารจากตำราปี 2009 พบว่าค่าใช้จ่ายของเมนูประหยัดเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้น 100-150% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงเหมือนเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

 

“ทุกอย่างในชีวิตแพงจนแทบไม่มีใครอยู่รอด” Casamento บอก “แค่ประหยัดค่าอาหารได้ 5 ดอลลาร์สหรัฐก็นับเป็นชัยชนะแล้ว”

 

Megan Way รองศาสตราจารย์ที่ Babson College ผู้ศึกษาเศรษฐศาสตร์ครอบครัว อธิบายว่านี่เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่จะแสวงหาความรู้และประสบการณ์จากผู้อื่นในช่วงไม่มั่นคง 

 

“การแบ่งปันความรู้อาจสร้างความแตกต่างในความรู้สึกว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างเตรียมพร้อม สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือความหวาดกลัวแบบไร้ทิศทาง”

 

แม้จะมีความคล้ายคลึงกัน Way ระบุว่าวิกฤตในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2008 ตรงที่ไม่มีปัญหาหนี้เสียที่จุดประกายวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่ความไม่แน่นอนกลับมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ หรือนโยบายภายในประเทศ

 

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี บ่งชี้ว่าความวิตกกังวลกำลังพุ่งสูง Lukas Battle ผู้สร้างวิดีโอล้อเลียนเรื่องการหย่าร้างช่วง Great Recession พบว่าคอมเมนต์เต็มไปด้วยคนที่พ่อแม่เพิ่งแยกทาง “กำลังเกิดคลื่นลูกที่สองของการหย่าร้างในขณะนี้” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา

 

แม้กระทั่งวงการบันเทิงก็สะท้อนความคล้ายคลึงกับยุค 2008 การเต้น flashmob กลับมาฮิตอีกครั้ง Disney รีบูตการ์ตูน Phineas and Ferb ที่ดังในช่วงนั้น และศิลปินยุค 2008 อย่าง Miley Cyrus, Lady Gaga และ Katy Perry ก็กลับมาปล่อยเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2025

 

“เพลงเหล่านี้เหมือนเป็นใบอนุญาตที่ทำให้เราหลุดพ้นและได้รู้สึกดีสักพัก” Sills อธิบาย “ไม่ใช่ว่าเราหนีปัญหา แต่เป็นการหาช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ให้ตัวเองท่ามกลางความยากลำบาก”

 

ในขณะที่ประเทศเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ การถ่ายทอดบทเรียนจาก ‘คนจนรุ่นเก่า’ ไปสู่ ‘คนจนรุ่นใหม่’ จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นที่มีค่าในการรับมือกับพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว



ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความกลัวอันดับ 1 ของชาวอเมริกันไม่ใช่ความตาย แต่คือ ‘เงินหมด’ หลังเกษียณ ชี้ทางรอด ‘ชะลอรับประกันสังคม-ซื้อประกันบำนาญ’ https://thestandard.co/americans-fear-retirement-money/ Mon, 28 Apr 2025 01:31:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1068826

ความกังวลใจอันดับหนึ่งของชาวอเมริกันในปัจจุบันไม่ใช่เรื […]

The post ความกลัวอันดับ 1 ของชาวอเมริกันไม่ใช่ความตาย แต่คือ ‘เงินหมด’ หลังเกษียณ ชี้ทางรอด ‘ชะลอรับประกันสังคม-ซื้อประกันบำนาญ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความกังวลใจอันดับหนึ่งของชาวอเมริกันในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องสุขภาพหรือความตาย แต่เป็นเรื่อง ‘เงินหมด’ ในวัยเกษียณ ผลสำรวจล่าสุดจาก Allianz Life ชี้ชัดว่า 64% ของชาวอเมริกันกลัวเงินหมดก่อนตายมากกว่ากลัวความตายเสียอีก โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยเกษียณมีความกังวลสูงสุด รองลงมาคือ Millennials และ Baby Boomers



ในขณะเดียวกัน รายงานจาก Employee Benefit Research Institute พบว่าผู้เกษียณส่วนใหญ่บอกว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตตามที่วางแผนไว้และสามารถใช้จ่ายเงินได้ตามสมควร แต่มากกว่าครึ่งยอมรับว่าพวกเขาใช้จ่ายน้อยลงเพราะกลัวเงินหมด ตามผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2,700 คน

 

ขณะที่ผลสำรวจจาก Northwestern Mutual รายงานว่า 51% ของชาวอเมริกันคิดว่า ‘มีโอกาสพอสมควรหรือมีโอกาสสูง’ ที่พวกเขาจะมีชีวิตยืนยาวกว่าเงินออมที่มี จากการสำรวจชาวอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 4,626 คนในเดือนมกราคม

 

สาเหตุหลักของความกลัวนี้มีหลายประการ ทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูง สวัสดิการ Social Security ที่ไม่เพียงพอ และภาระภาษีที่หนักอึ้ง นอกจากนี้นโยบายภาษีนำเข้าใหม่ยังสร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้น ขณะที่การเปลี่ยนแปลงในหน่วยงาน Social Security Administration ก็ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าสวัสดิการที่เคยได้รับจะยังคงอยู่หรือไม่

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ระบบบำนาญแบบเก่าที่นายจ้างจ่ายให้ตลอดชีวิตหลังเกษียณกำลังหายไป แทนที่ด้วยแผนออมเงิน 401(k) และแผนออมอื่นๆ ที่พนักงานต้องบริหารจัดการเอง ทำให้ภาระและความเสี่ยงตกอยู่กับตัวผู้เกษียณเองทั้งหมด

 

แม้ Northwestern Mutual จะสำรวจพบว่าคนอเมริกันคิดว่าต้องมีเงิน 1.26 ล้านดอลลาร์หรือราว 42 ล้านบาทเพื่อเกษียณอย่างสบาย 

 

แต่ Kyle Menke ผู้ก่อตั้ง Menke Financial ยืนยันว่าตัวเลขที่แท้จริงนั้นแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ส่วนบุคคล โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน ภาษี เงินเฟ้อ และค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

David Blanchett หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านการเกษียณที่ PGIM DC Solutions แนะนำทางออกว่า “การสร้างกระแสรายได้ตลอดชีพที่มั่นคงซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น จะช่วยลดผลกระทบทางการเงินจากเหตุการณ์ที่อาจทำให้ผู้เกษียณต้องลดการใช้จ่าย” โดยวิธีที่ดีที่สุดคือเริ่มจากการชะลอการรับสิทธิประโยชน์ Social Security ไปจนถึงอายุ 70 ปี เพื่อให้ได้รับเงินรายเดือนสูงสุด

 

นอกจากนี้การซื้อประกันบำนาญแบบ Lifetime Income Annuity ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้าก็ตาม โดย Blanchett แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่เข้าใจง่ายก่อน เช่น single premium immediate annuities

 

“หากไม่ทำสิ่งเหล่านี้ คุณจะไม่สามารถกำจัดความกลัวเรื่องเงินหมดได้” Blanchett กล่าวทิ้งท้าย “การเกษียณอาจกินเวลา 10 ปี หรือนานถึง 40 ปี คุณไม่มีทางรู้ว่ามันจะยาวนานแค่ไหน”

 

Kelly LaVigne รองประธานฝ่ายข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภคที่ Allianz Life เตือนว่า “นี่เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรวางแผนด้วยตัวเอง” เนื่องจากมีปัจจัยซับซ้อนมากมายที่ต้องพิจารณา 

 

ดังนั้นการปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการวางแผนเกษียณที่มั่นคง เพราะพวกเขาสามารถจำลองสถานการณ์และทดสอบแผนภายใต้ความกดดันต่างๆ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่บั้นปลายชีวิตได้อย่างไร้กังวล

 

ภาพ: sebra / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ความกลัวอันดับ 1 ของชาวอเมริกันไม่ใช่ความตาย แต่คือ ‘เงินหมด’ หลังเกษียณ ชี้ทางรอด ‘ชะลอรับประกันสังคม-ซื้อประกันบำนาญ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอนุญาตประกันตัวนักวิชาการอเมริกันในคดี ม.112 แล้ว แต่ยังต้องรอ ตม. อนุมัติ ระหว่างนี้ยังถูกควบคุมตัว https://thestandard.co/us-academic-112-bail-case/ Wed, 09 Apr 2025 11:53:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1062539 us-academic-112-bail-case

วันนี้ (9 เมษายน) สืบเนื่องจากกรณี Paul Wesley Chambers […]

The post ศาลอนุญาตประกันตัวนักวิชาการอเมริกันในคดี ม.112 แล้ว แต่ยังต้องรอ ตม. อนุมัติ ระหว่างนี้ยังถูกควบคุมตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-academic-112-bail-case

วันนี้ (9 เมษายน) สืบเนื่องจากกรณี Paul Wesley Chambers อาจารย์สัญชาติอเมริกัน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาความผิดฐานละเมิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยกองทัพภาคที่ 3 และถูกฝากขังภายหลังศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวระหว่างการสอบสวน ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (8 เมษายน)

 

ล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 17.38 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว Paul Wesley Chambers แล้ว แต่ทนายยังต้องติดตามไปขอประกันตัวผู้ต้องหากับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ต่อไป โดย Paul Wesley Chambers จะยังคงถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก จนกว่าจะรู้ผลคำสั่งขอประกันตัวจาก ตม.

 

ก่อนหน้านี้ ทนายความของ Paul Wesley Chambers ระบุว่า แม่ทัพภาคที่ 3 ได้มอบอำนาจให้กับตัวแทนเข้าพบพนักงานสอบสวน และได้ทราบสาระสำคัญของข้อกล่าวหาว่า จากเนื้อหาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ในส่วนของคำโปรยของการสัมมนาทางเว็บไซต์ (Webinar) โดยที่ Paul Wesley Chambers เองไม่ได้เป็นผู้เขียนและเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวด้วยตนเอง ซึ่งจะมีการสู้คดีต่อไปในแนวทางนี้

 

ทั้งนี้ ทนายความระบุว่า Paul Wesley Chambers ได้ทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกองทัพไทยโดยตรง และไม่ได้พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ข้อความที่มีเผยแพร่และถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Paul Wesley Chambers อย่างไรก็ตาม คดีมาตรา 112 ถือเป็นคดีอาญาของแผ่นดิน ที่ไม่สามารถถอนแจ้งความได้ พนักงานสอบสวนจึงได้ดำเนินการตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างรอว่าอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่

 

ขณะที่ในวันเดียวกัน (9 เมษายน) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ระบุว่า สหรัฐอเมริการู้สึกตกใจต่อการจับกุม Paul Wesley Chambers พลเมืองอเมริกันในประเทศไทย ด้วยข้อหาความผิดทางอาญาฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และเรากำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือพลเมืองอเมริกันในต่างประเทศอย่างจริงจัง และเรากำลังติดต่อกับทางการไทยเกี่ยวกับกรณีนี้

 

กรณีนี้ตอกย้ำถึงความกังวลที่มีมาอย่างยาวนานของเราต่อการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยเคารพเสรีภาพในการแสดงออก และให้แน่ใจว่ากฎหมายจะไม่ถูกใช้เพื่อปิดกั้นการแสดงออกที่ได้รับอนุญาต ในฐานะพันธมิตรของประเทศไทยตามสนธิสัญญา เราจะติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดและสนับสนุนการปฏิบัติที่เป็นธรรมต่อ Paul Wesley Chambers

 

เจ้าหน้าที่กงสุลของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ กำลังให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลที่เหมาะสมทั้งหมดแก่ Paul Wesley Chambers เราได้ร้องขอให้สามารถเข้าพบ Paul Wesley Chambers เพื่อให้แน่ใจว่าเขามีความเป็นอยู่ที่ดีและเพื่อให้การสนับสนุนที่จำเป็น

The post ศาลอนุญาตประกันตัวนักวิชาการอเมริกันในคดี ม.112 แล้ว แต่ยังต้องรอ ตม. อนุมัติ ระหว่างนี้ยังถูกควบคุมตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศศินันท์ชี้ กรณีแจ้งข้อหา ม.112 นักวิชาการอเมริกัน สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไม่เปลี่ยน ถูกโยงเจรจากำแพงภาษี https://thestandard.co/us-academic-112-case-rights/ Wed, 09 Apr 2025 09:07:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1062435 us-academic-112-case-rights

วันนี้ (9 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ […]

The post ศศินันท์ชี้ กรณีแจ้งข้อหา ม.112 นักวิชาการอเมริกัน สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไม่เปลี่ยน ถูกโยงเจรจากำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-academic-112-case-rights

วันนี้ (9 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลจังหวัดพิษณุโลกไม่ให้ประกันตัว Paul Chambers อาจารย์สัญชาติอเมริกัน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หลังถูกแจ้งข้อหาในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งถูกโยงเข้ากับการเจรจามาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา

 

ศศินันท์ระบุว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เราจะอภิปรายในญัตติด่วนของวันนี้เช่นกัน กรณีของ Paul ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากรัฐบาลเผด็จการก่อนหน้านี้ เพราะหากดูเหตุผลของการไม่ให้ประกันตัวว่าเพราะมีอัตราโทษสูง และพนักงานสอบสวนคัดค้าน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ตนเองเป็นทนายความแรกๆ 

 

“บรรยากาศหลายๆ อย่างไม่ได้แตกต่างกัน ทั้งการจับกุมดำเนินคดี เพราะครั้งนี้ไม่ใช่คดีที่ประชาชนทั่วไปแจ้ง แต่เป็นกองทัพแจ้งด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องที่รัฐกระทำต่อบุคคล และยิ่ง Paul เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน จึงถูกโยงกับเรื่องของมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา” 

 

ศศินันท์กล่าวด้วยว่า อย่างที่ได้เคยอภิปรายไปในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าวิธีจัดการของรัฐบาลสามารถกระทำได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นกองอำนวยการรักษาความสงบมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผู้ที่มีอำนาจกำกับดูแลและมอบนโยบายก็คือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลเอง 

 

ศศินันท์ระบุว่า หากจำได้ ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง จะมาจากการแถลงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ประกาศว่าจะดำเนินคดีมาตรา 112 ทุกคดี สถานการณ์ทางการเมืองก็เปลี่ยนไปทันที ดังนั้นฝ่ายบริหารมีความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ทางการเมืองได้อยู่แล้ว 

 

ด้าน สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า หลายฝ่ายอาจสงสัยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำไมเราจึงหยิบยกเรื่องนิรโทษกรรมมาพูด ความจริงไม่ใช่เรา แต่ผู้เสนอญัตตินี้มาคือรัฐบาลเองด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเราเผชิญปัญหาจากภายนอกมากมาย ยิ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาภายใน ควรลดความขัดแย้งภายในให้ได้มากที่สุด เพื่อจะจับมือกันเดินไปข้างหน้า โดยการนิรโทษกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดความขัดแย้งของสังคม

 

สหัสวัตกล่าวว่า การนิรโทษกรรมเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเงื่อนไขหนึ่งที่สหรัฐฯ มองว่าไทยมีขีดความสามารถเรื่องสิทธิมนุษยชนค่อนข้างต่ำ การนิรโทษกรรมก็จะเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาได้มากขึ้น แม้ว่าจะเจรจากับสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ ยังมีเป้าหมายคือสหภาพยุโรป ที่ก็มีเงื่อนไขเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรา 112 และนักโทษการเมือง อยู่ในการเจรจา FTA เช่นเดียวกัน

 

“จังหวะเวลาอย่างนี้ยิ่งต้องควรหยิบเรื่องนิรโทษกรรมมาคุยกัน เพื่อให้สังคมเดินหน้า เพื่อสร้างแต้มต่อของพวกเราในการต่อรองกับเวทีนานาชาติ ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องนี้ และพูดอยู่เสมอว่าเราจะต้องจับมือกันเดินไปข้างหน้า รัฐบาลควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ ทั้งการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เอง หรือออกมาพูดชัดๆ เลยว่า เรื่องนี้จะถูกนำมาพูดคุยในสมัยประชุมหน้า ไม่เลื่อนแบบนี้อีก” สหัสวัตกล่าว

The post ศศินันท์ชี้ กรณีแจ้งข้อหา ม.112 นักวิชาการอเมริกัน สะท้อนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไม่เปลี่ยน ถูกโยงเจรจากำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอเมริกัน ‘ไม่ปลื้ม’ เก็บภาษีสินค้าจีนของ Trump ผลสำรวจชี้ ส่วนใหญ่เชื่อ ‘ทำร้าย’ ประเทศ แม้แต่ฐานเสียงรีพับลิกันก็เริ่มส่ายหน้า https://thestandard.co/us-opposes-china-tariffs/ Wed, 09 Apr 2025 08:31:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1062401 us-opposes-china-tariffs

แม้การต่อต้านการเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศพันธมิตรอย่างแคน […]

The post ชาวอเมริกัน ‘ไม่ปลื้ม’ เก็บภาษีสินค้าจีนของ Trump ผลสำรวจชี้ ส่วนใหญ่เชื่อ ‘ทำร้าย’ ประเทศ แม้แต่ฐานเสียงรีพับลิกันก็เริ่มส่ายหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-opposes-china-tariffs

แม้การต่อต้านการเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศพันธมิตรอย่างแคนาดาอาจเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับพบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ รวมถึงชาวรีพับลิกันเกือบหนึ่งในสี่ เชื่อว่าการเก็บภาษีสินค้าจีนกำลังสร้างความเสียหายให้กับสหรัฐฯ

 

ผลสำรวจจาก Pew Research Centre ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (8 เมษายน) ระบุว่า 52% ของชาวอเมริกันคิดว่าภาษีดังกล่าวจะส่งผลเชิงลบต่อประเทศ ขณะที่มีเพียง 24% ที่คิดว่าจะเกิดผลดี และอีก 25% คิดว่าจะไม่มีผลกระทบหรือไม่แน่ใจ

 

การสำรวจนี้จัดทำขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม หลังจาก Trump ประกาศเก็บภาษีสินค้าจีน 10% ไปแล้วสองรอบ แต่เป็นช่วงก่อนที่จะมีการประกาศมาตรการภาษีรุนแรงขึ้นในแพ็กเกจ ‘วันปลดปล่อย’ ที่เพิ่มภาษีเป็น 34% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รวมถึงก่อนจีนจะตอบโต้ด้วยภาษีในอัตราเดียวกัน และก่อน Trump จะขู่ว่าจะเพิ่มภาษีอีก 50%

 

แต่ล่าสุดนั้น แคโรไลน์ ลีวิตต์ (Karoline Leavitt) โฆษกทำเนียบขาว ประกาศว่าสหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 104% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 9 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น

 

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจอื่นก่อนหน้านี้กลับให้ภาพที่ต่างออกไป การสำรวจโดย The Economist ร่วมกับ YouGov ในช่วงต้นเดือนมีนาคมพบว่าชาวอเมริกันเกือบครึ่ง (48%) สนับสนุนการเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 10% ขณะที่มีเพียง 35% ที่คัดค้าน

 

Jack Zhang นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคนซัสมองว่าผลสำรวจนี้ ‘ขัดกับเรื่องเล่า’ ที่ว่าภาษีนำเข้าจากจีนเป็นผลดีต่อชาวอเมริกัน และสะท้อนการรับรู้ที่เพิ่มขึ้นของสาธารณชนเกี่ยวกับผลกระทบของภาษี

 

Zhang มองว่าการรายงานข่าวเกี่ยวกับผลกระทบของภาษีได้เจาะทะลุวงจรข่าวสารที่ปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำให้ประชาชนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขา เขายังเน้นย้ำว่าภาษีที่เรียกเก็บในสมัยแรกของ Trump ยังถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับมาตรการปัจจุบันที่รุนแรงกว่ามาก

 

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองยังคงสะท้อนถึงความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน ในขณะที่ 80% ของผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตคิดว่าภาษีจีนเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับอเมริกา มีเพียง 24% ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่คิดเช่นเดียวกัน

 

ความแตกต่างทางความคิดระหว่างผู้สนับสนุนพรรคการเมืองมีน้อยลงเมื่อคำถามเปลี่ยนจากผลกระทบต่อประเทศมาเป็นผลกระทบต่อตัวบุคคล ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน มีเพียง 17% ที่เชื่อว่าภาษีจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ขณะที่ 30% คิดว่าจะส่งผลเสีย นี่สะท้อนว่าโดยรวมแล้ว คนอเมริกันน้อยคนที่มองว่าภาษีจะช่วยชีวิตประจำวันของพวกเขา แม้บางส่วนจะเชื่อว่าอาจดีต่อประเทศก็ตาม

 

ปัจจัยด้านอายุก็มีผลต่อมุมมองเกี่ยวกับภาษีจีน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ผู้ที่อายุต่ำกว่า 50 ปีมีแนวโน้มที่จะมองว่าภาษีจีนจะส่งผลเสียต่อพวกเขามากกว่าผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดย 36% ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันอายุต่ำกว่า 50 ปีคาดว่าภาษีจะทำร้ายพวกเขา เทียบกับ 23% ของผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี

 

ผลสำรวจนี้ออกมาในช่วงที่สมาชิกรัฐสภาพรรครีพับลิกันจำนวนมากขึ้นกำลังออกมาต่อต้านภาษีแบบกว้าง เมื่อวันพุธที่แล้ว (2 เมษายน) วุฒิสมาชิกรีพับลิกันสี่คนร่วมกับพรรคเดโมแครตลงคะแนนเสียงให้กับมติที่ระงับภาษีสำหรับแคนาดา 

 

จากนั้นในวันพฤหัสบดี (3 เมษายน) วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน Chuck Grassley จากไอโอวาได้ร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจของ Trump ในการกำหนดภาษีโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา

 

นอกจากนี้ ผลสำรวจแยกที่เผยแพร่ในวันอังคารพบว่า 46% ของชาวอเมริกันเชื่อว่าเมื่อพูดถึงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จีนได้ประโยชน์มากกว่าสหรัฐฯ อีก 25% กล่าวว่าทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ในขณะที่ 10% กล่าวว่าสหรัฐฯ ได้ประโยชน์มากกว่า

 

ผลสำรวจหลายชิ้นของ Pew ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายืนยันว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อจีน Laura Silver ผู้อำนวยการวิจัยของ Pew อธิบายว่า ความคิดเห็นของคนอเมริกันต่อภาษีนำเข้านั้นซับซ้อนกว่าแค่ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีน แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อมุมมองของพวกเขา

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Image

 

อ้างอิง:

The post ชาวอเมริกัน ‘ไม่ปลื้ม’ เก็บภาษีสินค้าจีนของ Trump ผลสำรวจชี้ ส่วนใหญ่เชื่อ ‘ทำร้าย’ ประเทศ แม้แต่ฐานเสียงรีพับลิกันก็เริ่มส่ายหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอเมริกันหมดยุคช้อปของถูก? ทรัมป์สั่งยุติกฎ de minimis อีคอมเมิร์ซจีน SHEIN-Temu อ่วม https://thestandard.co/shein-temu-impact/ Wed, 05 Feb 2025 01:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1038166 shein-temu-impact

แม้กฎหมายบังคับใช้ภาษีในอัตรา 25% กับสินค้าจากเม็กซิโกแ […]

The post ชาวอเมริกันหมดยุคช้อปของถูก? ทรัมป์สั่งยุติกฎ de minimis อีคอมเมิร์ซจีน SHEIN-Temu อ่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
shein-temu-impact

แม้กฎหมายบังคับใช้ภาษีในอัตรา 25% กับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาจะถูกระงับชั่วคราว แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยังยืนยันจะใช้มาตรการภาษี 10% กับสินค้าจีน โดยอาศัยคำสั่งพิเศษประธานาธิบดี (Executive Order) ซึ่งในรายละเอียดของคำสั่งดังกล่าวมีการพูดถึงข้อกำหนดสำคัญที่มุ่งเป้าไปยังกฏกฎที่เรียกว่า de minimis

 

de minimis เป็นกฎที่กำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าสินค้าโดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งในปัจจุบันสหรัฐฯ อนุญาตให้สินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้าหากสั่งสินค้าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

การมีอยู่ของกฎ de minimis ก็เป็นเหมือนกับช่องโหว่ให้บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ อย่างเช่น SHEIN, Temu รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก ได้ใช้ประโยชน์เพื่อจัดส่งสินค้ามูลค่าต่ำไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

 

กฎ de minimis ที่ว่านี้มีมาเกือบ 1 ศตวรรษ ตามที่แหล่งอ้างอิงของ Bloomberg Law ระบุ โดยกฎดังกล่าวเริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในช่วงที่มีการค้าข้ามพรมแดนของอีคอมเมิร์ซ เพราะตั้งแต่ปี 2015 จำนวนแพ็กเกจที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีมีอยู่ราว 139 ล้านรายการ แต่ในปี 2024 จำนวนแพ็กเกจประเภทดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 1.36 พันล้านรายการ หรือประมาณเกือบ 10 เท่าตัว อ้างอิงจากข้อมูลศุลกากรและการป้องกันชายแดนสหรัฐฯ

 

SHEIN และ Temu ใช้กลยุทธ์สินค้าราคาถูกเพื่อแลกกับการรอสินค้านานหน่อย ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มมองว่าการรอสินค้าจากจีนเป็นเรื่องปกติหากการรอจะทำให้ตนได้ราคาที่ประหยัดกว่า ซึ่งกฎ de minimis ก็ถูกใช้เป็นรากฐานสำคัญของโมเดลธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำจากสองบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติจีน

 

อย่างไรก็ดี The Verge รายงานว่า ทรัมป์ต้องการใช้คำสั่งพิเศษประธานาธิบดีเพื่อปิดช่องโหว่นี้ โดยจะทำให้สินค้าที่เดิมไม่เคยต้องเสียภาษีนำเข้ากลายเป็นต้องถูกเก็บภาษีอีก 3 ต่อ

 

  1. จากเงื่อนไขภาษีที่มีอยู่เดิมตามประเภทสินค้านั้นๆ
  2. เงื่อนไขภาษีที่เจาะจงเฉพาะสินค้าจีน ที่ทรัมป์เคยบังคับใช้ในสมัยแรกที่เขาเป็นประธานาธิบดี
  3. ภาษีใหม่กับจีนอีก 10%

 

ตัวอย่างเช่น เสื้อยืดจากจีนจะต้องจ่ายภาษี 10% ใหม่ บวกกับภาษีนำเข้าตามประเภทสินค้า และภาษีเฉพาะสินค้าจากจีนที่ได้รับการบังคับใช้ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกของทรัมป์ ซึ่งการเพิ่มต้นทุนดังกล่าวอาจทำให้ธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถรักษาข้อได้เปรียบเรื่องราคาต่ำสุดที่เป็นจุดเด่นในการแข่งขันได้

 

ความสำเร็จของ SHEIN และ Temu สร้างแรงกดดันให้กับบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Amazon โดยเมื่อปีที่แล้ว Amazon เปิดตัว Amazon Haul ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เลียนแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของจีน และมีสินค้าราคาถูกหลายรายการ โดย Amazon ก็ใช้ช่องโหว่ของกฎ de minimis เพื่อรักษาต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่ากฎดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจประเภทนี้

 

หากทรัมป์สั่งยกเลิกกฎ de minimis จริงสำหรับสินค้าจากจีน ผู้บริโภคในสหรัฐฯ อาจได้เห็นราคาสินค้า เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าถือ และของตกแต่งบ้าน เพิ่มสูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์เตือนว่า การยกเลิกกฎ de minimis อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย ขณะเดียวกันก็จะทำให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินเพื่อบังคับใช้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ให้เหตุผลการยกเลิกกฎ de minimis ว่าเป็นการป้องกันการลักลอบขนส่งสารเสพติดอย่างโอปิออยด์ โดยอ้างว่าแพ็กเกจขนาดเล็กมักได้รับการตรวจสอบน้อยกว่า แต่ฝั่งผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เห็นด้วยกลับโต้แย้งว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าแพ็กเกจมูลค่าต่ำจะมีความเสี่ยงมากกว่าการขนส่งแพ็กเกจขนาดใหญ่

 

แน่นอนว่าผู้ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือแพลตฟอร์มอย่าง SHEIN และ Temu ที่ต้องพึ่งพาการควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด และหากคำสั่งผู้บริหารของทรัมป์ถูกบังคับใช้ สินค้าราคาถูกเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นแค่ความจริงในอดีต

 

อ้างอิง:

The post ชาวอเมริกันหมดยุคช้อปของถูก? ทรัมป์สั่งยุติกฎ de minimis อีคอมเมิร์ซจีน SHEIN-Temu อ่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ชาวอเมริกันรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่าย ‘กาแฟ’ กระทบยอดขาย Starbucks | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-11112024-3/ Mon, 11 Nov 2024 06:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1007010 รัดเข็มขัด ลดกาแฟ

วิกฤตค่าครองชีพพ่นพิษ! ชาวอเมริกันเริ่มรัดเข็มขัด ลดค่า […]

The post ชมคลิป: ชาวอเมริกันรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่าย ‘กาแฟ’ กระทบยอดขาย Starbucks | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัดเข็มขัด ลดกาแฟ
  • วิกฤตค่าครองชีพพ่นพิษ! ชาวอเมริกันเริ่มรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายกับ ‘กาแฟ’ ส่งผลกระทบต่อยอดขายของ Starbucks ผู้บริโภคมองหาโปรโมชันลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือหันมาใช้ K-Cup แบบเติมเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ชาวอเมริกันรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่าย ‘กาแฟ’ กระทบยอดขาย Starbucks | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>