ชาวมุสลิม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชาวมุสลิม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 14 Jan 2026 13:11:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวทีอ้อนชาวกระบี่ เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดันนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส https://thestandard.co/chada-sabida-krabi-bhumjaithai-hajj/ Wed, 14 Jan 2026 13:11:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1165294 ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส

วันนี้ (13 มกราคม) ชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดอ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวทีอ้อนชาวกระบี่ เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดันนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส

วันนี้ (13 มกราคม) ชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะผู้นำศาสนาและพี่น้องชาวมุสลิม ณ มัสยิดบ้านนา จังหวัดกระบี่ ก่อนร่วมคณะของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หาเสียงที่ตลาดต้นปาล์ม อำเภอคลองท่อม และขึ้นเวทีปราศรัยที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอคลองท่อม

 

หลังอนุทินปราศรัยจบ นายชาดากล่าวต่อว่า สิ่งที่หัวหน้าพรรคพูดทั้งเรื่องนโยบายและผลงานที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าภูมิใจไทย ‘พูดแล้วทำ’และครั้งนี้จะเป็น ‘พูดแล้วทำพลัส’ พร้อมขอแรงสนับสนุนให้นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน ผู้สมัคร สส.เขต 3 จังหวัดกระบี่ เบอร์ 5 และพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37

 

ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 1

 

ด้านซาบีดา กล่าวถึงนโยบายด้านการประกอบพิธีฮัจญ์ว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกๆ ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาที่ประชาชนเข้าไม่ถึงฮัจญ์ เพราะค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จึงร่วมกับนายชาดา ลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนและหากลไกลดราคา

 

ซาบีดาระบุว่า ในช่วงเกือบ 3 ปีที่ภูมิใจไทยทำงาน สามารถลดราคาฮัจญ์ได้เกือบ 300 ล้านบาท ทำให้ประชาชนได้เงินคืน และย้ำว่าเหตุผลที่ต้องเลือกภูมิใจไทย เพราะพรรคทำงาน ‘สุดตัว’เพื่อประชาชน

 

เธอยังกล่าวถึงความสามัคคีของชาวกระบี่ที่เคยเลือก สส.ภูมิใจไทยถึง 3 คน ทำให้ได้ สส.ยกจังหวัด และยังมีรัฐมนตรีช่วยที่เป็นคนกระบี่ ถือเป็นศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อใครตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

 

ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 2

 

ซาบีดากล่าวต่อว่า เพียงแค่ 2 เดือนกว่า ภูมิใจไทยก็สามารถขับเคลื่อนหลายเรื่องได้ ทั้งการค้า ชายแดน และความมั่นคง หากได้ทำงานครบ 4 ปี จะทำได้มากกว่านี้ พร้อมยกตัวอย่างทีมเศรษฐกิจ เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะผลักดันสินค้าเกษตรสู่ต่างประเทศ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลการเงินการคลัง รวมถึงนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ได้รับการตอบรับดีจากประชาชนและผู้ค้า

 

ด้านชาดา กล่าวบนเวทีว่า การเลือกตั้งครั้งก่อนภูมิใจไทยได้ สส.กระบี่ถึง 3 คน แสดงให้เห็นว่าคนกระบี่ ‘ใช้การเมืองเป็น เลือกตั้งเป็น’ และยืนยันว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ให้เกียรติมุสลิมอย่างมาก จึงขอให้ชาวกระบี่สนับสนุนผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัดอีกครั้ง

 

ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 3ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวที อ้อน ชาวกระบี่ เลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดัน นโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส 4

The post เลือกตั้ง 2569 : ชาดา-ซาบีดา ขึ้นเวทีอ้อนชาวกระบี่ เลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเวลาอีก 4 ปี ดันนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-คนละครึ่งพลัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลโลกเปิดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา แกมเบียแฉหลักฐานกองทัพเมียนมาทำลายล้างชาวโรฮิงญาเป็นระบบ https://thestandard.co/icj-rohingya-genocide-gambia-myanmar/ Tue, 13 Jan 2026 04:28:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1164481 ศาลโลกเปิดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ **โรฮิงญา** แกมเบียแฉหลักฐานกองทัพเมียนมาทำลายล้าง **ชาวโรฮิงญา**เป็นระบบ

แกมเบียเปิดเผยหลักฐานคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในศา […]

The post ศาลโลกเปิดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา แกมเบียแฉหลักฐานกองทัพเมียนมาทำลายล้างชาวโรฮิงญาเป็นระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลโลกเปิดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ **โรฮิงญา** แกมเบียแฉหลักฐานกองทัพเมียนมาทำลายล้าง **ชาวโรฮิงญา**เป็นระบบ

แกมเบียเปิดเผยหลักฐานคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) ว่า ทางการเมียนมา ‘มุ่งเป้า’ ทำลายโรฮิงญาอย่างเป็นระบบ ชี้มีการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลูกฝังให้เกิดความเกลียดชัง จนชีวิตของชนกลุ่มน้อยเหมือนอยู่ในฝันร้าย

 

เมื่อวานนี้ (12 มกราคม) ICJ เปิดการพิจารณาคดีโรฮิงญานัดแรก นับตั้งแต่แกมเบียยื่นฟ้องเมียนมาในปี 2019 ว่า พยายามทำลายล้างชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม หลังกองทัพเมียนมาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญา 7.5 แสนคนด้วยวิธีการสังหารหมู่ ล่วงละเมิดทางเพศ และเผาทำลายหมู่บ้าน ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ ICJ รับพิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่า อาจมีผลต่อคดีที่แอฟริกาใต้ยื่นฟ้องอิสราเอลในสงครามกาซา

 

ทั้งนี้ ผู้แทนของแกมเบียนำโดย ดอว์ดา จัลโลว์ (Dawda Jallow) รัฐมนตรีกระทรวงการยุติธรรม โดยกล่าวต่อ ICJ ว่า ชาวโรฮิงญาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ฝันจะมีชีวิตสงบ และมีศักดิ์ศรี แต่กองทัพเมียนมามุ่งเป้าทำลาย จนแปรเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้อยู่ภายใต้ความรุนแรง และถูกทำลายอย่างโหดร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

 

“นี่ไม่ใช่เรื่องทฤษฎีลึกลับของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ เรื่องราวจริง และกลุ่มมนุษย์ที่มีตัวตนจริง นั่นคือชาวโรฮิงญาแห่งเมียนมา พวกเขาถูกมุ่งเป้าเพื่อการทำลายล้าง” จัลโลว์กล่าว

 

ตามรายงานของ Reuters แกมเบียได้ใช้หลักฐานประกอบคำฟ้องคือ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ชี้ว่า กองทัพเมียนมาได้กระทำต่อชาวโรฮิงญาอย่างโหดร้ายและทารุณที่สุด โดยมีการโฆษณาชวนเชื่อที่ลดทอนความเป็นมนุษย์เป็นเวลาหลายปี ก่อนจะมีการปราบปรามทางทหาร และนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยรัฐที่มุ่งลบการมีอยู่ของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเมียนมา

 

อ.ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยรายงานของแกมเบียบน Facebook ส่วนตัว โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งเผยให้เห็นถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม และการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสังหารชาวโรฮิงญาอย่างเป็นระบบ เช่น

 

  • “ถ้าเป็นกะลาร์ ก็ต้องกำจัดทั้งเผ่าพันธุ์”

 

  • “ฆ่ากะลาร์ทุกคนที่คุณเห็นในเมียนมา อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”

 

  • “ยัดมันหมูเข้าไปในปากกะลาร์นั่น”

 

หมายเหตุ: กะลาร์เป็นคำที่กลุ่มชาตินิยมและเคร่งศาสนาสุดโต่งของเมียนมา ใช้ดูถูกเหยียดเชื้อชาติชาวโรฮิงญา

 

อนึ่ง จัลโลว์ระบุว่า แกมเบียยื่นฟ้องคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา เพราะรู้สึกถึง ‘ความรับผิดชอบ’ เนื่องจากประเทศของตนก็เคยอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร พร้อมแสดงความเสียใจที่เมียนมายังติดอยู่วงจรแห่งความโหดร้ายและการลอยนวลพ้นผิด

 

ทั้งนี้ ICJ จะมีการพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน เพื่อรับฟังข้อมูลจากพยานและผู้รอดชีวิต ซึ่งเป็นความลับ ไม่เปิดให้สาธารณชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม ถือเป็นกระบวนการสอบสวนตลอด 3 อาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 12-29 มกราคม 2026 ซึ่งมีเป้าหมายพิจารณาประเด็นใหญ่ที่สุด คือ เมียนมาละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 1948 หรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า คำตัดสินอาจใช้ระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี ขณะที่เมียนมายังมีคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) หลังอัยการออกหมายจับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติปี 2024

 

ภาพ: Piroschka Van De Wouw / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ศาลโลกเปิดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา แกมเบียแฉหลักฐานกองทัพเมียนมาทำลายล้างชาวโรฮิงญาเป็นระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องศักยภาพตลาดท่องเที่ยวมุสลิม GMTI 2025 ชี้ มูลค่าพุ่ง 2.3 แสนล้านดอลลาร์ ไทยติดโผเดสติเนชันดาวรุ่ง https://thestandard.co/muslim-travel-market-gmti-2025/ Sat, 14 Jun 2025 07:09:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1085014 รายงาน GMTI 2025 เผยไทยติดอันดับจุดหมายปลายทางมุสลิมมาแรงในเอเชีย

ตลาดนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกร […]

The post ส่องศักยภาพตลาดท่องเที่ยวมุสลิม GMTI 2025 ชี้ มูลค่าพุ่ง 2.3 แสนล้านดอลลาร์ ไทยติดโผเดสติเนชันดาวรุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน GMTI 2025 เผยไทยติดอันดับจุดหมายปลายทางมุสลิมมาแรงในเอเชีย

ตลาดนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รายงานดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลก ประจำปี 2025 (Mastercard-Crescent Rating Global Muslim Travel Index: GMTI 2025) ฉบับล่าสุดชี้ว่า ตลาดนี้มีแนวโน้มขยายตัวสู่ระดับ 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

 

รายงาน GMTI 2025 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Mastercard และ CrescentRating ระบุว่า ในปี 2024 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเดินทางระหว่างประเทศถึง 176 ล้านคน เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะ 245 ล้านคนภายในปี 2030 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับจุดหมายปลายทางและผู้ประกอบการทั่วโลกที่พร้อมจะปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางกลุ่มนี้

 

5 เมกะเทรนด์ กำหนดทิศทางการท่องเที่ยวฮาลาล

รายงานฉบับที่ 10 นี้ ได้เจาะลึกถึง 5 แนวโน้มสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิมในปัจจุบัน ได้แก่

 

  1. เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการเดินทาง (Halal Travel Tech): นักเดินทางยุคใหม่ต้องการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้การเข้าถึงบริการฮาลาลและประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหลักศาสนาเป็นไปอย่างสะดวกและราบรื่น
  2. พลังของนักเดินทางหญิงมุสลิม (Muslim Women Travelers): ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาด โดยมีความต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัย ครอบคลุม และออกแบบมาอย่างใส่ใจเป็นพิเศษ
  3. สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตร (Muslim-Friendly Amenities): ที่พักและร้านอาหารปลอดแอลกอฮอล์, อาหารฮาลาลที่ผ่านการรับรอง, ห้องละหมาด, ไปจนถึงสระว่ายน้ำและสปาที่แยกส่วนชายหญิง กำลังกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น
  4. เทรนด์การเดินทางคนเดียว (Solo Travel): นักท่องเที่ยวมุสลิมรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z นิยมเดินทางคนเดียวมากขึ้น เพื่ออิสระในการออกแบบทริปที่ตอบโจทย์ความสนใจส่วนตัว
  5. การพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูจิตใจ (Digital Detox): แรงบันดาลใจจากคุณค่าในศาสนาอิสลาม ทำให้นักเดินทางจำนวนมากมองหาการพักผ่อนที่ได้ตัดขาดจากเทคโนโลยี เพื่อกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติและจิตวิญญาณ

 

มาเลเซีย-สิงคโปร์ ครองแชมป์ Destination ยอดนิยม, ไทย-ฟิลิปปินส์ มาแรง

 

ผลการจัดอันดับจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิมในปีนี้ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้นำตลาดเดิม และการผงาดขึ้นของดาวรุ่งดวงใหม่

 

  • กลุ่มประเทศ OIC (องค์การความร่วมมืออิสลาม): มาเลเซียยังคงรักษาอันดับ 1 ได้อย่างเหนียวแน่น ตามมาด้วยตุรกี, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในอันดับ 2 ร่วมกัน ขณะที่อินโดนีเซียยังคงอยู่ในกลุ่มผู้นำอันดับต้นๆ
  • กลุ่มประเทศนอก OIC: สิงคโปร์ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขณะที่ประเทศไทยและฟิลิปปินส์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางดาวรุ่งที่น่าจับตาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยได้รับความนิยมจากอัธยาศัยไมตรีและการเพิ่มขึ้นของบริการที่ได้รับการรับรองฮาลาล

 

นอกจากนี้ ฮ่องกงได้สร้างความโดดเด่นด้วยการคว้าอันดับ 3 ในกลุ่มนอก OIC และได้รับรางวัล ‘จุดหมายปลายทางที่มีแนวโน้มดีที่สุดแห่งปี’ (Most Promising Muslim-Friendly Destination of the Year) จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง เช่น โรงแรมที่ผ่านการรับรอง 61 แห่ง และร้านอาหารฮาลาล 153 แห่ง

 

ฟาซาล บาฮาร์ดีน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ CrescentRating กล่าวว่า “รายงาน GMTI มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในระดับโลก ความร่วมมือกับ Mastercard ตอกย้ำพันธกิจในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจและความครอบคลุม เพื่อให้การเดินทางยังคงเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมที่หลากหลายทั่วโลก”

 

ซาฟดาร์ คาน ประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Mastercard เสริมว่า “การท่องเที่ยวเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงพลังในภูมิภาคนี้ Mastercard มุ่งมั่นทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผ่านนวัตกรรมดิจิทัลและการเติบโตที่ครอบคลุม รายงานฉบับนี้คือเครื่องมือที่สะท้อนความร่วมมืออันยาวนานของเราในการสร้างโอกาสให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว”

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดท่องเที่ยวมุสลิม ชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อีกต่อไป แต่เป็นตลาดกระแสหลัก (Mainstream) ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกต้องหันมาให้ความสำคัญ เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

 

ทั้งนี้ เครสเซนต์เรตติ้ง (CrescentRating) เป็นองค์กรชั้นนำด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวฮาลาล บริษัทใช้ข้อมูลเชิงลึก ข้อมูลอัจฉริยะของอุตสาหกรรม ไลฟ์สไตล์ พฤติกรรม และการวิจัยเกี่ยวกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม เพื่อให้คำแนะนำที่เชื่อถือได้ในทุกด้านของการท่องเที่ยวฮาลาลแก่หน่วยงานทั่วโลก เครสเซนต์เรตติ้ง ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 และถูกใช้งานในทุกระดับของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่หน่วยงานรัฐบาล สำนักงานการท่องเที่ยว ไปจนถึงผู้ให้บริการด้านการต้อนรับ เพื่อให้บริการที่ดีขึ้นแก่ความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม

 

ภาพ: whitebalance.space / Getty Images

The post ส่องศักยภาพตลาดท่องเที่ยวมุสลิม GMTI 2025 ชี้ มูลค่าพุ่ง 2.3 แสนล้านดอลลาร์ ไทยติดโผเดสติเนชันดาวรุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ชื่นชมชาวมุสลิม​แน่วแน่ตั้งใจปฏิบัติศาสนกิจ https://thestandard.co/pm-iftar-ramadan-2025/ Tue, 11 Mar 2025 14:07:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1051101 pm-iftar-ramadan-2025

วันนี้ (11 มีนาคม) แพทองธาร​ ชิน​วัตร​ นายก​รัฐมนตรี​ เ […]

The post นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ชื่นชมชาวมุสลิม​แน่วแน่ตั้งใจปฏิบัติศาสนกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
pm-iftar-ramadan-2025

วันนี้ (11 มีนาคม) แพทองธาร​ ชิน​วัตร​ นายก​รัฐมนตรี​ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1446 โดยมี​ วันมูหะมัดนอร์ มะทา​ ประธานสภาผู้แทนราษฎร​, ​อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี, คณะรัฐมนตรี, ผู้แทนเอกอัครราชทูต​ชาวมุสลิมที่ประจำการในประเทศไทย​ 19 ประเทศ ร่วมภายในงาน

 

นายกรัฐมนตรี​กล่าวต้อนรับแขกที่มาร่วมภายในงาน​ โดยระบุว่า​ อัสลามมุอะลัยกุม รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ซึ่งเป็นปีแรกของตน​ ซึ่งเท่าที่เดินมาในระยะเวลาสั้นๆ และได้ฟังบทสวด​ รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ฟังแล้วเป็นสิ่งที่สบายใจ และรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานในวันนี้

 

ในเดือนรอมฎอน​ ถือเป็นเดือนอันประเสริฐของชาวมุสลิม ซึ่งองค์พระอัลเลาะห์ได้ประทานพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานให้ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ในวาระนี้ขอให้ชาวมุสลิมทุกท่าน​ ประสบความสุขความสำเร็จ และในช่วงนี้ที่ทุกท่านได้มีจิตใจอันแน่วแน่ถือศีลอด​ ตามหลักของศาสนบัญญัติและได้มีการฝึกความอดทน​ ขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์​บริจาคทานและแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้​ ซึ่งถือเป็นการทำความดีที่มีคุณค่า ในช่วงตลอด 1 เดือนนี้ พร้อมกับชื่นชมชาวมุสลิมทุกท่านที่ตั้งใจมุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจ​ ถือศีลอดในช่วงเวลาแห่งเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ​

 

และในเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1446 ขอพรอันประเสริฐ แห่งพระผู้อภิบาลโปรดประทานความเมตตา ความสุขกายสุขใจให้แก่ชาวมุสลิมทุกท่าน และอำนวยพรให้ประสบแต่ความสุขความสวัสดีมีความเจริญและขอให้ดุอาอ์ของทุกท่านสำเร็จสมตามความปรารถนาทุกประการ ขอบคุณทุกคนที่ต้อนรับตนเป็นอย่างดีและความประทับใจนี้จะอยู่กับตนตลอดไป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มขึ้น​ นายกรัฐมนตรี,​ ประธานสภาผู้แทนราษฎร,​ จุฬาราชมนตรี​ และรัฐมนตรีบางส่วน เช่น ภูมิ​ธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​, พ.ต.อ. ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ยุติธรรม​ ได้เข้าหารือในห้องพักรับรอง ก่อนที่จะเดินเข้ามายังภายในห้องเลี้ยงรับรอง​

 

นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน

The post นายก​​ฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ชื่นชมชาวมุสลิม​แน่วแน่ตั้งใจปฏิบัติศาสนกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวมุสลิมไม่หยุดแบน Coca-Cola ฉุดรายได้ในตลาดตุรกีหดตัว เปิดทางแบรนด์ท้องถิ่นที่เป็นคู่แข่งโกยรายได้พุ่งขึ้น 10 เท่า https://thestandard.co/coke-boycott-over-gaza-boosts-japanese-owned-turkish-cola/ Fri, 03 Jan 2025 11:29:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1026892 Coca-Cola

อีกไม่นาน Coca-Cola อาจสูญเสียยอดขายน้ำอัดลมในตุรกี หลั […]

The post ชาวมุสลิมไม่หยุดแบน Coca-Cola ฉุดรายได้ในตลาดตุรกีหดตัว เปิดทางแบรนด์ท้องถิ่นที่เป็นคู่แข่งโกยรายได้พุ่งขึ้น 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Coca-Cola

อีกไม่นาน Coca-Cola อาจสูญเสียยอดขายน้ำอัดลมในตุรกี หลังชาวมุสลิมคว่ำบาตร ต้านแบรนด์เชิงสัญลักษณ์ของสหรัฐฯ ตัวการหนุนอิสราเอลทำสงครามในกาซา ฉุดรายได้ลดลงต่อเนื่อง เปิดทางให้แบรนด์น้ำอัดลม Cola Turka ที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นสร้างรายได้พุ่งขึ้น 10 เท่า

 

Nikkei Asia รายงานว่า Coca-Cola หรือเรียกสั้นๆ ว่า Coke แบรนด์น้ำอัดลมยักษ์ใหญ่กำลังเผชิญกับความท้าทายในประเทศที่มีประชากรมุสลิมจำนวนมาก ทั้งตุรกีและประเทศอื่นๆ เพราะถูกผู้บริโภคคว่ำบาตรเพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แน่นอนว่ากระทบรายได้ของ Coke อย่างหนัก 

 

ผลพวงของการคว่ำบาตรดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อน้ำอัดลมคู่แข่ง Cola Turka ซึ่งจากเดิมสินค้าผลิตจากบริษัทท้องถิ่นของตุรกี แต่เมื่อปี 2016 บริษัทแม่จากญี่ปุ่น DyDo Group Holdings ซื้อกิจการไป แต่ชาวตุรกียังคงมองว่าเครื่องดื่มนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศ แม้จะเชื่อมโยงกับบริษัทญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นก็ยังเป็นมิตรกับตุรกีและไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านเหมือนกับแบรนด์จากสหรัฐฯ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แม้ปัจจุบัน Cola Turka ยังครองส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมในประเทศตุรกีน้อยกว่า Coca-Cola และ PepsiCo แต่ยอดขายของ Cola Turka ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2024 เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ถ้าเทียบจากปีก่อน ซึ่งบางครั้งความต้องการที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้แบรนด์ผลิตสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ

 

บิลา เจ้าของร้านขายขนมขบเคี้ยวในเมืองอิสตันบูล กล่าวว่า ร้านค้าเริ่มสต็อก Cola Turka แทนผลิตภัณฑ์ Coke มาตั้งแต่ปี 2024 เพราะร้านค้าส่วนใหญ่แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนประเทศที่มีแนวคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 

 

อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Cola Turka ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น รวมถึงยังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสนใจผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอีกด้วย

 

สะท้อนให้เห็นว่าพลังและพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองและความเห็นอกเห็นใจกัน โดยเฉพาะประเทศตุรกีซึ่งเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นประชากรหลัก ได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ในสงครามกาซา และรู้สึกไม่พอใจที่อิสราเอลทิ้งระเบิดในกาซา สร้างความเสียหายและคร่าชีวิตพลเรือนจำนวนมาก

 

เห็นได้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกาซาซึ่งรายงานว่า มีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 45,000 คน เสียชีวิตจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2023 สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านแบรนด์ระดับโลกที่มีจุดกำเนิดมาจากสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวการสนับสนุนอิสราเอล


ทั้งนี้ แบรนด์ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่ Coke แต่รวมถึง Starbucks และ Nestlé ซึ่งถูกคว่ำบาตรเช่นกัน แม้ Starbucks จะออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าบริษัทไม่เคยนำผลกำไรมาใช้สนับสนุนกองกำลังทหารเลยก็ไม่ช่วยให้กลับมาทำรายได้เหมือนก่อนช่วงที่ยังไม่มีสงคราม

 

ภาพ: Capturing Images / Shutterstock 

อ้างอิง:

 

 

The post ชาวมุสลิมไม่หยุดแบน Coca-Cola ฉุดรายได้ในตลาดตุรกีหดตัว เปิดทางแบรนด์ท้องถิ่นที่เป็นคู่แข่งโกยรายได้พุ่งขึ้น 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ว่าด้วยมุสลิมกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ https://thestandard.co/muslims-and-the-challenges-of-the-modern-world/ Mon, 19 Aug 2024 12:19:41 +0000 https://thestandard.co/?p=972806

ศาสนาของโลกอย่างคริสต์ พุทธ และอิสลาม ฟันฝ่ามาได้ยาวไกล […]

The post ว่าด้วยมุสลิมกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาสนาของโลกอย่างคริสต์ พุทธ และอิสลาม ฟันฝ่ามาได้ยาวไกลจวบจนทุกวันนี้ ก็เพราะความยืดหยุ่นในตัวและการเปิดช่องว่างให้ผู้ศึกษาและผู้ศรัทธาได้ประยุกต์หลักศาสนาเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่สงครามในนามศาสนาระหว่างกัน หลักคิดปรัชญาที่ถกเถียงจากปวงปราชญ์ของแต่ละศาสนา และต้องเผชิญกับการตีความที่แตกต่างกันในหมู่ปัญญาชนที่ยึดถือศาสนาเดียวกัน ที่วิสาสะผ่านงานเขียนสู่ตำรับตำรา จนถึงการเดินทางจากอาณาจักรสู่อีกอาณาจักร จากเมืองสู่ชนบท

 

ปัญหาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากมนุษย์ที่เรียนรู้ความแตกต่างกันและกัน

 

ศาสนาอิสลามก็เช่นกัน ได้เปิดช่องอย่างมากสำหรับการคิดใคร่ครวญและใช้สติปัญญาในการประยุกต์ใช้ เพราะ ซูเราะฮฺ (บท) หนึ่งในอัลกุรอานอาจกล่าวอย่างหนึ่ง แต่อีกซูเราะฮฺ (บท) อาจพูดในทางตรงกันข้ามกับซูเราะฮฺก่อนหน้า

 

สิ่งนี้ต่างหากที่ชวนเราตั้งข้อสังเกตว่าตัวบทคัมภีร์อัลกุรอานนั้นเชิญชวนและเรียกร้องให้ผู้ศรัทธาศึกษาอย่างละเมียดละไม เพื่อเข้าใจที่มาของตัวบทและวัตถุประสงค์การประทานโองการแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งเพื่อนำประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลามเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมมุสลิมและสังคมที่ไม่ใช่มุสลิม

 

ราวศตวรรษที่ 17 มุสลิมในโลกอาหรับเคยได้รับชัยชนะเหนือดินแดนฝั่งตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียนโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เพราะชาวคาทอลิกตะวันออกในยุคนั้นอ้าแขนรับมุสลิมในฐานะผู้ช่วยปลดปล่อยตนจากการกดขี่ของคริสตจักรไบแซนไทน์

 

ราวสองร้อยปีที่แล้ว นักประพันธ์และนักกวีชาวเยอรมันชื่อก้องโลกอย่าง ‘เกอเธ่’ เริ่มอ่าน ‘Divan’ งานรวมบทกวีของฮาฟิซ ปราชญ์ชาวเปอร์เซีย ห้าปีต่อมา เกอเธ่ถึงกับอุทิศผลงานของตนเองเป็นเกียรติแก่ชาวมุสลิมแห่งโลกตะวันออก โดยใช้ชื่อว่า ‘West-Eastern Divan’

 

นักคิดตะวันตกอย่างเกอเธ่ประทับใจยิ่งนักกับมุมมองอิสลามแบบเปิดกว้างของฮาฟิซ เขามั่นใจว่าจิตวิญญาณเสรีเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จากแนวคิดอิสลามที่เน้นการควบคุมเบ็ดเสร็จ และกักขังความคิดคนในสังคมให้แช่แข็งอยู่กับอดีตมิติเดียว

 

นักวิชาการด้านอิสลามอย่าง โธมัส บาวเออร์ จากมุนสเตอร์ ประเทศเยอรมนี ก็เคยนำเสนอว่า ‘Tolerance of Ambiguity’ หรือ ‘การทนต่อความคลุมเครือ’ เพื่อนิยามอิสลามยุคคลาสสิกที่ปรากฏในงานของฮาฟิซ

 

จะเห็นได้ว่าช่วงหลายร้อยปีระหว่างอิสลามยุคแรกกับอิสลามยุคใหม่นั้นมีการตีความอัลกุรอานที่แตกต่างกันออกไปและหลากหลายอย่างมาก อีกทั้งยังกล่าวเรื่องเดียวกันแบบมีหลายนัย ซึ่งฮาฟิซก็นำมาใช้และตีความโดยไม่เคยรู้สึกว่าเป็นสิ่งกวนใจของสังคมยุคนั้น ในทางกลับกัน ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือความหลากหลายในการตีความเหล่านั้นเพิ่งจะมาหดหายไปจากสังคมมุสลิมเมื่อถูกผลักสู่โลกยุคใหม่ อาจเป็นสาเหตุที่ต้องเผชิญกับความไม่ปกติใหม่ของโลกในทุกเมื่อเชื่อวันทั้งที่เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมและไม่ใช่สังคมมุสลิม

 

หากจะกล่าวให้ชัดก็คือ อารยธรรมอิสลามชี้ให้เห็นว่าการตีความศาสนานั้นมีความหลากหลายขึ้นนับตั้งแต่ช่วงวัย เพศ และชนชั้น ในทางกลับกัน ปรากฏการณ์เหล่านี้ผลักดันให้มุสลิมส่วนหนึ่งไขว่คว้าความจริงแบบหนึ่งเดียวที่ยอมรับทั่วกัน เพื่อความสะดวกสบายต่อปัญญาในการทำความเข้าใจ ไม่ต้องการรับรู้ปัญหาเชิงซ้อนทางสังคมและเพื่อนมนุษย์ในยุคใหม่

 

หากจะวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา อาจเป็นเพราะความกลัวที่จะตกต่ำทางปัญญาและอำนาจความรู้ที่เคยรุ่งโรจน์ในอาณาจักรอิสลาม และมุสลิมจำนวนหนึ่งเลือกที่จะปกป้องศาสนาแบบใช้การด่าทอผู้คนที่คิดเห็นต่าง ร้องป่าวประกาศเหมือนกับการล่าแม่มดในยุคกลาง สร้างอุปาทานหมู่ ทำให้ผู้คนเกิดความกลัว ตั้งตัวเป็นสารตั้งต้นสร้างความแตกตื่นทางศีลธรรมอย่างตื้นเขิน แต่ได้รับความนิยมชมชอบในโลกออนไลน์

 

ทุกวันนี้กลับกลายเป็นว่า เมื่อนึกถึงมุสลิม โลกก็จะนึกถึง ‘การไม่ทนต่อความคลุมเครือ’ เมื่อกลุ่มมุสลิมบางกลุ่มอ้างตนว่าเป็นตัวแทนของอิสลาม ‘ที่แท้จริง’ ซึ่งหมายถึงความคิดและการกระทำในทุกกระเบียดนิ้วโคจรรอบๆ ย่อมไม่เหมาะกับโจทย์ต่างๆ ของโลกยุคใหม่

 

บุคลิกภาพลักษณะนี้กลับกดทุกสิ่งให้ด้อยกว่าความจริงเดียวที่ตนมี แต่กลับตรงกันข้ามกับมุสลิมส่วนใหญ่ที่สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงรอบด้านตามเหตุปัจจัยเฉพาะหน้าที่เผชิญ และรับมือต่างๆ ด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมต่อผู้คนที่มีความหลากหลาย กระนั้น พวกเขาเองก็ยังคงยึดมั่นในหลักการศาสนาอย่างทรงพลัง

 

ทุกวันนี้หลายฝ่ายอ้างตัวเป็นเจ้าของอิสลามในนาม ‘นักปกป้องอิสลาม’ ใช้คำสอนศาสนาอิสลามตีความรองรับการกระทำของตน หนำซ้ำยังแสดงความคิด ความอ่าน และพร้อมจะห้ำหั่นโจมตีคนที่เห็นต่างอย่างไม่แยแสต่ออารยธรรมแห่งความหลากหลายที่เป็นมรดกเดิมของอิสลาม

 

และบ้างก็ไปไกลจนถึงขั้นนำรสนิยมส่วนตัวไปสู่การคุกคาม ละเมิดสิทธิผู้คน ทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมที่ตนเองเห็นต่าง

 

ปรากฏการณ์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่ามุสลิมกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะประเด็นความหลากหลายของสังคม ตั้งแต่เรื่องอัตลักษณ์ เพศ คุณค่าของชีวิต แบบแผนชีวิต ฯลฯ ซึ่งหลายเรื่องถือว่าเป็นเรื่องใหม่ และจำเป็นต้องอาศัยการตีความที่ให้เกียรติแก่พหุความเชื่อในสังคม

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ มุมมองที่ทื่อและตื้นเขินมักไม่ยอมรับการตีความที่หลากหลาย และอาจนำมาสู่ความเข้าใจผิดตามมา

 

ปรากฏการณ์ข้างต้นยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าสังคมมุสลิมต้องการปัญญาชน นักคิดสาธารณะ จำนวนมากขึ้น เพื่อช่วยให้ประคับประคองมรดกทางปัญญาและความหลากหลายของมุมมองที่ส่งทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

มุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโลกประชาธิปไตย ไม่ว่าเป็นตุรกี อินเดีย อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งมุสลิมในทวีปยุโรปที่มีเป็นจำนวนมาก โดยมีมุสลิมส่วนน้อยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

แต่ปัญหาสำคัญคือ มุสลิมมักคิดว่าตนต้องเป็นเจ้าของอำนาจแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่คำนึงถึงการแบ่งสรรปันอำนาจ (Power Sharing) หรือเคารพและให้เกียรติคนอื่น ซึ่งหมายรวมถึงในหมู่มุสลิมด้วยกันเอง ที่มีมุมมองและการตีความหลักคำสอนที่แตกต่างกันออกไป

 

ปัญหาเรื่องปาเลสไตน์มีคนทั่วโลกที่ไม่ใช่มุสลิมรับรู้และให้ความสนใจ รวมทั้งร่วมกันชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงของอิสราเอลต่อประชาชนในปาเลสไตน์ โดยคนเหล่านั้นมองว่าการใช้ความรุนแรงไม่ชอบธรรมและไม่ยุติธรรมต่อผู้คนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เด็ก ผู้หญิง คนชรา ฯลฯ

 

หากแต่ทว่ามุสลิมบางส่วนก็ตีความเรื่องปาเลสไตน์เหลือแค่มิติทางด้านศาสนาแต่เพียงอย่างเดียวระหว่างยิวและอิสลาม โดยย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางศาสนา

 

คำถามจึงมีอยู่ว่า หากตั้งโจทย์เหลือแค่เพียงความขัดแย้งทางด้านศาสนาอย่างเดียว เราจะสามารถแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์ได้หรือไม่

 

มุสลิมจะต้องตระหนักแล้วว่าการตีความศาสนาอิสลามแบบคับแคบนั้นไม่เหมาะกับในโลกร่วมสมัย และไร้ซึ่งพลังบวกในการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมโลก หรือแม้กระทั่งปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมเองก็ตาม

The post ว่าด้วยมุสลิมกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวมุสลิมร่วมกันละหมาดขอฝน ขออัลลอฮ์ประทานฝน บรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ผู้ประสบภัยประเทศไทย https://thestandard.co/muslim-rain-praying/ Sat, 04 May 2024 03:50:02 +0000 https://thestandard.co/?p=929928 ชาวมุสลิม

วันนี้ (4 พฤษภาคม) เวลา 08.00 น. ที่ศูนย์บริหารกิจการศา […]

The post ชาวมุสลิมร่วมกันละหมาดขอฝน ขออัลลอฮ์ประทานฝน บรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ผู้ประสบภัยประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวมุสลิม

วันนี้ (4 พฤษภาคม) เวลา 08.00 น. ที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ช่างภาพข่าว THE STANDARD เก็บภาพการละหมาดขอฝนของพี่น้องชาวมุสลิมที่ได้ทำพิธีตามประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรีก่อนหน้านี้

 

ซึ่งได้ส่งหนังสือถึงประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอให้เชิญชวนพี่น้องชาวมุสลิมมาร่วมกันละหมาดเพื่อขอฝนในพื้นที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม

 

โดยประกาศระบุว่า “ด้วยสภาพภูมิอากาศทั่วราชอาณาจักรในห้วงเวลานี้มีอุณหภูมิที่ร้อนระอุ และเกิดภัยแล้งและแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคในหลายพื้นที่ของประเทศเหือดแห้ง อันมีสาเหตุมาจากฝนทิ้งช่วง ไม่ตกตามฤดูกาล จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

 

“และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อันเป็นการกำหนดสภาวะซึ่งเป็นบททดสอบจากอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ให้มนุษย์ได้มีความตระหนักในการกระทำของตนที่อาจมีข้อผิดพลาด หรือละเมิดข้อห้ามต่างๆ ในการดำเนินชีวิต ด้วยการสำนึกตัว (เตาบะห์) อย่างแท้จริง ทำทานแก่คนยากไร้ และละจากการฉ้อโกงต่างๆ ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยคู่พิพาท ถือศีลอด 4 วันติดต่อกัน

 

“และในวันที่ 4 ของการถือศีลอด ให้อิหม่ามนำประชาชนออกไปกลางทุ่ง หรือสถานที่โล่งแจ้งในสภาพที่ถือศีลอด สวมใส่ชุดทำงานด้วยความสงบและถ่อมตน และให้อิหม่ามหรือตัวแทนนำประชาชนละหมาดสองร็อกอะห์เหมือนละหมาดอีดนั้น

 

“ในการนี้ เพื่อเป็นการสำนึกตัว (เตาบะห์) และขออภัยโทษในความผิดที่ผ่านมา และขอให้อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดประทานฝนลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ผู้ประสบภัยและในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย”

 

ชาวมุสลิม ชาวมุสลิม ชาวมุสลิม ชาวมุสลิม ชาวมุสลิม ชาวมุสลิม

The post ชาวมุสลิมร่วมกันละหมาดขอฝน ขออัลลอฮ์ประทานฝน บรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ผู้ประสบภัยประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียเตรียมบังคับใช้กฎหมายสัญชาติกีดกันมุสลิม ก่อนเลือกตั้งทั่วไป https://thestandard.co/india-to-enforce-migrant-law-that-excludes-muslims/ Tue, 12 Mar 2024 04:23:04 +0000 https://thestandard.co/?p=909950

วานนี้ (11 มีนาคม) รัฐบาลอินเดียประกาศแผนกำหนดกฎระเบียบ […]

The post อินเดียเตรียมบังคับใช้กฎหมายสัญชาติกีดกันมุสลิม ก่อนเลือกตั้งทั่วไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (11 มีนาคม) รัฐบาลอินเดียประกาศแผนกำหนดกฎระเบียบสำหรับเตรียมบังคับใช้กฎหมายความเป็นพลเมือง หรือ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมความเป็นพลเมือง (Citizenship Amendment Act: CAA) ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นกฎหมาย ‘เลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิม’ โดยถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่มีขึ้นก่อนที่อินเดียจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ตั้งเป้าครองอำนาจเป็นสมัยที่ 3 

 

เนื้อหาหลักของกฎหมายความเป็นพลเมืองดังกล่าว คือการอนุญาตให้ผู้อพยพชนกลุ่มน้อยในหลายศาสนา รวมถึงชาวฮินดู, ปาร์ซี, ซิกข์, พุทธ, เชน และคริสต์ แต่ยกเว้นชาวมุสลิมที่ลี้ภัยจากการประหัตประหารทางศาสนาในประเทศมุสลิมอย่างอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ และปากีสถาน สามารถขอสัญชาติอินเดียได้ แต่ผู้ขอสัญชาติต้องพิสูจน์ว่าอพยพเข้าสู่อินเดียก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2014

 

ขณะที่กฎหมายฉบับนี้ ผ่านการรับรองจากรัฐสภาอินเดียตั้งแต่ปี 2019 แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากเกิดการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่ในกรุงนิวเดลีและหลายเมือง และเกิดการปะทะรุนแรงระหว่างตำรวจกับกลุ่มผู้ประท้วง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับร้อยคนและถูกจับกุมจำนวนมาก

 

โดยกลุ่มชาวมุสลิมและกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในอินเดียมองว่า กฎหมายดังกล่าว เมื่อรวมกับข้อเสนอให้มีการลงทะเบียนพลเมืองระดับชาติ อาจกลายเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมในอินเดียกว่า 200 ล้านคน ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งหลายคนกลัวว่ารัฐบาลอาจเพิกถอนสัญชาติของกลุ่มผู้อพยพชาวมุสลิมในบางรัฐบริเวณแนวชายแดนที่ไม่มีเอกสาร

 

คำสัญญาระหว่างหาเสียง

 

อามิต ชาห์ (Amit Shah) รัฐมนตรีมหาดไทยของอินเดีย โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียระบุว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2019 นั้น ไม่มีการร่างกฎระเบียบต่างๆ สำหรับบังคับใช้กฎหมายความเป็นพลเมืองฉบับนี้ 

 

โดยเขาระบุว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาของผู้สร้างรัฐธรรมนูญที่มีต่อ (ผู้อพยพ) ชาวฮินดู, ซิกข์, พุทธ, เชน, ปาร์ซี และชาวคริสต์ ที่อาศัยอยู่ในประเทศมุสลิมเหล่านั้น

 

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยอินเดียเผยแพร่แถลงการณ์ ระบุว่า “กฎหมายดังกล่าวจะขจัดอุปสรรคทางกฎหมายที่ขัดขวางการเป็นพลเมืองของผู้ลี้ภัย และมอบ ‘ชีวิตที่มีเกียรติ’ ให้กับพวกเขาที่ต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายทศวรรษ

 

“มีการเผยแพร่ความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวนั้นล่าช้าเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด กฎหมายฉบับนี้มีไว้สำหรับผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากการถูกข่มเหงมานานหลายปี และไม่มีที่พักพิงอื่นใดในโลก ยกเว้นอินเดีย” 

 

รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของพรรคฮินดูชาตินิยม BJP ปฏิเสธว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายต่อต้านกลุ่มชาวมุสลิม และชี้ว่ามีความจำเป็นที่ต้องบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยที่เผชิญการประหัตประหารในหลายประเทศมุสลิมดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายความเป็นพลเมือง ถือเป็นหนึ่งในคำสัญญาระหว่างการหาเสียงของพรรครัฐบาล BJP 

 

โดยพรรคคองเกรส (Congress Party) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลักมองว่า การประกาศบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในช่วงนี้ มีแรงจูงใจจากการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังใกล้เข้ามา

 

ภาพ: Indranil Aditya / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post อินเดียเตรียมบังคับใช้กฎหมายสัญชาติกีดกันมุสลิม ก่อนเลือกตั้งทั่วไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐายินดีชาวไทยมุสลิมร่วมต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอพระผู้เป็นเจ้าอำนวยพรให้เข้มแข็งทั้งกายใจ https://thestandard.co/srettha-thavisin-11032024/ Tue, 12 Mar 2024 01:04:37 +0000 https://thestandard.co/?p=909858 เศรษฐา ทวีสิน

วานนี้ (11 มีนาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนต […]

The post เศรษฐายินดีชาวไทยมุสลิมร่วมต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอพระผู้เป็นเจ้าอำนวยพรให้เข้มแข็งทั้งกายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

วานนี้ (11 มีนาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปราศรัยเนื่องในโอกาสต้อนรับเดือนรอมฎอน ประจำปี พ.ศ. 2567 (ฮ.ศ. 1445) ดังนี้ 

 

เศรษฐากล่าวว่า เนื่องในโอกาสต้อนรับเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1445 ขอส่งความรัก ความปรารถนาดี และขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ รวมถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่พำนักในต่างประเทศ ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจการถือศีลอดตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นการชำระร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ ยึดมั่นในการกระทำความดี อันเป็นการสร้างกุศลให้แก่ตนเอง 

 

รวมทั้งได้น้อมจิตรำลึกถึงพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ที่พระอัลลอฮ์ได้ประทานให้แก่พี่น้องชาวมุสลิมได้ยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักศาสนบัญญัติในช่วงเวลาสำคัญนี้ การปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอนจึงเป็นการฝึกฝนจิตใจ การสำรวมตน ความอดทน อดกลั้น กระทำแต่สิ่งดีงาม และการก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งและศรัทธาอันแรงกล้า ซึ่งจะเป็นการน้อมจิตบริสุทธิ์แด่องค์พระผู้อภิบาล

 

“ในวาระมงคลแห่งเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1445 ผมขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดอำนวยพรให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมประสบความสุขสวัสดิ์ มีความเจริญรุ่งเรือง มีกำลังใจและกำลังกายที่เข้มแข็ง และสมความปรารถนาดังที่มุ่งหมายไว้ทุกประการ เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมแห่งสันติภาพสืบไป” เศรษฐากล่าว

The post เศรษฐายินดีชาวไทยมุสลิมร่วมต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอพระผู้เป็นเจ้าอำนวยพรให้เข้มแข็งทั้งกายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชาติยืนยันไม่รับสมรสเท่าเทียม ชี้ขัดหลักอิสลาม บอกต้องเป็นชาย-หญิงเท่านั้น หวั่น 30 ปีข้างหน้ามีแต่ผู้สูงอายุ https://thestandard.co/equal-marriage-law-211266-2/ Thu, 21 Dec 2023 10:41:02 +0000 https://thestandard.co/?p=879652

วันนี้ (21 ธันวาคม) ที่รัฐสภา ซูการ์โน มะทา สส. จังหวัด […]

The post ประชาชาติยืนยันไม่รับสมรสเท่าเทียม ชี้ขัดหลักอิสลาม บอกต้องเป็นชาย-หญิงเท่านั้น หวั่น 30 ปีข้างหน้ามีแต่ผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 ธันวาคม) ที่รัฐสภา ซูการ์โน มะทา สส. จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ กล่าวอภิปรายถึงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทั้ง 4 ฉบับว่า วันนี้เราทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนประชาชนศาสนาอิสลาม และตัวแทนจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สนับสนุนพรรคตั้งแต่การเลือกตั้ง ว่าเราไม่เห็นด้วย และจะไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ทั้ง 4 ฉบับ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และศาสนาอิสลามต้องศรัทธาต่อพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และชัดเจนว่าพี่น้องที่เคร่งครัดต่อศาสนาจะต้องยึดมั่นคู่สมรสที่เป็นเพศหญิงและเพศชายเท่านั้น เพราะหน้าที่ของคู่สมรสคือการขยายเผ่าพันธุ์ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และ 31 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือประกอบพิธีตามศาสนาของตน 

 

ซูการ์โนกล่าวย้ำว่า “แม้พรรคประชาชาติไม่เคยขัดแย้งกับกลุ่ม LGBTQIA+ แต่เราต้องยึดมั่นในหลักศาสนา วันนี้เรามองเรื่องความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพ โลกเสรี แต่เราลืมมองเรื่องของศีลธรรม ความรู้สึก สิ่งที่ยึดเหนี่ยวอยู่ในหัวใจของพี่น้องประชาชนผู้เคร่งศาสนา ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม หรือแม้แต่ศาสนาคริสต์ก็ตาม เชื่อว่าทุกคนมีความยากลำบากในการลงมติในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักการของศาสนาอิสลาม หากเราเห็นชอบกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เราจะถูกพิพากษา เราตระหนักว่าต้องการสรวงสวรรค์เพื่อโลกหน้า ถ้าเราเห็นด้วยตรงนี้ เราอาจไม่ได้กลิ่นสวรรค์” ซูการ์โนกล่าว

 

ซูการ์โนยังกล่าวด้วยว่า มีการพยากรณ์ว่าอีก 30 ปีในอนาคต ประเทศไทยจะเหลือประชากรแค่ 33 ล้านคน และ 33 ล้านคนนั้นเป็นประชากรผู้สูงอายุที่จะไม่ใช่คนขับเคลื่อนประเทศไทย ดังนั้นครอบครัวจึงต้องเป็นเพศหญิงและเพศชาย

The post ประชาชาติยืนยันไม่รับสมรสเท่าเทียม ชี้ขัดหลักอิสลาม บอกต้องเป็นชาย-หญิงเท่านั้น หวั่น 30 ปีข้างหน้ามีแต่ผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชูธงปาเลสไตน์ที่หน้ามัสยิดกลางนราธิวาส ประกาศจุดยืนเคียงข้าง ไม่หนุนสงคราม หวังเกิดสันติภาพ https://thestandard.co/palestinian-flag-narathiwat-mosque/ Fri, 27 Oct 2023 12:22:46 +0000 https://thestandard.co/?p=859584 ประชาชนชูธงปาเลสไตน์ที่หน้ามัสยิดกลางนราธิวาส

วันนี้ (27 ตุลาคม) ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสรวมตั […]

The post ชูธงปาเลสไตน์ที่หน้ามัสยิดกลางนราธิวาส ประกาศจุดยืนเคียงข้าง ไม่หนุนสงคราม หวังเกิดสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนชูธงปาเลสไตน์ที่หน้ามัสยิดกลางนราธิวาส

วันนี้ (27 ตุลาคม) ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสรวมตัวแสดงจุดยืนเคียงข้างชาวปาเลสไตน์ หลังเกิดกรณีสู้รบระหว่างกลุ่มฮามาสกับอิสราเอลตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

สำหรับบรรยากาศการรวมตัวครั้งนี้ เกิดขึ้นที่มัสยิดกลางจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ภายหลังการละหมาดวันศุกร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันที่หน้ามัสยิดกลางประจำจังหวัดนราธิวาส พร้อมปราศรัยถึงเหตุผลของการแสดงจุดยืนเคียงข้างชาวปาเลสไตน์

 

ช่วงหนึ่งของการปราศรัยได้ระบุว่า “เราขอแสดงจุดยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องปาเลสไตน์ เราไม่ได้สนับสนุนการทำสงคราม แต่ในฐานะพี่น้องมุสลิมเราอยากให้ที่นั่นเกิดความสันติสุขโดยเร็ว

 

“เรามาวันนี้ไม่ใช่เพื่อโจมตี หรือสนับสนุนสงคราม แต่เพื่อแสดงความเห็นใจต่อชาวปาเลสไตน์ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่ถูกอธรรมจนไม่มีบ้านให้อยู่ และเราขอยืนยันว่าจะไม่นิ่งเฉยต่อสิ่งที่พี่น้องมุสลิมโดนอธรรม” 

 

นอกจากนี้ มีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ชูธงชาติปาเลสไตน์ การขับรถแรลลีโบกธงปาเลสไตน์ทั่วเมืองนราธิวาส และสิ้นสุดที่หาดนราทัศน์ อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่า กิจกรรมในลักษณะนี้ยังมีในพื้นที่อื่นๆ ทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

 

 

เรื่อง: แวนูไรฮัน แวดอเลาะ

The post ชูธงปาเลสไตน์ที่หน้ามัสยิดกลางนราธิวาส ประกาศจุดยืนเคียงข้าง ไม่หนุนสงคราม หวังเกิดสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคลื่อนศพ ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ อดีตจุฬาราชมนตรี ประกอบพิธีทางศาสนาที่มัสยิดกลางสงขลา https://thestandard.co/asis-to-central-mosque-songkhla/ Mon, 23 Oct 2023 06:02:43 +0000 https://thestandard.co/?p=857535

หลังจากที่วานนี้ (22 ตุลาคม) สำนักจุฬาราชมนตรี ออกประกา […]

The post เคลื่อนศพ ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ อดีตจุฬาราชมนตรี ประกอบพิธีทางศาสนาที่มัสยิดกลางสงขลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่วานนี้ (22 ตุลาคม) สำนักจุฬาราชมนตรี ออกประกาศเรื่อง การถึงแก่อนิจกรรมของ อาศิส พิทักษ์คุมพล อดีตจุฬาราชมนตรี คนที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย ได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์ (ถึงแก่อนิจกรรม) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2566 เวลา 10.30 น.

 

เช้าวันนี้ (23 ตุลาคม) ประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดสงขลาและใกล้เคียงทยอยมาร่วมไว้อาลัยต่อการถึงแก่อนิจกรรมและละหมาดญะนาซะห์ให้กับอาศิส โดยในเวลา 09.30 น. ได้มีการเคลื่อนมัยยิต (ศพ) ออกจากบ้านพักในพื้นที่ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ มายังมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา เพื่อประกอบพิธีละหมาดญะนาซะห์ และประกอบพิธีตามกำหนดการของกองพระราชพิธี 

 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เดินทางมาเป็นผู้แทนพระองค์เชิญดินฝังศพพระราชทาน ณ กุโบร์ มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลาในเวลา 11.00 น.

 

 

ภาพ: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

The post เคลื่อนศพ ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ อดีตจุฬาราชมนตรี ประกอบพิธีทางศาสนาที่มัสยิดกลางสงขลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ กล่าวคำไว้อาลัย จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม เผยสร้างคุณูปการด้านศาสนาอิสลามไว้บนแผ่นดินไทยนานัปการ https://thestandard.co/asis-phitakkumphon-death-4/ Mon, 23 Oct 2023 02:21:51 +0000 https://thestandard.co/?p=857440 นายกฯ เศรษฐา กล่าวคำไว้อาลัย อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ของประเทศไทย

วานนี้ (22 ตุลาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนต […]

The post นายกฯ กล่าวคำไว้อาลัย จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม เผยสร้างคุณูปการด้านศาสนาอิสลามไว้บนแผ่นดินไทยนานัปการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เศรษฐา กล่าวคำไว้อาลัย อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ของประเทศไทย

วานนี้ (22 ตุลาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความอาลัยต่อการถึงแก่อนิจกรรมของ อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ของประเทศไทย เมื่อเวลา 10.32 น. 

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในนามรัฐบาลและชาวไทยทุกคน ขอแสดงความเสียใจในการถึงแก่อนิจกรรมของ อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ได้สร้างคุณูปการด้านศาสนาอิสลามไว้บนแผ่นดินไทยนานัปการ ได้ส่งเสริมการสร้างความสมานฉันท์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรมผ่านโครงการต่างๆ

 

เช่น จัดตั้งสถาบันวะสะฏียะฮ์ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักศาสนิกชนของศาสนาอิสลามแห่งสายกลาง ส่งเสริมการสร้างความเข้าใจระหว่างผู้นับถือต่างศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม จัดตั้งสภาเครือข่ายด้านมนุษยธรรมเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา ส่งเสริมชมรมผู้นำศาสนาอิสลามรุ่นใหม่ เพื่อให้เข้าใจหลักคำสอนทางศาสนา สังคม วัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความเชื่อหลากหลาย 

 

ตลอดจนโครงการอื่นๆ อีกมากมายที่ฝากให้ชาวไทยมุสลิมรุ่นต่อไปได้สานต่อ โดยล้วนเป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานตามนโยบายด้านศาสนาและสันติสุขแห่งสังคมไทย รวมถึงแนวทางการดำรงชีวิตของท่านจะเป็นแบบอย่างแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมตลอดไป

 

“ในวาระที่ท่านได้กลับไปสู่ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า ขอให้องค์อัลลอฮ์ทรงตอบรับความดีงามที่ท่านได้ประกอบไว้ขณะที่ท่านดำรงชีวิตอยู่ และขอได้โปรดรับดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของท่านให้พำนักอยู่ในสรวงสวรรค์ด้วยเถิด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

The post นายกฯ กล่าวคำไว้อาลัย จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม เผยสร้างคุณูปการด้านศาสนาอิสลามไว้บนแผ่นดินไทยนานัปการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพอากาศจัดเครื่องบิน C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 สู่มัสยิดกลางสงขลา https://thestandard.co/asis-phitakkumphon-death-3/ Sun, 22 Oct 2023 10:06:42 +0000 https://thestandard.co/?p=857390 C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’

วันนี้ (22 ตุลาคม) กองทัพอากาศจัดเครื่องบิน C-130 เคลื่ […]

The post กองทัพอากาศจัดเครื่องบิน C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 สู่มัสยิดกลางสงขลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’

วันนี้ (22 ตุลาคม) กองทัพอากาศจัดเครื่องบิน C-130 เคลื่อนย้ายศพ ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อนำประกอบพิธีละหมาดญะนาซะห์ (ละหมาดขอพร) ในวันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00 น. ที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา

 

สำหรับ อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย ได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลเลาะห์ (ถึงแก่อนิจกรรม) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2566 เวลา 10.32 น.

 

C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’

The post กองทัพอากาศจัดเครื่องบิน C-130 เคลื่อนร่าง ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 สู่มัสยิดกลางสงขลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Swatch ฟ้องรัฐบาลมาเลเซีย หลังทางการงดจำหน่ายนาฬิกาคอลเล็กชัน Pride https://thestandard.co/swatch-sues-the-malaysian-gov/ Tue, 18 Jul 2023 07:52:52 +0000 https://thestandard.co/?p=818673 Swatch ฟ้อง มาเล

แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Swatch ได้ฟ้องร้องรั […]

The post Swatch ฟ้องรัฐบาลมาเลเซีย หลังทางการงดจำหน่ายนาฬิกาคอลเล็กชัน Pride appeared first on THE STANDARD.

]]>
Swatch ฟ้อง มาเล

แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Swatch ได้ฟ้องร้องรัฐบาลมาเลเซียต่อศาลสูงสุดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ หลังทางการห้ามจำหน่ายนาฬิกาคอลเล็กชัน Pride

 

โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนเข้าเดือนมิถุนายนที่หลายประเทศทั่วโลกจัดงานและแคมเปญฉลองเดือน Pride ทางเจ้าหน้าที่ได้ยึดนาฬิกาคอลเล็กชันใหม่ของปี 2023 ที่เป็นลายธงสีรุ้งและอักษร LGBTQIA+ ทั้งหมด 172 เรือน และสินค้าอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอลเล็กชันนี้ รวมแล้วมูลค่า 64,795 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 489,000 บาท

 

ในเอกสารทางกฎหมายจากทางสำนักข่าว Reuters ทาง Swatch ได้เรียกร้องค่าเสียหายทางธุรกิจที่เกิดจากการยึดทรัพย์ครั้งนี้ และเรียกคืนสินค้าทั้งหมด ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะมาฟังการไต่สวนในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ 

 

Swatch กล่าวว่า “การยึดทรัพย์นาฬิกาเหล่านี้ไม่เคยและไม่สามารถก่อให้เกิดความขัดข้องต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด” 

 

สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายทางเพศในประเทศมาเลเซียในขณะนี้ยังคงเป็นที่น่าจับตามองจากหลายฝ่าย ภายใต้การนำของอันวาร์ อิบราฮิม และรัฐบาลมุสลิม โดยมาเลเซียเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามถึง 60% และมีกฎหมายสองมาตรฐานในการจับกุมประชาชนชาวมุสลิมที่มีการร่วมเพศทวารหนัก ซึ่งมีโทษตั้งแต่การเฆี่ยนตีและจำคุก ซึ่งในปี 2022 ตำรวจเคยเข้าจับกุมประชาชนจากกลุ่ม LGBTQIA+ จำนวน 18 คนที่เข้าร่วมปาร์ตี้ฮาโลวีน

 

ภาพ: Costfoto / Future Publishing via Getty Images

อ้างอิง:

The post Swatch ฟ้องรัฐบาลมาเลเซีย หลังทางการงดจำหน่ายนาฬิกาคอลเล็กชัน Pride appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาอุดีอาระเบียคาด ปี 2023 ศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีฮัจญ์กว่า 2.5 ล้านคน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/more-than-2-million-will-participate-hajj/ Mon, 26 Jun 2023 11:45:40 +0000 https://thestandard.co/?p=807903 พิธีฮัจญ์

ทางการซาอุดีอาระเบียคาด ปี 2023 จะมีพี่น้องชาวมุสลิมเข้ […]

The post ซาอุดีอาระเบียคาด ปี 2023 ศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีฮัจญ์กว่า 2.5 ล้านคน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีฮัจญ์

ทางการซาอุดีอาระเบียคาด ปี 2023 จะมีพี่น้องชาวมุสลิมเข้าร่วมพิธีฮัจญ์มากกว่า 2.5 ล้านคน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีศาสนิกชนเริ่มทยอยเดินทางมาเข้าร่วม

 

พิธีแสวงบุญและสักการะหินกาบาในนครเมกกะ เมืองศูนย์กลางที่สำคัญของศาสนาอิสลามตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ยอดตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นจากการคาดการณ์ภายหลังจากที่มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีฮัจญ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด ก่อนที่หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงซาอุดีอาระเบียจะผ่อนคลายมาตรการรับมือกับโรคระบาดดังกล่าว 

 

โดยในปี 2020 มีชาวมุสลิมราว 10,000 คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธีฮัจญ์ในครั้งนั้น ก่อนจะเพิ่มจำนวนเป็น 59,000 คนในปี 2021 และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นราว 1 ล้านคน เมื่อปี 2022

 

ทางการซาอุดีอาระเบียเผยว่า ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมากกว่า 32,000 คนและรถพยาบาลอีกหลายพันคัน เตรียมพร้อมรับมือกับผู้จาริกแสวงบุญที่อาจประสบกับภาวะฮีตสโตรก ภาวะขาดน้ำ และภาวะอ่อนเพลีย โดยผู้ที่ต้องการจะเข้าร่วมประกอบพิธีฮัจญ์นั้นจะต้องเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมก่อนที่จะเข้าร่วมพิธี ซึ่งในปีนี้พิธีฮัจญ์จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม โดยจะมีการเฉลิมฉลองวันอีดิลอัฎฮาในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้

 

ภาพ: Rania Sanjar / AFP

 

ภาพ: Abdel Ghani Bashir / AFP

 

ภาพ: Abdel Ghani Bashir / AFP

ภาพ: Sajjad Hussain / AFP

 

Sajjad HUSSAIN / AFP

 

อ้างอิง:

The post ซาอุดีอาระเบียคาด ปี 2023 ศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีฮัจญ์กว่า 2.5 ล้านคน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวมุสลิมร่วมละหมาดวันตรุษอีดิลฟิตรี ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย https://thestandard.co/eid-al-fitr-new-year-2023/ Sat, 22 Apr 2023 05:50:22 +0000 https://thestandard.co/?p=779770 วันตรุษอีดิลฟิตรี

ชาวมุสลิมทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยต่างร่วมเฉลิมฉลองวันตร […]

The post ชาวมุสลิมร่วมละหมาดวันตรุษอีดิลฟิตรี ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันตรุษอีดิลฟิตรี

ชาวมุสลิมทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยต่างร่วมเฉลิมฉลองวันตรุษอีดิลฟิตรี ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1444 ซึ่งในประเทศไทยตรงกับวันนี้คือ 22 เมษายน 2566 

 

สำหรับวันตรุษอีดิลฟิตรี ถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาอิสลามอย่างยิ่ง หลังจากผ่านพ้นช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนของการถือศีลอด ซึ่งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามต้องงดเว้นการกินดื่มและสิ่งไร้สาระต่างๆ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นไปกระทั่งลับขอบฟ้า โดยในปีนี้ตรงกับช่วงฤดูร้อน ซึ่งต้องใช้ความเพียรพยายามและอดทนยิ่งขึ้นไปอีก

 

ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันอีดิลฟิตรี ระบุตอนหนึ่งว่า วันอีดิลฟิตรีนี้นับเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองวันสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ถือเป็นการข้ามผ่านการทดสอบศรัทธาตามหลักศาสนกิจโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ที่บริบูรณ์ไปด้วยศรัทธาในการทำคุณงามความดีถวายแด่เอกองค์พระผู้อภิบาล ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และอดทนของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทุกคน

 

โดยในวันนี้ บรรยากาศช่วงเช้าที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในซอยรามคำแหง 2 เต็มไปด้วยประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามมาร่วมละหมาดเนื่องในวันอีดิลฟิตรี นอกจากนี้ยังมี อีซอม อัลยุตัยลี่ อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย มาร่วมอวยพรประชาชนที่มาละหมาดอีกด้วย

 

วันตรุษอีดิลฟิตรี วันตรุษอีดิลฟิตรี วันตรุษอีดิลฟิตรี

The post ชาวมุสลิมร่วมละหมาดวันตรุษอีดิลฟิตรี ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชาติละศีลอดร่วมกับชาวมุสลิมที่จะนะ รับเรื่องร้องเรียนนายทุนรุกที่ดินกุโบร์ โบราณสถาน 400 ปี https://thestandard.co/prachachat-iftar-muslim-thayang/ Sun, 26 Mar 2023 10:04:16 +0000 https://thestandard.co/?p=768822

วันนี้ (26 มีนาคม) พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประช […]

The post พรรคประชาชาติละศีลอดร่วมกับชาวมุสลิมที่จะนะ รับเรื่องร้องเรียนนายทุนรุกที่ดินกุโบร์ โบราณสถาน 400 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 มีนาคม) พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และคณะ ไปละถือศีลอดที่บริเวณกุโบร์ (สุสาน) บ้านท่ายาง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นกุโบร์โบราณกว่า 400 ปี ริมปากคลองนาทับ โดยมีชาวบ้านจำนวนหลายสิบคนมาร่วมต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.มังโสด หมะเต๊ะ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวดสงขลา เขต 8 และ อาจารย์เบน หรือ อับดุลเราะมัน มอลอ ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสงขลา เขต 7

 

ก่อนการละศีลอดมีตัวแทนชาวบ้านร้องเรียนปัญหาว่าที่ดินบริเวณนี้มีนายทุนเอาเปรียบชาวบ้าน มาอ้างกรรมสิทธิ์ว่าเป็นที่ดินของตนเอง จึงได้รวมตัวกันเรียกร้องสิทธิ์ในที่ดิน โดยได้เรียกร้องผ่านเทศบาล อำเภอ แม้จะมีการมาทำรังวัดแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า กุโบร์แห่งนี้ทิศตะวันออกติดทะเลหลวง ทิศตะวันตกติดคลองนาทับ ซึ่งบริเวณโดยรอบนี้เป็นของนายทุนหมดแล้ว ชาวบ้านมีความกังวลว่ากุโบร์จะถูกอ้างกรรมสิทธิ์และถูกทำลายไป อนาคตจะไม่มีกุโบร์ให้ฝังศพอีกต่อไป ซึ่งกุโบร์แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 400 ปี ตั้งแต่สมัยรายาบีรูของผู้ปกครองรัฐปาตานีในอดีต

 

พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า พวกเราได้มายืนอยู่ในที่ที่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง นั่นคือ เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ ได้มารอนแรมอยู่บริเวณนี้ ตนได้เคยไปพบกับรัฐบาลอินโดนีเซีย ได้ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาของอินโดนีเซีย ท่านบอกว่าอินโดนีเซียมีมุสลิม 250 ล้านคน และมีผู้นับถือศาสนาอื่นๆ อีก 4% แต่คนทุกศาสนาในอินโดนีเซียมีความเสมอภาค คือมีอธิบดีศาสนาอิสลาม 1 คน อธิบดีศาสนาพุทธ 1 คน และอธิบดีศาสนาคริสต์ 2 คน เพราะมี 2 นิกาย แม้ทั้งประเทศจะเป็นมุสลิมเกือบทั้งหมด แต่ทุกศาสนาก็มีอธิบดีเสมอกัน ในส่วนของมุสลิมจะมี 3 กลุ่มนิกาย ส่วนใหญ่เป็นนิกายที่มาจาก เชคดาวุด อัลฟาฏอนีย์ ชาวปัตตานีที่เคยมารอนแรมในที่แห่งนี้

 

พ.ต.อ. ทวี ได้ขอบคุณผู้ที่เขียนข้อมูลประวัติศาสตร์ของกุโบร์โบราณแห่งนี้ ว่าเป็นเอกสารที่ล้ำค่ามาก เพราะเราจะไม่สามารถหาอ่านจากเอกสารของรัฐได้เลย หรืออาจจะหาอ่านได้จากงานเขียนของ รศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา ที่ได้เขียนว่าคนมลายูใน 3 จังหวัดภาคใต้ต้องอพยพไปยังนครมักกะห์ในยุคต่างๆ เป็นเพราะอะไร ตนอ่านแล้วตกใจมาก ต้องขอบคุณผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์นี้ไว้ให้ ดร.มังโสด หมะเต๊ะ เป็น ส.ส. แล้วต้องบรรจุประวัติศาสตร์นี้เข้าไปในหลักสูตรการศึกษา

 

จากนั้นทุกคนได้ร่วมกันละศีลอดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกุโบร์โบราณ ริมคลองนาทับ ท่ามกลางดาวเคียงเดือน ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันที่ 2 ของเดือนรอมฎอน ที่พี่น้องชาวมุสลิมได้ถือศีลอดพร้อมกันทั่วโลก ก่อนจะมีการละหมาดมัฆริบร่วมกันที่ศาลา และร่วมกันขอดุอาอ์ให้ ดร.มังโสดและพรรคประชาชาติได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภา

The post พรรคประชาชาติละศีลอดร่วมกับชาวมุสลิมที่จะนะ รับเรื่องร้องเรียนนายทุนรุกที่ดินกุโบร์ โบราณสถาน 400 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธา หาเสียงสงขลา-ปัตตานี ลุยเต็มสูบหลังยุบสภา อวยพรพี่น้องมุสลิม ขอเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ก้าวไกล-สันติภาพก้าวหน้า https://thestandard.co/pita-campaign-songkhla-pattani/ Tue, 21 Mar 2023 06:01:36 +0000 https://thestandard.co/?p=766106

วันนี้ (21 มีนาคม) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไ […]

The post พิธา หาเสียงสงขลา-ปัตตานี ลุยเต็มสูบหลังยุบสภา อวยพรพี่น้องมุสลิม ขอเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ก้าวไกล-สันติภาพก้าวหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 มีนาคม) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี เพื่อแนะนำแนวนโยบายพรรคก้าวไกล และว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

 

โดยช่วงเช้าเดินทางไปที่ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองปัตตานี โดยมี รอมฎอน ปันจอร์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และทีมงานพรรคก้าวไกลจังหวัดปัตตานี ต้อนรับและนำชมสถานที่ จากนั้นพิธาและคณะพบผู้ประกอบการในพื้นที่และรับฟังปัญหาด้านต่างๆ รวมถึงรับฟังความเห็นต่อนโยบายของพรรคก้าวไกล เพื่อนำไปปรับรายละเอียดเนื้อหาให้ตอบโจทย์ประชาชนได้มากที่สุด พบว่าหลายคนสะท้อนปัญหาระบบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และให้ความสนใจนโยบายปฏิรูประบบราชการ นโยบายรัฐสวัสดิการ และนโยบายประมงของพรรคก้าวไกล

 

ต่อมาพิธาและคณะเดินทางต่อไปที่จังหวัดสงขลา รณรงค์นโยบายและแนะนำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. สงขลา เขต 2 คือ วชิราภรณ์ นิรันตราภรณ์ และเขต 3 คือ ฌาฆีภัตฐ์ เพชรคง

 

พิธากล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่ากระแสตอบรับของประชาชนในภาคใต้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มั่นใจว่าครั้งนี้พรรคก้าวไกลจะได้คะแนนในภาคใต้มากกว่าอดีตพรรคอนาคตใหม่ และลุ้นมี ส.ส. เขตในภาคใต้แน่นอน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนมีความต้องการการเปลี่ยนแปลงสูง ประกอบกับพรรคก้าวไกลมีนโยบายสันติภาพก้าวหน้าที่ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชน โดยวันนี้เป็นการลงพื้นที่หลังยุบสภา พรรคก้าวไกลยืนยันว่าเรามีความพร้อมเต็มที่ ทั้งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และนโยบาย ที่จะสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าเลือกก้าวไกลไม่ใช่แค่เพื่อเปลี่ยนรัฐบาล แต่เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต

 

พิธาได้อวยพรพี่น้องมุสลิมเนื่องในโอกาสเดือนรอมฎอน ความตอนหนึ่งว่า ยินดีที่ได้ร่วมต้อนรับเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ขอให้พี่น้องมุสลิมมีสุขภาพกาย ใจ ที่แข็งแรง เพื่อถือศีลอดในช่วงกลางวัน และปฏิบัติศาสนกิจตลอดทั้งเดือนรอมฎอน ขอให้คุณงามความดี และพรดุอาอ์ของทุกท่านได้ถูกตอบรับ ในสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย การเมืองที่อิงบนผลประโยชน์ส่วนตัว การผูกขาดอำนาจ รวมทั้งกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เห็นหัวประชาชน ขอให้เดือนอันประเสริฐนี้ สิ่งที่ผิดพลาดเหล่านี้ถูกขจัดออกไป และรอมฎอนนี้ขอให้เราได้รับทางนำ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดี ก้าวไกล และสันติภาพก้าวหน้า

 

The post พิธา หาเสียงสงขลา-ปัตตานี ลุยเต็มสูบหลังยุบสภา อวยพรพี่น้องมุสลิม ขอเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ก้าวไกล-สันติภาพก้าวหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉากชีวิตของ ‘พาตีเมาะ สะดียามู’ ผู้ว่าฯ หญิงมุสลิมคนแรกของประเทศ เส้นทางที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย https://thestandard.co/patimao-sadiyamoo-muslim/ Sat, 18 Mar 2023 07:48:29 +0000 https://thestandard.co/?p=764951 พาตีเมาะ สะดียามู

‘พาตีเมาะ สะดียามู’ หญิงมุสลิมชาวยะลา วัย 57 ปี กับเก้า […]

The post ฉากชีวิตของ ‘พาตีเมาะ สะดียามู’ ผู้ว่าฯ หญิงมุสลิมคนแรกของประเทศ เส้นทางที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาตีเมาะ สะดียามู

‘พาตีเมาะ สะดียามู’ หญิงมุสลิมชาวยะลา วัย 57 ปี กับเก้าอี้ปัจจุบันของเธอคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กับเวลาของชีวิตราชการที่ยังเหลืออยู่อีก 3 ปี  

 

จากชีวิตเด็กครอบครัวธรรมดา เรียนโรงเรียนนอกเมือง แต่ด้วยแม่ของเธอที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา นำพาชีวิตช่วงมัธยมศึกษาเข้าสู่โรงเรียนพัฒนาวิทยา และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก่อนเข้าสู่เส้นทางการรับราชการ

 

“เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เกิดในบรรยากาศที่ประเทศไทยอยู่ในประเทศล้าหลัง พื้นที่ล้าหลัง อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ถนนหนทางแบบปัจจุบันไม่มีหรอก เรามีแค่ลูกรังสีแดง ส่วนยานพาหนะไม่ต้องพูดถึง ใครมีมอเตอร์ไซค์ก็สุดยอดแล้ว นี่คือสภาพที่เราได้เจอในอดีต คือเรามาพร้อมกับความล้าหลัง” พาตีเมาะกล่าวแนะนำตัวกับ THE STANDARD

 

เธอเรียนโรงเรียนประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดลำใหม่ ซึ่งมีทั้งมุสลิม พุทธ และจีน หลังจากเรียนจบ ป.4 ก็ต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนอีกที่หนึ่ง นั่นคือโรงเรียนบ้านตลาดลำใหม่ แล้วเธอก็เรียนจบชั้น ป.6 ที่นั่น

 

“ทั้งหมู่บ้านจะมีคนที่จบจากที่นี่ไปเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่ได้เยอะอย่างในปัจจุบัน กะเมาะเองโชคดีตรงที่มีพ่อแม่หนุนเสริม แต่ว่าพ่อแม่มีเงื่อนไข เนื่องจากว่าสังคมของเราเป็นสังคมของพี่น้องมุสลิม แล้วก็จะมีสถาบันการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่ส่วนใหญ่สมัยก่อนจะเรียกว่าปอเนาะ จากปอเนาะพัฒนาเป็นพัฒนาโรงเรียนเอกชนควบคู่กับสามัญ เราก็มีเงื่อนไขของที่บ้านว่าอยากให้เรียนศาสนาด้วย ให้มีความรู้ทางศาสนา เลยได้มีโอกาสไปเรียนในเมือง ไปเรียนโรงเรียนพัฒนาวิทยา” พาตีเมาะกล่าว

 

หลังจากเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนพัฒนาวิทยาแล้ว พาตีเมาะได้รู้จักกับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เธอบอกว่าโรงเรียนสาธิตฯ โดยปกติแล้วเป็นโรงเรียนที่รับเด็กที่เก่ง มีความสามารถ มีศักยภาพ แต่อย่างเธอคงจะเข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายที่นั่นยาก  

 

“แต่ว่ามีโปรแกรมหนึ่งที่เขาเปิดขึ้นมา ก็คือโปรแกรมรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา แล้วก็เลยลองสอบเล่นๆ ไม่ได้สอบเล่นๆ นะ สอบจริงนะ ก็เลยได้เรียนโรงเรียนสาธิตฯ” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ปลื้มปริ่มอย่างยิ่ง

 

 

ความฝันของชีวิตเด็กหญิงพาตีเมาะ

 

“กะเมาะเป็นคนมีความฝันตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากทำงานราชการ คือที่บ้านเราเป็นถนนลูกรัง วันหนึ่งเราเดินเล่น เราก็เห็นสมัยก่อนครูบ้านเราจะขี่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ตอนนี้เป็นของคลาสสิกไปแล้ว เราก็อยากจะเป็นเหมือนคนนั้นจังเลย”

 

เธออธิบายต่อว่า “คนตามหมู่บ้าน บ้านไหนมีมอเตอร์ไซค์คือสุดยอดแล้ว แล้วนี่ยิ่งคนข้างนอกขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามายิ่งสุดยอด เพราะว่าลำพังแค่มีจักรยานก็เก่งแล้ว”

 

และเมื่อเธอได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ พาตีเมาะเลือกที่จะเรียนคณะวิทยาการจัดการ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารหน่วยงานรัฐโดยตรง

 

“คือเราอยากเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ สายสังคมมาก เพราะเป็นคนมีความฝัน เป็นคนชอบมีความฝันตลอดเลย เพราะทุกคนบอกว่าอย่าไปฝันเลย ฝันแล้วไม่ได้หรอกคนระดับนี้ ไม่เป็นไร กะเมาะเป็นคนมีฝัน ก็ฝันว่าอยากจะเรียนธรรมศาสตร์ เพราะว่ากะเมาะรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน นี่คือมันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจมาตลอด”

 

แต่ว่าด้วยบริบทของครอบครัวและปัจจัยหลายอย่างในชีวิต เธอบอกว่ารถแห่งความฝันเป็นรถประจำถิ่น ลงจอดได้ที่หาดใหญ่ 

 

“ระบบการคัดเลือกในอดีตมันไม่ได้ง่ายกับเด็กที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดไกลๆ อารมณ์นั้นต้องสอบแข่งขัน และระบบในอดีตไม่ใช่แบบหนูๆ ต้องยื่นไปมหาวิทยาลัย เลือกเลย 5 คณะ ได้ไม่ได้ก็จบกัน” 

 

 

กะเมาะเป็นคนมีความฝันตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากทำงานราชการ คือที่บ้านเราเป็นถนนลูกรัง วันหนึ่งเราเดินเล่น เราก็เห็นสมัยก่อนครูบ้านเราจะขี่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ตอนนี้เป็นของคลาสสิกไปแล้ว เราก็อยากจะเป็นเหมือนคนนั้นจังเลย

 

 

พื้นที่ความฝันของหญิงมุสลิม

 

“จริงๆ แล้วในเรื่องการเป็นผู้ว่าฯ ด้วยบริบทของตัวเรา ด้วยปัจจัยของการเป็นผู้หญิง ด้วยปัจจัยของความรู้สึกของคนเป็นมุสลิม ด้วยปัจจัยของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันทำให้เราไม่สามารถฝันว่าจะไปถึงได้”

 

พาตีเมาะบอกว่าเธอเคยคิดขอให้ได้เป็นข้าราชการ ซึ่งทำสำเร็จแล้ว ทว่าตอนเธอได้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่หลายสมัย ทุกคนจะกรอกใส่หูเธอตลอดว่า “หน้าตาอย่างนี้ไม่ได้เป็นหรอกผู้ว่าฯ ไม่ได้เป็นหรอกอยู่อย่างนี้ เป็นคนมุสลิมนะ เป็นผู้หญิงนะ กระทรวงมหาดไทยเขาไม่ค่อยให้ผู้หญิงเป็น”

 

แค่ตอนเป็นรองผู้ว่าฯ เธอบอกว่านั่นคือสิ่งที่ดีใจมากแล้ว ส่วนการเป็นผู้ว่าฯ ไม่ได้คิดเลยว่าจะเดินมาถึงตำแหน่งนี้ แต่เรามองความน่าจะเป็น ซึ่งก็เป็นการวางแผนของเรา 

 

“คือเป็นคนที่ Mindset ค่อนข้างชัดเจน ชัดเจนในวิธีการคิด วิธีการทำงาน เพราะฉะนั้นเราก็มองความเป็นไปได้ของเรา เราผ่านระบบการศึกษาท่ามกลางความไม่มี เราผ่านมาได้แล้ว เรามีพลังของพ่อแม่เรา ที่มีแรงที่สำคัญให้เรา มาวันนี้เราก้าวผ่านมาได้แล้ว ใช้เวลาสิบกว่าปี ยี่สิบปี เรียนท่ามกลางความขาดแคลน ความขาดแคลนไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค แต่มันคือแรงหนุน แรงดันที่คอยดันเรา”

 

พาตีเมาะนั่งตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดตอนเธออายุเพียง 50 ปี เหลือเวลาราชการอีก 10 ปี เธอเริ่มคิดแล้วไปนั่งศึกษา คนเป็นรองผู้ว่าฯ อย่างมากที่สุดเป็นรองผู้ว่าฯ สัก 8 ปี ก็ต้องให้ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ แล้ว 

 

“อย่างน้อยในความเป็นผู้หญิงจะถูกพิสูจน์แล้วด้วยวันเวลาของการเป็นรองผู้ว่าฯ เพราะฉะนั้นกะเมาะเลยคิดว่า โอเค เรามีสิทธิ์แล้ว โดยหลักทั่วไป เราอยู่ในสายงานตรงแล้ว เพราะฉะนั้นในสายงานตรง 3-4 ปี ก็ได้เป็น (ผู้ว่าฯ) แล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับเรา เพราะเราเป็นผู้หญิง

 

“เราไม่ได้โทษกระทรวงมหาดไทย แต่ด้วยวิธีการคิด Mindset การทำงานที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหนึ่งที่อยู่ในบริบทของลักษณะของกระทรวงเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งพัฒนาการของประเทศไทยในประวัติศาสตร์ การเกิดหรือการแก้ปัญหาต้องอยู่ในมือของผู้ชาย มันไม่ใช่เรื่องของการแยกเพศ ณ ปัจจุบัน แต่ในอดีตใช่ว่างานลักษณะแบบนี้เป็นงานของผู้ชายนะ แต่วันหนึ่งเรามาอยู่ตรงนี้ เราก็คิดว่าความเป็นผู้หญิงของเราก้าวผ่านแล้ว ก้าวผ่านด้วยวันเวลาว่าอย่างน้อยเราเป็นรองผู้ว่าฯ 8 ปี ความเป็นอาวุโสอย่างไรก็ต้องตั้งเราแล้ว” พาตีเมาะกล่าว

 

ส่วนบริบทของผู้หญิงที่เป็นคนมุสลิม ก็มีมุมมองทัศนคติในมิติของศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำพา พิจารณาในภาวะความเป็นผู้นำ ก็ถูกท้าทายและลบคำสบประมาทด้วยตัวเธออยู่แล้ว ด้วยการทำงานให้สังคมได้เห็น

 

“กะเมาะอยากแทนตัวเองว่ากะเมาะ ใช้คำนี้มาโดยตลอด แล้วในพื้นที่ก็จะใช้คำนี้มายาวนานละ ตั้งแต่ในอายุราชการ ใช้ตั้งแต่อายุ 20 ปีด้วยซ้ำไป คือเรียกแทนตัวเองว่ากะเมาะผู้ว่าฯ ปัตตานี แต่ก่อนเราใช้คำว่ากะเมาะรองผู้ว่าฯ นราธิวาส หรือพี่เมาะ มีสองคำนี้ กะเมาะกับพี่เมาะ คำว่ากะกับพี่คือคำเดียวกัน กะแปลว่าพี่นั่นเอง

 

“ความรู้สึกของคนที่ยิ่งใหญ่กว่าก็คือแม่ แม่เขาดีใจแบบธรรมชาตินะ ลูกของเขาคนหนึ่งซึ่งมาจากฐานล่างที่สุดเลย แล้ววันหนึ่งมาอยู่จุดนี้ แม่เขาดีใจมาก เขามีความสุข เขาร้องขอชีวิตที่ยาวนานขึ้น”

 

 

โดยหลักทั่วไป เราอยู่ในสายงานตรงแล้ว เพราะฉะนั้นในสายงานตรง 3-4 ปี ก็ได้เป็น (ผู้ว่า) แล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับเรา เพราะเราเป็นผู้หญิง

 

 

ภารกิจ ‘ผู้ว่าฯ กะเมาะ’ ที่ปัตตานี

 

“สิ่งหนึ่งที่มาวันแรกเลย เรามองในมุมมองว่าต้องก้าวข้ามในเรื่องของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันการบริหารจัดการ การทำงานสิ่งแรกนะของความร่วมมือ มันต้องขอความร่วมมือ กะเมาะต้องบอกว่าไม่มีนโยบายอะไรมา สิ่งนี้อยากจะทำ เราลองคิดสิว่าจะสร้างเมืองปัตตานีอย่างไร พี่น้องประชาชนของเรา 700,000 กว่าคน เราต้องมาช่วยคิดว่า 20 ปีข้างหน้าปัตตานีจะเป็นอย่างไร

 

“การทำงานวันนี้ เราต้องหันกลับมาดูที่คน คนของเราต้องเพิ่มแล้ว เพิ่มอะไร Skill ต้องมาแล้ว Skill ทางภาษาเป็น Skill ทั่วไปที่ทุกคนต้องพึงมี อย่างน้อยเราต้องมีวิธีคิดว่าคนของเราต้องเก่งสองภาษา เก่งไม่ใช่พูดได้อ้อแอ้ หมายถึงสามารถสร้างความเข้าใจ สื่อสารเรียนรู้ได้ ไปถึงขั้นเจรจาได้ มันต้องมีทักษะของคน ทักษะทางด้าน IT ทักษะภาษา ไม่ได้ต้องถูกวัดจากความเป็นเกรด ต้องวัดจากสิ่งที่เขามี แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์ ภาษา C ภาษาควรต้องใส่ในตัวเด็กเล็กๆ”

 

ส่วนเรื่องอื่นเธอบอกว่าอยากผลักดันเรื่องสัญลักษณ์ในปัตตานี ที่มีการลงโครงสร้างหลายอย่างไว้แล้วแต่ไม่ได้เดินต่อ เช่น แลนด์มาร์ก หรือถนนที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของปัตตานี

 

และอีกสิ่งหนึ่งที่พาตีเมาะบอกว่าเธอยากผลักดันคือเรื่องของผู้หญิง ซึ่งเธอได้พูดคุยกับหลายองค์กรเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้ของผู้หญิงในพื้นที่ พัฒนาทักษะที่เขาควรจะมี 

 

“สิ่งหนึ่งที่กะเมาะเห็นมาโดยตลอด 20 ปี แค่ในวงการเรียน เด็กผู้หญิงจะเรียนยาว แต่เด็กผู้ชายจะเรียน ป.1-6 พอเข้า ม.1 ก็เริ่มไม่อยู่ในห้องเรียน พอ ม.6 เริ่มไม่มี กลายเป็นเด็กผู้หญิงล้วน พอมหาวิทยาลัยไม่มีผู้ชายเลย มีแต่ผู้หญิง ถามว่าผู้ชายหายไปไหน 

 

“ด้วยความเคารพก็คือว่าในเรือนจำของเราที่นี่ 80-90% ด้วยซ้ำไปรู้ไหม ใครอยู่ตรงไหน ผู้ชาย 90% วัยประมาณ 18-40 ปี ซึ่งวัยนี้เป็นวัยที่ปูเรื่องดูแลชีวิตคน แต่คนเหล่านี้กลับไปอยู่ในที่ที่ทำให้เขาเป็นภาระของครอบครัว” พาตีเมาะกล่าว

 

พาตีเมาะอธิบายต่อไปว่า จากสถิติเหล่านี้ผู้หญิงต้องรับภาระ พอเขาไปอยู่ในนี้ เขาไม่ได้อยู่แค่ 1-2 ปี เขาอยู่ 4-5 ปี คำถามเพราะอะไร คำตอบง่ายๆ คือเรื่องยาเสพติด 

 

“นี่คืออยากสะท้อนให้พวกเรา เพราะฉะนั้นทำไมกะเมาะถึงบอกว่าวันนี้เราต้องไปทำกับผู้หญิง เพราะผู้หญิงดูแลครอบครัว ผู้หญิงทำมาหากิน ทำอย่างไรให้ครอบครัวมีคุณภาพ เราก็ต้องเสริมพลังของผู้หญิง เพราะเขาสามารถอยู่ได้ด้วยอะไร Skill ทักษะของการทำงาน ความสามารถ บริบทของการตอบสนอง มันก็พูดด้วยเรื่องของความสามารถ ทักษะภาษาการสื่อสาร ต้องสร้างพลังเหล่านี้ให้ตัวเอง บริบทหนึ่งที่ต้องมองคือผู้หญิงเป็นผู้ที่มีบทบาทแก่ครอบครัว “

 

 

เราต้องก้าวข้ามในเรื่องของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันการบริหารจัดการ การทำงานสิ่งแรกนะของความร่วมมือ มันต้องขอความร่วมมือ 

 

 

‘ความไม่สงบ’ กับดักความรู้สึกของคนนอกที่มองปัตตานี

 

เมื่อพูดถึงปัตตานี หลายคนจะนึกถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ที่มีมาอย่างยาวนาน พาตีเมาะยอมรับว่าวันนี้ความรุนแรงยังคงมีอยู่ 

 

“ถามว่าเราจะทำสถานการณ์นี้อย่างไร เหมือนที่บอกเลยว่าเรามีชุดความรู้ที่หลากหลายในพื้นที่บ้านเรา แล้วก็มีความแตกต่างกัน แต่ละคนก็มีชุดความรู้ต่างกัน เรื่องของชุดความไม่สงบ กะเมาะมองว่าอย่างไรในปัจจุบัน โอกาสที่จะมีมันก็คงมีอยู่”

 

เธอเล่าต่อไปว่าเวลาจัดเวทีพูดคุยกับคนในพื้นที่ ประเด็นความมั่นคงคนในพื้นที่กลับพูดน้อยมาก คนในพื้นที่พูดอย่างเดียวคือเรื่องปัญหา ‘ยาเสพติด’ เธอบอกว่านี่คือภาพความเป็นจริงที่คนในมอง

 

“สถานการณ์ความไม่สงบ ใช่ มันเป็นส่วนหนึ่ง แต่มีปัจจัยอีกหลายปัจจัยที่มาเป็นตัวเสริมตัวนั้น ง่ายๆ อย่างกะเมาะไปกรุงเทพฯ ขนาดเพื่อนสนิทกันบอกว่าปลอดภัยไหม มาได้ไหม บอกว่าปลอดภัยไหมจะมาแล้ว พอจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว ตู้มทีเดียว ยกเลิกตั๋วแล้ว เรียบร้อยแล้ว นี่คือขนาดคนใกล้เรา คนใกล้ตัวเราเขายังไม่มีความเชื่อมั่นเลย”

 

เหตุการณ์ความไม่สงบที่ล่วงเลยมากว่า 20 ปี ก็กลายเป็นกับดักของคนข้างนอก เป็นกับดักของความรู้สึกของคน ความไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อว่าความปลอดภัยยังคงมีอยู่ 

 

สิ่งหนึ่งที่กะเมาะคิดคือเราต้องทำบริบทคนข้างในเราให้มีความไว้วางใจกัน แล้วก็ต้องสร้างบรรยากาศกันข้างใน ทุกสิ่งที่พูดนี่คือการสร้างบรรยากาศข้างใน แล้วบรรยากาศเหล่านี้มันจะถูกปล่อยออกโดยเครื่องมือทางเทคโนโลยีมากมาย ที่จะอยู่ในมือพวกเรา 

 

“เราจะไปบอกการันตีคนข้างนอกว่ามาเถอะ รับรองได้ไม่มี คนพูดอย่างเรายังไม่มั่นใจเลย เพราะเราคุมในสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องทำสิ่งเหล่านี้” พาตีเมาะกล่าว

 

พาตีเมาะบอกว่า เธอเชื่อว่าการต่อสู้ด้วยวิธีการโต้กลับไปกลับมามันไม่จบ สุดท้ายแล้วต้องมาพูดบนพื้นฐานความเข้าใจ ต้องมาคุยกันว่าเราอยากจะทำอะไร อยากจะมาสร้างบ้านเราอย่างไร ก้าวผ่านในเรื่องของประวัติศาสตร์ในอดีต อะไรที่มาแล้วก็ไป 

 

“อยากให้พวกเราคิด ช่วยกันในสถานการณ์อย่างนี้ ความเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วมันจะนำไปสู่ความสุขร่วมกัน นำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนร่วมกัน ด้วยวิธีคิด วิธีการทำงานของกะเมาะ เราจะทำงานของเราทำจากคนข้างใน ให้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การเคารพซึ่งกันและกัน การให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วเมื่อข้างในเราเรียนรู้ร่วมกับข้างนอก แล้วข้างนอกก็จะได้รับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่อาจยังไม่สงบ” พาตีเมาะกล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

 

เราต้องทำบริบทคนข้างในเราให้มีความไว้วางใจกัน แล้วก็ต้องสร้างบรรยากาศกันข้างใน เราจะไปบอกการันตีคนข้างนอกว่ามาเถอะ รับรองได้ไม่มี คนพูดอย่างเรายังไม่มั่นใจเลย เพราะเราคุมในสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องทำสิ่งเหล่านี้

 

 

The post ฉากชีวิตของ ‘พาตีเมาะ สะดียามู’ ผู้ว่าฯ หญิงมุสลิมคนแรกของประเทศ เส้นทางที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>