ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 30 Nov 2022 07:08:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน 4 ชุมชน ยื่นหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรฯ แก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินทำไร่หมุนเวียนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ https://thestandard.co/kaeng-krachan-karen-submit-documents/ Wed, 30 Nov 2022 07:08:05 +0000 https://thestandard.co/?p=717905

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง […]

The post ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน 4 ชุมชน ยื่นหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรฯ แก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินทำไร่หมุนเวียนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานดั้งเดิมจาก 4 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนห้วยกระซู่, ชุมชนห้วยหินเพลิง, ชุมชนสาริกา อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี และชุมชนป่าหมาก อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยื่นหนังสือต่อ วราวุธ ศิลปอาชา​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้มีการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบแปลงรวมของชุมชน เพื่อทำไร่หมุนเวียนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและอุทยานแห่งชาติกุยบุรี 

 

โดยกลุ่มกะเหรี่ยงแก่งกระจานมีข้อเรียกร้องดังนี้

 

  1. ขอให้รับรองวิถีการใช้ประโยชน์ด้วยการทำไร่หมุนเวียนของชุมชน ถือเป็นการดำรงชีพอย่างเป็นปกติธุระ

 

  1. จัดให้มีระบบการจัดการที่แน่นอนของการทำไร่หมุนเวียนในลักษณะแปลงรวม และการหารือระหว่างอุทยานกับชุมชนแต่ละพื้นที่

 

  1. ขอให้กระทรวงฯ สั่งการให้อุทยานแห่งชาติกุยบุรีและอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพิจารณาคำขอ และจัดให้มีคณะกรรมการร่วมกันระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่อุทยาน เรื่องการจัดแปลงรวมทำไร่หมุนเวียน

 

  1. เพิกถอนประกาศและระเบียบที่ตัดสิทธิราษฎรที่ตกหล่นจากการไม่ได้แจ้งสิทธิครอบครองที่ดินภายใน 240 วัน 

 

ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานกล่าวว่า วันนี้ที่มายื่นหนังสือเนื่องจากเป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แก่งกระจาน ซึ่งมีชุมชนกว่า 20 ชุมชนที่ยังทำไร่หมุนเวียน ได้รับความเดือดร้อนจาก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่ได้รับการแก้ไขใหม่ โดยเฉพาะที่บัญญัติเฉพาะกาลมาตรา 64 และมาตรา 65 ซึ่งขัดหรือไม่สอดคล้องต่อรูปแบบแปลงไร่แบบหมุนเวียนตามวิถีชุมชนที่ทำมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยการหมุนเวียนไร่ของแต่ละชุมชนที่จะพักฟื้น 5-7 ปีแล้วกลับมาทำใหม่ แต่กฎหมายดังกล่าวนั้นมีการจำกัดสิทธิ และส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในชุมชนเป็นอย่างมาก

 

ทั้งนี้ ทางกลุ่มเคยได้ยื่นหนังสือร้องเรียนกับหน่วยงานในท้องถิ่นแล้ว แต่หน่วยงานชี้แจงว่าไม่มีอำนาจจัดการ จึงทำให้ต้องเดินทางมายื่นหนังสือถึงกระทรวงฯ เพื่อให้รับรองการทำแปลงไร่ของพวกตนที่ได้ทำกันมาอย่างเนิ่นนาน วันนี้มี กุศล โชติรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สิทธิชัย เสรีส่งแสง รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าพูดคุยและรับหนังสือ

 

The post ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน 4 ชุมชน ยื่นหนังสือถึงกระทรวงทรัพยากรฯ แก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินทำไร่หมุนเวียนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูเนสโกตอบรับข้อร้องเรียนชาวบางกลอย ชะลอขึ้นทะเบียนมรดกโลกป่าแก่งกระจาน https://thestandard.co/unesco-responds-to-complaints-from-bang-kloy-residents/ Tue, 16 Mar 2021 12:55:06 +0000 https://thestandard.co/?p=465680 ยูเนสโกตอบรับข้อร้องเรียน

วันนี้ (16 มีนาคม) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม หรือ Cross Cultu […]

The post ยูเนสโกตอบรับข้อร้องเรียนชาวบางกลอย ชะลอขึ้นทะเบียนมรดกโลกป่าแก่งกระจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูเนสโกตอบรับข้อร้องเรียน

วันนี้ (16 มีนาคม) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม หรือ Cross Cultural Foundation (CrCF) เปิดเผยว่า องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ตอบรับหนังสือร้องเรียนของชาวบางกลอย กรณีชะลอพิจารณา ‘ป่าแก่งกระจาน’ เป็นมรดกโลก พร้อมแจ้งปัญหากับรัฐบาลไทย เพื่อขอให้แก้ไขก่อนพิจารณาขึ้นทะเบียนอีกครั้ง เดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้

 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้จัดแปลหนังสือร้องเรียนของชาวบ้านบางกลอย ส่งไปถึงคณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ทาง UNESCO โดยผู้อำนวยการ Mechtild Rossler ได้ตอบกลับหนังสือฉบับดังกล่าวใจความว่า

 

“ข้าพเจ้าได้รับหนังสือของท่านลงวันที่ 22 มกราคม 2564 แล้ว เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของพื้นที่ป่าแก่งกระจาน เราได้รับข้อมูลความห่วงใยในจดหมายของท่าน พร้อมกับหนังสือร้องเรียนของชาวบางกลอย (ใจแผ่นดิน) ที่แนบมาด้วยแล้ว เราได้ส่งข้อมูลต่อไปยังคณะกรรมการ IUCN คณะกรรมการที่ปรึกษาของเรา ที่มีหน้าที่ประเมินการเสนอชื่อการขึ้นทะเบียนและได้รวบรวมเป็นข้อเสนอให้กับคณะกรรมการมรดกโลกไปแล้วด้วยนั้น

 

ตามที่ท่านทราบ ขณะนี้เรามีมาตรการในการทำงานที่รัฐสมาชิกจะต้องเตรียมการในการขึ้นทะเบียนโดยสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกจัดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเราได้ส่งข้อมูลไปยังตัวแทนรัฐบาลไทย รวมทั้งแถลงการณ์ของ NGO COD และหนังสือร้องเรียนของชาวบ้านบางกลอยไปให้ทางรัฐบาลไทยพิจารณาด้วยแล้ว

 

การเสนอชื่อผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จะถูกพิจารณาอีกครั้งในการประชุมครั้งที่ 44 ในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2564 ขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจในการทำงานของคณะกรรมการมรดกโลก มา ณ โอกาสนี้”

 

#Saveบางกลอย #ชาติพันธุ์ก็คือคน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ยูเนสโกตอบรับข้อร้องเรียนชาวบางกลอย ชะลอขึ้นทะเบียนมรดกโลกป่าแก่งกระจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากกะเหรี่ยงแก่งกระจานถึงบ้านบางกลอย ‘หนึ่ง สถาพร’ อดีตนักข่าวผู้ขุดคุ้ยความลับจากป่ามาตีแผ่ https://thestandard.co/sataporn-pongpipatwattana/ Mon, 15 Mar 2021 14:12:15 +0000 https://thestandard.co/?p=465271 สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

ในปี 2554 หนึ่ง-สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา เคยเข้าไปทำข่าวใ […]

The post จากกะเหรี่ยงแก่งกระจานถึงบ้านบางกลอย ‘หนึ่ง สถาพร’ อดีตนักข่าวผู้ขุดคุ้ยความลับจากป่ามาตีแผ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

ในปี 2554 หนึ่ง-สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา เคยเข้าไปทำข่าวในพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี หลังจากได้ยินข่าวเฮลิคอปเตอร์ตก ซึ่งกลายเป็นพาดหัวใหญ่ของสื่อหลายๆ แห่ง 

 

เพียงแต่เป้าหมายของเขาไม่ได้ไปทำข่าวเหตุการณ์นั้นโดยตรง ลึกไปกว่านั้น ด้วยนิสัยและอาชีพนักข่าวสืบสวน เขาตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นมุ่งตรงไปยังแก่งกระจาน และมันได้กลายเป็นคำถามสำคัญที่นำพาเขาไปสู่เหตุการณ์ที่เป็นเสมือนหมุดหมายครั้งใหญ่ของรอบปีนั้น นั่นคือเหตุการณ์เผาหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่บางกลอย

 

การสำรวจ ขุดค้น และสืบสวนข้อเท็จจริงของสาเหตุการเผาครั้งนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้สถาพรได้เข้าไปใกล้ชิดกับชุมชนชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ รวมถึง ปู่คออี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คน ตลอดจน บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ หลานชายของปู่ที่ถูกอุ้มหายไปในปี 2557 แต่ยังทำให้เขาพบเจอกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาต้องหันหลังให้ชีวิตการเป็นนักข่าวสืบสวนในเวลานั้น

 

ผ่านมาอีกหนึ่งทศวรรษ ชื่อของกะเหรี่ยงบางกลอยซึ่งเมื่อก่อนถูกเรียกในชื่อกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในสังคมอีกหน เมื่อพวกเขาที่ครั้งหนึ่งถูกรุกไล่จากบ้านบางกลอยบน ตัดสินใจกลับขึ้นไปยังถิ่นที่อยู่และที่ทำกินอีกหน ขณะที่รัฐพยายามหาทางจัดการเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ส่วนนั้นไว้ในนามอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จนเกิดข้อถกเถียงถึงความชอบธรรมของข้อกฎหมาย ของการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ดูห่างไกลจากความเข้าใจของรัฐเสมอมา

 

และใครจะเหมาะสมในการสนทนาประเด็นนี้มากไปว่า หนึ่ง สถาพร อดีตนักข่าวที่เคยเป็นผู้จุดประกายประเด็นกะเหรี่ยงแก่งกระจานขึ้นมาเมื่อสิบปีที่แล้วอีกเล่า

 

หนึ่ง สถาพร

 

แล้วอุทยานเข้าไปทำอะไรในนั้น ก็ได้รับคำตอบว่าเขาไปขับไล่ชาวกะเหรี่ยงออกจากป่า เราเลยถามต่อว่าไล่ทำไมล่ะ เขาอยู่ในป่าแล้วไปไล่เขาออกมาทำไม เลยมารู้ว่ามันมีการขับไล่ที่ใช้วิธีการค่อนข้างรุนแรง อย่างการเผาบ้าน เผายุ้งข้าว ไปอุ้มลงมา

 

ไปทำข่าวแก่งกระจานได้อย่างไร

ตอนนั้นมันเกิดคดีเฮลิคอปเตอร์ตก แต่ว่าเราไม่อยากให้โยงกับกรณีนั้นนะ

 

ความสนใจต่างๆ ของเรามันเริ่มมาจากเหตุเฮลิคอปเตอร์รุ่นฮิวอี้ตกลำแรก มันเป็นเฮลิคอปเตอร์เก่าและมีโอกาสตกได้ เราเลยไม่สงสัยอะไร แล้วทีนี้ก็มีการส่งทีมไปค้นหาฮิวอี้ด้วยเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก แล้วก็มีการบอกกันว่าคนที่อยู่บนเครื่องฮิวอี้ลำแรกทั้ง 5 คนเสียชีวิตหมดแล้ว 

 

ดังนั้นภารกิจของทีมไปค้นหาจึงเป็นการนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาโดยใช้แบล็กฮอว์ก โดยส่งคนไปอีก 9 คนรวมทั้ง ผบ.พล.ร.9 ตอนนั้น และทหารฝีมือดีไปด้วย ทีนี้แบล็กฮอว์กหายไปจากจอเรดาร์อีก ตอนนั้นเราอยู่ Thai PBS ก็ยืนดูข่าวอยู่ที่ออฟฟิศนี่แหละ เราเป็นนักข่าวทีมเฉพาะกิจ ทำข่าวเจาะ ข่าวเชิงสืบสวน อีกหน้าที่หนึ่งคือทำข่าวม็อบ 

 

ทีนี้ตอนนั้นเราทำข่าวเรื่องบุกรุกที่สวนผึ้งของพวกนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล เลยพอรู้จักคนที่อยู่แถวๆ ราชบุรีเยอะอยู่ พอมาเกิดเหตุในพื้นที่เดียวกัน เลยพอจะมีแหล่งข่าวอยู่บ้าง เลยไปบอกหัวหน้าว่าอยากไปทำข่าวนี้ แต่ไม่ได้จะไปทำข่าวเฮลิคอปเตอร์ตกนะ แต่อยากจะรู้ว่าเฮลิคอปเตอร์ลำแรกที่เข้าไป เขาเข้าไปทำอะไรกัน เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครบอกว่าฮิวอี้ลำแรกที่ตก เขาเข้าไปทำอะไร 

 

ตอนที่ไปถึงเราก็ไม่ได้ไปอยู่ตรงวอร์รูมที่เขาจัดกำลังค้นหากัน เพราะคงไม่ได้อะไร เราเลยไปที่อื่นตามหน่วยงานในพื้นที่ ขับรถไปเลย ไปขอคุยกับเขาบอกว่าอยากรู้ว่าฮิวอี้ลำแรกเข้าไปทำอะไร เลยมาได้เรื่องว่าเขามีภารกิจในการเข้าไปรับเจ้าหน้าที่ของอุทยาน อุทยานนี้เขาใช้เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอาคนชุดหนึ่งออกมาแล้ว แต่ว่าอากาศมันปิด เลยขอกำลังสนับสนุนจากทางฝ่ายทหารเพื่อให้เข้าไปรับ ฉะนั้นทหารในเฮลิคอปเตอร์ไม่ได้เข้าไปร่วมภารกิจอะไรกับใครเขาหรอก แต่พอขอกำลังสนับสนุนมาเลยเข้าไปรับ โชคร้ายที่เฮลิคอปเตอร์ตก

 

คำถามคือ แล้วอุทยานเข้าไปทำอะไรในนั้น ก็ได้รับคำตอบว่าเขาไปขับไล่ชาวกะเหรี่ยงออกจากป่า เราเลยถามต่อว่าไล่ทำไมล่ะ เขาอยู่ในป่าแล้วไปไล่เขาออกมาทำไม เลยมารู้ว่ามันมีการขับไล่ที่ใช้วิธีการค่อนข้างรุนแรง อย่างการเผาบ้าน เผายุ้งข้าว ไปอุ้มลงมา หนึ่งในคนที่ถูกอุ้มลงมาด้วยคือปู่คออี้ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักปู่คออี้เลย แต่ทางเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเขาใช้คำว่าไปจับผู้นำทางจิตวิญญาณของเขามา

 

เราเลยรู้สึกว่ามันมีความขัดแย้งแล้ว และน่าสนใจเลยบอกเขาว่า ขอเข้าไปคุยกับเขาได้ไหม แล้วไม่รู้ยังไง เขาก็พาเราเข้าไป แล้วตอนนั้นไม่มีนักข่าวคนไหนรู้เรื่องนี้เลยนะ เราก็ไปกับเขาแหละ นั่งแค็ปรถกระบะเข้าไป พอผ่านด่านเขามะเร็ว ซึ่งเป็นด่านที่ บิลลี่ พอละจี หายตัวไปนี่แหละ เราก็ต้องหมอบเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านเห็น พอขึ้นไปฝนก็จะตก หมายความว่าอยู่นานไม่ได้ เพราะทางขึ้นบ้านบางกลอยมันผ่านลำห้วยห้าแห่ง ทีนี้ถ้าน้ำป่าลงมา น้ำจะท่วมทางและกลับไม่ได้ เลยต้องรีบไปรีบกลับแล้วไปนั่งคุยกับชาวบ้าน ซึ่ง ณ วันนี้คือจำไม่ได้เลยว่านั่งคุยกับใครบ้าง เพราะตอนนั้นยังไม่รู้จักใครเลย 

 

หนึ่ง สถาพร

 

ตอนนั้นหมู่บ้านบางกลอยเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่เหมือนทุกวันนี้นะ ดูแย่กว่าเยอะ เป็นเพิงอะไรแบบนั้นเลย

 

พอเข้าไปนั่งคุย เขาก็พูดเรื่องว่าถูกขับไล่ ถูกเผาบ้าน แล้วมีปัญหาเรื่องภาษาด้วยนะ คือมีคนที่พูดไทยได้แต่ไม่ได้คุยกันอย่างง่ายๆ ทีนี้เราบอกว่า อยากเจอผู้นำทางจิตวิญญาณของคุณ แต่พวกเขาบอกไม่อยู่ แต่เราเข้าใจว่าอยู่นะเพราะเขาจะไปไหนล่ะ เพียงแต่เขาไม่ให้เราเจอ เพราะเขาก็คงคิดว่าคุณเป็นใครล่ะ เป็นพวกไหน เขาไม่ไว้ใจด้วยนะ เพราะเขาเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านความขัดแย้งมา เราก็เข้าใจว่าเขาไม่ไว้ใจจะให้เราเจอ 

 

เราจึงได้ข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้บันทึกอะไรมาเลย เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่ได้คุยเลย ถ่ายภาพนิ่ง อินเสิร์ชอะไรเล็กๆ น้อยๆ มา แล้วกลับมายังแก่งกระจาน นั่งคิดว่าจะเขียนข่าวนี้ยังไง เพราะเราเป็นโทรทัศน์ ต้องมีภาพ เสียง บทสัมภาษณ์ แล้วในวันที่กลับมาก็เป็นวันที่เขาเจอแบล็กฮอว์กและผู้เสียชีวิต บรรยากาศอาลัยมาก โศกเศร้ากันเพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต เพื่อนเราที่เป็นช่างภาพช่อง 5 ที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นก็เสียชีวิต

 

ตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าจังหวะมันไม่ดี เพราะบรรยากาศมันอยู่ในความโศกเศร้า คนที่เสียชีวิตก็ไม่ได้เกี่ยวกับยุทธการตะนาวศรีหรือปฏิบัติการเผาบ้านขับไล่อะไร เขาเป็นแค่หน่วยสนับสนุนที่ถูกร้องขอให้ไปช่วยรับคน 

 

เราเลยลังเลและรอก่อน แต่บอกหัวหน้าแล้วว่าได้ประเด็นนี้มาแล้วแต่ไม่รู้จะออกข่าวยังไง

 

หนึ่ง สถาพร

 

ความยากคืออะไร

หนึ่งในประเด็นที่ค่อนข้างยากคือ ณ วันที่เขาเจอเฮลิคอปเตอร์ คนที่ถูกยกย่องมากคือหัวหน้าอุทยาน เป็นตัวละครในเรื่องที่ว่าไปขับไล่ชาวบ้าน หมายความว่าขณะที่คนทั้งประเทศกำลังชื่นชมคนนี้อยู่ กูจะต้องไปบอกคนว่าไอ้คนนี้มันไปเผาบ้านกะเหรี่ยงนะ แล้วเครดิตของเรากับของเขา ณ เวลานั้นมันต่างกันมาก มันคือการรบกับฮีโร่ อยู่ดีๆ จะไปบอกว่า Iron Man ชั่วมากเลย คือถ้าเป็นสมัยนี้คงมีทัวร์ลง เราเลยทำข่าวนี้แบบเงียบๆ ไปก่อน

 

แล้วอีกอย่างคือมันมีจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไปต่อไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถคอนเน็กกับปู่คออี้ได้ คุยไม่ได้ เข้าไม่ถึง จะไปนั่งคุยกับชาวบ้านมาน้ำหนักก็เบา ไม่น่าสนใจเท่าไร

 

ทีนี้ก่อนหน้านั้นเราไปค้นข้อมูลและมีเพื่อนนักข่าวในพื้นที่ที่เป็นคนราชบุรี บอกเราว่าให้ไปลองค้นหาคำว่า ‘ใจแผ่นดิน’ ในความรู้สึกเราคือเหมือนมึงพูดถึงเมืองลับแลอะไรสักอย่างเลย มันมีอยู่จริงหรือเปล่าวะ เลยไปค้นในกูเกิล ถ้าเสิร์ชวันนี้ก็จะเฉยๆ ไง แต่ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้นคือ ไม่มีใครพูดถึงคำว่าใจแผ่นดินมาก่อน แล้วอีกคำหนึ่งคือ ‘บุตรชายของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน’ ซึ่งคือ อาจารย์ป๊อด-ทัศน์กมล โอบอ้อม เราเลยคิดว่าคนนี้แหละที่จะพาเราไปคอนเน็กกับปู่คออี้ได้ มันยากมากนะที่จะหาว่าใครสักคนที่เขาไว้ใจแล้วจะพาเราเข้าไปคุย

 

หนึ่ง สถาพร

 

อะไรทำให้คุณกัดไม่ปล่อยขนาดนี้ ถ้าเป็นบางคนเจอทางตันอาจถอย ไม่ทำแล้ว

เฮ้ย มันท้าทายนะ คุณไปเจอเรื่องใหม่ แล้วด้วยเซนส์ของการเป็นนักข่าว เราคิดว่ามันคือข่าวที่เป็นประเด็นคลาสสิกระดับโลกเลยนะเอาจริงๆ มันไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อนเท่านั้นเอง แล้วเราถูกฝึกมาให้เป็นนักข่าวสืบสวน เป็น Investigative Reporters เราก็สนใจ ปกติปีหนึ่งๆ เราจะทำเรื่องใหญ่ๆ เรื่องเดียว ทำข่าวก็ทำไป แต่สักปีจะมีเรื่องหนึ่งที่เกาะ อย่างเช่นบุกรุกที่สวนผึ้ง ทำไป 40 ตอน ทำอยู่ 6 เดือนเรื่องเดียว เราเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว

 

หนึ่ง สถาพร

 

ทีนี้มันมีรายงานเรื่องยุทธการตะนาวศรีเข้าไปด้วย ขอไม่บอกว่าได้มาอย่างไรแล้วกัน แต่ในรายงานมันมีภาพเผาที่เราเห็นกันทุกวันนี้แหละ มีภาพเจ้าหน้าที่อุทยานไปยืนตรงยุ้งข้าวที่โดนไฟไหม้ อยู่บนหลังคาบ้าน มีเฮลิคอปเตอร์โรยตัวต่างๆ เราเป็นคนเผยแพร่ภาพนี้เป็นคนแรก

 

แล้วหาทางติดต่ออาจารย์ป๊อด ทัศน์กมลได้อย่างไร

โชคดีที่เขาเคยเป็นผู้สมัคร ส.ส. เคยลงการเมืองท้องถิ่น เลยพอจะหาเบอร์โทรศัพท์ไปได้ แล้วคืนนั้นก็โทรไปหาเขาเลย เขาบอกมาว่า “ผมไม่ยุ่ง ไม่เอา ไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้แล้ว” เราก็บอกว่า ถ้าอาจารย์ไม่ยุ่ง จะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้วนะ จะไม่มีใครนำเรื่องนี้มาเผยแพร่แล้วนะ แล้วที่กะเหรี่ยงถูกเผาบ้านก็ต้องหายไปเลย 

 

เถียงกันอยู่แบบนี้ 2 ชั่วโมงกว่า เราพยายามหว่านล้อมทุกอย่าง เราก็คิดว่าถ้าเขาไม่พูดก็เลิกแล้ว เพราะไม่รู้จะไปต่อยังไง จนกล่อมไปกล่อมมา จำไม่ได้ว่ากล่อมยังไงบ้าง ทีเด็ดคืออะไร เขาบอกงั้นพรุ่งนี้เจอกันที่ท่ายาง ตรงริมแม่น้ำที่ตอนนี้เป็นตลาดน้ำ เราก็นั่งคุยกัน เขาบอกว่าผมเปลี่ยนใจแล้ว จะพูด ทีนี้เนื้อหาค่อนข้างเข้มข้น ดุดันจนเรากลัวแทน มันพาดพิงหลายอย่าง แล้วภาษาที่เขาใช้ก็ค่อนข้างรุนแรง เพราะพอเขาให้ใจเขาก็มาเต็มเลย 

 

ความที่เราเป็นคนทำข่าว ทำยาวๆ เป็นซีรีส์อยู่แล้ว เราก็คิดแล้วว่าไปทีละนิดดีกว่า ค่อยๆ ปล่อย ไม่จำเป็นต้องปล่อยแรงๆ ไปทีเดียว ค่อยๆ ไต่ระดับเพื่อเซฟเขาด้วยไม่ให้อันตรายเกินไป เพราะตัวละครหลักมีคนเดียว ถ้ามันจะอันตรายเขาก็อันตรายอยู่คนเดียว ปรากฏอาจารย์ป๊อดเขาก็หงุดหงิด เขาบอกผมพูดไปแรงกว่านั้นนะ ใส่ไปเลย ผมไม่โกรธ เราก็บอกไปว่าใจเย็นๆ ค่อยๆ ไปจะดีกว่า

 

แต่ระหว่างนั้นแกก็พาเราไปเจอปู่คออี้ แต่ไม่ได้มีเราคนเดียวนะ มีเดลินิวส์ของท้องถิ่นและยังสู้เรื่องนี้อยู่จนปัจจุบัน กับอีกเจ้าคือประชาไท

 

แล้วเราไปได้รายงานของอุทยานที่ส่งให้ผู้ว่าฯ เพชรบุรี รายงานประจำเดือนว่าเดือนนี้หน่วยงานนี้ทำอะไรบ้าง ทีนี้มันมีรายงานเรื่องยุทธการตะนาวศรีเข้าไปด้วย ขอไม่บอกว่าได้มาอย่างไรแล้วกัน แต่ในรายงานมันมีภาพเผาที่เราเห็นกันทุกวันนี้แหละ มีภาพเจ้าหน้าที่อุทยานไปยืนตรงยุ้งข้าวที่โดนไฟไหม้ อยู่บนหลังคาบ้าน มีเฮลิคอปเตอร์โรยตัวต่างๆ เราเป็นคนเผยแพร่ภาพนี้เป็นคนแรก ซึ่งพอปล่อยไปอาจารย์ป๊อดก็เป็นที่รู้จัก สื่ออื่นๆ เลยเข้ามาสัมภาษณ์แกด้วย ซึ่งส่วนตัวผมว่าดี ไม่งั้นกูต้องไปสู้กับฮีโร่คนเดียว

 

หนึ่ง สถาพร

 

สิ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงในยุทธการตะนาวศรีเมื่อปี 2554 คือแรกเริ่มเดิมที การเอาเขาลงมาไม่ได้เอาเขาลงมาด้วยสมมติฐานว่า ห้ามอยู่ใจแผ่นดินหรือบางกลอยบนนะ แต่เป็นการไปกล่าวหาเขาว่าเป็นกลุ่มคนอื่น ที่ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่เป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิม 

 

ไปเจอปู่คออี้ครั้งแรก คุยอะไรกัน

ปู่นอนอยู่แล้วลุกขึ้นมาพนมมือ สักพักแกก็พูดแล้วมีคนมาแปลให้ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดคนแปลคือบิลลี่หรือไม่ก็ผู้ใหญ่บ้านนี่แหละ แกก็พูดว่าแกอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เกิด เกิดที่นั่น พ่อแม่ก็อยู่ที่นั่น โดยที่เรายังไม่ได้ถามอะไรสักคำเลย เดินเข้าไปนั่งปู่ก็ลุกขึ้นมาพูดเลย ปู่รู้อยู่แล้วว่ามึงมาถามกูเรื่องอะไร แล้วพันผ้าโพกหัว 

 

แล้วนั่นแหละที่เสียงปู่คออี้ถูกปล่อยออกมาครั้งแรก เราก็ดำเนินการต่อ เป็นเรื่องราวใหญ่โต ไปสัมภาษณ์ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เขามาคุยเรื่องเฮลิคอปเตอร์ตกที่สมาคมนักข่าว เราก็เอาภาพหลักฐานที่มีการเผาบ้านต่างๆ ไปถามให้เขาอธิบายหน่อย แล้วเผอิญมันมีประเด็นที่เขาจับ หน่อแอะ ลูกชายปู่คออี้ที่ตอนนี้พิการ แต่ตอนนั้นเขายังเดินได้ปกติ เขาโดนจับลงมาด้วยและโดนตั้งข้อหาว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งตอนนั้นข้อหาก็มีทั้งกองกำลังติดอาวุธ ทั้งชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาใหม่ คือไม่ใช่คนที่อยู่ดั้งเดิม แล้วกองกำลังติดอาวุธที่ว่าคือ มีภาพถ่ายหลักฐานเป็นภาพมีด อุปกรณ์ทำการเกษตร พวกมีดดายหญ้า เคียวเกี่ยวข้าว ปืนแก็ปกระบอกหนึ่ง จริงๆ มีสัก 9 หรือ 10 กระบอกนี่แหละ แต่ใช้ได้กระบอกเดียว ที่เหลือเสียหมด และนี่แหละกองกำลังติดอาวุธ 

 

เราก็ถามคุณชัยวัฒน์นะ แล้วเขาก็ตอบว่า จริงๆ แล้วตอนเข้าไปเจอ มีฐานปืน พานท้ายปืนอาก้า มีเยอะแยะไปหมด พอถามว่าทำไมหัวหน้าไม่ถ่ายรูปมา เขาบอกเขาสงสาร นี่พูดแบบให้ความเป็นธรรมกับเขาเลย ไม่มีความเห็นว่าถูกหรือผิด แต่ก็เสนอข่าวตามนี้ อะไรที่เป็นคำถามก็ถามให้เขาชี้แจง

 

ทีนี้เขาก็บอกว่ากะเหรี่ยงเข้าไปบุกรุกป่า เป็นกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาใหม่ และนี่แหละคือความจำเป็นที่เราต้องเริ่มพิสูจน์ว่ากะเหรี่ยงกลุ่มนี้ไม่ได้อพยพเข้ามาใหม่ 

 

สิ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงในยุทธการตะนาวศรีเมื่อปี 2554 คือแรกเริ่มเดิมที การเอาเขาลงมาไม่ได้เอาเขาลงมาด้วยสมมติฐานว่า ห้ามอยู่ใจแผ่นดินหรือบางกลอยบนนะ แต่เป็นการไปกล่าวหาเขาว่าเป็นกลุ่มคนอื่น ที่ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่เป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิม 

 

ซึ่งตอนนี้หน่วยงานรัฐไม่พูดถึงแล้วว่าตอนปี 2554 คุณตั้งข้อหาอย่างนี้นะ เราเลยต้องไปพิสูจน์กัน เริ่มมีทีมจากสภาทนายความเข้ามา มีตัวละครเยอะขึ้น แม้แต่คุณชายที่ปู่คออี้เคยเอาช้างไปถวาย เพื่อที่จะบอกว่าเป็นคนดั้งเดิม อยู่มานานแล้ว เครือข่ายกะเหรี่ยงเริ่มเข้ามามีบทบาท

 

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

 

แต่อาจารย์ป๊อดก็ยังเป็นตัวละครหลักของเรื่องอยู่นะ เมื่อข่าวมันถูกตีออกมาได้สักเกือบเดือน ก็มีงานเสวนา มีอีเวนต์ต่างๆ เขาก็ต้องเชิญอาจารย์ป๊อดไปพูด ทีนี้สิ่งที่ถูกกลั่นกรองในข่าวของเรา มันก็ไม่ถูกกลั่นกรองในงานเหล่านั้นเพราะเขาพูดสด 

 

มีวันหนึ่งเรากลับไปแก่งกระจานอีกรอบ เขาเอาปู่คออี้ลงมาเพราะตาแกเป็นต้อ พาไปหาหมอที่โรงพยาบาล บิลลี่ก็มา อาจารย์ป๊อดและทีมทนายก็มา ไปพักกันที่รีสอร์ตแก่งกระจานนั่นแหละ ก็นั่งคุยกัน อาจารย์ป๊อดบอกรูปผมติดอยู่หน้าอุทยานรูปเบ้อเร่อเลย เป็นบุคคลห้ามเข้า แล้วเขาก็บอกผมไม่กลัวหรอก

 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน เราไปทำงานที่ขอนแก่นต่อ เพื่อนอาจารย์ป๊อดโทรมาบอกว่าแกถูกยิง ตายแล้ว ผมทรุดเลย กำโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น ทรุดกับพื้น ร้องไห้ ลุกไม่ขึ้นเลย ในใจตอนนั้นคือเลิกเป็นนักข่าวแล้วดีกว่า เรารู้สึกว่าเราทำให้เขาตาย แม้เราจะบอกว่าเราสกรีนให้เขาแล้ว เซฟแล้ว แต่ก็นึกถึงไอ้ 2 ชั่วโมงที่เราไปหว่านล้อมเขาให้ออกมาพูด เราเป็นคนไปดึงเขาออกมาให้อยู่ตรงนี้ เลยรู้สึกว่าทำให้เขาตาย รู้สึกแย่มาก จะไปงานศพก็ไม่ได้ไป ไปไม่ได้เพราะโดนห้าม เนื่องจากมีข่าวว่าเราก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง แต่ก็ไม่ถูกสั่งห้ามให้ทำเรื่องนี้ต่อนะครับ 

 

เราจึงสกรีนตัวเอง เลิกทำ จิตใจเราไม่ไหว ทำต่อไม่ได้ ทนายด่าเลย เขาเป็นรุ่นน้องที่รามและสนิทกัน เขามาถามว่าทำไมไม่ทำวะ เราก็บอกว่าดูเรื่องอาจารย์ป๊อดสิ ไม่เอาแล้ว ทำต่อก็จะมีคนตายอีก เราปกป้องเขาไม่ได้ คือเราไปทำข่าว กลับมาก็เจองานออกอากาศ แต่เขาน่ะอยู่ที่นั่น อยู่ด้วยกัน จะกลับบ้านก็ต้องผ่านด่าน หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐเขารู้หมดแหละว่าใครเข้าใครออก เราเลยตัดสินใจว่าขอเป็นผู้ชมดีกว่า

 

เราหยุดเลย แล้วก็มีช่องอื่นมาทำต่อ ข่าวมันเลยไม่ได้หายไป เราก็บอกทนายว่าเชื่อสิ เดี๋ยวก็มีคนตายอีก จนมาถึงบิลลี่ในปี 2557 

 

ซึ่งตอนนั้นคุณได้เข้าไปทำข่าวไหม

ไม่เลย ไม่ได้ยุ่งเลย ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยตอนนั้น ยังคุยกับทนายอยู่เลยว่าเห็นไหม แต่แน่ล่ะ คนที่ทำข่าวเขาก็ทำหน้าที่ของเขา เพียงแต่เราก็เห็นแล้วว่าเรื่องนี้เล่นกันหนัก เล่นกันถึงตาย

 

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

 

คุณว่าอะไรทำให้มันเล่นกันหนักขนาดนี้

ลองไปหาเบื้องหลังที่มากไปกว่านั้น เช่น การที่เขาไม่อยากให้กะเหรี่ยงอยู่ในป่า มันมีอะไรมากกว่าการที่บอกว่า เขาเป็นคนบุกรุกป่าหรือเปล่า เขาไปเห็นอะไรหรือเปล่า จริงๆ แล้วการอยู่ในป่าของกะเหรี่ยงมันเป็นเหมือนแนวรั้วอย่างหนึ่ง เป็นหูเป็นตาอย่างหนึ่ง 

 

ถ้าดูประวัติศาสตร์และบทเรียนที่ผ่าน จะเห็นว่ากะเหรี่ยงอยู่ในป่า ป่ามันไม่ได้หายไปไหน แต่พอมันมีคนมาทำสัมปทานป่าไม้ ปีเดียวป่าหายเป็นพันเป็นหมื่นไร่ เราตั้งกรมอะไรขึ้นมาสักกรม จำนวนป่าก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ก็ลองคิดดู

 

เราพูดไม่ได้หรอก มันไม่มีหลักฐาน แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องแนวคิดการอนุรักษ์ที่ต่างกัน

 

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

 

เทียบกันแล้วจากเหตุการณ์นั้นจนถึงบางกลอย เห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงประเด็นที่สังคมถกเถียงบ้างไหม

ในมุมของคนที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์ เรามองว่าการอนุรักษ์ในไทยมีสองสาย เหมือนแนวคิดทางการเมืองมีขวามีซ้าย ขวานี่คือเขียวปี๋เลย คนห้ามไปแตะป่า ซึ่งสายของฝ่ายรัฐคิดแบบนี้แหละ พ.ร.บ. อุทยานฯ ก็มีกันพื้นที่ไข่แดงต่างๆ จะอยู่ได้ก็แค่โซนไข่ขาว แต่อนุรักษ์อีกสายคือฝ่ายซ้าย จะมองว่าคนอยู่กับป่าได้ คนเป็นรั้ว เป็นหูตาชั้นดี ทำหน้าที่ดูแลรักษาป่า แนวคิดนี้มันต่างกันตั้งแต่แรก เพียงแต่ว่ากฎหมายมันไปทางขวาอย่างเดียว

 

ตอนเด็กๆ เรียนหนังสือนี่มีคำว่าไร่เลื่อนลอยไหม มีนะครับ แต่ไม่มีคำว่าไร่หมุนเวียน หมายความว่าเราถูกให้ข้อมูลตั้งแต่เด็กว่าชาวเขาทำไร่เลื่อนลอยและทำลายป่า เราไม่เคยให้แนวคิด ให้ความรู้ว่าชาวเขาที่เขาดูแลรักษาป่ามันก็มี เขามีวิถีชีวิต มีภูมิปัญญา แต่เมื่อมันไม่อยู่ในหนังสือเรียน มันจะไปอยู่ในกฎหมายไหม ใช่ไหมล่ะ 

 

ชาติพันธุ์ก็เหมือนกัน ปัญหาของบางกลอยก็ไม่ต่างจากปัญหาของพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีความต่างทั้งเรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เรื่องการใช้ชีวิต ภาษา

 

เวลาเราทำข่าว ถ้าใครเคยทำข่าวเรื่องบุกรุกที่ดินโดยนายทุน มันจะมีภาพถ่ายทางอากาศตรวจสอบว่าอยู่มาก่อนมี น.ส.3 ไหมหรืออยู่มาก่อนมี ส.ค.1 หรือเปล่า โฉนดนี้ออกถูกต้องไหม วิธีในการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ทำกินคือใช้ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง เช่น ที่นี่ประกาศเขตป่าสงวนปี 2520 ใช้ภาพถ่ายทางอากาศปี 2518-2519 ดูว่าก่อนที่จะประกาศเขตป่าสงวนหรือป่าอนุรักษ์ มีการทำกินอยู่ก่อนไหมในแปลงนี้ที่อ้าง ถ้ามีการทำกินอยู่ก่อนคุณก็ได้สิทธิ์นั้นไป ออก ส.ค.1 ให้ได้ 

 

วิธีการอ่านคือแปลงนี้มีที่นาไหม มีสวนไหม ถ้ามีแล้วมองจากอากาศลงมาจะเห็นปลูกพืชเป็นแถวเป็นแนวเส้นตรง ดูว่ามีหลังคาบ้าน มีบ่อน้ำไหม ถ้ามีแสดงว่าอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์

 

แต่ทีนี้คุณใช้กฎหมายนี้กับไร่หมุนเวียนไม่ได้ เพราะเขาย้ายที่ไปเรื่อยๆ ทุก 7 ปี วนไป นอกจากนั้นไร่หมุนเวียนยังไม่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว หว่านลงไปเลย มันจึงไม่มีสวนไม่มีแนว กฎหมายมันก็ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนกะเหรี่ยง และจะเถียงกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถามว่าทำไมต้องเถียงกันไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่มีในกฎหมายไง เจ้าหน้าที่รับก็บอกว่ากันตามกฎหมาย แล้วมันจะไปอยู่ในกฎหมายได้ยังไง ก็ในหนังสือเรียนมันยังไม่มีเลย คนกะเหรี่ยงไม่อยู่ในตำราเรียนไทย นับเป็นคนไทยในนิยามของกระทรวงศึกษาหรือเปล่ายังไม่รู้เลย

 

ชาติพันธุ์ก็เหมือนกัน ปัญหาของบางกลอยก็ไม่ต่างจากปัญหาของพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีความต่างทั้งเรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เรื่องการใช้ชีวิต ภาษา แต่สามจังหวัดภาคใต้เขาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ เขาเป็นสามจังหวัด มีคนจำนวนมาก แต่กะเหรี่ยงอยู่กระจัดกระจายไป ไม่ได้รวมกลุ่ม แล้วอยู่ตามแนวชายแดนไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือเสียงเบามากเนื่องจากว่าเขาอยู่อย่างเจียมตัวมาตลอด 

 

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

 

มองว่าบางกลอยจะลงเอยแบบไหน จะหายไปเงียบๆ ไหม

ไม่อยากวิจารณ์เลย แต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการจัดการเรื่ององค์ความรู้ให้เป็นที่ประจักษ์ อาจสำคัญกว่าการที่เราต้องมานั่งเถียงกันเวลานี้ว่า ตกลงจะให้กลับขึ้นไปเลยไหม เช่น ทำให้ไร่หมุนเวียนเป็นที่ยอมรับ มันเป็นองค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นวิธีทำการเกษตรที่ดีที่สุดนั้นกางออกมาสู่เวทีวิชาการ ว่าภูมิปัญญาเป็นอย่างไร พอเป็นที่ยอมรับ ก็แปลว่าถ้าทำไร่หมุนเวียนตามทางนี้ก็ดีใช่ไหม 

 

ทำไมปู่ต้องอยากกลับไปอยู่ใจแผ่นดิน เพราะเขากลัวว่าอยู่ข้างล่างไปนานๆ ลูกหลานจะลืมเลือนเรื่องพวกนี้ไปทั้งหมด ต้องไปเป็นแรงงานในเมือง จะลืมวิถีชีวิตดั้งเดิม ลืมความเป็นคนกะเหรี่ยง 

 

แล้วกะเหรี่ยงมีอะไรมากกว่าไร่หมุนเวียน เช่น ถ้าคุณอยู่กับกะเหรี่ยงคุณจะรู้จักกับป่าสายสะดือ เด็กที่เกิดใหม่ เขาจะเอาเด็กไปผูกกับกับป่า เหมือนผูกจิตเป็นพี่น้องกัน ป่านี้เขาก็จะไม่ตัด ป่าช้าเป็นที่ฝังศพบรรพบุรุษก็จะไม่ตัด และนี่คือการรักษาป่า เคารพธรรมชาติของเขา หรือไปศึกษาที่งานศพของปู่คออี้ก็ได้ เป็นตัวจุดประกายให้เรากลับมาทำเรื่องนี้ใหม่เลย เพราะในงานศพนั้นการจะนำร่างปู่คออี้จากแก่งกระจานขึ้นไปที่บ้านบางกลอยล่าง ข้ามแม่น้ำทุกสายต้องลากสายสิญจน์ บอกแม่น้ำ บอกลำธาร บอกธรรมชาติว่าจะพาคนตายข้ามแม่น้ำ เขามีวิถีชีวิตที่เคารพธรรมชาติมาก ตั้งแต่ก่อนเกิด 

 

เขาจะบอกกันว่ากะเหรี่ยงเกิดจากต้นไม้ แล้วตอนตายก็กลับไปสู่ธรรมชาติ โลกหลังความตายก็มีว่าบรรพบุรุษจะไปรอตรงป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณธัญญาหาร นี่คือสิ่งที่ปู่คออี้ห่วงแหน 

 

ทำไมปู่ต้องอยากกลับไปอยู่ใจแผ่นดิน เพราะเขากลัวว่าอยู่ข้างล่างไปนานๆ ลูกหลานจะลืมเลือนเรื่องพวกนี้ไปทั้งหมด ต้องไปเป็นแรงงานในเมือง จะลืมวิถีชีวิตดั้งเดิม ลืมความเป็นคนกะเหรี่ยง 

 

10 ปีที่แล้วผมทำข่าวนี้ไปไม่มีใครสนใจผมเลย มีกลุ่มเล็กๆ มาสนใจ ข่าวก็ไม่มีเรตติ้ง ทำข่าวแบบนี้มันทำใจอยู่แล้ว คุณไม่มีทางเอาชนะการแข่งขันทางธุรกิจได้หรอก

 

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

 

10 ปีที่ผ่านมา เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

บิลลี่ตาย อาจารย์ป๊อดตาย ปู่คออี้ตาย (ถอนหายใจ)

 

ถ้ามองในมุมที่ดี การเคลื่อนไหวต่างๆ ทำให้คนหันมาสนใจ 10 ปีที่แล้วผมทำข่าวนี้ไปไม่มีใครสนใจผมเลย มีกลุ่มเล็กๆ มาสนใจ ข่าวก็ไม่มีเรตติ้ง ทำข่าวแบบนี้มันทำใจอยู่แล้ว คุณไม่มีทางเอาชนะการแข่งขันทางธุรกิจได้หรอก มันก็ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ 10 ปีที่แล้วกะเหรี่ยงไม่ได้ถูกสนใจจากคนส่วนใหญ่ ระหว่างเฮลิคอปเตอร์ตกกับกะเหรี่ยงถูกเผาบ้าน คนสนใจข่าวเฮลิคอปเตอร์ตก เด็กติดถ้ำ 13 คน มีแต่คนสนใจเต็มที่เลย แต่กะเหรี่ยงถูกเผาบ้านไม่มีใครสนใจ แต่พอเราบอกว่าปู่คออี้เป็นเหมือนคานธีแห่งกะเหรี่ยงเลยนะ คนถึงได้สนใจเรื่องนี้

 

แต่ปัจจุบัน น้องชายผมเป็นเด็กในเมือง วัยรุ่นโตในเมือง มันแชร์ #Saveบางกลอย ทุกข่าวเลย ไม่รู้แชร์เพราะพี่มันเขียนหรือแชร์เพราะมันอิน แต่อย่างน้อยการเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ทำให้คนหันมาเห็น 

 

อย่างน้อยคำว่าสิทธิมนุษยชน การมองว่าคนเหล่านี้ก็เป็นคนที่ควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครองดูแลและสวัสดิการเหมือนกับเรา ไม่ใช่จะไปเผาบ้านเขาเมื่อไรก็ได้ ไม่ใช่จะไปอุ้มเขาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ หรือจับเขาโกนหัวเมื่อไรก็ได้ 

 

ทำไมป่าแอมะซอนที่มีชนเผ่าเต็มไปหมด ทำไมยังเป็นมรดกโลกได้ ไม่เห็นเขาต้องไล่คนออกจากป่าเลย และถือเป็นจุดขาย เป็นสิ่งดีด้วยซ้ำไปที่มีคนดั้งเดิมอยู่

 

เมื่อก่อนถ้ามีการตัดไม้แล้วไปจับคนตัดไม้ในป่า ใครไม่รู้ไปปลูกไร่ฝิ่นไร่กัญชา ก็พานักข่าวไปถ่ายรูปแล้วบอกฝีมือกะเหรี่ยงหรือชาวเขา 

 

ผมถามง่ายๆ ว่า ถ้ามึงไม่อนุญาตหรือสั่งให้เขาทำ เขาจะทำเหรอ พวกเขาอยู่อย่างเจียมตัวจะตายอยู่แล้ว ช้างตายสักตัวก็โทษกะเหรี่ยง ผมไม่เชื่อนะว่ากะเหรี่ยงกล้ายิงช้าง เขากลัวจะตาย คือมันอาจมีคนไม่ดีก็ได้ ทุกชนชาติมันมีคนดีไม่ดีเหมือนกันหมด แต่คุณด่าคนไม่ดีก็ถามสิว่าชื่ออะไร ไม่ใช่ไปถามว่า เชื้อชาติอะไร มันไม่เกี่ยวว่าเขาเชื้อชาติอะไร 

 

นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าอย่างน้อยผ่านไป 10 ปี มันเป็นโอกาสที่เราน่าจะชวนภาครัฐมาคุยเรื่องไร่หมุนเวียน เรื่องภูมิปัญญากะเหรี่ยงไหม คนอยู่กับป่า การต่อสู้เรื่องกฎหมายป่าชุมชน สู้มา 30 กว่าปีสุดท้ายได้ พ.ร.บ. ง่อยๆ มาฉบับหนึ่ง คนก็ยังอยู่ในป่าแบบดีๆ ไม่ได้อยู่ดี หรือเรื่องมรดกโลก 

 

ทำไมป่าแอมะซอนที่มีชนเผ่าเต็มไปหมด ทำไมยังเป็นมรดกโลกได้ ไม่เห็นเขาต้องไล่คนออกจากป่าเลย และถือเป็นจุดขาย เป็นสิ่งดีด้วยซ้ำไปที่มีคนดั้งเดิมอยู่

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post จากกะเหรี่ยงแก่งกระจานถึงบ้านบางกลอย ‘หนึ่ง สถาพร’ อดีตนักข่าวผู้ขุดคุ้ยความลับจากป่ามาตีแผ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิทธิชนพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง สิ่งที่ควรตระหนักก่อนแก่งกระจานจะเป็นมรดกโลก https://thestandard.co/karen-indigenous-rights-becomes-a-world-heritage-site/ Wed, 24 Feb 2021 05:01:42 +0000 https://thestandard.co/?p=458779 ชาวกะเหรี่ยงชายหญิงเมื่อคราวมารับเสด็จรัชกาลที่ 7 ถ่ายภาพเมื่อปี 2469 ที่เชียงใหม่ (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

การเคารพสิทธิชนพื้นเมืองถือเป็นเรื่องสำคัญมากในสากลโลก […]

The post สิทธิชนพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง สิ่งที่ควรตระหนักก่อนแก่งกระจานจะเป็นมรดกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวกะเหรี่ยงชายหญิงเมื่อคราวมารับเสด็จรัชกาลที่ 7 ถ่ายภาพเมื่อปี 2469 ที่เชียงใหม่ (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

การเคารพสิทธิชนพื้นเมืองถือเป็นเรื่องสำคัญมากในสากลโลก Amnesty International ระบุว่าชนพื้นเมืองมีสิทธิอาศัยอยู่ในที่ดินดั้งเดิมของพวกเขา รัฐหรือใครก็ตามไม่มีสิทธิ์ไล่พวกเขาออกจากที่ดินด้วยการใช้กำลัง แต่รัฐบาลต้องตระหนักและปกป้องพวกเขา 

 

ในคำประกาศขององค์การสหประชาชาติในเรื่องสิทธิของชนพื้นเมือง (Rights of Indigenous Peoples) มาตราที่ 25 ได้ระบุว่าชนพื้นเมืองมีสิทธิ์ในการเก็บรักษาและดำรงความสัมพันธ์กับที่ดิน น้ำ และทรัพยากรต่างๆ ของพวกเขาเช่นกัน

 

คู่มือภาคสนามของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมืองได้ชี้ให้เห็นว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิ์ที่จะอนุรักษ์ ปกป้องสิ่งแวดล้อมและศักยภาพทางการผลิตของที่ดิน เขตแดน และทรัพยากรของตน พวกเขายังสามารถกาหนดและพัฒนาการจัดลำดับความสำคัญและยุทธศาสตร์การใช้ที่ดินหรือเขตแดนและทรัพยากรตามที่พวกเขาต้องการเพื่อการพัฒนาของเขาเอง” 

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยนั้นกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากหลักการข้างต้น

 

ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยและใจแผ่นดินถูกย้ายให้ออกจากหมู่บ้านเดิมที่อยู่ในเขตแก่งกระจานในปี 2539 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในปี 2524 โดยรัฐให้ไปอยู่ยังบ้านบางกลอยล่างที่จัดสรรไว้ แต่โชคร้ายที่ดินทุรกันดารมาก ไม่อุดมสมบูรณ์ แถมยังไม่ได้รับการเหลียวแลจัดการที่ดินตามที่ได้สัญญาเอาไว้ด้วย ซึ่งนี่เองเป็นเหตุให้ชาวบ้านเริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าป่าตามเดิม

 

ต่อมาในปี 2554 ชาวบ้านบางกลอยและใจแผ่นดินที่อพยพกลับไปได้ถูกไล่รื้อเผาทำลายโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เพื่อหวังให้คนพวกนี้ออกไปจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอย่างเด็ดขาด บิลลี่ หลานปู่คออี้ เรียกร้องความเป็นธรรมจนถูกอุ้มฆ่า เป็นอาชญากรรมโดยรัฐ 

 

จนล่าสุดเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้กดดันชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยอีกครั้ง เพราะมีชาวบ้านบางกลอยล่างจำนวนหนึ่งเดินทางกลับไปที่ใจแผ่นดินเพื่อหนีความแร้นแค้นและเหตุผลในเชิงวัฒนธรรมความเชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เงียบในสื่อหลัก แต่ปรากฏอยู่ทั่วไปในกลุ่มของชาวกะเหรี่ยงและเครือข่ายของนักสิทธิมนุษยชนที่สนใจเรื่องนี้ 

 

รากเหง้าของปัญหาจากอุทยานฯ นี้เป็นผลมาจากการไม่เคารพสิทธิชนพื้นเมือง เพียงหวังจะแยกคนออกจากป่าเพื่อให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกโลกให้ได้ วิธีคิดและแนวปฏิบัติเช่นนี้เป็นผลมาจากการมีอุดมคติ (Ideology) โบราณคร่ำครึที่มองว่าชนพื้นเมือง หรือที่ในภาษาทางการเก่าเรียกว่า ‘ชาวเขา’ เป็นพวกตัดไม้ทำลายป่า ทำลายต้นน้ำลำธาร และทำให้สัตว์สูญพันธุ์ ทั้งๆ ที่ตัวการอันร้ายกาจมาจากนายทุน บริษัทป่าไม้ นายพรานเสือดำ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญคือการพิจารณาคนเหล่านี้เป็นคนอื่น เพิ่งอพยพมาใหม่ ไม่ใช่ไทย จึงไม่มีสิทธิ์ต่อการอยู่อาศัยในที่ดินดั้งเดิมของพวกเขา

 

มายาคติต่อชนพื้นเมืองเช่นนี้เกิดขึ้นมายาวนานเกินกึ่งศตวรรษ ฝังในหัว ปนเปไปกับความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จึงเกิดความคิดในเชิงลบต่อพวกเขามากมาย แก้ยาก แต่แก้ได้ ถ้าพยายามเข้าใจ พูดคุย เจรจา และประนีประนอมหาทางออกร่วมกัน

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน รายการ องศาเหนือ ได้นำเสนอสารคดีสั้นเกี่ยวกับชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย มันแสดงชัดว่าพวกเขาอยู่อาศัยบริเวณดังกล่าวมาร่วมร้อยปี หรือก่อนหน้านี้ในแผนที่ใจแผ่นดินของทางการระบุชื่อของใจแผ่นดินมาตั้งแต่ปี 2454 แล้ว หรือประมาณสมัยรัชกาลที่ 6 

 

อีกทั้งเมื่อลงไปสำรวจในพื้นที่ ชาวบ้านหลายคนยังคงจำตำแหน่งบ้านของตนเองได้ มีต้นไม้ที่มีอายุนับร้อยปีหรือหลายสิบปีขึ้นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นต้นทุเรียน มะม่วง หมาก ทั้งหมดเป็นพืชต่างถิ่น ถ้าคนไม่เอามาปลูกก็ไม่มีทางขึ้นได้ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้เป็นที่ดินดั้งเดิมของพวกเขาที่อยู่อาศัยกันมาก่อนการเกิดขึ้นของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และต้องก่อนปี 2454 อย่างแน่นอน 

 

ในเอกสารชื่อว่า เรียนรู้จากการซ่อมสร้างชุมชนกะเหรี่ยงางกลอย เขียนโดย สดานุ สุขเกษม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้ให้ข้อมูลว่าบ้านบางกลอยมีชื่อในภาษากะเหรี่ยงว่า ‘คลี้เหลาะ’ (Kleh looj) แปลว่าห้วยบางกลอย เนื่องจากทั้งสองลำน้ำมีเถาว์ของต้นกลอยขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นสาขาหนึ่งของต้นน้ำเพชรบุรี พื้นที่นี้ดั้งเดิมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ บางกลอยบน และใจแผ่นดิน บิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ ผู้ล่วงลับได้บันทึกไว้ว่า นานมาแล้วในสมัยที่มีสงครามระหว่างไทยกับพม่า กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนต้องหลบเร้นอยู่ในป่า มีกะเหรี่ยงบางคนหนีสงครามจนไปพบกับห้วยที่มีหัวกลอยขนาดเท่าสามคนโอบ หลังจากที่เขากินเข้าไปจึงหายตัวได้ และรอดชีวิตจากสายตาของพวกทหารพม่า

 

เราไม่ทราบได้ว่าเหตุการณ์สงครามระหว่างไทยกับพม่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่ต้องก่อนหน้าตั้งบ้านบางกลอย อาจเป็นสงครามเก้าทัพในสมัยรัชกาลที่ 1 หรืออาจเป็นสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อยู่กันมานาน บ้านบางกลอยถูกเลือกเพราะพ้นเส้นทางทัพ และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารคือกลอย 

 

ในขณะที่พื้นที่ใจแผ่นดินมีชื่อในภาษากะเหรี่ยงว่า ‘กื้อจื้อคุ’ หมายถึงหัวภูเขาหรือบนยอดภูเขา ส่วนชื่อใจแผ่นดินนี้มาทีหลังและเรียกโดยคนไทยที่หลงป่า ทองดี ชายา เล่าว่านานมาแล้ว (ก่อนปี 2454) มีกลุ่มคนไทยเข้ามาที่กื้อจื้อคุแล้วหลงทางมาเจอตาทวดพื้อลึกอเข้า จึงช่วยเหลือโดยพามานอนและให้ข้าวกิน คนไทยกลุ่มนี้จึงเรียกตาทวดนั้นว่า ‘ใจแผ่นดิน’ และเขียนบันทึกแจ้งชื่อของพื้นที่นี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเรียกว่า ‘ใจแผ่นดิน’ ในภาษาไทยแต่นั้นมา 

 

กะเหรี่ยงเป็นใครมาจากไหน ความรู้เชิงประวัติศาสตร์นี้อาจช่วยทำให้ตระหนักถึงความสำคัญและสิทธิของพวกเขามากขึ้น ข้อมูลจากนี้ผมตัดตอนบางส่วนมาจากหนังสือที่ผมกำลังทำชื่อว่า พลเมืองสยาม: ประวัติศาสตร์จากภาพถ่ายชาติพันธุ์ในยุคการล่าอาณานิคม พิมพ์กับสำนักพิมพ์สยาม เรเนซองส์ เป็นหนังสือที่นำเสนอภาพถ่ายเก่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาของกลุ่มชน ดังนี้ 

 

กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ (สกอว์) อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาหลายร้อยปี และอาจอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาพร้อมกับกลุ่มคนไทหรือก่อนไทเสียอีก อีริก ไซเดนฟาเดน ได้เขียนไว้ว่า “ภูมิลำเนาของพวกกะเหรี่ยงอยู่นอกราชอาณาเขตสยาม แถวรัฐฉานทางภาคใต้ และอยู่ทางใต้ของพม่าอีกพวกหนึ่ง แต่มีพวกกะเหรี่ยงอีกมากที่อยู่เรียงรายตามชายแดนสยาม ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย ลงไปจนถึงจังหวัดเพชรบุรี และที่จังหวัดลำพูนก็มีพวกกะเหรี่ยงด้วย การที่พวกกะเหรี่ยงตั้งกระจัดกระจายรวมอยู่กับชนหมู่อื่นในแหลมอินโดจีนนี้เป็นปัญหาของนักมานุษยวิทยามานานแล้วว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้” (คารร์ และไซเดนฟาเดน 2515:104-105) 

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้ไซเดนฟาเดนพยายามสันนิษฐานว่า “กะเหรี่ยง…อพยพมาจากทางเหนือสู่ดินแดนพม่าและทางภาคตะวันตกของประเทศไทย กำหนดเวลาที่พวกนี้อพยพมานั้นไม่ทราบแน่นอน แต่ต้องภายหลังการอพยพของชนตระกูลมอญ-เขมรแน่ และอาจจะก่อนที่ไทยจะอพยพมาจากทางเหนือ มีนักค้นคว้าบางคนให้ความเห็นว่าพวกไทยนั้นอพยพมาก่อนพวกพม่า” (คารร์ และไซเดนฟาเดน 2515:104-105)

 

ภาพหมู่ของกะเหรี่ยงชายหญิง คาดว่าเป็นปกาเกอะญอ (สะกอ)
ถ่ายภาพเมื่อปี 2469 ที่เชียงใหม่ (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

แม้ว่านักวิชาการหลายคนในปัจจุบันเห็นพ้องว่ากะเหรี่ยงไม่ได้มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาอยู่มาช้านานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์พม่าและไทที่อพยพเข้ามายังดินแดนแถบนี้ โรนัล เรนาร์ด เสนอว่าชาวกะเหรี่ยงน่าจะเคลื่อนย้ายมุ่งสู่ทิศใต้ผ่านทางแม่น้ำโขง สาละวิน และอิระวดี ในลักษณะที่เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมานานหลายศตวรรษ และเหตุผลสำคัญหนึ่งของการเคลื่อนย้ายก็อาจเพราะการอพยพเข้ามาของคนไทที่ผลักดันให้ชาวกะเหรี่ยงค่อยๆ ขยับร่นลงใต้ 

 

ในขณะที่หลักฐานที่กล่าวถึงกะเหรี่ยงในเอกสารไทย เช่น ตำนาน พงศาวดารต่างๆ ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 22 นั้นไม่ปรากฏให้เห็น แสดงว่าพวกเขาอยู่ในเขตพม่ามาก่อน ก่อนจะเคลื่อนย้ายมาในเขตเทือกเขาตะนาวศรีฝั่งไทยช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมา โรนัล เรนาร์ด เสนอว่ากะเหรี่ยงน่าจะเริ่มปรากฏมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 ดังปรากฏในเหตุการณ์การยกทัพกลับสู่อยุธยาของสมเด็จพระนารายณ์ในปี 2204 หลังขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ และระหว่างทางก็ได้ผ่านเมืองตามแม่น้ำปิง หนึ่งในเมืองที่น่าจะเป็นเมืองกะเหรี่ยงคือเมืองอินทคีรี ซึ่งสันนิษฐานโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่าเป็นเมืองแม่ระมาดในปัจจุบัน (เรนาร์ด 1980: 56) 

 

ในหนังสือ สมุดราชบุรี ได้กล่าวถึง “พวกเกรี่ยง, กร่าง” (กะเหรี่ยง) ในเขตเพชรบุรี-ราชบุรี-กาญจนบุรีไว้ว่า “ชนพวกนี้อยู่ตามภูเขาที่ต่อแดนระหว่างพระราชอาณาจักร์สยามกับเขตต์พม่า” และถือเป็น ‘พลเมืองพิเศษ’ โดย “เกรี่ยง เมื่อแรกจะเข้ามาอยู่ในอำเภอวังกะ [อำเภอสังขละ] ประเทศสยามนั้น เดิมทีอยู่ที่บ้านเมกะวะ เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า ได้ชักชวนพากันเข้ามาชั้นแรกประมาณ 100 คนเศษ มาตั้งทำมาหากินอยู่ที่ห้วยช่องกะเลีย เรียกว่าบ้านทุพ่องอยู่จนทุกวันนี้ ไม่มีชาติอื่นปน เข้ามาอยู่กันเองโดยมิได้มีการบีบคั้นกดขี่จากประเทศใดไม่ 

 

“ภายหลังก็มีพวกเกรี่ยงบ้านเมกะวะนั้นเองพากันยกตามเข้ามาเสมอ เที่ยวแยกย้ายกันอยู่ตามหุบห้วยหุบเขา ไม่เคยถูกเกณฑ์ในการสงคราม แรกเข้ามาจนทุกวันนี้ได้ประมาณ 150 ปี ภายหลังมีพวกเกรี่ยงมากขึ้น ในหัวหน้าของพวกเกรี่ยงก็พากันลงไปหาเจ้านายที่จังหวัดกาญจน์บุรี เพื่อขอตั้งให้มีเจ้านายปกครอง 

 

“ตอนนี้จึงได้ตั้งพวกเกรี่ยงที่เปนหัวหน้าเจ้าเมือง เรียกว่าเมืองสังขละบุรี ชนชาติเกรี่ยงเปนเจ้าเมือง เปนที่พระยาศรีสุวรรณคีรี (ภูวะโพ่)” โดยกำหนดว่าทุก 3 ปีจะต้องลงไปถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่กาญจนบุรี พร้อมนำเครื่องบรรณาการ ได้แก่ ผ้าทอสีขาวและสีแดงที่ทำเอง 30 ผืน เรียกว่า ‘ผ้าเสมียนละว้า’ ดอกไม้เงิน 2 ต้น และเครื่องยาของป่าต่างๆ ไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ทำมาจนถึงปี 2467 เมื่อเจ้าเมืองถึงความชราจึงได้ลาออก (สมุดราชบุรี 2468: 23-25) 

 

หญิงชราชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

 

ถ้าคำนวณอายุการเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานของ ‘ชาวเกรี่ยง’ หรือ ‘กะเหรี่ยง’ ที่กาญจนบุรีก็จะตกอยู่ราวปี 2318 หรือหลังการเสียกรุงครั้งที่สอง ซึ่งเป็นไปได้ว่าผลกระทบจากสงครามเสียกรุงนี้ทำให้ทางการสยามยินดีที่มีประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐาน จึงยกพื้นที่ดังกล่าวเป็นเมือง และตั้งชาวกะเหรี่ยงให้เป็นเจ้าเมืองด้วย 

 

ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการป้องกันชายพระราชอาณาเขตด้านทิศตะวันตก ดังเห็นได้จากช่วงปี 2317-2336 และปี 2367 ได้มอบหมายให้ลาดตระเวนแนวชายแดนของเมืองราชบุรี อุ้มผาง ตาก และกาญจนบุรี (วุฒิ บุญเลิศ 2550: 34) 

 

ถ้าสรุปโดยรวบรัด ชาวกะเหรี่ยงในเขตเทือกเขาตะวันตกนี้พบว่ามีการตั้งถิ่นฐานมานานแล้วก่อนปี 2317 เป็นแน่ โดยอยู่ภายใต้การรับรู้ของรัฐไทยทั้งในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์แล้ว  

 

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี กำลังแสดงการละเล่นด้วยการเต้นรำ ชายสองคนด้านข้างเป่าแคน (ปี่บ่า) ผู้หญิง 2 คนตีกลอง และผู้หญิงคนกลางน่าจะตีฉาบ ผู้ชายที่เต้นรำสวมเครื่องแต่งกายที่ต่างไปจากกะเหรี่ยงทั่วไป คือสวมเสื้อแขนยาว นุ่งโจงกระเบน และคาดผ้าสไบ ซึ่งเป็นชุดที่รับมาจากชาวสยามและคงแต่งเพื่อการแสดง (สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

ชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี กำลังแสดงการละเล่นด้วยการเต้นรำ ชายสองคนด้านข้างเป่าแคน (ปี่บ่า) ผู้หญิง 2 คนตีกลอง และผู้หญิงคนกลางน่าจะตีฉาบ ผู้ชายที่เต้นรำสวมเครื่องแต่งกายที่ต่างไปจากกะเหรี่ยงทั่วไป คือสวมเสื้อแขนยาว นุ่งโจงกระเบน และคาดผ้าสไบ ซึ่งเป็นชุดที่รับมาจากชาวสยามและคงแต่งเพื่อการแสดง
(สมุดราชบุรี 2468: ไม่ระบุเลขหน้า)

 

ในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 11-18 พฤศจิกายน ร.ศ. 127 (ปี 2451) จัด ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ชาวกะเหรี่ยงจากเชียงใหม่ก็ได้ไปเดินขบวนต่อหน้าพระที่นั่งเช่นกัน พร้อมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น อาข่า เมี่ยน (เย้า) ลัวะ เป็นต้น 

 

เช่นเดียวกันกับในจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ที่รัชกาลที่ 7 เสด็จไปยังเชียงใหม่เมื่อปี 2469 ระบุว่าชาวกะเหรี่ยงได้เดินขบวนและเข้าเฝ้าพระองค์ด้วย โดยในขบวนแห่ได้ทำ “รถภาพทำเป็นรูปยางแบกข้องผี” 

 

พิธีข้องผีนี้ ถ้าเป็นปกาเกอะญอเรียกว่า ‘บื้อต้าซ๊ะ’ ถ้าเป็นโพล่งเรียกว่า ‘บือฉะมื้อฮา’ คือพิธีการสะเดาะเคราะห์ยามเมื่อเจ็บป่วยของชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ โดยหมอผีจะทำพิธีตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน แต่ก่อนจะใช้ข้องแล้วเอาผ้าขาวหรือผ้าแดงปิดที่ปากข้องและเจาะรูที่ผ้า ส่วนตูดก็เจาะรูเช่นกัน แล้วมีเครื่องเซ่นสังเวยที่ขาดไม่ได้คือไก่และเหล้า เมื่อเจ้าพิธีมาถึงก็จะทำพิธีโดยเก็บเอาเศษดิน ก้อนกรวด หิน หรืออะไรที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นขว้างเอาไปในข้องดันให้ทะลุออกอีกฝั่งหนึ่ง ถือเป็นการไล่เคราะห์ภัยหรือสิ่งไม่ดีให้ออกไป ปัจจุบันจะสานไม้ไผ่ทำเป็นวงเป็นเชิงสัญลักษณ์เลียนแบบข้องแทน เพราะข้องจริงๆ หายากขึ้นมาก (สัมภาษณ์ พระกล้าหาญ อาสโภ 2563)

 

ผู้หญิงและผู้ชายขาวกะเหรี่ยงจากเชียงใหม่ที่เดินขบวนหน้าพระที่นั่งสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพ: Döhring 1999: 114, Pl.52)

ผู้หญิงและผู้ชายขาวกะเหรี่ยงจากเชียงใหม่ที่เดินขบวนหน้าพระที่นั่งสมัยรัชกาลที่ 5
(ภาพ: Döhring 1999: 114, Pl.52)

 

กระบวนรถภาพของชาวยาง (กะเหรี่ยง) ที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2469 (ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: ภ. 003 หวญ. 19-15 (6))

กระบวนรถภาพของชาวยาง (กะเหรี่ยง) ที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2469
(ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: ภ. 003 หวญ. 19-15 (6))

 

สรุป ชาวกะเหรี่ยงนั้นอยู่ในไทยมานานแล้วหลายร้อยปี ไม่ใช่คนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ รัฐสยามนั้นก็ยอมรับการมีตัวตนของพวกเขามาช้านานแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงย่อมมีสิทธิในฐานะของชนพื้นเมืองดั้งเดิมอย่างเต็มที่ ดังเห็นได้จากข้อมูลประวัติศาสตร์ข้างต้น 

 

IO บางคนอาจค้านว่าชาวกะเหรี่ยงที่ย้ายออกมาแล้วไม่ควรมีสิทธิ์กลับไปยังใจแผ่นดินและบางกลอยเดิม การคิดเช่นนั้นคือการเบี่ยงประเด็น ขาดความเห็นใจ และละเมิดต่อสิทธิชนพื้นเมือง เพราะควรต้องมองย้อนไปว่านั่นคือบ้านของพวกเขา และเป็นบ้านที่อยู่แล้วดำรงชีพได้จริงและมีความสุข ผิดกันกับบ้านที่รัฐจัดให้ที่ไม่อยู่ไม่ได้ ไม่มีกิน และกำลังจะอดตายกัน ถ้ารัฐช่วยเหลือดี พวกเขาคงไม่ต้องดิ้นรนกลับเข้าไปอยู่กลางป่ากลางหุบเขาลึกเท่านั้นหรอกครับ 

 

กรมอุทยานฯ และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควรต้องคิดเสียใหม่ว่าจะมีแนวทางการจัดการอย่างไรที่ทำให้คน คนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของป่า อยู่ร่วมกับป่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศได้อย่างไร ความเป็นป่าจึงจะสมบูรณ์ และเป็นแนวทางการอนุรักษ์ยุคใหม่ก้าวใหม่ของกรมอุทยานฯ ต้องยึดหลักรัฐศาสตร์มากกว่านิติศาสตร์ และอย่ามัวแต่ไปซื้อเวลาในรายการทีวีบางช่องเพื่อสร้างภาพของการอนุรักษ์ป่า แต่ไม่สนใจไยดีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอีกเลย ซึ่งนั่นเท่ากับว่ากำลังสะท้อนต่อการขาดความเข้าใจต่อสิ่งที่ใหญ่กว่า คือธรรมชาติกับมนุษย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันครับ 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post สิทธิชนพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง สิ่งที่ควรตระหนักก่อนแก่งกระจานจะเป็นมรดกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปู่คออี้: มายาคติของการแยกคนออกจากป่า https://thestandard.co/ko-ee-mimee-karen-case-study/ https://thestandard.co/ko-ee-mimee-karen-case-study/#respond Fri, 05 Oct 2018 11:21:35 +0000 https://thestandard.co/?p=128833

ระหว่างที่ผมเดินเที่ยวกับชาวญัฮกุรที่ทุ่งดอกกระเจียว อุ […]

The post ปู่คออี้: มายาคติของการแยกคนออกจากป่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ระหว่างที่ผมเดินเที่ยวกับชาวญัฮกุรที่ทุ่งดอกกระเจียว อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เมื่อไม่นานมานี้ พี่พนม ซึ่งผมรู้จักมานานหลายปี ได้เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า เมื่อตอนเด็กๆ อยากมาเที่ยวทุ่งดอกกระเจียวกับเขาบ้าง ก็จะเดินตัดป่ามากับเพื่อนๆ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้า

 

เรื่องนี้ทำให้ผมตั้งคำถามว่า ทำไมคนพื้นเมืองดั้งเดิมจะต้องเสียค่าเข้าอุทยานแห่งชาติด้วย ทั้งๆ ที่พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่หากินของพวกเขา และแน่นอนว่า พวกเขาอยู่มาก่อนที่อุทยานจะตั้งขึ้นมาหลายปีนัก

 

เรื่องนี้ก็ทำให้ผมนึกไปถึงเรื่องของปู่คออี้ที่ป่าแก่งกระจาน ผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่เพิ่งเสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 107 ปี หลังผ่านการต่อสู้เรื่องสิทธิของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

 

12 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะเสียชีวิต ศาลได้ตัดสินให้ปู่คออี้ต้องออกจากผืนป่าที่ที่ปู่กิน ‘น้ำนมหยดแรก’ เพราะปู่คออี้ไม่มีเอกสารหรือหนังสือจากทางราชการยืนยันการครอบครองพื้นที่ แม้ว่าจะชนะคดีและได้รับค่าสินไหมทดแทนจากการที่รัฐสั่งเผาไล่รื้อบ้านเรือน

 

เพื่อย้อนรำลึกถึงการต่อสู้ของปู่คออี้ บทความนี้จะอธิบายมายาคติ 2 ประการว่า อะไรเป็นแรงผลักดันที่กำหนดให้ทางการไทยต้องการเอาคนออกจากป่า

 

เหตุผลแบบมายาคติที่ต้องไล่ชาวเขาออกจากป่า

ผมคิดว่า รากความคิดที่ทำให้รัฐไทยพยายามเอาคนออกจากป่ามาจากเหตุผล 2 ประการหลัก คือ เหตุผลแรก มาจากความเชื่อที่มองว่า ชนพวกอื่นที่ไม่ใช่ไทย เป็นคนที่เพิ่งอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และอีกเหตุผลคือ มีการอธิบายว่า กลุ่มคนที่อยู่ในป่า เช่น ชาวเขา เป็นต้นเหตุของการทำลายป่าไม้

 

ชนพวกอื่นที่ไม่ใช่ไทย เป็นคนที่เพิ่งอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศ

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4-5 รัฐบาลสยามต้องเผชิญกับปัญหาดินแดนกับอังกฤษและฝรั่งเศส ต้องเลือกว่า ใครจะกลายมาเป็นพลเมืองของสยาม ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีการใช้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และภาษาศาสตร์ ในการจัดจำแนกกลุ่มคนว่าใครเป็นไทย ใครไม่ใช่ไทย และใครควรจะรวมเข้ามาสู่ประเทศสยาม

 

ผลจากความคิดข้างต้น ทำให้ระยะนี้เองที่เริ่มเกิดความรู้ในการอธิบายว่า คนในล้านนา คนในอีสาน เป็นไทย ไม่ใช่ลาว – ในความหมายที่หมายถึงคนอื่นอีก – แต่เป็น ‘ไท’ หรือ ‘สยาม’ ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่อธิบายเช่นนั้น ก็อาจเป็นข้ออ้างให้ฝรั่งเศสหรืออังกฤษอ้างสิทธิเหนือดินแดนได้

 

ขณะที่กลุ่มคนอื่นที่ไม่พูดภาษาตระกูลไท ชนชั้นนำสยามได้จัดให้เป็นกลุ่มคนที่ด้อยกว่าในอารยธรรม และมีบางกรณีที่ถูกคัดเลือกว่าสมควรที่จะรวมเข้ามาอยู่ในประเทศสยามหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีไปสำรวจกลุ่มคนในเขตหลวงพระบาง ได้ประเมินว่า กลุ่มคนที่อยู่ในป่านั้นยากที่จะ ‘บำรุงเลี้ยงรักษา’ ทำให้ไม่เลือกที่จะกวาดต้อนคนพวกนี้เข้ามา (เจิม แสงชูโต, 2515)

 

ภาพถ่ายเก่าของชาวกะเหรี่ยง (กร่าง) ที่มณฑลราชบุรี ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2468 (จากหนังสือ สมุดราชบุรี)

 

กระบวนการคัดเลือกชนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ไทยนี้แหลมคมมากขึ้นในช่วงสงครามเย็น (พ.ศ. 2490-2530) เพราะมี ‘ชนกลุ่มน้อย’ อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ ลีซู เมี่ยน ซึ่งทางการไทยไม่ไว้วางใจ เพราะเกรงว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์แฝงตัวเข้ามา ประกอบกับสถานการณ์คอมมิวนิสต์รุนแรงมากขึ้นนับจาก พ.ศ. 2508

 

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทางการไทยไม่แน่ใจว่า ใครเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมหรือเพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ เพราะในสมัยก่อนระบบทะเบียนราษฎรยังไม่ดีพอ ส่งผลให้เกิดความคิดแบบเหมารวมว่า กลุ่มชาติพันธุ์เดิมในไทยเป็นผู้อพยพเข้ามาใหม่ และส่งผลถึงปัจจุบันที่บางกลุ่มไม่ได้รับสัญชาติไทยไปด้วย

 

กลุ่มคนที่อยู่ในป่า เป็นต้นเหตุของการทำลายป่าไม้

ป่าไม้ได้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงในสมัยอาณานิคม คือเมื่อร้อยกว่าปีก่อน โดยเฉพาะไม้สัก ทำให้พื้นที่ป่าที่มักอยู่ตามภูเขาและพื้นที่สูง ซึ่งเต็มไปด้วยชาวเขาที่ทำการเกษตรแบบเผาป่าเพื่อทำไร่ ถูกชนชั้นนำสยามและชาวต่างชาติ เช่น เฮอร์เบิร์ต วอริงตัน สมิธ เจ้ากรมราชโลหกิจ เมื่อ พ.ศ. 2438 มองว่า เป็นการทำเกษตรกรรมที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย “…ผลประโยชน์หรือผลผลิตที่ได้รับเป็นจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับป่าที่ถูกทำลายลงไป” (สมิธ 2544ก: 130)

 

นอกจากนี้ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ความรู้ด้านป่าไม้ยังอธิบายด้วยว่า ชาวเขา เช่น แม้ว กะเหรี่ยง เป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตแบบ ‘เร่ร่อน’ ทำให้ผืนป่าถูกทำลายไปเรื่อยๆ เป็นขนาดกว้าง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ราบ (Cupet 2000: 35; แมคคาร์ธี 2533: 19)

 

ทัศนะดังกล่าวนี้ ไม่ได้ปรากฏเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากยังพบทั่วไปตามประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า อินโดนีเซีย แนวความคิดเช่นนี้สืบทอดมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในสมัยสงครามเย็นที่ทางการไทยเข้าไปควบคุมชาวเขา และบังคับบางกลุ่มให้ออกจากพื้นที่ป่า และแน่นอนว่า ยังคงปรากฏให้เห็นเป็นมายาคติในปัจจุบันว่า ชาวเขาคือผู้ที่ทำลายป่าไม้

 

กะเหรี่ยงในกิจการทำไม้ในป่าสมัยรัชกาลที่ 6

ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

กะเหรี่ยงไม่ใช่ New Comer แต่เป็นชนดั้งเดิม

ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 70 กลุ่ม แต่ละกลุ่มล้วนมีประวัติศาสตร์ของตนเอง บางกลุ่มเป็นกลุ่มชนดั้งเดิม อยู่อาศัยมาก่อนคนไท บางกลุ่มเพิ่งจะอพยพเข้ามา ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและการเมือง

 

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมหรือมาใหม่ คนไทยก็มักไม่ค่อยรู้ประวัติความเป็นมาของพวกเขา เพราะบ้านเราไม่มีวิชาว่าด้วยประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในระบบการศึกษา ทำให้เกิดความคิดเหมารวมไปว่า ทุกกลุ่มคือคนที่อพยพมาใหม่ไปเสียหมด

 

กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลจีน-ทิเบต เป็นไปได้ว่า เริ่มเคลื่อนย้ายมาในเขตพม่าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 กอร์ดอน เฮช. ลูซ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่า อ้างว่า จารึกในระยะต้นของพม่าได้กล่าวว่า ชาวกะเหรี่ยงเป็นผู้บริจาคสิ่งต่างๆ ให้กับวัดในศาสนาพุทธ และบางครั้งก็ถูกเกณฑ์ให้เป็นข้าวัดดูแลพระด้วย

 

ชาวกะเหรี่ยงที่บ้านเมืองแพม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2547

 

แต่ด้วยความขัดแย้งกับปยูและพม่า ทำให้ชาวกะเหรี่ยงต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ในเขตภูเขาที่เป็นรอยต่อระหว่างรัฐใหญ่ในที่ราบ อีกทั้งเมื่อกลุ่มคนไท/ไต เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตประเทศพม่าและไทย ได้เบียดขับให้ชาวกะเหรี่ยงต้องค่อยๆ ขยายตัวไปเรื่อยๆ ตามแนวแม่น้ำสาละวิน และไปตามเทือกเขาถนนธงชัยตะวันตก-ตะนาวศรี (ชารล์ส คาย์ส, 2006) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ตามแนวพรมแดนไทย-พม่าเป็นหลักนั่นเอง

 

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ระบุว่า กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในเขตไทย ก่อนที่ชาวไทยจะเคลื่อนย้ายลงมาแหลมสุวรรณภูมิ แต่เป็นจำนวนเล็กน้อย และเข้ามาอยู่ภายหลังพวกลัวะ ดังปรากฏอยู่ในตำนานพระธาตุและพงศาวดารเมืองเหนือหลายฉบับ

 

อำนาจของกะเหรี่ยงเป็นที่ยำเกรงต่อราชสำนักล้านนาเป็นอย่างมาก โดยในสมัยหลัง เมื่อต้องมีการแบ่งเขตแดนในยุคต้นของสมัยราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนคือ เจ้ากาวิละ ทางล้านนาได้ตกลงเขตแดนกับเจ้าเมืองกะเหรี่ยงแดง โดยใช้แม่น้ำสาละวิน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยึดเอาเขาควายคนละข้างเป็นหลักฐานของการถือสัตย์ปฏิญาณต่อกัน (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2544)

 

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวกะเหรี่ยงมีบทบาทในอุตสาหกรรมป่าไม้อย่างมาก เพราะชำนาญป่าและเลี้ยงช้าง ในระยะนี้เองที่เอกสารไทยจะบันทึกเรื่องชาวกะเหรี่ยงมากขึ้น ในส่วนของกะเหรี่ยงในเขตกาญจนบุรีและเพชรบุรีได้รับการกล่าวถึงในหนังสือชื่อว่า สมุดราชบุรี (พ.ศ. 2468) ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงเข้ามาอยู่ในเขตนี้ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และเคยมีสถานะเป็นถึงเจ้าเมืองสังขละบุรี

 

ถึงแม้ว่าชาวกะเหรี่ยงจะอาศัยในเขตประเทศไทยมาช้านาน แต่สาเหตุที่ทำให้ทางการไทยมีท่าทีไม่ไว้วางใจ และมองว่าเป็นคนอื่นนั้น หลักๆ แล้วมาจากปัญหาในช่วงสงครามเย็น ที่รัฐบาล เช่น ในสมัยจอมพลสฤษดิ์วิตกกังวลว่า ชาวเขาจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ อีกทั้งยังเกิดความรุนแรงในเขตชายแดนด้านตะวันตกของไทยที่ติดกับรัฐกะเหรี่ยง (กะยา) เพราะต่อสู้กับพม่า เพื่อปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระ ทำให้มีกะเหรี่ยงจากพม่าจำนวนมากอพยพเข้ามาในไทย

 

จะว่าไปแล้ว ใจกลางของปัญหาเรื่องปู่คออี้ เกิดจากคอนเซปต์เรื่องที่ดินของรัฐไทย ที่อธิบายพื้นที่ป่าให้กลายเป็นสมบัติของรัฐ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิที่ดินตามจารีต (Customary Land) หรือก็คือ สิทธิในการครอบครองที่ดินที่มีมาก่อนกฎหมายของรัฐจะประกาศใช้ ประกอบกับเป็นผลมาจากมายาคติที่มองว่า ชาวกะเหรี่ยงเป็นคนอื่น เป็นผู้ทำลายป่าไม้นั่นเอง

 

ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้พยายามแยกคนออกจากป่า และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความรุนแรง ซึ่งในท้ายที่สุด ได้มีการตัดสินให้ชาวกะเหรี่ยงที่บ้านบางกลอยบนต้องออกจากป่าที่เป็นบ้านเกิดของพวกเขา ในทัศนะของผม ทั้งแนวปฏิบัติของป่าไม้และศาลจะกลายเป็นบรรทัดฐานบางอย่างในอนาคต เราคงมีป่าที่มีแต่ต้นไม้แต่ไม่มีคน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับธรรมชาติมาช้านาน

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • Cupet, Captain P. 2000.  Travels in Laos and among the Tribes of Southest Indochina.  Bangkok: White Lotus Press.
  • ชลธิรา สัตยาวัฒนา. 2546. สิทธิชุมชนท้องถิ่นพื้นเมืองดั้งเดิมล้านนา: กรณีศึกษาชุมชนลัวะ ยวน ลื้อ ปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ในจังหวัดน่าน เชียงราย และเชียงใหม่.  กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
  • ชารล์ส คาย์ส. 2006. กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย, แปลโดย คมลักษณ์ ไชยยะ. จาก: https://sopa2006.wordpress.com/ [เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559].
  • บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. 2545. ชาวเขาในไทย.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2545.
  • แมคคาร์ธี, เจมส์ (พระวิภาคภูวดล). 2533. บันทึกการสำรวจและบุกเบิกในแดนสยาม (Surveying and exploring in Siam), แปลโดย น.ท.หญิง สุมาลี วีระวงศ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร.
  • สมิธ, เฮอร์เบิร์ท วาริงตัน. 2544.  ห้าปีในสยาม, เล่ม 1. แปลและเรียบเรียงโดย เสาวลักษณ์ กีชานนท์.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2544.
  • สมุดราชบุรี. 2550. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย ด้วยความร่วมมือของสถาบันจักรวาลวิทยา.
  • สุรศักดิ์มนตรี, เจ้าพระยา, (เจิม แสง-ชูโต). 2515. ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ ภาค 5 : ว่าด้วยชาวป่าชาติต่างๆ.  ใน ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ, เล่มที่ 1. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บรรณาคาร.

The post ปู่คออี้: มายาคติของการแยกคนออกจากป่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ko-ee-mimee-karen-case-study/feed/ 0
ปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เสียชีวิตแล้วในวัย 107 ปี https://thestandard.co/karen-kaengkrachan-107-year-old-died/ https://thestandard.co/karen-kaengkrachan-107-year-old-died/#respond Fri, 05 Oct 2018 03:23:53 +0000 https://thestandard.co/?p=128419

นายโคอิ มีมิ หรือ ปู่คออี้ วัย 107 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณ […]

The post ปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เสียชีวิตแล้วในวัย 107 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

นายโคอิ มีมิ หรือ ปู่คออี้ วัย 107 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงผืนป่าแก่งกระจาน เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี เมื่อเวลา 04.14 น. ที่ผ่านมา

 

สำหรับ ปู่คออี้ เกิดเมื่อปี 2454 บริเวณต้นน้ำลำภาชี บริเวณรอยต่อของจังหวัดเพชรบุรีและราชบุรี และทำไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง บริเวณที่เรียกว่าบ้านใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยบน และเพิ่งได้รับสัญชาติไทย และไปทำบัตรประชาชนเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561

 

ในส่วนคดีความ ปู่คออี้และพวกรวม 6 คน ได้ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีเจ้าหน้าที่รื้อถอนเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยศาลพิพากษาให้กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายรายละ 50,000 บาท เมื่อเดือนมิถุนายน 2561

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เสียชีวิตแล้วในวัย 107 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/karen-kaengkrachan-107-year-old-died/feed/ 0
ปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานชนะคดี ศาลสั่งรัฐชดใช้ปมเผาไล่รื้อบ้าน https://thestandard.co/karen-kaengkrachan-win-final-verdict-on-forest-eviction/ https://thestandard.co/karen-kaengkrachan-win-final-verdict-on-forest-eviction/#respond Tue, 12 Jun 2018 09:14:30 +0000 https://thestandard.co/?p=97170

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 ปู่คออี้ และชาวบ้านบางกลอยบน ร่ว […]

The post ปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานชนะคดี ศาลสั่งรัฐชดใช้ปมเผาไล่รื้อบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 ปู่คออี้ และชาวบ้านบางกลอยบน ร่วมกับสภาทนายความ ได้ดำเนินการฟ้องร้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานที่สั่งการเผาไล่รื้อบ้านเรือนของตน

 

โดยสภาทนายความมีความเห็นว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จึงได้แจ้งดำเนินคดีทางแพ่งและปกครองให้หน่วยงานข้างต้นชดใช้ค่าเสียหายและรับผิดฐานการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยมี นายบิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ แกนนำชุมชนซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในปี 2557 เป็นพยานคนสำคัญ

 

 

ปี 2559 ศาลปกครองตัดสินกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขึ้นไปเผาบ้านเรือน ยุ้งข้าว และรื้อทำลายทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 6 คนก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติและมีการล่าสัตว์ ถือว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

 

ส่วนการรื้อถอนด้วยวิธีเผาทำลายเพิงพักและยุ้งฉาง ศาลตัดสินว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีสภาพการณ์ เพราะหากรื้อถอนไปแล้วคงเหลือวัสดุก่อสร้างไว้ที่เดิมย่อมจะทำให้ผู้กระทำความผิดนำไปใช้ในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ได้ ศาลให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดคนละ 10,000 บาท ภายใน 30 วัน  

 

แต่ปู่คออี้ ชาวบ้าน และทนายความเห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวยังมีความบกพร่อง คลาดเคลื่อน และยังวินิจฉัยไม่ครบประเด็นตามคำฟ้อง จึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว

 

 

ล่าสุดวันนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมให้แก่ นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน (ชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน) กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ เข้าดำเนินการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัยของนายโคอิกับพวก

.

เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้ประกอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ สามารถใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการที่มีความรุนแรงกระทำต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คนได้ แม้จะมีกฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม การเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินจึงทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คนต้องสูญเสียปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ถือเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิในการดำรงชีวิตและสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

 

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้กรมอุทยานฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 51,407 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 51,032 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 3 เป็นเงิน 51,407 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เป็นเงิน 45,302 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นเงิน 50,807 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 6 เป็นเงิน 51,032 บาท หากผู้ฟ้องคดีรายใดได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินกรณีนี้ไปแล้วให้หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษานี้ ทั้งนี้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

 

ส่วนการขอกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านใจแผ่นดินดังเดิม ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ปู่คออี้และพวกกลับคืนสู่สภาพเดิม โดยให้กลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมได้ เพราะปู่คออี้ไม่มีเอกสารหรือหนังสือจากทางราชการยืนยันการครอบครองพื้นที่

 

สำหรับการฟังคำพิพากษาวันนี้มี นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมุนอ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ และตัวแทนชาวกะเหรี่ยง เข้ารับฟังคำตัดสินด้วย

 

Photo: ฐิตินันท์ เสมพิพัฒน์

The post ปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานชนะคดี ศาลสั่งรัฐชดใช้ปมเผาไล่รื้อบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/karen-kaengkrachan-win-final-verdict-on-forest-eviction/feed/ 0