ชายแดนไทย-กัมพูชา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชายแดนไทย-กัมพูชา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 10 Apr 2026 02:15:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 https://thestandard.co/anuthin-thailand-foreign-policy/ Fri, 10 Apr 2026 02:15:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1196565 อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 1

นโยบายด้านการต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื […]

The post สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 1

นโยบายด้านการต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

 

 
 

โดยในการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งเสร็จสิ้น มีการระบุถึงเนื้อหานโยบายด้านการต่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายใหญ่คือการเร่งเสริมสร้างบทบาทและความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ตลอดจนมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพของไทยและรักษาสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกขั้วมหาอำนาจ ขณะที่มุ่งเน้นรักษาความมั่นคงชายแดน และป้องกันภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ

 

โดยเนื้อหานโยบายด้านการต่างประเทศในคำแถลงมีดังนี้

 

เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

 

รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่าประเทศไทย (Beyond Thailand) เพื่อแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ ยึดมั่นในระบอบพหุภาคี โดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการและค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทในการนำอาเซียนรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีพ.ศ. 2571

 

เสริมสร้างเสถียรภาพ

 

โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งและรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจในบริบทโลกหลายขั้ว กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อสร้างทางเลือกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ

 

ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ

 

รัฐบาลจะขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปีพ.ศ. 2571 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล

 

และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทย

 

ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน

 

รัฐบาลจะส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข

 

ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดย

 

  • ป้องกัน เฝ้าระวังและจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์และสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้างกำแพงชายแดน เพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ดเสร็จไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งสินค้า ยาเสพติดแรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์การลักลอบเผาป่า การลักลอบทำเหมือง และกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมีบทบาทสร้างสรรค์ในการส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค

 

  • มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

  • แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้

 

สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดย

 

  • บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ รวมทั้งจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

 

  • ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบต้องรับโทษทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน

 

  • ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบรวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา

 


 

อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 2

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาตินิยมยังอยู่ แต่สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาหายไป ถอดนโยบายเศรษฐกิจ-ความมั่นคง รัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตโลก https://thestandard.co/anutin-2-policy-economic-security/ Wed, 08 Apr 2026 00:55:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1195653 ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรีย […]

The post ชาตินิยมยังอยู่ แต่สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาหายไป ถอดนโยบายเศรษฐกิจ-ความมั่นคง รัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนนี้ โดยเอกสารนโยบายจัดทำในรูปแบบปกสีน้ำเงินขลิบธงชาติ ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นรัฐชาติและภาพลักษณ์ของผู้นำรัฐบาล มีความยาวรวม 19 หน้า ไม่รวมภาคผนวก ครอบคลุมนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมต่อทิศทางการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

 

 
 

การแถลงนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ยอมรับความจริงและปรับตัว” พร้อมระบุว่าความสามัคคีของคนในชาติจะเป็นต้นทุนสำคัญในการนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าวไปได้

 

ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา 1

‘ปกสีน้ำเงิน ขลิบธงชาติ’

ภาพปกคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล

 

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีประกาศยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดิน 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม ควบคู่กับการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้

 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นว่ารัฐบาลพยายามออกแบบนโยบายให้เชื่อมโยงกันในลักษณะบูรณาการ โดยเฉพาะการผสานนโยบายด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และความมั่นคง เข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การรับมือวิกฤตพลังงานโลกและความผันผวนของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป้าหมายสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ ให้ประชาชนสามารถตั้งตัวได้ เศรษฐกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลก

 

นโยบายด้านเศรษฐกิจมีอะไรบ้าง

 

1. สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง

 

  • แก้หนี้-ลดรายจ่าย-สร้างโอกาสตั้งต้นใหม่ รัฐจะช่วยแก้ปัญหาหนี้แบบครบวงจร
  • เพิ่มทักษะ-เข้าถึงเงินทุน-ใช้เทคโนโลยีได้ สนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงความรู้ เงินทุน และเทคโนโลยี เช่น การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต
  • ดัน SMEs เข้าระบบ-เข้าถึงทุน-ลดขั้นตอนรัฐ ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนกฎหมายที่ยุ่งยาก เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
  • กระจายอำนาจ-สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง เพิ่มบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยกระจายอำนาจการเงินให้ท้องถิ่นมีรายได้และบริหารเองมากขึ้น

 

2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

 

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนาคนให้ใช้เทคโนโลยีได้ โดยเฉพาะ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งเศรษฐกิจ สังคม และบริการภาครัฐ
  • ปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ตรงเป้า เน้นดึงนักลงทุนต่างชาติร่วมมือกับบริษัทไทย ใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศมากขึ้น
  • ยกระดับมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์นวัตกรรม สนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีไทยในโครงการใหญ่ ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างระบบสนับสนุนสตาร์ทอัพและ Deep Tech ให้แข่งขันระดับโลกได้
  • เพิ่มบทบาทเอกชนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำ โลจิสติกส์ พลังงาน โดยใช้เครื่องมือการเงินใหม่ ๆ เพื่อลดภาระรัฐ
  • พัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกธุรกิจ ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมปรับกฎหมายให้ทันสมัย

 

3. การค้าเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

 

  • เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย – แข่งขันได้จริง คุมเข้มแหล่งกำเนิดสินค้า ป้องกันการนำเข้าเพื่อส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่า แก้ปัญหานอมินี และผลักดัน SMEs ไทย
  • ใช้การเจรจาการค้าและนโยบายรัฐสนับสนุนสินค้าไทย เช่น ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้าง
  • เปิดตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม สร้างความร่วมมือทางการค้าเชิงลึก และขยายโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs
  • ยกระดับบริการไทย เช่น การศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้แข่งขันระดับโลก พร้อมทำข้อตกลงการค้าบริการกับประเทศคู่ค้า

 

5. การเกษตร

 

  • ส่งเสริมเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเงินทุนให้เกษตรกรปรับตัว
  • ใช้ Big Data วางแผน – เชื่อมผลิตสู่ตลาด คุมสินค้าเถื่อน และลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ
  • เพิ่มมูลค่า – ดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ส่งเสริมเกษตรแปรรูป ยกระดับสหกรณ์ให้ทันสมัย เพิ่มอำนาจต่อรองเกษตรกร พัฒนาโลจิสติกส์และมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร

 

6. การท่องเที่ยว

 

  • ปรับโครงสร้างยกระดับบทบาทวัฒนธรรมไทย เชื่อมการท่องเที่ยวกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น
  • Destination Thailand เที่ยวได้ทั้งปี สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น สุขภาพ วัฒนธรรม วิถีไทย เชื่อมสินค้าไทยอย่างอาหาร ผลไม้ และสปา
  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมรองรับงานระดับโลกและกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ เช่น Digital Nomad
  • สนับสนุนเมืองน่าเที่ยว สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และพัฒนาสินค้าท้องถิ่น เช่น GI เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน
  • ยกระดับความปลอดภัย ระบบประกัน และมาตรฐานบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก

 

นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง

 

  1. ยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก ทำนโยบายต่างประเทศเชิงรุกในทุกมิติ (Beyond Thailand) ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและพหุภาคี เสริมบทบาทไทยในอาเซียน และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค

 

  1. ยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้ง รักษาสมดุลความสัมพันธ์โลกหลายขั้ว รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกมหาอำนาจ พร้อมขยายพันธมิตรใหม่ เพิ่มอำนาจต่อรองและความยืดหยุ่นของไทยในเวทีโลก

 

  1. การทูตเศรษฐกิจ-สร้างโอกาสประเทศ ใช้ทีมประเทศไทย ดึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลักดันเข้า OECD ยกระดับมาตรฐานประเทศ และเชื่อมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

 

  1. ความมั่นคงชายแดน – จัดการภัยคุกคามครบวงจร

 

  • คุมเข้มชายแดน ปราบยาเสพติด สแกมเมอร์ แรงงานผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ
  • แก้ปัญหาไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  • แก้ปัญหาชายแดนใต้ ยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อสันติสุขยั่งยืน

 

  1. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

  • ปราบผู้มีอิทธิพล ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายรวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ โดยดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นให้ได้มากที่สุด 
  • กวาดล้างยาเสพติดจริงจัง เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลย ต้องรับโทษทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน 
  • ทบทวน Free Visa สกัดอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา 

 

  1. ยกระดับศักยภาพกองทัพ จัดหาอาวุธอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ลดการพึ่งพาต่างชาติ

 

นโนบายที่หาเสียงไว้มีอะไรบ้าง

 

เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายหาเสียงปี 2569 จะเห็นว่าหลายมาตรการยังถูกสานต่อ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มุ่งกระตุ้นฐานรากและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เหมาจ่ายรายเดือน และแนวคิด Made in Thailand SMEs Plus รวมถึงการผลักดัน SMEs สู่ระบบดิจิทัล การเปิดตลาดใหม่ และการยกระดับบทบาททูตพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาว

 

ภาพกราฟิก สรุปนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 เน้นชาตินิยมแต่ลดความแข็งกร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา 2

อนุทิน พร้อมด้วย 3 รองนายกรัฐมนตรีมืออาชีพ

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ในด้านการต่างประเทศและความมั่นคง แนวทางเชิงรุก การรักษาสมดุลมหาอำนาจ และการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ ยังคงเป็นแกนหลักต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นชายแดน เช่น MOU 2544 และโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา ยังถูกหยิบมาอยู่ในกรอบนโยบาย

 

อย่างไรก็ตาม บางข้อเสนอเชิงสัญลักษณ์อย่างกำแพงไทย-กัมพูชาไม่ปรากฏในคำแถลง สะท้อนการปรับจากมาตรการแข็ง ไปสู่การใช้เครื่องมือที่ยืดหยุ่นกว่า โดยเชื่อมเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และความมั่นคง เพื่อรับมือวิกฤตโลกที่ซับซ้อนขึ้น

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสานต่อนโยบายได้หรือไม่ แต่คือรัฐบาลจะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงได้แค่ไหน และจะรักษาสมดุลระหว่างแรงหนุนแบบชาตินิยม กับความจำเป็นในการเปิดประเทศได้เพียงใด

The post ชาตินิยมยังอยู่ แต่สร้างกำแพงไทย-กัมพูชาหายไป ถอดนโยบายเศรษฐกิจ-ความมั่นคง รัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-conflict-assured/ Tue, 07 Apr 2026 07:52:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1195507 ภาพ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวถึงความมั่นคงชายแดนและสงกรานต์

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่า […]

The post รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวถึงความมั่นคงชายแดนและสงกรานต์

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปยังสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังบรรยายสรุปการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมติดตามความก้าวหน้างานวิจัยและพัฒนาของ DTI โดยเฉพาะศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน

 

พล.ท. อดุลย์ ยังให้ความสนใจการนำระบบโดรนมาใช้ในเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมย้ำถึงการบูรณาการระหว่างเหล่าทัพในการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องโดรน ส่วนข้อกังวลกรณีที่อาจจะมีการสู้รบในรอบ 3 นั้น ขอให้มั่นใจข้อมูลของทางการและทหารในพื้นที่ เพราะหากจะมีการสู้รบเกิดขึ้นจะมีการแจ้งเตือน และอพยพประชาชน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการรบกันโดยที่ยังมีประชาชนอยู่ในพื้นที่

 

พล.ท. อดุลย์ เชื่อว่า ประเทศฝั่งตรงข้ามก็ต้องประเมินตัวเองด้วยว่าพร้อมจะสู้รบกับไทยอีกหรือไม่ เพราะหากจะเกิดสู้รบขึ้นอีกครั้งก็อาจจะเป็นการสู้รบขนาดใหญ่ ดังนั้น ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นทหารทุกระดับชั้น และขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เล่นสงกรานต์ให้มีความสุข พร้อมย้ำว่าหากมีการแจ้งเตือนสัญญาณการปะทะเกิดขึ้นฝ่ายความมั่นคงก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว

 

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้จะลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้กำลังใจทหารที่อยู่แนวหน้า พร้อมฝากถึงประชาชนว่าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน ยังมีคนอีกกลุ่ม ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

 

ส่วนกรณี สนธยา สวัสดี ยื่นหนังสือที่กระทรวงกลาโหมเพื่อขอให้ยุติการสนับสนุน กัน จอมพลัง ที่ทำกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ชายแดน รวมถึงให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิ กัน จอมพลังด้วย พล.ท. อดุลย์ระบุว่า ช่วงการสู้รบในภาวะมีวิกฤต แม้รัฐบาลจะมีงบประมาณให้ แต่ความต้องการในขณะนั้นต้องใช้อย่างเร่งด่วนและต้องการความรวดเร็ว แต่รัฐบาลมีขั้นตอนถึง 3 เดือน เมื่อมีภาคเอกชนหรือประชาชนมาช่วย ก็ส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ รวดเร็วขึ้น แต่หากเกินเลยมากไปก็ต้องไปตรวจสอบ

 

พล.ท. อดุลย์ ยอมรับว่า มีข้อกังวลเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หวังยอดไลก์และนำเสนอเรื่องราวต่างๆ จนทำให้กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานบริเวณแนวชายแดน ดังนั้น จึงขอฝากให้คำนึงถึงข้อเท็จจริง และความสามัคคีเป็นหลัก ช่วยกันให้กำลังใจทหารปฏิบัติหน้าที่ แต่หากทหารคนใดกระทำไม่ดีก็ขอให้บอกมา ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย

The post รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทบ. ลงพื้นที่เนิน 469-741 อุบลราชธานี ให้กำลังใจกำลังพล ย้ำเสริมความพร้อมพิทักษ์อธิปไตย https://thestandard.co/army-chief-visits-ubon-troops-border/ Sat, 04 Apr 2026 11:14:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1194749 ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (4 เมษายน) พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก […]

The post ผบ.ทบ. ลงพื้นที่เนิน 469-741 อุบลราชธานี ให้กำลังใจกำลังพล ย้ำเสริมความพร้อมพิทักษ์อธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (4 เมษายน) พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นภารกิจวันที่ 2 โดยได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการมัฆวาน บริเวณเนิน 469 ซึ่งใช้กำลังจากกองพันทหารม้าที่ 210 และฐานปฏิบัติการบริเวณเนิน 741 ซึ่งใช้กำลังจากกองพันทหารราบที่ 602 ภายใต้หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 6

 

ผู้บัญชาการทหารบกได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงการปฏิบัติงานตามพันธกิจหลักของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยหน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการในพื้นที่ และใช้กลไกคณะทำงานในระดับต่างๆ ในการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

 

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบนโยบายให้หน่วยในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติภารกิจด้วยความรอบคอบ ไม่ประมาท และทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน รวมถึงข้อตกลงและหลักกติกาสากลอย่างเคร่งครัด

 

พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำให้ทุกหน่วยเสริมสร้างความพร้อมด้านกำลังพล สิ่งอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ ให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการดูแลสิทธิและสวัสดิการของกำลังพล เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

 

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลปัจจัยพื้นฐานของกำลังพลแนวหน้า ทั้งการปรับปรุงฐานปฏิบัติการ และพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ เพื่อเอื้อต่อการปฏิบัติงาน ภายใต้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด

 

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมของกองทัพบกในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

 

ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 1ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 2ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 3ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 4ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 5

The post ผบ.ทบ. ลงพื้นที่เนิน 469-741 อุบลราชธานี ให้กำลังใจกำลังพล ย้ำเสริมความพร้อมพิทักษ์อธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ท.อดุลย์ ไม่รู้สึกกดดันคุมกลาโหม เชื่อมั่นเหล่าทัพ ไม่หวั่นชายแดน สั่งสอบ BHQ-คุมเข้มน้ำมันเถื่อน ย้ำอย่าเชื่อข่าวลือ https://thestandard.co/adul-defense-border-illegal-oil/ Sat, 04 Apr 2026 05:59:00 +0000 https://thestandard.co/adul-defense-border-illegal-oil/ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อ

วันนี้ (4 เมษายน) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต อำเภอบ […]

The post พล.ท.อดุลย์ ไม่รู้สึกกดดันคุมกลาโหม เชื่อมั่นเหล่าทัพ ไม่หวั่นชายแดน สั่งสอบ BHQ-คุมเข้มน้ำมันเถื่อน ย้ำอย่าเชื่อข่าวลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อ

วันนี้ (4 เมษายน) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่รู้สึกกดดันหรือหนักใจ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในผู้บัญชาการเหล่าทัพและกำลังพลทุกนาย ที่มีอุดมการณ์ร่วมกันในการปกป้องประเทศ

 

พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนยังอยู่ในการควบคุม โดยย้ำว่า ไม่ต้องกังวลรบรอบที่ 3 แต่ยอมรับว่าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการปะทะจะต้องมีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า ซึ่งกองทัพมีระบบข่าวกรองและการเฝ้าตรวจ (ISR) ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากอาจเป็นส่วนหนึ่งของสงครามไฮบริด ที่มุ่งสร้างความสับสน

 

ส่วนกรณีที่ วีระ สมความคิด ออกมาเปิดเผยว่ามีการลักลอบให้ทหาร BHQ เข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยพร้อมรับฟังทุกข้อมูลและให้หน่วยงานในพื้นที่กลั่นกรองอย่างรอบคอบ ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน

 

ขณะเดียวกัน ยังกล่าวถึงกรณีการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่ต้องกังวล เนื่องจากมีการติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะทางทะเลที่มีทั้งกรมเจ้าท่าและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) คอยกำกับดูแล พร้อมระบบติดตามเรือผ่าน GPS ซึ่งหากพบพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การปิดสัญญาณหรือใช้เวลาขนส่งเกินกำหนด อาจเข้าข่ายกักตุน

 

พล.ท.อดุลย์ ยังขอความร่วมมือจากประชาชนและสื่อมวลชนช่วยเป็นหูเป็นตาในการตรวจสอบ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา

 

สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า ขอรอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจึงจะชี้แจงแนวทางอย่างเป็นทางการ ขณะที่กรณีเหตุลอบยิง สส.พรรคประชาชาติ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวน และหากพบว่าเชื่อมโยงถึงบุคคลใด เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ละเว้นอย่างแน่นอน

 

ส่วนข้อกล่าวหาว่ารถที่ใช้ก่อเหตุเกี่ยวข้องกับหน่วยงาน กอ.รมน. พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง เนื่องจากอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการตรวจสอบต่อไป

The post พล.ท.อดุลย์ ไม่รู้สึกกดดันคุมกลาโหม เชื่อมั่นเหล่าทัพ ไม่หวั่นชายแดน สั่งสอบ BHQ-คุมเข้มน้ำมันเถื่อน ย้ำอย่าเชื่อข่าวลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชาไร้สัญญาณปะทะ ขอประชาชนสบายใจ หลังกองทัพชี้แค่เคลื่อนกำลังตามปกติ https://thestandard.co/anutin-thai-cambodia-border-calm/ Wed, 25 Mar 2026 00:53:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1190935 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า แม้จะไม่มีสัญญาณน่ากังวล แต่ก็ไม่ได […]

The post อนุทิน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชาไร้สัญญาณปะทะ ขอประชาชนสบายใจ หลังกองทัพชี้แค่เคลื่อนกำลังตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า แม้จะไม่มีสัญญาณน่ากังวล แต่ก็ไม่ได้ประมาท โดยนอกจากสอบถามสถานการณ์จากเสนาธิการทหารบกแล้ว ยังได้สอบถามถึงการดูแลพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์ยังคงเป็นปกติ และมีการเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงขอให้ประชาชนสบายใจว่า สถานการณ์ชายแดนไม่มีข้อกังวล

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่สัญญาณของการปะทะรอบที่ 3 จากฝ่ายกัมพูชาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ขณะนี้ต้องดูแลสถานการณ์ให้ดีที่สุด และลดปัจจัยความกังวลของประชาชนให้มากที่สุด โดยยืนยันว่า “ไม่มีอะไรน่ากังวล” ซึ่งคำตอบดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากกองทัพบกแล้ว ดังนั้นจึงขอให้ตัดประเด็นนี้ออกไป

The post อนุทิน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชาไร้สัญญาณปะทะ ขอประชาชนสบายใจ หลังกองทัพชี้แค่เคลื่อนกำลังตามปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก ทบ. แจงสถานการณ์ชายแดนยังไม่น่ากังวล รับทหารกัมพูชาขยับประชิดชายแดนยังไม่ล้ำเส้นสมมุติ-กองทัพเฝ้าระวังเข้ม https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-army-monitoring/ Tue, 24 Mar 2026 10:21:14 +0000 https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-army-monitoring/ กราฟิกข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมข้อความว่ายังไม่น่ากังวลและกองทัพเฝ้าระวังเข้ม

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่ฐานปฏิบัติการบ้านแม่โกนเกน จังหวั […]

The post โฆษก ทบ. แจงสถานการณ์ชายแดนยังไม่น่ากังวล รับทหารกัมพูชาขยับประชิดชายแดนยังไม่ล้ำเส้นสมมุติ-กองทัพเฝ้าระวังเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมข้อความว่ายังไม่น่ากังวลและกองทัพเฝ้าระวังเข้ม

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่ฐานปฏิบัติการบ้านแม่โกนเกน จังหวัดตาก พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาวางกำลังประชิดชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ว่า พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ยังมีการวางกำลังประชิดชายแดนกัน แต่ไม่ได้ประชิดมากเหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนแนว ซึ่งทหารกัมพูชาก็จะหาพื้นที่ที่เหมาะสม หลังจะต้องถอยร่นออกจากชายแดนไทยไป เนื่องจากหลายพื้นที่ขณะนี้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย

 

พล.ต. วินธัยยอมรับว่า บางพื้นที่มีการขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้เลยแนวเส้นสมมุติฐานหรือเส้นปฏิบัติการที่ฝ่ายไทยยึดถืออยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ในขณะที่การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีการใช้อาวุธ เช่น การเฝ้าระวัง ลาดตระเวน ตรวจพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่น ซึ่งกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิดก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ รวมถึงการเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด

 

พล.ต. วินธัยกล่าวอีกว่า ทั้ง 2 ประเทศ จะต้องยึดถือข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกันไปหลังหยุดยิง ซึ่งฝ่ายไทยมีความเคร่งครัด และปฏิบัติตามเงื่อนไขการหยุดยิง ส่วนกัมพูชาก็จะมีอยู่บ้างตามที่เป็นภาพข่าว ที่มีการยั่วยุ การขยับเข้าใกล้ฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย และการปะทะด้วยวาจา หรือเรื่องวินัย ส่งผลให้อาวุธบางอย่างตกมายังฝ่ายไทย ซึ่งหน่วยในพื้นที่มีมาตรการ และวิธีในการดำเนินการ ซึ่งข้อมูลทางด้านการข่าวยังไม่ส่งผลเรื่องความน่ากังวล อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยคงประมาทไม่ได้ ต้องเข้มข้นในการทำหน้าที่เช่นเดิม

 

ส่วนกรณีที่เจ้ากรมข่าวทหารบกระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะรอบที่ 3 นั้น พล.ต. วินธัยกล่าวว่า ข้อมูลทางด้านการข่าว ทหารฝั่งกัมพูชายังคงมีการเคลื่อนไหว ก็จะเห็นสัญญาณบางอย่าง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนในอนาคตก็ต้องมีการประเมินเป็นห้วงเวลา

 

สำหรับกรณีที่ทหารกัมพูชามีการสะสมอาวุธนั้น พล.ต. วินธัยระบุว่า ฝ่ายไทยมีการเตรียมการมาก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นงานหลักของฝ่ายความมั่นคง เพราะเรามีหลักเกณฑ์ในการประเมิน ทั้งเรื่องการสะสมอาวุธของฝั่งกัมพูชาก็ถือว่าเรามีข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้

 

ส่วนในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้งจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการสร้างสถานการณ์ เพื่อหวังคะแนน พล.ต. วินธัยกล่าวว่า ก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ความชัดเจนในเรื่องของการใช้กำลังอาจจะต้องใช้องค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่า การถอนกำลัง หรือการปรับกำลังของฝ่ายไทยไม่ได้มีผลกระทบ

The post โฆษก ทบ. แจงสถานการณ์ชายแดนยังไม่น่ากังวล รับทหารกัมพูชาขยับประชิดชายแดนยังไม่ล้ำเส้นสมมุติ-กองทัพเฝ้าระวังเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. ของวุฒิสภามติเอกฉันท์ เห็นควรให้รัฐบาล ‘ยกเลิก MOU43’ หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU44 เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว https://thestandard.co/senate-committee-recommends-mou43-cancellation/ Tue, 24 Mar 2026 08:12:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1190689 ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิ […]

The post กมธ. ของวุฒิสภามติเอกฉันท์ เห็นควรให้รัฐบาล ‘ยกเลิก MOU43’ หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU44 เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ของวุฒิสภา ได้มีการพิจารณาเพื่อลงมติว่า ที่ประชุมกรรมาธิการเห็นควรให้ยกเลิก MOU43 หรือไม่ หลังจากเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กรรมาธิการฯ เคยมีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU44 ไปแล้ว

 

นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ

 

ระบุว่า หลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง

 

  • ยก 6 เหตุผล กมธ. มติเอกฉันท์ควรยกเลิก MOU43

 

คณะกรรมาธิการฯ ได้ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่

 

  • ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่
  • MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
  • รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ. 1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า
  • ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น
  • สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน

 

และ 6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

 

  • แนะกลับไปใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ระงับข้อพิพาท

 

สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น คณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า ไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน

 

ทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

 

พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะว่า หากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ

 

นพดลระบุด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุมกรรมาธิการฯ บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของกรรมาธิการฯ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติกรรมาธิการฯ เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้

 

ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43 1ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43 2ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43 3ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43 4ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43 5ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43 6ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีมติเอกฉันท์เสนอให้รัฐบาลยกเลิก MOU43 7

The post กมธ. ของวุฒิสภามติเอกฉันท์ เห็นควรให้รัฐบาล ‘ยกเลิก MOU43’ หลังเคยเห็นควรให้ยกเลิก MOU44 เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : สวนดุสิตโพลเผย ดัชนีการเมือง ก.พ. 69 พุ่ง 4.30 คะแนน ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่แก้เศรษฐกิจ-ทำคนไทยรวยขึ้น https://thestandard.co/suan-dusit-poll-politics-index-economy/ Sun, 01 Mar 2026 02:48:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1182974 ภาพกราฟิกแสดงผลสำรวจ สวนดุสิตโพล ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

วันนี้ (1 มีนาคม) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : สวนดุสิตโพลเผย ดัชนีการเมือง ก.พ. 69 พุ่ง 4.30 คะแนน ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่แก้เศรษฐกิจ-ทำคนไทยรวยขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลสำรวจ สวนดุสิตโพล ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

วันนี้ (1 มีนาคม) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569’ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,277 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ 2569

 

พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกุมภาพันธ์ เฉลี่ย 4.30 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2569 ที่ได้ 3.91 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.95 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้คะแนนเฉลี่ย 3.66 คะแนน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ทั้งนี้ความเห็นต่อการเมืองไทย ณ วันนี้ ร้อยละ 24.06 หวังว่ารัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศได้ดี ช่วยให้คนไทยรวยขึ้น ร้อยละ 23.65 มองว่าการเมืองไทยยังคงเหมือนเดิม ได้นักการเมืองหน้าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 20.21 มองว่า การเมืองไทยวุ่นวาย พรรคการเมืองแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย

 

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ภาพรวมคะแนนดัชนีการเมืองไทยปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าประชาชนเริ่มมองเห็นทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง แต่การที่มิติพื้นฐานอย่างการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพลดลงเล็กน้อย สะท้อนความรู้สึกของสังคมไทยว่า มีความหวัง แต่ยังไม่วางใจ เนื่องจากตั้งความหวังสูงต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งยังเป็นโจทย์หลักที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

 

ขณะที่ รศ.ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการแต่จากผลงานของการดำเนินนโยบายก่อนหน้านี้ที่โดดเด่น

 

ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สามารถปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาได้ ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลได้คะแนนนิยมจนได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ประชาชนคาดหวังกับการสานต่อนโยบายผ่านการบริหารโดยมืออาชีพ และส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น

 

ส่วนฝ่ายค้านมีผลงานการตรวจสอบที่โดดเด่นจากพรรคประชาชน และการกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะเป็นฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นร่วมกับพรรคประชาชน จึงส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายค้านเพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีปัญหาในหลายพื้นที่ประชาชนเห็นว่าไม่มีความโปร่งใสและไม่เป็นธรรม รวมทั้งความกังวลใจของประชาชนที่มีต่อการจัดการเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นความลับและอาจนำไปสู่โมฆะได้นั้น ส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองด้านการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : สวนดุสิตโพลเผย ดัชนีการเมือง ก.พ. 69 พุ่ง 4.30 คะแนน ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่แก้เศรษฐกิจ-ทำคนไทยรวยขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทินไม่ตอบปมเขี่ยพรรคกล้าธรรมพ้นรัฐบาล หลังสะพัดปิดดีล 292 เสียง https://thestandard.co/anutin-ducks-kla-tham-government/ Thu, 26 Feb 2026 07:09:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1181986 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับทำเนียบรัฐบาล หลังถูกสื่อถามปมเขี่ยพรรคกล้าธรรมพ้นรัฐบาล

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) เวลา 13.00 น. ภายหลังจาก อนุทิน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินไม่ตอบปมเขี่ยพรรคกล้าธรรมพ้นรัฐบาล หลังสะพัดปิดดีล 292 เสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับทำเนียบรัฐบาล หลังถูกสื่อถามปมเขี่ยพรรคกล้าธรรมพ้นรัฐบาล

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) เวลา 13.00 น. ภายหลังจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับจากการรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ป.ศรีย่าน ถึงทำเนียบรัฐบาล ได้ลงจากรถยนต์ บริเวณห้องพักผู้สื่อข่าว (รังนกกระจอก) พร้อมนั่งทานขนมครก และฝรั่งแช่บ๊วย ที่ซื้อมาจากตลาดศรีย่าน

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน อนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่ส่วนพรรคการเมือง ก็ต้องให้ สส. จัดเตรียมเอกสาร และเข้าไปรายงานตัวที่สภาตามเวลาที่กำหนด ส่วนการเปิดประชุมสภา ตนยังไม่ทราบ เป็นเรื่องของสภาที่จะต้องมีการนัด เพื่อเปิดประชุมสภา ก่อนชวนผู้สื่อข่าวทานขนมครก แทนการตอบคําถามว่าจะเดินเกมเร็วตั้งรัฐบาลหรือไม่ หลัง กกต. ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อว่า ตกลงแล้วไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่ อนุทินหยิบขนมครกเข้าปากก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากวงสัมภาษณ์ เพื่อเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จำนวนเสียงสนับสนุน 292 เสียง จะปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลเลยหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า ยังไม่ได้เปิดอะไรเลย

 

ส่วนจะต้องดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลโดยรวดเร็วหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว อนุทินระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ การรับรอง สส. รัฐพิธีเปิดประชุมสภา โหวตประธานรัฐสภา โหวตนายกรัฐมนตรี จึงค่อยไปสู่ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

 

นอกจากนี้ อนุทิน​ยังเปิดเผยถึงการเรียก พล.อ. ชัย​พฤกษ์​ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าพบยังตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า​ เป็นการเข้ามาสอบถามถึงความพร้อมในพื้นที่ชายแดนทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเขตติดต่อประเทศกัมพูชาเท่านั้น​ ซึ่งตอนนี้ไม่มีพื้นที่เขตติดต่อประเทศใดน่ากังวล เป็นเพียงการยืนยันเรื่องความพร้อม เนื่องจากปัจจุบันเป็นช่วงที่งบกลางเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย รวมไปถึงประเมินสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นหรือไม่ หากมีสถานการณ์เกิดขึ้นแล้วจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร หรือจะต้องมีการกันเงินส่วนใดในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่​ เราต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกอย่าง

 

เมื่อถามว่าขณะนี้สามารถจะซื้อยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมในช่วงรัฐบาลรักษาการได้ใช่หรือไม่ อนุทินกล่าว พร้อม ส่วนไหนที่พร่องท่านก็บอกว่า​ ในงบประมาณปกติของกองทัพก็มีอยู่แล้วสามารถเติมได้ เพื่อให้ทุกอย่างมีความพร้อม และไม่ตอบคำถามกรณีมีความเหมาะสมที่จะนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการเองเลยหรือไม่​

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินไม่ตอบปมเขี่ยพรรคกล้าธรรมพ้นรัฐบาล หลังสะพัดปิดดีล 292 เสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุนมาเนตให้สัมภาษณ์ AFP อยากลดความตึงเครียดกรณีความขัดแย้งกับไทย เผยศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจ อ้างไม่รู้เฉินจื้อ คือบอสใหญ่สแกมเมอร์ https://thestandard.co/hun-manet-cambodia-thailand-scams-chen-zhi/ Thu, 26 Feb 2026 03:31:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1181863 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อ

ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ว […]

The post ฮุนมาเนตให้สัมภาษณ์ AFP อยากลดความตึงเครียดกรณีความขัดแย้งกับไทย เผยศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจ อ้างไม่รู้เฉินจื้อ คือบอสใหญ่สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อ

ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP วานนี้ (25 กุมภาพันธ์) โดยระบุถึงกรณีความขัดแย้งชายแดนกับไทย ว่ากัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายเพิ่มความตึงเครียด แต่ต้องการลดความตึงเครียดและหาทางออกอย่างสันติ

 

“เราไม่ได้เพิ่มความตึงเครียด เราต้องการลดความตึงเครียด เราต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” ฮุนมาเนต กล่าว

 

AFP รายงานว่าท่าทีของผู้นำกัมพูชา มีขึ้นในขณะที่กองทัพไทยเปิดเผยว่ากัมพูชาได้ยิงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. มายังบริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ใกล้กับจุดลาดตระเวนของทหารไทย จนทำให้เกิดการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ เมื่อวันอังคาร (24 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา

 

ก่อนหน้านี้ผู้นำกัมพูชากล่าวหาว่า กองทัพไทยได้ยึดครองหลายพื้นที่ชายแดนของกัมพูชาและเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารออกไป

 

ขณะที่ฮุนมาเนต ปฏิเสธที่จะกล่าวในการให้สัมภาษณ์ ว่าฝ่ายไทยยึดครองดินแดนกัมพูชาไปมากแค่ไหน แต่กล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดน ‘เกินกว่า’ จุดที่แม้แต่รัฐบาลไทยระบุว่าเป็นพรมแดนระหว่างสองประเทศ

 

เมื่อถูกถามว่ากองทัพกัมพูชาจะต่อสู้เพื่อยึดคืนดินแดนที่เสียไปหรือไม่ เขากล่าวว่า “เรายึดมั่นในแนวทางการลดความตึงเครียดและการแก้ปัญหาอย่างสันติเสมอ”

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพนมเปญได้ขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส โดยขอเข้าถึงเอกสารและแผนที่ทางประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดน ขณะที่เรียกร้องให้“คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) ดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

 

โดยฮุนมาเนต กล่าวว่า “ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร กัมพูชาก็พร้อมที่จะยอมรับ” และเสริมว่า เขาหวังว่า “ประเทศไทยจะยอมรับเช่นเดียวกัน”

 

การให้สัมภาษณ์ของผู้นำกัมพูชา เกิดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียมโดยเป็นส่วนหนึ่งของทริปการเยือนชาติตะวันตกเพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนทางการทูต ซึ่งรวมถึงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี. ของสหรัฐฯ และนครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ด้วย

 

ขณะที่เขายังมีกำหนดการพบกับอันโตนิโอ คอสตา (Antonio Costa) ประธานสภายุโรป และกาจา คัลลาส (Kaja Kallas) นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรปด้วย

 

ยอมรับศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา

 

นอกจากนี้ ผู้นำกัมพูชา ยังตอบคำถามในประเด็นผลกระทบจากการที่กัมพูชากลายเป็นแหล่งรวมของแก๊งอาชญากรข้ามชาติ ที่ดำเนินธุรกิจฉ้อโกงและหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งก่อความเสียหายมหาศาลไปทั่วโลก

 

โดยเขายอมรับว่าศูนย์สแกม (Scam Center) กำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศและทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลพนมเปญสมรู้ร่วมคิด

 

“เครือข่ายหลอกลวง หรือที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมืด กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันทำให้กัมพูชาเสียชื่อเสียง” ฮุนมาเนต กล่าว และชี้ว่าขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ กำลังทำลายการท่องเที่ยวและการลงทุน

 

“นี่คือเหตุผลที่เราต้องกวาดล้างมันออกไป”

 

อย่างไรก็ตาม ฮุนมาเนต ยอมรับว่าเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงเหล่านี้ ได้กระตุ้นกิจกรรมทางธุรกิจและสร้างงานในประเทศทางอ้อม แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้

 

“ใช่ ศูนย์มิจฉาชีพอาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์ การลงทุน การก่อสร้าง การซื้อ การสร้างศูนย์ต่างๆ แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา” นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว

 

ไม่รู้มาก่อนว่าเฉินจื้อเป็นบอสใหญ่สแกมเมอร์

 

ที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาเผยว่า ได้ดำเนินการปราบปรามศูนย์สแกมทั่วประเทศ ส่งผลให้มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องและเหยื่อหลายพันคน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติจำนวนมาก

 

โดยก่อนหน้านี้ยังได้มีการส่งตัวเฉินจื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Group และอดีตที่ปรึกษาของสมเด็จฮุนเซน ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ให้แก่ทางการจีนไปดำเนินคดีด้วย

 

ขณะที่ฮุนมาเนต ปฏิเสธว่า “ไม่รู้มาก่อนว่าเฉินจื้อเป็นหัวหน้าใหญ่ของเครือข่ายสแกมเมอร์” และเผยว่า ไม่พบข้อสงสัยใดๆ ในการตรวจสอบประวัติของเฉินจื้อ ขณะที่ชี้ว่า ก่อนที่เฉินจื้อ จะถูกตั้งข้อหา ในสายตาของรัฐบาลพนมเปญ เขาเป็นเพียง ‘นักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’

 

“เราไม่รู้เลยว่าเราทำอะไร” ฮุนมาเนต กล่าว พร้อมเสริมว่าทางการกัมพูชาได้ดำเนินการ เมื่อทราบถึงการกระทำผิดตามที่เขาถูกกล่าวหา

 

อ้างอิง :

The post ฮุนมาเนตให้สัมภาษณ์ AFP อยากลดความตึงเครียดกรณีความขัดแย้งกับไทย เผยศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจ อ้างไม่รู้เฉินจื้อ คือบอสใหญ่สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ แถลงบนเวที UNHRC โต้กัมพูชาใช้ข้อความเท็จและวาทกรรมบิดเบือนกล่าวหาไทยเป็นผู้ร้าย ชี้ต้นเหตุขัดแย้งเพราะกัมพูชาละเมิด-ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า https://thestandard.co/sihasak-unhrc-cambodia-thailand-dispute/ Wed, 25 Feb 2026 01:38:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1181468 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC

วานนี้ (24 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่ […]

The post สีหศักดิ์ แถลงบนเวที UNHRC โต้กัมพูชาใช้ข้อความเท็จและวาทกรรมบิดเบือนกล่าวหาไทยเป็นผู้ร้าย ชี้ต้นเหตุขัดแย้งเพราะกัมพูชาละเมิด-ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC

วานนี้ (24 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 ณ Assembly Hall, Palais des Nations สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มการกล่าวถ้อยแถลงด้วยการระลึกถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการทบทวนการดำเนินงานของคณะมนตรีฯ และย้ำว่า ในช่วงเวลาที่ระบบพหุภาคีประสบความท้าทายเช่นในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ

 

นอกจากนี้ ยังชี้ถึงปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ว่าเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

 

ขณะเดียวกัน สีหศักดิ์ยังได้กล่าวตอบโต้ ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ที่กล่าวพาดพิงไทยในสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในวันเดียวกัน ว่ากัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งการแทรกแซงการเมืองภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดจนนำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายและมีพลเรือนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่อดีต ประเทศไทยมีแต่ความปรารถนาดีให้กับกัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ไทยไม่เคยมีเจตนาที่จะเผชิญหน้ากับกัมพูชาเพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพ

 

สำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ข้อเท็จจริงคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่ที่ฐานที่มั่นเดิมในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงในระหว่างที่อยู่ระหว่างการรอการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยก็ยังคงต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังคงยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้ ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 1สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 2สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 3สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 4สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 5สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 6

The post สีหศักดิ์ แถลงบนเวที UNHRC โต้กัมพูชาใช้ข้อความเท็จและวาทกรรมบิดเบือนกล่าวหาไทยเป็นผู้ร้าย ชี้ต้นเหตุขัดแย้งเพราะกัมพูชาละเมิด-ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร.สั่งด่วน กันบุคคลออกจากรัศมีเกิดเหตุระเบิดคลังสรรพาวุธที่ ตชด.21 สุรินทร์ เชื่อไม่ใช่การก่อวินาศกรรม https://thestandard.co/police-chief-surin-armory-explosion/ Wed, 25 Feb 2026 00:49:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1181442 ภาพเจ้าหน้าที่เร่งกันคนออกจากพื้นที่เกิดเหตุระเบิดคลังสรรพาวุธ ตชด.21 จ.สุรินทร์

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ ) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้ […]

The post ผบ.ตร.สั่งด่วน กันบุคคลออกจากรัศมีเกิดเหตุระเบิดคลังสรรพาวุธที่ ตชด.21 สุรินทร์ เชื่อไม่ใช่การก่อวินาศกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่เร่งกันคนออกจากพื้นที่เกิดเหตุระเบิดคลังสรรพาวุธ ตชด.21 จ.สุรินทร์

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ ) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการด่วนไปยัง พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) ผบก.ตชด.ภาค 2 และ ผกก.ตชด.ที่ 21

 

ให้เร่งเคลียร์พื้นที่ กันบุคคลออกนอกรัศมีเกิดเหตุระเบิดที่คลังสรรพาวุธ กก.ตชด.21 ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 19.45 น.ที่ผ่านมา เพื่อความปลอดภัย หากเหตุการณ์สงบให้เร่งตรวจสอบสาเหตุโดยด่วนต่อไป

 

เชื่อว่าไม่ใช่การก่อวินาศกรรม จุดเกิดเหตุเป็นคลังลูกกระสุนเก่า เก็บอยู่ในจุดที่ปลอดภัย เบื้องต้นขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมสถานการณ์ เพื่อเข้าพิสูจน์ทราบและเคลียร์คนออกจากรัศมี อยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว

The post ผบ.ตร.สั่งด่วน กันบุคคลออกจากรัศมีเกิดเหตุระเบิดคลังสรรพาวุธที่ ตชด.21 สุรินทร์ เชื่อไม่ใช่การก่อวินาศกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบ. ส่งกำลังพลร่วมระงับเหตุเพลิงไหม้คลังกระสุน ตชด.21 จ.สุรินทร์ ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข้อมูลจากทางราชการ https://thestandard.co/royal-thai-army-fire-surin/ Wed, 25 Feb 2026 00:46:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1181439 ทหารกองทัพบก ระดมกำลังเข้าควบคุมเหตุเพลิงไหม้คลังกระสุน กก.ตชด.21 ที่จังหวัดสุรินทร์

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. กองทัพบ […]

The post ทบ. ส่งกำลังพลร่วมระงับเหตุเพลิงไหม้คลังกระสุน ตชด.21 จ.สุรินทร์ ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข้อมูลจากทางราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารกองทัพบก ระดมกำลังเข้าควบคุมเหตุเพลิงไหม้คลังกระสุน กก.ตชด.21 ที่จังหวัดสุรินทร์

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. กองทัพบกได้รับรายงานด่วนจากกองทัพภาคที่ 2 กรณีเกิดเหตุอัคคีภัยภายในคลังเก็บกระสุนของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 (กก.ตชด.21) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเลี่ยงเมืองสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

 

ภายหลังรับแจ้งเหตุ กองทัพบกได้สั่งการให้มณฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) จัดส่งกำลังพลชุดปฏิบัติการพร้อมรถน้ำดับเพลิง ลงพื้นที่เข้าสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอย่างเร่งด่วน เพื่อระดมกำลังควบคุมเพลิงและระงับเหตุในเบื้องต้น

 

นอกจากนี้ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ทหารเข้าช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและดูแลความปลอดภัยในรัศมีโดยรอบพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางถนนเลี่ยงเมืองสุรินทร์ ในระยะนี้เพื่อความปลอดภัยและเปิดทางให้รถดับเพลิงรวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่

 

สำหรับประเด็นข้อสังเกตและกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการก่อวินาศกรรมนั้น พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ระหว่างการควบคุมและตรวจสอบข้อเท็จจริง ทางหน่วยงานยังไม่ได้รับรายงานยืนยันถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แน่ชัด

 

โฆษกกองทัพบกจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ติดตามข้อมูลและประกาศจากทางราชการเป็นหลัก พร้อมทั้งระมัดระวังการส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการสร้างความตื่นตระหนกและสับสนในสังคม

The post ทบ. ส่งกำลังพลร่วมระงับเหตุเพลิงไหม้คลังกระสุน ตชด.21 จ.สุรินทร์ ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข้อมูลจากทางราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น https://thestandard.co/cambodia-demands-thailand-troop-withdrawal/ Tue, 24 Feb 2026 12:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1181423 ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงการณ์เรียกร้องไทยถอนทหารจากชายแดน ในการประชุม UNHRC

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเท […]

The post กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงการณ์เรียกร้องไทยถอนทหารจากชายแดน ในการประชุม UNHRC

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและ ความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์)

 

โดยกล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชาหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

ในการแถลง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ชี้ว่าระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายฝ่ายเดียวที่เพิ่มขึ้น

 

เขากล่าวว่า “ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการเคารพอย่างเคร่งครัดต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งยกประสบการณ์ของกัมพูชาที่ผ่านพ้นความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะฟื้นคืนสู่สันติภาพผ่านกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดความยากจน การเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสตรีและการเสริมสร้างกรอบกฎหมายเพื่อป้องกันความรุนแรงในครอบครัว การค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงาน

 

นอกจากนี้ เขากล่าวว่า กัมพูชายังเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคม ตั้งเป้าปลอดทุ่นระเบิดภายในปี 2030 และให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นในการฝึกอบรมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ควบคู่กับการเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น ‘ภัยคุกคามระดับโลก’ และยืนยันว่า กัมพูชามีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ ทำลายเครือข่ายอาชญากรรม ช่วยเหลือเหยื่อหลายพันคน และเตรียมออกกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว

 

ปรัก สุคน กล่าวถึงประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า “ตั้งแต่กลางปี ​​2025 ที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารของไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชากรพลเรือน และผลที่ตามมานั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรับผิดชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”

 

เขาอ้างว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นอ่อนแอ” และกล่าวหาไทยว่า “ทำการตั้งฐานทัพทางทหารนอกแนวเส้นที่กำหนดไว้ และเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา”

 

“ในเมืองชายแดนที่ถูกยึดครองหลายแห่ง พลเรือนถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ขัดขวางการกลับคืนสู่ถิ่นฐานอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือน” ปรัก สุคน กล่าว

 

เขากล่าวว่า ในหลายเมืองชายแดนที่ถูกยึดครอง พลเรือนกัมพูชาถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านถูกทำลาย ฝ่ายไทยมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ส่งผลให้ประชาชนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ พร้อมระบุว่า “การกระทำดังกล่าวละเมิดข้อตกลงระหว่างสองประเทศ” และ “ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

 

“ตลอดช่วงเวลานี้ กัมพูชาได้แสดงความรับผิดชอบและความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด โดยการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รับประกันการให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องแก่ผู้พลัดถิ่น และยังคงมุ่งมั่นอย่างแข็งขันต่อการหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการเจรจาอย่างสันติเพื่อกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง”

 

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้มีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรียกร้องให้ไทย “ถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

พร้อมทั้งย้ำว่า “การคงอยู่ของกำลังทหารไทย ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกลับคืนสู่บ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือนกัมพูชา ตลอดจนการระงับข้อพิพาทอย่างสันติโดยยึดหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

 

“มีเพียงการดำเนินการเช่นนี้เท่านั้น ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และเคารพซึ่งกันและกันได้” ปรัก สุคนกล่าว

The post กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ คุยฝ่ายความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังเกิดเหตุยิงปืนค.40 มม.เข้าไทย https://thestandard.co/pm-discusses-thailand-cambodia-border-shooting/ Tue, 24 Feb 2026 09:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1181344 นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังหารือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา กับ ฝ่ายความมั่นคง

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกู […]

The post นายกฯ คุยฝ่ายความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังเกิดเหตุยิงปืนค.40 มม.เข้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังหารือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา กับ ฝ่ายความมั่นคง

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเชิญฝ่ายความมั่นคงเข้ามารายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า วันนี้ไม่ได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเป็นกรณีพิเศษ เพียงแต่พบกันในที่ประชุม ตนจึงบอกไปว่า หากมีเวลาจะขอหารือ

 

ส่วนที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ค.40 มม. ยิงเข้ามายังพื้นที่ใกล้กับจุดลาดตระเวนของฝ่ายไทย บริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอรับฟังรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงก่อน

 

ทั้งนี้มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้เชิญได้เชิญหน่วยงานความมั่นคง อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหมปลัดกระทรวงมหาดไทย และเสนาธิการทหารบก โดยคาดว่าเพื่อให้รายงานสถานการณ์กรณีที่กัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. ตกบริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน

The post นายกฯ คุยฝ่ายความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังเกิดเหตุยิงปืนค.40 มม.เข้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบ. เผยกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิดตกบริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ไทยตอบโต้ตามกฎการปะทะ https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-shelling-retaliation/ Tue, 24 Feb 2026 08:18:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1181325 ภาพจำลองเหตุการณ์ยิงเครื่องยิงลูกระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก […]

The post ทบ. เผยกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิดตกบริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ไทยตอบโต้ตามกฎการปะทะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองเหตุการณ์ยิงเครื่องยิงลูกระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าเมื่อเวลาประมาณ 08.50 น. กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า ขณะกำลังพลฝ่ายไทยปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามปกติ บริเวณพลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี ได้เกิดเหตุฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ค.40 มม. ยิงเข้ามายังพื้นที่ใกล้กับจุดลาดตระเวนของฝ่ายไทย จำนวน 1 นัด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลให้กำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

 

ภายหลังเหตุการณ์ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตอบโต้ยิง M79 ไปยังทิศทางที่ยิงมาตามกฎการปะทะ เพื่อเป็นการเตือนและป้องกันตนเองตามหลักการ และเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของกำลังพลและพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งได้เพิ่มมาตรการเฝ้าติดตามสถานการณ์และเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

 

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยึดถือภายหลังการลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าเหตุการณ์อาจเกิดจากการสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นกำลังพลใหม่และยังขาดความคุ้นเคยในระเบียบและการควบคุมบังคับบัญชา ส่งผลให้เกิดความบกพร่องในการปฏิบัติในพื้นที่

 

ทั้งนี้ หน่วยในพื้นที่ได้เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

The post ทบ. เผยกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิดตกบริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ไทยตอบโต้ตามกฎการปะทะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา https://thestandard.co/sihasak-france-thailand-cambodia-border-talks/ Tue, 24 Feb 2026 04:03:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1181164 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่ […]

The post สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในโอกาสเดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

 

ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิดและยาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ในโอกาสครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ฝรั่งเศสในปีนี้ โดยการหารือครอบคลุม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน และวัฒนธรรม

 

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ และประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคเอเชึยตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ โดยรัฐมนตรีฯ ชื่นชมบทบาทที่เป็นกลางและสร้างสรรค์ของฝรั่งเศสในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพโดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา และความพยายามต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 1สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 2สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 3สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 4สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 5สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 6สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 7สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 8

The post สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ France24 โต้ข้อกล่าวหากัมพูชาอะไรบ้าง? https://thestandard.co/sihasak-denies-cambodia-claims/ Tue, 24 Feb 2026 03:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1181127 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว France24 ชี้แจงประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท […]

The post สีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ France24 โต้ข้อกล่าวหากัมพูชาอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว France24 ชี้แจงประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Tête à tête ของสำนักข่าว France24 ของฝรั่งเศส โดยตอบคำถามในหลายประเด็นร้อนที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาไทยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการยึดดินแดน ตั้งตู้คอนเทนเนอร์ ไปจนถึงประเด็นโครงการสร้างกำแพงกั้นชายแดน

 

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายหลังการหยุดยิง โดยรายละเอียดการสัมภาษณ์มีดังนี้

 

โต้ข้อกล่าวหายึดครองดินแดน

 

พิธีกรรายการถามประเด็นแรก เกี่ยวกับกรณีที่ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวหาว่า ประเทศไทยยึดครองพื้นที่บางส่วนของกัมพูชา ไม่เพียงแค่บริเวณชายแดน แต่ลึกเข้าไปในกัมพูชา เกินกว่าเส้นเขตแดนที่ประเทศไทยอ้างฝ่ายเดียว

 

โดยสีหศักดิ์ ตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ข้อเท็จจริงคือ ไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันในกรอบของการหยุดยิงว่า กองกำลังของแต่ละฝ่ายจะคงอยู่ในตำแหน่งที่ตนอยู่ในปัจจุบัน และจากนั้นจะทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่ข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศ”

 

พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า “ฮุน มาเนต อาจลืมกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งนั้น มีการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยอย่างชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา”

 

“ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องมองข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน” เขายืนยัน และเสริมว่า

 

“ข้อเท็จจริงในขณะนี้คือ เราต้องทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการยั่วยุ หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ผิดพลาดและการบิดเบือนข้อมูล และรักษาความสงบ เพื่อที่เราจะสามารถเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อไปได้ ประเทศไทยเชื่อว่าในที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดอย่างสันติ ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความมั่งคั่งร่วมกัน และนี่คือเป้าหมายของเรา ผมขอยืนยันเช่นนั้น”

 

แจงไทยไม่ได้รุกล้ำเกินขอบเขต

 

ขณะที่พิธีกรรายการยังระบุถึงประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพูดว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปตั้งไว้ ในพื้นที่ที่ประเทศไทยเคยยอมรับว่าเป็นดินแดนของกัมพูชา และตั้งคำถามว่า “การที่สีหศักดิ์ กล่าวว่าไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันข้อตกลงหยุดยิงว่าจะคงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอยู่ เป็นการยอมรับหรือไม่ว่าขณะนี้ทหารไทยอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และในตอนนี้จะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่นั้น”

 

โดยสีหศักดิ์ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า “เขาไม่เห็นด้วย เพราะพื้นที่ที่ไทยวางลวดหนามหรือตู้คอนเทนเนอร์นั้น เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายในอธิปไตยของไทย” ขณะที่ชี้แจงว่าจุดดังกล่าว “เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเป็นระยะเวลานาน ซึ่งย้อนกลับไปถึงช่วงความขัดแย้งในกัมพูชา เมื่อครั้งที่ไทยเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาประมาณ 400,000 คน แต่หลังจากความขัดแย้งยุติลงและมีการฟื้นฟูสันติภาพแล้ว หมู่บ้านของชาวกัมพูชาจำนวนมากไม่ยอมย้ายกลับไปยังดินแดนของตนเอง”

 

“ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเรารุกล้ำเกินขอบเขตดินแดนของเรา ผมคิดว่านั่นไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง” สีหศักดิ์ ย้ำ

 

สร้างกำแพงชายแดน เพื่อปกป้องอธิปไตย

 

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นโครงการสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ที่ อนุอิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นไว้ ว่ายังมีอยู่หรือไม่

 

โดยสีหศักดิ์ ให้คำตอบว่า “ไทยต้องทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน” ซึ่งรวมโครงการสร้างกำแพงกั้นชายแดนดังกล่าว ในกรณีที่ไทยจำเป็นต้องดำเนินการเชิงป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา

 

“ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ่ายกัมพูชาอย่างมาก ว่าพวกเขาต้องการแสวงหาสันติกับประเทศไทยจริงหรือไม่ หรือว่ายังคงเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความขัดแย้ง”

 

นี่เป็นการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา เป็นฝ่ายกัมพูชาที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เป็นฝ่ายกัมพูชาที่แม้หลังการหยุดยิงแล้วก็ยังคงกล่าวอ้างในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และผมคิดว่าสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรทำในขณะนี้คือ การใช้ความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และเดินหน้าความสัมพันธ์ แต่สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากำลังทำอยู่คือการกล่าวอ้างต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการถอยหลังมากกว่าการก้าวไปข้างหน้าในความสัมพันธ์ของเรา” สีหศักดิ์ กล่าว

 

ยังมีการพูดคุยกับกัมพูชา

 

พิธีกรยังถามรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยว่าได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาหรือไม่ โดยสีหศักดิ์ ตอบว่า “ได้พูดคุยและติดต่อกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาผ่าน WhatsApp” ซึ่งเขาคิดว่า “เป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง”

 

“ผมพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานของผมอยู่เป็นระยะ ๆ และขณะนี้ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง และอยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชาอยากจะหารือ ผมคิดว่าเราคงต้องรอจนกว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจะจัดตั้งเสร็จสิ้น ซึ่งผมก็ได้บอกฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว

 

ในระหว่างนี้ เราควรพยายามรักษาความสงบ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม เพราะความขัดแย้งเพิ่มเติมย่อมหมายถึงความสูญเสียที่มากขึ้น ซึ่งผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ” สีหศักดิ์ กล่าว

 

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่ากองทัพเรือไทยสกัดจับเรือประมงกัมพูชา พร้อมลูกเรือ 3 คน ในน่านน้ำของกัมพูชา ซึ่งกองทัพเรือไทยยืนยันว่าไม่ใช่ และเรืออยู่ในน่านน้ำไทยนั้น สีหศักดิ์ชี้แจงว่า “ไทยจำเป็นต้องดำเนินการ หากเรือประมงกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของไทย”

 

โดยเขาตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาว่า “เป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายกัมพูชาใช้มาโดยตลอด เพื่อกดดันประเทศไทย และพยายามทำให้ประเทศไทยดูเป็นฝ่ายที่ก้าวร้าวกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย”

 

แจงปมหนุนเมียนมากลับอาเซียน

 

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่สีหศักดิ์ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และแสดงความหวังที่จะนำเมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน ทั้งที่ยังไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ รวมถึงการยุติการสู้รบและการเจรจาอย่างครอบคลุม

 

โดยสีหศักดิ์ ชี้ว่า “เมียนมาได้จัดการเลือกตั้งแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายในประเทศ” โดยสิ่งที่เขายืนยันคือ ไทยไม่ได้รับรองการเลือกตั้งของเมียนมา แต่เรียกร้องให้เมียนมาเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้งด้วยการเจรจาและการปรองดอง และหวังว่าจะมีการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพ

 

“นี่คือสารที่เราต้องการส่ง ไม่ใช่ว่าเรากำลังกอดรับการเลือกตั้ง ไม่ใช่เลย แต่การเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความเป็นจริง

 

“ดังนั้นอย่างที่คุณทราบ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการเรียกร้องว่า หากพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง ฝ่ายเมียนมาก็ต้องพยายามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมเช่นกัน

 

มันไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายริเริ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย พวกเขาต้องสานต่อการเจรจา การปรองดอง และสร้างกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน เพราะอย่างที่คุณรู้ ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมามันเป็นผลประโยชน์ของเรา และเราต้องทำงานอย่างหนัก คุณรู้ไหม เราไม่สามารถแค่พูดว่า เราหวังว่าจะมีสันติภาพแล้วมันจะเกิดขึ้น เรากำลังทำงานเพื่อสันติภาพและความมั่นคง”

 

อ้างอิง :

The post สีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ France24 โต้ข้อกล่าวหากัมพูชาอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภากลาโหมตั้ง JCC ดึง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วม ต่อสายเตีย เซรยฮา เตือนทหารกัมพูชา ผนึก สปสช. คืนสิทธิเบิกจ่ายตรงให้บุพการี-ทายาทวีรชน https://thestandard.co/defense-council-jcc-cambodia-border-rights/ Mon, 23 Feb 2026 08:15:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1180959 พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ แถลงผลประชุมสภากลาโหม ตั้ง JCC และคืนสิทธิทหาร

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว […]

The post สภากลาโหมตั้ง JCC ดึง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วม ต่อสายเตีย เซรยฮา เตือนทหารกัมพูชา ผนึก สปสช. คืนสิทธิเบิกจ่ายตรงให้บุพการี-ทายาทวีรชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ แถลงผลประชุมสภากลาโหม ตั้ง JCC และคืนสิทธิทหาร

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมสภากลาโหมสัญจร ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ ว่า ที่ประชุมสภากลาโหมเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย (Joint Capabilities Command: JCC) ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 เพื่อบูรณาการปฏิบัติการร่วมกันของทั้ง 3 เหล่าทัพ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ การจัดตั้งหน่วย JCC ยังมีจุดประสงค์เพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน ครอบคลุมการปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สงครามสารสนเทศ การปฏิบัติการทางอากาศ เช่น UAS, CUAS และการปฏิบัติการทางอวกาศ โดยให้กองทัพไทยมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติ

 

พล.อ. ณัฐพล กล่าวอีกว่า จากการเดินทางไปปฏิบัติราชการในบริเวณชายแดน และไปเยี่ยมครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับคำร้องขอจากพ่อแม่ของทหารที่เสียชีวิต และเคยได้รับสิทธิเบิกจ่ายตรงในการเข้ารับการรักษาพยาบาล แต่เมื่อลูกเสียชีวิต สิทธิเบิกจ่ายตรงก็หมด จึงต้องการให้ช่วยเหลือให้ได้รับสิทธิตามเดิม

 

กระทรวงกลาโหมจึงได้เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อขอพิจารณาแก้ไขพระราชกฤษฎีกา เพื่อขอให้สิทธิเบิกจ่ายตรงในการรักษาพยาบาล สำหรับพ่อแม่ที่มีลูก หรือภรรยาที่มีสามีไปปฏิบัติราชการชายแดนแล้วเสียชีวิตให้ยังคงได้รับตามเดิม ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข โดย สปสช. ได้พิจารณาให้บุพการีและทายาทของทหารที่ปฏิบัติราชการชายแดนแล้วเสียชีวิตได้รับสิทธิบัตรทองที่เทียบเท่ากับการเบิกจ่ายตรง ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี และปัจจุบันกำลังเร่งรัดดำเนินการ

 

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้น พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการหารือในที่ประชุมสภากลาโหม แต่ตนได้ติดตามมาตลอด และได้ติดต่อไปยัง พล.อ. เตีย เซรยฮา รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ว่าทหารกัมพูชาไม่มีวินัย มีการเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนไม่สบายใจ และแจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาไปว่า เรื่องเดิมที่ไทยกังวลคือการวางทุ่นระเบิด ล่าสุดก็คือเรื่องทหารกัมพูชาเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ในที่สุด

พล.อ. ณัฐพล กล่าวว่า หากกัมพูชาคิดว่าจะแก้ปัญหาโดยสันติจริงๆ ไม่ควรทำวิธีนี้ รวมถึง Fake News กล่าวหาทหารไทยไปยิงทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตามหลักฐาน และด้วยสติปัญญาของวิญญูชนดูออกว่าไม่ใช่แผลจากการยิง และได้เตือนไปทางฝ่ายกัมพูชาแล้ว

 

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 798 กิโลเมตร เมื่อเราปฏิบัติการทางทหารครั้งล่าสุดแล้วเรายึดได้ มีความจำเป็นต้องยึดต่อไป เพราะทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ส่งมารอบนี้ไม่มีวินัยอาจจะรุกล้ำมาได้ แต่ยอมรับความจริงว่าไม่สามารถคงกำลังอย่างนี้ตลอดไปได้ เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก

 

สำหรับพื้นที่ที่มีการเข้าออกพลุกพล่าน เช่น บ้านคลองลึก จังหวัดสระแก้ว , ทมอดา จังหวัดตราด อาจจำเป็นต้องสร้างรั้วถาวรผสมกับรั้วอิเล็กทรอนิกส์ในบางพื้นที่ มีกล้อง CCTV โดยรอบ ซึ่งเราพยายามประหยัดงบกองทัพให้มากที่สุด

 

ส่วนพื้นที่ อาทิ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก จ.อุบลราชธานี อาจจะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือสร้างเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ว่ามีฝ่ายเพื่อนบ้านมารุกรานหรือไม่

 

นอกจากนี้ พล.อ. ณัฐพล กล่าวอีกว่า จะต้องหาที่ทำกินให้กับทหารผ่านศึก ในลักษณะหมู่บ้านป้องกันตัวเองชายแดน ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เห็นชอบด้วย ทั้งนี้หากทำครบทั้ง 5 ด้าน นี้ก็สามารถถอนกำลังออกมาได้

The post สภากลาโหมตั้ง JCC ดึง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วม ต่อสายเตีย เซรยฮา เตือนทหารกัมพูชา ผนึก สปสช. คืนสิทธิเบิกจ่ายตรงให้บุพการี-ทายาทวีรชน appeared first on THE STANDARD.

]]>