ชาตรี โรจนอาภา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชาตรี-โรจนอาภา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 12 Apr 2026 13:15:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร https://thestandard.co/supply-chain-energy-crisis-investment-strategy/ Sun, 12 Apr 2026 13:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1197557 ภาพแสดงความขัดแย้งตะวันออกกลางและผลกระทบต่อวิกฤตซัพพลายเชนพลังงาน พร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ไม […]

The post รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความขัดแย้งตะวันออกกลางและผลกระทบต่อวิกฤตซัพพลายเชนพลังงาน พร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เพียงการสู้รบ แต่กำลังลุกลามและสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการก่อตัวของ ‘วิกฤตซัพพลายเชน’ ที่ซ้อนทับไปกับ ‘วิกฤตพลังงาน’ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้ช่วงวิกฤตโควิด-19

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งพลังงานพื้นฐานที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ รวมถึงสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างพลาสติก ปิโตรเคมี และปุ๋ย การที่ความขัดแย้งนำไปสู่การยุติหรือชะงักงันของซัพพลาย เช่น ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการผลิตทั่วโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันสูง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรืออุตสาหกรรมอาหาร เมื่อซัพพลายหยุดชะงัก ย่อมกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด

 

แม้ในระยะสั้นอาจมีข่าวดีเรื่องการเจรจาหรือการหยุดยิงชั่วคราวให้เห็นบ้าง ซึ่งช่วยคลายความกังวลได้ส่วนหนึ่ง แต่ในระยะยาว เหตุการณ์นี้ได้ให้บทเรียนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันมาปรับแผนการรับมือและกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน (Supply Chain Disruption) ให้รัดกุมยิ่งขึ้นในอนาคต

 

จัดพอร์ตรับความผันผวน มีวินัย กระจายความเสี่ยง และเลิกเดาทางรายวัน

 

ในมุมมองของการลงทุนระยะยาว (10-20 ปี) ตลาดหุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง การลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้พอร์ตแกว่งตัวรุนแรง ซึ่งอาจกดดันให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายหากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ

 

ดังนั้น หัวใจสำคัญในการจัดพอร์ตเพื่อฝ่าวิกฤตคือ ‘การมีวินัยและแผนการลงทุนที่ชัดเจน’ นักลงทุนต้องรู้เป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุน พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมแบบผสมที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลปรับสัดส่วนให้เหมาะสมตามสถานการณ์

 

ที่สำคัญคือ ไม่แนะนำให้พยายามปรับพอร์ต (Rebalance) หรือเทรดซื้อขายไปมาตามข่าวรายวันในช่วงที่เกิดวิกฤต เนื่องจากข่าวสารในภาวะสงครามมีความผันผวนและมีทั้งข่าวลวงข่าวจริงสลับกันไปมา การจัดพอร์ตที่ดีคือการสร้างพอร์ตที่เรารับความเสี่ยงได้ และมั่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤตในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าไปได้

 

สินทรัพย์ไหนได้เปรียบ-เสียเปรียบ หาโอกาสในวิกฤตเมื่อสงครามจบ

 

ชาตรี ยังกล่าวต่อว่า แทนที่จะพยายามจับจังหวะการลงทุนรายวัน SCB CIO แนะนำให้มองข้ามช็อตไปถึงอนาคตว่า เมื่อสงครามจบลง อุตสาหกรรมใดจะสามารถเติบโตไปต่อได้

 

  • ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 1 ธุรกิจที่เติบโตได้ดีอยู่แล้วและไม่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้าง (เช่น AI) อุตสาหกรรมอย่าง AI มีการเติบโตที่ดีมาก่อนเกิดสงคราม และแม้จะมีสงคราม ความต้องการใช้งาน AI ก็ไม่ได้ลดลง เมื่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลดลง (Discount) จากความกลัวหรือความไม่แน่นอนของตลาด จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการเข้าทยอยสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว
  • ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 2 พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ประเทศที่เคยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย ได้รับบทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเกิดการปรับสมดุลซัพพลายเชนครั้งใหญ่ โดยประเทศเหล่านี้จะเร่งกระจายความเสี่ยงหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานทดแทนที่สงครามทำลายไม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และนิวเคลียร์ รวมถึงกระแสการต่อคิวซื้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันแพง สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์เหล่านี้จึงมีโอกาสเติบโตสูงในโลกหลังสงคราม

The post รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO เปิด 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อหวั่นดันน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ สร้างวิกฤตเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/scb-cio-middle-east-war-oil/ Thu, 05 Mar 2026 05:03:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1184501 ภาพสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น […]

The post SCB CIO เปิด 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อหวั่นดันน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ สร้างวิกฤตเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก โดยหากยืดเยื้อหวั่นดันน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ สร้างวิกฤตเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก นักลงทุนต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ดำเนินการมาต่อเนื่องโดยมีการโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานอย่างดุเดือด รวมถึงความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลงแรงเนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน

 

ในฝั่งของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ความกังวลด้านอุปทานดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ราว 82-83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางของสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่รอบนี้เม็ดเงินไหลเข้าถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐจนแข็งค่าขึ้น ในขณะที่ทองคำกลับถูกเทขายทำกำไรอย่างหนัก ส่วนหนึ่งอาจมาจากนักลงทุนต้องการเงินสดไปวางหลักประกัน เพื่อชดเชยพอร์ตส่วนอื่น

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ ทิศทางสงคราม ป่วนราคาน้ำมันโลก

 

SCB CIO ประเมินทิศทางความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยมีตัวแปรสำคัญคือ ระยะเวลา ในการสู้รบ ดังนี้

 

  • Base Case (โอกาสเกิด 60%): ปะทะรุนแรงระยะสั้น ยอมเจรจา คาดว่าการสู้รบและการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นในกรอบเวลาไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งอ้างอิงกรอบเวลาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยประเมินไว้ โดยอิหร่านจะยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์ หากออกหน้านี้ ความผันผวนจะลดลง และราคาน้ำมันดิบจะแกว่งตัวในกรอบ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • Best Case (โอกาสเกิด 25%): เปลี่ยนแปลงการเมืองอุปทานน้ำมันฟื้นไว การตอบโต้ของอิหร่านไม่เป็นผลสำเร็จ นำไปสู่การประท้วงของประชาชนและการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตกมากขึ้น ในกรณีนี้อุปทานน้ำมันจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และราคาน้ำมันในระยะยาวจะปรับฐานลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามที่ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • Worst Case (โอกาสเกิด 15%): สงครามยืดเยื้อ น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ หากการสู้รบและการปิดช่องแคบฮอร์มุซลากยาวเกิน 1 เดือน ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศต่างๆ จะเริ่มร่อยหรอจนเกิดภาวะตื่นตระหนก (Panic) ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะยาว ซึ่งจะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อวิกฤตเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เอเชียเจ็บหนัก สหรัฐฯ-ยุโรป มีทางรอด

 

หากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันพุ่งสูง จะสร้างผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในแต่ละภูมิภาคไม่เท่ากัน ฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว (DM) อย่างสหรัฐฯ แทบไม่ได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจากสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันได้เอง ซึ่งอาจได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่ยุโรปยังมีทางเลือกในการกลับไปใช้น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียผ่านท่อในยูเครนได้

 

ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประเทศไทยเองนำเข้าน้ำมันสูงและมีน้ำมันสำรองใช้ได้เพียงราว 60 วัน ต่ำกว่าหลายประเทศที่มี 90 วัน ซึ่งหากเงินเฟ้อจากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

 

ขณที่นโยบายการเงินของเอเชียและไทยที่เตรียมจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจต้องหยุดชะงักเพื่อหันมาแก้ปัญหาราคาน้ำมันแทน สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มพลังงานอาจช่วยพยุงตลาดได้บ้าง แต่กลุ่มหลักอย่างการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบเชิงลบ ทำให้ภาพรวมตลาดยังคงถูกกดดัน

 

เจาะลึกหุ้นเกาหลีใต้ วิกฤตระยะสั้น โอกาสระยะยาวจาก AI

 

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) เป็นหนึ่งในตลาดที่ร่วงลงอย่างหนักถึง 4-5% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว เนื่องจากเกาหลีใต้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและ LNG จากตะวันออกกลางโดยตรงสูงมาก ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะซ้ำรอยวิกฤตต้นทุนพุ่งเหมือนในอดีต

 

อย่างไรก็ตาม SCB CIO มองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปัจจุบันต่างจากอดีต อุตสาหกรรมหลักคือเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมหาศาลจากเทรนด์ AI ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถผลักภาระต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปให้ผู้บริโภคได้ การร่วงลงของหุ้นเกาหลีใต้ในรอบนี้จึงมีสาเหตุผสมผสานทั้งจากความกังวลเรื่องน้ำมัน การขายทำกำไร และการถูก Force Sale จากนักลงทุนรายย่อยที่ใช้เลเวอเรจเก็งกำไรหลังจากตลาดขึ้นมาแรงกว่า 100% ใน 1 ปี

 

กลยุทธ์การลงทุน Wait & See รอจังหวะ ‘Buy on Weakness’

 

สำหรับคำแนะนำการลงทุน SCB CIO ประเมินบนสมมติฐาน Base Case โดยคาดว่าตลาดจะมีความผันผวนสูงจากการตอบโต้กันในช่วง 2-4 สัปดาห์นี้

 

  • ระยะสั้น แนะนำให้ Wait and See โดยรอดูสถานการณ์ออกไปก่อน โดยเฉพาะในตลาดที่ร้อนแรงและมีความผันผวนสูง
  • ระยะกลาง-ยาว เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกหรือคู่กรณีกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แนะนำกลยุทธ์ Buy on Weakness หรือทยอยสะสมในจังหวะย่อตัว
  • กลุ่มที่น่าสนใจ โฟกัสไปที่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงแรงแต่ยังมีปัจจัยขับเคลื่อน (Catalyst) การเติบโตในระยะยาวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ กลุ่มเอเชียเหนือ (เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน) ซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่ยังคงเผชิญภาวะสินค้าขาดแคลนไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนตลาดสหรัฐฯ และยุโรปยังคงน่าสนใจ แต่อาจไม่ได้ปรับฐานลงมาลึกจนเป็นจังหวะซื้อที่ดีเท่ากับฝั่งเอเชีย

 

ภาพ: Yanlens / Shutterstock

The post SCB CIO เปิด 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อหวั่นดันน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ สร้างวิกฤตเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย https://thestandard.co/us-earnings-q4-market-outlook/ Sat, 14 Feb 2026 03:04:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1178408 ภาพกราฟและตัวเลขทางการเงิน สะท้อนถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดหุ้น

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงนี้เต็มไปด้วยความผ […]

The post ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟและตัวเลขทางการเงิน สะท้อนถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดหุ้น

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงนี้เต็มไปด้วยความผันผวน แม้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ แม้จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ออกมาในทิศทางที่น่าพอใจ แต่ปฏิกิริยาของตลาดกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุด บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ซึ่งมีการประกาศงบออกมาแล้วประมาณ 80% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) พบว่าภาพรวมถือว่า แข็งแกร่ง โดยรายได้เติบโตเฉลี่ย 9% และกำไรสุทธิเติบโตถึง 13% สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Economies of Scale) ที่กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้

 

เมื่อเจาะลึกลงรายเซกเตอร์ พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

  • กลุ่มเทคโนโลยีและ AI Infrastructure เป็นพระเอกที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดการณ์ โดย 76% ของบริษัทในกลุ่มนี้รายงานงบดีกว่าที่ตลาดคาดไว้
  • กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรม ภาคธนาคารและการเงินฟื้นตัวได้ดี เช่นเดียวกับกลุ่มการผลิตและโลหะ ที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย Reshoring หรือ การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น
  • กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) เป็นกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาวะค่าครองชีพสูง

 

เจาะลึก ‘AI Monetization’ ดาบสองคมของหุ้น Tech

 

ประเด็นร้อนแรงที่สุดในฤดูกาลประกาศงบครั้งนี้คือเรื่องของ AI แม้รายได้จากธุรกิจ Cloud AI ของบริษัทระดับ Hyperscaler Google, Microsoft จะเติบโตสูงถึง 40-50% ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนเริ่มสร้างรายได้จริง แต่ตลาดกลับตอบรับในเชิงลบ

 

โดยสาเหตุหลักมาจาก ตัวเลขเม็ดเงินลงทุน (Capex) ที่สูงเกินคาด ผู้บริหารต่างมุ่งมั่นทุ่มเงินลงทุนเพื่อรองรับยุคสมัยใหม่ของ AI ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายทำกำไรออกมา โดยเฉพาะในหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นไปสูงแล้ว

 

นอกจากนี้ ยังเกิดภาพ Divergence ในกลุ่มเทคโนโลยีด้วยกันเอง ดังนี้

 

  • กลุ่ม Hardware/Infrastructure ยังคงได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
  • กลุ่ม Software แม้งบจะออกมาดีมาก แต่ราคาหุ้นกลับร่วงหนัก เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองข้ามช็อตไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยความกังวลว่า AI จะเข้ามา Disruption ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิม เช่น การเก็บค่าไลเซนส์ หรือค่าที่ปรึกษา อาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ถูกเทขายสวนทางกับฮาร์ดแวร์

 

ปรับพอร์ตรับมือภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนไป

 

ชาตรีประเมินว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี มี Valuation ที่ค่อน ข้างตึงตัว มี PE ที่ 17-22 เท่า ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เทรดกันที่ PE เพียง 10-15 เท่า โดยมีคาดการณ์การเติบโตของกำไรสูงถึง 16-17% ซึ่งสูงกว่าสหรัฐฯ

 

เปิดกลยุทธ์คำแนะนำการลงทุน ต้องกระจายความเสี่ยง

 

  1. แนะนำให้กระจายความเสี่ยงลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ราคาแพง และกระจายเงินลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
    • กลุ่มการเงิน (Financials) ได้ประโยชน์จากตลาดทุนที่ฟื้นตัวและ Wealth Management
    • กลุ่ม Healthcare รายได้เริ่มฟื้นตัวและเป็นกลุ่มที่ถูกลืมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
    • กลุ่ม Real Sector เช่น การผลิต โลหะ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นการผลิตจริง
  2. มองหาโอกาสลงทุนในตลาดกลุ่มประเทศฝั่งตะวันออก ปีนี้เม็ดเงินมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวันและประเทศที่การบริโภคเติบโตสูง เช่น อินเดีย, เวียดนาม รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่อาจได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) นี้เช่นกัน

 

สำหรับกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน โดยนักเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้ขายทำกำไร (Take Profit) ในหุ้น Tech สหรัฐฯ และโยกเงินมาลงทุนในฝั่งเอเชีย

 

ส่วนนักลงทุนระยะยาว หากถือครองหุ้นสหรัฐฯ ไม่เยอะ สามารถถือต่อได้ หรือรอจังหวะสะสมเมื่อตลาดย่อตัว แต่ต้องเลือกรายตัวอย่างระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงธุรกิจที่เสี่ยงถูก AI Disrupt

 

มอง ‘ทองคำ’ ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังน่าสะสม

 

ในส่วนของทองคำ SCB CIO มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควรสะสมในระยะยาว เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงทยอยซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์สหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ภาคครัวเรือนก็เริ่มหันมามองทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากขึ้น โดยมองกรอบแนวรับสำคัญสำหรับการทยอยสะสมอยู่ที่บริเวณ 4,700-4,800 ดอลลาร์

 

โดยสรุป ฤดูประกาศงบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้พื้นฐานบริษัทจะยังดี แต่ความคาดหวังของตลาดนั้นสูงกว่า การลงทุนในปีนี้จึงต้องเน้นลงทุนแบบ Selective และกระจายความเสี่ยงออกจากจุดที่ร้อนแรงเกินไป เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ https://thestandard.co/geopolitics-investment-oil-asia-spotlight/ Wed, 14 Jan 2026 09:09:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1165153 เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic […]

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี ไปเจาะลึกทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

น้ำมันล้นตลาด-ทองคำขาขึ้น สองด้านของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์

 

ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ทั้งกรณีของเวเนซุเอลาที่จบลงอย่างรวดเร็ว หรือการประท้วงใหญ่ในอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ชาตรี โรจนอาภา วิเคราะห์ว่าปัจจุบันปริมาณการผลิตน้ำมัน (Supply) เกินกว่าความต้องการ (Demand) อยู่แล้วประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเวเนซุเอลากลับมาผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย หรือหากมีการยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันล้นตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในระยะยาวมีแนวโน้มเป็นขาลง

 

ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงนี้ถือเป็นผลบวกต่อประเทศเกิดใหม่ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไทย ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและปูทางให้ธนาคารกลางต่างๆ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดทุน

 

ในทางกลับกัน ‘ทองคำ’ ยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่แน่นอน นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ส่องกลยุทธ์การลงทุน เอเชียคือสปอตไลท์ – สหรัฐฯ ต้องระวัง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ชาตรี ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง และราคาหุ้นที่ยังคงตามหลัง (Laggard) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งยังมีระดับราคา (Valuation) ที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดพัฒนาแล้ว

 

ส่วน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้กำไรสุทธิของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์การเติบโตที่ 14-15% และเริ่มมีการกระจายตัวของกำไรไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจาก AI เช่น อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ แต่ด้วยราคาที่พุ่งขึ้นแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

 

หุ้นไทย รอจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่น

 

ในส่วนของ ตลาดหุ้นไทย ชาตรี โรจนอาภา ยอมรับว่าราคาหุ้นหลายตัวอยู่ในระดับที่ “ถูกเกินไป” เมื่อเทียบกับพื้นฐาน โดยค่า PE Ratio ของหุ้นใหญ่หลายตัวลดลงมาเหลือเพียง 10 เท่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือ “ความเชื่อมั่น” ที่ยังต่ำ ทั้งจากปัจจัยการเมืองและการขาดแรงกระตุ้นใหม่ๆ ตลาดหุ้นไทยจึงต้องการจุดเปลี่ยน (Catalyst) ที่ชัดเจน เช่น นโยบายรัฐบาลที่ทำได้จริง เพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศให้กลับมา

 

สินทรัพย์ที่น่าสนใจและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

 

ชาตรี สรุปคำแนะนำการลงทุนดังนี้

 

  • ตราสารหนี้ มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะตราสารหนี้สหรัฐฯ และ Mortgage-Backed Securities (MBS) เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงและการที่เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ คาดการณ์จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนและกันยายนปีนี้
  • เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจน้อยที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากผลตอบแทนต่ำและแพ้เงินเฟ้อ
  • ความเสี่ยงที่ต้องระวัง คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับการใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากรัฐบาลแพ้คดีอาจนำไปสู่การฟ้องร้องจำนวนมากและสร้างความผันผวนต่อตลาดในระยะสั้น รวมถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน

 

โดยสรุป ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ยังคงมีความสดใสในหลายกลุ่มสินทรัพย์ แต่ต้องอาศัยการจัดสรรพอร์ตอย่างระมัดระวังและติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Miha Creative/shutterstock

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกม ‘ภาษีทรัมป์’ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร https://thestandard.co/trump-tariff-us-court-ruling/ Fri, 05 Sep 2025 08:38:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1115941 ศาลสหรัฐฯ ชี้ภาษีทรัมป์เกินขอบเขต วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการลงทุน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ วินิ […]

The post อ่านเกม ‘ภาษีทรัมป์’ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสหรัฐฯ ชี้ภาษีทรัมป์เกินขอบเขต วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการลงทุน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในอดีต ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Power Act (IEPA) ตั้งกำแพงภาษีกับหลายประเทศทั่วโลกนั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า เรื่องนี้มีที่มาจากการที่สมาคมผู้ค้ารายย่อยฟ้องร้องรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่ากฎหมาย IEPA มีเจตนารมณ์เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อการยึดทรัพย์และคว่ำบาตรบางประเทศที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อการตั้งภาษีเป็นการทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาสหรัฐฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

 

ศาลอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้นว่าการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องพร้อมทั้งขยายเวลาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด หรือศาลฎีกา ซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ จุดจบ ‘ภาษีทรัมป์’

 

ชาตรี ยังวิเคราะห์ต่อว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดมีแนวโน้มที่จะออกมาได้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  1. ศาลสูงสุดไม่รับอุทธรณ์ ในกรณีนี้ คำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สิ้นสุด ภาษีที่ตั้งไว้ทั้งหมดถือว่าผิดกฎหมายและต้องถูกยกเลิกไป รวมถึงต้องพิจารณาเรื่องการคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่องบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการคลังในอนาคต

 

  1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์แต่ตัดสินว่ารัฐบาลผิด ผลลัพธ์จะเหมือนกับกรณีแรก คือการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องและต้องถูกยกเลิก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพิจารณานานขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นผลดีต่อการค้าโลกโดยรวม และจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนได้ในระยะยาว

 

  1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์และตัดสินว่ารัฐบาลทำถูกต้อง หากศาลสูงสุดวินิจฉัยเช่นนี้ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้กฎหมาย IEPA ในการตั้งกำแพงภาษีได้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบที่สองและสามในอนาคต

 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ศาลสูงสุดมีผู้พิพากษา 6 ใน 9 คนที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยที่พรรครีพับลิกันเป็นรัฐบาล อาจทำให้ทรัมป์มีโอกาสได้เปรียบกว่า 2 ศาลแรก แต่ชาตรีชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลสูงสุดจะกลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นได้นั้น ต้องมีหลักฐานและเหตุผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งยวด และประเด็นนี้จะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดก็ตาม

 

ประเมินจุดจบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

 

ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเชิงบวก หรือเป็นกลาง มากกว่าที่จะแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ เพราะในมุมมองของนักลงทุน มีเพียง 2 กรณีเท่านั้นที่จะเกิดขึ้น คือ สถานการณ์ยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น

 

วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนโลก โดนสะเทือนแค่ไหน

 

หากศาลสูงสุดตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย จะส่งผลบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ อย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย เพราะจะทำให้ความกังวลเรื่องสงครามการค้าลดลง เศรษฐกิจโลกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่เคยได้รับผลกระทบก็จะฟื้นตัว สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจมีบางอุตสาหกรรมที่เคยได้รับการปกป้องจากภาษีอย่างเช่น เหล็กและรถยนต์ได้รับผลกระทบในระยะสั้น แต่ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนจะดีขึ้น

 

  • ตลาดตราสารหนี้ กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องคืนภาษีที่เก็บไปแล้ว จะทำให้งบประมาณขาดดุลมากขึ้นและต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวสูงขึ้นได้ ในทางกลับกัน พันธบัตรระยะสั้นอาจได้ประโยชน์จากการที่อัตราเงินเฟ้อลดลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้
  • ค่าเงิน กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง จากการที่รัฐบาลขาดดุลมากขึ้นและ Fed อาจลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากผลตัดสินออกมาว่ารัฐบาลทำถูกต้อง สถานการณ์ทุกอย่างก็จะคงที่เหมือนในปัจจุบัน

 

เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือความไม่แน่นอนสูง

 

ชาตรีให้คำแนะนำนักลงทุนว่า จากความไม่แน่นอนนี้ โอกาสที่ตลาดจะปรับฐานในระยะสั้นถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีโอกาสได้รับผลบวกมากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว โดยนักลงทุนสามารถพิจารณาเข้าลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ Emerging Market ก็ตาม

 

เนื่องจากผลลัพธ์ของคดีนี้มีเพียง 2 อย่าง คือ สถานการณ์จะยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความน่าสนใจอยู่มาก

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการตัดสินของศาลสูงสุดอย่างใกล้ชิด เพราะหากผลออกมาในทางตรงกันข้าม การเงินการคลังของสหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ และตลาดโลกอาจสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

 

ภาพ: IAB Studio/Shutterstock

The post อ่านเกม ‘ภาษีทรัมป์’ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO คาดไทยเสี่ยงเจอปัญหาหนัก หากโดนภาษีสหรัฐฯ เกิน 20% กระทบส่งออกฉุด GDP นักลงทุนควรรับมืออย่างไร https://thestandard.co/scb-cio-over-20-us-tariffs-risk/ Wed, 09 Jul 2025 07:53:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1094761

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษี 36% ที่สหรัฐฯ จะเ […]

The post SCB CIO คาดไทยเสี่ยงเจอปัญหาหนัก หากโดนภาษีสหรัฐฯ เกิน 20% กระทบส่งออกฉุด GDP นักลงทุนควรรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษี 36% ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บจากประเทศไทยที่ยังไม่มีความแน่นอน รวมทั้งประเทศคู่ค้าของก็เสี่ยงโดนภาษีการค้าด้วยเช่นกัน อาจสร้างความผันผวนต่อการลงทุน นักลงทุนควรรับมืออย่างไร

 

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM Head of Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตัวเลขอัตราภาษีที่ 36% สหรัฐฯ ประกาศจะจัดเก็บสินค้านำเข้าจากไทยนั้น เป็นตัวเลขเดิมที่เคยประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน และหลายประเทศที่ได้รับจดหมายในล็อตเดียวกันก็ได้รับตัวเลขนี้เช่นกัน ซึ่งในแง่หนึ่งอาจตีความได้ว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการจะเก็บภาษีในอัตรานี้จริง ๆ แต่เป็นการขยายเวลาให้แต่ละประเทศมีโอกาสเจรจาต่อรองเพิ่มเติม ซึ่งเดิมมาตรการจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ แต่ล่าสุดได้ขยายระยะเวลาที่เริ่มมีผลบังคับใช้ไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคมนี้

 

คาดไทยอาจโดนภาษีอัตรา 10-20%

 

ชาตรีประเมินว่า ตัวเลขภาษีที่แท้จริงที่ไทยจะได้รับน่าจะอยู่ระหว่าง 10-20% โดยอ้างอิงจากกรณีของเวียดนามที่เจรจาได้ที่ 20% อีกทั้งประเด็นสำคัญที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในตลาด นั่นคือ เรื่องของค่าเงิน โดยเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น 14% เมื่อเทียบกับค่าเงินดองของเวียดนามในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เวียดนามมีความได้เปรียบด้านค่าเงิน ดังนั้น ตัวเลขภาษีที่ไทยควรได้รับเพื่อให้สามารถแข่งขันกับเวียดนามได้โดยตรง ควรจะต่ำกว่า 20% พอสมควร โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 15% เพื่อชดเชยความเสียเปรียบด้านค่าเงิน

 

อย่างไรก็ดี หากตัวเลขภาษีของไทยสูงกว่า 20% มองว่าประเทศไทยเสี่ยงจะเผชิญปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 10% ของ GDP ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

 

ตลาดทุนโลกไม่หวั่น มองข้ามความกังวลชั่วคราว

 

ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดทุนโลก ประเมินว่า นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลลง เนื่องจากตระหนักว่าตัวเลข 36% เป็นเพียงตัวเลขเดิม และมาตรการนี้เป็นการขยายเวลาการเจรจา ทำให้ตลาดหุ้นของประเทศที่ได้รับจดหมาย เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น กลับปรับตัวขึ้นด้วยซ้ำหลังจากได้รับจดหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมองว่านี่คือสัญญาณเชิงบวกที่แสดงว่าประเทศเหล่านี้มีเวลามากขึ้นในการเจรจา และกลุ่มประเทศที่ยังไม่ได้รับจดหมายก็ใกล้จะบรรลุข้อตกลงแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการเร่งด่วน

 

สำหรับผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย-ส่งออกและนำเข้า มีดังนี้

 

  • ภาคการส่งออก อุตสาหกรรมหลักที่พึ่งพาสหรัฐฯ สูง เช่น โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, และยางรถยนต์ จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีตลาดหลักในสหรัฐฯ และยากที่จะย้ายฐานลูกค้าได้ในระยะเวลาอันสั้น ผลกระทบจะส่งตรงไปที่อัตรากำไร (Margin) และยอดคำสั่งซื้อ ที่อาจย้ายไปประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม นอกจากนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โรงงานที่มาตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ก็อาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ได้เปรียบมากกว่า

 

ในส่วนของสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป และอาหารสัตว์ ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าสหรัฐฯ สูงถึง 30-40% ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อาจต้องเริ่มมองหาตลาดใหม่เพื่อลดความเสี่ยง

 

  • ภาคการนำเข้า ผลกระทบต่อภาคการนำเข้าอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากสินค้าที่เรานำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ เช่น น้ำมัน ปิโตรเคมี หรืออากาศยาน เป็นสินค้าที่ไทยผลิตเองไม่ได้มากนัก

 

อย่างไรก็ตาม เตือนว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเพียงให้ไทยซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องการให้ไทยเปิดตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย เนื่องจากจะมีสินค้าเกษตรราคาถูกจากสหรัฐฯ เข้ามาแข่งขัน ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยก็ต้องเตรียมรับมือ

 

กลยุทธ์ลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ ท่ามกลางความผันผวน

 

ชาตรี ยังให้ความเห็นว่า ขณะนี้คาดน่าจะผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดของสงครามการค้าไปแล้ว และความกังวลในตลาดเริ่มลดลง ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกยังคงน่าสนใจ

 

ตลาดหุ้น ในกลุ่มประเทศในเอเชียที่การเจรจาการค้าใกล้จะจบหรือจบไปแล้ว มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย และไต้หวัน เนื่องจากความไม่แน่นอนลดลงและจะกลายเป็นปัจจัยบวก หากประเทศไทยสามารถเจรจาได้สำเร็จในกลุ่มแรก ๆ ก็จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่เอเชียเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
ตราสารหนี้

 

  • พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.4% ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสมต่อการลงทุน ชาตรีคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 2 ครั้งในปีนี้ โดยอาจเริ่มต้นในเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ

 

  • ตราสารหนี้ไทย ผลตอบแทนพันธบัตรไทยลดลงค่อนข้างเร็ว โดย Bond Yield ระยะ 10 ปี อยู่ที่ 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำ นักลงทุนอาจพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงที่มีอายุไม่ยาวนัก หรือพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

  • ตลาดหุ้นไทยมีความหวังจากการเจรจาการค้า หากสามารถจบการเจรจาได้เร็ว จะได้รับอานิสงส์จากเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชีย แม้ว่า Valuation ของหุ้นไทยอาจไม่ได้ถูกมากนักเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว และไม่น่าจะหลุดระดับ 1,000 จุด หรือกลับไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 1,050 จุด

 

ภาพ: Rawpixel.com/Shutterstock

The post SCB CIO คาดไทยเสี่ยงเจอปัญหาหนัก หากโดนภาษีสหรัฐฯ เกิน 20% กระทบส่งออกฉุด GDP นักลงทุนควรรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO แนะปรับกลยุทธ์ลงทุนรับมือความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง https://thestandard.co/scb-cio-investment-middle-east-strategy/ Fri, 27 Jun 2025 11:53:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1090140 SCB CIO แนะนำกลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง

สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและผันผวนรายวัน ท […]

The post SCB CIO แนะปรับกลยุทธ์ลงทุนรับมือความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO แนะนำกลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง

สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและผันผวนรายวัน ทั้งประเด็นสงคราม ความขัดแย้งทางการค้า รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ทำให้การบริหารพอร์ตลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป แล้วนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

 

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM, Head of Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ร้อนประเด็นร้อนล่าสุดที่โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความระบุว่าอิสราเอลและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใน 24 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะยังไม่มีการยืนยันจากอิหร่าน แต่ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ตลาดทุนตอบรับเชิงบวกทันที โดยตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง

 

“ถ้าสงครามยุติได้จริงอย่างที่ทรัมป์กล่าวอ้าง จะเป็นบวกกับการลงทุนทั่วโลก สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะค่อยๆ ลดความกังวลและกลับสู่สภาวะปกติ” ชาตรีกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด และสงครามยังดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรง เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลให้ ราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง และสร้างผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ

 

แม้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกมากนัก เนื่องจากช่องแคบยังไม่ถูกปิด แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลต่อมิติการดำเนินธุรกิจและภาพเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในประเด็นราคาพลังงาน

 

ชาตรีชี้ว่า ผลกระทบหลักของสงครามคือราคาน้ำมันที่กระทบกับทั้งโลก ว่าหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อาจไม่เป็นปัญหามากนัก แต่หากความรุนแรงของสงครามเพิ่มขึ้นจนนำไปสู่การปิดช่องแคบ หรือการทำลายแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น อินเดีย จีน และไทย

 

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังส่งผลให้ ปัญหาเงินเฟ้อกลับมาเป็นความกังวลหลัก ซึ่งจะกระทบต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ตลาดคาดหวังให้มีการลดดอกเบี้ย

 

ค่าเงินบาทและสงครามการค้า-ภาพรวมยังไม่ชัดเจน

 

ในส่วนของ ค่าเงินบาท มองว่า หากสงครามยังดำเนินต่อไป ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะยังคงแข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ส่วนค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวตามข่าวสงครามที่ออกมา แต่โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้แข็งแรงมากนัก และการส่งออกที่ชะลอตัว ทำให้คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะไม่แข็งค่าขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และจะแกว่งตัวในกรอบที่ไม่กว้างมากนัก ซึ่งอาจช่วยให้การวางแผนการส่งออกและการนำเข้าทำได้ง่ายขึ้น

 

สำหรับ สงครามการค้า ที่เส้นตาย 90 วันของมาตรการตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐฯ จะครบกำหนดในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ โดย ชาตรีมองว่า สหรัฐฯ ได้เตรียมการสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจาอาจได้รับการเลื่อนเส้นตายออกไปก่อน เพื่อให้มีการเจรจาให้แล้วเสร็จ ส่วนประเทศที่ไม่ได้เจรจาอาจได้รับผลกระทบทางภาษีต่อไป

 

“ผมเชื่อว่าเส้นตายวันที่ 8 กรกฎาคม สำหรับประเทศส่วนใหญ่ที่คุยอยู่น่าจะถูกเลื่อนออกไป เพราะไม่น่าจะคุยกันทัน ส่วนประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 18 ประเทศที่เจรจาอยู่ จึงเชื่อว่าผลกระทบในเรื่องนี้จะไม่มากนัก” ชาตรี กล่าว

 

กลยุทธ์การลงทุนในภาวะ “ฝุ่นตลบ”

 

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ชาตรีเน้นย้ำปรัชญาการลงทุนของ SCB CIO คือ “Stay Invested” หรือการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าแม้จะเผชิญกับสงคราม เศรษฐกิจถดถอย หรือความผันผวนต่างๆ ตลาดทุนโดยรวมก็ยังสามารถกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้เสมอ

 

“เราไม่จำเป็นต้องตระหนกตกใจเกินไป สิ่งที่ควรทำคือเลือกการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ให้มากพอ” ชาตรีแนะนำ

 

สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีเวลาในการจัดสรรสินทรัพย์ด้วยตนเอง โดยมีคำแนะนำทางเลือกดังนี้

 

  • กองทุนที่มีความยืดหยุ่น (Flexible/Mixed Fund): กองทุนประเภทนี้จะให้ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกและปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
  • กองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยง (Equity Long/Short): กองทุนประเภทนี้จะมีการซื้อหุ้นในตลาดที่น่าสนใจ (Long) และขายชอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงในตลาดรวมหรือตลาดที่ไม่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยให้มีความยืดหยุ่นและไม่ขึ้นลงตามตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ทิศทาง Fund Flow: มองหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่

 

สำหรับทิศทางของ Fund Flow มองว่ากระแส “Sell America” หรือการขายหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่นมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อหาโอกาสในตลาดอื่นที่ราคาอาจดู “Laggard” หรือปรับขึ้นช้ากว่า ยังคงมีอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เอง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงน่าสนใจจากผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่น ส่วนหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคอาจต้องระมัดระวังจากภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

ในทางกลับกัน ชาตรีมองว่า ตลาดนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเอเชียมีความน่าสนใจมากขึ้น หากสงครามในตะวันออกกลางยุติลงจริง ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่เคยกดดันตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน เอเชียตะวันออก และอินเดีย ก็จะคลายตัวลง และทำให้ตลาดหุ้นเหล่านี้มีโอกาสฟื้นตัว

 

“ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนอาจจะลองจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนในตลาดเกิดใหม่เหล่านี้มากขึ้น ซึ่งก็น่าสนใจ” ชาตรีทิ้งท้าย

The post SCB CIO แนะปรับกลยุทธ์ลงทุนรับมือความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สงครามการค้า-ภาษีทรัมป์ กับผลกระทบการลงทุน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-08042025-2/ Tue, 08 Apr 2025 11:21:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1061828

ผลกระทบจาก สงครามการค้า หลังจากที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีส […]

The post ชมคลิป: สงครามการค้า-ภาษีทรัมป์ กับผลกระทบการลงทุน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลกระทบจาก สงครามการค้า หลังจากที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีส่งผลต่อตลาดหุ้นและการลงทุนทั่วโลกรุนแรงแค่ไหน มีมุมมองต่อแนวโน้มการลงทุนเป็นอย่างไร พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: สงครามการค้า-ภาษีทรัมป์ กับผลกระทบการลงทุน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศในช่วงนี้ ปรับกลยุทธ์ลงทุนอย่างไร | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-13032025-2/ Thu, 13 Mar 2025 05:04:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1051585

แนวโน้มการลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศในช่วงนี้ ควรปรับกลยุ […]

The post ชมคลิป: แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศในช่วงนี้ ปรับกลยุทธ์ลงทุนอย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

แนวโน้มการลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศในช่วงนี้ ควรปรับกลยุทธ์อย่างไร พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศในช่วงนี้ ปรับกลยุทธ์ลงทุนอย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: 5 ประเด็นน่าห่วง ‘วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย’ คนไทยก่อหนี้ไปตลอดชีวิต | Morning Wealth 13 มี.ค. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-13032025/ Thu, 13 Mar 2025 02:16:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1051529

5 ประเด็นน่าห่วง ‘วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย’ จากข้อมูลบัญชี […]

The post ชมคลิป: 5 ประเด็นน่าห่วง ‘วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย’ คนไทยก่อหนี้ไปตลอดชีวิต | Morning Wealth 13 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

5 ประเด็นน่าห่วง ‘วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย’ จากข้อมูลบัญชีลูกหนี้ที่ไม่สามารถระบุตัวตนมากกว่า 84 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้คงค้างกว่า 13.6 ล้านล้านบาท พบคนไทยก่อหนี้วนลูป จนกลายเป็นหนี้พอกเรื้อรังไปตลอดชีวิต รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

แนวโน้มการลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศที่ร่วงลงในช่วงนี้ควรปรับกลยุทธ์อย่างไร พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: 5 ประเด็นน่าห่วง ‘วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย’ คนไทยก่อหนี้ไปตลอดชีวิต | Morning Wealth 13 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เหล็กไทยน่าห่วง! ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ทยอยปิดโรงงาน | Morning Wealth 14 ก.พ. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-14022025/ Fri, 14 Feb 2025 03:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1041685

สถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภา […]

The post ชมคลิป: เหล็กไทยน่าห่วง! ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ทยอยปิดโรงงาน | Morning Wealth 14 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ธุรกิจทยอยปิดตัว เหลือกำลังผลิตแค่ 28% รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

วิเคราะห์ภูมิทัศน์การค้าโลก หลังทรัมป์ขึ้นภาษีเรียงหน้ากระดาน พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เหล็กไทยน่าห่วง! ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ทยอยปิดโรงงาน | Morning Wealth 14 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องนโยบายการเงินธนาคารกลางยุคทรัมป์ 2.0 เฟ้นหาตลาดหุ้นน่าสนใจปี 2025 https://thestandard.co/trump-2-0-monetary-policy-stock-markets-2025/ Mon, 30 Dec 2024 04:27:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1025633 trump-2-0-monetary-policy-stock-markets-2025

วันที่ 20 มกราคม 2025 ถือเป็นวันที่ธนาคารกลางของประเทศต […]

The post ส่องนโยบายการเงินธนาคารกลางยุคทรัมป์ 2.0 เฟ้นหาตลาดหุ้นน่าสนใจปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-2-0-monetary-policy-stock-markets-2025

วันที่ 20 มกราคม 2025 ถือเป็นวันที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เนื่องจากเป็นวันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจะได้รับทราบว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายอย่างไรบ้างในช่วง 100 วันแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งก็จะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ตัดสินใจได้ถูกว่าควรจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร โดยเฉพาะ Fed ที่ในการประชุมส่งท้ายปี เดือนธันวาคม 2024 ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ปรับมุมมองคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต (Fed Dot Plot) จากเดิมคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2025 ก็ลดลงเหลือเพียง 2 ครั้ง 

 

ขณะที่ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็มีท่าทีที่ Hawkish (ท่าทีที่จะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ) โดยแสดงท่าทีแบบมั่นใจมากๆ ว่าเงินเฟ้อจะไม่ปรับลดลงง่ายๆ ทำให้ตลาดแปลกใจ เพราะที่ผ่านมาในการแถลงข่าวพาวเวลล์ไม่ได้มีท่าทีขึงขังเท่านี้ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะ Fed น่าจะกังวลกับนโยบายของทรัมป์นั่นเอง 

 

เมื่อตลาดเห็นท่าทีแบบนี้จึงมั่นใจว่านับจากนี้ไปอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ก็คงไม่น่าจะปรับลดลงได้เร็ว ซึ่งก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงค่อนข้างแรงหลังจากถ้อยแถลงออกมา ขณะที่ตลาดอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนต่างรอดูความชัดเจน โดยเงินดอลลาร์สหรัฐที่เคยไหลออกมาลงทุนในเอเชียเริ่มลดน้อยลง ทั้งเงินที่เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ ตลาดหุ้น รวมถึงเงินลงทุนโดยตรง (FDI) 

 

ทั้งนี้ ผมมองว่าในการประชุม 3 ครั้งแรกในปี 2025 ของ Fed นั้นก็น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม เพื่อรอติดตามผลที่เกิดจากนโยบายของทรัมป์ก่อน หรืออย่างเร็วที่สุดก็คงจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ 3 ซึ่งก็จะทำให้นักลงทุนยังคงเห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับสูงและนาน (Higher for Longer) 

 

ในส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2025 ก็คาดว่าจะไม่สามารถเติบโตได้ในระดับ 3% และน่าจะเติบโตได้น้อยกว่าปี 2024 เนื่องจากมีความท้าทายอยู่มาก เช่น นโยบายขับไล่ผู้อพยพหรือสงครามการค้า ที่ไม่ได้กระทบเพียงแค่เศรษฐกิจคู่ค้าของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังกลับมากระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วย 

 

โดยจากตัวเลขของ SCB EIC คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2025 จะเติบโตได้ 1.9% จากในปี 2024 คาดว่าจะเติบโต 2.7% ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5% ต่ำกว่าปี 2024 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.7% โดยเศรษฐกิจยุโรปในปี 2024 คาดว่าจะขยายตัว 0.8% และปี 2025 ขยายตัวลดลงเหลือ 0.6% เศรษฐกิจญี่ปุ่นคาดว่าจะหดตัว -0.2% ในปี 2024 จะกลับมาขยายตัว 0.9% ในปี 2025 และเศรษฐกิจจีนที่ทางการตั้งเป้าหมายขยายตัวปีละ 5% ก็น่าจะทำไม่ได้ตามเป้าหมาย โดยในปี 2024 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.9% ส่วนปี 2025 คาดว่าจะขยายตัว 4.2%

 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่กล่าวมา มองว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า Fed ด้วยเงื่อนไขเศรษฐกิจที่ต้องการการกระตุ้นมากกว่า ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็คงจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ สวนทางกับธนาคารกลางอื่นๆ 

 

ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) แม้จะยังมีช่องทางให้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังต่ำมาก แต่คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังไม่ทำเช่นนั้น เนื่องจากค่าเงินหยวนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินสกุลอื่น หากจีนดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายลงอีก จะยิ่งกดดันให้เงินหยวนอ่อนค่าลงไปอีก เพราะทำให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของจีนและสหรัฐฯ มีมากขึ้น 

 

ดังนั้นเงินทุนจะยิ่งไหลออก ซึ่งเงินที่อยู่ในมือของภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปในจีนนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจจีนได้ หากกลุ่มนี้ต้องการย้ายเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ ก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลจีนเผชิญปัญหาหนักเข้าไปอีกในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ 

 

เบื้องต้นผมมองว่าทางการจีนคงจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้ เพียงแต่ต้องจับตานโยบายที่ออกมา เพราะหากเป็นนโยบายซ้ำๆ แบบเดิม อาจจะให้ผลไม่ได้มากเท่าที่เคยทำได้ ขณะที่หากจีนไม่ใช้มาตรการอะไรเลยก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะมีความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบาย จึงจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมาย ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนจีนมีเงินเหลือเก็บแต่ไม่ยอมนำมาใช้จ่าย เพราะขาดความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันยังมีสงครามการค้ากับสหรัฐฯ เป็นภาระเพิ่มเติมที่รออยู่ 

 

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผมมองว่าคงจะรอติดตามการดำเนินนโยบายของทรัมป์เช่นกัน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปในปี 2025 โดยคาดว่าหากทรัมป์มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าไทยด้วย ก็คงจะทำให้บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบและเกิดปัญหาด้านสภาพคล่องได้

 

เมื่อพิจารณาจากแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย เพื่อพิจารณาตลาดหุ้นที่น่าสนใจ มองว่ายังคงเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามด้วยตลาดหุ้นญี่ปุ่นและยุโรป ที่ทำผลงานได้ดีอยู่ สามารถลงทุนระยะยาวได้ ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้นยังต้องรอคอยจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ท่ามกลางราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ที่ถือว่าแพงกว่าตลาดหุ้นเวียดนาม, เกาหลีใต้, จีน A-Share และจีน H-Share ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เติบโตมากกว่าตลาดอื่นๆ 

 

ทั้งนี้ คงต้องรอติดตามนโยบายของภาครัฐ เช่น การอัดฉีดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดหย่อนภาษีหรือการแจกเงิน ว่าจะช่วยให้โมเมนตัมเศรษฐกิจดีขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่การท่องเที่ยวแม้จะคึกคักขึ้น แต่ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก็ยังไม่ได้มากเท่าในอดีต ส่วนปัจจัยท้าทายสำคัญที่รออยู่ ได้แก่ ปี 2025 จะมีผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ครบกำหนดเงื่อนไขใหม่ 7 ปีเป็นปีแรก ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท โดยหลายคนที่ลงทุนยังขาดทุนอยู่ก็จริง แต่หากกลุ่มนี้มีความต้องการใช้เงินและขายหน่วยลงทุนออกมาพร้อมกัน ก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยได้ เนื่องจากมูลค่าหน่วยลงทุนที่ขายได้สูงกว่าขนาดของกองทุนรวมวายุภักษ์ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพยุงหุ้นไทยอีก 

 

ด้านสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ‘ทองคำ’ ยังมีโอกาสสะสมได้เมื่อพักฐาน เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นมิตรกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเก็บสะสมทองคำในทุนสำรองอยู่ โดยเฉพาะหากมีสงครามเกิดขึ้น การเก็บสะสมทองคำในทุนสำรองก็จะยิ่งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีความท้าทายหากธนาคารกลางต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว 

 

สุดท้ายนี้ผมแนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายความเสี่ยง ลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกและหลากหลายในสัดส่วนที่เหมาะสม ใครที่เคยลงทุนหุ้นไทยเพียงอย่างเดียวหรือแม้แต่ลงทุนหุ้นจีนเพียงอย่างเดียว ก็ควรกระจายความเสี่ยงไปลงทุนตลาดหุ้นโลกบ้าง โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อให้ผู้จัดการกองทุนช่วยดูแลเรื่องการลงทุนให้ 

 

หากกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกมากเพียงพอแล้ว ก็อาจคัดเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจที่ผลการดำเนินงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ เช่น กลุ่มสินค้าที่มีเทคโนโลยีน่าสนใจ ไม่ว่าใครก็ต้องการใช้ หรืออาจจะเลือกลงทุนในประเทศที่ประชากรเติบโต การบริโภคในประเทศกำลังเติบโต

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด และแอปพลิเคชัน SCB EASY หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 2777 7777

 

ภาพ: Andrew Harnik / Staff / Getty Images 

The post ส่องนโยบายการเงินธนาคารกลางยุคทรัมป์ 2.0 เฟ้นหาตลาดหุ้นน่าสนใจปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO เปิดชื่ออุตสาหกรรมส่อแววร่วงในปี 2025 พร้อมเจาะ 5 อุตสาหกรรมเด่นที่ยังลงทุนได้ในปีหน้า https://thestandard.co/scb-cio-industries-2025/ Thu, 26 Dec 2024 11:16:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1024243

ปี 2025 ถือเป็นปีที่การลงทุนมีความท้าทาย เพราะ โดนัลด์ […]

The post SCB CIO เปิดชื่ออุตสาหกรรมส่อแววร่วงในปี 2025 พร้อมเจาะ 5 อุตสาหกรรมเด่นที่ยังลงทุนได้ในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2025 ถือเป็นปีที่การลงทุนมีความท้าทาย เพราะ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ามานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาติดตามการวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมไหนจะโดดเด่น และอุตสาหกรรมไหนจะส่อแววร่วง

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า อุตสาหกรรมที่น่าจับตามองสำหรับการลงทุนในปี 2025 มีหลายอุตสาหกรรมดังนี้

 

1. Generative AI ปัจจุบันถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานต่างๆ สะดวกและง่ายขึ้น โดยเห็นพัฒนาการตลอดปี 2024 และน่าจะมีพัฒนาการต่อเนื่องในปี 2025 เช่น OpenAI มีการพัฒนา ChatGPT เวอร์ชัน 1o ออกมา มีความสามารถในการช่วยคิดแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ รวมถึงมีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ขณะที่ Google มี Gemini ที่มีการออกเวอร์ชัน 2.0 มาแข่งขันกับ ChatGPT

 

นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าของคู่แข่งรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรม Generative AI ที่ทยอยออกมาเพิ่มขึ้น เช่น Anthropic ที่พัฒนาแชตบอต AI ชื่อ Claude โดยได้รับการสนับสนุนจาก Amazon รวมทั้ง Microsoft ที่มีการพัฒนา AI ในชื่อ Microsoft Copilot และ Meta ยังมีการเปิดตัว AI ในชื่อ Llama ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปทดลองใช้งานได้แล้วในแอปพลิเคชัน Facebook กับ Messenger

 

โดยจะเห็นว่าในปีนี้ Generative AI มีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ในกลุ่มทั้ง Google, Microsoft, Amazon, Meta ต่างประกาศใช้งบลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปี 2025 เป็นหลักหมื่นล้านดอลลาร์

 

อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่า OpenAI เตรียมตัวที่จะขายหุ้น IPO ในปี 2025 ด้วย จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปล่อยฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้กระตุ้นดึงดูดความน่าสนใจในการระดมทุน

 

“ในปี 2025 เชื่อว่าผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม Generative AI น่าจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ และมีการแข่งขันออกมาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง”

 

2. Quantum Computer โดยเริ่มเห็น Google แถลงข่าวเปิดตัวชิป Quantum ชื่อ Willow ที่มีความสามารถและประสิทธิภาพในการคำนวณแก้ปัญหาทางควอนตัมที่มีความซับซ้อนโดยใช้เวลาในการแก้ปัญหาภายในระยะเวลา 200 วินาที ลดลงจากปกติที่ใช้ระยะเวลาหลักหลายล้านล้านปี ถือเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรม Quantum Computer ซึ่งเดิมเป็นเพียงคอนเซปต์มาเป็นระยะเวลายาวนาน ส่งผลให้ปัจจุบันเริ่มมีความเป็นไปได้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ให้สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้

 

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของ Quantum Computer จะสนับสนุนให้งานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม การวิเคราะห์โปรตีนสำหรับใช้พัฒนายารักษาโรค การจำลองคนต่างๆ การวิเคราะห์วิจัยของข้อมูลซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้ให้สามารถทำได้ในอนาคต

 

โดยคาดว่าในปี 2025 จะเริ่มเห็นการลงทุนในอุตสาหกรรม Quantum Computer เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มบริษัท 7 หุ้นนางฟ้า (The Magnificent Seven) มีเพียง Google บริษัทเดียวที่ลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนอีก 6 บริษัทยังไม่ประกาศลงทุนในอุตสาหกรรม Quantum Computer ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

 

จับตา AI-Quantum Computer ดันดีมานด์พลังงานโตแรง

 

3. Zero Cost Energy หรือพลังงานที่มีราคาต่ำ สืบเนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรม Generative AI กับ Quantum Computer ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ เช่นในสหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงจะขาดแคลนพลังงาน ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าทั้ง Google, Microsoft, Amazon และ Meta มีการขยับขยายการลงทุนไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอง รวมถึงความร่วมมือในการจัดหาพลังงานต่างๆ เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ยังเริ่มเห็นบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ขยายฐานการลงทุนในการพัฒนาสำนักงานวิจัยและ Data Center ต่างๆ ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เช่น ในไทยและเวียดนาม ซึ่งสะท้อนว่าพลังงานในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะขาดแคลน ดังนั้นจึงมีความพยายามในการแสวงหาแหล่งพลังงานที่มีราคาต่ำและเพียงพอเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

 

ค่ายรถยนต์สันดาปยังเสี่ยงสูง เร่งควบรวมกิจการเอาตัวรอด

 

4. อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มเห็นแนวโน้มค่ายผลิตรถยนต์กลุ่มสันดาปต่างๆ มีการผลิตลดลง อีกทั้งเริ่มเห็นผู้ผลิตรถยนต์อีวีเข้ามาแย่งมาร์เก็ตแชร์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเริ่มเห็นว่าหลายบริษัทรถยนต์สันดาปกำลังประสบปัญหาทางธุรกิจ เช่น Volkswagen ที่มีการปรับลดพนักงาน รวมถึง Honda กับ Nissan ที่สถานการณ์ธุรกิจถูกบังคับให้ต้องควบรวมกิจการ โดยประเมินว่าภาพดังกล่าวในปี 2025 น่าจะมีสถานการณ์ที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น

 

เนื่องจากค่ายรถยนต์อีวีต่างๆ เริ่มมีการพัฒนาระบบรถยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Driving) เช่น Tesla ขณะที่ Waymo ประกาศแผนงานนำรถแท็กซี่ไร้คนขับเริ่มทดสอบและมีแผนให้บริการเพิ่มมากขึ้น

 

ทั้งนี้ จะส่งผลให้ค่ายรถยนต์ที่ไม่มีเทคโนโลยี Autonomous Driving ในอนาคตทำการแข่งขันได้ยากขึ้น อีกทั้งมีโอกาสเห็นการควบรวมกิจการของแบรนด์รถยนต์เพิ่มสูงขึ้น หรือมีการแย่งชิงมาร์เก็ตแชร์ของค่ายรถยนต์อีวีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเปิดตัวแท็กซี่ไร้คนขับของ Tesla จะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2025 มีความน่าสนใจในการลงทุน

 

อย่างไรก็ดี อาจมีผลกระทบในเชิงลบมากพอสมควรต่ออุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกลุ่มธุรกิจ Drive Sharing และ Delivery เช่น Uber และ Grab

 

ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องติดตาม เพราะมีทั้งกลุ่มที่ได้รับประโยชน์และกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการพัฒนาของเทคโนโลยี

 

Digital Asset รับอานิสงส์นโยบาย ‘ทรัมป์’

 

5. Digital Asset เนื่องจากในปีหน้า โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์มีนโยบายสนับสนุนด้าน Digital Asset รวมทั้งสหรัฐฯ กำลังจะมีการเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ ซึ่งผู้ที่จะมารับตำแหน่งก็มีนโยบายสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น โดยยังคงต้องติดตามสหรัฐฯ ว่าจะมีการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการลงทุนในกลุ่ม Digital Asset หรือไม่

 

ชาตรีกล่าวต่อว่า สำหรับคำแนะนำหรือวิธีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าวที่มีความสะดวกและมีความปลอดภัย ให้เน้นการลงทุนในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น The Magnificent Seven

 

รวมถึงยังสามารถเข้าไปลงทุนในดัชนี S&P 500 หรือ Nasdaq 100 ซึ่งก็ครอบคลุมทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี หากนักลงทุนมีมุมมองว่าหุ้นกลุ่มเจ็ดนางฟ้ายังมีสัดส่วนการลงทุนในอุตสาหกรรมทั้ง 5 อุตสาหกรรมดังกล่าวไม่มากพอ อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวม หรือกองทุน ETF ที่ตั้งขึ้นมาลงทุนในอุตสาหกรรมเฉพาะทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น ซึ่งสามารถเลือกลงทุนในเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความสนใจได้ด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น อาจเลือกลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 5 อุตสาหกรรมนี้ได้ ซึ่งปัจจุบันมีหลายบริษัทที่กำลังเป็นดาวรุ่ง โดยเลือกลงทุนได้ในตลาดของสหรัฐฯ แต่แนะนำให้ระมัดระวังการลงทุน เพราะจากกระแสความนิยมที่ได้รับในการลงทุนจะส่งผลให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมปัจจุบันที่ยังไม่สร้างรายได้เข้ามาทันที เพราะเป็นคอนเซปต์ของการลงทุน เช่น Quantum Computer รวมทั้งอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงคือกลุ่ม Zero Cost Energy ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ความระวังในการลงทุนมากกว่าปกติ

 

ชาตรีกล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมที่มีความน่าสนใจในการลงทุนอีกกลุ่มซึ่งถือเป็นรากฐานของทั้ง 5 อุตสาหกรรมดังกล่าวคือ เซมิคอนดักเตอร์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายซัพพลายเชน ทั้งผู้ประกอบการในฝั่งสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียคือไต้หวันกับเกาหลีใต้ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากพัฒนาการของทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมข้างต้น ซึ่งหากหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้น นักลงทุนสามารถพิจารณาเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นของยุโรปและเอเชียได้เช่นกัน

 

“เทรนด์ของทั้ง 5 อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จบแค่ปี 2025 ประเมินว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องไปถึงปี 2030 มองว่าดีมานด์ของเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสถานการณ์โอเวอร์ซัพพลายที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ ดีขึ้นและทยอยจบปัญหาได้ ส่วนนักลงทุนที่ถือครองในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้วแม้ว่าปัจจุบันจะยังขาดทุน แต่เชื่อว่ายังสามารถถือครองลงทุนระยะยาวต่อไปได้ ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นกลุ่มนี้ในพอร์ตมองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน เพราะเทคโนโลยีต่างๆ จำเป็นต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นรากฐานในการพัฒนาเทคโนโลยี”

 

ภาพ: Tada Images / Shutterstock

The post SCB CIO เปิดชื่ออุตสาหกรรมส่อแววร่วงในปี 2025 พร้อมเจาะ 5 อุตสาหกรรมเด่นที่ยังลงทุนได้ในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามองสำหรับการลงทุน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-25122024-2/ Wed, 25 Dec 2024 03:45:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1023557 morning-wealth-25122024-2

ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามอง พูดคุยก […]

The post ชมคลิป: ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามองสำหรับการลงทุน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-25122024-2

ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามอง พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ปี 2025 โอกาสอยู่ที่ไหน อุตสาหกรรมใดน่าจับตามองสำหรับการลงทุน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ | WEALTH IN DEPTH #125 https://thestandard.co/wealth-in-depth-ep-125/ Thu, 21 Nov 2024 11:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1011164

วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจและการค้าโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทร […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ | WEALTH IN DEPTH #125 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจและการค้าโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหวนคืนสู่ตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2

 

ทันทีที่ทรัมป์คว้าชัย ทั่วโลกต่างจับตานโยบายบริหารประเทศที่ถูกเรียกจนติดหูว่า Trump 2.0 ว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งด้านเศรษฐกิจและการค้าโลกรายสำคัญ

 

ติดตามการวิเคราะห์เชิงลึกจาก ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ | WEALTH IN DEPTH #125 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพาณิชย์คาด สงครามการค้าระอุหลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง กดดัน GDP ไทย 0.3-0.5% https://thestandard.co/trade-war-after-trump-wins-election/ Wed, 06 Nov 2024 10:57:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1005440 สงครามการค้า

CIO ธนาคารไทยพาณิชย์คาด สงครามการค้าโลกระอุอีกครั้งหลัง […]

The post ไทยพาณิชย์คาด สงครามการค้าระอุหลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง กดดัน GDP ไทย 0.3-0.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามการค้า

CIO ธนาคารไทยพาณิชย์คาด สงครามการค้าโลกระอุอีกครั้งหลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประเมินผลกระทบต่อ GDP ไทย 0.3-0.5%

 

ชาตรี โรจนอาภา หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวผ่านรายการ DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก ของ THE STANDARD ว่า ผลการเลือกตั้งรอบนี้นอกจาก โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งแล้ว พรรครีพับลิกันน่าจะได้เสียงข้างมากทั้ง 2 สภา คือวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ทำให้นโยบายส่วนใหญ่ที่ทรัมป์เคยหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้จริง

 

หนึ่งในนั้นคือเรื่องของกำแพงภาษี ไม่ว่าจะปรับขึ้น 10% หรือ 25% จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และกระทบต่อการค้าโลก

 

“การค้าอาจจะชะลอตัวและประเทศที่พึ่งพิงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น ทำให้อาจกระทบต่อ GDP ไทย 0.3-0.5% หากทรัมป์ทำได้ทั้งหมดตามนโยบายที่หาเสียงไว้” ชาตรีกล่าว

 

ชาตรีกล่าวต่อว่า สงครามการค้าจะทำให้เกิดความฝืดต่อการค้า แต่ละประเทศอาจไม่สามารถเลือกวัตถุดิบที่ถูกที่สุดได้ เพราะอาจต้องใช้สินค้าบางอย่างของสหรัฐฯ เพื่อต่อรองทางการค้า

 

ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทรัมป์น่าจะพยายามนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ ทำให้ประเทศอย่างไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย น่าจะถูกเพ่งเล็งในฐานะประเทศที่ได้ดุลการค้าจากการเป็นฐานการผลิตส่งออกไปสหรัฐฯ

 

“โดยภาพรวมแล้วตลาดเกิดใหม่ยังมีความน่าสนใจในการลงทุน แต่ประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกมาก เช่น เวียดนามและไทย น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า ส่วนประเทศที่พึ่งพิงการบริโภคในประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า”

 

นอกจากนี้นโยบายของทรัมป์มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งอาจกระทบกับการลงทุนในไทย เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจชะลอการลดดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน

 

“หุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,400-1,500 จุด เพื่อรอความชัดเจนนโยบายของทรัมป์ และรอการเติบโตใหม่ๆ ซึ่งยังไม่ชัดเจนนัก แต่ในระยะสั้นความเสี่ยงหุ้นไทยไม่มากนัก เพราะยังมีเม็ดเงินรอลงทุนจากกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง และเงินลงทุนจากกองทุนลดหย่อนภาษี แต่การจะปรับขึ้นต่อยังไม่เห็นสัญญาณบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจมากนัก”

The post ไทยพาณิชย์คาด สงครามการค้าระอุหลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง กดดัน GDP ไทย 0.3-0.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์การลงทุนโค้งสุดท้าย ก่อน ‘เลือกตั้งสหรัฐฯ’ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-31102024-2/ Thu, 31 Oct 2024 05:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1002117

วิเคราะห์การเลือกตั้งสหรัฐฯ กับผลกระทบด้านการลงทุน พูดค […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์การลงทุนโค้งสุดท้าย ก่อน ‘เลือกตั้งสหรัฐฯ’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์การเลือกตั้งสหรัฐฯ กับผลกระทบด้านการลงทุน พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์การลงทุนโค้งสุดท้าย ก่อน ‘เลือกตั้งสหรัฐฯ’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คาดลงทุนเอกชนปี 67 พลิกติดลบ จากดีมานด์ภาคยานยนต์หดตัว | Morning Wealth 31 ต.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-31102024/ Thu, 31 Oct 2024 05:33:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1002081

แบงก์ชาติคาด การลงทุนภาคเอกชนปี 2567 พลิกติดลบ 2.8% ตาม […]

The post ชมคลิป: คาดลงทุนเอกชนปี 67 พลิกติดลบ จากดีมานด์ภาคยานยนต์หดตัว | Morning Wealth 31 ต.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

แบงก์ชาติคาด การลงทุนภาคเอกชนปี 2567 พลิกติดลบ 2.8% ตามการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว ขณะที่ดีมานด์ลดลง รวมทั้งแบงก์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

วิเคราะห์การเลือกตั้งสหรัฐฯ กับผลกระทบด้านการลงทุน พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: คาดลงทุนเอกชนปี 67 พลิกติดลบ จากดีมานด์ภาคยานยนต์หดตัว | Morning Wealth 31 ต.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดตลาดหุ้นจีนแค่ฟื้นไข้ มองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ยังตอบไม่ตรงโจทย์ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ยาก https://thestandard.co/china-market-recovery-forecast/ Thu, 26 Sep 2024 11:51:10 +0000 https://thestandard.co/?p=988559

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant S […]

The post คาดตลาดหุ้นจีนแค่ฟื้นไข้ มองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ยังตอบไม่ตรงโจทย์ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจกับตลาดหุ้นจีนนับตั้งแต่ต้นปี 2024 ถึงปัจจุบันมีความผันผวนสูง โดยช่วงต้นปีนี้ตลาดหุ้นจีนปรับฐานลงมาก่อนที่รัฐบาลจีนจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นจีน CSI 300 สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างแรง โดยในระยะเวลา 3 เดือนตลาดหุ้นสามารถปรับตัวบวกเพิ่มขึ้นได้ถึง 15%

 

อย่างไรก็ดี หลังจากมาตรการดังกล่าวออกมาแล้ว จีนทยอยประกาศตัว GDP และข้อมูลด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งไม่ได้สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นมากนัก

 

ชำแหละนโยบายรัฐบาลจีน ฟื้นเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้น

 

ล่าสุดรัฐบาลจีนออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่รอบใหญ่ในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยหากวิเคราะห์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้จะพบว่า เป็นนโยบายที่เน้นเกี่ยวข้องกับภาคตลาดทุน ได้แก่ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 7 วัน ลง 0.2% จาก 1.7% เหลือ 1.5%, ปรับลดอัตราส่วนกันเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 0.5% เพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีนประมาณ 5 แสนล้านหยวน

 

อีกทั้งยังมีนโยบายปรับลดเงินดาวน์บ้านหลังที่สอง รวมถึงนโยบายปรับลดดอกเบี้ยกับประชาชนที่ผ่อนบ้านอยู่แล้วลงมา 0.5% ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลจีนใช้มาแล้วก่อนหน้านี้

 

อย่างไรก็ดี นโยบายใหม่ที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจจีนในรอบนี้มีมาตรการใหม่เพิ่มเติมคือ การที่รัฐบาลจีนเปิดให้บริษัทหลักทรัพย์ กองทุน และภาคธุรกิจประกัน สามารถกู้เงินจากรัฐบาลจีนเพื่อนำไปลงทุนซื้อหุ้นได้ ถือเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ไม่เคยใช้มาก่อน จึงถือว่าเป็นความพยายามใหม่ๆ ของรัฐบาลจีนที่จะเข้ามาช่วยฟื้นตลาดหุ้นจีน ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนตอบรับเชิงบวกโดยปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

ชาตรีประเมินต่อว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นจีนไม่ได้มีปัญหาขาดสภาพคล่อง เพราะมีสภาพคล่องอยู่แล้วในปริมาณที่สูง โดยสะท้อนได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปีที่ให้ดอกเบี้ยเพียง 2% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมาก

 

ปัญหาใหญ่ นักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นตลาดหุ้นจีน

 

ดังนั้นมีมุมมองว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นจีนยังขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุน จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจีนต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในการแก้ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาการว่างงาน และปัญหาการขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยมองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนที่รัฐบาลออกมาในรอบนี้ยังตอบไม่ตรงโจทย์ในการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวเหล่านี้

 

การฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนในรอบนี้มองว่าภาพในระยะสั้นยังเป็นการรีบาวด์ทางเทคนิค ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป กล่าวคือรัฐบาลจีนน่าจะมีการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายที่ออกมาแล้ว เพื่อสนับสนุนให้ตลาดหุ้นจีนกลับสู่ขาขึ้นแบบถาวร

 

เปิดกลยุทธ์ลงทุน ลุยหรือถอยหุ้นจีน

 

ทั้งนี้ มีคำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ทยอยเก็บสะสมลงทุนในหุ้นจีนก่อนหน้านี้ ให้ใช้โอกาสในจังหวะที่ตลาดหุ้นจีนดีดตัวเพิ่มขึ้นขายทำกำไรออกมาเพื่อเล่นรอบ ส่วนนักลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบ Follow Buy มองว่า แม้ยังมี Upside ก็สามารถทำได้ แต่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง

 

สำหรับนักลงทุน ในระยะยาวมองว่าตลาดหุ้นจีนยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากหากมีการเปรียบเทียบมูลค่าของตลาดหุ้นจีนกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกจะพบว่า ตลาดหุ้นจีนยังมีมูลค่าที่ค่อนข้างถูกมาก โดยหุ้น A-Share คือดัชนีหุ้นจีนที่มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น ปัจจุบันมีการซื้อขายอยู่บน P/E Ratio ที่ประมาณ 10 เท่า

 

ส่วนหุ้น H-Share คือดัชนีหุ้นจีนฮ่องกง ซึ่งรวมเอาบริษัทที่มีฐานธุรกิจในจีนแต่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ปัจจุบันมีการซื้อขายอยู่บน P/E Ratio ที่ต่ำเพียง 8 เท่า เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย P/E Ratio ของตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 16 เท่า โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับอินเดีย ที่มี P/E Ratio เกิน 20 เท่า ส่วนตลาดญี่ปุ่นมี P/E Ratio ที่ประมาณ 20 เท่า โดยตลาดหุ้นจีนจึงถือว่ามี P/E Ratio ถูกที่สุดในเอเชีย

 

นอกจากนี้หากดูแนวโน้มการเติบโตของกำไรของตลาดหุ้นจีนโดยนับจากต้นปีนี้ โดยเฉพาะหุ้น H-Share ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์มีมุมมองปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนใน H-Share ขึ้นประมาณ 5% ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลง ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในหุ้น H-Share ของจีนมีสินค้าและบริการที่มีมาตรฐานสูงและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เช่น แบรนด์ BYD, Xiaomi และ TikTok 

 

ดังนั้นในกลุ่มนักลงทุน Value Stock ที่ต้องการลงทุนระยะยาว 1 ปีขึ้นไป ให้มองหาโอกาสลงทุนในหุ้นที่ราคาถูกในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตที่ดีและสามารถแข่งขันในระดับโลกได้ อาทิ หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดหุ้น H-Share และแตกต่างกับ A-Share ที่พึ่งพิงในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Domestic หรือความต้องการในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, หุ้นอุปโภคและบริโภคภายในประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังคงต้องใช้เวลาฟื้นตัว รวมถึงการปรับใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และมองว่ายังไม่ใช่ตลาดหุ้นที่เหมาะกับการเก็งกำไรซื้อขายระยะสั้น

 

ส่วนกลุ่มนักลงทุนที่ลงทุนในพอร์ตและขาดทุนจากตลาดหุ้นจีน แนะนำให้ใช้จังหวะในช่วงที่ราคาหุ้นตลาดจีนฟื้นตัวมาขายออกสลับกับขายหุ้น A-Share ย้ายเงินลงทุนในหุ้น H-Share หรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีแทน เพราะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีความแข็งแรง ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวได้ก่อนหุ้นกลุ่มอื่นๆ

The post คาดตลาดหุ้นจีนแค่ฟื้นไข้ มองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ยังตอบไม่ตรงโจทย์ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ตลาดหุ้นจีนยังไหวไหม มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรบ้าง | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-26092024-2/ Thu, 26 Sep 2024 05:09:18 +0000 https://thestandard.co/?p=988215

ตลาดหุ้นจีนยังไหวไหม มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรบ้าง พูดคุ […]

The post ชมคลิป: ตลาดหุ้นจีนยังไหวไหม มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรบ้าง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นจีนยังไหวไหม มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรบ้าง พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ตลาดหุ้นจีนยังไหวไหม มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรบ้าง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>