วันนี้ (15 พฤษภาคม) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ธนาธร จึงร […]
The post ธนาธรและคณะบินฝรั่งเศส รับมอบบ้านเดิมปรีดี หลังซื้อไว้ด้วยเงินตัวเอง หวังรักษาประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (15 พฤษภาคม) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, พรรณิการ์ วานิช, ชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส. ศิวรักษ์ นักคิด นักปรัชญา และสุดา พนมยงค์ บุตรสาวของ ปรีดี พนมยงค์ ที่ปัจจุบันมีอายุ 90 ปี พร้อมด้วยบุคคลอื่นๆ รวม 9 คน ออกเดินทางจากประเทศไทยไปยังบ้านอองโตนี กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบ้านเดิมของอดีตนายกรัฐมนตรี, รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ อาศัยระหว่างลี้ภัยจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
สำหรับการเดินทางในครั้งนี้เพื่อรับมอบบ้านอองโตนี โดยมีนักวิชาการและทายาทของปรีดีได้รับเชิญให้ไปเป็นสักขีพยาน คาดว่าจะได้นำมาทำนุบำรุงรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ และที่ตั้งของสมาคมชาวไทยในยุโรป
สำหรับบบ้านอองโตนี ธนาธรซื้อมาจากเจ้าของชาวเวียดนามที่ซื้อต่อจากครอบครัวพนมยงค์ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในราคาราว 63,788,000 บาท
ธนาธรกล่าวผ่านรายการ NEWSROOM ทางยูทูบ THAIRATH Online Originals เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 ถึงเหตุผลที่ซื้อบ้านของปรีดีที่ใช้อยู่อาศัยช่วงลี้ภัยในฝรั่งเศสช่วงหลังปี 2475 ไว้ว่า “เมื่อปีที่แล้วชาวเวียดนามเจ้าของบ้านมีความประสงค์อยากจะขาย เพราะคุณยายที่อาศัยอยู่บ้านหลังนี้มานานเสียชีวิต เราเลยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะเก็บบ้านนี้ไว้เพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์ เพื่อจะให้มีการพูดถึงอาจารย์ปรีดีที่ต่อสู้ทางการเมืองจนต้องลี้ภัยไปใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วก็เสียชีวิตในบ้านหลังนี้”
ภาพ: Charnvit Kasetsiri / Facebook
The post ธนาธรและคณะบินฝรั่งเศส รับมอบบ้านเดิมปรีดี หลังซื้อไว้ด้วยเงินตัวเอง หวังรักษาประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดี มห […]
The post ชาญวิทย์เผย หากสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่อยุธยา เมืองมรดกโลก อยู่ด้วยกันได้ แต่ได้ไม่คุ้มเสีย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับอยุธยาที่กำลังเจอความท้าทาย คือ รถไฟความเร็วสูงกำลังจะเข้ามา ซึ่งเป็นความเจริญที่เข้ามาท่ามกลางสิ่งที่เรียกว่ามรดกโลก จะไปด้วยกันได้หรือไม่ ควรจะถูกจัดสรรแบบไหน โดยชาญวิทย์กล่าวว่า ความเจริญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นน่าจะไปด้วยกันได้ ตนเชื่อว่าพวกเราจำนวนมากที่มีข้อท้วงติงเกี่ยวกับการที่เอาสถานีรถไฟความเร็วสูงมาครอบทับสถานีเก่า ซึ่งสร้างขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องที่ได้ไม่เท่าเสีย มันไม่คุ้ม
ซึ่งในอยุธยาเมืองใหม่นั้นถูกสร้างไว้ข้างนอกแล้ว ทั้งในเกาะ ในกรุงเก่า แล้วก็บริเวณรอบๆ โดยเฉพาะบริเวณที่เราเรียกว่าอโยธยา คือทางด้านทิศตะวันออกของตัวเกาะ ซึ่งเป็นบริเวณที่สำคัญมากๆ มีอายุมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในช่วงปี 1893 ด้วยซ้ำไป มีอายุก่อนหน้านั้นประมาณ 200 ปี แล้วเป็นบริเวณที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 ทั้งวัดเก่าและวัดใหม่ในยุคนั้นมารวมอยู่ที่นี่
ชาญวิทย์กล่าวอีกว่า ตนคิดว่ายังไม่มีการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ไม่มีการสำรวจขุดแต่งอย่างเพียงพอ โดยการที่จะเอารถไฟฟ้าความเร็วสูงมาครอบทับบริเวณนี้ ตนเชื่อว่าสร้างความเสียหายให้มากกว่า เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำให้อยุธยาซึ่งเป็นเมืองที่น่าอยู่ คิดว่าคนไทยควรจะมาดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนกับคนญี่ปุ่นที่ไปดูเมืองเกียวโต หรือนาระ ก็จะทำให้เราสูญเสียซอฟต์พาวเวอร์ไป จะทำให้ได้ไม่คุ้ม ได้ไม่เท่ากับที่จะเสียไป
“เราไม่ได้บอกว่าเราไม่เอาความเจริญ ผมว่ารถไฟความเร็วสูงกับเมืองเก่ามันอยู่ด้วยกันได้ ถ้าไม่มีรถไฟความเร็วสูง คนญี่ปุ่นจะไปเมืองเกียวโตได้เหรอ แต่จะทำอย่างไรให้ได้มากกว่าเสีย ผมคิดว่าเราจะเอาสถานีรถไฟมาทับอันเก่าของสมัยรัชกาลที่ 5 มันสมควรเหรอ เราไม่ได้บอกว่าไม่เอารถไฟใหม่ แต่ว่ามันไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ จะสร้างเลยไปหน่อยก็ได้ หรือบริเวณที่เป็นเมืองใหม่ก็ได้” ชาญวิทย์กล่าว
The post ชาญวิทย์เผย หากสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่อยุธยา เมืองมรดกโลก อยู่ด้วยกันได้ แต่ได้ไม่คุ้มเสีย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหา […]
The post ชาญวิทย์เปรียบเหตุการณ์ ‘เดือนตุลาคม’ เหมือนประวัติศาสตร์บาดแผล เป็นอาชญากรรมที่ผู้ปกครองรัฐกระทำกับเยาวชนและประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า กรณีเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา 2519 หรือแม้แต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ก็เหมือนกับประวัติศาสตร์บาดแผล
เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดตนคิดว่าเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล มันเป็นอาชญากรรมที่ผู้ปกครองรัฐกระทำกับเยาวชนคนหนุ่มสาว กระทำต่อประชาชน และตนคิดว่ามันยังไม่มีการรักษาบาดแผลทางประวัติศาสตร์นี้อย่างแท้จริง เราก็อยู่ๆ กันไปแบบแทบไม่ได้รับรู้อะไร เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ถามว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เราคงไม่สามารถฟันธงได้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมคิดว่ามันต้องพยายามใช้สติปัญญาและใช้ความสามารถในการเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา แล้วหาทางที่จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นอีก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากและสำคัญมากสำหรับคนไทยทั่วๆ ไป และสำคัญอย่างมากสำหรับคนที่มีอำนาจ มีบารมี อยู่ในวงการปกครอง” ชาญวิทย์กล่าว
สำหรับการออกมาชุมนุมเรียกร้องของคนหนุ่มสาวในช่วงปี 2563-2564 นั้น ชาญวิทย์มองว่า ในแง่ของคนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบัน ตนไม่กล้าจะพูดว่ามีอะไรจะฝากหรือสั่งสอนตักเตือนอะไร ตนอายุขนาดนี้ เมื่อประมาณ 60-70 ปีมาแล้ว ตนนึกไม่ถึงว่าเรามีความเขลามากๆ แต่คนปัจจุบันไม่ใช่ การเรียนรู้ในแง่ของการตื่นตัว ความใฝ่หาประสบการณ์ มันเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ตนนึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ตนดีใจและเอาใจช่วย
The post ชาญวิทย์เปรียบเหตุการณ์ ‘เดือนตุลาคม’ เหมือนประวัติศาสตร์บาดแผล เป็นอาชญากรรมที่ผู้ปกครองรัฐกระทำกับเยาวชนและประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 กรกฎาคม) เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรม […]
The post เพนกวิน พริษฐ์ บวชเรียบง่ายที่เชียงใหม่ รับฉายา ‘พระเขมปัญโญ’ ณัฐวุฒิอนุโมทนาสาธุ ขอให้สว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (29 กรกฎาคม) เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมทางการเมืองและนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีครอบครัวและญาติมิตรร่วมพิธีอย่างเรียบง่าย โดยเพนกวินได้รับฉายาทางธรรมว่า ‘พระเขมปัญโญ’ แปลว่าผู้มีความเกษมในปัญญา โดยทราบเบื้องต้นว่ามีกำหนดบวชเป็นระยะเวลา 1 พรรษา
ทั้งนี้ มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานอุปสมบท เช่น สุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดา, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศ.เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้ง เบนจา อะปัญ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น
ขณะที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ได้โพสต์ภาพพร้อมแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า อนุโมทนาสาธุพระเขมปัญโญ ‘เพนกวิน’ ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต ตลอดกาล

ภาพ: Facebook ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
The post เพนกวิน พริษฐ์ บวชเรียบง่ายที่เชียงใหม่ รับฉายา ‘พระเขมปัญโญ’ ณัฐวุฒิอนุโมทนาสาธุ ขอให้สว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหา […]
The post การแสดงประวัติศาสตร์การเมืองผ่านประวัติชีวิต ‘ชาญวิทย์และถ้วยสาเก’ โยงใยเส้นทางชีวิตและผู้คน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายประกอบการแสดง เรื่อง An Imperial Sake Cup and I: A Lecture Performance by Charnvit Kasetsiri เล่าประวัติชีวิตผ่านถ้วยเหล้าสาเกที่ได้รับนับตั้งแต่ปี 2507/1964 โดยได้รับมอบในโอกาสการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการของอากิฮิโตะ มกุฎราชกุมารญี่ปุ่น และมิชิโกะ พระชายา
การแสดงนี้ไม่ได้เล่าถึงถ้วยสาเกกับตัวชาญวิทย์เท่านั้น แต่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ ทั้งระดับโลก อาทิ สงครามโลกครั้งที่ 2 และการเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมืองในระดับประเทศของไทย เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และช่วงที่ชาญวิทย์ลี้ภัยไปทำงานวิชาการที่ญี่ปุ่นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา
ผ่านวันเวลาอันยาวนาน ชาญวิทย์ได้กลับไปญี่ปุ่นอีกครั้งพร้อมถ้วยสาเกใบเดิม และการสะสมถ้วยสาเกในญี่ปุ่นใบใหม่แต่อายุเก่าแก่กว่าใบเดิม ที่มาเพิ่มเติมเป็นเพื่อนกับถ้วยใบแรก
การบรรยายผสมผสานกับงานวิดีโอสารคดีและกลวิธีแบบละครเวที ภายใต้การกำกับร่วมของ ธีระวัฒน์ มุลวิไล กลุ่มละครบีฟลอร์ (B-Floor) และ นนทวัฒน์ นําเบญจพล ผู้กำกับภาพยนตร์
มีการแสดงรอบแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ชมการแสดงประกอบด้วย สื่อมวลชน, นักวิชาการ, ครอบครัวบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์คณะราษฎร ไม่ว่าจะเป็น สุดา-ดุษฎี พนมยงค์ บุตรสาวของ ปรีดี พนมยงค์, ประดาป พิบูลสงคราม หลานปู่ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ว. จากการเลือกตั้ง, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน และกรรมการประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ (PBIC) และ กฤษฎางค์ นุตจรัส แกนนำนักศึกษายุค 6 ตุลา 2519 มาชมการแสดงพร้อมครอบครัว
ธนาธรให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD หลังชม A Lecture Performance การแสดงเรื่องถ้วยสาเกของชาญวิทย์ ครั้งนี้ว่า ดูแล้วประทับใจมาก
“จริงๆ แล้วผมเรียนในสายวิทยาศาสตร์ คือเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ดังนั้นจะไม่ได้เป็นลูกศิษย์โดยตรงของอาจารย์ชาญวิทย์ แต่ความคิดและประสบการณ์ของอาจารย์ชาญวิทย์ที่ถ่ายทอดออกมาในการบรรยายต่างๆ ในรูปแบบหนังสือก็เป็นผู้ประศาสน์วิชาให้ผม ดังนั้นความเข้าใจทางการเมืองและความเข้าใจประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าได้รับอิทธิพลจากงานของอาจารย์ชาญวิทย์เป็นอย่างมาก
“พออาจารย์จัดงานนี้จึงตั้งใจมาดู เพื่อให้เข้าใจประสบการณ์ของอาจารย์ ซึ่งวันนี้อาจารย์อายุ 80 กว่าปี ผมอยากจะเข้าใจว่าคนที่ผ่านโลกมาขนาดนี้แล้วได้เห็นอะไรบ้าง ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้เห็นจากการแสดงในครั้งนี้คือ ความกลมกล่อมทางความคิด คือความหวังของคนที่ผ่านเหตุการณ์ ‘สองพฤษภา’ และ ‘สองตุลา’ มา คนที่เห็นประเทศมาตั้งแต่ยุคหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ จนถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าตกผลึกออกมาเป็นความกลมกล่อม ที่อาจารย์ชี้ให้เห็นถึงความหวังในอนาคตของประเทศไทย จึงขอเชิญชวนทุกคนมาชมการแสดงของอาจารย์ชาญวิทย์กัน” ธนาธรกล่าว
ชาญวิทย์กล่าวหลังจบการแสดงว่า การศึกษาประวัติชีวิตตัวเอง ชีวิตของคนธรรมดา เป็นการฝึกฝนที่ดีมากๆ จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ถ้าเรารู้ว่าเรามาจากจังหวัดอะไร เดิมแซ่อะไร ก็จะทำให้เรามองเห็นอะไรในอดีตมากขึ้น มันทำให้เรากลับไปไกลมากเลย Long History กลับไปสัก 100 ปี คนที่สามารถกลับไปสัก 100 ปี แล้วมองมาที่ปัจจุบันจะสามารถมองเห็นอนาคตลางๆ ได้
“ผมว่าหลายคนในที่นี้ใช้วิธีการนี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสีส้มหรือสีแดง” ชาญวิทย์กล่าว (ผู้ชมส่งเสียงหัวเราะ)
ชาญวิทย์ยังกล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566/2023 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของประเทศไทย ผมคิดว่าคำที่ใช้กันบ่อยๆ คำว่า ‘ความเปลี่ยนแปลง’ มันมาแล้ว ผมเข้าใจว่ามีทั้ง Long History และการเปรียบเทียบที่ฝรั่งเรียกว่า Comparative Study มั้งสองอย่างทำให้เราพอจะเดาออกว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แล้วผมอยากจะมองว่ามีความหวัง นักประวัติศาสตร์ที่ผมนับถือและได้ไปพบกันมาคือ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่า ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้อยู่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ผมดีใจว่ามันต้องเปลี่ยน มันเปลี่ยนแน่ๆ
ชาญวิทย์กล่าวว่า “ผมมีความหวังว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกันผมก็วิตกว่าความเปลี่ยนแปลงมันอาจจะไม่สามารถดำเนินไปได้ด้วยสันติวิธี เราได้ยินคำว่าปฏิรูปมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ยังไม่มีการปฏิรูปอย่างแท้จริง
“ดังนั้นผมมักจะนึกถึง ‘เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา’ ซึ่งบางท่านในที่นี้เคยโดนคดีมาแล้ว
“ถ้าอ่านทีละบรรทัดตั้งแต่ต้นจนจบ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาบอกว่ามีสิทธิพบกับความรุนแรงและความสูญเสียอย่างมาก เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ แปลว่าผมมีความหวัง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความวิตกว่าเราจะเปลี่ยนผ่านไปด้วยสันติวิธีได้หรือไม่ เพราะผมว่าสิ่งที่ผมใช้คำนี้อยู่บ่อยๆ หลายคนก็ใช้คำนี้เหมือนกัน อำนาจเดิม บารมีเดิม เงินทุนเดิม มันฝังรากลึกมากๆ แล้วก็ผลประโยชน์มันมหาศาล อาจจะไม่ยอมให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้ บางครั้งมีบางคนบอกผมว่าเขาทำให้เราเบื่อแล้วก็ปกครอง ทำให้เบื่อแล้วปกครองเราได้ ดังนั้นก็อย่าเบื่อนะครับ ทนเอาหน่อยแล้วกัน และแนะนำให้อ่านเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา อ่านทีละบรรทัด”
สำหรับการบรรยายประกอบการแสดง เรื่อง An Imperial Sake Cup and I เปิดแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2020 ที่พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยใหม่เอี่ยม เชียงใหม่ ในโครงการ The Breathing of Maps และเพิ่งบินไปแสดงที่ Tokyo Festival เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ผู้สนใจสามารถร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวจากถ้วยเหล้าสาเกของชาญวิทย์ได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพียง 3 รอบการแสดง ระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายนนี้
An Imperial Sake Cup and I: A Lecture Performance by Charnvit Kasetsiri กำกับการแสดงโดย ธีระวัฒน์ มุลวิไล และ นนทวัฒน์ นําเบญจพล
สตูดิโอชั้น 4, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
ความยาว 50 นาที
ภาษาไทย พร้อมบทบรรยายภาษาอังกฤษ
ทั่วไป 700 บาท, *นักเรียน-นักศึกษา 400 บาท
*นักเรียน-นักศึกษาจำกัดไม่เกินระดับปริญญาตรี กรุณาแสดงบัตรก่อนชมการแสดง
Google Forms: https://bit.ly/ticketsakecup
โทร: 08 9667 9539
ติดต่อและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: B-Floor: Facebook, Instagram, Twitter
อีเมล: [email protected]
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ B-Floor Theatre, Mobile Lab
ภาพ: B-Floor
The post การแสดงประวัติศาสตร์การเมืองผ่านประวัติชีวิต ‘ชาญวิทย์และถ้วยสาเก’ โยงใยเส้นทางชีวิตและผู้คน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 เมษายน) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิ […]
The post ชาญวิทย์ ยื่น ผบ.ตร. ตรวจสอบชาย 4 คนบุกคอนโด ห่วงเยาวชนเจอเหตุการณ์คล้ายกัน เชื่อถ้านายกฯ นิ่งเฉยจะเสียคะแนนนิยม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (4 เมษายน) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วัย 81 ปี พร้อมด้วย พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีมีชาย 4 คนไปคุกคามถึงที่พักของชาญวิทย์ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 ที่ปิ่นเกล้าคอนโดมิเนียม กรุงเทพมหานคร โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล และลูกศิษย์ นักวิชาการ ร่วมให้กำลังใจ
ชาญวิทย์กล่าวว่า มาแจ้งความต่อ ผบ.ตร. เรื่องที่เกิดขึ้น วันที่ 22 มีนาคม มีชาย 4 คนเดินทางด้วยรถกระบะปกปิดป้ายทะเบียน มี 2 คน ลงจากรถไปพบเจ้าหน้าที่คอนโด แจ้งว่าตัวเองเป็นตำรวจ ถามหาแต่ไม่พบ เพราะไปทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ชายที่อ้างว่าเป็นตำรวจให้เจ้าหน้าที่คอนโดพาขึ้นไปหน้าห้องพัก เมื่อทราบว่าไม่อยู่ก็ถ่ายรูปหน้าห้องไว้
“ได้ทราบจากเจ้าหน้าที่คอนโดว่าเขามาพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผม เขามาติดตามคนจำนวนหนึ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับม็อบ ไปเกี่ยวข้องกับเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ซึ่งผมเห็นใจและเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่”
ชาญวิทย์กล่าวด้วยว่า ข้อเรียกร้องของเยาวชนเป็นสิ่งที่ตรงประเด็นปัญหาบ้านเมือง เป็นประเด็นที่คนรุ่นตนเอง และพนัส ทัศนียานนท์ ไม่คิดว่าจะได้ยินได้ฟังจากคนรุ่นใหม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคม เป็นปรากฏการณ์ที่ถ้าผู้ใหญ่รับฟังเยาวชนคนหนุ่มสาวแล้วสามารถปฏิรูปประเทศของเราได้ ก็เชื่อว่าสังคมจะผ่านไปสู่อนาคตด้วยการประนีประนอม ด้วยการบอกว่าประเทศเราเป็น Land of Compromise ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักที่เราเผชิญหน้าอยู่ ทั้งปัญหาการเมืองภายใน โรคระบาดโควิด สิ่งที่กำลังเกิดในยูเครนซึ่งมีผลต่อผู้คนทุกเจเนอเรชัน สิ่งที่หลายพรรคกำลังทำเป็นสิ่งซึ่งเราน่าจะช่วยกันผลักดัน จึงมายื่นหนังสือต่อ ผบ.ตร. เพราะการมีคนไปถึงที่พักตนเองซึ่งอายุ 81 ปี รวมถึงคนหนุ่มสาว เป็นสิ่งซึ่งทนายนักกฎหมายมองว่าผิดกฎหมายอาญา
ผู้สื่อข่าวถามว่าเคยถูกคุกคามมาก่อนหรือไม่ ชาญวิทย์กล่าวว่า อยู่ในกลุ่มที่รณรงค์ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว ทำงานกับอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในสมัยที่ท่านเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ถูกคุกคาม แต่ตอนนั้นตนเองยังหนุ่ม ไม่มีชื่อเสียง จึงไม่สาหัสเท่าคนเจเนอเรชัน Baby Boomer ไม่สาหัสเท่าอาจารย์ป๋วย เจ้านายในขณะนั้น ไม่สาหัสเท่าอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่เคารพรัก นอกจากนั้นส่วนตัวเจอเหตุการณ์ซึ่งไม่ใหญ่โตนัก ถูกแจ้งความดำเนินคดีกรณีแชร์โพสต์จากเฟซบุ๊ก เรื่องการใช้กระเป๋าถือของ นราพร จันทร์โอชา ภริยา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ข้อหามาตรา 116 แต่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ทำให้หลุดรอดจนมาถึงกรณีนี้ หวังว่าจะหลุดรอดอีก ขึ้นอยู่กับ ผบ.ตร. จึงมาแจ้งความที่นี่
ชาญวิทย์กล่าวหลังยื่นหนังสือว่า ตอนแรกว่าจะปล่อยไป แต่เมื่อมาคิดทบทวนดูแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวเอง แต่คิดถึงคนจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับปัญหาแบบนี้ การถูกคุกคามแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนคนหนุ่มสาวเจเนอเรชัน Z ทั้งหลาย หลายคนก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาของตัวเองที่มหาวิทยาลัย
“ผมคิดว่าความเป็นอาจารย์ เมื่อลูกศิษย์ลูกหาเผชิญปัญหาความไม่ยุติธรรมแบบนี้ เราอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ ผมก็เลยคิดว่าต้องมาแจ้งความ เพราะไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว แต่เกี่ยวกับคนจำนวนมากในขณะนี้ เกี่ยวกับปัญหาของชาติบ้านเมืองและปัญหากฎหมายด้วย ควรจะทำให้บ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย ต้องดูว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการอย่างไร วันนี้ขอบคุณตำรวจที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีและดำเนินการตามกระบวนการแจ้งความ”
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความกังวลอย่างไร ชาญวิทย์กล่าวว่า มีความกังวล อย่างที่เรารู้กัน ไม่ควรไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ควรไปไหนมาไหนในยามค่ำคืน หลายคนในที่นี้คงรู้จัก ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ซึ่งถูกลอบยิงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ดร.บุญสนอง นักสังคมนิยม ขับรถเองไปไหนมาไหนตอนกลางคืน นี่เป็นสิ่งที่ต้องระวังตัวตอนนี้ ประกอบกับโควิดระบาดก็อยู่บ้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่าอยากสะท้อนอะไรถึงนายกฯ ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตำรวจ ชาญวิทย์กล่าวว่า “ผมเข้าใจว่าเมื่อเป็นข่าวขึ้นมาแล้วมีผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจ ผมว่าระดับบน บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายก็คงต้องคุยกันว่าจะเอาอย่างไร จะเฉยๆ ปล่อยไป หรือจะแสดงตนให้ประชาชนทั่วๆ ไปเห็นว่ามีความวิตกกังวัลต่อปัญหาแบบนี้ ผมว่าในจังหวะของบ้านเมืองปัจจุบัน กำลังมีการเลือกตั้ง กำลังจะใกล้หมดเทอมวาระของท่านนายกฯ ก็คิดแบบมีตรรกะ เขาไม่น่าจะปล่อยไว้เฉยๆ มันไม่ได้คะแนน”
กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ กล่าวว่า เรื่องนี้นายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตํารวจ (ก.ตร.) มีหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ เพียงแต่ท่านจะสนใจหรือเข้าใจหรือไม่ ต้องให้ ผบ.ตร. รายงานไป
กฤษฎางค์กล่าวว่า คดีชาญวิทย์ไม่ใช่คดีเดียว แต่เกิดขึ้นทั่วประเทศ คือมีผู้ถูกตำรวจไปที่บ้านข่มขู่คุกคาม ความจริงถ้าเขาผิดก็แจ้งความไป แต่การใช้อำนาจแบบนี้ เกินยุคสมัย น่าผิดหวัง ไม่เชื่อว่า ผบ.ตร. และนายกฯ จะไม่รู้ เกรงว่าทั้ง 2 ท่านจะรู้แล้ว เราตอบคำถามไม่ได้ว่าเอาคนแบบนี้มาปกครองประเทศได้อย่างไร
เมื่อถามว่าเหตุที่มายื่น ผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ยื่นเรื่องให้สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ที่ดูแลพื้นที่ กฤษฎางค์กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากไปแจ้งความโรงพักท้องที่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เชื่อว่าปัจจุบันอำนาจในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในโรงพักท้องที่ และอาจารย์ทิ้งเวลาไว้สัปดาห์กว่าหลังโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ถ้าเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหลังมีการกระทำอุกอาจแบบนี้ ตำรวจท้องที่คงต้องเชิญอาจารย์ไปให้ข้อมูลเหมือนคดีอาญา ส่วนตัวจึงเรียนอาจารย์ว่า ถือว่าเราเป็นราษฎร มาพบ ผบ.ตร. ซึ่งเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม ให้สังคมพิสูจน์ว่าเรื่องนี้จะเอาใจใส่แค่ไหน เรามีภาพคนที่กระทำความผิดทั้ง 4 คนอย่างชัดเจน หลังอาจารย์ถูกคุกคาม 3-4 วัน น้องๆ ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองก็ถูกตำรวจตลิ่งชันไปนั่งเฝ้าหน้าบ้าน ตอนนี้กำลังเช็กว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า
“ผมไม่มั่นใจการทำงานของตำรวจ สน.ตลิ่งชัน อาจารย์ชาญวิทย์ก็ไม่มั่นใจ ซึ่งเป็นสิทธิของเรา เราเป็นประชาชน มีสิทธิที่จะไม่มั่นใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกินเงินเดือนของเรา จึงมาที่นี่ เพราะผลเกิดจากเหตุ จะให้เราเชื่อได้อย่างไร ไม่มีใครไปถามอาจารย์ชาญวิทย์หลังเผยแพร่เรื่องราวในโซเชียลมีเดีย”
กฤษฎางค์กล่าวว่า ผบ.ตร. ส่งตัวแทนมารับหนังสือ เหตุเกิดที่ปิ่นเกล้าคอนโดมิเนียม ที่บ้านพักอาจารย์ เวลากลางวัน มีพยานบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่คอนโด มีภาพถ่ายกล้องวงจรปิดของคอนโด คดีนี้ชาย 4 คนที่อ้างว่าเป็นตำรวจ เป็นจริงหรือเปล่าไม่รู้ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ไปตามตัวคน บุกไปถึงหน้าห้องพัก อ้างตัวกับเจ้าหน้าที่คอนโดมิเนียมว่าเป็นตำรวจ เข้าใจว่าอยู่ในพื้นที่ สน.ตลิ่งชัน
หลังยื่นหนังสือแล้ว ทนายกฤษฎางค์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ได้ยื่นหนังสือขอให้ ผบ.ตร. ตรวจสอบกรณีที่ชาญวิทย์ถูกชายฉกรรจ์อ้างเป็นตำรวจไปคุกคาม ทางสำนักงานเลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเอกสารไว้แล้ว มีรายละเอียดเลขรับ ซึ่งท่านได้บอกกับเราว่ามีระยะเวลาในการทำงานตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเราได้ขอให้พิจารณาโดยเร็ว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน มีการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดเจน ทางสำนักงานเลขานุการแจ้งว่าจะเสนอให้ ผบ.ตร. โดยเร็ว
ขอให้สื่อมวลชนสอบถาม ผบ.ตร. ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะเมื่อวันก่อนรองโฆษกตำรวจให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าอาจารย์ชาญวิทย์อย่ามัวแต่บ่น ให้มาแจ้งความ
สำหรับรายละเอียดเหตุการณ์ วันที่ 22 มีนาคม เวลา 13.00 น. ที่อาคารปิ่นเกล้าคอนโดมิเนียมที่อาจารย์พักอยู่ มีชายฉกรรจ์ขับรถกระบะลักษณะคล้ายรถที่ใช้ในราชการตำรวจ แต่ปกปิดหมายเลขทะเบียน เข้าไปถามเจ้าหน้าที่คอนโดว่าอาจารย์ชาญวิทย์อยู่หรือเปล่า เจ้าหน้าที่บอกว่าอาจารย์ไม่อยู่ ไปทำงาน เขาก็ให้เจ้าหน้าที่พาไปขึ้นลิฟต์ไปหน้าห้องพักอาจารย์ เมื่อพบว่าอาจารย์ไม่อยู่จริงจึงถ่ายภาพไว้แล้วเดินทางกลับ โดยระหว่างนั้นบอกกับเจ้าหน้าที่คอนโดมิเนียมว่าเป็นตำรวจ ไม่ได้บอกสังกัด แต่มาติดตามความเคลื่อนไหวของอาจารย์ชาญวิทย์ เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนม็อบหรือการชุมนุมของเยาวชน จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่คอนโดมิเนียม ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ถือภาพถ่ายบัตรประชาชนของอาจารย์ชาญวิทย์ ทนายเห็นว่าเป็นภาพถ่ายบัตรประชาชนจากระบบของตำรวจ ฉะนั้นจึงปรึกษากันว่าจะดำเนินการ
อาจารย์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ทั้งเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการไล่ล่าฆ่าผู้ชุมนุม ส่วนเหตุการณ์ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) แจ้งความกรณีกระเป๋าถือภริยานายกฯ อาจารย์ก็พ้นคดี
คราวนี้อาจารย์ว่าจะไม่ถือสาหาความ เพียงแต่เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้กระทบกระเทือนต่อสวัสดิภาพและละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน การบุกที่พัก ไม่แสดงหมายค้น-หมายจับ เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ และถ้าเป็นตำรวจจริงก็มีความผิดตามมาตรา 157 อีกส่วนหนึ่งนอกจากเป็นความผิดต่อเสรีภาพ การข่มขู่คุกคามกรรโชกแล้ว เพราะฉะนั้นหลังรอการติดต่อสัปดาห์กว่าก็ไม่ปรากฏว่ามีตำรวจ สน.ตลิ่งชัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบเข้าไปติดต่อสอบถามแต่ประการใด ไม่มีตำรวจติดต่อไป แต่หลังจากนั้นในท้องที่ สน.ตลิ่งชัน มีตำรวจนอกเครื่องแบบไปเฝ้าคุกคามเยาวชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย จึงคิดว่าถ้าไป สน.ตลิ่งชันก็ไม่มีความหมาย จึงได้มาที่นี่ อาจารย์หวังว่าสิ่งที่ทำจะช่วยให้มีการพิทักษ์รักษาไม่ให้เกิดการละเมิดกฎหมายคุกคามเยาวชนอีกต่อไป
เราร้องขอให้ตรวจสอบ หากพบกระทำความผิดให้ดำเนินคดี เนื่องจากคดีข่มขู่คุกคามประชาชน บุกรุกเคหะสถานในเวลากลางวัน อ้างตัวเป็นตำรวจ ถึงเป็นตำรวจจริงก็เป็นการละเมิด เป็นความผิดมาตรา 157 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เมื่อเรื่องถึง ผบ.ตร. เราไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยซ้ำไป ขอให้ตรวจสอบ ถ้าพบว่าเป็นผู้ใดกระทำก็ขอให้ดำเนินคดีแล้วให้รายงานเราโดยเร็ว และหากพบว่าเป็นตำรวจจริงก็ให้ดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นผู้บังคับบัญชา เพราะตำรวจเหล่านั้น ไม่ได้กระทำเองแน่นอน ผู้บังคับบัญชาระดับ ผบช.น. ก็ดี ตำรวจสอบสวนกลางก็ดี ต้องรับผิดชอบ จะชดใช้การกระทำผิดอย่างไร อาจารย์ชาญวิทย์บอกผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การแก้แค้น แต่เป็นการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย เราจะรักษากฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้กับเยาวชนคนหนุ่มสาว

The post ชาญวิทย์ ยื่น ผบ.ตร. ตรวจสอบชาย 4 คนบุกคอนโด ห่วงเยาวชนเจอเหตุการณ์คล้ายกัน เชื่อถ้านายกฯ นิ่งเฉยจะเสียคะแนนนิยม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/vid […]
The post ชมคลิป: ดร.ชาญวิทย์ อดีตอธิการบดี มธ. ยื่นหนังสือหลังถูกชายฉกรรจ์คุกคาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/
The post ชมคลิป: ดร.ชาญวิทย์ อดีตอธิการบดี มธ. ยื่นหนังสือหลังถูกชายฉกรรจ์คุกคาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 มีนาคม) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ […]
The post วงจรปิดเผย 4 ชายฉกรรจ์ตามชาญวิทย์ถึงคอนโด เหตุเกี่ยวข้องม็อบเยาวชน เจ้าตัวเล็งดำเนินคดีความผิดต่อเสรีภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (27 มีนาคม) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วัย 80 ปี ถูกคุกคามถึงคอนโดมิเนียมในฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยชาญวิทย์เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า เจ้าหน้าที่คอนโดมาแจ้งว่าพบพิรุธ จึงได้ดูกล้องวงจรปิด พบชาย 4 คน ตัดผมสั้น ใส่เสื้อยืดคอกลม แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ เดินทางมาด้วยรถปิ๊กอัพที่ปกปิดเลขทะเบียน
มี 2 คนขึ้นลิฟต์ไปถึงหน้าห้อง เคาะประตู มีความชัดเจนว่ามาหา แต่ไม่อยู่ เมื่อชาย 2 คนทราบว่าไม่อยู่ก็ถ่ายรูปหน้าห้องแล้วกลับออกไป ทราบว่าคนเหล่านี้ติดตามคนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของเยาวชน
ชาญวิทย์กล่าวด้วยว่า แม้ความปลอดภัยในคอนโดจะหละหลวม แต่ก็ยังดีที่เจ้าหน้าที่มาแจ้ง ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใคร และส่วนตัวได้ทำหน้าที่นักวิชาการ มีจุดยืนทางการเมือง อายุจนป่านนี้ไม่เคยเจอมาก่อน และอยู่ระหว่างปรึกษากับนักกฎหมายถึงการแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากอาจเข้าข่ายพยายามกระทำความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลอาญา มาตรา 309 และ 80
ทั้งนี้ชาญวิทย์ได้โพสต์ภาพการถูกคุมคามพร้อมข้อความทางเฟซบุ๊ก ‘Charnvit Kasetsiri’ วันนี้ (27 มีนาคม) ว่า
“ผมถูก Harassment-Stalking…เมื่อวันอังคารที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา มีชาย 4 คน แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ตัดผมสั้น ใส่เสื้อยืดคอกลมขับรถปิ๊กอัพ ที่ป้ายถูกปกปิด ‘เบลอ’ เป็นสีขาว มองไม่เห็นเลขทะเบียน เข้ามาที่คอนโดบ้านพักของผม สองคนลงจากรถ เข้ามาถามหาผม แล้วขึ้นลิฟต์ไปจนถึงหน้าห้อง เคาะประตู เมื่อรู้ว่าผมไม่อยู่ก็จัดการถ่ายรูปหน้าห้องแล้วกลับออกไป ผมได้รับบอกเล่าในภายหลังว่าพวกเขาติดตามหาคนหลายคนที่ ‘ไปเกี่ยวข้องกับม็อบเด็กๆ’ ครับ ผมได้ปรึกษากับนักกฎหมายบางท่าน และได้รับการชี้แจงว่าการกระทำนี้คือรูปแบบหนึ่งของการคุกคาม หรือ Harassment-Stalking อาจเข้าข่ายความผิดฐานพยายามกระทำผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลอาญา มาตรา 309 และ 80”
อ้างอิง:
The post วงจรปิดเผย 4 ชายฉกรรจ์ตามชาญวิทย์ถึงคอนโด เหตุเกี่ยวข้องม็อบเยาวชน เจ้าตัวเล็งดำเนินคดีความผิดต่อเสรีภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจั […]
The post ไทย-พม่า ความเหมือนที่แตกต่าง ‘ชาญวิทย์’ ชี้ วิธีคิดแบบรัฐข้าราชการไม่น่าพิศมัย ต้องการจินตนาการใหม่แก้ปัญหาสงครามกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเสวนาวิชาการ ‘1 ปีหลังรัฐประหารพม่า’ ณ ห้องพูนศุข วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจ PBIC Thammasat จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการย้ายถิ่นและการพัฒนา (ARCM-CE) สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (TACDB)
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ศาสตราจารย์รับเชิญแห่งวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กล่าวปัจฉิมกถา เรื่อง พม่า ความหวังบนก้าวย่างที่ถอยหลัง โดยชาญวิทย์ กล่าวว่า 1 ปีหลังการรัฐประหารในพม่าโดย พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ จึงอยากจะตั้งข้อสังเกต 3 ประเด็น 1. สถานการณ์พม่าระดับโลก 2. สถานการณ์ในพม่า 3. ผลกระทบของสถานการณ์ในพม่าต่อไทย
ครบรอบ 1 ปีรัฐประหารในพม่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ วงการระหว่างประเทศ วงการสื่อ วงการวิชาการทั่วโลกจ้องดูเรื่องของพม่าเป็นกรณีพิเศษ เพราะนับแต่กรณี ‘เขมร 4 ฝ่าย’ ในทศวรรษ 1970-1980 เรื่องราวของเขมรจบลงโดยคนจำนวนหนึ่งในกรณีนั้นถูกดำเนินคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
นับแต่นั้นเป็นต้นมา กรณีของพม่าเป็นกรณีใหญ่ที่สุด ได้รับความสนใจมากที่สุด ดังนั้นเรื่องพม่าจึงไม่ใช่เรื่องของพม่าเท่านั้น
1 ปีหลังการรัฐประหารของกองทัพตั๊ดมาดอว์, พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็ยังไม่สามารถชนะศึกนี้ได้ ผมใช้คำพูดที่เป็นเนกาทีฟ 1 ปีผ่านไปแล้วยังไม่ชนะ ในขณะที่ประชาราษฎรชาวบ้านทั่วประเทศทั้งที่เป็นพม่าแท้ๆ ในเมืองใหญ่ๆ ในดิวิชัน หรือมณฑล และกลุ่มที่เป็นชนชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในรัฐต่างๆ ซึ่งเป็นสเตท ได้ลุกขึ้นมาต่อต้าน โดยคนจำนวนมากเป็นคนรุ่นใหม่
คนเจเนอเรชัน X-Y-Z เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไม่น่าเชื่อ คนเหล่านี้ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมสงบ มีปฏิบัติการแบบสงครามจรยุทธ์ สร้างความเสียหายให้แก่ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายทหารเป็นจำนวนมาก
เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น NUG (The National Unity Government of the Republic of the Union of Myanmar) ขณะที่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ เป็นวัน Union Day สนธิสัญญาปางโหลง แต่รัฐบาลปัจจุบันเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Republic of the Union ซึ่งแปลว่าอะไร
กรณีนี้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น บางคนเรียกรัฐบาลออนไลน์ ของผู้นำพรรค NLD ที่ได้รับการยอมรับจากบรรดามหาอำนาจโลกตะวันตก มีคนตั้งข้อสังเกตว่า NUG เป็นคนรุ่นที่สอง ต่อจากรุ่นของ ออง ซาน ซูจี แล้ว ซูจีเกิดปี 1945 เป็นเจเนอเรชันที่กำลังจะล้มหายตายจากไปแล้ว
ซูจีถูกกล่าวหาโกงการเลือกตั้ง ถูกตัดสินโดยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ฟังแล้วคุ้นๆ ถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว 8 ปี ยังมีคดีเหลืออีกเกือบ 10 คดี รวมความแล้วถ้าเขาทำได้ เธอคงถูกจำคุกจนตายเพราะเวลาเหลือน้อยมาก
ในประเด็นใกล้เคียงกันสิ่งที่เรียกว่า PDF หรือ The People’s Defence Force มีเป็นจำนวนร้อยๆ กองกำลังทั่วประเทศ ทำการฝึกอาวุธกับกองทัพของชนกลุ่มน้อยติดชายแดนไทยทางด้านจังหวัดตาก มียุทธวิธีการต่อสู้แบบสงครามกองโจรใช้ความรุนแรง เขาบอกว่าเขาไม่อหิงสาอโหสิแบบผู้นำพรรค NLD รุ่นเก่าอีกต่อไปแล้ว
ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่ซับซ้อนมากๆ ว่าจะเอาอย่างไร
ขอตั้งคำถามว่า ตอนนี้พม่ามีสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบแล้วหรือไม่ หรือกำลังไปสู่จุดนั้น แล้วพม่ากำลังจะกลายเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) หรือไม่ ตรงนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญมากในการติดตามเรื่องพม่า
ในเวลาเดียวกัน ถ้าเราติดตามอย่างละเอียดก็จะเห็นได้ว่า ผลของสงครามที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ได้เกิดกาลียุคใช่ไหม
ประชาราษฎร ชาวบ้านธรรมดา ต้องหนีตาย เกิดความอดอยาก พลัดที่นาคาที่อยู่ ตลอดแนวพรมแดนไทยสองพันกว่ากิโลเมตร มีผู้ลี้ภัยจำนวนเป็นแสนๆ โดยเฉพาะตามแนวรัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยงตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก แม่สอด เมียวดี ไล่ลงมาถึงกาญจนบุรี
ประชากรพม่ามีประมาณ 54 ล้านคน คนที่ถูกผลกระทบของสงครามเล็ก-ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นมีประมาณ 20 ล้านคน คนที่พลัดที่นาคาที่อยู่ประมาณ 1-2 ล้านคน เพราะฉะนั้นมีคนจำนวนมากเลยที่กำลังเกิดความทุกข์ยาก คนที่ต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจำนวนถึง 14 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้เมื่อเราดูแล้วคิดว่าน่ากลัวมากๆ เพราะกระทบเมืองไทยแน่ๆ ผู้คนจำนวนมากเหล่านี้อยู่ตามชายแดนทั้ง 2 ด้านของพม่า ทิศตะวันออกคือประเทศไทยสองพันกว่ากิโลเมตร อย่างไรเราก็ปิดไม่ได้แน่ๆ และทางด้านตะวันตก คือที่ติดกับรัฐยะไข่ กลุ่มโรฮีนจา ติดบังกลาเทศ
พม่ากับไทย Same same but different กล่าวคือในขณะที่พม่ากำลัง Exploding แตกกระจัดกระจาย, ส่วนประเทศไทยกำลัง Imploding ล้มลุกคลุกคลาน แล้วไทยจะทำอย่างไร ทั้งเรื่องของพม่าและเรื่องของไทยเองที่มีปัญหาเหมือนกันมากอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นประชาธิปไตย เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องของคนรุ่นใหม่ๆ เรื่องของการรัฐประหาร เรื่องของกระบวนการใช้อำนาจตุลาการ
ยกเว้นที่ไม่เหมือนคือ พม่าไม่มีสถาบันกษัตริย์แบบของไทย
นโยบายต่างประเทศของไทยเคยได้รับการยกย่องในโลกสากล ไม่ว่าจะเป็นสมัยสงครามของลัทธิอาณานิคมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสมัยสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นสมัยโลกาภิวัฒน์ที่ไทยสามารถจะปรับตัวเป็นไผ่ลู่ตามลม ทำตนเป็นชาติอารยะน่านับถือในโลกสากล อย่างสมัยการเปิดทูตกับจีนแผ่นดินใหญ่ สมัยอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สมัยสร้างความสัมพันธ์อันดีใหม่กับเวียดนามในสมัยเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ สมัยสงครามกลางเมืองเขมร ในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ไทยมีเกียรติประวัติในฐานะเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก เหล่านี้น่าเชื่อได้ว่าผู้นำไทยในยุคปัจจุบันจะต้องคิดหนักว่า จะทำอย่างไรกับปัญหาของพม่าที่อยู่ใกล้แสนใกล้กับคนไทยเรา อยากจะเชื่อว่าวิธีคิด จินตนาการแบบเก่าๆ ของรัฐข้าราชการไทยไม่ใช่สิ่งที่น่าพิศมัยอีกต่อไป
“ผมอยากจะเชื่อว่าไทยต้องการนโยบายต่อพม่าที่นำโดยผู้นำที่มีจินตนาการใหม่ต่อปัญหาสงครามกลางเมืองในพม่า สรุป ดูพม่าแล้วย้อนดูตัวเองและต้องคิดอะไรใหม่ๆ” ชาญวิทย์กล่าว
สำหรับการเสวนาวิชาการ ‘1 ปีหลังรัฐประหารพม่า’ วิทยากรประกอบด้วย นฤมล ทับจุมพล ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการย้ายถิ่นและการพัฒนา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้เชี่ยวชาญพม่า-อาเซียน, ดุลยภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เกียรติ สิทธีอมร รองประธานกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร, ถวิล เปลี่ยนศรี ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยในคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา, ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ดำเนินรายการโดย อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ติดตามได้ใน THE STANDARD
The post ไทย-พม่า ความเหมือนที่แตกต่าง ‘ชาญวิทย์’ ชี้ วิธีคิดแบบรัฐข้าราชการไม่น่าพิศมัย ต้องการจินตนาการใหม่แก้ปัญหาสงครามกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD ได้รับเชิญให้ร่วมเดินทางไปในการออกภาคสนามข […]
The post เที่ยวปราสาทสด๊กก๊อกธม ชมจารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ ฟังการเมืองชิงอำนาจยุคเขมรโบราณ appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD ได้รับเชิญให้ร่วมเดินทางไปในการออกภาคสนามของนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 22 (SEAS-TU22) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อทัศนศึกษาในวิชา อศ. 210 สุวรรณภูมิและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยโบราณ ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี และปราสาทสด๊กก๊อกธม (ชื่อเดิม ภัทรนิเกตนะ) ที่จังหวัดสระแก้ว ฟังคำบรรยายจาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์, ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักโบราณคดี, วัชรี ชมภู ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี, ธวัลรัตน์ ชัยนราพิพัฒน์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม, สฏฐภูมิ บุญมา ศิษย์เก่า SEAS รุ่น 14 (รุ่นศาลโลก) ซึ่งเพิ่งจบปริญญาโทประวัติศาสตร์ศิลปะจาก SOAS University of London
ในการเดินทางช่วงเช้าได้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เป็นจุดแรก ก่อนเดินทางต่อในช่วงบ่ายไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว ซึ่งห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา เพียง 1 กิโลเมตร
สำหรับพิพิธภัณฑ์มีการแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุจำนวนมาก แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเดินทางครั้งนี้จะมี 2 ส่วน คือ ศิลาจารึกจำนวน 2 หลัก ที่มีการพบในปราสาทสด๊กก๊อกธม และอีกส่วนคือ หลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันทั้งจารึกและหลักเขตแดน จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรยายว่า จารึกจากปราสาทสด๊กก๊อกธมทั้ง 2 หลัก มีความสำคัญสำหรับคนเรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยโบราณ เพราะมีการเล่าเรื่องการย้ายเมืองในยุคต่างๆ และสิ่งที่ได้รับความสนใจจากนักศึกษาชาวต่างชาติหลายคนคือการย้ายศิวลึงค์ไปกับการย้ายเมืองด้วย
สำหรับจารึก 2 หลักนี้ เมื่อเทียบกับยุคสุโขทัย (ในคริสต์ศตวรรษที่ 13) จะพบว่าจารึก 2 หลักมีมาก่อนสุโขทัยประมาณ 200-300 ปี เมื่อพบว่าจารึกจากเขมรเก่ากว่าสุโขทัย เราจึงพบปัญหาประวัติศาสตร์ไทยที่จะต้องโยงไปถึงเขาอัลไตกับอาณาจักรน่านเจ้า เพื่อบอกว่าเราก็เก่าเช่นกัน จารึกจากปราสาทสด๊กก๊อกธมหลักแรกสร้างประมาณปี ค.ศ. 900 ส่วนหลักที่ 2 สร้างปี ค.ศ. 1057 ทั้ง 2 หลักห่างกัน 100 กว่าปี

วัชรี ชมภู ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กล่าวถึงจารึกหลักที่ 2 จากปราสาทสด๊กก๊อกธมว่า แตกต่างจากจารึกในศาสนสถานโดยทั่วไป ซึ่งจะเล่าถึงเฉพาะตัวศาสนสถานนั้นๆ ว่ามาใช้ที่ดินตรงนี้สร้างให้ใคร อย่างไร แต่จารึกหลักนี้พิสดารกว่า เพราะเป็นการบันทึกบอกเล่าย้อนเรื่องราวกลับไป 200 กว่าปี เกี่ยวกับบรรพบุรุษพราหมณ์และกษัตริย์ ใจความสำคัญพูดถึงลัทธิเทวราช การที่กษัตริย์จะขึ้นครองราชย์ต้องมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีสถาปนา ดังนั้นเป็นจารึกเรื่องราวกษัตริย์แต่ละยุคและพราหมณ์ประจำแต่ละช่วงเวลา ซึ่งพราหมณ์ส่วนใหญ่เป็นสายตระกูลที่สืบทอดกันมาเช่นเดียวกับกษัตริย์ เป็นหลักฐานบอกเล่าลำดับพัฒนาการกษัตริย์เขมรที่สำคัญมาก
ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ บรรยายถึงจารึกหลักแรกว่า มีอายุมากกว่าปราสาทสด๊กก๊อกธม โดยระบุปี พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ผู้มีบทบาทสำคัญย้ายเมืองหลวงจากเมืองพระนครที่เสียมเรียบขึ้นไปตั้งใหม่ที่เมืองเกาะแกร์ แล้วก็สร้างปราสาทเกาะแกร์ เป็นปราสาทประจำรัชกาลของพระองค์ พระองค์ได้แผ่ขยายอำนาจขึ้นมาในดินแดนทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยพบจารึกและรูปแบบศิลปกรรมของพระองค์อยู่ตลอดในพื้นที่ดังกล่าว

“จารึกหลักที่ 1 อาจจะมาจากการที่เคยสร้างเทวสถานมาก่อนหน้า เพราะรายละเอียดจารึกหลักที่ 1 ระบุชัดว่า ไม่ให้ใช้สิ่งของภายในศาสนสถานแห่งนั้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง ฉะนั้นใช้ในกิจการของชุมชนได้ โบราณสถานแห่งนี้อาจจะถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นเมืองภัทรนิเกตนะ อาจเป็นโบราณสถานดั้งเดิม ใช้มาตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ก็เป็นได้ จนกระทั่งเกิดภาวะสงคราม เมืองถูกทำลาย พราหมณ์เหล่านั้นจึงกลับมาสร้างปราสาทหลังใหม่คือปราสาทสด๊กก๊อกธมที่เราเห็นในปัจจุบัน ส่วนจารึกทั้ง 2 หลัก จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี”
ทนงศักดิ์กล่าวว่า ในวัฒนธรรมเขมรหรือกัมพูชา มีจารึกบนแผ่นหินซึ่งทำให้เรารู้ประวัติศาสตร์ในแถบภูมิภาคนี้ได้ทั้งหมด เพราะจารึกไม่ค่อยจะสูญหาย ขณะที่ในไทยก็มีจารึกบนแผ่นหินอยู่มาก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะสูญหายไปต่างประเทศเสียเยอะ
สำหรับจารึกสด๊กก๊อกธมหลักที่ 2 เป็นจารึกที่เล่าเรื่องในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ลูกของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (ผู้สร้างปราสาทพระวิหาร) เมื่อพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ขึ้นครองราชย์ก็ได้สร้างปราสาทประจำรัชกาลของตัวเองไว้ที่ปราสาทบาปวน ซึ่งอยู่ในเมืองพระนคร ปัจจุบันคือเสียมเรียบ กัมพูชา พระองค์ขึ้นครองราชย์ที่เสียมเรียบ แต่ช่วงเหตุการณ์ก่อนหน้ายุคพระองค์ คือรุ่นพ่อของพระองค์ (พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1) เกิดภาวะสงครามแย่งชิงดินแดนซึ่งมีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ดินแดนส่วนหนึ่งของฮินดูซึ่งมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีสำคัญถูกทำลายดินแดนไปด้วย เพราะฉะนั้นจารึกหลักนี้เป็นเรื่องเล่าที่กล่าวย้อนถึงตระกูลสายพราหมณ์ที่มีบทบาทในแต่ละยุค พราหมณ์ตระกูลที่สำคัญคือ ศิวไกวัลย์ ทำพิธีเทวราชาให้กษัตริย์ทุกพระองค์ประมาณ 12 พระองค์ที่บันทึกในจารึก
“พราหมณ์กลุ่มนี้ต้องการดินแดนคืน จึงขอดินแดนจากพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 โดยมาสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธม เพื่อจะเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์และบูรณะเมืองที่ตัวเองเคยครอบครองอยู่”
เรื่องเล่าในจารึกหลักนี้ เล่าย้อนไปตั้งแต่ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่รวบรวมอาณาจักรเจนละเข้าด้วยกัน เจนละบก เจนละน้ำ มาเป็นอาณาจักรเขมร ซึ่งเข้าสู่ยุคของเมืองพระนคร (เสียมเรียบ) เป็นครั้งแรก
จารึกหลักนี้เล่าด้วยว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ย้ายเมืองจากที่ไหนบ้างตั้งแต่เขาพนมกุเลนขึ้นมาจนกระทั่งถึงเมืองต่างๆ ที่อยู่บนพื้นราบ จารึกหลักนี้ก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมด
นอกจากนั้น จารึกยังบ่งบอกว่า อักษรภาษาที่เขียนมีพัฒนาการของภาษาอย่างไรบ้าง เพราะมีตัวเขียนทั้งตัวสันสกฤตและตัวอักษรขอม ซึ่งเราสามารถศึกษาพัฒนาการของภาษาต่างๆ ได้ด้วย นอกจากประวัติศาสตร์ที่เล่าในจารึก
“ในฐานะนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี จะให้ความสำคัญกับจารึกหลักนี้มากที่สุด เพราะเล่าเรื่องลำดับพระมหากษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรเขมรได้ละเอียดครบถ้วนและค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดหลักหนึ่ง เท่าที่ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของเขมรทั้งหมด”

ในช่วงบ่าย เดินทางไปชมปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว ทนงศักดิ์บรรยายถึงความสำคัญของปราสาทหลังนี้ว่า เป็นสัญลักษณ์ของการแย่งชิงอำนาจ ทำให้เรารู้ประวัติศาสตร์สังคมในอดีตว่า เดิมมีเมืองสำคัญเมืองหนึ่งคือเมืองภัทรนิเกตนะ เป็นชุมชนของชาวฮินดู ช่วงนั้นกษัตริย์ที่ครองราชย์ในกัมพูชาคือพระเจ้าชัยวีรวรมัน แม้พระองค์จะนับถือทั้งศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูด้วย แต่เมื่อมีสงครามระหว่างพระเจ้าชัยวีรวรมันกับกษัตริย์สุริยวรมันที่ 1 (ผู้สร้างปราสาทพระวิหาร) เมืองแห่งนี้ก็ถูกทำลายเช่นกัน
เมื่อกษัตริย์สุริยวรมันที่ 1 ชิงอำนาจได้แล้วก็ตั้งวงศ์ใหม่เข้าไปปกครองในเมืองพระนคร (เสียมเรียบ) หลังจากที่พระองค์ชนะสงครามก็ได้ยกทัพมาปราบเมืองภัทรนิเกตนะแห่งนี้เพื่อบูรณะกลับคืน ฉะนั้นสายพราหมณ์ที่สำคัญอย่างกลุ่มทำพิธีกรรมทางศาสนาทั้งเทวราชาและพิธีขับไล่ชาวชวาไม่ให้รุกรานเขมร จึงตั้งตัวขึ้นมาใหม่เพื่อพัฒนาเมืองนี้ให้เหมือนเดิม
กลุ่มพราหมณ์ที่นับถือไศวนิกายกลุ่มนี้สร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นในต้นรัชกาลพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (ผู้สร้างปราสาทพระวิหาร) เพื่อขอดินแดนและขอให้เมืองนี้มีความสำคัญขึ้นหลังสงครามสงบ พราหมณ์เล่าเรื่องในจารึกหลักที่ 2 เพื่อเรียกสิทธิในการทำพิธีกรรมต่างๆ ในกัมพูชา หนึ่งในพิธีสำคัญที่สุดคือ เทวราชา เพื่อสถาปนาตัวพระมหากษัตริย์และความเชื่อทั้งหมดที่เทพจะต้องรวมตัวกับพระมหากษัตริย์ จึงต้องสร้างปราสาทและศิวลึงค์ถวาย เพื่อให้ตัวเองมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในกลุ่มของพราหมณ์ ฉะนั้นเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ ในอดีตที่สร้างปราสาทหลังนี้ขึ้น
ทนงศักดิ์กล่าวว่า ความสำคัญของปราสาทสด๊กก๊อกธมแสดงหลักฐานว่าสังคมชาวพุทธกับชาวฮินดูแบ่งแยกและสลับกันขึ้นปกครองอาณาจักรกัมพูชา ปราสาทหลังนี้เล่าเรื่องฮินดูที่พยายามจะมีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์ที่ขึ้นปกครองกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ที่เขาเล่าทั้งหมดแม้กษัตริย์บางพระองค์จะให้การสนับสนุนพุทธศาสนาด้วย แต่ก็ยังไม่มีบทบาทเท่ากับหลังจากสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (ลูกของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ผู้สร้างปราสาทพระวิหาร)
เพราะวงศ์ใหม่ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ วงศ์ของมหิธรปุระ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ซึ่งชิงราชสมบัติจากวงศ์ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 และมีน้องอีกคนที่ขึ้นครองราชย์คือ พระเจ้าหรรษวรมัน
เมื่อวงศ์ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 หมดไป วงศ์ใหม่ขึ้นมาคือ มหิธรปุระ ได้สร้างศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือ ปราสาทหินพิมาย ถวายให้พระพุทธเจ้า ฉะนั้นเราจะเห็นบริบทสังคมที่แตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ถ้าเทียบปราสาทสด๊กก๊อกธมและกลุ่มปราสาทหินพิมาย สด๊กก๊อกธมถวายฮินดู ปราสาทหินพิมายถวายให้พุทธศาสนา
การสร้างปราสาทหินพิมายเป็นวงศ์ตั้งต้นที่กลับเข้าสู่นครวัดอีกครั้งหนึ่งคือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งสร้างปราสาทนครวัดถวายให้พระวิษณุ กลุ่มพราหมณ์ขึ้นกลับมาอีกครั้ง แต่หลังพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ไป กลุ่มพุทธก็ขึ้นมาอีกครั้ง จะเห็นชัดเลยว่าสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงของกัมพูชามีบทบาททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือที่ราบสูงของไทย แผ่อำนาจลงไปกัมพูชาด้วย ซึ่งถ้าหากเราศึกษากันดีๆ ในอดีตเราจะพบว่า ความเชื่อทั้งหมดในวัฒนธรรมเขมรเชื่ออย่างเดียวว่า วัฒนธรรมเขมรแผ่จากทางลุ่มน้ำโตนเลสาบ แถบทางเมืองพระนครเสียมเรียบ ขึ้นมาดินแดนไทย ที่จริงแล้วถ้าศึกษาปราสาทแต่ละหลังจะพบความจริงที่ตรงกันข้ามคือ ปราสาทบางหลังในที่ราบสูงโคราชก็ดี หรือบริเวณนี้ก็ดี แผ่อิทธิพลกลับไปให้ทางลุ่มน้ำโตนเลสาบมากกว่า ฉะนั้นสังคมควรรับทราบทำความเข้าใจบริบทการเมืองการปกครองที่เปลี่ยนแปลง ใช้ประวัติศาสตร์ให้เป็นประโยชน์ ก็จะไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่เกิดปรากฏการณ์มีชาวกัมพูชาทวงดินแดนเขมรกลับคืน ความจริงแล้ว มันคือที่เดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน เขตแดนเป็นตัวแบ่งเท่านั้นเอง

ชาญวิทย์กล่าวถึงคำว่า เทวราชา (Devaraja) ว่า คำนี้คำเดียวเถียงกันมาร้อยปีว่าแปลว่าอะไร แต่คำนี้พูดถึงลัทธิการปกครองซึ่งต้นกำเนิดมาจากอินเดียในภารตภิวัฒน์ เป็นเรื่องการเมืองระดับสูงมากๆ ในสมัยที่ปราสาทนี้ยังใช้อยู่ในราชสำนักคนธรรมดาก็เข้ามาไม่ได้ ที่นี่เป็นที่ต้องห้าม เป็นที่พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ คนธรรมดาคือแรงงาน
ในทฤษฎีของปรมาจารย์เกี่ยวกับการศึกษานครวัดนครธมคนหนึ่งคือ ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ชาวฝรั่งเศส ทำงานในฮานอย เวียดนาม ถูกจ้างเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อ่านศิลาจารึกและเขียนหนังสือ เซเดส์มีทฤษฎีว่า เขมรโบราณก่อสร้างปราสาทเต็มไปหมด สร้างจนในที่สุดสังคมพัง สังคมสลาย ทำให้คนอีกกลุ่มขึ้นมามีอำนาจแทน ไม่ว่าจะเป็นไทย เป็นลาว ก็ขึ้นมาแทน
อาณาจักรเก่าก็สลายไป เป็นคำตอบว่าเมืองที่รุ่งเรืองใหญ่โตมโหฬารพังไปได้อย่างไร บางคนบอกว่าพังเพราะเมื่อคนไทยคนลาวเริ่มเข้ามา เขมรไม่สามารถรักษาบารายเอาไว้ได้ การเกษตรจึงล่ม เป็นทฤษฎีที่เถียงกันหลายฝ่าย

ธวัลรัตน์ ชัยนราพิพัฒน์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม บรรยายถึงปราสาทสด๊กก๊อกธมว่า เป็นปราสาทชายแดนแห่งหนึ่งของประเทศไทยและเป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งล่าสุดของประเทศ ห่างจากด้านหน้าปราสาทออกไปเพียง 1 กิโลเมตร จะเป็นชายแดน หากข้ามถนนศรีเพ็ญไป บริเวณดังกล่าวจะมีกับระเบิดจำนวนมาก ปราสาทแห่งนี้มีประวัติสำคัญ 2 ช่วง คือ ช่วงสร้างปราสาทในยุคเขมรโบราณและยุคเขมรอพยพช่วงสงครามเขมรแดง
สด๊กก๊อกธมเป็นปราสาทที่มีฐานสูง การสร้างให้ฐานยิ่งสูงยิ่งแสดงถึงอำนาจและบารมีของคนสร้างด้วย ในประเทศไทยไม่น่าจะมีปราสาทหินที่ไหนฐานสูงเท่าที่นี่ ความพิเศษของที่นี่อีกอย่างคือ มีเสานางเรียงล้อมรอบศาสนสถานองค์หลักทั้งหมด นอกจากนั้นหลังการบูรณะจะเห็นว่ามีตัวเลขด้านบนตัวปราสาท เนื่องจากใช้วิธี ‘อนัสติโลซิส’ (Anastylosis) เขียนก่อนรื้อออกมาแล้วประกอบกลับไปที่เดิม ถ้าจุดไหนประกอบกลับไปไม่ได้ จะใช้หินใหม่เสริมเพื่อให้แข็งแรง

สฏฐภูมิ บุญมา ศิษย์เก่า SEAS รุ่น 14 กล่าวว่า กษัตริย์ในยุคโบราณ เมื่อครองราชย์จะสร้างอยู่ 3 อย่าง อย่างแรกคือปราสาทบนฐานสูง เพื่อบอกว่าตัวเองเป็นภาคอวตารของพระศิวะ เมื่อตัวเองตายวิญญาณจะกลับมารวมกับศิวลึงค์องค์ที่ตัวเองสร้าง อย่างที่ 2 คือสร้างสระหรือบารายขนาดใหญ่ มีคำอธิบายหลายๆ แนวทาง โดยแนวทางที่น่าเชื่อถือที่สุดคือการเกษตรกรรม พิธีกรรม อย่างที่ 3 สร้างปราสาทบนฐานเรียบ คือสร้างหลายองค์ชั้นเดียว สร้างเพื่ออุทิศให้บรรพชนตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง เพื่อประชาชน และเพื่อครอบครัว เป็นคอนเซปต์ที่กษัตริย์โบราณให้ความสำคัญ

ย้อนกลับไปในช่วงเช้าก่อนเดินทางออกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ได้พาชมหลักเขตแดนที่ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม-กัมพูชา เดิมตั้งอยู่ที่ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ถูกยกเลิกและถอนออกเมื่อ พ.ศ. 2484 ทายาทของ พล.อ. มังกร พรหมโยธี มอบให้สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559 ซึ่งส่งต่อให้ปราจีนบุรีวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564
ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี บรรยายว่า ในยุครัชกาลที่ 5 มีการสร้างหลักเขตเป็นแนวเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชา โดยมี 70 กว่าหลักไล่เรื่อยมาตามเขตแดนในภาคอีสาน แนวเทือกเขาพนมดงรัก ไปถึงตราด หลักเขตแดนนี้ถูกรื้อถอนมาเก็บไว้ในเขตทหาร ต่อมาทายาทของ พล.อ. มังกร มอบให้กรมศิลปากรดูแล
ชาญวิทย์กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือมีเหตุการณ์สำคัญในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2450 มีการทำสนธิสัญญาและเปลี่ยนแผนที่ที่ทำกันเอาไว้ สมัยที่รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปครั้งที่ 2 ที่ท่านเขียน ‘ไกลบ้าน’ มีการขีดเส้นใหม่ เอาเขาพระวิหารไปอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส ขีดเอาปราสาทสด๊กก๊อกธมอยู่ในสยาม ซึ่งแปลกมากๆ
ต่อมาตอนมีเรื่องเขาพระวิหาร คนก็กลัวว่าเขมรจะมาทวงสด๊กก๊อกธม แต่มีหนังสือของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (Ecole française d’Extrême-Orient: EFEO) ซึ่งมีสำนักงานที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรในไทย เขียนว่า ขีดให้ปราสาทสด๊กก๊อกธมอยู่สยาม เรื่องก็เลยจบ ไม่มีใครต่อเรื่องปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส และ ไทย-กัมพูชา
เมื่อเดินทางถึงสด๊กก๊อกธมในช่วงบ่าย ชาญวิทย์บรรยายต่อไปว่าเหตุการณ์สำคัญในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ในการทำสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ทำไมตอนขีดเส้นเขตแดนจึงขีดให้ปราสาทสด๊กก๊อกธมอยู่ในประเทศไทยไม่ขีดเส้นให้กัมพูชา ตอนนั้นเขาน่าจะยังไม่รู้ว่าปราสาทมีความสำคัญมากๆ จึงขีดเส้นห่างจากด้านหน้าปราสาทไป 1 กิโลเมตร ถ้าขีดเส้นด้านหลังปราสาท ปราสาทก็จะเป็นของกัมพูชา
ส่วนเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2518 เกิดสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ที่นี่เป็นที่หลบภัยของเขมรแดง ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เพียงปีเดียว หลังจากนั้นมีการบูรณะอีกทีปี พ.ศ. 2538 แปลว่า ใช้เวลา 20 ปีเป็นเขตสงคราม มีการปล้นเอาโบราณวัตถุไปขาย
ทนงศักดิ์กล่าวถึงช่วงแบ่งเส้นเขตแดนว่า ปราสาทหลังนี้จริงๆ เป็นปราสาทสำคัญ จึงเป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่ฝรั่งเศสไม่ได้ขีดเส้นเขตแดนโดยรวมปราสาทหลังนี้เข้าไปเหมือนปราสาทอื่นๆ ที่ปรากฏตามแนวชายแดนประเทศไทย เช่น ปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งทั้ง 2 หลัง เป็นปราสาทหลักของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ผู้สร้างปราสาทพระวิหาร อาจเป็นเพราะปราสาท 2 หลังนั้น (ปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม) พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ทรงสร้างให้เป็นปราสาทเขตแดนทางฝ่ายตะวันตก ฝรั่งเศสอาจจะนับความสำคัญตรงนั้นมากกว่า จึงไม่ได้มองว่าปราสาทสด๊กก๊อกธมมีความสำคัญเท่า แม้จะอยู่ใกล้เขตแดนที่ฝรั่งเศสกำหนดไว้เพียง 1 กิโลเมตรก็ตาม เข้าใจว่าขณะนั้นคงจะหักพังและด้วยความเป็นป่ารกจึงมองไม่เห็นความสำคัญก็เป็นได้

ในการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้ชมและฟังบรรยายเรื่องจารึกบนแผ่นหิน ปราสาทหิน และหลักเขตแดนแล้ว ยังได้ชมพระวิษณุที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรีด้วย
ทนงศักดิ์นำชมพระวิษณุซึ่งถือ จักร สังข์ คทา ธรณี แต่ละองค์จะมีลวดลายต่างกันตามแต่ละยุค และบรรยายถึงพระวิษณุกับการเมืองไทยว่า ชื่อของกษัตริย์ไทยในช่วงหลังส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วยราม ซึ่งชื่อของพระวิษณุคือพระราม รามาธิบดีมาจากความเชื่อความนับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ มีครุฑเป็นพาหนะ ฉะนั้นจึงใช้ครุฑเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ในการเมืองการปกครองไทย
เนื่องจากในยุคหลัง พราหมณ์ซึ่งเป็นนักบวชของศาสนาฮินดูแบ่งเป็น 2 นิกาย คือ ไศวนิกาย นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ และ ไวษณวนิกาย (ไวษณพนิกาย) นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่

ในชั้นหลังการเผยแพร่ศาสนาฮินดูเข้ามา คนมีความเชื่อในพระศิวะลดลง เรื่องเล่าของพระศิวะก็จะลดลงไปด้วย ในขณะเดียวกัน วรรณกรรมในภูมิภาคนี้ในช่วงหลังๆ จะนิยมเรื่องเล่าของพระรามมากกว่า วรรณกรรมที่ถูกใช้ต่อเนื่องมาตลอดจนกระทั่งตั้งกรุงศรีอยุธยา รัตนโกสินทร์ มีความนิยมความแพร่หลาย โดยเฉพาะเรื่อง รามเกียรติ์ เป็นที่นิยมมากกว่าเรื่องเล่าของพระศิวะ ซึ่งมีน้อยมาก คนเข้าถึงได้ยากกว่า ฉะนั้นความนิยมในการตั้งชื่อจึงได้อิงวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระราม
ส่วนการใช้ไศวนิกาย (พระศิวะ ศิวลึงค์) ไม่ค่อยนิยมอีกต่อไป การคงอยู่ของพราหมณ์ในราชสำนักก็มักจะเล่าเรื่องพระราม การตั้งชื่อประกอบพิธีทางศาสนาก็เป็นกลุ่มของพราหมณ์ พิธีปัจจุบันที่เราเห็น เช่น พราหมณ์จะประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์อย่างวันพืชมงคล แต่โดยทั่วๆ ไป พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของคนก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง
ชาญวิทย์บรรยายว่า สถาบันกษัตริย์ไทยนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ดังนั้นธนบัตรที่เราใช้จึงมีครุฑ หนังสือราชการมีตราครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ไม่ได้ถือสายพระศิวะหรือพระอิศวร
ดังนั้นถ้าอยากเข้าใจสถาบันกษัตริย์ไทยซึ่งกำลังมีประเด็นว่ามีการเคลื่อนไหว ปฏิรูปหรือล้มล้าง ควรจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับพระวิษณุหรือพระนารายณ์ให้ดี

The post เที่ยวปราสาทสด๊กก๊อกธม ชมจารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ ฟังการเมืองชิงอำนาจยุคเขมรโบราณ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ตั้งแต่เเวลา 09.00 น. ศาลอาญา ถนนร […]
The post ศาลนัดไต่สวนถอนประกัน ‘4 แกนนำราษฎร’ กลุ่ม OctDem – นักวิชาการ เป็นนายประกัน อ่านแถลงการณ์ ธงชัย วินิจจะกูล ชี้ฝันถึงวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่อาชญากร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ตั้งแต่เเวลา 09.00 น. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำไต่สวนเพิกถอนประกันตัว 4 แกนนำราษฎร คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 ซึ่งประกอบด้วย ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่, ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ และ อานนท์ นำภา ซึ่งภาณุพงศ์และอานนท์ถูกคุมขังอยู่จากคดีอื่น
ต่อมาในเวลา 10.00 น. กลุ่ม OctDem ร่วมกับ 18 อดีตผู้ต้องหา คดี ‘6 ตุลา 2519’ อดีตแกนนำนิสิตนักศึกษาและนักคิด นักเขียน นักวิชาการ ช่วง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 ร่วมกันไปเป็นนายประกันให้กับผู้ต้องหาการเมือง อาทิ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินอาวุโส, สุธรรม แสงปทุม อดีตแกนนำนักศึกษาและผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา, จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ โดยมี กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และอดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 เป็นผู้ประสานงาน และได้มีการเตรียมหลักทรัพย์ของทางกลุ่มเพื่อมาใช้ในการประกันตัวในวันนี้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันแถลงข่าวและอ่านคำแถลงของกลุ่มคนเดือนตุลาฝ่ายประชาธิปไตย ที่เขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาและผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา 2519 คำแถลงระบุดังนี้ หรือความเป็นไทยคือการหลงยึดติดอดีตจนพร้อมจะขับไล่ไสส่งคนที่ใฝ่ฝันถึงวันที่ดีกว่าให้ออกไปพ้นสังคมไทย
ความไม่ลงรอยกันของความฝันคนละชนิดเป็นธรรมดาของทุกสังคม แต่ผู้ทรงอำนาจของไทยมักกล่าวหาคนที่ปรารถนาวันพรุ่งที่ดีกว่า ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกหาว่าเป็นเจ้าที่เพี้ยน ถูกส่งเข้าคุก 17 ปีอย่างเทียนวรรณ หรือเข้าโรงเลี้ยงคนบ้าอย่าง ก.ศ.ร. กุหลาบ ถูกจับเป็นกบฏอย่างคณะ ร.ศ. 130 ถูกตามล้างทำลายชั่วชีวิตชั่วลูกหลานอย่างผู้นำคณะราษฎร หรือถูกดับชีวิตเพื่อกำราบให้หยุดฝันอย่างเพื่อนของเราเมื่อ 6 ตุลา
รัฐไทยไม่เรียนรู้สักทีว่าความใฝ่ฝันถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เป็นปกติวิสัยของคนทุกยุคสมัย ไม่มีทางหยุดยั้งได้เพราะเป็นธรรมดามนุษย์ แทนที่จะถกเถียงต่อสู้กันทางความคิดอย่างอารยชน กลับทำร้ายอย่างป่าเถื่อนและกำราบปราบปรามด้วยกฎหมายอย่างอยุติธรรม ทั้งๆ ที่ไม่ควรมีใครถูกทำร้าย สละชีวิต หรือสูญเสียเสรีภาพแม้แต่คนเดียว เพียงเพราะต่อสู้เพื่อความฝันของเขาอย่างสันติ
รัฐยังคงกระทำผิดเช่นเดิมๆ กับเยาวชนคนหนุ่มสาว ณ วันนี้ ทั้งๆ ที่การประกาศฝันถึงวันพรุ่ง ไม่ใช่อาชญากรรม เมื่อคราวพวกเราอายุเพียงประมาณ 20 ปี เราใฝ่ฝันถึงสังคมนิยมจึงถูกฆ่าอย่างป่าเถื่อน เพื่อนเราหลายพันคนถูกผลักไสไปสู่ป่าเขา พวกเรา 18 คนถูกจับเข้าคุกโดยไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ และห้ามประกันตัวอยู่เกือบหนึ่งปี ครั้นคดีความขึ้นศาลทหารเพียงอีกปีเดียวก็พิสูจน์ว่าเราคือผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้เข่นฆ่าในนามของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์กลับลอยนวลพ้นผิดไปเช่นเคย
เรารู้ดีว่าการติดคุกเพราะประเทศนี้ห้ามผู้คนคิดฝันนั้น ก่อให้เกิดแผลบาดลึกขนาดไหนต่อผู้คนทั้งสังคม เราจึงขอให้ผู้ทรงอำนาจในกระบวนการยุติธรรมโปรดตระหนักว่า ท่านมีโอกาสที่จะยุติความโหดร้ายป่าเถื่อนลงเสียที แล้วช่วยกันประคับประคองให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างสันติและเจ็บปวดน้อยกว่านี้
ผู้ทรงอำนาจในทุกสถาบันหลักและในกระบวนการยุติธรรมควรมีสายตากว้างไกล อำนวยให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีผู้ถูกทำร้ายในนามของความยุติธรรมปลอมๆ อีกต่อไป ไม่ควรทิ้งหลักการเพียงเพื่อตอบสนองความหลงว่าตัวเองสูงส่ง หลงยึดมั่นในอำนาจ หรือเพราะความหวาดกลัว หาไม่แล้วความยุติธรรมบนแผ่นดินนี้ก็จบสิ้น เราจึงเรียกร้องต่อผู้ทรงอำนาจในสถาบันหลักของรัฐและในกระบวนการยุติธรรม โปรดอย่าทำผิดพลาดเช่นที่เคยทำมาอีกเลย เพราะผู้คนกำลังจะสิ้นความเคารพเชื่อถือในทุกสถาบันจนสุดจะกอบกู้ได้อีกต่อไป
คนหนุ่มสาวในขณะนี้ไม่ได้ต้องการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์หรือสถาบันหลักใดๆ เขาป่าวประกาศความฝันว่าทุกสถาบันต้องปรับตัว เขาวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเพื่ออนาคตของคนทั้งประเทศ แต่ความซื่อตรงไม่มีสอพลอ กลับกลายเป็นการดูหมิ่น เป็นอาชญากรรมในสายตาของคนเขลาและคนหน้าไหว้หลังหลอกที่โหนเจ้าหาอำนาจ คนหนุ่มสาวที่ถูกกุมขังไม่ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วยซ้ำไป เขาขอเพียงสิทธิประกันตัวด้วยถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ตามที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญ เขาขอเพียงได้ต่อสู้คดีอย่างยุติธรรม
เพื่อยืนยันว่าการประกาศฝันถึงวันพรุ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่อาชญากรรม ใครที่ถือว่าความฝันของคนหนุ่มสาวเป็นภัยต่อความมั่นคง เท่ากับเขายอมรับว่าสถาบันหลักของไทยง่อนแง่นเต็มที แต่แทนที่จะปลูกศรัทธาให้กลับมาใหม่ กลับใช้อำนาจและกฎหมายเข้าปราบปรามอย่างป่าเถื่อน ดังนั้น หากยังทำเช่นนี้ต่อไปอีก ประวัติศาสตร์จะจารึกว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีส่วนสำคัญในอัตวินิบาตกรรมของสถาบันนั้น
อย่าให้ผู้คนโจษขานว่าตุลาการไทยไร้หลักกฎหมาย รับใช้อำนาจอยุติธรรมอย่างไร้อิสระ ไร้ศักดิ์ศรี และไร้น้ำยา เป็นแค่เครื่องใช้ไม้สอยของอำนาจไว้บังคับให้ราษฎรหมอบคลาน เป็นผู้ใหญ่ที่โหดร้ายรังแกเด็ก
ถ้าหากยังปฏิเสธสิทธิการประกันตัวของคนหนุ่มสาวเหล่านั้น โปรดระวังให้ดีว่าพวกเขาจะออกมาจากคุกในเร็ววัน พร้อมๆ กับการพังทลายของสถาบันหลักทั้งหลาย เพราะผู้คนสิ้นศรัทธากับสถาบันเหล่านั้นและกระบวนการยุติธรรม
เพราะคนที่มิใช่ทาสมีธรรมชาติต้องยืนตัวตรง ความอดทนของเขาต่อการถูกบังคับให้หมอบคลานใกล้จะหมดแล้ว และถ้าจะเป็นเช่นนั้น อย่าโทษคนหนุ่มสาวว่ากระทำผิดซ้ำซาก เพราะผู้มีอำนาจเองต่างหากที่ดื้อรั้นกระทำผิดซ้ำซากอย่างไม่น่าเชื่อว่าท่านผู้ทรงเกียรติจะคิดสั้นๆ และใจมืดบอดถึงเพียงนั้น
กลุ่ม
The post ศาลนัดไต่สวนถอนประกัน ‘4 แกนนำราษฎร’ กลุ่ม OctDem – นักวิชาการ เป็นนายประกัน อ่านแถลงการณ์ ธงชัย วินิจจะกูล ชี้ฝันถึงวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่อาชญากร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ศาลอาญายังค […]
The post ศาลอาญายังไม่ให้ประกันตัว 4 แกนนำราษฎร หลัง ชาญวิทย์-พนัส ยื่นขอประกันตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ศาลอาญายังคงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว 4 แกนนำราษฎร ซึ่งประกอบด้วย เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และ ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ที่ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งถูกคุมขังมาเป็นเวลากว่า 13 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยเมื่อช่วง 12.00 น. กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง พร้อมด้วย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นหลักทรัพย์ของปล่อยตัวชั่วคราว 4 แกนนำราษฎรรายละ 4 แสนบาท
ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ กฤษฎางค์ได้ลงมาแจ้งคำสั่งศาลให้สื่อมวลชนทราบว่า “ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว” พร้อมอ่านคำสั่งเพิ่มเติมว่า ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตโดยแสดงเหตุผลไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว กรณีมีเหตุอันควรให้เชื่อว่าจำเลยจะไปก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้อีก จึงยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
สำหรับการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้ เป็นการยื่นปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 3 หลังก่อนหน้านี้การยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรกโดยทนาย และครั้งที่ 2 โดยนักวิชาการ ซึ่งนำโดย ประจักษ์ ก้องกีรติ และครั้งที่ 3 โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ พนัส ทัศนียานนท์
“เมื่อเช้าได้ไปเยี่ยมทั้ง 4 คน อานนท์ฝากบอกให้รู้ว่า ไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องปล่อยชั่วคราว อย่าให้การที่เขาถูกขังโดยคำสั่งศาลจะทำให้การต่อสู้ของประชาชนข้างนอกจะเปลี่ยนแปลงหรือเสียหายไป และถ้าศาลไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวอีก อยากให้เพื่อนฝูงที่อยู่ข้างนอกสู้กันต่อไป ส่วนตัวเขาจะสู้จากข้างในโดยวิธีการของเขา ไม่ทราบว่าเขาจะสู้อย่างไร และขอขอบคุณอาจารย์ทั้ง 2 คนที่มาช่วยประกันตัวจำเลยทั้ง 4 คน” กฤษฎางค์กล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่จะนำคำสั่งศาลไปแจ้งให้กับทั้ง 4 คนรับทราบในวันพรุ่งนี้

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post ศาลอาญายังไม่ให้ประกันตัว 4 แกนนำราษฎร หลัง ชาญวิทย์-พนัส ยื่นขอประกันตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กฤษฎางค […]
The post ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว 4 แกนนำราษฎร หลังอดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ยื่นคำร้องครั้งที่สาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง พร้อมด้วย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางมาเป็นนายประกันให้กับ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ที่ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ศาลได้ใช้เวลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีเหตุผลอย่างชัดแจ้งแล้ว และอาจมีการก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน จึงยกคำร้อง
สำหรับการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้ เป็นการยื่นปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่สาม หลังก่อนหน้านี้การยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรกโดยทนาย ครั้งที่สองโดยนักวิชาการ ซึ่งนำโดย ประจักษ์ ก้องกีรติ และครั้งที่สามโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และพนัส ทัศนียานนท์
ทั้งนี้ กฤษฎางค์กล่าวว่า พรุ่งนี้จะนำคำสั่งไปแจ้งทั้ง 4 คนได้รับทราบ โดยทั้ง 4 คนได้บอกกับทนายก่อนหน้านี้ว่า หากไม่ได้รับการปล่อยตัวก็ขอให้มวลชนที่เหลือสู้ต่อไป และทั้ง 4 คนก็จะสู้ในหนทางที่ยังสามารถสู้ได้
The post ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว 4 แกนนำราษฎร หลังอดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ยื่นคำร้องครั้งที่สาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะนักประวัติศาสตร์และผู้อยู่ในเห […]
The post เกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์มหาวิปโยค 6 ตุลาคม 2519 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะนักประวัติศาสตร์และผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้สรุปสาระสำคัญของเหตุการณ์นี้ไว้ในหนังสือ ‘ตุลา-ตุลา สังคม-รัฐไทย กับความรุนแรงทางการเมือง’ ไว้อย่างกระชับน่าสนใจ
ขณะที่ผ่านมาแล้ว 44 ปี ประวัติศาสตร์ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่า หากผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษ ก็จะมีความรุนแรงตามมา และอาชญากรรมรัฐก็จะดำเนินไป ชาญวิทย์ย้ำว่า อย่าให้ประวัติศาสตร์บอกเราว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์ต่อไปอีกเลย
The post เกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์มหาวิปโยค 6 ตุลาคม 2519 appeared first on THE STANDARD.
]]>
24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลง […]
The post ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 24 มิถุนายน 2475 มรดก-ข้อบกพร่องของคณะราษฎร appeared first on THE STANDARD.
]]>
24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลดอำนาจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นี้มีความพยายามทำให้ถูกลืมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม 24 มิถุนายน 2475 เป็นวาระที่ถูกพูดถึงเสมอในทุกปี และยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงสำคัญของเหตุบ้านการเมือง
คณะราษฎรมีมรดกหลายอย่างที่ทิ้งไว้ ในขณะเดียวกันก็มีข้อบกพร่องจนไม่อาจลงหลักปักฐานระบอบประชาธิปไตย และความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดให้คงอยู่อย่างมั่นคงได้
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงส่วนหนึ่งในมรดกและข้อบกพร่องของคณะราษฎร และตั้งสมมติฐานให้คิดถึงข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ‘คณะราษฎร’ ชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่
คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม?
“อันนี้เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงหลังรัฐประหาร 2490 แล้วมันถูกใช้ในการเปลี่ยนวิธีคิดของคนมากๆ เลยหลังการทำรัฐประหาร 2500 ในยุค จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แล้ววาทกรรมนี้มันอยู่มาเป็นเวลา 40-50 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นคนเชื่ออย่างนี้เยอะ มันอยู่ในตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในชั้นเรียนของระดับมัธยม คนที่จะหลุดจากวาทกรรมอันนี้ได้น้อยมากๆ อาจจะต้องเข้าระดับมหาวิทยาลัยแล้ว หรือว่าศึกษาด้วยตัวเอง
ถ้ามองในแง่ของประวัติศาสตร์ คือถ้าเกิดไม่มี 24 มิถุนายน 2475 เมืองไทยก็อาจจะเป็นไปอย่างที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมคาดการณ์ไว้ก็ได้ ก็คือว่าจะเป็นผลงานของรัชกาลที่ 7
หรือมองกลับกัน ถ้าไม่มี 24 มิถุนายน 2475 มันมามี 24 มิถุนายน 2485 หรือ 2495 มันอาจจะรุนแรงกว่ารุ่นที่พยายามประนีประนอมอย่าง พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็ได้ มันอาจจะตกมารุ่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งบอกไม่ประนีประนอมก็ได้ อาจจะรุนแรงพอๆ กับฝรั่งเศสหรือรัสเซียก็ได้ แล้วแต่คุณมอง มันเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่มันเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเลวร้ายกว่าก็ได้”
“และถ้าดูจากกระแส ถ้าเราดูจากรูปภาพ ดูจากข่าวในแง่หนึ่ง ในกรุงเทพฯ มันสุกงอมแล้ว คนต้องการความเปลี่ยนแปลง และถ้าเราดูกระแสในต่างจังหวัด ภาคอีสานเป็นภาคที่ตื่นเต้นและต้อนรับ 24 มิถุนายน 2475 มากๆ เลย อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญเกิดในอีสานก่อนในกรุงเทพฯ เกิดที่มหาสารคาม ขอนแก่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ก่อนที่จะเกิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถนนราชดำเนินอีกเป็นเวลาเกือบ 10 ปี
และเอาเข้าจริงถ้าเราเทียบประวัติศาสตร์โลก พ.ศ. 2475 มันแปลว่า ค.ศ. 1932 มันหลังปฏิวัติรัสเซีย เยอรมนี จีน ฝรั่งเศส อเมริกา อังกฤษ แปลว่าเป็นชาติสุดท้าย ถามว่ามันเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป ถ้าคุณยืนอยู่ในกลุ่มฝ่ายความคิดพวกหนึ่ง คุณก็บอกว่ามันเร็วเกินไป ถ้ายืนดูอีกกลุ่มหนึ่ง มันช้า”
24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลดอำนาจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นี้มีความพยายามทำให้ถูกลืมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม 24 มิถุนายน 2475 เป็นวาระที่ถูกพูดถึงเสมอในทุกปี และยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงสำคัญของเหตุบ้านการเมือง
ชาญวิทย์บอกว่า จากปี 2475 ถึง 2563 ในช่วงปีนี้ประเด็นที่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นงานของคณะราษฎรมันโผล่มาในงานปีนี้เยอะมาก
ว่าด้วยมรดก (บางส่วน) ของคณะราษฎร
“กลับไปดูที่นโยบายของคณะราษฎรคืออะไร สำคัญที่สุดเลยคือหลัก 6 ประการ เอกราชสมบูรณ์ ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค ผู้หญิง-ผู้ชายเท่ากัน กฎหมายผัวเดียวเมียเดียวออก แต่ก่อนมันผัวเดียวหลายเมีย มันเปลี่ยนหมดเลย
“เรื่องการศึกษา ข้อ 6 ของคณะราษฎร คือเรื่องการศึกษา เรามักจะบอกว่าตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ความจริงมันตั้งโรงเรียนเทศบาลจมเลย
“คือคณะราษฎรมันนำมาซึ่งการที่ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับ กระจายทั่วประเทศ มันเป็นผลงานคณะราษฎร มันมีโรงเรียนเทศบาล มันมีโรงเรียนโบราณๆ ที่ถูกยกฐานะแล้วมันจะต่อท้ายด้วยคำว่า โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง ที่บ้านโป่ง มันต้องเอาขึ้นมาให้การศึกษามันขยาย แล้วประเด็นสำคัญที่กำลังเถียงก็คือว่า การเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น มันก็เป็นการผลักดันของคณะราษฎร ให้มี พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องการตั้งเทศบาล เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล”
“แต่ก่อนการแพทย์สมัยใหม่อยู่แต่ในกรุงเทพฯ แต่คณะราษฎรผลักให้ออกไปข้างนอก โรงพยาบาลอานันทมหิดลไปอยู่ลพบุรี โรงพยาบาลมันอยู่แต่ในกรุงเทพฯ แต่คณะราษฎรมันผลักเรื่องการสาธารณสุขให้มีสุขศาลา
“การสร้างถนนนอกกรุงเทพฯ ถนนพหลโยธินถึงสร้างขึ้นมา กรุงเทพฯ ไปถึงแม่สาย ถนนเพชรเกษมถึงถูกสร้างจากกรุงเทพฯ ให้ไปถึงสุไหงโก-ลก เพื่อให้ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคติดต่อกันให้ได้ ถนนพหลโยธินถ้าคุณนั่งรถออกจากกรุงเทพฯ ไป คุณก็จะไปอยุธยา สระบุรี ลพบุรี ก่อนขึ้นไปนครสวรรค์และไปภาคเหนือ มันเป็นถนนที่วิ่งยอกย้อนมากเลย จนกระทั่งมาตัดเส้นทางถนนสายเอเชีย จะตัดตรงไปเลยไม่ผ่านเมืองสำคัญ ต้องการให้เมืองหลวงส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคติดต่อกัน มันยังไม่ถึงส่วนท้องถิ่น นั่นอีกระดับหนึ่ง แต่จังหวัดสำคัญๆ และให้ไปประชิดชายแดนเป็นตัวกำหนดว่าเขตแดนของประเทศไทยคืออะไร
“พวกนี้เป็นงานของคณะราษฎรหมดเลย แต่มันถูกลืม” ชาญวิทย์กล่าว
ทำไมมันถึงถูกลืม เราถาม
“มันถูกกลบในยุคสายลมแสงแดด ในยุคที่เรียกว่า ถ้าเป็นยุคฝรั่งก็ยุค 60 มันถูกกลบ มันไปฟื้นฟูสิ่งที่เรียกว่าพระราชอำนาจนำ” ชาญวิทย์ตอบ
อะไรคือข้อบกพร่องของคณะราษฎร
“ปีแรกก็แตกกันแล้ว ระหว่างฝ่ายนายทหารรุ่นซีเนียร์ คนที่แตกออกไปคนแรกเลยคือ พระยาทรงสุรเดช ซึ่งเป็นคนวางแผน พระยาทรงสุรเดชก็ไปร่วมมือกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ก็เป็นความผิดพลาดของฝ่ายคณะราษฎรที่ไปเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เพราะหวังว่าท่านเป็นคนประนีประนอม แต่ก็จบลงเพราะท่านเป็นคนอนุรักษ์นิยมมากๆ มันก็จบลงด้วยการมีรัฐประหารในปีถัดมาคือ 2476 พระยามโนปกรณ์ก็ถูกส่งไปลี้ภัย สิ้นชีวิตในเมืองปีนัง พระยาทรงสุรเดชก็ถูกส่งไปลี้ภัยในอินโดจีนจนสิ้นชีวิต ถ้ามองความผิดพลาดของคณะราษฎรคือแตกกันเอง นี่แตกยกหนึ่ง
“แตกยกสองคือระหว่าง จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ ปรีดี พนมยงค์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อันนี้คือความผิดพลาด คือหมายความว่าอุดมการณ์ไม่แน่นพอ อุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่แน่นพอ แต่เวลาเราพูดเรามักโทษประชาชน เพราะเวลาโทษประชาชนมันง่ายมาก ใครก็ไม่รู้”
ทำไมต้องรำลึก-รื้อฟื้น 24 มิถุนายน 2475
“มันมีคนรุ่นใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นมาแล้วดันทะลึ่งสนใจ แล้วไปบอกให้มันไม่สนใจมันยิ่งสนใจใหญ่เลย การที่หมุด 2475 หาย การที่อนุสาวรีย์ปราบกบฏหาย ทำให้คนกลายเป็นตั้งคำถามว่ามันคืออะไร เมื่อตั้งคำถามก็ต้องหาคำตอบ
“ผมอยากเชื่อว่าคนแต่ละรุ่นหาประสบการณ์ของเขาเอง แปลว่าเขาอยากรู้อะไรบางอย่าง ซึ่งพ่อแม่ของเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ เขาหาของเขา มันเป็นตัวของเขา ผมว่าคนอย่างนี้มีเยอะอย่างไม่น่าเชื่อ”
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 24 มิถุนายน 2475 มรดก-ข้อบกพร่องของคณะราษฎร appeared first on THE STANDARD.
]]>24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลดอำ […]
The post ชมคลิป: 24 มิถุนายน 2475 มรดก-ข้อบกพร่องของคณะราษฎร appeared first on THE STANDARD.
]]>24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลดอำนาจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นี้มีความพยายามทำให้ถูกลืมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตาม 24 มิถุนายน 2475 เป็นวาระที่ถูกพูดถึงเสมอในทุกปี และยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงสำคัญของเหตุบ้านการเมือง
คณะราษฎร มีมรดกหลายอย่างที่ทิ้งไว้ ในขณะเดียวกันก็มีข้อบกพร่องจนไม่อาจลงหลักปักฐานระบอบประชาธิปไตย และความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดให้คงอยู่อย่างมั่นคงได้
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงส่วนหนึ่งในมรดกและข้อบกพร่องของคณะราษฎร และตั้งสมมติฐานให้คิดถึงข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ‘คณะราษฎร’ ชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่
The post ชมคลิป: 24 มิถุนายน 2475 มรดก-ข้อบกพร่องของคณะราษฎร appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์ และอดีตอธ […]
The post ปิดคดีชาญวิทย์แชร์ภาพกระเป๋าภริยานายกฯ อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ต่อสู้คดีมาเกือบ 2 ปี กรณีโพสต์เฟซบุ๊กสาธารณะวิจารณ์กรณีกระเป๋าถือของ นราพร จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขณะเดินทางไปต่างประเทศ
ซึ่งในเวลานั้น พ.ต.อ. โอฬาร สุขเกษม ผกก.3 บก.ปอท. กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตรวจสอบพบบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Charnvit Kasetsiri ได้มีการแชร์โพสต์ของ Ploy Siripong เมื่อ 11 มกราคม 2561 เวลา 22.08 น. จากเพจชื่อ ‘ตีแตกการเมือง’ และอีก 1 โพสต์ที่แชร์บทความจาก แพรว ฉบับออนไลน์ เมื่อ 15 มกราคม 2561 เวลา 23.14 น.
โดยกรณีดังกล่าวมีลักษณะเข้าข่ายบิดเบือนข้อมูลให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นกระเป๋าหรูราคา 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
ต่อมา ดร.ชาญวิทย์ ได้เข้ารายงานตัวพร้อมที่จะต่อสู้คดีความโดยปฏิเสธข้อกล่าวหา และระบุว่าเป็นกรณีการฟ้องคดีโดยมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
ล่าสุดวันนี้ (13 ธันวาคม) กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของ ดร.ชาญวิทย์ เปิดเผยว่า ดร.ชาญวิทย์ได้แจ้งมาที่ตนว่าได้รับจดหมายจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)
โดยมีสาระสำคัญระบุว่า ตามที่ ปอท. ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาระหว่าง พ.ต.อ. โอฬาร สุขเกษม ผู้กล่าวหา ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ข้อกล่าวหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โดยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษคดีอาญา 3 นั้น คดีนี้อัยการพิเศษคดีอาญา 3 ได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง
กฤษฎางค์ระบุว่า เมื่ออัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องดร.ชาญวิทย์ตามกระบวนการของกฎหมาย จึงถือว่าคดีความในคดีนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post ปิดคดีชาญวิทย์แชร์ภาพกระเป๋าภริยานายกฯ อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตามที่ได้มีการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมใช้ช […]
The post 7 กันยายน 2488 ไทยใช้ Siam เป็นชื่อประเทศในภาษาอังกฤษ สุดท้าย จอมพล ป. เปลี่ยนเป็น Thailand appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตามที่ได้มีการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2483 ซึ่งในภาษาอังกฤษให้ใช้ชื่อเรียกประเทศไทยว่า ‘Thailand’ ชื่อประชาชนและสัญชาติว่า ‘Thai’ นั้น
บัดนี้ รัฐบาลได้พิจารณาว่า โดยที่ชื่อของประเทศเราเป็นที่นิยมเรียกกันทางต่างประเทศว่า ‘Siam’ จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วไปมาช้านานแล้ว ฉะนั้นจึงให้ชื่อประเทศในภาษาอังกฤษว่า ‘Siam’ กับชื่อประชาชนและสัญชาติให้ใช้ว่า ‘Siamese’ สำหรับในภาษาต่างประเทศอื่นให้ใช้โดยอนุโลม ส่วนชื่อในภาษาไทยให้คงใช้ว่า ‘ไทย’ ไปตามเดิม
ประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน 2488
ทวี บุณยเกตุ (นายกรัฐมนตรี)
ประกาศข้างต้นผ่านมาแล้ว 73 ปี เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของนายทวี บุณยเกตุ นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของไทย ที่ได้ชื่อว่าดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์การเมือง เพียง 18 วัน

คำประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังญี่ปุ่นยอมจำนนต่อสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เพียงไม่ถึง 1 เดือน
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยมองว่า ประกาศดังกล่าวเป็น “สารที่ผู้นำไทยอีกฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายเสรีนิยมของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม (เจ้านาย) ต้องการสื่อกับฝรั่งตะวันตกผู้พิชิตสงครามเสียมากกว่า”

การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2482 ในสมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก โดยยึดหลักที่ว่า ประเทศส่วนใหญ่มักตั้งชื่อประเทศตามเชื้อชาติของตน
การประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศครั้งนั้นใช่ว่าจะเป็นไปด้วยความเห็นพ้องต้องกันตามท่านผู้นำทั้งหมด เพราะยังมีเสียงคัดค้านจากบางฝ่ายว่าจะเป็นการทำให้คนเชื้อชาติอื่น เช่น จีน มลายู ไม่รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประเทศ ‘ไทย’ แต่ทว่าในที่สุดประกาศรัฐนิยมก็มีผลบังคับใช้
อย่างที่เรารับทราบกันในประวัติศาสตร์ว่า ความเปลี่ยนแปลงจากสยามมาเป็นไทย ในวันนี้ รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีส่วนสำคัญในการออกมาตรการต่างๆ จำนวนมาก รวมทั้งการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีประมาณ 3 เดือนเศษ รัฐบาลนี้ยังคงเรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสว่า ‘Siam’ ต่อไปอีก
ต่อมาในเดือนเมษายน 2491 เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้ารับตำแหน่งแทนรัฐบาลนายควง ก็ได้กลับไปเปลี่ยนชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษว่า ‘Thailand’ และในภาษาฝรั่งเศส ‘Thailande’ ซึ่งรัฐบาลต่อๆ มาก็ได้ใช้ตามจนปัจจุบันนี้
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post 7 กันยายน 2488 ไทยใช้ Siam เป็นชื่อประเทศในภาษาอังกฤษ สุดท้าย จอมพล ป. เปลี่ยนเป็น Thailand appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มีอายุอานามย่าง […]
The post คดีแรกในชีวิตของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ตำรวจยืนยันว่า ‘ไม่ได้กลั่นแกล้ง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปีนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มีอายุอานามย่างเข้าวัย 76 ปีแล้ว แปลความได้ว่า ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการสั่งสมประสบการณ์ชีวิตมาแล้วถึง 6 รอบ
ในฐานะนักวิชาการที่เริ่มต้นสอนหนังสือ สนใจด้านประวัติศาสตร์ ก้าวสู่งานบริหารมหาวิทยาลัยในฐานะ ‘อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ ได้รับการยอมรับในระดับสากลถึงความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ มีผลงานทางวิชาการหลายร้อยเล่ม มีลูกศิษย์ลูกหาตั้งแต่รุ่นพ่อมาเรียนจนถึงรุ่นลูกที่ตามทันกันมา
แต่ในวัย 76 ปีของ ดร.ชาญวิทย์ ที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิการเมืองไทย ไม่มีครั้งไหนเหมือนครั้งนี้ เพราะนี่คือครั้งแรกที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลังใช้เฟซบุ๊กแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อการใช้กระเป๋าของ นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ชาญวิทย์ เข้าพบเจ้าหน้าที่ยืนยันความบริสุทธิ์
12.30 น. คือเวลาที่ ดร.ชาญวิทย์ นัดหมายต่อสื่อมวลชน เพื่อให้ข้อมูลก่อนการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่ได้มีการติดต่อประสานงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้เข้าพบเพื่อรับฟังการแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับมูลเหตุจากเฟซบุ๊กดังกล่าว
ดร.ชาญวิทย์ มาในชุดสูทสีเทา สีหน้ายิ้มแย้ม ห้อมล้อมด้วยบรรดาลูกศิษย์ที่ทยอยเดินทางมาให้กำลังใจ อาทิ ดร.พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย ลูกศิษย์ จากวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก และประชาชนที่ทราบข่าว โดยมี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย
‘กฤษฎางค์ นุตจรัส’ ทนายความของ ดร.ชาญวิทย์ แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ตำรวจเรียกมาพบ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเขาแจ้งข้อกล่าวหาอะไร ข้อกฎหมายใด และยังไม่มีการออกหมายเรียก มีการติดต่อประสานงานจาก ผกก. มา วันนี้จึงเข้ามาพบ เพื่อต้องการยืนยันการใช้สิทธิตามกฎหมาย ยังไม่มีการบันทึกข้อกล่าวหา ยังไม่ทราบว่าใครแจ้ง แม้จะทราบคร่าวๆ ว่ามีนายตำรวจที่เดือดร้อนแล้วไปแจ้งความ ส่วนการต่อสู้คดีต้องรอให้เขาระบุข้อกล่าวหาก่อน มีการแจ้งความกล่าวโทษตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แต่จะต้องตรวจสอบอย่างเป็นทางการ แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และผิดศีลธรรมอย่างแน่นอน
ขณะที่ ดร.ชาญวิทย์ เอง ก็ยังไม่ทราบถึงข้อกล่าวหา และต้นเรื่องของการถูกกล่าวหา ยืนยันว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชน เป็นการแสดงความคิดเห็นต่อบุคคลสาธารณะ และบุคคลระดับนั้นก็ต้องรับฟังข้อคิดเห็นและข้อวิจารณ์ โดยวันนี้ ต้องการยืนยันความบริสุทธิ์ และมีความบริสุทธิ์ใจที่จะเดินทางมา พร้อมระบุว่า ตนเองไม่ได้มีความกลัวต่อเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
เมื่อถามว่า เป็นเรื่องที่พลาดหรือไม่ ดร.ชาญวิทย์ ตอบว่า อย่างที่บอกคือ นี่เป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ แบบเคาะแล้วมันก็ไป การจะไปเช็กตรวจสอบข้อมูลไม่ใช่เรื่องที่ทำง่ายๆ ในกรณีของตนเองเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลที่อยู่ในตำแหน่งสูง ส่วนใหญ่มักใช้ของที่มีราคาสูง คนระดับสูงที่ใช้ของถูกหายากมากๆ แต่จะเป็นราคาเท่าไร ยี่ห้อใด ไม่ใช่ประเด็นตรงนั้น

คดีแรกในชีวิต ที่ถูกรัฐกล่าวหาและเรียก
หากใครติดตามจะเห็นว่า ดร.ชาญวิทย์ แสดงความคิดเห็นทางการเมืองมาโดยตลอด และไม่ใช่แค่ยุคสมัยนี้เท่านั้น หากแต่ได้ทำหน้าที่ในการแสดงความเห็นในฐานะนักวิชาการ และประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล ยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดนมีเครื่องมืออย่างเฟซบุ๊ก ก็ยังคงไม่หยุดแสดงความคิดเห็น
ดร.ชาญวิทย์ เปิดใจต่อกรณีที่ตนเองต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ว่า “นี่ถือเป็นคดีแรกในชีวิตของผม” ที่ถูกทางราชการแจ้งข้อกล่าวหา เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหารมาก็ไม่เคยมี ที่ผ่านมาแม้จะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ ก็ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน เป็นเพียงการใส่ร้ายป้ายสี หรือโจมตีกล่าวหาเท่านั้น
ในชีวิตการทำงานนั้นตนเองได้ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นที่ร้ายแรงมาหมด ยังไม่มีการเรียกตัวแบบนี้ ‘เป็นบั้นปลายของชีวิตการทำงาน’ ที่ขึ้นมาเป็นหลักฐานอีกอันหนึ่งในประวัติการทำงาน ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคม ประวัติศาสตร์ การเมือง มาตลอด 50 ปีของตนเอง

เฟซบุ๊ก ดาบสองคม หนึ่งในพื้นที่กระจายความรู้สู่สังคม
เมื่อถามว่า เรื่องนี้มองว่าเป็นการเมืองหรือไม่ ดร.ชาญวิทย์ อธิบายว่า ในความตั้งใจของตนเองนั้น เริ่มใช้เฟซบุ๊กเพราะลูกศิษย์สอน คนรุ่นเดียวกันบางทีก็ก้าวไม่ทันเทคโนโลยี เมื่อตนเองต้องอยู่กับนักศึกษาก็เล่น เมื่อเล่นก็ยอมรับว่าติด รู้สึกว่าการสอนหนังสือมา 40-50 ปี สอนให้ตายความรู้ของเด็กที่ได้ก็จำกัดอยู่แค่ในรั้วธรรมศาสตร์ แต่เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามา ก็ทำให้การใส่ข้อมูลทางวิชาการหรือไอเดียเป็นเรื่องวงกว้าง กระจายออกไปยังคนหมู่มากได้ง่าย
“ไม่ใช่เฉพาะเกี่ยวกับคนไทย มันไปทั่วโลก เวลาเล่นผมเล่นแบบสองภาษา ก็ต้องบอกว่าในการใช้เฟซบุ๊ก ผมว่าผลร้ายของเฟซบุ๊กก็มี ผลดีมันก็มี เทคโนโลยีก็เป็นดาบสองคม ผลดีของมันคือ มันเผยแพร่วิชาความรู้ได้มากมายมหาศาล คนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันโชคดีที่มีโซเชียลมีเดีย สมัยผมกว่าจะหาความรู้ได้เป็นเรื่องยาก แต่เทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้เข้าถึงง่าย”

เป็นการฟ้องปิดปาก ยืนยันใช้ชีวิตปกติต่อไป
ส่วนประเด็นการถูกตั้งข้อกล่าวหา หรือแจ้งความดำเนินคดีนั้น ดร.ชาญวิทย์ มองว่า การที่ตนเองถูกเล็งเป้าและฟ้องร้อง อาจจะเป็นการเมืองก็ได้
“เป็นเรื่องการเมือง เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘กรณีปิดปาก’ แบบที่ฝรั่งเรียกว่า slap case เป็นคดีปิดปาก มันเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐตั้งข้อหาขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้คนบางคนไม่กล้าพูด ต้องปิดปาก เป็นเรื่องการเมืองมากกว่า ผมไม่ต้องการให้มีในสังคมไทย ในประเทศชาติของเรา สิ่งที่ผมทำมาโดยตลอดในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงชื่อต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อแนวทางประชาธิปไตย” ดร.ชาญวิทย์ เปิดเผย
“ผมยืนยันว่าผมก็จะใช้ชีวิตปกติต่อไปแม้จะโดนข้อหา เพราะว่ามันไม่สามารถเปลี่ยนไปจากแนวทางนี้ได้ ผมใช้ชีวิตมาจนเกือบจะ 80 ปีแล้ว”
“ผมจะขอให้การปฏิเสธและยืนยันว่าการแสดงความคิดเห็นของผมในฐานะประชาชนคนไทยนั้นเป็นสิทธิ และมิได้เป็นสิ่งที่ผิดต่อกฎหมาย หรือผิดศีลธรรมตามที่ผมถูกกล่าวหา แม้ผู้ปกครองในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะไม่อยากฟังเสียงจิ้งจกทักก็ตาม”

ปฏิเสธทุกข้อหา และขอคัดค้านพนักงานสอบสวน
ดร.ชาญวิทย์ ได้เสร็จสิ้นขั้นตอนในการเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเมื่อเวลา 15.40 น. ทนายความเปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา และพิมพ์ลายนิ้วมือตามขั้นตอน สำหรับข้อหาที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งต่อ ดร.ชาญวิทย์ คือ ความผิดตามมาตรา 14 (2) และ (5) ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
สำหรับ (2) คือ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โดยมีโทษคือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พนักงานสอบสวนยืนยันว่า เป็นความผิดเพียงกรรมเดียว
“ขณะที่ในวันนี้ นอกจาก ดร.ชาญวิทย์จะให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแล้ว ในระยะเวลา 20 วันจะได้ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร และจะยื่นหนังสือต่อ ผบ.ตร. เพื่อทำการคัดค้านพนักงานสอบสวน เนื่องจากคดีผู้ที่ร้องทุกข์กล่าวโทษคือ พ.ต.อ. โอฬาร สุขเกษม ผกก.3 บก.ปอท. ขณะที่พนักงานสอบสวนคือผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่ง ผกก. มีสิทธิให้คุณให้โทษจึงไม่ยุติธรรมและไม่เป็นกลาง และยืนยันอีกว่าสิ่งที่ ดร.ชาญวิทย์ แสดงความคิดเห็นนั้นไม่ถือเป็นความผิด และตลอดที่ผ่านมาอาจารย์ก็ไม่เคยทำผิดกฎมายและศีลธรรม ข้อกล่าวหาที่บอกว่า การแชร์กระเป๋าภริยานายกฯ จะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก เป็นภัยต่อความมั่นคง ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถไตร่ตรองได้อยู่แล้ว” ทนายความกล่าว

ปอท. ยืนยันไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง พร้อมให้คัดค้านพนักงานสอบสวน
พ.ต.อ. โอฬาร สุขเกษม ผกก.3 บก.ปอท. เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า กรณีที่ ดร.ชาญวิทย์ เข้ามาพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ เป็นการประสานงานเพื่อต้องการให้เกียรติ ไม่ได้ออกหมายเรียกแต่อย่างใด เพราะ ดร.ชาญวิทย์ ยืนยันว่าจะมาพบเอง และยืนยันที่จะต่อสู้คดี
“สำหรับการคัดค้านพนักงานสอบสวนที่คิดว่าอาจไม่เป็นธรรม ก็ให้เป็นขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งสามารถที่จะทำได้ ถ้าเห็นว่ามีประเด็นไม่พอใจ คิดว่าพนักงานสอบสวนไม่โอเค ก็สามารร้องไปตามขั้นตอนไ้ด้”
ส่วนกรณีที่บอกว่า ปอท. กล่าวโทษเอง สอบสวนเอง พ.ต.อ. โอฬาร ยืนยันว่า “สามารถทำได้ตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำได้ตามปกติ ไม่ได้จะกลั่นแกล้งอะไร”
“ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง เป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย”
“กรณี ดร.ชาญวิทย์ เหมือนท่านเองก็แถลงรับข้อเท็จจริงว่า ได้แชร์จริง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีชื่อเสียง เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เป็นประเด็นขึ้นมา พอเป็นประเด็น ปอท. มีอำนาจหน้าที่ทำตามขั้นตอน ทำได้อยู่แล้ว”
พ.ต.อ. โอฬาร ชี้แจงว่า ส่วนข้อหานั้นจะผิดหรือไม่ ไม่ใช่ดุลยพินิจของตำรวจ เป็นดุลพินิจของศาล ตำรวจทำหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และตาม ป.วิอาญา ส่วนการต่อสู้คดี ว่ากันตามขั้นตอน

มิตร ศิษย์ ถึง ชาญวิทย์ เมื่อเผชิญชะตากรรมไม่คาดคิด
“ผมขอขอบคุณญาติ มิตร ศิษย์ และสาธารณชนทั่วไปที่ตามมาให้กำลังใจในยามยากเช่นนี้ ผมตระหนักดีว่า ‘กำลังใจ’ มีความหมาย และมีคุณค่าต่อชีวิตอย่างไร” ดร.ชาญวิทย์ กล่าวกับผู้ที่มาให้กำลังใจตนเองในวันนี้
ดร.พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะเพื่อนที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เรียนที่สวนกุหลาบ บอกกับ THE STANDARD ว่า วันนี้ที่ต้องมาให้กำลังใจเพราะเห็นว่านี่คือการเมือง เป็นการใช้กฎหมายที่ผิดเจตนารมณ์โดยสิ้นเชิง ซึ่งตนเองรู้สึกเศร้าใจ อยากให้ตระหนักถึงเสรีภาพของประชาชน ขณะที่ยอมรับเช่นกันว่า โลกเทคโนโลยีก็ต้องระมัดระวังที่จะใช้งาน
ขณะที่ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ในฐานะลูกศิษย์ก้นกุฏิ แสดงความคิดเห็นว่า หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่ผู้ปกครองใช้ กฎหมายหรืออำนาจเป็นเครื่องมือในการยับยั้ง หรือปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนก็จะเห็นว่ามีมาโดยตลอด การสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน ก็ใช้มาแล้วกว่า 70 ปี รูปแบบของการใช้หรือทำอะไรแบบนี้มีมานาน พยายามหาข้อหา กล่าวหา หรือใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการขีดเส้นให้มีชนักติดหลังไว้ และมีหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ใช้วิธีการที่รุนแรง ขณะที่ ดร.ชาญวิทย์ กลายเป็นเป้าหมาย อาจเพราะว่าที่ผ่านมาตลอดชีวิตได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด
ด้าน อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย ลูกศิษย์อีกคนบอกว่า เรื่องที่อาจารย์ถูกดำเนินคดีนั้น ตนเองเชื่อว่าไม่ใช่ความผิด อาจารย์ได้ทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการ ชี้แนะ ตั้งคำถาม ให้ความรู้สังคมมาโดยตลอด และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นสาธารณะ ในทางพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่เรียกว่า ‘อปริหานิยธรรม 7’ หนึ่งใน 7 ข้อนั้นว่าด้วยการให้เคารพนับถือคำกล่าวของผู้อาวุโส หากไม่ตระหนักข้อนี้แล้วบ้านเมืองจะเดินไปสู่ความเสื่อมได้
มูลเหตุเริ่มต้นคดี 2 แชร์ที่เกี่ยวกับกระเป๋าภริยานายกฯ
คดีนี้ พ.ต.อ. โอฬาร สุขเกษม ผกก.3 บก.ปอท. เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมาว่า กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้รับคำสั่งเพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับบุคคลที่โพสต์เฟซบุ๊กสาธารณะวิจารณ์ กรณีกระเป๋าถือของนางนราพร จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขณะเดินทางไปต่างประเทศ
ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น บก.ปอท. พบบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Charnvit Kasetsiri ได้มีการแชร์โพสต์ของ Ploy Siripong เมื่อ 11 ม.ค. 2561 เวลา 22.08 น. จากเพจชื่อ ‘ตีแตกการเมือง’ และอีก 1 โพสต์ที่แชร์บทความจากแพรว ฉบับออนไลน์ เมื่อ 15 ม.ค. 2561 เวลา 23.14 น.
โดยกรณีดังกล่าว มีลักษณะเข้าข่ายบิดเบือนข้อมูลให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นกระเป๋าหรูราคา 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
สำหรับเจ้าของเฟซบุ๊ก Charnvit Kasetsiri คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
The post คดีแรกในชีวิตของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ตำรวจยืนยันว่า ‘ไม่ได้กลั่นแกล้ง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่ากองบังคับการปราบปรามการกระท […]
The post ชาญวิทย์ พร้อมสู้ตามกระบวนการ ยืนยันแสดงความเห็นปกติ ปมแชร์ภาพกระเป๋าภริยานายกฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่ากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้รับคำสั่งเพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับบุคคลที่โพสต์เฟซบุ๊กสาธารณะวิจารณ์ กรณีกระเป๋าถือของนางนราพร จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขณะเดินทางไปต่างประเทศ
ซึ่งการตรวจสอบเบื้องต้น บก.ปอท. พบบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Charnvit Kasetsiri ได้มีการแชร์โพสต์ของ Ploy Siripong เมื่อ 11 ม.ค. 2561 เวลา 22.08 น. จากเพจชื่อ ‘ตีแตกการเมือง’ และอีก 1 โพสต์ที่แชร์บทความจากแพรว ฉบับออนไลน์ เมื่อ 15 ม.ค. 2561 เวลา 23.14 น.
โดยกรณีดังกล่าว มีลักษณะเข้าข่ายบิดเบือนข้อมูลให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นกระเป๋าหรูราคา 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
สำหรับเจ้าของเฟซบุ๊ก Charnvit Kasetsiri คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ล่าสุด ดร.ชาญวิทย์ เปิดเผยกับ THE STANDARD เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า กรณีการใช้สินค้าราคาแพงนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติของชนชั้นนำไทย ที่มักจะใช้ของแพงเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร
ส่วนตัวนั้นไม่ได้เป็นคนที่ติดตามรายละเอียด หรือเข้าใจเกี่ยวกับราคาสินค้า แต่ในแง่ที่ต้องการสะท้อนภาพของสังคมไทย ที่ว่าชนชั้นนำมีการเลือกใช้สินค้าแบรนด์เนม ราคาแพง ถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ
เป็นการแสดงความคิดเห็นปกติในฐานะประชาชน ซึ่งส่วนตัวยอมรับว่าการแชร์ข้อมูลเป็นพฤติกรรมใหม่ของบุคคลที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ กรณีดังกล่าวมาพร้อมๆ กับการแชร์ภาพกระเป๋าของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงกลายเป็นกระแสที่สื่อถึงลักษณะการใช้ชีวิตของชนช้ันนำไทย
“เรื่องนี้สะท้อนภาพความเป็นไทยของชนชั้นนำไทย ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจในการแสดงความคิดเห็น และยินดีที่จะต่อสู้ตามกระบวนการ”
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่
อ้างอิง:
The post ชาญวิทย์ พร้อมสู้ตามกระบวนการ ยืนยันแสดงความเห็นปกติ ปมแชร์ภาพกระเป๋าภริยานายกฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>