ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชัยวัฒน์-สถาอานันท์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 Apr 2026 12:05:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อาวุธมีชีวิต? เมื่อถ้อยคำกลายเป็นอาวุธ ในสงครามข่าวสารชายแดนใต้ https://thestandard.co/words-weapon-southern-border/ Mon, 20 Apr 2026 12:00:57 +0000 https://thestandard.co/words-weapon-southern-border/ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และ เอกรินทร์ ต่วนศิริ กับฉากหลังรูปหน้ากาก สื่อถึงเบื้องหลังสงครามข่าวสาร

ความเข้าใจต่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา ม […]

The post อาวุธมีชีวิต? เมื่อถ้อยคำกลายเป็นอาวุธ ในสงครามข่าวสารชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และ เอกรินทร์ ต่วนศิริ กับฉากหลังรูปหน้ากาก สื่อถึงเบื้องหลังสงครามข่าวสาร

ความเข้าใจต่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา มักถูกกำกับด้วยภาพของเสียงปืนและตัวเลขผู้สูญเสีย จนบดบัง ‘สนาม’ อีกชนิดหนึ่งซึ่งทำงานอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่าในยุคปัจจุบัน สนามของถ้อยคำสนามนี้ไม่ได้ทำลายชีวิตด้วยกระสุนหรือระเบิด หากค่อยๆ ลดทอน ‘ความเป็นมนุษย์’ ของอีกฝ่ายลงอย่างเป็นระบบ จนผู้คนกลายเป็นเพียงวัตถุแห่งความชอบธรรมของความเกลียดชัง ความเป็นอื่น และท้ายที่สุดคือความรุนแรง

 

สนามดังกล่าวดำรงอยู่ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะบน Facebook ซึ่งมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่สื่อสาร หากกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตซ้ำ ‘ความจริง’ ชุดหนึ่งอย่างเป็นระบบ ความจริงชุดนี้ถูกประกอบสร้างให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบจารีต จนวิธีคิดแบบรัฐความมั่นคงสถาปนาตนเองขึ้นทั้งในพื้นที่ทางกายภาพและในจิตสำนึกของผู้คน ผลที่ตามมาคือการปิดกั้นความเป็นไปได้ในการรับรู้ความจริงแบบอื่น และยิ่งไปกว่านั้น คือการลดทอนคุณค่าของความจริงชุดอื่นให้ด้อยลงไปโดยปริยาย

 

โครงสร้างเครือข่าย: ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในฐานะเครื่องมือรัฐ

 

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นลักษณะเชิงโครงสร้างของปฏิบัติการนี้ ปรากฏในรายงานเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 ของ Facebook ว่าด้วย ‘coordinated inauthentic behavior’ รายงานฉบับนี้เปิดเผยเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มีต้นทางจากประเทศไทย มุ่งเป้าไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะเครือข่ายดังกล่าวใช้ทั้งบัญชีจริงและบัญชีปลอม สลับบทบาทอย่างเป็นระบบระหว่าง ‘ตัวตนเสมือนประชาชนทั่วไป’ กับ ‘ผู้ปฏิบัติการเชิงจัดวาง’ เพื่อทำให้เนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นปรากฏราวกับเป็นเสียงสะท้อนตามธรรมชาติของสาธารณะ (Facebook, 2021) ข้อค้นพบนี้ยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้น เมื่อการสืบสวนเชิงข้อมูลเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายดังกล่าวกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สิ่งนี้สะท้อนว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมิได้ดำรงอยู่นอกกลไกอำนาจรัฐ หากแทรกตัวอยู่ภายในยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก

 

เนื้อหา: ประทุษวาจาในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำความเป็นอื่น

 

การอธิบายเพียงระดับโครงสร้างเครือข่ายยังไม่เพียงพอ หากไม่พิจารณาสิ่งที่เครือข่ายเหล่านั้นผลิตขึ้นมา นั่นคือ ‘เนื้อหา’ ซึ่งเป็นหัวใจของปฏิบัติการงานศึกษาของอันวาร์ กอมะ และเอกรินทร์ ต่วนศิริ (2568) ชี้ให้เห็นว่า “เพจนิรนาม” ในโลกออนไลน์ได้กลายเป็นแหล่งผลิตประทุษวาจา (hate speech) ที่สำคัญในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพจเหล่านี้ผลิตซ้ำมายาคติ ด้อยค่า และตีตรากลุ่มชาติพันธุ์มลายูอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่กลับมีพลังในการกำหนดอารมณ์ร่วมของสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบที่ท้าทายสมมติฐานทั่วไปคือ ในช่วงระยะหลังประทุษวาจาไม่ได้เกิดขึ้น ‘หลัง’ เหตุการณ์ความรุนแรง แต่เพียงอย่างเดียว หากบางกรณีก่อตัวขึ้น ‘ก่อน’ ในโลกออนไลน์ แล้วไหลย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงความขัดแย้งในโลกจริง

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเกลียดชังมิได้เป็นเพียงผลผลิตของความรุนแรง หากเป็นเงื่อนไขเชิงวาทกรรมที่ทำให้ความรุนแรงดำรงอยู่และขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจนยากจะควบคุม

 

ฐานทฤษฎี: จากวาทกรรมเกลียดชังสู่วาทกรรมอันตรายและวาทกรรมความหวาดกลัว

 

ในระดับทฤษฎี แนวคิดเรื่อง ‘วาทกรรมความเกลียดชัง’ เองก็ถูกวิพากษ์ว่ามีขอบเขตกว้างเกินไป จนไม่สามารถแยกแยะระดับอันตรายของถ้อยคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดความพยายามพัฒนาเครื่องมือเชิงแนวคิดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น Susan Benesch (2012) เสนอกรอบ ‘ถ้อยคำอันตราย’ (dangerous speech) ที่ประเมินศักยภาพของถ้อยคำในการเร่งเร้าความรุนแรงระหว่างกลุ่ม โดยพิจารณาจากห้าองค์ประกอบ ได้แก่ 1. ผู้พูดและอิทธิพลของผู้พูด 2. สภาวะความเปราะบางของผู้ฟัง 3.เนื้อหาและรูปแบบของถ้อยคำ 4.บริบทเชิงประวัติศาสตร์และสังคมที่แวดล้อม 5.ช่องทางและกลไกการเผยแพร่ กรอบนี้ช่วยเลื่อนจุดสนใจจาก ‘ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง’ในเชิงนามธรรม ไปสู่การประเมิน ‘ศักยภาพถ้อยคำเชิงเร่งเร้า’ ในบริบทเฉพาะเหตุการณ์

 

ขณะเดียวกัน Anastasia Buyse (2014) นำเสนอแนวคิด ‘ถ้อยคำความหวาดกลัว’ (fear speech) ซึ่งชี้ให้เห็นกลไกอีกรูปแบบหนึ่งการผลิต ‘สำนึกถูกปิดล้อม’ (siege mentality) ที่ทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคาม จนความรุนแรงถูกทำให้ชอบธรรมในฐานะ ‘การป้องกันตนเอง’ เมื่อนำทั้งสองกรอบมาประยุกต์กับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเห็นว่าถ้อยคำบนโลกออนไลน์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง ‘แสดงออก’ ซึ่งความเกลียดชัง หากทำหน้าที่ ‘เร่งเร้า’ และ ‘สร้างเงื่อนไข’ ให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีหลักฐานะให้เห็นอย่างคาตาและเกาะกลุ่มของเพจที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน จนขยายไปสู่สังคมวงกว้าง

 

แรงจูงใจเบื้องหลังผู้ผลิตวาทกรรม

 

ความน่าสนใจอีกงานศึกษาของ Karmen Erjavec และ Melita Poler Kovačič (2012) เปิดให้เห็นมิติเชิงแรงจูงใจของผู้ผลิตวาทกรรมความเกลียดชังในพื้นที่ออนไลน์ ผู้เขียนจำแนกผู้ใช้ออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม ‘นักรบทางวาทกรรม’ (soldiers) ซึ่งใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมียุทธศาสตร์เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และกลุ่ม ‘ผู้เฝ้าระวังสังคม’ (watchdogs) ซึ่งอ้างความชอบธรรมในการใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อดึงความสนใจต่อประเด็นสาธารณะ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้จำนวนหนึ่งให้เหตุผลว่า ในระบบนิเวศสื่อออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน วาทกรรมรุนแรงกลายเป็น “วิธีเดียว” ที่จะทำให้เสียงของตนถูกได้ยิน ข้อค้นพบนี้ชวนตั้งคำถามว่า โครงสร้างของแพลตฟอร์มเองมีส่วนสร้างแรงจูงใจให้ถ้อยคำรุนแรงเฟื่องฟูหรือไม่ การปล่อยให้ถ้อยคำเกลียดชังและอันตรายมีอิสระ ไร้การควบคุม

 

อาวุธมีชีวิต: เมื่อถ้อยคำทำหน้าที่เดียวกับอาวุธ

 

แน่นอนในฐานะผู้เขียนได้เคยอ่านงานแนวคิดเชิงวิพากษ์ของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในหนังสืออาวุธมีชีวิต ? (2549) ก็ช่วยเชื่อมร้อยการวิเคราะห์ข้างต้นเข้าสู่ระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ชัยวัฒน์ชี้ว่า “อาวุธไม่ว่าจะมีรูปธรรมเพียงใดล้วนไม่มีชีวิตในตัวเอง ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากตัววัตถุ หากเกิดจากมนุษย์ที่เลือกใช้มัน ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงถูกทำให้ “ปกติ” หรือกลายเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรมในการจัดการความขัดแย้ง”

 

เมื่อเชื่อมข้อเสนอนี้เข้ากับบริบทวาทกรรมออนไลน์ ถ้อยคำอย่าง ‘เด็ดหัวโจรใต้’ หรือ ‘สมควรตาย’ จึงมิใช่เพียงภาษา หากเป็น ‘อาวุธเชิงสัญลักษณ์’ ที่ทำงานคล้ายอาวุธทางกายภาพในระดับหนึ่ง มันทำให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ผ่านกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายอย่างเป็นระบบถ้อยคำเหล่านี้คือ ‘อาวุธมีชีวิต’ ในความหมายที่ว่า มันมีพลังในการแพร่กระจาย ปรับตัว และสืบพันธุ์ตัวเองในระบบนิเวศดิจิทัล คุณสมบัติที่อาวุธทางกายภาพไม่มี เพราอาวุธทางกายภาพใช้แล้วก็หมดไป แต่อาวุธมีชีวิตที่เป็นถ้อยคำอันตรายยังคงไหลเวียนในโลกออนไลน์เสมอ หากไม่ถูกดึงออกและปลดอาวุธถ้อยคำอันตราย

 

การจัดการความจริง: กรณีฐปณีย์ เอียดศรีไชย

 

ในสังคมไทยร่วมสมัย ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย ไม่ได้สื่อถึงเพียง ‘นักข่าว’ ในความหมายทั่วไปอีกต่อไป หากคือภาพของผู้สื่อข่าวภาคสนามที่ยืนหยัดอยู่กับการทำงานเชิงสืบค้นอย่างจริงจังและต่อเนื่องมายาวนาน จนกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิชาชีพข่าวที่ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงและต่อสาธารณะ

 

สิ่งที่โดดเด่นในงานของเธอไม่ได้อยู่เพียงแค่การรายงานเหตุการณ์ แต่คือวิธีการเข้าถึงความจริง ผ่านการลงพื้นที่จริง การตรวจสอบข้อมูลหลายชั้น และการทำงานภาคสนามที่ต้องใช้ทั้งเวลา แรงกาย และความอดทนอย่างสูง เธอไม่ได้ยืนอยู่ในระยะห่างของผู้สังเกตการณ์ หากเลือกเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของเหตุการณ์จริง อยู่กับผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรง และรับฟังข้อมูลจากหลากหลายฝ่ายอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปออกมาเป็นรายงานข่าวที่ส่งต่อสู่สาธารณะ ความเป็นมืออาชีพของเธอยังปรากฏในการศึกษาการบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการนำเสนอข่าว ไม่ว่าจะเป็นบริบททางสังคม การเมือง พื้นที่ความขัดแย้ง หรือมิติของความมั่นคง เธอให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง และพยายามอธิบายเรื่องราวที่ซับซ้อนอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ลดทอนความซับซ้อนของความจริงจนเกินไป

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานของเธอสะท้อนความสม่ำเสมอในการยืนอยู่บนมาตรฐานของข่าวเชิงสืบสวนและข่าวภาคสนาม งานที่ต้องอาศัยความกล้า ความละเอียด และความรับผิดชอบต่อผลกระทบของข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกไป เธอไม่เพียงรายงานเหตุการณ์ แต่เข้าไปทำความเข้าใจโครงสร้างของเหตุการณ์นั้นอย่างเป็นระบบ แล้วถ่ายทอดออกมาให้สังคมเห็นในมิติที่รอบด้านที่สุดเท่าที่กระบวนการข่าวจะเอื้อให้ทำได้

 

ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย จึงค่อย ๆ กลายเป็นภาพแทนของนักข่าวมืออาชีพที่ทำงานจริงจังกับพื้นที่จริง ลงทุนทั้งเวลาและแรงงานอย่างต่อเนื่อง และยืนหยัดอยู่กับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสนามที่ไม่ง่ายต่อการเข้าถึง เธอจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รายงานข่าว หากเป็นผู้ที่ทำให้มาตรฐานของการสื่อสารสาธารณะในสังคมไทยถูกยกระดับผ่านการทำงานที่พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ในฐานะผู้สอนหนังสือ ประสบการณ์หนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ รายงานข่าวของฐปณีย์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “บอกเล่าเหตุการณ์” หากค่อย ๆ เลื่อนไหลเข้ามาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำความเข้าใจโลกของผู้เรียน มันกลายเป็นพื้นที่ที่คำถามทางสังคมถูกวางไว้ต่อหน้ารัฐ ต่อหน้าความรุนแรง และต่อหน้ากลไกของอำนาจ อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ห้องเรียนหรือพื้นที่วิชาการจะจำลองขึ้นได้เสมอไป งานข่าวของฐปณีย์จึงทำหน้าที่เสมือน ‘การทดลองทางสังคมภาคสนาม’ ที่วิชาการไม่อาจลงไปกระทำแทนได้ทั้งหมด

 

ความแตกต่างระหว่างรูปแบบการทำข่าวจึงเริ่มปรากฏชัด ด้านหนึ่งคือการรายงานที่หยุดอยู่กับเอกสารทางการ คำแถลง หรือชุดข้อมูลที่ถูกจัดเตรียมไว้จากรัฐ อีกด้านหนึ่งคือการทำข่าวของฐปณีย์ที่พาตัวเองเข้าไปยืนต่อหน้าแหล่งอำนาจจริง พร้อมคำถามที่ยังไม่ถูกทำให้เรียบร้อยหรือกลมกลืนไปกับระเบียบของระบบ

 

การลงพื้นที่จริง การเข้าไปพบปะผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักกิจกรรม ผู้นำชุมชน กลุ่มศาสนา หรือฝ่ายความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บข้อมูลเชิงเทคนิค หากเป็นกระบวนการสะสมความไว้วางใจทีละชั้น ซึ่งในเชิงสังคมวิทยาแล้ว นับเป็นทุนเชิงความสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง ไม่สามารถเร่งผลิตหรือทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยีใด

 

เมื่อ ‘ความจริงสำเร็จรูป’ คุกคามความจริงภาคสนาม

 

ในอีกด้านหนึ่ง สังคมร่วมสมัยกำลังเผชิญกับกระบวนการที่เคลื่อนไปในทิศทางตรงข้าม การผลิต ‘ความจริงสำเร็จรูป’ บนสื่อออนไลน์ บัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตน ถ้อยคำที่ประกอบขึ้นจากเศษข้อมูลเดิมแต่ถูกจัดเรียงใหม่ให้มีทิศทางทางอารมณ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความหวาดระแวง ความเกลียดชัง หรือความไม่ไว้วางใจ กระบวนการเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่จริง ไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้คน และไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของถ้อยคำที่ปล่อยออกไป

 

เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ ความเร็วและความหนาแน่นของการผลิตถ้อยคำที่ดู ‘มีเหตุผล’ หรือ ‘มีน้ำหนัก’ ก็ยิ่งทวีขึ้น แต่ยิ่งเช่นนั้น งานของฐปณีย์ก็ยิ่งทำให้เห็นความต่างอย่างชัดเจน เพราะเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ผ่านการตรวจสอบกับสิ่งที่ถูกประกอบขึ้นเพื่อชี้นำ กำลังพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ปัญหาที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่าใครพูดอะไร หรืออะไรจริงอะไรเท็จ หากเป็นภาวะที่ “ความจริง” เองถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง ไม่ได้ถูกปฏิเสธโดยตรง แต่ถูกทำให้คลุมเครือจนกลายเป็นสภาวะปกติของการรับรู้ร่วมสมัย ขณะที่อำนาจในการกำหนดว่าอะไรควรนับเป็นความจริง ยังคงกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้ที่มีทรัพยากรในการผลิตและกระจายความหมายได้มากกว่า

 

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การทำงานของฐปณีย์ในฐานะนักข่าวที่ยังคงยืนยันการลงพื้นที่จริง เผชิญหน้ากับแหล่งอำนาจ และแบกรับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบตายตัว จึงไม่ได้เป็นเพียงบทบาทเชิงวิชาชีพ หากกลายเป็นการยืนอยู่ในสนามที่ความหมายของ ‘ความจริง’ กำลังถูกต่อรองอยู่ตลอดเวลา ระหว่างความจริงที่ถูกค้นพบผ่านการลงไปอยู่กับพื้นที่จริง กับความจริงที่ถูกจัดการให้ผู้คน ‘เชื่อ’ ผ่านกลไกของการผลิตซ้ำ

 

ชื่อของฐปณีย์ เอียดศรีไชย จึงค่อยๆ กลายเป็นเครื่องหมายของวิธีการทำงานแบบหนึ่ง วิธีที่ยืนยันความสำคัญของการลงพื้นที่ การตรวจสอบอย่างละเอียด และการไม่ยอมลดทอนความซับซ้อนของความจริงให้เรียบง่ายเกินไป เธอปรากฏอยู่ในภูมิทัศน์สื่อไทยร่วมสมัย ในฐานะผู้ปฏิบัติงานข่าวที่ทำให้ ‘การเข้าถึงความจริง’ ยังคงมีรูปธรรม ผ่านการลงแรง ลงเวลา และลงไปอยู่ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง

 

บทส่งท้าย

 

ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครพูดอะไร’ หากคือคำถามที่ลึกกว่า ภาษาแบบใดที่ได้รับอนุญาตให้กำหนดความจริงของสังคม? โดยเฉพาะในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ภาษาของ ‘สิทธิมนุษยชน’ และ ‘ความยุติธรรม’ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาษาของ ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความสงบเรียบร้อย’ ความจริงบางชุดก็ค่อย ๆ ถูกทำให้หายไปอย่างเงียบงัน โดยไม่ต้องมีการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ

 

สงครามข่าวสารในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมิใช่เพียงการแข่งขันของข้อมูล หากเป็นการต่อสู้เชิงวาทกรรมเพื่อกำหนดว่าอะไรคือความจริง และใครมีสิทธิในการนิยามความจริงนั้น ถ้อยคำในสนามนี้จึงมิใช่เพียงการสื่อสาร แต่กลายเป็น ‘กลไกของความรุนแรง’ ที่ทำงานผ่านความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ของสังคมอย่างแนบเนียน และความน่ากลัวคือหน่วยงานของรัฐได้เข้ามาผลิตและกระจายถ้อยคำอันตรายเสียเอง แทนที่จะเป็นคนค่อยควบคุมและสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมด้วยความรู้ที่ลงทุน ลงแรง อบรม วิจัย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราจะปล่อยให้การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) อย่างไร้ประสิทธิภาพและคุณภาพต่ำแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป

 

ท้ายที่สุด ในสนามความขัดแย้งบนสื่อสังคมออนไลน์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook จะต้องเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง ดังที่เคยดำเนินการมาแล้วในรายงานฉบับดังกล่าว

 

อย่างน้อยที่สุดคือการเปิดเผยให้สาธารณะทราบถึงแหล่งที่มาของเพจ และความเชื่อมโยงของบุคคลหรือองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการผลิตถ้อยคำเกลียดชังและวาทกรรมอันตราย เพราะการเปิดเผยเช่นนี้จะทำให้สังคมมองเห็นว่าฐานปฏิบัติการเหล่านี้กำลังผลิต “อาวุธมีชีวิต” ที่หล่อเลี้ยงและขยายความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ทศวรรษใหม่ หลังจากที่พื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญกับวงจรความรุนแรงมาแล้วกว่าสองทศวรรษ

 

อ้างอิง:

  • Benesch, S. (2012). Dangerous speech: A proposal to prevent group violence. Dangerous Speech Project.
  • Buyse, A. (2014). Words of violence: “Fear speech,” or how violent conflict escalation relates to the freedom of expression. Human Rights Quarterly, 36(4), 779–797.
  • Erjavec, K., & Kovačič, M. P. (2012). “You don’t understand, this is a new war!” Analysis of hate speech in news web sites’ comments. Mass Communication and Society, 15(6), 899–920.
  • Facebook. (2021, February). February 2021 coordinated inauthentic behavior report.
  • https://about.fb.com/wp-content/uploads/2021/03/February-2021-CIB-Report.pdf
  • UNESCO. (2015). Countering online hate speech.
  • https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000233231
  • ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2549). อาวุธมีชีวิต?: แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน.
  • อันวาร์ กอมะ และเอกรินทร์ ต่วนศิริ. (2568). ปฏิบัติการของการสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์: กรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้. วารสารนิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 43(3), 47–66.

 

The post อาวุธมีชีวิต? เมื่อถ้อยคำกลายเป็นอาวุธ ในสงครามข่าวสารชายแดนใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ้น ‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ นักวิชาการรัฐศาสตร์ชื่อดังวัย 69 ปี https://thestandard.co/chaiwat-satha-anand-passed-away/ Thu, 27 Jun 2024 06:03:23 +0000 https://thestandard.co/?p=950408 ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

วันนี้ (27 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชลิดาภรณ์ ส่ง […]

The post สิ้น ‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ นักวิชาการรัฐศาสตร์ชื่อดังวัย 69 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

วันนี้ (27 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความระบุว่า ศาสตราจารย์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เสียชีวิตเวลา 10.45 น. วันที่ 27 มิถุนายน

 

โดยจะมีพิธีศพตั้งแต่เวลา 08.00 น. ในวันที่ 28 มิถุนายน ที่มัสยิดฮารูณ บางรัก สามารถเคารพศพได้ตั้งแต่เวลา 17.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2567

 

สำหรับศาสตราจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2498 เป็นศาสตราจารย์ประจำ และหัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในปี 2549 และได้รับรางวัลศรีบูรพาในปี 2555

 

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ชัยวัฒน์เป็นนักวิชาการที่มีบทบาทในการเสนอแนวทางเพื่อคลี่คลายความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย และเป็นกรรมการภาคประชาสังคมนอกพื้นที่ ในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)

 

นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการ และคณะทำงานฝ่ายจัดการ/บรรณาธิการ ของโครงการจัดพิมพ์คบไฟ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการจัดพิมพ์ที่เผยแพร่หนังสือวิชาการทั้งของนักวิชาการไทยและต่างประเทศ ตลอดจนวรรณกรรมชั้นดีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

The post สิ้น ‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ นักวิชาการรัฐศาสตร์ชื่อดังวัย 69 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รำลึก ‘47 ปี 6 ตุลา’ แผลใหญ่ประเทศไทย ความจริงของสังคมที่แตกสลาย และความรุนแรงสุดโต่ง https://thestandard.co/6-october-thailands-big-wound/ Fri, 06 Oct 2023 05:02:43 +0000 https://thestandard.co/?p=851327 รำลึก ‘47 ปี 6 ตุลา’

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ถูกจารึกไว้ว่าเป็นกร […]

The post รำลึก ‘47 ปี 6 ตุลา’ แผลใหญ่ประเทศไทย ความจริงของสังคมที่แตกสลาย และความรุนแรงสุดโต่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รำลึก ‘47 ปี 6 ตุลา’

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ถูกจารึกไว้ว่าเป็นกรณีนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลและกลุ่มฝ่ายขวาหลายกลุ่มร่วมมือกันก่อการสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 46 คน

 

เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นข่าวที่เผยแพร่ไปทั่วโลก แต่กลับไม่มีการจับกุมผู้ลงมือสังหารแม้แต่คนเดียว ขณะที่นักศึกษาและประชาชนที่รอดชีวิตจำนวน 3,094 คนถูกจับกุมภายในวันนั้น ก่อนจะถูกปล่อยตัวจนเหลือ 19 คนที่ตกเป็นจำเลยถูกคุมขังและดำเนินคดีเกือบ 2 ปีจึงได้รับการปล่อยตัวในท้ายที่สุด

 

หนึ่งในภาพสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้นคือภาพที่บันทึกไว้โดย เนล อูเลวิช ช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์ที่ถ่ายภาพของเด็กน้อยยืนหัวเราะร่าท่ามกลางกลุ่มคนที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า ขณะเฝ้ามองประชาชนคนหนึ่งที่ถูกแขวนคอฆ่าและใช้เก้าอี้ทุบตีอย่างทารุณ ซึ่งเชื่อกันว่าผู้เสียชีวิตในภาพคือ วิชิตชัย อมรกุล อดีตนิสิตชั้นปีที่ 2 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะมีการถกเถียงในแวดวงวิชาการ เนื่องจากพบภาพคนถูกแขวนคอมากกว่า 2 คน แต่ยังขาดข้อมูลของเหตุการณ์ในวันนั้นอีกมาก

 

ปีนี้ (2566) เป็นปีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเดินทางมาถึงปีที่ 47 ในวาระนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เป็นแม่งานจัดงานรำลึกถึงประวัติศาสตร์บาดแผลใหญ่ทางการเมืองไทยของเหตุการณ์นี้ที่ลานประติมากรรม หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

สำหรับกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้า มีพิธีสงฆ์ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 19 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คณะผู้ร่วมงานและประชาชนร่วมยืนไว้อาลัยรำลึกถึงวีรชนในเหตุการณ์นี้

 

ทั้งนี้ มีตัวแทนจากภาคการเมืองและประชาชนร่วมกันวางพวงหรีด ไม่ว่าจะเป็น ญาติของวีรชน 6 ตุลา 2519, ตัวแทนนายกรัฐมนตรี, ตัวแทนประธานรัฐสภา, มูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์, ญาติของวีรชน 14 ตุลา 2516, องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลา 2519, ชมรมโดมรวมใจ, ผู้แทนพรรคการเมือง, สหภาพและสหพันธ์แรงงาน, สมัชชาคนจน, มูลนิธินิคม จันทรวิทุร, เครือข่ายเดือนตุลา, มูลนิธิ 14 ตุลา, ญาติของวีรชนพฤษภา 35, มูลนิธิศักยภาพชุมชน, มูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ และกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

 

จากนั้นในเวลา 09.00 น. การแสดงปาฐกถารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ ‘แด่ทุกต้นกล้าความฝัน: ตื่นจากฝันร้ายของอำนาจนิยมและทุนผูกขาดสู่รัฐสวัสดิการ’ 

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยให้ข้อมูลกับ THE STANDARD ถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์การเมืองนี้ไว้ว่า

 

ในหนังสือ Stripping Bare the Body: (2554) ของ มาร์ก แดนเนอร์ เลสลี มานิแกต อดีตประธานาธิบดีเฮติ เปิดเผยกับแดนเนอร์ว่า การพิจารณาถึงเหตุความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศของเขา จะช่วย ‘เผยโฉมหน้าของสังคม’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ที่แท้จริงแล้วสังคมนั้นขับเคลื่อนไปอย่างไร เพราะมันเปรียบได้กับการ ‘แนบหูฟังของแพทย์ เพื่อฟังเสียงชีพจรที่เต้นอยู่ใต้ผิวหนัง’ 

 

ฉะนั้นหากคุณต้องการเข้าใจถึงสังคมที่ตนเองอยู่ ต้องการรับรู้ถึงรากเหง้าของความอยุติธรรมและความรุนแรงที่ซับซ้อน ซึ่งมักจะซ่อนเร้นอยู่ในสังคมนั้น คุณก็จะต้องยอมเผชิญหน้ากับความจริงของโศกนาฏกรรมความรุนแรงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นที่จดจำฝังใจของประชาชน เพื่อที่เราจะสามารถร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เหตุความรุนแรงสุดโต่งเช่นนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้งและทำให้สังคมนี้แตกสลาย พร้อมกับอีกหลายชีวิตที่ต้องถูกพรากและหลายอนาคตที่ต้องถูกขโมยไป

 

The post รำลึก ‘47 ปี 6 ตุลา’ แผลใหญ่ประเทศไทย ความจริงของสังคมที่แตกสลาย และความรุนแรงสุดโต่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความเข้าใจ Hunger Strike หรือการอดอาหารประท้วง กับ มโนธรรมสำนึกของผู้มีอำนาจ ผ่าน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ https://thestandard.co/hunger-strike-tawan-bam/ Thu, 02 Feb 2023 12:23:12 +0000 https://thestandard.co/?p=745429

วานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาก […]

The post ทำความเข้าใจ Hunger Strike หรือการอดอาหารประท้วง กับ มโนธรรมสำนึกของผู้มีอำนาจ ผ่าน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธีศึกษา ให้สัมภาษณ์กับรายการ THE STANDARD NOW เผยแพร่ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD ดำเนินรายการโดย ออฟ-พลวุฒิ สงสกุล กรณีตะวัน-แบม 2 นักกิจกรรมอดอาหารและน้ำเพื่อประท้วงกระบวนการยุติธรรม

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่า มีข้อแตกต่างระหว่างการอดอาหารประท้วงกับการอดอาหารแบบ ‘คานธี’ ซึ่งเป็นการถือศีลอดอาหารประท้วง

 

สำหรับปรากฏการณ์ล่าสุดที่สัญญาณจากรัฐสภาออกมาดี แต่ก็เป็นอาการของโรคที่เกิดแบบนี้ทั่วโลก พอเกิด ‘Hunger Strike’ แล้ว ก็จะไม่มีรัฐบาลไหนยอมให้นักโทษตายคามือ (ขณะถูกคุมขัง) เพราะต้นทุนสูงเกินไป ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาและมีการค้นพบในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ใช่ชาวพุทธ แต่จะขอพูดเรื่องกรรมในสังคมไทยสักนิดหน่อย

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่า ทั้งแบมและตะวันเข้าใจไม่ถูกในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะเขาอาจจะรู้แต่เขาอาจจะไม่ได้สนใจข้อแตกต่างระหว่างการอดอาหารประท้วง ‘Hunger Strike’ กับการถือศีลอดอาหารจนตัวตายแบบ ‘คานธี’

 

ประเด็นสำคัญคือ ‘คานธี’ พูดไว้ชัดเจน การถือศีลอดอาหารประท้วงของคานธีถือเป็นอาวุธขั้นสุดท้ายของอหิงสา

 

เป็นการกระทำทางจิตวิญญาณที่มุ่งเข้าหาพระเป็นเจ้า ซึ่งในทัศนะของคานธีคือสัจจะ ผลของการกระทำนี้ต่อชีวิตผู้อื่น ก็คือเมื่อคนอดอาหารเป็นที่รู้จักของผู้คน ซึ่งสิ่งนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญ

 

ถ้าไม่เป็นที่รู้จักก็ไม่ได้ผล ทำเพื่อปลุกมโนธรรมสำนึกที่หลับใหลอยู่ของพวกเขาให้ตื่นขึ้น แปลว่าการอดอาหารแบบนี้จนตัวตายทำเพื่อปลุกมโนธรรมสำนึกของเป้าหมาย วิธีการนี้มีข้อจำกัดอยู่

 

หากเป้าหมายคือรัฐบาลหรือนักการเมืองฝ่าย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมมติเป็นเช่นนี้ ถ้าหากกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีมโนธรรมสำนึกก็ปลุกไม่ขึ้น

 

“การอดอาหารประท้วงจะใช้การได้กับคนที่รักคุณเท่านั้น ชีวิตของคานธีก็ต่อสู้กับอังกฤษมาตลอด แต่คานธีไม่เคยอดอาหารประท้วงอังกฤษเลย เพราะอังกฤษเขาคงไม่ได้อยากเห็นคานธีมีชีวิตอยู่ เขาคงอยากเห็นคานธีตาย ฉะนั้นหากคานธีอดอาหารจนตายเขาก็ดีใจ ดังนั้นการถือศีลอดอาหารประท้วงจนตัวตายมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องทำกับคนที่รักคุณ เช่น หากเรามีพ่อเป็นคนติดเหล้า แล้วพ่อไม่ยอมเลิก เราก็บอกพ่อว่าเราอดอาหารประท้วง ถ้าพ่อไม่เลิกลูกจะอดอาหารจนตาย พ่อรักเราพ่อจึงยอม

 

“เงื่อนไขที่ทรงพลังเป็นเรื่องใหญ่ เช่น ความรักและมโนธรรมสำนึก ทั้งหมดนี้เป็นคนละเรื่องกับ ‘Hunger Strike’ หรือการอดอาหารประท้วง” ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าว

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า การอดอาหารประท้วงเป็นกิจกรรมที่ใช้กันมาทั่วโลก ตัวอย่างในประวัติศาสตร์มีตั้งแต่คัมภีร์ไบเบิล มีทั่วไปในโลกตลอดประวัติศาสตร์ 200-300 ปีทุกแห่ง รวมถึงประเทศไทยก็มี เช่น กรณี ‘ฉลาด วรฉัตร’ ซึ่งการอดอาหารประท้วงเป็นการต่อสู้เพื่อกดดัน เคสที่เห็นชัดที่สุดคือนักโทษจากไอร์แลนด์เหนือในคุกอังกฤษอดอาหารประท้วงบ่อยครั้ง แต่เขาไม่ได้อดอาหารประท้วงเพื่อพูดการเมืองใหญ่ว่าอังกฤษต้องปล่อยเขาเป็นอิสระ เพราะอันนั้นต่อสู้อยู่แล้ว

 

สิ่งที่เขาทำเวลาอดอาหารประท้วงคือเงื่อนไขในคุก เช่น อาหารไม่ดี จำกัดสิทธิผู้ต้องหา ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิผู้ต้องขังที่ถูกนิยามอย่างนั้น แล้วรัฐบาลต้องหาวิธีตอบสนอง เพราะถ้านักโทษการเมืองตายในคุก รัฐบาลก็เสียรังวัด ยิ่งถ้ามีองค์กรต่างชาติมาดูด้วยก็เป็นประเด็น

 

การอดอาหารประท้วงจะมีผลออกมาได้ 4 อย่าง

 

  1. ชนะ ได้รับการตอบสนองข้อเรียกร้อง คือทำสำเร็จ การอดอาหารเป็นผลสำเร็จ
  2. แพ้ ยอมจำนนโดยยุติการอดอาหาร
  3. ถูกบังคับให้ยุติการอดอาหาร เช่น บังคับป้อน
  4. ตาย เสียชีวิต

 

ทั้ง 4 อย่างนี้มีความแตกต่างกัน จากการศึกษาในช่วงร้อยปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1906-2000 จะพบว่าในต้นศตวรรษที่ 20 ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1930 ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเยอะที่สุดคือ 2 อย่างหลัง คือการบังคับให้ยุติกับการเสียชีวิต เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบ่อยมาก ในต้นศตวรรษที่ 20 คือไม่ชนะ

 

มาเริ่มชนะหลัง ค.ศ. 1930 อัตราการเสียชีวิตเหลือแค่ 10% คือมากับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐ เพราะรัฐบาลต้องตอบสนองต่อคนที่สนใจรับฟังข่าวสาร

 

สรุปการเสียชีวิตไม่เกิน 10% หลัง ค.ศ. 1940 และคงที่มาจนถึงช่วงปี ค.ศ. 2000 ที่จำนวนการตายน้อยลง

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรณีแบมกับตะวันเราควรเป็นห่วงไหม ก็อย่างที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพูดในสภา เราก็ควรเป็นห่วงเพราะสุขภาพแย่ลง แต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจข้อดีที่สุดคือตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในคุก เขาอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลก็มีโปรโตคอลของโรงพยาบาล แปลว่าโรงพยาบาลเขานิยามภาวะวิกฤตของผู้ป่วยอีกแบบหนึ่ง แล้วไม่มีโรงพยาบาลที่ไหนที่จะยอมให้ผู้ป่วยตายคาเตียง

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า มองด้วยสัญญาณที่ดีเช่นเดียวกับหลายคน แต่คิดว่าไหนๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว ผลที่เกิดจาก ‘Hunger Strike’ ทำได้หลายอย่าง แต่ผลของความสำเร็จก็มีหลายระดับ ไม่จำเป็นต้อง 100% ก็ได้ ถ้ามีการแก้ไขบางประเด็น สมมติสิ่งแรกที่สมศักดิ์พูดในสภา แล้วเราอธิบายว่าสิ่งที่สมศักดิ์เสนอตอนนี้ก็คือสิทธิในการได้รับการประกันตัว แล้วใช้เรื่องนี้เป็นแพลตฟอร์มของพรรคการเมืองทุกพรรค

 

“ผมเห็นพรรคการเมืองมีนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ มีนโยบายเรื่องปากท้อง ไม่เห็นมีใครมีนโยบายเรื่องความยุติธรรมเลย ทำไมพรรคการเมืองไทยจึงไม่คิดเรื่องความยุติธรรม แล้วพูดถึงสิทธิที่ราษฎรไทยควรมีควรได้เสมอกัน เพราะเขาเป็นคนบริสุทธิ์จนกว่าจะถูกพิสูจน์ว่าผิด และที่สำคัญที่สุดนี่เป็นคดีทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรม ถ้าเขาค้ายาฆ่าคนก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่อันนี้เขามีความแตกต่างทางการเมือง โลกมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ในสมัยหนึ่งถ้ามีความเชื่อแตกต่างกันว่าพระเจ้ามีหรือไม่มี ก็นั่งคุยกันไม่ได้แล้ว แต่วันนี้เรานั่งคุยกันได้

 

“ฉะนั้นคำถามของการเมืองไทยคือว่าการเมืองไทยจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรือการเมืองไทยจะขยับตัวไปในมิติความยุติธรรมที่ว่ามา ซึ่งถ้าพรรคการเมืองร่วมกันมีแพลตฟอร์มนี้ ก็จะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีมาก เป็นข้อเสนอทางการเมืองที่บอกว่าอยากเห็นอะไร” ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าว

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวด้วยว่า ช่วงปลายปีที่แล้วบ้านเมืองมีปัญหาเยอะ ในฐานะไม่ใช่ชาวพุทธ แต่คิดแบบโบราณ มีคำสอนหนึ่งของพุทธที่น่าสนใจ คือเรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จะเป็นทายาทของกรรมนั้น

 

ปัญหามีอยู่ว่ากรรมและเราหมายถึงใคร ตัวเราหรือตัวสังคมไทย ถ้าเป็นตัวสังคมไทยตอนนี้ เคสของตะวันและแบมอาจจะไม่ใช่เรื่องว่าเขาอยู่ Position ไหนทางการเมือง แบบนั้นเป็นการคิดอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้ามองว่าเขาเป็นลูกหลานของสังคมไทยที่คิดไม่เหมือนเรา แล้วคิดแบบของเขา แล้วเขากล้าพอจะสละชีวิตเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขาพูด คนแบบนี้หายาก แล้วมีคุณค่าต่อสังคม ถ้าอย่างนี้สิ่งที่เราควรจะคิดต่อประเทศคือควรจะหาวิธีทำบุญเยอะๆ ไม่ก่อกรรมทำเข็ญอีก แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลของอะไร แต่ถ้าเอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก สังคมไทยเป็นทายาทของกรรมที่ทำ วิธีจัดการเพื่อลดปัญหาที่ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งหลายก็ต้องทำความดีบ้าง ซึ่งมาจากความเมตตา มาจากการสถาปนาความยุติธรรมให้ ซึ่งความเมตตากับความยุติธรรมไปด้วยกันได้ กรณีนี้ถ้าเรามองทะลุว่าไม่ใช่เรื่องมาตรา 112 แต่เป็นเรื่องทางการเมืองที่เขายอมเสียสละชีวิตแบบนี้ เราควรจะเห็นอกเห็นใจได้ไหม

 

สภาพนิเวศทางความขัดแย้งตอนนี้มีการแยกเป็นกลุ่ม อยู่ข้างไหนก็คิดอีกอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้สำหรับประเทศซึ่งมีปัญหา บางทีต้องมองทะลุไป เพราะเราทุกคนเป็นทายาทของกรรมร่วมของเราในขณะนี้ ทางออกคือไม่ใช่ทำกรรมที่ทารุณโหดร้ายต่อไป แต่ทางออกคือทำบุญ

The post ทำความเข้าใจ Hunger Strike หรือการอดอาหารประท้วง กับ มโนธรรมสำนึกของผู้มีอำนาจ ผ่าน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘Hunger Strike’ อดอาหารประท้วงของ ตะวัน-แบม นำไปสู่อะไร? โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow010266-3/ Thu, 02 Feb 2023 01:30:13 +0000 https://thestandard.co/?p=745056

‘Hunger Strike’ อดอาหารประท้วงของ ตะวัน-แบม นำไปสู่อะไร […]

The post ชมคลิป: ‘Hunger Strike’ อดอาหารประท้วงของ ตะวัน-แบม นำไปสู่อะไร? โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘Hunger Strike’ อดอาหารประท้วงของ ตะวัน-แบม นำไปสู่อะไร? โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์

The post ชมคลิป: ‘Hunger Strike’ อดอาหารประท้วงของ ตะวัน-แบม นำไปสู่อะไร? โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ประยุทธ์ขอ 2 ปี พลิกโฉมประเทศ จับตาเกมยื้อยุบสภาคืนสู่อำนาจ | การต่อสู้ของตะวัน-แบม | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow010266/ Wed, 01 Feb 2023 12:42:48 +0000 https://thestandard.co/?p=744848

LIVE: ประยุทธ์ขอ 2 ปี พลิกโฉมประเทศ จับตาเกมยื้อยุบสภาค […]

The post ชมคลิป: ประยุทธ์ขอ 2 ปี พลิกโฉมประเทศ จับตาเกมยื้อยุบสภาคืนสู่อำนาจ | การต่อสู้ของตะวัน-แบม | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

LIVE: ประยุทธ์ขอ 2 ปี พลิกโฉมประเทศ จับตาเกมยื้อยุบสภาคืนสู่อำนาจ | การต่อสู้ของตะวัน-แบม

 

พูดคุยกับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภาพรวมการเมืองและกระแสการยื้อยุบสภา

 

และร่วมพูดคุยกับ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธีศึกษา ถึงการต่อสู้ของตะวัน-แบม ที่อดอาหารและน้ำเพื่อประท้วงกระบวนการยุติธรรม

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ พลวุฒิ สงสกุล วันนี้ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ประยุทธ์ขอ 2 ปี พลิกโฉมประเทศ จับตาเกมยื้อยุบสภาคืนสู่อำนาจ | การต่อสู้ของตะวัน-แบม | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>