ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ชัยวัฒน์-สถาวรวิจิตร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Jan 2026 07:10:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘อรรถวิชช์’ ไม่เห็นด้วยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ‘กรณ์’ หนุนแก้รายมาตรา ชี้ปัญหาเสถียรภาพการเมือง ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันทั้งหมด https://thestandard.co/attawich-opposes-new-constitution/ Thu, 15 Jan 2026 07:10:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1165591

‘ดร. อรรถวิชช์’ รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เ […]

The post ‘อรรถวิชช์’ ไม่เห็นด้วยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ‘กรณ์’ หนุนแก้รายมาตรา ชี้ปัญหาเสถียรภาพการเมือง ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ดร. อรรถวิชช์’ รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยที่จะทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้าน ‘กรณ์’ รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ หนุนให้แก้เป็นรายมาตรา

 

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?’ ที่จัดขึ้นโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดยมีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้ หากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่

 

  • นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม
  • ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่
  • สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย
  • ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
  • กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์
  • ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย
  • อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
  • ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

โดยมี นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ในช่วงท้ายที่เปิดให้มีคำถามจากผู้ร่วมฟัง มีคำถามจากโบรกเกอร์ว่า “ในแง่มุมการพัฒนาเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ควรเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

 

ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า คำถามคือเห็นด้วยมั้ยที่จะทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำตอบของผมคือไม่เห็นด้วยครับ

 

“ถ้าถามว่ารัฐธรรมนูญควรแก้หรือไม่ ควรแก้ครับ แก้อะไรก็บอกมา พูดมาตรงๆ ว่าจะเอาอะไร แต่เขาถามท่านว่าฉีกรัฐธรรมนูญมั้ย แล้วไปมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กัน อันนี้คือน่ากลัวที่สุด เรากำลังจะซื้อรถคันใหม่โดยไม่รู้ว่าเครื่องยนต์อะไร รถอะไร”

 

ที่สำคัญหลายพรรคการเมืองบอกว่า “อย่าแตะหมวด 1 หมวด 2 คือหมวดโครงสร้างรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ทำไมไม่ถามว่าตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไปเห็นควรแก้หรือเปล่า มันจะได้ไม่แตะส่วนที่มีปัญหา แต่ดันไปถามว่าเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มั้ย และไม่มีอะไรให้เปรียบเทียบ”

 

ด้าน กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อย่างที่ได้บอกว่าเสถียรภาพทางการเมืองไม่มีมาตั้งนานแล้ว ถ้าจะบอกว่าทั้งหมดเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าคงไม่ใช่ แต่จะมีส่วนทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพและนโยบายขาดความต่อเนื่องหรือไม่ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

 

“ผมเห็นด้วยประเด็นหนึ่งของณอรรถวิชช์เมื่อสักครู่ มองในมุมตลาดหุ้น นักลงทุนไม่ชอบมากที่สุดคือความไม่แน่นอน ประเด็นปัญหาของลักษณะคำถามที่รัฐบาลให้เราตอบคือ เปิดกว้างมากเกินไป ถ้ารัฐบาลตั้งใจอยู่แล้วว่าหมวด 1 และหมวด 2 ไม่ควรแก้ไข และต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสังคม ควรจะระบุชัดเจนว่า หากนอกเหนือจากหมวด 1 กับหมวด 2 แล้ว เห็นควรจะแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่”

 

“ถามว่าควรจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมคนนึงก็เห็นตรงว่ามีหลายมาตรามากที่ควรได้รับการแก้ไข ส่วนวิธีการจะแก้ตามรายมาตราหรือจะแก้ทั้งฉบับ ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนการแก้ไขที่มาของ สว. และที่มาขององค์กรอิสระ ซึ่งเป็นสององค์กรที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ”​

 

ด้าน ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ต้องบอกว่าการฉีกรัฐธรรมนูญมีเหตุผลอย่างเดียวคือรัฐประหาร การทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือแก้ไขไม่ได้เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ

 

“เราใช้รัฐธรรมนูญปี 60 มาถึงปี 69 เราเห็นผลของรัฐธรรมนูญนี้มา 8 ปี ประเทศไทย เศรษฐกิจไทย สังคมไทย เป็นยังไงครับ เราถูกแช่แข็งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เวลาผมเจอนักลงทุนไม่ว่าชาวไทยหรือต่างชาติ สิ่งที่เขามักจะถามคือ เมื่อไรประเทศไทยจะมีเสถียรภาพทางการเมือง ต้นตอปัญหาอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้เราไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายใดๆ เลย”

The post ‘อรรถวิชช์’ ไม่เห็นด้วยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ‘กรณ์’ หนุนแก้รายมาตรา ชี้ปัญหาเสถียรภาพการเมือง ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด https://thestandard.co/bot-clarifies-cash-surge-mule-account-fears/ Sun, 11 Jan 2026 11:53:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1163956 ‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติ ใน ก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด

‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 2568 มาจา […]

The post ‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติ ใน ก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด

‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 2568 มาจากความกังวลปมอายัดบัญชีม้า ระบุยอดถอนเงินพุ่งแค่ช่วงสั้นๆ ยืนยันดูแลติดตามปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด พร้อมทั้งธนาคารพาณิชย์ให้ติดตามดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติอย่างเคร่งครัด และรายงาน ธปท. ทราบด้วย หลังพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตมีการเบิกธนบัตรมากผิดปกติ หวั่นเตรียมทุ่มซื้อเสียงเลือกตั้งใหญ่

 

วันนี้ (11 มกราคม) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าว การถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในช่วงเดือนกันยายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอชี้แจงว่า การเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของมาตรการอายัดบัญชีม้า ที่ทำให้ประชาชนถอนเงินสดออกมาเก็บและใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีออนไลน์ อีกทั้งร้านค้าหลายแห่งก็หันมารับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ และการชำระเงินของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม

 

ยืนยันดูแลติดตามปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด

 

สำหรับการดูแลปริมาณเงินสดที่อาจเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด และจะบริหารจัดการควบคุมการสำรองเงินสดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายที่แท้จริงของประชาชน ที่รวมความต้องการเงินสดที่ปกติจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วยแล้ว

 

รวมทั้ง ธปท. ได้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ให้ติดตามดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติอย่างเคร่งครัด และรายงาน ธปท. ทราบด้วย

 

พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตมีการเบิกธนบัตรมาก ‘ผิดปกติ’ ห่วงการทุ่มซื้อเสียง

 

การชี้แจงดังกล่าวของธปท. เกิดขึ้น หลังจากชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่าน Facebook โดยตั้งข้อสังเกตว่า มีเงินสด 160,000 ล้านบาทถูกเบิกออกไปไหน ในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง

 

ชัยวัฒน์ยังระบุต่อว่า มีผู้ใหญ่ในวงการธนาคารกระซิบมาว่า “ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา มีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆมากผิดสังเกต มาถอนกันหลักร้อยล้าน พวกคุณสู้เหนื่อยแน่”

 

ตนจึงไปเปิดข้อมูลสถิติธนบัตรของแบงก์ชาติ แล้วพบว่า ขณะที่เราประกาศว่าไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด แต่ระหว่างกรกฎาคม 2568 –พฤศจิกายน 2568 ธนบัตรที่ถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติ มีรวม 160,816 ล้านบาท เฉพาะกันยายน 2568 เดือนเดียว ถูกเบิกออกไปถึง 127,010 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขการเบิกเงินสดรายเดือนที่ ‘สูงที่สุดในประวัติศาสตร์’ แม้อาจจะอ้างได้ว่าเป็นฤดูกาลปลายปีงบประมาณ แต่ถ้าเทียบข้อมูลย้อนหลังหลายปี มันไม่ใช่ค่าปกติตามฤดูกาล (Seasonal) แต่อย่างใด

 

ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ไทม์ไลน์ทางการเมืองในช่วงเดียวกันคือกรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “แพทองธาร” หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีคลิปเสียง ฮัลโหลอังเคิลกับฮุนเซนสิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกฯ และกันยายน 2568 อนุทิน ทำ MOA ยุบสภา ภายใน 4 เดือน

 

“คำถามที่ผมขอฝากไปถึง ปปง. และผู้เกี่ยวข้องและสังคมไทย: เงินสดแสนกว่าล้านนี้ ถูกเบิกไปเตรียมทำอะไร? ในช่วงที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง? นี่คือสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประชาชนคนไทย เงินสดมหาศาลขนาดนี้ ไม่ใช่เงินซื้อข้าวซื้อของตามปกติแน่นอน แต่คือเงินที่สามารถซื้อเสียง ซื้อเครือข่าย และซื้ออำนาจรัฐได้ และแน่นอนเงินเหล่านี้ไม่มากก็น้อยมาจากทุนเทาที่ปล้นประชาชนมา” ชัยวัฒน์ กล่าว

The post ‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยวัฒน์แนะ โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ ควรมีมาตรการจูงใจให้รักษาวินัยการเงิน https://thestandard.co/thai-debt-relief-program-financial-guidance/ Sat, 14 Dec 2024 03:34:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1019488 คุณสู้ เราช่วย

วานนี้ (13 ธันวาคม) ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. แบบบัญชีรา […]

The post ชัยวัฒน์แนะ โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ ควรมีมาตรการจูงใจให้รักษาวินัยการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุณสู้ เราช่วย

วานนี้ (13 ธันวาคม) ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ของรัฐบาล ที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และ SMEs โดยระบุว่า เป็นมาตรการที่ค่อนข้างดี ส่วนตัวสนับสนุนและคาดหวังว่าจะได้เห็นการลดระดับหนี้ครัวเรือนจากโครงการนี้บ้าง โดยเฉพาะถ้าเทียบกับมาตรการแก้หนี้นอกระบบที่ออกมาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจัดการลดมูลหนี้ไปได้เพียง 1,203 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% จากยอดหนี้ที่ลูกหนี้มาลงทะเบียนไว้ แล้วก็เงียบหายจบไปแล้วนั้น 

 

อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดการปฏิบัติจริงคงต้องติดตามว่าจะสามารถนำลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข 1.9 ล้านราย จำนวน 2.1 ล้านบัญชี ยอดหนี้รวม 8.9 แสนล้านบาท มาเข้าร่วมโครงการได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากไม่ได้มีการวางแผนกระบวนการต่างๆ ไว้อย่างรอบคอบ ย่อมเจอปัญหาในการปฏิบัติอย่างแน่นอน

 

ชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่า การเข้าร่วมโครงการ ถ้าลูกหนี้จำเป็นต้องมีการทำสัญญาเพิ่มเติมกับธนาคาร จุดนี้จะเป็นคอขวดสำคัญหากจัดการไม่ดี หรือไม่มีการนำเทคโนโลยี เช่น การทำสัญญาแบบดิจิทัล (Digital Contract) และการลงนามดิจิทัล (Digital Signature) มาใช้ ทำให้ลูกหนี้ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารเพื่อเซ็นสัญญากระดาษ จะทำให้ความคืบหน้าของโครงการเป็นไปอย่างล่าช้า และบางกรณีอาจต้องพาผู้ค้ำประกันมาเซ็นสัญญาด้วย 

 

“สมมติวางแผนว่าจะใช้เวลา 3 เดือนในการนำลูกหนี้ 1.9 ล้านรายเข้าโครงการ ก็จำเป็นต้องทำสัญญากับลูกหนี้ให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 คนต่อวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลูกหนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนทำงาน จะเจียดเวลาไปเข้าคิวรอทำสัญญาที่สาขาครึ่งวันก็คงยาก และสาขาหนึ่งจะรองรับลูกค้าในส่วนนี้ได้วันละกี่คน จึงขอฝากให้รัฐบาลนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยจัดการ ไหนๆ ก็หาเสียงว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแล้วก็ขอให้ทำจริง ไม่ใช่คิดใหญ่แต่ทำไม่เป็น” ชัยวัฒน์กล่าว

 

ส่วนมุมมองเรื่อง Moral Hazard ตามที่รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน เน้นย้ำในนโยบายแรกว่ารัฐบาลจะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยที่จะไม่ทำให้เกิดภาวะ Moral Hazard ควบคู่กับการเพิ่มความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการออมในรูปแบบใหม่

 

ชัยวัฒน์ชี้ว่า แม้จะมีการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติลูกหนี้ว่าสัญญาสินเชื่อทำขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 และสถานะ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เป็นลูกหนี้ค้างชำระ 31-365 วัน หรือเคยได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการอื่นมาก่อน เพื่อป้องกันการเบี้ยวหนี้ในการให้ได้เข้าโครงการก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าโครงการลักษณะนี้ทำให้ลูกหนี้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ได้รับประโยชน์ กล่าวคือยกเว้นภาระดอกเบี้ยในช่วง 3 ปี หรือปิดจบหนี้ให้เลยโดยจ่ายเพียงบางส่วน แต่ในขณะที่ลูกหนี้ซึ่งมีวินัยชำระค่างวดตามที่กำหนดได้ตรงเวลา กลับไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย 

 

“การช่วยเหลือลูกหนี้ที่จ่ายหนี้ไม่ไหวนั้นเป็นสิ่งสมควร แต่ต้องคำนึงถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรักษาวินัยทางการเงินด้วย เช่น ถ้าจ่ายหนี้ตรงเวลาสม่ำเสมอ จะได้รับรางวัลจูงใจเป็นการลดดอกเบี้ยเงินกู้ หรือเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากให้เล็กน้อยในช่วงโครงการ 3 ปี หรือการตอบแทนสร้างแรงจูงใจในลักษณะอื่นที่เป็นรูปธรรม ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย การลดความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีวินัยทางการเงินดีมาก่อนเกิด Moral Hazard ในอนาคต”

 

ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับทักษะลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ เช่น ให้มีการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและเพิ่มทักษะ (Reskill และ Upskill) ที่จำเป็นต่องานในอนาคต ก่อนที่จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยหรือปิดหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้เหล่านี้พัฒนาศักยภาพและสามารถทำงานที่มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน

The post ชัยวัฒน์แนะ โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ ควรมีมาตรการจูงใจให้รักษาวินัยการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แจก 10,000 บาท จ่าย 2 เฟส กลุ่มทั่วไปอาจรอ 2 งวด พายุหมุนเศรษฐกิจเริ่มจาง? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow110967/ Wed, 11 Sep 2024 13:16:30 +0000 https://thestandard.co/?p=982402

แจก 10,000 บาท จ่าย 2 เฟส กลุ่มทั่วไปอาจรอ 2 งวด พายุหม […]

The post ชมคลิป: แจก 10,000 บาท จ่าย 2 เฟส กลุ่มทั่วไปอาจรอ 2 งวด พายุหมุนเศรษฐกิจเริ่มจาง? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

แจก 10,000 บาท จ่าย 2 เฟส กลุ่มทั่วไปอาจรอ 2 งวด พายุหมุนเศรษฐกิจเริ่มจาง?

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

  • ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
  • รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 11 กันยายน 2567 เวลา 18.00 . เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: แจก 10,000 บาท จ่าย 2 เฟส กลุ่มทั่วไปอาจรอ 2 งวด พายุหมุนเศรษฐกิจเริ่มจาง? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทลายกรอบวินัยการคลัง แจก 10,000 สะเทือนเสถียรภาพระยะยาวหรือไม่? | WEALTH IN DEPTH #97 https://thestandard.co/wealth-in-depth-27092023/ Wed, 27 Sep 2023 12:33:20 +0000 https://thestandard.co/?p=847178 เสถียรภาพ คลัง

ไลฟ์ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุนเ […]

The post ชมคลิป: ทลายกรอบวินัยการคลัง แจก 10,000 สะเทือนเสถียรภาพระยะยาวหรือไม่? | WEALTH IN DEPTH #97 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสถียรภาพ คลัง

ไลฟ์ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุนเชิงลึก ในหัวข้อ ทลายกรอบวินัยการคลัง แจก 10,000 สะเทือนเสถียรภาพระยะยาวหรือไม่?

 

ร่วมพูดคุยกับ ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

 

ดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

 

ชมไลฟ์ WEALTH IN DEPTH วันพุธที่ 27 กันยายน 2566 เวลา 19.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทลายกรอบวินัยการคลัง แจก 10,000 สะเทือนเสถียรภาพระยะยาวหรือไม่? | WEALTH IN DEPTH #97 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนรัฐบาลเล็งทลายเพดานภาระการคลังเป็น 45% เสี่ยงทำประเทศไม่เหลือทางหนีทีไล่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน-ถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ https://thestandard.co/warn-government-about-break-ceiling/ Mon, 25 Sep 2023 10:32:39 +0000 https://thestandard.co/?p=845959 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ก้าวไกลเตือนรัฐบาลเล็งขยายกรอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ […]

The post เตือนรัฐบาลเล็งทลายเพดานภาระการคลังเป็น 45% เสี่ยงทำประเทศไม่เหลือทางหนีทีไล่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน-ถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ก้าวไกลเตือนรัฐบาลเล็งขยายกรอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตาม ม.28 เป็น 45% เพื่อทำดิจิทัลวอลเล็ต-พักหนี้ เพิ่มภาระการคลัง เสมือนเทหมดหน้าตัก เสี่ยงไม่เหลือทางหนีทีไล่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นักเศรษฐศาสตร์มองกระทบเสถียรภาพระยะยาว แม้ไม่ถูกนับรวมเป็นหนี้สาธารณะ หวั่นไทยถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ

 

วันที่ 25 กันยายน 2566 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงความเห็นกรณี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ารัฐบาลจำเป็นต้องขยายกรอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณ โดยมีแผนจะขยายเพิ่มเป็น 45% ของวงเงินงบประมาณในปีงบประมาณ 2567 เพื่อรองรับการดำเนินนโยบายรัฐบาลในการดูแลประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น 

 

ชัยวัฒน์กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลดังกล่าวน่าจะหมายถึงการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต และการพักหนี้เกษตรกร ความน่ากังวลของแนวทางนี้ คือความโปร่งใสของการใช้เงินงบประมาณมหาศาลหลายแสนล้านบาท โดยมติของ ครม. ไม่ต้องผ่านสภา ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะให้ตรวจสอบ ทั้งในแง่การใช้เงินและภาระการคืนเงินต้นและดอกเบี้ย 

 

สิ่งที่ตามมาจากการทลายเพดานภาระการคลังตามมาตรา 28 คือ 

 

  1. เพิ่มภาระทางการคลัง แม้การให้แบงก์รัฐหรือหน่วยงานของรัฐใดๆ สำรองจ่ายไปก่อน ซึ่งในกรณีนี้คือการล้วงเงินจากแบงก์รัฐอย่างธนาคารออมสินมาใช้ก่อน จะไม่ถูกนับเป็นหนี้สาธารณะตามกฎหมาย แต่รายจ่ายก้อนนี้ก็หนีไม่พ้นต้องเป็นภาระผูกพันของรัฐบาลที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้คืนในอนาคต เช่น ปัจจุบันที่จ่ายหนี้คืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปีละเกือบแสนล้านบาท เบียดบังงบที่จะใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น และถ้างบประมาณไม่พอก็จำเป็นต้องทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้น หรือกู้เงินมาเพื่อชดเชยการขาดดุล

.

  1. การทลายกรอบสร้างภาระการคลังอย่างหมดหน้าตัก จะทำให้ไม่เหลือขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลัง (Policy Space) เสมือนรัฐบาลเดินเข้าตาจน จะไม่มีทางหนีทีไล่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 

 

  1. อันดับเครดิต (Credit Rating) ของประเทศไทยอาจแย่ลง จากระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ย่อมส่งผลให้รายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกู้ยืมของรัฐบาลไทย เกี่ยวข้องไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน เงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อนตัวในระยะกลาง

 

ชัยวัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส คือ 

 

  1. เปิดเผยข้อมูลภาระทางการคลังตามมาตรา 28 ณ ปัจจุบัน และคาดการณ์ภาระใหม่ว่าต้องการเพิ่มเติมอีกกี่แสนล้านบาทจากการผลักดันนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทย พร้อมประมาณการต้นทุนทางการเงินทั้งหมด

 

  1. พิจารณาตัวเลขกรอบวินัยการเงินการคลังที่จำเป็นให้สมเหตุสมผลตามข้อมูลจริง ว่าหากต้องมีการผ่อนคลาย ควรเป็นเท่าไร ไม่ควรเผื่อไว้ที่ 45% แต่ควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าต้องการเพิ่มรายจ่ายอีกเท่าใด ต้องปรับเพดานเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

 

  1. ชี้แจงความจำเป็นและผลประเมินความคุ้มค่าของการขยายกรอบวินัยการเงินการคลัง รวมถึงมีแผนที่เป็นข้อผูกพันที่ชัดเจนกับสังคมด้วยว่าจะปรับลดภาระทางการคลังอย่างไร ภายในกรอบเวลาใด ตามที่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังระบุไว้ว่า คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ 

 

  1. กลไกการตรวจสอบการใช้เงินนอกงบประมาณ ที่ล้วงจากกระเป๋าแบงก์รัฐ ว่าไม่ได้ถูกใช้ไปนอกเหนือวัตถุประสงค์

 

ชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Moral Hazard เป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงในการบริหารประเทศ ด้วยการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดๆ ว่าสามารถทำลายกรอบวินัยการเงินการคลังได้ง่ายๆ เพื่อหาเงินมาทำนโยบายใดก็ตาม เพียงมีมติกรรมการวินัยการเงินการคลังและ ครม. ซึ่งมีนายกฯ และ รมว.คลัง นั่งอยู่ในทั้งสองคณะ ถือเป็นโครงสร้างธรรมาภิบาลที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยไม่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและต่อประชาชนในระยะยาว

 

รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การขยายกรอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 เป็นหนึ่งในทางเลือกที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้แล้วว่ารัฐบาลจะใช้เพื่อนำเงินมาดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

อย่างไรก็ดี แม้การกู้ยืมเงินในรูปแบบดังกล่าวจะไม่ถูกนับรวมเป็นหนี้สาธารณะ แต่จะส่งผลให้หนี้ของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องจัดงบประมาณไปใช้คืนอยู่ดี ทำให้ในท้ายที่สุดผลลัพธ์อาจไม่ได้แตกต่างกับการกู้ยืมปกติในแง่ที่รัฐบาลต้องไปปรับกรอบวินัยการคลังของตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาวอยู่ดี

 

รศ.ดร.อธิภัทรกล่าวอีกว่า ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา Moody’s Investors Service บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ได้เผยแพร่รายงานที่มีเนื้อหาระบุว่า  อันดับเครดิตของไทยมีแนวโน้มที่จะถูกปรับลดลงได้ หากตัวชี้วัดทางการคลังและภาระหนี้อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากที่คาดการณ์ไว้ หรือ/และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปรับภาวะการคลังให้เข้าสู่สมดุล หรือการรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะปานกลางลดลง ซึ่งส่งผลให้ความแข็งแกร่งทางการคลังของรัฐบาลถดถอยอย่างต่อเนื่อง

 

“คำถามคือถ้าเราถูกดาวน์เกรดจะโดนระดับไหน แค่ปรับ Outlook หรือปรับลดอันดับเลย สิ่งที่น่ากังวลคือครั้งนี้จะต่างจากในช่วงโควิดที่เราถูกปรับลดมุมมองจาก Positive เป็น Stable ซึ่งมีเหตุผลรองรับว่าจำเป็นต้องกู้เพิ่ม แต่ถ้าเราถูกปรับลดลงอีกในครั้งนี้มันจะตอกย้ำว่าฐานะการคลังของเราอ่อนแอจริงๆ” รศ.ดร.อธิภัทรกล่าว

 

ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความเห็นว่า แม้การขยายกรอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตาม ม.28 จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่ม แต่ภาระที่เกิดขึ้นถือเป็นหนี้ที่ภาครัฐต้องรับผิดชอบในอนาคตอยู่ดี ทำให้ต้องระมัดระวังเรื่องผลกระทบที่จะมีต่อความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

 

“ถ้าต่างชาติมองว่าภาระหนี้ของเราสูงขึ้น โดยไม่มีแผนเรื่องการหารายได้เพิ่มที่ชัดเจนมารองรับ หรือผลของการทำนโยบายกระตุ้นการบริโภคอาจนำไปสู่เงินเฟ้อ อาการที่เราเห็นในรอบเดือนที่ผ่านมา เช่น ภาวะเงินไหลออก บอนด์ยีลด์ปรับสูงขึ้น และเงินบาทอ่อน ก็จะดำเนินต่อไป ยีลด์ที่สูงขึ้นสะท้อนว่าภาครัฐเราจะมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งจะลามไปถึงต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนด้วย ถ้าเอกชนต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อกู้เงิน ก็อาจกระทบต่อแผนการลงทุนในอนาคตของเขา” อมรเทพกล่าว

The post เตือนรัฐบาลเล็งทลายเพดานภาระการคลังเป็น 45% เสี่ยงทำประเทศไม่เหลือทางหนีทีไล่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน-ถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลชี้ เงินดิจิทัลฯ 10,000 บาทแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เงื่อนไขไม่ตอบโจทย์ประชาชน วอนนายกฯ อย่าทลายกรอบวินัยการคลังเพื่อหาทางใช้เงินนอกงบประมาณ https://thestandard.co/parliament-policy-110966-35/ Mon, 11 Sep 2023 10:22:29 +0000 https://thestandard.co/?p=840299 ก้าวไกล

วันนี้ (11 กันยายน) ที่ประชุมอาคารรัฐสภา ในการประชุมร่ว […]

The post ก้าวไกลชี้ เงินดิจิทัลฯ 10,000 บาทแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เงื่อนไขไม่ตอบโจทย์ประชาชน วอนนายกฯ อย่าทลายกรอบวินัยการคลังเพื่อหาทางใช้เงินนอกงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกล

วันนี้ (11 กันยายน) ที่ประชุมอาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล อภิปรายในส่วนนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาลว่า จากรายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

 

บ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในระยะฟื้นตัว ในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวถึง 2.2% และมีการใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ขยายตัวตั้งแต่หลังผ่านพ้นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ปัญหาที่กดดันการขยายตัวเศรษฐกิจไทยคือ ภาคการส่งออกที่เป็นไปตามสภาวะโลกที่การส่งออกชะลอตัว ซึ่ง World Bank และ IMF ได้คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาและจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของไทยนั้นมีแนวโน้มจะลดลงอีก ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแน่นอน

 

ชัยวัฒน์กล่าวว่า สภาวะทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันจึงไม่เหมาะสมที่จะใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน เนื่องจากการใช้มาตรการทางการคลังจะเป็นการช็อตและกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นเหมือนที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าว แต่มาตรการนี้ควรจะใช้ให้ถูกเวลา 

 

“นโยบายแจกเงินทั่วหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นควรทำเมื่อการบริโภคภาคเอกชนหดตัว ไม่ใช่ช่วงที่การบริโภคกำลังขยายตัวอย่างตอนนี้ เหมือนกับการที่หัวใจยังไม่หยุดเต้นแล้วจะเอากระแสไฟฟ้ามาช็อตเพื่ออะไร ซึ่งหากยังดึงดัน คนที่หัวใจเต้นปกติอยู่ดีๆ อาจจะช็อกจนสลบหมดสติไปเลยเสียมากกว่า ดังนั้น การนำเงินมาแจกจึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด ไม่ถูกเวลา” ชัยวัฒน์กล่าว

 

ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลคาดหวังว่าการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทจะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมหาศาลนั้น เป็นการคาดการณ์ที่สูงเกินไป และไม่น่าเกิดขึ้นได้จริงตามที่กล่าวอ้าง เพราะประชาชนจะเลือกใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตที่รัฐบาลให้ และเก็บเงินของตัวเองไว้ในกระเป๋า ทำให้การใช้จ่ายไม่ขยายตัว

 

อีกทั้งยังมีจุดรั่วไหลของเงินอีกหลายแห่ง ซึ่งจะทำให้การลงทุนด้วยภาษีของประชาชนขาดทุน ได้ไม่คุ้มเสีย และหากเปรียบเทียบกับสถิติแจกเงินของต่างประเทศจะพบว่า การหมุนเวียนการใช้จ่ายเงินนั้นไม่สูง แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคาดหวังที่จะให้เม็ดเงินจากเงินดิจิทัลวอลเล็ตหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 3 เท่า ซึ่งถือว่าสูงเกินความเป็นจริงอย่างมาก  

 

ดังนั้น การแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตในครั้งนี้จึงไม่น่าจะทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจตามที่กล่าวอ้าง แต่จะเป็นพายุไต้ฝุ่นที่บ่อนทำลายเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย ทิ้งสร้างปรักหักพังเป็นภาระทางการคลังของประเทศ และจะทิ้งภาระหนี้สินให้ลูกหลานต้องมาชดใช้ แล้วจะหวนกลับมาทำลายรัฐบาลเอง ดังนั้น นโยบายดังกล่าวอาจเป็นเพียงเทคนิคในการหาเสียงเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ จะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการนำงบประมาณมหาศาลนี้ไปแก้ปัญหาด้านอื่นที่สำคัญกว่า ทำให้ผู้ที่เสียประโยชน์ที่แท้จริงคือประชาชน 

 

ชัยวัฒน์ระบุว่า หากนายกรัฐมนตรียังดึงดันที่จะแก้ไขปัญหาด้วยเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทต่อไปก็ยังมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะเงื่อนไขในการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น การกำหนดให้ใช้ในรัศมี 4 กิโลเมตรจากที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน แต่ขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตภูมิลำเนา ดูได้จากสถิติผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตในการเลือกตั้งที่ผ่านมามีมากกว่า 2,350,000 คน แต่รัฐบาลก็ยังดึงดันที่จะให้คนเหล่านี้กลับไปใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตในบ้านเกิดของตัวเองเพื่ออะไร 

 

หากต้องการกระจายเงินไปในทุกพื้นที่ก็ต้องคิดว่า ในพื้นที่ 4 กิโลเมตรของแต่ละพื้นที่จะมีร้านค้าที่สามารถรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตได้สักกี่ร้าน อาจเป็นการบีบให้ประชาชนต้องเสียเงินซื้อสิ่งของที่ไม่อยากได้เพื่อใช้เงิน สุดท้ายอาจไปจบที่ร้านสะดวกซื้อ หรือห้างค้าส่ง และยังมีการกำหนดเงื่อนไขให้ร้านค้าในระบบภาษีเท่านั้นที่สามารถแลกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเข้าสู่ระบบบัญชีธนาคารได้ ทำให้ร้านค้ารายเล็กไม่สามารถแลกเงินได้ ทำให้ผู้ค้ารายเล็กไม่อยากเข้าร่วมโครงการ 

 

ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตนขอเป็นตัวแทนประชาชนในการตั้งคำถามถึงที่มาของเงิน 5.6 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในโครงการนี้ว่าจะนำมาจากที่ไหน เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยบอกเสมอว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องกู้ยืม ในขณะที่งบประมาณของรัฐบาลมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ตนรู้สึกเป็นกังวลว่าจะนำเงินที่ไหนมาใช้ จึงขอถามนายกรัฐมนตรีว่า ยังกล้าหรือไม่ที่จะบอกว่าจะไม่กู้ยืมเงินมาใช้ในโครงการนี้ และขอวิงวอนว่า อย่าให้งานแรกในการเข้ามาบริหารงานประเทศเป็นการทลายกรอบวินัยการเงินการคลังเพื่อหาทางใช้เงินนอกงบประมาณ ซึ่งจะไม่ผ่านการตรวจสอบของสภา

The post ก้าวไกลชี้ เงินดิจิทัลฯ 10,000 บาทแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เงื่อนไขไม่ตอบโจทย์ประชาชน วอนนายกฯ อย่าทลายกรอบวินัยการคลังเพื่อหาทางใช้เงินนอกงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลเปิดทีมเศรษฐกิจ ผลักดัน 7 วาระ สู่รากฐานคนไทยมั่นคง-กติกาแข่งขันเป็นธรรม และพาธุรกิจไทยบุกตลาดโลก https://thestandard.co/move-forward-introduced-leader-economic-team/ Wed, 22 Mar 2023 08:44:51 +0000 https://thestandard.co/?p=766803 ก้าวไกลเปิดทีมเศรษฐกิจ

วันนี้ (22 มีนาคม) พรรคก้าวไกลเปิดตัวแกนนำหลักทีมเศรษฐก […]

The post ก้าวไกลเปิดทีมเศรษฐกิจ ผลักดัน 7 วาระ สู่รากฐานคนไทยมั่นคง-กติกาแข่งขันเป็นธรรม และพาธุรกิจไทยบุกตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลเปิดทีมเศรษฐกิจ

วันนี้ (22 มีนาคม) พรรคก้าวไกลเปิดตัวแกนนำหลักทีมเศรษฐกิจ 7 คน ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจ ซึ่งเชี่ยวชาญครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจภาคเมือง เศรษฐกิจภาคชนบท เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมไฮเทค

 

โดยทั้ง 7 คน ประกอบด้วย

 

  1. รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จาก GRIPS มหาวิทยาลัยด้านนโยบายสาธารณะ ประเทศญี่ปุ่น

 

  1. สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ปัจจุบันเป็นกรรมการบริษัทเอกชน สินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ไทย Moshi Moshi

 

  1. วรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หนึ่งในแกนนำพรรคด้านเศรษฐกิจ

 

  1. อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล อดีตผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)

 

  1. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการเงิน และนักยุทธศาสตร์ด้านข้อมูล

 

  1. เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center)

 

  1. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

 

สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกลคือการเติบโตอย่างเป็นธรรม (Inclusive Growth) ด้วยการทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ขณะเดียวกันดอกผลของการพัฒนาต้องถูกกระจายอย่างเป็นธรรม โดยมี 3 เรื่องหลักที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้มั่นคง (Firm Ground) การสร้างกลไกภาครัฐและกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Game) และการผลักดันเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ๆ ที่เติบโตไปพร้อมกับซัพพลายเชนโลก (Fast Forward Growth) 

 

ทั้งนี้ยังประกาศ 7 วาระสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นทั้ง 7 วาระ ประกอบด้วย วาระ หมดยุค Made in Thailand ถึงเวลา Made with Thailand, เปิดโอกาส เปิดตลาด SMEs, ทลายทุนผูกขาดเพื่อลดค่าครองชีพ, ระเบิดพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์, แปลงข้อมูลเป็นขุมทรัพย์, หยุดแช่แข็งชนบทไทย และยกเครื่องภาครัฐ นำเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า

 

The post ก้าวไกลเปิดทีมเศรษฐกิจ ผลักดัน 7 วาระ สู่รากฐานคนไทยมั่นคง-กติกาแข่งขันเป็นธรรม และพาธุรกิจไทยบุกตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>