จุลชีพ ชินวรรโณ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/จุลชีพ-ชินวรรโณ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 12 Nov 2019 08:58:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อัพเดตสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกง ต่อด้วยสถานการณ์จีนและไต้หวัน – THE STANDARD Daily 13 สิงหาคม 2562 https://thestandard.co/thestandarddaily13082562/ Wed, 14 Aug 2019 02:19:30 +0000 https://thestandard.co/?p=278596

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2562&nbs […]

The post อัพเดตสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกง ต่อด้วยสถานการณ์จีนและไต้หวัน – THE STANDARD Daily 13 สิงหาคม 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2562  เวลา 20.00

 

  • อัพเดตสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกง สัมภาษณ์สดคนไทยที่ติดค้างในสนามบินฮ่องกง ความช่วยเหลือที่ต้องการ
  • พร้อมพูดคุยสดกับ ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างจีนและฮ่องกง
  • ต่อด้วยช่วงวิเคราะห์วันนี้ พาไปส่องสถานการณ์จีนและไต้หวัน ความสัมพันธ์ที่ท้าทายซึ่งกันและกัน หลังจีนแผ่นดินใหญ่ขอแบนรางวัลม้าทองคำ

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 20.00 . เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post อัพเดตสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกง ต่อด้วยสถานการณ์จีนและไต้หวัน – THE STANDARD Daily 13 สิงหาคม 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว. ต่างประเทศ สหรัฐฯ-รัสเซีย เยือนไทยไล่เลี่ยกันสะท้อนอะไร จุดยืนไทยบนเกมการเมืองโลก https://thestandard.co/usa-russia-visit-thai/ https://thestandard.co/usa-russia-visit-thai/#respond Thu, 10 Aug 2017 13:31:17 +0000 https://thestandard.co/?p=19815

     ในช่วงสัปดาห์นี้ เรียกได้ว่าเป็นสัป […]

The post รมว. ต่างประเทศ สหรัฐฯ-รัสเซีย เยือนไทยไล่เลี่ยกันสะท้อนอะไร จุดยืนไทยบนเกมการเมืองโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ในช่วงสัปดาห์นี้ เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์เนื้อหอมสำหรับประเทศไทยเลยทีเดียว หลังจากที่ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน (Rex Tillerson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐฯ เดินทางเยือนไทยในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย จะมีกำหนดการเยือนไทยอยู่ในขณะนี้ (9-10 ส.ค.)

     โดยรัฐมนตรีของมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศต่างเดินทางไปลงนามถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อหารือในประเด็นต่างๆ

     เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของ 2 มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ต่างเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน สะท้อนนัยบางประการของเกมการเมืองระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้หรือไม่ อย่างไร

     THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ศ.ดร. จุลชีพ ชินวรรโณ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและนโยบายมหาอำนาจ ถึงนัยทางการเมืองดังกล่าว รวมถึงเกมการเมืองของมหาอำนาจที่มีต่อไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ในปัจจุบัน

 

 

ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของสหรัฐอเมริกา

     รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 มหาอำนาจต่างเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม ARF ที่เมืองมะนิลา ฟิลิปปินส์ และตัดสินใจเดินทางเยือนไทยในโอกาสนี้ด้วย ศ.ดร. จุลชีพ ให้ความเห็นว่า

     “สำหรับสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ไทยเองก็เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน ถ้าสหรัฐฯ เดินทางมาเยือนฟิลิปปินส์แต่ไม่มาเยือนไทย ก็เหมือนจะไม่ให้ความสำคัญกับประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีสหรัฐฯ ก็ยังเดินทางไปเยือนมาเลเซีย หุ้นส่วนที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้อีกด้วย อีกทั้งสหรัฐฯ เองก็ยังคงมีผลประโยชน์ทางด้านยุทธศาสตร์และผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศไทยอยู่นับตั้งแต่อดีต

     “ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 2014 ในสมัยประธานาธิบดีโอบามา ตัวแทนรัฐบาลระดับสูงของสหรัฐฯ ไม่ค่อยได้เดินทางมาเยือนไทยเท่าใดนัก แต่ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่าทีของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงไป ทรัมป์ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์มากกว่าค่านิยมหรืออุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีการยึดอำนาจก็ตาม

     “ไทยเองก็ได้แสดงถึงความพยายามในการกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง ด้วยการผ่านร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว รอเพียงกฎหมายลูกและประกาศวันเลือกตั้ง สหรัฐฯ เองอาจจะใช้ความคืบหน้าตรงจุดนี้ เพื่อจะมาเน้นย้ำและยืนยันกับไทยอีกครั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และทางเศรษฐกิจ”

 

 

     ศ.ดร. จุลชีพ กล่าวว่า “ในทางยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือ เขาก็อยากจะให้ไทยร่วมมือกับเขาให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันมติสหประชาชาติ เพื่อลงโทษและคว่ำบาตรเกาหลีเหนือครั้งใหม่ โดยไม่ได้รับเสียงคัดค้าน (Veto) จากประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน ซึ่งจุดยืนของไทยยืนยันในเรื่องนี้อยู่แล้ว เนื่องจากอาเซียนเองก็มีมติในเรื่องนี้ออกมา ดังนั้น ไทยเองก็จะปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับมติของอาเซียนที่มีต่อเกาหลีเหนือ”

     นอกจากนี้ในทางเศรษฐกิจ แม้ไทยจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้าของสหรัฐฯ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะต้องการให้ไทยซื้อสินค้าจากประเทศของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

     ส่วนไทยเองอาจเรียกร้องสหรัฐฯ ในประเด็น Trafficking in Persons หรือการค้ามนุษย์ ที่เป็นโอกาสแสดงให้เห็นว่าไทยได้พยายามเต็มที่แล้วในการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปรับระดับไทยให้อยู่ในลิสต์ที่สูงขึ้น นอกจากนี้การเจรจายังอาจรวมไปถึงการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ด้วย

 

 

ปี 2017: ครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย

     รัสเซียเองก็ให้ความสำคัญกับประเทศไทยไม่แพ้กัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของไทยเพิ่งจะเดินทางไปเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

     การเดินทางมาเยือนไทยของตัวแทนรัฐบาลรัสเซียในครั้งนี้อยู่ในช่วงที่รัฐบาลรัสเซียถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ ภายหลังจากสืบทราบว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจจะเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปลายปี 2016 และในช่วงเวลานี้ ไทยและรัสเซียก็กำลังอยู่ในช่วงเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 120 ปี

     ศ.ดร. จุลชีพ กล่าวว่า “รัฐบาลรัสเซียเองไม่อยากให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการคว่ำบาตรตนร่วมกับสหรัฐฯ และไทยเองก็ต้องการจะติดต่อค้าขายกับรัสเซียมากกว่า ซึ่งความจริงแล้วรัสเซียเองก็ต้องการผลผลิตทางการเกษตรจากเราหลายๆ อย่าง เราอาจจะใช้โอกาสนี้ในการเจรจาค้าขายระหว่างกันให้มากขึ้น ซึ่งรัสเซียก็เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในด้านอาวุธอยู่แล้ว”

 

 

ความสำคัญของไทย ต่อเกมการเมืองมหาอำนาจ

     ศ.ดร. จุลชีพ ให้ความเห็นว่า ไทยมีความสำคัญต่อชาติมหาอำนาจ เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ระหว่าง 2 มหาสมุทร และยิ่งไปกว่านั้น แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศเล็ก แต่ในอดีตที่ผ่านมา ไทยเองก็แสดงบทบาทเป็นมหาอำนาจขนาดกลาง (Medium Power) ภายในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด

     นอกจากนี้ไทยยังเคยแสดงบทบาทที่สำคัญ เช่น ก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีบทบาทในการแก้ไขปัญหากัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ของไทยเองก็เสนอให้อาเซียนขยายกรอบความร่วมมือเป็นเขตการค้าเสรี

     “เพราะฉะนั้นไทยมีบทบาทและเป็นมิตรกับทุกประเทศ ไทยไม่มีปัญหาพิพาทกับมหาอำนาจชาติหนึ่งชาติใดเลย ไทยจึงสามารถพูดคุยหารือได้กับทุกประเทศ เป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ซึ่งมีปัญหากันอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ กับรัสเซีย หรือแม้แต่สหรัฐฯ กับจีนเองก็ตาม”

 

 

จุดยืนของไทยในความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ

     ศ.ดร. จุลชีพ เห็นว่า ไทยควรจะดำเนินนโยบายเกี่ยวพันกับทุกมหาอำนาจอย่างสมดุล (Balanced Strategic Engagement) ในทุกๆ ด้าน เพราะการจะเอนเอียงเข้าข้างมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนับเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์

     “เราก็เป็นมิตรกับทุกฝ่าย สหรัฐฯ ก็เป็นพันธมิตรทางทหารของไทยมาอย่างช้านาน ส่วนจีนก็เป็นชาติที่ทำการค้าขายกับไทยตั้งแต่อดีต ในปัจจุบันจีนก็เป็นผู้ค้าอันดับ 1 ของไทย ถ้าไม่นับรวมอาเซียนและมีการลงทุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างขั้นพื้นฐาน นักท่องเที่ยวจากจีนก็เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวนมาก”

     เมื่อถามว่าไทยถ้าจำเป็นต้องเลือก ไทยควรยืนอยู่ข้างมหาอำนาจฝ่ายใด ศ.ดร. จุลชีพให้คำตอบว่า

     “ถ้าไทยต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไทยคงเข้าข้างฝ่ายอาเซียนหรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้อาเซียนมีท่าทีต่อประเด็นต่างๆ ชัดเจนมากขึ้น เช่น กรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งในขณะนี้อาเซียนกับจีนก็เจรจากันได้ในระดับหนึ่งแล้วว่า จะพยายามให้มีกติกา Code of Conduct ให้ทุกๆ ฝ่ายปฏิบัติให้สอดคล้องกัน และไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง อีกทั้งช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี

     “มหาอำนาจทุกฝ่ายต่างอยากจะให้ไทยและอาเซียนอยู่กับฝ่ายของตน และดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของฝ่ายเขา ถ้าเราเป็นประเทศเล็กๆเพียงประเทศเดียว เราอาจจะประสบความยากลำบากในการขัดขืนมหาอำนาจ หากเรารวมกันเป็น 10 ประเทศแล้ว เราก็จะต้องมีท่าทีเป็นตัวเชื่อมระหว่างประเทศมหาอำนาจต่างๆ ซึ่งเราก็จะต้องพยายามแสดงบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการติดต่อ (Centrality) กับมหาอำนาจและมีความเป็นเอกภาพให้มากกว่านี้”

     ศ.ดร. จุลชีพ กล่าวทิ้งท้ายกับ THE STANDARD ว่า “ณ ตอนนี้อาเซียนยังขาดผู้นำที่โดดเด่นอยู่ ต่างจากสมัยก่อน ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทในการเป็นสะพานเชื่อมนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งไทยเองก็มีผลประโยชน์กับประเทศต่างๆ อีกทั้งยังไม่มีปัญหาพิพาทเป็นการส่วนตัว”

     ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของชาติมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือรัสเซียที่ต่างก็เดินทางมาเยือนไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ไทยเองยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญของพวกเขาอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

Photo: AFP

The post รมว. ต่างประเทศ สหรัฐฯ-รัสเซีย เยือนไทยไล่เลี่ยกันสะท้อนอะไร จุดยืนไทยบนเกมการเมืองโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/usa-russia-visit-thai/feed/ 0
‘ป้องปราม-การทูตเชิงบังคับ’ บทบาทกองทัพจีนยุคใหม่ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีรุ่นที่ 5 https://thestandard.co/news-world-deterrence-and-coercive-diplomacy-china-army/ https://thestandard.co/news-world-deterrence-and-coercive-diplomacy-china-army/#respond Mon, 19 Jun 2017 10:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=8020

     ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนกำลังมีบทบ […]

The post ‘ป้องปราม-การทูตเชิงบังคับ’ บทบาทกองทัพจีนยุคใหม่ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีรุ่นที่ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนกำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร และกำลังทวีความสำคัญในบริบทระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

     THE STANDARD พาคุณมาทำความเข้าใจทิศทางการเมืองโลก ผ่านงานเขียนชิ้นใหม่เกี่ยวกับแสนยานุภาพทางทหารและบทบาทของกองทัพจีนในกิจการระหว่างประเทศ ของ ศาสตราจารย์ ดร. จุลชีพ ชินวรรโณ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     ศ.ดร. จุลชีพ เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงโครงสร้างด้านความมั่นคงของจีนที่ถูกใช้นับตั้งแต่จีนมีการสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในปี 1949 จนกระทั่งปี 2015 ที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทัพครั้งใหญ่ภายใต้การนำของสีจิ้นผิง

     ก่อนการปฏิรูป หน่วยงานด้านความมั่นคงของจีนจะประกอบไปด้วย กระทรวงความมั่นคงสาธารณะและกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ กองกำลังตำรวจติดอาวุธ กองกำลังชาวบ้านและกองกำลังปลดแอกประชาชน (People’s Liberation Army) หรือ PLA ที่กำกับดูแลกองกำลังเหล่าต่างๆ ของประเทศ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงเหล่านี้ จะอยู่ภายใต้การตัดสินใจของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ คณะกรรมาธิการกลาโหมส่วนกลางจากพรรคคอมมิวนิสต์ คณะกรรมาธิการกลาโหมส่วนกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง

     เดือนธันวาคม ปี 2015 จีนได้ปฏิรูปโครงสร้างกองทัพใหม่ทั้งหมด ศูนย์กลางในการบริหารงานอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการกลาโหมส่วนกลาง แต่เพียงหน่วยงานเดียว โดยมีประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุด การปฏิรูปในครั้งนี้จะทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจควบคุมกองทัพจีนได้มากขึ้นตามไปด้วย

ตัวเลขงบประมาณทางด้านกองทัพของจีน เพิ่มขึ้นราว 30 เท่า จาก 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เป็น 1.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 คิดเป็นสัดส่วน 1.3 ต่อจีดีพี

Photo: AHN YOUNG-JOON/AFP

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนหันมาพัฒนากองทัพอย่างจริงจัง

     การรบกับเวียดนามเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เติ้งเสี่ยวผิงและพรรคคอมมิวนิสต์ทราบดีว่ากองทัพจีนขณะนั้นอ่อนแอ แต่ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจจีนที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ทำให้ผู้นำจีนตัดสินใจเลือกที่จะพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก และให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพและการป้องกันประเทศเป็นอันดับสุดท้าย ตามนโยบายสี่ทันสมัย

     คำถามสำคัญคือ อะไรที่ทำให้มหาอำนาจอย่างจีนหันมาพัฒนากองทัพอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษ 1990 ทั้งที่บริบทสงครามเย็นจบลงไปแล้ว?

 

 

     ศ.ดร. จุลชีพ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญจากภายนอกประเทศที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้นำจีน ในการปรับยุทธศาสตร์พัฒนากองทัพจีนให้ทันสมัย ด้วยการเพิ่มงบประมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้แก่

     การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเมืองในยุโรปตะวันออก ในปี 1989 หลังคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ล่มสลายลง ประกอบกับความพ่ายแพ้ของผู้นำโลกฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตในช่วงยุคสงครามเย็น จนเป็นเหตุให้แตกสลายลง ประเทศสภาพโซเวียตที่จีนใช้ถ่วงดุลกับสหรัฐอเมริกาหายไป สร้างความกังวลใจให้แก่จีนเป็นอย่างมาก และเกรงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อเสถียรภาพของจีนในด้านต่างๆ ทำให้จีนจะต้องเร่งพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ

     การสิ้นสุดลงของสงครามเย็นทำให้การต่อสู้ของมหาอำนาจต่างอุดมการณ์จบลง และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจโลกจากระบบโลกแบบสองขั้ว (Bipolar System) มาเป็นระบบโลกแบบขั้วเดียว (Unipolar System) ภายใต้การนำของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่พุ่งทะยานขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ระบอบการปกครองเเบบคอมมิวนิสต์ของจีนอ่อนแอลงอย่างมากในช่วงเวลานี้ อีกทั้งจีนยังเห็นว่า ระบบโลกควรจะเป็นระบบที่มีการถ่วงดุลกันของมหาอำนาจต่างๆ ภายใต้ระบบโลกหลายขั้ว (Multipolar System) มากกว่า

     ความเข้มเเข็งของสหรัฐอเมริกาในด้านต่างๆ ในฐานะผู้นำโลกและการปฏิวัติในกิจการทหาร (Revolution in Military Affairs) ของประเทศนี้ ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาพัฒนากองทัพให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพในการรบมากยิ่งขึ้น ผลักดันให้จีนจะต้องเร่งพัฒนากองทัพของตนให้เเข็งแกร่งทัดเทียมมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ให้ได้โดยเร็ว

     นอกจากนี้สาเหตุสำคัญที่มาจากภายในประเทศเองก็มีผลต่อการตัดสินของผู้นำจีนไม่น้อย ความล้าหลังและล้าสมัยของขีดความสามารถทางด้านการทหารของจีนและการดำเนินนโยบายพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศภายใต้นโยบายสี่ทันสมัยประสบความสำเร็จ ชาวจีนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รัฐบาลจึงหันมาพัฒนาระบบด้านความมั่นคงของประเทศมากยิ่งขึ้น

     อีกทั้งผลประโยชน์แห่งชาติจีนที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับความต้องการสร้างการยอมรับและเสียงสนับสนุนจากกองทัพตั้งแต่ประธานาธิบดีรุ่นที่ 3 อย่าง เจียงเจ๋อหมิน ทำให้จีนเริ่มทุ่มงบประมาณในการพัฒนาขีดความสามารถกองทัพและเพิ่มบทบาทในเวทีระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

 

Photo: FRED DUFOUR/AFP

 

จีนปฏิรูปกองทัพเต็มรูปแบบ

     กองทัพจีน ภายใต้การนำของสีจิ้นผิง ไม่เพียงแต่พัฒนากองทัพในแง่ของยุทธวิธีการรบ ปฏิรูปสถาบันและบุคลากรให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพในด้านการพัฒนาอาวุธภายในประเทศและจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากต่างประเทศโดยเฉพาะรัสเซีย และให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านสารสนเทศและเทคโนโลยีอวกาศของประเทศอีกด้วย

     เมื่อไม่นานมานี้ จีนเพิ่งส่งเรือบรรทุกเครื่องบินจากการพัฒนาวิทยาการภายในประเทศของตนเอง และมีแพลนจะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใช้พลังนิวเคลียร์ในอนาคต มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 จีนจะมีเรือบรรทุกเครื่องบินถึง 4 ลำ และกำลังพัฒนาเครื่องบินล่องหนที่ตรวจจับได้ยากอีกด้วย จะเห็นได้ว่า จีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถด้านการทหารของตนอย่างก้าวกระโดดภายใต้การนำของสีจิ้นผิง

     ตัวเลขงบประมาณทางด้านกองทัพของจีน เพิ่มขึ้นราว 30 เท่า จาก 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เป็น 1.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 คิดเป็นสัดส่วน 1.3 ต่อจีดีพี

     โดย ศ.ดร. จุลชีพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจมีความแตกต่างกัน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจและระบบบัญชีของจีนแตกต่างจากตะวันตก ทำให้การประเมินตัวเลขงบประมาณทางทหารต่างกัน ตะวันตกอาจประเมินตัวเลขงบประมาณทางทหารของจีนไว้สูง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นภัยคุกคาม (Threat) ของจีน และจีนเองอาจประกาศงบประมาณทางทหาร ไม่ให้สูงเกินไปและต่ำกว่าจริง เพื่อลดความหวาดระแวงและความกังวลของประเทศต่างๆ ทั้งเพื่อนบ้านและมหาอำนาจอื่นๆ

ตะวันตกอาจประเมินตัวเลขงบประมาณทางทหารของจีนไว้สูง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นภัยคุกคาม (Threat) ของจีน และจีนเองอาจประกาศงบประมาณทางทหาร ไม่ให้สูงเกินไปและต่ำกว่าจริง เพื่อลดความหวาดระแวงและความกังวลของประเทศต่างๆ ทั้งเพื่อนบ้านและมหาอำนาจอื่นๆ

Photo: AAMIR QURESHI/AFP

 

บทบาทกองทัพจีนในกิจการระหว่างประเทศ

     จีนในฐานะมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชียที่กำลังเร่งฟื้นฟู พัฒนาประเทศในด้านการทหารอย่างจริงจัง และมีบทบาทในกิจการระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบัน จีนส่งผู้ช่วยทูตทหารที่เป็นผู้ช่วยเอกอัครราชทูตประจำประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกือบร้อยประเทศ และมีการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างชาติพันธมิตร นอกจากนี้ยังมีการซ้อมรบร่วมกัน และร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพในนามองค์การสหประชาชาติและต่อต้านโจรสลัดแถบโซมาเลีย

     ปฏิบัติการทางทหารของจีนในกิจการระหว่างประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาทที่ผูกโยงอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของจีน เเสนยานุภาพที่เพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้ประเทศที่ขัดแย้งกับจีนอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน และบางประเทศในอาเซียน หวาดระเเวงจีนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

     ศ.ดร. จุลชีพ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปกองทัพจีนทำให้ ‘คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง’ เป็นศูนย์กลางอำนาจและองค์กรนำบังคับบัญชาทุกเหล่าทัพ ภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เลขาธิการพรรคซึ่งเป็น ‘ผู้บัญชาการทหารสูงสุด’ ของกองทัพจีน และเป็นแกน (core) ของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน

     พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะใช้กองทัพในกิจการระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการ ‘ป้องปราม’ (deterrence) และ ‘การทูตเชิงบังคับ’ (Coercive diplomacy) ด้วยการสาธิตอำนาจมากกว่าปฏิบัติการด้วยกำลัง และจีนต้องการขยายขีดความสามารถทางทะเล เพื่อเป็นมหาอำนาจทางทะเล (Maritime Power) ทัดเทียมมหาอำนาจอื่นในอนาคต

     การปฏิรูปกองทัพและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของจีน อาจจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเชื่อมต่อโลกของประเทศภายในภูมิภาคนี้ อย่างเช่น ไทย ไม่มากก็น้อย

The post ‘ป้องปราม-การทูตเชิงบังคับ’ บทบาทกองทัพจีนยุคใหม่ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีรุ่นที่ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-deterrence-and-coercive-diplomacy-china-army/feed/ 0