ท่ามกลางทีมเล็กๆ หรือกลางๆ มากมายที่ทำผลงานได้อย่างโดดเ […]
The post ‘ดิสนีย์แลนด์แห่งเกมกีฬา’ โคโม 1907 กับสนามของความฝัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางทีมเล็กๆ หรือกลางๆ มากมายที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมฟุตบอลยุคสมัยใหม่ ซึ่งมีวิธีการมากมายที่จะใช้เพื่อให้ต่อกรกับสโมสรในระดับยักษ์ใหญ่ที่มีเงินถุงเงินถังได้
ทีมที่ได้รับคำชมเชยและโดดเด่นที่สุดในเวลานี้คือ โคโม 1907 ทีมน้องใหม่ในเซเรีย อา อิตาลี ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งพวกเขามีผลงานที่ดี ชนิดไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 12 นัด
แต่ผลงานในสนามไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้สโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลีทีมนี้น่าสนใจ เพราะสิ่งที่เป็นเสน่ห์มากที่สุดของทีมนี้คือการที่พวกเขาพยายามคิดและสร้างทีมฟุตบอลเล็กๆ ทีมนี้ให้แตกต่างจากทุกทีมบนโลก
‘ดิสนีย์แลนด์แห่งเกมกีฬา’ (Sports Disneyland) คือเป้าหมายสูงสุดของพวกเขานั้นคืออะไร? มาลองทำความเข้าใจไปด้วยกัน!

ตามประวัติความเป็นมาแล้ว สโมสรฟุตบอลโคโม 1907 เป็นสโมสรที่มีความเป็นมายาวนานร่วม 100 ปี โดยเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลยุคแรกที่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขันลีกของอิตาลี
เพียงแต่ด้วยความที่เป็นสโมสรฟุตบอลขนาดเล็ก ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่แบบโรม ตูริน มิลาน หรือฟลอเรนซ์ ทำให้พวกเขาไม่เคยก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของวงการฟุตบอลอิตาลีเหมือนใครเขา
มิหนำซ้ำโคโม ยังเคย ‘ตาย’ มาแล้วถึง 2 ครั้งจากการถูกตัดสินให้ล้มละลาย ซึ่งทำให้ต้องกระเด็นออกนอกลีกอาชีพไป โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2004 และอีกครั้งไม่นานมานี้ในปี 2017
แต่การถูกตัดสินให้ล้มละลายนี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของสโมสรและเมืองแห่งนี้ เพราะมันนำมาสู่การได้พบกับพี่น้องตระกูล ‘ฮาร์ตาโน’ โรเบิร์ต บุดี ฮาร์ตาโน และไมเคิล แบมแบง ฮาร์ตาโน ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของโลกในนามแบรนด์ Djarum ที่สนใจเข้ามาซื้อกิจการต่อในปี 2019
โดยการเทคโอเวอร์กิจการในครั้งนั้น Djarum ใช้เงินเพียงแค่ 850,000 ยูโรเท่านั้น พร้อมกับปลดหนี้ (โดยไม่ต้องใช้ไมค์ทองคำ) ให้อีก 150,000 ยูโร
โคโม 1907 (ชื่อจดทะเบียนใหม่หลังการล้มละลายครั้งล่าสุด) จึงได้เข้าสู่ยุคใหม่ กลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร ลืมตาตื่นมาอีกวันก็เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีเจ้าของที่ร่ำรวยที่สุดในอิตาลีไปแล้ว ด้วยทรัพย์สินของพี่น้องฮาร์ตาโนที่มีจำนวมากมายมหาศาลเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินจำนวนนี้ใช้ทำอะไรก็ได้ แต่ Djarum ไม่ได้อยากทำแบบนั้น

ภาพตัวอย่างจากแผนพัฒนาและปรับปรุงสนาม Giuseppe Sinigaglia Stadium รังเหย้าของ Como 1907
พวกเขามีไอเดียบางอย่างสำหรับโคโม 1907 นั่นคือการเปลี่ยนให้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้กลายเป็น ‘จุดหมายปลายทาง’ (Destination) สำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก ในแบบเดียวกับที่ดิสนีย์แลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในฝันสำหรับคนที่รักดิสนีย์และช่วงเวลาต้องมนต์ทุกคน
ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะโคโมเป็นสโมสรฟุตบอลที่เล็ก ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจให้ศึกษาขนาดนั้น ไม่ได้มีฮีโร่วีรบุรุษลูกหนังผู้ยิ่งใหญ่
สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือสนามสวยอย่าง สตาดิโอ ซินิกายา (Stadio Sinigaglia) ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโคโม ซึ่งมีความจุเพียงแค่ ‘หมื่นนิดๆ’ ซึ่งถือว่าเป็นสนามที่มีขนาดเล็กมากๆ
เพียงแต่สำหรับเจ้าของใหม่อย่างพี่น้องฮาร์ตาโน แค่นี้ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
นั่นเพราะทำเลที่ตั้งของสโมสรอยู่ริมทะเลสาบที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดหรูหราที่ใครก็อยากมีโอกาสมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง ในการล่องเรือชมความสวยงามของน้ำสีฟ้าครามในทะเลสาบโคโม ไปจนถึง ‘วิลลา’ (Villa) หรือบ้านพักตากอากาศสุดหรูหราริมทะเลสาบแสนสวย
ในแต่ละปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่โคโมมากมายถึงกว่า 5 ล้านคน โดยที่ปกติแล้วฤดูท่องเที่ยวจะมีประมาณครึ่งปีด้วยกัน
สิ่งที่พวกเขาต้องการทำคือการที่ทำอย่างไรก็ได้ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมทะเลสาบ และสถาปัตยกรรมงดงามในเมืองโคโม ใช้จ่ายวันเวลาเพิ่มอีกสักหน่อยด้วยการมาชมเกมฟุตบอลที่สนามซินิกายาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
โคโม 1907 พร้อมจะมอบ ‘ประสบการณ์’ ในการชมเกมฟุตบอลในแบบอิตาเลียนแท้ๆ วัฒนธรรมการเชียร์แบบคนท้องถิ่นที่เร่าร้อนแต่ก็งดงามในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีก
“การเปรียบดิสนีย์เป็นคู่ขนานสำคัญมากสำหรับผม เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งในโลกคู่ขนานเพียงเดียวที่คงอยู่จริงๆ” หนึ่งในผู้บริหารของสโมสรกล่าว “ไม่มีองค์กรกีฬาไหนในโลกที่ต้องการการท่องเที่ยวและธุรกิจทัวร์ แต่สำหรับเราแล้วเมื่อเราไม่มีผลิตภัณฑ์ใดจะขาย เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมา”
View this post on Instagram
นอกจากนี้สโมสรยังเลือกใช้วิธีการอื่นๆ อีกมากมายเพื่อผนวกรวมทีมฟุตบอลทีมนี้เข้ากับสิ่งต่างๆ เช่น เรื่องของแฟชั่น ที่มีการร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ในการผลิตเสื้อผ้าสินค้าของสโมสรที่เก๋เกินหน้าเกินตาสโมสรอื่น ซึ่งมีเฉพาะที่โคโมเท่านั้น
ไปจนถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาดตลอดเพื่อมอบประสบการณ์ในการชม เชียร์ และทำความรู้จักกับโคโมมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งเหล่านี้ถูกทำควบคู่ไปกับการวางรากฐานทีมฟุตบอลที่ยั่งยืนและมีเสน่ห์ ผ่านการลงทุนผ่านระบบแมวมอง การหาพันธมิตร ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน (Data driven)
จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 (เทคโอเวอร์) โคโม 1907 อาจจะใช้เวลาอยู่บ้างในการลงหลักปักฐาน แต่ภายหลังจากปี 2022 ที่พวกเขาได้ฟรานเซสก์ ฟาเบรกาส โซแลร์ หรือ ‘เซสก์’ มิดฟิลด์ระดับตำนานของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เข้ามาคุมทีม ทุกอย่างของทีมก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เซสก์ทำให้โคโม กลายเป็นทีมเล็กที่เล่นสู้กับทีมอื่นได้อย่างสนุก ผ่านการออกแบบระบบการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของตัวเขาเอง ที่ได้เรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังกับสุดยอดโค้ชของโลกอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์, เป๊ป กวาร์ดิโอลา และโชเซ มูรินโญ
โดยที่ทีมแมวมองและฝ่ายบริหารก็ดึงตัวผู้เล่นฝีเท้าดีที่อาจจะถูกมองข้ามจากอคาเดมีของหลายยสโมสรมาร่วมทีม ซึ่งเซสก์ก็สามารถขัดเกลาแต่ละคนให้ออกมาเปล่งประกายได้อย่างยอดเยี่ยม
ยกตัวอย่างเช่น นิโก ปาซ ที่กำลังมาแรงสุดๆ
นับจากนั้นโคโม ได้เลื่อนชั้นติดต่อกันจากระดับเซเรีย ซี มาสู่เซเรีย บี และเซเรีย อา ซึ่งกลายเป็น Storyline ที่สวยงามและน่าดึงดูดแฟนฟุตบอลจากทั่วโลกให้เริ่มสนใจพวกเขามากขึ้น
และนั่นก็จะวนกลับมาสู่การที่คนนอกจากจะมาเที่ยวทะเลสาบโคโมแล้ว ยังอยากจะมาชมเกมที่สตาดิโอ ซินิกายา เพื่อดูทีมฟุตบอลเล็กๆแต่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้สักครั้งในชีวิต ซึ่งก็รวมถึงผู้เขียนเองที่เขียนมาถึงตรงนี้ก็อยากจะทำบุญเยอะๆเผื่อได้ลาภใหญ่ไปดูโคโมสักหน

การเติบโตของโคโม 1907 ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่โชคชะตาของสโมสรเพียงอย่างเดียว แต่กำลังถูกมองว่าสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเมืองที่เคยมีเพียงแค่ทะเลสาบ ธรรมชาติ และบ้านเรือนที่งดงาม (หนึ่งในนั้นคือฉากในหนัง Star Wars Episode 2 ระหว่าง แพดเม อมิดาลา กับอคาดิน สกายวอล์คเกอร์ด้วย)
เมืองโคโม ค้นพบลมหายใจใหม่ที่เต้นเร็วและแรงกว่าเดิม
การมาที่นี่อาจจะไม่ได้เจอกับปราสาทสีขาว ไม่ได้เจอตัวการ์ตูนให้สวมกอด และเสียงเพลงขับกล่อมเหมือนไปดิสนีย์แลนด์
แต่ถ้าเรามาที่นี่จะได้เจอกับสิ่งพิเศษที่ไม่เหมือนที่ไหนเลยบนโลกใบนี้
อ้างอิง:
The post ‘ดิสนีย์แลนด์แห่งเกมกีฬา’ โคโม 1907 กับสนามของความฝัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์และทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบ […]
The post สวนกระแสเศรษฐกิจโลก! คนไทย 64% ยัน ‘เที่ยวมากขึ้น’ ในปี 2569 ‘ญี่ปุ่น’ ปลายทางยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์และทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยในปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 35.5 ล้านคน ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ทว่าข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นปีกลับพบสัญญาณการหดตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักจากมาเลเซีย, จีน, อินเดีย, รัสเซีย และเกาหลีใต้ ที่ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ขณะที่ตลาดการเดินทางในประเทศแม้จะมีจำนวนผู้เดินทางเพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับมีการปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
SiteMinder แพลตฟอร์มด้านการจัดจำหน่ายห้องพักและจัดการรายได้ของธุรกิจโรงแรม ได้เผยแพร่รายงาน Changing Traveller Report 2026 ซึ่งเป็นการสำรวจด้านที่พักที่รวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวกว่า 12,000 คน ครอบคลุม 14 ตลาดสำคัญทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อฉายภาพพฤติกรรมและความต้องการของนักเดินทางที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีความกังวลด้านเศรษฐกิจ, เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่นักเดินทางทั่วโลกกว่า 49% ระบุว่ามีความต้องการที่จะเดินทางมากขึ้นในปี 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ความต้องการนี้พุ่งสูงถึง 64% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ระบุว่าจะลดการเดินทางลง แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไทย
ในมุมมองของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างเหนียวแน่น โดยติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของตลาดสำคัญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์, อินเดีย, อินโดนีเซีย และจีน นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมที่ติดอันดับต้นๆ ในใจของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์และอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของไทยในเวทีโลก
สำหรับพฤติกรรมการเดินทางของคนไทย ประเทศญี่ปุ่นยังคงครองแชมป์จุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่ง โดยนักท่องเที่ยวไทยเกินครึ่งมีแผนที่จะเดินทางไปเยือน ตามมาด้วยเกาหลีใต้และจีน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากนโยบายฟรีวีซ่าและอิทธิพลทางวัฒนธรรม โดยเมืองยอดฮิตที่คนไทยอยากไปมากที่สุดยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง โตเกียว โอซาก้า และเกียวโต รวมถึงภูเขาฟูจิที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองที่สุดคือพฤติกรรมการจองที่พัก ในปี 2569 จะเป็นปีแรกที่นักท่องเที่ยวเริ่มค้นหาที่พักผ่าน ‘Online Travel Agency’ หรือ OTA มากกว่าการใช้เครื่องมือค้นหาทั่วไป โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนการเริ่มต้นค้นหาผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้สูงถึง 27% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มตัวกลางมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเป็นประตูด่านแรกสำหรับการวางแผนท่องเที่ยว
สิ่งที่ทำให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยโดดเด่นกว่าชาติอื่นในโลก คือการใช้อิทธิพลของสื่อออนไลน์ในการตัดสินใจ โดยคนไทยกว่า 13% เริ่มต้นค้นหาที่พักจากการอ่านบล็อกท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก ชี้ให้เห็นว่าคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์และการรีวิวจากผู้มีประสบการณ์จริงยังมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการตัดสินใจเลือกที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวของคนไทย
แม้จะนิยมค้นหาข้อมูลผ่าน OTA แต่แนวโน้มการ ‘จองตรง’ กับโรงแรมก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวต้องการมองหาข้อเสนอที่ดึงดูดใจมากกว่าและต้องการความยืดหยุ่น โดยพฤติกรรมนี้มาพร้อมกับการวางแผนล่วงหน้าที่รัดกุมขึ้น คนไทยกว่า 38% ระบุว่าจะจองที่พักล่วงหน้าเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด และบางส่วนเลือกที่จะเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้นเพื่อบริหารจัดการงบประมาณ
ในด้านประเภทห้องพัก ห้องพักแบบมาตรฐาน หรือ ‘Standard Room’ ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวทุกประเทศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคนไทยมีแนวโน้มเลือกที่พักแบบ Bed & Breakfast สูงที่สุดในโลกเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการประสบการณ์การพักผ่อนที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ และเน้นความคุ้มค่าของบริการที่ได้รับ
นอกเหนือจากเรื่องที่พัก นักท่องเที่ยวไทยยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้านอาหารเป็นพิเศษ โดยกว่าครึ่งพร้อมที่จะใช้จ่ายเพิ่มกับประสบการณ์ด้านอาหารระดับ ‘Gourmet’ หรือกิจกรรมชิมไวน์ มากกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ รวมถึงการใช้บริการสปาและการชมดนตรีสด นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่เปิดกว้างในการเดินเข้าไปใช้บริการร้านอาหารในโรงแรมโดยไม่ได้เข้าพัก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ประเด็นที่น่าสนใจคือทัศนคติต่อการตั้งราคาแบบยืดหยุ่น หรือ ‘Dynamic Pricing’ โดยนักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่เข้าใจและยอมรับว่าราคาห้องพักควรปรับเปลี่ยนตามช่วงความต้องการ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ทัศนคตินี้สอดคล้องกับความต้องการได้รับความคุ้มค่าสูงสุดจากการจ่ายเงิน และมองว่าการปรับราคาสะท้อนถึงคุณภาพและบริการที่จะได้รับในช่วงเวลานั้นๆ อย่างสมเหตุสมผล
คนไทยยังมีความก้าวหน้าในการยอมรับเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว โดยเป็นชาติที่เปิดรับการให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่โรงแรมมากที่สุดในโลกถึง 86% เพื่อแลกกับ ‘Personalized Experience’ หรือประสบการณ์ที่ถูกออกแบบมาให้ตรงใจเฉพาะบุคคล แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้หวงแหนข้อมูลหากมั่นใจว่าจะได้รับบริการที่ตอบโจทย์และน่าประทับใจกลับคืนมา
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวของคนไทย โดยเกือบทั้งหมดวางแผนจะใช้ AI เป็นตัวช่วย ซึ่งฟีเจอร์ที่คนไทยให้ความสำคัญที่สุดคือการติดตามและแจ้งเตือนราคา เพื่อให้ไม่พลาดดีลที่ดีที่สุด รองลงมาคือการใช้ AI ช่วยสรุปรีวิวโรงแรมจากจำนวนมหาศาล และการแนะนำจุดท่องเที่ยวที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว
หากมองไปที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ พบว่าพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลจะเน้นไปที่โซเชียลมีเดียเป็นหลัก และยังคงชื่นชอบโรงแรมแบรนด์ดังระดับหรู โดยส่วนใหญ่วางแผนจองห้องพักประเภท Superior หรือ Deluxe ขึ้นไป และพร้อมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับประสบการณ์พิเศษ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนอาจยังไม่กลับมาเท่าเดิม แต่ยอดการใช้จ่ายต่อหัวยังคงสูงและเติบโต
สุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้บริหารจาก SiteMinder ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์นี้ว่า “รายงานล่าสุดนี้เป็นสัญญาณที่ดีมากเมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การเห็นความต้องการที่จะเดินทางเพิ่มขึ้นและการที่ประเทศไทยยังคงเป็นที่จดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นแรงผลักดันให้โรงแรมต้องเตรียมพร้อมเพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นของนักท่องเที่ยวยุคใหม่”
การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับปรุงสถานที่ แต่รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถคาดการณ์และตอบสนองความต้องการได้แบบเรียลไทม์ การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอแพ็กเกจที่ตรงใจ และการบริหารจัดการช่องทางการขายออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ซับซ้อนและมีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น
ภาพ : Witthaya Prasongsin / Getty Images
The post สวนกระแสเศรษฐกิจโลก! คนไทย 64% ยัน ‘เที่ยวมากขึ้น’ ในปี 2569 ‘ญี่ปุ่น’ ปลายทางยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
Trip.com Group เผย คนไทยแห่เที่ยว ‘เมืองรองจีน’ เพิ่มขึ […]
The post เทรนด์ท่องเที่ยว 2568 ชี้คนไทยแห่เที่ยวเมืองรองจีน ‘ฉงชิ่ง’ พุ่งแรงสุด เซี่ยงไฮ้-โตเกียว ยังครองปลายทางยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
Trip.com Group เผย คนไทยแห่เที่ยว ‘เมืองรองจีน’ เพิ่มขึ้นพุ่ง 828% โดยฉงชิ่งขึ้นแท่นจุดหมายมาแรงสุด ปี 2568 เซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง-โตเกียว ยังติดลมบน ปลายทางยอดฮิต
Trip.com Group เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวไทย ที่หันมาสนใจท่องเที่ยวไปยังเมืองรองของจีนมากขึ้น พร้อมปรับสไตล์การท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแบบเข้าชมสถานที่ ไปเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แทน
จากข้อมูลของ Trip.Best ในปี 2568 พบว่า ‘ฉงชิ่ง’ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวไทย โดยยอดการเข้าชมบน Trip.Best เพิ่มขึ้นถึง 395% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดจองพุ่งสูงถึง 828%
เมืองบนภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสจัดคล้ายอาหารไทย พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงกลายเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยที่กำลังมองหาประสบการณ์อย่างแท้จริง นอกเหนือจากจุดหมายปลายทางแบบดั้งเดิม
เอ็ดมันด์ ออง ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป Trip.com ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวไทยกำลังให้คำนิยามใหม่สำหรับการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการเที่ยวชมสถานที่แบบเดิม ๆ มาสู่การดื่มด่ำและมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมมากขึ้น”
“ข้อมูลจาก Trip.Best พบว่า ผู้ใช้งานชาวไทยใช้เวลาเฉลี่ย 6 วัน ในการค้นคว้าข้อมูลก่อนตัดสินใจจองการเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการประสบการณ์ที่วางแผนมาอย่างดี เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานจากประเทศอื่น ๆ” เอ็ดมันด์ กล่าว
สอดคล้องกับระบบนิเวศดิจิทัลของไทยที่ผู้บริโภคกว่า 95% ค้นหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผ่านคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ โดยจากข้อมูล Trip.Best พบว่า
ภาพ: Jackyenjoyphotography / Getty images
The post เทรนด์ท่องเที่ยว 2568 ชี้คนไทยแห่เที่ยวเมืองรองจีน ‘ฉงชิ่ง’ พุ่งแรงสุด เซี่ยงไฮ้-โตเกียว ยังครองปลายทางยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในขณะที่ประเทศไทยยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด […]
The post คนไทยเองก็เป็นนักท่องเที่ยวตัวยงที่ชอบออกไปเปิดโลกกว้าง พบญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ครองแชมป์ปลายทางที่อยากไปที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในขณะที่ประเทศไทยยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก คนไทยเองก็เป็นนักท่องเที่ยวตัวยงที่ชื่นชอบการออกไปเปิดโลกกว้างในดินแดนอื่นๆ เช่นกัน
อ้างอิงจากผลสำรวจเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยวระดับโลกฉบับล่าสุด ประจำปี 2023 ของ Visa (Visa Global Travel Intentions Study 2023) ที่แสดงให้เห็นว่า 5 ประเทศที่ยังครองแชมป์จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยในปีนี้คือ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์
โดยเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สหราชอาณาจักร ไต้หวัน สปป.ลาว และฝรั่งเศส ยังติดอยู่ในลิสต์ 10 อันดับแรกของจุดหมายปลายทางยอดนิยมอีกด้วย นอกจากนี้ผลสำรวจได้ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยตั้งใจจะเดินทางท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 ทริปในช่วง 12 เดือนต่อจากนี้
โดยเกือบกึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (46%) ตั้งใจจะกลับไปเยือนสถานที่ที่พวกเขาเคยไปเที่ยวมาแล้วในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่อีกครึ่งที่เหลือ (54%) กำลังวางแผนเดินทางไปเยือนจุดหมายปลายทางที่พวกเขาไม่เคยไปมาก่อน
ปัจจัย 5 อันดับแรกที่เป็นแรงจูงใจให้ออกเดินทางในอีก 12 เดือนข้างหน้าคือ เพื่อการผ่อนคลาย (67%) ช้อปปิ้ง (41%) เปิดประสบการณ์และเรียนรู้สิ่งใหม่ (37%) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลให้แก่ตนเอง (26%) และความต้องการออกไปผจญภัย (25%)
ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า นักเดินทางใช้บัตรแทนเงินสดอย่างแพร่หลายสำหรับการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะการใช้จ่ายรายการหลักในการเดินทาง เช่น การสำรองที่พักล่วงหน้า (78%) และตั๋วเครื่องบิน (62%)
ขณะที่เมื่ออยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยวในต่างแดน นักท่องเที่ยวเลือกใช้จ่ายผ่านบัตรไปกับการช้อปปิ้ง (44%) ออกไปรับประทานอาหาร (41%) และทำกิจกรรมต่างๆ (40%)
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน นักเดินทางชาวไทยส่วนมาก (78%) แสดงให้เห็นว่าพวกเขาใส่ใจในเรื่องความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป ทั้งยังทราบด้วยว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้น
ถึงอย่างนั้นก็ตาม เกือบครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (43%) บอกว่า พวกเขาไม่น่าจะปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางใดๆ และ 95% ของผู้ทำแบบสอบถามยังคงวางแผนเดินทางท่องเที่ยวต่อไป
The post คนไทยเองก็เป็นนักท่องเที่ยวตัวยงที่ชอบออกไปเปิดโลกกว้าง พบญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ครองแชมป์ปลายทางที่อยากไปที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2023 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเต็มตัว พรมแดนระหว่างประ […]
The post LISTING: 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยม อัปเดตมาตรการเข้าประเทศ ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2023 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเต็มตัว พรมแดนระหว่างประเทศทั่วโลกเปิดรับนักเดินทางอย่างเต็มรูปแบบ แม้บางประเทศจะยังกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ลดมาตรฐานการกักกันและการตรวจเชื้อจนแทบจะกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองของการเดินทางช่วงก่อนการแพร่ระบาดแล้ว ยุคที่ทุกคนสามารถข้ามพรมแดนได้อย่างอิสระเสรี โดยประเทศกว่า 90% ทั่วโลก เปิดพรมแดนเกือบหมดแล้ว มาดูสิว่าประเทศยอดฮิตของคนไทยมีมาตรฐานการเข้าประเทศอย่างไรบ้างในปีนี้ อัปเดตล่าสุดปี 2023









ภาพ: Getty Image
The post LISTING: 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยม อัปเดตมาตรการเข้าประเทศ ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (2 มกราคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐม […]
The post กรุงเทพฯ ติด Top 3 ปลายทางยอดนิยมในเอเชียของชาวอเมริกัน รัฐบาลตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (2 มกราคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่ประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจและเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ Hopper เว็บไซต์และแอปพลิเคชันเพื่อวางแผนการท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวอเมริกัน ได้เปิดเผยผลการค้นหาเที่ยวบินปี 2566 ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 2565 โดยชาวอเมริกันมีความต้องการเดินทางมาเยือนกรุงเทพมหานครมากเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย
อนุชากล่าวเพิ่มเติมว่า เว็บไซต์ Hopper คาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันมีแนวโน้มเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างคึกคักในปี 2566 โดยเฉพาะประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งชาวอเมริกันมีการค้นหาเที่ยวบินระหว่างประเทศสูงถึงร้อยละ 27 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีเพียงร้อยละ 19 โดยกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทย ติดอันดับ 3 ปลายทางของการค้นหาเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมดในเอเชีย รองจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม
สำหรับการท่องเที่ยวในปี 2566 หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และดำเนินความร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมและผลักดันให้มีการแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวระหว่างกันมากขึ้น โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ได้ประกาศความร่วมมือระดับทวิภาคี กำหนดให้ในปี 2566-2567 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวระหว่างเกาหลีใต้-ไทย เพื่อฟื้นฟูการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน และหวังว่าการร่วมมือกันตลอด 2 ปีข้างหน้าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในปี 2566 รัฐบาลยังตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กลับมาร้อยละ 80 ของช่วงก่อนโควิด และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับคืนมาร้อยละ 50 สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.38 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน ซึ่งยังไม่รวมนักท่องเที่ยวจีนและคนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ 180 ล้านคนต่อครั้ง
“นายกรัฐมนตรียินดีเป็นอย่างยิ่งที่หลายเมืองของไทยติดอันดับจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความนิยมและสนใจมาท่องเที่ยว พร้อมทั้งขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำงานตามแนวนโยบายที่ทางรัฐบาลได้วางไว้ เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยคึกคัก ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลและอำนวยความสะดวก แต่เป็นไปตามมาตรการสำคัญ รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามามากขึ้น พร้อมขอให้ชาวไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีมิตรไมตรี เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว” อนุชากล่าว
The post กรุงเทพฯ ติด Top 3 ปลายทางยอดนิยมในเอเชียของชาวอเมริกัน รัฐบาลตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.
]]>