จิตวิทยาเด็ก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/จิตวิทยาเด็ก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Apr 2026 09:38:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คุยกับหมอโอ๋-เลี้ยงลูกนอกบ้าน: เมื่อโลกน่ากลัว พ่อแม่ยิ่งกังวล แต่จะทำอย่างไรไม่ให้วิตกเกินเหตุ? https://thestandard.co/dr-oh-parenting-anxiety-tips/ Fri, 13 Mar 2026 08:59:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1187140 หมอโอ๋ เลี้ยงลูกนอกบ้าน THE SECRET SAUCE

พ่อแม่หลายคนคงคุ้นกับภาพแบบนี้ดี ตื่นเช้ามาไถฟีดเฟซบุ๊ก […]

The post คุยกับหมอโอ๋-เลี้ยงลูกนอกบ้าน: เมื่อโลกน่ากลัว พ่อแม่ยิ่งกังวล แต่จะทำอย่างไรไม่ให้วิตกเกินเหตุ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอโอ๋ เลี้ยงลูกนอกบ้าน THE SECRET SAUCE

พ่อแม่หลายคนคงคุ้นกับภาพแบบนี้ดี ตื่นเช้ามาไถฟีดเฟซบุ๊ก ก็เห็นลูกเพื่อนวัยอนุบาลพูดได้สามภาษา เปิดข่าวก็มีแต่เรื่องเศรษฐกิจผันผวน และ AI ที่กำลังจะมาแทนงานมนุษย์ โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้พ่อแม่จำนวนมากรู้สึกว่าเราต้องเตรียมลูกให้พร้อมที่สุด

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ่อแม่ยุคนี้แบกรับความเครียดมหาศาล เรารักลูกและอยากให้เขามีอนาคตที่ดี แต่บางครั้งความรักและความหวังดีนั้น อาจกำลังเปลี่ยนเราให้กลายเป็น ‘Anxious Parents’ หรือพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลโดยไม่รู้ตัว

 

ลองสำรวจตัวเองผ่านมุมมองของ ‘หมอโอ๋-ผศ. พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร’ จากเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน ว่าความกังวลนี้กำลังส่งผลกับลูกอย่างไร และเราจะคลายมันได้อย่างไร

 

🟡 ทำไมจึงไม่ควร ‘ใส่สารเร่งโต’ ให้ลูก

 

เมื่อโลกดูเต็มไปด้วยการแข่งขัน พ่อแม่จำนวนไม่น้อยจึงพยายามอุดทุกช่องโหว่ให้ลูก ตั้งแต่คลาสเรียนเสริม ดนตรี กีฬา ไปจนถึงการฝึกพัฒนาการตามตำราอย่างเคร่งครัด เราเผลอฉีด ‘สารเร่งโต’ ให้ลูก เพราะเชื่อว่าการมีทักษะอัดแน่นคือเกราะป้องกันที่ปลอดภัยที่สุด

 

อีกด้านหนึ่งคือการปกป้องมากเกินไป หรือ Overprotect ลูกยังไม่ทันล้ม เราก็เตรียมสนับเข่าไว้แล้ว เรากลัวเขาจะเจ็บ กลัวเขาจะผิดหวัง แต่การกวาดหนามออกจากทุกเส้นทางที่ลูกเดิน กลับทำให้เขาขาดภูมิคุ้มกันในการรับมือกับความล้มเหลว ทั้งที่ในความเป็นจริง โลกไม่ได้มีแต่ความสุข และความเข้มแข็งที่แท้จริงเกิดจากการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความผิดหวังให้เป็น

 

🟡 ทำไมการมีลูกจึงเป็นเรื่องหนักหนาสำหรับพ่อแม่

 

ความไม่มั่นคงในใจของพ่อแม่มักเกิดขึ้น เมื่อเราเอาชีวิตทั้งชีวิตไปผูกติดไว้กับลูก เราเริ่มประเมินคุณค่าและความสำเร็จของตัวเองผ่านการเติบโตของเขา พอเป็นแบบนั้น เมื่อลูกทำตัวไม่น่ารัก หรือเห็นลูกคนอื่นในโซเชียลมีเดียสอบเข้าที่ดังได้ เราก็เผลอตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเป็นพ่อแม่ที่ดีไม่พอหรือเปล่า

 

ทางออกของเรื่องนี้คือ พ่อแม่ต้องกลับมามีชีวิตของตัวเอง ชีวิตของเราควรเป็นวงกลมที่ทับซ้อนกับลูกเพียงบางส่วน ไม่ใช่กลืนกินกันทั้งหมด การทำงานที่มีความหมาย ออกกำลังกาย หรือมีสังคมของตัวเอง จะช่วยเติมเต็มความมั่นคงจากภายใน เมื่อเรามีพลังชีวิตที่ดี เราก็จะรับมือกับลูกได้ด้วยความใจเย็นมากขึ้น

 

🟡 คลายปมความกังวลด้วยเครื่องมือ ‘5Rs’

 

เมื่อตระหนักได้แล้วว่าความกังวลส่งผลอย่างไร การมีเครื่องมือทางใจอย่างหลัก ‘5Rs’ ไว้คอยเตือนสติในสถานการณ์จริงก็ช่วยได้มากทีเดียว ซึ่งสามารถประยุกต์จากแนวคิดของหมอโอ๋เพื่อให้จำได้ง่ายขึ้น ดังนี้

 

🔸1. Regulate: หรือการกลับมาจัดการอารมณ์ตัวเองก่อน เพราะเมื่อลูกทำตัวไม่น่ารัก พ่อแม่ที่ขี้กังวลมักจะรีบเข้าไปจัดการด้วยอารมณ์ทันที เราจึงต้องหยุดพักเพื่อทำงานกับโลกภายในของตัวเองเป็นอันดับแรก

 

🔸2. Recognize: พ่อแม่ควรตระหนักว่าพฤติกรรมไม่ดีของลูกเกิดจากการที่เขายังไม่มีทักษะในการจัดการอารมณ์โกรธ

 

🔸3. Reason: การใช้เหตุผลเพื่อแยกพฤติกรรมออกจากตัวตนของลูก เพราะแท้จริงแล้วเด็กทุกคนเกิดมาอยากเป็นคนดีและอยากเป็นที่รักกันทั้งนั้น

 

🔸4. Respond: เมื่อเราเข้าใจและใจเย็นลงแล้ว จึงก้าวสู่การตอบสนองอย่างเหมาะสม ด้วยการเข้าไปเข้าใจความรู้สึกและสอนทักษะให้เขารู้ว่า เมื่อโกรธแล้วเขาสามารถทำอะไรได้บ้างโดยไม่ทำร้ายคนอื่น

 

🔸5. Repair: ในวันที่เราเผลอเหนื่อยหรือเครียดจนตะคอกใส่เขา สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การห้ามทำผิดพลาด แต่อยู่ที่การ ‘เยียวยา’ การกล้าเข้าไปกล่าวคำขอโทษลูกอย่างจริงใจ จะเป็นบทเรียนล้ำค่าที่สอนให้เขารู้ว่า การทำพลาดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และเราเรียนรู้ที่จะแก้ไขมันได้เสมอ

 

ท้ายที่สุดแล้ว หน้าที่หลักของการเป็นพ่อแม่ อาจไม่ใช่การเข้าไปปั้นแต่งชีวิตลูก แต่คือการกลับมาทำงานกับโลกภายในของตัวเราเอง เพราะเด็กๆ อาจไม่ได้เติบโตขึ้นไปเป็นในสิ่งที่เราพร่ำสอน แต่เขาจะเติบโตขึ้นไป เป็นในสิ่งที่เรา ‘เป็น’

 

The post คุยกับหมอโอ๋-เลี้ยงลูกนอกบ้าน: เมื่อโลกน่ากลัว พ่อแม่ยิ่งกังวล แต่จะทำอย่างไรไม่ให้วิตกเกินเหตุ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE TIP: วิธีจัดการอารมณ์ตัวเองเมื่อเจอคำถามชวนเครียดของญาติๆ https://thestandard.co/life/life-tip-13042023/ Thu, 13 Apr 2023 02:23:28 +0000 https://thestandard.co/?p=776473

นรพันธ์ ทองเชื่อม นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น, นักจิตบำบั […]

The post LIFE TIP: วิธีจัดการอารมณ์ตัวเองเมื่อเจอคำถามชวนเครียดของญาติๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นรพันธ์ ทองเชื่อม นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น, นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรมจากมีรักคลินิก เขียนบทความ วิธีรับมือกับความเครียดเมื่อเจอญาติ โดยบอกสาเหตุเอาไว้ว่าอาจมาจากปัจจัย ความเชื่อของคนต่างเจเนอเรชัน, เกิดจากความคาดหวัง กังวล และความรู้สึกเป็นห่วงของเหล่าพ่อแม่และญาติ, เกิดจากความกังวลปนตื่นเต้น ที่ทำให้เกิดการทักทาย ความคุ้นชินกับการพูดคุยเรื่องซ้ำเดิมที่ลูกอาจไม่ชอบใจ เช่น รูปร่าง หน้าตา สถานะทางการเงิน เป็นต้น

 

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความรู้สึกกดดันจากชุมชนและสังคมด้วย ซึ่งนรพันธ์มอบแนวทางในการรับมือกับความเครียดเมื่อเจอญาติเอาไว้ดังนี้  

 

  • ยอมรับกับความจริงที่ว่าเราโตขึ้น 1 ปี พ่อแม่แก่ขึ้น 1 ปี ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่พลาดพลั้ง สื่อสารกับเราเหมือนเรายังเป็นเด็กได้ 

 

  • ให้เวลากับพ่อแม่และตัวเองสำหรับจัดการอารมณ์ เพราะในหลายครั้งเมื่อพ่อแม่และเราสงบ ดูเหมือนคำถามต่างๆ ที่รบกวนอาจหายไป และแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน 

 

  • มองให้เห็นเนื้อแท้ของเจตนา เพราะถึงแม้ว่าเรามีความเชื่อต่อการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่ในส่วนลึกของหลายๆ บ้านก็พบได้ว่าเรามีใจเดียวกันที่อยากให้วันหยุดยาวของเราเป็นวันที่ดี 

 

  • เตือนตนเองอยู่เสมอว่าเราไม่ได้กลับบ้านมาเพื่อให้พ่อแม่ยินดีกับความสำเร็จ แต่กลับมาเพื่อรับเอาความรู้สึกดีๆ ร่วมกันกลับไปสู้กับความคาดหวังในตนเองที่หนักหน่วง ซึ่งพบว่าการที่ลูกกับพ่อแม่มีการสื่อสารกันสม่ำเสมอในระหว่างปี มีผลทำให้ลดความขัดแย้งในการสื่อสารได้เป็นอย่างมาก

 

ภาพ: Shutterstock

The post LIFE TIP: วิธีจัดการอารมณ์ตัวเองเมื่อเจอคำถามชวนเครียดของญาติๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกเผย ‘ความมานะอุตสาหะ’ คือซอฟต์สกิลสำคัญที่สุดที่จะเป็นเครื่องทำนายความสำเร็จในอนาคตยิ่งกว่า IQ เสียอีก https://thestandard.co/perseverance-best-soft-skill/ Mon, 24 Oct 2022 06:52:11 +0000 https://thestandard.co/?p=699346

จากการวิจัยของ มิเชล ลอร์บา ในฐานะนักจิตวิทยาเด็ก พบว่า […]

The post ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกเผย ‘ความมานะอุตสาหะ’ คือซอฟต์สกิลสำคัญที่สุดที่จะเป็นเครื่องทำนายความสำเร็จในอนาคตยิ่งกว่า IQ เสียอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการวิจัยของ มิเชล ลอร์บา ในฐานะนักจิตวิทยาเด็ก พบว่า ‘ความมานะอุตสาหะ’ เป็นทักษะด้านอารมณ์อันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กที่มีแรงจูงใจสูงแตกต่างจากคนที่ยอมแพ้ง่ายๆ อันที่จริงการศึกษาได้สนับสนุนว่าทักษะนี้ถือเป็นเครื่องทำนายความสำเร็จที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าการมี IQ สูงเสียอีก

 

เด็กที่มีความมานะอุตสาหะจะไม่ยอมแพ้เมื่อเผชิญกับความพ่ายแพ้ พวกเขาเชื่อว่าความพยายามของพวกเขาจะได้ผล ดังนั้นพวกเขาจึงมีแรงจูงใจที่จะทำงานหนักและทำสิ่งที่เริ่มต้นให้สำเร็จ แม้ว่าจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นก็ตาม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ด้วยเหตุนี้บอร์บาจึงแนะนำวิธีที่จะกระตุ้นให้เด็กๆ เกิดความมานะอุตสาหะ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับปัจจัยที่จะทำให้ความมานะอุตสาหะหายไป ทั้งความเหนื่อยล้าโดยให้เข้านอนเป็นเวลา, ความวิตกกังวลซึ่งไม่ควรกดกันลูกมากเกินไป, ปลูกฝังกรอบความคิดในการพยายามเพื่อให้เกิดความสำเร็จ และการเรียนรู้ความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความสามารถ

 

พ่อแม่สอนว่าความผิดพลาดคือโอกาสในการเติบโต แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ก็ตาม ยอมรับข้อผิดพลาดและบอกพวกเขาว่า “ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญคือคุณได้พยายามแล้ว” ขณะเดียวกันความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าสามารถทำลายความมานะอุตสาหะ ดังนั้นเมื่อทำเรื่องอะไรสำเร็จก็ตาม แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย ก็ควรให้คำชม

 

อีกเรื่องที่จำเป็นคือฝึกเด็กๆ ให้จดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่วอกแวก โดยสามารถฝึกได้จากการจับเวลาไว้บนโต๊ะ แล้วตั้งเวลาให้เหมาะสม โดยปรับให้เข้ากับช่วงความสนใจของเด็ก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้พวกเขาโฟกัสเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น

 

นักจิตวิทยาแห่งสแตนฟอร์ดระบุว่า เมื่อเด็กๆ ได้รับการยกย่องในความเฉลียวฉลาด พวกเขามักจะไม่อดทน แต่เมื่อได้รับคำชมสำหรับความพยายามของพวกเขา พวกเขาจะมีแรงจูงใจมากขึ้นและทำงานหนักขึ้น 

 

นอกจากนี้พ่อแม่ควรสอนให้เด็กๆ เลือกคำพูดเชิงบวกสำหรับพูดกับตัวเองในช่วงที่ต้องเจอความยากลำบาก และท้ายนี้พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกๆ แก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองโดยที่เราไม่ควรเข้าไปแก้ไขให้

 

อ้างอิง:

The post ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกเผย ‘ความมานะอุตสาหะ’ คือซอฟต์สกิลสำคัญที่สุดที่จะเป็นเครื่องทำนายความสำเร็จในอนาคตยิ่งกว่า IQ เสียอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเหลื่อมล้ำ กับดักความจน ทำอย่างไรจะปลดล็อกสมองเด็กไทย https://thestandard.co/inequality-poverty-related-kids-brain/ https://thestandard.co/inequality-poverty-related-kids-brain/#respond Mon, 25 Dec 2017 04:50:54 +0000 https://thestandard.co/?p=57806

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า บ้างก็ว่าคืออนาคตขอ […]

The post ความเหลื่อมล้ำ กับดักความจน ทำอย่างไรจะปลดล็อกสมองเด็กไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า บ้างก็ว่าคืออนาคตของสังคมที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ต่างคาดหวังกันไปต่างๆ นานา


ก่อนจะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ วัยเด็กก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนั่นคือช่วงสร้าง ช่วงเก็บเกี่ยว ตลอดจนโอกาสที่เขาจะได้พัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่


ศตวรรษที่ 21 ของโลกและของสังคมไทย ขีดจำกัดบางอย่างยังคงเป็นขวากหนามและอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการเหล่านั้น โดยเฉพาะ ‘ทักษะด้านความคิด’ ที่มีสมองเป็นอวัยวะสำคัญ และเมื่อถูกสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เข้ามาขวางการพัฒนารอยหยัก


คำถามคือเราจะ ‘ปลดล็อก’ สิ่งนี้เพื่อเด็กและเยาวชนอย่างไร?

 

 

เหลื่อมล้ำ เข้าไม่ถึงทรัพยากร ทำเด็กด้อยพัฒนา

“ผมเรียนหนังสือในสมัยก่อน ผมไม่ต้องมีเป้าหมาย พ่อแม่บอกให้ผมเป็นหมอ สังคมก็สั่งให้ผมเป็นหมอ เพราะเห็นว่าผมเรียนเก่ง แต่ตอนนั้นมันคือศตวรรษที่ 20 ไม่มีอะไรต้องคิด แต่ตอนนี้ไม่ใช่

 

“บ้านไหนที่ยังกำหนดเป้าหมายให้ลูก บ้านนั้นจะเสี่ยงมาก ลูกจะเจอตัวแปรสูงมาก ตรงกันข้าม ถ้าบ้านที่เลี้ยงลูกให้มีความสามารถในการกำหนดเป้าหมายเอง และกำหนดถูกอีกต่างหากว่าชอบอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ ชอบจริง รักจริง ถูกจริง แล้วก็ไปได้จริง เราเรียกความรู้แบบนี้ว่า EF แต่นี่เป็นความรู้สมัยใหม่ที่เราอยากให้พ่อแม่และการศึกษาสร้าง”

 

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักวิชาการด้านเด็กและเยาวชน กล่าวถึงบรรยากาศการเรียนรู้ของตนเอง พร้อมๆ กับสะท้อนภาพความเป็นไปในยุคสมัยปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรใหม่ของสังคมในศตวรรษที่ 21

 

EF หรือ Executive Function คือความสามารถของสมองที่จะควบคุมความคิด อารมณ์ การกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย การเลี้ยงลูกให้มี EF คือเด็กที่มีปัญญา ใช้เครื่องมือเป็น เพราะเครื่องมือนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่ที่โรงเรียน  

 

คุณหมอขยายความไปถึงโครงสร้างของสังคมไทยว่าปัญหาสำคัญที่มีผลต่อเป้าหมายและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ หรือสมองของเด็ก ก็คือการเข้าไม่ถึงทรัพยากร เพราะโครงสร้างสังคมไทยที่มี ‘ความเหลื่อมล้ำ’ มันล็อกไว้ที่ตรงนั้น หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ แต่สภาพโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงทรัพยากรอาจต้องใช้ประโยคใหม่แบบที่คุณหมอสื่อสารว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่นั่น’

 

เพราะเมื่อเข้าไม่ถึงทรัพยากร โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องเงิน รวมทั้งระบบการศึกษาที่เหลื่อมล้ำ ลองดูแค่การสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้เอื้อให้เขาเข้าถึง เช่น การที่ต้องไปเรียนพิเศษ การยอมจำนนต่อปัจจัยในชีวิตที่คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถจะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้

 

 

“ภาพความเหลื่อมล้ำที่เป็นรูปธรรม สมัยผมเป็นเด็ก ผมมาจากเชียงราย จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งไปติวที่เชียงราย อีกกลุ่มนั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ อีกกลุ่มมาบ้านญาติที่กรุงเทพฯ มีคอนเน็กชัน มารถพ่อแม่ หรือมาเครื่องบิน อีกกลุ่มก็คือพ่อแม่มีกำลังจ่ายค่าคอนโดฯ หรือหอพักแถวพญาไท เงินมากก็เรียนมาก เงินน้อยก็เรียนน้อย”

 

คำถามก็คือเด็ก high class ประสบความสำเร็จจริงหรือ? ในศตวรรษที่ 20 เราทำงานตามสายพาน ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ศตวรรษที่ 21 งานไม่เป็นไปตามสายพาน มีตัวแปรมากกว่าปริญญาใดๆ ที่จะบอกให้ทำ บัณฑิตไทยบางส่วนจบมา แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรือจะเริ่มต้นอย่างไรก็มี

 

“การศึกษาประเภทท่องทั้งหมดแล้วสอบได้ไม่มีแล้ว ตัวกวนสำคัญก็คือไวไฟและไอที พวกนี้รบกวนพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิด” คุณหมอย้ำและขยายความเพิ่มอีกว่า

 

ตัวเลือกที่มากมายของชีวิตมันเข้าไปกระทบเด็ก มันทดลองความสามารถเขาได้ แล้วพ่อแม่ก็เอาไม่อยู่ ต่อให้จบสูง ถ้าทักษะชีวิตไม่ดี ชีวิตก็ไปได้ไม่ดี เพราะหลายอย่างมันเข้ามากระทบ

 

เราเลี้ยงลูกให้รับมือในศตวรรษที่ 21 เรามีเครื่องมือคือ Executive Function เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรับมือ อยากให้แต่ละบ้านเลี้ยงลูกโดยให้เด็กสามารถกำหนดเป้าหมายด้วยตนเอง ซึ่งพบว่าพัฒนาการของเด็กไปได้ดี

 

“เราอยากให้พ่อแม่และระบบการศึกษารับทราบ หากทลายสิ่งเหล่านี้ได้ก็ทลายความเหลื่อมล้ำได้ หลักสูตรไม่ได้อยู่ที่กระทรวงอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีเข้ามาจำนวนมาก ถึงเวลาที่ต้องปลดล็อกแล้ว

 

“สังคมที่ปัดเด็กบางส่วนทิ้ง ไม่ให้เขาได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย นั่นคือความเหลื่อมล้ำที่ต้องแก้ไขอย่างยิ่ง”

 

 

คุณหมอบอกว่า เด็กที่มี EF คือเด็กที่มีปัญญาจะใช้เครื่องมือนี้เป็น โดยประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ความสามารถในการควบคุมตนเอง เพราะทุกวันนี้มันมีสิ่งที่ทำให้เราวอกแวก เราต้องควบคุมตนเองเป็น ไม่วอกแวก ตั้งใจทำแต่งานตรงหน้า ต้องมีความสามารถที่จะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เป็นทักษะที่ต้องฝึก ทำงานก่อน เล่นที่หลัง เพราะเมื่อเทคโนโลยีอย่างมือถือเข้ามา พ่อแม่สอนลูกในเรื่องนี้ยากมาก แหล่งเรียนรู้ไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียนหรืออยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แต่อยู่ในโทรศัพท์มือถือของทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ชายทะเล บนดอย หรือในเมือง สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เด็กมีปัญญาในการใช้เทคโนโลยีให้เป็นและเหมาะสม

 

ต่อมาคือ ความจำสำหรับใช้งาน ต้องทำอย่างไรให้เด็กสามารถนำความรู้ที่จดจำไว้ ไปใช้งานได้เมื่อเจอสถานการณ์จริงในชีวิต ไม่ใช่เอาความรู้ไปใช้แค่ในห้องสอบ ให้เขาสามารถชั่งน้ำหนักผลดี-ผลเสียเมื่อพบสถานการณ์ที่ต้องแก้ปัญหาในชีวิตจริง

 

สุดท้ายคือ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สิ่งนี้คือความสามารถของสมองแต่ละคน ไม่ได้เกิดจากลักษณะนิสัย การพัฒนาทักษะ EF นั้นทำได้ดีที่สุดในช่วงอายุไม่เกิน 6 ขวบ ซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดของเด็ก โดยการปล่อยให้เด็กได้เล่นสนุกตามประสา การปล่อยให้เด็กเล่นอะไรที่ใช้นิ้วทั้งสิบจะดีต่อการพัฒนาสมอง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีนิ้วแล้วสามารถเอานิ้วโป้งแตะได้ทั้งสี่นิ้วที่เหลือได้ เด็กอนุบาลควรเล่นมากที่สุด ไม่ใช่เรียนในตำราอย่างเดียว

 

คุณหมอแนะนำข้อปฏิบัติสำหรับวัยรุ่นยุคใหม่ว่า “ให้กลับไปทำตารางเวลาว่าตนเองต้องทำอะไรบ้าง รายวัน รายสัปดาห์ เพราะปัจจุบันวัยรุ่นยุคใหม่ไม่สามารถวางแผนไปข้างหน้าได้เกิน 7 วัน

 

“ส่วนการสร้างรากฐานตั้งแต่เด็ก การส่งต่อให้คนรุ่นหลังก็สำคัญ สิ่งที่ผมพูดเสมอคือ นี่เป็นโอกาสของพ่อแม่ที่ยากจนในการสร้างลูก แต่พ่อแม่จะทำได้ยากถ้ารัฐไม่ปลดล็อก ยกตัวอย่างเช่น การอ่านนิทานให้เด็กฟัง รัฐต้องส่งเสริมให้นิทานมีราคาถูก และกระจายไปตามต่างจังหวัด สวัสดิการของพ่อแม่ในการดูแลลูกก็ต้องปรับ

 

“การทำงานบ้าน ทุกบ้านควรปรับเพื่อให้นิ้วของเด็กทำงาน การอ่านออกเขียนได้ รัฐควรปลดล็อก ท่อง จำ สอบ ชนะ การปัดเพื่อนทิ้งลงข้างทางควรยกเลิก เด็กควรเรียนรู้จากการทำงาน เราปล่อยแบบนี้มานานกว่า 40 ปีแล้ว นี่เป็นโอกาส โรงเรียนจะถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ สิ่งยั่วยวนจะมาก เล่น ทำงาน อ่านนิทานเยอะๆ เพื่อพัฒนาการของเด็ก”

 

กับดักความจน ผลต่อพัฒนาการเด็ก เก่งไม่เท่ามีความสุข

ดร.นุชนาฎ รักษี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งคลุกคลีอยู่กับประเด็นด้านนี้มานาน ขยายภาพสิ่งเหล่านั้นเพิ่มเติมว่า

 

โรงเรียนเป็นสถานที่หนึ่งที่แบ่งความรู้สึกในการเรียน ภาพที่เราเห็นในต่างจังหวัด คู่แฝดของความเหลื่อมล้ำก็คือเงินและการศึกษา ครอบครัวที่มีฐานะต่ำ เวลาในการพูดคุยกันระหว่างลูกกับพ่อแม่ก็น้อยลงไปด้วย ความเหลื่อมล้ำส่งผลกระทบไปในหลายๆ เรื่อง

 

สำหรับคนเรานั้น สมองพัฒนามาตั้งแต่ในครรภ์ ช่วงที่เป็นหน้าต่างของโอกาสสำหรับเด็กเพื่อพัฒนาส่วน EF ก็คือวัย 2-6 ปี อยากเรียนรู้ ค้นหา สำรวจ ธรรมชาติของเด็กวัยนี้ต้องการการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 ในช่วงวัยที่ยังเล็กเป็นช่วงที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่เมื่อถูกจัดให้ไปนั่งทำงานก็เกิดความเครียด เด็กที่ถูกส่งไปเรียนหนังสือจะเก่งไหม เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เด็กช่วงวัยเล็กๆ ตั้งแต่ปฐมวัย การพัฒนาเด็กมันต้องมีการส่งต่อและพัฒนาเป็นช่วงๆ และความเครียดมีผลต่อทักษะสมองมาก เซลล์ประสาททำงานลดต่ำลง ขาดความสุข เซลล์สมองเหี่ยวลง ฮอร์โมนความเครียดก็สูง

 

“เรียนพิเศษ ถ้าไม่ได้เรียนเพราะอยาก มีความเครียด ก็ส่งผลต่อสมอง”

 

ดร.นุชนาฎ กล่าวอีกว่า แม้เราจะโตแล้วเราก็พัฒนาได้ ต้องสามารถที่จะคิดวิเคราะห์เองได้ คนที่อยู่รอบข้างควรที่จะให้โอกาสเขาเลือกและตัดสินใจว่าจะทำอะไร เมื่อเขาสามารถตัดสินใจได้เอง เราก็ต้องถอยออกมาให้เขาเรียนรู้และลองทำ

 

พ่อแม่มักมีความเข้าใจว่าเด็กที่อ่านออกเขียนได้ถือว่าเก่ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วช่วงเด็กเล็กๆ ในวัยก่อน 7 ขวบเป็นช่วงที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่เมื่อถูกบังคับให้ต้องไปนั่งเขียน นั่งเรียนกวดวิชา ก็เกิดภาวะเครียดขึ้นมา การเรียนอย่างเดียวไม่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้ เพราะเขาไม่มีความสุข ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้

 

“จากที่มีการสำรวจในปี 2559 พบว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับที่ 3 รองจากรัสเซีย และอินเดีย และคู่แฝดของความเหลื่อมล้ำก็คือรายได้กับการศึกษา ในปี 2555 PISA Test พบว่าเด็กไทยเกือบ 50% สอบตกวิชาคณิตศาสตร์ มีเพียงแค่ 8.3% เท่านั้นที่ได้คะแนนที่ดี แล้วพอไปดูในเรื่องของรายได้ เกือบ 50% ของครัวเรือนไทยมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่น้อยมาก มีเพียง 10% เป็นผู้ที่มีรายได้มาก ซึ่งตรงนี้เขาบอกว่ากับดักความยากจนก็เป็นกับดักความเหลื่อมล้ำเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องของโอกาสต่างๆ ที่เด็กจะสามารถเข้าถึง” ดร.นุชนาฎ กล่าว

 

“การให้ไปเรียนพิเศษเยอะๆ ศตวรรษที่ 21 มันไม่ใช่แล้ว เพราะว่าการเรียนอย่างเดียวมันไม่ได้ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จได้ เราจะเห็นข่าวเยอะแยะมากมายว่าเด็กเก่งได้รางวัล แต่เขาไม่มีความสุข ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้”

 

เมื่อลองอ่านมาทั้งหมดแล้วต้องคิดต่อไปว่าเราจะสร้าง ‘เด็ก’ ให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพอย่างไร และคำถามว่าจะ ‘ปลดล็อก’ แบบไหนน่าจะพอเห็นทางอยู่บ้าง หากรัฐหันมาสนใจเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง

The post ความเหลื่อมล้ำ กับดักความจน ทำอย่างไรจะปลดล็อกสมองเด็กไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/inequality-poverty-related-kids-brain/feed/ 0
ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร? (ทำไมไทยถึงทำไม่ได้…) https://thestandard.co/finland-education-lessons-learned/ https://thestandard.co/finland-education-lessons-learned/#respond Wed, 20 Dec 2017 09:17:17 +0000 https://thestandard.co/?p=56702

เรียนฟรี ไม่มีการบ้าน ไม่มีการสอบวัดเกรด…   คำเหล่ […]

The post ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร? (ทำไมไทยถึงทำไม่ได้…) appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรียนฟรี ไม่มีการบ้าน ไม่มีการสอบวัดเกรด…

 

คำเหล่านี้ที่เราได้ยินกันหนาหูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมทั้งหมดของประเทศเล็กๆ ในกลุ่มนอร์ดิกที่ได้ชื่อว่า ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก

 

แต่ด้วยความที่ ‘ฟินแลนด์’ มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน การพัฒนาด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลก็พร้อมทุ่มเทและทุ่มทุนต่อการพัฒนามนุษย์ เพราะรู้ดีว่าคือทรัพยากรสำคัญที่มีคุณค่าและจะนำพามาซึ่งการพัฒนาประเทศในทุกด้าน รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ปริมณฑลใหม่ในวันที่ธุรกิจผลิตไม้หรือเทคโนโลยีสารสนเทศแบบเดิมที่เคยทำเงินให้ประเทศเริ่มซบเซา

 

ดร.พาซี ซาห์ลเบิร์ก (Pasi Sahlberg) หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทต่อการพัฒนาการศึกษาของฟินแลนด์ อดีตอธิบดีกระทรวงศึกษาธิการประเทศฟินแลนด์ ศาสตราจารย์รับเชิญภาคปฏิบัติให้กับบัณฑิตวิทยาลัยด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นักวิชาการติด 1 ใน 3 ของโลก ผู้ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและวิเคราะห์การปฏิรูปการศึกษาจากทั่วมุมโลกจะมาเฉลยว่า ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร

 

และโดยไม่ตั้งใจ บางคำตอบของ ดร.พาซี ก็แง้มให้เห็น ‘จุดบอด’ ว่าทำไมการศึกษาไทยใน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านการปฏิรูปครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงยังไม่ไปไหน…

 

สังคมทั้งหมดมีส่วนในการโฟกัสกับความสุข ความเป็นอยู่ และสุขภาพที่ดีของเด็กๆ ในประเทศร่วมกัน

 

ครูของฟินแลนด์คือทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างมากในระบบการศึกษาของประเทศ ฟินแลนด์มีหลักการพัฒนาบุคลากรครูเป็นอย่างไร

ผมยอมรับว่าครูเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทรัพยากรที่ดีที่สุดที่เรามี แต่อย่าลืมความจริงที่ว่า สังคมทั้งหมดมีส่วนในการโฟกัสกับความสุข ความเป็นอยู่ และสุขภาพที่ดีของเด็กๆ ในประเทศร่วมกัน หน้าที่ครูจะง่ายขึ้นถ้าได้สอนเด็กที่มีความสุข มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อนที่เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากการนำเด็กที่มีพื้นฐานหรือมีภูมิหลังที่แตกต่างกันมารวมอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน เป็นการผสมผสานทางสังคมด้วยภูมิหลัง ความสามารถ และฐานะของเด็ก และสิ่งที่เราวางแผนกันไว้คือ ครูจะต้องมีความสามารถในการรับมือกับห้องเรียนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายนี้ได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปแบบการสอนที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม เมื่อประเทศอื่นๆ อย่างนอร์เวย์หรือสวีเดนตัดสินใจที่จะออกแบบหลักสูตรครูให้เข้มข้นขึ้น ต้องเรียนถึงระดับปริญญาโทเหมือนเรา แต่พวกเขากลับไปเน้นที่รายวิชาอย่างคณิตศาสตร์หรือวรรณกรรมแทน ไม่ได้ให้ความสนใจกับความรู้ในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางภูมิหลังของเด็กเหมือนอย่างที่ฟินแลนด์เป็น

 

ครูของเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความแตกต่าง การให้ความช่วยเหลือพิเศษ จิตวิทยาเด็ก เพื่อช่วยให้ครูได้เข้าใจการผสมผสานในสังคมและความหลากหลายในห้องเรียน นี่เป็นเหตุผลอันดับ 1 ว่าทำไมครูถึงต้องเรียนให้ลึกและรู้ให้จริง

 

เราไม่สามารถสรุปได้เลยว่าคนที่ได้คะแนนดีที่สุด หรือฉลาดมากในห้องเรียนจะสามารถมาเป็นครูที่ดีได้

 

จริงหรือไม่ ที่คนเป็นครูในฟินแลนด์ได้ต้องเป็นนักเรียนคะแนนสูงสุดของคณะ

ไม่เป็นความจริงเลย ในความเป็นจริงคือเราสามารถรับครูได้เพียง 10% จากใบสมัครทั้งหมดที่ส่งมาในโรงเรียนประถม และ 10% ที่รับเข้ามานั้นก็ไม่ได้ว่าคนเหล่านั้นมีคะแนนสูงสุดในคณะ มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีการอ้างอิงว่ามีคะแนนสูงสุด ส่วนที่เหลือคือรับเข้าเพราะความสามารถในด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเชิงวิชาการ เราไม่สามารถสรุปได้เลยว่าคนที่ได้คะแนนดีที่สุด หรือฉลาดมากในห้องเรียนจะสามารถมาเป็นครูที่ดีได้

 

คุณอาจถนัดการสอนฟุตบอล สอนดนตรี สอนเด็กให้ทำงานร่วมกับชุมชน พวกเขาอาจเป็นครูที่ดีในความสนใจอื่น เมื่อมีใครสักคนเป็นแบบนี้และสมัครเข้ามาในระบบการเรียนการสอน ถ้าหากคุณมีประสบการณ์ มีภูมิหลัง มีวัตถุประสงค์ในสิ่งที่คุณทำ นั่นเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการมีเกรดที่ดีหรือคะแนนสูงลิบ

 

เด็กที่จบการศึกษาจากโรงเรียนของเราด้วยเกรดที่สูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถถูกยอมรับให้เป็นครูได้ พวกเขาอาจเป็นทนายหรือหมอ แต่การเป็นครูคือเรื่องที่ต่างออกไป คุณต้องแสดงให้เห็นว่าทำอะไรได้ และจะประยุกต์ความถนัดของตัวเองในเรื่องการสอนได้อย่างไร

 

ในแง่การปฏิรูปการศึกษาที่เป็นระดับนโยบายรัฐ คุณสร้างความร่วมมือหรือเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ถ้าหากคุณลองดูการปฏิรูปการศึกษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนใหญ่ผู้คนจะคิดว่าเป็นรัฐบาลที่ริเริ่ม ตัวอย่างคือการที่รัฐบาลสามารถปฏิรูปในเรื่องต่างๆ ได้เกือบทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คำถามต่อมาคือ การนำไปใช้จริงล่ะ จะมีการปรับใช้อย่างไร?

 

ผมกลับคิดว่าเป็นเรื่องสายเกินไปที่จะมาคิดเรื่องว่าใครคือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะสร้างความร่วมมือกับพวกเขาได้อย่างไร ถ้าหากเป็นครู ครอบครัว ลูกจ้าง และชุมชนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยส่วนมากแล้วก็ทำให้การปฏิรูปการศึกษาทั่วโลกล้มเหลว กรณีที่ประสบความสำเร็จจึงเป็นสิ่งเกิดขึ้นยากมาก นั่นเป็นเพราะการปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นเรื่องของการวางแผนและการออกแบบเพื่อเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จได้โดยไม่มีการพิจารณาอย่างเป็นทางการหรือการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนหน่วยงานที่หลากหลาย

 

สิ่งสำคัญจริงๆ จึงไม่ใช่การหาวิธีการที่ดีในการสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลายและพาร์ตเนอร์ที่จะเข้ามาช่วยวางแผน ออกแบบ เตรียมความพร้อม ไม่ใช่เลย จากประสบการณ์ของผม สิ่งสำคัญคือการหาวิธีการปรับใช้ได้จริงผ่านการมีส่วนร่วมต่างหาก

 

แล้วฟินแลนด์สร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างไร

ฟินแลนด์มีประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากที่บอกไปข้างต้น อย่างน้อยก็ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยออกตัวว่าเรากำลังปฏิรูป หรือเรามีพาร์ตเนอร์ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมคิดหรือวางแผน นี่คือกุญแจสำคัญ

 

เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องพึ่งพาความร่วมมือหรือแผนตัดสินใจร่วมสารพัด คุณจะค้นพบว่าการปรับใช้จริงไปเลยนั้นง่ายกว่ามาก ครูโดยส่วนใหญ่จะอยู่กับสหภาพครู และสหภาพจะเป็นตัวแทนในการพูดคุยกับรัฐบาล ร่วมคิดและเปลี่ยนแปลงการศึกษา บางครั้งก็เกิดขึ้นจากผู้มีส่วนร่วมที่ต่างกันออกไปในการช่วยคิดและวางแผน สิ่งสำคัญจริงๆ จึงไม่ใช่การหาวิธีการที่ดีในการสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลายและพาร์ตเนอร์ที่จะเข้ามาช่วยวางแผน ออกแบบ เตรียมความพร้อม ไม่ใช่เลย จากประสบการณ์ของผม สิ่งสำคัญคือการหาวิธีการปรับใช้ได้จริงผ่านการมีส่วนร่วมต่างหาก

 

รัฐบาลของคุณและผมสามารถใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ที่เรียกว่า ‘การสำรวจความคิดเห็นออนไลน์’ ที่สามารถส่งให้กับครู ครอบครัว และลูกจ้างต่างๆ เพราะผู้คนจะรู้สึกดีเมื่อคุณถามความคิดเห็นจากพวกเขา ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำให้สิ่งที่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาบอกจริงๆ หรือไม่ แต่พวกเขาจะเกิดความรู้สึกที่ดี อย่างน้อยก็ตอนที่ถูกถาม นี่คืออีกระดับของการมีข้อตกลงร่วมกันภายในกลุ่ม ถ้าหากคุณไม่เคยถามอะไรกับผู้คนเลย แค่พูดเรื่องการปฏิรูปใหม่และบอกพวกเขาว่าต้องนำไปปรับใช้ในโรงเรียน พวกเขาจะมีคำถามแน่นอนว่าทำไมต้องทำด้วย                                                                                                                                                                                                                                                    

แล้วถ้ามีคนไม่เห็นด้วย เราต้องเปลี่ยนทัศนคติผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

ทัศนคติหรือวิธีคิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถเปลี่ยนทัศนคติได้มากขนาดไหน ถ้าหากว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเริ่มคิดได้ว่า ใครก็ตามที่มีส่วนต่อการปฏิรูปนั้นให้ความสำคัญกับความคิดเห็น เหมือนกับเวลาที่เราถามเด็กหรือคนรุ่นใหม่ว่า “ชอบทำอะไร?” แล้วพวกเขาก็ตอบในสิ่งที่พวกเขาชอบหรือต้องการ อย่างน้อยก็สร้างให้เกิดบทสนทนา

 

รัฐบาลคือตัวแทนของการส่งสัญญาณว่าเสียงของทุกคนเป็นเรื่องสำคัญ และพวกเราให้ความสนใจกับความคิดเห็นของคุณ เหมือนเด็กวัยรุ่น ถ้าหากคนเป็นพ่อแม่หมั่นถามความคิดเห็นจากพวกเขา เด็กจะรู้ทันทีว่าตัวเองนั้นมีความสำคัญ เป็นไอเดียเดียวกัน

 

การพูดเรื่องทัศนคติเป็นตัวอย่างที่ดีเมื่ออยู่ในบริบทของการศึกษา พ่อแม่หรือครอบครัวส่วนใหญ่เมื่อถามเรื่องระบบการศึกษา พวกเขามักจะคิดเกี่ยวกับลูกของพวกเขาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเด็กคนอื่น ถ้าหากพ่อแม่ทุกคนคิดกันแบบนี้ จะไม่มีระบบการศึกษาที่ดีเกิดขึ้นได้จริง พวกเขาจำเป็นต้องใส่ใจหรือนึกถึงเด็กคนอื่น และครอบครัวอื่น

 

ตัวอย่างที่ดีคือโครงการ London Challenge ของประเทศอังกฤษ เป็นระบบย่อยที่มีชื่อเสียงมากด้านการเปลี่ยนแปลง มีหัวใจสำคัญคือ ครูใหญ่จะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อโรงเรียนอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนของตัวเอง ในฟินแลนด์ เมื่อคุณได้รับการว่าจ้างเป็นครูใหญ่ สิ่งที่จะเจอคือคำถามที่ต้องตอบเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาจะสามารถรับผิดชอบโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงด้วยได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องเดียวกับการเปลี่ยนทัศนคติของครอบครัวที่บอกไปข้างต้น ยิ่งคนเป็นพ่อแม่เริ่มต้นที่จะคิดถึงคอมมูนิตี้มากเท่าไร และสำหรับระดับประเทศแล้วเป็นเรื่องดีกว่าที่จะคิดถึงครอบครัวอื่นๆ อย่างเช่นครอบครัวที่มีแม่เลี้ยงเดี่ยว โรงเรียนจะมีบทบาทในการดูแลเด็กที่โตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องการทัศนคติใหม่

 

ไอเดียของโรงเรียนเป็นเรื่องของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี สำคัญสุดคือการรู้จักตัวเอง (Self-Awareness) มากกว่าอ่าน เขียน หรือเรียนเลข

 

ระบบการศึกษาของฟินแลนด์กลายเป็นวัฒนธรรมสำคัญของชาติ กลายเป็นต้นแบบการเรียนการสอนให้กับอีกหลายประเทศ แต่จะเป็นไปได้จริงหรือ ในเมื่อแต่ละประเทศก็มีบริบทเฉพาะของตัวเอง

คำตอบที่ดีที่สุดคือ อย่าแม้แต่จะพยายาม ผู้คนส่วนใหญ่หรือประเทศส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เข้าใจระบบการศึกษาของฟินแลนด์อย่างแท้จริง 99% ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนหรือนักวิจัย พวกเขาลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงเรียนเพียง 5 โรงเรียน และเห็นการสอนรายวิชาอย่างคณิตศาสตร์ 5 นาที ประวัติศาสตร์ 4 นาที ความจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น ไอเดียของโรงเรียนเป็นเรื่องของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี สำคัญสุดคือการรู้จักตัวเอง (Self-Awareness) มากกว่าอ่าน เขียน หรือเรียนเลข ไอเดียเรื่องการปรับประยุกต์ใช้ระบบการสอนของเราเข้ากับประเทศตัวเองจึงเป็นไอเดียที่ไม่ดีนัก แต่สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือการพยายามระบุสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ของฟินแลนด์ ไม่ได้หมายความให้ลอกเลียนแบบ แต่เราอยากเป็นแรงบันดาลใจให้มากกว่า

 

ฟินแลนด์มีวัฒนธรรมที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อใจ ผมต้องไปที่หน่วยงานรัฐเพื่อทำให้พวกเขาแน่ใจว่าโรงเรียนต่างๆ ในประเทศนั้นเป็นไปตามมาตรฐาน ผมเคยตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจรับผิดชอบว่า จะแน่ใจได้อย่างไรว่าโรงเรียนหรือครูนั้นดำเนินงานไปตามมาตรฐานหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้? คำตอบคือ แน่ใจอยู่แล้ว เพราะพวกเขารู้ดีว่าครูจะต้องทำงานในสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากวัฒนธรรมความเชื่อใจกันจากฟินแลนด์

 

สิ่งที่เสียไปสำหรับฟินแลนด์คือการอ่าน การอ่านที่หายไประหว่างการใช้โซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมจะส่งผลกับสมองหรือการพัฒนาทางอารมณ์ของผู้เล่น ประชากรของยุโรปตะวันตก 20-25% ของเด็กรุ่นใหม่มีปัญหาสุขภาพจิตเพราะโซเชียลมีเดีย

 

เด็กนักเรียนในฟินแลนด์ติดโซเชียลมีเดียกันบ้างไหม คนเป็นครูรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

จริงๆ ฟินแลนด์รับมือกับเรื่องนี้ได้ไม่ค่อยดี อาจเป็นเพราะนี่คือเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องไม่ดี แต่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ครูในฟินแลนด์อาจรับมือได้ไม่ดีนัก นักเรียนกว่าครึ่งของเราหรือเด็กรุ่นใหม่นั้นใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดียมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าหากการใช้เวลาในโรงเรียนคือ 6 ชั่วโมงต่อวัน นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นเราจะเหลือเวลา 8 ชั่วโมงในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ นั่นหมายความว่าต้องมีบางสิ่งที่เสียไประหว่างการที่เราออนไลน์อยู่ สิ่งที่เสียไปสำหรับฟินแลนด์คือการอ่าน การอ่านที่หายไประหว่างการใช้โซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมจะส่งผลกับสมองหรือการพัฒนาทางอารมณ์ของผู้เล่น ประชากรของยุโรปตะวันตก 20-25% ของเด็กรุ่นใหม่มีปัญหาสุขภาพจิตเพราะโซเชียลมีเดีย

 

ผมคิดว่าถ้าเด็กได้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงไปกับการแก้โจทย์เลข หรือใช้เวลาไปกับการเขียนจดหมายด้วยลายมือถึงแม่ของพวกเขาในทุกสัปดาห์ นั่นคือโรงเรียนในฝันเลย พวกเราจะสอนให้เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน และประเด็นต่างๆ ในสังคม นั่นต่างหากคือสิ่งที่เด็กต้องการ

 

ถ้าลองดูมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการลดละการใช้ไอแพดหรืออุปกรณ์อื่นๆ ผมเคยใช้เวลา 3 ปีในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยที่นักศึกษาอายุราวๆ 25 ปี กว่า 95% นั้นมีแล็ปท็อป โดยในระหว่างที่ผมสอน นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ช้อปปิ้งออนไลน์ เล่นโซเชียลมีเดีย เช็กอีเมล นี่เป็นสิ่งที่แย้งกับ ‘Multitask’ (การทำกิจกรรมได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน) เพราะไม่มีใครที่จะสามารถช้อปปิ้งไปพร้อมกับฟังอาจารย์สอนได้จริง เป็นเรื่องง่ายกว่าที่ระดับโรงเรียนจะปฏิเสธเทคโนโลยี ยิ่งถ้าหากคุณดูตัวอย่างจากบิล เกตส์, สตีฟ จ็อบส์ คนที่ไฮเทคมากๆ กลับส่งลูกของพวกเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ไม่ใช้เทคโนโลยี เป็นเพราะพวกเขารู้ว่าอะไรคือผลที่ตามมากับการใช้อุปกรณ์เหล่านั้น และเด็กๆ ก็ไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะรับมือ นี่เป็นคำถามที่ดีว่า ทำไมคนอื่นถึงยังส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีการใช้เทคโนโลยี และทำไมผมถึงจะส่งลูกของผมเข้าโรงเรียนที่ไม่มีการใช้เทคโนโลยี ถ้าหากผมมีทางเลือก ผมก็จะเลือกให้ลูกผมเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีเทคโนโลยีหรือจำกัดการใช้งานเมื่อจำเป็นเท่านั้น ผมคิดว่าถ้าเด็กได้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงไปกับการแก้โจทย์เลข หรือใช้เวลาไปกับการเขียนจดหมายด้วยลายมือถึงแม่ของพวกเขาในทุกสัปดาห์ นั่นคือโรงเรียนในฝันเลย พวกเราจะสอนให้เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน และประเด็นต่างๆ ในสังคม นั่นต่างหากคือสิ่งที่เด็กต้องการ

 

เช่นเดียวกับในฟินแลนด์ที่ผมบอกว่าเรายังรับมือกับเรื่องนี้ได้ไม่ดีนัก เรายังไม่มีการรับรู้ในระดับชาติและความเข้าใจร่วมกันถึงข้อดีของโซเชียลมีเดีย ที่ต้องมาพร้อมกับข้อควรระวังและความกังวลด้วยเช่นกัน ถ้าหากคุณเดินไปในโรงเรียนที่ฟินแลนด์ในวันนี้แล้วถามว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นกังวลที่สุดในตอนนี้? คำตอบจะไม่ใช่เรื่องหลักสูตร แต่จะเป็นเด็กกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะควบคุมหรือจัดการการใช้งาน เพราะผู้มีอำนาจในประเทศของเราได้ให้ความเห็นไว้ว่า การแบนหรือห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนนั้นเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องอิสรภาพในการแสดงออก ครูใหญ่ในบางโรงเรียนก็บอกว่าไม่ควรสั่งห้ามหรือตั้งกฎการใช้งานแต่อย่างใด นี่ยังเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไขร่วมกันต่อไป

 

คุณมาประเทศไทยหลายครั้ง มีความคิดเห็นอย่างไรต่อระบบการศึกษาของประเทศไทยบ้าง

จริงๆ ผมยังรู้ไม่มากพอ แต่สิ่งที่ผมได้จากนักศึกษาในชั้นเรียนที่บอกผมว่า ประเด็นสำคัญของการศึกษาในประเทศไทยคือความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และโรงเรียนชนบท นี่เป็นสิ่งที่จะไม่เกิดในฟินแลนด์เลย ผมอ่านบทความหนึ่งที่เขียนถึงเรื่องมาตรฐานที่แตกต่างกันของโรงเรียนในประเทศไทย ในตอนแรกผมไม่เชื่อ แต่ในรายงานนั้นระบุว่า เด็กชนบทจะไม่เข้าเรียนเพราะเลือกที่จะช่วยพ่อแม่ทำงานในไร่นา ต่างกับเด็กในกรุงเทพฯ ผมอาจไม่มีความเห็นต่อเรื่องนี้มาก แต่คิดว่าระบบการศึกษาไทยตอนนี้ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีก

 

ความยืดหยุ่นในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะสามารถทำอะไรได้ตามที่ต้องการ แต่หมายถึงการมีกรอบวิธีคิดที่ใช้ภายในโรงเรียนว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถให้กับเด็กๆ หรือชุมชนได้ โดยไม่ต้องสูญเสียมาตรฐานหรือคุณภาพ แต่ทำให้แน่ใจได้ว่าสามารถสนับสนุนโรงเรียนและครูในท้องถิ่น อะไรที่พวกเขาควรสอนให้กับเด็กๆ ในกรณีที่โรงเรียนหรือชุมชนมีความเห็นร่วมกันว่าเด็กควรจะเรียนรู้ในทักษะอื่นๆ นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าความยืดหยุ่น ซึ่งระบบการศึกษาควรพยายามที่จะมีตรงนี้

 

อะไรคือสิ่งที่เป็นกังวลที่สุดในตอนนี้? คำตอบจะไม่ใช่เรื่องหลักสูตร แต่จะเป็นเด็กกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะควบคุมหรือจัดการการใช้งาน เพราะผู้มีอำนาจในประเทศของเราได้ให้ความเห็นไว้ว่า การแบนหรือห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนนั้นเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องอิสรภาพในการแสดงออก

 

ระบบการสอนที่เรียกว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) หรือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) กรณีในฟินแลนด์ คุณว่าระบบการสอนแบบนี้จะช่วยเตรียมตัวให้เด็กสามารถมีอาชีพหรือทำงานในอนาคตได้อย่างไร

ทั้งการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นสิ่งที่ถูกคิดค้นนอกฟินแลนด์ แต่แน่นอน สำหรับผมสิ่งที่น่าสนใจคือการร่วมมือ แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบไหน คำตอบของคำถามนี้คือ ผมคิดว่าถ้าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยให้ครูและเด็กมีส่วนร่วมระหว่างกันมากขึ้นในการเรียนและการสอน จะช่วยให้พวกเขาพร้อมกับการใช้ชีวิตในอนาคต แน่นอนว่าทีมเวิร์กคือระบบสำคัญที่เราอยากให้นักเรียนของเราเข้าใจ นี่จึงเป็นข้อดีของการเรียนร่วมกับผู้อื่นในห้องเรียน แต่ผมจะพูดอีกว่า ระบบการสอนแบบเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก มีโรงเรียนในประเทศอื่นที่ทำมาก่อน ในฟินแลนด์ก็มีโรงเรียนที่ปรับใช้เพียง 5% เท่านั้น

 

จากจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเมื่อ 40 ปีก่อน โรงเรียน หน่วยงาน หรือครูในฟินแลนด์ได้มีการติดตามผลจากนักเรียนบ้างไหม

การติดตามผลในเรื่องนี้ใช้เวลาและเงินจำนวนมาก และเป็นเรื่องยากเสมอที่จะวัดผลที่ได้จากระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย หรืออื่นๆ คำตอบที่น่าเชื่อถืออาจไม่มีสำหรับคำถามนี้ แต่ถ้าหากคุณมองฟินแลนด์ในสังคมโดยรวม ไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษา แต่เป็นความสำเร็จในด้านอื่นที่สามารถบ่งชี้ได้ในระดับนานาชาติ เทคโนโลยี การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความโปร่งใส รัฐบาลที่ดี สิทธิสตรี ฟินแลนด์เราทำเรื่องเหล่านี้ได้ดี นี่อาจเป็นคำตอบว่าการศึกษาที่ดีได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรากฐานตรงนี้ให้แข็งแรง

The post ฟินแลนด์สร้างระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างไร? (ทำไมไทยถึงทำไม่ได้…) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/finland-education-lessons-learned/feed/ 0