จัดสวน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/จัดสวน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 18 Mar 2023 11:48:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ส่องแนวคิด Rethink, Redesign เพื่อสร้าง Rebalance ให้บ้านและชีวิตในงาน ‘บ้านและสวนแฟร์ select 2023’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/baanlaesuan-fair-select-2023/ Sat, 18 Mar 2023 11:42:47 +0000 https://thestandard.co/?p=765030

ใครกำลังนึกสนุกอยากจะลุกมาจัดระเบียบบ้านและออกแบบวิถีชี […]

The post ส่องแนวคิด Rethink, Redesign เพื่อสร้าง Rebalance ให้บ้านและชีวิตในงาน ‘บ้านและสวนแฟร์ select 2023’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครกำลังนึกสนุกอยากจะลุกมาจัดระเบียบบ้านและออกแบบวิถีชีวิตใหม่ จะมีอีเวนต์ไหนช่วยให้ภารกิจที่ว่านี้เป็นจริงได้นอกจาก ‘บ้านและสวนแฟร์ select 2023’ งานดีไซน์แฟร์งานแรกของปีที่มาพร้อมแนวคิดเท่ๆ ‘Rebalance’ ชวนทุกคนมา Rethink, Redesign to Rebalance ‘คิดใหม่ ออกแบบวิถีชีวิตใหม่ เพื่อสร้างสมดุลใหม่อีกครั้ง’  

 

 

แต่ก่อนจะพาไปเก็บสารพัดไอเดียดีไซน์พื้นที่ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ รวมถึงพื้นที่ธุรกิจ ที่ให้เราสามารถดูแลโลกไปกับพร้อมกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและกลมกลืนไปกับทุกไลฟ์สไตล์ ความพิเศษของงานแฟร์ปีนี้ยังมีแนวคิดที่น่าสนใจและอาจทำให้ภาพของงานแฟร์ที่คุ้นเคยเปลี่ยนไป 

 

 

เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจ Media & Event บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) บอกว่า “กว่า 25 ปีที่บ้านและสวนจัดงานแฟร์ ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจว่างานลักษณะนี้เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแบรนด์ หนังสือบ้านก็จัดงานบ้าน หนังสือรถก็จัดงานรถ แต่นับจากนี้งานแฟร์จะเปลี่ยนไป ไม่ใช่จัดตามชื่อนิตยสารและขายพื้นที่บูธเท่านั้น เราจะใช้งานแฟร์ให้เป็นแพลตฟอร์มในการสื่อสารกับคนในองค์กรและคนภายนอก คนภายในองค์กรจะได้เห็นว่าแบรนด์อื่นๆ ในองค์กรทำอะไร และเปิดโอกาสให้ทุกแบรนด์ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกัน คนภายนอกจะเข้าใจว่าบ้านและสวนไม่ใช่แค่เรื่องบ้านและการตกแต่งและต้นไม้ แต่จะได้เห็นว่าอมรินทร์มีศักยภาพขนาดไหนและมีเครื่องมืออะไรบ้าง” 

 

เจรมัยบอกว่า ภาพของงานแฟร์มิติใหม่จะชัดเจนยิ่งขึ้น หลังปรับโครงการองค์กรจาก Amarin Publishing เป็น AME (Amarin Media & Event) “ผมอยากให้คนจดจำคำว่า AME ที่ไม่ได้จัดแค่งานแฟร์เท่านั้น เพราะในอนาคเราอาจจะต่อยอดแบรนด์ในเครือไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงเรียนออกแบบ หรือตลาดต้นไม้ และถ้ามันเกิดขึ้นเราก็จะใช้งานบ้านและสวนแฟร์เป็นแพลตฟอร์มในการสื่อสาร 


“ทุกปีเราจะจัดใหญ่ๆ 3 งานคือ บ้านและสวนแฟร์ในช่วงปลายปี, บ้านและสวนแฟร์ Mid-Year, บ้านและสวน select แต่ปี 2566 AME จะจัดงาน ‘Amarin Expo’ ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งยังคงมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งสินค้าจากบ้านและสวน สุดสัปดาห์ กินดีอยู่ดี หรือ Baby & Kids แต่จะมีไฮไลต์จาก Amarin TV เปิดตัวรายการใหม่ พิธีกรใหม่ รวมถึงการเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ของนายอินทร์ที่จับมือกับเว็บไซต์ Dek-D นั่นหมายความว่าทุกควอเตอร์ AME จะมีงานใหญ่ปีละ 4 งาน และอาจจะมีงานอีเวนต์เล็กๆ กระจายกันไป”

 

 

“บ้านและสวนแฟร์ select 2023” ในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนอีเวนต์ชิมลางให้คนเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น ดำรง ลี้ไวโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการมีเดียกลุ่มบ้านและการตกแต่ง บริษัท อมรินทร์พรินติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เล่าถึงแนวคิด ‘Rebalance’ ถูกขยายความมาจากแนวคิดของ Room ที่พูดถึง Betterism: Good Design for a Better Design    

 

“ตอนนี้ทุกคนพูดถึงความยั่งยืน แต่ถ้าจะทำได้จริงมันต้องง่าย เลยพยายามหาวิธีการง่ายๆ ผสมผสานแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คน จะเห็นว่าภายใต้คำว่า Rebalance มีคำว่า Rethink และ Redesign ในมุมผู้บริโภคก่อนจะใช้สินค้าหรือบริการอะไร อยากให้คิดอีกสักครั้งว่าผลิตภัณฑ์นี้ผ่านกระบวนการที่รบกวนโลกหรือเปล่า หรือมันสามารถส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของใครดีขึ้นหรือเปล่า นี่เป็นมุมที่เราอยากชวนคนซื้อและคนที่มาเดินงานคิดเรื่องนี้กัน” 

 

“ในมุมผู้ผลิตเราก็อยากให้เขา Rethink และ Redesign ในเชิงการออกแบบ ผลิตสินค้าที่ลดผลกระทบต่อโลก ลดการใช้ทรัพยากร ช่วยทำให้เกิดการเข้าถึงการออกแบบที่ดีสำหรับคนมากขึ้นได้ สุดท้ายถ้าทั้งสองฝั่งทำงานร่วมกันจะเกิดการปรับพฤติกรรมไปพร้อมๆ กัน และจะพาโลกเราไปสู่จุดสมดุล ในฐานะผู้จัดงานเราก็พยายามที่จะนำเสนอแนวคิดเหล่านี้ไปยังโซนต่างๆ ที่เป็นไฮไลต์ของงาน”

 

แนวคิด ‘ใช้แล้วยังใช้ได้อีก’

แนวคิดแรกที่เห็นได้ชัดคือ ‘ซุ้มประตู’ รู้หรือไม่ว่าโครงเหล็กที่ดีไซน์ให้เป็นซุ้มประตูนี้สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะหลังจบงานโครงเหล็กจะถูกเปลี่ยนให้เป็นบาร์โหนสำหรับเด็กในสนามเด็กเล่น ด้วยการนำแนวคิด ‘From Waste to Resource’ มาใช้ในการออกแบบ หรือแม้แต่บอร์ดอัดที่รีไซเคิลจากกล่องนม จะถูก Redesign ใหม่ให้เป็นโต๊ะ เก้าอี้   

 

 

เดินผ่านประตูนี้แล้วอยากรวมพลังดูแลโลกขึ้นมาบ้าง สามารถนำขวดพลาสติก ฝาขวด และถุงพลาสติกมาทิ้งที่จุดรับและคัดแยกขยะรีไซเคิลได้ เพราะเขาจะนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จากขยะต่อไป   

 

แนวคิด ‘การใช้โมดูลที่ใช้ซ้ำได้ตลอด’

room SHOWCASE โซนไฮไลต์ที่จะทำให้เห็นผลลัพธ์ของการคิดใหม่ เพื่อหาวิธีออกแบบใหม่ โดยนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้โดยไม่ยึดติดเพียงแค่การก่อสร้างลดขยะเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้โมดูลที่ใช้ซ้ำได้ตลอด ไม่สร้างขยะและยังนำกลับไปใช้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด นำเสนอผ่านวัสดุอย่าง Interior Film หรือลามิเนตฟิล์มที่มีกาวในตัว มาออกแบบเป็นคาเฟ่ภายในโซน  

 

 

“ในฐานะผู้จัดงานแฟร์รายใหญ่เราต้องการเป็นตัวอย่างที่ดี นอกจากจะแนะนำให้ใช้วัสดุและนวัตกรรมจากการรีไซเคิลแล้ว เรายังเลือกใช้โครงสร้างเช่าประกอบนั่งร้านเหล็ก ใช้เสร็จก็คืน รวมถึงโครงสร้างตั้งบูธสำเร็จรูปซึ่งสถานที่จัดงานใหญ่เขามีให้เช่า หมายความว่าเราไม่สร้างขยะเลย นี่คือกระบวนการจัดการทรัพยากร เพื่อสร้างสมดุลใหม่ให้โลกผ่านงานดีไซน์” ดำรงกล่าว 

 

ร้านหนังสือ คาเฟ่ และพื้นที่นั่งเล่นภายในโซน room SHOWCASE ที่คุณได้เห็นจะใช้วัสดุที่ไม่สร้างภาระให้โลกอย่างแน่นอน รับรองว่าได้ไอเดียการใช้นั่งร้านเหล็กและโครงสร้างบูธสำเร็จรูปให้ดูทันสมัยได้อย่างไร และการออกแบบที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพง  

 

 

สำหรับคนที่ได้ไอเดียสร้างร้านแล้ว อยากได้ไอเดียสร้างความยั่งยืนในธุรกิจกาแฟ แวะมาร่วมกิจกรรม ‘The Design Clinic for SMEs’ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญถึงปัญหาดีไซน์ในพื้นที่ธุรกิจตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างนักออกแบบกับผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการเปิดตัวหนังสือใหม่ 100 Best Design Cafés เล่ม 2 ซึ่งมีจัดจำหน่ายภายในงานนี้ด้วย

 

แนวคิด ‘จัดบ้านสายเนี้ยบ’

แค่คิดอีกนิดทุกอย่างจะดีขึ้น แนวคิดแบบ Betterism ที่ว่ายังสะท้อนผ่านไปสู่เรื่องของการจัดระเบียบบ้าน ใครอยากได้ความรู้ ‘How to จัดบ้านแบบสายเนี้ยบ’ เชิญแวะมาที่โซน ‘my home Living Space’ สารพัดทริกจัดมุมต่างๆ ในบ้าน และวิธีจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้ เช่น จัดตู้เสื้อผ้าอย่างไรหยิบใช้แล้วไม่เละ พับผ้าปูที่นอนแบบมือโปร วิธีเลือกอุปกรณ์จัดเก็บแบบเซียน ไปจนถึงเวิร์กช็อปการทำกล่องจัดเก็บของ  

 

 

แนวคิด ‘Farmcation’

ที่โซน Garden & Farm Courtyard เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการคิดใหม่ ออกแบบวิถีใหม่ได้อย่างชัดเจน โดยครั้งนี้จะหยิบเอาเทรนด์ทำฟาร์มปลูกผักผลไม้ออร์แกนิกกำลังเป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนยุคนี้มาเป็นโจทย์ แล้วชวนทุกคนมาคิดด้วยกันว่าจะสร้างระบบนิเวศให้กับฟาร์มได้อย่างไร แถมเรายังสามารถดีไซน์ฟาร์มให้กลายเป็นมุมพักผ่อนด้วยแนวคิด ‘Farmcation’ ตามหลัก Permaculture ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างนิเวศครัวให้สมดุลไปพร้อมๆ กับสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม ผ่าน 3 มุมไฮไลต์ 

 

 

  • Flowers Room ลองเติมดอกไม้ล่อแมลงลงในฟาร์มเพื่อสร้างนิเวศที่สมดุลให้สวนครัว พาไปรู้จัก Insect Hotel โรงแรมแมลงที่มีประโยชน์ในสวน พร้อมใช้ประโยชน์จากขยะผักผลไม้ใช้ย้อมสีธรรมชาติ 
  • Veggie Bar ไอเดียปลูกผักหลากสี ใบสวย มีประโยชน์ด้วยแถมตกแต่งสวนได้ เรียนรู้วิธีปลูกผักให้รอดด้วยการสร้างนิเวศในแปลงปลูก เมื่อปลูกแล้วควรกินผักอย่างไรให้ถูกตามหลักโภชนาการ 
  • Aroma Café มุมกลิ่นบำบัดจากพรรณไม้และสมุนไพร และวิธีใช้พืชเป็นยา แจกสูตรเมนูเครื่องดื่มและเครื่องหอมในบรรยากาศคาเฟ่ 

 

 

“สิ่งที่คนปัจจุบันขาดคือไม่รู้จักที่มาของสิ่งที่เรากิน Garden & Farm จึงสร้างความตระหนักรู้ในการสร้างสมดุลจากทักษะการปลูกพืชผักผลไม้ พร้อมนำเกร็ดความรู้ใหม่ๆ มาเล่าสู่กันฟังให้คนปลูกกินอย่างสนุกด้วยหลัก Permaculture คือปลูกให้ทุกอย่างพึ่งพากันได้ เลี้ยงดูกันและกันจะทำให้การทำฟาร์มยั่งยืนขึ้น หรือหากเรารู้จักแมลงที่จะมารังแกแมลงศัตรูพืช เราก็แค่ต้องมีแมลงตัวนี้ในสวนก็ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ความรู้เหล่านี้ทำให้เรา Rethink แค่เปลี่ยนนิดเดียวก็สร้างสมดุลให้กับชีวิตได้แล้ว” เจรมัยกล่าว 

 

แนวคิด ‘หวงแหนในสิ่งที่รัก’ 

แนวคิด Rebalance ยังถูกขยายความในโซน Explorers Basecamp ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง ‘บ้านและสวน’ และ ‘National Geographic Thailand’ ชวนทุกคนออกไปผจญภัยเพื่อเรียนรู้ธรรมชาติและตกหลุมรักสิ่งที่คุณเห็นและสัมผัส

 

“เราเชื่อว่าถ้าคุณรักอะไร คุณจะไม่ทำลายมัน เป้าหมายของบ้านและสวน Explorer Club คือทำให้ทุกคนรักการออกไปสัมผัสโลกภายนอก สัมผัสธรรมชาติ และคุณจะรักสิ่งแวดล้อมเอง” เจรมัยกล่าว  

 

 

พื้นที่ส่วนกลางของโซน Explorers ถูกจัดเป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการ Water of Life โดย National Geographic Thailand เล่าเรื่องการเดินของสายน้ำจากป่าต้นน้ำถึงทะเล ผ่านภาพและเสียงที่บันทึกความงดงามและความสำคัญของน้ำกับชีวิต พร้อมเชื่อมโยงไปสู่การประกวด ‘10 ภาพเล่าเรื่อง’ การเฟ้นหาชุดภาพถ่ายสารคดีแห่งปี 2023 

 

 

ภายในโซนยังมีนิตยสาร National Geographic ฉบับภาษาไทยให้เลือกซื้อ พร้อมเปิดรับสมัคร ‘สมาชิกอุปถัมภ์’ ชวนคุณมาสมัครสมาชิกนิตยสาร National Geographic ฉบับภาษาไทย 1 ปี ให้แก่ห้องสมุด โรงเรียน หรือหน่วยงานที่คุณอยากสนับสนุน เพื่อเป็นการส่งต่อความรู้ไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน 

 

 

 

และยังคงเอาใจสายช้อป คัดสรรสินค้าเพื่อสายแคมป์ พบสินค้าคอลเล็กชันพิเศษจาก Calmoutdoor และบ้านและสวน Explorers Club ที่ร่วมกันออกแบบและวางจำหน่ายครั้งแรก 

 



แวะมานั่งพักจิบกาแฟจาก Table Talk เครื่องดื่มช้าง หรือจะทดลองสัมผัส BMW X3 xDrive30e M Sport จาก BMW Barcelona Motor รวมไปถึงเสวนาดีๆ ในกิจกรรม Meet on Stage กับเหล่า Explorers อาทิ จอมทัพ เจริญลาภนำชัย ช่างภาพสัตว์ป่า วัย 14 ปี ที่คว้ารางวัลมาแล้วหลายเวที กับมุมมองที่เขามีต่อสัตว์ป่าในเมืองใหญ่ 

 

แนวคิด ‘จัดสวนจากหนังสือ’

ด้วยพื้นที่ที่จำกัดจึงไม่สามารถยกทุกไอเดียการจัดสวนและการออกแบบบ้านมาไว้ที่เดียวได้ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อยาก Rethink เพื่อ Redesign พื้นที่เดิมๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่สร้างสมดุลให้กับชีวิตมากกว่าเดิม แวะไปที่โซน ‘สำนักพิมพ์บ้านและสวน’ คุณจะได้เห็นไอเดียจากหนังสือ 3 เล่ม เก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจดีๆ ในการคิดก่อนที่จะดีไซน์ใหม่ 

 

 

  • 15 BEST GARDENS ขโมยไอเดียและเทคนิคจาก 15 ผลงานการจัดสวนของ 5 นักจัดสวนชั้นนำของไทย ไม่ว่าจะเป็น ไอเดีย ‘สวนที่แคบ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด’ บนพื้นที่ข้างบ้าน 3 เมตรจะสามารถสร้างสวนแบบไหนได้ ไอเดีย ‘สวนน้ำน้อยดูแลง่าย’ ที่ใช้พรรณไม้อื่นๆ นอกจากแคคตัส หรือไอเดีย ‘สวนทำน้อยแต่ได้มาก’ ใช้ไม่กี่ขั้นตอนในการสร้างสวนตอบโจทย์คนเวลาน้อย 
  • บ้านและสวนฉบับพิเศษ Wooden Houses รวมบ้านไม้แสนอบอุ่น พร้อมข้อมูลทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้บ้านไม้อยู่สบาย และเข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ 
  • เทคนิคปรับปรุงพันธุ์ไม้ประดับ รวบรวมไอเดียปรับปรุงพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเป็นแคคตัส ไม้ใบ หรือโกสน พร้อมบูธที่มีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนความรู้กัน 

 

 

ทุกโซนที่เราพาไปสำรวจ น่าจะชวนให้ทุกคนฉุกคิด (Rethink) แล้วหาแนวทางของการออกแบบวิถีใหม่ (Redesign) นำไปสู่สมดุล (Rebalance) ของการใช้ชีวิตระหว่างตัวเราและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในแบบของคุณ “เราแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่จัดงานขอทำหน้าที่เพื่อทำให้อะไรบางอย่างดีขึ้น” เจรมัยกล่าวทิ้งท้าย 

 

ทดสอบแนวคิด ‘คิดก่อนซื้อที่โซน Art & Craft และ โซน Garden’

หลังจากซึมซับแนวคิดการ Rethink, Redesign to Rebalance ผ่านโซนต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาทดสอบตัวเองว่าแนวคิดที่เรียนรู้ไปใครจะนำไปปรับใช้ได้จริงกันในโซน Art & Craft และโซน Garden  

 

 

รับรองว่าทุกแบรนด์และทุกผู้ประกอบการที่คัดสรรมาล้วนผ่านเกณฑ์การคิดก่อนดีไซน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานคราฟต์น่ารักๆ ทั้งของแต่งบ้าน เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ไปจนถึงไอเท็มสำหรับน้องสุนัข น้องแมว และพรรณไม้ต่างๆ 

ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ https://cooll.ink/registerbsselect2023

The post ส่องแนวคิด Rethink, Redesign เพื่อสร้าง Rebalance ให้บ้านและชีวิตในงาน ‘บ้านและสวนแฟร์ select 2023’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Add to Basket? ชุดอุปกรณ์ทำสวนจาก Dior https://thestandard.co/add-to-basket-dior-gardening-set/ Mon, 07 Nov 2022 13:21:06 +0000 https://thestandard.co/?p=705545

การทำสวนเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของตัว Christian Dior ผู […]

The post Add to Basket? ชุดอุปกรณ์ทำสวนจาก Dior appeared first on THE STANDARD.

]]>

การทำสวนเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของตัว Christian Dior ผู้ก่อตั้งแบรนด์ มาในยุคของ Kim Jones ดีไซเนอร์คนเก่ง เลยนำกิจกรรมนี้มาเป็นสินค้าสุดหรูที่สามารถใช้งานได้จริงเสียเลย

 

และ Add to Basket? วันนี้เป็นคิวของชุดอุปกรณ์ทำสวนชุดนี้ ที่มาพร้อมเก้าอี้พับได้ที่ที่นั่งทำมาจากหนังวัวสีดำเป็นทรงกระเป๋ารุ่น Saddle และยังมีอุปกรณ์สำคัญอย่างคราดกับพลั่วสีเงินสำหรับพรวนดินที่ด้ามจับเป็นหนังแบบเดียวกับที่นั่ง และสลักคำว่า Dior ไว้ที่ปลายด้าม

 

ชุดนี้สามารถใช้งานได้สารพัด ไม่ว่าจะปลูกดอกไม้ เปลี่ยนกระถางต้นไม้ในบ้าน ทำแปลงผักสวนครัวเล็กๆ พอเหนื่อยๆ ก็มานั่งพักบนเก้าอี้หนัง จิบน้ำให้หายเหนื่อย แล้วค่อยลงมือทำสวนต่อ

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

ภาพ: Dior

The post Add to Basket? ชุดอุปกรณ์ทำสวนจาก Dior appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จันผา’ ไม้ประดับที่ใช้เวลาสร้างราคาและความงามให้ตัวเอง https://thestandard.co/dracaena-loureiroi-decorated-wood/ Thu, 13 Aug 2020 11:33:23 +0000 https://thestandard.co/?p=388260

ช่วงนี้เทรนด์ต้นไม้ยังคงลุกลามไปทุกที่อย่างต่อเนื่องไม่ […]

The post ‘จันผา’ ไม้ประดับที่ใช้เวลาสร้างราคาและความงามให้ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงนี้เทรนด์ต้นไม้ยังคงลุกลามไปทุกที่อย่างต่อเนื่องไม่หยุดไม่หย่อน นอกจากราคาจะสูงวันสูงคืนแล้ว ความนิยมในการนำต้นไม้เข้าปลูกในบ้านหรือประดับอาคารก็สูงตามไปด้วย เราเห็นไม้ต่างประเทศที่มีเอกลักษณ์ของใบหรือลำต้นอย่าง มอนสเตอรา ยางอินเดีย และไทรใบสักกันมามากแล้ว ลองมาชมต้นไม้ของไทยที่อยู่กับป่ากับเขาของบ้านเรามาเนิ่นนานกันดูบ้าง หลายคนนำไปประดับบ้านและแต่งสวน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เราเห็นตามร้านคาเฟ่และโรงแรมมากขึ้นจนเตะตา ไม่รู้ว่าเพราะกระแสการปลูกต้นไม้ หรือว่าเพราะความงามที่ใช้เวลาสร้างคุณค่าให้ตัวมันเองกันแน่

 

จันผา หรือ จันทร์ผา เป็นไม้ประดับที่ขึ้นอยู่ตามป่าเขา โดยเฉพาะโขดหินผาของประเทศไทย เอกลักษณ์ของต้นจันผาคือมีลำต้นหนากลม ยืดสูงแตกกิ่งก้านออกมา มียอดเป็นพุ่ม เนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตในพื้นที่แล้งได้ดี จึงมีขนาดใบเรียวเล็กยาวคล้ายใบหอก ดอกจันผามีลักษณะเป็นช่อเหมือนมะม่วงและมีกลิ่นหอม แม้ว่าจันผาจะเป็นไม้บนเขา แต่เรามักจะเห็นคนปลูกไว้หน้าบ้านเรือน ตามความเชื่อโบราณจันผาถือว่าเป็นไม้มงคล นิยมปลูกไว้หน้าบ้านเพราะมีใบเรียวเหมือนดาบไว้ฟาดฟันศัตรู และหากปลูกแล้วออกดอกออกผลเชื่อว่าจะให้ลาภก้อนโตแก่เจ้าของบ้านด้วย 

 

 (จากซ้ายไปขวา): จันทร์หอมหน้าหาดทรายของ Chula Beach ขนอม (ภาพจาก https://www.facebook.com/chulabeach/), จันทร์แดง ใน Whispering Land และ จันผาหน้า Josh Hotel (ภาพจาก https://www.facebook.com/joshhotelbangkok/)

 

อยู่ได้ทุกวงการ

จันผาเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง ปัจจุบันไม้พวกนี้ รวมถึงไม้อวบน้ำอื่นๆ กำลังได้รับความนิยมสูง เนื่องจากทนต่อสภาพอากาศร้อนของบ้านเราได้ดี จึงเหมาะแก่การนำไปตกแต่งบ้านและสวนกันมาก ลุกลามไปถึงวงการร้านกาแฟยันโรงแรม ตลอดจนโฮสเทลต่างๆ ที่ต้องการพื้นที่สีเขียวภายในอาคารหรือนอกอาคารมากขึ้น จึงมองไปที่ต้นไม้มีเอกลักษณ์แต่ไม่สร้างภาระในการดูแลมากมาย จันผาก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น เราเคยเห็นบางโรงแรมปลูกจันผาไว้บนหาดทรายหน้าที่พักยังตกใจว่าต้นของมันสามารถปลูกบนหาดได้ด้วยเหรอ จนมารู้ทีหลังว่ามันสามารถปลูกตามชายหาดริมทะเลได้ เพราะเป็นไม้ทนลมแรง ทนเค็ม แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง หากนำไปปลูกก็ควรเลือกตำแหน่งแถวเนินทรายที่ไม่โดนน้ำทะเลซัดขึ้นมาถึง ต้นจันผาก็สามารถอยู่รอดเคียงคู่ที่พักอาศัยของคุณไปอีกนาน 

 

 

เพ(ร)าะพันธุ์

แม้จันผาจะเป็นไม้ขนาดใหญ่ที่ซื้อขายกันตามท้องตลาดต้นไม้เป็นเรื่องปกติ แต่หารู้ไม่ว่าจันผาเป็นต้นไม้ที่มีกฎหมายคุ้มครอง ซึ่งจัดอยู่ในประเภทกลุ่มไม้หวงห้ามนำออกจากป่า แต่สามารถขยายพันธุ์ไว้ปลูกประดับตกแต่งบ้านเรือนได้ ส่วนการขยายพันธุ์จันผานิยมใช้วิธีการปักชำ โดยตัดหน่อหรือกิ่งของจันผาจากต้นแม่แล้วนำมาปักชำในกระถางหรือแปลงปลูกโดยตรง จันผาเป็นพืชที่เติบโตง่ายแต่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตค่อนข้างมาก รวมถึงความยากในการหาต้นแม่พันธุ์ ถึงแม้จะบอกว่าเป็นต้นไม้ที่หลายคนนิยมปลูกไว้หน้าบ้าน แต่ก็นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับพันธุ์ไม้อื่นๆ อย่างกวักมรกตหรือลิ้นมังกร เพราะต้นจันผาส่วนมากเติบโตกลางป่าเขาหรือในอุทยานแห่งชาติต่างๆ สังเกตดูได้ว่าที่ไหนมีโขดหินเยอะๆ จะพบต้นจันผาแทรกตัวอยู่ด้วยเสมอ 

 

แต่ก็มีอีกทางเลือกคือการปลูกแบบเพาะเมล็ด เพราะเมล็ดของจันผามักจะหล่นอยู่ตามโคนต้น เมล็ดจันผามีลักษณะกลม สุกจะกลายเป็นสีแดง แต่เมล็ดสีน้ำตาลก็สามารถเก็บมาบ่มไว้จนกลายเป็นสีแดงแล้วค่อยนำไปเพาะเมล็ดต่อในภายหลังได้เช่นกัน จันผามักจะออกดอกในช่วงหน้าฝน ข้อดีของวิธีการเพาะเมล็ดทำให้ฟอร์มของต้นจันผาสวยงาม และแข็งแรงกว่าต้นปักชำอีกด้วย

 

การปลูกจันผาควรปลูกในดินผสมด้วยหิน ดินเหนียวหรือลูกรังจะช่วยให้รากของจันผาแข็งแรง มีที่ให้ยึดเกาะและทนแล้งได้ดี จึงเห็นได้ว่าทำไมจันผาที่ขึ้นตามธรรมชาติมีขนาดใหญ่ทั้งลำต้นและยอด ดูแข็งแรงกว่าจันผาที่ปลูกไว้ในบ้านเสียอีก หากปลูกจันผาในดินล้วนๆ จะทำให้รากไม่แข็งแรง เพราะไม่มีที่ยึดเกาะ (นึกภาพต้นไม้ที่มีรากเกาะตามโขดหินดูสิครับ) ส่งผลไปถึงยอดอาจมีขนาดเล็กกว่าปกติได้ ดังนั้นหากคิดจะปลูกไว้หน้าบ้านควรผสมวัสดุปลูกให้เหมาะสม หรือเสริมด้วยโขดหินกำลังพอดีเพื่อให้ลำต้นเติบโตมาแบบมีที่ยึดเกาะใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด


 

จันทร์แดง (ต้นซ้าย) อีกหนึ่งสายพันธุ์ของจันผา ตกแต่งด้านในร้าน Whispering Land 

 

ไม้ต่างพันธุ์

สำหรับใครที่ไม่รู้จักต้นจันผาอาจสับสนได้ เพราะมีหลายต้นที่หน้าตาใกล้เคียงกัน หรือแม้แต่จันผาเองก็หลากหลายพันธุ์ อาทิ จันทร์หอมจะมีขนาดลำต้นและใบเล็กกว่าจันผา รวมถึงแตกกิ่งก้านออกมามากที่สุด, จันทร์แดงมีใบขนาดเล็กและลำต้นมีรอยแตกเป็นร่องละเอียดกว่าจันผา จันทน์ผาด่างเองก็จะมีสีเหลืองแซมขึ้นมาที่ใบมากกว่าปกติ หรือไม้จำพวกปาล์มแส้ม้า ไปจนถึงวาสนาก็นิยมนำมาปลูกประดับบ้านเช่นกัน ปาล์มแส้ม้าหรือต้นแส้ม้า ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีลักษณะเหมือนแส้ม้า คือใบเรียวยาวเล็กกว่าจันผา กระจายรอบทิศทางคล้ายแส้ม้า อีกทั้งโคนต้นเป็นโขดขนาดกลมใหญ่ ต้นแส้ม้าเติบโตเต็มวัยจะแตกกิ่งก้านออกไป และมีลำต้นยืดสูงเช่นเดียวกับจันผา ทำให้คนอาจสับสนได้ว่านี่มันต้นอะไรกันแน่ แต่ความสวยงามนั้นเรียกได้ว่ากินกันไม่ลง 

 

ส่วนวาสนาเองก็มีลักษณะคล้ายจันผาตรงขนาดลำต้นกลมยืดสูง มียอดเป็นพุ่มแต่ใบจะมีความหนามากกว่า และจำนวนใบน้อยกว่า วาสนาเป็นไม้มงคลเหมือนกับจันผา มีความเชื่อว่าหากใครปลูกแล้วจะมีโชคลาภ วาสนา และความสุขในชีวิต เพียงแต่ดอกของวาสนาจะออกในช่วงฤดูหนาวแทน เรียกได้ว่าถ้าเราปลูกทั้งจันผาและวาสนา อาจได้กลิ่นหอมของดอกจากต้นทั้งสองตลอดฤดูฝนและฤดูหนาวเลยทีเดียว 

 

 

หวานเป็นลมขมเป็นยา

ขึ้นชื่อว่าไม้ไทยย่อมต้องพ่วงมาด้วยคุณสมบัติของยารักษาโรคอยู่ด้วย ซึ่งหากใครเคยลองค้นข้อมูลดูว่าจันผามีสรรพคุณอะไรบ้าง จะเห็นได้เลยว่าลิสต์ยาวเป็นหางว่าวจนไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะใช้สรรพคุณของมันหมดหรือเปล่า อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมล็ด ราก ใบยันแก่นลำต้น เรียกได้ว่ามีประโยชน์รอบตัวจริงๆ แต่อันหนึ่งที่เราอ่านแล้วประหลาดใจ คือจันผาเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่นำไปใช้ทำน้ำยาอุทัยด้วย โดยใช้ส่วนของลำต้นที่เกิดบาดแผลจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง และนำไปผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ 

 

แม้ต้นจันผาจะดูเหมือนไม้ประดับที่ถูกลืม แต่ในวงการต้นไม้ก็ยังให้จันผาเป็นไม้ที่สร้างมูลค่าได้อยู่ โดยเฉพาะต้นที่โตเต็มวัยมีฟอร์มได้มาตรฐานก็ขายกันหลักพันหลักหมื่นเลยทีเดียว แถมยังเป็นไม้ทนทาน สามารถปลูกได้หลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต้นที่แข็งแรงแล้วสามารถอยู่ได้แม้ขาดน้ำหลายสัปดาห์ ถึงจะแลกมาด้วยระยะเวลาในการปลูกค่อนข้างมาก แต่นี่คือต้นไม้ที่ใช้เวลาสร้างคุณค่าและความสวยงามอย่างแท้จริง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘จันผา’ ไม้ประดับที่ใช้เวลาสร้างราคาและความงามให้ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชีวิตเมื่อได้วางไม้ พักขา แล้วหันมา ‘คืนดิน’ ของ โป้ง โมเดิร์นด็อก https://thestandard.co/back-to-earth-from-pong-moderndog/ Tue, 04 Aug 2020 11:12:42 +0000 https://thestandard.co/?p=385768

ขยะเป็นหนึ่งสาเหตุของปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในโลกยุคปัจจ […]

The post ชีวิตเมื่อได้วางไม้ พักขา แล้วหันมา ‘คืนดิน’ ของ โป้ง โมเดิร์นด็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขยะเป็นหนึ่งสาเหตุของปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในโลกยุคปัจจุบัน หลายประเทศประสบปัญหาเรื่องขยะและหาวิธีการรับมือในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะนำขยะเหล่านั้นกลับมารีไซเคิลใหม่ ไปจนถึงทำอย่างไรจึงจะอยู่ร่วมกับขยะเหล่านั้นโดยไม่ทำลายโลกไปมากกว่านี้ แม้ว่าขยะในครัวเรือนของเราจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของปัญหา แต่หลายคนก็มีวิธีจัดการแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับ โป้ง-ปวิณ สุวรรณชีพ มือกลองแห่งวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกแถวหน้าของวงการเพลงไทยอย่างโมเดิร์นด็อกเอง เคยประสบปัญหากำจัดขยะจำพวกใบไม้ไม่ทัน สาเหตุมาจากจำนวนต้นไม้ภายในบ้านที่ปกคลุมอาคารปูนเปลือยให้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว หลังจากทดลองวิธีการต่างๆ จึงมาพบทางสว่างด้วยการอาศัยพลังของเพื่อนร่วมโลกตัวน้อย ที่เปลี่ยนขยะในครัวเรือนให้กลายเป็นรายได้ สร้างธุรกิจหลังวางไม้ (กลอง) และพักขาจากการวิ่งในช่วงที่ทั้งโลกต่างหยุดนิ่งโดยพร้อมเพรียงกัน

ปัญหาพามาเจอทางออก
โป้งเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นมาจากที่บ้านปลูกต้นไม้เยอะ จึงมีปัญหาใบไม้ร่วงเต็มพื้นบ้าน เก็บอย่างไรก็ไม่ทัน เขาจึงหาวิธีที่จะนำใบไม้เหล่านี้กลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์อีกครั้ง “ผมลองศึกษาตั้งแต่การทำปุ๋ยหมัก ที่หลักการไม่ได้มีอะไรมาก แค่ควบคุมอากาศ ความชื้น และจุลินทรีย์ แต่ปัญหาอยู่ที่ระยะเวลาในการผลิต กินเวลา 2-3 เดือนเลยทีเดียว หรือวิธีแบบที่เกษตรกรใช้ อย่างการเอาใบไม้มากองรวมกันไว้จนกลายเป็นปุ๋ย แต่บ้านเราอยู่ในเมือง คงไม่สามารถทำอย่างนั้นได้และไม่สวยด้วย ผมจึงลองค้นวิธีอื่นๆ จนมาเจอของต่างประเทศที่เอาไส้เดือนตัวเป็นๆ มาช่วยย่อยขยะได้เหมือนกัน เลยเริ่มมาศึกษาเรื่องไส้เดือนดู”

ไส้เดือนเป็นสัตว์ที่อาศัยบนหน้าดินและใต้ดินแล้วแต่ชนิดของพันธุ์ หน้าที่สำคัญของไส้เดือนคือการย่อยซากพืชซากสัตว์มาเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ นอกจากนี้ยังช่วยพรวนดินเพื่อเพิ่มอากาศและความร่วนซุยให้กับดิน แต่น้อยครั้งนักที่เราจะได้ยินว่าไส้เดือนสามารถย่อยขยะได้ “จริงๆ ใช้วิธีการเดียวกับการทำปุ๋ยหมักนั่นแหละครับ เพียงแต่เครื่องมือในการผลิตปุ๋ยของเราคือตัวไส้เดือนแทน แถมสามารถจัดการขยะได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์เท่านั้น อีกทั้งระบบการจัดการโดยไส้เดือน คนเมืองทุกคนสามารถทำได้ที่บ้านหรือคอนโดฯ ของตัวเอง มันไม่ได้ต้องการพื้นที่มากขนาดนั้น มีเพียงแค่กระบะเลี้ยงไส้เดือนเล็กๆ มาทำเป็นบ้าน (Bedding) ให้ไส้เดือนอาศัยอยู่ จากนั้นสามารถปล่อยให้ไส้เดือนทำงานได้แล้ว”

 

 

โป้งเริ่มทดลองย่อยขยะในครัวเรือนโดยไส้เดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 และนำผลลัพธ์ที่ได้เป็นมูลไส้เดือนกลับมาใช้ในรูปของปุ๋ย เขาทดลองทำเอง ใช้เองกับต้นไม้ภายในบ้าน จนรู้สึกว่าไม้ดอกไม้ใบเริ่มงามขึ้น จึงแจกจ่ายให้กับเพื่อนฝูงไปทดลองใช้ แต่หลังจากโดนพิษโควิด-19 เข้าใส่ ทำให้งานที่เคยได้รับมาห่างหายไปหมด โปรเจกต์นี้จึงเริ่มเข้ามาแทนที่กิจกรรมอื่นๆ โดยมีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า ‘คืนดิน’ โปรเจกต์ที่ได้กลับมาชุบชีวิตให้โป้งอีกครั้ง รวมถึงคืนความสมบูรณ์ให้แก่ระบบนิเวศ เพราะคนหันมาปลูกต้นไม้มากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดสั่งจองมูลไส้เดือนของคืนดินสูงขึ้นจนผลิตไม่ทัน ถึงขนาดคนทำเองไม่ทันใช้แล้ว โป้งเล่าว่า จากตอนเริ่มต้นเขามีกระบะเลี้ยงไส้เดือนแค่ 4 กระบะเท่านั้น แต่ตอนนี้เราเห็นกระบะนับร้อยซ้อนชั้นเป็นสิบแถว เรียงรายขนาบกำแพงตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในบ้านเลยทีเดียว

“หากจัดประเภทมูลไส้เดือน มันคือปุ๋ยนั่นแหละครับ แต่หากจะใช้คำว่าปุ๋ย ในภาษาทางการเกษตรต้องถูกรับรองและมีการตรวจค่าธาตุอาหารอย่างละเอียดถึงจะเรียกว่าปุ๋ยได้ คนขายมูลไส้เดือนส่วนใหญ่จึงรู้กันว่ามันคือปุ๋ยมูลไส้เดือน 100% ซึ่งคุณสมบัติของมันจะช่วยให้ไม้ดอกจะออกดอก ไม้ผลจะออกผล พืชสีเขียวจะยิ่งเขียว ว่ากันว่ามูลไส้เดือนเป็นมิตรกับพืชทุกชนิด แต่เกษตรกรที่ทำพืชไร่หรือปลูกข้าวอาจจะไม่เหมาะเท่าไร ด้วยความที่มูลไส้เดือนเป็นวัสดุปลูกที่ละเอียดมาก พอโดนน้ำมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะเริ่มจับตัวเป็นก้อน จึงเหมาะที่จะนำไปผสมกับวัสดุปลูกประเภทอื่นๆ เพื่อเพิ่มความร่วนและการระบายน้ำให้กับดิน” โป้งอธิบาย 

 

 

จากมูลคืนสู่ดิน
ในท้องไส้เดือนมีจุลินทรีย์ที่ใช้ในการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์หรือสิ่งที่ไส้เดือนกินเข้าไปแล้ว เช่น เศษอาหาร เศษใบไม้ มูลขี้วัว ซากสัตว์ที่ตายแล้วทั้งบนดินและใต้ดิน จากนั้นจะอาศัยจุลินทรีย์ในท้องช่วยย่อยมันออกมาในรูปของของแข็งนิ่มๆ สีน้ำตาล หน้าตาคล้ายดิน หรือศัพท์วิชาการเรียกว่าฮิวมัส (Humus) หากเราไปเดินป่าแล้วเห็นเศษดำๆ เปื่อยๆ บนหน้าดิน อันนั้นแหละคือฮิวมัส

ไส้เดือนกินอาหารต่อวันได้เกินครึ่งของน้ำหนักตัว สมมติว่าไส้เดือนตัวหนึ่งหนัก 5 กรัม มันสามารถกินอาหารได้มากถึง 3 กรัมต่อวัน ฉะนั้นเศษอาหารอย่างเดียวไม่พอ คนเลี้ยงไส้เดือนส่วนใหญ่จึงใช้ขี้วัวนมเป็นหลัก เนื่องจากมีราคาถูก และสามารถควบคุมคุณภาพได้ เพราะมูลของวัวนมจะมีค่าอาหารคงที่ที่คนเลี้ยงกำหนดปริมาณสารอาหารมาให้เรียบร้อยแล้ว เวลาไส้เดือนกินเข้าไปแล้วถ่ายออกมา ธาตุอาหารที่ได้ก็จะคงที่ตามไปด้วย ข้อดีของมูลไส้เดือนนอกจากอุดมไปด้วยธาตุอาหารอย่างโพแทสเซียมและไนโตรเจนที่พืชต้องการแล้ว ยังมีไข่ของไส้เดือนอยู่ภายในด้วย ซึ่งหลังจากนำไปปลูกให้ต้นไม้ ตัวอ่อนก็จะฟักออกมาเป็นไส้เดือน และทำหน้าที่ย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ยต่อไป

 

 

โป้งยอมรับว่าแต่ก่อนเขาไม่ได้ชอบไส้เดือนเหมือนกัน เวลาทำแรกๆ ยังใส่ถุงมืออยู่เลย แต่พอมันเริ่มสนุกขึ้นจากการได้ทดลองต่างๆ ลองเปลี่ยนอาหาร ลองเพิ่มจำนวนไส้เดือนแล้วดูว่าอัตราการกินและถ่ายเป็นอย่างไร พอเริ่มมีออร์เดอร์เข้ามามากๆ จนเริ่มผลิตไม่ทัน คราวนี้ต้องจับด้วยมือเปล่าแล้ว เพราะใส่ถุงมือมันไม่คล่องตัว กลายเป็นว่าโป้งทำจนชินมือไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ทันออร์เดอร์ที่สั่งเข้ามาอยู่ดี

“จริงๆ แล้วตัวไส้เดือนเองก็ขายได้ แถมราคายังสูงกว่ามูลไส้เดือนอีก ช่วงแรกๆ ที่ยังไม่ได้ทำขาย ผมมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เยอะเลยแบ่งขายออกไปบ้าง ทีนี้ระบบพังเลย เหมือนบริษัทลดจำนวนพนักงานลงไปเยอะ กำลังผลิตเลยไม่พอ หรือบางช่วงขายไม่ได้เลยก็มี ผมเก็บไส้เดือนอยู่ในถังเป็นสิบๆ ถัง นับเป็นตันเลยก็ว่าได้ จนต้องเอาตัวไส้เดือนออกมาโรยไปบนดินที่บ้าน เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร พอตอนหลังทำไม่ทันต้องไปขุดดินเอาตัวที่ปล่อยไปกลับมาใหม่”

 

 

พนักงานไร้ขาและเวลาที่เหลือ
ก่อนลงมือทำมูลไส้เดือน ควรศึกษาธรรมชาติของไส้เดือนเสียก่อน อย่างน้อยให้รู้ว่าแม้หน้าตาของไส้เดือนจะเหมือนๆ กัน แต่มันก็มีหลากหลายพันธุ์ บางพันธุ์ไม่ใช่พันธุ์ที่กินขยะเป็นอาหาร หรือถ้าอยากให้พันธุ์นั้นย่อยขยะจริงๆ ก็จะมีวิธีการทำขยะให้พร้อมก่อนนำมาเป็นอาหารให้กับไส้เดือน มิฉะนั้นไส้เดือนก็ไม่อยู่เหมือนกัน

“ไส้เดือนเป็นสัตว์ที่ไวต่อสิ่งแวดล้อมมาก ถ้าเราเอามูลขี้วัวที่เพิ่งซื้อมาไปให้ไส้เดือนอาศัยและกินทันที ไส้เดือนก็อยู่ไม่ได้ เพราะในมูลขี้วัวมีก๊าซมีเทนอยู่ ทำให้ด้านในมีอุณหภูมิสูงมาก ร้อนจนเอามือจับไม่ได้ หากเอาไปให้ไส้เดือนอยู่มันจะหนีตาย ตื่นเช้ามานี่ได้เจอไส้เดือนคลานกันเต็มพื้นแน่”

ไส้เดือนที่คืนดินใช้เป็นหลักคือ พันธุ์แอฟริกัน ไนต์ ครอเลอร์ (African Night Crawler หรือ AF) นอกจากนั้นก็มี พันธุ์ไทเกอร์ (Elsenia Foetida) ที่ใช้ย่อยขยะอินทรีย์ พันธุ์สีน้ำเงิน (Blue) จุดเด่นคือขนาดตัวเล็กนิดเดียว เลี้ยงไว้ย่อยขยะและนำน้ำเมือกบนตัวไปทำน้ำหมักฉีดรดต้นไม้ ล่าสุดก็มี พันธุ์ไทย (คนไทยเรียกกันติดปากว่า ขี้คู้) มาเลี้ยงด้วย

ไส้เดือนแต่ละพันธุ์ให้ผลลัพธ์ต่างกัน อย่างพันธุ์ตัวเล็ก มูลไส้เดือนที่ได้จะมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ใหญ่ “เขาว่ากันว่าขนาดของมูลไส้เดือนยิ่งเล็กพืชจะยิ่งดูดซึมได้ดี แต่ผมยังไม่เห็นความต่างเท่าไร ตอนแรกผมแยกขนาดของมูลไส้เดือนตามพันธุ์ด้วย แต่ช่วงหลังเราใส่รวมกันไปเลย เพราะคุณภาพไม่ได้ต่างกันเท่าไร คนซื้อก็ไม่ได้สนใจขนาดนั้นด้วย”

 

 

 

วัฏจักรของไส้เดือนส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการผลิตมูลไส้เดือน แปลว่าเราไม่ต้องอยู่กับมันตลอด 24 ชั่วโมง นั่นคือข้อดีของการทำงานคืนดินที่โป้งบอกว่าไม่จำเป็นต้องทุ่มแรงและเวลากับมันไปทั้งหมด เขาจะใช้เวลาอยู่กับมันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช่ว่าเอาเวลาไปจมอยู่กับไส้เดือนนานๆ แล้วจะได้ปริมาณของมูลเพิ่มมากขึ้น

โป้งพูดคำหนึ่งที่จุดประกายเราขึ้นมาว่า “การทำมูลไส้เดือนเหมือนการวิ่งมาราธอน” อย่างที่รู้กันว่านอกจากควบตำแหน่งมือกลองของโมเดิร์นด็อกแล้ว โป้งยังเป็นนักวิ่งไม่สมัครเล่น แต่วิ่งเป็นกิจวัตร วิ่งมาแล้วหลายฟูลมาราธอน ไปจนถึงระดับอัลตรามาราธอนที่ 100 กิโลเมตร วิ่งกับตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) จากใต้สุดไปเหนือสุดของประเทศไทย การวิ่งทางไกลที่ไม่จำเป็นต้องใส่แรงไปเสียทั้งหมด “นักวิ่งมาราธอนรู้กันดีว่าคุณไม่สามารถใช้แรงรวดเดียวหมดได้ แต่ต้องรู้จุดพอดีที่จะวิ่งไปได้จนจบ การทำมูลไส้เดือนก็เหมือนกัน คุณไม่สามารถไปเร่งกระบวนการให้ไส้เดือนทำงานไวขึ้น หรือผลิตมูลไส้เดือนออกมามากขึ้น ทุกอย่างต้องใช้เวลาและความอดทนเสมอ”

น้อยแต่มากอาจเป็นนิยามในการทำงานของโป้งได้ว่า “ผมใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเก็บมูลไส้เดือนที่ได้และนำไปขายต่อ โดยมีผู้ช่วยอีกสองคนคือภรรยาและลูกสาว แต่ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไส้เดือนด้วย อย่างพันธุ์แอฟริกัน ไนต์ ครอเลอร์ จะกินข้างล่างกระบะ แต่ขึ้นมาขี้ข้างบน เราก็ปาดหน้ามูลไส้เดือนไปขายได้เลย แต่บางพันธุ์จะลงไปขี้ข้างล่างกระบะ ทำให้ยุ่งยากในการจัดเก็บมูลไส้เดือนอีก ส่วนเวลาที่เหลือเราทำได้แค่รอให้ไส้เดือนกินและขี้ออกมาเท่านั้น”

ผลลัพธ์คือ ‘คืนดิน’ ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งการกำจัดเศษอาหารและใบไม้ แถมยังช่วยคืนธาตุอาหารกลับสู่ระบบนิเวศด้วยวิธีการง่ายๆ โดยอาศัยเพื่อนร่วมโลกของเราให้ทำงานแทน เราถามทิ้งท้ายไปว่า ช่วงนี้โป้งได้วิ่งบ้างไหม เขาตอบกลับมาว่า ไม่เลย ไม่รู้จะวิ่งไปทำไม แต่นี่คงไม่ใช่เส้นชัยของเขาเป็นแน่ เพียงแต่ช่วงเวลานี้ความสนุกล้วนไปตกอยู่กับธุรกิจที่เข้ามาชุบชีวิต โป้ง โมเดิร์นด็อก ในยามที่วางไม้และพักขาแล้วหันมา ‘คืนดิน’ ให้กับโลกใบนี้ จนกว่าวันที่ไฟแห่งการออกกำลังกายจะกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ชีวิตเมื่อได้วางไม้ พักขา แล้วหันมา ‘คืนดิน’ ของ โป้ง โมเดิร์นด็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธรรมศาสตร์ระดมรุกขกรจิตอาสา ตัดแต่งต้นไม้ สร้างโมเดล ‘ธรรมศาสตร์เมืองต้นไม้ใหญ่’ https://thestandard.co/thammasat-volunteer-on-tree-pruning/ Sun, 24 May 2020 10:43:42 +0000 https://thestandard.co/?p=366370

เมื่อวานนี้ (23 พฤษภาคม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมก […]

The post ธรรมศาสตร์ระดมรุกขกรจิตอาสา ตัดแต่งต้นไม้ สร้างโมเดล ‘ธรรมศาสตร์เมืองต้นไม้ใหญ่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (23 พฤษภาคม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับ Big Trees โปรเจกต์และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ระดมรุกขกรจิตอาสากว่า 70 คน ตัดแต่งต้นไม้ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยหวังให้เป็นโมเดล ‘เมืองต้นไม้ใหญ่’

 

กิจกรรมนี้มีที่มาจากการที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ได้เห็นการตัดต้นไม้แบบผิดๆ ของหลายๆ เขตของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตัดกุดหัวและการตัดกลางต้น จึงได้ชักชวน Big Trees โปรเจกต์ และเครือข่ายต้นไม้ในเมืองว่า เมื่อมีการคลี่คลายการล็อกดาวน์แล้ว ควรจะต้องมีการระดมรุกขกรจิตอาสา มาช่วยกันลงมือตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งได้เลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ เพราะมีการดำเนินการมาพอสมควรแล้ว โดยตั้งเป้าจะทำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ให้เป็นตัวอย่างของ ‘เมืองต้นไม้ใหญ่’ จึงเป็นที่มาของรุกขกรจิตอาสากว่า 70 คนที่มารวมตัวกัน ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม ‘หลักสูตรรุกขกรรมขั้นต้น’ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีจัดฝึกอบรมไปแล้ว 10 รุ่น

 

อรยา สูตะบุตร แห่ง Big Trees โปรเจกต์ กล่าวว่า “ทุกคนที่มาในวันนี้มาด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการกลับมาช่วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้จัดอบรมการตัดแต่งต้นไม้ให้ แต่ยังเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ซึ่งช่วยผู้คนได้มากมาย ทุกคนจึงอยากทำอะไรให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ้าง” โดยอรยากล่าวว่า คนมามากเกินคาด จากที่คาดไว้แค่ 30 คน เพราะเป็นช่วงโควิด แต่ปรากฏว่ามีคนมามากกว่า 70 คน

 

ด้าน ปริญญา กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของกิจกรรมในวันนี้คือการกลับมารวมตัวของรุกขกรที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อลงมือทำ ทำให้เห็นว่าต้นไม้ใหญ่สามารถอยู่ได้ในเมือง คนจำนวนมากไม่ทราบว่ามนุษย์นั้นขาดต้นไม้ไม่ได้ เพราะต้นไม้เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราหายใจออกมาให้กลับเป็นออกซิเจนให้เราหายใจเข้าไปใหม่ “ถ้าไม่มีต้นไม้ ออกซิเจนจะถูกหายใจหมดในเวลาไม่นาน และคาร์บอนไดออกไซด์ที่สัตว์ทั้งหลายหายใจออกมาจะท่วมบรรยากาศโลก ดังนั้นเราขาดต้นไม้ไม่ได้ ถ้าไม่มีต้นไม้เราจะตายกันหมดในเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน”

 

นอกจากนี้ต้นไม้ยังดูดซับ PM2.5 และมลภาวะต่างๆ และเป็นความร่มรื่นให้กับเมือง กรุงเทพมหานครและเมืองต่างๆ จะร้อนน้อยลงเมื่อมีต้นไม้ใหญ่เพิ่มขึ้น เมืองจึงขาดต้นไม้ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการปลูกเพิ่มอย่างเดียว แต่คือการดูแลต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่แล้วด้วย

 

ปริญญากล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งใจที่ทุกคนอยากจะมาช่วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ธรรมศาสตร์จะได้ประโยชน์เท่านั้น “เพราะถ้าธรรมศาสตร์ทำสำเร็จได้ แปลว่ามันไม่ยาก และดังนั้นทุกที่ก็สามารถทำได้ ดังเช่น โรงพยาบาลสนาม เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมา ก็เป็นตัวอย่างให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ หรือตู้ปันสุขก็เช่นกัน เมื่อมีคนกลุ่มแรกทำขึ้นมา แล้วคนเห็นว่าดี ก็เกิดตู้ปันสุขขึ้นมาทั้งประเทศ สิ่งที่เราทำในวันนี้จะเป็นตัวอย่างให้คนเห็นว่า ต้นไม้สามารถอยู่ได้ในเมือง ต้นไม้สามารถอยู่ได้กับถนน ต้นไม้สามารถอยู่ได้กับผู้คน โดยทำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ดู”

 

โดยในวันนี้ทางกรุงเทพมหานคร และภาคเอกชนได้ส่งรถกระเช้ารวม 4 คันมาร่วมกิจกรรมด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งนี้เนื่องจากยังอยู่ในช่วงโควิด-19 ทุกคนจึงใส่หน้ากากอนามัย โดยจะมีการถอดออกเมื่อปีนขึ้นต้นไม้ หรือเมื่อทำงานอยู่ห่างกันเท่านั้น

 

“ตั้งแต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มนโยบายดูแลต้นไม้ใหญ่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไม่เคยมีครั้งใดที่จะมีรุกขกรมาช่วยกันตัดแต่งดูแลพร้อมกันมากถึง 70 คนดังเช่นในวันนี้” ปริญญา ซึ่งได้ร่วมตัดแต่งต้นไม้ทั้งแบบปีนขึ้นและขึ้นด้วยรถกระเช้า กล่าวทิ้งท้าย “วันนี้เชื่อว่าจะมีต้นไม้ใหญ่ในจุดสำคัญได้รับการตกแต่งมากถึง 200 ต้น แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นไม้ใหญ่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แต่นี่คือการกระตุ้นคนที่ชอบตัดต้นไม้ใหญ่แบบผิดๆ ให้หันมาหาวิธีการที่ถูกต้อง และเชื่อว่าในที่สุดประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้สำเร็จในที่สุด”

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post ธรรมศาสตร์ระดมรุกขกรจิตอาสา ตัดแต่งต้นไม้ สร้างโมเดล ‘ธรรมศาสตร์เมืองต้นไม้ใหญ่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคล็ดลับบ้านสวยด้วย 10 ต้นไม้ที่เหมาะสำหรับการปลูกในบ้านโดยเฉพาะ https://thestandard.co/10-trees-recommend-for-home/ Wed, 20 May 2020 07:19:17 +0000 https://thestandard.co/?p=365329

สมัยก่อนเรามักจะนึกภาพว่าการปลูกต้นไม้เป็นกิจกรรมของผู้ […]

The post เคล็ดลับบ้านสวยด้วย 10 ต้นไม้ที่เหมาะสำหรับการปลูกในบ้านโดยเฉพาะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมัยก่อนเรามักจะนึกภาพว่าการปลูกต้นไม้เป็นกิจกรรมของผู้ใหญ่ หาได้มีวัยรุ่นมาเดินจับจองต้นไม้ในตลาดมากนัก หรือถ้ามีก็เป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่แล้วมันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรแน่นอน เช่นเดียวกับการมาของโควิด-19 ที่ทำให้หลายคนหยุดกิจกรรมทุกอย่าง นอนเหงาอยู่กับบ้าน ไม่ได้ออกไปไหน กิจกรรมอะไรที่ช่วยผ่อนคลายและบรรเทาความเครียดได้ ล้วนถูกงัดออกมาใช้กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเกมอย่าง Nintendo Switch ที่ทำให้ราคาเครื่องและแผ่นเกมพุ่งขึ้นไปสูงเป็นเท่าตัว หรือนวัตกรรมด้านอาหารที่เกิดปรากฏการณ์หม้อทอดไร้น้ำมัน ช่วยปลุกสกิลการทำอาหารของใครหลายคน ไปจนถึงเทรนด์ต้นไม้ที่เพิ่งจะเริ่มฮิตเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ทำให้พ่อค้าแม่ค้ายิ้มแก้มปริจนเพาะชำกันแทบไม่ทัน 

 

ไหนๆ เทรนด์การปลูกต้นไม้ก็เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์คนในช่วงเวลานี้อย่างหนัก เราจึงอยากแนะนำให้รู้จักต้นไม้ที่ราศีจับ และอยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่ รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าล้วนหามาประดับไว้ในร้านของตัวเองกันถ้วนหน้า หลายต้นน่าจะเคยได้ยินชื่อผ่านหูกันมาบ้าง หลายต้นอาจผ่านตาจากภาพแต่งบ้านที่ถูกรวมอยู่ใน Pinterest ของต่างประเทศกันบ่อย ไปจนถึงบางต้นปลูกกันไปดีๆ ก็มีราคาเหมือนกัน ไหนดูซิว่าบ้านของคุณมีต้นไม้เหล่านี้กันแล้วหรือยัง   

 

 

  1. ไทรใบสัก (Fiddle fig) 

พืชเขตร้อน เหมาะกับพื้นที่อากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา หนึ่งในต้นไม้ที่เราน่าจะเห็นจาก Pinterest บ่อยที่สุด ด้วยลักษณะลำต้นสูง แตกใบขนาดใหญ่รอบทิศทาง บ้างแตกออกมาหลายกิ่ง ยิ่งมีหลายกิ่งยิ่งราคาแพง  ไทรใบสักเป็นพืชที่ชอบแสงแดดหรือบริเวณที่มีแสงรำไร สามารถนำมาปลูกภายในบ้านได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศ มีทั้งพันธุ์แคระและพันธุ์ใบใหญ่ ไปจนถึงพันธุ์ด่างที่ราคาสูงกว่าปกติ

 

การดูแล: ไทรใบสักเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำเยอะ จึงไม่ควรรดน้ำบ่อย เช็กได้โดยการจิ้มนิ้วลงไปในดิน หากยังมีความชื้นอยู่ ก็ยังไม่จำเป็นต้องรดน้ำก็ได้ ซึ่งปกติผมมักจะรดน้ำประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง การรดน้ำแต่ละครั้งต้องรดให้ชุ่มๆ กระถางไปเลย ไม่ต้องกลัวว่ารากจะเน่า เพราะเขาต้องใช้น้ำไปอีกหลายวัน อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของพืชใบคือ หมั่นเช็ดทำความสะอาดใบด้วยน้ำเปล่าสัปดาห์ละครั้ง จะได้ไม่มีอะไรมาบดบังการสังเคราะห์แสงของเขาด้วย 

 

ราคา: ต้นเล็กราคา 300-500 บาท ต้นใหญ่ราคา 800-1,400 บาท

 

 

  1. ยางอินเดีย (Ficus elastica) 

พืชอีกชนิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนี้ เรามักจะเห็นรูปต้นไม้ทรงสูง ใบสีเขียวเข้มไปจนถึงดำเรียวยาวแหลมรอบทิศทาง มียอดปลายแหลมสีชมพู นั่นคือภาพคร่าวๆ ของยางอินเดีย มีทั้งพันธุ์ด่าง ใบแคระ ใบแดง และใบดำ คนนิยมนำมาปลูกในบ้าน เพราะไม่ชอบแสงแดดจัด รวมถึงยังใช้ฟอกอากาศได้ด้วย ยางอินเดียปลูกง่ายด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและปักชำ ซึ่งส่วนมากที่เจอในตลาดต้นไม้จะเป็นอย่างหลังมากกว่า หากเลือกได้ แนะนำให้เลือกต้นที่เพาะเมล็ด รากจะมีความแข็งแรงกว่าต้นปักชำ

  

การดูแล: ยางอินเดียค่อนข้างชอบน้ำ สังเกตได้จากเวลาใบของเขาเริ่มตก แสดงว่าเราอาจจะตั้งต้นไม้ให้โดนแดดมากเกินไป หรือรดน้ำไม่พอ ทางที่ดีควรตั้งไว้ในจุดที่มีอากาศถ่ายเท รดน้ำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือหากมีเวลาว่าง แนะนำให้เอาไปตั้งรับแดดเช้าๆ บ้างเป็นพอ

 

ราคา: ต้นเล็กราคา 300-500 บาท ต้นใหญ่ราคา 800-1,200 บาท

 

 

  1. มอนสเตอรา (Monstera) 

พืชที่เรามักเห็นตามหนังสือแต่งบ้านหรือจาก Pinterest ด้วยลักษณะใบแฉกขนาดใหญ่แตกออกมาเป็นกอมากมาย เป็นพืชเลี้ยงง่าย เรียกได้ว่ามือใหม่ก็ยังรอด เลี้ยงได้ทั้งในดินและน้ำ มอนสเตอรามีหลายสายพันธุ์มาก หลายๆ ชื่อที่เราได้ยินกันบ่อยในช่วงนี้อาจจะเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของมอนสเตอราก็ได้ เช่น ไจแอนด์มอนสเตอราที่มีใบขนาดใหญ่ มีรอยฉีก และรูวงกลมบนใบเยอะกว่ามอนสเตอราปกติ ส่วนใหญ่นิยมนำมาเลี้ยงภายในบ้าน เพราะเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงแดดจัด และไม่ต้องการน้ำเยอะจนชื้นขังอยู่ในดิน วัสดุที่นำมาใช้ปลูกส่วนมากจะเป็นกาบมะพร้าวสับ เราจึงมักเรียกมอนสเตอราว่าเป็นพืชรากอากาศ เพราะมันอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยดิน  

 

การดูแล: มอนสเตอราชอบความชื้นแต่ไม่แฉะ จึงไม่ควรรดน้ำจนขังในกระถาง ทางที่ดีใช้วัสดุกาบมะพร้าวสับจะช่วยระบายน้ำและเก็บความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี รดน้ำแค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งก็พอ แต่สามารถใช้ฟ็อกกี้ฉีดเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบของมอนสเตอราในวันที่อากาศร้อนได้

 

ราคา: ต้นเล็กๆ ขายกันอยู่ที่ 200-500 บาท ยิ่งพันธุ์ด่างยิ่งมีราคาสูงมากขึ้น

 

 

  1. ฟิโลเดนดรอน ซานาดู (Philodendron xanadu)

พืชตระกูลหนึ่งของฟิโลเดนดรอน มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Phileo แปลว่า รัก และ Dendron แปลว่าต้นไม้ ฟิโลเดนดรอนมีหลายสายพันธุ์ไม่ต่างจากมอนสเตอรา สำหรับซานาดูนั้นมีลักษณะใบแฉกรอบโค้งงอเหมือนช้อน ยิ่งโตใบยิ่งมีขนาดใหญ่และรอยแฉกลึกสวยงาม เป็นไม้เลื้อยที่เลี้ยงง่าย โตไว และกินพื้นที่ค่อนข้างมาก ปลูกบนกาบมะพร้าวสับหรือดินร่วนๆ ได้ ชอบความชุ่มชื้น และไม่ชอบแสงแดดจัด นิยมนำมาวางประดับบ้าน เพราะช่วยฟอกอากาศได้เหมือนกับไม้ใบต้นอื่นๆ

 

การดูแล: รดน้ำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง สังเกตได้โดยการใช้นิ้วจิ้มลงไปในดิน หากยังมีความชื้นอยู่ ยังไม่ต้องรดน้ำก็ได้ สามารถใช้ฟ็อกกี้ฉีดเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบในวันที่อากาศร้อนได้เช่นกัน

 

ราคา: 150-500 บาท ตามขนาดของต้นไม้

 

 

  1. ลิ้นมังกร (Sansevieria)

หนึ่งในพืชเก่าแก่ของประเทศไทย สามารถพบเห็นได้ตามหน้าบ้านที่ชอบปลูกต้นไม้ ลิ้นมังกรเป็นไม้ล้มลุกในเขตร้อนของทวีปแอฟริกา จึงสามารถนำมาปลูกในอากาศบ้านเราได้สบาย ปลูกง่าย แค่ถอนรากแล้วนำไปปักในดินร่วนระบายน้ำได้ดี มีทั้งพันธุ์ที่ใบเขียว ใบด่าง และพันธุ์แคระ นอกจากคนจะนิยมนำมาปลูกใส่กระถางสวยๆ ในบ้านเพื่อช่วยฟอกอากาศแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ต้นไม้ส่วนใหญ่แม้จะขึ้นชื่อว่าช่วยฟอกอากาศ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้นไม้ไม่อาจละเลยได้คือ กระบวนการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางคืน แต่ดันมีพืชชนิดหนึ่งที่ทำตัวสวนกระแส เพราะดันดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และความชื้นในอากาศไว้สำหรับสังเคราะห์แสงตอนกลางวัน หนึ่งในนั้นคือลิ้นมังกรนี่แหละ ดังนั้น ใครปลูกต้นไม้ในบ้านเยอะๆ ควรนำเจ้าลิ้นมังกรไปไว้ในห้องด้วย เหมือนให้อาหารเขาไปในตัว 

 

การดูแล: แม้จะได้ชื่อว่าพืชเขตร้อน แต่ลิ้นมังกรก็ยังต้องการน้ำพอสมควร เพื่อรักษาฟอร์มใบให้สวยงาม ดังนั้น สามารถรดน้ำได้ทุกวันหรืออาทิตย์ละ 2-3 วันก็ยังไหว ไปจนถึงการรับแสงแดดยามเช้า เพราะพืชอาศัยแสงอาทิตย์ในการปรุงอาหารเสมอ

 

ราคา: 100-300 บาท แต่ถ้าข้างบ้านใครปลูก แนะนำให้ทำตัวดีๆ แล้วไปขอเขาสักต้นมาปักลงดินได้เลย อย่ามือบอนไปเด็ดมาก่อนแล้วบอกทีหลังเชียวล่ะ!

 

 

  1. กวักมรกต (Zanzibar gem)

หนึ่งในพืชที่ได้ชื่อว่าทนทาน ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย เหมาะสำหรับใครที่อยากมีต้นไม้ในบ้านสวยๆ แต่ไม่มีเวลาดูแลมากนัก กวักมรกตคือคำตอบ คุณสามารถวางทิ้งไว้นอกบ้านให้พอมีแสงอาบยามเช้าหรือบ่าย กลับมาจากงานก็รดน้ำให้เขาเสียหน่อย หรือปล่อยทิ้งไว้บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะกวักมรกตเป็นพืชอวบน้ำ เก็บน้ำเก่งตามขนาดตัว ส่วนมากที่พบกันจะเป็นพันธุ์สีเขียว แต่กวักมรกตมีอีกพันธุ์คือสีดำ ที่ราคาสูงกว่ามาก ยิ่งดำยิ่งแพง นำมาใส่กระถางขาวๆ ตั้งไว้สักมุมของบ้าน สวยขึ้นมาทันตาเห็น

 

การดูแล: สามารถรดน้ำได้ทุกวัน หรือ 2-3 วันครั้งก็ได้ (สำหรับคนขี้เกียจ) แนะนำให้ตั้งเขาไว้รับแสงยามเช้าบ้าง เพราะอย่างไรปลูกต้นไม้ก็หนีปัจจัยเรื่องแสง น้ำ และดิน ไม่พ้น

 

ราคา: พันธุ์เขียว 100-300 บาท พันธุ์ดำ 300-500 บาท แล้วแต่ขนาดของต้นไม้

 

Photo: @phreukplant / Instagram

 

  1. พญาไร้ใบ (Euphorbia tirucalli)

ต้นไม้สายฮิปอีกหนึ่งต้นที่โดดเด่นด้วยลักษณะลำต้นเล็กๆ อวบน้ำ มีกิ่งแผ่ออกไปรอบทิศทางคล้ายปะการัง แม้จะชื่อว่าพญาไร้ใบ แต่ก็มีใบและออกดอกให้เห็น เป็นต้นไม้ที่มีสรรพคุณเยอะมาก ใช้ได้ตั้งแต่ราก ลำต้น ใบ ไปจนถึงยางจากต้นไม้ แต่ระมัดระวังการสัมผัสยางโดยตรง เพราะอาจระคายเคืองได้   

 

การดูแล: เป็นไม้กลางแจ้ง ทนแสงแดดได้ดี สามารถนำไปปลูกในบ้านที่มีแสงรำไรได้ นอกจากนี้ยังเป็นไม้อวบน้ำ จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน รดน้ำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ยังไหว

 

ราคา: 200-500 บาท แล้วแต่ขนาดของต้นไม้

 

 

  1. กล้วยด่าง (Heliconaia striata) 

นับเป็นพันธุ์ไม้หน้าใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกล้วยด่างฟลอริดา เพราะเดี๋ยวนี้อะไรที่เป็นด่าง ไม่มีคำว่าถูก แถมยังสวยอีกด้วย ลักษณะภายนอกเหมือนกล้วยบ้านเรา ต่างกันตรงที่ใบและลำต้นของเขาจะมีสีด่างขึ้นเป็นลายสวยงาม ให้ผลเหมือนกัน แต่กล้วยพันธุ์นี้รสชาติเหมือนกล้วยไข่อมเปรี้ยว จึงไม่ค่อยนิยมนำมากินเท่าไร หลายคนนิยมนำมาปลูกไว้ในบ้านเมื่อลำต้นเริ่มแข็งแรงแล้ว นับเป็นประสบการณ์ใหม่เวลาใครมาเยี่ยมบ้านต้องเกิดคำถามว่า ทำไมมีต้นกล้วยอยู่ในบ้านได้ แล้วดันสวยเสียด้วย

 

การดูแล: กล้วยเป็นพืชที่ต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษ ยิ่งใครอยากชิมผลด้วย ยิ่งต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ให้ขาดทั้งปุ๋ย แสงแดด และน้ำ แนะนำให้ปลูกลงดินให้ต้นแข็งแรงก่อนที่จะนำเข้าบ้าน เพราะถึงอย่างไรกล้วยก็ยังเป็นกล้วยอยู่วันยันค่ำ มันไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ในบ้านนั่นแหละครับ

 

ราคา: 300 – 500 สำหรับกล้วยด่าง และ 2,000 บาท ขึ้นไปสำหรับกล้วยด่างฟลอริดา แล้วแต่ขนาดของต้นไม้ 

 

 

  1. ฟิโลเดนดรอนมรกตแดง หรือพิงก์ ปรินเซส (Philodendron pink princess)

ต้องยอมรับว่าพิงก์ ปรินเซสแต่เดิมเคยมีราคาแค่ไม่กี่ร้อย แต่หลังจากได้เห็นต้นไม้อวดโฉมผ่านอินสตาแกรมของญาญ่า อุรัสยา ก็ทำให้ราคาของน้องพิงก์พุ่งไปไกลจนถึงหลักพัน ด้วยความที่เป็นไม้เลื้อย จึงไม่ชอบแสงแดดจัด สามารถวางไว้ในบ้านที่แสงส่องผ่านรำไร ปลูกง่าย แตกกิ่งก้านสาขาไวไม่แพ้มอนสเตอรา ส่วนความตื่นเต้นของการปลูกพิงก์ ปรินเซสอยู่ที่การลุ้นสีชมพูอ่อนๆ บนใบเวลาแตกยอดอ่อนใหม่นี่แหละ ที่เราเองก็ลุ้นไม่แพ้ญาญ่าเช่นกัน

 

การดูแล: แสงแดด น้ำ ดินร่วน และอากาศถ่ายเท เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพืชตระกูลไม้เลื้อย แต่ระวังอย่าให้ความชื้นมากจนเกินไป อาจทำให้รากเน่าได้ วัสดุปลูกจึงควรระบายน้ำได้ดี สามารถเช็กได้โดยการจิ้มนิ้วลงไปในดิน ตลอดจนใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ

 

ราคา: 1,000-1,500 บาท 

 

 

  1. พลูด่าง (Epipremnum aureum)

พลูด่างเป็นพืชปราบเซียนมานักต่อนัก เพราะขึ้นชื่อว่าเลี้ยงง่ายที่สุดแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีคนตกม้าตายมานักต่อนัก พลูด่างสามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในดินและในน้ำ ไปจนถึงเลื้อยเกาะกับต้นไม้ใหญ่ มีหลากหลายสายพันธุ์และสีสันให้เลือกปลูก เช่น พลูฉลุ, พลูงาช้าง, พลูทองหรือราชินีสีทอง, พลูราชินีหินอ่อน ฯลฯ หลายคนนิยมนำมาปลูกในแจกันหรือโหลแก้วให้ยอดแตกและเลื้อยเป็นทาง เพิ่มความสวยงามบนโต๊ะทำงานได้เป็นอย่างดี แถมยังเหมาะกับมือใหม่ที่เริ่มหาพื้นที่สีเขียวเข้ามาประดับประดาชีวิต เพราะราคาของพลูด่างยังเป็นมิตรที่สุดก็ว่าได้

 

การดูแล: การปลูกพลูด่างในน้ำสามารถตัดกิ่งของต้นพลูด่างมาแช่ในน้ำได้เลย ไม่กี่วันรากจะเริ่มงอกและค่อยๆ เติบโตจนเป็นไม้เลื้อยสวยงาม สามารถพรมน้ำให้ใบเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่เขาได้ ส่วนถ้าปลูกในดินก็ขอให้เป็นดินร่วนระบายน้ำได้ดี สามารถรดน้ำได้ทุกวัน พลูด่างในดินจะเติบโตง่ายกว่าพลูด่างในน้ำ รวมถึงพลูด่างที่เลี้ยงไว้กับต้นไม้ใหญ่จะมีขนาดใบใหญ่กว่าปกติ

 

ราคา: 20-300 บาท แล้วแต่สายพันธุ์ 

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post เคล็ดลับบ้านสวยด้วย 10 ต้นไม้ที่เหมาะสำหรับการปลูกในบ้านโดยเฉพาะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สำรวจตลาดต้นไม้จตุจักร ช้อปความรื่นรมย์หลังคลายล็อกดาวน์ https://thestandard.co/discovering-trees-in-chatuchak-market/ Thu, 14 May 2020 06:50:57 +0000 https://thestandard.co/?p=363416

THE STANDARD POP ลงสำรวจบรรยากาศตลาดต้นไม้จตุจักร หลังก […]

The post ชมคลิป: สำรวจตลาดต้นไม้จตุจักร ช้อปความรื่นรมย์หลังคลายล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD POP ลงสำรวจบรรยากาศตลาดต้นไม้จตุจักร หลังกลับมาเปิดให้บริการสัปดาห์แรก ต่อเนื่องจากการประกาศคลายล็อกดาวน์เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา

 

ในสัปดาห์แรกของการเปิด เจ้าหน้าที่ประจำตลาดมีการตรวจวัดอุณหภูมิของผู้เข้ามาใช้บริการบริเวณทางเข้าอย่าเคร่งครัด รวมถึงการจำกัดระยะห่างระหว่างร้านค้า ไม่ให้มีการตั้งร้านใกล้ชิดกันจนมากเกินไป ไปดูกันว่าบรรยากาศของตลาดต้นไม้ที่เคยคึกคักแห่งนี้ จะกลับมาเป็นอย่างไรบ้างภายใต้สถานการณ์ปกติใหม่

 

ตลาดต้นไม้จตุจักร เปิดให้บริการวันอังคาร-พฤหัสฯ เวลา 12.00-18.00 น.
(ไม่มีตลาดกลางคืน)
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ (ฝากทีมโซเชียลแท็กเพจตลาดจตุจักรนะคะ)

 

ถ่ายทำ: ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post ชมคลิป: สำรวจตลาดต้นไม้จตุจักร ช้อปความรื่นรมย์หลังคลายล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาไปส่องแนวคิดสุดสร้างสรรค์ ‘Betterism’ ดีไซน์ดี เปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้นได้ ในงานบ้านและสวนแฟร์ Select 2020 [Advertorial] https://thestandard.co/baanlaesuan-betterism-creative-perspective/ Wed, 19 Feb 2020 14:20:01 +0000 https://thestandard.co/?p=332849

ทุกวันนี้งานดีไซน์ดีๆ มีบทบาทสำคัญสำหรับชีวิตของคนเราใน […]

The post พาไปส่องแนวคิดสุดสร้างสรรค์ ‘Betterism’ ดีไซน์ดี เปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้นได้ ในงานบ้านและสวนแฟร์ Select 2020 [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกวันนี้งานดีไซน์ดีๆ มีบทบาทสำคัญสำหรับชีวิตของคนเราในด้านต่างๆ อย่างมาก ทั้งทำให้ชีวิตดีและรื่นรมย์ขึ้น และในต้นปีแบบนี้ก็มีงานดีไซน์แฟร์งานแรกของปีที่กำลังจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นั่นคืองาน ‘บ้านและสวนแฟร์ Select 2020’ ที่รวบรวมเทรนด์เกี่ยวกับการออกแบบ เทรนด์เฟอร์นิเจอร์ และเอาต์ดอร์ไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน 

 

ขึ้นชื่อว่า ‘Select’ ก็ย่อมแน่นอนว่า ทุกอย่างที่รวมกันอยู่ภายในงานนี้ล้วนต้องได้รับการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี แถมในงานนี้เขายังอินเทรนด์กับกระแส (รักษ์) โลก โดยจัดขึ้นในคอนเซปต์ ‘Betterism: Good Design for a Better World’ ซึ่งเชื่อว่า ดีไซน์ที่ดีนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้นได้ THE STANDARD ไปสำรวจงานนี้มาแล้ว และขอบอกว่า ไม่อยากจะให้คุณพลาดด้วยประการทั้งปวง งานนี้จะมีไฮไลต์อะไรที่ดีงามบ้าง เราจะพาคุณไปชมกัน แต่ขอบอกก่อนเลยว่า อลังการงานไอเดียมากๆ แถมยังเดินเพลินมากเสียด้วย

 

Archway: ซุ้มทางเข้า… Infinity Mirror

 

 

บรรยากาศสนุกตั้งแต่ซุ้มทางเข้าหน้าบริเวณฮอลล์ 9 ที่ต้อนรับทุกคนด้วยแสงและสีสัน ซุ้มทางเข้านี้ออกแบบมาอย่างพิเศษ เชิญชวนให้คนที่มางานบ้านและสวนแฟร์ Select 2020 ได้มีปฏิสัมพันธ์ เป็นเสมือนคำทักทายด้วยมิติของแสงแบบ Infinity Mirror ที่ให้ภาพเงาสะท้อนอันไม่รู้จบ ซึ่งผู้เข้าชมงานสามารถเข้าไปอยู่ในห้วงแห่งแสงที่สะท้อนไปมาได้ ทั้งยังมีผนังที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการ ทำให้ในแต่ละช่วงเวลา ผนังนี้จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในรูปแบบไม่ซ้ำกัน

 

Room Showcase: Betterism

 

 

โซนนี้เป็นเหมือนพระเอกของงานเลยก็ว่าได้ กับนิทรรศการที่นำเสนอโดย Room ซึ่งมาในธีมเดียวกับงาน นั่นคือ ‘Betterism: Good Design for a Better World’ จัดแสดงผลงานออกแบบที่นอกจากจะตอบโจทย์ในเรื่องของประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามแล้ว ยังสะท้อนแนวคิดที่ต้องการให้โลกนี้ดีขึ้น ด้วยความเชื่อที่ว่า ผลงานการออกแบบที่ดีสามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้นได้ 

 

 

นำเสนอผลงานการออกแบบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ Better for Our Planet รวมงานออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ไปจนถึงช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติก ได้อย่างโดดเด่น Better for Our Society งานออกแบบที่ช่วยเหลือสังคมหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน และ Better for Our Culture งานออกแบบที่ช่วยสืบสานหรือต่อยอดวัฒนธรรมดั้งเดิม การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากภูมิปัญญา เพื่อสร้างรายได้ และคืนความรุ่งเรืองสู่ท้องถิ่นให้เกิดความยั่งยืน

 

 

ต้องบอกว่า เต็มไปด้วยชิ้นงานที่น่าสนใจ ทั้งในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราเชื่อว่า ชาวรักษ์โลกน่าจะกดไลก์ กดหัวใจให้อย่างแน่นอน สมกับที่ Room ตั้งใจส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ สู่สังคมในวงกว้าง เป็นการตอกย้ำว่า งานออกแบบในอนาคตนับจากนี้ ควรจะต้องคำนึงถึงโลกให้มากยิ่งขึ้น และธุรกิจที่ดีก็ควรจะคำนึงถึงความยั่งยืน เพราะผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยได้ตื่นขึ้นแล้ว และใช้หลักในการพิจารณาสินค้า บริการ หรืองานออกแบบว่าสิ่งที่พวกเขายอมเสียเงินจับจ่ายนั้นมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีส่วนที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นหรือไม่ 

 

 

ภายในโซนนี้ยังมีร้านกาแฟ Room X Nap’s Cafe ให้ได้นั่งพัก ฟังเพลงเพลินๆ นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับ ‘Design Talk’ หรือเสวนาที่หมุนเวียนเชิญสถาปนิกนักออกแบบ นักรณรงค์ รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและแรงบันดาลใจด้านการออกแบบ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกด้วย 

 

Garden of Ideas: เทรนด์สวนที่กำลังมาในปี 2020

 

 

โซนนี้นำเสนอ 6 เทรนด์สวนขนาดเล็ก 10 ไอเดีย มาจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการใช้ชีวิตในสวนกลางแจ้งรูปแบบต่างๆ ภายใต้คอนเซปต์ Outdoor Lifestyle

 

 

 

ไฮไลต์ของโซนนี้ที่ THE STANDARD เห็นว่าเด็ดและน่าทึ่ง ไม่ค่อยจะเห็นสวนแบบนี้ที่ไหนเลย ก็คือ Garden Theraphy สวนกลางคืนที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินผ่านประสาทสัมผัสทั้งสี่คือ การมองเห็น การดมกลิ่น การได้ยินเสียง และกายสัมผัส ท่ามกลางสีสันของแสงไฟที่อยู่ภายในสวน พร้อมแนะนำไอเดียจัดสวนด้วย 6 กลุ่มพันธุ์ไม้ยอดฮิต ทั้งไม้ใบสีเงิน ไม้ใบสีแดง ไม้ใบด่าง ไม้ดอกหอม ไม้ใบสวย และกลุ่มเฟิร์น ซึ่งล้วนเป็นพันธุ์ไม้ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในปี 2020 

 

 

My Home: Pet Friendly… ถูกใจคนรักสัตว์เลี้ยง 

 

 

โซนนี้เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงกันแบบสุดๆ ด้วย ‘Pet Friendly Cafe’ ที่สามารถนำน้องๆ สัตว์เลี้ยงที่คุณรักมาเดินเล่น ถ่ายรูป และใช้เวลาดีๆ ร่วมกันในมุมคาเฟ่ ซึ่งโดดเด่นด้วยการสอดแทรกไอเดียการตกแต่งบ้าน เพื่อให้คุณและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข 

 

 

พร้อมทั้งยังมีกิจกรรมฟรีเวิร์กช็อปถูกใจแฟน My Home สาย D.I.Y. กับคลาสเรียนสบายๆ อย่างการสอนทำของใช้ให้สุนัขและน้องแมวแสนรัก นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนา ‘Pets Talk’ จากผู้เชี่ยวชาญ และคุณหมอจากโรงพยาบาลชื่อดัง สุดท้ายพลาดไม่ได้กับความน่ารักของสุนัขเซเลบพร้อมเจ้าของ ที่จะมาร่วมกันพูดคุยและโชว์ความสามารถแสนรู้ให้ได้ถ่ายรูปเก็บความประทับใจกลับบ้านกัน

 

 

My Craft: สารพันของเก๋ๆ สไตล์คราฟต์

 

 

โซนยอดฮิตที่คนฮิปไม่ควรพลาด กับไอเดียฟินและสินค้างานคราฟต์ ที่ขนกันมาแบบจุใจ โซนนี้เราขอบอกเลยว่า ให้เตรียมใจไว้ให้ดีๆ เพราะเขามีของสวยเก๋ล่อตาล่อใจอยู่เต็มไปหมด ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว จานชาม ของแต่งบ้าน ของใช้ที่เป็นงานฝีมือ ซึ่งแต่ละร้านได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี รู้ตัวอีกทีอาจจะช้อปเงินหมดไม่รู้ตัวก็ได้

 

Plant & Garden Zone: สารพันต้นไม้และของแต่งสวน 

 

 

หลังจากที่เดินดูงานจนได้ไอเดียแล้ว ก็มากันที่สองโซนนี้ ซึ่งรวบรวมร้านขายต้นไม้ นานาชนิด ทั้งไม้ใบ ไม้ดอกไม้ประดับ บอนไซ ฯลฯ และอุปกรณ์แต่งสวนเอาไว้อย่างครบครัน เพื่อให้คุณได้เลือกซื้อกลับไปปลูก และตกแต่งสวนที่บ้านให้ได้อย่างใจ แถมเราขอบอกอีกว่า ราคาช่างดี๊ดี รับรองว่า หลายอย่าง ถ้าออกไปซื้อข้างนอกแล้วแพงกว่านี้เสียอีก 

 

 

The Book House: สำนักพิมพ์บ้านและสวน 

 

 

ก่อนจะกลับออกจากงานไป แนะนำว่า อย่าลืมแวะโซนหนังสือของสำนักพิมพ์บ้านและสวน กับร้านหนังสือซึ่งมีธีมตรงกับหนังสือออกใหม่อย่าง Plant Library: รวมพันธุ์ไม้ดอก และ Tree and Town: บ้านดีต้องมีต้นไม้ ช่วยเพิ่มสีสันความสดใสให้งานด้วยมุมถ่ายรูปสวยๆ พร้อมไอเดียการตกแต่งสวนที่ใช้ไม้ดอกและพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คุณนำไปใช้ตกแต่งบ้านให้มีบรรยากาศสดชื่นขึ้น ที่โซนนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปและเวทีเสวนาที่น่าสนใจให้เข้าร่วมรับฟัง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้าได้ทาง www.facebook.com/Baanlaesuanbooks  

 

 

Baanlaesuan The Book House: Plant Library และ Tree & Town

 

 

Pop Up คาเฟ่ในสวน สวนนั่งเล่นพักผ่อนภายใต้บรรยากาศร่มรื่น ให้คุณสามารถแวะมานั่งพักผ่อนถ่ายรูปชมไอเดียสวนได้อย่างเพลิดเพลิน 

 

ETC: อื่นๆ

 

 

นอกเหนือจากโซนไฮไลต์ต่างๆ ที่ได้แนะนำกันไปแล้ว ภายในงานนี้ยังมี Selected Zone สินค้าออกแบบคัดสรรสุดพิเศษ Food Zone รวมร้านอาหารอร่อยเติมพลัง ฯลฯ จุดนั่งพัก นั่งดื่ม คลอเคล้าบทเพลงไพเราะที่ขับกล่อมโดยนักร้องอาชีพ ช่วยสร้างความเพลิดเพลินใจตลอดการเดินชมงาน 

 

 

สรุปรวบยอดเกี่ยวกับงานนี้ที่ THE STANDARD คิดว่าดี และผู้ที่มาชมงานจะได้รับก็คือ แรงบันดาลใจเกี่ยวกับงานดีไซน์สร้างสรรค์ ซึ่งจะทำให้สังคมและโลกนี้ดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่สนใจในประเด็นเรื่องรักษ์โลกหรือเปล่า ก็สามารถมาซึมซับ เรียนรู้ และเพลิดเพลินกับแรงบันดาลใจ เติมอาหารสมองที่งานนี้รวบรวมเอาไว้ได้ ทั้งยังจะได้รู้ถึงเทรนด์และไอเดียเกี่ยวกับการจัดสวนแต่งบ้านที่น่าสนใจอีกมากมาย นับเป็นงานดีๆ ที่สามารถมาเดินกันอย่างเพลิดเพลินได้ตลอดทั้งวัน

 

ใครที่อยากจะไปเดินเล่นเพลินๆ เพื่อให้ได้ไอเดียและแรงบันดาลใจดีๆ หรืออยากจะไปช้อปของแต่งสวนแต่งบ้านที่ได้รับการเลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดี ก็ไปได้ที่ ‘บ้านและสวนแฟร์ Select 2020’ ระหว่างวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9-12 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.baanlaesuan.com/baanlaesuan-fair/baanlaesuan-select-2020

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

The post พาไปส่องแนวคิดสุดสร้างสรรค์ ‘Betterism’ ดีไซน์ดี เปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้นได้ ในงานบ้านและสวนแฟร์ Select 2020 [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>