จักรพันธุ์ โปษยกฤต Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/จักรพันธุ์-โปษยกฤต/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Aug 2019 01:27:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ’ งานแสดงผลงานชิ้นเอกในรอบ 15 ปีของตำนานช่างเอกแห่งรัตนโกสินทร์ https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-exhibition/ https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-exhibition/#respond Fri, 17 Aug 2018 10:21:21 +0000 https://thestandard.co/?p=114313

“ชื่อว่า ‘ช่างเขียน’ จะมีบทความใดบอกเล่าชีวิตได้ดีกว่าผ […]

The post ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ’ งานแสดงผลงานชิ้นเอกในรอบ 15 ปีของตำนานช่างเอกแห่งรัตนโกสินทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ชื่อว่า ‘ช่างเขียน’ จะมีบทความใดบอกเล่าชีวิตได้ดีกว่าผลงานภาพเขียน”

 

ข้อความนี้ถูกปรินต์แปะไว้ที่ด้านหน้าทางเข้า ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ’ นิทรรศการหมุนเวียนครั้งใหม่ในรอบ 15 ปีของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เราอ่านแล้วก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้ ด้วยเพราะอาจารย์จักรพันธุ์เป็นศิลปินแห่งชาติและหนึ่งในช่างเอก 52 ท่านแห่งแผ่นดินรัตนโกสินทร์ที่เชี่ยวชาญศิลปะไทยหลายด้านหลายแนว ทั้งจิตรกรรมร่วมสมัย จิตรกรรมแนวไทยประเพณี ครอบคลุมทั้งงานวาดทิวทัศน์ งานวาดพอร์เทรต งานประติมากรรม และงานหุ่นกระบอกที่ผสานทั้งงานประณีตศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ และผลงานวรรณกรรมที่ลึกซึ้งทั้งในการทำงานศิลปะและการถ่ายทอดที่แสนประณีต

 

นิทรรศการครั้งแรกในรอบ 15 ปีของอาจารย์ครั้งนี้ ทางมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ได้คัดเลือกเอาผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซที่อาจารย์ได้รังสรรค์ไว้มาจัดแสดงให้สาธารณชนที่สนใจได้เข้าชมในพื้นที่ของมูลนิธิเอง โดยได้ปรับปรุงจากสถานที่ซ้อมหุ่นกระบอกภายในบ้านของอาจารย์ให้เป็นห้องจัดแสดงเล็กๆ และตั้งใจจะหมุนเวียนเปลี่ยนผลงานที่จัดแสดงทุกๆ 4 เดือน

 

สำหรับไฮไลต์ของผลงานในครั้งนี้จะเป็นฉากและหุ่นกระบอกจากตะเลงพ่าย ผลงานหุ่นกระบอกชุดล่าสุดของอาจารย์ซึ่งจัดวางเต็มหนึ่งผนังอย่างอลังการ พร้อมพื้นที่ให้ทีมหุ่นกระบอกเข้าไปเชิดแสดงให้ชมได้อีกด้วย ส่วนอีกฟากหนึ่งของห้องจัดแสดงคือหุ่นกระบอกจากเรื่องพระอภัยมณี และสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ที่ละเอียดด้วยงานฝีมือทั้งหุ่นและชุด ปนกับอารมณ์ขันที่สะท้อนออกมาจากหุ่นตัวประกอบหลายตัว

 

 

และนอกจากหุ่นกระบอกแล้วยังมีผลงานวาดของอาจารย์ที่แสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญศิลปะหลายแขนง เพราะไม่ใช่ลายเส้นแบบไทยประเพณีเท่านั้น แต่ยังมีลายเส้นร่วมสมัยและลายเส้นแบบตะวันตกแบบที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นตา ส่วนด้านในสุดของนิทรรศการได้จัดวางหุ่นประติมากรรมต้นแบบทศกัณฐ์ขนาดเท่าคนจริง และโต๊ะวาดภาพที่จำลองพื้นที่ทำงานของอาจารย์จักรพันธุ์ให้ได้ชมด้วย

 

 

นิทรรศการในครั้งนี้เป็นเหมือนนิทรรศการโหมโรงในขณะที่มูลนิธิกำลังสร้างพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต แถวถนนสุขาภิบาล 5 ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 โดยตั้งเจตนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุสำคัญของชาติเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวัฒนธรรมแก่คนรุ่นต่อไป และยังมีโรงมหรสพสำหรับจัดแสดงหุ่นกระบอกด้วยระบบเวทีพร้อมแสงสีเสียงเต็มรูปแบบเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

 

‘จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ’ ชุดแรกจะเปิดแสดงตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม ถึง 25 ธันวาคม 2561 ก่อนจะหมุนเวียนเป็นงานศิลปะชุดต่อๆ ไปที่มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ณ ถนนเอกมัย ตรงข้ามบิ๊กซี เข้าชมได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 13.00-16.30 น. ค่าเข้าชมคนละ 100 บาท นิสิตนักศึกษาได้ส่วนลดครึ่งราคา เด็กเล็กเข้าฟรี


ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เพจตะเลงพ่าย อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ’ งานแสดงผลงานชิ้นเอกในรอบ 15 ปีของตำนานช่างเอกแห่งรัตนโกสินทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-exhibition/feed/ 0
จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติทำบุญครบรอบ 75 ปี พร้อมเปิดนิทรรศการรวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซ https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-75-years/ https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-75-years/#respond Thu, 16 Aug 2018 10:54:35 +0000 https://thestandard.co/?p=114011

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 สิงหาคม 2561 อาจารย์จักรพันธุ์ โ […]

The post จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติทำบุญครบรอบ 75 ปี พร้อมเปิดนิทรรศการรวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 สิงหาคม 2561 อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ นายช่างเอกแห่งรัตนโกสินทร์ ได้จัดงานทำบุญครบรอบวันเกิด 75 ปี ขึ้นที่มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต โดยมีลูกศิษย์และผู้ที่รักในผลงานศิลปะของอาจารย์มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น

 

 

พร้อมกันนี้ทางอาจารย์จักรพันธุ์และมูลนิธิได้แถลงข่าวเปิด ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ’ ขึ้น ณ พื้นที่ของมูลนิธิบนถนนเอกมัย รวมทั้งจัดแสดงหุ่นกระบอกชุดตะเลงพ่ายให้สื่อมวลชนได้ชม โดยนิทรรศการนี้ได้คัดสรรผลงานชิ้นเอกหรือมาสเตอร์พีซ อาทิ ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันพระแม่คงคา พ.ศ. 2553, หุ่นกระบอกชุดสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ที่จัดแสดงเมื่อ พ.ศ. 2532 และผลงานหุ่นกระบอกชุดตะเลงพ่าย รวมถึงประติมากรรมต้นแบบทศกัณฐ์ รวมถึงงานต้นแบบและแบบร่างๆ อื่นซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน

จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ เป็นนิทรรศการเดี่ยวที่จัดขึ้นในรอบ 15 ปี ของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งตั้งใจจะนำผลงานของอาจารย์มาจัดแสดงหมุนเวียนสับเปลี่ยนทุกๆ 4 เดือน เพื่อเป็นการธำรงเผยแพร่วัฒนธรรมและสืบทอดความรู้ของศิลปะไทยให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษา

 

 

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2561 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2561 เวลา 13.00-16.30 น. บัตรเข้าชมราคา 100 บาท

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติทำบุญครบรอบ 75 ปี พร้อมเปิดนิทรรศการรวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-75-years/feed/ 0
76 ปี จักรพันธุ์ โปษยกฤต นายช่างเอกในรอบ 200 ปีรัตนโกสินทร์ จากการวาดเล่นตามใจคิดสู่งานศิลปะที่เป็นอกาลิโก https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-76th-anniversary/ https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-76th-anniversary/#respond Tue, 14 Aug 2018 11:26:26 +0000 https://thestandard.co/?p=113543

“การชอบเขียนรูปทำให้สร้างโลกของตนเองขึ้นมาได้ตามใจปรารถ […]

The post 76 ปี จักรพันธุ์ โปษยกฤต นายช่างเอกในรอบ 200 ปีรัตนโกสินทร์ จากการวาดเล่นตามใจคิดสู่งานศิลปะที่เป็นอกาลิโก appeared first on THE STANDARD.

]]>

“การชอบเขียนรูปทำให้สร้างโลกของตนเองขึ้นมาได้ตามใจปรารถนาประสาเด็ก ไปดูโขนละครตอนไหนเรื่องไหนมาก็เห่อเขียนเรื่องนั้นตอนนั้น”

 

คำพูดข้างต้นเป็นความรู้สึกเมื่อครั้งยังเป็นเด็กของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินวัย 76 ปีที่ได้สร้างสรรค์ผลงานด้านจิตรกรรมแบบไทยประเพณีและศิลปะร่วมสมัย ผู้ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2543 และ 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

ตลอดระยะกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ความเป็น ‘นายช่าง’ ของอาจารย์จักรพันธุ์ถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปะหลากรูปแบบ ทั้งความอ่อนช้อยในลายเส้นและความสมจริงของภาพวาดที่ทำให้รู้สึกราวกับว่าภาพนั้นมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนของบุคคลหรือภาพตัวละครในวรรณคดี ความละเอียดแม่นยำของงานจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ ความยิ่งใหญ่ของงานประติมากรรมขนาดเท่าคนจริง ความงดงามในทุกรายละเอียดของงานซ่อมแซม และงานสร้างหุ่นกระบอกที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศไทย กระทั่งความเป็นนักเล่าเรื่องที่เล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานศิลปะได้อย่างน่าสนใจจนเรียกได้ว่าเป็นนักเขียนในตำนานอีกคนหนึ่ง

 

ภาพรัดเกล้ายอดและภาพคลองตะเคียน

 

ความคิดสร้างสรรค์ที่แตกแขนงออกไปเป็นงานศิลปะต่างๆ เริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเด็กสมัยก่อนไม่มีของเล่นมากเหมือนเด็กปัจจุบัน และของเล่นที่มีก็ไม่ใช่ของที่ชอบเล่น จึงทำให้เด็กชายจักรพันธุ์ในตอนนั้นสนุกกับการใช้ทักษะทางด้านศิลปะทำเรื่องสนุกและของเล่นที่ตัวเองชอบขึ้นมาเอง โดยใช้เพียงดินสอดำธรรมดา กระดาษขาว สีไม้ สีน้ำ หรือสีเทียนตามแต่จะหาได้ ตั้งแต่ก่อนถึงวัยที่จะรู้จักคำว่าศิลปะเสียอีก

 

โดยเมื่อครั้งอาจารย์จักรพันธุ์ยังเป็นนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย การเรียนการสอนวิชาวาดเขียนระดับประถมในยุคนั้นมีเพียงสัปดาห์ละหน ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง โดยครูจะใช้ชอล์กเขียนรูปผลไม้หรือดอกไม้บนกระดานดำแล้วให้นักเรียนลอก มีคะแนนให้ 10 คะแนน แต่โรงเรียนมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการวาดรูปของอาจารย์จักรพันธุ์อย่างมาก นั่นคือประเพณีในการพานักเรียนทั้งโรงเรียนไปดูโขนละครของกรมศิลปากรทุกปี

 

อาจารย์จักรพันธุ์ยังจำได้ว่าเมื่อครั้งเป็นเด็กชั้นประถม 2 โรงเรียนพาไปดูละครเรื่อง อิเหนา ตอน ประสันตาต่อนก ซึ่งสร้างความประทับใจให้เด็กคนหนึ่งอย่างมากจนกลับมาเขียนรูปตัวละครใส่ชฎาและทำม้ากระดาษแข็งเอาไว้เล่นตามเรื่องราวในละครตอนที่ได้ดูมา

 

นอกจากเขียนภาพตัวละครที่ได้เห็นจากโขนละครแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ยังชอบเขียนรูปตัวละครในวรรณคดีโดยดูแบบจากรูปยาซิกาแรตที่แถมมาในซองบุหรี่ตรานกอินทรีย์กางปีก มีทั้งเรื่องพระอภัยมณี, รามเกียรติ์, สังข์ทอง, อิเหนา, ขุนช้างขุนแผน ฯลฯ เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีหนังสือจิตรกรรมไทยพิมพ์ออกมาขายให้วาดตามอย่างสักเท่าไร จึงต้องอาศัยรูปจากซองบุหรี่ที่มีผู้ใหญ่สะสมไว้มาเป็นแบบ

 

ส่วนการเขียนภาพสีน้ำมันซึ่งเป็นเทคนิคที่อาจารย์จักรพันธุ์ใช้กับผลงานส่วนใหญ่เมื่อเป็นช่างเขียนภาพเต็มเวลา กว่าจะได้ฝึกหัดอย่างจริงจังก็ตอนขึ้นชั้นมัธยมปลาย โดยเน้นวาดจากคนหรือของจริงๆ และหากเป็นภาพทิวทัศน์ก็เลือกวาดเอาจากมุมต่างๆ ในโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

 

“นึกถึงสมัยเป็นเด็กวชิราวุธ ตั้งแต่เล็กจนโต โรงเรียนได้วางรากฐานวิชาช่าง ปลูกฝังรสนิยมสิ่งแวดล้อม ตลอดจนระเบียบวินัยประเพณีอันดีงามให้แก่ข้าพเจ้าอย่างไม่รู้ตัว”

 

ภาพดอกบัวและภาพนางอัปสรเล่นพิณ

 

นอกจากวาดเขียนแล้ว วิชาปั้นหรือที่เด็กวชิราวุธเรียกกันเต็มยศว่า ‘วิชาปั้นดิน’ ที่สอนกันในโรงเรียนเวลานั้นเป็นอีกสิ่งที่กลายมาเป็นพื้นฐานหุ่นกระบอกของอาจารย์จักรพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องความสวยงาม เพราะอาศัยการทำงานอย่างละเอียดอ่อนตั้งแต่การปั้นขึ้นรูปหัวหุ่น ปั้นเครื่องประดับ และการเขียนใบหน้าของหุ่นที่สวยงามตามอย่างงานจิตรกรรม โดยแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่อาจารย์ก็ยังจำความรู้สึกสนุกจนต้องตั้งตารอคอยเวลานี้ทุกสัปดาห์ได้

 

“ข้าพเจ้าชอบวิชาปั้นดิน ซึ่งมีเพียงอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละสองชั่วโมง ตั้งแต่บ่ายสองไปจนถึงสี่โมง พอถึงสี่โมงก็จะมีระฆังเรียกให้เด็กไปเข้าแถวเพื่อแยกย้ายไปเล่นกีฬาต่างๆ เป็นประจำวัน ชั่วโมงปั้นดินอันแสนสนุกจะสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น ต้องรอไปต่ออาทิตย์หน้าถึงจะได้เริ่มสนุกใหม่

 

“ที่วชิราวุธ เด็กจะไม่ปั้นของใหญ่โตมโหฬารเกินระยะแป้นไม้ที่มีประจำตัวให้บนโต๊ะ ข้าพเจ้าจะยินดีปรีดาถ้าบางทีครูกำหนดให้ปั้นรูปคนแทนที่จะให้ปั้นเป็นสัตว์ จำได้ว่าเคยปั้นเป็นคู่ระบำชายหญิงกำลังเต้นบัลเลต์ ฝ่ายหญิงยกขาชี้เด่ไปด้านหลังอย่างนางระบำบัลเลต์ทั้งหลายที่จำๆ มาจากรูปที่เคยเห็น”

 

นอกจากโรงเรียนแล้ว ครอบครัวก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการบ่มเพาะความรักในเรื่องศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์มาตั้งแต่เด็ก โดยเป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งกำลังใจและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสี กระดาษ พู่กันขนาดต่างๆ หนังสือเกี่ยวกับการเขียนรูป แม้กระทั่งหนังสือฝรั่งที่มีภาพประกอบเป็นรูปเขียนงดงามก็ยินดีซื้อมาให้ พาไปหาช่างเขียนภาพที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นอีกหลายคน และพาไปชมงานแสดงศิลปกรรมที่สมัยนั้นยังไม่ได้จัดการบ่อยๆ เหมือนสมัยนี้ ซึ่งประสบการณ์ที่ได้เห็นในช่วงวัยนั้นส่งผลต่อการทำงานของอาจารย์จักรพันธุ์มากระทั่งทุกวันนี้

 

“ไปทุกครั้งผู้ใหญ่ก็จะซื้อสูจิบัตรให้หนึ่งเล่ม ข้าพเจ้าดูแล้วดูอีก อยากเขียนรูปได้อย่างที่เห็น และคงจะอยากเป็นช่างเขียน ไม่อยากเป็นอื่นนอกไปจากนี้”

 

ภาพล่าสุดที่อาจารย์จักรพันธุ์วาด โดยใช้มือซ้าย

 

เมื่อเรียนจบจากวชิราวุธวิทยาลัยด้วยการรู้ใจ รู้ความชอบ และรู้ความถนัดของตัวเอง อาจารย์จักรพันธุ์จึงสมัครสอบเข้าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สถานศึกษาที่ทำให้ได้เปิดโลกใหม่ เพราะได้ทำทั้งสิ่งที่ชอบ พร้อมกับทดลองทำหลายเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน

 

หนึ่งในวิชาหลักที่เด็กจิตรกรรมยุคนั้นต้องเรียนคือวิชาวาดเส้น เป็นวิชาเอกที่ต้องเรียนตลอด 5 ปี วาดตั้งแต่ภาพเหมือนของโครงกระดูกมนุษย์และรูปกล้ามเนื้อที่หล่อจากปูนปลาสเตอร์ ซึ่งอาจารย์บอกว่า “ต้องท่องจำรู้จักกระดูก-กล้ามเนื้อทุกชิ้นให้ได้ราวกับเรียนหมอ” เขียนภาพคนทั้งตัวและเน้นเฉพาะหัว เขียนภาพสัตว์ต่างๆ เมื่อชำนาญขึ้นก็ต้องขยับไปวาดภาพที่ตลาด ซึ่งมีผู้คนขวักไขว่และเคลื่อนไหวไปมาตลอด เป็นบทเรียนที่ช่วยฝึกความรวดเร็วฉับไว รู้ว่าเมื่อใดควรจะเขียนต่อและควรจะหยุด

 

ช่วงขึ้นปี 3 เป็นต้นมา นอกจากเขียนภาพนอกสถานที่แล้วยังต้องฝึกเขียนรูปเปลือยทั้งตัวโดยใช้สีน้ำมัน อาจารย์จักรพันธุ์เล่าถึงการเขียนรูปเปลือยไว้ว่าต่างจากภาพที่คนนอกจินตนาการกันโดยสิ้นเชิง เพราะคนที่มาเป็นแบบนั้นส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่เด็กรุ่นๆ ที่รูปร่างยังไม่โตเต็มที่ก็เป็นป้าๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากัน เพราะขายน้ำขายข้าวอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย

 

“ไอ้อย่างทัดดอกจำปาติดไม่ยอมตก เห็นจะมีอยู่แต่ในความฝันของกวีหนุ่มช่างพรรณนาหรือกระไร (ถ้าทัดโลงจำปาพอหาได้) นานๆ จึงจะมีคนนอกพลัดผลูเข้ามานั่งแก้ผ้าให้ดูเสียที ถือว่าเป็นเรื่องตื่นเต้นเหลือเกินถ้าเผอิญบังเอิญเกิด”

 

ถึงจะพูดเรื่องนี้แบบติดตลก แต่อาจารย์จักรพันธุ์เคารพทุกคนที่เป็นแบบเปลือยมาก เพราะทุกคนมีส่วนทำให้ช่างเขียนทั้งหลายได้เรียนรู้และฝึกฝนฝีมือจนยกให้เป็นครูของบรรดานักเรียนศิลปะในทางหนึ่ง

 

ภาพพระแม่คงคาและภาพพระลอเสี่ยงน้ำ

 

นอกจากภาพผู้คนแล้ว เด็กจิตรกรรมจะต้องถูกฝึกให้เขียนภาพทิวทัศน์ หรือที่เรียกกันว่าแลนด์สเคป ตั้งแต่ปีแรกจนปีสุดท้าย นักศึกษาจึงตระเวนหาสถานที่เขียนภาพ บางครั้งก็เป็นวัด บางทีก็เป็นย่านค้าขายที่มีร้านค้ามากมายให้เขียน

 

ความหลงใหลในลายไทยที่อาจารย์จักรพันธุ์นำมาใช้กับผลงานจิตรกรรมในภายหลังนั้นสะสมเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะอาจารย์จักรพันธ์ุมักจะเลือกวาดภาพตามวัด ด้วยเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบของวัดเก่าๆ

 

หากเป็นที่อื่นที่ไม่ใช่วัด ความงามที่ดึงดูดใจให้อาจารย์จักรพันธุ์อยากเขียนภาพแลนด์สเคปบ่อยครั้งมาจากลายปูนปั้นและลวดบัวที่มีตะไคร่จับ แต่มีสีสันและน้ำหนักที่ชวนให้อยากเขียน ทั้งยังมีร่องรอยของเรื่องราวอันยาวนาน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขียนภาพนอกสถานที่ สิ่งที่ตามมาก็คือไทยมุง ซึ่งอาจารย์จักรพันธุ์เคยเล่าถึงบรรยากาศน่ารักๆ และเรื่องที่ยังจำได้จนถึงตอนนี้ว่า “เรื่องไทยมุงหรือจีนมุงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอะ ไม่มุงมากก็มุงน้อย แต่ไม่มุงอยู่นานเนิ่นตลอด ดูๆ อยู่สักประเดี๋ยวก็เลิกราไป บางครั้งเจ้าของบ้านหรือเจ้าของห้องแถวแถวนั้นอาจนึกเอ็นดู เอาน้ำมาให้ดื่ม เป็นจำพวกชาร้อน หรือไม่ก็น้ำแข็งเปล่าใส่น้ำชาธรรมดาๆ แต่ไม่ถึงกับชวนให้กินข้าวด้วย ก็ของรับประทานแถวทรงวาด-ราชวงศ์ออกถมเถ”

 

ภาพเรือ, 2516 และภาพจับกังแบกกระสอบ เยาวราช ราชวงศ์

 

หลังจบจากคณะจิตรกรรมและประติมากรรมในปี 2510 อาจารย์จักรพันธุ์ในวัย 24 ปีก็เข้าทำงานเป็นครูพิเศษสอนวิชาวิจัยศิลปะไทย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะสมัครสอบเข้าเป็นช่างเขียนซ่อมจิตรกรรมฝาผนังรอบระเบียงวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นการเปิดให้สอบเข้าเป็นรุ่นแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจากว่างเว้นไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 ทั้งสองงานนี้คืองานแรกๆ ในชีวิตการทำงานของนายช่างเอก

 

ตลอดช่วงไม่กี่ปีนั้นยังเป็นช่วงที่อาจารย์จักรพันธุ์ส่งภาพเขียนเข้าประกวดและได้รับรางวัลจากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติแทบทุกปี จนทำให้ชื่อเสียงในฐานะนักเขียนภาพที่มีลายเส้นอ่อนช้อยเป็นเอกลักษณ์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแวดวงคนทำงานศิลปะและคนที่สนใจผลงานด้านนี้

 

กระทั่งปี 2517 อาจารย์จักรพันธุ์ได้มีโอกาสรู้จักกับ ครูชื้น สกุลแก้ว เจ้าของคณะหุ่นกระบอกนายเปียก ซึ่งตัวอาจารย์เองเคยได้ดูเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนและประทับใจจนกลับมาหัดทำหุ่นกระบอกเล่นเองจากเปลือกหอยบ้าง เปลือกไข่บ้าง ด้ามพู่กันที่เสียแล้วบ้าง

 

เมื่อครูชื้นเห็นว่าอาจารย์จักรพันธุ์สนใจหุ่นกระบอกอย่างจริงจังจึงได้ขายหัวหุ่นกระบอกเก่าให้ พร้อมกับถ่ายทอดศิลปะการเชิดหุ่นไปด้วยกัน อาจารย์จักรพันธุ์จึงนำหัวของหุ่นกระบอกเหล่านั้นมาซ่อมแซมและสร้างตัวหุ่นที่ยังขาดอยู่จนครบพอจะแสดงเป็นเรื่องได้ จนกลายเป็นที่มาของหุ่นกระบอกสมัครเล่นคณะจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งเปิดแสดงครั้งแรกเรื่อง พระอภัยมณี ตอน หนีนางผีเสื้อ ที่โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) เมื่อปี 2518

 

ในการแสดงครั้งนั้นทำให้อาจารย์จักรพันธุ์ได้รู้จักกับเจ้าของหุ่นกระบอกคณะชูเชิดชำนาญศิลป์แห่งอัมพวา จึงได้เรียนรู้วิชาเชิดหุ่นจากคณะนั้นอีกทางหนึ่ง

 

 

ในปีถัดมา ครูชื้นได้ขายหุ่นกระบอกที่เป็นตัวเอกทุกครั้งของคณะให้อาจารย์จักรพันธุ์ ซึ่งเป็นหุ่นกระบอกที่สร้างตั้งแต่ปี 2442 หุ่นกระบอกของคณะจักรพันธุ์ โปษยกฤต จึงเป็นการสืบทอดศิลปะแขนงนี้โดยตรง และหลังจากนั้นก็ได้เปิดการแสดงเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นางลอย เป็นเรื่องที่สองก่อนจะเว้นช่วงไปอีกร่วม 10 ปีเพื่อสร้างหุ่นจีนสำหรับใช้ในเรื่อง สามก๊ก ตอน โจโฉแตกทัพ และนำออกแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2532

 

“ตัวหุ่นจะสวมเครื่องแต่งกายแบบนาฏศิลป์จีนโบราณ สวยงาม ประณีต ละเอียดลออด้วยงานฝีมือประณีตศิลป์ขั้นสูง โดยมี ครูเยื้อน ภาณุทัต ปรมาจารย์ทางงานประณีตศิลป์ผู้ชำนาญศิลปะนี้ โดยรับทอดความรู้จากวังหลวงในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการปักดิ้น เลื่อม ไหมทอง ทองแล่ง ตลอดจนวิชาการปักตามอย่างงานฝีมือชาววังแต่โบราณ” อาจารย์จักรพันธุ์บรรยายถึงหุ่นกระบอกอีกชุดที่เป็นความภาคภูมิใจ

 

เมื่อจบการแสดงเรื่องสามก๊กที่ทำด้วยความรักและให้ทั้งความสนุกในการทำงาน อาจารย์จักรพันธุ์ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างหุ่นและผู้เชิดหุ่นเองจึงคิดทำหุ่นกระบอกเรื่องใหม่ขึ้นอีกคือเรื่อง ตะเลงพ่าย โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2533 และเคยเปิดบ้านให้ชมการซ้อมกันเป็นประจำทุกเดือนเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ก่อนจะพักไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพราะเรื่องสุขภาพของอาจารย์

 

หุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่ายนี้ยังคงเป็นผลงานศิลปะที่ทั้งอาจารย์จักรพันธุ์และลูกศิษย์มุ่งมั่นจะสานต่อให้เสร็จสิ้นภายในรั้วบ้านย่านเอกมัยของอาจารย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ทุกวันนี้ นายช่างหลายคนยังคงเตรียมงานหุ่นกระบอกอย่างขมีขมัน พร้อมด้วยความตั้งใจที่จะเปิดแสดงอีกครั้งในเร็ววันนี้ แม้ในวันที่อาจารย์จักรพันธุ์จะไม่ได้ลงมือเองในแทบทุกรายละเอียดเหมือนแต่ก่อน แต่สิ่งที่ได้สั่งสอนลูกศิษย์ไว้ตลอดหลายสิบปีก็ยังคงอยู่ในผลงานของบรรดานายช่างที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์จักรพันธุ์โดยตรง

 

 

เมื่อครั้งที่อายุครบ 70 ปี อาจารย์จักรพันธุ์ได้เขียนถึงความรู้สึกที่มีต่อประสบการณ์ในวัยเรียนไว้ว่า “สมัยเป็นเด็กนักเรียนรู้สึกเวลาผ่านไปนานเนิ่นกว่าจะหมดเดือนหมดปี แต่มาบัดนี้…ผ่านไป 70 ปีแล้วหรือนี่ เหมือนเป็นช่วงเวลาที่หลับไปแล้วก็ตื่น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อน บ้านเรือน โรงเรียน สถานศึกษามหาวิทยาลัย…ฯลฯ ได้อันตรธานหายไปหมดสิ้น ไม่มีสิ่งใดเหลือ ทิ้งไว้แต่ร่องรอยคือวิชาความรู้ที่ข้าพเจ้าได้ใช้ ได้ปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเป็นเครื่องยืนยันเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าเป็นความจริง มิใช่ความฝัน

 

“แม่บทที่ครูบาอาจารย์วางเอาไว้ให้ฝึกฝนและเรียนรู้ในชีวิตจริงต้องดำเนินต่อไปไม่มีวันจบ ยิ่งชำนิชำนาญ ยิ่งแก่ตัวเข้าก็ยิ่งเห็นถึงข้อตำหนิ ข้อบกพร่องในงานของตนเอง แก่กล้าขึ้นพอที่จะยอมรับความจริง แม้ไม่มีผู้มาคอยชี้บอก

 

“คำสอนคำเตือนของครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิสั่งสอนไว้ให้เสมือนหนึ่งเข็มทิศนำทางหรือเครื่องศาสตราฝ่าฟันอุปสรรค ไม่มีทางตัน ไม่มีสมัย เป็นอกาลิโก”

 

 

ภาพส่วนหนึ่งจาก: มูลนิธิจักรพันธ์ุ โปษยกฤต

อ้างอิง:

  • หนังสือ จักรพันธุ์ โปษยกฤต 6 รอบ เล่ม 1
  • หนังสือ จักรพันธุ์ โปษยกฤต 6 รอบ เล่ม 2
  • หนังสือ คิดถึงครู โดย จักรพันธุ์ โปษยกฤต
  • หนังสือ หุ่นไทย โดย จักรพันธุ์ โปษยกฤต

The post 76 ปี จักรพันธุ์ โปษยกฤต นายช่างเอกในรอบ 200 ปีรัตนโกสินทร์ จากการวาดเล่นตามใจคิดสู่งานศิลปะที่เป็นอกาลิโก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/chakrabhand-posayakrit-76th-anniversary/feed/ 0
THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่าง 15-21 กรกฎาคม 2560 https://thestandard.co/lifestyle-calendar-15-21-july-2017/ https://thestandard.co/lifestyle-calendar-15-21-july-2017/#respond Fri, 14 Jul 2017 08:25:28 +0000 https://thestandard.co/?p=13888

     คอดนตรี นักกิน นักดื่ม ขอเชิญทางนี้ […]

The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่าง 15-21 กรกฎาคม 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     คอดนตรี นักกิน นักดื่ม ขอเชิญทางนี้ นี่คือกิจกรรมสนุกๆ ที่เราอยากชวนคุณออกไปเริงร่ากันนอกบ้านประจำวันที่ 15-21 กรกฎาคมนี้ พร้อมแล้วไปกันเลย!

 

 

The Spirit of Thailand

What: นิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะครั้งแรกจากประเทศไทยที่จัดแสดงในกรุงโซล โดยไม่ต้องแชร์กับชาติอื่น เนื่องในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-เกาหลีใต้ ครบรอบ 60 ปี ความเจ๋งของงานอยู่ที่การนำผลงานทั้งแนวดั้งเดิมและร่วมสมัยจากศิลปิน 20 ท่านจากทั่วประเทศ มาจัดแสดงในคราวเดียว โดยมีศาสตราจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ อาจารย์ ศิลปิน และภัณฑารักษ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการศิลปะของไทย เป็นภัณฑารักษ์รับเชิญพิเศษ ร่วมกับทางหอศิลป์อินซา

When: 12-18 กรกฎาคม 2560

Where: Insa Art Center ห้องจัดนิทรรศการ 2 กรุงโซล เกาหลีใต้

Why: ถ้าคุณเดินเล่นอยู่กรุงโซล ประเทศเกาหลีอยู่แล้ว อย่าเสียโอกาส เพราะเป็นงานเดียวที่รวมเอาศิลปินมากฝีมือของไทยทั้งศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงระดับศิลปินแห่งชาติ มากกว่า 60 ชิ้น แม้แต่เมืองไทยก็ยังหาชมยาก

How: เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

Stop: รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ลงสถานีจงกัก (Jonggak) ทางออก 3

 

 

Blind Side
What: ‘Blissfully Blind’ การแสดงในรูปแบบ Experiential Performance ภายใต้ศิลปะการจัดวางแสง ผลงานของ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ แห่งกลุ่มละครร่วมสมัยบีฟลอร์ ผู้กำกับการแสดงที่มีผลงานในแวดวงละครร่วมสมัยมายาวนานกว่า 10 ปี และเจ้าของ 3 รางวัล ‘IATC Award’ (รางวัลจากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดงแห่งประเทศไทย ซึ่งเปรียบได้กับ Tony Award ของเมืองไทย) จัดแสดงทั้งหมด 14  รอบการแสดง บัตรเข้าชมราคา 700 บาท
When: 13-30 กรกฎาคม 2560 เริ่มแสดงเวลา 19.30 น.
Where: Bangkok City City Gallery สาทรซอย 1 สาทรใต้ กรุงเทพฯ
Why: การแสดงแบบ Experiential Performance ที่ผู้เข้าชมแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ในการรับชมแตกต่างกัน และการออกแบบของ ZIEGHT ที่ทำให้เทศกาล Wonderfruit สวยมาก พร้อมจิบเบียร์ของ Mikkeller ในราคาพิเศษด้วยนะ
How: www.facebook.com/events/266750613793967 หรือโทร. 09 4494 5104
Stop: MRT สถานีลุมพินี ทางออก 2

 

 

Fulfill Your Thinking

What: D.C. Market ตลาดนัดของนักสร้างสรรค์ ให้คุณได้ช้อปสินค้าดีไซน์เก๋จากไอเดียสุดล้ำพร้อมๆ กับชมดนตรีจากศิลปินสุดครีเอทีฟ เพื่อปลุกแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในตัวคุณ และมาพร้อมกับการเปิดตัวศูนย์สร้างสรรค์แห่งใหม่ของ AIS อีกด้วย

When: 13-16 กรกฎาคม 2560 เวลา 11.00-21.00 น.

Where: AIS D.C. ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม กรุงเทพฯ

Why: นอกจากจะได้ช้อปและชมสินค้าเพื่อปลุกไอเดียบรรเจิดของคุณแล้ว คุณยังจะได้ชมคอนเสิร์ตของศิลปินที่ดาหน้ากันมาทั้ง The Toys, DCNXTR, My Life As Ali Thomas,TELEx TELEXs และอื่นๆ อีกมากมาย แค่ไลน์อัพศิลปินก็อยากพุ่งตัวไปแล้ว!

Stop: BTS สถานีพร้อมพงษ์

 

 

Thai Touch

What: นิทรรศการศิลปะ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ในผลงานสะสมของ เสริมคุณ คุณาวงศ์ นำเสนอผลงานของศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) งานนี้รวบรวมผลงานของศิลปินผู้เลื่องชื่อให้ชมถึง 20 ชิ้น โดยผลงานทุกชิ้นที่นำมาแสดงจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วยความงามของลายเส้นหรือลายไทยที่อ่อนช้อยผสมผสานเข้ากับศิลปะสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน สำหรับผลงานไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ ได้แก่ ภาพเหมือนบุคคลชื่อ ‘สุวรรณี สุคนธา’ ภาพที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณคดีไทยชื่อ ‘พระไวยเกี้ยวนางวันทองแปลง’ ฯลฯ
When: 5 กรกฎาคม – 1 ตุลาคม 2560
Where: ห้อง 407 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนพระราม 1 กรุงเทพฯ
Why: ไม่บ่อยครั้งนักที่ผลงานของศิลปินเลื่องชื่อผู้นี้จะได้รับการรวบรวมและนำมาจัดแสดงพร้อมกันหลายๆ ชิ้น สำหรับใครที่เคยมีโอกาสเห็นและคุ้นเคยกับผลงานของ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตามสื่อต่างๆ นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้เห็นฝีแปรงจากการวาดจริงๆ
How: โทร. 0 2214 6630
Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

 

 

Become a Tea Master

What: มาหัดเบลนด์ชาในเวิร์กช็อปที่จัดสอนทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องชากับ TE ทั้งชนิดของชา วิธีการชง วิธีการชิมชา จิบชา กระทั่งวิธีการจับคู่อาหารกับชา เวิร์กช็อปนี้ยังเน้นสอนวิธีทำการทำพุดดิ้งชาเขียวด้วย ค่าเรียนและอุปกรณ์ 1,600 บาทต่อคน

When: 15 กรกฎาคม 2560 เวลา 14.00-16.30 น.

Where: Kitchen & Bar ชั้น 3 The Commons ซอยทองหล่อ สุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ

Why: งานนี้ยังได้พกชาผสมเองสุดพิเศษในแบบของคุณกลับไปทำแบบโคลด์บริวที่บ้านด้วย

How: www.facebook.com/events/108441896450364 หรือ โทร. 08 9152 2677

Stop: BTS สถานีทองหล่อ

 

 

Garden Stories

What: นิทรรศการ ‘เรื่องเล่าจากสวน’ ผลงานสร้างสรรค์โดย ศรีใจ กันทะวัง ศิลปินระดับอาจารย์ นำเสนอเรื่องราวที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและฤดูกาล กระนั้นทุกสิ่งอย่างกลับวนสู่ความเป็นธรรมชาติที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ชมรูปผลงานภาพพิมพ์จากไม้และภาพเขียนสีอะคริลิกของสิ่งมีชีวิตในสวนของศิลปิน อันสะท้อนถึงตัวตนอันเรียบง่ายผ่านภาพเล่าเรื่อง

When: 16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 2560 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น.

Where: Duke Contemporary Art Space ชั้น 1 เกษร วิลเลจ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ

Why: แสร้งว่าชมสวนของศิลปินที่มีกลิ่นอายศิลปะวัฒนธรรมแบบล้านนา บ้านเกิดของศิลปินผ่านผลงานสีสันสดใสโทนเหลืองส้ม ปลุกความสดใสไปในตัว

How: โทร. 09 4647 8888 

Stop: BTS สถานีสยาม หรือสถานีชิดลม

 

 

Made in Bavaria

What: ทีม Bootleggers ชวนบุกป่าทึบของบาวาเรียไปกับเครื่องดื่มนานาชนิดจาก Penninger แบรนด์เครื่องดื่มเก่าแก่นับศตวรรษจากรัฐบาวาเรียของเยอรมนี ที่ขนสปิริตความเป็นบาวาเรียมาไว้ถึงที่ เปิดโอกาสให้เรียนรู้ถึงรากไม้และนานาสมุนไพรจากป่าแก่งบาวาเรียที่ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม

When: 17 กรกฎาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 14.00-17.00 น.

Where: Highball สุขุมวิท 19 กรุงเทพฯ

Why: ใครอยากรู้เรื่องจิน ไปจนถึงเครื่องดื่มบลูทัวร์ส (blutwurz) ที่ทำจากรากไม้ตระกูลกุหลาบของยุโรปต้องมา แถมยังได้เช็กเอาต์บาร์ใหม่ล่าสุดในซอย 19 ด้วย

How: www.facebook.com/events/256176571536747

Stop: BTS สถานีอโศก

 

 

Better Than Tinder

What: เปลี่ยนบรรยากาศปาร์ตี้ธรรมดาๆ มานั่งฟังเรื่องที่ทุกคนก็เคยประสบ…การเดตไง ‘Story Party’ จัดงานเล็กๆ สำหรับให้มานั่งฟังเรื่องออกเดตจากชายและหญิง ทั้งแบบชวนฮา เวิร์ก และวืด ตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม บัตรราคาเริ่มต้น 800 บาท (การสนทนาบนเวทีเป็นภาษาอังกฤษ)

When: 19-20 กรกฎาคม 2560 เวลา 19.00-20.00 น.

Where: Live Lounge BKK อาคาร Trendy สุขุมวิท ซอย 13 กรุงเทพฯ

Why: เหมาะแก่การมานั่งฟังเรื่องออกเดตของชาวบ้านให้หายเครียดกลางสัปดาห์เอามากๆ

How: www.facebook.com/events/681163972085790

Stop: BTS สถานีนานา

The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่าง 15-21 กรกฎาคม 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/lifestyle-calendar-15-21-july-2017/feed/ 0