จลาจล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/จลาจล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 12 Jun 2025 06:23:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กงสุลใหญ่ LA ยืนยันยังไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบ เหตุประท้วง-จลาจล แนะเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม https://thestandard.co/la-consulate-issues-warning-to-thais-amid-protests/ Thu, 12 Jun 2025 06:23:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1084323 กงสุลใหญ่ LA

ต่อ ศรลัมพ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส เปิดเผยข้อมูลเกี […]

The post กงสุลใหญ่ LA ยืนยันยังไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบ เหตุประท้วง-จลาจล แนะเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กงสุลใหญ่ LA

ต่อ ศรลัมพ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วงและการก่อจลาจลเพื่อต่อต้านการจับกุมผู้อพยพ โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานคนไทย หรือร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิส ได้รับผลกระทบจากเหตุประท้วงและการก่อจลาจล ซึ่งทางสถานกงสุลได้มีการออกประกาศแนะนำคนไทยให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ชุมนุม

 

ขณะที่การชุมนุมประท้วงนั้นมีขึ้นเฉพาะในบางพื้นที่ ซึ่งในส่วนของการชุมนุมที่มีการก่อความวุ่นวายเกินขอบเขต ทางการท้องถิ่นของสหรัฐฯ ก็มีมาตรการรับมือจากเบาไปหาหนัก

 

ขณะเดียวกัน ทางสถานกงสุลฯ ยังได้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะให้คำแนะนำกับชุมชนชาวไทยผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ที่มีอยู่ ทั้งทางโซเชียลมีเดียและเครือข่ายกลุ่ม LINE ของผู้นำชุมชนชาวไทยในแต่ละพื้นที่

The post กงสุลใหญ่ LA ยืนยันยังไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบ เหตุประท้วง-จลาจล แนะเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากประเทศสงบสุข สู่ประเทศอันตราย เอกวาดอร์มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร https://thestandard.co/ecuador-dangerous-zone/ Sun, 14 Jan 2024 07:45:41 +0000 https://thestandard.co/?p=887638 เอกวาดอร์

“มันวุ่นวายมากอย่างที่คุณคงนึกภาพออก มองไปทางไหนก็มีแต่ […]

The post จากประเทศสงบสุข สู่ประเทศอันตราย เอกวาดอร์มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกวาดอร์

“มันวุ่นวายมากอย่างที่คุณคงนึกภาพออก มองไปทางไหนก็มีแต่ความสิ้นหวัง ตั้งแต่อันธพาลคนนี้หายตัวไป ทุกคนก็หวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา” แคโรไลนา วาเลนเซีย ซึ่งเดินทางจากนิวยอร์กมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองกวายากิล เล่าด้วยความสิ้นหวัง

 

เอกวาดอร์ ประเทศเล็กๆ ในทวีปอเมริกาใต้ กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังเกิดเหตุหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดแหกคุก กลุ่มติดอาวุธสวมหน้ากากคลุมหน้าบุกยึดสถานีโทรทัศน์ พร้อมจับผู้ประกาศข่าวและเจ้าหน้าที่สถานีเป็นตัวประกันขณะกำลังออกอากาศสด นักโทษลุกฮือจับเจ้าหน้าที่เรือนจำมากกว่า 100 คนเป็นตัวประกัน 

 

นอกจากนั้นยังมีรายงานการระเบิด การเผายานพาหนะ การปล้นสะดม และมีเสียงปืนดังในหลายเมืองทั่วประเทศ ร้านค้า โรงเรียน สถานที่ทางการ และอาคารต่างๆ ต้องปิดทำการ เหล่าคนทำงานต้องเร่งรีบเดินทางกลับบ้าน ทำให้การจราจรบนถนนในกรุงกีโต เมืองหลวง และในกวายากิล เมืองใหญ่ที่สุดของเอกวาดอร์นั้นติดขัดอย่างมาก

 

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ปี เอกวาดอร์ยังเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้สูงอายุในสหรัฐฯ หวังที่จะใช้เป็นสถานที่พักผ่อนและใช้เงินบำนาญหลังเกษียณอย่างสุขสบาย เนื่องด้วยสภาพอากาศที่อบอุ่นและค่าครองชีพที่ถูกกว่า แต่ภาพฝันดังกล่าวมีอันต้องสลาย เกิดอะไรขึ้นกับเอกวาดอร์ อะไรเป็นเหตุให้ประเทศที่สงบสุขที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกลายเป็นประเทศที่วุ่นวาย เต็มไปด้วยการจลาจลและเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นนองเลือด เราจะพาคุณผู้อ่านไปหาคำตอบ

 

แก๊งอาชญากรครองเมือง

ความรุนแรงส่วนใหญ่ในเอกวาดอร์มีสาเหตุมาจากการแข่งขันระหว่างกลุ่มแก๊งอาชญากรในท้องถิ่นที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยได้รับการหนุนหลังจาก 2 แก๊งค้ายารายใหญ่ในเม็กซิโกที่เป็นคู่แข่งกันอย่าง ซินาโลอา (Sinaloa) และฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน (Jalisco New Generation) อีกทั้งแก๊งอาชญากรเหล่านี้ยังเรียนรู้ยุทธวิธีการซุ่มโจมตีแบบกองโจรในเมืองจากกลุ่มอาชญากรในโคลอมเบียที่ได้แตกขยายสาขาธุรกิจค้ายาเสพติดและอาชญากรรมออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

 

เรนาโต ริเวรา จาก Ecuadorian Observatory on Organised Crime วิเคราะห์ว่า การที่เอกวาดอร์เปิดเศรษฐกิจขยายการเข้าถึงตลาดในเอเชียและยุโรป แต่กลับมีการควบคุมความปลอดภัยท่าเรือที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เอกวาดอร์กลายเป็นศูนย์กลางการค้าโคเคนทั่วโลก 

 

ขณะที่ พล.ต.อ. ปาโบล รามิเรซ อดีตผู้อำนวยการปราบปรามยาเสพติดและการค้ายาเสพติด กล่าวว่า เอกวาดอร์ส่งออกสินค้าผ่านคอนเทนเนอร์ประมาณ 1 ล้านตู้ต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกล้วย 75% แต่ขณะเดียวกันตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้ก็กลายเป็นช่องทางในการลักลอบขนยาเสพติดได้เป็นอย่างดี 

 

สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่หัวหน้าแก๊งและเจ้าพ่อค้ายาเสพติดที่โด่งดังที่สุดในประเทศ อดอฟโฟ มาเซียส หรือฉายา ‘ฟิโต’ หัวหน้าแก๊งอาชญากร ลอส โชเนรอส (Los Choneros) หลบหนีออกจากคุกเมื่อวันอาทิตย์ (7 มกราคม) 

 

เป็นที่โจษจันว่า มาเซียส เป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาหลังลูกกรงที่โด่งดังที่สุด และเชื่อกันว่ากลุ่มของมาเซียสเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ในเอกวาดอร์ที่สร้างความสัมพันธ์กับแก๊งค้ายาเม็กซิกันที่ทรงอิทธิพล

 

มาเซียส ซึ่งต้องโทษจำคุก 34 ปี เคยก่อเหตุหลบหนีออกจากเรือนจำมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2013 ก่อนที่เขาจะขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มลอส โชเนรอส เมื่อประมาณปี 2020 และบงการการค้ายา รวมทั้งเป็นประธานการจัดกิจกรรมต่างๆ ของแก๊งจากห้องขังของเขาในเรือนจำกวายากิล ซึ่งกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของแก๊ง ที่มีนักโทษถูกคุมขังอย่างแออัดยัดเยียดถึง 12,000 คน

 

หลังจากเกิดเหตุผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีถูกลอบสังหารเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว มาเซียสถูกย้ายไปคุมขังในที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงสุดเป็นเวลาสั้นๆ แต่ทนายความของเขายื่นอุทธรณ์ และผู้พิพากษาสั่งให้ย้ายมาเซียสกลับไปยังห้องขังที่เขาต้องการ 

 

มาเซียสเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งนั้นด้วยการปล่อยมิวสิกวิดีโอในสไตล์ ‘Narcocorrido’ ซึ่งเป็นแนวเพลงที่มีต้นกำเนิดในเม็กซิโกเพื่อสรรเสริญการก่อเหตุรุนแรงของผู้ค้ายาเสพติด

 

นอกจากมาเซียสที่หลบหนีออกจากคุกแล้ว ไม่นานก็มีรายงานว่า ฟาบริซิโอ โคโลน หัวหน้าของอีกแก๊งอย่างลอส โลบอส (Los Lobos) ก็ก่อเหตุแหกคุกเช่นกัน โดยฉวยโอกาสในระหว่างที่กำลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวายที่เรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศในคืนวันจันทร์ สำนักงานอัยการระบุว่า โคโลนมีส่วนพัวพันกับเหตุการณ์ลอบสังหารผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเฟอร์นันโด วิลลาวิเซนซิโอ เมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการขู่ฆ่าอัยการสูงสุด ไดอานา ซาลาซาร์ 

 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ขณะนี้หลายแก๊งกำลังกบฏต่อต้านแนวทางอันเข้มงวดของ ดานิเอล โนโบอา ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งพยายามจะกวาดล้างแก๊งเหล่านี้ที่เข้าไปแผ่ขยายอิทธิพลในเรือนจำ โดยประธานาธิบดีประกาศว่าจะเพิ่มคุกทหาร เพิ่มโทษจำคุก และแยกขังหัวหน้าแก๊งหรือตัวการใหญ่

 

หนึ่งในมือปืนที่บุกยึดสถานีโทรทัศน์ในเมืองกวายากิล ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเอกวาดอร์ ประกาศต่อหน้ากล้องถ่ายทอดสดถึงสาเหตุที่ก่อเหตุอุกอาจว่าเป็นเพราะตั้งใจจะเตือนรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีดานิเอล โนโบอา ว่า “อย่ามายุ่งกับมาเฟีย” มิฉะนั้นจะเผชิญกับผลที่ตามมา นอกจากนี้ ตัวประกันยังถูกบังคับให้ส่งข้อความถึงประธานาธิบดีต่อหน้ากล้องว่าอย่ายื่นมือเข้ามายุ่ง

 

ประกาศทำสงครามกับแก๊งอาชญากร

แม้ตำรวจประกาศผ่านโซเชียลมีเดียในเวลาต่อมา ว่าสามารถจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุบุกสถานีโทรทัศน์ได้ 13 คน พร้อมยึดอาวุธ วัตถุระเบิด และหลักฐานอื่นๆ ได้ และช่วยเหลือตัวประกันไปยังที่ปลอดภัยแล้ว แต่สถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้โนโบอาที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้องประกาศสถานการณ์ ‘ความขัดแย้งด้วยอาวุธภายในประเทศ’ (Internal Armed Conflict) พร้อมเปิดฉากทำสงครามปราบปรามอาชญากรภายในประเทศอย่างจริงจัง โดยการขึ้นบัญชีแก๊งอาชญากรกว่า 20 แก๊งเป็นกลุ่มก่อการร้าย และอนุญาตให้กองทัพเอกวาดอร์กวาดล้างกลุ่มก้อนเหล่านี้ “ภายในขอบเขตของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

 

นอกจากนี้ โนโบอาซึ่งชนะเลือกตั้งมาได้ด้วยการชูนโยบายหาเสียงว่าจะฟื้นฟูความมั่นคงให้กับประเทศที่เต็มไปด้วยความรุนแรงของกลุ่มอาชญากร ซึ่งเกิดจากการค้ายาเสพติดที่เฟื่องฟู ได้ประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 60 วัน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมากกว่า 3,000 นายออกตามจับตัว อดอลโฟ มาเซียส หัวหน้าแก๊งค้ายาที่แหกคุกหลบหนีออกมา พร้อมสั่งการให้ทหารลาดตระเวนตามท้องถนนและเข้าควบคุมเรือนจำ 

 

“หมดเวลาที่นักโทษค้ายาเสพติด คนร้าย และกลุ่มอาชญากรจะมาบงการรัฐบาลว่าต้องทำอย่างไรแล้ว” ประธานาธิบดีโนโบอากล่าวในระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันจันทร์ (8 มกราคม)

 

จากประเทศสงบสุข กลับกลายเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในลาตินอเมริกา

สถานการณ์ความมั่นคงในเอกวาดอร์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ประเทศตกอยู่ในความสับสนอลหม่านและการนองเลือด หลังการฆาตกรรมและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดเพิ่มสูงขึ้น จนทำประเทศเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดในลาตินอเมริกา ทั้งที่เพิ่งไม่กี่ปีก่อน เอกวาดอร์ยังเคยเป็นมุมเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบ คั่นกลางระหว่างแหล่งผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ที่สุดสองแห่งของโลกอย่างโคลอมเบียและเปรู

 

เมื่อไม่นานมานี้ เอกวาดอร์ยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของภูมิประเทศที่เป็นแหล่งภูเขาไฟ ความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ และแม้กระทั่งเป็นสถานที่พักผ่อนหลังเกษียณสำหรับผู้สูงอายุในสหรัฐฯ แต่เวลานี้ภาพจำดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

“เราไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน” เฟอร์นันโด การ์ริออน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากสถาบันสังคมศาสตร์ลาตินอเมริกาในกรุงกีโต กล่าว “เรานิยามตนเองว่าเป็นเกาะแห่งความสงบสุขและสันติภาพมาโดยตลอด” เขากล่าวเสริม

 

ในปี 2017 อัตราการเสียชีวิตจากความรุนแรงในเอกวาดอร์อยู่ที่ 5 คนต่อประชากร 100,000 คน แต่ปัจจุบันเลขดังกล่าวพุ่งขึ้นมาเป็น 46 คน ซึ่ง “ทำให้ปี 2023 เป็นปีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอกวาดอร์” การ์ริออนกล่าว ขณะที่ตามสถิติของตำรวจพบว่าในปี 2023 มีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงอย่างน้อย 7,592 คน เทียบกับ 4,426 คนในปีก่อนหน้า 

 

เนื่องด้วยปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า การรีดไถ ขู่กรรโชกทรัพย์ และความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมรุนแรงในประเทศ ชาวเอกวาดอร์จำนวนมากจึงเลือกที่จะหลบหนีออกนอกประเทศไปตายเอาดาบหน้า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของปานามาระบุว่า ชาวเอกวาดอร์นับหมื่นยอมเสี่ยงทุกอย่าง โดยมุ่งหน้าไปทางเหนือผ่านช่องแคบดาเรียน (Darién Gap) ที่เต็มไปด้วยอันตรายระหว่างโคลอมเบียและปานามา และผู้อพยพชาวเอกวาดอร์ที่เดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวมีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากชาวเวเนซุเอลา

 

ย้ายสถานที่คุมขัง ชนวนเหตุนักโทษแหกคุก-ลุกฮือก่อจลาจล

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำเอกวาดอร์ประกาศว่าเขาจะจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงการพิพากษาลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับนักโทษที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง อย่างเช่น ฆาตกรรมและการค้าอาวุธ และการขยายบทบาทของกองทัพ

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโนโบอายังประกาศว่าจะสร้างเรือนจำที่มีความปลอดภัยสูงสุดขึ้นใหม่อีก 2 แห่ง พร้อมโปรโมตแผนการของเขาในการจัดการกับเรือนจำของประเทศ โดยเริ่มต้นด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ตัดการเข้าถึงปลั๊กไฟและเราเตอร์ของมาเซียส “คุณจะเห็นได้จาก YouTube ว่า ห้องขังของฟิโต (ฉายาของมาเซียส) มีรางปลั๊กไฟถึง 4 จุด ซึ่งมากกว่าในโรงแรมเสียอีก” 

 

ทั้งนี้ การกวาดล้างเรือนจำไม่เพียงเผยให้เห็นคลังอาวุธและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมาย แต่ยังรวมถึงหมู ไก่ และเวทีชนไก่ด้วย

 

มาเซียสถูกพบว่าหายไปจากห้องขังระหว่างการตรวจค้นของเถื่อน การหายตัวไปของเขาเกิดขึ้นในขณะที่เขาและอาชญากรชื่อดังคนอื่นๆ ถูกกำหนดให้ส่งตัวไปยังเรือนจำที่มีความปลอดภัยสูงสุด 

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเชื่อว่า มาเซียสอาจระแคะระคายเกี่ยวกับการย้ายสถานที่คุมขังจากการข่าวที่รั่วไหลของรัฐบาล “ถ้าเป็นจริงก็นับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก” เอสเตบัน ตอร์เรส เจ้าหน้าที่กล่าว เพราะ “นั่นอาจหมายความว่ามีการคอร์รัปชันในระดับสูงสุดของรัฐบาล”

 

วิลล์ ฟรีแมน นักวิจัยด้านลาตินอเมริกาศึกษาจาก Council on Foreign Relations กล่าวว่า การที่รัฐบาลเอกวาดอร์เข้าควบคุมเรือนจำนั้นมีความสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าความพยายามในการขจัดการทุจริตนั้นมีประสิทธิผล และการประกาศภาวะฉุกเฉินสามารถช่วยรักษาเสถียรภาพในเรือนจำได้ แต่นั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว เนื่องจากผู้นำเอกวาดอร์คนก่อนๆ ก็เคยใช้วิธีนี้มาแล้ว

 

ความเห็นของฟรีแมนสอดคล้องกับ นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาระบบเรือนจำเอกวาดอร์มาหลายปี เขากล่าวว่าประธานาธิบดีโนโบอาไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ฮอร์เก นูเญซ

 

“มันเป็นการผสมผสานระหว่างการคิดใหม่และการทำแบบเดิม” นูเญซกล่าว โดยเขาเคยวิจารณ์รัฐบาลชุดก่อนที่มอบอำนาจในการควบคุมเรือนจำให้กับตำรวจ แต่ตำรวจกลับมองไม่เห็นการเติบโตและการแผ่ขยายอิทธิพลที่มากเกินไปของแก๊งนักโทษ

 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามากถึง 1 ใน 4 ของเรือนจำ 36 แห่งของประเทศถูกควบคุมโดยกลุ่มอาชญากร ขณะที่ประธานาธิบดีโนโบอาให้คำมั่นว่าจะยึดเรือนจำกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลอีกครั้ง

 

นอกจากการตัดสินใจย้ายสถานที่คุมขังจะนำไปสู่การหลบหนีของมาเซียสแล้ว ยังเป็นเหตุให้เกิดการลุกฮือของกลุ่มนักโทษในเรือนจำ โดยมีรายงานว่า เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นภายในเรือนจำอีก 6 แห่งในเอกวาดอร์ บางแห่งจับเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นตัวประกัน บางแห่งมีนักโทษจำนวนไม่น้อยหลบหนีออกจากเรือนจำ รวมถึงมีการรับแจ้งว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้นในหลายจุดของเอกวาดอร์ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายถูกลักพาตัว

 

ปีใหม่ที่มืดมน

ในคืนวันจันทร์เข้าสู่วันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่คำสั่งเคอร์ฟิวมีผลบังคับใช้ ถนนหนทางในกรุงกีโตว่างโล่ง เงียบสงัด ไร้รถรา มีเพียงรถตำรวจและรถพยาบาลเท่านั้นที่พอจะมองเห็น ชวนให้ย้อนนึกไปถึงการล็อกดาวน์ในช่วงโควิดระบาด

 

“เคอร์ฟิวส่งผลต่อเราโดยตรง” จูเนียร์ กอร์โดวา เจ้าของร้านอาหารในเมืองหลวงของเอกวาดอร์กล่าว “เรามีการเริ่มต้นปีที่ดี แต่ตอนนี้ดูไม่ดีนัก เพราะผู้คนเริ่มรู้สึกกลัว”

 

คงต้องรอดูต่อไปว่า ความพยายามในการปราบปรามแก๊งอาชญากรของประธานาธิบดี ดานิเอล โนโบอา จะประสบความสำเร็จและสามารถนำความสงบสุขกลับคืนสู่เอกวาดอร์ได้หรือไม่ หรือชาวเอกวาดอร์จะยังคงต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวต่อไปอีกนานเท่าใด

 

ภาพ: Franklin Jacome / Agencia Press South/Getty Images

อ้างอิง: 

The post จากประเทศสงบสุข สู่ประเทศอันตราย เอกวาดอร์มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ สั่งจำคุก 18 ปี แกนนำฝ่ายขวาจัด เหตุก่อจลาจลบุกอาคารรัฐสภาต้นปี 2021 หลังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งทรัมป์แพ้ไบเดน https://thestandard.co/oath-keepers-18-years-imprison/ Fri, 26 May 2023 02:25:54 +0000 https://thestandard.co/?p=795394 Oath Keepers

ศาลสหรัฐอเมริกาสั่งจำคุก 18 ปี สจ๊วต โรดส์ แกนนำกลุ่มขว […]

The post สหรัฐฯ สั่งจำคุก 18 ปี แกนนำฝ่ายขวาจัด เหตุก่อจลาจลบุกอาคารรัฐสภาต้นปี 2021 หลังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งทรัมป์แพ้ไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oath Keepers

ศาลสหรัฐอเมริกาสั่งจำคุก 18 ปี สจ๊วต โรดส์ แกนนำกลุ่มขวาจัดอย่าง Oath Keepers ที่ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงต้นปี 2021 หลังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ให้กับโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต

 

โดยโรดส์นับเป็นผู้ต้องหารายแรกที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด และได้รับการลงโทษจากความพยายามยุยงปลุกปั่นจนก่อให้เกิดความไม่สงบและนำไปสู่การบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ นับเป็นผู้ต้องหาที่ได้รับโทษยาวนานที่สุดในขณะนี้จากคดีดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม โทษที่โรดส์ได้รับยังน้อยกว่าโทษจำคุกที่อัยการเล็งเห็นว่าเขาควรจะได้รับโทษอย่างน้อย 25 ปี เนื่องจากมองว่าเขายังคงเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ

 

โดย เอมิต เมห์ตา ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า “โรดส์มีท่าทีเป็นภัยอย่างต่อเนื่อง การกระทำหลายอย่างของเขาบ่งชี้ว่าเขาต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง และทันทีที่เขาได้รับการปล่อยตัว ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่เขามีโอกาส เขาก็พร้อมที่จะหยิบจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลของเขา (ที่เขาไม่ได้สนับสนุน)”

 

เบื้องต้นโรดส์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนออกคำสั่งให้สมาชิกกลุ่ม Oath Keepers รวมถึงบรรดาผู้สนับสนุนทรัมป์บุกโจมตีอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 โดยเจตนาที่แท้จริงของเขาคือการปกป้องสหรัฐฯ จากกลุ่มคนที่พวกเขามองว่ากำลังทำลายประเทศชาติแห่งนี้ หลังจากเชื่อว่าผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ครั้งที่ผ่านมาไม่โปร่งใส

 

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุก่อจลาจลครั้งประวัติศาสตร์มากกว่า 1,000 คน และขณะนี้กว่า 570 คนทยอยสารภาพผิดตามข้อกล่าวหาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แล้ว 

 

ภาพ: Jonathan Ernst / Reuters

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ สั่งจำคุก 18 ปี แกนนำฝ่ายขวาจัด เหตุก่อจลาจลบุกอาคารรัฐสภาต้นปี 2021 หลังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งทรัมป์แพ้ไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำเอกวาดอร์ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ราย https://thestandard.co/ecuador-prison-riot-death-toll/ Thu, 30 Sep 2021 03:11:07 +0000 https://thestandard.co/?p=542365 เหตุจลาจล

วานนี้ (29 กันยายน) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุจ […]

The post เกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำเอกวาดอร์ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุจลาจล

วานนี้ (29 กันยายน) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุจลาจลขึ้นภายในเรือนจำแห่งหนึ่งในเมืองกวายากิล เมืองชายฝั่งที่อยู่ห่างจากกรุงกีโต เมืองหลวงของเอกวาดอร์ ไปกว่า 400 กิโลเมตร เป็นเหตุปะทะกันระหว่าง 2 แก๊งใหญ่ภายในเรือนจำอย่างโลส โลโบส และโลส โชเนโรส มีการใช้มีด อาวุธปืน และระเบิด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 52 ราย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ภายหลังเกิดเหตุจลาจลไปแล้ว 5 ชั่วโมง โดยยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มสูงขึ้นจาก 30 รายในช่วงต้นที่มีการยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิต นับเป็นหนึ่งในเหตุจลาจลภายในเรือนจำของเอกวาดอร์ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้ ท่ามกลางภาวะนักโทษล้นเรือนจำและจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้คุมไม่เพียงพอ

 

เอกวาดอร์มีพรมแดนติดกับโคลอมเบียและเปรู ประเทศผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ของโลก เอกวาดอร์จึงเป็นหนึ่งในประเทศทางผ่านสำคัญในการขนส่งยาเสพติดข้ามชาติไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยเรือนจำของเอกวาดอร์กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งของเครือข่ายขบวนการยาเสพติดเม็กซิโก โดยเฉพาะแก๊งซีนาโลอา และแก๊งฮาลิสโกรุ่นใหม่ 

 

เฟร์นันโด การ์ริออน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชาวเอกวาดอร์ระบุว่า เอกวาดอร์กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตในเรือนจำ เมื่อปี 2010 มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นภายในเรือนจำเฉลี่ยราว 25 รายต่อปี ก่อนที่สถิติจะเพิ่มสูงขึ้นเกิน 160 ราย เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เรือนจำกลายเป็นพื้นที่ของการใช้ความรุนแรง มีการทุจริตคอร์รัปชันเพื่อจัดหาอาวุธให้กับนักโทษกลุ่มต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

 

ภาพ: Jose Sanchez Lindao / AFP

อ้างอิง:

The post เกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำเอกวาดอร์ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุฒิสภาสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการไต่สวนทรัมป์วันนี้ แกนนำ ส.ว. เห็นพ้องเร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว https://thestandard.co/us-senate-trump-inquiry-process/ Tue, 09 Feb 2021 07:40:49 +0000 https://thestandard.co/?p=452378 วุฒิสภาสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการไต่สวนทรัมป์วันนี้ แกนนำ ส.ว. เห็นพ้องเร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว

วุฒิสภาสหรัฐฯ เตรียมเปิดฉากกระบวนการไต่สวน อดีตประธานาธ […]

The post วุฒิสภาสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการไต่สวนทรัมป์วันนี้ แกนนำ ส.ว. เห็นพ้องเร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุฒิสภาสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการไต่สวนทรัมป์วันนี้ แกนนำ ส.ว. เห็นพ้องเร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว

วุฒิสภาสหรัฐฯ เตรียมเปิดฉากกระบวนการไต่สวน อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ในความผิดกรณีปลุกปั่นกลุ่มผู้สนับสนุนให้ก่อจลาจลที่อาคารรัฐสภา (US Capitol) เมื่อวันที่ 6 มกราคม ขณะที่ผู้นำ ส.ว. ต่างเห็นพ้องในกรอบเวลาที่จะเร่งการไต่สวนให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

 

ทรัมป์ถูกตั้งข้อหา ‘ปลุกระดมให้เกิดจลาจล’ ในขณะที่เขาปราศรัยที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นเหตุให้กลุ่มผู้สนับสนุนบุกเข้าอาคารรัฐสภาที่อยู่ใกล้เคียง ในระหว่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากำลังประชุมเพื่อลงคะแนนรับรองผลการเลือกตั้งของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) โดยเหตุการณ์รุนแรงในวันนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย 

 

สมาชิกเดโมแครตในสภาคองเกรสเผยว่า พวกเขามีหลักฐานมากมายที่ชี้ชัดความผิดของทรัมป์ แต่ทีมกฎหมายของทรัมป์อ้างว่า กลุ่มผู้ก่อจลาจลได้กระทำการด้วยตัวของพวกเขาเอง พร้อมทั้งตำหนิการไต่สวนครั้งนี้ว่า “ไร้สาระและผิดรัฐธรรมนูญ” 

 

โดยทีมทนายความของทรัมป์ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (8 กุมภาพันธ์) ว่า การไต่สวนครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากทรัมป์สิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งไปแล้ว และปัจจุบันเขาเป็นเพียงประชาชนธรรมดาเท่านั้น

 

ทรัมป์ถือเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนจากตำแหน่ง 2 ครั้งในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง โดยครั้งที่สองเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะพ้นตำแหน่งตามวาระไม่นาน แต่หากทรัมป์ถูกตัดสินว่าผิดจริงในวุฒิสภา อาจทำให้เขาถูกตัดสิทธิ์ห้ามลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกต่อไป อย่างไรก็ดี การโหวตชี้ความผิดในสภาสูงต้องใช้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 จากจำนวนที่นั่ง ส.ว. ทั้งหมด 100 คน แต่เดโมแครตครองที่นั่งในสภาดังกล่าวเพียง 50 ที่นั่ง และมีสัญญาณเพียงน้อยนิดว่าจะมี ส.ว. รีพับลิกัน โหวตเห็นชอบด้วย

 

สำหรับการไต่สวนวันนี้นั้น สองฝ่ายซึ่งแบ่งเป็นทีมถอดถอนและทีมทนายความทรัมป์จะมีเวลาฝ่ายละ 4 ชั่วโมงในการจัดการกับข้อซักถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ จากนั้นคาดว่าจะมีการลงมติในช่วงท้ายของวันเดียวกันว่า จะเดินหน้ากระบวนการไต่สวนต่อหรือไม่

 

ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากของเดโมแครตในวุฒิสภา เผยว่า ทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดการไต่สวนอย่างยุติธรรมและซื่อสัตย์ ซึ่งหากการพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ การไต่สวนที่เปิดโอกาสให้โต้แย้งจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายวันพุธ (10 กุมภาพันธ์) โดยแต่ละฝ่ายจะมีเวลาฝ่ายละ 16 ชั่วโมงในการนำเสนอ

 

คาดว่าการโต้แย้งจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นเวลาที่ ส.ว. จะมีโอกาสได้ซักถามประเด็นต่างๆ กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งสองฝั่งระบุว่า ต้องการให้การไต่สวนจบลงโดยเร็ว โดยมีความเป็นไปได้ว่า การลงมติชี้ความผิดของทรัมป์จะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดในวันจันทร์หน้า

 

ภาพ: Kent Nishimura / Los Angeles Times via Getty Images

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post วุฒิสภาสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการไต่สวนทรัมป์วันนี้ แกนนำ ส.ว. เห็นพ้องเร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ส. เดโมแครตเล็งเดินหน้ากระบวนการโหวตถอดถอนทรัมป์ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ฐานปลุกปั่นจลาจลที่รัฐสภา https://thestandard.co/democrats-vote-dismiss-trump/ Fri, 08 Jan 2021 08:24:54 +0000 https://thestandard.co/?p=440773 ส.ส. เดโมแครตเล็งเดินหน้ากระบวนการโหวตถอดถอนทรัมป์ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ฐานปลุกปั่นจลาจลที่รัฐสภา

สำนักข่าว CNN รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวในพรรคเดโมแครตว่า […]

The post ส.ส. เดโมแครตเล็งเดินหน้ากระบวนการโหวตถอดถอนทรัมป์ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ฐานปลุกปั่นจลาจลที่รัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ส. เดโมแครตเล็งเดินหน้ากระบวนการโหวตถอดถอนทรัมป์ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ฐานปลุกปั่นจลาจลที่รัฐสภา

สำนักข่าว CNN รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวในพรรคเดโมแครตว่า แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเพื่อนสมาชิก ส.ส. พรรคเดโมแครต เปิดเผยว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อเดินหน้ากระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งด้วยความรวดเร็ว หากรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และคณะรัฐมนตรี ปฏิเสธเดินหน้าการถอดถอนทรัมป์ จากตำแหน่งก่อนจะหมดวาระในวันที่ 20 มกราคม

 

โดยการถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในตำแหน่งนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้ง 2 พรรคการเมืองหลัก อย่างเดโมแครตและรีพับลิกัน ซึ่งเพโลซี เตือนไปยังทำเนียบขาวว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะถอดถอนทรัมป์จากความผิดในการกระทำปลุกปั่นที่ก่อให้เกิดจลาจล และมีผู้ประท้วงบุกเข้าไปภายในอาคารรัฐสภาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธ (6 มกราคม) ที่ผ่านมา

 

“นี่เป็นเรื่องด่วน นี่เป็นเรื่องฉุกเฉินในระดับสูงสุด โทรศัพท์ของฉันกำลังระเบิดด้วยคำว่า ถอดถอน ถอดถอน ถอดถอน” เพโลซีกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเดโมแครตเปิดเผยว่า ยังไม่มีการหารือเรื่องกระบวนการถอดถอนทรัมป์อย่างจริงจัง โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง ที่ทรัมป์เผชิญการถอดถอนจากตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

 

ขณะที่โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐฯ ไม่มีท่าทีใดๆ ต่อการดำเนินการถอดถอนทรัมป์ โดยคนใกล้ชิดของไบเดนเผยว่า เขาต้องการมุ่งมั่นกับการเข้ารับตำแหน่งในพิธีสาบานตนที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 

 

สำหรับกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งนั้น จำเป็นต้องใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 ซึ่งอนุญาตให้รองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี หากประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เพราะมีอาการป่วยทางกายหรือทางจิต แต่ต้องให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และสมาชิกคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่อีก 8 คน ร่วมกันแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานชั่วคราวของวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร 

 

ซึ่งหากเพนซ์และสมาชิกคณะรัฐมนตรีเสียงข้างมากไม่ยอมดำเนินการ (ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้) ทางพรรคเดโมแครตก็กำลังมองหากระบวนการอื่น ที่เปิดทางให้สามารถนำญัตติถอดถอนเข้าสู่สภาโดยตรง และข้ามขั้นตอนไต่สวน เพื่อให้มีการโหวตถอดถอนได้ภายใน 2 วันนี้ ขณะที่วันนี้ (8 มกราคม) พรรคเดโมแครตเตรียมเรียกประชุมแบบคอคัส เพื่อหารือเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ส.ส. เดโมแครตเล็งเดินหน้ากระบวนการโหวตถอดถอนทรัมป์ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ฐานปลุกปั่นจลาจลที่รัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ สรุปเหตุจลาจลสะเทือนอเมริกาตั้งแต่ต้นจนจบ https://thestandard.co/summary-america-riots/ Thu, 07 Jan 2021 09:43:55 +0000 https://thestandard.co/?p=440390 เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ สรุปเหตุจลาจลสะเทือนอเมริกาตั้งแต่ต้นจนจบ

นับเป็นฝันร้ายของชาวอเมริกันที่ทั่วโลกมองว่าเป็นวิกฤตกา […]

The post เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ สรุปเหตุจลาจลสะเทือนอเมริกาตั้งแต่ต้นจนจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ สรุปเหตุจลาจลสะเทือนอเมริกาตั้งแต่ต้นจนจบ

นับเป็นฝันร้ายของชาวอเมริกันที่ทั่วโลกมองว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่กำลังบั่นทอนคุณค่าทางประชาธิปไตย เมื่อผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลายร้อยคนบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อต่อต้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ โจ ไบเดน เป็นผู้ชนะ จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นความโกลาหลวุ่นวาย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 คน

 

THE STANDARD ได้รวบรวมและลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นตลอดวันแห่งความ ‘วุ่นวาย’ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปของสหรัฐฯ

 

เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ

  • จุดเริ่มต้นของเหตุจลาจลที่ผู้นำทั่วโลกระบุว่าเป็น ‘เรื่องสะเทือนขวัญ’ และ ‘บ่อนทำลายประชาธิปไตย’ เกิดขึ้นระหว่างที่ ส.ส. และ ส.ว. สภาคองเกรสกำลังประชุม เพื่อนับคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ที่อาคารรัฐสภา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 6 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อรับรองและประกาศให้ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ 
  • คู่ขนานไปกับการประชุมสภา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ได้ขึ้นปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนที่มารวมตัวใกล้กับทำเนียบขาว โดยถ้อยแถลงตอนหนึ่ง ทรัมป์กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่สภาคองเกรสจะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงนี้ แล้วหลังจากนี้ เราจะเดินขบวนไปยังอาคาร U.S. Capitol ผมจะไปกับพวกคุณด้วย เพื่อส่งเสียงเชียร์วุฒิสมาชิกที่กล้าหาญของเรา”
  • จากนั้นช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้สนับสนุนทรัมป์หลายร้อยคนได้เดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภา ตามการปลุกระดมของประธานาธิบดี แต่ทรัมป์ไม่ได้เดินทางไปร่วมด้วยตามคำพูด
  • ผู้ประท้วงชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาอยู่พักหนึ่ง ก่อนสถานการณ์จะบานปลายเป็นการจลาจล เกิดการปีนป่ายตัวอาคาร ฝ่าแนวกั้นของตำรวจ และพังประตูเข้าไปในตัวอาคาร แม้ตำรวจวางกำลังป้องกันและอารักขาอยู่รอบๆ 
  • หลังผู้ประท้วงเข้ามาในอาคารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เร่งอพยพสมาชิกสภาคองเกรสออกจากอาคารรัฐสภา ซึ่งรวมถึง ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี ที่ทำหน้าที่สำคัญในฐานะประธานวุฒิสภา โดยทางการได้พาสมาชิกสภาคองเกรสไปที่ฐานทัพใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย
  • ท้ายสุดตำรวจไม่สามารถต้านทานกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ไม่ให้เข้าไปในอาคารได้ ซึ่งผู้ก่อจลาจลเข้าไปได้ถึงห้องประชุมวุฒิสภา และประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้ปืนขู่เพื่อไม่ให้บุกเข้าไปในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
  • ตำรวจใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงเพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่ช่วงหนึ่งเจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้ปืนยิงใส่ผู้ก่อจลาจลบริเวณด้านหน้าอาคาร Capitol ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 1 คน ภายหลังพบว่าผู้หญิงคนนี้เป็น ‘ทหารผ่านศึก’ 
  • ผู้บัญชาการตำรวจกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ชี้แจงว่า “นี่เป็นโศกนาฏกรรม และเราขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียนี้” ขณะที่มีเจ้าหน้าที่หลายคนได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ก่อจลาจล 
  • ส่วนปฏิบัติการยึดคืนอาคาร U.S. Capitol นั้น ทางการได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่หลายร้อยนายตระเวนเคลียร์กลุ่มผู้ประท้วงภายในตัวอาคาร ส่วนด้านนอก ตำรวจใช้ระเบิดควันและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมในแต่ละด้านของอาคาร ท้ายสุด ตำรวจตั้งแถวยาวกันผู้ประท้วงให้ถอยออกไปจากบริเวณอาคารรัฐสภาได้สำเร็จ 
  • ห้องทำงานของ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับความเสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีภาพของผู้ประท้วงรายหนึ่งที่เข้าไปในนั่งในห้องทำงานของเธอ และมีการเขียนข้อความฝากไว้ว่า “เราจะไม่ล่าถอย” 
  • นอกจากห้องทำงานของเพโลซีแล้ว สำนักงานของ ส.ว. และห้องประชุมก็ถูกรื้อค้นด้วยเช่นกัน 
  • สมาคมประวัติศาสตร์อาคาร U.S. Capitol Historical Society ระบุว่า การจลาจลนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดการบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา นับแต่กองทัพอังกฤษบุกโจมตีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเผาอาคาร Capitol ในช่วงสงครามเดือนสิงหาคม 1814
  • CNN ตั้งข้อสังเกตว่า ตำรวจที่เข้าควบคุมฝูงชนมีจำนวนน้อยกว่ากำลังตำรวจที่เข้ารับมือเหตุชุมนุม Black Lives Matter หรือการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวดำ ที่ปะทุขึ้นทั่วสหรัฐฯ อันมีชนวนมาจากเหตุการณ์ที่ตำรวจเมืองมินนีแอโปลิส รัฐมินนิโซตา ใช้กำลังเข้าจับกุมจนนำไปสู่การเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ เมื่อปีที่แล้ว 
  • อีกประเด็นน่าสนใจที่สื่อพูดถึงคือ แม้ทรัมป์เป็นผู้ปราศรัยปลุกปั่นให้ผู้สนับสนุนของเขาเดินขบวนไปอาคาร Capitol แต่ทำเนียบขาวแถลงการณ์ว่า เป็นประธานาธิบดีทรัมป์เองที่สั่งให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard รวมถึงหน่วยรักษาความปลอดภัยอื่นๆ เข้าไปควบคุมสถานการณ์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งไม่บ่อยนักที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิได้รับมอบหมายหน้าที่ให้อารักษาอาคารของรัฐบาลกลาง 
  • ระหว่างการเคลียร์พื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร Capitol เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบวัตถุที่อาจเป็นระเบิดไปป์บอมบ์ในหลายจุด บางจุดเป็นระเบิดปลอม แต่มีอย่างน้อย 2 จุดที่เป็นของจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปลดชนวนระเบิดอย่างปลอดภัยแล้ว ขณะเดียวกันตำรวจพบยานยนต์คันหนึ่งใกล้กับจุดวางระเบิด และจับกุมผู้ต้องสงสัยพร้อมอาวุธปืนไรเฟิล และระเบิดเพลิงมากถึง 10 ลูก 
  • เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 6 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น ไปจนถึง 06.00 น. ช่วงเช้าของวันต่อมา 
  • ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีการจับกุมผู้ก่อเหตุจลาจลแล้วอย่างน้อย 52 คน ในจำนวนนี้ 47 คนเป็นผู้ฝ่าฝืนประกาศเคอร์ฟิว ส่วนตลอดคืนที่ผ่านมามีตำรวจประจำจุดและลาดตระเวนทั่วกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

เกิดอะไรขึ้นต่อหลังเหตุจลาจล

  • เวลา 20.00 น. ของคืนวันที่ 6 มกราคม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สมาชิกสภาคองเกรสได้เดินทางกลับเข้าไปในอาคาร Capitol และสานต่อกระบวนการนับคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง โดยรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ที่ไม่ได้ออกไปจากตัวอาคารเลย เป็นผู้นำเหล่าวุฒิสมาชิกกลับเข้าที่ประชุม โดยกล่าวว่า “เรากลับไปทำงานของเรากันเถอะ”
  • การจลาจลที่เกิดขึ้นมีผลต่อท่าทีของสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคน ที่เดิมตั้งใจจะต่อต้านผลโหวตของหลายรัฐที่ไบเดนคว้าชัยชนะมาได้ โดย CNN รายงานว่า ช่วงที่อาคาร Capitol อยู่ในสภาวะล็อกดาวน์ สมาชิกคองเกรสพรรครีพับลิกันจับกลุ่มปรึกษาหารือกัน 
  • ระหว่างการประชุมที่เริ่มขึ้นใหม่ วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 3 คนได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่เป็นประธานวุฒิสภา ไมค์ เพนซ์ ที่ตีตกการคัดค้านของทั้งสามไป ซึ่งเรียกเสียงปรบมือดังก้องภายในที่ประชุม
  • แต่ ส.ส. และ ส.ว. ของรีพับลิกันบางส่วนยังคงเดินหน้ายื่นญัตติขอคัดค้านผลการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งจากรัฐแอริโซนาและเพนซิลเวเนียต่อไป ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องเปิดการอภิปรายนอกรอบ เพื่อลงมติต่อญัตติดังกล่าว
  • แต่แล้วทั้งสองสภาต่างโหวตคัดค้านญัตติของรีพับลิกัน เริ่มจาก ส.ว. โหวตคว่ำญัตติที่ปฏิเสธชัยชนะของไบเดนในรัฐแอริโซนาที่ 93 ต่อ 6 คะแนน ตามด้วย ส.ส. โหวตคว่ำด้วยคะแนน 303 ต่อ 121 เสียง 
  • ขณะที่ญัตติขอไม่รับรองชัยชนะของไบเดนในรัฐเพนซิลเวเนีย ถูกปัดตกอีกเช่นกันโดยวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียง 92 ต่อ 7 คะแนน ตามด้วยสภาผู้แทนราษฎรที่โหวตคัดค้านเช่นกัน
  • นอกจากรัฐแอริโซนาและเพนซิลเวเนียแล้ว รีพับลิกันยังพยายามคัดค้านผลการเลือกตั้งในจอร์เจีย เนวาดา และมิชิแกนด้วย แต่ไม่เป็นผล   
  • ทรัมป์ถูกกดดันอย่างหนัก จนต้องออกมาร้องขอให้ผู้สนับสนุนกลับบ้าน แต่เสริมว่า “ผมเข้าใจความเจ็บปวดของคุณ พวกคุณเจ็บปวด เราถูกปล้นการเลือกตั้งไป ทั้งที่มันเป็นชัยชนะของพวกเรา และทุกคนก็รู้ดี แต่ตอนนี้พวกคุณกลับบ้านเถอะ เราจำเป็นต้องมีสันติภาพ”
  • แต่ผ่านไปไม่นาน ทรัมป์ออกมาชื่นชมการก่อเหตุครั้งนี้ว่า “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง ถูกช่วงชิงไปจากเหล่าผู้รักชาติที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมมายาวนาน ตอนนี้กลับบ้านด้วยความรักและสันติภาพ แต่ขอให้จำวันนี้ไปตลอดกาล”

 

สภาคองเกรสรับรองชัยชนะของไบเดน

  • เวลา 15.50 น. วันนี้ (7 มกราคม) ตามเวลาไทย โจ ไบเดน ได้รับการรับรองให้เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ หลังสภาคองเกรสลงมติรับรองผลการโหวตของคณะผู้เลือกตั้งครบทุกรัฐ จนทำให้ไบเดนได้คะแนน Electoral Vote ถึง 306 คะแนน ขณะที่ทรัมป์ได้จำนวน 232 คะแนน โดยหลังจากนี้ไบเดนจะเข้าพิธีสาบานตนเพื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม

 

ทรัมป์ถูกล็อกบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์

  • แพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมของโลกทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ได้ปิดการใช้งานบัญชีของทรัมป์เป็นการชั่วคราว โดยทวิตเตอร์ได้ปิดการใช้งานเป็นเวลา 12 ชั่วโมง หลังพบว่าละเมิดข้อบังคับการใช้งานของทวิตเตอร์ พร้อมเตือนว่าอาจระงับบัญชีของเขาเป็นการถาวร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทวิตเตอร์ออกคำเตือนลักษณะนี้กับผู้นำมหาอำนาจโลกแบบทรัมป์
  • ขณะที่เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมได้บล็อกบัญชีของทรัมป์ไม่ให้โพสต์อะไรได้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังได้ลบวิดีโอที่ทรัมป์โพสต์ส่งข้อความถึงเหล่าผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมการจลาจลที่ Capitol 

 

ท่าทีนักการเมืองสหรัฐฯ และปฏิกิริยาผู้นำทั่วโลก

  • โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ พูดถึงเหตุจลาจลที่ก่อโดยผู้สนับสนุนทรัมป์ว่า “วันนี้เป็นเครื่องเตือนความจำที่เจ็บปวด” และย้ำว่า “ประชาธิปไตยต้องอาศัยผู้นำที่เจตนาดี ผู้ที่กล้ายืนหยัดเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพื่ออำนาจและความต้องการของตัวเอง”
  • ขณะที่ บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีกล่าวว่า “ประวัติศาสตร์จะจดจำความรุนแรงที่ Capitol ในวันนี้ ซึ่งยุยงโดยประธานาธิบดีที่โกหกแบบไร้เหตุผลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเสื่อมเสียและความอัปยศของประเทศชาติ”
  • นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ทวีตข้อความว่า ชาวแคนาดารู้สึกกังวลใจและเศร้าใจมากต่อการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยังประชาธิปไตยของสหรัฐฯ และย้ำว่าการใช้ความรุนแรงไม่มีวันที่จะลบล้างเจตนารมณ์ของประชาชนได้ 
  • นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย ประณามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพความรุนแรงที่ “น่ากังวลใจอย่างมาก” 
  • นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ ทวีตข้อความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันผิดมหันต์ หลักของประชาธิปไตยคือ สิทธิที่ประชาชนออกมาลงคะแนนเลือกตั้ง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางอำนาจอย่างสงบ ไม่ใช่ว่าต้องมาถูกม็อบโจมตีเพื่อล้มล้างเช่นนี้”
  • นักการทูตระดับสูงและผู้นำประเทศทั้งไอซ์แลนด์, ฝรั่งเศส, โปแลนด์, เอกวาดอร์, โคลอมเบีย, สกอตแลนด์ และอีกหลายชาติ ได้ออกแถลงการณ์ย้ำเตือนรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงบทบาทในฐานะต้นแบบประชาธิปไตยโลก พร้อมแสดงถึงความวิตกอย่าง ‘ไม่อยากเชื่อสายตา’ ว่าภาพการบุกอาคารรัฐสภาจะเกิดขึ้นได้ในสหรัฐฯ

 

ทรัมป์ให้คำมั่นถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นระเบียบ

  • หลังสภาคองเกรสรับรองชัยชนะของไบเดนอย่างเป็นทางการแล้ว ทรัมป์ออกแถลงการณ์ให้คำมั่นว่าจะถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในวันที่ 20 มกราคม แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งก็ตาม
  • ทรัมป์ระบุว่า “ผมพูดเสมอว่าเราจะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการนับคะแนนโหวตที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะแสดงถึงการสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเท่านั้น”

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภาสหรัฐฯ สรุปเหตุจลาจลสะเทือนอเมริกาตั้งแต่ต้นจนจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุประท้วงเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ บานปลายกลายเป็นจลาจล เมืองถูกทุบ-เผาทำลาย พร้อมปล้นสะดม https://thestandard.co/racism-protest-has-gone-too-far/ Mon, 01 Jun 2020 04:08:35 +0000 https://thestandard.co/?p=368667

เมื่อวานนี้ (31 พฤษภาคม) เหตุประท้วงเรียกร้องความยุติธร […]

The post เหตุประท้วงเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ บานปลายกลายเป็นจลาจล เมืองถูกทุบ-เผาทำลาย พร้อมปล้นสะดม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (31 พฤษภาคม) เหตุประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ จอร์จ ฟลอยด์ ผู้ปลุกกระแสต่อต้านการเหยียดสีผิวในสังคมอเมริกันบานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลในหลายเมืองทั่วประเทศ ผู้คนจำนวนไม่น้อยใช้โอกาสนี้ทุบทำลายและเผาอาคารหลายแห่ง รวมถึงปล้นสะดมในร้านค้าและศูนย์การค้าต่างๆ โดยเฉพาะชอปของสินค้าแบรนด์เนม ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์มองว่า เหตุจลาจลที่เกิดขึ้นไปไกลมากกว่าแค่ประเด็นการเหยียดสีผิวไปแล้ว

 

ทางการหลายพื้นที่ต่างประกาศช่วงเวลาเคอร์ฟิว เพื่อหวังที่จะควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ประท้วงส่วนใหญ่ต้องการให้ทางการดำเนินคดีตามกฎหมายกับอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 รายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำเกินกว่าเหตุในครั้งนั้น หลัง Derek Chauvin ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม จอร์จ ฟลอยด์ โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เตรียมขึ้นศาลเมืองมินนีแอโปลิสในวันนี้ (1 มิถุนายน) ตามเวลาท้องถิ่น

 

ด้าน Philonise Floyd พี่ชายของ จอร์จ ฟลอยด์ ระบุว่า พลเมืองจำนวนมากจะยังคงเดินหน้าประท้วงต่อไป เพราะพวกเราทุกคนต้องการเพียงแค่ความยุติธรรมในเวลานี้

 

“ผมอยากจะขอให้ทุกคนประท้วงอย่างสันติ เพราะเราต้องการความยุติธรรมและนั่นเป็นเหตุผลที่เราออกมาร่วมกันทำสิ่งนี้ คนผิวสีจำนวนมากต้องจบชีวิตลงมากมาย พวกเรารู้สึกเหนื่อยมากแล้วตอนนี้ พลเมืองแอฟริกัน-อเมริกันต้องการที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง”

 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนที่จะยังคงสนับสนุนสิทธิในการชุมนุม หากการชุมนุมนั้นเป็นไปอย่างสันติ แต่สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า มีผู้คนจำนวนไม่น้อยฉกฉวยโอกาสนี้ใช้ความรุนแรงและระบายความโกรธแค้นออกมา โดยการกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากความยุติธรรมหรือเป็นไปอย่างสันติแต่อย่างใด

 

ภาพ: Mostafa Bassim / Anadolu Agency via Getty Images

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post เหตุประท้วงเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ บานปลายกลายเป็นจลาจล เมืองถูกทุบ-เผาทำลาย พร้อมปล้นสะดม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮ่องกง ความแตกแยกของสองขั้วการเมือง และปลายทางที่คลุมเครือหลังยุค 1 ประเทศ 2 ระบบ https://thestandard.co/hong-kong-disparity/ Wed, 09 Oct 2019 03:20:19 +0000 https://thestandard.co/?p=293938 Hong Kong disparity

‘ปัง!’ เสียงปืนดังขึ้น กระสุนจริงนัดแรกยิงถูกหน้าอกผู้ป […]

The post ฮ่องกง ความแตกแยกของสองขั้วการเมือง และปลายทางที่คลุมเครือหลังยุค 1 ประเทศ 2 ระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hong Kong disparity

‘ปัง!’ เสียงปืนดังขึ้น กระสุนจริงนัดแรกยิงถูกหน้าอกผู้ประท้วงรายหนึ่งอย่างจังในวันชาติอายุครบ 70 ปีของจีนสมัยใหม่ (1 ตุลาคม 2019) เป็นกระสุนจริงนัดแรกที่ตำรวจฮ่องกงใช้กับผู้ประท้วงนับตั้งแต่วิกฤตการเมืองปะทุขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน หรือในรอบ 3 เดือนกว่าๆ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าการประท้วงอาจยกระดับรุนแรงขึ้น ตึงเครียดขึ้น ซับซ้อนขึ้น และควบคุมยากกว่าเดิม

 

ความคับแค้นที่เป็นชนวนจลาจลครั้งใหม่ก่อตัวขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มจากกระสุนนัดนั้นที่ตำรวจยืนยันว่ายิงเพื่อป้องกันตัวจากกลุ่มผู้ประท้วงเลือดร้อนที่รุมทำร้าย แต่ผู้ประท้วงมองว่าเป็นอีกครั้งที่ตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ 

 

การลุกฮือครั้งใหม่ทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งกว่าเดิม ส่งผลให้ แคร์รี ลัม ผู้นำฮ่องกง ต้องใช้อำนาจพิเศษประกาศบังคับใช้กฎหมายฉุกเฉินสมัยอาณานิคม โดยห้ามผู้ประท้วงสวมหน้ากากในพื้นที่ชุมนุมเพื่อลดเหตุรุนแรงจากผู้ก่อความไม่สงบที่ปกปิดใบหน้า แต่นั่นยิ่งกลับเป็นการเติมเชื้อไฟ โดยสร้างความโกรธแค้นให้กับผู้ประท้วงมากขึ้นไปอีก

 

แต่วิกฤตการประท้วงจะยืดเยื้อต่อไปอีกนานแค่ไหน จะรุนแรงขึ้นกว่านี้หรือไม่ แล้วจะจบลงอย่างไร รัฐบาลจีนจะหาทางออกโดยการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามเมื่อถึงจุดที่ทนไม่ได้หรือไม่ เป็นหนึ่งในชุดคำถามที่หลายคนต้องการหาคำตอบ ซึ่ง THE STANDARD มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาฮ่องกงด้วยภาพที่กว้างขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

 

แต่ก่อนอื่นจะพาย้อนกลับไปดูต้นตอของวิกฤตการประท้วงครั้งนี้ว่ามันเริ่มมาจากไหน ก่อนทำความเข้าใจกับรากเหง้าของปัญหา สถานการณ์ที่เป็นอยู่ และคาดคะเนว่ามันจะดำเนินไปในทิศทางใดต่อในอนาคต

 

Hong Kong disparity

 

ร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน การเดินหมากที่พลาดพลั้งของรัฐบาล

ถ้าไม่นับการปฏิวัติร่มที่มีแกนนำอย่าง โจชัว หว่อง เมื่อปี 2014 การประท้วงในปี 2019 จัดว่าสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ปัญหาการเมืองฮ่องกงที่สั่งสมมานานกลับมาอยู่ในเรดาร์ความสนใจของทั่วโลกอีกครั้ง หลังแผ่วไปจนแทบไม่เหลือโมเมนตัมที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

 

ชนวนวิกฤตครั้งใหม่เริ่มต้นจากการที่คณะบริหารฮ่องกงของ แคร์รี ลัม ตัดสินใจผลักดันร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในสภานิติบัญญัติ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่ากฎหมายใหม่อาจบ่อนทำลายความเป็นนิติรัฐของฮ่องกง ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ที่ชาวฮ่องกงหวงแหน 

 

เพราะกฎหมายนี้เปิดทางให้ทางการสามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปดำเนินคดีที่จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จีนอาจใช้กำจัดผู้ที่เห็นต่างหรือศัตรูทางการเมืองได้ และถือเป็นการแทรกแซงระบบยุติธรรมอันเป็นมรดกตกทอดจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวฮ่องกง ด้วยเหตุนี้จึงจุดชนวนไฟประท้วงของคนหัวก้าวหน้าให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

 

ที่ว่าเป็นความพลาดพลั้งก็อาจเพราะรัฐบาลเองคงไม่คาดคิดว่าจะทำให้เกิดการลุกฮือจนกลายเป็นจลาจลหนักหน่วงเช่นนี้ นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศบางคน (รวมถึง ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ก่อนหน้านี้) เชื่อว่าเริ่มแรกกฎหมายนี้อาจเกิดจากเจตนารมณ์ของฮ่องกงเองที่ต้องการเอาใจจีน ส่งผลให้ในเวลาต่อมารัฐบาลฮ่องกงต้องประกาศฉีกร่างกฎหมายนี้ทิ้งอย่างถาวร ซึ่งนับเป็นการตอกย้ำความผิดพลาดในการเดินหมากตานี้ของรัฐบาล 

 

Hong Kong disparity

 

การชุมนุมถูกยกระดับขึ้นไปสู่การใช้ความรุนแรงในช่วงหลัง เริ่มจากม็อบหน้ากากบุกยึดอาคารสภานิติบัญญัติในเดือนกรกฎาคม มีการทุบทำลายโต๊ะเก้าอี้และขีดเขียนภาพเจ้าพนักงานรัฐจนได้รับความเสียหาย เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจจนกลายเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งกับม็อบอีกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล มีผู้ประท้วงฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยถูกดักทำร้ายในสถานีรถไฟใต้ดินหยวนหล่าง ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นไปอีก

 

ถึงแม้ แคร์รี ลัม ยอมถอยและประกาศว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ตายไปแล้ว แต่ผู้ประท้วงก็ยังจัดการชุมนุมอย่างต่อเนื่องในทุกสุดสัปดาห์ เนื่องจากหวาดระแวงว่ารัฐบาลอาจรื้อฟื้นร่างกฎหมายฉบับนี้กลับขึ้นมาพิจารณาอีกในอนาคต ดังนั้นจึงมีการยกระดับการชุมนุมให้สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลยิ่งขึ้นจนนำไปสู่การปิดสนามบิน ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการประท้วงขึ้นไปอีกขั้น ขณะเดียวกันก็บีบให้รัฐบาลต้องใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงอย่างหนักข้อขึ้นด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง สเปรย์พริกไทย รวมถึงการฉีดน้ำแรงดันสูง

 

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้นโมเมนตัมของผู้ประท้วงคือผู้ชุมนุมหญิงรายหนึ่งถูกกระสุนถุงถั่วยิงเข้าที่เบ้าตาจนได้รับบาดเจ็บในเดือนสิงหาคม

 

Hong Kong disparity

 

นอกจากร่างกฎหมายที่ผู้ชุมนุมต้องการให้รัฐบาลประกาศถอนอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้ประท้วงยังเพิ่มข้อเรียกร้องอีก 4 ข้อคือ ให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้ประท้วงที่ถูกจับกุม, ตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจ, ให้รัฐบาลถอนคำพูดที่บอกว่าผู้ประท้วงก่อความไม่สงบหรือจลาจล และมอบสิทธิการเลือกตั้งผู้บริหารเขตสูงสุดและสมาชิกสภานิติบัญญัติแก่ประชาชนอย่างเสรีตามหลักสากล (Universal Suffrage) 

 

ท้ายที่สุด แคร์รี ลัม ได้ประกาศถอนร่างกฎหมายอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน แต่ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องอื่นๆ ส่งผลให้การประท้วงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง และส่อเค้ายืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ 

 

Hong Kong disparity

 

รากเหง้าของความขัดแย้ง

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าการประท้วงมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่มีวันจบง่ายๆ โดยร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นเพียงชนวนให้เกิดการประท้วงเท่านั้น แต่รากเหง้าของปัญหาจริงๆ ในฮ่องกงมาจากความขัดแย้งระหว่างสองขั้วการเมือง 

 

ขั้วแรกคือกลุ่มอนุรักษนิยมซึ่งสนับสนุนรัฐบาลจีน และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในฮ่องกงอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

 

ส่วนขั้วตรงกันข้ามคือกลุ่มหัวก้าวหน้าที่เรียกร้องประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ

 

ที่ผ่านมาในฮ่องกงมีการประท้วงกันมาตลอด และเป็นการต่อสู้ระหว่างสองขั้วการเมือง อย่างในช่วงการปฏิวัติร่มก็มีการเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งผู้บริหารเขตปกครองพิเศษอย่างเสรีและยุติธรรม

 

เราจะเห็นว่าฮ่องกงมีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติก็จริง แต่เป็นการเลือกเพียงจำนวนครึ่งหนึ่งของสภาเท่านั้น โดยผู้บริหารสูงสุดยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ขณะที่ปัจจุบันมีตัวแทนวิชาชีพ ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจประมาณ 1,200 คนที่ผ่านกระบวนการเลือกสรรและสุดท้ายก็เป็นคนเลือกผู้บริหารสูงสุดขึ้นมา โดยผู้แทนวิชาชีพซึ่งจัดเป็นพวกชนชั้นนำเหล่านี้จะสนับสนุนจีนหรือโปรปักกิ่งเป็นหลัก

 

ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงสามารถควบคุมได้ว่าจะให้ใครขึ้นมาเป็นผู้บริหารเขตปกครองพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริหารคนนี้จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ

 

กฎหมายฮ่องกงบัญญัติขึ้นภายใต้หลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบของจีน โดยจะมีธรรมนูญการปกครองฮ่องกงซึ่งคล้ายๆ กับรัฐธรรมนูญฉบับย่อย ในธรรมนูญนี้พูดถึงว่าฮ่องกงจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่จุดที่มีการเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์แบบทั้งในสภานิติบัญญัติและผู้บริหารเขตสูงสุด

 

แต่ปัญหาคือในธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจนว่าการเลือกตั้งเต็มรูปแบบจะเกิดขึ้นเมื่อใด เพียงแต่ใช้คำว่า ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ จนกว่าจะถึงจุดนั้น

 

เมื่อมองจากวันที่อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้แก่จีนในปี 1997 จะเห็นว่ากาลเวลาผ่านพ้นไปกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งมีพัฒนาการไปจนถึงจุดที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวนครึ่งหนึ่ง แต่สำหรับกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตย พวกเขามองว่าช้าเกินไป และควรให้จัดการเลือกตั้งอย่างเสรีโดยทันที อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันในท่าทีว่าการพัฒนาต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

อันที่จริงเมื่อปี 2017 แคร์รี ลัม ก็เคยมีความพยายามที่จะผลักดันกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ซึ่งเปิดทางให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง แต่รัฐบาลจีนในขณะนั้นยืนกรานว่าการเลือกตั้งจะต้องมีกระบวนการคัดกรองผู้สมัครในระดับหนึ่งก่อน เช่น อาจจะคัดกรองผู้ที่เหมาะสมมาก่อน 2-3 คนแล้วจึงปล่อยให้ประชาชนเลือก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือปักกิ่งต้องมีสิทธิวีโต้ได้ในระดับหนึ่งว่าจะเอาหรือไม่เอาผู้สมัครคนนั้นๆ

 

แน่นอนว่ากลุ่มหัวก้าวหน้าย่อมคัดค้าน เพราะมองว่านี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม การเลือกตั้งอย่างอิสระต้องเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ลงสมัครได้อย่างเสรี

 

แต่ในมุมของจีนนั้น พวกเขามองว่ามีกลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลปักกิ่งอย่างชัดเจน หรือถึงขั้นที่บางกลุ่มอาจเรียกร้องเอกราช ด้วยเหตุนี้จีนจึงต้องการให้มีกระบวนการคัดกรองผู้สมัครเสียก่อน เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายเลือกตั้งฉบับปี 2017 จึงเป็นอันตกไป เพราะไม่ผ่านความเห็นชอบในสภาด้วยเกณฑ์คะแนนเสียงจำนวน 2 ใน 3 

 

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าผู้ประท้วงในปัจจุบันได้บรรจุข้อเรียกร้องให้รัฐเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้งด้วย นอกเหนือจากการถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว ขณะที่ แคร์รี ลัม ยืนกรานว่าการปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่ยาวนานและจะต้องมีการพูดคุยกัน

 

นอกจากแนวคิดการเมืองที่แบ่งขั้วและต่อสู้กันมาอย่างยาวนานแล้ว ดร.อาร์มมองว่าเรายังสามารถแบ่งขั้วในมิติด้านเศรษฐกิจ คือกลุ่มคนรวยที่เป็นชนชั้นนำเก่า หรือกลุ่มภาคธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนขั้วอนุรักษนิยม

 

ส่วนอีกกลุ่มคือชนชั้นกลางระดับล่างที่สนับสนุนประชาธิปไตย คนกลุ่มนี้มองว่าปัญหาของพวกเขาคือเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่คนรายได้ต่ำมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดีหรือต้องอยู่ในสลัม ซึ่งคนเหล่านี้มองว่าการเมืองไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาเลย 

 

สาเหตุก็เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิในการเลือกตั้ง รัฐบาลที่เลือกมาล้วนเป็นรัฐบาลพวกพ้องของชนชั้นนำและกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงต้องการเสรีภาพในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเสียงของเขาอย่างแท้จริง

 

การแบ่งขั้วในสังคมฮ่องกงปัจจุบันยังมีอีกลักษณะคือขั้วคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่ โดยคนรุ่นเก่ายังมีความเข้าใจและความรู้สึกว่าตนเองเป็นจีน ถึงแม้จะภูมิใจในความเป็นฮ่องกงและอาณานิคมของอังกฤษมาก่อนก็ตาม 

 

แต่คนรุ่นใหม่เติบโตมาโดยที่ไม่มีความผูกพันหรือความทรงจำว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน พวกเขามีความรู้สึกว่าเป็นคนฮ่องกงที่ชัดเจน มีความเป็นอัตลักษณ์ของฮ่องกง มีเสรีภาพมากกว่า มีความเจริญทางความคิดมากกว่า เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จึงมีความรู้สึกว่าแปลกแยกจากจีน

 

ขณะเดียวกันการที่คนจีนไหลทะลักเข้าไปในฮ่องกงเป็นจำนวนมาก ทำให้คนฮ่องกงมองว่าคนจีนกำลังมาแย่งงานทำ คนรุ่นใหม่จึงระแวงอิทธิพลของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากอิทธิพลทางการเมืองที่คอยควบคุมสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลจีน ดังจะเห็นได้จากกรณีนักเคลื่อนไหวถูกอุ้มหายในต่างประเทศ 

 

ความรู้สึกที่ว่าตัวผู้นำของพวกเขามาจากรัฐบาลจีน ขณะที่เศรษฐกิจก็มีความผูกพันหรือพึ่งพาเศรษฐกิจจีนอย่างมาก ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเสียประโยชน์ไปหมดทุกอย่างจนทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้น

 

ทั้งหมดทั้งปวงก็คือรากเหง้าของปัญหาที่มีต้นตอมาจากการต่อสู้กันของขั้วการเมืองสองขั้ว ขณะเดียวกันปัญหาความเหลื่อมล้ำก็เป็นปัจจัยเสริมด้วย ซึ่งผูกโยงกับเรื่องอัตลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ รวมถึงความต่างระหว่างวัยที่กลายเป็นความแตกแยกในสังคม

 

เรื่องช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในฮ่องกงนั้นมีข้อมูลยืนยันจากดัชนี Gini coefficient ที่คิดค้นโดย คอร์ราโด จินี นักสถิติชาวอิตาลี ซึ่งวัดสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมจากเลข 0-1 โดยพบว่าดัชนีของฮ่องกงอยู่ที่ระดับ 0.539 ในเดือนมิถุนายน ปี 2017 ซึ่งเป็นระดับความเหลื่อมล้ำที่มากที่สุดในรอบ 45 ปี (ตัวเลขยิ่งใกล้ 0 หมายถึงการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม ยิ่งเข้าใกล้ 1 ยิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำ) โดยนับจากปี 2006-2017 สัมประสิทธิ์จีนีของฮ่องกงเพิ่มขึ้นถึง 0.006 จุด ส่วนค่าดัชนีของสิงคโปร์อยู่ที่ 0.4579 ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 0.411 ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

Hong Kong disparity

 

จีนไม่เดือดร้อน และเลือกอยู่นิ่งเฉย

ส่วนจุดยืนของจีนนั้นง่ายมาก ก็คือไม่ต้องการให้กรณีของฮ่องกงกลายเป็นตัวอย่างของการที่ออกมาเรียกร้องอะไรแล้วก็ได้สิ่งนั้นตามที่ต้องการ สำหรับจีนแล้ว ถ้าอยากได้อะไรให้มานั่งลงพูดคุยกัน หรือประนีประนอม หรือให้มีการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ใช่ว่าจะออกมาเดินขบวนปิดถนนแล้วจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่จีนไม่อยากให้เกิดขึ้น

 

กับประเด็นคำถามว่าจีนจะใช้กำลังทหารหรือส่งรถถังเข้าไปจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่พยายามยกระดับการประท้วงหรือไม่นั้น ดร.อาร์มแสดงความเห็นว่าจีนจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากการประท้วงมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่มีทางจบอยู่แล้ว

 

แต่การควบคุมไม่ให้เหตุประท้วงทวีความรุนแรงก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่ เพียงแต่จะใช้กำลังตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ตามปกติ ยิ่งผ่านพ้นวันชาติจีนมาแล้ว จีนก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องไปเร่งให้จบ

 

ความคิดของจีนก็คืออาจปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ รอให้ผู้ประท้วงเหนื่อยกันไปเอง หรือรอจนกระทั่งกระแสเบาบางลง หรือให้คนทั่วไปรู้สึกเบื่อและเกิดกระแสโต้กลับ เพราะเวลานี้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อ และมีคนบางกลุ่มที่เริ่มไม่เห็นด้วยกับแนวทางของผู้ประท้วงที่เป็นคนรุ่นใหม่

 

เพราะแรกเริ่มคนส่วนใหญ่ที่ออกมาประท้วงคือการคัดค้านและต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อประเด็นกฎหมายนี้ตกไปแล้ว แรงก็จะแผ่วลงไป เพราะคนที่อยู่ตรงกลางก็อาจจะไม่สนับสนุนการประท้วงต่อ ส่งผลให้การชุมนุมจำกัดวงอยู่แต่ในกลุ่มคนหัวรุนแรง

 

ภาพการจุดไฟเผาทำลายสถานีรถไฟใต้ดิน (MTR) รวมไปถึงการบุกทุบทำลายทรัพย์สินร้านค้าธุรกิจและธนาคารหลายแห่ง ทำให้เกิดกระแสต่อต้านผู้ประท้วงมากขึ้นในฮ่องกง ดร.อาร์มมองว่ากระแสโต้กลับนี้จะเป็นผลดีต่อจีนเอง เพราะคนทั่วไปที่ไม่เห็นด้วยเริ่มรู้สึกว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

 

Hong Kong disparity

 

ปลายทางที่คลุมเครือหลังยุค 1 ประเทศ 2 ระบบ

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นตัวเร่งการประท้วงครั้งนี้ตามความเห็นของดร.อาร์มก็คือความคลุมเครือหลังจาก 50 ปีของระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน นับจากวันที่จีนรับมอบฮ่องกงคืนมาจากอังกฤษในปี 1997 

 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหลักการนี้เป็นแนวคิดของ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำรุ่นที่ 2 ของจีนที่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น สำหรับจีนแล้ว 2 ระบบในที่นี้หมายถึงจีนแผ่นดินใหญ่กับฮ่องกงและมาเก๊าเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงเขตปกครองตนเองอย่างทิเบต ซินเจียง และกว่างซี ของชนกลุ่มน้อยต่างๆ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมา

 

ฮ่องกงกับมาเก๊าเป็นทุนนิยม มีระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นในโลกอินเทอร์เน็ต หากเปรียบเทียบกับจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว ฮ่องกงมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งที่กล่าวมาไม่มีในจีนแผ่นดินใหญ่ เพียงแต่ฮ่องกงยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเสรีเต็มที่ หรือเป็นเพียงประชาธิปไตยครึ่งใบ

 

เพราะฉะนั้นฮ่องกงจึงไม่เหมือนกับสิงคโปร์ที่มีการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความเห็นและควบคุมสื่อ แต่ถ้าเปรียบกับรัฐบาลสิงคโปร์แล้ว จะเห็นว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย 

 

ความพิเศษของหลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบก็คือคำมั่นสัญญาที่จะให้ฮ่องกงคงสถานภาพความเป็นเขตปกครองตนเองพิเศษที่มีเสรีภาพในระดับหนึ่งเป็นเวลา 50 ปีโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาคือเขาไม่ได้บอกว่าหลังจาก 50 ปีแล้วจะเกิดอะไรขึ้น 

 

แต่ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำสัญญาที่จะปฏิรูประบบเลือกตั้งให้ไปถึงจุดที่มีการเลือกตั้งอย่างเสรี ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปภายในช่วง 50 ปีนี้ 

 

ส่วนหลังจาก 50 ปีจะเกิดอะไรขึ้นนั้นยังไม่มีใครรู้ เพราะธรรมนูญหรือกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง (Basic Law) ไม่มีพูดไว้ ความหมายของเติ้งเสี่ยวผิงจริงๆ ก็คือปล่อยให้เป็นเรื่องของคนรุ่นหลังต่อไป ดังนั้นจึงไม่ต้องการที่จะไปผูกมัดอะไร กล่าวคือรอให้ผ่านไป 50 ปี หรือ Basic Law หมดอายุในปี 2047 ค่อยมาดูกันว่ามันจะเป็นอย่างไร

 

ในยุคหนึ่งมีคนพูดกันด้วยซ้ำว่าจีนจะกลายเป็นฮ่องกงมากกว่าฮ่องกงจะกลายเป็นจีนเสียอีก แต่ปัจจุบันยังไม่มีทีท่าว่าจีนจะเป็นเสรีนิยมมากขึ้น เพราะยุคสีจิ้นผิง จีนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นอำนาจนิยมและอนุรักษนิยมมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิดความกังวลยิ่งขึ้นว่าฮ่องกงจะถูกกลืนหรือถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจีนในอนาคต ดังจะเห็นได้จากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ Greater Bay Area ที่จีนพยายามเชื่อมโยงเศรษฐกิจฮ่องกงและมาเก๊ากับหลายเมืองในมณฑลกวางตุ้ง

 

คนรุ่นใหม่มองว่าโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนเอื้อประโยชน์กับชนชั้นนำที่เป็นกลุ่มธุรกิจที่ผูกติดกับเศรษฐกิจจีนอย่างแนบแน่น แต่ผลประโยชน์ไม่ได้ไปตกอยู่กับชนชั้นล่างมากนัก

 

เมื่อมองในแง่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้เกิดการประท้วงครั้งนี้เช่นกัน เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอีก 50 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อ กลุ่มคนรุ่นใหม่มองว่านี่คือการต่อสู้อันยาวนานไปจนถึงจุดที่หมดช่วง 50 ปีนี้แล้ว พวกเขาก็จะได้มีที่ยืน 

 

แต่จีนปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรกับฮ่องกงมาก ข่าวความวุ่นวายในฮ่องกงอาจเป็นประโยชน์ต่อจีนด้วยซ้ำ เพราะคนจีนรู้สึกว่าต่างชาติพยายามแทรกแซงโดยการหนุนหลังให้ฮ่องกงลุกฮือ ขณะเดียวกันคนจีนก็รู้สึกว่าคนฮ่องกงไม่รักชาติเลย ซึ่งก็ยิ่งปลุกกระแสชาตินิยมในจีนเอง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลจีน

 

กับความเห็นของหลายฝ่ายที่ว่ากรณีฮ่องกงจะเป็นชนวนลุกลามไปถึงปักกิ่งและทำให้รัฐบาลตกอยู่ในความสั่นคลอนนั้น ดร.อาร์มมองว่าการประท้วงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลจีนแต่อย่างใด แต่กลับเป็นตัวที่ส่งเสริมฐานความคิดและกระแสชาตินิยม ด้วยความรู้สึกที่ว่าพวกเขากำลังถูกต่างชาติแทรกแซง

 

อีกเรื่องที่น่าจับตาคือการผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจีนก็มองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนเช่นกัน

 

ท้ายที่สุดแล้ว ดร.อาร์มเชื่อว่าการประท้วงในฮ่องกงจะยืดเยื้อต่อไปและไม่มีวันจบลงง่ายๆ ส่วนสถานการณ์จะตึงเครียดขึ้นแค่ไหน และผู้ประท้วงจะยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับตัวผลักดัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถสร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพของจีนได้ และมีแนวโน้มสูงที่จีนจะรอให้วิกฤตบรรเทาแผ่วปลายไปเอง โดยที่ไม่ใช้กำลังทางทหาร 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ฮ่องกง ความแตกแยกของสองขั้วการเมือง และปลายทางที่คลุมเครือหลังยุค 1 ประเทศ 2 ระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จลาจลในอิรักไม่ถึงสัปดาห์ ตายแล้วอย่างน้อย 104 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 6 พัน https://thestandard.co/104-dead-iraq-protest/ Mon, 07 Oct 2019 04:09:19 +0000 https://thestandard.co/?p=293244

หลังจากประชาชนชาวอิรักจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลอ […]

The post จลาจลในอิรักไม่ถึงสัปดาห์ ตายแล้วอย่างน้อย 104 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 6 พัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากประชาชนชาวอิรักจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างต่อเนื่องจากชนวนความไม่พอใจปัญหาคอร์รัปชัน อัตราการว่างงานสูง และระบบบริการสาธารณะที่ย่ำแย่ ล่าสุด ทางการอิรักเผยว่า เหตุจลาจลครั้งใหญ่นี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 104 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 6,000 ราย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

 

โดยก่อนหน้านี้สหประชาชาติได้เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงในอิรักโดยเร็วที่สุด เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของรัฐสภาอิรักระบุว่า เหตุจลาจลครั้งนี้ถือเป็นเหตุนองเลือดครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศชัยชนะเหนือสงครามกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามในอิรักในปี 2017

 

กระแสต่อต้านดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอิรักภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอเดล อับดุล มาห์ดี ที่บริหารประเทศมาเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปีเต็ม แต่ยังไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

 

นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของรัฐบาลว่าจะยุติการจลาจลและการใช้ความรุนแรง รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ในประเทศอย่างไร

 

ภาพ: Murtadha Sudani / Anadolu Agency via Getty Images

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post จลาจลในอิรักไม่ถึงสัปดาห์ ตายแล้วอย่างน้อย 104 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 6 พัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดฯ สั่งปราบจลาจลในปาปัว ตายแล้วอย่างน้อย 26 ราย บาดเจ็บอีก 72 ราย https://thestandard.co/indonesias-papua-rocked-by-fresh-violence/ Tue, 24 Sep 2019 05:32:46 +0000 https://thestandard.co/?p=289803 อินโดฯ สั่งปราบจลาจลในปาปัว

หลังจากเกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในจังหวัดปาปัวของอินโดนี […]

The post อินโดฯ สั่งปราบจลาจลในปาปัว ตายแล้วอย่างน้อย 26 ราย บาดเจ็บอีก 72 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดฯ สั่งปราบจลาจลในปาปัว

หลังจากเกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในจังหวัดปาปัวของอินโดนีเซียเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียพิจารณาจัดการลงประชามติเกี่ยวกับเอกราชของปาปัว

 

ล่าสุดทางการอินโดนีเซียมีคำสั่งปราบจลาจลในปาปัวระลอกใหม่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 26 ราย ได้รับบาดเจ็บอีก 72 ราย

 

โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวในจังหวัดปาปัวและจังหวัดปาปัวตะวันตก ซึ่งเมืองจายาปูราถือเป็นเมืองหลักที่สำคัญของจังหวัดปาปัว มีประชากรอาศัยอยู่ราว 5 แสนคน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในทั้งสองจังหวัดนี้ล้วนนับถือศาสนาคริสต์ อีกทั้งยังมีเชื้อชาติและวัฒนธรรมประเพณีที่ค่อนข้างแตกต่างจากประชากรชาวอินโดนีเซียในพื้นที่อื่นๆ โดยจะมีความคล้ายคลึงกับชาวปาปัวตะวันออกหรือพลเมืองของประเทศปาปัวนิวกินีมากกว่า 

 

ปาปัวและปาปัวตะวันตกนับเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดของประเทศ มักประสบปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยทางการระบุว่าสาเหตุของการจลาจลระลอกใหม่นี้อาจเกิดจากข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด เป็นไปเพื่อหวังให้เกิดความไม่สงบขึ้นในพื้นที่ 

 

โดยประเด็นด้านการเหยียดเชื้อชาติและศาสนามักเป็นชนวนเหตุสำคัญในการลุกฮือ ที่ผ่านมามีชาวปาปัวอย่างน้อย 35,000 คนถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ป่าและแถบภูเขาที่ตนอาศัยอยู่ เนื่องจากทางการเกรงว่าอาจเป็นแหล่งซ่องสุมกองกำลังคิดการก่อกบฏและเรียกร้องเอกราชในอนาคต

 

จังหวัดติมอร์ตะวันออกของอินโดนีเซียเคยประสบความสำเร็จในการลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชเมื่อปี 1999 ซึ่งครบรอบ 20 ปีการลงประชามติในปีนี้ โดยติมอร์ตะวันออก หรือติมอร์เลสเต ได้แยกตัวเป็นเอกราชใหม่ในปี 2002 ที่ผ่านมา 

 

ภาพ: Andrew Gal / NurPhoto via Getty Images

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post อินโดฯ สั่งปราบจลาจลในปาปัว ตายแล้วอย่างน้อย 26 ราย บาดเจ็บอีก 72 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์กกล่าวขอโทษ กรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่ม LGBTQ ในเหตุจลาจลสโตนวอลล์เมื่อ 50 ปีก่อน https://thestandard.co/stonewall-riots-nypd/ Fri, 07 Jun 2019 05:44:36 +0000 https://thestandard.co/?p=260017

เมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.) เจมส์ โอนีลล์ ผู้บัญชาการตำรวจนิว […]

The post ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์กกล่าวขอโทษ กรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่ม LGBTQ ในเหตุจลาจลสโตนวอลล์เมื่อ 50 ปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.) เจมส์ โอนีลล์ ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก กล่าวขอโทษต่อชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในนิวยอร์กเป็นครั้งแรก กรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่ม LGBTQ ในเหตุจลาจลสโตนวอลล์เมื่อปี 1969 หรือเมื่อ 50 ปีก่อน โดยชี้ว่า การใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนั้นถือเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

 

“ผมทราบดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่สโตนวอลล์เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กทำนั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติและกดขี่ข่มเหง และผมต้องขอโทษสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น”

 

เหตุจลาจลสโตนวอลล์ปี 1969 เกิดขึ้นในช่วงที่สังคมนิวยอร์กยังไม่เปิดกว้างดังเช่นในปัจจุบัน กลุ่มคนรักเพศเดียวกันยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย บาร์ Stonewall Inn ย่านกรีนวิชวิลเลจ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่พวกเขาจะได้เป็นตัวเอง แม้อาจจะต้องเสี่ยงต่อการถูกจับกุมก็ตาม กลุ่ม LGBTQ ถูกกลั่นแกล้งขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจลงตรวจความเรียบร้อยของบาร์ในคืนนั้น จนนำไปสู่ความขัดแย้งและใช้กำลังปราบปรามในที่สุด

 

เหตุจลาจลในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่กลุ่ม LGBTQ จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของตนเอง จะไม่ยอมเพิกเฉยและจำนนต่อการถูกละเมิดสิทธิอีกต่อไป จนเป็นหมุดหมายสำคัญ และนำไปสู่การเดินขบวนไพรด์พาเหรดทั่วทุกมุมโลกดั่งเช่นในปัจจุบัน

 

โดยสหรัฐอเมริกา รวมถึงในหลายประเทศต่างร่วมจัดงาน LGBT Pride ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ โดยยกให้เป็น Pride Month เพื่อรำลึกถึงเหตุจลาจลสโตนวอลล์ ซึ่งเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยประกาศให้บาร์ Stonewall Inn เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นเกียรติให้แก่สิทธิของกลุ่ม LGBTQ ทุกคน

 

นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีนิวยอร์กยังเตรียมตั้งรูปปั้นของ มาร์ชา พี. จอห์นสัน และ ซิลเวีย ริเวรา สองสาวทรานส์ชาวอเมริกัน ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้และเรียกร้องสิทธิให้แก่กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในเหตุจลาจลที่สโตนวอลล์เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นับเป็นรูปปั้นสาวทรานส์แห่งแรกของสหรัฐอเมริกา และน่าจะเป็นรูปปั้นทรานส์แห่งแรกของโลกอีกด้วย

 

ภาพ: Andy Katz / Pacific Press / LightRocket via Getty Images

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

 

 

 

The post ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์กกล่าวขอโทษ กรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่ม LGBTQ ในเหตุจลาจลสโตนวอลล์เมื่อ 50 ปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตฯ ไทยในอินโดฯ เตือนคนไทยเลี่ยงอยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุม หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรง เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เจ็บอีก 200 คน https://thestandard.co/indonesia-post-election-protests-2/ Thu, 23 May 2019 03:32:54 +0000 https://thestandard.co/?p=251684

สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงจาการ์ตา แจ้งเตือนคนไทยที่อาศ […]

The post สถานทูตฯ ไทยในอินโดฯ เตือนคนไทยเลี่ยงอยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุม หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรง เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เจ็บอีก 200 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงจาการ์ตา แจ้งเตือนคนไทยที่อาศัยในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในเขตจาการ์ตา ให้ระมัดระวังในการเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ หลังจากเกิดเหตุประท้วงผลการเลือกตั้งจากผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง จนล่าสุดมีประกาศออกมาแล้วว่าพบผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 200 คน หากประชาชนคนไทยต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ทันที

 

เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงจาการ์ตา เผยว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 กลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคนได้เริ่มชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้ง ณ บริเวณสำนักงานคณะกรรมการตรวจสอบการเลือกตั้ง (BAWASLU) ถนน Thamrin และบริเวณ Tanah Abang (เขตจาการ์ตากลาง) จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 22.30 น. สถานการณ์ได้รุนแรงขึ้น มีการจุดเพลิงเผาอาคาร รถยนต์ และมีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม

 

โดยมีการยิงแก๊สน้ำตา และดำเนินการเพื่อสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และบาดเจ็บ 200 คน (ณ เวลา 11.35 น.) ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นระดับสูงสุด จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2562

 

ขณะที่ยังมีความเสี่ยงที่การประท้วงจะกระจายตัวและรุนแรงขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว และพื้นที่อื่นๆ ที่ผู้ประท้วงจะสามารถรวมตัวกันได้ ทั้งในกรุงจาการ์ตาและเมืองอื่นๆ (เช่น เมดาน) ในขณะที่ยังมีการปิดถนนหลายสายที่มุ่งสู่หน่วยงานเลือกตั้งดังกล่าว และยังมีการเผชิญหน้ากันอยู่ระหว่างตำรวจจำนวนมากกับกลุ่มผู้ประท้วง

 

ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จึงขอประกาศเตือนคนไทยให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ในกรุงจาการ์ตา และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปบริเวณที่ชุมนุม และบริเวณอื่นใดที่อาจมีการรวมตัวกันของผู้ประท้วง โดยให้ติดตามข่าวสารจากโทรทัศน์ ทางการอินโดนีเซีย และสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างใกล้ชิด

 

กรณีต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ +62 811 186 253 โดยสามารถลงทะเบียนคนไทยได้ทางออนไลน์ที่ www.thaiembassyjakarta.com และที่ docs.google.com/…/1FAIpQLSc6qzQaGT-VZuNyVb…/viewform

 

 

ภาพ: Getty Images

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

 

The post สถานทูตฯ ไทยในอินโดฯ เตือนคนไทยเลี่ยงอยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุม หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรง เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เจ็บอีก 200 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียเกิดจลาจลหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ตายอย่างน้อย 6 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย ถูกจับกุมอีกกว่า 250 ราย https://thestandard.co/more-than-250-arrested-indonesia-post-election-riots-second-day/ Thu, 23 May 2019 02:42:23 +0000 https://thestandard.co/?p=251662

การเมืองอินโดนีเซียส่อเค้าวุ่น หลังคณะกรรมการการเลือกตั […]

The post อินโดนีเซียเกิดจลาจลหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ตายอย่างน้อย 6 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย ถูกจับกุมอีกกว่า 250 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเมืองอินโดนีเซียส่อเค้าวุ่น หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียครั้งล่าสุด โจโก วีโดโด คว้าชัยกวาดคะแนนนำ ปราโบโว ซูเบียนโต 55.5% ต่อ 45.5% ชนะการเลือกตั้งนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียต่ออีก 5 ปี

 

โดยปราโบโวผู้ที่มีคะแนนมาเป็นลำดับที่ 2 ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่โปร่งใส และเต็มไปด้วยการทุจริต จึงเรียกร้องให้ฝ่ายสนับสนุนของตนออกมาเดินขบวนประท้วงผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งปราโบโวถือเป็นอดีตนายพลที่ลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี และพ่ายแพ้ให้แก่โจโกวีเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2014

 

ล่าสุด เกิดเหตุปะทะกันระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนปราโบโวและเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ราย ได้รับบาดเจ็บกว่า 200 ราย และถูกจับกุมอีกกว่า 250 ราย ทางการอินโดนีเซียพยายามควบคุมสถานการณ์ พร้อมเพิ่มกองกำลังประจำจุดต่างๆ ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย คาดเหตุประท้วงนี้จะดำเนินต่อไปอีกสักระยะ

 

ภาพ: Ed Wray / Getty Images

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post อินโดนีเซียเกิดจลาจลหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ตายอย่างน้อย 6 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย ถูกจับกุมอีกกว่า 250 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุจลาจลในฝรั่งเศสส่อเค้ายืดเยื้อ หลังผู้ประท้วงยกเลิกเจรจากับรัฐบาล https://thestandard.co/france-fuel-protests-yellow-vests-pull-out-of-pm-meeting/ https://thestandard.co/france-fuel-protests-yellow-vests-pull-out-of-pm-meeting/#respond Tue, 04 Dec 2018 03:43:32 +0000 https://thestandard.co/?p=158768

วิกฤตประท้วงค่าครองชีพสูงและภาษีน้ำมันในฝรั่งเศสยืดเยื้ […]

The post เหตุจลาจลในฝรั่งเศสส่อเค้ายืดเยื้อ หลังผู้ประท้วงยกเลิกเจรจากับรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิกฤตประท้วงค่าครองชีพสูงและภาษีน้ำมันในฝรั่งเศสยืดเยื้อต่อ หลังผู้ประท้วงจากม็อบเสื้อกั๊กเหลืองยกเลิกการเจรจากับนายกรัฐมนตรี เอดัวร์ ฟิลิป ตามกำหนดการเดิมในวันนี้ (4 ธ.ค.) ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการฉุกเฉิน เพื่อเร่งกอบกู้วิกฤตในประเทศ

 

เหตุจลาจลในกรุงปารีสทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 คน นับตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้ประท้วงที่ต่อต้านประธานาธิบดีมาครงได้จุดไฟเผาทำลายรถยนต์และร้านค้า จนกลายเป็นทะเลเพลิง ขณะที่เหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจปราบจลาจล ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 133 คน และมีผู้ถูกควบคุมตัวหลายร้อยคน

 

กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสเผยตัวเลขล่าสุดว่า มีผู้ประท้วงราว 136,000 คน ที่เข้าร่วมชุมนุมประท้วงตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ สืบเนื่องจากความไม่พอใจในนโยบายปรับขึ้นภาษีน้ำมันของรัฐบาล

 

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงเมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.) รัฐบาลระบุว่า เวลานี้ยังไม่มีการพูดคุยถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศแต่อย่างใด แม้ว่าเหตุจลาจลจะบานปลายจนนองเลือดก็ตาม

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post เหตุจลาจลในฝรั่งเศสส่อเค้ายืดเยื้อ หลังผู้ประท้วงยกเลิกเจรจากับรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/france-fuel-protests-yellow-vests-pull-out-of-pm-meeting/feed/ 0
จลาจลในปารีสเดือด ตำรวจฝรั่งเศสใช้แก๊สน้ำตาสลายม็อบเสื้อกั๊กเหลือง หลังผู้ประท้วงจุดไฟเผารถ-ร้านค้า https://thestandard.co/france-fuel-protests-tear-gas-fired-in-clashes-in-paris/ https://thestandard.co/france-fuel-protests-tear-gas-fired-in-clashes-in-paris/#respond Sun, 02 Dec 2018 12:46:11 +0000 https://thestandard.co/?p=157690

ผู้ประท้วงจากม็อบเสื้อกั๊กเหลืองยังคงปักหลักชุมนุมยึดถน […]

The post จลาจลในปารีสเดือด ตำรวจฝรั่งเศสใช้แก๊สน้ำตาสลายม็อบเสื้อกั๊กเหลือง หลังผู้ประท้วงจุดไฟเผารถ-ร้านค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้ประท้วงจากม็อบเสื้อกั๊กเหลืองยังคงปักหลักชุมนุมยึดถนนในกรุงปารีส เพื่อประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสจากปัญหาราคาน้ำมันแพงและค่าครองชีพสูง ล่าสุดเหตุการณ์ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นจลาจล หลังผู้ประท้วงได้จุดไฟเผารถยนต์และร้านค้า ขณะที่ตำรวจฝรั่งเศสได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมเหตุการณ์ความไม่สงบ

 

ตำรวจฝรั่งเศสเปิดเผยว่า มีผู้ประท้วงถูกควบคุมตัวจำนวน 412 คน เมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะกับตำรวจในกรุงปารีส

 

สำหรับยอดผู้บาดเจ็บจนถึงขณะนี้ ทางการเผยว่า มีทั้งสิ้น 133 คน โดยจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคง 23 คน  

 

ล่าสุดประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เตรียมเรียกประชุมฉุกเฉินที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงปารีส เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • AFP

The post จลาจลในปารีสเดือด ตำรวจฝรั่งเศสใช้แก๊สน้ำตาสลายม็อบเสื้อกั๊กเหลือง หลังผู้ประท้วงจุดไฟเผารถ-ร้านค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/france-fuel-protests-tear-gas-fired-in-clashes-in-paris/feed/ 0
ริเวอร์-โบคา เลื่อนแข่งนัดชิงโคปาฯ ครั้งที่ 2 ไม่มีกำหนด เหตุแฟน ‘ริเวอร์เพลท’ รุมรถบัสทีมคู่แข่ง https://thestandard.co/copa-libertadores-final-suspended-again-hours-before-kick-off/ https://thestandard.co/copa-libertadores-final-suspended-again-hours-before-kick-off/#respond Mon, 26 Nov 2018 07:25:39 +0000 https://thestandard.co/?p=153838

สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ หรือ CONMEBOL ได้ยืนยันว่า การ […]

The post ริเวอร์-โบคา เลื่อนแข่งนัดชิงโคปาฯ ครั้งที่ 2 ไม่มีกำหนด เหตุแฟน ‘ริเวอร์เพลท’ รุมรถบัสทีมคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ หรือ CONMEBOL ได้ยืนยันว่า การแข่งขันศึกโคปา ลิเบอร์ตาดอเรส รอบชิงชนะเลิศนัดที่ 2 ระหว่าง ริเวอร์เพลท และ โบคา จูเนียร์ส ต้องเลื่อนการแข่งขันไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากที่เลื่อนการแข่งขันจากเดิมมาแล้ว 1 วัน เนื่องจากเหตุการณ์แฟนบอลริเวอร์เพลทรุมทำร้ายรถบัสโบคา ส่งผลให้มีนักฟุตบอลได้รับบาดเจ็บหลายคน

 

โดยกำหนดการเดิมของการแข่งขันนัดชิงนัดที่ 2 หลังจากที่เกมแรก ทั้งคู่เสมอกันมา 2-2 จะลงแข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น เมื่อรถบัสของโบคา ที่มี คาร์ลอส เตเบซ และทีม มุ่งหน้าไปยังสนามโมนูเมนทัล แต่โดนแฟนบอลริเวอร์เพลทขว้างปาของใส่จนทำให้ตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 

มีรายงานว่านักเตะของโบคาโดนเศษกระจกบาดตา ต่อด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสลายกลุ่มกองเชียร์ด้วยแก๊สน้ำตา แต่ควันจากแก๊สดังกล่าวได้เข้าไปในรถบัสของโบคา ทำให้นักเตะหลายคนได้รับบาดเจ็บทั้งจากเศษกระจกและแก๊สน้ำตาจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ปาโบล เปเรซ กัปตันทีมโบคา และ กอนซาโล ลามาร์โด ที่มีรายงานว่าถูกเศษกระจกบาดตา ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

 

CONMEBOL จึงตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันมา 1 วัน เป็นวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน แต่ล่าสุดจากการประท้วงของนักเตะฝั่งโบคาถึงความไม่ยุติธรรมที่นักเตะโบคาบางส่วนได้รับบาดเจ็บ ทาง อเลฮานโดร โดมิงเกซ ประธาน CONMEBOL จึงตัดสินใจประกาศเลื่อนการแข่งขันไปอย่างไม่มีกำหนด และจะจัดการประชุมกันภายในวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน ถึงสถานที่แข่งขันและวันเวลาที่จะแข่งขันต่อไป

 

“นี่ไม่ใช่ฟุตบอล นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ นี่ไม่ใช่อาร์เจนตินาที่เรารัก เรารู้ว่านี่ไม่ใช่สังคมส่วนใหญ่ของอาร์เจนตินา พวกเขาเหล่านี้เป็นพวกผิดปกติ เราต้องใช้โอกาสนี้แสดงให้โลกเห็นว่าเราสามารถบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ได้” อเลฮานโดร โดมิงเกซ ออกแถลงการณ์ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนเกมนัดชิงฯ

 

“CONMEBOL ได้ตัดสินใจจากเหตุการณ์นี้ว่า เราไม่มีความเสมอภาคระหว่างสองทีม ไม่ใช่แค่เปเรซ​ (นักเตะโบคา) ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่มีนักเตะ 4-5 คน เราคิดว่าจากสถานการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วที่เราจะเลื่อนการแข่งขัน​”

 

สำหรับสถานการณ์ในเวลานี้หลายฝ่ายเชื่อว่า เกมนี้อาจจะได้ข้อสรุปด้วยการแข่งขันนัดที่ 2 กันในสนามปิด หรืออาจจะถูกยกเลิกการแข่งขันไปเนื่องจากโอกาสของความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งหากยกเลิกการแข่งขัน แชมป์จะตกเป็นของโบคา เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อแฟนบอลของโบคาฉีดแก๊สน้ำตาใส่นักเตะของริเวอร์เพลทจนทำให้โบคาถูกปรับแพ้ไปในเกมนั้น

 

แต่ข้อสรุปทั้งหมดนี้ ทาง CONMEBOL มีเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์สำหรับการหาวัน เวลาและสถานที่สำหรับการแข่งขันนัดชิงนัดที่ 2 เนื่องจากแชมป์รายการโคปา ลิเบอร์ตาดอเรส จะเป็นผู้คว้าสิทธิ์เข้าไปแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกที่จะเริ่มต้นในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ และเกมแรกของตัวแทนจาก CONMEBOL จะลงสนามวันที่ 18  ธันวาคมนี้แล้ว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ริเวอร์-โบคา เลื่อนแข่งนัดชิงโคปาฯ ครั้งที่ 2 ไม่มีกำหนด เหตุแฟน ‘ริเวอร์เพลท’ รุมรถบัสทีมคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/copa-libertadores-final-suspended-again-hours-before-kick-off/feed/ 0
ชาวอาร์เจนตินาลุกฮือประท้วง หลังวุฒิสภาโหวตค้านกฎหมายทำแท้ง https://thestandard.co/argentina-abortion-latest-vote-legal-senate-weeks-catholic-church/ https://thestandard.co/argentina-abortion-latest-vote-legal-senate-weeks-catholic-church/#respond Fri, 10 Aug 2018 03:42:27 +0000 https://thestandard.co/?p=112880

ประชาชนชาวอาร์เจนตินานับร้อยคนก่อจลาจลในกรุงบัวโนสไอเรส […]

The post ชาวอาร์เจนตินาลุกฮือประท้วง หลังวุฒิสภาโหวตค้านกฎหมายทำแท้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประชาชนชาวอาร์เจนตินานับร้อยคนก่อจลาจลในกรุงบัวโนสไอเรส หลังไม่พอใจที่วุฒิสภาโหวตคัดค้านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้หญิงทำแท้งในระยะตั้งครรภ์ 14 สัปดาห์ ด้วยความสมัครใจได้ ขณะที่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีประกาศกร้าวว่าจะเดินหน้าทวงสิทธิ์ที่พึงได้รับต่อไป

 

สมาชิกวุฒิสภาอาร์เจนตินาอภิปรายมาราธอนนานกว่า 15 ชั่วโมง ก่อนลงมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 38 ต่อ 31 ซึ่งทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นอันตกไป แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะโหวตเห็นชอบเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี เจสซี ไคลด์ ผู้อำนวยการหน่วยงาน Grantmaking and International Partnerships แห่งองค์กร International Women’s Health Coalition กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Independent ของอังกฤษว่า “การเคลื่อนไหวของสตรีเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้” พร้อมเผยด้วยว่า พวกเธอมีแผนผลักดันให้รัฐสภาอาร์เจนตินาพิจารณาร่างกฎหมายนี้อีกครั้งในปีหน้า

 

“เราจะไม่มีวันถอยหลัง นักกิจกรรมเพื่อสิทธิสตรีจะรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อไป ส่วนใครที่ไม่ยอมฟังข้อเรียกร้องของเราจะจ่ายด้วยบทเรียนราคาแพงอย่างแน่นอน” ไคลด์กล่าว

 

หลังวุฒิสภาโหวตคัดค้าน ชาวอาร์เจนตินาหลายร้อยคนได้แสดงความไม่พอใจด้วยการขว้างปาสิ่งของและจุดพลุไฟ ส่งผลให้มีการปะทะกับตำรวจปราบจลาจลที่พยายามสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูง แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

 

ทั้งนี้ กฎหมายอาร์เจนตินาอนุญาตให้ผู้หญิงทำแท้งได้ในกรณีที่ถูกข่มขืน หรือการตั้งครรภ์นั้นทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงถึงชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงเกิดปัญหาการทำแท้งเถื่อนตามมา โดยในแต่ละปีมีผู้หญิงหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ต้องเข้ารับการรักษาภาวะโรคแทรกซ้อนอันเกิดจากการทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัย

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า การตัดสินใจของวุฒิสภาอาร์เจนตินาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภูมิภาคอเมริกาใต้โดยรวมยังคงต่อต้านการทำแท้งภายใต้อิทธิพลทางความเชื่อที่มีต่อคริสตจักรคาทอลิก แม้ว่าแรงศรัทธาจะเริ่มเสื่อมถอยลงจากข่าวอื้อฉาวการล่วงละเมิดทางเพศก็ตาม

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

 

The post ชาวอาร์เจนตินาลุกฮือประท้วง หลังวุฒิสภาโหวตค้านกฎหมายทำแท้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/argentina-abortion-latest-vote-legal-senate-weeks-catholic-church/feed/ 0