งบประมาณรายจ่าย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/งบประมาณรายจ่าย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Jul 2026 01:21:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดรายชื่อ 72 กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 70 https://thestandard.co/budget-act-2570-approved/ Thu, 02 Jul 2026 01:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1225786

ภายหลังวันนี้ (1 กรกฎาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเ […]

The post เปิดรายชื่อ 72 กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภายหลังวันนี้ (1 กรกฎาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ จำนวน 72 คน

 

สำหรับรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญทั้ง 72 คนได้แก่


สัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 18 คนได้แก่

1. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส
2. ภราดร ปริศนานันทกุล
3. ชาดา ไทยเศรษฐ์
4. กรวีร์ ปริศนานันทกุล
5. ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน
6. ชลัฐ รัชกิจประการ
7. นันทนา สงฆ์ประชา
8. อนุรักษ์ จุรีมาศ
9. สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์
10. บุญลือ ประเสริฐโสภา
11. วีระ ธีระภัทรานนท์
12. บุญชู ประสพกิจถาวร
13.ว่าที่ร้อยตรีศรัณย์ สมานพันธ์
14. อนันต์ แก้วกำเนิด
15. มนพร เจริญศรี
16. วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
17. จิราพร สินธุไพร
และ 18. พนม โพธิ์แก้ว


สัดส่วนพรรคภูมิใจไทยจำนวน 21 คน ได้แก่


1. ชยุต ภุมมะกาญจนะ
2. ซาการียา สะอิ
3. ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
4. ธนา กิจไพบูลย์ชัย
5. บุญจง วงศ์ไตรรัตน์
6. บุญชัย กิตติธาราทรัพย์
7. พิชญุตม์ พอจิต
8. พิชานนท์ อิงประสาร
9. พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล
10. พีรพัฒน์ รัชกิจประการ
11. รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
12. เรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์
13. ศุภพานี โพธิ์สุ
14. ศศิธร กิตติธรกุล
15.พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์
16. สุทธิชัย จรูญเนตร
17. องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์
18. อดิพงษ์ ฐิติพิทยา
19. อดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์
20. อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์
และ 21. พิกิฏ ศรีชนะ


สัดส่วนพรรคประชาชน 13 คน ได้แก่


1. ศิริกัญญา ตันสกุล
2. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
3. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
4. เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู
5. ณัฐพงษ์ สุมโนธรรม
6. ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา
7. นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ
8. ณัฐยา บุญภักดี
9. วิสุทธิ์ ตันตินันท์
10. ชลณัฏฐ์ โกยกุล
11. เพียงพนอ บุญกล่ำ
12. ณรงเดช อุฬารกุล
และ 13. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร


สัดส่วนพรรคเพื่อไทย จำนวน 8 คน ได้แก่


1. รวี เล็กอุทัย
2. ศุภชัย นพขำ
3. สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล
4. พัฒนา สัพโส
5. สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์
6. พลากร พิมพะนิตย์
7. สุรพจน์ เตาะเจริญสุข
และ 8. ณัฐธิดา เทพสุทิน


สัดส่วนพรรคกล้าธรรม จำนวน 6 คน ได้แก่


1. ประสิทธิ์ โนทะ
2. ชยานันท์ เกตุเมฆ
3. ณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ
4. ปรเมษฐ์ จินา
5.นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ
และ 6. องอาจ วงษ์ประยูร


สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2 คน ได้แก่ อัมพร พินะสา และ วทันยา บุนนาค


สัดส่วนพรรคไทรวมพลัง จำนวน 1 คนคือ วสวรรธน์ พวงพรศรี


สัดส่วนพรรคประชาชาติ จำนวน 1 คนคือ วันมูหะมัดนอร์ มะทา


สัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 1 คนคือ ยุทธนา ศรีตะบุตร


และสัดส่วนพรรคเศรษฐกิจ จำนวน 1 คนคือ คริส โปตระนันทน์

The post เปิดรายชื่อ 72 กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผอ.สำนักงบฯ เผยยังไม่มีการหารือออก พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/budget-bureau-director-500bn-loan/ Mon, 20 Apr 2026 10:48:47 +0000 https://thestandard.co/budget-bureau-director-500bn-loan/ ผอ.สำนักงบประมาณ อนันต์ แก้วกำเนิด ให้สัมภาษณ์เรื่องการหารือ พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

ผอ.สำนักงบฯ เผยคณะทำงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการกำหนด […]

The post ผอ.สำนักงบฯ เผยยังไม่มีการหารือออก พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผอ.สำนักงบประมาณ อนันต์ แก้วกำเนิด ให้สัมภาษณ์เรื่องการหารือ พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

ผอ.สำนักงบฯ เผยคณะทำงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการกำหนดยุทธศาสตร์จัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 แต่ยืนยันว่า ยังไม่มีการคุยเกี่ยวกับ พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

 

วันนี้ (20 เมษายน) อนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เผยว่า วันนี้จะมีการประชุมยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อเตรียมเสนอ ครม. ในวันพรุ่งนี้ (21 เมษายน) โดยขณะนี้ ยังไม่มีการหารือเรื่องการกู้เงินห้าแสนล้านบาท เพราะกำลังอยู่ในระหว่างการหารือเพื่อกำหนดรายละเอียดต่างๆ

 

นอกจากนี้ อนันต์ยังกล่าวว่า 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ จะทำการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันพุธที่ 22 เมษายน เวลา 10.00 น.

 

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับการทบทวนกรอบงบประมาณปี 2570 ว่าจะยังคงใช้กรอบเดิม หรือจะมีการปรับใหม่ ซึ่งอนันต์ระบุว่า ถ้าที่ประชุมสรุปใช้กรอบเดิมก็สามารถเดินหน้าตามกรอบงบปี 2570 ได้เลย

 

แต่ถ้าทบทวน ก็จะต้องมีการเสนอเข้าที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังของรัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการเเพื่อพิจารณาต่อไป

 

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยในพิธีเปิดการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า วงเงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ก่อน 7,400 ล้านบาท หรือ 0.2% เท่านั้น

 

KKP ประเมินหนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วสุดในปี 2570

 

ทั้งนี้ กระแสข่าวการกู้เงินเพิ่มและการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เกิดขึ้นหลังเศรษฐกิจไทยเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงาน ซึ่งเข้าซ้ำเติมความเสี่ยงทางการคลังที่ไทยเผชิญอยู่แล้ว โดย KKP มีการประเมินว่า หนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วสุดในปี 2570 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่โตต่ำ

 

ตามข้อมูลจากดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่โพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัวแสดงให้เห็นว่า KKP ประเมินว่า ในฉากทัศน์ที่ 1 (เส้นประสีฟ้าอ่อน): ซึ่ง Nominal GDP โต 2.6-3.0% แต่กรอบการขาดดุลเป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลางที่ 2.1-3.9% สัดส่วนหนี้สาธารณะจะเริ่มทะลุเพดาน 70% ในช่วงปี 2571 และทรงตัวอยู่ที่ระดับ 70.5% ในปี 2573

 

ฉากทัศน์ที่ 2 (เส้นประสีเหลือง): ฉากทัศน์ที่ Nominal GDP โต 2.6-3.0% ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือ Nominal GDP โต 2.6-3.0% ควบคู่กับการที่รัฐบาลขาดดุลสูงอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 4% สัดส่วนหนี้จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทะลุเพดาน 70% อย่างชัดเจน ตั้งแต่ปี 2570 และไปจบที่จุดสูงสุดระดับ 74.5% ในปี 2573

 

ฉากทัศน์ที่ 3 (เส้นประสีแดง): ฉากทัศน์ที่ Nominal GDP โต 2.6-3.0% และรัฐบาลไม่สามารถปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ แต่ระดับการขาดดุลอยู่ที่ 2.1-4.4% สัดส่วนหนี้จะพุ่งทะลุเพดาน 70% ตั้งแต่ปี 2570 และจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไปอยู่ที่ 72.7% ในปี 2573

 

โดยคาดการณ์ทุกฉากทัศน์ของ KKP ล้วนแย่กว่า ประมาณภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (เส้นประสีน้ำเงินเข้ม) ที่มีสมมติฐานว่า Nominal GDP โต 3.5-4.5% และขาดดุล 2.1-3.9% โดยประมาณการนี้แนวโน้มสัดส่วนหนี้จะเพิ่มขึ้นไปทำจุดสูงสุดในช่วงปี 2571-2572 โดยไม่ทะลุเพดานที่ 70% และจะทยอยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 68.2% ในปี 2573

 

ดร.พิพัฒน์ยังกล่าวต่อว่า “สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขระดับหนี้วันนี้เพียงอย่างเดียว แต่เขาดูว่า ‘ข้างหน้า’ หนี้จะอยู่ในภาวะ ยั่งยืน (Sustainable) หรือเป็น เส้นทางที่คุมไม่อยู่ (Exploding Path)

 

โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 ตัว ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย (หนี้เดิมโตเร็วแค่ไหน?) การขาดดุล (ต้องกู้เพิ่มอีกเท่าไร?) และ GDP Growth โดยถ้าเศรษฐกิจโตช้า สัดส่วนหนี้ต่อรายได้จะบวมขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเศรษฐกิจโตเร็ว ถึงหนี้จะเพิ่ม แต่สัดส่วนหนี้อาจจะไม่เพิ่มเร็วก็ได้”

 

“ปัญหาของไทยคือเศรษฐกิจเราโตช้ามาตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม รายจ่ายเพิ่มไม่หยุดตามสังคมสูงวัย แต่รายได้ไม่โตตาม เราขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ‘กันชน’ ของเราจึงบางลงทุกปีจนน่าใจหายดีว่าดอกเบี้ยยังต่ำพอช่วยให้หนี้ไม่โตเร็วเกินไป”

 

ผอ.สำนักงบประมาณ อนันต์ แก้วกำเนิด ให้สัมภาษณ์เรื่องการหารือ พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท 1

The post ผอ.สำนักงบฯ เผยยังไม่มีการหารือออก พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบัญชีกลาง ขีดเส้นตาย ก่อหนี้-เบิกจ่ายให้จบ ภายใน 30 เม.ย. นี้ ก่อนถูก ‘ดึงงบ’ กลับไปทำ พ.ร.บ. โอนงบฯ https://thestandard.co/comptroller-general-budget-disbursement-deadline/ Thu, 16 Apr 2026 10:02:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1198401 โลโก้กรมบัญชีกลาง พร้อมข้อความขีดเส้นตายเบิกจ่ายงบประมาณ 30 เม.ย. 2569

กรมบัญชีกลาง ขีดเส้นตายส่วนราชการ ก่อหนี้-เบิกจ่ายให้จบ […]

The post กรมบัญชีกลาง ขีดเส้นตาย ก่อหนี้-เบิกจ่ายให้จบ ภายใน 30 เม.ย. นี้ ก่อนถูก ‘ดึงงบ’ กลับไปทำ พ.ร.บ. โอนงบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้กรมบัญชีกลาง พร้อมข้อความขีดเส้นตายเบิกจ่ายงบประมาณ 30 เม.ย. 2569

กรมบัญชีกลาง ขีดเส้นตายส่วนราชการ ก่อหนี้-เบิกจ่ายให้จบ ภายใน 30 เม.ย. นี้ ก่อนถูก ‘ดึงงบ’ กลับไปทำ พ.ร.บ. โอนงบฯ เผยสิ้นไตรมาส 2 เงินเหลื่อมปีเบิกแค่ 58.34% คิดเป็น 1.87 แสนล้าน

 

วันนี้ (16 เมษายน) แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่าเพื่อเป็นการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว คณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐได้กำหนดมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม เพื่อเร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันของส่วนราชการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

 

โดยกำหนดให้ส่วนราชการเร่งรัดเบิกจ่ายรายจ่ายประจำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ในส่วนของรายจ่ายลงทุน รายการปีเดียวให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 และรายการที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว ให้เร่งรัดบริหารสัญญาและตรวจรับงานเพื่อเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณโดยเร็ว สำหรับรายการผูกพันข้ามปีให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

 

นอกจากนั้นยังได้กำหนดให้ส่วนราชการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ เป็นต้น ให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

 

ทั้งนี้ กรณีรายจ่ายลงทุนที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้แล้วเสร็จ ให้สำนักงบประมาณนำไปพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ต่อไป

 

ในส่วนเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 หากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด งบประมาณต้องถูกพับไป

 

ทั้งนี้ รายการที่ยังไม่ก่อหนี้ผูกพัน หากพิจารณาจากระยะเวลาดำเนินการแล้ว ไม่สามารถเบิกจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 หรือรายการที่บรรลุวัตถุประสงค์แล้วแต่มีงบประมาณเหลือจ่าย ให้โอนไปใช้จ่ายในรายการชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภค หรือชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างตามแบบสัญญาปรับราคา (ค่า K) หรือชำระหนี้ของหน่วยรับงบประมาณได้ โดยให้ดำเนินการขอโอนเปลี่ยนแปลงต่อสำนักงบประมาณ

 

“ขอให้ส่วนราชการดำเนินการติดตามและเร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันรวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน เพื่อกระตุ้นให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศโดยเร็ว” อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวทิ้งท้าย

 

ผลเบิกจ่ายสิ้นไตรมาส 2

 

เปิดเผยถึงผลการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ สิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569) และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

  • เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินงบประมาณ 320,991.51 ล้านบาท มีการก่อหนี้แล้ว จำนวน 282,799.14 ล้านบาท คิดเป็น 88.10% และมีการเบิกจ่ายแล้ว จำนวน 187,252.26 ล้านบาท คิดเป็น 58.34%
  • การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณ 3,780,600.00 ล้านบาท หน่วยงานของรัฐได้มีการก่อหนี้แล้ว จำนวน 2,331,919.52 ล้านบาท คิดเป็น 61.68% สูงกว่าเป้าหมาย 0.68% และมีการเบิกจ่ายแล้วจำนวน 2,095,295.19 ล้านบาท คิดเป็น 55.42% สูงกว่าเป้าหมาย 0.42% และสูงกว่าการเบิกจ่ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 3.59% โดยจำแนกเป็น

 

  • รายจ่ายประจำ วงเงินงบประมาณ 2,965,713.18 ล้านบาท ก่อหนี้แล้ว จำนวน 1,830,293.59 ล้านบาท คิดเป็น 61.72% สูงกว่าเป้าหมาย 0.72% และมีการเบิกจ่ายแล้ว จำนวน 1,817,578.06 ล้านบาท คิดเป็น 61.29% สูงกว่าเป้าหมาย 1.29% และสูงกว่าการเบิกจ่ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ 1.01%
  • รายจ่ายลงทุน วงเงินงบประมาณ 814,886.82 ล้านบาท ก่อหนี้แล้ว จำนวน 501,625.93 ล้านบาท คิดเป็น 61.56% สูงกว่าเป้าหมาย 2.56% และเบิกจ่ายแล้ว จำนวน 277,717.13 ล้านบาท คิดเป็น 34.08% ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.92% แต่สูงกว่าการเบิกจ่ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ถึง 7.81%

The post กรมบัญชีกลาง ขีดเส้นตาย ก่อหนี้-เบิกจ่ายให้จบ ภายใน 30 เม.ย. นี้ ก่อนถูก ‘ดึงงบ’ กลับไปทำ พ.ร.บ. โอนงบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ https://thestandard.co/thai-stock-election-void/ Wed, 18 Mar 2026 12:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1188876 กราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและรูปบัตรเลือกตั้งสื่อถึงผลกระทบทางการเมืองต่อเศรษฐกิจ

จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 ม […]

The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและรูปบัตรเลือกตั้งสื่อถึงผลกระทบทางการเมืองต่อเศรษฐกิจ

จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 มีนาคม 2569) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนน ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

 

โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ต้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน รวมถึงยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน

 

แม้ปัจจุบันศาลจะยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา ทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ดำเนินต่อไปได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ คำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน หากการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกระแทกแค่ไหน?

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ มองว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง ตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้รับรู้ข่าวมากนัก จะเห็นได้จากช่วงเช้าที่หุ้น STECON ปรับตัวลงเล็กน้อย ก่อนปรับขึ้นมา ในการซื้อขายระหว่างวัน โดยตลาดจะจับตาผลโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวก

 

สำหรับ worst-case Scenario (กรณีเลวร้ายที่สุด) หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่จัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เสนอให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เสร็จทันประกาศใช้ 1 ตุลาคม 2569

 

จะส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องประกาศยุบสภา และ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45-60 วัน หรืออาจยืดเยื้อกว่านั้น หากประธาน กกต.และพวก ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ทำให้ต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2571 ให้ล่าช้าออกไป

 

“หากต้องสรรหา กกต.ชุดใหม่ ทำให้การจัดการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า กว่าทุกอย่างจะลงตัว อาจยืดเยื้อไปช่วงกลางปี 2571 บนสถานการณ์ปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ตายอย่างเดียว ตลาดหุ้นก็พินาศ”

 

ทำไมศาลรับคำร้อง แต่การเลือกตั้งปี 69 อาจไม่เป็นโมฆะ

 

ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อย หากดูที่การจัดการเลือกตั้งจริงๆ คอนเซปต์หลักคือต้องมีความบริสุทธิ์และสุจริต ซึ่งในภาพรวม กกต. ก็ยังสามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักการนั้นได้

 

สำหรับประเด็นที่โดนร้องเรียนว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สืบย้อนถึงต้นขั้วได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพียงการอ้างถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายโดยตรง ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งในทางปฏิบัติข้อมูลการลงคะแนนก็ยังสามารถปกปิดไว้เป็นความลับได้

 

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมด จึงเป็นไปได้ยาก หากวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจจัดให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่แค่ในส่วนของสส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่าแม้ในทางเทคนิคการโหวตนายกฯ 19 มี.ค. ยังดำเนินต่อได้ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองทั้งระยะสั้น (อาจมีการยื่นขอระงับโหวตนายกฯ) และระยะยาว (ถ้าศาลชี้ว่าเลือกตั้งโมฆะ รัฐบาลทั้งชุดหมดความชอบธรรมทันที)

 

โดยตัวแปรชี้ขาดในช่วงวันต่อจากนี้ที่ต้องติดตาม คือศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ก่อนที่รัฐสภาจะนัดโหวตนายกฯ​ ซึ่งหากมีการยื่นขอและศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะกดดันให้ SET ปรับตัวลดลง โดย Worst Case คาด SET ปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,350 จุด ซึ่งเป็นระดับก่อนเลือกตั้งที่มี Fund Flow ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร (Election Rally) จึงมีความเป็นไปได้สูงที่แรงซื้อจะถูกดึงคืนทั้งหมดหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลสะดุด

 

ประเด็นข้างต้นจะเป็น Sentiment ลบต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะสร้างความไม่แน่นอน หรือ Overhang เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติ มีโอกาสสูงที่จะเทขายลดความเสี่ยงเพื่อรอดูความชัดเจนก่อน

 

โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่อิงกับนโยบายรัฐบาลใหม่ อาทิ รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) จากเสี่ยงโครงการรัฐล่าช้า, กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) จากนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานอาจไม่ต่อเนื่อง, กลุ่มนิคม (WHA AMATA) จาก FDI ชะลอความเชื่อมั่น และกลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CPN CRC) จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคล่าช้า

 

ทั้งนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยล่าสุด (18 มีนาคม) ปิดที่ 1,440 จุด เพิ่มขึ้น 14% จากต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ดัชนีเคยวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีที่ 1,545 จุด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนจะปรับตัวลงแรงและผันผวนหนักในช่วงตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นมา

 

ภาพ: PatiPati / Shutterstock, Bigc Studio/Shutterstock

The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สภาพัฒน์’ เผยบทสรุปเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โตเกินคาด เตือนปีหน้าจ่อชะลอตัวเหลือ 2% https://thestandard.co/thai-economy-2025-growth-slowdown/ Mon, 16 Feb 2026 08:06:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1178986 ภาพประกอบแสดงข้อมูลเศรษฐกิจไทยจากการแถลงของสภาพัฒน์

สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โตแรง […]

The post ‘สภาพัฒน์’ เผยบทสรุปเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โตเกินคาด เตือนปีหน้าจ่อชะลอตัวเหลือ 2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงข้อมูลเศรษฐกิจไทยจากการแถลงของสภาพัฒน์

สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โตแรงเกินคาด คาดปีหน้าชะลอต่อ เหลือโตเพียง 2% (ค่ากลาง) ย้ำควรจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วและเรียบร้อยที่สุด พร้อมเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ล่าช้าน้อยที่สุด

 

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567

 

โดยเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในปีที่ผ่านมา มาจากการชะลอตัวลงของการใช้จ่ายภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังคงได้รับแรงสนับสนุนส้าคัญจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่องสอดคล้องกับการกลับมาขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และการเร่งขยายตัวขึ้นของการลงทุนภาครัฐ

 

เศรษฐกิจไทยรอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัว 2.5% YoY โตเกินคาด และเร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.2% YoY ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 โดยเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 1.9% QoQ สะท้อนว่า ไทยสามารถรอดจากภาวะถดถอยเชิงเทคนิคได้ หลังจาก GDP ไตรมาส 3 ของปี 2568 ติดลบ 0.3% QoQ

 

โดยรวมทั้งปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท (5.77 แสนล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท (5.29 แสนล้านดอลลาร์) ในปี 2567 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปี (8,200.9 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี)เพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี (7,539.3 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) ในปี 2567

 

สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.81% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ -0.1% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1% ของ GDP

 

ภาพประกอบแสดงข้อมูลเศรษฐกิจไทยจากการแถลงของสภาพัฒน์ 1

 

ทำไมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ถึงโตเกินคาด

 

โดยดนุชา ยังระบุว่า โครงการคนละครึ่งมีส่วนช่วยการกระตุ้น Sentiment การบริโภคได้ แต่ก็ต้องเรียนว่า การใช้จ่ายจาก ‘คนละครึ่ง’ ส่วนใหญ่ลงไป ‘เศรษฐกิจนอกระบบ’ ค่อนข้างเยอะ

 

พร้อมทั้งมองว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยที่โตเกินคาดในปีนี้มาจากการขยายตัวเกินคาดในไตรมาส 4 ที่ GDP โตถึง 2.5% YoY จาก‘การลงทุนและการก่อสร้าง’ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ขยายตัวแรงกว่าที่คาดไว้มาก

 

โดยการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 4 ขยายตัวสูงถึง 6.5% โดยเฉพาะการก่อสร้างที่ขยายตัว 11.2% จากการลดลง 4.5% ในไตรมสส 3/2568 ขณะที่การลงทุนก่อสร้างของภาครัฐก็กลับมาขยายตัวในเกณฑ์สูงของ 15.6% จากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนและงบกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการขนาดเล็ก

 

สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2% (ค่ากลาง)

 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ดนุชาคาดว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภค

 

บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน (2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน (3) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ (4) ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์จะขยายตัวเพียง 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงติดลบ 0.3% ถึง 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

 

ภาพประกอบแสดงข้อมูลเศรษฐกิจไทยจากการแถลงของสภาพัฒน์ 2

 

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก หนี้สินภาคครัวเรือนและธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงเงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง

 

ดนุชายังแนะว่า สำหรับประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน การขับเคลื่อนภาคการส่งออก การแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน

 

ภาพประกอบแสดงข้อมูลเศรษฐกิจไทยจากการแถลงของสภาพัฒน์ 3

 

เร่งจัดตั้งรัฐบาล ให้งบประมาณล่าช้าน้อยที่สุด

 

ดนุชายังกล่าวว่า รัฐบาลควรจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วและเรียบร้อยที่สุด พร้อมเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ล่าช้าน้อยที่สุด

 

พร้อมคาดว่า ในกรณีที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ภายในเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าไม่เกินต้นเดือนเมษายน จะส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ล่าช้าไปประมาณ 2 เดือน

 

แต่ในกรณีจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้งบประมาณปี 2570 ออกล่าช้าตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

 

ดนุชายังแนะว่า ในกรณีที่งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้า ยังมีกลไกที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ได้แก่การเร่งใช้งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีปฏิทิน ซึ่งจะมีเม็ดเงินลงทุนที่สามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเบื้องต้นคาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 92,000 ล้านบาท มาช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่งบประมาณแผ่นดินยังไม่เรียบร้อย

 

ภาพประกอบแสดงข้อมูลเศรษฐกิจไทยจากการแถลงของสภาพัฒน์ 4

The post ‘สภาพัฒน์’ เผยบทสรุปเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โตเกินคาด เตือนปีหน้าจ่อชะลอตัวเหลือ 2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ผ่างบเลือกตั้งฯ – ประชามติ ปี 69 รวมกว่า 7,800 ล้านบาท เปิดชื่อ 14 หน่วยงานสนับสนุน https://thestandard.co/election-referendum-budget-2026/ Fri, 23 Jan 2026 06:44:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1168550 ภาพประกอบงบประมาณการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่รายละเอียด […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ผ่างบเลือกตั้งฯ – ประชามติ ปี 69 รวมกว่า 7,800 ล้านบาท เปิดชื่อ 14 หน่วยงานสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบงบประมาณการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (งบกลาง) เพื่อใช้ในการควบคุมและจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และการออกเสียงประชามติ รวมวงเงินทั้งสิ้น 7,824,040,100 บาท

 

โดยงบประมาณดังกล่าว แบ่งการจัดสรรเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนงานของสำนักงาน กกต. จำนวน 6,174,315,500 บาท และ ส่วนงานของหน่วยงานสนับสนุน (14 หน่วยงาน) จำนวน 1,649,724,600 บาท

 

ภาพประกอบงบประมาณการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569 1
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ผ่างบเลือกตั้งฯ – ประชามติ ปี 69 รวมกว่า 7,800 ล้านบาท เปิดชื่อ 14 หน่วยงานสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. ประชาชน เผยมือดีลปริศนาโทรเสนอ 10 ล้าน แลกโหวตผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาล ยังไม่ทราบตัวตน https://thestandard.co/people-party-mp-10m-baht-bribe/ Thu, 14 Aug 2025 14:31:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1107512

วันนี้ (14 สิงหาคม) ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส. ขอนแก่น พ […]

The post สส. ประชาชน เผยมือดีลปริศนาโทรเสนอ 10 ล้าน แลกโหวตผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาล ยังไม่ทราบตัวตน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 สิงหาคม) ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส. ขอนแก่น พรรคประชาชน และ วีรนันท์ ฮวดศรี สส. ขอนแก่น พรรคประชาชน เปิดเผยถึงกรณีมีคลิปเสียงสนทนาเพื่อขอเสนอเงิน 10 ล้านบาท แลกเสียงโหวตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ถอนร่างออกไป โดยไม่จำเป็นต้องย้ายพรรค

 

ชัชวาลเล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อประมาณวันที่ 23 มิถุนายน ได้รับการประสานจากบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รู้จักว่าเขาคนนั้นเป็นใคร แต่มีการส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว จากเพื่อนในเฟซบุ๊กของตนมาอีกทีหนึ่ง พร้อมแจ้งว่ามีคนมาส่งของให้ แต่ปฏิเสธไปว่าไม่ได้สั่งของออนไลน์ และเข้าใจว่าเป็นการประสานงานที่เข้าใจผิดกัน

 

หลังจากนั้นก็มีการขอเบอร์โทรส่วนตัวแลกกัน และมีการโทรกลับเข้ามาอีก โดยบริบทคือชวนไปดื่มกาแฟ ซึ่งได้ตอบกลับไปว่า ตั้งแต่เป็น สส. มา ยังไม่เคยมีสุภาพสตรีท่านไหนโทรมาชวนเป็นการส่วนตัวเลย จึงมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่าน่าจะเป็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากล

 

เมื่อมีการพูดคุยสักพัก เขาจึงพูดถึงวัตถุประสงค์ที่ประสานเข้ามา คือขอซื้อเสียงโหวตร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ได้มีการถอนร่างออกไป และระบุว่าหากเรายอมในเงื่อนไขที่หัวหน้าเขาได้เสนอมา เขาจะมอบค่าใช้จ่ายจำนวนทั้งหมด 10 กิโล จึงสอบถามเรื่องถึงขั้นตอนการจ่ายเงินส่วนนี้ โดยจะแบ่งเป็น 3-4-3 คือหากตกลงก็ไปคุยกับหัวหน้า และถ้ายอมรับเงื่อนไขจะจ่ายก่อน 3 กิโล ในรอบแรกจ่าย 4 กิโล หลังโหวตร่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แรก และโหวตร่างงบ 2569 สุดท้ายอีก 3 กิโล ซึ่งที่เขาพูดไม่ได้พูดเฉพาะแค่วาระหนึ่ง แต่หมายถึงทั้งฉบับ

 

สุดท้ายจึงไม่ได้มีการตกลงในเรื่องเงื่อนไข หรือการยอมรับ ซึ่งได้ส่งข้อความหาบุคคลดังกล่าวด้วย เช่น หากมีการโหวตพรุ่งนี้ วันนี้ก็จะโทรมาเพื่อเร่งเอาคำตอบ ทั้งบอกอีกว่า หากไม่สะดวกเข้ามากรุงเทพฯ จะให้หัวหน้าไปจังหวัดเอง ดังนั้นจึงส่งข้อความยืนยันว่าปฏิเสธไป

 

และแม้ได้พยายามสอบถามว่าเขาเป็นคนจากพรรคการเมืองใดหรือไม่ หรือใครส่งมา เป็น สส. หรือรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้รับความชัดเจนในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เราต้องยืนยันว่าไม่ประสงค์ที่จะขายเสียงของตัวเอง จึงให้การยืนยันไปว่า เราไม่สนใจ และตอบปฏิเสธกลับไป ดังนี้

 

“ขอบคุณมุมมองที่เป็นความสามารถของผม แต่ผมมาจุดนี้ได้ไม่ใช่เพราะผมอยากมีอำนาจ แต่เป็นเพราะเชื่อว่าสังคมเราดีกว่านี้ได้ ที่สำคัญผมยังสนุกกับการทำงานในการตอบแทนความไว้วางใจจากคนในพื้นที่ และไม่สามารถทำลายความหวังให้ทลายลงได้ ขอปฏิเสธข้อเสนอที่ชวนร่วมงาน และขอบคุณในความเชื่อมั่น หากงานสภาได้จอยกันไม่ว่าจะอยู่พรรคการเมืองใดก็ยินดีเสมอ”

 

ทั้งนี้ ส่วนตัวยังไม่ทราบว่าสุภาพสตรีท่านนั้นเป็นใคร แต่ได้ข้อมูลตรงกับวีรนันท์ และเขาใช้ชื่อเดียวกันในการประสาน ซึ่งวีรนันท์มีสายปริศนาโทรเข้ามาในวันที่ 22 มิถุนายน

 

เมื่อถามว่าเป็นพรรคการเมืองใด ชัชวาลกล่าวว่า เขาไม่ได้บอก แจ้งแค่หัวหน้าจะคุย แต่เวลาถามว่ามาจากพรรคการเมืองไหน เราก็คงอิงจากซีกรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งหลายพรรคที่ตนได้เอ่ยชื่อไป คำตอบที่ได้คือไม่มีความชัดเจน “ขนาดถามถึงพรรคลุงป้อมเขาก็ตอบว่า หนูจะเป็นคนที่ไปดึงพรรคลุงป้อมมาอยู่กับหนูเอง”

 

ส่วนที่ถามว่าใช่ ‘ส.’ หรือไม่ เขาบอกว่าสูงกว่านั้น ซึ่งก็แสดงว่าเขารู้ว่า ‘ส.’ ที่พูดนั้นหมายถึงใคร

 

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย และด้วยสถานการณ์รัฐบาลเช่นนี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตหลายครั้ง จึงขอถามย้อนกลับว่า ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขามีตัวตนจริงหรือไม่ สิ่งที่เขาเสนอให้กับ สส. ฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะวงเงินเท่าไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่มาจากเงินกระเป๋านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง มาจากภาษีของเรา” ชัชวาลกล่าว

The post สส. ประชาชน เผยมือดีลปริศนาโทรเสนอ 10 ล้าน แลกโหวตผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาล ยังไม่ทราบตัวตน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันที่ 2 สภาพิจารณางบประมาณ 2569 ฝ่ายค้านรุมหั่นงบอาคารคมนาคมแห่งใหม่ จับตาถกเดือดงบมหาดไทย https://thestandard.co/2569-budget-debate-day-2/ Thu, 14 Aug 2025 12:23:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1107442

ผ่านมาเกือบครึ่งทางของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร. […]

The post วันที่ 2 สภาพิจารณางบประมาณ 2569 ฝ่ายค้านรุมหั่นงบอาคารคมนาคมแห่งใหม่ จับตาถกเดือดงบมหาดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผ่านมาเกือบครึ่งทางของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระ 2 ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าโดยเริ่มจากมาตรา 14 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อเนื่องจากเมื่อคืนวานนี้ (13 สิงหาคม) แม้สมาชิกอาจจะค่อนข้างบางตา แต่หลังจากช่วง 17.00 น. เป็นต้นมา สมาชิกได้ทยอยเข้ามาเป็นองค์ประชุมจนหนาแน่นขึ้น

 

จากนั้นเมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 15 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงคมนาคม สมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน อย่าง สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และ ศุภณัฐ มีนชัยอนันต์ ได้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการสร้างอาคารสำนักงานของกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ เพราะงบประมาณค่าก่อสร้าง เมื่อรวมกับมูลค่าที่ดิน ค่าควบคุมงาน และค่าปรับปรุง รวมทั้งหมด 5,810 ล้านบาท

 

โดย พัฒนา สัพโส สส. สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ยืนยันว่า ขอคงงบประมาณไว้ตามการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะชี้แจงว่าเป็นแนวคิดการออกแบบเพื่ออนาคต

 

ต่อมาที่ประชุมได้พิจารณาต่อเนื่องถึงมาตรา 16 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาตรา 17 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมาตรา 18 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงพลังงาน ตามด้วยมาตรา 19 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นที่น่าจับตาว่า เมื่อถึงมาตรา 20 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย อาจมีสมาชิกให้ความสนใจอภิปรายแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก

 

The post วันที่ 2 สภาพิจารณางบประมาณ 2569 ฝ่ายค้านรุมหั่นงบอาคารคมนาคมแห่งใหม่ จับตาถกเดือดงบมหาดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภณัฐ-สุรเชษฐ์ จี้ปรับลดงบสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ หรูหรา-ใหญ่เกินคนใช้ แนะทบทวนแบบใหม่ แล้วกลับมาเสนอปีหน้า https://thestandard.co/new-mot-building-budget-cut/ Thu, 14 Aug 2025 08:10:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1107324

วันนี้ (14 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทน […]

The post ศุภณัฐ-สุรเชษฐ์ จี้ปรับลดงบสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ หรูหรา-ใหญ่เกินคนใช้ แนะทบทวนแบบใหม่ แล้วกลับมาเสนอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม ซึ่งเป็นการพิจารณาเป็นรายมาตรา (วาระ 2) เป็นวันที่สอง

 

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 15 กระทรวงคมนาคม เสนอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคม 3% จำนวน 5,558 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณโครงการอาคารกระทรวงคมนาคมใหม่ พร้อมทั้งยก 3 เหตุผลคือ

 

1. ต้นทุนสูงเกินไป เนื่องจากงบประมาณค่าก่อสร้างเมื่อรวมกับมูลค่าที่ดิน ค่าควบคุมงาน และค่าปรับปรุง รวมทั้งหมด 5,810 ล้านบาท ซึ่งเป็นแค่เงินต้น ยังไม่รวมดอกเบี้ย

 

2. มีเพียง 5 หน่วยงานเท่านั้นที่จะย้ายมาใช้อาคารแห่งนี้ จากเดิมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเคยบอกว่าจะมี 22 หน่วยงานย้ายมาใช้ และจะมีบุคลากร 80,000 คนได้ประโยชน์ ซึ่งยืนยันว่าไม่จริง เพราะอีก 17 หน่วยงานของกระทรวงจะไม่ย้ายมาใช้อาคารนี้ นอกจากมีการสร้างอาคารใหม่แยกออกมา

 

3. อาคารมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น เพราะเมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมดที่หน่วยงานจะใช้มีเพียง 18,149 ตร.ม. แต่มาขอพื้นที่ในการทำเฉพาะอาคารสำนักงานมากถึง 67,000 ตร.ม. มากกว่าเดิม 3.5 เท่า

 

โดยยกตัวอย่างเอกสารของกรมการขนส่งทางราง ระบุว่า การใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อบุคลากรในหน่วยงาน 20.9 ตร.ม. ก็เพียงพอแล้ว แต่กลับมีการสร้างทั้งหมด 63 ตร.ม. นอกจากนี้ ยังถามเอไอ ChatGPT แล้ว เอไอก็ยังบอกว่า หากมีพนักงาน 1,000 คน ก็ควรมีอาคารใหญ่แค่ 22,000 ตร.ม. เพราะฉะนั้นจะสร้างทำไมเป็น 100,000 ตร.ม.

 

ศุภณัฐกล่าวว่า ตนขอถามว่ากรรมาธิการ (กมธ.) ได้มีการดูรายละเอียดเรื่องเหล่านี้หรือไม่ มีธงอยู่แล้ว ปรับลดพอเป็นพิธี แต่ไม่เคยดูความเหมาะสม ถือว่าไม่มีสามัญสำนึกในการของบประมาณ หากโครงการเหมาะสมจะใช้งบประมาณแค่ 1,200 ล้านบาท แต่กลับของบประมาณค่าก่อสร้าง 3,800 ล้าน ซึ่งยังไม่นับมูลค่าที่ดิน ทั้งที่สามารถประหยัดเงินได้ 2,000 กว่าล้าน แต่แบกตึกกันทั้งพรรค ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

 

ขณะที่ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่าค่าก่อสร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ยังสามารถปรับลดได้อีก เพื่อประหยัดงบไปใช้ประโยชน์กับประชาชน พร้อมย้ำว่าตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ถือเป็นโครงการที่ใช้งบสูงที่สุดของปี 2569 โดยในวาระที่สองมีการปรับลดเพียง 10% เท่านั้น

 

ตึกดังกล่าวนี้มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 115,196 ตารางเมตร หรือเฉลี่ย 124 ตารางเมตรต่อข้าราชการ 1 คน โดยมีออกแบบโอ่อ่าเกินความจำเป็น ทั้งห้องประชุมขนาดใหญ่หลายแห่ง ห้องออดิทอเรียม 631 ตารางเมตร ห้องสมุดกว่า 400 ตารางเมตร และชั้นทำงานรัฐมนตรีทั้งชั้น รวมถึงลานจอด ซึ่งไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของหน่วยงานราชการ

 

นอกจากนี้ ยังพบการยัดไส้รายการครุภัณฑ์ราคาแพง เช่น โต๊ะในห้องสมุดชุดละ 200,000 บาท เก้าอี้ที่แพงเกินจริงกว่าราคาตลาด และยังมีแบบก่อสร้างบางส่วนที่ไม่ตรงตามใบแสดงรายการวัสดุและค่าใช้จ่าย (BOQ) แต่ผ่านการกลั่นกรองได้แบบมึนๆ

 

สุรเชษฐ์มองว่า ตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่เป็นโครงการแพงที่สุดของตึกราชการในปีนี้ และเป็นรายการฉาวที่สุดแห่งปี เพราะใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่สอดคล้องความจำเป็นของประชาชน พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าจะผลาญงบเพื่อใคร และแบกเพื่อใคร พร้อมเรียกร้องให้ประธานอนุกรรมาธิการรับฟังตัวแทนพรรคประชาชน ให้หน่วยงานกลับไปออกแบบใหม่

 

ทั้งนี้ เสนอเน้นปรับฟังก์ชันการใช้งาน ลดความหรูหรา ไม่ให้เกินหน้าเกินตาหน่วยงานอื่น ตัดจำนวนห้องประชุมที่ไม่จำเป็น เอาห้อง Auditorium แบบ IMAX ออก ปรับแบบให้ไม่มี Void ตรงกลาง เพียงเท่านี้ก็สามารถประหยัดงบได้เกือบ 1,000 ล้านบาท

 

สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า ควรให้สำนักปลัดกระทรวงคมนาคมทบทวนแบบ และ BOQ ก่อนนำเสนอขอใหม่ในปีหน้า พร้อมย้ำว่าปัญหาตึกเก่ามีมาหลายสิบปี และสัญญาเช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังเหลือจนถึงปี 2573 ทำให้การก่อสร้างล่าช้า 1 ปีไม่ใช่ปัญหา

The post ศุภณัฐ-สุรเชษฐ์ จี้ปรับลดงบสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ หรูหรา-ใหญ่เกินคนใช้ แนะทบทวนแบบใหม่ แล้วกลับมาเสนอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อหน่วยงานถูก ‘เพิ่ม-ลด’ งบ จากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 https://thestandard.co/2026-budget-draft-info/ Wed, 13 Aug 2025 12:10:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1106815

THE STANDARD ชวนจับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจาร […]

The post เปิดชื่อหน่วยงานถูก ‘เพิ่ม-ลด’ งบ จากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ชวนจับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม

 

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลจัดสรร ไม่รอบคอบ และไม่ของบเพิ่มเพื่อเตรียมรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เปิดชื่อหน่วยงานถูก ‘เพิ่ม-ลด’ งบ จากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
งบกลางฉุกเฉินพันล้าน กรวีร์ถามหาเงินช่วยชาวนา-ชวนเรียกร้องเยียวยาชายแดนใต้เท่าเทียม ชี้เสี่ยงไม่ต่างชายแดนกัมพูชา https://thestandard.co/korrawee-wheres-aid-for-farmers/ Wed, 13 Aug 2025 10:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1106686

วันนี้ (13 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทน […]

The post งบกลางฉุกเฉินพันล้าน กรวีร์ถามหาเงินช่วยชาวนา-ชวนเรียกร้องเยียวยาชายแดนใต้เท่าเทียม ชี้เสี่ยงไม่ต่างชายแดนกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 13-15 ส.ค. ซึ่งเป็นการพิจารณาเป็นรายมาตรา (วาระ 2) เป็นวันแรก

 

กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในมาตรา 6 เกี่ยวกับงบกลาง ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท ในหมวดสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมเป็น 99,000 ล้านบาท เกือบหนึ่งแสนล้านบาท ตนเองไม่ได้คัดค้านการเพิ่มงบกลาง เนื่องจากเข้าใจว่ารัฐบาลต้องมีงบสำรองเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน

 

เช่น กรณีความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมหรือน้ำแล้งในจังหวัดอ่างทองบ้านตนเอง ซึ่งงบกลางก็ถูกนำไปช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงเพิ่มงบเพียง 1,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้มีฐานคิดมาจากอะไร เหตุใดไม่เพิ่มมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ และงบจำนวนนี้เพียงพอหรือไม่ต่อการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

กรวีร์สอบถามไปยังกรรมาธิการว่า งบกลางสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือชาวนาที่กำลังประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำได้หรือไม่ เนื่องจากปีนี้ไม่มีโครงการประกันรายได้เหมือนรัฐบาลชุดก่อน ทำให้ความหวังเดียวของชาวนาคือการได้รับความช่วยเหลือจากงบกลาง ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ก็ยังมีการค้างจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาอยู่

 

กรวีร์เน้นย้ำว่า หากราคาพืชผลการเกษตรยังตกต่ำ รัฐบาลควรมีแผนชัดเจนว่างบกลางเกือบ 100,000 ล้านบาทนี้ จะสามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้หรือไม่ พร้อมเสนอว่าในปี 2569 ควรจัดสรรงบกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และใช้เป็นเครื่องมือรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่วน ชวน หลีกภัย สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 6 งบกลาง พร้อมเสนอข้อสังเกตต่อการแก้ไขงบประมาณหมวดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นซึ่งเดิมตั้งไว้ 98,000 ล้านบาท และกรรมาธิการได้ปรับเพิ่มเป็น 99,000 ล้านบาท โดยชวนมองว่าเป็นงบที่มีประโยชน์ หากใช้ในสถานการณ์จำเป็นจริง

 

ชวน อภิปรายถึงกรณีที่ ครม.มีมติเห็นชอบวงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรัฐบาลได้ประกาศเยียวยาให้ผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รายละ 10 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 1 ล้านบาท บาดเจ็บมาก 5 แสนบาท ส่วนกรณีประชาชนเสียชีวิตและทุพพลภาพ รายละ 8 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 8 แสนบาท บาดเจ็บมาก 4 แสนบาท

 

“จะเป็น 10 ล้าน 20 ล้าน หรือ 100 ล้านกับชีวิตที่เสียไป ไม่อาจจะเทียบได้ ผมยืนยันว่า ผมพูดเรื่องนี้มาหลายครั้ง เราเสียหายจากความผิดพลาดทางนโยบายเศรษฐกิจจะเสียหายกี่แสนล้านบาทก็ไม่อาจเทียบได้กับชีวิตที่เสียไปกับความผิดพลาดในนโยบายความมั่นคงกรณีภาคใต้”

 

ชวน กล่าวต่อว่านับตั้งแต่นโยบาย 8 เมษายน 2544 มีสูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารในกองทัพไทย และประชาชนเป็นจำนวนมากกว่า 8,000 คน ไม่นับรวมผู้บาดเจ็บและทุพพลภาพที่มีมากกว่า 10,000 คน เราต้องเห็นคุณค่าชีวิตมากกว่าตัวเงิน จะต้องคิดว่าความมั่นคงมีเหมือนกันทุกภาค ตนเองเคยไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บทุกปีในภาคใต้ ทุกคนปรารภเหมือนกันว่าหากจะได้เงินเยียวยาเพิ่มก็จะเป็นประโยชน์

 

มติ ครม.ดังกล่าว อาจเกิดความรู้สึก 2 ด้าน โดยเฉพาะด้านที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เจ้าหน้าที่รู้สึกว่ามีความเหลื่อมล้ำ ทั้งยังหวังว่ารัฐบาลจะช่วยปรับค่าชดเชยที่เขาได้รับให้เพิ่มขึ้น จะสิบล้านบาท แปดล้านบาทก็เป็นอีกเรื่อง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในภาคใต้เสี่ยงไม่ต่างจากทหารในชายแดนไทย-กัมพูชา

 

ดังนั้นคนในพื้นที่ย่อมมีความรู้สึกว่าเหลื่อมล้ำหรือแตกต่าง จึงขอเรียนเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลว่า เราต้องการความสามัคคี รัฐบาลก็เรียกร้องความสามัคคี แต่ความสามัคคีจะเกิดขึ้นเมื่อเราปฏิบัติกับคนอย่างเดียวกัน จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

 

ฉะนั้นพื้นที่อื่นที่มีสถานการณ์เสี่ยงอย่างเดียวกัน จะปรับค่าชดเชยให้เท่ากับสถานการณ์ในชายแดนไทย-กัมพูชาหรือไม่ หากไม่สามารถทำได้จะมีความคิดที่จะปรับค่าชดเชยได้หรือไม่ ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บพอที่จะมีโอกาสใช้งบกลางเพื่อเพิ่มรายจ่ายให้กับครอบครัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บได้หรือไม่ คนน้อยใจจะได้หมดความน้อยใจ ท้ายที่สุดคนที่เสี่ยงเหมือนกันจะได้รับการตอบแทนเช่นเดียวกัน

 

ขณะที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2569 ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า งบกลางที่ตั้งไว้ในปีงบประมาณมีทั้งหมด 12 หมวด หนึ่งในนั้นคืองบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ขณะที่หมวดอื่น ๆ ไม่มีหน่วยรับงบที่แน่นอนและไม่สามารถกำหนดตัวเลขล่วงหน้าได้ ต้องพิจารณาตามสถานการณ์จริงของแต่ละปี

 

เช่น การชดเชยกรณีเสียชีวิต หรือค่ารักษาพยาบาล โดยสำนักงานงบประมาณจะหารือร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อกำหนดวงเงินให้เหมาะสม โดยไม่มีการตั้งเผื่อจนเหลืองบ เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุด และหากใช้ไม่หมดสามารถโอนเพื่อใช้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานได้

 

สำหรับปีนี้ แม้จะตั้งงบไม่เต็ม 100% แต่คาดว่าอาจต้องใช้เงินคงคลังบางส่วน ซึ่งจะไม่มากเท่าปีก่อนที่ใช้ถึง 120,000 ล้านบาท สำหรับงบฉุกเฉิน เดิมตั้งไว้ 98,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภัยพิบัติ หรือเหตุปะทะชายแดน ในปีที่ผ่านมา งบฉุกเฉินตั้งไว้ 95,000 ล้านบาท ใช้ไปกว่า 40,000 ล้านบาท โดยเกือบ 40% ประมาณ 20,000 ล้านบาท ใช้สำหรับเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟไหม้ และเหตุปะทะชายแดน

 

งบส่วนนี้ยังถูกนำไปใช้เพื่อความมั่นคงของรัฐ ราว 2,000 ล้านบาท และโครงการที่ตั้งงบไม่เพียงพอแต่มีความจำเป็นเร่งด่วนอีก 4,500 ล้านบาท เช่น การประชุมนานาชาติ และโครงการตามกรอบ OECD นอกจากนี้ ยังใช้ในภารกิจเร่งด่วนที่ไม่ได้ตั้งงบไว้ล่วงหน้า 6,500 ล้านบาท เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และปัญหาที่ดิน

 

ส่วนข้อเสนอให้นำงบกลางไปช่วยเหลือชาวนาในโครงการช่วยเหลือชาวนา 1,000 บาท จุลพันธ์ชี้แจงว่า งบกลางในส่วนเงินฉุกเฉิน เป็นงบที่ยังไม่มีโครงการกำหนดตายตัว การใช้จ่ายขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรีและการพิจารณาของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามอำนาจหน้าที่ของงบกลาง
สำหรับข้อเสนอให้นำเงินนี้ไปช่วยชาวนาในโครงการช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อครัวเรือนนั้น จุลพันธ์ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้เดินหน้า แต่จะใช้งบจากรัฐวิสาหกิจดำเนินการก่อนในลักษณะกึ่งการคลัง ไม่ใช้งบกลาง

 

ส่วนการชดเชยเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพจากเหตุปะทะชายแดน จุลพันธ์ระบุว่า ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้วประมาณ 300 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนการขยายสิทธิ์ชดเชยไปยังกลุ่มอื่นๆ ตามที่สมาชิกสภาแสดงความห่วงใยหรือไม่นั้น ตนเองขอรับข้อสังเกตเพื่อนำไปหารือกับคณะรัฐมนตรี เนื่องจากวันนี้ตนเองมาชี้แจงในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งไม่สามารถตัดสินใจได้เพียงลำพัง และต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี

The post งบกลางฉุกเฉินพันล้าน กรวีร์ถามหาเงินช่วยชาวนา-ชวนเรียกร้องเยียวยาชายแดนใต้เท่าเทียม ชี้เสี่ยงไม่ต่างชายแดนกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภากทม. ถกงบปี 69 ร่ายยาว 6 ชม. ส.ก. ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน-แอบพีอาร์ปูพรมหาเสียงล่วงหน้า ด้านชัชชาติยันไม่มีคำว่าหาเสียง แค่ทำงานให้ดีที่สุด https://thestandard.co/bangkok-council-2026-budget-debate-6hours/ Sat, 02 Aug 2025 02:40:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1102822

วานนี้ (1 สิงหาคม) การประชุมสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื […]

The post สภากทม. ถกงบปี 69 ร่ายยาว 6 ชม. ส.ก. ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน-แอบพีอาร์ปูพรมหาเสียงล่วงหน้า ด้านชัชชาติยันไม่มีคำว่าหาเสียง แค่ทำงานให้ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (1 สิงหาคม) การประชุมสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ได้อภิปรายในหลากหลายประเด็น โดยใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง 

 

อาทิ ด้านการศึกษา การจัดสรรพื้นที่สาธารณะ ศูนย์กีฬาและนันทนาการที่ทรุดโทรม โครงการจัดการขยะ ‘ไม่เทรวม’ ที่ส.ก.หลายคนสนับสนุน แต่อยากให้เพิ่มการอบรมบุคลากร และชี้ว่าจำนวนถังขยะที่จัดซื้อยังไม่เพียงพอและไม่มีการแยกประเภทถังอย่างชัดเจน 

 

ส.ก. เขตบางกอกน้อย ยังได้ทวงถามความคืบหน้าสถานีดับเพลิงสายไหมและทวีวัฒนา และตั้งข้อสังเกตว่าการถอนโครงการสถานีทวีวัฒนาโดยไม่แจ้งเจ้าของงบถือว่าผิดขั้นตอน ส่วน ส.ก. ในพื้นที่ร่วมอภิปรายเรื่องความเหมาะสมของที่ตั้งสถานีดับเพลิงทวีวัฒนา 

 

ด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ได้ชี้แจงว่า การดำเนินโครงการสถานีดับเพลิงทวีวัฒนา มีปัญหาสื่อสารคลาดเคลื่อนระหว่างสำนักการโยธาธิการและผังเมือง กับสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อีกทั้งแบบเดิมไม่สามารถก่อสร้างได้เนื่องจากพื้นที่อยู่ในเขตเมืองและใกล้ที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าถนนทางเข้าสูงถึง 18 ล้านบาท ทำให้ต้องถอนเรื่องเพื่อนำกลับไปทบทวน หากดำเนินการแล้วเสร็จจะเสนอแปรงบกลับเข้าแผนปีงบประมาณ 2569

 

นอกจากนี้ ณภัค เพ็งสุข ส.ก. เขตลาดพร้าว ตั้งข้อสังเกตว่า งบประชาสัมพันธ์ของสำนักปลัด กทม. ถูกแยกย่อยหลายโครงการจนดูเหมือนเบี้ยหัวแตก แต่เมื่อนำมารวมกันกลับมีมูลค่าสูงถึง 106 ล้านบาท ยังไม่รวมไปอยู่สำนักอื่นอีก การใช้จ่ายขาดความชัดเจน ไม่มีตัวชี้วัดผลที่แท้จริง หลายโครงการมีเนื้อหาคล้ายกัน เช่น นโยบาย 9 ด้าน 9 ดี และการสื่อสารผ่านทีวีที่ตั้งงบถึง 4.5 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าโครงการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการฟังเสียงประชาชนจริงหรือเป็นเพียงการสร้างภาพ 

 

“ผู้ว่าฯ ของเราดูพร้อมจะเลือกตั้งที่สุดแล้ว ถ้าดูงบประมาณ ใครอยากรู้บ้างว่าผู้ว่าฯ จะลงสมัยหน้าหรือไม่ ผมคิดว่าดูงบประมาณประชาสัมพันธ์ลงแน่นอน ลงแน่ๆ”

 

ด้าน ชัชชาติชี้แจงว่า การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาเมือง เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนที่เข้าใจและเดินไปพร้อมกับนโยบายของ กทม. ยืนยันว่าเนื้อหาประชาสัมพันธ์ไม่มีเรื่องการหาเสียง และไม่มีคำว่า ‘ชัชชาติ’ อยู่ในร่างงบประมาณดังกล่าวเลย พร้อมย้ำว่า การหาเสียงที่ดีที่สุดคือการทำงานให้ดีที่สุด ไม่ใช่การโปรโมตตนเอง

 

ขณะที่ ส.ก. เขตตลิ่งชัน ตั้งข้อสังเกตถึงงบสำนักการจราจรและขนส่งกว่า 992 ล้านบาท โดยเฉพาะค่าบำรุงกล้อง CCTV กว่า 223 ล้านบาทว่า และความผิดปกติในงบซื้อคอมพิวเตอร์และม้านั่ง 24 ตัว  

 

วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ลุกขึ้นชี้แจงว่า กล้อง CCTV มีทั้ง กล้องจราจรและกล้องรักษาความปลอดภัย ซึ่งค่าบำรุงรักษาขึ้นอยู่กับจำนวนกล้องและอุปกรณ์ และค่าเจ้าหน้าที่ การซื้อกล้องใหม่จะมีความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า แต่การเปลี่ยนทั้งหมดใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงต้องทยอยเปลี่ยนตามงบที่ได้รับ 

 

ภายหลังจากที่มีการอภิปรายยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง ประธานที่ประชุมได้สั่งพักการประชุม และให้มีการพิจารณาต่อในวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม เวลา 10.00 น. 

 

The post สภากทม. ถกงบปี 69 ร่ายยาว 6 ชม. ส.ก. ชี้ใช้งบซ้ำซ้อน-แอบพีอาร์ปูพรมหาเสียงล่วงหน้า ด้านชัชชาติยันไม่มีคำว่าหาเสียง แค่ทำงานให้ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.งบ 69 พิจารณางบ 2 แสนล้านกลาโหม ผู้นำเหล่าทัพเข้าชี้แจงพร้อมหน้า https://thestandard.co/defense-budget-69-chiefs-explain/ Fri, 27 Jun 2025 04:21:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1089836

วันนี้ (27 มิถุนายน) ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง […]

The post กมธ.งบ 69 พิจารณางบ 2 แสนล้านกลาโหม ผู้นำเหล่าทัพเข้าชี้แจงพร้อมหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 มิถุนายน) ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่มี จักรพงษ์ แสงมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่ประธาน ได้เริ่มทำการประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยมีระเบียบวาระประชุมดังนี้ ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม (ถ้ามี) ระเบียบวาระที่ 2 เรื่องที่ประชุมพิจารณางบประมาณมาตรา 8 กระทรวงกลาโหม จำนวน 204,434,723, 600 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 4,713 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.36%

 

ทั้งนี้ 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อาทิ พล.อ. สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พล.อ.อ. ​พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาทหารอากาศ, พล.ร.อ. จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าชี้แจงภาพรวมงบประมาณของหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล และงบของเหล่าทัพต่างๆ อย่างพร้อมเพรียง

 

ทั้งนี้ในช่วงที่ต้นนั้น พล.อ. สนิธชนก ได้แจ้งประธานฯ ก่อนนำเสนอวีดิทัศน์ผลการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหมว่า วีดิทัศน์ดังกล่าวนี้เป็นข้อมูลชั้นความลับ ขอให้เชิญสื่อมวลชนออกนอกห้องประชุม พร้อมให้เป็นประชุมลับชั่วคราวด้วย

 

พล.อ.อ. พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวก่อนการชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในส่วน ทอ. ว่า มีความพร้อมที่จะชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการเสนองบประมาณในวันนี้ ส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในปีงบฯ นี้ เราพิจารณาตามสมุดปกขาวกองทัพอากาศที่ได้จัดทำไว้ซึ่งคำนึงถึงความคุ้มค่าและความจำเป็น พร้อมทั้งการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภายในประเทศที่จะจัดหาและผลิตในประเทศเรา และการต่อยอดพัฒนาองค์ความรู้

 

ส่วนการจัดซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่ที่คัดเลือกกริพเพนนั้น ผบ.ทอ. กล่าวว่า เป็นการตั้งงบประมาณในปี 2568 ระหว่างนี้อยู่ในกระบวนการที่จะเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคมนี้เพื่อขออนุมัติมอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นผู้ลงนามทำสัญญา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า หากเรื่องมาถึงตัวท่านเองพร้อมที่จะเซ็นและอนุมัติ

 

The post กมธ.งบ 69 พิจารณางบ 2 แสนล้านกลาโหม ผู้นำเหล่าทัพเข้าชี้แจงพร้อมหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรรมาธิการงบประมาณปี 69 หารือลับ กรณีมี สส. บางคนถ่ายทอดสดการประชุม ท้ายสุดตกลงถ่ายทอดได้ยกเว้นวาระลับ https://thestandard.co/budget-committee-live-stream/ Mon, 16 Jun 2025 10:47:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1085594

วันนี้ (16 มิถุนายน) ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจ […]

The post กรรมาธิการงบประมาณปี 69 หารือลับ กรณีมี สส. บางคนถ่ายทอดสดการประชุม ท้ายสุดตกลงถ่ายทอดได้ยกเว้นวาระลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (16 มิถุนายน) ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 สภาผู้แทนราษฎร ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุมขณะนั้น ได้ขอหารือต่อที่ประชุมเรื่องการถ่ายทอดสดการประชุม

 

จุลพันธ์กล่าวว่า ที่ประชุมเคยมีมติไปแล้วเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ให้มีการถ่ายทอดเฉพาะภาพและเสียงไปยังบริเวณด้านหน้าห้องประชุม ห้องรับรองผู้ชี้แจง และห้องประจำตัว สส. ที่เป็นกรรมาธิการ เพื่อให้สามารถติดตามการประชุมได้อย่างต่อเนื่อง ยกเว้นเป็นการประชุมลับ

 

จุลพันธ์กล่าวต่อไปว่า ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีกรรมาธิการบางท่าน ดำเนินการถ่ายทอดสดการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่นอกเหนือจากมติที่ประชุมกรรมาธิการ ทำให้ผู้ที่ดำเนินการถ่ายทอดต้องรับผิดชอบผลของการกระทำนั้นเป็นการเฉพาะตัว คณะกรรมาธิการไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการยังมีความกังวลว่าแม้จะเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของผู้เผยแพร่ แต่การประชุมของกรรมาธิการอาจมีบางประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น เรื่องความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบหรือเกิดความเสียหายต่อสาธารณะในวงกว้าง และผู้เผยแพร่ถ่ายทอดสดการประชุมก็ไม่สามารถรับผิดชอบต่อความเสียหายได้ทั้งหมด จึงอยากหารือว่าจะมีวิธีการประชุมอย่างไรเพื่อให้มีความราบรื่น และมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ต่อมา ศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า เข้าใจข้อกังวลของท่านประธานเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง จึงเสนอว่าเรื่องไหนที่เห็นว่าเป็นความมั่นคง ก็ให้อาศัยมติของที่ประชุมให้เป็นการประชุมลับและไม่ถ่ายทอดออกไป แม้แต่หน้าห้องประชุม เชื่อว่ากรรมาธิการทุกท่านก็คงเห็นตรงกัน

 

จุลพันธ์ตอบว่า หารือกันแบบเปิดอก กรรมาธิการกังวลว่า หากมีการถ่ายทอดออกไป เมื่อถึงเวลาก็จะมีการนำภาพไปตัดต่อให้เกิดความเสียหาย

 

หลังจากนั้น ได้มีการหารือแบบลับดำเนินไปได้ราว 1 ชั่วโมง 10 นาที จึงได้กลับเข้าสู่วาระการประชุมปกติ ที่มีการถ่ายทอดสดออกมานอกห้องประชุม

 

โดยมีรายงานว่า ที่ประชุมยังคงมีมติไม่ให้มีการถ่ายทอดสด แต่การถ่ายทอดสดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกรรมาธิการบางคนยังสามารถทำได้ ยกเว้นในวาระการประชุมลับที่มีประเด็นสุ่มเสี่ยง เช่น เรื่องความมั่นคง ซึ่งอนุญาตให้สามารถถ่ายทอดได้เฉพาะตัวผู้เผยแพร่การถ่ายทอดสดเอง แต่ไม่สามารถถ่ายทอดสดตลอดเวลาได้

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่มีการหารือแบบลับนั้น ได้มีการหยุดถ่ายทอดภาพและเสียงออกมาที่หน้าจอโทรทัศน์ด้านหน้าห้องประชุม ผู้ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องจึงได้ยินเสียงการหารือเพียงชั่วครู่เท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำกรรมาธิการได้เดินออกมาที่หน้าห้องประชุม พร้อมขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ดูแลไม่ให้มีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่กรรมาธิการเข้ามาภายในห้องประชุมระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว

The post กรรมาธิการงบประมาณปี 69 หารือลับ กรณีมี สส. บางคนถ่ายทอดสดการประชุม ท้ายสุดตกลงถ่ายทอดได้ยกเว้นวาระลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิราพรแจงงบซอฟต์พาวเวอร์ รัฐบาลเริ่มยังไม่ครบปี งบ 69 มีเพียง 4 พันล้าน วอนฝ่ายค้านเปิดตาเปิดใจ ชี้อยากเห็นผลงานดูได้ที่เพจ THACCA https://thestandard.co/jiraporn-on-soft-power-budget/ Sat, 31 May 2025 07:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1080694

วันนี้ (31 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 […]

The post จิราพรแจงงบซอฟต์พาวเวอร์ รัฐบาลเริ่มยังไม่ครบปี งบ 69 มีเพียง 4 พันล้าน วอนฝ่ายค้านเปิดตาเปิดใจ ชี้อยากเห็นผลงานดูได้ที่เพจ THACCA appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาทวาระแรก เป็นวันที่สุดท้าย

 

จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นชี้แจงงบประมาณในสัดส่วนของนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ว่า การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลนั้นมีการขับเคลื่อนในสามส่วน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีการพัฒนาระบบนิเวศที่เรียกว่า อีโคซิสเต็มส์ เพื่อให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์พาวเวอร์สามารถที่จะเติบโตและก้าวหน้าไปได้ รวมถึงมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีการเสริมทักษะบ่มเพาะสร้างแรงงาน และมีการเปิดตลาดโลก ขยายโอกาส และแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

 

ส่วนที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายจำนวนงบประมาณในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์พาวเวอร์ว่า รัฐบาลได้ใช้งบประมาณตั้งแต่ปี 2567-2569 ไปแล้วกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่เห็นผลงานที่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปนั้น จิราพรกล่าวว่า งบประมาณที่มีการขอภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ในปี 2569 มีเพียง 4 พันล้านบาทเท่านั้น

 

แต่สมาชิกบางท่านได้นำตัวเลขจากที่อื่นมารวมเพิ่ม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวเลขใดก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ งบประมาณปี 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาวาระแรก ยังไม่มีการอนุมัติหรืออนุมัติงบประมาณจากรัฐสภา งบปี 69 ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาในสภา แต่กลับนำตัวเลขมารวมและตั้งคำถามถึงผลงานว่าใช้งบไม่คุ้มค่า ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด หรืออาจจะตีมึน หรือมึนจริงๆ ก็เป็นได้ และคนที่ควรโครงการฝึกสตินั้นคงไม่ใช่คณะรัฐมนตรี แต่ควรจะเป็นเพื่อนสมาชิกต่างหากที่ควรเข้าร่วมเป็นคนแรก

 

จิราพรกล่าวต่อว่า งบประมาณที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขณะนี้ยังไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท การเริ่มใช้งบประมาณครั้งแรกในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากนับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังไม่สิ้นสุดปีงบประมาณ 2568 เท่ากับว่ายังไม่ครบหนึ่งปีเต็ม

 

แต่ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์อย่างจริงจัง และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่มีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและการใช้งบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ที่มุ่งหลอมรวมการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเข้าด้วยกัน ซึ่งช่วงเริ่มต้นนี้จึงถือเป็นความท้าทายสำคัญที่คณะกรรมการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ต้องเผชิญ

 

นโยบายนี้ไม่ได้มีเพียงมิติด้านการใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อลดอุปสรรค และผลักดันให้เกิดสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการพัฒนา ซึ่งในหลายด้านก็ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ในประเด็นที่มีสมาชิกบางท่านระบุว่ามีการตั้งอนุกรรมาธิการหลายคณะ

 

จิราพรชี้แจงว่า เนื่องจากการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้แผนงานเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน การที่มีเลขาธิการจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยประสานงานและร่วมดำเนินการถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้การจัดทำงบประมาณและการขับเคลื่อนนโยบายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

เช่น การเข้าร่วมเทศกาลเมืองคานส์ ในอดีตหน่วยงานต่างๆ มักแยกกันดำเนินงาน แต่ในปัจจุบันได้มีการทำงานภายใต้แผนงานเดียวกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น โดยภายหลังเทศกาลเมืองคานส์ ยังมีการจัดแสดง คูหาร่วม ที่ผสมผสานการนำเสนอศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย การท่องเที่ยว และการเจรจาธุรกิจ เช่น การขายลิขสิทธิ์ให้กับนักลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ข้อกล่าวหาว่าขาดแผนงานร่วมกันจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากรัฐบาลได้มีการปรับรูปแบบจากการดำเนินงานแบบแยกส่วน มาเป็นการทำงานแบบบูรณาการภายใต้ทิศทางเดียวกัน

 

นอกจากนี้ การเชิญภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมยังถือเป็นจุดแข็งสำคัญ ที่ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ โดยเฉพาะในการจัดงานระดับนานาชาติ เช่น งาน Thai Festival ในแต่ละประเทศ ซึ่งเมื่อมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงสามารถรวมพลังในการนำเสนอสินค้าและบริการ ทั้งด้านดนตรี อาหาร ศิลปะการแสดง และธุรกิจท่องเที่ยว ได้อย่างมีเอกภาพในพื้นที่เดียวกัน

 

จิราพรกล่าวต่อว่า รัฐบาลใช้เวลาในการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ยังไม่ถึงหนึ่งปี โดยได้มีการสนับสนุนการจัดเทศกาลต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนภาพยนตร์ไทยให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก เช่น รอตเตอร์ดัม, เบอร์ลิน, โตเกียว, นิวยอร์ก, สิงคโปร์, ปูซาน, เวนิส, ไทเป และอื่นๆ

 

นอกจากนี้ยังมีการนำภาคเอกชนไปร่วมงานมหกรรมหนังสือระดับนานาชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ส่วนไทยพาวิลเลียนก็มีผู้เข้าชมกว่า 250,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 400% ถือเป็นแนวโน้มที่ดีและสะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในเวทีโลก

 

ในส่วนของนโยบาย 1 ซอฟต์พาวเวอร์1 ครอบครัวนั้น จิราพรชี้แจงว่า เป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ โดยใช้งบประมาณในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีเพื่อฝึกอบรมครูผู้สอนให้สามารถขยายเครือข่ายการสอนครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับโครงการ 1 ซอฟต์พาวเวอร์ 1 ครอบครัวได้ทั้งรูปแบบออนไซต์และไฮบริด โดยยังสามารถรักษามาตรฐานของหลักสูตรไว้ได้

 

สำหรับเทศกาลสงกรานต์ การจัดอีเวนต์หรือเฟสติวัลต่างๆ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เทศกาลสงกรานต์จึงเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อน Festival Economy ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับเทศกาลท้องถิ่นของไทยให้เป็นที่รู้จักและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น

 

รัฐบาลมีเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถจัดเทศกาลได้ตลอดทั้งปี ไม่มีช่วงโลว์ซีซัน และได้ลงทุนเพื่อยกระดับเทศกาลวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ เช่น สงกรานต์ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ให้กลายเป็นเทศกาลที่ชาวโลกจดจำและอยากมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะการปล่อยให้เติบโตโดยธรรมชาติโดยไม่มีการส่งเสริมจะไม่สามารถสร้างความสนใจในระดับโลกได้

 

นอกจากนี้ เป็นครั้งแรกที่บนเวที World Economic Forum มีการจัดเสวนาเฉพาะเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ และได้เชิญ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ไปบรรยายในหัวข้อนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทยเริ่มส่งผลกระทบ (Impact) ในระดับนานาชาติ และได้รับการยอมรับอย่างจริงจัง

 

จิราพรกล่าวสรุปว่า การรับรู้ของประชาชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องกางเกงช้าง ตามที่สมาชิกบางท่านอภิปราย พร้อมย้ำว่า อยากให้ท่านสมาชิกเปิดหู เปิดตา และเปิดใจ อย่าอภิปรายเพียงเพราะเป็นฝ่ายค้าน และต้องค้านทุกเรื่องซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายสำคัญภายใต้การนำของแพทองธาร ที่มุ่งเน้นการลงทุนในระยะยาว เพื่อวางรากฐานของประเทศด้วยทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ แม้จะยังไม่เห็นผลในทันที แต่ขณะนี้รัฐบาลได้เริ่มลงมือทำแล้ว

 

“หากท่านสมาชิกต้องการเห็นผลงาน สามารถติดตามได้ทางเพจ THACCA ทุกช่องทาง ทุกแพลตฟอร์ม” จิราพรกล่าวปิดท้าย

The post จิราพรแจงงบซอฟต์พาวเวอร์ รัฐบาลเริ่มยังไม่ครบปี งบ 69 มีเพียง 4 พันล้าน วอนฝ่ายค้านเปิดตาเปิดใจ ชี้อยากเห็นผลงานดูได้ที่เพจ THACCA appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏย้ำ ไม่ละเลยให้งบกระทรวงอุตสาหกรรมไปจุนเจือธุรกิจสีเทา ขจัดพิษออกจากประเทศ https://thestandard.co/akanat-no-industry-budget-grey-biz/ Sat, 31 May 2025 06:48:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1080667

วันนี้ (31 พฤษภาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post เอกนัฏย้ำ ไม่ละเลยให้งบกระทรวงอุตสาหกรรมไปจุนเจือธุรกิจสีเทา ขจัดพิษออกจากประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 พฤษภาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลุกขึ้นชี้แจงกรณีที่ถูกพาดพิงเรื่องการตั้งงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรมในการจัดการกากอุตสาหกรรม โดยระบุว่า เห็นตรงกับข้อเสนอแนะของทุกท่านว่า สิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งเรากำลังพูดถึงการปฏิรูปการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ต้อนรับนักลงทุนดีๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สิ่งที่เราพบเห็น และที่สะเทือนต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและสังคมโลก คือภาพของกองขยะขนาดมหึมาที่เป็นอนุสรณ์สถานทิ้งไว้เตือนใจให้กับคนไทย ตั้งแต่ตอนที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี

 

เอกนัฏกล่าวต่อไปว่า มีสิ่งที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ทั้งทุนต่างด้าว และกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นคนไทย และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่รวบขบวนการนี้อ้างตัวว่าเป็นคนรักษ์โลก ทำธุรกิจคัดแยกจัดการขยะของเสีย หรือแปลงสภารีไซเคิลกลับมาเป็นของดี แต่สิ่งที่ตนเห็นตั้งแต่มาเป็นรัฐมนตรีกับ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นเช่นเดียวกันคือ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการตามธุรกิจอย่างที่ตนเองสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไว้

 

อีกทั้งเมื่อเดินทางไปที่บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่บ้านค่าย ของ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน ซึ่งเราไปด้วยกัน พบว่าบริษัทดังกล่าวที่ควรจะทำประโยชน์ให้กับประเทศ แต่สภาพความเป็นจริงไม่เคยนำของเสียไปแปลงสภาพหรือบำบัดเลย กลับทิ้งไว้สร้างปัญหา และมลภาวะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และบริษัท วิน โพรเสส เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดที่หนึ่งในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดนี้จุดเดียว ยังมีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและราชบุรี ซึ่งตนให้ความสำคัญมาก และคิดจะทำอุตสาหกรรมยุคใหม่ สร้างการลงทุนที่เป็นเม็ดเงินการลงทุนในธุรกิจดีๆ เข้ามา เราต้องกำจัดพิษ และไล่พิษ เพื่อกำจัดธุรกิจเหล่านี้ที่สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับประเทศไทยออกไป และเคลียร์สภาพปัญหาเหล่านี้ออกไปก่อน ให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า การทำธุรกิจประกอบอุตสาหกรรมต้องไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมา เพราะถ้าไม่พูดก็คงไม่เห็นปัญหาเหล่านี้ งบประมาณก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็น่ารันทดจริงๆ

 

“ผมสงสารประเทศ ผมสงสารกระทรวง บางทีผมก็สงสารตัวเอง ย้อนกลับไปดูตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2566 เราไม่เคยจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดการสิ่งเหล่านี้ไว้เลย จนกระทั่งมาปี 67 ยุคท่านรัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา ก็ได้เริ่มเห็นความสำคัญ ตั้งงบไว้ 15 ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งมูลค่าของปัญหารวมกันเป็นพันล้าน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มาปี 68 เราก็เพิ่มจาก 15 ล้านเป็น 18 ล้าน เพิ่มมาอีก 2 ล้านน่าดีใจมาก” เอกนัฏกล่าว

 

เอกนัฏยังกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะสู้เรื่องนี้มาตลอด ไปแถลงการณ์ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ใช้โอกาส ใช้ทุกวินาที ทุกเวทีในการพูดเรื่องนี้ ให้สาธารณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นปัญหาถึง และความสำคัญของเรื่องนี้ จนกระทั่งปีงบประมาณปี 2569 เราได้งบประมาณเพิ่มเติมให้กับกรมโรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 17 ล้านบาท เป็น 140 ล้านบาท และมีการผูกพันงบประมาณไปในปีหน้าอีกกว่า 400 ล้านบาท จึงขอให้สบายใจว่า งบประมาณมีเพิ่มขึ้น และผูกพันไปถึงอนาคต และปัญหาที่เราพบจะได้รับการแก้ไข

 

เอกนัฏย้ำอีกว่า ขอให้มั่นใจว่าต้องการการจับกุมไปจนถึงการดำเนินคดี เราไม่มีการปล่อยปละละเลย ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมเราก็ขยายผลต่อ และไม่เคยละเลยต่อข้อมูลที่ทุกท่านให้มา ซึ่งนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการทำงาน ฉะนั้นใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมายไทย เรามีศัตรูคนเดียวกัน ทำงานอยู่ตรงนี้ก็ไม่กลัวใคร ถึงจะถูกกดดันจากภายนอกภายในและหนักขนาดไหน ก็มีหน้าที่ต้องทำ หากท่านมีข้อมูลก็ขอให้ส่งมาเลย ไม่ต้องตัวอักษรย่อ ขอให้บอกชื่อมาเลย

 

“ไม่ต้องเป็นตัวอักษรย่อ ส. ศ. ซ. บอกมาเลยครับว่ามันผู้นั้นเป็นใคร เป็นใครที่อยู่เบื้องหลังขบวนการเหล่านี้ ผมจะจับให้หมด และผมไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีสุดซอยแค่ชื่อ แต่ผมทำจริง และท่านก็เห็นมาแล้วว่าผมทำจริง” เอกนัฏกล่าว

 

เอกนัฏทิ้งท้ายว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ไม่ใช่เอางบประมาณมาเททิ้ง ที่เป็นลักษณะการไปอุดหนุนจุนเจือธุรกิจเหล่านี้ ใบอนุญาตที่ออกไป และถูกนำไปกระทำผิด จะระงับทั้งหมด ใครที่ทำผิดก็ต้องออกตรวจออกจับทั้งหมด ถ้าท่านยังทำผิดอยู่ หากท่านมีเงินมากขนาดไหน ท่านก็สามารถใช้เงินของท่านได้ในคุก อย่างบริษัทหนึ่งเข้าไปในคุกตายในคุก ก็ไปใช้เงินในนรก เพราะท่านกำลังทำธุรกิจที่เป็นพิษ และทำร้ายชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ปล่อยไว้แน่

The post เอกนัฏย้ำ ไม่ละเลยให้งบกระทรวงอุตสาหกรรมไปจุนเจือธุรกิจสีเทา ขจัดพิษออกจากประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุดาวรรณยืนยัน งบ วธ. เป็นการลงทุนทางวัฒนธรรมคุ้มค่า ต่อยอดเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว https://thestandard.co/sudawan-on-culture-budget/ Sat, 31 May 2025 06:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1080663

วันนี้ (31 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ […]

The post สุดาวรรณยืนยัน งบ วธ. เป็นการลงทุนทางวัฒนธรรมคุ้มค่า ต่อยอดเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลุกขึ้นชี้แจงการอภิปรายของสมาชิกต่องบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรม โดยระบุว่า เรื่องงานมหกรรมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และเจรจาธุรกิจ งานนี้จัดขึ้นต่อเนื่องจากงานพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และในการจับคู่เจรจาธุรกิจผู้ประกอบการในครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้กว่า 200 ล้านบาท ทางกระทรวงจะได้นำเอาข้อห่วงใยและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง

 

สำหรับการจัดทำงบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2569 ได้ดำเนินอยู่ในหลักการที่ชัดเจนว่าต้องคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเป็นการนำเอาทุนวัฒนธรรมไปสู่การพัฒนาต่อยอดชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน เราจะเอาทุนทางวัฒนธรรมไปเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

 

สุดาวรรณเผยว่า แนวทางหลักมี 4 ด้าน ประกอบด้วย ผลักดันเอามรดกทางวัฒนธรรมไทยไปสู่สากล มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ในปัจจุบันนี้ของประเทศไทยมีอยู่ 5 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ทั้งจังหวัดสุโขทัย พระนครศรีอยุธยา แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เมืองโบราณศรีเทพ และล่าสุดที่ภูพระบาท

 

ทั้งนี้ ยังมีอีก 5 แหล่งที่ยังรอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกอยู่ นอกจากจะสร้างความภาคภูมิใจให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของแหล่งแล้ว ยังทำให้เป็นที่รู้จักส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ถือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และการพัฒนามรดกทางวัฒนธรรม

 

สำหรับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเทศไทยได้ขึ้นทะเบียนไปแล้วถึง 6 รายการในปัจจุบัน คือ โขน นวดไทย โนรา สงกรานต์ และปลายปีที่แล้วเราได้ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง และเคบายา โดยยังมีรอขึ้นทะเบียนอีก 4 รายการ ซึ่งจะทำให้เกิดการอนุรักษ์สืบสานคุ้มครองสิทธิ และสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้

 

“อีกแนวทางคือการส่งเสริมวัฒนธรรมสู่การสร้างคุณค่าและมูลค่า ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากนำร่องไปได้เพียง 3 เดือน ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนได้ทำจดหมายถึงกระทรวงวัฒนธรรมให้ขอขยายเวลา และในปีนี้ได้มีการจัดการท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืนที่ปราสาทหินพิมาย และในอนาคตคาดหวังว่าจะมีการจัดกิจกรรมเช่นนี้ทั่วทุกภูมิภาค ไม่ว่าที่จังหวัดสุโขทัย หรือจังหวัดเชียงใหม่ให้ลำดับต่อไป”

 

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการจัดทำเส้นทางใหม่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง รวมถึงการจัดมหกรรมศิลปะนานาชาติร่วมสมัย หรือ Thailand Biennale ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีและเพิ่มการจ้างงานได้ ซึ่งจัดมาแล้ว 3 ครั้ง สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ของบประมาณเพื่อจัดทำอีกในครั้งที่ 4 ที่จังหวัดภูเก็ตในปลายปีนี้

 

สำหรับประเพณีสำคัญ เราได้สนับสนุน ผลักดันให้ประเพณีสำคัญของไทย ทั้งลอยกระทง สงกรานต์ เข้าพรรษา ให้เป็นประเพณีที่สามารถสร้างสีสันให้กับประเทศได้ ขณะที่อาหารไทยก็เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ นอกจากการผลักดันต้มยำกุ้งให้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วนั้น ยังมีโครงการ The Lost Taste รสชาติที่หายไป ซึ่งเราต้องการให้ทุกจังหวัดที่มีอาหารประจำถิ่นซึ่งกำลังจะเลือนหายไป ได้รักษาและเก็บไว้เพื่อนำมาสู่สายตาของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

 

แนวทางการส่งเสริมการนำเอาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ ก็เป็นอีกแนวทางในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจที่ดำเนินการภายใต้นโยบาย Soft Power กระทรวงวัฒนธรรมได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์ทั้งก่อนและหลังการถ่ายทำ

 

“ทุกท่านอาจจะทราบข่าวดีแล้วว่า ภาพยนตร์เรื่อง ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ มีการฉายและรับรางวัลที่เมืองคานส์ครั้งล่าสุด นี่เองก็เป็นอีกภาพยนตร์ที่กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนทั้งช่วงก่อนและหลังการถ่ายทำ ให้สามารถสร้างรายได้และชื่อเสียงของประเทศไทยได้อย่างมาก” สุดาวรรณกล่าว

 

สุดาวรรณกล่าวอีกว่า แนวทางสุดท้ายคือการพัฒนาสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมให้มีศักยภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้ชุมชนมีจิตสำนึก ในการอนุรักษ์และหวงแหนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

 

“ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่า กระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ทำหน้าที่แค่อนุรักษ์ แต่มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมไทย ให้กลายเป็นพลังของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมที่ยั่งยืน และบทบาทในเวทีโลก”

 

สุดาวรรณทิ้งท้ายว่า งบประมาณที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำขึ้นในปี 2569 มิใช่เพียงงบประมาณที่ใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ชุมชน และพี่น้องประชาชนเข้มแข็ง และนำทุนทางวัฒนธรรมมาเป็นทุนทางเศรษฐกิจ ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

The post สุดาวรรณยืนยัน งบ วธ. เป็นการลงทุนทางวัฒนธรรมคุ้มค่า ต่อยอดเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 สส. พรรคประชาชนทัวร์สภา หลังเทพิเชษฐ์ ภัณฑิลเผย เดินคู่กันจะไม่เหมาะสม https://thestandard.co/two-people-party-mps-house-tour/ Sat, 31 May 2025 06:17:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1080635

วันนี้ (31 พฤษภาคม) เวลา 09.35 น. ที่รัฐสภา พิเชษฐ์ เชื […]

The post 2 สส. พรรคประชาชนทัวร์สภา หลังเทพิเชษฐ์ ภัณฑิลเผย เดินคู่กันจะไม่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 พฤษภาคม) เวลา 09.35 น. ที่รัฐสภา พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดหมายสื่อและ สส. พรรคประชาชน เพื่อเดินทัวร์รัฐสภาว่า หลังจากที่ตนได้มีการเชิญ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน แต่พริษฐ์บอกว่าไม่ว่าง ติดอภิปราย แต่ ภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน ซึ่งรับปากไว้ว่าจะมา แต่ล่าสุดแจ้งว่าไม่มาแล้ว จึงต้องยกเลิกภารกิจเดินชมอาคารรัฐสภา

 

พิเชษฐ์กล่าวว่า ตนพร้อมที่จะตอบข้อซักถาม หากทั้งสองคนพร้อม จะยื่นตามช่องทางใดก็ยื่นไป อยากให้มาดูว่าสภาทำไมต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องเอาการเมืองมายุ่ง ตนยินดีให้ตรวจสอบทุกประเด็น “รออยู่นะครับ ให้ท่านทั้งสองมาเดินดูงบประมาณของรัฐสภา”

 

พิเชษฐ์กล่าวว่า คนเราต้องขึ้นอยู่กับความจริง งบประมาณสภากว่าจะผ่านขึ้นมาอยู่ในงบประมาณปี 69 ถูกตัดหลายขั้นตอน สุทธิออกมาเท่านี้ เราต้องดูแลสภาให้ดูดีสมเกียรติ สมกับเป็นสถาบันนิติบัญญัติของประเทศ ตนยืนยันรับทุกเรื่องที่ร้องเรียนมา นี่คืองบเล็กๆ 8 พันล้านบาทของสภา

 

เมื่อถามว่า ทำไม 8 พันล้านบาทถึงใช้ว่าเป็นงบเล็กๆ พิเชษฐ์กล่าวว่า หน่วยงานของนิติบัญญัติเป็นเสาหลักของประเทศเสาหนึ่ง เราได้งบประมาณ 8 พันกว่าล้านบาท เทียบกับกระทรวง ทบวง กรม อื่นๆ มันน้อยมาก สำหรับการเผยแพร่ประชาธิปไตย สำหรับสถาบันที่ประชาชนเลือกมา ตนคิดว่ามันควรจะพร้อมกว่านี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน งบต่างๆ เพื่อความมั่นคง เพื่ออนาคตของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ เรียกไปชี้แจงกรณีดังกล่าวจะไปหรือไม่ พิเชษฐ์กล่าวว่า ตนไม่ขอชี้แจง เพราะสภาไม่เหมือนกระทรวง ทบวง กรม ไม่มีรัฐมนตรี แล้วใครจะมาชี้แจงแทน เพราะเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงาน ไม่สามารถที่จะมาตอบโต้ได้ ถ้าตนไม่ชี้แจงสภาก็เสียหาย วงสภาก็เสียหาย คุณกล่าวหาแค่ฝ่ายเดียว ซึ่งคุณก็ไม่เข้าใจ ออกสื่อไปทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติเสียหาย ซึ่งตนในฐานะที่เป็นผู้บริหารตรงนี้ ก็พยายามที่จะทำความเข้าใจกับสมาชิกเท่าที่จะทำได้

 

จากนั้นเวลา 10.06 น. ภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน และ ภัสริน รามวงศ์ สส. กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังจากที่ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ว่า ภัณฑิลปฏิเสธการเดินตรวจอาคารรัฐสภาร่วมกัน

 

ภัณฑิลกล่าวว่า เมื่อวานนี้ (30 พฤษภาคม) ตนเองได้รับการเชิญจริง พิเชษฐ์เดินมาหาตนเองที่ห้องรับประทานอาหารหลังประชุมเสร็จ แต่ตนเองอยากให้พิเชษฐ์ชี้แจงกับสาธารณะ เพราะเขามีความเห็นอย่างหนึ่ง ตนเองก็มีความเห็นอย่างหนึ่ง

 

ภัณฑิลตั้งคำถามถึงการปรับปรุงศาลาแก้วว่าสุดท้ายกระบวนการจะเป็นอย่างไร เพราะทราบแต่ว่าติดแอร์ แต่พิเชษฐ์ไม่ได้แจงรายละเอียด ซึ่งตนเองได้ข่าวหลังไมค์มาว่า ท้ายที่สุดศาลาแก้ว ประติมากรรมเสาปูนจะถูกรื้อออกทั้งหมด และมีโครงการอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานด้านหน้าอาคารรัฐสภา ใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท ส่วนเรื่องอื่นๆ พิเชษฐ์มักจะระบุว่าแค่กี่พันล้านบาท แต่ตนเองมองว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เหมือนการดูถูกประชาชน จะเทียบกับกระทรวงไหนก็ตามแต่ เงินบาทเดียวก็คือเงิน

 

ส่วนโครงการต่างๆ ในสภา ประชาชนตัดสินได้หมดแล้ว แต่ที่อยากให้ติดตามการสอบสวนเรื่องโยกงบไปลงพื้นที่เชียงราย เพราะมีการให้ทีมที่ปรึกษาร่างโครงการ แม้ว่าฝ่ายกฎหมายจะแจ้งว่าผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายก็ยังทู่ซี้ตัดเหลือ 3 โครงการ เสนอไปคณะรัฐมนตรี (ครม.) จนถูกตัดมาเหลืองบ 100 ล้านบาท

 

ขณะที่ภัสรินตั้งคำถามว่า เหตุใดงบประมาณกว่า 87% ไปลงที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งตนเองเข้าใจว่าการเขียนโครงการเห็นแล้วว่าแบบฟอร์ม น้ำหมึกปากกา วันที่เดียวกัน คนที่เขียนก็อาจจะเป็นคนเดียวกัน

 

ภัณฑิลย้ำว่า สภาไม่สามารถใช้เงินได้เพราะเราเป็นฝ่ายตรวจสอบ ออกกติกา ถ้าเราใช้เงินก็แปลว่ามีงบ ฝ่ายบริหารฝ่ายตรวจสอบรวมกันไปหมดแล้ว ซึ่งตามที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าการทุจริตไม่จำเป็นต้องนำเงินไปใช้ แต่ดูที่เจตนาก็เพียงพอแล้ว

 

“เมื่อถามถึงความจำเป็นและที่มาของหลักการแต่ในท่านก็ไม่ได้ตอบ ท่านตอบแต่เพียงศักดิ์ศรี เราจะมีศักดิ์ศรีในฐานะผู้แทนราษฎร ถ้าเราตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้น เราจะภูมิใจในสภาผู้แทนราษฎร ผมจะไม่อายประชาชน แต่ท่านพูดตลอดว่าต้องศักดิ์ศรี สภาต้องใหญ่ที่สุดในโลก มันจะบ้าไปแล้วหรือไง รีสอร์ตแอนด์สปาบ้าง สัปปายะสภาสถาน เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ท่านก็จินตนาการที่จะใช้ต่อไป ไม่บันยะบันยังกันเลย“

 

จากนั้นภัณฑิลและภัสริน ได้พาสื่อมวลชนเดินทัวร์อาคารรัฐสภา จุดแรกคือศาลาแก้ว ซึ่งภัสรินเปิดเผยว่าหากจะมีการติดแอร์ที่ศาลาแก้ว จะต้องมีการปลูกป่าทดแทน 30 ไร่ จุดที่สองคือการจัดสร้างฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้งบประมาณ 32 ล้านบาท

 

ภัณฑิลชี้ให้ดูเสาประติมากรรมหน้าจุดก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ เหมือนอนุสรณ์สถานมีเรืออยู่ข้างล่างอิงมาจากสุโขทัยหรือไตรภูมิไหน ได้ข่าวว่าเสาร์นี้จะถูกเลื่อยออก ทั้งที่เสียเงินทำเป็นสิบล้านบาท ถูกปล่อยทิ้งร้างไม่รู้ถูกส่งมอบหรือยัง ตนเองอยากได้รายละเอียด ไม่ต้องมาแจงด้วยตนเองก็ได้ ขอแค่เอกสาร

 

ขณะที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภาที่เหมือนร้างผีหลอก อาจจะรับเฉพาะกลุ่มนักศึกษาหรือผู้ที่นัดหมายมาล่วงหน้า เราเจอแต่ความว่างเปล่า ทั้งที่สภากำลังจะของบ 99 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จและจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม ตนเองจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเอางบประมาณมาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์แล้วจะมีคนมาเยี่ยมชม

 

ส่วนด้านในพิพิธภัณฑ์ที่มีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ มีการปรับปรุงนำนั่งร้านมาตั้ง เนื่องจากมีการซ่อมกระจกด้านบน แต่จากการสอบถามแม่บ้านแล้วระบุว่าเป็นเช็ดกระจกเท่านั้น จึงอยากให้พิเชษฐ์มีการชี้แจง

 

ภัสรินยังกล่าวถึงโครงการสร้างท่าเรือรัฐสภา พร้อมกับโรงจอดเรือ 150 ล้านบาท ไม่แน่ใจเป็นเรือยอชต์หรือเรือครูซ จึงขอตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้ใช้งาน

 

The post 2 สส. พรรคประชาชนทัวร์สภา หลังเทพิเชษฐ์ ภัณฑิลเผย เดินคู่กันจะไม่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ชำแหละงบการศึกษา ต้องรีเซ็ต 6 ด้าน ชี้ทุน ODOS เหมือนถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว หวั่นรัฐบาล CSR แต่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง https://thestandard.co/education-budget-needs-reset-parit/ Fri, 30 May 2025 04:54:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1080214

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 […]

The post พริษฐ์ชำแหละงบการศึกษา ต้องรีเซ็ต 6 ด้าน ชี้ทุน ODOS เหมือนถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว หวั่นรัฐบาล CSR แต่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาทวาระแรก เป็นวันที่สาม

 

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายงบประมาณด้านการศึกษาว่า งบประมาณนี้ถูกจัดทำในห้วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แม้การลงทุนในการศึกษาและการยกระดับภาคการศึกษานั้น จะเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผลทันทีทันใด แต่เราต้องยืนยันว่าการลงทุนในมนุษย์เป็นการลงทุนที่จำเป็นและสำคัญมากต่อการทำให้เราอยู่รอด และแข่งขันกับโลกในอนาคตได้

 

การศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ ซึ่งงบประมาณด้านการศึกษาของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ปีละ 4% และกระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด แต่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน โครงสร้างงบประมาณการศึกษานั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากเราต้องการให้เกิดความคุ้มค่า ตนเห็นว่าเราต้องไปให้ไกลกว่าแค่ปรับปรุงหรือเพิ่มแต่งงบประมาณหลายโครงการ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาพใหญ่ ต้องรีเซตอย่างน้อย 6 ด้าน

 

ด้านแรก คือหลักสูตร ต้องไม่ใช่เหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะหลักสูตรเป็นหัวใจสำคัญของระบบการศึกษา เป็นการกำหนดเข้าใหม่ ปีนี้ดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่กระทรวงศึกษาธิการออกมาประกาศว่าจะเดินหน้าหลักสูตรใหม่ฉบับปี 2568 แต่พอไปดูรายละเอียดไส้ใน เรากลับค้นพบว่าการจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ ถูกจัดทำแบบลวกๆ ไม่รอบคอบเพียงพอ เสี่ยงต่อการเสียของ

 

“รัฐบาลไปเล่นท่ายากและท่าพิสดารโดยไม่จำเป็น ทางเลือกที่รัฐบาลสามารถเลือกได้กลับไม่เลือก คือการเพิ่มการต่อยอดจากหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กระทรวงศึกษาฯ และผู้เชี่ยวชาญและมีการเตรียมการวิจัยมาหลายปี ใช้งบประมาณหลายล้านบาท อบรมครูไปแล้วหลายส่วน สิ่งที่รัฐบาลกลับไปเลือกคือการตั้งหลักสูตรขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ผมนับได้ 116-224 วัน” พริษฐ์กล่าว

 

พริษฐ์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เผื่อเวลาเพียงพอให้ครูและสถานศึกษาเตรียมความพร้อมสำหรับหลักสูตรใหม่ เรามีการเปิดเทอมไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่เอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่นั้น ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะวันที่ 1 เม.ย. โรงเรียนมีเวลา 45 วันในการศึกษาและปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนของครูให้สอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ กระบวนการที่อาจจะไม่รอบคอบเพียงพออาจจะทำให้หลักสูตรใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ

 

พริษฐ์กล่าวต่อว่า ด้านที่ 2 คือเรื่องภาระงานครู รัฐบาลต้องให้หยุดเป็นโรงงานผลิตแรงงาน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขาดแคลนอัตรากำลังคน การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่จะเพิ่มคนโดยการสร้างงานเสมอไป หากสามารถช่วยลดภาระงานครูที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการใช้เตรียมการเรียนการสอน หลายโครงการที่เพิ่มภาระงานครูโดยไม่จำเป็น เช่น โครงการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ให้กับครู โดยผลชี้วัดไม่ได้สะท้อนความโปร่งใสของสถานศึกษาได้จริง ส่วนด้านที่ 3 คือต้องลดความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลต้องไปไกลกว่าการแจกทุน ไม่ใช่การแจกทุนไม่ดีกับภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดขาดการแจกทุนเนื่องจากเท่าไหร่ก็อาจจะไม่พอ

 

พริษฐ์กล่าวถึง โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOS) ของรัฐบาล ว่า เป็นโครงการที่ช่วยเหลือนักเรียนกว่า 5,700 คน แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนนักเรียนที่ได้ทุนก็เหมือนกับการถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว แม้ตนจะเชื่อว่าทุน ODOS จะสร้างอนาคตให้กับเด็กที่ได้รับทุนอย่างแน่นอน ส่วนนี้เห็นด้วย แต่ตนก็เห็นว่ารัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกว่านี้ในการแก้ปัญหาอื่น เพื่อทำให้เด็กที่ขาดโอกาสอีกจำนวนมากและมีโอกาสหลุดพ้นจากกับดักความยากจน โดยการหาทางออกของโรงเรียนขนาดเล็กที่ยังขาดงบ รวมถึงต้องแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินของ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วย รัฐบาลยังไม่แก้ปัญหาเชิงรุกมากเพียงพอ ไม่เช่นนั้น โครงการ ODOS จะกลายเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR เป็นประโยชน์ ประชาสัมพันธ์แล้วดูดีแต่ไม่ได้แก้ไขตัวกิจการหลักของกระทรวงศึกษาธิการ

 

พริษฐ์ ระบุว่า ด้านที่ 4 คือการลงทุนในเทคโนโลยี รัฐบาลต้องไม่เน้นแค่การสร้างของเล่นใหม่ รัฐบาลชุดนี้มีการลงทุนเยอะมาก กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการศึกษา สูงถึง 13,000-15,000 ล้านบาท เช่น โครงการแพลตฟอร์ม Anywhere Anytime เทียบเท่ากับการสร้างอาคาร สตง. 6-7 อาคาร ซึ่งหากเรามีความกังวลเช่นไร กับการก่อสร้างอาคารที่อาจจะร้าง ไม่มีคนใช้ ซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่ หรือหรูหราเกินจำเป็น เราก็ต้องมาตรวจสอบเช่นกันว่าเราไม่ได้กำลังจะสร้างแพลตฟอร์มที่อาจจะร้าง ไม่มีคนใช้ ซ้ำซ้อนกว่าที่มีอยู่ หรือหรูหราเกินจำเป็นเช่นกัน

 

ด้านที่ 5 คือการรีเซ็ตใบปริญญาให้เชื่อมกับอนาคต และไม่เป็นแค่ใบการันตี ตนเข้าใจดีว่าใบปริญญาอาจจะเป็นใบเบิกทางในหลายด้านของชีวิต แต่ต้องยอมรับว่าการมีใบปริญญาในเวลานี้ไม่เพียงพออีกต่อไป ในการรับประกันว่าจะมีงานที่รายได้ดีหลังจากเรียนจบ เพราะหลักสูตรที่เรามีนั้น อาจจะไม่รับประกันว่าเด็กที่จบมาอาจจะตอบโจทย์ความต้องการของตลาด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เคยยอมรับกับกรรมาธิการฯ ของตนว่าหลักสูตรไม่ได้ตอบโจทย์กับการศึกษา ซึ่งตนเห็นว่า อว. ก็ยังไม่ได้ใช้งบประมาณที่ตอบโจทย์ ในการเพิ่มแรงจูงใจให้มหาวิทยาลัยนั้นมีการปรับสาขาและคณะให้เท่าทันตลาดมากขึ้น

 

ด้านที่ 6 คือการรีเซตบทบาทรัฐเกี่ยวกับการยกระดับแรงงาน หลายครั้งที่รัฐเผลอไปคิดแทนตลาด โครงการที่เข้าข่ายในเรื่องนี้ คือโครงการเชฟ 1 หมู่บ้าน 1 อาหารไทย ภายใต้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งปีนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อผลิตเชฟเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร ตนคิดว่าในห้วงเวลาที่ธุรกิจร้านอาหารกำลังซบเซา มีการปิดธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้น 89% ในปี 2567 หลายคนบอกว่าเป็นการเผาจริง แต่รัฐบาลไปวิเคราะห์และจับสัญญาณตลาดอย่างไร ถึงได้ข้อสรุปเป็นแบบนี้ ตนขอเสนอโมเดลหนึ่งที่ชื่อว่า “เอกชนเลือก ผู้เรียนฝึก รัฐจ่าย” เป็นการรวบงบประมาณของโครงการยกระดับทักษะที่ให้ผู้เรียนไปเลือกเองว่าจะเรียนเกี่ยวกับอะไร

 

“การศึกษานั้นไม่ได้มีแค่ความสำคัญกับอนาคตของประเทศ เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา แต่การศึกษานั้นเป็นบริการแรกที่เราได้รับจากรัฐเกิดขึ้นในประเทศนี้ ดังนั้น หากเราต้องการให้ประชาชนในประเทศนี้มีสัมผัสแรกกับรัฐที่ดี ผมเห็นว่าวาระการปฏิรูปการศึกษานั้น เป็นวาระที่เร่งด่วนและรอไม่ได้ เหมือนกับที่มีท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ ไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหน” พริษฐ์กล่าว

The post พริษฐ์ชำแหละงบการศึกษา ต้องรีเซ็ต 6 ด้าน ชี้ทุน ODOS เหมือนถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว หวั่นรัฐบาล CSR แต่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภคมนจัดหนักงบจังหวัด มุ่งแต่สร้าง ‘ถนน-สะพาน-อาคาร’ ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังจนมีแต่ความเหลื่อมล้ำ https://thestandard.co/pukkamon-provincial-budget-mismanagement/ Fri, 30 May 2025 04:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1080193

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 […]

The post ภคมนจัดหนักงบจังหวัด มุ่งแต่สร้าง ‘ถนน-สะพาน-อาคาร’ ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังจนมีแต่ความเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี ภราดรปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาทวาระแรก เป็นวันที่สาม

 

ภคมน หนุนอนันต์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณปี 2569 ว่าเป็นงบประมาณที่มีความเหลื่อมล้ำ เราพูดเรื่องนี้กันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากปัญหา ความเหลื่อมล้ำมีต้นตอของความยากจน และความตกต่ำคุณภาพชีวิตของประชาชน ทุกคนทราบดีว่าโอกาสของคนในเมืองใหญ่กับโอกาสของคนในชนบทนั้นไม่เท่ากัน

 

เนื่องจากรัฐบาลมักทุ่มทรัพยากร และงบประมาณให้หัวเมืองใหญ่ก่อน ซึ่งเป็นการ เพิ่มช่องว่างระหว่างชนชั้น ดังนั้นพื้นที่ในต่างจังหวัดส่วนมากมีศักยภาพในการสร้างเม็ดเงินและเติบโตได้ดี แต่ไม่มีสนับสนุน จึงไม่แปลกที่ในวันนี้คนต่างจังหวัดต่างทิ้งบ้านทิ้งครอบครัวมาทำงานในเมืองใหญ่ เพราะจังหวัดบ้านเกิดนั้นไม่มีโอกาส

 

รัฐบาลโดย แพทองธาร ชินวัตร ทราบถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา “จะทำให้ทุกตารางนิ้วของประเทศไทย เป็นโอกาสของคนทุกคน” แต่ก็เป็นเพียงคำพูด ที่ไม่เห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือรัฐบาลปล่อยให้งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดถูกจัดสรรแบบเดิม ไร้ประสิทธิภาพในการยกระดับชีวิตของประชาชน

 

ที่ผ่านมางบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด มีโครงสร้างการใช้จ่ายที่เน้นง่าย ไม่ว่าจะจะมีชื่อโครงการที่สวยหรูขนาดไหน แต่สุดท้ายก็จบที่การสร้างถนน ทำสะพาน ติดไฟฟ้าส่องแสงสว่าง เขื่อนป้องกันตลิ่ง และการก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ และกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อทำ Pocket Money ประมาณ 700 ล้านบาท ติดกระเป๋าผู้ว่าราชการจังหวัดไว้จัดสรรเมื่อเกิดกรณีจำเป็น ซึ่งถูกระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ความสำคัญเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

 

แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลจัดสรรงบ 10,000 ล้านบาท ไปกับการก่อสร้างนับเป็นการกระทำที่ละเลยของประชาชนขณะเดียวกันงบประมาณที่นำไปใช้ในการก่อสร้างนั้น มีความซ้ำซ้อน กับงบประมาณของงบประมาณกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งถือเป็นล้มเหลวและไม่ตอบโจทย์ ไม่คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน

 

ภคมนยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างโครงการที่มีความล้มเหลว เช่น แหล่งท่องเที่ยวลำน้ำทวนจังหวัดยโสธร เป็นเงิน 24 ล้านบาท แต่ไม่สามารถส่งมอบให้กับเทศบาลได้ เนื่องจากติดขัดระเบียบกรมที่ดิน, โครงการก่อสร้างอาคารแสดงศิลปวัฒนธรรม จังหวัดตรัง ใช้งบ 39 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างอเนกประสงค์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้งบประมาณ 23 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างศูนย์โอทอปจังหวัดอุตรดิตถ์ใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท ที่ปัจจุบันต่างถูกทิ้งร้างไว้

 

โครงการเหล่านี้ล้วนมีความล้มเหลวในการใช้งบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เนื่องจากไม่ตอบโจทย์กับพื้นที่ ถือเป็นความผิดพลาดของคนที่มีอำนาจในการใช้งบประมาณ โดยที่ยังไม่เห็นว่าจะต้องมีใครเป็นผู้รับผิดชอบ

 

ภคมน กล่าวอีกว่า การจัดสรรงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้น ก็มีวิธีการที่ตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำเช่นกัน เนื่องจากมีการใช้เกณฑ์จังหวัดใหญ่รวย จะได้รับงบประมาณมากกว่า เนื่องจากมีการกำหนดสัดส่วนคนจน แต่กำหนดไว้เพียง 10% และรายได้ครัวเรือน 25% รวมเป็น 35% ซึ่งเป็นการสะท้อนว่ารัฐบาลนั้นให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำน้อยเกินไป

 

รัฐบาลทราบถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี หากมีเจตนาในการพัฒนาท้องถิ่นจริง ควรเริ่มต้นด้วยการจัดการงบประมาณในส่วนนี้ก่อน เนื่องจากงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น ในปีงบประมาณ 2569 ได้รับทั้งสิ้น 26,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณปี 2568 เป็น 10% ซึ่งทำให้งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้นเป็นก้อน ที่ได้รับจัดสรรเป็นอันดับสองของหน่วยรับงบประมาณทั้งหมด

 

ภคมนกล่าวว่า งบจังหวัดและงบกลุ่มจังหวัด 26,525 ล้านบาทนี้ ถูกนำไปสร้างถนนการก่อสร้าง เป็นวงเงิน 13,760 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลล้มเหลวในการกระจายอำนาจตั้งแต่เริ่มต้น โดยที่จังหวัดที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดคือ กลุ่ม จังหวัดภาคเหนือตอนล่างสอง งบประมาณ 395 ล้าน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 43% ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่นั้น ไม่ใช้สำหรับการสร้าง ก็นำไปใช้กับการซ่อม

 

ภคมนกล่าวว่า วันนี้การพัฒนาที่รัฐบาลคิดมีแต่การสร้างถนน สร้างอาคาร สร้างสะพาน สร้างแหล่งน้ำ สร้างทุกอย่าง แต่สร้างเดียวที่ไม่ทำคือ ‘สร้างสรรค์’ รัฐบาลไม่เคยสร้างสรรค์การใช้งบประมาณเพื่อคนที่รอคอยการพัฒนารัฐบาล ควรที่จะคำนึงถึงปัญหาที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

 

ดังนั้นตนเองขอเสนอให้มีการจัดการงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอย่างสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ ไม่ใช่มีเพียงการสร้างถนนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรเริ่มจากการสร้างสมดุลหลายด้าน

 

ทั้งการพัฒนาคมนาคม ขนส่งสาธารณะ, การศึกษา, ระบบสาธารณสุข, เครื่องมือทางการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ให้ลงพื้นที่ไปถามประชาชน ไม่ใช่คิดเอาเอง รวมถึงให้เปลี่ยนสูตรการจัดสรรงบประมาณ คำนึงถึงการพัฒนาจังหวัดจากการจัดสรรงบประมาณเป็นเค้กอำนาจ เป็นกำหนดยุทธศาสตร์ระยะสั้น ระยะยาว วางงบประมาณในการพัฒนาแต่ละพื้นที่ และดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร

 

ภคมนกล่าวต่อว่า เมื่อเราต้องการเห็นการกระจายอำนาจ อยากเห็นการถ่ายโอนงบประมาณ ควรให้อำนาจการตัดสินใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ที่สามารถมาตรวจสอบได้โดยประชาชนได้อย่างใกล้ชิด

 

“แม้ดิฉันจะมีพลังไม่มากพอ ขอเรียกร้องและฝากไปยังเพื่อนสมาชิกที่ต้องกลับไปมองหน้าประชาชนของท่าน เมื่อได้ฟังการชำแหละของดิฉันแล้วว่างบประมาณก้อนนี้ถูกใช้โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก หากเป็นผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ควรที่จะนิ่งเฉย และควรที่จะหันกลับไปที่รัฐบาลของท่าน ถามนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของท่าน จะให้ประชาชนเผชิญกับความเหลื่อมล้ำแบบนี้จริงๆ เหรอ แต่หากเพิกเฉยประชาชนก็จะได้ทราบว่าท่านเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการปล่อยให้พวกเขารับภาระในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลแบบนี้ เกียรติยศของท่าน ศักดิ์ศรีของท่านในฐานะผู้แทนราษฎรก็อาจจะเหลือน้อยลง พอๆ ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ดิฉันจึงไม่สามารถเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 ที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำจัดสรรงบประมาณ ด้วยการทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังแบบนี้ได้” ภคมนกล่าวทิ้งท้าย

The post ภคมนจัดหนักงบจังหวัด มุ่งแต่สร้าง ‘ถนน-สะพาน-อาคาร’ ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังจนมีแต่ความเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>