ค่าไฟแพง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ค่าไฟแพง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 01 Jul 2026 06:02:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย https://thestandard.co/ekanat-electricity-reform-cost-cut/ Wed, 01 Jul 2026 06:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1225453 ภาพปกเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมกับมิเตอร์ไฟฟ้าและบิลค่าไฟ สื่อถึงการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า

ย้อนกลับไปในช่วงที่สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั […]

The post รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมกับมิเตอร์ไฟฟ้าและบิลค่าไฟ สื่อถึงการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า

ย้อนกลับไปในช่วงที่สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ นำไปสู่การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานทั่วโลก และส่งผลให้คนไทยเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4-5 บาทต่อหน่วย กลายเป็นต้นทุนชีวิตก้อนใหญ่ที่กดทับทุกครัวเรือนและทุกภาคธุรกิจ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกค่อยๆ ร่วงกลับลงมา ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจึงไหลลงมาอยู่ที่ราว 3.95 บาทต่อหน่วยในปัจจุบัน ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 3.88 บาทในช่วงก่อนหน้าภาวะสงคราม

 

แต่ในมุมมองของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตัวเลข 3.95 บาทต่อหน่วย ยังไม่ใช่ราคาที่คนไทยควรจะจ่าย

 

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD เพื่อเจาะลึกแผนปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าไทย รวมทั้งอัปเดตนโยบายด้านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นถัดจากนี้

 

เอกนัฏชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ การที่ค่าไฟลดลงมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดจากการรื้อหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ เลย แต่เป็นเพียงผลพลอยได้จากราคา LNG ในตลาดโลกที่ถูกลงเท่านั้น เมื่อใดที่ราคาเชื้อเพลิงโลกกลับมาแพง ค่าไฟก็พร้อมจะดีดกลับขึ้นไปทันที

 

“ก่อนหน้านี้ค่าไฟถูกลงเพราะ LNG ถูกลง ไม่ใช่เพราะเราไปจัดการเรื่องไฟ ไปแก้สูตรอัตราค่าไฟ หรือไปแก้โครงสร้างอะไรเลย แต่การปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นรอบนี้คือการลดที่ฐานจริงๆ” เอกนัฏกล่าว

 

ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เอกนัฏเล่าถึงแผนปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟทั้งหมด 6 ขั้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ค่าไฟของคนไทยลดลงจริง โดยไม่ต้องไปตั้งงบประมาณเอาเงินภาษีมาอุดหนุน

 

6 ขั้น สู่การลดค่าไฟคนไทย

 

เอกนัฏกางลำดับแผนงานที่กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้า ออกเป็น 6 ขั้นตอน ตามจังหวะเวลาที่จะทยอยเห็นผล ดังนี้

 

  1. กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เบรกการจองไฟ คิดอัตราใหม่ และดึงไฟฟ้าสำรองส่วนเกินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เตรียมเสนอที่ประชุมภายในเดือนหน้า
  2. ดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน ใช้เวลาใกล้เคียงกับขั้นแรก
  3. คำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ และกำหนดค่าไฟฟ้าฐานใหม่ รวมถึงมาตรการ 200 หน่วยแรก 3 บาท
  4. เปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงเสรี (Direct PPA) รอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะอัตราค่าผ่านสาย
  5. เปิดรับซื้อไฟคืนจากประชาชนผ่านโซลาร์รูฟ 500 เมกะวัตต์ พร้อมเปิดตัวปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า
  6. จัดการสัญญา Adder ที่ไม่เป็นธรรม หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว เห็นแนวทางจัดการชัดเจน

 

เมื่อนำผลของแต่ละขั้นมารวมกัน เอกนัฏประเมินว่า การดึงไฟทางออกจะช่วยลดได้ราว 10 สตางค์ การจัดการ Adder ลดได้อีก 5-10 สตางค์ และการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์จะลดได้ถึง 15-20 สตางค์

 

รวมแล้ว ค่าไฟของคนไทยทุกคนจะลดลงอย่างน้อย 30-40 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่เป้าหมายในใจที่เอกนัฏอยากเห็นจริงๆ คือ ลดลงให้ได้ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นราว 10-15% ของค่าไฟเฉลี่ย

 

“เป้าหมายในใจของผมคืออยากเห็นค่าไฟของทุกคนลดลง 40-50 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเยอะมาก และมันคือการลดลงจริงๆ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ถูกลงเพราะ LNG ถูก” เอกนัฏกล่าว

 

ขั้นที่ 1: รื้อระบบดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่

 

ขั้นตอนที่เอกนัฏมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุด คือการจัดระเบียบกลุ่มศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาขอใช้ไฟในประเทศไทย

 

ปัญหาที่ผ่านมาคือ การพิจารณาดาต้าเซ็นเตอร์มองเพียงมุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่าเป็นเม็ดเงินลงทุนเท่าไร แต่ยังไม่ได้ดูว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยจริงมากน้อยแค่ไหน เมื่อ BOI ให้สิทธิประโยชน์ไปแล้ว ผู้ประกอบการก็เพียงไปขอใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วเดินเข้ามาขอไฟจากการไฟฟ้าได้เลย

 

ผลที่ตามมาคือ ปริมาณการจองซื้อไฟฟ้าพุ่งขึ้นไปเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบจะรองรับไหว เอกนัฏจึงสั่ง ‘เบรก’ ทุกกรณีไว้ก่อน เพื่อกลับมาทบทวนใหม่

 

“พอผมพูดคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทีไร คนก็ถามว่าจะเอาไฟไปให้ต่างชาติใช้เหรอ แต่ความจริงคือเรามีไฟเหลืออยู่แล้ว ถ้าไม่เอาไปใช้ มันก็ตั้งอยู่เฉยๆ แล้วเราก็ต้องจ่ายชดเชยที่ไปจ้างเขาสร้างอยู่ดี”

 

หัวใจของการแก้ปัญหานี้เชื่อมโยงกับ ‘ค่าพร้อมจ่าย’ โดยตรง เอกนัฏอธิบายว่า ในอดีตประเทศไทยประเมินความต้องการใช้ไฟสูงเกินจริง จึงไปจ้างเอกชนสร้างโรงไฟฟ้าไว้จำนวนมาก พอไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริง ก็กลายเป็นภาระค่าพร้อมจ่ายที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับ ปัจจุบันมีไฟฟ้าสำรองส่วนเกินอยู่ราว 7,000-10,000 เมกะวัตต์

 

แทนที่จะปล่อยให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ตั้งอยู่เฉยๆ แนวทางใหม่คือนำกำลังผลิตส่วนเกินนี้ไปขายให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งฝั่งเอกชนเจ้าของโรงไฟฟ้าก็พร้อมอยู่แล้ว เพราะมีสัญญาซื้อขายไฟอยู่เดิม การไฟฟ้าซื้อมาในราคาเหมาะสมแล้วนำไปขายต่อ ส่วนต่างที่ได้จะถูกนำไปลดค่าไฟให้ประชาชน ทำให้ภาระค่าพร้อมจ่ายของทุกคนลดลง

 

ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกกำหนดให้เป็นผู้ใช้ไฟประเภทใหม่ ที่จ่ายค่าไฟในอัตราสูงกว่าผู้ใช้ทั่วไป ต้องรับผิดชอบ LNG ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟส่วนเพิ่มของตัวเอง และต้องมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสะอาดตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

“ที่ผ่านมาเรามองแต่ว่ามาแล้วไฟถูก น้ำถูก ที่ถูก แต่ต่อไปนี้ต้องกลับกัน เราต้องบริหารทรัพยากรให้ดี ไม่ใช่ใครจะมาใช้เท่าไรก็ได้ แล้วคนอื่นต้องจ่ายแพงแทน”

 

ขั้นที่ 2: ดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน

 

ไฟทางหรือค่าไฟส่องสว่างถนนสาธารณะในแต่ละปีมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท และถูกเฉลี่ยอยู่ในค่าไฟฐานของผู้ใช้ไฟทุกประเภทมาตลอด

 

เอกนัฏมองว่านี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะหน่วยงานที่ใช้ไฟทางควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเอง โดยไปเบิกจากงบประมาณ ไม่ใช่ผลักให้ประชาชนทั่วไปมาเฉลี่ยจ่ายแทน

 

เมื่อดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน ค่าไฟเฉลี่ยจะลดจาก 3.95 บาท เหลือราว 3.85 บาทต่อหน่วยทันที โดยเอกนัฏตั้งเป้าทำให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม และยืนยันว่าการดึงรายได้ก้อนนี้ออกจะไม่กระทบสภาพคล่องของรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้า เพราะจะได้รับการชดเชยจากรายได้ส่วนใหม่ที่เข้ามาจากดาต้าเซ็นเตอร์และตลาด PPA

 

ขั้นที่ 3: คำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรก 3 บาท

 

เมื่อดึงไฟทางออกแล้ว ขั้นต่อไปคือการคำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ และกำหนดค่าไฟฟ้าฐานใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย และเอกนัฏยืนยันว่าต้องทำให้ลดลงได้

 

มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่สุดในขั้นนี้คือ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท สำหรับทุกคน โดยเอกนัฏตัดสินใจพับแผนเดิมที่จะคิดอัตราขั้นบันไดแบบไปชาร์จเพิ่มกับคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป โดยยอมรับว่าไม่เป็นธรรมกับคนบางกลุ่ม

 

หลักการใหม่คือ ทุกคนได้สิทธิ์ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาทเท่ากันหมด ไม่ว่าจะใช้ 200, 700 หรือ 1,000 หน่วยก็ตาม คนที่ใช้น้อยจะได้ประโยชน์เป็นสัดส่วนที่มากกว่าโดยอัตโนมัติ มาตรการนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 15,000 ล้านบาท และในอนาคตอาจขยายผลไปช่วยกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กเพิ่มเติม โดยทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องตั้งงบเอาภาษีมาจ่าย แต่อาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียในระบบแทน

 

ทั้งนี้ ในโครงสร้างปัจจุบัน ค่าไฟบ้านที่อยู่อาศัยเป็นอัตราก้าวหน้าอยู่แล้ว โดยอัตราสูงสุดสำหรับผู้ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปอยู่ที่ราว 4.42 บาทต่อหน่วย ขณะที่ 3.95 บาทเป็นเพียงค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟทุกประเภทรวมกัน

 

ขั้นที่ 4: เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA)

 

ขั้นตอนนี้คือการเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันได้โดยตรงแบบเสรี หรือที่เรียกว่า Direct PPA โดยจะเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox กับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ก่อน ซึ่งจำกัดเบื้องต้นที่ราว 2,000 ราย และจะขยายเป็น 5,000 รายหรือมากกว่านั้นในอนาคต

 

แนวคิดง่ายๆ คือ หากผู้ประกอบการติดตั้งผลิตไฟสะอาดเองแล้วไม่เพียงพอ ก็สามารถออกไปหาซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้เอง ปล่อยให้ผู้ผลิตแข่งขันกันในตลาดเสรี โดยไม่ต้องผ่านการประมูล

 

อุปสรรคหลักที่ยังค้างอยู่และเป็นประเด็นที่พูดกันมา 2 ปี คือเรื่อง ‘ค่าผ่านสาย’ เพราะไฟฟ้าที่ซื้อขายกันต้องส่งผ่านสายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ทำให้ต้องมีการคิดค่าใช้สายที่เรียกว่า Third Party Access (TPA) ซึ่งรวมทั้งค่าสายส่ง สายจำหน่าย ค่าบริการปรับความถี่ ค่าความสูญเสียในสาย และค่าสำรองไฟ

 

เดิมอัตราค่าผ่านสายนี้สูงมาก แต่ปัจจุบันทยอยปรับลดลงเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ที่ราว 1.40 บาทต่อหน่วย ซึ่งเอกนัฏระบุว่าฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์รับได้ เพราะอัตราค่าไฟจากรัฐในระบบปกติจะแพงขึ้น ทำให้หันมาซื้อไฟสะอาดในราคาที่เหมาะสมและรับผิดชอบค่าสายเอง ขั้นตอนนี้ยังต้องรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้เคาะอัตราสุดท้ายว่าจะออกมาที่อัตราเท่าไร

 

ขั้นที่ 5: รับซื้อไฟคืนจากประชาชน – โซลาร์รูฟ 500 เมกะวัตต์

 

เอกนัฏมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ดีมากเมื่อเทียบในระดับภูมิภาค และวิธีที่ถูกที่สุดคือผลิตเองใช้เองผ่านการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา (Solar Roof)

 

กระทรวงพลังงานมุ่งลดขั้นตอน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และความช่วยเหลือเรื่องเงินดาวน์ราว 15,000 บาท พร้อมการค้ำประกัน โดยมีธนาคารของรัฐอย่างออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้ามาร่วมในแพ็กเกจสินเชื่อ

 

ส่วนสำคัญคือการเปิดรับซื้อไฟคืนจากประชาชน ที่คาดว่าจะเปิดภายในปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ในราคารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าที่การไฟฟ้ารับซื้อจากโซลาร์ฟาร์มทั่วไป โดยจะทยอยเปิดรับทีละ 500 เมกะวัตต์ในแต่ละพื้นที่ และจำกัดบ้านละไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เพื่อให้กระจายสิทธิ์ได้ราว 10 หลังต่อรอบ ไม่กระจุกอยู่ที่บ้านใดบ้านหนึ่ง

 

ในระยะยาว การเปิดรับซื้อไฟคืนจำนวนมากยังเป็นโจทย์ของการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ให้รองรับการไหลของไฟแบบสองทาง รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือการนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนระดับแสนล้านบาทในกรอบ 5-10 ปีข้างหน้า

 

ขั้นที่ 6: จัดการสัญญา Adder ลดได้ปีละ 4-5 พันล้านบาท

 

ขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดการกับสัญญา Adder ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าในอดีตที่เอกนัฏมองว่ามีบางส่วนไม่เป็นธรรม

 

ขณะนี้กระทรวงได้หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเห็นแนวทางชัดเจนแล้วว่าจะจัดการอย่างไร หากดำเนินการได้ จะช่วยลดภาระลงได้ปีละราว 4,000-5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นค่าไฟที่ลดลงอีก 5-10 สตางค์ต่อหน่วย

 

โจทย์ใหญ่ยุคเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่พลังงานสะอาด

 

เบื้องหลังการรื้อโครงสร้างค่าไฟ ยังมีภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เอกนัฏมองว่าเป็นโจทย์ใหญ่จริงๆ ของประเทศ

 

“โลกยุคเก่าใช้น้ำมันขับเคลื่อนทุกอย่าง ยุคใหม่คือไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงด้านพลังงาน เราพยายามยิงนัดเดียวให้ได้นกหลายตัว”

 

แต่เอกนัฏย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ระหว่างทางยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องบริหารควบคู่กันไป ทั้งการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ และการจัดการก๊าซธรรมชาติซึ่งยังเป็นต้นทุนหลักของการผลิตไฟฟ้าในวันนี้

 

จุดเปราะบางที่สุดของระบบพลังงานไทยคือการพึ่งพาการนำเข้า เอกนัฏชี้ว่า แม้โรงกลั่นในประเทศจะมีกำลังกลั่นเกินความต้องการใช้ในประเทศจนสามารถส่งออกได้ แต่น้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการกลั่นนั้น ไทยยังต้องนำเข้าถึง 90%

 

เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งที่กระทรวงทำได้เร็วที่สุดคือการกระจายแหล่งซื้อ จากเดิมที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนราว 57-58% ลดลงเหลือเพียง 27% เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

“การเปลี่ยนแหล่งซื้อคือสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่ในระยะยาวมันไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลย” เอกนัฏกล่าว พร้อมชี้ว่า คำตอบที่ยั่งยืนกว่าคือการหันมาส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจัง เพราะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศ และยังเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้กับเกษตรกรไทย

 

ทิศทางนี้ยังสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะค่ายรถญี่ปุ่น ที่เลือกเส้นทางการเปลี่ยนผ่านแบบหลายทาง คือผสมผสานทั้งรถไฟฟ้า รถไฮบริด และการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพควบคู่กัน ไม่ได้กระโดดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบทันที ซึ่งเข้าทางกับการที่ไทยกำลังลดการนำเข้าน้ำมันด้วยการเติมเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

แต่เอกนัฏยอมรับว่า โจทย์แรกของเชื้อเพลิงชีวภาพไม่ได้อยู่ที่การผลิต หากแต่อยู่ที่ ‘การรับรู้’ ของผู้บริโภค

 

“ขนาดเราผลิตเอทานอลได้เอง รถยนต์ก็ใช้ได้แล้ว แต่คนกลับไม่นิยมเติม เพราะเข้าใจผิดว่าเหยียบไม่แรง สิ้นเปลือง หรือทำให้เครื่องยนต์เสีย ทั้งที่ค่ายรถยนต์ยืนยันแล้วว่าไม่จริง โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ นี่คือปัญหาที่การรับรู้ ไม่ใช่ที่ปริมาณการผลิต”

 

วิธีที่กระทรวงใช้แก้ปัญหาการรับรู้คือการใช้ราคาเข้ามาช่วย ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกดให้แก๊สโซฮอล์ E20 ถูกกว่า E10 อยู่ 5 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ถูกกว่าดีเซลพื้นฐาน B7 อยู่ 5 บาทต่อลิตรเช่นกัน

 

เอกนัฏยอมรับตรงไปตรงมาว่า กลไกนี้เป็นการ ‘บิดเบือนกลไกตลาด’ เพราะตามต้นทุนจริง B20 ควรจะแพงกว่า แต่รัฐไปกดให้ถูกกว่าเพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้

 

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน เอกนัฏยกตัวอย่างว่า ปริมาณการใช้ดีเซลในประเทศอยู่ที่ราววันละ 60 ล้านลิตร โดยในอดีต B20 แทบไม่มีคนใช้ หรือใช้เพียงหลักแสนลิตรต่อวัน แต่ปัจจุบันการใช้ B20 เพิ่มขึ้นเป็นราววันละ 6 ล้านลิตร เพราะกลุ่มผู้ใช้หลักคือรถบรรทุก ภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

 

“พอเราลดราคา B20 ลง มันก็เหมือนได้สองเด้ง คือนอกจากส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว ยังเป็นการอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายไปในตัว เพราะกลุ่มที่เอาไปใช้คือรถบรรทุก ภาคเกษตร และอุตสาหกรรม ต้นทุนของเขาก็ถูกลง” เอกนัฏกล่าว

 

แม้เป้าหมายปลายทางคือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริงวันนี้ ต้นทุนค่าไฟของคนไทยยังผูกอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ LNG ที่ต้องนำเข้า

 

เอกนัฏอธิบายกลไกว่า LNG ที่นำเข้ามาจะถูกนำไปเฉลี่ยรวมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ก่อนคำนวณออกมาเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสำหรับทุกคน ดังนั้นยิ่งต้องนำเข้า LNG มากเท่าไร สัดส่วนของค่าไฟราคาแพงก็ยิ่งสูงขึ้น และประชาชนก็ต้องแบกต้นทุนนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลเบื้องหลังการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรับผิดชอบ LNG ส่วนเพิ่มที่นำเข้ามาเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าของตัวเอง เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของผู้ใช้ไฟทั่วไป

 

ด้วยเหตุนี้ ทิศทางระยะยาวของกระทรวงจึงเป็นการบริหารแหล่งพลังงานแบบผสมผสาน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นฐานที่บริหารจัดการง่ายและให้ความมั่นคง ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทั้งแสงอาทิตย์และลม เพื่อค่อยๆ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าที่ราคาผันผวนลง

 

มองไกลกว่าค่าไฟ พลังงานสะอาด PDP ใหม่ และ SMR

 

ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP) จะกำหนดสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดไว้ที่ราว 60% ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการไฟสะอาดของภาคอุตสาหกรรม และความมั่นคงด้านพลังงานเพราะแหล่งพลังงานอย่างแสงแดดอยู่ในประเทศ ไม่ต้องนำเข้า

 

อีกหนึ่งวาระที่น่าจับตาคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในร่าง PDP ฉบับใหม่แล้ว โดยเอกนัฏเล่าถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า การเปลี่ยนชื่อเรียกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มาเป็น SMR ได้พลิกการรับรู้ของสังคมจากภาพลบให้กลายเป็นภาพบวก

 

“พอเปลี่ยนชื่อเป็น SMR คนก็ไปค้นหาคำตอบกันเองว่ามันคืออะไร ต่างจากนิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร สุดท้ายเขาก็ตอบแทนเราเองว่ามันเล็กกว่า ปลอดภัยกว่า จัดการง่ายกว่า”

 

เอกนัฏมองว่า หากประเทศไทยมี SMR เป็นเจ้าแรกในภูมิภาค จะเป็นเรื่องใหญ่มากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยมองไกลและบริหารจัดการได้ สำหรับกำลังผลิตที่วางไว้ มีแนวคิดขยายจากระดับเริ่มต้นราว 600 เมกะวัตต์ ขึ้นไปสู่ระดับ 4,000 เมกะวัตต์ แต่ตัวเลขที่แน่นอนยังต้องรอความชัดเจนจาก PDP ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะออกภายในเดือนสิงหาคมนี้

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ที่คนไทยกำลังจะได้เห็น เป็นเพียงด่านแรกของการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ ที่จะวางรากฐานให้ไฟฟ้ากลายเป็นเชื้อเพลิงของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

The post รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โซลาร์รูฟท็อป’ คือทางรอดวิกฤตพลังงาน SCB EIC ชี้มาตรการภาษีจะช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น 1-2 ปี และช่วยสร้างเสถียรภาพค่าใช้จ่ายระยะยาว https://thestandard.co/solar-rooftop-tax-crisis-payback/ Wed, 06 May 2026 08:03:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1204319 ภาพประกอบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน สื่อถึงสิทธิลดหย่อนภาษีและคืนทุนเร็วขึ้นจากมาตรการภาครัฐ พร้อมโลโก้ SCB EIC

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลาง […]

The post ‘โซลาร์รูฟท็อป’ คือทางรอดวิกฤตพลังงาน SCB EIC ชี้มาตรการภาษีจะช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น 1-2 ปี และช่วยสร้างเสถียรภาพค่าใช้จ่ายระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน สื่อถึงสิทธิลดหย่อนภาษีและคืนทุนเร็วขึ้นจากมาตรการภาครัฐ พร้อมโลโก้ SCB EIC

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงาน และผลจากมาตรการลดหย่อนภาษี

 

มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในสภาวะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ

 

 
 

มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3)

 

และมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4)

 

โดยมาตรการลดหย่อนภาษีถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5 – 20% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000 – 5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6–7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี

 

และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4 – 6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไป มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน

 

การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีอุปสรรค

 

การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ

 

(1) การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี

 

และ (2) การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน

 

และบริการหลังการขายที่ชัดเจน ควบคู่กับการแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

 

ภาครัฐสามารถส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคครัวเรือน

 

นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มนโยบายเพื่อแก้ไขอุปสรรคเรื่องความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคครัวเรือน ได้แก่ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีกซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากราคาขายปลีกในปัจจุบันสูงกว่าราคาขายในระบบ Net billing (การนำรายได้รวมส่วนที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในสิ้นงวด)

 

โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศต่อไป

 

 

The post ‘โซลาร์รูฟท็อป’ คือทางรอดวิกฤตพลังงาน SCB EIC ชี้มาตรการภาษีจะช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น 1-2 ปี และช่วยสร้างเสถียรภาพค่าใช้จ่ายระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติชี้ 5 จุดรั่ว คาด ‘ไอ้โม่ง’ สูบน้ำมันขาดตลาด เตือนคลื่นลูกสองค่าไฟแพง หนักและนานแน่ https://thestandard.co/supachot-expose-fuel-shortage-culprits/ Thu, 26 Mar 2026 01:33:57 +0000 https://thestandard.co/supachot-expose-fuel-shortage-culprits/ ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายประเด็นน้ำมันขาดตลาดและค่าไฟแพง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีคร […]

The post ศุภโชติชี้ 5 จุดรั่ว คาด ‘ไอ้โม่ง’ สูบน้ำมันขาดตลาด เตือนคลื่นลูกสองค่าไฟแพง หนักและนานแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายประเด็นน้ำมันขาดตลาดและค่าไฟแพง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ช่วงท้ายของวาระพิจารณาญัตติด่วนเรื่องการแก้ไขวิกฤตพลังงาน ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงโครงสร้างวงจรน้ำมัน พร้อมเปิดเผย 5 จุดยุทธศาสตร์ที่คาดว่าจะเป็นรังของขบวนการ ‘ไอ้โม่ง’ 

 

จุดที่ 1 โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลต้องตอบสังคมให้ชัดเจนว่ามีการจงใจชะลอหรือลดปริมาณการปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดหรือไม่ เพราะเพียงแค่ลดการปล่อยน้ำมันลงแค่วันเดียวก็สามารถฟันกำไรส่วนต่างได้อย่างมหาศาล แม้รัฐบาลจะอ้างว่าตรวจสอบแล้วไม่พบการกักตุน แต่กลับไม่เคยนำตัวเลขปริมาณการผลิตและการปล่อยน้ำมันของโรงกลั่นแต่ละแห่งมากางให้ประชาชนดู หากรัฐบาลมั่นใจในความบริสุทธิ์ของโรงกลั่น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปิดบังตัวเลขเหล่านี้

 

จุดที่ 2 คลังน้ำมันและพ่อค้าคนกลาง คือกลุ่มต้องสงสัยถัดมาที่มีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันเพื่อรอเก็งกำไรในช่วงที่ราคาพุ่งสูง ศุภโชติยกกรณีที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีการบุกยึดน้ำมันกักตุนกว่า 300,000 ลิตร เป็นหลักฐาน แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลก็ยังไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

 

จุดที่ 3 รถขนส่งน้ำมัน แม้รัฐบาลจะสั่งเพิ่มรอบการขนส่ง แต่จากการลงพื้นที่จริง กลับพบรถบรรทุกน้ำมันนับร้อยคันจอดทิ้งไว้เฉยๆ รัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกดูข้อมูลการเดินรถและตรวจสอบได้ทันทีว่ารถเหล่านี้เป็นรถเปล่าที่รอรับน้ำมัน หรือเป็นที่ซ่อนน้ำมันเถื่อนของไอ้โม่ง แต่กลับบ่ายเบี่ยงและไม่แสดงความพยายามที่จะหาความจริง

 

จุดที่ 4 คือขบวนการลักลอบค้าน้ำมันข้ามแดน จากอดีตที่เคยลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนราคาถูก ปัจจุบันเมื่อรัฐบาลไทยตรึงราคาน้ำมันจนต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขบวนการเหล่านี้จึงพลิกแพลงด้วยการลักลอบนำน้ำมันไทยออกไปขายต่างประเทศเพื่อฟันกำไรส่วนต่างเกือบเท่าตัว ข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันเถื่อนที่ชายแดน ซึ่งยึดได้ 20,000 ลิตรในวันก่อน และอีก 200,000 ลิตรในวันต่อมา เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

 

ศุภโชติวิจารณ์ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ยังมองว่าสถานการณ์ปกติ ว่าเป็นการตีรวนและไม่เอาจริงเอาจัง ซึ่งท้ายที่สุดคนไทยจะไม่มีน้ำมันเติม ในขณะที่ไอ้โม่งและต่างชาติกลับร่ำรวย

 

และ จุดที่ 5 การกักตุนน้ำมันไบโอดีเซล (B100) นโยบายของรัฐบาลที่ปรับสูตรน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และมีแผนจะขยับไปสู่ B10 หรือ B20 ทำให้ความต้องการ B100 พุ่งสูงขึ้น

 

ศุภโชติตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันดิบ แต่อาจมีไอ้โม่งกักตุน B100 ไว้เก็งกำไร จนทำให้ไม่สามารถผลิตดีเซลออกสู่ตลาดได้เพียงพอ รัฐบาลจึงต้องกางข้อมูลสต็อก B100 ออกมาให้ชัดเจนว่ามีการกักตุนอยู่ที่ใด และใครคือผู้รับประโยชน์ตัวจริงจากนโยบายนี้

 

“ถ้าถามว่าใครคือไอ้โม่งที่มีส่วนรู้เห็นในการกักตุนน้ำมันของประชาชนไว้ ผมก็ต้องตอบเลยว่า ท่านพิพัฒน์ท่านเป็นผู้รู้และผู้มี ประสบการณ์ในธุรกิจนี้ดี อาจจะตอบได้ดีกว่าผม” ศุภโชติกล่าว

 

ศุภโชติย้ำว่า วิกฤตที่ลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยที่รัฐบาลยังไม่อุดรูรั่วอย่างจริงจัง ทำให้คำสัญญาที่ว่าน้ำมันจะไม่ขาดปั๊มภายในไม่กี่วันนั้น เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่น้ำมันหมด แต่คือการที่รัฐบาลปิดบังข้อมูลและขาดความโปร่งใส ซึ่งยิ่งทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการหากินกับวิกฤตของประชาชนหรือไม่

 

“น้ำมันเป็นแค่คลื่นลูกแรกที่มากระทบประเทศไทย คลื่นลูกถัดไปที่จะมาซัดประเทศไทยซ้ำ คือ ค่าไฟแพงในปีนี้จะหนักแน่ ยาวนานไม่แพ้กัน แต่ผมยังไม่เห็นรัฐบาลเตรียมมาตรการรับมืออะไรเลย” ศุภโชติระบุ

The post ศุภโชติชี้ 5 จุดรั่ว คาด ‘ไอ้โม่ง’ สูบน้ำมันขาดตลาด เตือนคลื่นลูกสองค่าไฟแพง หนักและนานแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง https://thestandard.co/people-party-questions-anutin-gov/ Thu, 20 Nov 2025 07:10:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1145433 พรรคประชาชนตั้งคำถาม รัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง

วันนี้ (20 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา วรภพ วิริยะโรจน์ แ […]

The post พรรคประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนตั้งคำถาม รัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง

วันนี้ (20 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา วรภพ วิริยะโรจน์ และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งคำถามต่อรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีมีมติเร่งรัดการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในโครงการ RE Big Lot และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมกว่า 3,600 เมกะวัตต์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบอยู่แล้ว การเดินหน้ารับซื้อไฟเพิ่มโดยไม่มีความจำเป็นทางเทคนิค ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองกันแน่

 

ศุภโชติกล่าวว่า โครงการ RE Big Lot ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ เป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ซึ่งเคยมีมติชะลอการรับซื้อเพราะราคารับซื้อสูงเกินไปและควรเจรจาใหม่ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอนุทิน มติที่ออกมากลับเป็นการ “เดินหน้าต่อในราคาเดิม” ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย โดยไม่ยอมลดราคาแม้แต่สตางค์เดียว ทั้งที่ต้นทุนโซลาร์เซลล์ทั่วโลกวันนี้ลดลงมากแล้ว การเดินหน้าตามราคานี้เท่ากับล็อกภาระต้นทุนให้ประเทศไปอีกกว่า 25 ปี และจะถูกส่งกลับมาในรูปแบบค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 1,500 เมกะวัตต์ ในนาม “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ทั้งที่โครงสร้างของโครงการยังเป็นการลงทุนโดยทุนใหญ่เหมือนเดิม ส่วนชุมชนยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทบาทในการบริหารหรือขายไฟฟ้าจริงอย่างไร และที่สำคัญคือราคารับซื้อไฟฟ้าถูกกำหนดไว้สูงถึง 2.25 บาทต่อหน่วย แพงกว่าโครงการ RE Big Lot เสียอีก ความต่างเพียง 8 สตางค์นี้ เมื่อกระจายไปในระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ จะกลายเป็นภาระที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งที่ไฟฟ้าของประเทศมีมากเกินพออยู่แล้ว

 

วรภพมองว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองพลังงานไทย ก่อนการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 ในเดือนมกราคมปีนั้นมีการอนุมัติโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ 1,940 เมกะวัตต์ ให้กับเอกชนโดยไม่มีการเปิดประมูล ต่อมาก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ก็มีการประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ (RE Big Lot) และ โครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งมาอนุมัติในเดือนตุลาคม 2568

 

วรภพตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหมดเหมือนเป็นหนังม้วนเดิม แทบทุกครั้งก่อนมีการเลือกตั้ง รัฐบาลในเวลานั้นมักมีนโยบายอนุมัติซื้อไฟฟ้าเพิ่มตามออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นธรรมเนียมทางการเมือง มากกว่าการวางแผนพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนรูปแบบการ ‘แจกโรงไฟฟ้า’ ให้กลุ่มทุนที่มีบทบาทในการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งทำกันมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประชาชนคือผู้ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเป็นสิบๆ ปี ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา
.

 

วรภพตั้งคำถามต่อรัฐบาลอนุทินว่า การเร่งรับซื้อไฟฟ้าเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางพลังงาน หรือเพราะความจำเป็นทางการเมืองกันแน่ การเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาสูง ทั้งที่ระบบไฟฟ้าล้นเหลือ จะทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ในราคาถูกกว่าและมีความโปร่งใสกว่า
.

 

พรรคประชาชนย้ำว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเช่นนี้ Quick Big Win ที่ประกาศไว้ จะไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน แต่จะเป็น Quick Big Win ของกลุ่มทุนพลังงาน ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นโดยไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลชะลอการลงนามสัญญาโครงการใหม่ทั้งหมดจนกว่าจะมีการทบทวนแผนพลังงาน PDP ฉบับใหม่อย่างโปร่งใส พร้อมปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าให้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย

 

ขณะที่ศุภโชติได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องร้อง สส. ของพรรคประชาชน 3 คดี คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน, วรภพ และตนเอง ตลอดเวลา 1-2 เดือนที่ผ่านมา อยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องว่าศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่

 

ศุภโชติเปิดเผยว่า สำหรับคดีของตนเองได้ไต่สวนมูลฟ้องเสร็จสิ้น และมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วเมื่อวานนี้ (19 พฤศจิกายน) และได้รับหมายเรียกเข้าไต่สวนในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ โดยพร้อมให้ความร่วมมือ และเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ส่วนคดีอื่นนั้น คาดว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาในเดือนธันวาคม

 

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งของ สส. ทั้ง 3 คน คนละ 100 ล้านบาท เนื่องจากกรณีแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อโครงการจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ ณัฐพงษ์ และ สส. พรรคประชาชน ได้แถลงข่าวขอให้พิจารณายกเลิกโครงการดังกล่าว และเปลี่ยนเป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทน

The post พรรคประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งทำค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติถามนายกฯ หากผลสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ไม่พบผิดกฎหมาย แต่ชี้ชัดเอื้อกลุ่มทุน ทำประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จะเดินหน้าต่อหรือไม่ https://thestandard.co/suphachot-questions-pm-energy-purchase-contract/ Tue, 22 Apr 2025 01:59:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1066755 ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

วันนี้ (22 เมษายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พ […]

The post ศุภโชติถามนายกฯ หากผลสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ไม่พบผิดกฎหมาย แต่ชี้ชัดเอื้อกลุ่มทุน ทำประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จะเดินหน้าต่อหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

วันนี้ (22 เมษายน) ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลลงนามเซ็นสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์จากเอกชน แม้จะมีเสียงทักท้วงจากประชาชนให้ชะลอการลงนามไว้ก่อน เพราะสัญญาดังกล่าวจะส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงต่อไปอีก 25 ปี ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อ้างว่าหากพบปัญหา สามารถยกเลิกสัญญาภายหลังได้ 

 

ศุภโชติกล่าวว่า คำถามสำคัญวันนี้ไม่ใช่แค่สัญญารับซื้อเหล่านี้ถูกหรือผิดกฎหมาย แต่สัญญารับซื้อเหล่านี้เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ถ้าอ้างแค่ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ผิดกฎหมาย คงมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลทำได้ โดยไม่ต้องคิดถึงความคุ้มค่าหรือผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน แต่รัฐบาลที่คิดแค่นั้นคือรัฐบาลที่ประชาชนต้องการหรือไม่ ตนมั่นใจว่าไม่ใช่

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเพื่อกลุ่มทุนพวกพ้อง ไม่ใช่รัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ประชาชน เมื่อเห็นสัญญาที่จะทำให้ประชาชนเสียเปรียบ แทนที่จะมีความกล้าหาญใช้อำนาจในมือหาทางป้องกันยับยั้ง กลับเพิกเฉยให้การเอื้อผลประโยชน์กลุ่มทุนพลังงานเดินหน้า ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง”

 

ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันโครงการรับซื้อไฟฟ้ารอบ 3,600 เมกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบ และจะส่งผลเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 เมษายนนี้ คำถามคือถ้าผลตรวจกระบวนการชี้ว่า ไม่พบว่าผิดกฎหมาย แต่ชัดเจนว่าจะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะทำอย่างไร จะอ้างว่าต้องเดินหน้าโครงการเหมือนรอบ 5,200 เมกะวัตต์ด้วยหรือไม่

 

“จุดยืนผมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ กพช. ออกมติยกเลิกการรับซื้อครั้งนี้ และเพิ่มโควตา Direct PPA แทน ประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดได้ โดยประชาชนไม่ต้องถูกซ้ำเติมเรื่องค่าไฟไปมากกว่านี้ อยู่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร เลือกกลุ่มทุนหรือเลือกประชาชน” ศุภโชติกล่าว

The post ศุภโชติถามนายกฯ หากผลสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ไม่พบผิดกฎหมาย แต่ชี้ชัดเอื้อกลุ่มทุน ทำประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จะเดินหน้าต่อหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมค่าไฟจะแพงขึ้นไปอีก 25 ปี? ความกังวลต่อโครงการรับซื้อไฟฟ้า 5,200 เมกะวัตต์ https://thestandard.co/electricity-price-increase-25years/ Mon, 21 Apr 2025 12:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1066626 ค่าไฟ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมีแนวคิดที่จะลดค่าไฟฟ้าลงมาอยู่ที […]

The post ทำไมค่าไฟจะแพงขึ้นไปอีก 25 ปี? ความกังวลต่อโครงการรับซื้อไฟฟ้า 5,200 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมีแนวคิดที่จะลดค่าไฟฟ้าลงมาอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อมูลเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังจะลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบแรก 5,200 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา การดำเนินการนี้จะเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องชำระค่า FiT (Feed-in Tariff) เพิ่มเติม เพื่อเป็นเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้า 

 

สส. ฝ่ายค้านอย่าง ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน หารือประเด็นดังกล่าวกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความกังวลว่าประชาชนอาจแบกรับภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว เนื่องจากสัญญามีอายุยาว 20-25 ปี จึงอาจทำให้เป้าหมายการลดค่าไฟฟ้าของ ครม. เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post ทำไมค่าไฟจะแพงขึ้นไปอีก 25 ปี? ความกังวลต่อโครงการรับซื้อไฟฟ้า 5,200 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกพ. รับ ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานกำกับยาก ชี้ปรับค่า Adder ลดค่าไฟ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ปี 68 เร่งดันไฟฟ้าสีเขียว รับบิ๊กเทค Data Center https://thestandard.co/erc-energy-transition-challenges/ Thu, 20 Feb 2025 10:01:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1044188

กกพ. ชูแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปี 2568 ลุยต่อแผนผลิตไฟฟ้า […]

The post กกพ. รับ ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานกำกับยาก ชี้ปรับค่า Adder ลดค่าไฟ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ปี 68 เร่งดันไฟฟ้าสีเขียว รับบิ๊กเทค Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>

กกพ. ชูแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปี 2568 ลุยต่อแผนผลิตไฟฟ้าสะอาด ดันซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว UGT2 เดินหน้าเปิดเสรีก๊าซ ระยะ 2 ต่อเนื่อง พร้อมจับตาทรัมป์ 2.0 อาจมีลุ้นนำเข้าก๊าซราคาถูก ย้ำชัดทุกนโยบายต้องไม่กระทบค่าไฟประชาชน รับยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานกำกับยาก 

 

พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กรณีที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงแนวทางการลดค่าไฟ 17 สตางค์ของ กกพ.ในการยกเลิกสัญญา Adder กับสัญญาที่เป็นปัญหา แต่หากเลิกเสี่ยงถูกฟ้องนั้น ขณะนี้กระทรวงพลังงานพยายามหาแนวทางใหม่ที่สามารถลดลงได้ถึง 40 สตางค์ เนื่องจากล่าสุดที่ประชุมเห็นว่า ไม่สามารถทำได้ตามแนวทางที่ กกพ. เสนอได้ 

 

พูลพัฒน์มองว่า กรณีที่มีแนวทางลดค่าไฟโดยการปรับค่า Adder ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เคยหยิบยกเสนอให้ภาคนโยบายพิจารณาเป็นทางเลือกแล้วเมื่อหลายปีก่อน ฉะนั้นประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับนโยบาย ต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแนวทางจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น กกพ. ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับภาคประชาชน

 

ส่วนการปรับลดค่าไฟลง 40 สตางค์ต่อหน่วย เป็นนโยบายของ รมว.พลังงาน ซึ่งเราต้องดูข้อมูลทั้งหมดว่าจะลดในส่วนใดได้บ้าง กกพ.พร้อมร่วมสนับสนุน รวมถึงดูแนวทางของ รมว. ว่ามีแนวทางอย่างไรต่อไป 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับแนวโน้มการลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) งวดหน้าเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ต้องรอดูต้นทุนค่าเชื้อเพลิงประเภทเชื้อเพลิงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทว่าเป็นอย่างไร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อน 

 

 

จับตาทรัมป์ 2.0 – หนี้ กฟผ.-ปตท. คงค้าง 9 หมื่นล้านบาท

 

ขณะนี้จึงต้องรอดูสถานการณ์เพื่อประกอบการพิจารณา รวมถึงต้องรอดูผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ที่อาจกระทบต่อราคาค่าเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ว่าจะมีแนวโน้มลดลงหรือไม่ ก็ต้องเฝ้าติดตามนโยบายพลังงานของทรัมป์ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งหากดูจากนโยบายของทรัมป์ก็หวังว่าจะทำให้ราคานำเข้า LNG ถูกลงบ้าง

 

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันยังมีหนี้คงค้างกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อีกราว 80,000 ล้านบาท และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) อีก 15,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การปรับลดค่าไฟ กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 7 มีนาคมนี้ ก่อนประกาศอัตราค่าไฟที่ชัดเจน

 

เร่งปรับสมดุลภาคพลังงาน เพิ่มการแข่งขัน รองรับการเปิดเสรีอนาคต

 

ทั้งนี้ กกพ. อยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับกิจการพลังงานของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการรักษาสมดุลในภาคพลังงานคู่ขนานกับการเพิ่มการแข่งขันในกิจการไฟฟ้าและกิจการก๊าซธรรมชาติ รองรับการเปิดเสรีในอนาคต เพื่อให้เปลี่ยนผ่านระยะยาว โดยในปี 2568 จะมุ่งดำเนินการใน 4 ประเด็นหลัก 

 

  1. ผลักดันการสร้างตลาดกลาง (Market Place) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสีเขียว สนับสนุนการซื้อขายพลังงานสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณความต้องการพลังงานสีเขียวเพิ่มมากขึ้นตามทิศทางพลังงานสากล

 

  1. เตรียมความพร้อมด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการกำกับดูแลและสร้างความคล่องตัวในกระบวนการรับรองไฟฟ้าสีเขียว

 

  1. สร้างความร่วมมือและการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้พลังงานความมั่นคงและเอื้อต่อการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศ เชื่อมโยงกับสากลได้

 

  1. เป็นกลไกกำกับกิจการพลังงานที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านพลังงานได้อย่างรวดเร็ว รองรับได้ทั้งรูปแบบพลังงานใหม่ๆ 

 

“วันนี้เราอยู่ในเทรนด์ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากพลังงานดั้งเดิมไปสู่พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดเปลี่ยนเร็วมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายคือให้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนพลังงานดั้งเดิม และต้องตอบโจทย์ความมั่นคงและความมีเสถียรภาพให้ได้ ซึ่งผมมองว่า วันนี้เทคโนโลยีของไทยไปถึงเป้าหมายแล้ว แต่เรื่องของราคายังไม่สามารถไปถึงเป้าเท่าที่ควร ที่สำคัญคือเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น สายลม แสงแดด ถูกลงเรื่อยๆ แต่บางชนิดก็ยังแพง เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว หรือ Green Hydrogen และเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานก็ยังแพงอยู่มากสำหรับประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ต้องเร่งพัฒนา” พูลพัฒน์กล่าว

 

ไทยเผชิญความกดดันมาตรการกีดกันทางการค้า พลิกเกมดัน ‘ไฟฟ้าสีเขียว’ รับบิ๊กเทค

 

ขณะที่อีกด้าน ไทยและประเทศกำลังพัฒนาต่างเผชิญกับกระแสของการกดดันและกีดกันการใช้พลังงานฟอสซิลจากกลุ่มประเทศผู้นำเศรษฐกิจของโลกที่มีความจำเป็นต้องเอาตัวรอดจากมาตรการกีดกันทางการค้าด้วยภาษี

 

พูลพัฒน์กล่าวอีกว่า แผนงานในปี 2568 จะมุ่งไปที่ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

 

1. การเริ่มให้บริการ-ไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (UGT1) ในเดือนเมษายน 2568 ซึ่ง กฟผ. กฟน. และ กฟภ. จัดเตรียม UGT1 ไว้รองรับความต้องการเป็นปริมาณรวมประมาณ 2,000 ล้านหน่วยต่อปี

 

สำหรับการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าเจาะจงแหล่งที่มา (UGT2) ที่รองรับความต้องการเป็นปริมาณรวมประมาณ 8,000 ล้านหน่วยต่อปี จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลงทะเบียนสมัครใช้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2568 

 

“ปีนี้ 2568 อัตราค่าบริการ UGT1 จะบวกส่วนเพิ่มจากค่าไฟฟ้าตามปกติหน่วยละประมาณ 6 สตางค์ต่อหน่วย หรือ 4.21 บาทต่อหน่วย จากลูกค้ากลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาใช้บริการโดยเฉพาะ ในขณะที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนจะยังจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราเฉลี่ยเดิมคือ 4.15 บาทต่อหน่วย ไม่มีการบวกส่วนเพิ่ม จึงไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว”

 

รวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์และแนวทางในการรับรองแหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียวตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นสะพานไปสู่การพัฒนาตลาดไฟฟ้าสีเขียว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในอนาคต 

 

“นโยบายนี้สำคัญอย่างมากเพราะจะเห็นได้ว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA, Microsoft, Google หรือบริษัทที่เตรียมลงทุน Data Center คลาวด์ในไทย ให้ความสำคัญกับพลังงานสีเขียวเป็นเรื่องแรกๆ”

 

2. กำกับกิจการไฟฟ้าตามนโยบายโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct PPA คาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

 

3. กำกับกิจการก๊าซธรรมชาติตามแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันกิจการก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 พร้อมจัดทำระบบข้อมูลราคาก๊าซ (Pool Gas) ทั้งประมาณการราคา และราคา Pool Gas จริง 

 

4. พัฒนากลไกกำกับกิจการพลังงานเพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยี โดยศึกษารูปแบบ Disruptive Technology ต่างๆ ในต่างประเทศ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในไทย ไม่ว่าจะเป็น การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response), Microgrid, RE Forecast, Aggregator, Battery Storage และยังคงเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

 

ท้ายสุดคือไทยต้องเร่งจัดทำข้อกำหนดหรือปรับปรุงแก้ไขระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องรองรับ Disruptive Technology ตามแผนการขับเคลื่อน Smart Grid โดยคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จภายในกันยายน 2568 

 

ภาพ: Caption Photo Gallery / Getty Images

The post กกพ. รับ ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานกำกับยาก ชี้ปรับค่า Adder ลดค่าไฟ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ปี 68 เร่งดันไฟฟ้าสีเขียว รับบิ๊กเทค Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุดสัญญาซื้อขายไฟสะอาด 2.7 พันเมกะวัตต์ ค่าโง่-ต้นเหตุทำค่าไฟแพง https://thestandard.co/clean-energy-deal-cost/ Mon, 10 Feb 2025 10:00:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1040372 clean-energy-deal-cost

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส นักธุรกิจ […]

The post ชุดสัญญาซื้อขายไฟสะอาด 2.7 พันเมกะวัตต์ ค่าโง่-ต้นเหตุทำค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
clean-energy-deal-cost

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส นักธุรกิจพลังงานสะอาด และอดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เปิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ว่าเป็นต้นเหตุของค่าไฟแพง ระบุว่ามีจุดเริ่มต้นมาจาก ‘สัญญาที่แย่ระหว่างรัฐและเอกชน’ เป็นเหตุให้รัฐบาลและประชาชนเสียผลประโยชน์จำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ ‘สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน แบบมี Adder’ โดยขอเรียกสัญญาฉบับนี้ว่า สัญญาค่าโง่ชั่วนิรันดร์ โดยมี 3 ประเด็นหลักที่เป็นปัญหา

 

ประเด็นที่ 1 สัญญาทาสเหล่านี้ไม่มีวันหมดอายุ โดยโรงไฟฟ้าผูกขาดเหล่านี้สามารถต่อสัญญาขายไฟต่อได้เรื่อยๆ ครั้งละ 5 ปีแบบชั่วนิรันดร์ ซึ่งแตกต่างกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอื่นๆ ที่มีวันหมดอายุ (ประมาณ 20-25 ปี)

 

ซึ่งหากดูในเอกสารสัญญา (ตามรูปแนบ) จะเห็นได้ว่าสัญญาดังกล่าวมีอายุ 5 ปีตั้งแต่เริ่มขายไฟฟ้า และหากคู่สัญญาฝ่ายใดประสงค์จะต่ออายุสัญญา ขอเพียงให้ทำหนังสือให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้า 30 วัน และสัญญาดังกล่าวก็จะมีอายุต่อไปอีก 5 ปีสบายๆ

 

ประเด็นที่ 2 ราคาต่อหน่วยที่การไฟฟ้ารับซื้อไฟสูงกว่าราคาซื้อขายไฟฟ้าทั่วไปถึง 2 เท่า เนื่องจากโรงไฟฟ้าตามสัญญาเหล่านี้ได้สิทธิ์ในการขายไฟฟ้าใน ‘อัตราพลังงานไฟฟ้าที่ขายส่งที่แรงดัน 11-33 กิโลโวลต์ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตขายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย’ โดยให้รวมกับค่า Ft ขายส่งด้วย ซึ่งปัจจุบันอัตราดังกล่าวอยู่ที่ 4.55 บาทต่อหน่วย 

 

“วันนี้รัฐบาลต้องซื้อไฟจากนายทุนเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ราคาขายประชาชนอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย แบบนี้ค่าไฟของประชาชนจะถูกลงได้อย่างไร ในเมื่อยิ่งขายยิ่งขาดทุน และยังมีค่า Adder เป็นโบนัสให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้อีกหน่วยละ 6.5 บาท” ตรีรัตน์ระบุ

 

ในขณะที่สัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าสะอาดในปัจจุบันอยู่เพียงหน่วยละ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น แต่การไฟฟ้ากลับยอมซื้อไฟแพงถึงหน่วยละ 11.05 บาทมาเรื่อยๆ

 

ประเด็นที่ 3 ค่า Adder ที่เป็นเสมือนรางวัลพิเศษถึงหน่วยละ 6.5 บาทให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ คิดเป็นเงินเสียเปล่าถึงปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท และมากกว่าค่าความพร้อมจ่าย AP เสียอีก (เอาจริงๆ ถึงไม่มี Adder โรงไฟฟ้าเหล่านี้ก็ไม่มีทางเจ๊ง เพราะได้สิทธิขายไฟในราคาแพงกว่าคนอื่นถึง 1 เท่าตัว)

 

“ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานั้นเป็นการชี้ให้เห็นถึงการทำสัญญาที่ไม่รอบคอบของภาครัฐ เป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปต้องรับผลกรรมในการแบกภาระค่าไฟแพง สวนทางกับรายได้ของโรงไฟฟ้าแบบมี Adder เหล่านี้ที่พุ่งสูงขึ้นๆ และกัดกร่อนพี่น้องประชาชนมานานกว่าหลายปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่าแสนล้านบาท รวมสัญญาทั้งหมดถึง 2,717 เมกะวัตต์

 

“ผมจึงอยากขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ และ รมว.พลังงาน ช่วยใช้อำนาจของท่านในการยกเลิกสัญญาค่าโง่ชั่วนิรันดร์เหล่านี้ และโปรดยกเลิกค่า Adder ตามที่ผมได้เคยเรียกร้องก่อนหน้านี้ เพื่อประชาชนจะได้มีไฟฟ้าราคาถูกใช้เสียทีครับ” ตรีรัตน์ระบุทิ้งท้าย

 

อ้างอิง:

The post ชุดสัญญาซื้อขายไฟสะอาด 2.7 พันเมกะวัตต์ ค่าโง่-ต้นเหตุทำค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปอนาคตไฟฟ้าไทย ถูก เขียว เสรี ได้จริงไหม? https://thestandard.co/the_secret_sauce/opinion-thai-electricity/ Wed, 22 Jan 2025 13:18:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1033249

เมื่อไม่นานมานี้ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อ […]

The post สรุปอนาคตไฟฟ้าไทย ถูก เขียว เสรี ได้จริงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อไม่นานมานี้ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ออกมาประกาศว่าจะทุบค่าไฟเหลือ 3.70 บาทภายในปีนี้ ถือเป็นการเปิดประเด็นใหญ่ที่ประชาชนจากหลายภาคส่วนพากันตั้งคำถามว่าจะทำได้จริงไหม แล้วถ้าทำได้จริงจะทำได้อย่างไรภายใต้โครงสร้างราคาไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน ภายใต้แผนไฟฟ้าแห่งชาติ หรือแผน PDP 2024

 

🟡 การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและบทบาทของ PDP 2024

 

เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลไทยกำลังหารือถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2024 ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 20 ปี ที่จะกำหนดทิศทางการใช้ไฟฟ้าของประเทศ แผนดังกล่าวมีความสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน และสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะผลิตและใช้พลังงานอย่างไรในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน

 

🟡 ทำไมต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด?

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดคือต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ปัจจุบันค่าไฟของไทยอยู่ที่ประมาณ 4.18 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าเพื่อนบ้านบางประเทศ การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติและถ่านหินซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เป็นเหตุให้ราคาค่าไฟไม่คงที่และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งค่าไฟอาจสูงถึง 7 บาทต่อหน่วย ถ้าหากนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มาใช้ในอนาคต

 

อีกทั้งพลังงานสีเขียวกำลังเป็นที่ต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเลือกตั้งโรงงานหรือขยายธุรกิจในประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดให้ได้

 

นอกจากนี้ การใช้พลังงานสะอาดยังเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการอยู่ ซึ่งหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ประเทศไทยก็ประกาศเป้าหมายนี้เช่นกัน และหากเรายังคงใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

 

🟡 โครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน

 

ปัจจุบันพลังงานไฟฟ้าของไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีโครงสร้างแหล่งพลังงานดังนี้

 

🔺 59% จากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศ

🔺 19% จากถ่านหินและลิกไนต์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง

🔺 11% จากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล

🔺 ส่วนที่เหลือจากพลังงานน้ำและพลังงานนำเข้า

 

แม้ว่าจะมีการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นมา แต่สัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงสูง และต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีต้นทุนที่ไม่แน่นอนและราคาผันผวน

 

🟡 แล้วทำไมค่าไฟไทยถูกกว่านี้ไม่ได้?

 

โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยถูกกำหนดโดยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ต้นทุนการผลิต (Generation Cost), ต้นทุนการส่งไฟฟ้า (Transmission Cost) และต้นทุนการจำหน่าย (Distribution Cost) ในจำนวนนี้ ต้นทุนการผลิตมีสัดส่วนสูงสุด คิดเป็น 70-80% ของค่าไฟทั้งหมด ปัจจัยที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง ได้แก่ การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาผันผวนและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

 

ด้าน อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงานจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ประเทศไทยมีการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงตลอด 28 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการลงทุนในโรงไฟฟ้าจำนวนมากเกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลให้รัฐต้องจ่าย ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง แต่ยังต้องรับภาระค่าบำรุงรักษาและต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังผู้บริโภคผ่านค่าไฟฟ้า

 

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างตลาดพลังงานของไทยยังคงเป็นระบบ Single Buyer Model ซึ่งหมายความว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่เพียงรายเดียว และมีอำนาจกำหนดราคาซื้อจากผู้ผลิตเอกชน การขาดการแข่งขันทำให้ต้นทุนไม่สามารถถูกลงได้มากกว่านี้

 

🟡 แล้วไฟฟ้าไทยควรเดินหน้าอย่างไรต่อ

 

  1. เปิดเสรีตลาดพลังงานไฟฟ้า 

 

🔺 โดยปัจจุบันภาคเอกชนยังไม่สามารถขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ปลายทางได้โดยตรง หากสามารถเปิดโอกาสให้เอกชนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง จะช่วยลดการพึ่งพาระบบ Single Buyer และสร้างการแข่งขันในตลาด

 

  1. ปรับปรุงการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าให้แม่นยำขึ้น 

 

🔺 ลดการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าความพร้อมจ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงในค่าไฟฟ้า

 

  1. เพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน 

 

🔺 พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำในระยะยาว รัฐควรสนับสนุนให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) เพื่อให้พลังงานหมุนเวียนสามารถใช้งานได้อย่างมีเสถียรภาพ

 

  1. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม

 

🔺 ลดต้นทุนการจัดส่งและจำหน่ายไฟฟ้า โดยพิจารณาค่าธรรมเนียมการใช้สายส่งที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

 

🟡 เหรียญอีกด้านของการเปิดไฟฟ้าเสรี

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเปิดเสรีพลังงานไฟฟ้าจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีฝ่ายที่กังวลว่าอาจทำให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดเสรีให้เหตุผลว่า 

 

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนยังไม่มีความเสถียรมากพอ แถมภาครัฐอาจต้องเข้ามาอุดหนุนค่าไฟให้กับผู้บริโภคในระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจเป็นภาระทางการคลัง

 

นอกจากนี้ การเปิดเสรีอาจทำให้เกิดผู้เล่นรายใหม่ที่ไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีเท่าผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในการลดค่าไฟ เนื่องจากโครงสร้างตลาดพลังงานที่จำกัดการแข่งขันและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น การเปิดเสรีพลังงานไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่อาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มการแข่งขัน แต่ต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน ในท้ายที่สุด ผู้บริโภคควรได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว

 

รับชมคลิปฉบับเต็มได้ที่:

https://youtu.be/X_ls3sKmnAc

The post สรุปอนาคตไฟฟ้าไทย ถูก เขียว เสรี ได้จริงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: การเมืองเรื่องค่าไฟ-สำรวจทางยิ่งลักษณ์กลับไทย | END GAME #94 https://thestandard.co/end-game-94/ Sat, 11 Jan 2025 01:05:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1029166

เรื่องค่าไฟก็เป็นการเมืองได้ หลัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนา […]

The post ชมคลิป: การเมืองเรื่องค่าไฟ-สำรวจทางยิ่งลักษณ์กลับไทย | END GAME #94 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรื่องค่าไฟก็เป็นการเมืองได้ หลัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศปรับลดค่าไฟต่อหน่วยเหลือ 3.70 บาท มันเป็นการเมืองทั้งในแง่การแย่งซีนพรรครวมไทยสร้างชาติของ พีระพันธุ์​ สาลีรัฐวิภาค​

 

และหากมองให้ลึกลงไป การปรับลดค่าไฟ ถ้าไม่ใช่วิธีใช้เงินไปอุดหนุน ก็จำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงานกันพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

 

ขณะที่เส้นทางกลับบ้านของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เหมือนจะไม่ชัดแต่เริ่มชัด ร่วมติดตามและวิเคราะห์ไปพร้อมกัน วันที่ 11 มกราคม เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

The post ชมคลิป: การเมืองเรื่องค่าไฟ-สำรวจทางยิ่งลักษณ์กลับไทย | END GAME #94 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปี 2568 ไทยจ่ายค่าไฟฟ้าแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน | Morning Wealth 8 ม.ค. 68 https://thestandard.co/morning-wealth-08012025/ Wed, 08 Jan 2025 01:44:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1028016

สำรวจค่าไฟฟ้า ปี 2568 คนไทยจ่ายแพงแค่ไหน เมื่อเทียบกับเ […]

The post ชมคลิป: ปี 2568 ไทยจ่ายค่าไฟฟ้าแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน | Morning Wealth 8 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำรวจค่าไฟฟ้า ปี 2568 คนไทยจ่ายแพงแค่ไหน เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน

 

‘ทักษิณ’ ประกาศทุบค่าไฟให้แตะ 3.70 บาท จะทำได้จริงหรือไม่ และการคิดโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศไทยมีที่มาที่ไปอย่างไร พูดคุยกับ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ปี 2568 ไทยจ่ายค่าไฟฟ้าแพงแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน | Morning Wealth 8 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ชี้ นายกฯ ยังมีโอกาสถึงสิ้นเดือน ยับยั้งรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน หวั่นทำคนไทยแบกค่าไฟแพง https://thestandard.co/nattapong-pm-electricity-costs/ Thu, 19 Dec 2024 09:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1021468

วันนี้ (19 ธันวาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 3 […]

The post ณัฐพงษ์ชี้ นายกฯ ยังมีโอกาสถึงสิ้นเดือน ยับยั้งรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน หวั่นทำคนไทยแบกค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 ธันวาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 3 สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาเรื่องการยกเลิกสัมปทานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบแทน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีภารกิจสำคัญจึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม

 

ณัฐพงษ์ขอใช้สิทธิ์กล่าวถึงเหตุผลที่จะต้องถามกระทู้สด และความจำเป็นที่จะขอใช้สิทธิ์ชี้แจงในที่ประชุม ซึ่งขอเวลาไม่เกิน 10 นาที แต่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น ตอบกลับว่า 10 นาทีมากไป ขอให้ใช้เวลาตามสมควร

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากวันที่ 24 ตุลาคม ในสมัยการประชุมครั้งที่แล้ว เคยตั้งกระทู้ถามสดถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีใช้วิธีการมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาตอบชี้แจงไปแล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตอบว่าจะรับไปดำเนินการต่อ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็รักษาคำพูด โดยทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่องการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยมีค่าไฟแพงขึ้นในอนาคต

 

“ไม่ใช่ความผิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ไม่มาตอบ แต่เป็นการขาดความรับผิดชอบต่อสภาของนายกรัฐมนตรีที่ไม่มาตอบ เพราะเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีปัดความรับผิดชอบไม่ได้แล้ว เราจะยุติเรื่องนี้ได้ต้องเป็นมติของ กกพ. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานอย่างเดียวเท่านั้น” ณัฐพงษ์กล่าว

 

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากมีมติจาก กกพ. ในการรับซื้อพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกรอบระยะดำเนินการภายใน 14 วัน หมายความว่าภายในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ หากนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็มในการหยุดยั้งเรื่องนี้ไม่ดำเนินการ เราจะกลับมาแก้ไขไม่ได้อีก เพราะตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้า รัฐบาลมีอำนาจในการยกเลิกตราบใดที่ยังไม่เซ็นสัญญา

 

“จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องถามในวันนี้ เพราะเราอยากได้คำตอบว่าท่านจะปล่อยให้กระบวนการที่สืบทอดมาจากรัฐบาลชุดก่อนๆ เอื้อให้กลุ่มธุรกิจพลังงานได้เงินเข้ากระเป๋าแต่คนไทยต้องรับผิดชอบค่าไฟฟ้ากันเองหรือ เหตุใดนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการหยุดยั้งกลับไม่มาตอบกระทู้ถามสดและไม่หยุดยั้งเรื่องนี้” ณัฐพงษ์กล่าว

 

ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงเรื่องของนโยบายการลดค่าไฟแพงเกินจริงหรือค่าผ่านท่อ ที่นายกรัฐมนตรีแถลงผลงาน 90 วันรัฐบาล ซึ่งจะทำให้คนไทยสามารถจ่ายค่าไฟถูกลง 30 สตางค์ต่อหน่วยด้วยว่า หากนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการดำเนินการก็ควรชี้แจงและจริงใจที่จะมาตอบกระทู้ถามสดในสภา

 

ต่อมาณัฐพงษ์แถลงเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชน โดยมองว่ากรอบระยะเวลาการตั้งกระทู้ถามสดในสัปดาห์หน้ายังมีความเป็นไปได้อยู่หากนายกรัฐมนตรีเดินหน้าการยุติได้ก่อน ขณะเดียวกันก็พร้อมจะตั้งกระทู้ถามอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์หน้า และนายกรัฐมนตรีควรจัดการเวลา ล็อกคิวมาตอบในวันพฤหัสบดี เพื่อชี้แจงให้ประชาชนรับทราบข้อมูลทั่วกัน

 

เพราะนอกจากเรื่องนี้ยังมีเรื่องค่าผ่านท่อ ซึ่งจะทำให้ลดค่าไฟฟ้าได้เช่นเดียวกัน รวมถึงการฝากเช่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มากเกินความจำเป็น ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นประธาน กกพ. ควรชี้แจงว่ามีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร

 

ส่วนการที่พรรคประชาชนถูกเลื่อนตอบทั้ง 2 กระทู้ในวันนี้สะท้อนอะไรนั้น ณัฐพงษ์ชี้ว่า พรรคประชาชนมีการประสานล่วงหน้าไปแล้วอย่างน้อย 2-3 วัน และสอบถามรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้วยว่ามีคิวว่างหรือไม่ แต่กระทู้ถามทั้ง 2 กระทู้กลับไม่มีผู้ชี้แจงเลย และก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีก็เลี่ยงการตอบกระทู้สดในสภาด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นส่วนตัวจึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการติดภารกิจเร่งด่วน แต่เป็นการไม่ให้ความสำคัญต่อสภา เนื่องจากสามารถล็อกคิวตารางงานล่วงหน้าได้

The post ณัฐพงษ์ชี้ นายกฯ ยังมีโอกาสถึงสิ้นเดือน ยับยั้งรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน หวั่นทำคนไทยแบกค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาธรขอนายกฯ ทบทวนสัมปทานรับซื้อพลังงานหมุนเวียน ทำประชาชนแบกรับค่าไฟแพง https://thestandard.co/thanathorn-asks-pm-to-review-renewable-energy/ Tue, 29 Oct 2024 11:14:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1001426 พลังงานหมุนเวียน

วานนี้ (28 ตุลาคม) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวห […]

The post ธนาธรขอนายกฯ ทบทวนสัมปทานรับซื้อพลังงานหมุนเวียน ทำประชาชนแบกรับค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังงานหมุนเวียน

วานนี้ (28 ตุลาคม) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความหัวข้อ ‘จดหมายเปิดผนึกถึง คุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี’ เรื่อง ขอให้ทบทวนการออกสัมปทานรับซื้อพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพลังงาน โดยเนื้อหาระบุว่า

 

“ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการประกาศรับซื้อพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธาน

 

“ผมเห็นว่าการรับซื้อพลังงานครั้งนี้เป็นการรับซื้อด้วยราคาที่แพงเกินไป และไม่มีการเปิดประมูลเพื่อให้มีการแข่งขัน ซึ่งหากดำเนินการต่อไปอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งส่งผลให้รัฐและประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงเกินไปโดยไม่จำเป็น

 

“การจัดซื้อพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ครั้งนี้ ใช้ราคาและหลักการเดียวกับการจัดซื้อพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ในปี 2565 สมัยที่ คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดซื้อครั้งนั้นมีเอกชนเสนอขายมากกว่าจำนวนที่รัฐบาลต้องการซื้อถึง 3.3 เท่าตัว (ต้องการซื้อ 5,200 เมกะวัตต์ เอกชนเสนอขาย 17,400 เมกะวัตต์) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราคารับซื้อสูงเกินกว่าราคาตลาด จึงมีเอกชนสนใจเสนอขายจำนวนมาก

 

“ในฐานะที่คุณแพทองธารเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ผมขอให้ท่านทบทวนนโยบายการจัดซื้อพลังงาน 3,600 เมกะวัตต์นี้เสียใหม่ การประกาศผู้ได้รับการคัดเลือกจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ และลงนามในสัญญาปีหน้า (2568) ยังไม่สายเกินไปที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเป็นไปด้วยความเป็นธรรม

 

“การตอบกระทู้สดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ตอบ คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ตั้งกระทู้ว่า ท่านเห็นด้วยว่าเงื่อนไขมีข้อบกพร่องและรับปากกับสภาว่าจะทบทวนการซื้อพลังงานครั้งนี้เช่นกัน

 

“อย่างไรก็ตาม ผมจำเป็นต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า อำนาจในการหยุดยั้งและแก้ไขไม่ได้อยู่ที่ท่านรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

 

“อย่าให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เป็นโอกาสให้กลุ่มทุนร่ำรวยขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยนวัตกรรมใดๆ ที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศ อย่าให้ประชาชนต้องรับภาระการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดด้วยการจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม

 

“จากการประเมินเบื้องต้น หากการรับซื้อพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ดำเนินต่อไปด้วยเงื่อนไขปัจจุบัน รัฐจะจ่ายค่าไฟแพงกว่าที่ควรจะเป็นหากเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมถึง 66,000 ล้านบาท (พิจารณาจากมูลค่าปัจจุบัน)

 

“ท่านนายกรัฐมนตรีมีทางเลือกคือ หากต้องการดำเนินนโยบายนี้ต่อ ผมขอให้มีการประมูลให้เอกชนแข่งขันกัน ไม่ใช่กำหนดราคาตายตัวเช่นเงื่อนไขปัจจุบันหรือเงื่อนไขแบบ 5,200 เมกะวัตต์ของปี 2565 หรือใช้กลไก Direct PPA ที่มีอยู่และเปิดให้ผู้ผลิตซื้อขายกับผู้ใช้โดยตรง

 

“ไปไกลกว่านั้น หากท่านต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงานอย่างจริงจัง ท่านมีทางเลือกคือการยุติการจัดซื้อครั้งนี้ แล้วปฏิรูปอุตสาหกรรมการผลิตและการขายพลังงาน ให้เกิดการแข่งขันอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม อีกทั้งให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด

 

“ท่านนายกรัฐมนตรีย่อมทราบดีว่า พรรคเพื่อไทยก็มีนโยบายที่ต้องการลดราคาพลังงานและปรับเปลี่ยนโครงสร้าง รวมทั้งการบริหารจัดการพลังงานเช่นกัน การรับซื้อพลังงาน 3,600 เมกะวัตต์ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำลังทำอยู่นี้ ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงต่อแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทย

 

“ค่าไฟแพงไม่ใช่ความบังเอิญและไม่ใช่ผลจากการแข่งขัน แต่มาจากนโยบายรัฐ 20 ปีที่ผ่านมา เราปล่อยให้นโยบายพลังงานสร้างกลุ่มทุนพลังงานที่รวยเป็นแสนล้านขึ้นในประเทศไทย ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างขึ้นอย่างมหาศาล รัฐออกนโยบายเอื้อกลุ่มทุนผูกขาด ส่วนประชาชนต้องแบกรับผลกระทบในฐานะคนจ่ายค่าไฟ

 

“วันนี้ท่านมีอำนาจที่จะพิจารณาชะลอ หยุดยั้ง หรือเปลี่ยนแปลง แนวทางปฏิบัตินี้ ผมหวังว่าท่านจะใช้อำนาจนั้นเพื่อรับใช้ประชาชน”

The post ธนาธรขอนายกฯ ทบทวนสัมปทานรับซื้อพลังงานหมุนเวียน ทำประชาชนแบกรับค่าไฟแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>