ค่าเงิน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ค่าเงิน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 29 May 2026 10:47:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Money & Energy Shock วิกฤตพลังงานอ่านอย่างไร ปกป้องพอร์ตลงทุนของคุณ https://thestandard.co/energy-shock-investment-protection/ Fri, 29 May 2026 09:30:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1211900 อินโฟกราฟิกอธิบายวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ปกป้องพอร์ตลงทุน

ทุกครั้งที่ราคาพลังงานผันผวน นักลงทุนต้องอ่านให้ออกว่า […]

The post Money & Energy Shock วิกฤตพลังงานอ่านอย่างไร ปกป้องพอร์ตลงทุนของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกอธิบายวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ปกป้องพอร์ตลงทุน

ทุกครั้งที่ราคาพลังงานผันผวน นักลงทุนต้องอ่านให้ออกว่า เพราะอะไร และแรงกระแทกนั้นจะส่งต่อไปถึงเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน และกำไรบริษัทอย่างไร

 

พลังงานคือต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจ เมื่อราคามีการเปลี่ยนแปลง ตลาดการเงินย่อมได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง นักลงทุนจึงต้องเข้าใจสาเหตุที่แตกต่างกันในแต่ละวิกฤต เพื่อใช้เป็นกรอบความคิดในการตัดสินใจแทนการตอบสนองตามข่าวรายวัน

 

⁉ต้นเหตุมาจากอะไรได้บ้าง?

 

  • Supply Shock เกิดจากอุปทานหายไป เช่น สงคราม การคว่ำบาตร หรือเส้นทางขนส่งสะดุด ราคาพลังงานจึงพุ่งขึ้นทั้งที่เศรษฐกิจไม่ได้แข็งแรงขึ้นตาม ความเสี่ยงสำคัญคือเงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมเศรษฐกิจชะลอ
  • Demand Shock เกิดจากความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกขยายตัวแรง ช่วงแรกอาจสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังมีแรงส่ง แต่หากราคาสูงเกินไป อาจเริ่มกดดันกำลังซื้อและทำให้เศรษฐกิจชะลอตามมา
  • Supply Expansion เกิดจากอุปทานใหม่เข้ามามากจนราคาพลังงานลดลง ผู้ใช้น้ำมันหรือประเทศนำเข้าอาจได้ประโยชน์ แต่ผู้ผลิตพลังงาน หุ้นพลังงาน หรือสินค้าโภคภัณฑ์บางกลุ่มอาจถูกกดดัน

 

🔎ตลาดจะต้องเจอกับอะไรบ้าง?

 

เมื่อเกิด Energy Crisis แรงกระแทกมักไหลต่อเป็นลูกโซ่ เริ่มจากราคาพลังงานขยับแรง กดดันเงินเฟ้อ ทำให้ดอกเบี้ยอาจอยู่สูงนานขึ้น ต้นทุนบริษัทเพิ่มขึ้น กำไรถูกบีบ ค่าเงินของประเทศนำเข้าพลังงานอ่อนไหวมากขึ้น เงินทุนหมุนกลุ่มสินทรัพย์ และสุดท้ายพอร์ตลงทุนอาจผันผวนกว่าปกติ

 

คำถามที่นักลงทุนควรถามทุกครั้งคือ ราคาพลังงานขึ้นเพราะ “ของขาด” หรือ “เศรษฐกิจโต?” วิกฤตนี้เป็นเรื่องชั่วคราว หรือกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดพลังงาน? เงินเฟ้อจะถูกดันขึ้นนานแค่ไหน? ดอกเบี้ยจะลดได้ยากขึ้นหรือไม่? พอร์ตของเราเสี่ยงกับอะไรมากที่สุด น้ำมัน ดอกเบี้ย ค่าเงิน หรือกำไรบริษัท?

 

ผู้ที่จะชนะในยุค Energy Crisis ได้นั้น คือคนที่อ่านออกว่า Shock ครั้งนั้นเกิดจากอะไร กระทบตลาดไหน และพอร์ตของตัวเองเปิดรับความเสี่ยงด้านใดมากที่สุด

 

อินโฟกราฟิกอธิบายวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ปกป้องพอร์ตลงทุน 1

The post Money & Energy Shock วิกฤตพลังงานอ่านอย่างไร ปกป้องพอร์ตลงทุนของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/absolute-return-fund-portfolio-diversification-economic-uncertainty/ Tue, 12 May 2026 07:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1206290 กราฟแท่งเทียนแสดงสัญญาณซื้อขาย

ปี 2026 นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิร […]

The post เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งเทียนแสดงสัญญาณซื้อขาย

ปี 2026 นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) และในขณะเดียวกันระดับราคาของสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับตึงตัว ล้วนเพิ่มความเปราะบางและอาจกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้

 

ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ นักลงทุนควรมีการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ ทั้งการกระจายการลงทุนและการปรับเปลี่ยนพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

 

หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ คือ กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return คือ กลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวก (Absolute Return) ไม่มีความสัมพันธ์กับทิศทางของสภาวะตลาดโดยรวม ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ ที่ผ่านมา กลยุทธ์ประเภท Absolute Return มีแนวโน้ม ให้ผลการดำเนินงานดีกว่าดัชนีหุ้นในบางช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวเป็นขาลง นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมความผันผวนให้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมอีกด้วย

 

กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return สามารถลงทุนได้ในหลากหลายสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ค่าเงิน หรือแม้กระทั่งตราสารอนุพันธ์ มีความยืดหยุ่นในการลงทุนสูง ส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์แบบ Long-Short กล่าวคือ มีทั้งสถานะซื้อ (Long Position) และสถานะขาย (Short Position) ในระดับความเสี่ยงที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ความเสี่ยงจากทิศทางตลาด (Market Risk) ของพอร์ตอยู่ในระดับต่ำ และมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) กับสินทรัพย์อื่นๆ ต่ำ หมายความว่า ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด พอร์ตโฟลิโอจะได้รับผลกระทบจากทิศทางตลาดโดยรวมค่อนข้างจำกัด โดยการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด หรือ Alpha จะมาจากความสามารถในการคัดเลือกสินทรัพย์ (Asset Selection) ของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return มีข้อดีสามารถตอบโจทย์ภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงได้ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณา ตัวอย่างเช่น แม้กองทุน Absolute Return จะตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาวะตลาด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมายได้ในทุกช่วงเวลา นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง กองทุนประเภท Absolute Return มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป อีกทั้งการใช้ตราสารอนุพันธ์หรืออัตราแลกเปลี่ยนก็อาจเพิ่มความซับซ้อนและความเสี่ยงให้กับการลงทุนได้

 

ดังนั้น ในการคัดเลือกกองทุนประเภท Absolute Return นักลงทุนควรพิจารณาผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนควบคู่กับเป้าหมายการลงทุน รวมถึงให้ความสำคัญกับกรอบการควบคุมความเสี่ยง เช่น ระดับความผันผวนที่กองทุนกำหนด รวมถึงพอร์ตโฟลิโอว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เช่น สัดส่วนที่ลงทุนเหมาะสมในระยะยาว เป็นต้น ปัจจุบัน มีตัวเลือกให้นักลงทุนเลือกหลายประเภท อาทิ Global Equity Absolute Return ซึ่งเป็นการลงทุนในหุ้นโลก ผ่านกองทุน SCBGEAR หรือ Asia Pacific Equity Absolute Return ที่ลงทุนในหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านกองทุน SCBABSAP เป็นต้น

 

กล่าวโดยสรุป กองทุน Absolute Return เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องพึ่งพาทิศทางตลาดโดยตรง และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังคงมีความเสี่ยง นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

 

หมายเหตุ: 

  • SCBGEAR Complex Fund กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน
  • กองทุนหลักมีการลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ long/short market neutral เป็นการลงทุนที่มีกลยุทธ์แบบซับซ้อน ดังนั้น ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นทั้งหมด และ/หรือได้รับเงินต้นคืนไม่เต็มจำนวน และ/หรือผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ อันเกิดจากสาเหตุ เช่น มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์ เป็นต้น 
  • การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้
  • SCBABSAP *Complex Fund กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน 
  • กองทุนหลักใช้แบบจำลองที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จัดการลงทุน ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์เชิงปริมาณ 
  • อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานของกองทุนหลักอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ได้ เนื่องจากปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ในแบบจำลอง การให้น้ำหนักแต่ละปัจจัย แนวโน้มในอดีตที่เปลี่ยนแปลงไป และปัญหาในการสร้างและใช้งานแบบจำลอง 
  • โดยกองทุนหลักไม่มีการรับประกันว่าการใช้แบบจำลองดังกล่าวจะส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในแบบจำลองอาจเป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากบุคคลที่สามซึ่งอาจไม่ถูกต้องและครบถ้วน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของแบบจำลองมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลในอดีตจึงมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
  • กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน 
  • ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
  • ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน 
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 0 2777 7777 www.scbam.com

 

ภาพ: Who is Danny / Shutterstock

The post เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง https://thestandard.co/iran-food-crisis-inflation-war/ Tue, 12 May 2026 01:28:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1206100 ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้องเนื่องจากสงครามที่ส่งผลให้เงินเฟ้อและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ชาวอิหร่านกำลังเผชิญกับราคาอาหารพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแร […]

The post ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้องเนื่องจากสงครามที่ส่งผลให้เงินเฟ้อและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ชาวอิหร่านกำลังเผชิญกับราคาอาหารพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยอัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์และเงินเรียลที่อ่อนค่าลงอย่างหนักกำลังคุกคามความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนในอิหร่าน ขณะที่ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์การปิดล้อมทางทะเลโดยสหรัฐฯ

 

 

ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน กล่าวต่อกลุ่มเจ้าหน้าที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในระหว่างการหารือเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่า “ประชาชนต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงและข้อจำกัดของประเทศ” พร้อมเสริมว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเผชิญกับอุปสรรคในเส้นทางนี้ แต่ด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชาติ เราจะสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้”

 

เงินเฟ้อสูง-ราคาอาหารพุ่ง-ค่าเงินเรียลดิ่ง

 

คำกล่าวของเปเซชเคียนมีขึ้นหลังจากที่ศูนย์สถิติแห่งอิหร่าน (SCI) เปิดเผยก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวันว่า ในเดือนฟาร์วาร์ดิน (Farvardin) หรือเดือนแรกตามปฏิทินเปอร์เซีย ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 20 เมษายน อัตราเงินเฟ้ออิหร่านพุ่งสูงถึง 73.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารกลางอิหร่านรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 67% ต่อปี และ 7% ต่อเดือน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะต่างกันตามวิธีการคำนวณ แต่ข้อมูลจากทั้งสองสถาบันต่างสะท้อนภาพเดียวกันคือ เงินเฟ้อกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างน่าวิตก และกำลังทำให้ชาวอิหร่านยากจนลงเรื่อยๆ

 

ชาวอิหร่านรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเตหะราน กล่าวกับ Al Jazeera ว่า สินค้าบางอย่างที่เดือนที่แล้วยังซื้อได้ มาตอนนี้กลับซื้อไม่ไหวแล้ว “และไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว ฉันคิดว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ไม่สามารถซื้อของที่ต้องการได้เหมือนกัน”

 

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เงินเฟ้อในหมวดอาหารพุ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาก หมายความว่าคนอิหร่านต้องเจียดเงินในกระเป๋ามากขึ้นเพื่อมาซื้อข้าวของเครื่องใช้พื้นฐาน ในขณะที่เงินเดือนหดลงๆ

 

SCI รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อด้านอาหารพุ่งถึง 115% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยสินค้าจำเป็นหลายชนิดมีราคาสูงขึ้นกว่าสามเท่า ไม่ว่าจะเป็นไขมันพืช (solid vegetable oil) ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในอัตรา 375%, น้ำมันปรุงอาหาร (liquid cooking oil) เพิ่มขึ้น 308%, ข้าวนำเข้า เพิ่มขึ้น 209%, ข้าวในประเทศ เพิ่มขึ้น 173%, เนื้อไก่ เพิ่มขึ้น 191% ในขณะที่สินค้าอย่างเนย เพิ่มขึ้น 48%, นมผงสำหรับเด็กทารก 71% และพาสต้า 75% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุด

 

ลูกจ้างหนุ่มที่ร้านเคบับแห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน เล่าว่า ร้านของเขาปรับราคาขึ้นไปแล้วถึงสามครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “ราคาตับแพงขึ้นเป็นสองเท่า พอถามว่าทำไม ซัพพลายเออร์ก็บอกว่าของขาดบ้าง หรือไม่ก็บอกว่าแกะถูกส่งออก จริงๆ แล้วไม่มีใครดูแลเรื่องนี้จริงจังเลย”

 

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเรียลของอิหร่านทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาซื้อขายล่าสุด ณ วันอาทิตย์ อยู่ที่ประมาณ 1.77 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ประมาณ 830,000 เรียลต่อดอลลาร์

 

แผนสมคบคิดของศัตรู หรือความล้มเหลวในการบริหาร?

 

เปเซชเคียน และอับดุลนาเซอร์ เฮมมาติ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน ต่างรับทราบถึงปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งขึ้น โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะสงครามที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินอุดหนุนและคูปองอิเล็กทรอนิกส์เพื่อซื้อสินค้าจำเป็น ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ขณะเดียวกันก็พยายามเดินหน้าปราบปรามการกักตุนสินค้าที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาสินค้าแพง ด้วยการดำเนินคดีกับผู้ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่เห็นผล เนื่องจากขาดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคที่ชัดเจน

 

ด้านสมาชิกรัฐสภากลุ่มหัวรุนแรง รวมถึงสื่อที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกมาตั้งข้อสงสัยว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการ “แก้แค้นทางเศรษฐกิจ” ของฝ่ายศัตรูที่พ่ายแพ้ในสมรภูมิรบ

 

ขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดในประเทศที่ดำเนินมานานกว่า 70 วันแล้ว และคาดว่าจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสงครามจะสิ้นสุด แม้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในรัฐบาล บริษัทโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต บริษัทโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเป็นคำสั่งจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

 

ด้วยเหตุนี้ ประชาชนและภาคธุรกิจของอิหร่านจึงกำลังถูกบีบคั้นอย่างหนักจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในประเทศ มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ผลกระทบจากภาวะสงครามที่ทำให้ประเทศถูกปิดล้อม ไปจนถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจสะท้อนได้จากแถลงการณ์ของสมาคมธุรกิจออนไลน์ที่ระบุว่า “ระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศได้ตายไปแล้ว”

 

ภาพ: Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

อ้างอิง:

 

The post ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] https://thestandard.co/alcohol-law-reform-tourism-economy/ Fri, 10 Apr 2026 07:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196254 ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักขอ […]

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจกำลังขยี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง’

 

เมื่อเทียบดัชนีการฟื้นตัวกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีใต้ พบว่าไทยมีการฟื้นตัวช้าที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโตต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

 

ภาพลักษณ์และความปลอดภัยเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยยังตีโจทย์ไม่แตก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการไปเมืองรอง ประกอบกับปัจจัยค่าเงินที่ทำให้ความคุ้มค่าลดลง

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยปี 2026 อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อย จากฐานลูกค้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1

 

อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี จึงครองสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง กรุงเทพฯ มีสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจจังหวัดมากกว่า 50% ขณะที่ภูเก็ตสูงถึง 89% [1,2] สะท้อนชัดว่าเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการท่องเที่ยว เกือบทั้งหมดของรายได้ส่งผลต่อ GDP ประเทศโดยตรง ทั้งในด้านการจ้างงาน ค้าขาย และการลงทุนในภาคบริการ

 

หากมองจากบริบทนี้ การที่ไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก การมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวอย่างการงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ก่อน 17.00 น. ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล ที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ในหลายประเทศสามารถให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากกว่า

 

คำถามคือ กฎหมายยังตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็น คอขวดที่ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในหัวเมืองที่เป็น International Tourism Hub อย่างภูเก็ตและพัทยา

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 2

 

เศรษฐกิจที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมง   

 

ผลสำรวจของ Super Poll ชี้ชัดว่า ประชาชนกว่า 82.1% เห็นด้วยว่าการเปิดขายช่วงบ่ายช่วยสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

 

จากการวิจัยเชิงคุณภาพแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) ในหลากหลายอาชีพ ได้แก่ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักท่องเที่ยว อาสาสมัครสาธารณสุข และนักวิชาการ  ระบุว่า ผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่าช่วงบ่ายคือเวลาที่นักท่องเที่ยวเริ่มออกมาใช้ชีวิต ทั้งพักผ่อนริมชายหาด รับประทานอาหาร และมีความต้องการบริโภคสูง แต่ที่ผ่านมาธุรกิจต้องปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลเรื่อง ‘ช่วงเวลา’ สร้างความสับสนและภาพลักษณ์ที่ดูไม่เป็นสากลในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

สิ่งที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่ยอดขายเครื่องดื่ม แต่คือรายได้ที่ร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ไม่สามารถสร้างได้ในช่วงเวลานั้น และส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องดื่มท้องถิ่น รวมถึงแรงงานในภาคบริการที่สูญเสียโอกาสหารายได้เพิ่ม

 

ขนาดของโอกาสที่หายไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี เชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการประเมินว่านโยบายปลดล็อกครั้งนี้อาจทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี [3]

 

นี่คือ ‘ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ’ ที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวต่างชาติมานานกว่า 50 ปี 

 

ความเสี่ยงทางสังคมไม่รุนแรงอย่างที่กังวล

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะกังวลว่า หากอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายได้ อุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น การทะเลาะวิวาทจะถี่ขึ้น หรือปัญหาสังคมจะตามมา แต่จากผลสำรวจ Super Poll ในช่วงทดลอง 180 วันที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางสังคมจากการเปิดขายช่วงบ่ายนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้พุ่งสูงหรือรุนแรงอย่างที่กังวลกัน 47.7% ไม่พบปัญหาความปลอดภัยหรือสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และ 37.8% พบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเหตุความไม่สงบ การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุที่เชื่อมโยงกับการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายอย่างชัดเจน เหตุทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงบ่าย

 

ความคิดเห็นส่วนใหญ่จากการทำ Focus Group พบว่า ปัญหาทางสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาขาย แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการจำกัดเวลาไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง เพราะผู้ดื่มหนักสามารถซื้อสะสมล่วงหน้าได้ ปัญหาจึงมักเกิดจากพฤติกรรมหลังการดื่มมากกว่าเวลาที่ซื้อ การจำกัดเวลาคือการเพียงควบคุมโอกาส แต่การบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปควบคุมพฤติกรรมจริง

 

ส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มงวดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และขาดความต่อเนื่องในการตั้งด่านตรวจหรือตรวจร้านค้า ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายทำให้อุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้น แต่ความกังวลในเชิงนโยบายยังมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ 

 

กลุ่มตัวอย่าง 64.4% เสนอให้ ‘มาตรการควบคุมเมาแล้วขับ’ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหากมีการยกเลิกการห้ามขายช่วงบ่ายถาวร สะท้อนว่าสังคมไม่ได้ต้องการยกเลิกการควบคุม แต่ต้องการควบคุมที่ตรงจุดกว่า นั่นคือคุมที่พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่คุมที่ชั่วโมงการขาย

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3

 

เปลี่ยนจาก ‘คุมเวลา’ เป็น ‘คุมกฎหมาย’

 

หากพิจารณาจากข้อกังวลทั้งหมดและความคิดเห็นจากผลสำรวจพบว่า แนวทางที่สังคมไทยจะยอมรับได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านนโยบายสู่รูปแบบ “เสรีภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด” (Regulated liberalization) โดยมองว่านโยบายการจำกัดเวลาขายมีข้อจำกัดในการตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน จึงควรเปลี่ยนจาก ‘จำกัดเวลาขาย’ (Time Control) เป็น ‘กำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย’ (System Control) ที่ชัดเจน 

 

64.5% มองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจอายุผู้ซื้อและการควบคุมเมาแล้วขับ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการห้ามขายตามเวลา และ 91.8% เห็นว่าหากรัฐเข้มงวดเรื่องการตรวจอายุคนซื้อ การควบคุมเมาแล้วขับ และบทลงโทษที่ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรการห้ามขายช่วงบ่ายอีกต่อไป และกว่า 86% ยอมรับให้ปลดล็อกถาวรได้หากมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สำคัญคือ สังคมไม่ได้เรียกร้องให้ออกกฎหมายใหม่ แต่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้จริง อย่างต่อเนื่อง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่

 

รายงานฉบับนี้ยังได้เสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความรับผิดชอบร่วมระหว่างร้านค้า ผู้บริโภค และภาครัฐ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัด 17.00 น. ยังสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้นเคยกับบรรทัดฐานสากล ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดลักษณะนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึง การถูกปฏิเสธการสั่งเครื่องดื่มในช่วงบ่ายโดยไม่เข้าใจเหตุผล คือต้นทุนแฝงที่บั่นทอนประสบการณ์และภาพลักษณ์ประเทศ

 

นี่ไม่ใช่การผ่อนให้ดื่มมากขึ้น ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่คือการปฏิรูปกติกาที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

คำถามคือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปกติกานี้? จากผลสำรวจ Super Poll ประชาชนกว่า 81.1% สนับสนุนการปลดล็อกถาวร และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 86% เมื่อมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม

 

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องรื้อถอนอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวโลกที่ไทยกำลังฟื้นตัวช้ากว่าคู่แข่ง การยกเลิกข้อจำกัดเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ภายใต้การกำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย จะทลายคอขวดทางเศรษฐกิจที่เคยปิดกั้นโอกาส ลดภาวะ Lost Demand ในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้การท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้น

 

อ้างอิง

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ชี้การถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไม่กระทบตลาดการเงิน-การดูแลค่าเงิน https://thestandard.co/thailand-currency-monitoring-list/ Fri, 30 Jan 2026 11:43:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1171607 ภาพกราฟิกแสดง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณีสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังค่าเงิน พร้อมระบุไม่กระทบตลาดการเงินและการดูแลค่าเงินบาท

ธปท.ชี้ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ย […]

The post ธปท.มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ชี้การถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไม่กระทบตลาดการเงิน-การดูแลค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณีสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังค่าเงิน พร้อมระบุไม่กระทบตลาดการเงินและการดูแลค่าเงินบาท

ธปท.ชี้ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ ไม่มีผลกระทบต่อตลาดการเงิน และไม่มีผลต่อการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ยืนยันยังมีช่องว่างดูแลเงินบาทตามเหมาะสม

 

วันนี้ (30 มกราคม) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระวัง (Monitoring List) เสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ อีกครั้ง ร่วมกับอีก 9 ประเทศ เหตุเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ โดยในรายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ล่าสุด ประจำเดือนมกราคม 2026 ดังนี้

 

ทำไม ‘ไทย’ ถึงเข้าไปอยู่ใน Monitoring List?

 

ตอบ: ครั้งนี้ที่ไทยเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง (Monitoring List) เนื่องจาก ไทยมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เกินเกณฑ์ที่ระบุไว้ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดไว้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ มี 3 เกณฑ์เพื่อพิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน ได้แก่

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ซึ่งไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  • เกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ที่ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 3.8% ของ GDP ซึ่งถือว่า ‘มีนัยสำคัญ’ (เกินเกณฑ์ 3%)
  • เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ที่ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

การติด Monitoring List มีผลต่อตลาดหรือไม่?

 

ตอบ: ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการเงินแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทวันนี้ (30 มกราคม) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเพียง 31.23–31.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนี SET แกว่งตัวอยู่ในกรอบประมาณ 1,320 – 1,330 จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1,325 จุด ลดลงประมาณ 5 จุด จากวันทำการก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับราคาเปิดในช่วงเช้า

 

การติด Monitoring List จะมีผลต่อการดูแลค่าเงินของธปท.หรือไม่?

 

ตอบ: ไม่มี เนื่องจาก จากประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ ตอนที่ไทยเคยติด Monitoring List ในรอบการประเมินประมาณปี 2020-2021 มาแล้ว (ติดประมาณ 2-3 รอบการประเมิน)

 

ก็ไม่มีผลกระทบกับการดูแลค่าเงินของธปท.

 

นอกจากนี้ ในแง่ของการดูแลค่าเงินตามเกณฑ์ของสหรัฐฯ จะดูสุทธิ (Net) และปกติ ธปท.ดูแลในเรื่องความผันผวนจะดูทั้ง 2 ด้านอยู่แล้ว คือ ทั้งขาที่ไม่ให้แข็งเกินไป และขาที่ไม่ให้อ่อนเกินไป

 

เพราะฉะนั้น ตามเกณฑ์นี้ ธปท.ก็จะมีช่องว่าง (Room) ให้สามารถทำให้เราบริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ ตามความเหมาะสม

 

ไทยมีโอกาสจะถูกขึ้นบัญชีบิดเบือนค่าเงินมากแค่ไหน?

 

ตอบ: ไทยไม่น่าจะมีโอกาสถูกขึ้นบัญชีบิดเบือนค่าเงิน เนื่องจาก ไทยดูแลค่าเงินทั้ง 2 ด้าน และดูแลในเรื่องความผันผวนเป็นหลัก ก็จะทำให้ไทยมีพื้นที่ (Room) หรือความยืดหยุ่น ที่จะสามารถทำให้เราบริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ ตามความเหมาะสม

 

นอกจากนี้ ปัจจุบัน ประเทศทั่วโลกแทบจะไม่เหลือใครแล้วแหละที่เป็น Fixed Exchange Rate แล้วก็พยายามที่จะดูแลค่าเงินจำนวนมากอย่างที่สหรัฐฯ มีความกังวล

 

รายงานของสหรัฐฯ ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

 

ตอบ: รายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกปีละ 2 ครั้ง หรือทุกราวๆ 6 เดือน

 

โดยรายงานฉบับเดือนมกราคม 2026 นี้มาจากการรวบรวมข้อมูลระหว่างกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 ดังนั้น รอบถัดไปที่รายงานนี้จะออกมาจะอยู่ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งจะมาจากข้อมูลระหว่างมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2024

 

ไทยมีโอกาสติด Monitoring List อีกครั้งหรือไม่?

 

ตอบ: ต้องรอประเมินตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น ตัวเลข GDP ที่จะออกมา เพื่อมาดูว่า ไทยจะติดเกณฑ์ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ไทยน่าจะติดต่อเนื่อง

 

การติด Monitoring List จะส่งผลต่อการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หรือไม่?

 

ตอบ: ในแง่ของการเจรจา มีการพูดคุยกันต่อเนื่องอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะกระทบอะไร

The post ธปท.มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ชี้การถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไม่กระทบตลาดการเงิน-การดูแลค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ https://thestandard.co/us-thailand-currency-watch/ Fri, 30 Jan 2026 06:39:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1171484 ภาพแสดงธนบัตร กราฟเศรษฐกิจ และแว่นขยาย สื่อถึงการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระ […]

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงธนบัตร กราฟเศรษฐกิจ และแว่นขยาย สื่อถึงการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระวัง เสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ อีกครั้ง ร่วมกับอีก 9 ประเทศ เหตุเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ โดยในรายงานล่าสุด ประจำเดือนมกราคม 2026 ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเป็น ‘บิดเบือนค่าเงิน’ (Currency Manipulator)

 

เมื่อวันที่ 29 มกราคม (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ประจำเดือนมกราคม 2026 โดยขึ้นบัญชี ‘ประเทศไทย’ กลับไปเป็น ‘ประเทศที่ถูกเฝ้าระวังบิดเบือนค่าเงิน’ (Monitoring List) อีกครั้ง เนื่องจากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำหนดไว้

 

สำหรับประเทศและดินแดนอื่นๆ ที่เข้าเกณฑ์ Monitoring List นี้ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

 

ทั้งนี้ ประเทศอื่นๆ ยกเว้นไทย เป็นประเทศที่ติด Monitoring List ตั้งแต่รายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2025 ส่วนไทยเคยติด Monitoring List ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ในช่วงหลังโควิด ระหว่างปี 2020-2021

 

โดยสหรัฐฯ ยังระบุว่า ไทยเข้าข่าย 2 จาก 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่ เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

รวมถึงเกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ที่ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 3.8% ของ GDP ซึ่งถือว่า ‘มีนัยสำคัญ’ (เกินเกณฑ์ 3%)

 

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

ทั้งนี้ ในรายงาน ประจำเดือนมกราคม 2026 ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” (Currency Manipulator)

 

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะหารืออย่างใกล้ชิดต่อไปในประเด็นด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อจะหลีกเลี่ยงการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนหรือระบบการเงินระหว่างประเทศ เพื่อมิให้เป็นการขัดขวางการปรับตัวของดุลการชำระเงินอย่างมีประสิทธิผล หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

 

โดยสั่งให้ไทยรายงานการดำเนินการแทรกแซงค่าเงินใด ๆ อย่างน้อยทุกครึ่งปี โดยมีระยะเวลาล่าช้า 1 ไตรมาส และ รวมถึงข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศและฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ตามแบบฟอร์มข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศและสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ ของ IMF เป็นรายเดือน

 

ภาพ: schankz, mikeledray, valiantsin suprunovich/ Shutterstock

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์! ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ นิวไฮ! หลังความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ-จีนระอุ https://thestandard.co/gold-price-record-us-china-trade-tension/ Mon, 13 Oct 2025 08:11:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1129906 ราคาทองคำ

ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังปมความขัดแย้งการค้าส […]

The post ใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์! ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ นิวไฮ! หลังความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ-จีนระอุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ

ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังปมความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ – จีนมีสัญญาณว่า จะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ราคาโลหะเงินก็แตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

 

วันนี้ (13 ตุลาคม) ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย หลังความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีนที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อ ขณะที่ราคาโลหะเงินก็ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน

 

ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot gold) ปรับตัวขึ้น 1.5% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,078.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ ทองคำฟิวเจอร์ส สำหรับการส่งมอบเดือนธันวาคม ก็พุ่งขึ้น 2.3% แตะ 4,093.50 ดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 100% ต่อสินค้านำเข้าจากจีน และประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ที่สำคัญฉบับใหม่ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) และอุปกรณ์ของจีน ซึ่งต่อมารัฐบาลจีนได้ออกมาชี้แจงว่า มาตรการของตน ‘มีความชอบธรรม’

 

ไคล์ ร็อดดา (Kyle Rodda) นักวิเคราะห์จาก Capital.com กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหนุนตลาดทองคำลดลง แต่ตอนนี้เรากลับมามีความเสี่ยงใหม่ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง จากความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน”

 

Goldman Sachs คาดทองมีโอกาแตะ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในธ.ค.นี้

 

ย้อนกลับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ ณ เดือนธันวาคม ปี 2026 ขึ้นเป็น 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4,300 ดอลลาร์ โดยอ้างอิงถึงการไหลเข้าของเงินทุนอย่างแข็งแกร่งในกองทุน ETF ของฝั่งตะวันตก และแนวโน้มการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ

 

โกลด์แมนระบุว่า “เรามองว่าความเสี่ยงต่อการคาดการณ์ราคาทองคำฉบับปรับปรุงใหม่นี้ โดยรวมแล้วยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้อีก เนื่องจากการกระจายการลงทุนของภาคเอกชนมาสู่ตลาดทองคำซึ่งมีขนาดค่อนข้างเล็ก อาจผลักดันให้การถือครองของกองทุน ETF สูงเกินกว่าที่เราได้ประเมินไว้”

 

ราคาเงิน ‘พุ่งแรง’ กว่าทอง

 

ส่วนราคาเงินในตลาดสปอตพุ่งขึ้น 2.7% ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 51.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเดียวกับทองคำ ประกอบกับสภาวะอุปทานที่ตึงตัวในตลาดสปอต โดยนับตั้งแต่ต้นปี ราคาเงินมีอัตราเพิ่มขึ้นแซงทองคำแล้ว หรือเพิ่มขึ้น 73.51% (YTD)

 

โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ราคาเงินคาดว่า จะปรับตัวสูงขึ้นในระยะกลาง จากกระแสการลงทุนของภาคเอกชน แต่เตือนถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้นและความเสี่ยงขาลงที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับทองคำ

 

ทั้งนี้ ทองคำแท่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้วราว 53% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าซื้อทองคำอย่างแข็งแกร่งของธนาคารกลางต่างๆ เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF การคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการทางภาษี

 

ปัจจุบัน ตลาดคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในเดือนตุลาคมนี้ และจะปรับลดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันอีกครั้งในเดือนธันวาคม

 

โดยเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed มีกำหนดจะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติ (National Association for Business Economics: NABE) ในวันอังคารที่ 14 ตุลาคมนี้ ซึ่งอาจให้สัญญาณใหม่ๆ เกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย ขณะที่เจ้าหน้าที่ Fed คนอื่นๆ ก็มีกำหนดการจะกล่าวถ้อยแถลงตลอดทั้งสัปดาห์

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวโทษพรรคเดโมแครตว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนต้องตัดสินใจเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายพันคนในช่วง Government Shutdown ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และทำให้การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ต้องล่าช้าออกไป

 

ด้านสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ผู้นำโลกหลายคน รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ มีกำหนดจะเข้าร่วมการประชุมที่ประเทศอียิปต์ในวันจันทร์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการหยุดยิงในฉนวนกาซา

 

ภาพ: VladKK / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์! ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ นิวไฮ! หลังความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ-จีนระอุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จีน’ แผ่อิทธิพล ตลาดเกิดใหม่ ดัน ‘หยวน’ เป็นสกุลเงินหลักชำระเงินการค้า กระจายความเสี่ยงค่าเงิน ‘ดอลลาร์’ https://thestandard.co/china-yuan-emerging-market/ Thu, 02 Oct 2025 12:37:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1125826 หยวน

ท่ามกลางกระแสการโหมข่าว ‘Dedollarization’ หรือ การเสื่อ […]

The post ‘จีน’ แผ่อิทธิพล ตลาดเกิดใหม่ ดัน ‘หยวน’ เป็นสกุลเงินหลักชำระเงินการค้า กระจายความเสี่ยงค่าเงิน ‘ดอลลาร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หยวน

ท่ามกลางกระแสการโหมข่าว ‘Dedollarization’ หรือ การเสื่อมค่าของดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสกุลเงินหลักของโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ในอนาคต อิทธิพลของดอลลาร์ในระบบการเงินอาจจะล่มสลาย แล้วถูกแทนที่ด้วยสกุลเงินอื่นแทน โดย ‘หยวน’ ได้ถูกจับตามอง ในฐานะสกุลเงินหลัก ที่มีโอกาสมาแทนที่ดอลลาร์ เนื่องจากมีบทบาทในการทำธุรกรรมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

คำถามคือ ทฤษฎีดอลลาร์ล่มสลาย หยวนขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักนั้น มีโอกาสเกิดจริงแค่ไหน หรือแค่เป็นการหยิบข้อมูลความผันผวนระยะสั้นของดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายสุดโต่งทั้งด้านตลาดทุน และตลาดเงินของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กันแน่

 

ข้อมูลล่าสุดของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่า ในปี 2568 หยวน กลายเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยมีสัดส่วน 8.5% ของธุรกรรมสกุลเงินทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 7.0% ในการสำรวจเมื่อปี 2565 ปัจจุบันปริมาณการซื้อขายทั่วโลกต่อวันพุ่งสูงถึง 817,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับ ‘ปอนด์สเตอร์ลิง’ ซึ่งอยู่ในอันดับ 4 โดยสัดส่วนในธุรกรรมสกุลเงิน ทั่วโลกลดลงเหลือ 10.2% จาก 12.9% ในปี 2565

 

ด้าน ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ยังคงครองแชมป์สกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 89.2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 88.4% เมื่อปี 2565

 

แม้ในปีนี้ทั่วโลก จะมีความต้องการซื้อขายสกุลเงินหยวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนมีโอกาสขึ้นมาแทนตำแหน่งเงินปอนด์สเตอร์ลิง แต่เมื่อเปรียบเทียบข้อมูล ธุรกรรมการชำระเงินทั่วโลกในระบบ SWIFT พบว่า ในเดือนสิงหาคม 2568 สกุลเงินหยวน มีสัดส่วนการใช้ชำระเงินลดลง เหลือ 2.9% จาก 4.7% ในปีก่อน

 

ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการใช้สกุลเงินหยวนในฐานะสื่อกลาง การชำระเงิน ยังไม่เสถียรนัก ในขณะที่ดอลลาร์สหรัฐ ยังครองอันดับ 1 ในฐานะสกุลเงิน ที่ถูกใช้ชำระเงินมากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 47.94%

 

เปิดสัดส่วนสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายมากสุด อันดับ 5 แรก ในปี 2568

 

  • ดอลลาร์สหรัฐ 89.2% ของธุรกรรมทั่วโลก (88.4% ในปี 2565)
  • ยูโร 28.9% ของธุรกรรมทั่วโลก (30.6% ในปี 2565)
  • เยน 16.8% ของธุรกรรมทั่วโลก (16.7% ในปี 2565)
  • ปอนด์ 10.2% ของธุรกรรมทั่วโลก (12.9% ในปี 2565)
  • หยวน 8.5% ของธุรกรรมทั่วโลก (7% ในปี 2565)

 

ตลาดเกิดใหม่ ไพ่ลับหนุนจีน เป็นสกุลเงินหลักโลกการค้า

 

เมื่อถามถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่หยวนจะขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักแทนที่ดอลลาร์ในด้านการค้า เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในระยะสั้น-ระยะกลาง หยวนจะมีบทบาทมากขึ้น ในการทำธุรกรรมชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้เดินหน้าขยายอิทธิพลด้านการค้าการลงทุนกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน และตะวันออกกลาง ดังนั้นในอนาคต กลุ่มประเทศเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันบทบาทสกุลเงินหยวนในด้านการค้า

 

อย่างไรก็ตาม แม้เงินหยวนมีบทบาทมากขึ้นในด้านการค้า แต่ยังไม่สามารถขึ้นมาแทนที่เงินดอลลาร์ได้ โดยดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินอันดับ 1 ซึ่งเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน แม้จะมีความกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

 

ประกอบกับจีนยังมีอุปสรรคด้านมาตรการควบคุมค่าเงิน โดยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed Float Exchange Rate Regime) โดยปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวในกรอบที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) กำหนดไว้และเข้ามาแทรกแซงไม่ให้ค่าเงินผันผวนเกินไป

 

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนจะมีความพยายามผลักดันให้หยวนเป็นสกุลเงินสากล ด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบควบคุมการไหลเข้า-ออกของเงินทุน, เปิดกว้าง ตลาดปริวรรตเงินตรามากขึ้น

 

แต่การเปิดตลาดก็ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เปิดเสรีทั้งหมดในคราวเดียว เพราะเป้าหมายการเปิดตลาดของจีนมีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า การลงทุนมากขึ้น

 

เมื่อถามถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หากเงินหยวนมีบทบาทมากขึ้น ในด้านการค้า การลงทุน เกวลิน อธิบายเพิ่มเติมว่า จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า ระหว่างสองประเทศ เหมือนกับที่ไทยทำการค้าด้วยสกุลเงินท้องถิ่น กับประเทศอาเซียน โดยผู้ประกอบการจะมีทางเลือกในการบริหาร ความเสี่ยงด้านค่าเงินเมื่อแปลงสกุล ต่างประเทศกลับมาเป็นบาท ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนของธุรกิจ จากการพึ่งพาเงินดอลลาร์เพียงอย่างเดียว

 

ภาพ: Ikkiae001 / SHutterstock, liu yongqiang / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ‘จีน’ แผ่อิทธิพล ตลาดเกิดใหม่ ดัน ‘หยวน’ เป็นสกุลเงินหลักชำระเงินการค้า กระจายความเสี่ยงค่าเงิน ‘ดอลลาร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สามกระทิงกับสิงโต ในตลาดการเงินครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/innovestx-h2-2025-market-outlook/ Tue, 22 Jul 2025 09:55:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1098476 ตลาดการเงิน

ปี 2025 มาพร้อมกับความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ แต่สิน […]

The post สามกระทิงกับสิงโต ในตลาดการเงินครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดการเงิน

ปี 2025 มาพร้อมกับความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ แต่สินทรัพย์การเงินทั่วโลกกลับทำผลตอบแทนดีเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น บอนด์ หรือสินทรัพย์ทางเลือก

 

ธีมการลงทุนโดดเด่นจัดเป็น ‘สามกระทิง’ ของปีนี้ ประกอบด้วย ทองคำ Bitcoin และ หุ้น AI ทั้งสามสินทรัพย์มีแต่ข่าวดี และปรับตัวขึ้นจากปลายปีก่อน 20-25%

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สามกระทิงปี 2025 จะดีต่อได้แค่ไหน สิ่งที่นักลงทุนไทยต้องรู้ คือ ‘สิงโต’ หรือเหตุการณ์ที่จะหยุดกระทิงทั้งสามตัวนี้ได้คืออะไร 

 

คำตอบอยู่ที่การเข้าใจที่มาของผลตอบแทนและประเมินอนาคต เริ่มต้นผมมองไปที่แรงส่งที่จะหนุน Bull Markets ให้ไปต่อ

 

กระทิงตัวแรก สินทรัพย์มากประสบการณ์อย่าง ‘ทองคำ’ แม้โอกาสครึ่งปีหลังอาจไม่เท่าครึ่งปีแรก แต่ความเสี่ยงปรับฐานต่ำเพราะมีสถานะ Safe Haven

 

ทองคำสร้างสถิติใหม่ด้วยการพุ่งขึ้นแตะระดับ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากหลายปัจจัย ประกอบด้วย (1) ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และยูเครน (2) ดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากภาพรวมเงินทุนเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจในสหรัฐ และที่สำคัญที่สุด (3) การที่ธนาคารกลางของโลก หันมาสะสมทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

 

สำหรับครึ่งปีหลัง เหตุการณ์เฉพาะเช่นสงครามยังคาดเดายาก อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงหลักที่มักกดดันทองคำอย่าง ดอกเบี้ยขาขึ้น ดอลลาร์แข็งค่า หรือเศรษฐกิจเร่งตัวแรง ก็มีไม่สูงเช่นกัน 

 

สอง กระทิงเปลี่ยวอย่าง ‘Bitcoin’ เป็นปีที่บทบาทเปลี่ยนจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างชัดเจน

 

ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับภาวะ Risk-On จนสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 

 

แรงหนุนในรอบนี้ต่างจากช่วงก่อนหน้า เพราะไม่ใช่แค่รายย่อยที่สนใจ แต่สถาบันการเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่าน Bitcoin ETF ที่มีการจัดตั้งขึ้นในช่วงต้นปีก่อน

 

นอกจากนั้น ยังมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายด้านการกำกับควบคุมธุรกิจ stablecoin ที่คาดว่าจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคและนักลงทุนทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับ Crypto Assets มากขึ้น

 

ด้วยแรงหนุนเชิงโครงสร้างและประเภทผู้ถือครองที่เปลี่ยนไป Bitcoin มีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ช่วงอิ่มตัว (Mature Stage) ในช่วงครึ่งหลังของปี ราคาเป็นขาขึ้นแต่ความผันผวนจะลดลง

 

สุดท้าย กระทิงหนุ่ม ‘หุ้น AI’  เป็นธีมที่ตลาดมีความเชื่อมั่นมาก อย่างไรก็ดี บททดสอบที่แท้จริงอาจกำลังจะเกิดขึ้นในทศวรรษนี้

 

ปี 2025 เราคาดว่าจะเห็นเงินลงทุนไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานของ AI อย่างน้อย 3 – 5 พันล้านดอลลาร์ การลดต้นทุนด้วยการ automation มีมากขึ้นในระดับองค์กร ขณะที่การสร้างรายได้จาก AI ชัดเจนในหลายอุตสาหกรรม ไล่ตั้งแต่ social media ไปจนถึง e-commerce 

 

แม้ต้นปีจะมีจังหวะปรับฐานแรงจากการแข่งขันที่สูง แต่ตลาดยังคงมีความเชื่อว่า AI แค่อยู่ในช่วง Early Stage การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้อีก

 

สิ่งสำคัญคือบริษัทที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำกลุ่ม AI ได้ก่อนจะมีความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยี ระบบนิเวศ และฐานลูกค้าที่มั่นคง ทำให้บริษัทใหญ่เป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนระยะยาว

 

เมื่อเราเข้าใจปัจจัยสนับสนุนและเหตุผลของเหล่ากระทิงแล้ว คำถามสำคัญต่อมาคือ อะไรที่จะหยุดกระทิงทั้งสามตัวนี้ในปี 2025 และในอนาคต

 

ปกติที่สุดคือดอลลาร์กลับมาแข็งค่า

 

แรงหนุนร่วมกันของทั้งสามธีมคือการอ่อนค่าของดอลลาร์ ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจสหรัฐกลับเป็นฝ่ายที่เติบโตดีเกินคาด ธีมทั้งหมดมีโอกาสชะลอ หรือกลับตัว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันผมมองว่าโอกาสเกิดขึ้นมีไม่มาก เมื่อการเจรจาการค้ายังไม่มีบทสรุป และ Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ยในอนาคต

 

สองคือบอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับตัวขึ้นเร็วและแรง 

 

คาดว่าจะนำโดยยีลด์ญี่ปุ่นและสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นจากประเด็นการเมือง นโยบายการเงิน และการคลัง ความเสี่ยงนี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าดอลลาร์แข็งค่า แต่แรงกระแทกอาจเป็นผลระยะสั้น ถ้าการปรับตัวขึ้นของยีลด์เกิดขึ้นเร็ว หรือตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยของ Fed

 

สามคือผลประกอบการของตลาดรายงานออกมาต่ำกว่าคาด

 

ความเสี่ยงผลประกอบการมีผลกระทบรุนแรงที่สุด อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกำไรของตลาดปรับตัวลงช้า และคาดว่าจะชะลอตัวลงหลังจากที่ภาษีการค้าเริ่มมีผลกับธุรกิจ ดังนั้นจึงอาจไม่เกิดขึ้นถ้าทั่วโลกสามารถหาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐได้

 

สุดท้ายคือการกลับทิศนโยบายของทรัมป์

 

เพราะทรัมป์สนับสนุนได้ก็เปลี่ยนใจได้ มองย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แทบไม่มีนโยบายใดเลยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนใจของทรัมป์เข้ามามีบทบาทสำคัญ จึงไม่สามารถวางใจได้ว่าทรัมป์จะไม่เปลี่ยนท่าทีต่อ AI Bitcoin หรือการค้ากับจีนในอนาคต

 

โดยสรุป ผมมองว่าทองคำ Bitcoin และหุ้น AI ต่างมีจุดแข็งของตัวเอง แต่ก็ต้องไม่ลืมระวังกับความเสี่ยงสำคัญข้างต้นที่อาจทำให้กระทิงทั้งสามเสียความสามัคคีหรือปรับฐานลงได้

 

แม้ปี 2025 จะเป็นปีแห่งความไม่แน่นอน แต่กระทิงทั้งสามแสดงให้เราเห็นอีกครั้งว่าแนวโน้มใหญ่เป็นสิ่งสำคัญกว่าข่าวรายวัน ในช่วงครึ่งหลังของปี จึงต้องติดตามไปพร้อมกันว่า ความเสี่ยงไหนจะขยายวง กลายเป็นธีมใหญ่ระดับสิงโตที่จะสามารถหยุดกระทิงเหล่านี้ได้หรือไม่ครับ

 

Screenshot

ผลตอบแทนทองคำ Bitcoin และธีม AI วัดด้วย ETF CHAT ในตลาดสหรัฐ rebased 100 จากต้นปี 2025 สกุลเงิน USD

ที่มา: Bloomberg, FSS

 

ภาพ: monsitj / Getty Images 

The post สามกระทิงกับสิงโต ในตลาดการเงินครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางเอเชียเริ่มลดการแทรกแซงค่าเงิน หวั่นเสี่ยงกระทบสัมพันธ์การค้า https://thestandard.co/asia-central-banks-currency-intervention/ Mon, 23 Jun 2025 03:17:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1087849 ภาพสัญลักษณ์ ค่าเงินเอเชียหลายสกุล รวมถึงวอน รูปี ดอลลาร์ไต้หวัน สื่อถึงแนวโน้มลดการแทรกแซงของธนาคารกลาง

ธนาคารกลางของหลายประเทศเกิดใหม่ในเอเชียเริ่มลดการแทรกแซ […]

The post ธนาคารกลางเอเชียเริ่มลดการแทรกแซงค่าเงิน หวั่นเสี่ยงกระทบสัมพันธ์การค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสัญลักษณ์ ค่าเงินเอเชียหลายสกุล รวมถึงวอน รูปี ดอลลาร์ไต้หวัน สื่อถึงแนวโน้มลดการแทรกแซงของธนาคารกลาง

ธนาคารกลางของหลายประเทศเกิดใหม่ในเอเชียเริ่มลดการแทรกแซงค่าเงินลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงนี้ โดยทั้งธนาคารกลางอินเดียและมาเลเซียได้ลดขนาดการถือครองอนุพันธ์บางประเภทที่เคยใช้เพื่อกดค่าเงินของตน

 

ขณะที่ไต้หวันปล่อยให้ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจยอมรับการแข็งค่ามากกว่านี้ หากการเคลื่อนไหวของตลาดยังอยู่ในกรอบที่เป็นระเบียบ

 

ส่วนกองทุนบำนาญแห่งชาติของเกาหลีใต้ก็ได้ยุติการสนับสนุนค่าเงินวอนที่ดำเนินมาตลอด 5 เดือนแล้วเช่นกัน สาเหตุหลักที่ทำให้หลายประเทศลดการแทรกแซงมาจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงมากกว่า 7% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ความกดดันต่อสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ผ่อนคลายลง

 

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์เหล่านี้ยังสะท้อนความระมัดระวังทางการเมืองด้วย โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า หลายประเทศอาจกังวลแรงกดดันจากโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะหยิบยกนโยบายค่าเงินมาใช้เป็นเครื่องต่อรองในการเจรจาการค้ารอบใหม่ที่เดิมพันสูง

 

แนวโน้มที่ธนาคารกลางในเอเชียปรับลดการปกป้องค่าเงินของตน สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในตลาดการเงินโลก

 

นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ความไม่แน่นอนจากนโยบายขึ้นภาษีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก และยังทำให้เกิดคำถามที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับบทบาทของเงินดอลลาร์ในระบบการค้าโลก

 

ขณะที่เกาหลีใต้ยืนยันเมื่อเดือนที่แล้วว่าได้มีการหารือด้านค่าเงินกับสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นทันที ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ทรัมป์อาจต้องการให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงเพื่อหนุนการส่งออกของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม Stephen Miran หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของทำเนียบขาว ออกมาปฏิเสธว่า สหรัฐฯ ไม่มีข้อตกลงลับเพื่อทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า พร้อมย้ำว่านโยบายของสหรัฐฯ ยังสนับสนุน ‘ดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง’ เหมือนเดิม ซึ่งในปีนี้ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยลดลงราว 10% เทียบกับยูโรและฟรังก์สวิส

 

บรรดานักลงทุนกำลังจับตาว่าสกุลเงินใดจะได้ประโยชน์มากที่สุด จากช่วงเวลาที่หลายประเทศลดการแทรกแซงค่าเงินลง เกาหลีใต้และมาเลเซีย เป็นสองประเทศที่ถูกมองว่าได้เปรียบที่สุด เนื่องจากทั้งคู่มีดุลการค้าเกินดุลในระดับสูง 

 

ดอลลาร์ไต้หวันก็เป็นอีกหนึ่งสกุลเงินที่นักกลยุทธ์ในตลาดกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ธนาคารกลางไต้หวันยังอาจเข้าแทรกแซงเป็นระยะเพื่อควบคุมความผันผวน แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าไต้หวันจะปล่อยให้ค่าเงินแข็งค่าต่อไป แม้จะขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบหลายปีก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการลดการแทรกแซงค่าเงินยังไม่ใช่ฉันทามติของทั้งเอเชีย อินโดนีเซีย ยังคงเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างแข็งขัน ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ธนาคารกลางอินโดนีเซียเข้าตลาดทันทีเพื่อสกัดความผันผวนของค่าเงินรูเปียห์ หลังถูกกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 

ขณะเดียวเองฟิลิปปินส์เองก็ส่งสัญญาณไม่ชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ระบุว่าการแทรกแซงไร้ประโยชน์ แต่ในอีกด้านก็เตือนว่าอาจจำเป็นต้องจริงจังขึ้น หากเงินเปโซยังอ่อนค่าต่อเนื่อง

 

ทางด้านธนาคารกลางจีนยังคงควบคุมการเคลื่อนไหวของเงินหยวนอย่างเข้มงวด และไม่เปิดให้ค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างอิสระเหมือนประเทศอื่นๆ แม้บางประเทศยังคงใช้วิธีแทรกแซงค่าเงิน 

 

แต่สำหรับธนาคารกลางในเอเชียที่เคยแทรกแซงบ่อยที่สุดหลายแห่ง ทิศทางล่าสุดดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในทาง ‘ลดการแทรกแซง’ อย่างชัดเจน

 

ในรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังไม่ระบุว่ามีประเทศใดเป็น ‘ผู้บิดเบือนค่าเงิน’ อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และเวียดนาม ล้วนผ่านเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ ที่ใช้พิจารณาว่าประเทศใดเข้าข่ายบิดเบือนค่าเงิน

 

อ้างอิง:

The post ธนาคารกลางเอเชียเริ่มลดการแทรกแซงค่าเงิน หวั่นเสี่ยงกระทบสัมพันธ์การค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดอลลาร์หน้าบึ้ง https://thestandard.co/dollar-frown-theory/ Wed, 21 May 2025 03:56:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1076594 ทฤษฎีดอลลาร์หน้าบึ้ง (Dollar Frown Theory) ชี้ทิศทางค่าเงินดอลลาร์อ่อนในปี 2025

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ    ‘เง […]

The post ดอลลาร์หน้าบึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทฤษฎีดอลลาร์หน้าบึ้ง (Dollar Frown Theory) ชี้ทิศทางค่าเงินดอลลาร์อ่อนในปี 2025

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ 

 

‘เงินดอลลาร์’ เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ถูกจับตามากที่สุดในปี 2025

 

เหตุผลสำคัญคือ ดอลลาร์ร่วงจากระดับแข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ในเดือนมกราคม ลงไปกว่า 10% ในเวลาเพียงแค่ 4 เดือน ทั้งที่เศรษฐกิจสหรัฐก็ไม่ได้แย่กว่าทั่วโลก Fed ก็ยังไม่ลดดอกเบี้ย

 

ยิ่งความไม่แน่นอนในปีนี้ถือว่าสูงมาก ปกติดอลลาร์ที่มีฐานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ควรแข็งค่า แต่ทิศทางดอลลาร์กลับสวนทางทุกทฤษฎีอย่างที่เห็น

 

จนนักวิเคราะห์ในตลาดตั้งทฤษฎีใหม่ให้ดอลลาร์ว่าเป็น ‘ดอลลาร์หน้าบึ้ง’ (The Dollar Frown Theory) เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและหาโอกาสการลงทุนในตลาดการเงิน จากทิศทางของเงินดอลลาร์ที่บึ้งตึงนี้

 

ประเด็นแรกที่ต้องรู้คือ ดอลลาร์เปลี่ยนไปเพราะความเชื่อของนักลงทุนไม่มั่นคงเหมือนก่อน

 

ดอลลาร์เป็นสกุลเงินพื้นฐานของโลก ในภาวะปกติการประเมินมูลค่าและแนวโน้มจะอ้างอิงกับปัจจัยหลักสามอย่าง ประกอบด้วย (1) การเติบโตของเศรษฐกิจ (2) ส่วนต่างของดอกเบี้ยนโยบายระหว่าง Fed กับธนาคารกลางสำคัญอื่นๆ ของโลก และ (3) การเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk Sentiment)

 

นโยบายเศรษฐกิจของ Trump คือความไม่แน่นอน นโยบายหลายอย่างกลับไปมา ตรงข้ามกับความมั่นคง ตลาดจึงเริ่มมีความเชื่อใหม่ว่าโครงสร้างพื้นฐานของดอลลาร์อาจถูกเปลี่ยนแปลงไปในไม่ช้า 

 

ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครแน่ใจได้ว่าควรประเมินนโยบายเศรษฐกิจของ Trump เป็นบวกหรือลบกับเศรษฐกิจโลกและสหรัฐกันแน่ เช่นเดียวกับ Fed ที่ไม่ชัดเจนว่าควรปรับดอกเบี้ยอย่างไร 

 

ยิ่งในฝั่งตลาดการเงิน เมื่อเจอกับนโยบายการค้าที่กลับทิศไปมาได้ในเวลาอันสั้น ยิ่งทำให้ Risk Sentiment ไม่ชัดเจนว่าควรอยู่ในโหมด Risk on หรือ Risk off ดอลลาร์จึงกลายเป็นเสมือนตัวแปรต้น มากกว่าตัวแปรตาม ยากที่จะวิเคราะห์ด้วยสมการปกติ

 

ประเด็นที่สอง เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ตลาดจะให้น้ำหนักกับ Flows มากกว่า Fundamentals

 

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ Flow Driven มักเกิดขึ้นในช่วงที่สภาพคล่องในระบบสูงหรือต่ำผิดปกติ (เช่นการทำ QE หรือ QT) หรือนักลงทุนไม่มีหลักยึดเพราะความเชื่อมั่นต่ำ 

 

ปัจจุบันการเคลื่อนย้ายของเงินทุนในตลาดหุ้นและบอนด์สหรัฐเป็นเครื่องชี้นำทิศทางของดอลลาร์ส่วนใหญ่ 

 

เช่นในช่วงที่เกิดแรงขายหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ดอลลาร์อ่อนค่าลงทันที เพราะตลาดไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยิ่งในช่วงที่มีประเด็นสงครามการค้า นักลงทุนต่างชาติจะยิ่งเป็นกลุ่มแรกที่ขาย ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่ามากขึ้น

 

อีกตัวอย่างคือตลาดบอนด์ เมื่อมีนักลงทุนเริ่มขาย แม้ยีลด์จะสูงหรือราคาจะดีขึ้น แต่ตลาดจะตีความไปทันทีว่า การปรับตัวขึ้นของยีลด์สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังที่แย่ลงของสหรัฐ ความเชื่อมั่นถดถอย

 

ยิ่งในช่วงที่นักลงทุนต่างชาติกังวลว่า Trump อาจใช้การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นเครื่องมือต่อรองด้านการค้า ไม่แปลกที่จะเกิดแรงขายบอนด์พร้อมกับการแลกเงินกลับไปลงทุนในประเทศต้นทางเพื่อหลบความเสี่ยง

 

และสามคือมุมมองต่อนโยบายการคลังสหรัฐที่มีแต่ด้านลบ กดดันความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจและเงินดอลลาร์

 

เหตุผลด้านการคลังของสหรัฐฯ ในตอนนี้เป็นลบกับดอลลาร์แทบทุกกรณี

 

ถ้านโยบายการคลังผ่อนคลาย เช่น ไม่ควบคุมรายจ่าย ไม่ขึ้นภาษี ยอมขาดดุลงบประมาณสูงต่อเนื่อง นักลงทุนจะกังวลและไม่อยากถือทั้งบอนด์และดอลลาร์ นำไปสู่เหตุการณ์ยีลด์ขึ้นแต่ดอลลาร์อ่อน สะท้อนว่าตลาดไม่เชื่อ Trump ว่าจะสามารถแก้ไขการขาดดุลได้

 

แต่ถ้านโยบายการคลังตึงเกินไป เช่น ลดรายจ่าย ขึ้นภาษี หรือตัดขาดดุลฉับพลัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที นักลงทุนจะทิ้งดอลลาร์เพราะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอ่อนแอ โดยบางส่วนจะซื้อบอนด์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนและบอนด์ยีลด์ลด

 

โดยสรุป ทิศทางของดอลลาร์ในปีนี้จึงเป็นไปได้สามรูปแบบ ถ้า Trump รักษาสมดุลการคลังได้ ตลาดจะมั่นใจไม่ขายหุ้นหรือบอนด์มากเกินไป ดอลลาร์จะอยู่ที่จุดสมดุลใหม่

 

ส่วนถ้า Sentiment ของตลาดเป็นลบ หรือนโยบายการคลังตึงตัวเกินไป นักลงทุนจะเลือกทิ้งดอลลาร์ และถึงแม้ Sentiment ของตลาดเป็นบวก แต่ถ้านโยบายการคลังถูกมองว่าผ่อนคลายเกินไป นักลงทุนก็จะเลือกทิ้งดอลลาร์ เกิดเป็น The Dollar Frown Theory นั่นเอง

 

ในมุมมองของผม ทฤษฎีดอลลาร์หน้าบึ้ง สะท้อนความไม่เชื่อมั่นทั้งในสถานะการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และสถานะการคลังของสหรัฐ

 

ทิศทางของดอลลาร์ในปีนี้ จึงจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นความเชื่อมั่น และเสถียรภาพการคลังให้ได้ มากกว่าแค่คำถามว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตแค่ไหน หรือ Fed จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย 

 

สำหรับโลกการลงทุนก็เช่นกัน ปี 2025 จะไม่ใช่ปีที่นักลงทุนใช้แค่ระดับยีลด์ หรือการเติบโตของกำไรเป็นเครื่องตัดสินการลงทุน เพราะความเสี่ยงระดับประเทศ และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันไปแล้วครับ

 

ทฤษฎีดอลลาร์หน้าบึ้ง The Dollar Frown Theory

 

ภาพ: Chuck Savage / Getty Images 

อ้างอิง: 

  • Finansia Syrus Securities

The post ดอลลาร์หน้าบึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่า 9% ใน 2 วัน จากแรงเทขายของผู้ส่งออก จับตาสถานการณ์ Plaza Accord 2.0 https://thestandard.co/taiwan-dollar-surges-9-two-days/ Wed, 07 May 2025 04:01:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1071885

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตามองค่าเงิน ดอลลาร์ไต้หวัน ( […]

The post เงินดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่า 9% ใน 2 วัน จากแรงเทขายของผู้ส่งออก จับตาสถานการณ์ Plaza Accord 2.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตามองค่าเงิน ดอลลาร์ไต้หวัน (TWD) อย่างใกล้ชิด หลังเผชิญความผันผวนอย่างหนักในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม โดยแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง 9% ใน 2 วัน ก่อนจะย่อตัวลงอย่างรวดเร็วในวันอังคารที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม) ท่ามกลางกระแสคาดการณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการแทรกแซงของธนาคารกลาง และนัยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในวงกว้าง

 

ปรากฏการณ์แข็งค่าทุบสถิติ สู่การย่อตัวฉับพลัน

 

ในช่วงเปิดสัปดาห์ (จันทร์ที่ 5 พฤษภาคม) ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันสร้างความประหลาดใจด้วยการแข็งค่ารายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่อย่างน้อยปี 1981 ตามข้อมูลของ LSEG 

 

และเมื่อรวมกับการปรับตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน (1-2 พฤษภาคม) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวัน ทะยานขึ้นรวมกว่า 9% ในช่วงเพียงสองวันทำการ แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ก่อนที่จะ อ่อนค่าลงกว่า 3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในวันอังคาร (6 พฤษภาคม) 

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการย่อตัวลง แต่หากนับตั้งแต่ต้นปี ดอลลาร์ไต้หวันยังคงแข็งค่าขึ้นกว่า 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงในสัดส่วนเดียวกัน

 

เดวิด เชา นักกลยุทธ์ตลาดโลกของ Invesco ให้ความเห็นว่า “เรากำลังเห็นการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่ผันผวนมากกว่าที่เราเคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียเสียอีก”

 

เบื้องหลังการแข็งค่าอย่างรวดเร็ว 

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การทะยานขึ้นอย่างรุนแรงของดอลลาร์ไต้หวันในช่วงก่อนหน้า มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญหลายประการ ได้แก่

 

  1. ผู้ส่งออกเร่งแปลงดอลลาร์สหรัฐ: ข้อมูลเศรษฐกิจไต้หวันที่แข็งแกร่ง (GDP ไตรมาส 1/68 เติบโตดี) และการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ประกอบกับบทความในนิตยสารท้องถิ่นที่จุดประเด็นว่ารัฐบาลไต้หวันอาจยอมให้ค่าเงินแข็งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไต้หวันรีบเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถือครองอยู่ออกมาเพื่อแลกกลับเป็นสกุลเงินท้องถิ่นอย่างหนัก

 

  1. บริษัทประกันชีวิตเร่งป้องกันความเสี่ยง (Hedging): บริษัทประกันชีวิตไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในเอเชีย (มีสินทรัพย์ต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นหนี้สหรัฐฯ มูลค่ากว่า 23 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 7.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ (ราว 65% ณ สิ้นปีที่แล้ว) ได้เร่งทำการป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มแรงซื้อดอลลาร์ไต้หวัน

 

บทบาทของธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) และเกมการเจรจาการค้า

 

การที่ธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) ดูเหมือนจะนิ่งไปอย่างผิดสังเกตในช่วงที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง ได้จุดกระแสคาดการณ์ว่าทางการไต้หวันอาจกำลัง “อดทน” ต่อการแข็งค่าของค่าเงินเพื่อหวังผลประโยชน์หรือข้อได้เปรียบในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 

 

สเตฟาน แองกริก หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นและตลาด Frontier ของ Moody’s Analytics ให้ความเห็นว่า “ธนาคารกลางมีท่าทีนิ่งเฉยอย่างผิดปกติท่ามกลางปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่พุ่งสูง”

 

แม้ว่าเมื่อวันจันทร์ (5 พฤษภาคม) นายหยาง จิน-หลง ผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวัน จะแถลงข่าวว่า CBC ได้เข้าแทรกแซงเพื่อสกัดกั้นสิ่งที่เห็นว่าเป็นกระแสเงินทุนไหลเข้าที่มากเกินไป พร้อมทั้งปฏิเสธข่าวลือที่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ แต่นายแองกริกกลับมองว่า อัตราแลกเปลี่ยนอาจ “ถูกหยิบยกขึ้นมาบนโต๊ะเจรจาอย่างเงียบๆ ในการพูดคุยเรื่องการค้าในภาพรวมระหว่างสหรัฐฯ-ไต้หวัน”

 

ขณะที่ ไมเคิล วัน นักกลยุทธ์ FX ของ MUFG Bank มองว่า การย่อตัวของดอลลาร์ไต้หวันในวันอังคารเป็นผลมาจากแรงซื้อดอลลาร์สหรัฐที่กลับมาของผู้นำเข้า และเชื่อว่า CBC ยังไม่ได้เข้าแทรกแซงอย่างจริงจังมากนัก

 

มีรายงานว่า คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไต้หวัน (FSC) ได้เรียกประชุมบริษัทประกันรายใหญ่บางแห่งเพื่อประเมินความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อพอร์ตลงทุนพันธบัตรสหรัฐฯ ของพวกเขา โดยมีบริษัทประกัน 3 แห่งแจ้งว่าระดับเงินกองทุนตามความเสี่ยง (RBC) ยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานผลกระทบต่อผู้ส่งออกไต้หวัน และความหวั่นใจ ‘Plaza Accord 2.0’

 

การแข็งค่าอย่างรวดเร็วของดอลลาร์ไต้หวันได้สร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นของ TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยร่วงลงเกือบ 2% ในวันอังคาร 

 

เบรดี้ หวัง (ผู้อำนวยการสมทบของ Counterpoint Research ประเมินว่า ทุกๆ 1% ที่ดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่าขึ้น จะส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานของ TSMC ลดลงประมาณ 0.4% เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ของ TSMC อยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ฐานการผลิตหลักอยู่ในไต้หวัน โดย TSMC คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 โดยอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.5 TWD/USD

 

อย่างไรก็ตาม แองกริก เสริมว่า อุปสงค์ชิปทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งจากกระแส AI และความต้องการชิปขั้นสูง อาจช่วยลดทอนผลกระทบได้บ้าง เนื่องจากไต้หวันยังคงเป็นซัพพลายเออร์สำคัญที่มีคู่แข่งน้อยราย ขณะที่ เฟลิกซ์ ลี นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ Morningstar ชี้ว่า ผู้ส่งออกรายใหญ่จำนวนมาก เช่น TSMC มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่ดีพอสมควร

 

ปรากฏการณ์นี้ยังทำให้เกิดความกังวลถึง ‘Plaza Accord 2.0’ โดย จู วัง หัวหน้าฝ่าย FX และอัตราดอกเบี้ยภูมิภาคจีนของ BNP Paribas ระบุว่า “สกุลเงินของประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมีความเสี่ยงต่อความกลัวเรื่อง ‘Plaza Accord 2.0’ มากที่สุด และดอลลาร์ไต้หวันก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของรายการนี้” โดย Plaza Accord คือข้อตกลงในปี 1985 ที่กลุ่ม G5 ตกลงลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเงินมาร์คเยอรมันและเยนญี่ปุ่น

 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองว่ามีโอกาสที่สกุลเงินในเอเชีย รวมถึงดอลลาร์ไต้หวัน จะแข็งค่าขึ้นได้อีก โดยคาดว่ามาตรการภาษีของทรัมป์อาจส่งผลกระทบย้อนกลับต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง และสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน อาจช่วยฟื้นฟูการค้าในภูมิภาคและหนุนอุปสงค์ต่อสินทรัพย์เอเชีย 

 

คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์ค่าเงินของ OCBC Bank กล่าวว่า “โมเมนตัมการแข็งค่าของดอลลาร์ไต้หวันอาจดำเนินต่อไปได้ หากทิศทางการลดความตึงเครียดทางการค้ายังคงอยู่ และหากผลกระทบของภาษีต่อการเติบโตสามารถจัดการได้ดีกว่าที่กังวล การที่ดอลลาร์ไต้หวันเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้นอาจเป็นประโยชน์ระหว่างการเจรจาการค้า”

 

อ้างอิง:

The post เงินดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่า 9% ใน 2 วัน จากแรงเทขายของผู้ส่งออก จับตาสถานการณ์ Plaza Accord 2.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาความเสี่ยงเกิด ‘สงครามค่าเงิน’ หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ-ความตึงเครียดทางการค้าส่อรุนแรงขึ้น https://thestandard.co/currency-war-trump-policies-global-economic-slowdown/ Mon, 17 Mar 2025 08:39:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1053140 สงครามค่าเงิน: ผู้เชี่ยวชาญจากซีไอเอ็มบี อีสท์สปริง เอ็มเอฟซี และไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบนโยบายทรัมป์ต่อเศรษฐกิจไทยและกลยุทธ์การลงทุนรับความผันผวน

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จัดสัมมนา Investment Outlook 2025 […]

The post จับตาความเสี่ยงเกิด ‘สงครามค่าเงิน’ หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ-ความตึงเครียดทางการค้าส่อรุนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามค่าเงิน: ผู้เชี่ยวชาญจากซีไอเอ็มบี อีสท์สปริง เอ็มเอฟซี และไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบนโยบายทรัมป์ต่อเศรษฐกิจไทยและกลยุทธ์การลงทุนรับความผันผวน

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จัดสัมมนา Investment Outlook 2025 : Navigating Thailand’s Economy and Financial Market in the Trump Era สำหรับสมาชิก CIMB Preferred เพื่ออัปเดตมุมมอง กลยุทธ์ และทิศทางการลงทุนปี 2025 

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย บรรยายหัวข้อ Global Economic Update Y2025 มองว่านโยบายการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังเติบโตที่ 2% และจีนขยายตัวต่ำกว่า 5% แต่สหรัฐฯ มีแนวโน้มขาดดุลการค้ามากขึ้น แม้จะขาดดุลกับจีนลดลงจาก 40% เหลือ 20% แต่กลับขาดดุลเพิ่มขึ้นกับประเทศอื่น รวมถึงไทย เนื่องจากประเทศไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวและเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเผชิญแรงกดดัน 

 

ด้านเศรษฐกิจไทย แม้ไตรมาส 1/25 จะเติบโต 3% แต่คาดว่าครึ่งปีหลังจะชะลอลงเหลือ 2% โดยผลกระทบจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเห็นชัดขึ้นในไตรมาสถัดไป และมีแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทยจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้การส่งออกช่วงต้นปี 2025 จะเร่งตัวขึ้นก่อนที่ความตึงเครียดทางการค้าจะรุนแรงขึ้น แต่ในระยะถัดไปอาจเผชิญความเสี่ยงจากสงครามค่าเงิน 

 

ทั้งนี้ ทรัมป์มีแนวโน้มใช้นโยบายที่ชะลอโลกาภิวัตน์ (Pause Globalization) ส่งเสริมการนำอุตสาหกรรมกลับประเทศ (Reverse Reshoring) ใช้นโยบายการคลังแบบเป็นกลาง (Neutral Fiscal Spending) ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และผลักดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้า (Drive for Devaluation)

 

แนะกระจายความเสี่ยงการลงทุนรับมือความผันผวน

 

ด้าน Patrick Chang ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนภูมิภาค (Regional CIO) กลุ่มซีไอเอ็มบี กล่าวหัวข้อ Investment Opportunity & Market Outlook ว่า ภาพรวมตลาดการลงทุนเปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งของทรัมป์ เกิดปรากฏการณ์ ‘Trump 2.0’ สร้างความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และยุโรป 

 

ดังนั้นปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุนปี 2025 คือความสามารถในการปรับตัวและความคล่องตัว โดยเฉพาะการจัดพอร์ตลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในตลาดพัฒนาแล้ว รวมถึงการลงทุนตลาดตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ และกลยุทธ์การใช้ Covered Call Options ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีท่ามกลางภาวะตลาดผันผวน 

 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ มองว่ายังไม่ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี เป็นเพียงช่วงปรับฐานจากปัจจัยเรื่องภาษีศุลกากร อนาคตอาจลดภาษีและผ่อนคลายกฎระเบียบสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาด นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI มีโอกาสเติบโตและเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดสหรัฐฯ ด้านตลาดจีนมีการฟื้นตัวอย่างน่าสนใจหลังรัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

ขณะที่ตลาดยุโรปและอาเซียนเป็นโอกาส แม้เผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่ม REITs ในตลาดสิงคโปร์มีผลตอบแทนน่าสนใจ โดยรวมแล้ว แนะนำนักลงทุนคงความหลากหลายและกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน รับมือความผันผวนและโอกาสที่เกิดขึ้นในตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

 

Eastspring คาดนโยบายการค้า ‘ทรัมป์’ เป็นการขู่คู่ค้า 

 

ขณะที่ ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ CFA รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) (Eastspring) กล่าวหัวข้อ Finding Opportunities Amid Market Uncertainty โดยวิเคราะห์หลายแง่มุมของทรัมป์ทั้งการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ ตั้งแต่ลักษณะนิสัยวัยเยาว์จนถึงยุคที่เขากลายเป็นบุคคลสาธารณะมีชื่อเสียงระดับโลก โดยเมื่อ 40 ปีก่อน ทรัมป์เขียนหนังสือ The Art of the Deal เผยแพร่ศิลปะการต่อรองธุรกิจรับเหมาและโครงการสร้างคาสิโนที่แอตแลนติกซิตี้ แม้โครงการจะประสบปัญหาการเงินและการหาผู้ร่วมทุน แต่เขาสามารถดึง Holiday Inn มาร่วมทุนได้ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ให้ไซต์ก่อสร้างดูคึกคักสร้างความประทับใจแก่นักลงทุน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นนักเจรจาที่เฉียบแหลมและความสามารถในการดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน และช่วง 10 ปีที่แล้ว รายการเรียลลิตี้โชว์ The Apprentice ของทรัมป์ได้รับความนิยม เรตติ้งสูง และได้รับรางวัลเอมมี่จนทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในวงการสื่อ 

 

เมื่อพิจารณาการดำเนินนโยบายการค้าของทรัมป์ในปัจจุบัน จึงคาดว่าจะเป็นการ ‘ขู่’ คู่ค้า ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าและตอบโต้แบบ ‘ถ้าคุณทำ ผมก็จะทำ’ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดโลก นโยบาย Inflationary เช่น การลดภาษี การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและการควบคุมคนเข้าเมืองอาจสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและนำไปสู่เงินเฟ้อในอนาคต แม้จะมีความผันผวน แต่ช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังคงเติบโตต่อเนื่อง 

 

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนแบ่งแนวทางการลงทุนระยะ 3-6 เดือนข้างหน้าเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ้นเอเชีย หุ้นเติบโต ตราสารหนี้สหรัฐฯ และหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น กลุ่มสุขภาพ ทรัมป์ไม่เพียงแต่แสดงความเป็นนักเจรจาที่ชาญฉลาด แต่ยังเป็นนักสร้างภาพลักษณ์ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและนโยบายการค้าระดับโลก สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและสร้างโอกาสในตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

 

ยิ่งยงกล่าวเพิ่มเติมว่า สงครามการค้าของทรัมป์คือ Very Loud Noise เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับสังคมอเมริกา ที่พาเราเข้าสู่การ Protectionism, Standalone and Unwind Globalization แต่มองว่าสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาภาคการผลิตของจีนอยู่และในช่วง 5 ปีต่อจากนี้สหรัฐก็จะยังคงเป็นประเทศผู้นำของโลก ด้าน EM มีมูลค่าหุ้นที่ถูกและมีความน่าสนใจ 

 

แนะลดสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Tech ขนาดใหญ่

 

ส่วน เชาวน์กร โชติบัณฑ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) บรรยายหัวข้อ How to Invest in Market Volatility in Trump Era ว่าการกลับมาของทรัมป์อาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนมากขึ้น นักลงทุนควรเตรียมกลยุทธ์รับมือ ยกตัวอย่าง Buy on Dip โดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่ง เช่น GDP เติบโต 2% ตัวเลขการจ้างงานออกมาดี และการบริโภคขยายตัว สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและการเงิน 

 

ด้าน ปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล, FRM ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แต่ปีนี้คาดว่าจะเห็นการกระจายการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนอาจลดสัดส่วนในหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาลง รวมถึงนโยบายการปรับลดภาษีที่อาจจะเกิดขึ้น

The post จับตาความเสี่ยงเกิด ‘สงครามค่าเงิน’ หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ-ความตึงเครียดทางการค้าส่อรุนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จัสติน ทรูโด’ ลาออก เปิดทางพรรคอนุรักษนิยม กระชับมิตรทรัมป์? ผลดีต่อค่าเงิน-การค้าแคนาดา? https://thestandard.co/justin-trudeau-resigned/ Tue, 07 Jan 2025 07:19:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1027835 justin pm canada

นักวิเคราะห์มอง การลาออกของ ‘จัสติน ทรูโด’ อาจเปิดทางให […]

The post ‘จัสติน ทรูโด’ ลาออก เปิดทางพรรคอนุรักษนิยม กระชับมิตรทรัมป์? ผลดีต่อค่าเงิน-การค้าแคนาดา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
justin pm canada

นักวิเคราะห์มอง การลาออกของ ‘จัสติน ทรูโด’ อาจเปิดทางให้พรรคอนุรักษนิยมเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่เร็วขึ้น ดังนั้นผู้นำแคนาดาที่สนับสนุนแนวทางอนุรักษนิยมและทรัมป์อาจทำให้สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการภาษีศุลกากรกับแคนาดามากขึ้น และอาจทำให้ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นได้

 

หลังจาก จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศและหัวหน้าพรรคลิเบอรัล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่น หลังเผชิญมรสุมการเมืองภายในประเทศ ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้น 1.2% สู่ระดับ 1.42 ดอลลาร์แคนาดาต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงด้วย

 

การแข็งค่าดังกล่าวสวนทางการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนธันวาคมที่ดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 เนื่องจากช่วงนั้นรัฐบาลทรูโดตกอยู่ในภาวะวิกฤต หลังจากการลาออกของ คริสเตีย ฟรีแลนด์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของแคนาดา ที่ทำให้เงินดอลลาร์แคนาดาสูญเสียมูลค่าไปประมาณ 6% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 ท่ามกลางแนวโน้มการใช้มาตรการภาษีใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

การลาออกของทรูโดจะส่งผลอย่างไรต่อค่าเงิน-นโยบายเศรษฐกิจการค้า?

 

ไคล์ แชปแมน นักวิเคราะห์ตลาด FX ที่ Ballinger Group กล่าวว่า “รัฐบาลใหม่จะส่งผลดีต่อดอลลาร์แคนาดา และทรูโดกำลังเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่การลงมติไม่ไว้วางใจและการเลือกตั้งที่เร็วขึ้น จากการสำรวจความคิดเห็น (Poll) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พรรคอนุรักษนิยมจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นผู้นำแคนาดาที่สนับสนุนทรัมป์และยึดมั่นในแนวทางอนุรักษนิยมอาจหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยินยอมที่จะผ่อนปรนมาตรการภาษีศุลกากรกับแคนาดามากขึ้น”

 

เธียร์รี วิซแมน นักยุทธศาสตร์ด้านสกุลเงินและอัตราดอกเบี้ยระดับโลกจาก Macquarie กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญคือการที่ทรูโดกำลังจะลาออก ดูเหมือนว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคอนุรักษนิยมจะเข้าใกล้การเข้ามาบริหารประเทศแคนาดามากขึ้น และตอนนี้เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจมากกว่า 50% ว่าพรรคอนุรักษนิยมหรือกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยพรรคอนุรักษนิยมจะเข้ามาบริหารประเทศแคนาดาในปี 2025 การตระหนักรู้เช่นนี้ควรช่วยให้ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นได้”

 

จายาติ ภารัทวัจ นักกลยุทธ์ด้านสกุลเงินจาก TD Securities กล่าวว่า “ไม่คิดว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในแคนาดาจะคลี่คลายได้ในวันนี้ ในความเป็นจริงยิ่งความไม่แน่นอนนี้ลากยาวออกไปมากเท่าไร โอกาสที่มาตรการทางการเงินที่สำคัญใดๆ ในแคนาดาจะออกมาในอนาคตก็ยิ่งมีน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นไม่น่าจะมีอะไรที่จะเปลี่ยนดอลลาร์แคนาดาให้เป็นขาขึ้นมากนัก”

 

ซาราห์ ยิง หัวหน้านักกลยุทธ์ FX จาก CIBC Capital Markets “ในประวัติศาสตร์ การเคลื่อนไหวของดอลลาร์แคนาดาที่ปราศจากแรงขับเคลื่อนทางการเมืองของแคนาดาเกิดขึ้นได้ยาก กระนั้นการเคลื่อนไหวในระยะใกล้ของดอลลาร์แคนาดานี้ส่วนใหญ่จะถูกขับเคลื่อนโดยพาดหัวข่าวนโยบายของทรัมป์”

 

คาร์ล แชโมตตา หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดที่ Corpay กล่าวว่า “เราคิดว่าตลาดจะยินดีกับชัยชนะของพรรคอนุรักษนิยมในที่สุด แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับระดับจุดยืนทางการเมืองของพรรคฝ่ายขวา ว่าจะสอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์และทำให้กำแพงภาษีศุลกากรมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงหรือไม่”

 

อ้างอิง: 

The post ‘จัสติน ทรูโด’ ลาออก เปิดทางพรรคอนุรักษนิยม กระชับมิตรทรัมป์? ผลดีต่อค่าเงิน-การค้าแคนาดา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จับตา ‘C.A.T’ ต่อทิศทาง Fund Flow และค่าเงิน สกุลไหนจะเข้าวิน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-03012025-2/ Fri, 03 Jan 2025 07:25:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1026792 morning-wealth-03012025-2

วิเคราะห์การเคลื่อนไหวสกุลเงินเอเชียปี 2024 และประเมินท […]

The post ชมคลิป: จับตา ‘C.A.T’ ต่อทิศทาง Fund Flow และค่าเงิน สกุลไหนจะเข้าวิน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-03012025-2

วิเคราะห์การเคลื่อนไหวสกุลเงินเอเชียปี 2024 และประเมินทิศทาง Fund Flow ในปี 2025 จะเป็นอย่างไร จะกระทบภาพรวมการลงทุนแค่ไหน พูดคุยกับ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: จับตา ‘C.A.T’ ต่อทิศทาง Fund Flow และค่าเงิน สกุลไหนจะเข้าวิน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ดับฝันยุคดอกเบี้ยต่ำ? ทุบสกุลเงินเอเชียอ่อนค่า เงินบาทก็ไม่รอด https://thestandard.co/fed-impact-asia-currencies/ Thu, 19 Dec 2024 12:43:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1021616

สกุลเงินเอเชียกอดคอกันอ่อนค่า โดยรูปีอ่อนค่าแตะระดับต่ำ […]

The post Fed ดับฝันยุคดอกเบี้ยต่ำ? ทุบสกุลเงินเอเชียอ่อนค่า เงินบาทก็ไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สกุลเงินเอเชียกอดคอกันอ่อนค่า โดยรูปีอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หยวนและเยนก็อ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน เช่นเดียวกับบาทที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% พร้อมส่งสัญญาณว่า Fed อาจลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าน้อยลงกว่าที่คาด เนื่องจากตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อมีเสถียรภาพ

 

ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในวันพุธที่ผ่านมา (18 ธันวาคม) ตามเวลาท้องถิ่น โดยดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี หรือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 

 

รูปีอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

 

รูปีอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ที่ระดับ 85 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ หลังจาก Fed ส่งสัญญาณว่าในปีหน้าอาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้

 

นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอินเดียอายุ 10 ปีก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 Basis Point สู่ระดับ 6.78% ขณะที่ดัชนี Nifty 50 ลดลง 0.6% โดยกระแสเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรและหุ้นก็ยังกดดันเงินรูปีด้วย

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเงินรูปีร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง ท่ามกลางการขาดดุลการค้าของอินเดียที่ขยายตัวมากกว่าที่คาดไว้ในเดือนพฤศจิกายน โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอินเดียชะลอตัวลง และกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศขาดดุล

 

โดยในเดือนนี้ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ก็ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศสำหรับปีงบประมาณปัจจุบันลงเหลือ 6.6% จาก 7.2% เมื่อก่อนหน้านี้ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ธนาคารกลางอินเดียเริ่มรอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

 

หยวนอ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือน แม้ PBOC เข้าแทรกแซง

 

ขณะที่เงินหยวนอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือนที่ราว 7.28 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันพฤหัสบดี (19 ธันวาคม) แม้ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะเพิ่มการสนับสนุนสกุลเงินหยวนผ่านการกำหนดอัตราอ้างอิงประจำวัน (Daily Reference Rate) ให้กว้างขึ้น หรือยอมปล่อยให้เงินหยวนแข็งได้เกินคาด

 

เคน เฉิง หัวหน้ากลยุทธ์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเอเชียของธนาคารมิซูโฮะ กล่าวว่า “ช่องว่างในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่กว้างขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากการอ่อนค่าของเงินตราต่างประเทศอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และความพยายามที่เพิ่มมากขึ้นของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนในการปกป้องสกุลเงิน”

 

BOJ สนับสนุนค่าเงินหยวนด้วยการกำหนดค่าเงินที่แข็งค่าเกินคาดมาตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งในสหรัฐฯ โดยกำหนดขอบไว้ที่ 7.2 อัตราแลกเปลี่ยนรายวัน ซึ่งจำกัดการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนในประเทศได้ 2% ทั้งสองด้าน นับเป็นเครื่องมือที่ BOJ ใช้บ่อยที่สุดในการจัดการสกุลเงิน

 

ก่อนหน้านี้ โจวหลาน หัวหน้าฝ่ายการเงินของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (PBOC) กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ธันวาคม) ว่า นโยบายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะมุ่งเป้าไปที่การตอบโต้ผลกระทบจากภายนอกอย่างจริงจัง

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าทางการกำลังเพิ่มการสนับสนุนเงินหยวนเมื่อเผชิญกับการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงความคาดหวังที่ว่าจีนจะยอมให้สกุลเงินอ่อนค่าลง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ด้วย

 

เงินเยนอ่อนค่าที่สุดในรอบ 5 เดือน

 

ในวันนี้ (19 ธันวาคม) ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ราว 155 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นจุดที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% หลังจบการประชุมนโยบาย ซึ่งใช้เวลา 2 วัน

 

การตัดสินใจดังกล่าวยังเกิดขึ้นหลังจากธนาคาร Fed ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ไปสู่ระดับ 4.25-4.5% นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น สะท้อนว่าส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ จะยังคงมีช่องว่างกว้างต่อไป

 

โดยในระหว่างการแถลงข่าวช่วงบ่าย ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอีก แตะระดับมากกว่า 156 เยน ซึ่งเป็นอัตราที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

 

ด้าน คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า เขาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าบริษัทต่างๆ จะปรับขึ้นค่าจ้างในการเจรจาประจำปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เรียกว่า Shunto ได้อย่างไร ทำให้ตลาดเกิดการคาดเดาว่า BOJ อาจตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมอีกครั้งในการประชุมเดือนมกราคม

 

บาทอ่อนค่าในรอบเกือบ 1 เดือน

 

วันนี้เงินบาทอ่อนค่าไปถึง 34.68 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่ามากที่สุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน หลังจากเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.58 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นับว่าอ่อนค่าลงหนักจากระดับปิดวันที่ผ่านมาที่ระดับ 34.21 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดเช้านี้ถูกกดดันโดยการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐและบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ หลัง Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย 25 BPS สู่ระดับ 4.25-4.50% ตามคาด

 

ทว่า Fed ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์แนวโน้มการลดดอกเบี้ยในปี 2025 ลง จากเดิมที่ Fed เคยประเมินไว้ว่าอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง (-100 BPS) เหลือเพียง 2 ครั้ง (-50 BPS) ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดหวังก่อนรับรู้ผลการประชุม Fed

 

อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงของประธาน Fed ในช่วง Press Conference ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ระบุไว้ หากคำนึงถึงผลกระทบจากการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการปรับตัวลงหนักกว่า -2.3% ของราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งถูกกดดันจากทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐและบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ

 

อ้างอิง:

The post Fed ดับฝันยุคดอกเบี้ยต่ำ? ทุบสกุลเงินเอเชียอ่อนค่า เงินบาทก็ไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกชนชง 7 ข้อเสนอ ค้านขึ้นค่าแรง 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ห่วงธุรกิจเสี่ยงปิดกิจการ เลิกจ้างงานเพิ่ม https://thestandard.co/private-sector-proposals-minimum-wage-400baht/ Mon, 09 Dec 2024 10:59:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1017742 เอกชนชง 7 ข้อเสนอ ค้านขึ้นค่าแรง 400 บาท

ภาคเอกชน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ชง 7 […]

The post เอกชนชง 7 ข้อเสนอ ค้านขึ้นค่าแรง 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ห่วงธุรกิจเสี่ยงปิดกิจการ เลิกจ้างงานเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกชนชง 7 ข้อเสนอ ค้านขึ้นค่าแรง 400 บาท

ภาคเอกชน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ชง 7 ข้อเสนอ ค้านปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ชี้ไม่สอดคล้องความเป็นจริงของเศรษฐกิจและแต่ละพื้นที่จังหวัด เสี่ยงเลิกจ้างและลดการจ้างงาน ย้ำควรจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills)

 

วันนี้ (9 ธันวาคม) สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะ กกร. ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการยกระดับรายได้ของแรงงานไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีความผันผวนและเปราะบางจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อประเทศและภาคธุรกิจไทยให้เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน 

 

ดังนั้น กกร. จึงขอเสนอแนะแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

  1. สถานการณ์สภาพเศรษฐกิจต่อนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ กกร. เห็นว่าการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศนั้นไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่จังหวัด ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงานของทุกภาคส่วนที่ใช้แรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการภาคเกษตร ภาคบริการ และภาคธุรกิจในทุกระดับ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย

 

อีกทั้งจากผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ มากกว่าร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ และ 30% มีมติไม่ขอปรับขึ้นค่าจ้าง

 

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าจ้างตามตัวแปรปัจจัยทางเศรษฐกิจและความสามารถของแต่ละจังหวัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่

 

ดังนั้นหากคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) จะพิจารณาในทิศทางที่แตกต่างและไม่สอดคล้องตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ควรมีหลักการสูตรคำนวณและเหตุผลที่ชัดเจน โปร่งใส ที่สามารถชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการไตรภาคีจังหวัด และผู้ประกอบการ/นายจ้างผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากได้

 

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังขยายตัวรุนแรงและความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างประเทศของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้า ยิ่งเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจเพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาคธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

  1. เหตุผลและข้อกังวลต่อนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ

 

  • ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ เศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดของประเทศไทยมีระดับการพัฒนา โครงสร้างเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และก่อให้เกิดปัญหาต่อผู้ประกอบการและประชาชนในหลายพื้นที่
  • ผลกระทบต่อผู้ประกอบการภาคเกษตร ภาคบริการ และภาคธุรกิจในทุกระดับ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจ้างงาน ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดดจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และการจ้างงาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวในปัจจุบัน
  • ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางและความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

 

  1. ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ

 

  • การเลิกจ้างและลดการจ้างงาน ผู้ประกอบการที่มีการใช้แรงงานจะต้องลดจำนวนพนักงานหรือชะลอการจ้างงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนหรือหยุดกิจการ ลดขนาดกิจการ และปรับธุรกิจออกนอกระบบภาษี จนนำไปสู่การปลดลูกจ้างและเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุนให้อยู่รอด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสมดุลของอัตราการว่างงานของประเทศ
  • การย้ายฐานการผลิต ผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศจะไม่สามารถแบกรับต้นทุน และอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในที่สุด
  • เงินเฟ้อ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนที่ไม่ได้ประโยชน์จากการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นทันที

 

  1. จุดยืนและข้อเสนอแนะต่อนโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทย กกร. ขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอแนะต่อนโยบายการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทย โดยให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดังนี้

 

  • กกร. ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ โดยการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องคำนึงถึงมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และการปรับที่ไม่คำนึงถึงตัวเลขที่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนดนั้นย่อมไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและนิติธรรม (The Rule of Law) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานทุกประเภทหยุดกิจการ ลดขนาดกิจการ หรือปรับธุรกิจออกนอกระบบภาษี จนนำไปสู่การปลดลูกจ้างและเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุนให้อยู่รอด

 

  • กกร. มีความคิดเห็นว่าการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นควรใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ซึ่งควรจะต้องสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ซึ่งได้ศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวม สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความสามารถของประเภทกิจการ/อุตสาหกรรมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมโดยทั่วกัน

 

  • กกร. มีความคิดเห็นว่าการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรจะปรับเมื่อมีเหตุจำเป็นและปัจจัยทางเศรษฐกิจบ่งชี้ แต่ไม่ควรเกินปีละ 1 ครั้งเท่านั้น และจะต้องดำเนินการตามกระบวนการ/ขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

  • หากรัฐบาลมีนโยบายต้องการที่จะพิจารณาปรับค่าจ้างแบบจำเพาะนั้นก็ควรมีการศึกษาความพร้อมของแต่ละประเภทกิจการหรืออุตสาหกรรม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน โดยคำนึงถึงความแตกต่างของผู้ประกอบการ ประเภทกิจการในแต่ละภูมิภาค ตลอดจนข้อจำกัด ข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ และศักยภาพในการแข่งขันของแต่ละประเภทกิจการและอุตสาหกรรม

 

  1. กกร. สนับสนุนการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้ความสำคัญกับการ Upskill & Reskill, Multi Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

 

  1. กกร. สนับสนุนให้เร่งรัดการประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือให้ครบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งมี 280 สาขา จากปัจจุบันที่มีการประกาศไว้เพียง 129 สาขา พร้อมทั้งให้มีการขยายสาขาอาชีพมาตรฐานฝีมือ รวมทั้งอัตราค่าจ้างมาตรฐานฝีมือให้ครอบคลุมมากขึ้นสำหรับแรงงานไทย

 

  1. กกร. ขอให้รัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าครองชีพเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนเร่งรัดมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ โดยการส่งเสริมมาตรการทางภาษี มาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

 

“กกร. เชื่อมั่นว่าการดำเนินนโยบายปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมและเป็นธรรมภายใต้กรอบกฎหมายและตามมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่จังหวัด จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” สนั่นกล่าว

 

ภาพ: iFocus / Shutterstock

The post เอกชนชง 7 ข้อเสนอ ค้านขึ้นค่าแรง 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ห่วงธุรกิจเสี่ยงปิดกิจการ เลิกจ้างงานเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ระวังพายุค่าเงิน https://thestandard.co/beware-currency-storms/ Mon, 01 Jul 2024 04:29:33 +0000 https://thestandard.co/?p=952076

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นที่เป็นที่กล่าวขานกันมากคือประเด […]

The post ระวังพายุค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นที่เป็นที่กล่าวขานกันมากคือประเด็นค่าเงินเอเชีย โดยเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบ 34 ปีที่ 160 เยน ทำให้สำนักข่าว Reuters เสนอข่าวว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าเตรียมจะทำมาตรการดูดสภาพคล่อง (Quantitative Tightening: QT) ขนาดใหญ่ และอาจขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อคุมเงินเฟ้อ และหยุดการไหลของค่าเงิน ด้านค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วหลังดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์ วอนเกาหลี และรูปีอินเดีย อ่อนค่าลงแทบจะต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางของอินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงิน 

 

นอกจากสกุลเอเชียแล้ว ค่าเงินสกุลอื่นๆ ก็อ่อนค่าลงรุนแรงเช่นเดียวกัน ทั้งค่าเงินยูโร แคนาดา นิวซีแลนด์ และดอลลาร์ไต้หวัน รูเปียห์อินโดนีเซีย ฟรังก์สวิส เปโซเม็กซิโก วอนเกาหลี ลีราตุรกี เปโซอาร์เจนตินา เรียลบราซิล ที่อ่อนลง 3.2-12.2% นับจากต้นปี ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนระดับกลางๆ ที่ 6.5% โดยล่าสุดอยู่ที่ 36.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

 

สาเหตุหลักที่เงินอื่นๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อาจทำได้ช้าและน้อยกว่าประเทศอื่นๆ โดยภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ (วัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือ PMI) ที่ยังค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ยุโรป ที่เริ่มชะลอลงจากความกังวลการเมืองที่เพิ่มขึ้น โดยในสหรัฐฯ S&P Global US Composite PMI เพิ่มขึ้นเป็น 54.6 ในเดือนมิถุนายน จาก 54.5 ในเดือนพฤษภาคม สูงสุดในรอบ 26 เดือน ขณะที่ PMI ของยูโรโซนลดลงเหลือ 50.8 ในเดือนมิถุนายน จาก 52.2 ในเดือนพฤษภาคม โดย PMI ฝรั่งเศสลดลงมาอยู่ที่ 48.2 จากความไม่แน่นอน หลังมีการยุบสภาและเลือกตั้งสภานิติบัญญัติใหม่ ขณะที่ PMI ของญี่ปุ่นลดลงเหลือ 50.0 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนีภาคบริการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองปี จากบริษัทต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นหลังเงินเยนอ่อนค่าลงรุนแรง ขณะที่ PMI ของอินเดียยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 60.9 จาก 60.5

 

แม้ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลกนั้น เราจะมองว่าเป็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างพร้อมเพรียง (Synchronized Recovery) มากขึ้น โดยพัฒนาการการฟื้นตัวจะไล่มาจากเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ไล่มายุโรป และปัจจุบันคือเอเชีย โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโลกล่าสุดปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียฟื้นตัวชัดเจนคล้ายในช่วงปี 2016-2018 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจอื่นๆ มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความเสี่ยงการเมืองในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ที่ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ไม่สามารถได้เสียงเด็ดขาดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นเดือน ทำให้มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันเป็นไปได้ยากมากขึ้น หรือจะเป็นในฝรั่งเศสที่ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ประกาศยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ก่อนครบกำหนดถึง 3 ปี ทำให้พันธบัตรฝรั่งเศสถูกเทขาย ซึ่งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในประเทศอื่น ยกเว้นสหรัฐฯ (ในปัจจุบัน) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินทรัพย์ที่อื่นๆ ถูกเทขายและกลับไปถือดอลลาร์ที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

 

นอกจากนั้น ความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และที่อื่นๆ ก็เป็นผลเช่นเดียวกัน การที่วัฏจักรดอกเบี้ยโลกกำลังเข้าสู่ดอกเบี้ยขาลง โดยในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มลดดอกเบี้ยลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์ (ลดแล้ว 2 ครั้ง) แคนาดา สวีเดน และยูโรโซน ต่างเริ่มปรับลดดอกเบี้ยเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่อังกฤษจะลดดอกเบี้ยเดือนเมษายน ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เศรษฐกิจยังแข็งแกร่งกว่า แม้จะเริ่มชะลอลงในช่วงหลัง วัดจากตัวเลขสำคัญ เช่น ยอดค้าปลีก คำสั่งซื้อสินค้าคงทน และ GDP ไตรมาส 1 แต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าที่อื่นๆ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่อื่นๆ (เงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ 3.3% ยุโรปอยู่ที่ 2.6%) ทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง โดยจะลดในช่วงปลายปี แต่การที่ประเทศอื่นๆ เริ่มลดดอกเบี้ยแล้ว ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่ากว่าที่อื่นๆ 

 

ในส่วนค่าเงินบาทในปี 2024 ที่ปัจจุบันอ่อนค่าลงประมาณ 6.5% นับจากต้นปีนั้น เรามองว่าบาทจะอ่อนค่าลงอีกสู่ 37.5 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาส 3 จากดอลลาร์ที่แข็งค่าจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอลง (ช่วงปลายไตรมาส 3) ดอลลาร์จะอ่อนค่าลง เนื่องจากตลาดเริ่มมองว่า Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะทำให้บาทแข็งค่าขึ้นได้ในไตรมาส 4 ท่ามกลางดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่จะสมดุล (จากดุลการค้าที่ขาดดุลแต่ดุลบริการเกินดุล) โดยบาทอาจแข็งค่ารุนแรงไปอยู่ที่ประมาณ 34.5 บาทต่อดอลลาร์

 

ขณะที่ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นทำ QT และขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 3 ท่ามกลางแนวโน้มดอลลาร์ที่จะเริ่มอ่อนค่าลง จะทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาส 4 นอกจากนั้น เรามองว่าค่าเงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ (ปัจจุบันอ่อนลง 1.7% YTD) ซึ่งเยน / หยวนที่อ่อนจะเป็นแรงกดดันให้บาทยังอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ เรามองว่าความผันผวนของค่าเงินบาทจะเพิ่มขึ้นจากมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

 

แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นมุมมองของเราที่คาดว่าดอลลาร์จะแข็งค่าต่อไปอีกในไตรมาส 3 ก่อนอ่อนค่าลง แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะค่าเงินทั่วโลกจะผันผวนมากขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ รวมถึงกระแสภูมิรัฐศาสตร์โลกและการเมืองในสหรัฐฯ ที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีกำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้น ซึ่งการประกาศนโยบายของผู้สมัครทั้งสอง (ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) จะทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้น ดังนั้น นักธุรกิจและนักลงทุนที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเงินตราระหว่างประเทศต้องระวังและป้องกันความเสี่ยงค่าเงินอย่างเคร่งครัด

 

ขอให้นักลงทุนโชคดี

 

ภาพ: Hiroshi Watanabe / Getty Images

The post ระวังพายุค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนถึงสำคัญกับธุรกิจนำเข้าและส่งออก https://thestandard.co/manage-exchange-rate-risk/ Fri, 26 Apr 2024 07:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=927050

ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษ […]

The post ทำไมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนถึงสำคัญกับธุรกิจนำเข้าและส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจทั่วโลก ก็คือวิกฤตทะเลแดง หรือ Red Sea ที่ยังคงตึงเครียดอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยวิกฤตนี้เกิดขึ้นจากลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ได้ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดง ส่งผลให้ซัพพลายเชนโลกหยุดชะงัก และทำให้บรรดาบริษัทขนส่งทางเรือ หรือ Shippers รายใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น MSC, Hapag-Lloyd, CMA, CGM, Yang Ming Marine Transport, Evergreen, Maersk รวมไปถึง BP บริษัทน้ำมันระดับโลก ต้องปรับแผนเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่

 

เช่นเดียวกับประเทศไทยก็อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการค้าโลกนี้ อีกทั้งยังใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าผ่านไปยังยุโรป

 

จึงเป็นเหตุให้ผู้ส่งออก-นำเข้าทั้งหลาย ต้องเร่งหาวิธีการรับมือกับความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่กล่าวถึงข้างต้น ยังไม่รวมถึงเงินเฟ้อ หรืออัตราดอกเบี้ย ที่ล้วนมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน และสร้างความเสี่ยงให้กับธุรกิจที่มีการนำเข้าและส่งออกอยู่ตลอดเวลา และถึงแม้ว่าธุรกิจจะไม่สามารถควบคุมความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่ก็สามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสมกับธุรกิจตัวเอง เพื่อให้ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

 

แล้วหากเกิดคำถามว่า ทำไมการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินถึงมีความสำคัญ และจะคุ้มค่าหรือไม่? เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบข้างต้น เราขอพาคุณไปทำความรู้จักกับเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 2 รูปแบบ ได้แก่ FX Forward และ FX Option ซึ่งเป็นโซลูชันที่พัฒนาเพื่อ ตอบโจทย์ต่อความต้องการของธุรกิจได้อย่างตรงจุดจาก SCB SME

 

สำหรับไฮไลต์ของเครื่องมือ FX Forward เป็นสัญญาที่ทำเพื่อซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับธุรกิจนำเข้าส่งออกที่ต้องการล็อกเรตอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีกำหนดส่งมอบมากกว่า 2 วันทำการขึ้นไป

 

ข้อดีคือสามารถรับรู้รายได้และรายจ่ายเป็นค่าเงินบาทได้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ชัดมากขึ้นก็คือ ไม่ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเกิดสถานการณ์ใดๆก็ตามที่ทำให้ธุรกิจ ต้องเจอภาวะที่ต้นทุนสูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนก็จะเท่าเดิม หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการล็อกเรตให้ค่าเงินคงที่ในช่วงระยะเวลาที่สัญญามีผล แต่มีข้อจำกัดคือต้องมีวงเงินสินเชื่อ FX Forward กับธนาคารก่อน

 

ขณะที่ไฮไลต์ของเครื่องมือ FX Option เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน สามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีข้อดีคือสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิ์หรือไม่ใช้สิทธิ์ของ FX Option ได้ และช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มผลตอบแทนโดยใช้ประโยชน์จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต

 

อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีวงเงินสินเชื่อ FX Forward กับธนาคาร แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิ์ (Premium) อย่างไรก็ตามผู้นำเข้าส่งออกสามารถเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับธุรกิจ หรือจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ SCB SME ที่จะเข้ามาดูแลทั้ง 2 เครื่องมือดังกล่าว ซึ่งผู้นำเข้าส่งออกจะได้เอาเวลาที่เหลือไปทุ่มเทกับการสร้างกำไรเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับธนาคาร

 

The post ทำไมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนถึงสำคัญกับธุรกิจนำเข้าและส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องสกุลเงินเอเชียใด ‘อ่อนค่า’ มากที่สุดในปีนี้ https://thestandard.co/which-asian-currency-weakened-the-most/ Thu, 18 Apr 2024 10:48:58 +0000 https://thestandard.co/?p=924226

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์สหรั […]

The post ส่องสกุลเงินเอเชียใด ‘อ่อนค่า’ มากที่สุดในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณว่าอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานกว่าที่คาด และสถานการณ์ความขัดแย้งที่ร้อนระอุในตะวันออกกลาง สกุลเงินตลาดเกิดใหม่เอเชีย (Asia EM) ต่างๆ แห่อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน

 

โดยเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์น่าตกใจในหลายสกุลเงิน ได้แก่

 

  • เยนญี่ปุ่น ที่ทะลุ 154 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าหนักสุดในรอบ 34 ปี
  • รูปีอินเดีย ที่แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
  • ดอลลาร์ไต้หวัน ที่อ่อนค่าสุดในรอบ 8 ปี
  • รูเปียห์อินโดนีเซีย ที่อ่อนค่าหลุด 16,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐครั้งแรกตั้งแต่ปี 2022
  • วอนเกาหลีใต้ ที่อ่อนค่าหลุด 1,400 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าหนักสุดในรอบเกือบ 4 ปี

 

โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (YTD) จนถึงวันที่ 18 เมษายน จะเห็นว่าเยนญี่ปุ่นนับเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุด รองลงมาคือบาทไทย

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า บาทไทยเปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.78 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 36.80 บาทต่อดอลลาร์ นับว่าอ่อนค่าไปราว 7% ตั้งแต่ต้นปี ยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากโฟลวธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว หลังราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ ทว่าผู้เล่นในตลาดต่างยังคงต้องการซื้อทองคำอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง รวมถึงความต้องการถือทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อสูง

 

อนึ่ง ผู้เล่นในตลาดต่างทยอยขายเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 36.85-36.90 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวไปได้

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ปัจจัยกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่ายังคงมีอยู่ ทั้งความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ย Fed (ซึ่งจะคลี่คลายลงได้ เมื่อตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ที่ต้องสะท้อนภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจมากขึ้น) รวมถึงความกังวลสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงและบานปลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทก็ยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ และโฟลวธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เงินบาทยังมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 36.90 บาทต่อดอลลาร์ได้อีกครั้ง

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ส่องสกุลเงินเอเชียใด ‘อ่อนค่า’ มากที่สุดในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>