ค่ารักษาพยาบาล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ค่ารักษาพยาบาล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 10 Oct 2026 07:56:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น 2 เท่า ทุก 10 ปี มนุษย์เงินเดือนวางแผนเตรียมเงินอย่างไร ป่วยไปไม่ลำบาก https://thestandard.co/medical-expenses-double-financial-planning/ Sat, 10 Oct 2026 07:56:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1267040 ผู้ป่วยในห้องตรวจ

คนไทยไม่ใช่แค่แก่ก่อนรวย แต่ยังเสี่ยงป่วยแบบไม่มีเงินรั […]

The post ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น 2 เท่า ทุก 10 ปี มนุษย์เงินเดือนวางแผนเตรียมเงินอย่างไร ป่วยไปไม่ลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ป่วยในห้องตรวจ

คนไทยไม่ใช่แค่แก่ก่อนรวย แต่ยังเสี่ยงป่วยแบบไม่มีเงินรักษา เพราะเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 8% ทำให้ในทุกๆ 10 ปี ค่ารักษาพยาบาลในไทยจะแพงขึ้น 2 เท่า

 

ในขณะที่ระบบสวัสดิการสุขภาพขั้นพื้นฐานที่เคยเป็น safety net สำหรับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรทอง (30 บาทรักษาทุกโรค) ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ อาจต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

 

เพราะข้อจำกัดทางการคลัง ทำให้รัฐบาลต้องลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลลง ปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของไทยเติบโตเร็วกว่า GDP โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 3.08% ในปี 2000 เป็น 4.54% ในปี 2023 สวนทางกับรายได้จัดเก็บภาษีที่ลดลงเรื่อยๆ ครั้นจะหันไปพึ่งประกันสุขภาพก็ต้องผ่านเงื่อนไขที่เข้มงวดของบริษัทประกัน ไม่ใช่แค่มีเงินจ่ายเบี้ยก็ทำได้

 

ในยุคที่เราต้องหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือเหล่ามนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์จะวางแผนเตรียมเงินค่ารักษาพยาบาลอย่างไร ให้พร้อมรับการเจ็บป่วยในอนาคตแบบไม่เป็นภาระการเงินในวันนี้ และลำบากชีวิตในวันหน้า THE STANDARD WEALTH พาไปหาคำตอบกับ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ ประกันภัยและณัฐ เลิศมงคล นักวางแผนการเงิน CFP®

 

ทำไมค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ผลักดันให้ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้น คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ ในอดีตเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย ทางเลือกการรักษามีจำกัด เมื่ออาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น แพทย์จึงทำได้แค่รักษาตามอาการและปล่อยให้เป็นไปตามอัตภาพ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบัน แพทย์จึงมีทางเลือกในการยื้อชีวิต ซึ่งแลกมาด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค (Medical Hub) ที่รองรับผู้ป่วยต่างชาติระดับพรีเมียม ผลักดันให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแข่งขันกันลงทุนในเครื่องมือและนวัตกรรมรักษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อดึงดูดลูกค้า เร่งให้อัตราค่าบริการทางการแพทย์ของไทยเติบโตเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Co-payment

 

ณัฐ เลิศมงคล นักวางแผนการเงิน CFP® ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตามเกณฑ์มาตรฐานประกันภัยสุขภาพแบบใหม่ (New Health Standard) ผู้ทำประกันสุขภาพไม่ต้องร่วมจ่าย (Co-payment) ค่ารักษาพยาบาลทุกครั้งตลอดสัญญา แต่การร่วมจ่ายจะพิจารณาจากประวัติการเคลมในรอบปีกรมธรรม์ที่ผ่านมา

 

เงื่อนไขการพิจารณา Co-payment จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ได้แก่ จำนวนครั้งที่เคลม และอัตราการเคลมเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันภัย ดังนี้

 

กรณีที่ 1 : การเจ็บป่วยเล็กน้อย (Simple Diseases)
หากในรอบปีกรมธรรม์ที่ผ่านมามีการเคลมค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมียอดเคลมรวมตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันภัย จะเข้าเงื่อนไขร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาพยาบาลในปีกรมธรรม์ถัดไป

 

กรณีที่ 2 : การเจ็บป่วยทั่วไป (ไม่นับรวมการผ่าตัดใหญ่ และโรคร้ายแรง)
หากในรอบปีกรมธรรม์ที่ผ่านมามีการเคลมค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมียอดเคลมรวมตั้งแต่ 400% ของเบี้ยประกันภัย จะเข้าเงื่อนไขร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาพยาบาลในปีกรมธรรม์ถัดไป

 

กรณีที่ 3 : เข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1 และ กรณีที่ 2
หากในรอบปีกรมธรรม์ที่ผ่านมาเข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1 และ กรณีที่ 2 จะเข้าเงื่อนไขร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาพยาบาลในปีกรมธรรม์ถัดไป

 

สรุป คือ ต้องมีทั้งจำนวนครั้งที่เคลม และมียอดเคลมถึงเกณฑ์ ในรอบปีกรมธรรม์ที่ผ่านมา จึงจะเข้าเงื่อนไขร่วมจ่าย ดังนั้น อาจไม่ต้องกังวลกับประเด็นการร่วมจ่ายจนเกินไป

 

ไม่ซื้อประกันสุขภาพ เตรียมเงินค่ารักษาพยาบาลอย่างไร

 

  1. เริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ สำหรับคนที่ไม่อยากซื้อประกันหรือติดเงื่อนไขสุขภาพจึงไม่สามารถทำประกันได้ แนวทาง preventive care หรือการดูแลสุขภาพ เลือกกินอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายแรงได้
  2. เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน แบ่งกองไว้สำหรับการดูแลสุขภาพ และค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะ โดยอาจต้องแบ่งเงินจำนวนหนึ่งไปลงทุน เพื่อทำให้เงินสำรองฉุกเฉินเติบโตทันค่ารักษาพยาบาลที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 8%
  3. สำหรับคนที่มีครอบครัวใหญ่ อาจตั้งเงินกองกลางครอบครัว (Family Pool) โดยสร้างข้อตกลงให้สมาชิกทุกคน โอนเงินสำรองมาไว้ที่กองกลางอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงคราวสมาชิกคนใดเจ็บป่วยให้เฉลี่ยค่ารักษาตามความเหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม หากมีใครเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงหรือต้องผ่าตัดใหญ่ เงินกองกลางก้อนนี้อาจถูกใช้จนหมดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเงินกองกลางจะเติบโตได้ยังต้องอาศัยความมีวินัยและความยินยอมของสมาชิกทุกคน

 

วางแผนซื้อประกันสุขภาพอย่างไร ให้เหมาะกับช่วงอายุ

 

ประกันสุขภาพทั่วไป

 

  • กลุ่ม First Jobber (อายุไม่เกิน 30 ปี): เป็นช่วงที่สุขภาพแข็งแรง ส่วนใหญ่ยังไม่มีประวัติสุขภาพที่น่ากังวล ควรเริ่มทำประกันสุขภาพตั้งแต่ตอนนี้ ถือเป็นประกันสุขภาพเล่มแรกเพราะมีข้อได้เปรียบด้านเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าช่วงอายุอื่น เนื่องจากมีความเสี่ยงเจ็บป่วยน้อย แนะนำให้ทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายวงเงิน 1-5 ล้านบาท หากมีสวัสดิการประกันสุขภาพกลุ่มของบริษัทครอบคลุมอยู่ อาจเลือกแผนแบบรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรก (Deductible) เพื่อลดภาระค่าเบี้ย
  • กลุ่มช่วงอายุ 30-40 ปี: เป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มเสื่อมลง มีโอกาสตรวจเจอโรคมากขึ้น และถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่บริษัทประกันยังรับทำประกันแบบเหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรก ก่อนเกิดโรคสำหรับคนที่มีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายอยู่แล้ว เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น อาจพิจารณาซื้อประกันสุขภาพเล่มเสริม วงเงินความคุ้มครองสูงขึ้น เช่น 10-15 ล้านบาท โดยอาจเลือกแบบมี Deductible เพื่อให้ประกันเล่มแรกที่ให้ความคุ้มครองครบถ้วนรับผิดชอบค่ารักษาส่วนแรก และให้ประกันเล่มเสริมเข้ามารับความเสี่ยงเมื่อค่ารักษาสูงเกินวงเงินเดิม จะช่วยลดภาระค่าเบี้ยโดยรวมให้ถูกลง
  • กลุ่มอายุ 40–50 ปีขึ้นไป: เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงเจ็บป่วยสูง ประวัติสุขภาพเต็มไปด้วยรอยโรค ทำให้บริษัทมีโอกาสปฏิเสธการรับทำประกันสูงหรือพ่วงมาด้วยเงื่อนไขความคุ้มครอง เช่น ค่าเบี้ยสูง ยกเว้นความคุ้มครองบางโรค สำหรับคนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ซึ่งทำมาตั้งแต่ช่วงอายุน้อย แนะนำให้จ่ายเบี้ยต่ออายุกรมธรรม์สุขภาพฉบับเดิมต่อไปเพื่อรักษาความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง

 

ประกันโรคร้ายแรง

 

รูปแบบความคุ้มครองแบ่งเป็น 2 ประเภท

 

  1. “เจอ จ่าย จบ” ถ้าตรวจพบโรคร้ายแรงตามเงื่อนไข รับเงินก้อนครั้งเดียวตามทุนประกันที่ทำไว้ แต่ความคุ้มครองสิ้นสุดทันทีเมื่อรับผลประโยชน์ เงินก้อนสามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามความต้องการ
  2. “เจอ จ่าย หลายจบ” ถ้าตรวจพบโรคร้ายแรง สามารถรับเงินชดเชยได้หลายครั้ง ตามกลุ่มโรค และระดับความรุนแรงของโรค หรือการกลับมาเป็นซ้ำตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ช่วยให้ผู้เอาประกันมีความคุ้มครองต่อเนื่อง สำหรับความเสี่ยงโรคร้ายแรงในอนาคต

 

ทั้งนี้ ประกันโรคร้ายแรงแนะนำให้ทำตั้งแต่ช่วงที่สุขภาพยังดีเช่นเดียวกันกับประกันสุขภาพ

 

โดยแนะนำให้ทำประกันโรคร้ายแรงแบบจ่ายเบี้ยคงที่ระยะสั้นความคุ้มครองตลอดชีพ เช่น จ่ายค่าเบี้ย 10–20 ปี ไว้บ้างเป็นการล็อกต้นทุนค่าเบี้ยให้จ่ายให้จบภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหลักประกันโรคร้ายแรงตลอดชีพ

 

หากไม่มีติดไว้เลยช่วงหลังเกษียณค่าเบี้ยประกันโรคร้ายแรงจะแพงมาก จนเบี้ยที่จ่ายไปอาจไม่คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินความคุ้มครองที่ได้รับ

 

ทำไมประกันปฏิเสธเคลม แม้แถลงประวัติสุขภาพครบ

 

เชื่อว่าหลายคนที่ลังเลไม่ตัดสินใจทำประกันสักที เพราะกังวลว่าจะถูกบริษัทปฏิเสธการเคลม เมื่อถึงเวลาเจ็บป่วยขึ้นมาจริงๆ โดยผู้เอาประกันได้ออกมาแบ่งปันประสบการณ์บนโซเชียลมีเดีย หลายเคสเผชิญสถานการณ์คล้ายกันคือ แถลงประวัติสุขภาพครบถ้วน ไม่ได้เคลมค่ารักษาบ่อย แต่ก็ยังถูกบริษัทประกันปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหม

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ และณัฐ เลิศมงคล นักวางแผนการเงิน CFP® ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สาเหตุหลักที่บริษัทประกันมักปฏิเสธการเคลมค่ารักษาพยาบาล แม้ผู้เอาประกันจะมั่นใจว่าแถลงประวัติสุขภาพอย่างครบถ้วนแล้ว เกิดจาก 2 ปัจจัย

 

1. ตัวแทนประกันแถลงประวัติสุขภาพตกหล่น โดยอาจระบุข้อมูลในใบคำขอทำประกันไม่ครบถ้วนตามที่ผู้เอาประกันรายงานไว้ ทำให้เมื่อพิจารณาอนุมัติการเคลมค่าสินไหม บริษัทประกันจะยึดถือข้อมูลตามเอกสารในใบคำขอเป็นหลัก ซึ่งอาจไม่ตรงกับประวัติสุขภาพจริง

 

2. บริษัทประกันใช้หลักการแพทย์ตีความเชื่อมโยงโรค โดยมักมองโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบันเป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคที่เคยเป็นมาก่อนทำประกัน (Pre-existing condition) ในขั้นตอนพิจารณาจ่ายค่าสินไหม ทีมแพทย์ของบริษัทประกันจะใช้ระบบ AI ตรวจสอบประวัติสุขภาพย้อนหลังอย่างละเอียด แม้จะเป็นโรคที่เคยรักษาหายแล้ว ทีมแพทย์ของบริษัทประกันอาจพบความเชื่อมโยงว่าเป็นเหตุทำให้เกิดโรคในปัจจุบัน ทำให้มีการปฏิเสธการเคลมค่าสินไหม

 

สำหรับแนวทางจัดการประวัติสุขภาพเบื้องต้น เพื่อลดโอกาสถูกปฏิเสธการเคลม

 

เมื่อเข้ารับการรักษา ควรขอให้แพทย์เขียนบันทึกการวินิจฉัยโรค โดยระบุขอบเขตและระดับความรุนแรงของโรคให้ชัดเจนตามจริง รวมถึงหลีกเลี่ยงการแจ้งอาการป่วยรุนแรงเกินจริง เมื่อต้องขอใบรับรองแพทย์เพื่อลางาน

 

ในกรณีที่ถูกปฏิเสธเคลม ผู้เอาประกันควรประสานกับตัวแทนประกันของตัวเอง เพื่อจัดเตรียมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยื่นอุทธรณ์ไม่ยอมรับการปฏิเสธการเคลมต่อบริษัทประกัน

 

ในการโต้แย้งผลการพิจารณาของบริษัทประกัน อาจต้องให้แพทย์ผู้รักษาออกเอกสารยืนยันทางการแพทย์ เพื่อพิสูจน์ว่าโรคที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติโรคในอดีต

 

ภาพ: PR Image Factory/ Shutterstock

The post ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น 2 เท่า ทุก 10 ปี มนุษย์เงินเดือนวางแผนเตรียมเงินอย่างไร ป่วยไปไม่ลำบาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 ปี หลังเกษียณ: โจทย์การเงินใหม่ของคนไทย ในยุคที่อายุยืนกลายเป็นความจริง https://thestandard.co/thailand-retirement-financial-longevity/ Thu, 04 Jun 2026 02:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1211959 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดการวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณในสังคมสูงวัย

ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณเกษียณตอนอายุ 60 ปี แล้วใช้ชีวิตต่อไ […]

The post 30 ปี หลังเกษียณ: โจทย์การเงินใหม่ของคนไทย ในยุคที่อายุยืนกลายเป็นความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดการวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณในสังคมสูงวัย

ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณเกษียณตอนอายุ 60 ปี แล้วใช้ชีวิตต่อไปอีก 30 ปี นั่นหมายความว่า “ชีวิตหลังเกษียณ” ของคุณจะยาวเกือบเท่ากับ “ชีวิตวัยทำงาน” ทั้งหมด คำถามคือ แผนการเงินที่คุณวางไว้วันนี้ ออกแบบมาเพื่อรองรับชีวิตที่ยาวขนาดนั้นแล้วหรือยัง

 

ในอดีต การวางแผนเกษียณตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ค่อนข้างเรียบง่าย คือ ทำงานราว 30-40 ปี เกษียณในวัย 60-65 ปี แล้วใช้ชีวิตหลังเกษียณช่วงสั้นๆ ด้วยเงินออม การพึ่งพาครอบครัว และเงินบำนาญในระดับพอสมควร แต่สมมติฐานนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกต่อไป สำหรับประเทศไทย เช่นเดียวกับสังคมสูงวัยอื่นๆ ทั่วโลก อายุขัยที่ยืนยาวขึ้น สุขภาพที่ดีขึ้น ขนาดครอบครัวที่เล็กลง และความคาดหวังต่อรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป กำลังนิยามใหม่ทั้งภาพของการเกษียณ และการบริหารจัดการการเงินที่ต้องรองรับชีวิตหลังเกษียณ

 

ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มตัว โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ และภายในทศวรรษหน้า ไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์และมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้คนไทยไม่เพียงอายุยืนขึ้น แต่ยังคงสุขภาพดีและพึ่งพาตนเองได้นานขึ้นด้วย ช่วงหลังเกษียณที่เคยอยู่ราว 10-15 ปี อาจยืดเป็น 25-30 ปี หรือมากกว่านั้น

 

อายุยืนเป็นเรื่องดี แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงและความซับซ้อน ที่กรอบการวางแผนแบบเดิมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับ

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดการวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณในสังคมสูงวัย 2

 

การเกษียณยุคใหม่ จุดเริ่มต้นของจังหวะชีวิตหลายรูปแบบ

 

หนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ การเกษียณไม่ใช่ “ช่วงชีวิตที่ราบเรียบเหมือนกันไปทั้งหมด” อีกต่อไป แต่เป็นการเดินทางที่แบ่งออกเป็นหลายช่วง แต่ละช่วงมีจังหวะและความต้องการทางการเงินที่ต่างกัน

 

  • ช่วงต้นของการเกษียณ เป็นช่วงที่ยังกระฉับกระเฉง อยากเดินทาง ใช้ชีวิตตามความฝัน ลงทุนกับงานอดิเรกหรือสิ่งที่เคยอยากทำ
  • ช่วงกลาง เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายขึ้น มีรูปแบบการใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ และเริ่มมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น
  • ช่วงปลาย อาจมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงขึ้น มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแล และมีข้อจำกัดทางร่างกายมากขึ้น

 

แผนการเงินที่มองการเกษียณเป็น “เป้าหมายเดียว” จึงไม่เพียงพออีกต่อไป การวางแผนเกษียณยุคใหม่ คือ “การออกแบบชีวิตและแผนการเงิน” ที่ต้องการทั้งความยืดหยุ่น สภาพคล่อง และความสามารถในการรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิต

 

เมื่อ “ลูกดูแลพ่อแม่” ไม่ใช่สมการที่ใช้ได้เสมอไป

 

อัตราการเกิดของไทยที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ครอบครัวเล็กลง ลูกในวัยทำงานที่จะมาดูแลพ่อแม่ก็น้อยลงตามไปด้วย ความเชื่อเดิมที่ว่า “เลี้ยงลูกไว้แก่เฒ่า” หรือ “ครอบครัวคือตาข่ายรองรับชีวิตในวัยชรา” จึงไม่ใช่สิ่งที่วางใจได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่คนรุ่นใหม่สร้างชีวิตของตัวเองอย่างอิสระมากขึ้น

 

ผลที่ตามมาคือ การพึ่งพาตนเองทางการเงินกลายเป็นโจทย์หลัก ค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลแบบมืออาชีพ ทั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ช่วยส่วนตัว หรือบริการสนับสนุนต่างๆ ต้องถูกคำนวณเข้าไปในแผนเกษียณตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตคนเดียว หรือคู่รักที่ไม่มีบุตร

 

ความเป็นอิสระและคุณภาพชีวิต คือหัวใจของการเกษียณยุคใหม่

 

การเกษียณวันนี้ไม่ใช่ “การหยุดใช้ชีวิต” แต่คือการรักษาความเป็นอิสระ ศักดิ์ศรี และทางเลือกของตัวเอง คนเกษียณยุคใหม่จำนวนมากต้องการมีอิสรภาพ มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และยังคงรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีจุดมุ่งหมาย แม้จะอยู่ในวัย 70 หรือ 80

 

การมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ไม่ใช่ “แค่อยู่รอด” จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของคนเกษียณยุคใหม่

 

แต่ความคาดหวังเหล่านี้ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางการเงิน อัตราการออมของครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่หนี้สินของหลายครอบครัวอยู่ในระดับสูง การวางแผนเกษียณยุคใหม่ จึงต้องอาศัยวินัย ความยืดหยุ่น และความชัดเจนในการตัดสินใจเลือกระหว่าง “ใช้ชีวิตวันนี้” กับ “ความมั่นคงในวันข้างหน้า”

 

ถึงเวลาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการเกษียณ

 

มองชีวิตหลังเกษียณเป็นเกมการเงินระยะยาวที่ซับซ้อนไม่ต่างกับช่วงชีวิตการทำงาน

ดังนั้น การทำงานแบบยืดหยุ่นในวัยเกษียณ ทั้ง part-time ที่ปรึกษา หรือการเริ่มอาชีพที่สอง จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางการเงิน

 

ยอมรับว่า Longevity Risk หรือ ความเสี่ยงจากการมีอายุยืนยาวกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือปัจจัยหลักในการวางแผน เพราะการมีอายุยืน หมายถึงการต้องเผชิญความผันผวนของตลาด เงินเฟ้อ ค่ารักษาพยาบาล และภาวะถดถอยทางการรับรู้ ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น แผนการเงินจึงต้องเน้น “ความสามารถในการรับมือ” (Resilience) ไม่ใช่แค่ “ผลตอบแทนสูงสุด”

 

เปลี่ยนเป้าหมายจาก “การสะสมความมั่งคั่ง” สู่ “การสร้างกระแสรายได้ที่ยั่งยืนตลอดชีวิต” และการปกป้องความเป็นอิสระของตัวเอง ตรงนี้เองที่การลงทุนเพื่อสร้าง Passive Income เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นเสาหลักของชีวิตหลังเกษียณ

 

หลักคิดสำคัญในการวางแผนการเงินยุคอายุยืน

 

  • ขยายกรอบเวลาในการวางแผน (Planning Horizon) ออกไป และออกแบบกลยุทธ์การใช้จ่ายให้สอดคล้องกับช่วงเกษียณที่ยาวขึ้น
  • แยกประเภทค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนระหว่าง “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” กับ “ค่าใช้จ่ายเพื่อไลฟ์สไตล์” โดยให้ Passive Income รองรับส่วนแรก และให้สินทรัพย์ที่เน้นการเติบโตทำหน้าที่รับมือเงินเฟ้อในระยะยาว
  • วางแผนสุขภาพและการดูแลระยะยาวให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเกษียณ ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการดูแล และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในวัยสูงอายุ
  • ลดภาระหนี้ก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ เพราะการเกษียณพร้อมหนี้ก้อนใหญ่ คือการเพิ่มความเปราะบางทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
  • ทบทวนแผนเกษียณอย่างสม่ำเสมอกับที่ปรึกษาทางการเงิน เพราะชีวิตเปลี่ยน สุขภาพเปลี่ยน ครอบครัวเปลี่ยน และตลาดก็เปลี่ยน แผนการเงินก็ต้องเปลี่ยนตาม

 

บทสรุป: เปลี่ยน “ชีวิตที่ยาวขึ้น” ให้กลายเป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ความเสี่ยง”

 

การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรของไทย กำลังเปลี่ยนนิยามของการเกษียณให้กลายเป็นช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น เป็นอิสระมากขึ้น และต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น การวางแผนเกษียณจึงต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้น “สะสมความมั่งคั่ง” ไปสู่กลยุทธ์ที่ครอบคลุมเรื่องความยั่งยืนของชีวิต ความเป็นอิสระ และคุณภาพชีวิต

 

ผู้ที่เริ่มปรับตัวและวางแผนอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ คือคนที่จะสามารถเปลี่ยน “ชีวิตที่ยาวขึ้น” ให้กลายเป็น “โอกาส” ไม่ใช่ความเสี่ยงทางการเงินที่ต้องกังวลในบั้นปลาย

 

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

 

The post 30 ปี หลังเกษียณ: โจทย์การเงินใหม่ของคนไทย ในยุคที่อายุยืนกลายเป็นความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์กำชับ สปส. ดูแลผู้ประกันตนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ https://thestandard.co/julapun-social-security-train-bus-accident/ Mon, 18 May 2026 01:37:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1208331 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน กำชับ สปส. เร่งช่วยเหลือผู้ประกันตนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผย […]

The post จุลพันธ์กำชับ สปส. ดูแลผู้ประกันตนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน กำชับ สปส. เร่งช่วยเหลือผู้ประกันตนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนรถโดยสารประจำทาง สาย 206 ที่บริเวณถนนอโศก-ดินแดงเมื่อวานนี้

 

จุลพันธ์ระบุว่า ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมเร่งตรวจสอบสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดและเร่งด่วนที่สุด

 

จากรายงานล่าสุด พบว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 32 ราย ในจำนวนนี้ พบว่า ผู้บาดเจ็บเป็นผู้ประกันตนจำนวน 9 ราย เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 7 ราย และมาตรา 40 จำนวน 2 ราย

 

สำหรับผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 กรณีประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินและเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิ กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้ใน 72 ชั่วโมงแรก

 

จากนั้นหากแพทย์ประเมินว่าต้องรักษาตัวต่อ โรงพยาบาลที่รับตัวไว้จะประสานงานร่วมกับโรงพยาบาลตามสิทธิ เพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือส่งตัวไปรักษาต่อตามเกณฑ์การประเมินของแพทย์ทั้ง 2 โรงพยาบาล และหากต้องพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์ มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีขาดรายได้ 50% ของฐานค่าจ้าง 291 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 90 วัน

 

ส่วนผู้บาดเจ็บที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 หรือแรงงานอิสระ สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลหลักผ่านสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง โดยประกันสังคมจะจ่ายเงินชดเชยให้ในกรณีต้องพักรักษาตัว กรณีเป็นผู้ป่วยในได้รับวันละ 300 บาท กรณีแพทย์สั่งให้พักรักษาตัวที่บ้าน มีใบรับรองแพทย์ ได้รับวันละ 200 บาท

 

“ผมได้กำชับและเน้นย้ำกับสำนักงานประกันสังคมให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมอำนวยความสะดวกในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับผู้ประกันตนและครอบครัว เพื่อให้ทุกคนได้รับการเยียวยาที่รวดเร็วและเหมาะสมที่สุดในเวลานี้” จุลพันธ์กล่าว

The post จุลพันธ์กำชับ สปส. ดูแลผู้ประกันตนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Medical Inflation: แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลไทยในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? https://thestandard.co/opinion-medical-inflation-thailand/ Sun, 05 Apr 2026 08:33:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1194980 ภาพประกอบแสดงข้อความ Medical Inflation ในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? เกี่ยวกับแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น

ในฐานะคนทำงานหรือนักลงทุน เราคุ้นเคยกับการวางแผนเพื่ออน […]

The post Medical Inflation: แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลไทยในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงข้อความ Medical Inflation ในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? เกี่ยวกับแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น

ในฐานะคนทำงานหรือนักลงทุน เราคุ้นเคยกับการวางแผนเพื่ออนาคตกันเป็นอย่างดี เราจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ วางแผนธุรกิจเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือแม้กระทั่งเคาะงบประมาณเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาของลูก แต่ในสมการชีวิตที่ถูกคิดมาอย่างรอบคอบนี้ มักจะมี ‘ตัวแปร’ หนึ่งที่หลายคนอาจเผลอมองข้ามไป นั่นคือต้นทุนชนิดหนึ่งที่กำลังเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไปถึง 15 เท่า ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล’ หรือ Medical Inflation

 

ทำไมค่ารักษาถึงแพงขึ้น

 

Medical Inflation หมายถึง อัตราการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการทางการแพทย์ในแต่ละปี ซึ่งมักสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป สาเหตุหลักมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ค่ารักษาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน 2026 Global Medical Trends Survey ของ WTW ซึ่งสำรวจบริษัทประกันสุขภาพกว่า 346 แห่งใน 82 ประเทศ และสอดคล้องกับรายงานภาวะสังคมไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 10.8% ต่อปี สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่ 0.7% ถึง 15 เท่า และแนวโน้มของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวมคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 14% ในปี 2569

 

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นของ ค่ารักษาพยาบาลนี้ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่เป็นต้นทุนของ ‘คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น’ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยและมาตรฐานทางการแพทย์ที่สูงขึ้น เพียงแต่คุณภาพที่ดีขึ้นนั้นก็มาพร้อมต้นทุนในการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ฉายภาพอนาคต เพื่อออกแบบปัจจุบัน

 

สภาพัฒน์เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจมาก น้ำเกลือที่ให้ทางหลอดเลือดดำ สิ่งแรกที่เกือบทุกคนได้รับตอนนอนโรงพยาบาล มีราคาแตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลตั้งแต่ 50 บาท ถึง 10,140 บาท บริการเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน แต่ราคาต่างกันกว่า 200 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างราคาค่ารักษาในแต่ละที่มีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่การรู้ข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยให้เราวางแผนได้ดีขึ้น

 

หากลองมองภาพอนาคตถ้าเทียบด้วย หลักทบต้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อค่ารักษายังเติบโตในระดับปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.8 เท่าใน 10 ปี ตัวอย่างสมมติเช่น ค่าผ่าตัดที่ปัจจุบันอยู่ราว 100,000 บาท อาจขึ้นเป็น 280,000 บาทในปี 2578 แม้เป็นบริการมาตรฐานเดิมทั้งหมด ทั้งนี้เป็นเพียงการประมาณการ ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ได้ตามปัจจัยหลายด้าน แต่ทิศทางโดยรวมชี้ชัดว่าค่ารักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ระบบสวัสดิการของรัฐจะยังอยู่ตรงนั้นไหม?

 

อยู่แน่นอน และยังคงเป็นหลักประกันพื้นฐานที่สำคัญของคนไทยทุกคน แต่ก็มีบริบทที่ควรทำความเข้าใจไว้ด้วย ความต้องการด้านสุขภาพของคนไทยกำลังเติบโตเร็วขึ้นทุกปี ในขณะที่งบค่ารักษาพยาบาลรวมทุกระบบ ปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 11.32% จากปีก่อน และโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งก็มีอัตราครองเตียงเต็มอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าระบบล้มเหลว แต่บอกว่าการพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียวในระยะยาว อาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดอีกต่อไป

 

อภิสิทธิ์ของการ ‘รู้ก่อน’

 

การนำเสนอข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ต้องการสร้างความกลัวหรือกังวลจนเกินเหตุแต่อย่างใด เพราะในโลกของการบริหารจัดการ ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงคือ ‘เครื่องมือ’ ชั้นดีที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมีทิศทาง เมื่อมองเห็นแนวโน้มในอนาคตแล้ว สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือการกลับมา ‘รีวิวพอร์ตสุขภาพ’ ของตัวเอง อาจใช้ 3 วิธีคิดนี้

 

  • สำรวจช่องโหว่ (Audit The Gap): กางสวัสดิการหรือกรมธรรม์ที่มีอยู่แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า วงเงินที่มีเพียงพอต่อค่ารักษาที่อาจเพิ่มขึ้น 2–3 เท่าในอีกสิบปีข้างหน้าหรือเปล่า การรู้รอยรั่วแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้รู้ว่าต้องวางแผนเพิ่มเติมตรงไหน
  • โอนย้ายความเสี่ยง (Transfer The Risk): แทนที่จะปล่อยให้เงินเก็บต้องมารับแรงกระแทกจากค่ารักษาที่ไม่คาดฝัน การจัดสรรเงินส่วนหนึ่งเพื่อวางแผนความคุ้มครองด้านสุขภาพถือเป็นการตีกรอบจำกัดความเสี่ยง เพื่อปกป้องเงินก้อนใหญ่ในชีวิตไม่ให้สะดุด
  • ล็อกต้นทุนสุขภาพ (Lock-in Your Health): การวางแผนในวันที่ร่างกายยังพร้อมคือสิทธิพิเศษที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการออมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต การเลือกแผนความคุ้มครองที่เหมาะกับตัวเอง หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่วันนี้ ล้วนมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการแก้ปัญหาทีหลังทั้งสิ้น การวางแผนในวันที่ร่างกายยังพร้อมคือการล็อกสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดเอาไว้ เพราะสกุลเงินเดียวที่ใช้ซื้อความคุ้มครองสุขภาพได้ดีที่สุดคือ ‘สุขภาพที่แข็งแรง’ ในวันนี้

 

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่แค่การหาผลตอบแทนให้ได้มากที่สุด แต่คือการปกป้องความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตของเราไม่ให้สะดุดลงกลางทาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การ ‘รู้ก่อน วางแผนก่อน’ คือสิทธิพิเศษที่จะช่วยให้เราก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง และเป็นสิทธิในการมีชีวิตที่ดีในแบบที่เราเลือกเองได้อย่างแท้จริง

 

อ้างอิง:

  • WTW (Willis Towers Watson) – 2026 Global Medical Trends Survey (November 2025)
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) – รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568
  • ThaiPBS Policy Watch – ค่ารักษาพยาบาลพุ่งไม่หยุด ผวาคนแห่เข้ารพ.รัฐ สะเทือนระบบสุขภาพประเทศ
  • TheCoverage.info – ชวนดู ‘งบค่ารักษาพยาบาล’ ปี 65–68 ระบบหลักประกันสุขภาพไทย ใช้เงินเพิ่มขึ้นขนาดไหน

 

The post Medical Inflation: แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลไทยในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด สปสช. อนุมัติงบล่วงหน้า 6.3 พันล้านบาท การันตีรายได้ IPD โรงพยาบาลรัฐ สยบข่าวลือตัดค่ารักษาบัตรทอง https://thestandard.co/nhso-guarantees-ipd-revenue/ Sat, 28 Feb 2026 05:38:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1182704 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. แถลงผลการประชุมบอร์ด สปสช. เรื่องงบประมาณการันตีรายได้โรงพยาบาลรัฐ

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำ […]

The post บอร์ด สปสช. อนุมัติงบล่วงหน้า 6.3 พันล้านบาท การันตีรายได้ IPD โรงพยาบาลรัฐ สยบข่าวลือตัดค่ารักษาบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. แถลงผลการประชุมบอร์ด สปสช. เรื่องงบประมาณการันตีรายได้โรงพยาบาลรัฐ

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมี พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จัดสรรเงินกันล่วงหน้าประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 6,326.16 ล้านบาท ให้แก่หน่วยบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อการันตีรายรับและเสริมสภาพคล่องให้กับโรงพยาบาล

 

การอนุมัติงบประมาณดังกล่าว สืบเนื่องจากการหารือร่วมกันระหว่าง สปสช. และ สธ. เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางการจัดสรรเงินตามเกณฑ์ใหม่ โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ

 

  • การันตีรายรับ: เพื่อให้หน่วยบริการมั่นใจว่าจะมีรายรับจากการให้บริการผู้ป่วยใน (IPD) ไม่น้อยกว่าปีงบประมาณ 2568
  • ป้องกันผลกระทบต่อประชาชน: เพื่อให้โรงพยาบาลมีงบประมาณหมุนเวียนในการจัดบริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอรอบการจ่ายเงินจากการส่งเบิกผลงานรายเดือน
  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ปรับเกลี่ยรายได้ระหว่างโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนบุคลากรภาครัฐแตกต่างกัน

 

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการกันเงินตามหลักเกณฑ์ของ สธ. ไว้รวม 1.2 หมื่นล้านบาท สำหรับปรับเกลี่ยทั้งงบผู้ป่วยนอก (OPD) บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) และผู้ป่วยใน (IPD) โดยงบสำหรับ IPD มีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่ง คือ 6,326.16 ล้านบาท

 

นพ.จเด็จ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสยบกระแสข่าวลือที่ระบุว่า สปสช. จะปรับลดการจ่ายชดเชยค่าบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) สิทธิบัตรทอง โดยยืนยันว่า ไม่มีการปรับลดแต่อย่างใด และยังคงจ่ายในอัตรา 8,350 บาท/AdjRW เท่ากันทุกสังกัด

 

ส่วนตัวเลข 3,505.14 บาท/AdjRW ที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น เป็นเพียงยอดเงินคงเหลือ สำหรับหน่วยบริการสังกัด สป.สธ. หลังจากที่ได้หักลบค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ และการกันเงินระดับประเทศออกไปแล้ว (เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนเงินเดือนบุคลากรได้รับการจัดสรรผ่านกลไกงบประมาณภาครัฐในช่องทางอื่นไปแล้ว) การสื่อสารว่า สปสช. ลดค่ารักษานั้นจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

 

นอกจากนี้ บอร์ด สปสช. ยังเล็งเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำจากกลไกการหักเงินเดือนบุคลากรส่วนกลาง ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลที่มีบุคลากรภาครัฐน้อยจะถูกหักเงินในสัดส่วนที่เยอะกว่า ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า การจัดสรรเงิน 6,326.16 ล้านบาทนี้ จะไม่จ่ายอิงตามฐานเงินเดือนแบบเดิม แต่จะมอบหมายให้ สธ. และ สปสช. ร่วมกันบริหารจัดการและเติมเงินให้โรงพยาบาลโดยพิจารณาจากความจำเป็นของแต่ละหน่วยบริการ เป็นหลัก เพื่อหนุนเสริมสภาพคล่องได้ทันทีโดยไม่ต้องรอช่วงปลายปี

 

มติดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่อนุญาตให้ สปสช. กันเงินไว้ปรับเกลี่ยให้แก่หน่วยบริการสังกัด สป.สธ. ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณรายรับทั้งหมด

The post บอร์ด สปสช. อนุมัติงบล่วงหน้า 6.3 พันล้านบาท การันตีรายได้ IPD โรงพยาบาลรัฐ สยบข่าวลือตัดค่ารักษาบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเงินสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอะไรบ้าง https://thestandard.co/social-security-875-baht-rights/ Mon, 26 Jan 2026 02:53:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1169414 อินโฟกราฟิกแสดงการจัดสรรเงินสมทบ ประกันสังคมสูงสุด 875 บาท แยกตามสิทธิประโยชน์ 7 กรณี

กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงรายละ […]

The post เจาะเงินสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแสดงการจัดสรรเงินสมทบ ประกันสังคมสูงสุด 875 บาท แยกตามสิทธิประโยชน์ 7 กรณี

กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงรายละเอียดการจัดสรรเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกันตนถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการนำส่งเงินสมทบในทุกๆ เดือน

 

ที่มาของเงินสมทบ 12.75%

 

เงินสมทบที่นำมาดูแลผู้ประกันตนมาจาก 3 ฝ่าย

 

  • ลูกจ้าง: ส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง

 

  • นายจ้าง: ส่งสมทบเพิ่มให้อีก 5%

 

  • รัฐบาล: ร่วมสมทบอีก 2.75%

 

รวมทั้งสิ้น: 12.75% สำหรับใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณี

 

สำหรับผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะส่งเงินสมทบสูงสุดที่ ‘875 บาทต่อเดือน’ ส่วนผู้ที่มีค่าจ้างไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวจะจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้างจริง เช่น หากมีค่าจ้าง 10,000 บาท จะส่งเงินสมทบ 500 บาทต่อเดือน เป็นต้น

 

875 บาทต่อเดือน นำไปใช้อะไรบ้าง

 

เงินสมทบถูกนำไปจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลผู้ประกันตน แบ่งเป็น 7 กรณีสำคัญ

 

1. ดูแล 4 กรณีพื้นฐาน (262.50 บาท):

 

  • กรณีเจ็บป่วย: รักษาฟรีไม่จำกัดวงเงิน

 

  • กรณีคลอดบุตร: ค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท/ครั้ง, ค่าฝากครรภ์ 1,500 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (สำหรับผู้ประกันตนหญิง) สูงสุด 26,250 บาท

 

  • กรณีทุพพลภาพ: รับเงินทดแทนตลอดชีวิต สูงสุด 8,750 บาท/เดือน

 

  • กรณีเสียชีวิต: ค่าทำศพ 50,000 บาท และเงินสงเคราะห์กรณีตาย (หากจ่ายสมทบ 36 เดือนขึ้นไป)

 

2. กรณีว่างงาน (87.50 บาท): รับเงินทดแทนกรณีว่างงานสูงสุดประมาณ 10,500 บาทต่อเดือน

 

3. เงินออมชราภาพและสงเคราะห์บุตร (525 บาท): ถือเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด

 

  • สงเคราะห์บุตร: รับ 1,000 บาท/เดือนต่อคน (บุตรอายุไม่เกิน 6 ปี)

 

  • ชราภาพ: เป็นเงินออมในรูปแบบบำเหน็จหรือบำนาญ ซึ่งนายจ้างจะสมทบเพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินสมทบสะสมถึง 1,050 บาทต่อเดือน

 

แม้ไม่เคยใช้สิทธิพยาบาล สะสมไว้เป็นเงินออมชราภาพ

 

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมระบุว่า แม้ผู้ประกันตนจะสุขภาพแข็งแรงและไม่เคยใช้สิทธิรักษาพยาบาล แต่กองทุนฯ ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลคู่สัญญาทุกเดือน เพื่อรองรับความเสี่ยงและประกันว่าผู้ประกันตนจะเข้าถึงการแพทย์ได้ทันทีในยามฉุกเฉินโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

 

นอกจากนี้ หากไม่เคยใช้สิทธิใดๆ เลย เงินส่วนใหญ่จะยังคงสะสมเป็น เงินออมชราภาพ ไว้ใช้ยามเกษียณ หรือหากเสียชีวิต ทายาทก็จะได้รับทั้งเงินทำศพ เงินสงเคราะห์ และเงินบำเหน็จชราภาพสะสมทั้งหมดไปดูแลครอบครัวต่อ

The post เจาะเงินสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท https://thestandard.co/oic-urges-claims-crane-train/ Sat, 17 Jan 2026 07:27:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1166295 คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน […]

The post คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งติดตามและกำกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติภัยใหญ่ กรณีเครนในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทย พังถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

 

อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คปภ. ด้านกฎหมายและตรวจสอบ ได้ประชุมและหารือกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อประสานข้อมูลและกำหนดแนวทางการช่วยเหลือร่วมกัน

 

โดยรองเลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลด้านการประกันภัยพบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำประกันภัยประเภท Contractor All Risks (CAR) ซึ่งมีความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกวงเงิน 583 ล้านบาท โดยมีบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยหลักในสัดส่วน 60% ขณะที่บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยรายละ 20%

 

เพื่อให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สำนักงาน คปภ. จึงใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เชิญบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อกำหนดแนวทางการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้มีความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้บริษัท ทิพยประกันภัย ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลัก ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท พร้อมพิจารณาการเยียวยาเพิ่มเติมตามหลักความเป็นธรรมและความเหมาะสมในลำดับถัดไป ขณะเดียวกันได้กำชับให้บริษัทประกันภัยทุกแห่งเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลตามจริง ตามสิทธิและความคุ้มครองที่เกี่ยวข้อง

 

สำนักงาน คปภ. ย้ำว่า จะกำกับติดตามการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

The post คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น https://thestandard.co/health-insurance-shift-copayment/ Thu, 15 Jan 2026 01:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1165336 จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบ […]

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย’ จะไม่มีอีกต่อไป นี่คือความกังวลลล่าสุดของเหล่าผู้บริโภคที่มีประกันอยู่แล้ว และคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเล่มแรก หลังจากต้นสัปดาห์นี้ บริษัท AIA ประเทศไทย ผู้นำตลาดประกัน ประกาศยุติการขาย AIA Health Happy แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (สูงสุด 25 ล้านบาท) ที่ครองใจตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ตามรอยบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตที่ประกาศยุติการขายแผนประกันโรคร้ายแรงยอดฮิตอย่าง iCare (คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้

 

การประกาศยกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมประกัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมานาน ‘ค่ารักษาพยาบาล’ (Medical Inflation) ของไทยที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 10% ต่อปี และพฤติกรรมการเคลมประกัน ที่ไม่เหมาะสมของผู้เอาประกัน ส่งผลกระทบยังลามไปถึง sentiment ตลาดหุ้นไทย กดดันให้เกิดแรงขาย ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวล แนวโน้มรายได้ที่อาจลดลงจากผู้ป่วยที่พึ่งพากรมธรรม์เหมาจ่าย

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเกิดขึ้นของประกันร่วมจ่าย (Copayment) จะเป็นตัวพลิกเกมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทประกันแห่ยกเลิกการขายประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่ายในตลาดเลยหรือไม่, ส่งผลกระทบต่อรายได้กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน, ค่าเบี้ยที่ถูกลง แลกกับการร่วมแบกรับความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงไหม?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนร่วมหาคำตอบไปกับ ทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

 

Copayment ดึงเบี้ยถูกลง ใครได้ – เสียประโยชน์

 

พิเชฐ มองว่า ในมุมของบริษัทประกัน ‘ประกันร่วมจ่าย’ (Copayment) ถูกนำมาใช้ให้ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพ และค่ารักษา พยาบาลสูงขึ้น และป้องกันการโกงการเคลมค่ารักษา โดยกำหนดเงื่อนไข การเคลมระหว่างโรงพยาบาลคู่สัญญาในเครือข่ายและโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ในกรณีของบริษัท AIA แผนประกันร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เสนอให้ คปภ.พิจารณานั้น กำหนดเงื่อนไขการร่วมจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

 

1. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ AIA จะไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

2. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขการเคลมดังกล่าว จะทำให้บริษัทประกันบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น รู้ต้นทุนค่ารักษาที่แท้จริง เพราะมีระบบตรวจจับเคลม จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลคู่สัญญา

 

จึงสามารถตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลประเมินค่ารักษาเกินจริงไหม ผู้เอาประกัน

 

มีพฤติกรรมการเคลมที่ไม่เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายการเคลมได้ บริษัทจึงให้เบิกเคลมเต็มจำนวนได้ เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ซึ่งบริษัทประกันไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากนัก กระบวนการฉ้อโกงเคลมจึงเกิดขึ้นบ่อย

 

ส่วนในมุมของผู้บริโภค แม้ Copayment จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกน้อยลง แต่จะช่วยลดการฉ้อโกงการเคลมในระบบ และส่งผลทางอ้อมให้เบี้ยประกันเฉลี่ย

 

ของกรมธรรม์แต่ละบุคคลถูกลงได้

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น เพราะมีคนกลุ่มน้อย เช่น 100 คนจาก 1 ล้านคน ฉ้อโกงเคลมเป็นจำนวนเงินมหาศาล ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันที่แพงขึ้นตามไปด้วย ตามคอนเส็ปต์ของประกันที่เน้น ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’

 

“ระบบ Copayment เปรียบเสมือนกฎของร้านบุฟเฟต์ที่ว่า กินเหลือต้องปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนกินทิ้งขว้างหรือใช้บริการเกินความจำเป็น ”

 

นอกจากนี้การหันมาทำประกันร่วมจ่าย อาจเป็นกุศโลบาย ของบริษัทประกัน ที่จะดึงโรงพยาบาลนอกเครือข่ายมาเป็นคู่สัญญาร่วมกันมากขึ้น

 

ปิดฉาก ‘ประกันสุขภาพเหมาจ่าย’ ทุกพื้นที่มีแต่ Copayment ?

 

กลุ่มคนที่ซื้อประกันสุขภาพเป็นคนกลุ่มเดิม ประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้ค่อนข้างสูง คนที่ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้วก็จะไม่ซื้อ คนที่ซื้อกรมธรรม์อยู่แล้วก็จะต่ออายุของกรมธรรม์เล่มเดิม แต่คนที่ไม่เคยมีกรมธรรม์เลย ก็อาจจะต้องพิจารณาประกัน ท่ีมีเงื่อนไข Copayment มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีตัวเลือกจากบริษัทประกันอื่นๆ เพราะตลาดยังแข่งขันกันเองอยู่ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ต้องมีประกันรูปแบบ Copayment ดังนั้นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่หายไปจากตลาด

 

“ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ประกันที่มี Copayment อาจจะเบี้ยถูกกว่าประกันรูปแบบไม่มี Copayment ถ้าใครไม่ชอบประกันรูปแบบนี้ ก็ไปหาซื้อประกันตัวอื่นได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันเจ้าไหน บริหารต้นทุน ค่าเคลมได้ดีกว่า บริษัทนั้นก็มีแนวโน้มที่จะคิดเบี้ยประกันลูกค้าถูกกว่า เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่กลุ่มไหน”

 

ทั้งนี้ระบบ Copayment เป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วโลกมานานกว่า 10 ปีแล้ว (เช่น ในฮ่องกง) แต่ประเทศไทยค่อนข้างล่าช้ากว่าที่อื่น เนื่องจากความเข้าใจของประชาชน และข้อกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ประกันสุขภาพ Copayment เหมาะกับใคร

 

คนที่กำลังซื้อน้อยหรือไม่อยากจ่ายเบี้ยสูง การเลือกประกันรูปแบบ Copayment ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่อยากทุ่มเงินไปกับประกัน อาจกันเงินบางส่วนไว้เอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติจ่ายเบี้ยประกัน 30,000 บาทต่อปี อาจปรับเบี้ยลดลงเหลือ 25,000 แล้วเก็บเงิน 5,000 ไว้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติม จากวงเงินประกัน

 

หุ้นโรงพยาบาลถูกถล่มขาย

 

ตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในกลุ่ม ที่ถูกเทขายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้นไทย กดดันให้ดัชนีกลุ่มการแพทย์​ (HELTH) ร่วงลงมา 8.16% (ณ วันที่ 13 มกราคม) โดยหุ้นใหญ่สุด 3 อันดับแรกอย่าง กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) -8.8% โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) -13.3% และบางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) -9.6%

 

สาเหตุหนึ่งที่กดดันหุ้นโรงพยาบาลก็เป็นผลจากความกังวลว่า การที่ AIA กำลังจะยุติประกันเหมาจ่าย จะทำให้ลูกค้าและรายได้ของโรงพยาบาลลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในวันนี้ (14 มกราคม) หลังจากร่วงลงมา 3 วันทำการติดต่อกัน

 

โบรกชี้หุ้นโรงพยาบาล ‘ร่วงหนักเกินเหตุ’

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า นักลงทุนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีประกันแบบเหมาจ่าย ปริมาณการรักษาจะลดลง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าผลกระทบอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

 

อย่างหุ้น BDMS, BH และ BCH โดยเฉลี่ยมีฐานลูกค้าจากประกันประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำประกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อบริษัทประกันเลิกขายประกันแบบเหมาจ่าย ลูกค้าที่อาจจะลดลงคือกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งผลกระทบไม่น่าจะเกิน 5% ของสัดส่วนรายได้จากประกันที่โรงพยาบาลได้รับ

 

“โครงสร้างประชากรไทยเป็นสูงอายุอยู่แล้ว คนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป มีประกันอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ทำประกันกลุ่มใหม่อาจจะลดลงไปบ้าง แต่ราคาหุ้นในกระดานลงมา เหมือนกับว่าลูกค้า 30% นี้จะหายไปทั้งหมด อีกส่วนที่คนอาจยังรู้น้อยคือ จริงๆ แล้ว

 

หุ้น BH มีปัจจัยลบเฉพาะตัวคือ อาจจะหลุดจาก MSCI (ประกาศ 11 กุมภาพันธ์นี้) ทำให้ราคาหุ้นร่วงในช่วงที่มีข่าวประกัน จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่” ภาดลกล่าว

 

ภาดลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลบางตัว เช่น BDMS ราคาต่ำกว่าช่วงโควิด ซึ่งตอนนั้นโรงพยาบาลปิด แต่ตอนนี้ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน ขณะที่หุ้นอย่าง BCH ให้เงินปันผลเกือบ 6%

 

“คุณจะหาช่วงเวลาแบบนี้ได้กี่ครั้งเชียว ที่หุ้นปัจจัย 4 ให้เงินปันผลเกือบ 6%”

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. สั่งด่วน 3 บริษัทประกันภัย เร่งดูแลและคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย https://thestandard.co/oic-orders-insurance-victims/ Wed, 14 Jan 2026 12:38:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1165276 คปภ. สั่งด่วน 3 บริษัทประกันภัย เร่งดูแลและคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย

จากเหตุรถไฟขบวนด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธ […]

The post คปภ. สั่งด่วน 3 บริษัทประกันภัย เร่งดูแลและคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. สั่งด่วน 3 บริษัทประกันภัย เร่งดูแลและคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย

จากเหตุรถไฟขบวนด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี ประสบอุบัติเหตุเครนที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. บริเวณกิโลเมตรที่ 220 หลัก 9 หมู่ที่ 11 บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้โบกี้รถไฟตกราง 1 โบกี้ และ เกิดเพลิงไหม้อีก 1 โบกี้ เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 29 ราย และ ได้รับบาดเจ็บ 67 ราย

 

ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับ และ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้สั่งการให้นางสาวอมรรัตน์ ศิรินันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยในเบื้องต้น พร้อมทั้งเร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายผ่านแพลตฟอร์มรายงานอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

 

ขณะเดียวกัน จากการลงพื้นที่ของสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ได้ประสานงานกับบริษัทผู้รับประกันภัยการก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วนร้อยละ 60 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 20 และบริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 20 โดยบริษัท ทิพยประกันภัยฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่แล้ว เพื่อร่วมติดตามสถานการณ์ ตรวจสอบข้อมูลการรับประกันภัยและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ รวมถึงประสานการดำเนินการด้านสินไหมทดแทนให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรม

 

สำหรับการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล สำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทประกันภัยเข้าไปอำนวยความสะดวกและรับรองสิทธิค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลโดยตรง โดยผู้บาดเจ็บไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งติดตามการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที

 

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมร่วมไว้อาลัยต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยยืนยันพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการประกันภัยอย่างเต็มที่ และหากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

The post คปภ. สั่งด่วน 3 บริษัทประกันภัย เร่งดูแลและคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด https://thestandard.co/wellness-economy-health-best-investment/ Thu, 20 Nov 2025 09:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1145535 Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุด […]

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุดในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ใช่ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์… แต่เป็น ‘ตัวคุณเอง’ แล้วคุณคิดว่าอย่างไร?

 

ทุกวันนี้โลกกำลังเคลื่อนไปสู่เมกะเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Wellness Economy’ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ และคุณภาพชีวิต ที่เติบโตอย่างโดดเด่น รายงาน Future of Wellness 2025 โดย Global Wellness Summit และ McKinsey ชี้ว่า อุตสาหกรรมเวลเนสกำลังแบ่งออกเป็นสองแนวโน้มหลัก ทั้ง Hardcore (เวลเนสเชิงเทคโนโลยี เช่น AI-driven wellness และ Augmented Biology) และ Softcare (เวลเนสเชิงจิตใจและสังคม เช่น การใช้ชีวิตแบบ low-tech และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ) ที่เติบโตควบคู่กันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ผลักดันให้เวลเนสกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมกับความต้องการที่เติบโตรวดเร็วใน 5 ด้าน ได้แก่ สุขภาพจิต การนอนหลับ โภชนาการเฉพาะบุคคล ความงาม และการจัดการน้ำหนักอย่างยั่งยืน

 

นี่ไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือทิศทางใหม่ของโลกที่สะท้อนว่า ‘สุขภาพ’ กำลังกลายเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

 

จากไลฟ์สไตล์สู่การลงทุนในสุขภาพ

 

ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จากเดิมที่เวลเนสเป็นเพียง ‘ไลฟ์สไตล์ทันสมัย’ สู่การเป็น ‘ยุทธศาสตร์ชีวิต’ ที่ช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาว ทั้งเพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน การได้ใช้เวลากับครอบครัว และได้ทำสิ่งที่รักได้อย่างเต็มที่

 

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งของเราคือ การผสมผสานระหว่างธรรมชาติ การแพทย์แผนไทย วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจมาลงทุนในสุขภาพที่นี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเอเชียแปซิฟิก (รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) เป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดในตลาดเวลเนสโลก ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและความงามของภูมิภาค

 

นอกจากภาคธุรกิจจะเติบโตแล้ว กระแสเวลเนสยังสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้บริโภคที่มองสุขภาพในเชิง ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ค่าใช้จ่าย’ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการดูแลสุขภาพจิต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

 

เหตุผลเบื้องหลังกระแส Wellness

 

เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองมาเป็น ‘นักลงทุนด้านสุขภาพ’ นั้น ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึง ‘เงินเฟ้อทางการแพทย์’ (Medical Inflation) หรือภาวะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับเงินเฟ้อทั่วไป และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม

 

นี่คือความเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามในพอร์ตการเงินของเรา เพราะค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ข้อมูลจากรายงาน Global Medical Trends Survey 2025 ของ Willis Towers Watson (WTW) ซึ่งเป็นรายงานสำรวจแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ทั่วโลกที่เผยแพร่เป็นประจำทุกปี และเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์หรือค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 15% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและสูงกว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบางประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการวางแผนสุขภาพอย่างจริงจัง

 

อายุยืนขึ้น ไม่เท่ากับสุขภาพแข็งแรงขึ้น

 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO)⁴ ชี้ว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ราว 77–78 ปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ในจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นนั้น มีเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่เป็น ‘ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีจริงๆ’ ช่วงเวลาที่เหลืออาจต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรังหรือภาวะที่สะสมมาเป็นเวลานานนี่คือ ‘ช่องว่างระหว่างอายุขัยกับสุขภาพที่ดี’ ที่สำคัญของสังคมไทย เรามีชีวิตยาวนานขึ้น นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตที่แข็งแรงขึ้น การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นมากกว่าการยืดอายุที่ยืนยาว โดยมุ่งเน้นที่การทำให้ทุกปีในชีวิตเป็นปีที่มีคุณภาพ เต็มไปด้วยพลัง และความสุขที่แท้จริง

 

จาก ‘การรักษา’ สู่ ‘การป้องกัน’ บทบาทใหม่ของประกันชีวิต ในยุค Wellness Economy

 

หากย้อนกลับไป 10 ปี ประกันชีวิตมักถูกมองว่าเป็น ‘เงินก้อนที่รอใช้ยามเจ็บป่วย’ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ธุรกิจประกันชีวิตกำลังกลายเป็น ‘พันธมิตรด้านสุขภาพ’ ที่ช่วยดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้น เพราะ ‘การป้องกัน’ ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการรักษา ทั้งต่อผู้บริโภคและบริษัทประกัน

 

แนวโน้มของอุตสาหกรรมประกันชีวิตในยุค Wellness Economy จึงมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและบริการสุขภาพเข้ามาผสานกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น เช่น

 

  • HealthTech: การใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านแอปหรืออุปกรณ์สวมใส่ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของตนเองและปรับเปลี่ยนได้ตรงจุด
  • Preventive Care: การตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีน หรือการให้คำปรึกษาเรื่องโภชนาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคในระยะยาว
  • Wellness Program: โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกาย การดูแลโภชนาการ และการจัดการความเครียด เพื่อสร้างวินัยและแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

 

Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด 1

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า จากเดิมที่บริษัทประกันชีวิตเน้น ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ช่วยให้ลูกค้าไม่ป่วย’ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพมากที่สุด

 

กรณีศึกษา: ผลต่างที่ชัดเจนของการลงทุนในสุขภาพ

 

สมมติลองเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่อายุเท่ากันในวัย 35 ปี คนแรกซื้อประกันสุขภาพทั่วไป จ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท ใช้ชีวิตตามปกติ เมื่ออายุ 45 ปี ตรวจพบโรคเบาหวานและความดันสูง ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมค่าใช้จ่ายในช่วง 5 ปีแรกประมาณ 500,000 บาท ขณะที่อีกคนเลือกประกันแบบ Wellness จ่ายเพิ่มเพียง 5,000 บาทต่อปี (35,000 บาท) แล้วใช้แอปติดตามสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่ออายุ 45 ปี สุขภาพยังแข็งแรง และได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน 15%

 

ผลใน 10 ปีอาจเห็นความต่างอย่างชัด คือ คนที่ดูแลสุขภาพเชิงรุกมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่าและยังได้สุขภาพที่ดีกว่า นี่คือภาพสะท้อนของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทั้งทางการเงินและคุณภาพชีวิต

 

ผลตอบแทนสองมิติของการลงทุนในสุขภาพ

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องได้ (Tangible Return): ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว เก็บออมได้มากขึ้น และไม่ต้องดึงเงินออมมาใช้ยามเจ็บป่วย

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Return): คือ พลังในการทำงาน ความสัมพันธ์ที่ดี และความสุขในการใช้ชีวิตทุกวัน

 

หากคุณยังคิดว่าประกันชีวิตคือ ‘เงินที่จ่ายไปโดยไม่เห็นผลตอบแทน’ อาจถึงเวลาคิดใหม่ เพราะประกันยุค Wellness ได้เปลี่ยนสมการเดิม

 

  • จาก ‘จ่ายเบี้ย → รอให้ป่วย → ได้เงินคืน’
  • เป็น ‘จ่ายเบี้ย → ดูแลสุขภาพทุกวัน → ไม่ป่วย → มีคุณภาพชีวิตดี + ประหยัดค่าใช้จ่าย’

 

การตัดสินใจเล็กๆ วันนี้ เช่น เพิ่มการลงทุนด้านสุขภาพ 10 – 20% หรือเลือกแผนที่สนับสนุนการป้องกัน อาจกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า
การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้ นอกจากจะเป็นการป้องกันโรค ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในชีวิต

 

สุดท้ายแล้ว…สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคุณ ก็คือ ‘ตัวคุณ’ นั่นเอง

 

ภาพ: C.J. Burton/Getty Images

อ้างอิง:

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
​เริ่ม 1 ธ.ค.นี้ กรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยามะเร็งปอด ใช้ Erlotinib-Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ https://thestandard.co/first-line-lung-cancer-drugs/ Thu, 13 Nov 2025 04:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1142817 เริ่ม 1 ธ.ค.นี้ กรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยามะเร็งปอด ใช้ Erlotinib-Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post ​เริ่ม 1 ธ.ค.นี้ กรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยามะเร็งปอด ใช้ Erlotinib-Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่ม 1 ธ.ค.นี้ กรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยามะเร็งปอด ใช้ Erlotinib-Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด ให้เข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รัฐบาล โดยกรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาที่ต้องใช้ยาราคาแพง โดยขยายสิทธิให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ มีผลสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

 

อัยรินทร์กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง กรณีการใช้ยา Erlotinib และยา Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย มีสาระสำคัญ ดังนี้

 

ตามที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามโครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา (ระบบ OCPA) มาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้รายการยา Erlotinib/Gefitinib สามารถเบิกจ่ายในระบบ OCPA สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด Non-small cell lung cancer ระยะแพร่กระจาย ซึ่งมี EGFR mutation ชนิดที่มีความไวต่อการตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ โดยให้ใช้ยา Erlotinib เป็นยาขนานแรก และกำหนดข้อบ่งใช้ยา Gefitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้ยา Erlotinib ได้ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Erlotinib

 

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา erlotinib หรือยา Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ โดยให้ดำเนินการ คือ

 

1. ยกเลิกแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย (ปรับปรุงครั้งที่ 1) ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2564 และกำหนดแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ข้อบ่งใช้ โรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายขึ้นใหม่

 

2. ให้ใช้ข้อความ “กรณียา Erlotinib/Gefitinib ให้ปริมาณการเบิกจ่ายต่อครั้ง ไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 1 เดือน ใน 3 เดือนแรก และไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 3 เดือน ในเดือนต่อๆ ไป” แทนข้อความเดิมในข้อ 3.2 ของหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2564

 

“นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย ผ่านการดำเนินการต่างๆ โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะไม่มีการยกเลิก แต่จะมีการยกระดับคุณภาพและเพิ่มงบประมาณ โดยได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้ สปสช. เป็นจำนวนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น” อัยรินทร์กล่าว

The post ​เริ่ม 1 ธ.ค.นี้ กรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยามะเร็งปอด ใช้ Erlotinib-Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ https://thestandard.co/trump-blocks-visas-health-burden/ Sat, 08 Nov 2025 09:10:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1141059 รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธ วีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งใหม่เม […]

The post รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธ วีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี (6 พ.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ชาวต่างชาติที่ต้องการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ถูกปฏิเสธ หากพวกเขามีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน หรือแม้กระทั่งโรคอ้วน โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ (Public Charge) และสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับทรัพยากรของประเทศ

 

คำสั่งดังกล่าวซึ่งถูกส่งไปยังสถานทูตและเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลก ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่วีซ่าสามารถพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้ยื่นขอวีซ่าด้วยเหตุผลใหม่ๆ หลายประการ รวมถึงอายุ หรือความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตการพิจารณาด้านสุขภาพที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก

 

แม้ว่าการประเมินสุขภาพของผู้ยื่นขอวีซ่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมานานแล้ว เช่น การตรวจคัดกรองวัณโรคและการฉีดวัคซีน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแนวทางใหม่นี้ได้ขยายรายการโรคที่ต้องพิจารณาออกไปอย่างกว้างขวาง และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตัดสินใจโดยใช้สถานะสุขภาพของผู้สมัครเป็นเกณฑ์มากขึ้น

 

คำสั่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘กวาดล้าง’ ผู้อพยพที่เข้มข้นของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจับกุมจำนวนมากในแต่ละวัน, การแบนผู้ลี้ภัยจากบางประเทศ และแผนการจำกัดจำนวนผู้อพยพโดยรวม

 

โดยแนวทางใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่สุขภาพของผู้สมัครเป็นพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในกรณีของผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในสหรัฐฯ อย่างถาวร

 

“คุณต้องพิจารณาสุขภาพของผู้สมัคร” ข้อความในคำสั่งระบุ “ภาวะทางการแพทย์บางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคระบบทางเดินหายใจ, มะเร็ง, เบาหวาน, โรคเมตาบอลิก, โรคทางระบบประสาท และภาวะสุขภาพจิต อาจต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลหลายแสนดอลลาร์”

 

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมโรคที่พบบ่อยอย่างมาก โดย 10% ของประชากรโลกป่วยเป็นโรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก

 

คำสั่งดังกล่าวยังสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่พิจารณาภาวะอื่นๆ เช่น โรคอ้วน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหอบหืด, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และความดันโลหิตสูง โดยทั้งหมดนี้อาจต้องใช้การดูแลระยะยาวที่มีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเป็นเหตุผลในการปฏิเสธวีซ่าได้

 

เจ้าหน้าที่วีซ่ายังได้รับคำสั่งให้ประเมินว่าผู้สมัครมี ‘ศักยภาพ’ ทางการเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเหล่านั้นโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือไม่

 

โดยคำสั่งได้ตั้งคำถามสำคัญไว้ว่า “ผู้สมัครมีทรัพยากรทางการเงินเพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลดังกล่าวตลอดช่วงชีวิตที่คาดว่าจะเหลืออยู่หรือไม่ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือเป็นเงินสดจากภาครัฐ?”

 

ชาร์ลส์ วีลเลอร์ ทนายความอาวุโสจากกลุ่มช่วยเหลือด้านกฎหมาย Catholic Legal Immigration Network กล่าวว่าแนวทางนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับคู่มือของกระทรวงการต่างประเทศเอง ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธคำร้องโดยใช้สถานการณ์แบบ ‘ถ้าหากว่า’ (What if) ได้

 

“แนวทางนี้กำลังชี้นำให้เจ้าหน้าที่วีซ่าใช้ ‘ความคิดของตนเอง’ เพื่อคาดการณ์ว่าอะไรจะนำไปสู่เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์หรือค่าใช้จ่ายในอนาคต” วีลเลอร์กล่าว “นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะพวกเขาไม่ได้รับการฝึกฝนทางการแพทย์ ไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ และไม่ควรทำการคาดการณ์โดยอาศัยความรู้ส่วนตัวหรืออคติของตนเอง”

 

โซเฟีย เจโนเวเซ นายความด้านการเข้าเมืองจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่าการนำประวัติโรคเบาหวานหรือสุขภาพหัวใจมาพิจารณาถือเป็นการขยายขอบเขตที่กว้างมาก “มีการประเมินในระดับนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ถึงขั้นที่จะต้องคาดเดาไปไกลว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนนี้เกิดอาการช็อกเพราะเบาหวาน?’”

 

นอกจากสุขภาพของผู้สมัครแล้ว คำสั่งยังระบุให้เจ้าหน้าที่พิจารณาสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพึ่งพิงด้วย โดยให้ประเมินว่า “ผู้ติดตามมีภาวะทุพพลภาพ, โรคเรื้อรัง หรือความต้องการพิเศษอื่นๆ ที่อาจทำให้ผู้สมัครไม่สามารถทำงานเลี้ยงชีพได้หรือไม่?”

 

นโยบายนี้ยังสอดคล้องกับการคุมเข้มวีซ่าประเภทอื่นๆ เช่นกัน โดยในเดือนสิงหาคม รัฐบาลได้เสนอให้จำกัดระยะเวลาพำนักของนักศึกษาต่างชาติและผู้สื่อข่าว โดยยกเลิกระบบเดิมและกำหนดให้ต่อวีซ่าอย่างเป็นทางการหากหลักสูตรเกิน 4 ปี

 

ในเดือนกันยายน รัฐบาลยังได้กำหนดให้ผู้ยื่นขอวีซ่าทำงานทักษะสูง H-1B บางราย ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมครั้งเดียวสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.24 ล้านบาท) นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมปกติ ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปสรรคให้กับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ

 

เรื่องที่น่าสนใจคือ คำสั่งคุมเข้มวีซ่าด้วยเหตุผลเรื่องโรคอ้วนนี้ เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศความสำเร็จในการเจรจากับผู้ผลิตยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เพื่อลดราคาอย่างมหาศาลสำหรับชาวอเมริกันผู้ใช้สวัสดิการ Medicare และ Medicaid

 

ทรัมป์กล่าวว่านี่คือ “ชัยชนะสำหรับผู้ป่วยชาวอเมริกัน” โดยยาราคาพิเศษนี้จะจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ใหม่ของรัฐบาลในชื่อ TrumpRX ซึ่งจะทำให้ราคา Wegovy ลดลงจาก 1,350 ดอลลาร์ เหลือ 250 ดอลลาร์ (จาก 43,727 บาท เหลือ 8,098 บาท)

 

Zepbound ลดลงจาก 1,080 ดอลลาร์ เหลือ 346 ดอลลาร์ (จาก 34,981 บาท เหลือ 11,208 บาท) และยาทานของ Eli Lilly จะมีราคาเพียง 149 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,826 บาท)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Kristi Blokhin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร เผย สธ. ยังไม่ยื่นของบกลาง 8,000 ล้านบาท เติมงบบัตรทองที่ขาดทุน ย้ำต้องดูรายละเอียด-ทำตามกฎหมาย https://thestandard.co/paradorn-8-billion-health-budget/ Tue, 21 Oct 2025 07:04:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1133324 ภราดร เผย สธ. ยังไม่ยื่นของบกลาง 8,000 ล้านบาท เติมงบบัตรทองที่ขาดทุน ย้ำ ต้องดูรายละเอียด-ทำตามกฎหมาย

วันนี้ (21 ตุลาคม) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํ […]

The post ภราดร เผย สธ. ยังไม่ยื่นของบกลาง 8,000 ล้านบาท เติมงบบัตรทองที่ขาดทุน ย้ำต้องดูรายละเอียด-ทำตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร เผย สธ. ยังไม่ยื่นของบกลาง 8,000 ล้านบาท เติมงบบัตรทองที่ขาดทุน ย้ำ ต้องดูรายละเอียด-ทำตามกฎหมาย

วันนี้ (21 ตุลาคม) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมของบกลาง 8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ปิดหนี้ค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลสิทธิบัตรทอง ว่า วันนี้ยังไม่มีการยื่นเรื่องของบกลางเข้ามา แม้ว่าจะมีข่าวว่าจะมีการของบมาก่อนหน้านี้ แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มี

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีการพูดคุยแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหางบบัตรทองไม่เพียงพอ ทําให้โรงพยาบาลมีปัญหาขาดทุนจํานวนมาก ภราดรกล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้ต้องไปดูในรายละเอียดที่ สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขอมา ว่ามีส่วนไหนบ้าง และคิดว่ากระทรวงสาธารณสุขก็ควรที่จะต้องส่งเรื่องเข้ามา และเชื่อว่าถ้านายกรัฐมนตรีรับทราบ ก็จะมีการดึงเรื่องเข้ามาพิจารณา และให้เป็นไปตามกฎหมาย

 

ส่วนกรณีที่งบกลางยังไม่เข้ามาจะกระทบกับนโยบายฟอกไตฟรีที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้หรือไม่ ภราดรกล่าวว่า กรณีงบกลาง 8,000 ล้านบาท เพื่อเติมงบประมาณปีที่แล้วที่ขาดอยู่ ส่วนงบประมาณในปีนี้จะลงไปตามปกติ ฉะนั้นจะไม่กระทบกับนโยบายฟอกไตฟรี

The post ภราดร เผย สธ. ยังไม่ยื่นของบกลาง 8,000 ล้านบาท เติมงบบัตรทองที่ขาดทุน ย้ำต้องดูรายละเอียด-ทำตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล https://thestandard.co/nhso-debt-sparks-health-crisis/ Tue, 21 Oct 2025 01:08:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1133179 สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล

ปัญหาการค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก สำนักงานหลักประกันสุข […]

The post สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล

ปัญหาการค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนระบบสาธารณสุขไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

โดยเฉพาะกรณีของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ที่ออกโรงเรียกร้องให้ สปสช. ชำระหนี้จำนวนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดเหลือ 80 กว่าล้านบาท วิกฤตการเงินนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเริ่มส่งสัญญาณอันตรายถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชนผู้ใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอีกด้วย

 

ไทม์ไลน์ความเดือดร้อน: จาก รพ. มงกุฎวัฒนะ สู่ปัญหาทั่วประเทศ

 

ปัญหาการค้างจ่ายและวิธีการคำนวณงบประมาณของ สปสช. ได้ถูกจุดประเด็นอย่างรุนแรง เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากผู้บริหารโรงพยาบาล โดยเฉพาะ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ให้ สปสช. ชำระหนี้สินค่ารักษาพยาบาลที่ค้างจ่ายอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเงินที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ

 

ปัญหาดังกล่าวขยายวงกว้างขึ้นเมื่อ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงเช้า วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ว่า สปสช. คือ ‘คนกลางจ่ายเงิน’ ที่รับงบประมาณมาเพื่อซื้อบริการจากโรงพยาบาล แต่กลับมีปัญหา ไม่จ่ายเงินตรงตามที่ตกลงและจ่ายล่าช้า

 

การปรับวิธีการคำนวณจ่ายเงินแบบย้อนหลัง เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ นพ.วีระพันธ์ ได้ยกตัวอย่าง การจ่ายค่าผู้ป่วยใน (IP) ที่เดิมกำหนดจ่ายที่ 80 บาทต่อหน่วย (AdjRW.) จากต้นทุนจริง 130 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องควักเงินบำรุงมาจ่ายแทน 50 บาท

 

และที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลวิกฤตไปอีก คือ เมื่อถึงปลายปีงบประมาณ สปสช. ได้ออกประกาศลดเงินที่เคยจ่ายไปแล้ว 10 เดือน จาก 80 บาท เหลือ 70 บาท และ เรียกเงินส่วนต่าง 10 บาท/เดือน คืนย้อนหลัง จากยอดที่กำลังจะจ่ายใน 2 เดือนสุดท้าย ทำให้โรงพยาบาลกลายเป็น ‘ลูกหนี้’ ของ สปสช.

 

รวมถึงการสุ่มตรวจเวชระเบียนที่เข้มงวด มีการหักแต้มและเรียกเงินคืน หากแพทย์เขียนเวชระเบียนไม่ครบถ้วนหรือไม่สมบูรณ์ ทำให้โรงพยาบาลที่ควรเป็น ‘เจ้าหนี้’ กลายเป็น ‘ลูกหนี้’ ได้ง่าย ๆ

 

ข้อโต้แย้งจาก สปสช. และเสียงสะท้อนจากโรงพยาบาล

 

ในช่วงบ่ายของวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษก สปสช. ได้ออกมา โต้แย้งข้อมูลของ นพ.วีระพันธ์ ว่า ‘ไม่เป็นความจริง’ โดยชี้แจงดังนี้

 

ทพ.อรรถพร ยืนยันว่า การโอนเงินตามรอบปกติ สปสช. ได้โอนเงินค่าบริการผู้ป่วยใน (IP) ในรอบเดือนสิงหาคม-กันยายน 2568 ไปแล้วรวม 3,108 ล้านบาท และเตรียมโอนเพิ่มเติมอีก 2,753 ล้านบาท ภายในสัปดาห์เดียวกัน โดยยืนยันว่าการจ่ายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

ส่วนเหตุผลในการปรับการจ่าย ยอมรับว่ามีการปรับการคำนวณย้อนหลัง เนื่องจาก งบประมาณเป็นแบบปลายปิด (Global budget) และผลงานการให้บริการผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ค่าเฉลี่ยภาพรวมทั้งประเทศลดลงเหลือประมาณ 7,800 บาทต่อ AdjRW. จากอัตราเบื้องต้น 8,350 บาท ซึ่งต้องมีการคำนวณและปรับการจ่ายใหม่ตามหลักการบัญชี

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ได้ออกมาตอกย้ำถึงปัญหา โดย นพ.มาโนช อู่วุฒิพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เปิดเผยว่า โรงพยาบาลถูก สปสช. ค้างชำระรวมกว่า 238 ล้านบาท แต่เพิ่งได้รับคืนเพียง 15 ล้านบาท พร้อมระบุว่า ค่า 1RW ที่ สปสช. จ่ายคืนลดลงเหลือเพียง 6,000-7,000 บาทต่อเคส ขณะที่ต้นทุนจริงสูงถึง 16,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับข้อกังวลเรื่องการขาดทุนและภาระที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ

 

ผลกระทบถึงประชาชน: การถอนตัวของโรงพยาบาลเอกชน

 

ผลกระทบของวิกฤตหนี้ สปสช. ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น ในช่วงค่ำของวันที่ 20 ตุลาคม นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า โรงพยาบาลเอกชนกว่า 400 แห่ง ทยอยถอนตัวจากระบบ สปสช. จนปัจจุบันเหลือเพียง 9-10 แห่งทั่วประเทศ

 

สาเหตุหลักคือ ปัญหาการค้างชำระหนี้ และ ความยุ่งยากในขั้นตอนการตรวจสอบย้อนหลัง ที่ต้องใช้เอกสารและเวชระเบียนที่สมบูรณ์ทุกขั้นตอน

 

การถอนตัวของโรงพยาบาลเอกชน (ล่าสุดคือ รพ.มงกุฎวัฒนะ) ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากว่า 48 ล้านคน ต้องเข้าถึงบริการที่จำกัดลง โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มมีผลกระทบต่อคุณภาพบริการ เช่น

 

  • ต้องเดินทางไปรักษาไกลขึ้น เนื่องจากหน่วยบริการใกล้เคียงทนแบกรับภาระไม่ไหวและหยุดให้บริการ
  • ได้รับยาน้อยลง (เช่น จาก 3 เดือนเหลือ 1 สัปดาห์) หรือ ถูกเปลี่ยนไปใช้ยาที่ประสิทธิภาพต่ำลง เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเงินสั่งซื้อยาดีๆ นอกบัญชี
  • ประสิทธิภาพการรักษาลดลง เช่น ในผู้ป่วยโรคหัวใจ อาจต้องเลือกผ่าตัดรักษาเส้นเลือดที่ตีบเพียงเส้นเดียวที่ถือเป็นปัญหาหลักเพื่อการเบิกจ่ายได้ก่อน แทนที่จะรักษาพร้อมกันทั้ง 3 เส้น

 

จับตาการแถลงข่าววันนี้: ทางออกของวิกฤตสาธารณสุข

 

ล่าสุด ในวันนี้ (21 ตุลาคม) เวลา 10.00 น. กรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เตรียมแถลงข่าวใหญ่ที่รัฐสภา เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่สังคมกำลังจับตาดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถหาแนวทางปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงบประมาณและชำระหนี้ค้างจ่าย เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและรักษามาตรฐานการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนได้ต่อไปอย่างไร

The post สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. https://thestandard.co/key-messages-nhso-debt-crisis/ Fri, 17 Oct 2025 00:23:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1131644 รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช.

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แถลงยุติให้บริการสิทธิบัตรทอง 16 ต.ค. […]

The post รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช.

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 1
พล.ต.นพ.เหรียญทอง แถลงยุติให้บริการสิทธิบัตรทอง 16 ต.ค. 68 เป็นต้นไป

 

“สปสช. กำลังใช้ผู้ป่วยเป็นตัวประกัน” คือคำประกาศกร้าวจาก พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ที่บุกไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อทวงหนี้ค่ารักษาพยาบาลกว่า 110 ล้านบาท

 

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องตัวเลข แต่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ‘บัตรทอง’ และเผยให้เห็นรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลทั่วประเทศและผู้ป่วยอีกหลายสิบล้านคน

 


 

จุดเริ่มต้นของวิกฤต: หนี้ 110 ล้านบาท และตัวเลขที่ไม่ตรงกัน

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 2

พล.ต.นพ.เหรียญทอง บุกงานแถลงข่าว ชี้แจงหนี้ค่ารักษาพยาบาล สปสช.

 

ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะประกาศจะยุติการให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทองชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่กว่า 47,000 คน

 

ชนวนเหตุสำคัญคือ ‘หนี้’ ที่โรงพยาบาลระบุว่า สปสช. ค้างชำระสะสมมานานหลายปี รวมเป็นเงินกว่า 110 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหนี้เก่าตั้งแต่ปี 2563, หนี้ของปี 2567 และหนี้ของปีงบประมาณ 2568

 

ทว่า เรื่องราวกลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อ สปสช. ออกมาชี้แจงว่าตัวเลขไม่ตรงกัน โดยยอมรับว่ามีหนี้ค้างชำระจริง แต่เป็นยอดที่น้อยกว่านั้นมาก และอธิบายว่าบางส่วนเป็นหนี้เก่า จากกรณีคลินิกอบอุ่นทุจริตในปี 2563 และเรื่องอยู่ในชั้นศาลปกครองที่ยังไม่มีความคืบหน้า

 

เมื่อ สปสช. จ่ายเงินให้คลินิก แต่คลินิกถูกยกเลิก โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเข้าไปรับดูแลคนไข้ต่อให้ แต่กลับต้องฟ้องเพื่อเรียกเงินค่ารักษาพยาบาล

 

และที่สำคัญคือ การ ‘ปรับเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่’ ในช่วงปลายปี 2567 ทำให้ สปสช. มาเรียกเก็บเงินส่วนเกินคืนจากโรงพยาบาลกว่า 31 ล้านบาท กลายเป็นว่าโรงพยาบาลที่เป็นเจ้าหนี้ กลับกลายเป็นลูกหนี้ในมุมของ สปสช. ไปโดยปริยาย

 

ประเด็นนี้เองที่กลายเป็นจุดแตกหัก พล.ต.นพ.เหรียญทอง สวนกลับอย่างดุเดือดกลางวงแถลงข่าวว่า ไม่เคยรับรู้ เรื่องการเปลี่ยนเกณฑ์มาก่อน และมองว่านี่คือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม เพราะปรับกติกาในปี 2567 แต่มาทราบในปี 2568

 

“ถ้าวันดีคืนดี สปสช. นึกกติกา มาตั้งระบบ point system (จากเดิมใช้ระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามที่กำหนดไว้-Fee Schedule) กลายเป็นถูกเรียกเงินอีก 38 ล้านบาท ในเดือนมีนาคมถึงกันยายน ไม่มีการพูดถึงเลย เป็นที่มาที่ผมยกเลิก 35 คลินิก ประชากร 2 แสนกว่าคนเดือดร้อน เพราะกติกาไม่แน่นอน ไม่พอ แล้วยังย้อนไปในอดีตอีก” พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

 


 

“ผมจะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน”: ปัญหาที่ใหญ่กว่าโรงพยาบาลเดียว

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 3

พล.ต.นพ.เหรียญทอง บุก สปสช. เพื่อทวงหนี้ค่ารักษาพยาบาล

 

สิ่งที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง กำลังต่อสู้อยู่ อาจไม่ใช่แค่เรื่องหนี้สินของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพียงแห่งเดียวที่เจ้าตัวเปิดเผยว่ามีข่าวลือ อาจไม่ได้คืน และถูกบังคับให้ออกจากระบบสิทธิบัตรทอง แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาระดับโครงสร้างที่โรงพยาบาลทั่วประเทศกำลังเผชิญ ที่หลายโรงพยาบาลแอบกระซิบบอก พล.ต.นพ.เหรียญทอง ให้ช่วยเปิดหน้าทวงหนี้

 

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ยอมรับเองว่า ปัจจุบัน สปสช. มียอดหนี้ค้างชำระสถานพยาบาลทั่วประเทศรวม ‘หลายพันล้านบาท’ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

 

สาเหตุหลักมาจากระบบงบประมาณของ สปสช. ที่เป็น ‘งบปลายปิด’ คือได้รับงบประมาณจากรัฐบาลมาเป็นก้อน ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยาก ต้องคำนวณเบิกล่วงหน้า 2 ปี

 

เมื่อมีค่าใช้จ่ายที่คาดเดาไม่ได้เพิ่มขึ้น เช่น การระบาดของโรค หรือนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่ประกาศใช้กลางปีอย่าง ‘ฟอกไตฟรี’ ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 16,000 ล้านบาท ทำให้เงินในระบบไม่เพียงพอ การจ่ายเงินให้โรงพยาบาลจึงล่าช้าออกไป และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สปสช. ปรับรูปแบบการจ่ายเงิน

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ประกาศว่าเขาพร้อมจะเป็น “หัวหมู่ทะลวงฟันให้กับโรงพยาบาลที่ยังไม่ออกมาเรียกร้อง” เพราะเชื่อว่าหากปล่อยไว้ ระบบทั้งหมดอาจพังทลายลงได้

 

“ระบบบัตรทองไม่ได้ล่มสลาย แต่มีรอยร้าว ไม่ได้หมายความว่าจะถล่มลงมา แต่หากปล่อยทิ้งไว้จะถล่ม” พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

 


 

เสียงสะท้อนจากคนไข้: เมื่อสิทธิการรักษาแขวนบนเส้นด้าย

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 4

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แจ้งผู้ป่วย งดให้บริการสิทธิบัตรทอง

 

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง สปสช. และโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ราว 47,000 คน ที่มีชื่อสังกัดโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน บางคนยอมจ่ายเงินเองเพื่อรักษาต่อที่เดิมเพราะความผูกพันและสะดวกในการเดินทาง แต่หลายคนก็ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้

 

สปสช. ได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยจัดตั้ง ‘จุดบริการเฉพาะกิจ’ ที่โรงแรมจัมโบเทล ใกล้โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพื่อให้คำแนะนำ ประสานการย้ายสิทธิ และจัดรถรับ-ส่งไปยังโรงพยาบาลแห่งใหม่ พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้เข้ารับบริการที่หน่วยบริการนวัตกรรม เช่น ร้านยา หรือคลินิกใกล้บ้าน ภายใต้โครงการ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเข้าถึงประวัติการรักษายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะยังไม่ได้เชื่อมต่อข้อมูลกับระบบ Health Link ทำให้การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องทำได้ไม่ราบรื่นนัก

 


 

บทสรุปที่ยังไม่จบ: ทางออกของระบบสุขภาพไทย

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 5

ประชาชนสอบถามสิทธิรักษาพยาบาล

 

ข้อพิพาทครั้งนี้จบด้วยการเจรจาเบื้องต้น โดย พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยื่นเงื่อนไขให้ สปสช. ชำระหนี้ปี 2563 และ 2567 ก่อน แล้วโรงพยาบาลจะกลับมาให้บริการตามเดิม ซึ่งทาง สปสช. ก็รับเรื่องไปพิจารณา

 

แม้บรรยากาศจะตึงเครียด แต่ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็จับมือกัน พร้อมกับคำพูดจาก พล.ต.นพ.เหรียญทอง ที่ว่า “คนเราโกรธกันได้ เกลียดกันได้ แต่ถ้ามีเหตุผลวันหนึ่งเราก็สามารถคืนดีกันได้”

 

เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญถึงความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การสื่อสารที่โปร่งใสระหว่างภาครัฐและสถานพยาบาล ตลอดจนการวางแผนงบประมาณที่ยืดหยุ่นและเพียงพอต่อความเป็นจริง คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องกลายเป็น ‘ตัวประกัน’ ในสมรภูมิระหว่างหน่วยงานรัฐกับผู้ให้บริการอีกต่อไป

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพของคนไทยทุกคนคือเดิมพันที่สูงที่สุดในเรื่องนี้

The post รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล https://thestandard.co/rienthong-to-sue-atthaporn-nhso/ Fri, 10 Oct 2025 09:01:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1129087 หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล

วันนี้ (10 ตุลาคม) จากกรณีพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างโรงพ […]

The post หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล

วันนี้ (10 ตุลาคม) จากกรณีพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งทำให้ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ เดินทางมาร่วมฟังแถลงข่าวของ สปสช. วานนี้ (9 ตุลาคม) เพื่อติดตามทวงหนี้ สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาลกว่า 110 ล้านบาท ทำให้ต้องประกาศอาจยุติบริการผู้ป่วยนอกตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม หากไม่ได้รับชำระหนี้ก้อนแรก 50 ล้านบาท ขณะที่ สปสช. ยืนยันว่ายอดหนี้มีเพียง 36.75 ล้านบาทและได้โอนจ่ายแล้ว

 

ล่าสุด พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช.​​ ในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ โดยระบุว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จและเตรียมดำเนินคดี พร้อมได้ชี้แจง 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

ประเด็นที่ 1: คดีฟ้องศาลปกครอง เมื่อ ส.ค.-ก.ย.65

 

โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของ ทพ.อรรถพร ที่ว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นฝ่ายขอเลิกสัญญาบัตรทองแต่กลับคำในภายหลัง จึงไปฟ้องศาลปกครอง และขอไกล่เกลี่ยกับ สปสช.เพื่อทำสัญญาต่อ ซึ่งความเป็นจริงโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพียงขอลด จำนวนประชากรสิทธิบัตรทอง แต่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กลับทำหนังสือเลิกสัญญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องฟ้องศาลปกครอง และสุดท้าย สปสช. เป็นฝ่ายขอไกล่เกลี่ยและนำสัญญามาให้ลงนามถึงที่โรงพยาบาลฯ

 

“แต่ ทพ.อรรถพร คนเดียวกันนี้กลับให้สัมภาษณ์กับคุณดนัย-คุณอมรรัตน์ คนละเรื่อง คนละฟากโลก บิดเบือนสาธารณชนให้เข้าใจ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและเข้าใจผมในทางเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก”

 

ประเด็นที่ 2: คดีฟ้องศาลปกครอง พ.ค. 64

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะโดยตนฟ้องศาลปกครองมีคำสั่งให้ สปสช.ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลกรณีส่งตัวผู้ป่วยจากคลินิก ซึ่งเป็นคู่สัญญาของ สปสช. แต่ถูก สปสช. บอกเลิกสัญญาจากการทุจริตในระหว่าง กรกฎาคม-กันยายน 63 จำนวนเงินรวม 13.2 ล้านบาทเศษ

 

คดียังอยู่กับศาลปกครอง ยังไม่มีการไต่สวนใดๆ แต่ ทพ.อรรถพร ให้สัมภาษณ์ว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะต้องไปทวงหนี้จากคลินิกทั้งหลายเอง ซึ่ง สปสช. ได้ช่วยทวงหนี้มาให้ได้ประมาณ​ 4 ล้านบาท ยังคงเหลือหนี้อยู่ 8 ล้านบาทเศษ

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุอีกว่า โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไปทวงหนี้จากคลินิก สปสช. ในฐานะเคลียริงเฮาส์ (Clearing house) และเป็นคู่สัญญากับทั้งโรงพยาบาลและคลินิก ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ การให้สัมภาษณ์ฝ่ายเดียวโดย ทพ.อรรถพร ที่ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ อาศัยความสัมพันธ์ที่มีกับสื่อตามตำแหน่งหน้าที่ของตนเองบิดเบือนสาธารณชนให้เข้าใจ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและเข้าใจตนในทางเสื่อมเสีย

 

ประเด็นที่ 3: สปสช ไม่ได้เป็นหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะเกิน 100 ล้านบาท เป็นหนี้แค่ 37 ล้านบาท

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่า ยอดหนี้รวมเกิน 100 ล้านบาทแน่นอน โดยแจกแจงรายละเอียดหนี้ 3 ส่วน ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับตัวเลข 37 ล้านบาทที่ สปสช. กล่าวอ้าง ได้แก่

 

  • หนี้จากกรณีคลินิกทุจริต 13.2 ล้านบาท

 

  • หนี้ปีงบประมาณ 2567 อีกกว่า 41.7 ล้านบาท ที่ทาง ทพ.อรรถพร ให้สัมภาษณ์ว่า บอร์ด สปสช.มีการปรับระบบการจ่ายตาม Fee Schedule เป็นระบบแต้ม หรือ Point system ทำให้หนี้ 41.7 ล้านบาทที่ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะยังไม่ได้รับเงินแล้ว ยังต้องถูกเรียกเงินคืนอีก 38 ล้านบาทเศษอีกด้วย

 

  • หนี้ปีงบประมาณ 2568 ระหว่าง กรกฎาคม-สิงหาคม อีกกว่า 69 ล้านบาท (ยังไม่รวมเดือนกันยายน 50 ล้านบาท)

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า “รวมยอดหนี้ตามข้อ 1 ถึง 3 ณ สิ้นเดือน กันยายน 68 ก็มากกว่า 100 ล้านบาทแล้ว แต่ ทพ.อรรถพร ก็ยังบิดเบือนสาธารณะผ่านรายการคุณดนัย-คุณอมรรัตน์ หน้าด้านๆ อีกว่า เป็นหนี้แค่ 37 ล้านบาท ใครโกหกกันแน่ครับ”

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้ประกาศว่าจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับ ทพ.อรรถพร และ/หรือ สปสช. จากการให้ข้อมูลเท็จที่ทำให้โรงพยาบาลฯ และตนเองได้รับความเสื่อมเสีย พร้อมทั้งเล่าว่า ได้เข้าไปเผชิญหน้ากับ ทพ.อรรถพร ในวงแถลงข่าว แต่เสียดายที่ยังไม่ทราบเรื่องการให้สัมภาษณ์ที่เป็นประเด็นผ่านรายการฯ มิเช่นนั้นจะชี้แจงความจริงต่อนักข่าวและจะไม่มีไมตรีกับ ทพ.อรรถพร ในการแถลงอย่างเด็ดขาด

 

ด้าน ทพ.อรรถพร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง จะดำเนินการฟ้องร้องว่า ไม่มีความกังวลใจ เนื่องจากตนได้ทำตามหน้าที่และสื่อสารในนามขององค์กร หากมีการฟ้องร้องก็พร้อมให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

The post หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เร่งตรวจสุขภาพผู้หนีภัยฯ ในศูนย์พักพิง จ.ตาก พร้อมให้ซื้อประกัน สู้ปมขาดแคลนแรงงาน-ลดภาระค่ารักษา https://thestandard.co/suth-mother-la-refugee-health-check/ Thu, 09 Oct 2025 07:24:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1128532 suth-mother-la-refugee-health-check

วันนี้ (9 ตุลาคม) ที่ ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู […]

The post สธ. เร่งตรวจสุขภาพผู้หนีภัยฯ ในศูนย์พักพิง จ.ตาก พร้อมให้ซื้อประกัน สู้ปมขาดแคลนแรงงาน-ลดภาระค่ารักษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
suth-mother-la-refugee-health-check

วันนี้ (9 ตุลาคม) ที่ ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก วรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านสาธารณสุข เพื่อรองรับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้คนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งใน 4 จังหวัดชายแดน (ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี) สามารถออกมาทำงานนอกพื้นที่เพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

 

วรโชติกล่าวว่า มติ ครม. ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ บรรเทาภาระด้านค่ารักษาพยาบาลของประเทศ เนื่องจากองค์กรระหว่างประเทศมีการปรับลดงบประมาณช่วยเหลือผู้หนีภัยฯ รวมถึงเป็นการ สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ และ แก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรองรับการตรวจสุขภาพและการซื้อประกันสุขภาพ เพื่อให้ผู้หนีภัยสู้รบออกมาทำงานได้อย่างถูกกฎหมายและมีหลักประกันด้านสุขภาพ ซึ่งได้มีการ Kick Off การดำเนินงานพร้อมกันทั้ง 4 จังหวัดนำร่อง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

การตรวจสุขภาพผู้หนีภัยฯ ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจะดำเนินการผ่าน ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ซึ่งมี 10 ขั้นตอนในการคัดกรองอย่างละเอียด เช่น การตรวจสอบเอกสาร, ตรวจร่างกาย, จัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล (Biometric), ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดและการตั้งครรภ์, รับประทานยาพยาธิ/โรคเท้าช้าง และตรวจเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อเป็นการ ควบคุมและป้องกันโรค ในพื้นที่แนวชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับจังหวัดตาก มีผู้หนีภัยในวัยแรงงานประมาณ 24,000 คน และประสงค์จะออกมาทำงานข้างนอกประมาณ 19,000 คน โดยส่วนใหญ่มุ่งประกอบอาชีพ กรรมกร รองลงมาคือ แรงงานเกษตร และ งานช่าง ซึ่งโรงพยาบาล 5 แห่งในจังหวัดตากสามารถให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวรวม 1,200 รายต่อวัน

 

ด้าน นพ.พิทักษ์พงษ์ จันทร์แดง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการด้านสาธารณสุขชายแดนที่สำคัญ คือ 1. Tak Health Dam เขื่อนกั้นโรค เพื่อควบคุมโรคติดต่อสำคัญ เช่น คอตีบ ไอกรน วัณโรค พิษสุนัขบ้า มาลาเรีย และอหิวาตกโรค 2. การสร้างเครือข่ายหมู่บ้านคู่ขนาน (Twin Village) เพื่อให้ อสม. และ อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) ทำหน้าที่แจ้งข่าว และ 3. การดำเนินการร่วมกับองค์กรเอกชน เพื่อพัฒนาระบบบริการฉีดวัคซีนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา

The post สธ. เร่งตรวจสุขภาพผู้หนีภัยฯ ในศูนย์พักพิง จ.ตาก พร้อมให้ซื้อประกัน สู้ปมขาดแคลนแรงงาน-ลดภาระค่ารักษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. ยืนยัน ‘ข่าวลือ’ ยกเลิกประกันสุขภาพเหมาจ่ายไม่เป็นความจริง กำลังศึกษาหาจุดสมดุล หวังคุมเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงทุกปี https://thestandard.co/op-sec-no-cancel-lump-sum-insurance-2569/ Wed, 08 Oct 2025 10:54:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1128192 op-sec-no-cancel-lump-sum-insurance-2569

สำนักงาน คปภ. ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้อมูลในสื่อสังคมอ […]

The post คปภ. ยืนยัน ‘ข่าวลือ’ ยกเลิกประกันสุขภาพเหมาจ่ายไม่เป็นความจริง กำลังศึกษาหาจุดสมดุล หวังคุมเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงทุกปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
op-sec-no-cancel-lump-sum-insurance-2569

สำนักงาน คปภ. ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ที่ระบุว่า คปภ. จะดำเนินการยกเลิกกรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายภายในเดือนมกราคม 2569 นั้น ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม คปภ. ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อประเมินความเหมาะสมและควบคุมภาระค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า เกี่ยวกับกระแสข่าวการยกเลิกการเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งเผยแพร่อยู่บนสื่อสังคมออนไลน์ นั้น คปภ. ขอยืนยันว่ากระแสข่าวที่ออกมาไม่เป็นความจริง

 

รองเลขาธิการ คปภ. ชี้แจงต่อว่า ทุกครั้งที่จะมีการออกกรมธรรม์ใหม่นั้น ตามกฎหมายจะต้องมีการขออนุญาตจาก คปภ. ก่อน จึงจะสามารถขายได้

 

เนื่องจากกรมธรรม์ถือสินค้าประกัน ถือเป็นสินค้าควบคุม กระบวนการปกติจะมีการตรวจสอบความเหมาะสมในด้านหลักการประกันภัยและเบี้ยประกันโดยสายงานกำกับผลิตภัณฑ์ และด้านกฎหมายจะช่วยดูว่าหลักการใดๆ ขัดแย้งกับกฎหมายหรือไม่

 

ปัญหาหลัก Medical Inflation พุ่งสูงเกินควบคุม

 

ทั้งนี้แม้จะไม่มีการยกเลิก แต่การศึกษาเรื่องนี้มีอยู่จริง โดยมีเหตุผลสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ตลาด ความต้องการ และความเหมาะสม เนื่องจากมีงานวิจัยบางส่วนระบุว่า การไม่กำหนดหมวดค่าใช้จ่ายเลย หรือการเปิดให้เหมาจ่ายแบบเปิดเป็นอิสระ โดยไม่กำหนดหมวดค่าใช้จ่ายเลย อาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) สูงขึ้นไปอีก รวมทั้งมีบริษัทฯ ประกันบางแห่งได้เสนอแนวคิดนี้เข้ามา

 

โดย คปภ. ไม่ต้องการเห็นค่ารักษาพยาบาลพุ่งทะยานไปเรื่อยๆ เพราะยิ่งค่ารักษาสูงเท่าไหร่ เบี้ยประกันก็จะถูกยกสูงขึ้นโดยธรรมชาติ

 

อดิศร ระบุต่อว่า ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นเกือบทุกปี และปีหลังๆ ดูจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยได้ข้อสังเกตดังนี้

 

  • สิ่งที่ยอมรับได้ หากเป็นอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจาก Innovation ทางการแพทย์ ที่จำเป็น เช่น การใช้รังสี, การผ่าตัดด้วยกล้อง ที่ทำให้เจ็บน้อยลง ออกจากโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น คปภ. ไม่ติดใจ
  •  สิ่งที่น่ากังวล คือการที่ค่าใช้จ่ายรวมกันแล้วกลายเป็นสิ่งที่ ไม่ควรจะสูงเกินความจำเป็น ซึ่งจะกลายเป็นภาระที่ตกกับทุกคนที่ทำประกัน

 

อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคปภ.

อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคปภ.

 

หาจุดสมดุล แบ่งกลุ่มลูกค้าเพื่อคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเกิด

 

การศึกษาดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อหา ‘จุดสมดุล’ ที่เหมาะสม โดยต้องรับฟังเสียงจากทั้งภาคธุรกิจประกันภัยและผู้บริโภค เนื่องจากหากเปิดฟรีทุกหมวดและเต็มวงเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการควบคุม อาจทำให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งภาระจะตกอยู่กับคนทั้งหมด และประโยชน์ที่แท้จริงอาจไม่ได้ตกอยู่กับผู้ที่รักษา

คปภ. กำลังพิจารณาแนวทางที่อาจมีการแบ่งกลุ่มลูกค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อควบคุมต้นทุนของผู้ประกอบการกับผู้บริโภคให้ไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป

 

  1. กลุ่มลูกค้าทั่วไป อาจมีการกำหนดวงเงินสูงสุดต่อหมวดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าห้องควรเป็นเท่าไหร่ ที่เป็นจริงและไม่กระทบกระเทือนเงินในกระเป๋าของประชาชน หากคนกลุ่มใหญ่เห็นว่าการจำกัดเป็นหมวดช่วยให้เบี้ยประกันควบคุมได้ และเพียงพอต่อการรักษาโรคส่วนใหญ่ แนวทางนี้อาจเหมาะสม

 

  1. กลุ่มเศรษฐี หรือ ผู้มีฐานะ อาจเป็นกรมธรรม์ประเภทเหมาจ่ายที่ไม่มีการจำกัดหมวด ซึ่งกลุ่มนี้ ยินดีจ่ายเบี้ยประกันที่แพงมาก เพื่อความสะดวกสบาย หรือความต้องการที่จะเข้าพักในรูปแบบที่ต้องการ

 

มาตรการเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ Control Cost ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งในอดีต คปภ เคยมีการนำแนวคิดเรื่อง Co-payment มาใช้เพื่อเป็นข้อต่อรองไม่ให้บริษัทประกันขอขึ้นเบี้ย เนื่องจากพบว่ามีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่เกิดจากการนอนโรงพยาบาลด้วยอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อาการปวดหัวตัวร้อน ซึ่งอาจโยงกับการซื้อผลประโยชน์ชดเชยรายวันไว้ด้วย

 

วางกรอบเวลาการศึกษาจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า

 

อดิศร ยังระบุต่อว่า ผลการศึกษาในส่วนของ คปภ. น่าจะเห็นแนวคิดที่ชัดเจนขึ้น อย่างเร็วที่สุดคือปีหน้า อย่างไรก็ตาม การศึกษาเสร็จสิ้นไม่ได้หมายความว่าแนวทางจะถูกประกาศใช้ทันที เพราะยังต้องมีการพูดคุยและปรึกษาหารือกับภาคธุรกิจ โดยในทุก 3-4 เดือน ทีมผู้บริหาร คปภ. กับซีอีโอของบริษัทประกันจะมีการประชุมร่วมกันอยู่เป็นประจำ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders Hearing) ทั้งหมด รวมทั้งผู้บริโภค เพื่อหาจุดสมดุล

 

“Message ที่ คปภ. ต้องการสื่อสาร คือ ข่าวการยกเลิกการขายกรมธรรม์ประกันสุขภาพเหมาจ่ายนี้ที่ออกมาไม่เป็นความจริง ไม่ได้มีอยู่ในความคิดตอนนี้” อดิศร กล่าว

 

เตือนตัวแทนขายประกันปล่อยข่าวปั่น หวังปั๊มยอดขายอาจโดนถอนใบอนุญาต

 

คปภ. ยังแสดงความกังวลว่า ข่าวลือในลักษณะนี้อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม คล้ายกับกรณีการนำ Co-payment มาใช้ในรอบที่แล้ว ซึ่งอาจทำให้ตัวแทนบางส่วนที่มีจรรยาบรรณไม่ดีปั่นข้อมูล โดยบอกให้ลูกค้าต้องรีบซื้อภายในวันที่กำหนด เพื่อหวังยอดขาย ซึ่งจะทำให้กลไกการทำงานของตลาดไม่ถูกต้องและความเข้าใจของสังคมคลาดเคลื่อนไปหมด คปภ. ย้ำว่าการให้ข้อมูลผิดโดยตั้งใจอาจนำไปสู่การถูกพิจารณาถอนใบอนุญาตได้

The post คปภ. ยืนยัน ‘ข่าวลือ’ ยกเลิกประกันสุขภาพเหมาจ่ายไม่เป็นความจริง กำลังศึกษาหาจุดสมดุล หวังคุมเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงทุกปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมยา-เวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพง ก.พาณิชย์จะคุมราคาได้จริงหรือ? https://thestandard.co/private-hospital-drug-price/ Mon, 06 Oct 2025 12:13:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1127294 ทำไมยา-เวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพง ก.พาณิชย์จะคุมราคาได้จริงหรือ?

สำรวจราคายาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน ทำไมถึงราคาแพงกว่า […]

The post ทำไมยา-เวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพง ก.พาณิชย์จะคุมราคาได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมยา-เวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพง ก.พาณิชย์จะคุมราคาได้จริงหรือ?

สำรวจราคายาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน ทำไมถึงราคาแพงกว่าท้องตลาด และมาตรการล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง

 

ประเด็นเรื่องค่ายาที่สูงเกินจริงโดยเฉพาะจากโรงพยาบาลเอกชนเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์และได้รับการเรียกร้องให้ควบคุมราคามาโดยตลอด แต่ล่าสุดดูเหมือนประชาชนจะมีความหวังขึ้นมา ภายหลังจากที่ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศจะคุมราคายาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน

 

ก่อนหน้านี้สภาองค์กรของผู้บริโภคเคยเสนอกระทรวงพาณิชย์ให้ควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล และเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลแพงเกินจริงจากโรงพยาบาลเอกชนในช่วงปี 2565-2568 จำนวน 40 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25 ล้านบาท

 

ตัวอย่างราคาเวชภัณฑ์ที่สูงเกินจริง โดยเปรียบเทียบราคาท้องตลาดและราคาในโรงพยาบาลเอกชน เช่น

 

● สำลีก้อน : ราคาท้องตลาด 0.10 บาทต่อก้อน กลับเพิ่มราคาเป็นก้อนละ 7 บาท ส่วนต่างคิดเป็น 6,900%

● น้ำเกลือ 1,000 มิลลิลิตร : ราคาท้องตลาดเพียง 45 บาท ถูกคิดในราคา 919 บาท ส่วนต่างคิดเป็น 1,900%

● พลาสเตอร์ปิดแผลขนาด 6 เซนติเมตร : ราคาทั่วไปแผ่นละ 25 บาท แต่กลับถูกเรียกเก็บถึง 224 บาท ส่วนต่างคิดเป็น 700%

● ถุงมือยางทางการแพทย์ : จากราคาท้องตลาด 2.5 บาทต่อชิ้น เพิ่มเป็น 17 บาท ส่วนต่างคิดเป็น 580%

 

นอกจากนี้ข้อมูลจากระบบค้นหาและเปรียบเทียบราคายา และค่าบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน กรมการค้าภายในยังพบว่า ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ชื่อการค้า CEEMOL 325 MG ในโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานครขายเม็ดละ 7-8 บาท ในขณะที่ท้องตลาดขายกันอยู่ที่เม็ดละประมาณ 1 บาท

 

ซึ่งกรณีเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านราคาค่ารักษาและเวชภัณฑ์ที่ไม่มีเพดานควบคุมและขาดความโปร่งใส ท้ายที่สุดผู้รับชะตากรรมคือผู้ป่วยที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงที่แพงเกินจริงมาโดยตลอด

 

🔺 ทำไมราคาราคายาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพง? 🔺

 

ชมรมเภสัชชนบทชี้ว่า ปัญหาคือราคายาพุ่งสูงขึ้น 35.2% คำถามคือทำไมปัญหาเรื่องราคายาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพงถึงไม่สามารถแก้ได้เสียที โดยชมรมเภสัชชนบทชำแหละปัญหาออกมาได้ 4 ข้อด้วยกัน หนึ่งคือลักษณะโครงสร้างต้นทุน

 

โดยองค์ประกอบของราคายา 1 เม็ด ประกอบด้วย

 

● ต้นทุนเนื้อยาล้วน ๆ 0-5%

● ต้นทุนการบริหารยา 10-15% อย่างเช่น การจัดซื้อ การจัดเก็บ การรักษา เป็นต้น

● ต้นทุนโรงพยายาล 20-30%

● กำไร 20-40% และกำไรบางครั้งอาจสูงมากกว่า 1,000% ขึ้นอยู่แบรนด์และยาชนิดนั้น ๆ

 

ด้าน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยกับทีมข่าว THE STANDARD ว่า ยาที่มีต้นทุนแพงคือยาที่ออกใหม่ เนื่องจากมีต้นทุนในการทำวิจัย ยาเหล่านี้มีต้นทุนสูงและมีลิขสิทธิ์อยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อยาหมดลิขสิทธิ์ ยาอื่นสามารถเลียนแบบได้ เมื่อนั้นราคายาก็จะถูกลงและเกิดการแข่งขันในตลาดทันที

 

ประเด็นราคายาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพง นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เคยชี้แจงประเด็นนี้เอาไว้ว่า สมาคมฯ เคยทำวิจัยต้นทุนยาของโรงพยาบาลนอกเหนือจากส่วนที่เป็นค่าตัวยา มีค่าเฉลี่ยต้นทุนยาแต่ละเม็ด มากกว่า 1 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล บางแห่งอาจจะ 2-3 บาทต่อเม็ด ส่วนทำไมราคาในแต่ละโรงพยาบาลเอกชนถึงต่างกันนั้นก็ขึ้นอยู่ขนาดโรงพยาบาล

 

ส่วนกรณีเวชภัณฑ์ นพ.ไพบูลย์ชี้ว่า เนื่องจากทุกอย่างที่ใช้ทางการแพทย์ต้องมีการควบคุม มีวันหมดอายุ ส่วนใหญ่อายุที่กำหนดจะไม่เกิน 2 ปี และเมื่อใกล้หมดอายุ 6 เดือนต้องนำไปเปลี่ยน โรงพยาบาลจะไม่ยอมให้หมดอายุ

 

และที่สำคัญที่เป็นต้นเหตุของราคายาที่แพงมาจากบริษัทผู้ผลิตที่ขายยาให้โรงพยาบาลรัฐในราคาต่ำกว่าเอกชนมากถึง 50% เพราะภาครัฐมีอำนาจต่อรองและสั่งซื้อในปริมาณมาก

 

🔺 ระบบการตลาดผูกขาด 🔺

 

ปัญหาที่ 2 คือใบสั่งยาที่ถูกผูกขาดไว้ที่โรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยไม่มีทางเลือก ไร้อำนาจต่อรอง

 

ปัญหาที่ 3 คือข้อมูลราคายาเข้าถึงยาก ประชาชนทั่วไปยังไม่รู้ว่ามีระบบนี้อยู่ และไม่คุ้นเคยกับชื่อยาทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้ข้อมูลไปเจรจากับโรงพยาบาลได้ อีกทั้งข้อมูลยังไม่เรียลไทม์และไม่อัปเดตบ่อยครั้ง

 

และปัญหาสุดท้ายคือขาดกลไกบังคับใช้ โรงพยาบาลเอกชนไม่ถูกบังคับให้ขายตามราคาที่แจ้งไว้ เพียงรายงานให้ทราบเท่านั้น หากประชาชนเจอราคาจริงไม่ตรงกับระบบ ก็ร้องเรียนได้ยากและไม่มีโทษที่ชัดเจน

 

🔺 ควบคุมราคาอย่างไร? 🔺

 

ทั้งนี้สำหรับมาตรการล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ที่มีแผนดำเนินการราคายา MOU กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน

 

จากปัจจุบันนี้มีโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในสมาคมฯ ทั้งหมด 330 แห่ง แบ่งออกเป็น 11 เครือ ตอนนี้ได้มีการตกลงร่วมโครงการแล้ว 5 เครือ ประมาณ 110 แห่ง อาทิ วิภาราม เกษมราษฎร์ ธนบุรี บางปะกอก ดุสิตเวชการ เป็นต้น

 

โดยแนวทางที่กระทรวงพาริชย์จะทำคือหนึ่งให้โรงพยาบาลเอกชนมีการเปิดเผยราคายาอย่างชัดเจน โดยผู้ป่วยสามารถทราบราคายาที่ต้องจ่ายล่วงหน้า และมีสิทธิ์เลือกไปซื้อจากร้านขายยาภายนอกโรงพยาบาลเอกชนได้ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก โดยมีการประเมินร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขว่า มาตรการนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 32,400 ล้านบาทต่อปี

 

สองคือการควบคุมต้นทุน ราคายาและเวชภัณฑ์จำเป็น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและป้องกันการตั้งราคาที่เกินความเหมาะสม โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในหมวดเวชภัณฑ์ได้ถึง 1,100 ล้านบาทต่อปี เช่น สินค้าเวชภัณฑ์จำเป็น ยังคงมีคุมควบต้นทุนสินค้า อาทิ ถุงมือยาง สำลี ATK เป็นต้น

 

นพ.วีระพันธ์ มองว่า มาตรการนี้จะทำให้ประชาชนได้ยาในราคาที่เหมาะสมขึ้นหรืออย่างน้อยประชาชนก็ได้มีทางเลือกในการนำใบสั่งยาของแพทย์ไปซื้อยาจากร้านขายยานอกโรงพยาบาลได้ นพ.วีระพันธ์ เชื่อว่า นี่เป็นข้อดีที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยทั่วไปเหมือนกับการได้ส่วนลดราคาทันที

 

ในขณะที่มุมมองของโรงพยาบาลเอกชนอาจเผชิญกับกำไรที่ลดลง เพราะหากเคยคิดราคายาและได้กำไรประมาณ 50% ถึง 100% ก็อาจจะต้องลดเพดานลง พวกเขาจะต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา ทั้งระหว่างเอกชนด้วยกันเองและแข่งขันกับราคายาที่อยู่นอกโรงพยาบาล

 

นอกจากนี้ นพ.วีระพันธ์ เชื่อว่า เงินเฟ้อจากการรักษาพยาบาลจะลดลงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ยังต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนยังมีแหล่งกำไรอื่น ๆ เช่น ค่า DF ของแพทย์ที่อัตราของแต่ละโรงพยาบาลไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนไข้ เช่น ถ้าแพทย์มีชื่อเสียงอาจมีค่าบริการที่แพงขึ้นตามไปด้วย

 

ส่วนที่อาจทำให้เงินเฟ้อในการรักษาสูงที่สุด คือ ค่าบริการมากกว่า เช่น ค่าห้อง เป็นต้น อย่างไรก็ตามมาตรการนี้คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้

The post ทำไมยา-เวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพง ก.พาณิชย์จะคุมราคาได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มแล้ววันนี้! ระบบ Copayment ประกันสุขภาพที่เริ่มคุ้มครอง มี.ค. 68 ผู้ป่วยต้องจ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาล https://thestandard.co/copayment-system-thailand/ Thu, 20 Mar 2025 01:44:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1054100 copayment-system-thailand

วันนี้ (20 มีนาคม) ระบบ Copayment หรือการร่วมจ่ายค่ารัก […]

The post เริ่มแล้ววันนี้! ระบบ Copayment ประกันสุขภาพที่เริ่มคุ้มครอง มี.ค. 68 ผู้ป่วยต้องจ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
copayment-system-thailand

วันนี้ (20 มีนาคม) ระบบ Copayment หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลระหว่างผู้ป่วยและประกันสุขภาพ เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ซึ่งผู้ป่วยที่เข้าข่ายตามเงื่อนไขจะต้องจ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาลตามอัตราที่กำหนด

 

ใครบ้างที่จะเข้าเงื่อนไข Copayment?

 

ตามข้อมูลจากกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่มีนาคม 2568 จะมีเงื่อนไข Copayment ระบุอยู่ในกรมธรรม์ ซึ่งจะมีเกณฑ์การเข้าเงื่อนไขที่ชัดเจน แบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้

 

กรณีที่ 1: การเจ็บป่วยเล็กน้อย

การเคลมสำหรับโรคที่ไม่รุนแรง (Simple Diseases) หรืออาการที่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล หากมีการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อปีกรมธรรม์ และอัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 200% ของเบี้ยประกันสุขภาพ ผู้ป่วยจะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาทุกครั้งในปีถัดไป

 

กรณีที่ 2: การเจ็บป่วยโรคทั่วไป (ไม่รวมโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่)

การเคลมสำหรับโรคทั่วไปที่ไม่รวมการผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง หากการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อปีกรมธรรม์ และอัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ ผู้ป่วยจะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาทุกครั้งในปีถัดไป

 

กรณีที่ 3: หากเข้าเงื่อนไขทั้งในกรณีที่ 1 และ 2

ผู้ป่วยที่เข้าเงื่อนไขทั้งในกรณีที่ 1 และ 2 จะต้องร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาทุกครั้งในปีถัดไป

 

เงื่อนไข Copayment มีผลทั้ง IPD และ OPD หรือไม่

 

สมาคมประกันชีวิตระบุว่า เงื่อนไข Copayment จะใช้เฉพาะกับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วยนอก (OPD)

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเราเข้าเงื่อนไข Copayment

 

ผู้เอาประกันสามารถทราบได้ว่าเข้าข่ายเงื่อนไข Copayment หรือไม่ โดยบริษัทประกันภัยจะส่งหนังสือแจ้งล่วงหน้า ก่อนครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยไม่น้อยกว่า 15 วัน หากเกิดการเคลมภายหลังจากที่บริษัทได้ออกหนังสือแจ้งชำระเบี้ยประกันภัยและพบว่าเข้าเงื่อนไข Copayment บริษัทประกันจะออกเอกสารบันทึกสลักหลัง (Endorsement) เพื่อแจ้งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้เอาประกันได้รับทราบ

 

การปรับเปลี่ยน Copayment

 

สำหรับคำถามที่ว่า หากผู้ป่วยเข้าเงื่อนไข Copayment แล้วจะมีผลทุกปีกรมธรรม์หรือไม่นั้น สมาคมประกันชีวิตระบุว่า Copayment จะมีการปรับเปลี่ยนได้หากสถานการณ์การเคลมดีขึ้น โดยบริษัทประกันจะพิจารณาอัตราการเคลมในทุกๆ ปีกรมธรรม์

 

เช่น หากปี 2568 ผู้ป่วยเข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1, 2 และ 3 ส่งผลให้ในปี 2569 ผู้ป่วยต้องร่วมจ่าย Copayment 30% หรือ 50% ตามเงื่อนไข แต่ในปี 2570 จะมีการพิจารณาตามอัตราการเคลมในปี 2569 ว่าผู้ป่วยจะเข้าเงื่อนไขหรือไม่

 

ทั้งนี้ ทางสมาคมประกันชีวิตและบริษัทประกันทุกแห่งจะพิจารณาและปรับเงื่อนไขในแต่ละปี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมตามสถานการณ์การเคลม

 

ผู้ป่วยและประชาชนจึงควรศึกษารายละเอียดกรมธรรม์ของตนเองและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทประกันสุขภาพเพื่อให้เข้าใจถึงเงื่อนไขการร่วมจ่าย Copayment และการเปลี่ยนแปลงในปีถัดไป

 

อ้างอิง: 

  • สมาคมประกันชีวิตไทย

The post เริ่มแล้ววันนี้! ระบบ Copayment ประกันสุขภาพที่เริ่มคุ้มครอง มี.ค. 68 ผู้ป่วยต้องจ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>