คุณภาพการศึกษา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คุณภาพการศึกษา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 17 Mar 2026 10:40:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบัน 5 ด้าน ที่กำลังฉุดไทย ในความเห็นของ ‘บรรยง’ ให้เติบโตต่ำที่สุดในโลกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา https://thestandard.co/thailand-economy-structural-problems-banyong/ Sat, 24 Jan 2026 05:27:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1168913 บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภ […]

The post ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบัน 5 ด้าน ที่กำลังฉุดไทย ในความเห็นของ ‘บรรยง’ ให้เติบโตต่ำที่สุดในโลกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP กล่าวในรายการ WEALTH Roundtable ในบางช่วงตอน ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมานาน แม้จะไม่กลับไปเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งเหมือนในอดีต

 

แต่ปัญหานี้จะถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ไม่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าเศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้ต่อไป จะนำไปสู่วิกฤตทางสังคมได้ เป็นสิ่งน่ากังวล

 

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังติดกับดักการมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในโลกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ปีนี้คาดว่า GDP จะโตต่ำกว่า 2% และปีหน้าโต 1.6%

 

โดยประเทศไทยมีปัญหาโครงสร้างปัจจัยเชิงสถาบัน 5 ด้าน คือ 1. ประชาธิปไตยไม่จริง 2. ชิงกันโกง 3. ทางโล่งทุนใหญ่ 4. ไม่ใฝ่การเรียน 5. เซียนคุมศาล ล้วนเป็นตัวฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย ข่าวร้ายไม่มีอันไหนแก้ง่าย ซึ่งกำลังสร้างปัญหากับเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้าน คือ มั่งคั่ง ทั่วถึง ยั่งยืน ไม่บรรลุเป้าหมาย

 

แต่หากยังไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็ยังฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยต่อไป

 

บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 1บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 2บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 3บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 4

The post ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบัน 5 ด้าน ที่กำลังฉุดไทย ในความเห็นของ ‘บรรยง’ ให้เติบโตต่ำที่สุดในโลกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สัญญาณแห่งโอกาสจากบ้านดอยเวียง จ.เชียงใหม่ https://thestandard.co/doiwiang-digital-access-chiang-mai/ Mon, 30 Jun 2025 09:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1090205 doiwiang-digital-access-chiang-mai

เรื่องเล่าจาก บ้านดอยเวียง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใ […]

The post ชมคลิป: สัญญาณแห่งโอกาสจากบ้านดอยเวียง จ.เชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
doiwiang-digital-access-chiang-mai

เรื่องเล่าจาก บ้านดอยเวียง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ห่างไกลที่ไร้ซึ่งความสะดวก ห่างไกลความสบาย แต่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผลผลิต และวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์

 

ขณะเดียวกันชุมชนก็พบกับข้อจำกัดของการติดต่อสื่อสารและเมื่อ Digital Infrastructure เดินทางมาถึงยอดดอย นั่นเปรียบเสมือนสายธารแห่งโอกาสที่สร้างคุณภาพชีวิต คุณภาพการศึกษา และโอกาสทางอาชีพอีกมากมาย

 

[ADVERTORIAL]

The post ชมคลิป: สัญญาณแห่งโอกาสจากบ้านดอยเวียง จ.เชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ตั้ง ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ประธานสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา https://thestandard.co/suphachai-chearavanont-onesqa/ Tue, 13 Aug 2024 08:40:29 +0000 https://thestandard.co/?p=970449 ศุภชัย เจียรวนนท์

วันนี้ (13 สิงหาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post ครม. ตั้ง ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ประธานสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภชัย เจียรวนนท์

วันนี้ (13 สิงหาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) จำนวน 7 คน โดยมี ศุภชัย เจียรวนนท์ เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอีก 6 คน ประกอบด้วย ศ.พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์, สุภัทร จำปาทอง, ศ. ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์, พิศณุ ศรีพล, ศ. ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ และ ศ. ดร.สุรินทร์ คำฝอย

 

นอกจากนี้ ครม. เห็นชอบให้ ประวิต เอราวรรณ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ

 

The post ครม. ตั้ง ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ประธานสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเทอมใหม่ปี 2567 กทม. เตรียมก้าวผ่าน ‘โรงเรียนคนจน’ ลดวิชาการ-เพิ่มวิชาชีวิต ยกระดับคุณค่าครู https://thestandard.co/2024-semester-open-education-development/ Mon, 27 Nov 2023 08:11:37 +0000 https://thestandard.co/?p=870256 ศานนท์ หวังสร้างบุญ

โรงเรียนที่ดีที่สุดในความหมายของคุณเป็นแบบไหน  &nb […]

The post เปิดเทอมใหม่ปี 2567 กทม. เตรียมก้าวผ่าน ‘โรงเรียนคนจน’ ลดวิชาการ-เพิ่มวิชาชีวิต ยกระดับคุณค่าครู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศานนท์ หวังสร้างบุญ

โรงเรียนที่ดีที่สุดในความหมายของคุณเป็นแบบไหน 

 

ใช่โรงเรียนในความหมายเหล่านี้หรือไม่ เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงสืบต่อมานาน เป็นโรงเรียนที่มีรางวัลมากมายการันตี หรือเป็นโรงเรียนที่มีหลักสูตรอัดแน่น

 

แล้วคุณเคยนึกถึงตัวเลือก ‘โรงเรียนใกล้บ้าน’ บ้างไหม ที่จะส่งลูก หลาน หรือคนในครอบครัวเข้าสู่ระบบการศึกษา

 

THE STANDARD คุยกับ ‘ศานนท์ หวังสร้างบุญ’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงการรื้อระบบ ปรับแผนการศึกษา ปรับปรุงภาพลักษณ์ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 โรงเรียน ในปีการศึกษา 2567 

 

สุดท้ายแล้วความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดจะทำให้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน เป็นหนึ่งในตัวเลือกโรงเรียนในฝันได้หรือไม่ มาหาคำตอบจากบทสนทนานี้กัน

 

 

โรงเรียน กทม. ต้องก้าวข้ามความคิดที่ว่าเป็นโรงเรียนคนจน

 

“การที่สังคมติดภาพลักษณ์ว่าโรงเรียน กทม. เป็นโรงเรียนของคนจน เรื่องนี้คือสิ่งที่ตัวเราเองอยากทำให้ได้ดีที่สุด เราอยากบอกให้ได้ว่าโรงเรียนที่ดีที่สุดคือโรงเรียนที่ใกล้บ้านเรา ถึงแม้โรงเรียนนั้นจะเป็นสังกัด กทม.” ศานนท์กล่าว

 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมอีกว่า อย่างน้อยตัวเราเองในฐานะผู้บริหารต้องเกิดความภาคภูมิใจโรงเรียนในสังกัดของเราก่อน 

 

เราในฐานะคนที่พัฒนาต้องภูมิใจว่านี่คือสถานที่ที่เราอยากจะส่งลูกมาเรียน แต่ถ้าเรายังรู้สึกว่าโรงเรียนนี้เป็น ‘โรงเรียนสำหรับคนจน’ สำหรับคนที่มีเงินน้อย มีรายได้น้อย สุดท้ายเราก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาได้เท่าเทียมโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือโรงเรียนเอกชน

 

ถ้าดูในหลายๆ ทรัพยากร โรงเรียน กทม. ถือว่ามีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ กทม. มีการร่วมมือกับสถานทูตมากมาย ผู้ว่าฯ กทม. ไปพบกับสถานทูตแทบจะทั้งกรุงเทพฯ แล้ว เรายังมีโครงการแลกเปลี่ยนอีกเยอะแยะ 

 

ฉะนั้นก้าวต่อไปคือ เรื่องกายภาพเราต้องทำให้ดี เรื่องหลักสูตรเราต้องทำให้ดี เรื่องการช่วยคุณครูให้มีวิทยฐานะที่ดีขึ้น การพัฒนาสุขภาวะ อาหารต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือเงื่อนไขสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำในอนาคตด้วย

 

“ท่านผู้ว่าฯ กทม. พูดไว้เลยว่าการศึกษาคือเครื่องมือเดียวและเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการลดความเหลื่อมล้ำในอนาคต ถ้าเรายังไม่สามารถทำให้เด็กเข้าถึงการศึกษาที่ดี เราไม่ต้องคาดหวังเลยว่าเด็กโตไปจะเป็นอย่างไร เราต้องทำโรงเรียนในสังกัดให้ดีก่อนเป็นบันไดขั้นแรก” ศานนท์กล่าว

 

 

บันไดขั้นแรกของการศึกษาของเด็กกรุงเทพฯ อยู่ในมือ กทม.

 

ศานนท์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาของ กทม. เป็นโจทย์ยาก แต่ก็เป็นโจทย์ที่มีความหมาย วันนี้ดีใจที่ได้ทำและจะทำให้เต็มที่

 

การแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาถือเป็นแผนระยะยาว แต่ข้อดีคือเราจะเห็นลำดับขั้นและพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน 

 

หากวิเคราะห์แบบละเอียดเรื่องโครงสร้างของโรงเรียนสังกัด กทม. เราต้องเริ่มมองที่ภาพรวมของทั้งเมือง ซึ่งนับรวมโรงเรียนทุกสังกัดจะอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าโรงเรียน แยกออกมาเป็นสังกัด กทม. คือ กทม. ดูแลจัดการโดยตรง 437 โรงเรียน 

 

แปลว่า 2 ใน 3 โรงเรียนที่เจอจะเป็นโรงเรียนสังกัด กทม. ซึ่งถือว่ามีจำนวนเยอะมาก แต่ถ้ามาคิดถึงโรงเรียนของภาครัฐที่ดีๆ มีชื่อเสียง และเป็นที่นิยม แทบจะไม่มีใครนึกถึงโรงเรียนสังกัด กทม. เลย เท่ากับว่าวันนี้โรงเรียนของ กทม. ยังมีคุณภาพไม่พอ 

 

 

โรงเรียนสังกัด กทม. ในจำนวน 437 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 10 โรงเรียน ส่วนที่เหลือคือโรงเรียนอนุบาลถึงประถมศึกษา ‘กทม. กำลังดูแลเด็กกว่า 50% ของเด็กทั้งกรุงเทพฯ และหัวใจอยู่ที่เด็กประถมวัยและประถมศึกษา’

 

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า กทม. มีหน้าที่ให้การศึกษาในช่วงแรกสุดของชีวิตเด็ก เพื่อจะส่งต่อไปยังโรงเรียนในสังกัด สพฐ. หรือโรงเรียนเอกชน 

 

โจทย์ที่ กทม. ต้องทำคือ ทำการศึกษาให้ดี เพื่อส่งต่อให้ขั้นต่อไป

 

เพราะไม่ว่าเด็กคนนั้นจะศึกษาต่อด้วยระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สายอาชีวะ หรือสายสามัญ กทม. ต้องสามารถส่งต่อเด็กๆ ได้ลื่นไหลที่สุด และทบทวนดูว่าที่ผ่านมาส่งต่อได้ครบ มีเด็กตกหล่นไปที่ไหนหรือไม่

 

ศานนท์กล่าวว่า ข้อมูลน่าสนใจที่เราได้รับคือ ในจำนวนเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ต้องไปต่อสายเรียนต่างๆ จากจำนวนเด็กประมาณ 10,000 กว่าคน มีเด็กประมาณเกือบ 2,000 คน ที่ กทม. ไม่มีข้อมูลว่าเด็กเหล่านั้นไปเรียนอะไรต่อ ไปอยู่ที่ไหน นี่คือโจทย์อีกอย่างที่เราตั้งใจว่าจะลดจำนวนเด็กที่หลุดจากระบบให้ได้

 

 

โรงเรียนคือบ้านหลังที่สองต่อจากพ่อแม่ที่ให้กำเนิด

 

ศานนท์ชวนพิจารณาข้อมูลเด็กช่วงปฐมวัยอายุ 0-6 ปี ในกรุงเทพฯ จากข้อมูลทะเบียนราษฎร ปี 2566 ระบุว่า มีเด็กกลุ่มนี้อยู่ในกรุงเทพฯ 259,264 คน ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของ กทม. ดูแลอยู่ที่ 82,990 คน 

 

โดยแบ่งเป็น 

 

  • นักเรียนอนุบาล (อายุ 4-5 ปี) 429 โรงเรียน 38,499 คน
  • นักเรียนชั้น ป.1 (อายุ 6 ปี) 431 โรงเรียน 26,945 คน
  • เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน (อายุ 2-5 ปี) 274 โรงเรียน 17,213 คน
  • เด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข (อายุ 2.5-5 ปี) 12 แห่ง 218 คน 
  • เด็กในศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่ โรงพยาบาล กทม. (อายุ 2.5-5 ปี) 8 แห่ง 115 คน

 

ในภาพรวมเท่ากับ กทม. ดูแลเด็กปฐมวัยคิดเป็น 1 ใน 3 จากเด็กทั้งกรุงเทพฯ คำถามที่ตามมาคือ แล้วเด็กๆ ที่เหลือพวกเขาเหล่านั้นไปอยู่ไหน เขากำลังอยู่ในชุมชนที่ไม่มีคนดูแล หรืออยู่ในโรงเรียนเอกชน

 

 

ฉะนั้นสิ่งที่เราพยายามทำคือ ขยายการดูแลจากจำนวนแค่ 80,000 คน อาจจะไม่ครบ 300,000 คน แต่ต้องเพิ่ม

 

สิ่งที่ กทม. ทำได้และมีแผนที่จะทำในปีการศึกษา 2567 คือการขยายชั้นเรียนอนุบาล จากปัจจุบันรับเด็กอายุเริ่มที่ 4 ปีเป็นต้นไป ต่อไปจะรับเด็กตั้งแต่อายุ 3 ปี เข้าไปในโรงเรียน 

 

จากเดิมโรงเรียนสังกัด กทม. มีเพียงอนุบาล 1 และ 2 อนาคตจะมีอนุบาล 3 เพิ่มขึ้นมา

 

นั่นหมายความว่า กทม. จะดูแลเด็กได้มากขึ้นถึง 7,000-15,000 คน ซึ่งปัจจุบันกว่า 400 โรงเรียน มีประมาณ 140 โรงเรียนที่ได้แจ้งความจำนงว่าต้องการขยายช่วงอายุอนุบาลให้มากขึ้นแล้ว 

 

ในปี 2567 จะมีห้องเรียนอนุบาลมากขึ้น มีการจัดการเรียนการสอนที่มากขึ้น

 

 

เมื่อการดูแลเด็กในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ต่อจากเด็กปฐมวัยคือเด็กประถมศึกษาซึ่งอยู่ในความดูแล กทม. ประมาณร้อยละ 50 จากเด็กทั้งกรุงเทพฯ สิ่งที่ กทม. มุ่งเน้นจะอยู่ในช่วงเด็ก ป.4-ป.6 ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะดีหรือดื้อ 

 

กทม. ตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากทำให้ห้องเรียนเป็นแบบ Active Learning หรือกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ 

 

โดยปีที่ผ่านมา กทม. เริ่มทำในโรงเรียนต้นแบบกับทาง Google for Education มีที่มาจากที่เราเห็นว่าหลายโรงเรียนมีการนำแล็ปท็อปเข้าไปเรียนบูรณาการกับการเรียนด้วยหนังสือมากขึ้น

 

ศานนท์มองว่าการเรียนแบบ Active Learning ไม่ได้เกิดจากคุณครูเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าครูต้องเพิ่มระดับการเรียนการสอนจาก 100% เป็น 500% แต่จริงๆ แล้ว Active Learning เป็นการปรับเปลี่ยนที่ตัวอุปกรณ์ เช่น การเอาคอมพิวเตอร์เข้าไปสู่ห้องเรียน ซึ่งสิ่งที่ กทม. ได้เห็นคือเด็กนักเรียนมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับการเรียนรู้มากขึ้น 3 เท่า

 

ยกตัวอย่างห้องเรียนหนึ่งที่มีการแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม จากเดิมที่การเรียนเกิดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง มองครูคนเดียว ก็ถูกแบ่งเป็นเด็กเก่งสอนเด็กไม่เก่ง เด็กพิเศษได้เรียนรู้กับเพื่อนคนอื่นๆ ที่มีทักษะดี นั่นหมายถึงเด็กต่างสอนซึ่งกันและกันได้ ในอนาคตหาก กทม. ทำเป็นโรงเรียนต้นแบบได้สำเร็จ ก็จะสามารถขยายผลไปโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัดได้

 

ในส่วนนี้สอดคล้องไปถึงโครงการปัจจุบันของ กทม. ที่เปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์เก่าจากประชาชน เพื่อนำมาล้างโปรแกรมและใส่โปรแกรมใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องทางการศึกษาเฉพาะเข้าไป ประโยชน์จากโครงการนี้นอกจากเป็นการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังถือเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับเด็กๆ ด้วย 

 

ศานนท์ระบุว่า สำหรับเด็กกลุ่มนี้ในปี 2567 กทม. ตั้งเป้าขยายผลกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ให้ครบทั้ง 437 โรงเรียน ให้มุ่งเน้นสร้างพัฒนาการสมวัย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม และทักษะสมอง EF (Executive Function) ให้เด็ก

 

 

โลกหมุนไป โรงเรียนเองก็ต้องหมุนตาม

 

ศานนท์กล่าวว่า เรื่องการศึกษา กทม. มีการเพิ่มกลุ่มวิชาใหม่ในหลักสูตร เช่น วิชา Data Analytic ทำในโรงเรียนมัธยมศึกษาต้นแบบ 5 โรงเรียน ซึ่งในคาบเรียนจะมีครูพิเศษมาสอน สอนทั้งครูประจำวิชาคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนและสอนนักเรียนไปพร้อมกัน เมื่อเรียนครบหลักสูตร เด็กทั้ง 5 โรงเรียนจะได้แข่งขันกันเพื่อดูว่าหลักสูตรนี้มีประสิทธิภาพหรือไม่

 

นอกจากนี้ยังมีวิชา Excel ที่ กทม. มองว่าเป็นวิชาสำคัญและใช้จริงทุกวัน ส่วนวิชาการเงินตอนนี้โรงเรียน กทม. กำลังทดลองเรียนอยู่ 10 โรงเรียน เป็นการร่วมมือกันกับธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคีสอนทั้งวิชาพื้นฐานการเก็บออมเงิน การดูแลค่าใช้จ่ายแต่ละวัน และการจัดการภาษี 

 

แต่เราขอนำเสนอพื้นที่มีการยกระดับการเรียนการสอนขึ้นไปอีกระดับคือโรงเรียนเขตบางพลัด 11 โรงเรียน โดยใช้แนวคิด ‘ลดชั่วโมงเรียนวิชาการลง เพิ่มวิชาชีวิตให้มากขึ้น’ 

 

“ผมเชื่อว่าโลกอนาคตการเรียนรู้แบบเดิมอาจจะไม่สำคัญแล้ว สิ่งที่โรงเรียนควรมุ่งคือการผลิตเด็กที่มีความเข้าใจโลก เข้าใจคน เข้าใจจิตใจมนุษย์ เราอาจจะเอาวิชาชีวิตมาเป็นตัวตั้ง แล้วเปลี่ยนหลักสูตรให้เด็กเห็นว่าโลกวันนี้มีการเรียนอะไรบ้าง” ศานนท์กล่าว

 

ศานนท์ยกตัวอย่างว่าใน 1 สัปดาห์เรียนวิชาภาษาอังกฤษ 4 คาบ ลดให้เหลือ 2 คาบ อีก 2 คาบให้บูรณาการร่วมกับวิชาอื่น ทางโรงเรียนจะสะสมชั่วโมงเรียนที่ลดลงมารวมกันแล้วทำเป็น Maker Space

 

ตัวอย่าง ห้องเรียนหนึ่งนักเรียนสนใจด้านกีฬา เก่งกีฬา ก็มีการทำบอร์ดเกมกีฬาบูรณาการกับวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บูรณาการทุกวิชาเข้าหากัน

 

ศานนท์กล่าวเสริมว่า “สิ่งที่การเรียนรู้ขาดไปในปัจจุบันคือเราเรียนแล้วไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม สิ่งที่โรงเรียนควรทำคือการลดวิชาการลง และลองให้เด็กนำวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เขารู้ว่าเรียนไปทำไม เรียนตรีโกณมิติไปทำไม เรียนการคำนวณไปทำไม นั่นก็เพื่อเอามาคำนวณกับการสร้างสิ่งประดิษฐ์”

 

 

อย่าให้เกรดตัดสินทุกอย่างในชีวิต อย่าให้การเปลี่ยนแปลงจบลง

 

ศานนท์เชื่อมั่นว่าความจริงแล้วตอนนี้โรงเรียน กทม. ไม่ได้เรียนน้อยหน้ากว่าโรงเรียนอื่น ถ้าดูในรายละเอียดเราสอนค่อนข้างเข้มข้น แต่อีกสิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือเรื่องของการประเมินผล ‘นวัตกรรมที่เข้ามาทั้งหมดส่วนมากจะมาตกม้าตายเมื่อโรงเรียนใช้ระบบประเมินแบบเดิม วัดผลที่การสอบ’ แล้วส่งผลไปที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือจัดแข่งกันว่าโรงเรียนไหนได้ลำดับที่เท่าไร

 

รวมถึงการวัดระดับความสามารถของครู ถ้าเรายังต้องวัดแบบเดิมๆ ครูเองก็ต้องมาแข่งกันว่าโรงเรียนไหนผลการสอบดีที่สุด ฉะนั้นต่อให้เรามีนวัตกรรมเข้ามา ครูก็จะไปโฟกัสที่การแข่งขันอยู่ดี สิ่งที่ กทม. กำลังเดินหน้าคือเข้าร่วม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนตัวชี้วัดของโรงเรียนได้ ในการทดลองนี้จะเหมือนแซนด์บ็อกซ์พิเศษที่ กทม. สามารถลองเปลี่ยนตัวชี้วัดการประเมินได้ 

 

เราสนใจเรื่องตัวชี้วัด เพราะจะเป็นการเปลี่ยนปัญหาจากปลายน้ำเพื่อให้ต้นน้ำเปลี่ยนแปลง ‘การวัดประเมินที่วัดจากสภาพความเป็นจริง สิ่งนี้ต่างหากคือหัวใจ’ 

 

ศานนท์ยกตัวอย่างว่า เด็กที่ทำการทดลองจากการบูรณาการวิชาต่างๆ ถ้าเขาสามารถคำนวณหลักการทางคณิตศาสตร์ได้ ก็ไม่ต้องไปสอบเลขอีก เพราะเข้าใจผ่านสิ่งที่เขาทำไปแล้ว และต้องบอกว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับ 58 โรงเรียนในช่วงเดือนพฤษภาคม ปีการศึกษา 2567 

 

“ถ้ามันเป็นไปได้ด้วยดีก็จะเป็นตัวประเมินผลใหม่ให้โรงเรียนสังกัด กทม. เมื่อเราเปลี่ยนการประเมินแล้วก็จะเห็นว่าหลายโรงเรียนได้ชีวิตใหม่ เหมือนปลดห่วงภาระต่างๆ ของคุณครูออกไป” ศานนท์กล่าว

 

 

คืนครูกลับห้องเรียน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น หาทางยกระดับอนาคต

 

อีกเรื่องในระบบการศึกษาที่เราจะหลงลืมไม่ได้เลยคือเรื่องวิทยฐานะของครูที่ต้องมาแข่งกันทำนวัตกรรม ศานนท์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ครูต้องออกนอกห้องเรียน ถ้าครูคนไหนสอนเก่งแต่ไม่มีนวัตกรรม ครูคนนั้นจะไม่ได้ขยับไปไหน  กลับกันครูที่ได้เลื่อนขั้นคือครูที่อยู่นอกห้องเรียนไปทำงานวิจัยต่างๆ

 

เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงส่งเสริมให้ครูไม่อยากอยู่ในห้องเรียน เพราะถ้าอยู่ในห้องเรียนก็ไม่ได้เลื่อนขั้น โจทย์ กทม. คือจะทำอย่างไรให้ครูสามารถสร้างนวัตกรรมในห้องเรียนและนำมาใช้เพิ่มวิทยฐานะได้ 

 

แผนการปลดล็อกข้อจำกัดและลดภาระครูปีการศึกษา 2567 อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

 

  • เพิ่มงบค่าวัสดุอุปกรณ์เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน จาก 100 บาท/คน/ปี เป็น 600 บาท/คน/ปี
  • เพิ่มค่าอาหารเด็กและนมในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน จาก 20 บาท/คน/วัน เป็น 32 บาท/คน/วัน
  • ปรับเพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน  
  • จ่ายเงินตรงเวลา โดยกำชับให้เขตจ่ายเงินค่าตอบแทนและค่าอาหารให้ตรงเวลา 
  • ลดภาระงานครู โดยการจ้างเหมาธุรการในโรงเรียนและลดงานเอกสาร
  • ปรับเกณฑ์รูปแบบและขั้นตอนการเลื่อนวิทยฐานะครูให้เหมาะสม
  • เติมอัตรากำลังครู โดยเฉพาะครูปฐมวัย ครูแนะแนว และครูการศึกษาพิเศษ ให้เพียงพอต่ออัตรากำลังที่ว่างอยู่

 

ทางผู้บริการ กทม. กำลังทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, สำนักการศึกษา กทม. เพราะเราเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนในเรื่องพวกนี้เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ทำให้โรงเรียนดีขึ้นได้จริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เปลี่ยนได้ทันที ต้องค่อยๆ ปรับ แต่ในท้ายที่สุดโรงเรียน กทม. จะไม่แพ้โรงเรียนไหนอย่างแน่นอน

 

“ก้าวต่อไป ความหวังต่อไปที่ผมอยากเห็นคือเด็กรู้ตัวเองว่าเขาสนใจเรื่องอะไร การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนอีกแล้ว เราอยากให้เขารู้จักตัวเอง อยากให้เขาได้ทดลองในโรงเรียนของเรา โรงเรียน กทม. จะทำให้เขารู้ว่าต้องการอะไรในชีวิต โรงเรียน กทม. จะเป็นที่แรกที่เขาจะล้มเหลว และเป็นที่แรกที่เขาจะประสบความสำเร็จ” ศานนท์กล่าว

 

เราหวังว่าถ้าเด็กรู้ว่าตัวเขาอยากเป็นอะไร หน้าที่ของโรงเรียนจะเป็นแค่ใบเบิกทางให้เขารู้จักตัวเอง เพราะสุดท้ายสิ่งที่เขาจะเรียนรู้มันอยู่ภายนอก เมื่อเปิดหนังสือเขาเห็นแล้วว่าสิ่งที่อ่านคืออะไร เขาเดินไปทำกิจกรรมกับเพื่อน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ โรงเรียนแค่ทำให้เขารู้จักตัวเอง มีคุณครูมาช่วยทำให้ดีขึ้น มีสังคม มีเพื่อน ทำให้เขารู้ว่าคนไม่เหมือนกัน 

 

โรงเรียนคือการสร้างสังคมแล้วพาเขาไปสู่อนาคตที่เขาเลือกเองได้ นี่จะเป็นเป้าหมายที่เราอยากจะทำที่โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร

The post เปิดเทอมใหม่ปี 2567 กทม. เตรียมก้าวผ่าน ‘โรงเรียนคนจน’ ลดวิชาการ-เพิ่มวิชาชีวิต ยกระดับคุณค่าครู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยกระดับคุณภาพของครู สอนในสิ่งที่เด็กอยากรู้ มุ่งสู่การศึกษาแห่งอนาคต [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/teacher-levels-upfor-better-education/ Thu, 03 Feb 2022 03:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=587901 ยกระดับคุณภาพของครู สอนในสิ่งที่เด็กอยากรู้ มุ่งสู่การศึกษาแห่งอนาคต [ADVERTORIAL]

นี่ไม่ใช่คำขวัญวันเด็ก แต่เป็นรูปแบบการศึกษาที่กำลังเป็ […]

The post ยกระดับคุณภาพของครู สอนในสิ่งที่เด็กอยากรู้ มุ่งสู่การศึกษาแห่งอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยกระดับคุณภาพของครู สอนในสิ่งที่เด็กอยากรู้ มุ่งสู่การศึกษาแห่งอนาคต [ADVERTORIAL]

นี่ไม่ใช่คำขวัญวันเด็ก แต่เป็นรูปแบบการศึกษาที่กำลังเป็นบริบทใหม่ในสังคมไทย ซึ่งเราได้ยินได้ฟังมาในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงเรียนเสริมทักษะเชิงสร้างสรรค์อาร์คกิ (Arkki) จากประเทศฟินแลนด์ จึงอยากบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจนี้ถึงทุกคนที่สนใจแวดวงการศึกษา หรือกำลังมองหาระบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ ไม่หมดอายุในอนาคต เพื่อลูกหลานที่กำลังจะเติบโตของเรา

 

รูปแบบการศึกษาที่กล่าวถึงนี้ เป็นโมเดลการเรียนการสอนผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘Phenomenon Based Learning’ มีไฮไลต์อยู่ที่วิชา Arkki ซึ่งเป็นวิชา Design Thinking หรือการออกแบบความคิด ที่สอนให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น โดย Arkki แปลได้ 3 ความหมาย คือ

  1. กระดาษสีขาว ที่สามารถแต่งเติมและสร้างสรรค์สีอะไรเข้าไปก็ได้
  2. Ark เรือช่วยชีวิตของ Noah 
  3. Architect สถาปัตยกรรม เพราะในการส่งเสริมให้เด็กเข้าใจและเข้าถึง โจทย์ของสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่เด็กเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย เช่น บ้าน รถ ห้อง สิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเป็นโจทย์ที่กระตุ้นให้เกิดการทำงานของสมอง 2 ข้างพร้อมกัน

 

Arkki จึงเป็นวิชาที่ว่าด้วยการคิดเชิงออกแบบ ส่งเสริมให้เด็กใช้สมองทั้ง 2 ด้านในการเรียนรู้และแก้ปัญหา เนื่องจากสมองของมนุษย์แบ่งเป็นซีกซ้ายและขวาที่จะทำงานแยกกันระหว่างการคิดคำนวณและศิลปะ โดยมีระบบ Phenomenon Based Learning เป็นดั่งหัวใจในการขับเคลื่อน ทว่า Phenomenon Based Learning ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลกใบนี้ หากแต่เป็นองค์ความรู้ในการสอนของครูในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกยกให้เป็นอันดับ 1 ด้านการศึกษาสำหรับอนาคต โดย ‘Phenomenon Based Learning’ หรือ ‘การเรียนรู้โดยมีปรากฏการณ์เป็นฐาน’ เป็นการศึกษาภาคบังคับของประเทศฟินแลนด์ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามาตั้งแต่ปี 2016

 

มาถึงตรงนี้หลายคนคงกำลังตั้งคำถามว่า แล้วรูปแบบการสอนแบบ Phenomenon Based Learning คืออะไร แตกต่างจากการเรียนการสอนรูปแบบอื่นอย่างไร คงไม่มีใครบอกเล่าให้เราเข้าใจง่ายมากไปกว่า ผศ.ดร.พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเสริมทักษะเชิงสร้างสรรค์อาร์คกิประเทศไทย

 

“Phenomenon Based Learning คือการสอนให้เด็กรับประสบการณ์นอกห้องเรียน และให้เด็กรู้จักตั้งคำถามด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดความกระหายใคร่รู้ ซึ่งแตกต่างจากระบบการศึกษาดั้งเดิมที่ครูเป็นคนป้อนความรู้และตั้งคำถามแทนนักเรียน ทำให้คำถามเหล่านั้นไม่สอดรับกับความสนใจของเด็ก แต่สำหรับ Phenomenon Based Learning เป็นการนำปัญหานอกห้องเรียน มาเรียนรู้วิธีแก้ร่วมกันภายในห้องเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เด็กจะเข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาที่ถูกต้องไปในตัวด้วย ซึ่งการศึกษารูปแบบนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบันและอนาคต ที่ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล เป็นไปได้ยากที่จะเรียนรู้ทั้งหมดแล้วจดจำได้” ผศ.ดร.พิชญ์วดีกล่าว

 

ผศ.ดร.พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเสริมทักษะเชิงสร้างสรรค์อาร์คกิ ประเทศไทย

 

แน่นอนว่าการนำรูปแบบ Phenomenon Based Learning มาใช้ในบ้านเรา ต้องได้รับการปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของประเทศไทยด้วย รวมถึงต้องผ่านการวิจัยและพิสูจน์ผลลัพธ์จนมั่นใจในระดับหนึ่ง จึงนำมาใช้กับเด็กไทย และนำไปจัดการอบรมต่อให้ครู เพื่อนำไปจัดรูปแบบการศึกษาให้กับนักเรียนอีกต่อหนึ่ง เวลานี้รูปแบบการศึกษาดังกล่าวได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในเมืองไทย นำร่องโดยคณาจารย์ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และนับว่าเป็นสถาบันการศึกษาแรกที่นำรูปแบบนี้ไปใช้จริง 

 

ดร.พินิติ รตะนานุกูล นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

 

“สำหรับโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ พันธกิจข้อหนึ่งที่เรานับว่าสำคัญมาก คือการค้นหาระบบการเรียนการสอนที่ดี ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนได้จริง ปรากฏโมเดลที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนการสอน อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของเด็กตามที่ควรจะเป็น ซึ่ง Phenomenon Based Learning เป็นโมเดลที่เราค่อนข้างให้ความสนใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็จะต้องดูความสัมฤทธิ์ผลเป็นหลัก ซึ่งจะสะท้อนผ่านตัวผู้เรียน ถ้าปรากฏผลดี มีคุณภาพ ภายในระยะเวลา 5 ปี ก็จะเกิดการขยายผลต่อโรงเรียนอื่นๆ ต่อไปแน่นอน” ดร.พินิติ รตะนานุกูล นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวถึงความท้าทายของการเป็นสถาบันแม่แบบในครั้งนี้

 

การเป็นสถาบันนำร่องในการอบรมครูเชิงปฏิบัติการด้วยระบบการเรียนการสอน Phenomenon Based Learning ที่เป็นเรื่องใหม่ในบริบทการศึกษาไทย นับว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญและเป็นการพลิกโฉมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการพัฒนาศักยภาพครู ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบการศึกษา ทั้งยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสถาบันที่ปวารณาเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม

 

“เราคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทย โดยเน้นการเติมนวัตกรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิดการพัฒนาทักษะใหม่ สามารถนำไปตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของชาติ หรือแก้ไขวิกฤตต่างๆ ในสังคมได้” รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เผยถึงความคาดหวังในฐานะสถาบันต้นแบบ

 

“จุดสำคัญในการที่ดิฉันตัดสินใจให้สถาบันของเราเป็นแม่แบบในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โควิด ที่ทำให้การเรียนการสอนเปลี่ยนไป จุดนี้เองที่เรามองว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงในการเรียนการสอนเกิดขึ้น จากเดิมที่เคยเน้นเนื้อหา ควรต้องเปลี่ยนมาเรียนโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน หรือ Phenomenon Based Learning และนำเอา Design Thinking มาปรับใช้ในการเรียนรู้ของเด็ก เพื่อค้นหาศักยภาพแต่ละคนมาพัฒนาตามความถนัดต่อไป ประกอบกับโมเดลนี้สามารถปรับใช้กับชุมชนรอบมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ได้ด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับงานยุทธศาสตร์ ‘ราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น’ ด้วยความลงตัวนี้เราจึงมองว่าเป็นจังหวะที่ดีที่จะนำการศึกษาในรูปแบบใหม่ๆ มาพัฒนาบุคลากรและท้องถิ่นของเรา โดยมีคณะครุศาสตร์ เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้” รศ.ดร.ดวงพร ให้เหตุผลถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ

 

รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

 

เป็นเวลากว่า 2 ปีที่คณะครุศาสตร์คร่ำหวอดอยู่กับการส่งเสริมพัฒนาคณาจารย์ให้สอดคล้องกับระบบการเรียนการสอนแบบ Phenomenon Based Learning โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับคณะครูจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จริงอยู่ ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเรียนการสอนแบบเนื้อหามาเป็นการจัดกิจกรรมเป็นหลักอาจเป็นเรื่องยากและท้าทายในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมเนื้อหาไปพร้อมกัน แต่ท้ายที่สุดครูทุกคนก็พร้อมใจกันขานรับระบบใหม่นี้ เมื่อได้สังเกตเห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจจากความสุขของผู้เรียน รวมถึงเมื่อได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การศึกษาในบ้านเราที่หลายคนยังวิตกกังวล โดยเฉพาะความเท่าทันต่อสถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ คณะครูต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานนั้นจะสัมฤทธิ์ผลได้ยาก หากปราศจากการสนับสนุนของผู้ปกครอง

 

“สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นในการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน คือการได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองด้วย เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่บ้าน จึงเป็นแนวคิดในการสร้างครู 3 เส้า คือ ครูที่โรงเรียน ครูพ่อแม่ และครูชุมชน เพราะการเรียนรู้แบบอาร์คกิจำเป็นจะต้องใช้สภาพแวดล้อมของชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้เรียนด้วย ซึ่งหลังจากที่ทดลองใช้การจัดการเรียนการสอนแนวใหม่สักระยะหนึ่ง เราได้รับผลตอบรับไปในทิศทางที่ดีมาก ทั้งจากกลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มผู้เรียน จากที่ในอดีตเราเน้นแต่เนื้อหาสาระ พอปรับเปลี่ยนมาเน้นกิจกรรม ส่งผลให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์จริง ทำให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น” คณบดีและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เปิดเผยความรู้สึกเมื่อได้อบรมเชิงปฏิบัติการกับระบบ Phenomenon Based Learning ด้วยตัวเอง

 

 

ศ.นพ.รัฐกร วิไลชนม์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ในส่วนของการวิจัยและยืนยันผลลัพธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับหน้าที่ในการการันตีว่าการเรียนการสอนในรูปแบบ Phenomenon Based Learning พร้อมแล้วที่จะพัฒนาศักยภาพการศึกษาของเด็กไทย

 

“ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างมาก ทุกคนต้องมีการปรับตัว การศึกษาก็เช่นกัน โดยเฉพาะระบบการเรียนการสอน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีปณิธานแน่วแน่ในการวิจัยสำหรับทุกคนและทุกระดับชั้น เมื่อมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์และโรงเรียนเสริมทักษะเชิงสร้างสรรค์อาร์คกิ มีโครงการที่ดีที่ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงมีความยินดีมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ โดยหน้าที่หลักของเราคือ การวิจัยกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งถ้าผลลัพธ์ออกมาดีก็จะเป็นการปูทางไปสู่การบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับประถมและมัธยมต่อไปในอนาคต ซึ่งสิ่งสำคัญในการทำวิจัยครั้งนี้คือ ระเบียบวิธีวิจัยและการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ดี เราไม่รีบเร่ง ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพื่อให้ผลลัพธ์ของการวิจัยออกมามีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงเราก็จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำงานวิจัยดังกล่าวไปนำเสนอในเวทีระดับประเทศและนานาชาติด้วย” ศ.นพ.รัฐกร วิไลชนม์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความร่วมมือของธรรมศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของจุดเริ่มต้นระบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่

 

พิธีมอบประกาศนียบัตรแก่คุณครูโรงเรียนสาธิตราชภัฏราชนครินทร์

 

หมดยุคแห่งการจด ท่องจำ ทำตาม นี่คือยุคใหม่ของการเรียนการสอนแบบ Phenomenon Based Learning เพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพของเยาวชนในอนาคต

 

“ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่เป็นอันดับหนึ่งด้านการศึกษา ผมอยากบอกว่า Phenomenon Based Learning เป็นโมเดลการเรียนการสอนที่ยอดเยี่ยม อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการศึกษารูปแบบเดิมที่เราได้รับมานั้นไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันอีกต่อไป อยากให้มองว่า Phenomenon Based Learning ก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการศึกษาที่ได้รับการพิสูจน์และวิจัยมาแล้วว่าสามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต เมื่อเยาวชนของเราเติบโต” ยูริ ยาร์วียาโฮ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทยและกัมพูชา ในฐานะตัวแทนของประเทศที่เป็นอันดับหนึ่งด้านการศึกษากล่าวทิ้งท้าย

 

ยูริ ยาร์วียาโฮ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

The post ยกระดับคุณภาพของครู สอนในสิ่งที่เด็กอยากรู้ มุ่งสู่การศึกษาแห่งอนาคต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวิตรประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เน้นคุณภาพการศึกษา ลดเหลื่อมล้ำ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง https://thestandard.co/prawit-conference-on-country-education-development/ Mon, 14 Sep 2020 05:10:19 +0000 https://thestandard.co/?p=396509

วันนี้ (14 กันยายน) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐ […]

The post ประวิตรประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เน้นคุณภาพการศึกษา ลดเหลื่อมล้ำ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 กันยายน) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุม 521 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

ที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย โดยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อน ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ครอบคลุมงานทั้ง 6 ด้าน ได้แก่

1. การสร้างความตระหนักรู้
2. การเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและแผน 3 ระดับของประเทศ
3. กลไกการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
4. การจัดทำโครงการ การดำเนินงาน และการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
5. ภาคีการพัฒนา
6. การติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยคณะกรรมการฯ ได้มีการพิจารณาเห็นชอบให้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบและประสานงานหลักในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมายหลักและ 169 เป้าหมายย่อย ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะครอบคลุมการพัฒนาได้ครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งจะมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทการพัฒนาประเทศ

 

พล.อ. ประวิตร ได้กล่าวมอบนโยบายโดยกำชับให้ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการและประสานสอดคล้องการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ต้องเตรียมความพร้อมการรับมือกับปัญหาความท้าทายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด-19 หรือภัยธรรมชาติอย่างวาตภัยและอุทกภัย รวมทั้งการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และยืนยันที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการแก้ปัญหาความยากจน การส่งเสริมภาคเกษตรกรรม และการลดความเหลื่อมล้ำโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

 

พล.อ. ประวิตร ยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ ให้มีความยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยทุกมิติไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตข้างหน้าร่วมกันต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ประวิตรประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เน้นคุณภาพการศึกษา ลดเหลื่อมล้ำ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่น 1.7 แสนคน https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed/ https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed/#respond Mon, 18 Jun 2018 11:38:13 +0000 https://thestandard.co/?p=98883

    อ้างอิง: สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ( […]

The post บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่น 1.7 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

อ้างอิง: สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

หมายเหตุ: ผู้สำเร็จการศึกษาปี 2560 คือผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2559

ภาพประกอบ: Tanya S. / Pantitra H.

The post บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่น 1.7 แสนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed/feed/ 0
บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่นทะลุ 1.7 แสนคน สถานการณ์แรงงานไทยที่ยังน่าห่วง https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed-statistics/ https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed-statistics/#respond Mon, 18 Jun 2018 08:09:27 +0000 https://thestandard.co/?p=98802

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือนพฤษภาคม 2561 พบว่ […]

The post บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่นทะลุ 1.7 แสนคน สถานการณ์แรงงานไทยที่ยังน่าห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือนพฤษภาคม 2561 พบว่ามีจำนวนคนว่างงานที่จบปริญญาตรีมากที่สุด จำนวน 170,900 คน จากจำนวนผู้ว่างงานรวม 4.02 แสนคน ซึ่งปัญหาบัณฑิตใหม่ตกงาน เป็นเรื่องซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี

 

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่กระทรวงแรงงาน พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในการประชุมแนวทางแก้ไขการว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  

 

โดย พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวว่า ผลสำรวจข้อมูลภาวการณ์มีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2561 มีจำนวนคนว่างงานที่จบปริญญาตรีมากที่สุด จำนวน 170,900 คน โดยสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนงานบ่อย การเลือกเรียน และจบในสาขาที่ไม่ตรงกับตลาดแรงงาน รวมทั้งพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานที่อยู่ในกรอบ เป็นต้น

 

ตั้งศูนย์ One Stop Service 11 แห่งทั่วไทย แก้ปมจบ ป.ตรี เตะฝุ่น

กระทรวงแรงงานมีแนวทางการแก้ไขปัญหาว่างงานของผู้จบปริญญาตรี ซึ่งกำหนดไว้ 2 ระยะคือ

 

สำหรับระยะเร่งด่วนภายใน 3 เดือน กระทรวงแรงงานจะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) 11 แห่ง โดยแบ่งออกเป็นภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ คือ จ.เชียงใหม่ และ จ.พิษณุโลก ภาคอีสาน คือ จ.ขอนแก่น และ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออก คือ จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี ภาคใต้ คือ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา รวมถึงในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครด้วย เพื่อบูรณาการข้อมูลความต้องการแรงงานของภาคเอกชน รวมถึงเพิ่มทักษะแรงงานทั้งที่เป็นงานประจำ และงานประเภทฟรีแลนซ์ รวมถึงการทำธุรกิจส่วนตัว

 

โดยแต่ละศูนย์จะแบ่งการทำงานออกเป็นด้านๆ ประกอบด้วย แนะแนวอาชีพและส่งเสริมอาชีพอิสระให้บัณฑิตมีงานทำ จำนวน 2,000 อัตรา

 

จับคู่ตำแหน่งงาน (Matching) ระหว่างผู้ที่กำลังหางานทำกับนายจ้างสถานประกอบการ ผ่านศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย และ Job Box ของกรมจัดหางาน จำนวน 20,000 อัตรา รวมถึงตำแหน่งงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) จำนวน 4,500 อัตรา

 

มีการจัดนัดพบแรงงานในสถานศึกษา (Job Fair) จำนวน 20,000 อัตรา ตำแหน่งงานในเครือข่าย อาทิ JobsDB, BKK job จำนวน 28,000 อัตรา และช่องบริการรับสมัครงานผ่านไลน์ จำนวน 20,000 อัตรา และตำแหน่งงานในต่างประเทศอีกจำนวน 500 อัตรา

 

นอกจากนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะบูรณาการกับสถานศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะ (Up -Skill, Re-Skill) ให้กับบัณฑิตที่แจ้งความประสงค์ฝึกอาชีพเพื่อให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ในหลักสูตรระยะสั้นฝึกอบรมอย่างน้อย 10 วัน อาทิ หลักสูตรภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ อินโฟกราฟิก เป้าหมาย 5,000 คน

 

ป.ตรี เรียนจบไม่ตรงตลาด บัณฑิตใหม่สายสังคมฯ ทะลุ 2 แสนคน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เดือนพฤษภาคม 2561 เปิดเผยจำนวนคนว่างงานทั้งหมดมีกว่า 4.02 แสนคน โดยในจำนวนนี้มีผู้จบ ป.ตรี มากที่สุดถึง 1.7 แสนคน

 

ขณะที่กระทรวงแรงงาน สำรวจสาเหตุที่เด็กจบปริญญาตรีใหม่แต่ยังไม่มีงานทำ พบว่าสาเหตุมาจากเปลี่ยนงานบ่อย อยู่ระหว่างรองานเพราะลาออกจากงานเดิม เลือกเรียนตามกระแส จบไม่ตรงตลาดแรงงาน ค่านิยม หรือเรียนตามเพื่อน เลือกงานหรือ ต้องการทำงานที่สบาย เงินเดือนสูงๆ รวมถึงพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานที่อยู่ในกรอบ

 

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อี คอนไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี แต่ปัญหาคือในช่วงรอยต่อนี้เรายังมีการผลิตบัณฑิตแบบเดิม จะเห็นได้ว่ามีเด็กจบสายสังคมศาสตร์กว่า 70% แต่ความต้องการของตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการคนจบสายนี้

 

ขณะเดียวกันสาขาที่ต้องการกลับผลิตบัณฑิตมาน้อย เช่น สายเทคโนโลยี ผลิตมาเพียง 4% ของบัณฑิตทั้งหมด ซึ่งโครงสร้างมันบิดพลิ้วไป ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพูดถึงซูเปอร์คลัสเตอร์ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 แต่เด็กที่จบมาในสาขาเทคโนโลยีพอเห็นตัวเลขก็น่ากังวล

 

สำหรับบัณฑิตใหม่ที่ตกงานจำนวน 1.7 แสนคน มีส่วนหนึ่งที่ทำอาชีพอิสระหรือประกอบธุรกิจ แต่บัณฑิตจบใหม่ส่วนใหญ่ ประมาณ 1.2 แสนคน เป็นบัณฑิตที่ยังหางานไม่ได้

 

นายธนิต กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับความจริงว่า เด็กจบปริญญาตรีส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ มีกว่า 80% ที่จบมาแล้วยังใช้งานไม่ได้ ซึ่งต่อไปต้องมีการบูรณาการกันระหว่างสถาบันการศึกษากับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพราะปกติภาคเอกชนจะอ้างว่า ตนไม่ได้คนที่มีทักษะที่ต้องการ แต่อนาคตก็จะให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตร และรับเด็กไปฝึกงานในสถานที่ทำงานจริงเพื่อเรียนรู้งาน และปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมในแต่ละองค์กร หากมีคุณสมบัติครบและเข้ากับองค์กรได้ก็รับเข้าทำงานไปเลย

 

สำหรับข้อมูลผู้จบการศึกษาระดับ ป.ตรี ปี 2560 มีจำนวนกว่า 3.46 แสนคน แบ่งเป็นจบสายวิทยาศาสตร์ 1.10 แสนคน หรือ 31.86% จบสายสังคมศาสตร์ 2.36 แสนคน หรือ 68.14%

 

โดยสาขาที่เรียนจบ ป.ตรี มากที่สุดคือ สังคมศาสตร์, บริหารธุรกิจ, กฎหมาย มีจำนวน 117,444 คน สาขาที่เรียนจบ ป.ตรี น้อยที่สุดคือ เกษตรกรรม และปศุสัตว์ มีจำนวน 8,748 คน

The post บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่นทะลุ 1.7 แสนคน สถานการณ์แรงงานไทยที่ยังน่าห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed-statistics/feed/ 0