คำพิพากษา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คำพิพากษา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 08 May 2026 09:57:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน https://thestandard.co/bangkok-governor-finance-surplus/ Fri, 08 May 2026 09:49:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1205175 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post ‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและทบทวนบทเรียนตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยได้พูดถึงประเด็นสำคัญด้านการบริหารจัดการงบประมาณและภาระหนี้สินของเมือง

 

 

ชัชชาติ เปิดเผยถึงหลักการบริหารการเงินของ กทม. ว่า เป็นการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล (Balanced Budget) โดยเริ่มจากการประมาณการรายได้ที่จะจัดเก็บได้ แล้วจึงตั้งกรอบรายจ่ายให้สอดคล้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินและสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า กทม. ใช้งบประมาณน้อยลงหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ได้ปฏิเสธข้อดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

 

พร้อมชี้แจงว่า ส่วนต่างของงบประมาณที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลสัมฤทธิ์จากประสิทธิภาพในการบริหารงาน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การกวดขันจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นและมีความรัดกุมมากขึ้น ทั้งภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย รวมถึงรายได้อื่น ๆ ประกอบกับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลโครงการต่างๆ ที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของ กทม. ถูกลงจนเกิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือ

 

ชัชชาติ กล่าวว่า เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่นำไปใช้งาน แต่เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำส่งเข้าเป็นเงินสะสม ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมนำไปจัดตั้งเป็นงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การบริหารงบประมาณของ กทม. มีผลประกอบการเป็นบวกมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง

 

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ระบุถึงเหตุผลสำคัญที่ กทม. จำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงินและเร่งเพิ่มเงินสะสมอย่างเคร่งครัด ว่าเป็นเพราะ กทม. มีภาระผูกพันทางการเงินที่มหาศาลรออยู่ นั่นคือการชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่และภาระหนักที่สุด ที่ผ่านมา กทม. ได้เบิกจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้ในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท

 

ซึ่งชัชชาติได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ หากนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น จะสามารถสร้างโรงพยาบาลได้ถึง 10 แห่ง สร้างโรงเรียนได้อีกหลายสิบแห่ง หรือสามารถพัฒนาระบบรถเมล์และรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก

 

ในตอนท้าย ชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า แม้ภาระหนี้สินดังกล่าวจะเป็นมรดกตกทอดมาจากผู้บริหารในอดีต แต่ในฐานะผู้บริหารชุดปัจจุบัน ก็ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารได้พยายามต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของ กทม. ให้รอบคอบที่สุด แต่ท้ายที่สุดเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมา กทม. ก็พร้อมที่จะน้อมรับและปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดต่อไป

The post ‘ชัชชาติ’ แจงสถานะการเงินบวกต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ชี้ประหยัดงบประมูล-จัดระเบียบเก็บภาษี นำเงินสะสมจ่ายหนี้บีทีเอส 7 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดี สว. เกศกมล 4 มี.ค. นี้ หลัง กกต. ฟ้องฐานหลอกลวงคุณสมบัติ https://thestandard.co/ketkamol-pliansamai-senator-case/ Fri, 27 Feb 2026 08:06:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1182415 แฟ้มภาพ เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูก กกต. ฟ้องคดีหลอกลวงคุณสมบัติ

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก […]

The post ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดี สว. เกศกมล 4 มี.ค. นี้ หลัง กกต. ฟ้องฐานหลอกลวงคุณสมบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูก กกต. ฟ้องคดีหลอกลวงคุณสมบัติ

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ภายหลังปรากฏข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)

 

โดย กกต. ในฐานะผู้ร้อง ได้มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของเกศกมล พร้อมส่งหนังสือลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว

 

ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้รับคำร้องไว้พิจารณาเป็นคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 ระหว่าง กกต. ในฐานะผู้ร้อง กับ เกศกมล เปลี่ยนสมัย ในฐานะผู้คัดค้าน

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ออกประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลฎีกา

 

อ้างอิง: https://www.supremecourt.or.th/index.php/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94/3/1144

The post ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดี สว. เกศกมล 4 มี.ค. นี้ หลัง กกต. ฟ้องฐานหลอกลวงคุณสมบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 แกนนำ คดีม.112 กรณีปราศรัยชุมนุมราบ 11 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องมาตรา 116 ‘ทราย https://thestandard.co/raab-11-leaders-jailed/ Fri, 20 Feb 2026 08:41:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1180401 ภาพอาคารศาลอาญา รัชดาภิเษก กรณีพิพากษาคดีชุมนุมราบ 11

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่ ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำ […]

The post ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 แกนนำ คดีม.112 กรณีปราศรัยชุมนุมราบ 11 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องมาตรา 116 ‘ทราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารศาลอาญา รัชดาภิเษก กรณีพิพากษาคดีชุมนุมราบ 11

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่ ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 ราย จากกรณีการชุมนุมปลดอาวุธศักดินาไทย บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งถูกฟ้องในความผิดหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 พร้อมข้อหาอื่นๆ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

 

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ในส่วนของข้อหาตามมาตรา 112 นั้น อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ และพรหมศร วีระธรรมจารี มีความผิดจริงตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนณัฎฐธิดา มีวังปลา ให้ยกฟ้องในข้อหานี้

 

ขณะที่ข้อหาตามมาตรา 116 ศาลมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยทุกคนเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานพฤติการณ์ยุยงปลุกปั่นหรือเหตุความรุนแรง โดยเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ สำหรับความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลสั่งปรับจำเลย 5 ราย ได้แก่ อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ, พรหมศร และณัฎฐธิดา รวมเป็นเงินคนละ 15,200 บาท

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 ส่งผลให้ อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และ พรหมศร ถูกลงโทษจำคุกสุทธิคนละ 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมโทษปรับพินัยคนละ 10,200 บาท

 

ในขณะที่ณัฎฐธิดาคงเหลือโทษปรับ 10,200 บาท และในส่วนของอินทิรา เจริญปุระ ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในทุกข้อกล่าวหา

 

ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร ในระหว่างการอุทธรณ์คดี โดยจำเลยทั้ง 3 รายจะได้รับการปล่อยตัวจากศาลอาญาในวันนี้ ภายใต้เงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดต่อไป

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1GW8wAH6TF/

The post ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 แกนนำ คดีม.112 กรณีปราศรัยชุมนุมราบ 11 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องมาตรา 116 ‘ทราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแขวงดุสิต สั่งจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ปมม็อบปิดถนนพิษณุโลก ชี้สร้างความเดือดร้อนสาธารณะ-เมินคำสั่งเจ้าหน้าที่ https://thestandard.co/nasser-pichit-cpt-protest-jail/ Wed, 04 Feb 2026 07:35:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1173667 ศาลแขวงดุสิต อ่านคำพิพากษาจำคุก ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ฐานจัดการชุมนุมปิดถนนพิษณุโลก

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดอ่านคำพิพา […]

The post ศาลแขวงดุสิต สั่งจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ปมม็อบปิดถนนพิษณุโลก ชี้สร้างความเดือดร้อนสาธารณะ-เมินคำสั่งเจ้าหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแขวงดุสิต อ่านคำพิพากษาจำคุก ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ฐานจัดการชุมนุมปิดถนนพิษณุโลก

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ387/2568 ซึ่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นัสเซอร์ หยีหมะ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็นจำเลยที่ 1 และ พิชิต ไชยมงคล หรือตั้ม แกนนำ คปท. เป็นจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

 

คดีนี้โจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการชุมนุม ได้ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้ชุมนุมตั้งวางเต็นท์และเพิงพักกีดขวางการจราจร 2 ช่องทางบนถนนพิษณุโลก และในเวลากลางคืนยังมีการนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดกั้นช่องทางเดินรถที่เหลืออีก 2 ช่องทาง รวมถึงมีการวางกรวยกีดกั้นทางสาธารณะ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน แม้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะจะมีหนังสือประกาศแจ้งให้แก้ไขรวม 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองกลับเพิกเฉย ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำสั่ง

 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่ามีการตั้งเต็นท์และจอดรถปิดกั้นการจราจรจริงตามฟ้อง โดยพยานโจทก์ซึ่งประกอบด้วยประชาชน นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัย ได้เบิกความสอดคล้องกันถึงความเดือดร้อนที่ได้รับ โดยเฉพาะนักศึกษากว่า 700 คนที่ลงชื่อยืนยันผลกระทบจากการที่ต้องเดินเท้าเข้ามหาวิทยาลัยเนื่องจากรถไม่สามารถผ่านเข้า-ออกประตูได้ ทำให้เข้าเรียนสายหรือขาดเรียน รวมถึงเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถของผู้ชุมนุมที่จอดขวางถนน

 

ศาลเห็นว่า เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มุ่งหมายให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและไม่กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แต่จำเลยทั้งสองกลับจัดการชุมนุมโดยคำนึงถึงสิทธิของพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ปล่อยให้มีการตั้งเต็นท์พักแรมใจกลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการและสถานศึกษา ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควรแก่ประชาชน ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าไม่สามารถจัดการชุมนุมในบริเวณอื่นได้ และอ้างคำสั่งศาลแพ่งในคดีอื่นนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่จะฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้แก้ไขการชุมนุมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

 

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 15(4) ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 1 เดือน และเมื่อพิจารณาประวัติพบว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง ตามรายงานของกองทะเบียนประวัติอาชญากร ศาลจึงเห็นสมควร ไม่รอการลงโทษ

The post ศาลแขวงดุสิต สั่งจำคุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญา ‘นัสเซอร์-พิชิต’ แกนนำ คปท. ปมม็อบปิดถนนพิษณุโลก ชี้สร้างความเดือดร้อนสาธารณะ-เมินคำสั่งเจ้าหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัดสินชะตา ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ https://thestandard.co/surachate-fate-police-return/ Fri, 09 Jan 2026 06:15:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1163267 ตัดสินชะตา **‘**พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้กำหนดนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีพิพา […]

The post ตัดสินชะตา ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัดสินชะตา **‘**พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้กำหนดนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีพิพาทระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ในวันที่ 9 มกราคม 2569 นั้น

 

THE STANDARD ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ฉากทัศน์ทางกฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจในประเด็นที่ซับซ้อนระหว่าง ‘คำสั่งให้ออกชั่วคราว’ และ ‘คำสั่งไล่ออก’ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกัน ไว้ดังนี้

 


 

ตัดสินชะตา ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ตัดสินชะตา ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. แจงปม ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ ลุ้นคำพิพากษาศาลปกครอง 9 ม.ค. ย้ำผลตัดสินไม่ว่าทางใด ยังไม่ได้กลับเข้ารับราชการทันที https://thestandard.co/police-clarify-surachate-verdict/ Thu, 08 Jan 2026 07:07:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1162761 ตร. แจงปม ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ ลุ้นคำพิพากษา ศาลปกครอง 9 ม.ค. ย้ำผลตัดสินไม่ว่าทางใด ยังไม่ได้กลับเข้ารับราชการทันที

วันนี้ (8 มกราคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรร […]

The post ตร. แจงปม ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ ลุ้นคำพิพากษาศาลปกครอง 9 ม.ค. ย้ำผลตัดสินไม่ว่าทางใด ยังไม่ได้กลับเข้ารับราชการทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. แจงปม ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ ลุ้นคำพิพากษา ศาลปกครอง 9 ม.ค. ย้ำผลตัดสินไม่ว่าทางใด ยังไม่ได้กลับเข้ารับราชการทันที

วันนี้ (8 มกราคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ (9 มกราคม) คดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นผู้ฟ้อง ผบ.ตร., ก.พ.ค.ตร. และนายกรัฐมนตรี กรณีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ

 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้สรุปไทม์ไลน์ของคดีเพื่อให้ประชาชนเข้าใจลำดับขั้นตอน ดังนี้

 

1. คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน: ตร. มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเจ้าตัวได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. แต่ทาง ก.พ.ค.ตร. มีมติยกอุทธรณ์ โดยยืนยันว่าคำสั่งของ ผบ.ตร. เป็นการใช้ดุลยพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย

 

2. การฟ้องศาลปกครองสูงสุด: พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงนำเรื่องไปฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยในวันพรุ่งนี้

 

3. คำสั่งไล่ออก (ปัจจุบัน): ในเวลาต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่ง ไล่ออก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้แล้ว และขณะนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องคดีใหม่อีกคดีต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อโต้แย้งคำสั่งไล่ออกดังกล่าว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

รองโฆษก ตร. ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าตำรวจเร่งดำเนินคดีเพื่อแข่งกับเวลาที่ศาลจะตัดสิน โดยระบุว่าคดีที่เกิดขึ้น (คดีสินบน) เริ่มต้นจากการที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ใช่คดีที่ตำรวจสร้างขึ้นเอง พร้อมย้ำว่าการชี้แจงครั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชน หลังมีกระแสในโซเชียลมีเดียว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อาจได้กลับมารับราชการทันทีหลังมีคำพิพากษา

 

“คำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็จะยังไม่ส่งผลให้เจ้าตัวได้กลับมารับราชการตำรวจทันที เนื่องจากคำสั่งไล่ออกในปัจจุบันยังมีผลอยู่ และต้องรอผลการพิจารณาจากศาลปกครองสูงสุดในคดีที่สองเสียก่อน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้าย

The post ตร. แจงปม ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ ลุ้นคำพิพากษาศาลปกครอง 9 ม.ค. ย้ำผลตัดสินไม่ว่าทางใด ยังไม่ได้กลับเข้ารับราชการทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 9 ม.ค. ชี้ชะตา ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับมาเป็นตำรวจได้หรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา ปมฟ้อง ผบ.ตร. สั่งให้ออกจากราชการ https://thestandard.co/surachate-police-court-verdict/ Mon, 05 Jan 2026 10:37:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1161615 จับตา 9 ม.ค. ชี้ชะตา **‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’** กลับมาเป็นตำรวจได้หรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา ปมฟ้อง **ผบ.ตร.** สั่งให้ออกจากราชการ

วันนี้ (5 มกราคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 9 มกราคม […]

The post จับตา 9 ม.ค. ชี้ชะตา ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับมาเป็นตำรวจได้หรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา ปมฟ้อง ผบ.ตร. สั่งให้ออกจากราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 9 ม.ค. ชี้ชะตา **‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’** กลับมาเป็นตำรวจได้หรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา ปมฟ้อง **ผบ.ตร.** สั่งให้ออกจากราชการ

วันนี้ (5 มกราคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 9 มกราคม ที่จะถึงนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่งเป็นคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ตามลำดับ ในกรณีที่มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ

 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุในคำฟ้องว่า เดิมตนเองดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. แต่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ ผบ.ตร. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยอ้างเหตุผลว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน จากกรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ชื่อ BNKMASTER จนถูกดำเนินคดีอาญาและถูกศาลอาญาออกหมายจับ ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน

 

โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) แต่ต่อมา ก.พ.ค.ตร. ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์และยกคำขอวิธีการชั่วคราวฯ ตามหนังสือที่ ตช 0083(อธ)/933 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2567 จึงนำมาสู่การนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองสูงสุด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีนี้มีความซับซ้อนในขั้นตอนการพิจารณา โดยในชั้นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนหน้านี้ เดิมองค์คณะ 5 คนในศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว แต่ประธานศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่ ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด เพื่ออภิปรายและพิจารณา จนกระทั่งมีมติไม่คุ้มครองชั่วคราว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นชนวนเหตุให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดำเนินการยื่นฟ้องอาญาต่อตุลาการศาลปกครองหลายราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ ในเวลาต่อมา

 

ทั้งนี้ ผลแห่งคำพิพากษาในวันที่ 9 มกราคมนี้ จะเป็นบทสรุปสำคัญว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะมีโอกาสได้กลับเข้ารับราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งหรือไม่

The post จับตา 9 ม.ค. ชี้ชะตา ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ กลับมาเป็นตำรวจได้หรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา ปมฟ้อง ผบ.ตร. สั่งให้ออกจากราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ คลี่ข้อเท็จจริง ‘ความเร็วรถ’ คดีบอส อยู่วิทยา ศาลชี้อยู่ช่วง 76-80 กม./ชม. https://thestandard.co/boss-yoovidhya-speed-76-80/ Mon, 29 Dec 2025 10:47:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1159863 เปิด คำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ คลี่ ข้อเท็จจริง ‘ความเร็วรถ’ คดีบอส อยู่วิทยา ศาลชี้ อยู่ช่วง 76-80 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิ […]

The post เปิดคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ คลี่ข้อเท็จจริง ‘ความเร็วรถ’ คดีบอส อยู่วิทยา ศาลชี้อยู่ช่วง 76-80 กม./ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด คำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ คลี่ ข้อเท็จจริง ‘ความเร็วรถ’ คดีบอส อยู่วิทยา ศาลชี้ อยู่ช่วง 76-80 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 131/2567 และคดีหมายเลขแดงที่ อท 68/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิสูจน์หลักฐานในคดีของ วรยุทธ อยู่วิทยา (บอส กระทิงแดง) คดีที่สังคมติดตามต่อเนื่องยาวนานกว่าสิบปี

 

สาระสำคัญของคำพิพากษาครั้งนี้อยู่ที่การเปิดรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับ ‘ความเร็วของรถยนต์ขณะเกิดเหตุ’ ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงหลักที่มีผลโดยตรงต่อทิศทางของคดีทั้งหมด

 

ศาลระบุว่า จากการพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด ณ ขณะเกิดเหตุมีตัวเลขความเร็วที่ปรากฏเพียง 2 ชุดเท่านั้น ชุดแรกเป็นความเห็นที่สอดคล้องกันของผู้เชี่ยวชาญ 3 ราย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสภาพรถของกองบังคับการตำรวจจราจร (จราจรกลาง) ผู้เชี่ยวชาญของศาล และรองศาสตราจารย์ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ซึ่งให้ความเห็นว่ารถยนต์ที่เกิดเหตุมีความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

ขณะที่อีกชุดหนึ่งคือการคำนวณของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ซึ่งประเมินว่ารถยนต์มีความเร็วสูงถึง 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขทั้งสองชุดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญจนศาลเห็นว่าไม่อาจยึดถือเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันได้

 

คำพิพากษาระบุว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งสามรายแรกให้ภาพสอดคล้องกันในเชิงพยานวัตถุ โดยประเมินจากสภาพความเสียหายของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ว่าเป็นความเสียหายในระดับปานกลาง ไม่สอดคล้องกับการชนที่ความเร็วสูงมาก

 

ในทางตรงกันข้าม การคำนวณของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ซึ่งได้ค่าความเร็วเฉลี่ย 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ศาลเห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนสูง เนื่องจากใช้วิธีคำนวณจากภาพกล้องวงจรปิดเป็นหลัก และไม่มีการทวนสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์รูปแบบอื่น

 

อีกทั้งเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการพิสูจน์อุบัติเหตุเชิงฟิสิกส์ความเร็วโดยตรง และมีการเปลี่ยนแปลงความเห็นหลายครั้งในกระบวนการสอบสวน

 

เพื่อคลี่คลายข้อขัดแย้งดังกล่าว ศาลได้พิจารณาพยานจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ คือ ศาสตราจารย์ ดร.เฮอร์มันน์ สเตฟาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจำลองอุบัติเหตุยานยนต์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ PC-CRASH ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยพยานรายนี้ได้ใช้วิธีการพิสูจน์หลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งการคำนวณความเร็วจากภาพกล้องวงจรปิด การจำลองเหตุการณ์ด้วยซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ และการทดสอบการชนจริงด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์รุ่นเดียวกับที่เกิดเหตุ

 

ผลการทดสอบทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า รถยนต์มีความเร็วประมาณ 76 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่รถจักรยานยนต์มีความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนในกรอบที่ยอมรับได้ตามหลักวิชาการ

 

เมื่อเปรียบเทียบพยานหลักฐานทุกชุด ศาลวินิจฉัยว่าตัวเลขความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด ขณะที่ช่วงความเร็ว 76-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นข้อมูลที่สามารถตรวจสอบซ้ำได้ สอดคล้องกับพยานวัตถุและการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หลายวิธี จึงเป็นค่าความเร็วที่สะท้อนเหตุการณ์จริงมากที่สุดตามดุลพินิจของศาล

 

ศาลยังวินิจฉัยในประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการสมคบกันเปลี่ยนแปลงความเร็วรถยนต์ว่า การประชุมและการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญเป็นไปในเชิงวิชาการ ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการใช้อิทธิพล กดดัน หรือบังคับให้เปลี่ยนแปลงผลการคำนวณความเร็วแต่อย่างใด

The post เปิดคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ คลี่ข้อเท็จจริง ‘ความเร็วรถ’ คดีบอส อยู่วิทยา ศาลชี้อยู่ช่วง 76-80 กม./ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า https://thestandard.co/elon-musk-tesla-court-win/ Sun, 21 Dec 2025 09:13:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1156632 อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั […]

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยให้คืนสิทธิ์ในแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท) แก่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดคดีความที่ยืดเยื้อและเปิดทางให้มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกรายนี้ได้รับผลตอบแทนมหาศาลอีกครั้ง

 

คำตัดสินดังกล่าวเป็นการปฏิเสธคำพิพากษาเดิมในปี 2024 ของ แคธลีน แมคคอร์มิค ประธานศาลแห่งศาลชานเซอรีรัฐเดลาแวร์ ซึ่งเคยสั่งเพิกถอนแผนการจ่ายค่าตอบแทนปี 2018 ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าคณะกรรมการของ Tesla มีความใกล้ชิดกับ มัสก์ มากเกินไป และกระบวนการอนุมัตินั้นมีความบกพร่อง

 

อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดทั้ง 5 ท่านมองว่า แม้กระบวนการอนุมัติจะไม่เหมาะสม แต่การยกเลิกสัญญาจ้างทั้งหมดถือเป็น ‘บทลงโทษที่ไม่ถูกต้อง’ โดยศาลระบุในความเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ว่า “การเพิกถอนสัญญาจะทำให้มัสก์ไม่ได้รับค่าตอบแทนสำหรับเวลาและความพยายามของเขาในช่วงระยะเวลา 6 ปี”

 

ศาลสูงสุดยอมรับความจริงที่ว่า คณะกรรมการของ Tesla ในปี 2018 ได้อนุมัติการมอบหุ้นหลายร้อยล้านหุ้นให้กับ มัสก์ ผ่านกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎระเบียบ แต่ศาลสรุปว่า “การสั่งยกเลิกแผนตอบแทนทั้งหมดไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม” สำหรับความผิดพลาดในขั้นตอนดังกล่าว เนื่องจากบริษัทได้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจตามเงื่อนไขแล้ว

 

เหตุผลสำคัญคือผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์อย่างมากจากความพยายามของ มัสก์ ระหว่างปี 2018 ถึง 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ Market Cap ของบริษัทพุ่งสูงขึ้นเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) โดยศาลระบุว่า “เป็นที่ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่ามัสก์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วนตามสัญญาปี 2018”

 

สำหรับหุ้นจำนวน 303 ล้านหุ้นที่ มัสก์ ได้รับสิทธิ์คืนกลับมาตามคำตัดสินนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.71 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่มหาศาล และเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการบริหารงานของเขาในช่วงเวลาดังกล่าวตามที่ศาลได้พิจารณา

 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2024 ศาลชั้นต้นได้ชี้ขาดว่ากระบวนการอนุมัติแพ็กเกจนี้มีความบกพร่อง เนื่องจากคณะกรรมการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวและทางวิชาชีพที่ใกล้ชิดกับ มัสก์ โดยระบุว่า “มัสก์เป็นตัวอย่างของ ‘Superstar CEO’ และครอบงำกระบวนการที่นำไปสู่การอนุมัติแผนค่าตอบแทนของเขา”

 

ผลพวงจากคำตัดสินในปี 2024 ทำให้คณะกรรมการ Tesla ต้องอนุมัติข้อตกลงค่าตอบแทนฉบับใหม่ในปีนี้ ซึ่งผู้ถือหุ้นได้ลงมติเห็นชอบมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) หากทำได้ตามเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ Tesla ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากศาลสูงสุดคืนสิทธิ์ในแพ็กเกจปี 2018 บริษัทจะดำเนินการถอนข้อเสนอค่าตอบแทนชั่วคราวและแพ็กเกจใหม่ล่าสุดออกไป ซึ่งรวมถึงเงินตอบแทนชั่วคราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.11 แสนล้านบาท) ที่ตั้งใจจะมอบให้ก่อนหน้านี้

 

ในส่วนของบทลงโทษ ศาลสั่งให้คณะกรรมการจ่าย ‘ค่าเสียหายเชิงสัญลักษณ์’ เพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31 บาท) สำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ได้อนุมัติค่าทนายความจำนวน 54.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.71 พันล้านบาท) ให้แก่ทีมกฎหมายของ ริชาร์ด ทอร์เนตตา ผู้ถือหุ้นที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจนชนะคดี

 

ทนายความฝั่งโจทก์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “เราขอขอบคุณผู้พิพากษาสำหรับความใส่ใจ การทำงานหนัก และเวลาที่มอบให้กับเรื่องนี้ เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในคำตัดสินประวัติศาสตร์ ที่เรียกให้คณะกรรมการ Tesla และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดหน้าที่ความไว้วางใจ”

 

คดีความนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยก่อนหน้านี้ มัสก์ ได้กล่าวหาศาลว่ามี ‘การทุจริตอย่างร้ายแรง’ และตัดสินใจย้ายการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท Tesla ไปยังรัฐเท็กซัส ซึ่งส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Dropbox และ Coinbase ทยอยย้ายออกจากรัฐเดลาแวร์ไปยังเท็กซัสหรือเนวาดาเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568

ภาพ : Max Whittaker/Getty Images

อ้างอิง:

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลออกหมายจับ ‘แอน จักรพงษ์’ ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกงหุ้นกู้ 30 ล้านบาท สั่งปรับนายประกันเต็มจำนวน https://thestandard.co/anne-jakkaphong-arrest-warrant/ Tue, 25 Nov 2025 09:02:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1147372 ศาลออกหมายจับ แอน จักรพงษ์ ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกงหุ้นกู้ 30 ล้านบาท สั่งปรับนายประกันเต็มจำนวน

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) ที่ ศาลแขวงพระนครใต้ ถนนเจริญกรุง […]

The post ศาลออกหมายจับ ‘แอน จักรพงษ์’ ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกงหุ้นกู้ 30 ล้านบาท สั่งปรับนายประกันเต็มจำนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลออกหมายจับ แอน จักรพงษ์ ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกงหุ้นกู้ 30 ล้านบาท สั่งปรับนายประกันเต็มจำนวน

วันนี้ (25 พฤศจิกายน) ที่ ศาลแขวงพระนครใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1440/2566 ซึ่งเป็นคดีข้อพิพาทระหว่าง นพ.ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล (บุตรชาย นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ แอน จักรพงษ์ เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

 

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องโดยระบุพฤติการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 8 สิงหาคม 2566 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหลอกลวงและปกปิดข้อเท็จจริง โดยชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนซื้อหุ้นกู้ของบริษัทจำเลยที่ 1

 

โจทก์ระบุว่า จำเลยที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่าสถานะทางการเงินของบริษัทไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ตามกำหนด แต่ยังคงดำเนินการหลอกลวงจนได้ทรัพย์สินจากโจทก์ไปเป็นจำนวนเงิน 30,000,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้พิจารณา ก่อนจะมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้น

 

ในวันนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ เมื่อถึงเวลาตามกำหนด ปรากฏว่า จักรพงษ์ (จำเลยที่ 2) ไม่ได้เดินทางมาศาลและไม่ได้มีการแจ้งเหตุขัดข้องใดๆ

 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นถึงเจตนาจงใจหลบหนี จึงมีคำสั่งดังนี้:

 

1. ออกหมายจับ: ให้ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ มาฟังคำพิพากษา

 

2. สั่งปรับนายประกัน: เนื่องจากไม่สามารถส่งตัวจำเลยได้ตามนัด ถือว่าผิดสัญญาประกัน ศาลสั่งปรับนายประกันเต็มตามวงเงินสัญญา และให้ออกคำบังคับชำระค่าปรับภายใน 15 วัน

 

ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ใหม่อีกครั้ง ใน วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น.

The post ศาลออกหมายจับ ‘แอน จักรพงษ์’ ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกงหุ้นกู้ 30 ล้านบาท สั่งปรับนายประกันเต็มจำนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีร้องบังคับโทษ ‘ทักษิณ’ คดีชั้น 14 เป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ วันนี้ชี้ชะตา 10.00 น. https://thestandard.co/thaksin-supreme-court-case-14-floor/ Tue, 09 Sep 2025 01:24:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1117088 ศาลฎีกาฯ นัดอ่านคำสั่งคดีบังคับโทษ ทักษิณ ชินวัตร หรือ คดีชั้น 14

วันนี้ (9 กันยายน 2568) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง […]

The post ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีร้องบังคับโทษ ‘ทักษิณ’ คดีชั้น 14 เป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ วันนี้ชี้ชะตา 10.00 น. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีกาฯ นัดอ่านคำสั่งคดีบังคับโทษ ทักษิณ ชินวัตร หรือ คดีชั้น 14

วันนี้ (9 กันยายน 2568) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีนัดอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 หรือที่ถูกจับตาในฐานะ ‘คดีชั้น 14’ หลัง ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการบังคับโทษ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ หรือไม่

 

ขณะที่ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งเรียก ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และ ทักษิณ ชินวัตร เข้าฟังคำสั่งในวันนี้ เวลา 10.00 น. ท่ามกลางความสนใจจากสังคมการเมืองไทย

 

📍มวลชนแดง–สื่อ–ตำรวจ ตรึงพื้นที่รอบศาล

 

ตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนผู้สนับสนุนทักษิณจำนวนหนึ่งสวมเสื้อสีแดง ระบุว่าเดินทางมาจากอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังรักษาความปลอดภัยโดยรอบพื้นที่ศาล พร้อมทั้งจัดโซนสื่อมวลชนให้อยู่ในจุดที่กำหนดเพื่อความเรียบร้อย เนื่องจากมีผู้สื่อข่าวและช่างภาพจำนวนมากมาปักหลักรอรายงานสถานการณ์
 

📍จับตาผลลัพธ์สะเทือนการเมืองไทย

 

คดีนี้ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางว่าจะมีผลต่อสถานะของทักษิณและชะตากรรมทางการเมืองไทยต่อไปอย่างไร โดยผลคำสั่งของศาลในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อแวดวงการเมืองไทย

 

The post ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งคดีร้องบังคับโทษ ‘ทักษิณ’ คดีชั้น 14 เป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ วันนี้ชี้ชะตา 10.00 น. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมแถลง ‘เขากระโดง’ เป็นที่ดินรัฐ เตรียมเพิกถอน 5,083 ไร่ พรุ่งนี้ เผย ‘พรพจน์’ ยื่นย้ายจากอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ยันไม่ใช่เกมการเมือง https://thestandard.co/khao-kradong-land-revoked/ Fri, 01 Aug 2025 10:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1102708 เขากระโดง

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ภูมิธรรม เวชยชัย ร […]

The post ภูมิธรรมแถลง ‘เขากระโดง’ เป็นที่ดินรัฐ เตรียมเพิกถอน 5,083 ไร่ พรุ่งนี้ เผย ‘พรพจน์’ ยื่นย้ายจากอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ยันไม่ใช่เกมการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขากระโดง

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน แถลงถึงความคืบหน้าผลการตรวจสอบอธิบดีกรมที่ดิน กรณีไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน 995 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 5,083 ไร่ ที่บริเวณเขากระโดง​ ตำบลอิสาณ และตำบลเสม็ด​ อำเภอเมืองบุรีรัมย์​ จังหวัดบุรีรัมย์​

 

ภูมิธรรมกล่าว​ว่า​ เรื่องที่ดินเขากระโดง​ มีข้อค้างคา​ ข้อขัดแย้ง​ หรือพิจารณาที่แตกต่างกันมาตลอด และตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ยื่นหนังสือมา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า​ เขากระโดงเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อศาลมีคำสั่งแต่เหตุใดจึงไม่มีการจัดการให้เหมาะสม และถูกต้องเป็นไปตามคำสั่งของศาล โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีเดชอิศม์​ ในฐานะกำกับดูแลกรมที่ดิน​เป็นผู้รับผิดชอบ​ เพื่อไต่สวนเรื่องต่างๆ​ 

 

เดชอิศม์ กล่าวว่า ที่ดินกว่า 5,083 ไร่อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา และคำพิพากษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว ทางการรถไฟฯได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดิน เพื่อให้ทำการเพิกถอนโฉนดที่ดิน แต่ในขณะนั้นกรมที่ดินเพิกเฉย ไม่ทำตามศาลฎีกา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำการฟ้องกรมที่ดินกับศาลปกครองกลาง เพื่อให้กรมที่ดินเพิกถอนตามคำสั่งศาลฎีกา 

 

แต่ปรากฏว่าศาลปกครองกลางได้พิพากษาว่า ให้เพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ส่วนไหนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขตให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่มีการแย้งเข้ามา เรื่องขอบเขตที่ดินข้างนอก เมื่อมีปัญหาเช่นนี้ 

 

คำพิพากษาของศาลปกครองมีคำสั่งว่าให้อำนาจอธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อทำประมวลกฎหมายมาตรา 61 วรรค 2 ให้กรรมการชุดดังกล่าวฯ มีอำนาจหน้าที่ร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อสอบเขตที่ไม่ชัดเจน เพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากนั้นจะได้เพิกถอนตามคำพิพากษาของศาลฎีกา 

 

แต่ขณะนั้นกรมที่ดิน ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งตามที่คณะกรรมการจะทำให้ครบตามคำสั่งศาลฎีกา ที่เป็นขอบเขตที่ละเอียด แต่ปรากฏว่าตามรายงานไม่มีการสอบเขต ทั้งยังมีคำสั่งว่าให้ยุติเรื่อง ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการชุดนั้น 

 

หลังจากนั้นเป็นที่พูดถึงกันมีประชาชนทั้งประเทศไทยว่า เหตุใดกรมที่ดินไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฎีกา นอกจากไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังปฏิบัติตรงกันข้าม ค้านสายตาชาวไทย และค้านสายตาผู้พิพากษา 

 

เมื่อตนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับโอกาสจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มากำกับดูแลกรมที่ดิน ได้รับหนังสือร้องเรียนเกือบทุกวันว่า จะแก้ปัญหาอย่างไรกับเรื่องเขากระโดง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินถูกต้องหรือไม่ 

 

ทั้งนี้ ผลสรุปของคณะกรรมการระบุว่าคณะกรรมการชุดนั้นตามมาตรา 61 วรรค 2 ไม่ได้ทำตามกระบวนการที่ครบถ้วน ฉะนั้นคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินเลยไม่ชอบ ตนจึงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟมีการสอบเขตแล้วหรือไม่ 

ผลปรากฏว่าในปี 2567 กรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันสอบแนวเขตมาชัดเจนแล้ว  วันนี้สรุปได้ว่าอธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนโฉนดเขากระโดงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 ได้เลย 

 

ขณะที่ เชษฐา​ โมสิกรัตน์​ รองปลัดกระทรวง​มหาดไทย​ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ อธิบดีกรมที่ดินฯ กล่าวว่า​ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 842-876/2560 คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8027/2561 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หมายเลขคดี เลขแดง ที่ 1112/2563 และคำพิพากษาศาลปกครองกลาง​ เลขแดงที่ 548/2566 ศาลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ​ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นที่ดินรถไฟที่มีไว้ใช้ในราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟ และทางหลวง​ พ.ศ. 2464 มาตรา 3 (2)​ และได้รับความคุ้มครองมาตรา 6 (1)​ และ(2)​ 

 

ทั้งนี้ มีขอบเขตพื้นที่ตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่แสดงเขตที่ดินเพื่อสร้างทางรถไฟ และเพื่อจัดหาแหล่งวัสดุมาใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟและลำเลียงอิฐ​ ซึ่งจัดทำขึ้นเสร็จเรียบร้อย 18 พฤษภาคม 2465 กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน​ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ​ จึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล​ เนื่องจากมีหน้าที่และอำนาจในการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคล​ และการจัดการที่ดินของรัฐ 

 

รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน​ คือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ดังนั้นกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน​ จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล​ โดยการตรวจสอบและเพิกถอนโฉนดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกให้ในที่ดินของรัฐซึ่งตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติและแก้ไข คำสั่งทางปกครองตามคำพิพากษาของศาลฎีกาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์กลาง​ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว​

 

จากนั้นภูมิธรรม​ กล่าวย้ำว่า​ จากกรณี​ดังกล่าวได้รับการร้องเรียนเรื่องเขากระโดงและสื่อมวลชนมีการเปิดประเด็นว่าการดำเนินการนั้นโดยชอบหรือไม่​ เนื่องจากขัดกับที่ศาลปกครอง​ ศาลฎีกา​ และศาลอาญา ที่ได้มีการสรุปและตัดสินไปแล้วว่า​ ที่ดินนี้เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย  ซึ่งเรื่องการบังคับใช้ซึ่งหากดูแผนที่ที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 5 ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นที่ดินของหลวงและเป็นที่ดินของรัฐโดยแท้ และเมื่อปี 2465 มีการออกพระราชกฤษฎีกา 

 

ขณะนั้นมีชาวบ้านครอบครอง 18 ครอบครัว และการรถไฟแห่งประเทศไทย​ได้ไปซื้อที่ดินมาจากชาวบ้าน ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ในอดีตที่ดินที่มีการครอบครองจากชาวบ้านได้ขายให้การรถไฟ​ ซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของการรถไฟโดยชอบทั้งหมด​ เพราะฉะนั้นโดยกระบวนการทางกฎหมายที่ดินต่างๆจะต้องถูกประกาศยกเลิกขีดฆ่าออกจากสารบบเพราะเป็นที่ดินของรัฐ​ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ หลังจากที่มีการดำเนินการและฟ้องร้องกัน 

 

ภูมิธรรม​ ยังกล่าวอีกว่า​ ใจกลางของที่ดิน​ทำสนามฟุตบอล และสนามรถแข่งรถ​ของที่ดินแปลงนี้​ จึงมิชอบด้วยกฎหมาย​อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่ทำให้เอกชนมายึดครองและที่ดินของรัฐ​ แล้วมาอ้างว่าเป็นที่ดินของตัวเอง จากการสืบสวนสอบสวนได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปออกมาอย่างไรก็ยืนยันว่าเป็นที่ดินของรัฐและศาลได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วชัดเจน

 

อย่างไรก็ตามตามมาตรา 61 (8)​ กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนได้ทันที​ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป​ เพราะฉะนั้นที่ดินเหล่านี้ตกเป็นของรัฐ​ จึงจะดำเนินการ เพิกถอนที่ดินทั้งหมดตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป​ ส่วนที่ดินชายขอบที่มีปัญหาอยู่บ้าง ที่มีการทับซ้อน จะต้องมีการตรวจสอบหากเป็นเอกชน ก็จะต้องมีการดำเนินการต่อจากนั้นให้เกิดความชัดเจนตามกรอบของที่ดิน 

 

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ได้ยื่นหนังสือขอย้ายออกจากกรมที่ดินแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อให้การพิจารณาเรื่องต่างๆ เป็นไปอย่างชัดเจน โปร่งใส และไม่เกิดความเกรงใจ เนื่องจากตนเป็นคนกลาง จึงขอยื่นหนังสือดังกล่าว โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ดำเนินการต่อไป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการตั้งแต่พรุ่งนี้ ในพื้นที่ตรงกลางที่เป็นของประชาชนมีจำนวนเท่าไร ไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการฯ กล่าวว่า พื้นที่ตรงกลางคิดเป็น 90% ของ 800 แปลง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีประชาชนได้ที่ดินมาโดยสุจริต และมีโฉนด จะต้องเยียวยาอย่างไร ภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม หรือตามกฎหมาย แต่ทั้งหมดเป็นที่ดินของรัฐ ใครที่คิดว่าได้มาตามกระบวนการที่ถูกต้อง ก็จะว่ากันไปตามกฎหมาย มีสิทธิ์เสนอเรื่องขึ้นมาฟ้องร้องก็ได้ ก็ว่ากันตามกระบวนการ แต่ขณะนี้ยืนยันว่าที่ดินนี้เป็นที่ดินของรัฐ ถ้าจะมีการขอเช่าต่อก็ว่าตามกระบวนการ ไม่ว่ากัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นเกมไล่บี้ เครือข่ายพรรคภูมิใจไทยและบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ต่อเนื่องจากการโยกย้ายอธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ใช่การไล่บี้ เพราะสื่อมวลชนทุกสาขาไล่บี้เรื่องนี้กับตนมาโดยตลอด โดยเมื่อตนเข้ามาทำหน้าที่ได้มีประชาชนเข้ามายื่นเรื่องให้ตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า ไม่เกี่ยวกับการไล่บี้หรือไม่ไล่บี้ใคร หรือไม่พอใจใครหรือพอใจใคร 

 

แต่เกี่ยวกับที่ศาลฎีกา และศาลปกครองมีคำสั่งที่เป็นที่ยุติแล้ว และที่ผ่านมามีการดำเนินการตามคำสั่งของศาลไม่ครบถ้วน ซึ่งได้มีการมาเคลียร์และดูตรงนี้ทั้งหมด โดยพบว่า สามารถดำเนินการตามกฎหมายมาตรา  61 วรรค 8 ซึ่งสามารถดำเนินการนำที่ดินกลับมาเป็นของรัฐตามที่ประชาชนเฝ้ามองอยู่ ซึ่งว่ากันไปตามกฎหมายซึ่งตรงนี้หากใครมองว่าไม่ชอบอย่างไรก็สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้ แต่เรามีหน้าที่ทำให้ที่ดินส่วนนี้ กลับมาเป็นที่ดินของรัฐ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และยังมีอีกกฎหมายที่เราต้องรับผิดชอบร้ายแรง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคนที่จะมาเพิกถอนที่ดินเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ จะเป็นอธิบดีคนใหม่ใช่หรือไม่ และจะใช้แนวทางตามที่กล่าวข้างต้นใช่หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีท่านไหนก็ต้องดำเนินการ เพราะเป็นคำสั่งศาล ที่ได้มีคำสั่งมายังกรมที่ดิน และอำนาจเพิกถอนเป็นของกรมที่ดิน แต่ถ้าไม่มี ก็เป็นผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ที่จะต้องบังคับดำเนินการ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคนที่จะมาเพิกถอนที่ดินเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ จะเป็นอธิบดีคนใหม่ใช่หรือไม่ และจะใช้แนวทางตามที่กล่าวข้างต้นใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีท่านไหนก็ต้องดำเนินการ เพราะเป็นคำสั่งศาล ที่ได้มีคำสั่งมายังกรมที่ดิน และอำนาจเพิกถอนเป็นของกรมที่ดิน แต่ถ้าไม่มี ก็เป็นผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ที่จะต้องบังคับดำเนินการ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เมื่อไร ภูมิธรรมตอบว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะเร็วหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ที่ตนนั้นดูแลเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการเยียวยานั้น ภูมิธรรมกล่าวว่า ก็ต้องชัดเจนก่อนว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายละเมิด

 

เขากระโดง

The post ภูมิธรรมแถลง ‘เขากระโดง’ เป็นที่ดินรัฐ เตรียมเพิกถอน 5,083 ไร่ พรุ่งนี้ เผย ‘พรพจน์’ ยื่นย้ายจากอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ยันไม่ใช่เกมการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 ปีคดีน้องเมย กับคำพิพากษาที่ปลายทาง พี่สาววอนเปลี่ยนระบบยุติธรรมที่ ‘ไม่เท่าเทียม’ ระหว่างทหารกับประชาชน https://thestandard.co/justice-for-mey/ Tue, 22 Jul 2025 07:45:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1098413 justice-for-mey

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ภายหลังศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดป […]

The post 8 ปีคดีน้องเมย กับคำพิพากษาที่ปลายทาง พี่สาววอนเปลี่ยนระบบยุติธรรมที่ ‘ไม่เท่าเทียม’ ระหว่างทหารกับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
justice-for-mey

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ภายหลังศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี อ่านคำพิพากษากรณีที่ ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตอย่างปริศนา หลังจากถูกธำรงวินัยโดยรุ่นพี่ทหาร 2 นาย ภายในโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560

 

โดยศาลทหารในชั้นฎีกา พิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท ให้รอลงอาญา 2 ปี

 

ต่อมา สุพิชา ตัญกาญจน์ หรือ เมี่ยง พี่สาวของภคพงศ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Supicha M Tanyakan’ ระบุว่า

 

“บันทึกจากพี่สาวถึงน้องชาย

วันนี้ได้มีการออกนั่งอ่านฎีกา ณ ศาล มทบ.12

คดีทำร้ายร่างกาย น.ต.ท. ภคพงศ์ ตัญกาญจน์

 

ส่วนที่ 1

ศาลสูงยืนตามศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีความผิดจริงตามฟ้องโจทก์ แต่ให้รอการจำคุกไว้ เนื่องด้วยเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ประเด็นต่อมาคือลงในฐานความผิดอาญาลหุโทษ ทำให้จำเลยยังคงรับราชการเป็นตำรวจได้ต่อไปโดยที่ไม่ต้องออกจากราชการ แต่คนตายนั้นไม่มีสิทธิแม้แต่ได้ดำรงชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ

 

ส่วนที่ 2

น.ต.ท. ภคพงศ์ นายต้องปราศจากความผิดทั้งหมด รวมถึงข้อครหาว่าเพราะนาย “โกหก” จึงต้องไปโดนธำรงวินัย

เอกสารที่แนบมานี้ ไม่ได้ถูกส่งประกอบเข้าไปในการฟ้องร้องเพราะขอเอกสารจากต้นสังกัดเข้ามาในสำนวนไม่ทัน แต่ดิฉันอยากเอาออกมาเปิดเผยให้ทุกคนได้รับทราบโดยทั่วกันว่าเรื่องทั้งหมดที่เด็กชายคนนึงต้องรับมันไว้เกิดมาจากจุดใด

 

อยากให้ทุกคนได้อ่านมันไปพร้อมๆ กันและสรุปเรื่องราวนี้ในใจของท่านเองว่าคิดเห็นอย่างไร

 

– เอกสารฉบับที่ 1 เป็นคำให้การของนักเรียนบังคับบัญชาที่พาน้องเมยเดินลงมาด้วยกัน และมีการอนุญาตให้ใช้บันไดเจ้าปัญหาแล้ว

– เอกสารฉบับที่ 2 เป็นคำให้การของจำเลย ซึ่งเป็นนักเรียนบังคับบัญชาเช่นกัน

 

โปรดตั้งใจอ่านแล้วจะเห็นจุดขัดแย้ง

 

ส่วนที่ 3 ความรู้สึกของพวกเราสามคน ในฐาน พ่อ แม่ และพี่สาว ของเด็กชายคนนึง

 

เราทั้งสามคนต้องนั่งฟังคำให้การวนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะว่าน้องเมยโกหกถึงได้รับผลเช่นนี้ ทุกปากที่มาขึ้นศาลหรือให้การกับตำรวจล้วนแล้วแต่ปรักปรำให้เด็กชายเป็นคนผิด ไม่ใช่แค่จากนักเรียนด้วยกัน แต่จากปากผู้ปกครองของเด็กอื่นๆ ก็ด้วย “ไอ้ขี้โกหก” ทำให้ทุกคนต้องมาเสียชื่อเสียง โรงเรียนได้รับผลกระทบ ทำไมครอบครัวไม่ยอมทำใจยอมรับมันซะล่ะ เพราะลูกแกนะมันเป็น “ไอ้ขี้โกหก”

 

วันนี้คุณทุกคนลองอ่านทุกตัวหนังสือเสียใหม่นะว่าเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นยังไง แล้วใครกันที่โกหก

 

ส่วนที่ 4

ถึงผู้ปกครองส่วนมากก็ดี แต่ก็มีอีกส่วนที่รักโรงเรียนเสียยิ่งกว่าอะไรจนจับต้องไม่ได้ ฟังนะสิ่งที่ทำไปทั้งหมด มันจะไปกระทบกองทัพ โรงเรียน หรือ ปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร มันก็ถูกต้องแล้วที่หน่วยงานพวกนี้จะถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกอย่างโปร่งใส ถ้าให้ตรวจสอบกันเองพวกคุณก็ให้การเข้าข้างกันแบบนี้แหละ เป็นนักเรียนยังขนาดนี้เติบใหญ่จะเป็นขนาดไหน…

อย่างน้อยเด็กชายที่ตายไปได้สร้างแรงกระเพื่อมทิ้งไว้ ทำให้ระบบอะไรๆ มันดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ก็มองข้อดีในตรงนี้กันบ้าง เพราะฉันรู้ว่ามันจริง

 

ส่วนที่ 5

วันนี้เดินทางมาสุดสายปลายทางของคดีแรกแล้ว พวกเราทำสำเร็จแล้วนะเมย แต่ถึงมันจะไม่ได้รู้สึกว่ายุติธรรมมากพอ แต่มันก็สำเร็จแล้ว ฉันล้างมลทินทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้นายแล้ว ขอบคุณพ่อกับแม่ที่หัวใจแหลกสลายแค่ไหนแต่ก็แข็งแกร่งมากพอที่จะอยู่และทนรับความเจ็บปวดนี้ไว้

 

สุดท้ายนี้ ฉันอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการพิจารณาความ

– อะไรที่เป็นอาญาทหารก็ให้ไปขึ้นศาลทหาร

– เหตุอะไรที่เกิดในกฎหมายอื่นก็อยากให้ไปขึ้นศาลพลเรือน เพราะการพิจารณาคดีมันแตกต่างกันจริงๆ

 

โกหกใครโกหกได้ แต่ใจเราโกหกตัวเองไม่ได้ เพราะฉันยืนตามความจริงมาตลอด ฉันถึงแข็งแกร่ง ฉันถึงพูดออกมาโดยไม่เกรงกลัวใดๆ”

 

อ้างอิง :

The post 8 ปีคดีน้องเมย กับคำพิพากษาที่ปลายทาง พี่สาววอนเปลี่ยนระบบยุติธรรมที่ ‘ไม่เท่าเทียม’ ระหว่างทหารกับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มอ่านคำพิพากษา ตุลาการศาลปกครองสูงสุดนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ชี้ขาด ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน คดีจำนำข้าวหรือไม่ https://thestandard.co/yingluck-rice-case-verdict/ Thu, 22 May 2025 07:41:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1077116 yingluck-rice-case-verdict

วันนี้ (22 พฤษภาคม) เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด โดย ไ […]

The post เริ่มอ่านคำพิพากษา ตุลาการศาลปกครองสูงสุดนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ชี้ขาด ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน คดีจำนำข้าวหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
yingluck-rice-case-verdict

วันนี้ (22 พฤษภาคม) เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด โดย ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด และตุลาการเจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่กระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่สั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ เป็นเงิน 35,717,273,028 บาท

 

ในคดีที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ อนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร กรณีที่ร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

สำหรับคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ากระทรวงการคลังยอมรับว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ายิ่งลักษณ์เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง และขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

The post เริ่มอ่านคำพิพากษา ตุลาการศาลปกครองสูงสุดนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ชี้ขาด ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้ 3.5 หมื่นล้าน คดีจำนำข้าวหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดถกปม พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ถูกสั่งออกจากราชการฯ ก่อนแจ้งคู่ความทั้งสองฝ่าย https://thestandard.co/administrative-surachate-termination/ Wed, 13 Nov 2024 08:08:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1008126 พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) มีรายงานว่า ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ […]

The post ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดถกปม พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ถูกสั่งออกจากราชการฯ ก่อนแจ้งคู่ความทั้งสองฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) มีรายงานว่า ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานการประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 

 

โดยในที่ประชุมใหญ่มีการนำประเด็นข้อกฎหมายในคดีหมายเลขดำที่ ฟ. 117/2567 ที่ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา 

 

โดยประธานศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดมาพิจารณาชี้ขาด

 

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด จะมีองค์คณะที่พิจารณาสำนวน 5 คน ทำหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อเสนอความเห็นต่อที่ประชุมใหญ่ และจากนั้นที่ประชุมใหญ่จะมีการอภิปรายมติเป็นคำพิพากษาคำสั่งต่อไป

 

ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติแล้ว มติดังกล่าวจะถูกส่งไปยังองค์คณะศาลปกครองสูงสุดทั้ง 5 คน คำสั่งดังกล่าวจะถูกแจ้งไปยังคู่ความทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นไปโดยเปิดเผย

 

สำหรับคดีนี้ พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ฟ้องสรุปว่า เดิมผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน 

 

กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน กรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ BNK Master จนถูกดำเนินคดีอาญาและถูกศาลอาญาออกหมายจับ ในความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และมีการทำผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน 

 

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งออกจากราชการไว้ก่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือที่ ตช 0083(อธ)/933 วันที่ 5 สิงหาคม 2567 เรื่อง แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เรื่องดำที่ อธ. 100/2567 เรื่องแดงที่ อธ. 33/2567 โดยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์และยกคำขอวิธีการชั่วคราวฯ 

 

The post ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดถกปม พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ ถูกสั่งออกจากราชการฯ ก่อนแจ้งคู่ความทั้งสองฝ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลออกหมายจับหลานชายอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ คดีล่วงละเมิดทางเพศเมื่อปี 65 ยึดเงินประกัน 1 ล้านบาท หลังไม่มาฟังคำพิพากษาตามนัด https://thestandard.co/court-grandson-former-minister-sexual-abuse-case/ Wed, 31 Jul 2024 08:38:32 +0000 https://thestandard.co/?p=965474

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังค […]

The post ศาลออกหมายจับหลานชายอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ คดีล่วงละเมิดทางเพศเมื่อปี 65 ยึดเงินประกัน 1 ล้านบาท หลังไม่มาฟังคำพิพากษาตามนัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีความผิดทางเพศ หมายเลขดำ อ.2878/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง อภิดิศร์ อินทุลักษณ์ อายุ 36 ปี นักธุรกิจและหลานชายอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นจำเลย ในความผิดฐานกระทำชำเราและอนาจารหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภรรยาตนโดยใช้กำลังประทุษร้าย

 

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2565 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้บังอาจข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจาร จอย (นามสมมติ) อายุ 21 ปี ผู้เสียหาย โดยจำเลยนำเหล้าให้ผู้เสียหายดื่มจนมีอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้ม ไม่รู้สึกตัว แล้วจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและไม่อาจขัดขืนได้ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัว

 

วันนี้ทนายโจทก์และผู้เสียหายเดินทางมาศาล แต่ไม่ปรากฏตัวจำเลยมาแต่อย่างใด

 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่ได้มาศาล ไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติกรรมเชื่อได้ว่าจำเลยหลีกเลี่ยงมาฟังการพิจารณาคดี จึงให้ออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา ให้ยึดเงินประกันจำเลยจำนวน 1 ล้านบาท และให้เลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 20 กันยายน 2567 เวลา 09.00 น.

 

มีรายงานว่าเวลา 11.00 น. ผู้เป็นตัวแทนจำเลยได้มาแจ้งต่อหน้าบัลลังก์ศาลว่าจำเลยกำลังเดินทางมา ทางศาลจึงรอให้โอกาส จนกระทั่งเวลา 13.00 น. ไม่ปรากฏว่ามีทนาย ตัวแทน หรือจำเลย มาแสดงตัวต่อศาล จึงให้ออกหมายจับตามที่ศาลพิเคราะห์ข้างต้น

 

ด้านผู้เสียหายเปิดเผยหลังฟังการพิจารณาว่า ตนไม่ได้เข้มแข็งขนาดที่จะมาฟังคำพิพากษาด้วยตนเองเช่นนี้ และก็ไม่ทราบด้วยว่าคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ตนเสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ คดีนานมาหลายปี อยากให้มันจบ แต่อีกฝ่ายก็ไม่มา เมื่อศาลออกหมายจับแล้วจึงอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ให้เรื่องทุกอย่างจบไวๆ คลี่คลายโดยเร็วและดีขึ้น

 

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาอีกฝ่ายได้ติดต่อบ้างหรือไม่ ผู้เสียหายกล่าวว่า มีส่งทนายโทรมาหาเรื่อยๆ เมื่อวาน (30 กรกฎาคม) ติดต่อมานัดให้ออกไปเจอ ทางเราบอกว่าให้ไปคุยกันที่ศาล จากนี้จะไม่มีการยอมไกล่เกลี่ยใดๆ

 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะฝากถึงจำเลยหรือไม่ ผู้เสียหายกล่าวว่า ให้เลิกหนีและเข้ามาตามกระบวนกฎหมาย ถ้าผิดก็มายอมรับในส่วนนี้ จะได้เสร็จสิ้นจบๆ กันไป

The post ศาลออกหมายจับหลานชายอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ คดีล่วงละเมิดทางเพศเมื่อปี 65 ยึดเงินประกัน 1 ล้านบาท หลังไม่มาฟังคำพิพากษาตามนัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ กทม.-กรุงเทพธนาคม ร่วมกันชดใช้หนี้บีทีเอสสายสีเขียวกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/bkk-thanakom-bts-green-line-debt/ Fri, 26 Jul 2024 08:13:11 +0000 https://thestandard.co/?p=963298

วันนี้ (26 กรกฎาคม) ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปก […]

The post ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ กทม.-กรุงเทพธนาคม ร่วมกันชดใช้หนี้บีทีเอสสายสีเขียวกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 กรกฎาคม) ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2226/2565 ที่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC (ผู้ฟ้องคดี) กับ กรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ KT (ผู้ถูกฟ้องคดี)

 

คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว) คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผิดสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 ตามสัญญาเลขที่ กธ.ส.006/55 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ส่วนต่อขยายที่ 2 ตามสัญญาเลขที่ กธ.ส.024/59 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2559

 

กรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชำระค่าตอบแทนตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 18 กันยายน 2563 และหนังสือลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ทวงถามไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญาแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้อง

 

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกัน หรือแทนกันชำระเงินสำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 2,348,659,232 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 2,199,091,830 บาท

 

และสำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 9,406,418,719 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 8,786,765,195 บาท ตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งประกาศโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับเงินกู้สกุลเงินบาท บวกร้อยละ 1 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยให้ชำระแล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

 

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเห็นว่า การที่กรุงเทพมหานครดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 และมอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจที่กรุงเทพมหานครถือหุ้นร้อยละ 99.98 เพื่อให้การดำเนินกิจการสาธารณะของกรุงเทพมหานครมีความคล่องตัว

 

ดังนั้น เมื่อบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด มีหนี้ค้างชำระตามสัญญา การให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครกับบีทีเอส ทั้งในส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 กรุงเทพมหานครจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ให้กับบีทีเอสด้วย

 

แก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

 

เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชำระเงิน สำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 2,348,659,232 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 2,199,091,830.27 บาท และสำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 9,406,418,719 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 8,786,765,195 บาท

 

ตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งประกาศโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับเงินกู้สกุลเงินบาท บวกร้อยละ 1 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

The post ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ กทม.-กรุงเทพธนาคม ร่วมกันชดใช้หนี้บีทีเอสสายสีเขียวกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมเหตุการณ์ ตัวแปรสำคัญการเมืองไทยเดือนสิงหาคม https://thestandard.co/thailand-august-politics-important-events-2024/ Fri, 26 Jul 2024 04:58:09 +0000 https://thestandard.co/?p=963148 การเมืองไทย เดือนสิงหาคม

‘เดือนสิงหาคม’ แม้ฝนจะชุ่มฉ่ำ แต่สถานการณ์การเมืองกลับม […]

The post รวมเหตุการณ์ ตัวแปรสำคัญการเมืองไทยเดือนสิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเมืองไทย เดือนสิงหาคม

‘เดือนสิงหาคม’ แม้ฝนจะชุ่มฉ่ำ แต่สถานการณ์การเมืองกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เพราะมี 5 เหตุการณ์สำคัญให้ปักหมุดในปฏิทิน ทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญให้การเมืองไทยต้องพลิกผัน

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ตสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิที่มีสมาร์ทโฟนในวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งนับเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่หลายประเด็นอาจยังไม่เห็นภาพชัดเจน เช่น วันใช้งานของนโยบาย กำหนดไว้เพียงว่าจะได้ใช้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้

 

ขณะที่การเมืองภาพใหญ่จะต้องจับตาการอ่านคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแถลงด้วยวาจา คดียุบพรรคก้าวไกล พรรคฝ่ายค้านของคนรุ่นใหม่ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมืองในสภา และในวันที่ 14 สิงหาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะแถลงด้วยวาจา คดีคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ยังคงต้องจับตาในวันที่ 19 สิงหาคม ที่จะมีการตรวจพยาน-หลักฐาน คดีมาตรา 112 ของ ทักษิณ ชินวัตร กรณีสัมภาษณ์สื่อเกาหลีปี 2558 และครบ 6 เดือน กำหนดทักษิณพักโทษ รับใบบริสุทธิ์ รับรองว่าบุคคลนั้นพ้นโทษแล้ว จากกรมราชทัณฑ์ จากคดีเอ็กซิมแบงก์, หวยบนดิน และการแก้ไขสัมปทานเอื้อ ชิน คอร์ปอเรชั่น ในวันที่ 22 สิงหาคม

 

 

รวมเหตุการณ์ ตัวแปรสำคัญการเมืองไทยเดือนสิงหาคม

 

  • 1 ส.ค. เปิดลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ตคนมีสมาร์ทโฟนวันแรก
  • 7 ส.ค. ศาล รธน. นัดฟังคำวินิจฉัย คดียุบพรรคก้าวไกล 
  • 14 ส.ค. ศาล รธน. นัดฟังคำวินิจฉัย คดีถอดถอนนายกฯ
  • 19 ส.ค. ทักษิณ ตรวจพยาน-หลักฐาน คดี ม.112 
  • 22 ส.ค. จับตาทักษิณพ้นพักโทษ ได้รับใบบริสุทธิ์

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง: THE STANDARD รวบรวม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2567

The post รวมเหตุการณ์ ตัวแปรสำคัญการเมืองไทยเดือนสิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลพิจิตรพิพากษา อดีต สว. กิตติศักดิ์ นำมวลชนบุกวัดบางคลาน จำคุก 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ห้ามก่อเหตุซ้ำ https://thestandard.co/ex-senator-kittisak-suspended-sentence-probation/ Wed, 24 Jul 2024 09:49:33 +0000 https://thestandard.co/?p=962357

วันนี้ (24 กรกฎาคม) ที่ศาลจังหวัดพิจิตร ผู้พิพากษาได้ออ […]

The post ศาลพิจิตรพิพากษา อดีต สว. กิตติศักดิ์ นำมวลชนบุกวัดบางคลาน จำคุก 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ห้ามก่อเหตุซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 กรกฎาคม) ที่ศาลจังหวัดพิจิตร ผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์ 10 อ่านคำพิพากษาคดีที่วัดบางคลานยื่นฟ้อง กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จากกรณีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 กิตติศักดิ์ จำเลยได้นำมวลชนบุกวัดหิรัญญาราม หรือวัดบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ปิดกุฏิรักษาการเจ้าอาวาส และขับไล่รักษาการเจ้าอาวาส

 

ศาลพิพากษาว่า กิตติศักดิ์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของกิตติศักดิ์เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น กับฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท

 

จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น คงเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท รวมจำคุกทั้งหมด 12 เดือน และปรับเป็นเงิน 16,500 บาท และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมประพฤติไว้ 1 ปี

 

ทั้งนี้ ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันกับคดีนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ความผิดหลายกรรม

 

ส่วนคดีที่กิตติศักดิ์นำชายฉกรรจ์ชุดดำบุกทำร้ายร่างกายพระสงฆ์ ไวยาวัจกร และคนงาน ภายในวัดบางคลาน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปวันที่ 4 กันยายน 2567 เนื่องจากจำเลยที่ 7 ไม่มาศาล

The post ศาลพิจิตรพิพากษา อดีต สว. กิตติศักดิ์ นำมวลชนบุกวัดบางคลาน จำคุก 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ห้ามก่อเหตุซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำพิพากษาคดีเสียชีวิตน้องชมพู่ กับโทษจำคุก 20 ปีของลุงพล ไชย์พล ด้วยหลักฐานผมที่ถูกตัด-ข้อพิรุธโทรศัพท์ 1 เครื่อง https://thestandard.co/chompoo-case-adjudication/ Wed, 20 Dec 2023 07:10:30 +0000 https://thestandard.co/?p=878920 น้องชมพู่

วันนี้ (20 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดมุกดาหาร อ่ […]

The post เปิดคำพิพากษาคดีเสียชีวิตน้องชมพู่ กับโทษจำคุก 20 ปีของลุงพล ไชย์พล ด้วยหลักฐานผมที่ถูกตัด-ข้อพิรุธโทรศัพท์ 1 เครื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้องชมพู่

วันนี้ (20 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดมุกดาหาร อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ 1013/2564 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร โจทก์ สาวิตรี วงศ์ศรีชา โจทก์ร่วมที่ 1 อนามัย วงศ์ศรีชา โจทก์ร่วมที่ 2 กับ ไชย์พล วิภา จำเลยที่ 1 และ สมพร หลาบโพธิ์ จำเลยที่ 2 โดยมีโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง

 

โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 จำเลยที่ 1 พราก ชมพู่-อรวรรณ วงศ์ศรีชา อายุ 3 ปีเศษ ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากโจทก์ร่วมทั้งสองคือมารดาและบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เมื่อระหว่างวันที่ 11-13 พฤษภาคม 2563 จำเลยที่ 1 โดยเจตนาฆ่า นำอรวรรณซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 9 ปีไปทอดทิ้ง ณ เขาภูเหล็กไฟเพียงลำพัง โดยไม่มีอาหารและน้ำดื่มเพื่อให้อรวรรณพ้นไปเสียจากตน

 

โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล เป็นเหตุให้อรวรรณถึงแก่ความตาย และเมื่อระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2563 ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จ จำเลยทั้งสองร่วมกันเคลื่อนย้ายศพผู้ตายแล้วถอดเสื้อผ้าและกางเกงออก เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่พบศพเข้าใจว่าผู้ตายถูกล่วงละเมิดทางเพศ และถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพผู้ตายหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป

 

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่พบศพอรวรรณผู้ตายอยู่บนเขาภูเหล็กไฟ ห่างจากจุดที่มีคนพบเห็นผู้ตายครั้งสุดท้ายประมาณ 1.5 กิโลเมตร และเป็นทางลาดชัน ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีการตรวจพบเส้นผมผู้ตายหลายเส้นที่มีลักษณะถูกตัดด้วยของแข็งมีคม จึงเชื่อว่าผู้ตายซึ่งมีอายุเพียง 3 ปีเศษไม่สามารถเดินขึ้นไปถึงบริเวณที่พบศพ และใช้ของแข็งมีคมตัดเส้นผมของตนเองได้ แต่ต้องมีคนร้ายพาผู้ตายไป

 

ปัญหาต่อมาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายหรือไม่ เห็นว่า ประการแรก ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 09.00 น. ผู้ตายเล่นอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก และมี ก. พี่สาวผู้ตายนอนเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ใกล้เคียง กระทั่งเวลาประมาณ 09.50 น. ก. มองหาผู้ตายไม่เห็นจึงออกตามหา ดังนั้นผู้ตายต้องหายตัวไปก่อนช่วงเวลาดังกล่าว โดย ก. เบิกความว่าไม่ได้ยินเสียงผู้ตายร้องแต่อย่างใด เชื่อว่าคนร้ายที่พาผู้ตายไปต้องเป็นญาติหรือบุคคลใกล้ชิดในหมู่บ้านที่ผู้ตายรู้จักดี เนื่องจากผู้ตายจะร้องไห้หากถูกคนแปลกหน้าอุ้ม 

 

เจ้าพนักงานตำรวจจึงสืบสวนกลุ่มบุคคลดังกล่าว 14 คน แบ่งเป็นญาติ 12 คน และบุคคลใกล้ชิด 2 คน พบว่า 13 คนมีหลักฐานยืนยันที่อยู่หรือตำแหน่งอ้างอิงจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ชัดเจน ยกเว้นจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่สามารถยืนยันฐานที่อยู่ได้แน่ชัดในเวลาที่ผู้ตายหายตัวไป

 

ประการที่สอง จำเลยที่ 1 ให้การเป็นข้อพิรุธหลายอย่าง เช่น จำเลยที่ 1 ให้การกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนว่า วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 มีนัดไปรับพระ ส. ที่วัดถ้ำภูผาแอก ขณะเดินทางไปวัด จำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าผู้ตายหายตัวไป แต่ครอบครัวของจำเลยทั้งสองมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียวอยู่กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 2 จะโทรศัพท์แจ้งเรื่องแก่จำเลยที่ 1 อีกทั้งพระ บ. ซึ่งจำวัดอยู่ที่วัดถ้ำภูผาแอกเช่นกันยืนยันว่า วันดังกล่าวเวลาประมาณ 10.00 น. จำเลยที่ 1 เดินทางไปถึงวัดและพูดกับพระ บ. ว่า หลานหายเกือบไม่ได้ไปส่งพระ ทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวต้องยังไม่ทราบเหตุว่าผู้ตายหายตัวไป

 

ประการที่สาม พยานโจทก์ปาก ว. และ พ. ให้การในชั้นสอบสวนว่า พยานเห็นจำเลยที่ 1 อยู่บริเวณสวนยางพารา ซึ่งเป็นทางเดินที่สามารถเข้าถึงจุดที่ผู้ตายหายตัวไป ในช่วงเวลาที่คนร้ายลงมือกระทำความผิด โดยขณะที่มีการสอบสวนเรื่องนี้ จำเลยที่ 1 พยายามไปพูดคุยกับ ว. ให้  ว. บอกเจ้าพนักงานตำรวจว่า ว. พบจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลา 07.00 น. ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เพื่อไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจสงสัยจำเลยที่ 1

 

จึงเป็นข้อพิรุธว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด เหตุใดต้องพูดจาในลักษณะดังกล่าวกับพยานที่ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามข้อเท็จจริงที่ตนรู้เห็น แม้ต่อมาในขณะสืบพยาน พ. จะเบิกความว่า ตนไม่ได้เห็นจำเลยที่ 1 บริเวณสวนยางพารา แต่ก็เป็นการกลับคำภายหลังเกิดเหตุกว่า 2 ปี ซึ่งอาจทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 คำให้การในชั้นสอบสวนของ พ. จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่า

 

ประการสุดท้าย ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจตั้งข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย จึงมีการเข้าตรวจค้นรถยนต์จำเลยที่ 1 พบเส้นผม 16 เส้น และวัตถุพยานอื่น โดยผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับคำเบิกความของพยานผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่า เส้นผม 1 เส้นที่ตกอยู่ในรถยนต์จำเลยที่ 1 มีองศาของรอยตัด หน้าตัด และพื้นผิวด้านข้างตรงกันกับเส้นผมผู้ตาย 2 เส้น ซึ่งตรวจเก็บได้จากบริเวณที่พบศพผู้ตาย เส้นผมทั้ง 3 เส้นดังกล่าว จึงถูกตัดในคราวเดียวกันด้วยวัตถุของแข็งมีคมชนิดเดียวกัน เชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ของแข็งมีคมตัดเส้นผมผู้ตาย แต่ด้วยเหตุที่เส้นผมมีขนาดเล็กมาก จำเลยที่ 1 จึงไม่สังเกตว่ามีเส้นผมผู้ตายเส้นหนึ่งตกอยู่ในรถยนต์ของตน

 

ทั้งนี้ การสืบสวนสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจในคดีนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังจำเลยที่ 1 มาแต่แรก หากเกิดจากการรวบรวมพยานหลักฐานและตั้งข้อสันนิษฐานอย่างเป็นลำดับขั้นตอนดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้ที่เกี่ยวข้องคนใดมีสาเหตุโกรธเคือง หรือมูลเหตุชักจูงใจในการใส่ร้ายจำเลยที่ 1 จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่พาผู้ตายขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟ

 

ปัญหาต่อมาต้องวินิจฉัยว่า ขณะพาผู้ตายขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟ จำเลยที่ 1 รู้หรือไม่ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมทั้งสองหรือผู้ตายมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าหรือเจตนาทอดทิ้งผู้ตาย ประกอบกับรายงานการตรวจศพผู้ตายพบรอยช้ำใต้หนังศีรษะ บริเวณหน้าผากด้านซ้ายและท้ายทอยเป็นจ้ำๆ จึงอาจเป็นกรณีที่ผู้ตายหมดสติไป ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตรวจดูให้ดีเลยพาผู้ตายไปทิ้งไว้บนเขาภูเหล็กไฟ 

 

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเคลื่อนย้ายศพนั้น เห็นว่าภายหลังวันเกิดเหตุจนถึงวันที่พบศพผู้ตาย โจทก์ไม่มีพยานคนใดเบิกความว่าเห็นจำเลยทั้งสองขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟ แม้ผลการตรวจเส้นผม 3 เส้นจากบริเวณที่พบศพผู้ตายมี mtDNA ตรงกับจำเลยที่ 2 แต่การตรวจหา mtDNA นั้นไม่สามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้ 

 

เพียงแต่ระบุได้ว่าเป็นเส้นผมของบุคคลที่อยู่ในสายมารดาเดียวกับผู้ตายเท่านั้น เส้นผมดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องเป็นของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองในข้อหานี้

 

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 317 วรรคแรก ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

 

อนึ่ง คดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร ตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้งว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีข้อสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 เห็นควรพิพากษายกฟ้อง จึงให้รวมไว้ในสำนวน ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (1)

The post เปิดคำพิพากษาคดีเสียชีวิตน้องชมพู่ กับโทษจำคุก 20 ปีของลุงพล ไชย์พล ด้วยหลักฐานผมที่ถูกตัด-ข้อพิรุธโทรศัพท์ 1 เครื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>