คารม พลพรกลาง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คารม-พลพรกลาง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Jun 2025 04:39:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คารมอำลาตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล หลังภูมิใจไทยถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาล ย้ำนักการเมืองไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าศักดิ์ศรีประเทศ https://thestandard.co/karom-resigns-deputy-spokesperson/ Fri, 20 Jun 2025 04:39:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1087120 คารม พลพรกลาง ยืนให้สัมภาษณ์สื่อหน้าทำเนียบรัฐบาลหลังลาออกจากตำแหน่ง

วันนี้ (20 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง อดีตรองโฆษกประจำสำนั […]

The post คารมอำลาตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล หลังภูมิใจไทยถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาล ย้ำนักการเมืองไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าศักดิ์ศรีประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คารม พลพรกลาง ยืนให้สัมภาษณ์สื่อหน้าทำเนียบรัฐบาลหลังลาออกจากตำแหน่ง

วันนี้ (20 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายหลังลาออกจากตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

 

จากนั้นคารมให้สัมภาษณ์ว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว พร้อมย้ำว่าข้าราชการในทำเนียบรัฐบาลเก่งเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ แล้วถ้านักการเมืองเก่ง ผู้นำทางการเมืองเก่ง บ้านเมืองก็จะไปได้

 

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ตนก็เห็นด้วย เพราะความเป็นนักการเมืองไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศชาติ และคิดว่าจากนี้ไปจะมีความอ่อนไหวอย่างมากว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร 

 

คารมระบุอีกว่า บ้านเมืองนี้ศักดิ์สิทธิ์ ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรส่วนตัวก็หวั่นๆ เหมือนกัน ในฐานะที่อยู่การเมืองมานานเมื่อเห็นสถานการณ์อย่างนี้แล้วจะไปต่ออย่างไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น 2-3 ที่ผ่านมามันเป็นเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งส่งผลกระทบกับความรู้สึกของประชาชน 

 

และจากที่ได้ฟังคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี ก็เห็นใจนายกฯ ไม่รู้จะตีความอย่างไร แต่ถ้าสันนิษฐานในฐานะนักกฎหมาย หลายคนพยายามแจ้งความนายกฯในเรื่องข้อหาความมั่นคง แต่ต้องไปดูเจตนาคำพูดของนายกฯ อยู่ที่การตีความว่าเป็นเทคนิคการพูดอย่างไร 

 

คารมกล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวชี้วัดสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้ไป อย่างไรก็ตาม ตนเป็นห่วงบ้านเมืองมาก เพราะนอกจากปัญหาปากท้องพอมีคลิปออกมาก็เป็นเรื่องปัญหาความมั่นคง เมื่อปัญหามาทับซ้อนกันก็ขอให้กำลังใจรัฐบาล

 

คารมยังระบุอีกว่า ขณะนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ได้มีการเรียกประชุมเพื่อกำหนดทิศการทำงาน แต่ทิศทางการเมืองอยู่ที่หัวหน้าพรรคว่าอย่างไรตนก็ว่าเช่นนั้น

 

คารม พลพรกลาง ยืนให้สัมภาษณ์สื่อหน้าทำเนียบรัฐบาลหลังลาออกจากตำแหน่ง

The post คารมอำลาตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล หลังภูมิใจไทยถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาล ย้ำนักการเมืองไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าศักดิ์ศรีประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเดินหน้าปราบแรงงานต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย ดำเนินคดีแล้ว 2,575 คน ย้ำลักลอบทำงานมีโทษทั้งจำทั้งปรับ https://thestandard.co/illegal-foreign-workers-thailand-crackdown/ Sat, 14 Jun 2025 02:42:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1084936 เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบ แรงงานต่างชาติ ในสถานประกอบการทั่วประเทศ

วันนี้ (14 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนาย […]

The post รัฐบาลเดินหน้าปราบแรงงานต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย ดำเนินคดีแล้ว 2,575 คน ย้ำลักลอบทำงานมีโทษทั้งจำทั้งปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบ แรงงานต่างชาติ ในสถานประกอบการทั่วประเทศ

วันนี้ (14 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้เผชิญสถานการณ์ แรงงานต่างชาติลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการแย่งงานของคนไทยโดย เช่น แรงงานในตลาดนัด ตลาดสด ลูกจ้างร้านทำเล็บ อู่ซ่อมรถ แผงค้าขาย รถเข็น และแอบค้าขายออนไลน์ เป็นต้น 

 

เพื่อรักษาเสถียรภาพแรงงานไทยในประเทศ รวมทั้งป้องกันปัญหาจากการจ้างงานผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในสังคมระยะยาว รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังปราบปรามแรงงานต่างชาติลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

 

คารม กล่าวว่า ผลการดำเนินการในปีงบประมาณ 2568 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 18 เมษายน 2568) เข้าตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างชาติทั่วประเทศแล้ว จำนวน 38,734 แห่ง ดำเนินคดี 1,329 แห่ง และตรวจสอบแรงงานต่างชาติ จำนวน 523,706 คน 

 

แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 398,493 คน กัมพูชา 70,371 คน ลาว 32,983 คน เวียดนาม 522 คน จีน 9,189 คน และสัญชาติอื่นๆ 12,148 คน มีการดำเนินคดีกับแรงงานต่างชาติทั้งสิ้น 2,575 คน ในจำนวนนี้ พบเป็นการแย่งอาชีพคนไทยถึง 883 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 481 คน กัมพูชา 139 คน ลาว 109 คน อินเดีย 24 คน เวียดนาม 54 คน จีน 21 คน และสัญชาติอื่นๆ 55 คน 

 

อาชีพที่พบคนต่างชาติแย่งอาชีพมากที่สุด ได้แก่ งานเร่ขายสินค้า งานตัดผม งานขับขี่ยานพาหนะ และงานนวด ตามลำดับ ส่วนงานที่คนต่างชาติถูกดำเนินคดีเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ได้แก่ งานขายของหน้าร้าน งานช่างก่อสร้าง และงานกรรมกร ตามลำดับ

 

คารม กล่าวว่า รัฐบาลขอย้ำเตือนแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ 

 

ขณะที่นายจ้างหรือสถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี 

 

หากประชาชนพบเห็นการจ้างแรงงานต่างชาติโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

The post รัฐบาลเดินหน้าปราบแรงงานต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย ดำเนินคดีแล้ว 2,575 คน ย้ำลักลอบทำงานมีโทษทั้งจำทั้งปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อว. ใช้ AI รับรองหลักสูตรอุดมศึกษา รวดเร็ว แม่นยำขึ้น พร้อมเปิดช่องทาง Fast Track หลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากต่างประเทศ https://thestandard.co/ai-speeds-up-higher-education/ Sat, 07 Jun 2025 04:22:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1082735 ai-speeds-up-higher-education

วันนี้ (7 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post อว. ใช้ AI รับรองหลักสูตรอุดมศึกษา รวดเร็ว แม่นยำขึ้น พร้อมเปิดช่องทาง Fast Track หลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ai-speeds-up-higher-education

วันนี้ (7 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยกระดับมาตรฐานการอุดมศึกษา ด้วยการประกาศใช้ ประกาศเรื่อง การรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาของหลักสูตรการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568 ซึ่งจะนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในกระบวนการตรวจสอบและรับรองหลักสูตร เพื่อให้เกิดคุณภาพ ความถูกต้องแม่นยำ และความรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ประกาศฉบับนี้ผ่านการประชาพิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและรับรองหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เรียน สังคม และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

 

กมอ. จะพิจารณาความถูกต้องของหลักสูตรใน 3 มิติหลัก ได้แก่

 

1. ความสอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร 8 ข้อ
2. ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
3. การดำเนินการจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้และระบบบริหารหลักสูตรอย่างมีคุณภาพ

 

สำหรับหลักสูตรที่ผ่านการรับรอง จะได้รับการรับรองนาน 5 ปี และหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่มีระยะเวลาการศึกษาเกิน 5 ปี จะได้รับการขยายเวลารับรองเพิ่มอีก 1 ปี นอกจากนี้ สถาบันอุดมศึกษาจะต้องมีระบบติดตามผลการดำเนินงานของหลักสูตร ภายในภาคเรียนที่ 1 หลังจากผู้เรียนรุ่นแรกจบการศึกษา โดยรายงานข้อมูลผลการเรียนรู้ของนักศึกษาและการบริหารหลักสูตรผ่าน ระบบ CISA

 

การเปิดช่องทาง Fast Track ใน 2 กรณี
หลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานนานาชาติ สามารถยื่นตรวจเฉพาะความสอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐาน 8 ข้อเท่านั้น
หลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก กมอ. แล้ว สามารถยื่นขอยกเว้นการติดตามผลการจัดการศึกษา

 

“รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันการศึกษาไทยให้มีความทันสมัย ปรับปรุงหลักสูตรฉบับใหม่ให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบ พร้อมเปิดช่องทาง Fast Track สำหรับหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานต่างประเทศที่มีชื่อเสียง เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระของสถาบันอุดมศึกษา และเพื่อประโยชน์สูงสุดของนักศึกษาในอนาคต” คารมกล่าวทิ้งท้าย

The post อว. ใช้ AI รับรองหลักสูตรอุดมศึกษา รวดเร็ว แม่นยำขึ้น พร้อมเปิดช่องทาง Fast Track หลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เห็นชอบ ปรับปรุงแผนที่ One Map ไฟเขียวเพิ่มค่าตอบแทนผู้เสียหาย-จำเลยคดีอาญา เสียชีวิตสูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท https://thestandard.co/one-map-policy-update/ Wed, 04 Jun 2025 07:54:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1081797 one-map-policy-update

วันนี้ (4 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post ครม. เห็นชอบ ปรับปรุงแผนที่ One Map ไฟเขียวเพิ่มค่าตอบแทนผู้เสียหาย-จำเลยคดีอาญา เสียชีวิตสูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
one-map-policy-update

วันนี้ (4 มิถุนายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางปฏิบัติเพื่อลดขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน 1:4000 (แนวทางปฏิบัติฯ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เสนอ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเพื่อลดขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานปรับปรุงแผนที่ One Map ดังกล่าว

 

คารมกล่าวว่า การดำเนินการปรับปรุงแผนที่ One Map มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศไทยมีแนวเขตที่ดินของรัฐที่ถูกต้อง ทันสมัย ไม่ทับซ้อนกัน อยู่บนพื้นฐานมาตราส่วน 1 : 4000 ให้ทุกส่วนราชการใช้และยึดถือในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศอย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวคิด ‘หนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ’ (One Land, One Law) 

 

โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มละ 11 จังหวัด ซึ่งที่ผ่านมาครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว 4 กลุ่ม โดยกำหนดให้หน่วยงานที่มีที่ดินของรัฐ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการดำเนินการ One Map ให้แล้วเสร็จ ภายใน 360 วัน อาจขอขยายระยะเวลาการดำเนินการได้ไม่เกิน 180 วัน

 

ไฟเขียวจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย-จำเลย คดีอาญา ตายสูงสุดไม่เกิน 3 แสน

 

คารมเปิดเผยว่า ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อ รวมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมรับความเห็นของสำนักงบประมาณและสำนักงานศาลยุติธรรมไปพิจารณา 

 

มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อัตราการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญามีความเหมาะสม ตอบสนองความต้องการของประชาชนและลดขั้นตอนที่เกินความจำเป็น ไม่เป็นภาระของประชาชน และเกิดความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนี้

 

1.หลักการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย สาระสำคัญ ในการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ให้คณะกรรมการ พิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำความผิดและสภาพความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ รวมถึงโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่นด้วย (คงเดิม)

 

2.การจ่ายค่าตอบแทนในกรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย (จ่ายแก่ทายาทของผู้เสียหาย) ให้ได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 300,000 บาท (เดิม 30,0000-100,000 บาท) ซึ่งคณะกรรมการฯ พิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย โดยคำนึงถึงค่าจัดการศพ (เดิม 20,000 บาท) ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู (เดิม 40,000 บาท) และค่าเสียหายอื่น (เดิม 40,000 บาท) มาประกอบการพิจารณา

 

3.การจ่ายค่าตอบแทนในกรณีผู้เสียหายไม่เสียชีวิต 

  • กำหนดค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 80,000 บาท (เดิม กำหนดไม่เกิน 40,000 บาท) 
  • กำหนดค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 50,000 บาท (เดิม กำหนดไม่เกิน 20,000 บาท)  
  • กำหนดค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ให้จ่ายในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่จังหวัดที่ประกอบการงาน ณ วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ (คงเดิม)  
  • กำหนดค่าตอบแทนความเสียหายอื่นให้จ่ายเป็นเงินตามจำนวนที่คณะกรรมการเห็นสมควร โดยคำนึงถึงความเสียหายทางกายหรือจิตใจ หรือความเสียหายอื่นที่ยังหลงเหลืออยู่ตามคำวินิจฉัยของแพทย์ไม่เกิน 100,000 บาท (เดิม ไม่เกิน 50,000 บาท) 
  • กำหนดค่าตอบแทนการสูญเสียอวัยวะหรือการสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือความพิการทุพพลภาพ ไม่เกิน 300,000 บาท (กำหนดขึ้นใหม่) เช่น ทุพพลภาพ 300,000 บาท – แขนขาดข้างหนึ่ง/เท้าขาดสองข้าง 245,000 บาท- ขาขาดข้างหนึ่ง 225,000 บาท – มือขาดข้างหนึ่ง 185,000 บาท เป็นต้น

 

  1. หลักเกณฑ์พิจารณาจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาให้คณะกรรมการคำนึงถึงพฤติการณ์ของคดี ความเดือดร้อนที่ได้รับและโอกาสที่จำเลยจะได้รับการชดเชยความเสียหายจากทางอื่นด้วย (คงเดิม)

 

5.การจ่ายทดแทนในกรณีผู้เสียหายไม่เสียชีวิต กรณีที่จำเลยในคดีอาญาถึงแก่ความตาย อันเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี ให้ได้รับค่าทดแทนไม่เกิน 300,000 บาท (เดิม 100,000 บาท) ให้คณะกรรมการพิจารณาค่าทดแทนแก่จำเลยในคดีอาญาโดยคำนึงถึง – ค่าจัดการศพ (เดิม 20,000 บาท) – ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู (เดิม 40,000 บาท) – ค่าเสียหายอื่น (เดิม 40,000 บาท) มาประกอบการพิจารณา

 

  1. การจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในกรณีจำเลยไม่เสียชีวิต 
  • กำหนดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 80,000 บาท หากความเจ็บป่วย ของจำเลยเป็นผลโดยตรง จากการถูกดำเนินคดี (เดิม กำหนดไม่เกิน 40,000 บาท)  
  • ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท หากความเจ็บป่วยของจำเลยเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี (คงเดิม)  
  • ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างถูกดำเนินคดี ให้จ่ายในอัตราค่าจ้าง ขั้นต่ำในท้องที่จังหวัดที่ประกอบการงาน ณ วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้นับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ (คงเดิม)  
  • ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินคดี ได้แก่ ค่าทนายความให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินคดี ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท (คงเดิม)

 

  1. การขอรับเงิน เมื่อมีการอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา (เขต กทม.) หรือผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ยุติธรรมจังหวัด (เขตต่างจังหวัด) จะเป็นผู้ลงนามใบสั่งจ่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานขอรับเงิน (เดิม ประชาชนต้องมาติดต่อ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก ยื่นคำขอ ครั้งที่สอง ขอรับเงิน

 

ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว การดำเนินการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเยียวยา คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา

The post ครม. เห็นชอบ ปรับปรุงแผนที่ One Map ไฟเขียวเพิ่มค่าตอบแทนผู้เสียหาย-จำเลยคดีอาญา เสียชีวิตสูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลห่วงสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองระวัง 5 โรคฮิตรับเปิดเทอมฤดูฝน https://thestandard.co/rainy-season-kids-disease-warning/ Sat, 17 May 2025 03:33:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1075226 ผู้ปกครองดูแลสุขภาพลูกหลาน ป้องกัน 5 โรคฮิตช่วงฤดูฝนก่อนเปิดเทอม

วันนี้ (17 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post รัฐบาลห่วงสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองระวัง 5 โรคฮิตรับเปิดเทอมฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ปกครองดูแลสุขภาพลูกหลาน ป้องกัน 5 โรคฮิตช่วงฤดูฝนก่อนเปิดเทอม

วันนี้ (17 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยสุขภาพของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนใหม่ ซึ่งมักตรงกับช่วงเริ่มต้นฤดูฝน ทำให้สภาพอากาศมีความชื้นสูง เอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อโรค จึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองเตรียมความพร้อมและดูแลสุขภาพบุตรหลานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มักมีความเสี่ยงสูงต่อโรคระบาดที่มาพร้อมกับฤดูฝน ทั้งโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อผ่านการสัมผัส และกลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ

 

คารม พลพรกลาง กล่าวว่า โรคที่พบได้บ่อยในช่วงนี้ ได้แก่

 

  1. โรคมือ เท้า ปาก: มักพบในเด็กเล็กวัยก่อนเข้าเรียนหรือต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง อาการเด่นคือมีไข้สูง มีแผลในปาก และมีผื่นที่มือและเท้า หากติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรงอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง กล้ามเนื้อ และหัวใจ
  2. โรคไข้หวัดใหญ่: มีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา เด็กจะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย อาจมีอาการไอ น้ำมูก อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวมและสมองอักเสบ
  3. โรคปอดบวม: เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่อาจพัฒนามาจากไข้หวัดธรรมดา เด็กจะมีอาการไอและมีเสมหะมาก หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย เสียงหายใจผิดปกติ บางรายอาจมีริมฝีปากเขียวคล้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณอาการรุนแรง
  4. โรคตาแดงจากไวรัส: แพร่กระจายได้ง่าย เด็กจะมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล และมีขี้ตามาก
  5. โรคไข้เลือดออก: มียุงลายเป็นพาหะ ระยะแรกเด็กจะมีไข้สูง ปวดเมื่อย มีจุดเลือดออกสีแดงตามร่างกาย ระยะที่ต้องระวังคือช่วงไข้ลด เพราะบางรายอาจเกิดภาวะช็อก และมีอาการเลือดออก เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด

 

คารม กล่าวว่า รัฐบาลห่วงใยสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองควรเสริมภูมิคุ้มกันให้บุตรหลานเพื่อป้องกันโรคระบาด โดยให้เด็กกินอาหารครบ 5 หมู่ รวมถึงผักผลไม้ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และควรนอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และมือเท้าปาก โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมนี้เวลาไปโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีคนเยอะ

 

แนะนำให้บุตรหลานรักษาความสะอาด ใช้ช้อนกลาง ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์หรือล้างมือบ่อย ๆ และสวมใส่หน้ากากอนามัย ถ้าหากพบอาการเจ็บป่วยหรืออาการผิดปกติที่น่าเป็นห่วงจะได้พาไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้ลูกหลานของเราปลอดภัยมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

 

รองโฆษกฯ ย้ำว่า ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติหรืออาการที่เข้าข่ายโรคเหล่านี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

The post รัฐบาลห่วงสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองระวัง 5 โรคฮิตรับเปิดเทอมฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง https://thestandard.co/thailand-covid-19-cases-may-2025/ Sat, 10 May 2025 03:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1073026 thailand-covid-19-cases-may-2025

วันนี้ (10 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-covid-19-cases-may-2025

วันนี้ (10 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 

 

จากข้อมูลระหว่างวันที่ 27 เมษายน-3 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยโควิดจำนวน 8,446 ราย เข้ารับการรักษาทั้งในระบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไม่รวมคนที่ติดเชื้อแล้วไม่ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กอายุ 0-4 ปี วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สถานการณ์โควิดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2568) พบว่าจำนวนผู้ป่วยโควิดสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย 

 

ทั้งนี้การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคโควิดควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. การลดการสัมผัสเชื้อโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และร้อนอยู่เสมอ ใช้ภาชนะส่วนตัว ซื้อจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร 
  2. ล้างมือบ่อยๆ ก่อนกินหลังกินอาหาร ก่อนเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า ด้วยน้ำประปากับสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีใช้แอลกอฮอล์เจลเข้มข้นอย่างน้อย 70% 
  3. ล้างผักผลไม้ถูกวิธี เปิดก๊อกน้ำไหล เกิน 5 นาที หรือล้างด้วยการแช่เบกกิ้งโซดา หรือแช่น้ำด่างทับทิม ก่อนกินหรือปอกเปลือก หรือก่อนแช่ตู้เย็น 
  4. สวมหน้ากากเหมาะสม คนปกติทั่วไปใส่หน้ากากผ้าได้ ผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยง/ป่วยโควิด หรือตรวจเชื้อให้ใส่หน้ากากเอ็น-95 ถ้าทำหัตถการใกล้ชิดให้ใส่เกราะบังหน้าและชุดพีพีอีครบชุด 

 

คารมกล่าวว่า ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนแสดงอาการ โดยจะเริ่มมีอาการป่วยหลังรับเชื้อประมาณ 3-4 วัน และหลังติดเชื้อ ควรแยกตัวอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีโอกาสแพร่เชื้อถึง 50% ในวันที่ 7 โอกาสลดลงเหลือ 25-30% และเหลือประมาณ 10% ภายในวันที่ 10 ดังนั้นควรแยกตัวจนไม่มีอาการ และตรวจ ATK ซ้ำจนได้ผลลบ 

 

นอกจากนี้แนะนำให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ โดยเฉพาะหากในครอบครัวมีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัว หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย จมูกไม่ได้กลิ่น หรือลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หากล่าช้าเกิน 48 ชั่วโมง อาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตได้

The post รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คารมเตือน กอ.รมน. อย่าตีความคนที่จงรักภักดีเป็นการโหนสถาบันฯ ชี้เป็นการกระทำที่อันตรายและไม่ฉลาด https://thestandard.co/karom-criticizes-isoc-royalty-stance/ Sun, 04 May 2025 03:31:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1070987

วันนี้ (4 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนต […]

The post คารมเตือน กอ.รมน. อย่าตีความคนที่จงรักภักดีเป็นการโหนสถาบันฯ ชี้เป็นการกระทำที่อันตรายและไม่ฉลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความคิดต่อเอกสารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ออกมากล่าวหาบุคคลหลายคน รวมทั้งกล่าวหา อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองว่า ความจริงความจงรักภักดี หรือการแสดงออกของบุคคลซึ่งเป็นการเคารพสถาบันฯ และต้องการรักษาและปกป้องสถาบันฯ นั้น กอ.รมน. น่าจะทราบว่าแตกต่างกันกับการนำสถาบันฯ มาใช้เพื่อประโยชน์ตนเองหรือที่เรียกว่าการโหนสถาบันฯ 

 

ใครๆ ก็ทราบว่าพรรคภูมิใจไทยและอนุทินมีจุดยืนเกี่ยวกับสถาบันฯ อย่างไร กล่าวคือมีจุดยืนชัดเจน ในการดำเนินการทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นพรรคการเมืองที่มีแนวทางในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งแสดงความไม่เห็นด้วยและคัดค้านในการก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือการกระทำอื่นๆ 

 

การกระทำของ กอ.รมน. ในลักษณะแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะเป็นการเข้าใจผิดระหว่างประชาชนที่มีความจงรักภักดี เคารพและปกป้องสถาบันฯ ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ให้อยู่คู่กับประเทศไทย โดยกลับไปกล่าวหาว่าเป็นการนำสถาบันฯ เอามาเพื่อประโยชน์ของตนเองในทางใดทางหนึ่งหรือในทางการเมือง 

 

หน้าที่ของ กอ.รมน. คือการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ดูว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำการใด หรือมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วนำเสนอต่อหน่วยงานความมั่นคง เพื่อทำการป้องกัน ยับยั้ง หรือดำเนินการทางการกฎหมายกับกลุ่มบุคคลหรือขบวนการเหล่านั้น 

 

“ฉะนั้นการทำงานต้องมีแม่นยำ ข้อมูลถูกต้องตามจริง ไม่ควรนำข้อมูลมั่วๆ แล้วนำมาตัดแปะ และกล่าวหาคนอื่นแบบที่เรียกว่าไม่ฉลาดแบบนี้” คารมกล่าว

The post คารมเตือน กอ.รมน. อย่าตีความคนที่จงรักภักดีเป็นการโหนสถาบันฯ ชี้เป็นการกระทำที่อันตรายและไม่ฉลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเปิดแคมเปญ ‘เปิดเทอม เติมพลัง’ ลดราคาสินค้า-บริการการศึกษา สูงสุด 74% ช่วยผู้ปกครอง https://thestandard.co/perdterm-termpalang-campaign/ Sat, 03 May 2025 05:22:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1070833

วันนี้ (3 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post รัฐบาลเปิดแคมเปญ ‘เปิดเทอม เติมพลัง’ ลดราคาสินค้า-บริการการศึกษา สูงสุด 74% ช่วยผู้ปกครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน ผ่านโครงการ ‘เปิดเทอม เติมพลัง’ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนครั้งใหญ่

 

โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ห้างค้าส่งค้าปลีก และแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมกว่า 55 ราย นำสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จำนวน 8,305 รายการ มาลดราคาพิเศษสูงสุดถึง 74% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง

 

คารมกล่าวว่า สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:

 

  1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค: จำนวน 7,490 รายการ ลดราคาสูงสุด 71%
  2. กลุ่มบริการ: จำนวน 806 รายการ ลดราคาสูงสุด 74%
  3. กลุ่มค้าออนไลน์: จำนวน 9 รายการ ลดราคาสูงสุด 70%

 

สินค้าสำคัญที่ร่วมรายการมีหลากหลาย อาทิ เครื่องแบบนักเรียน, รองเท้านักเรียน, กระเป๋านักเรียน, ตำราเรียนและหนังสือ, เครื่องเขียน, อุปกรณ์สำนักงาน, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, สื่อการเรียนการสอน, บริการกวดวิชา, อินเทอร์เน็ต, สถาบันดนตรี และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่นๆ

 

ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถหาซื้อสินค้าและบริการในโครงการนี้ได้ตามห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศรวมกว่า 24,924 แห่ง โดยโครงการมีระยะเวลา 32 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2568

 

“โครงการ ‘เปิดเทอม เติมพลัง’ คาดว่าจะสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้กว่า 300 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 900 ล้านบาท รัฐบาลจึงขอเชิญชวนผู้ปกครองและนักเรียน นิสิต นักศึกษา ใช้โอกาสนี้เลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นในราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” คารมกล่าวสรุป

The post รัฐบาลเปิดแคมเปญ ‘เปิดเทอม เติมพลัง’ ลดราคาสินค้า-บริการการศึกษา สูงสุด 74% ช่วยผู้ปกครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติงบกลางฉุกเฉิน หนุนโครงการรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ https://thestandard.co/cabinet-approves-mobile-stroke-treatment-project/ Tue, 29 Apr 2025 07:18:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1069433 รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่พร้อมเครื่อง CT scan ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

วันนี้ (29 เมษายน) ที่หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาว […]

The post ครม. อนุมัติงบกลางฉุกเฉิน หนุนโครงการรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่พร้อมเครื่อง CT scan ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

วันนี้ (29 เมษายน) ที่หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยนครพนม คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในกรอบวงเงิน 172.50 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (โครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ฯ) ในพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จำนวน 5 แห่ง ในลักษณะโครงการนำร่องของมหาวิทยาลัยมหิดล ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

 

คารมกล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวและความจำเสื่อมจากการคำนวณดัชนีการสูญเสียปีสุขภาวะ พบว่าภาวะโรคหลอดเลือดสมอง อยู่ใน 3 อันดับแรกของดัชนีการสูญเสียปีสุขภาวะของคนไทย และจากสถิติของสำนักงานหลักประกันสุขภาพในปี 2560-2565 พบว่า มีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองเพิ่มสูงขึ้นจาก 278.49 ต่อแสนประชากร อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปในปี 2560 เป็น 330.72 ต่อแสนประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปในปี 2565 ประกอบกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในปี 2566 พบว่า มีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมากถึง 349,126 ราย เสียชีวิต 36,214 ราย และจากรายงานกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 ราย ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน พบว่า ได้รับการรักษาและออกจากโรงพยาบาลด้วยอาการพิการถึงร้อยละ 70 และเสียชีวิตร้อยละ 5 

 

ดังนั้น การพัฒนาระบบทางการแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาโดยการให้ยาสลายลิ่มเลือดหรือใส่สายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือดสมองในระยะเฉียบพลันได้อย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อลดความพิการ จึงมีความสำคัญและจำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา รวมถึงการขาดแคลนประสาทแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และระบบส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ ที่เชื่อมต่อระบบปรึกษาทางไกลและการส่งต่อผู้ป่วยแบบครบวงจรซึ่งเป็นรถพยาบาลที่ประกอบด้วย เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) ระบบปรึกษาทางไกลและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจร่างกายทางระบบประสาท เพื่อช่วยวางแผนการรักษาก่อนที่จะถึงโรงพยาบาลและวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดสมองบนรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ พร้อมทั้งเชื่อมต่อระบบปรึกษาทางไกลจากประสาทแพทย์ และมีการส่งต่อผู้ป่วยแบบครบวงจรได้ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศที่มีเครือข่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต 

 

โดยโครงการนำร่องดังกล่าวเริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2567) พบว่า มีผู้รับบริการแล้วกว่า 2,200 ราย ในพื้นที่ 9 จังหวัด จากทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการรักษาได้ร้อยละ 50 เพิ่มโอกาสการได้รับยาสลายลิ่มเลือดและหรือการเปิดหลอดเลือดด้วยสายสวนสูงถึง 3 เท่า และผู้ป่วยหายจากความพิการสูงถึง 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษารูปแบบเดิม (กลุ่มผู้ป่วยที่เดินทางเข้ารับการรักษาด้วยรถฉุกเฉินทั่วไปหรือมาด้วยตนเอง) ซึ่งการรักษารูปแบบรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่สามารถลดความสูญเสียต่อผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงลดภาระในการดูแลผู้ป่วยพิการได้ในระยะยาว

 

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย สธ. อว. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มูลนิธิสมเด็จพระยุพราช และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ร่วมกับศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราชคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีแผนการให้บริการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จำนวน 21 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีชีวิตรอดจากโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันหรืออัมพาตได้ทันเวลา และเพิ่มโอกาสในการหายจากความพิการได้ 

 

อว. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในกรอบวงเงิน 172.50 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันในพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จำนวน 5 แห่ง (จังหวัดหนองคาย สกลนคร อุบลราชธานี สระแก้ว และสุราษฎร์ธานี) (5 คัน) 

 

ในลักษณะโครงการนำร่องกรอบวงเงินงบประมาณ 172.50 ล้านบาท [ส่วนที่เหลือจะของบประมาณเพื่อดำเนินการเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อีกจำนวน 16 แห่ง (16 คัน) กรอบวงเงินงบประมาณ 552.00 ล้านบาท รวมทั้งโครงการ 21 แห่ง (คัน) ทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงบประมาณ (สงป.) ได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว

 

นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ อว. โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในกรอบวงเงิน 172.50 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป เพื่อดำเนินโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ฯ ในพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 5 แห่ง ในลักษณะโครงการนำร่องและให้มีการติดตามประเมินผลโครงการดังกล่าวก่อนเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป

The post ครม. อนุมัติงบกลางฉุกเฉิน หนุนโครงการรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวง ต่ออายุใบขับขี่ไม่ต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกาย อำนวยความสะดวกประชาชนไม่ต้องมาขนส่ง https://thestandard.co/no-fitness-test-license-renewal/ Tue, 22 Apr 2025 08:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1066865

วันนี้ (22 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล คารม พลพรกลาง รองโฆ […]

The post ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวง ต่ออายุใบขับขี่ไม่ต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกาย อำนวยความสะดวกประชาชนไม่ต้องมาขนส่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ

 

สืบเนื่องจากปัจจุบันการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎกระทรวงการขอ และการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ.2563 ซึ่งกำหนดให้ประชาชนต้องมาดำเนินการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายด้วยตนเองทุกครั้งที่ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ณ ที่ทำการของนายทะเบียน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก มีภาระค่าใช้จ่าย และจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมา ณ ที่ทำการของนายทะเบียน และไม่สอดคล้องกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 และตามนโยบายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government)

 

คารม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก จึงได้จัดทำร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2563 มีสาระสำคัญ ดังนี้

 

  1. ยกเว้นการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย สำหรับการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ซึ่งผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องมีอายุไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือไม่มีเงื่อนไขด้านสภาพร่างกายตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด

 

  1. กำหนดให้ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถซึ่งมีอายุ และเงื่อนไขของสภาพร่างกาย หรือเงื่อนไขอื่นตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด ต้องทดสอบสมรรถภาพของร่างกายซึ่งอย่างน้อยต้องทำการทดสอบความสามารถของปฏิกิริยา และสายตา และผ่านการอบรม

 

  1. กฎกระทรวงนี้ให้มีผลเริ่มใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตขับรถสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ และเป็นไปตาม พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อราชการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทางมาติดต่อราชการ และยังคงมาตรฐานในการตรวจสอบ และคัดกรองผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถต่อไปประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยในหลักการ

The post ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวง ต่ออายุใบขับขี่ไม่ต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกาย อำนวยความสะดวกประชาชนไม่ต้องมาขนส่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงแรงงาน ตั้งวอร์รูม ช่วยผู้ใช้แรงงานหลังแผ่นดินไหว จ่ายเยียวยาแล้วกว่า 17 ล้านบาท https://thestandard.co/labor-ministry-17-million-paid/ Sat, 05 Apr 2025 03:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1060922

วันนี้ (5 เมษายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรั […]

The post กระทรวงแรงงาน ตั้งวอร์รูม ช่วยผู้ใช้แรงงานหลังแผ่นดินไหว จ่ายเยียวยาแล้วกว่า 17 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 เมษายน) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงแรงงาน ได้จัดตั้งวอร์รูมเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้แรงงาน ภายใน 1 ชั่วโมงทันทีที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวทั่วประเทศ

 

โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 เวลา 20.00 น. พบว่าจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมีจำนวน 59 จังหวัด และมีสถานประกอบกิจการที่ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ จำนวน 179 แห่ง ทั้งนี้ได้ดำเนินการช่วยเหลือจ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสิทธิประโยชน์ประกันสังคมทั่วประเทศแล้ว 22 ราย รวมเป็นเงิน จำนวน 17,421,479 บาท แบ่งเป็น ค่าทำศพ 850,000 บาท เงินทดแทนตาย 15,610,392 บาท เงินบำเหน็จชราภาพ 961,087 บาท

 

คารม กล่าวเพิ่มว่ากรณีตึกถล่ม มีผู้ได้รับผลกระทบยอดรวม 103 ราย จำแนกเป็น ผู้บาดเจ็บ 9 ราย โดยเป็นแรงงานไทย 6 ราย แรงงานต่างชาติ 2 ราย ไม่ทราบชื่อไม่ทราบสัญชาติ 1 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตมี 15 ราย เป็นคนไทย 10 ราย แรงงานต่างชาติ 3 ราย ยังไม่ทราบชื่อไม่ทราบสัญชาติ 2 ราย และสูญหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 79 ราย ขณะนี้ สำนักงานประกันสังคมเตรียมจ่ายสิทธิประโยชน์ประกันสังคม จำนวน 15 ราย เป็นเงิน 12,733,641 บาท

 

“ทั้งนี้ ญาติผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ สามารถนำเอกสารที่เกี่ยวข้อง มายื่นเพื่อดำเนินการขอรับสิทธิประโยชน์ได้ โดยกระทรวงแรงงานจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเอกสารครบสามารถดำเนินการให้เสร็จ ภายใน 7 วัน” คารม กล่าว

The post กระทรวงแรงงาน ตั้งวอร์รูม ช่วยผู้ใช้แรงงานหลังแผ่นดินไหว จ่ายเยียวยาแล้วกว่า 17 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสั่งคุมเข้มโรงงานน้ำแข็งช่วงอากาศร้อน ตรวจสอบระบบผลิต-ก๊าซแอมโมเนีย ป้องกันเหตุรั่วไหล https://thestandard.co/ammonia-leak-prevention-ice-factories-hot-season/ Sat, 22 Mar 2025 03:59:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1054972 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบระบบความปลอดภัยและป้องกัน ก๊าซแอมโมเนีย รั่วไหลใน โรงงานน้ำแข็งช่วงอากาศร้อนจัด

วันนี้ (22 มีนาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post รัฐบาลสั่งคุมเข้มโรงงานน้ำแข็งช่วงอากาศร้อน ตรวจสอบระบบผลิต-ก๊าซแอมโมเนีย ป้องกันเหตุรั่วไหล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบระบบความปลอดภัยและป้องกัน ก๊าซแอมโมเนีย รั่วไหลใน โรงงานน้ำแข็งช่วงอากาศร้อนจัด

วันนี้ (22 มีนาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในขณะนี้ส่งผลให้ประชาชนและร้านค้าต้องการน้ำแข็งเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งผลิตให้ทันต่อความต้องการ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ก๊าซแอมโมเนียรั่วไหลจากสถานประกอบกิจการผลิตน้ำแข็ง และส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ

 

กรมอนามัยจึงได้เตรียมมาตรการป้องกันและรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยมอบหมายให้ทีมปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล้อมของศูนย์อนามัย ประสานความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมและลดความเสี่ยงของก๊าซแอมโมเนียรั่วไหลจากโรงงานผลิตน้ำแข็ง

 

มาตรการควบคุมและป้องกันก๊าซแอมโมเนียรั่วไหล

 

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อนุญาตให้ประกอบกิจการผลิตน้ำแข็ง ได้รับมอบหมายให้แจ้งผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรการสำคัญดังนี้

 

  1. ตรวจสอบระบบการผลิตเป็นประจำ: ตรวจตราเครื่องจักร อุปกรณ์ และระบบผลิตน้ำแข็งให้อยู่ในสภาพดี ไม่มีชำรุดเสียหาย หากพบความผิดปกติต้องเร่งซ่อมแซม พร้อมรายงานผลการตรวจสอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบอย่างต่อเนื่อง

 

  1. ตรวจสอบระบบก๊าซแอมโมเนีย: ท่อส่งก๊าซ ถังบรรจุ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ตรวจวัดแรงดันต้องอยู่ในสภาพดี ไม่มีรอยร้าวหรือรั่วไหล เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน

 

  1. ประเมินความปลอดภัย: ตรวจสอบระบบดับเพลิง วันหมดอายุของถังดับเพลิง และระบบแจ้งเตือนภัยให้พร้อมใช้งานเสมอ

 

  1. ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย: ตรวจสอบให้ระบบบำบัดทำงานได้ตามมาตรฐาน พร้อมรองรับภาวะฉุกเฉินจากการรั่วไหลของก๊าซแอมโมเนีย

 

  1. จัดทำและซ้อมแผนฉุกเฉิน: โรงงานผลิตน้ำแข็งต้องมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน ซ้อมอพยพ และระบบแจ้งเตือนภัยทั้งภายในโรงงานและประชาชนโดยรอบ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตน้ำแข็งมากขึ้น

 

คารมระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก โดยเตรียมทีมปฏิบัติการ พร้อมนำแนวทางจัดการภาวะฉุกเฉินจากสารเคมีไปใช้ในพื้นที่ พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ตรวจวัดและวัสดุสำหรับการปฏิบัติงานภาคสนาม เพื่อให้สามารถรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

“รัฐบาลมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากก๊าซแอมโมเนียรั่วไหล ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย” คารมกล่าว

The post รัฐบาลสั่งคุมเข้มโรงงานน้ำแข็งช่วงอากาศร้อน ตรวจสอบระบบผลิต-ก๊าซแอมโมเนีย ป้องกันเหตุรั่วไหล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา-ททท. เตรียมจัดพิธีไหว้ครูมวยไทยโลก 16-17 มี.ค. นี้ ต่างชาติร่วมงานกว่า 1,800 คน จาก 43 ประเทศ https://thestandard.co/world-wai-kru-muay-thai-ceremony-march-2025/ Thu, 13 Mar 2025 02:27:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1051532 ไหว้ครูมวยไทยโลก

วันนี้ (13 มีนาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา-ททท. เตรียมจัดพิธีไหว้ครูมวยไทยโลก 16-17 มี.ค. นี้ ต่างชาติร่วมงานกว่า 1,800 คน จาก 43 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไหว้ครูมวยไทยโลก

วันนี้ (13 มีนาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมาคมสถาบันศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย สหพันธ์มวยไทยโลก และสมาคมกีฬามวยไทยและมวยโบราณ  กำหนดจัดงานไหว้ครูมวยไทยโลก ครั้งที่ 17 ขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 

 

ภายใต้แนวคิด ‘ครั้งหนึ่งในชีวิต การเรียนมวยไทย ต้องมาร่วมพิธีไหว้ครูที่ประเทศไทย’ ถือเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของ Soft Power ‘ศิลปะการต่อสู้ของไทย’ ซึ่งงานนี้ถือเป็นหนึ่งใน Grand Festivity ของเทศกาล Thailand Summer Festivals 2025 ภายใต้ปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 ที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้มวยไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก 

 

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการจัดงานฯ ประกอบด้วย การสาธิตและฝึกสอนมวยไทยโบราณ 4 สาย ได้แก่ มวยไชยา มวยโคราช มวยท่าเสา และมวยลพบุรี การสาธิตหัตถศิลป์ไทย เช่น การสักยันต์ การเขียนยันต์ และการตีดาบ นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการมงคลมวยไทย 19 ขั้น กิจกรรม Interactive เกี่ยวกับมวยไทย การแสดงวัฒนธรรมและการแสดงร่วมสมัย ตลาดย้อนยุค และการแข่งขันชกมวยไทย

 

ส่วนพิธีไหว้ครูมวยไทยโลก จัดขึ้นในวันที่ 17 มีนาคม 2568 เวลา 17.00-21.00 น. ณ วัดมหาธาตุ ในวันดังกล่าว จะมีนักมวยไทยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมพิธีสวมมงคลโดยปรมาจารย์ครูมวยไทยและรำไหว้ครูมวยไทย โดย ผู้นำรำไหว้ครู ได้แก่ พระจันทร์ฉาย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม แชมป์โลกมวยไทยรุ่นสตรอว์เวต คนปัจจุบัน เฟอร์รารี แฟร์เท็กซ์ เจ้าของรางวัลยอดมวย ปี 2564 และแชมป์สนามมวยช่อง 7 สี ยอดไก่แก้ว แฟร์เท็กซ์ เจ้าของฉายา Y2K ผ่านสังเวียนมากกว่า 100 ไฟต์ และ เสมาเพชร แฟร์เท็กซ์ แชมป์ MTGP รุ่นเวลเตอร์เวต ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาในชุด วัน ซูเปอร์ ซีรีส์  

 

“การจัดงานครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย คาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานทั้งคนไทยและคนต่างชาติกว่า 5,300 คน โดยเป็นชาวต่างชาติราว 1,800 คน จาก 43 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากฝั่งยุโรปและอเมริกาใต้ เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจประมาณ 158 ล้านบาท” คารมกล่าว

The post กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา-ททท. เตรียมจัดพิธีไหว้ครูมวยไทยโลก 16-17 มี.ค. นี้ ต่างชาติร่วมงานกว่า 1,800 คน จาก 43 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวต่ออายุลดค่าไฟกลุ่มเปราะบาง 16.05 สตางค์ต่อหน่วย เดือนมกราคม-เมษายน 2568 ครอบคลุมประชาชน 21.3 ล้านราย https://thestandard.co/cabinet-extends-electricity-subsidy/ Tue, 11 Mar 2025 07:49:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1050868

วันนี้ (11 มีนาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post ครม. ไฟเขียวต่ออายุลดค่าไฟกลุ่มเปราะบาง 16.05 สตางค์ต่อหน่วย เดือนมกราคม-เมษายน 2568 ครอบคลุมประชาชน 21.3 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 มีนาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่ออายุมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งจากเดิมสิ้นสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2567 เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพที่สถานการณ์ราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น และเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตไปได้ 

 

มาตรการนี้เป็นการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน จำนวน 16.05 สตางค์ต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 4 เดือน คือเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ใน 3 กลุ่ม คือ 

 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 

 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าที่บ้านอยู่อาศัยเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 

 

  1. ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่บริการของกิจการการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ  

 

ทั้งนี้ คาดว่าผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือประมาณ 21.3 ล้านราย งบประมาณทั้งสิ้น 1,700 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจากงบกลางปี 2568 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

The post ครม. ไฟเขียวต่ออายุลดค่าไฟกลุ่มเปราะบาง 16.05 สตางค์ต่อหน่วย เดือนมกราคม-เมษายน 2568 ครอบคลุมประชาชน 21.3 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คารม’ กังวล หาก DSI รับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. เป็นคดีพิเศษ ขัดต่อกฎหมาย มอง รมว.ยุติธรรม ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ หวังล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัติ https://thestandard.co/special-investigation-senate-election-controversy/ Sat, 22 Feb 2025 06:19:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1044727 คารม พลพรกลาง แถลงข้อกังวลเรื่องคดีพิเศษกับการเลือกตั้ง สว.

วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) คารม พลพรกลาง สมาชิกพรรคภูมิใจไท […]

The post ‘คารม’ กังวล หาก DSI รับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. เป็นคดีพิเศษ ขัดต่อกฎหมาย มอง รมว.ยุติธรรม ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ หวังล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คารม พลพรกลาง แถลงข้อกังวลเรื่องคดีพิเศษกับการเลือกตั้ง สว.

วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) คารม พลพรกลาง สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนักกฎหมาย แสดงความเห็นทางกฎหมายกรณีที่มีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่ได้รับเลือกไปยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยระบุว่า การเลือก สว. มีการฮั้วกัน และมีแนวโน้มว่าจะรับเป็นคดีพิเศษ เรื่องนี้ต้องรับว่าเป็นเรื่องใหญ่และเป็นประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจมาก เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 นั้น

 

โดยมีเจตนาเพื่อเป็นพนักงานสอบสวนในคดีอาญาและคดีอาชญากรรมที่มีผลกระทบเศรษฐกิจ มีการกระทำความผิดที่ซับซ้อนเป็นเครือข่ายอาชญากรรมเดิมนั้น เดิมผู้ที่ทำหน้าที่สอบสวนคดีอาญาทุกประเภทคือพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

จากพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 นั้น กำหนดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสังกัดกระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้กำกับ เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ในการจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น จะเห็นว่าต้องการให้มีพนักงานสอบสวนในคดีอาญาที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าคดีอาญาทั่วไป แต่ไม่น่าจะรวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้เฉพาะ และข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเพียงพนักงานสอบสวน เหมือนพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไป การฟ้องคดีจึงต้องส่งผ่านพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติของการฟ้องคดี

 

ส่วนสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้ที่มาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 มาตรา 107 ถึง 113 การเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และคนรับรองสมาชิกวุฒิสภาคือกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

 

คารมกล่าวว่า การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะนัดประชุมคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อพิจารณาว่าจะรับคดีที่มีผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่ได้รับเลือกมาร้องและอ้างว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ชอบนั้น จึงมีคำถามทางกฎหมายว่า

 

  1. แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะบอกว่าอาจรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาสามารถทำได้ เพราะถือกฎหมายคนละฉบับ แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งและละเอียดแล้ว การพ้นตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาภายหลังจากกรรมการการเลือกตั้งรับรองแล้ว ย่อมเป็นไปตามมาตรา 111 ของรัฐธรรมนูญ แม้กรมจะสอบสวนคดีพิเศษจะมีการดำเนินคดีก็อาจทำได้เฉพาะบุคคล แต่แม้จะดำเนินคดีอาญาเฉพาะบุคคลในสมัยประชุมก็ต้องขออำนาจจากสภา หากจะจับกุมคุมขังในสมัยการประชุมสภาก็ไม่อาจทำได้

 

  1. คดีที่อ้างว่าการเลือกตั้ง สว. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองและยืนยันแล้วว่า ไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามคำกล่าวหาหรือคำร้อง และ กกต. เป็นองค์กรที่จัดการเลือกตั้งได้รับรองแล้ว แต่หากกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเป็นคดีพิเศษ และให้มีการดำเนินคดีอาญากับ สว. จะถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายไหม

 

  1. การที่รัฐมนตรียุติธรรมอ้างว่า มีสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนถึง 138 คน และกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีจนต้องพ้นตำแหน่งทั้ง 138 คนซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องมีการเลือกวุฒิสภาขึ้นใหม่เพื่อให้ครบ 200 คนถึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ย่อมแปลได้ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถล้มการเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ ทั้งที่สมาชิกวุฒิสภามาตามรัฐธรรมนูญ

 

  1. การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และเป็นผู้บังคับบัญชากรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเพียงพระราชบัญญัติ และมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญมาดำเนินการ ซึ่งหากเป็นไปตามที่มีผู้สมัคร สว. ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งร้องมา ก็อาจทำให้ สว. ต้องหลุดไป หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ถึง 138 คนนั้น ถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญได้ไหม และมีผลอย่างไร หรือเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญาทั่วไป

 

“ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่สำคัญทางกฎหมายอย่างยิ่ง สามารถนำเอาไปทำวิทยานิพนธ์ได้เลย เพราะเป็นใช้อำนาจขององค์กรทางการบริหารมาล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัติที่ดูสุ่มเสี่ยงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และอาจเป็นจุดจบของฝ่ายนิติบัญญัติ หากกรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถทำได้ เพราะถ้าตรวจสอบสมาชิกวุฒิสภาจนต้องหลุดไป ทั้งที่ กกต. รับรองไปแล้ว ต่อไปก็จะมีการตรวจสอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เช่น โดยมีการอ้างว่ามีการฮั้วการเลือกตั้ง อำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะใหญ่กว่าอำนาจของประชาชน ผมเชื่อว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายตอนร่างขึ้นไม่น่าจะเป็นแบบนี้” คารมกล่าว

The post ‘คารม’ กังวล หาก DSI รับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. เป็นคดีพิเศษ ขัดต่อกฎหมาย มอง รมว.ยุติธรรม ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ หวังล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คารมชี้ แก้รัฐธรรมนูญเสี่ยง ยกตัวอย่างบางพรรคลงชื่อแก้ไข ม.112 รับเห็นใจ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ถูก ป.ป.ช. เรียกรับทราบข้อกล่าวหา https://thestandard.co/constitution-amendment-risk/ Sat, 15 Feb 2025 05:27:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1042253 constitution-amendment-risk

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) คารม พลพรกลาง อดีต สส. พรรคอนาคต […]

The post คารมชี้ แก้รัฐธรรมนูญเสี่ยง ยกตัวอย่างบางพรรคลงชื่อแก้ไข ม.112 รับเห็นใจ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ถูก ป.ป.ช. เรียกรับทราบข้อกล่าวหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
constitution-amendment-risk

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) คารม พลพรกลาง อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ และอดีต สส. พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือไปยังอดีต สส.พรรคก้าวไกล และ สส. พรรคประชาชนที่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ตนเองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น เพราะว่าถูกกันไม่ให้ร่วมกิจกรรมของพรรคก้าวไกลตั้งแต่วันแรก ที่ย้ายเข้าพรรคก้าวไกลแล้ว แต่ถ้าได้มีส่วนร่วมก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แน่นอน 

 

“คนธรรมดายังมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และมาตรา 328 คุ้มครอง ซึ่งมาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายป้องกันการกัดเซาะบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นสถาบันที่ทำให้บ้านเมือง มีหลัก ทำให้บ้านเมืองมั่นคงแข็งแรง” คารมกล่าว

 

คารมกล่าวอีกว่า ตนเองไม่รู้ว่าสิ่งที่ สส. ลงชื่อจะผิดหรือถูก และจะมีความรุนแรงขนาดไหน และจะไม่ไปซ้ำเติมเพื่อน สส. เหล่านี้ แม้ว่าจะทำกับตนเองไว้เยอะมากในช่วงนั้น แต่โดยหลักการแม้ สส. ซึ่งเป็นคนออกกฎหมายและเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจออกกฎหมายและแก้ไขกฎหมายก็ตาม แต่บางอย่างแม้มีอำนาจก็อาจทำไม่ได้ เช่นการแก้รัฐธรรมนูญห้ามแก้หมวด 1

 

คารมกล่าวว่า นี่คืออีกเหตุผลว่าทำไมพรรคภูมิใจไทย จึงเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงต้องมีการถามประชาชนหรือทำประชามติก่อน เพราะตามหลักการประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ พรรคไม่อยากเสี่ยงเนื่องจากเรื่องนี้คล้ายกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อบางพรรคไม่อยากเสี่ยง ไม่เห็นด้วย จึงเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. 

 

“ใครอยากเสี่ยงก็อาจเป็นเหมือน สส. ของบางพรรคที่ได้ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 วันนี้ผลมันก็ออกมาแล้วอย่างที่เป็นข่าวว่า ป.ป.ช. เริ่มเชิญไปรับข้อกล่าวหาแล้ว ความจริงผมเป็นพยานคนหนึ่งที่ ป.ป.ช. เชิญไปให้ถ้อยคำในฐานะพยานที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ผมก็ได้ไปให้การไปตามความจริงที่ผมรับรู้มา โดยอุปนิสัยผมไม่เคยข้ามคนล้ม แต่ตอนที่ผมล้มเหยียบผมจมธรณีเลยทุกคน เพราะฉะนั้นก็ขอพูดความจริงว่า วันพระไม่มีหนเดียว สำหรับเพื่อนเก่าที่จะให้ผมไปเป็นพยานช่วยนั้น ผมยินดีนะครับ เพื่อนก็คือเพื่อน แต่ผมจะพูดตามจริงเท่านั้น คนเป็นนักกฎหมายก่อนจะลงชื่อต้องคิดก่อน” คารมกล่าว

The post คารมชี้ แก้รัฐธรรมนูญเสี่ยง ยกตัวอย่างบางพรรคลงชื่อแก้ไข ม.112 รับเห็นใจ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ถูก ป.ป.ช. เรียกรับทราบข้อกล่าวหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใบสั่งจราจรเดิมยังมีผลตามกฎหมายอีก 180 วัน หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษาสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติปรับปรุงรูปแบบ-อัตราค่าปรับ https://thestandard.co/traffic-ticket-180-days-extension/ Sat, 08 Feb 2025 08:30:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1039757 รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงกรณีใบสั่งจราจร

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนา […]

The post ใบสั่งจราจรเดิมยังมีผลตามกฎหมายอีก 180 วัน หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษาสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติปรับปรุงรูปแบบ-อัตราค่าปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงกรณีใบสั่งจราจร

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีขอเพิกถอนประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องกำหนดแบบใบสั่งเจ้าพนักงานจราจร พ.ศ. 2563 และเรื่องการกำหนดเกณฑ์จำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 นั้น

 

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่า รูปแบบใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรและการกำหนดอัตราค่าปรับในปัจจุบันยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไปเป็นระยะเวลา 180 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ดังนั้นผู้ที่กระทำผิดกฎหมายจราจร เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ, ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด, ขับรถบนทางเท้า, ขับรถย้อนศร, ไม่สวมหมวกนิรภัย และข้อหาอื่นๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจร ทั้งนี้ เมื่อถูกเจ้าพนักงานจราจรออกใบสั่งจราจรตามความผิดที่ปรากฏ ยังคงถือเป็นผู้กระทำผิดกฎจราจรและต้องรับโทษปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย โดยปัจจุบันในการออกใบสั่งจราจรจะระบุข้อความแจ้งสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการปรับพินัยให้ประชาชนทราบด้วยทุกครั้ง

คารมกล่าวต่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการปรับปรุงรูปแบบใบสั่งและเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าปรับให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด รวมทั้งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย และจะประกาศบังคับใช้โดยเร็วตามกรอบระยะเวลาต่อไป ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ที่ได้รับใบสั่งจราจรจากเจ้าหน้าที่ให้รีบดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากไม่แน่ใจว่าเคยขับขี่ยานยนต์ผิดกฎจราจรหรือไม่ สามารถเช็กใบสั่งจราจรออนไลน์ได้ที่ https://ptm.police.go.th/eTicket/#/

The post ใบสั่งจราจรเดิมยังมีผลตามกฎหมายอีก 180 วัน หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษาสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติปรับปรุงรูปแบบ-อัตราค่าปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มวันนี้ กรมการขนส่งทางบกปรับระเบียบใหม่ รถควันดำเกินมาตรฐานต้องแก้ไขภายใน 15 วัน เตือนฝ่าฝืนแอบใช้อาจถึงขั้นยกเลิกการใช้รถ https://thestandard.co/black-smoke-vehicle-regulation-2025/ Fri, 31 Jan 2025 04:24:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1036550 เจ้าหน้าที่ตรวจวัดควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์

วันนี้ (31 มกราคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post เริ่มวันนี้ กรมการขนส่งทางบกปรับระเบียบใหม่ รถควันดำเกินมาตรฐานต้องแก้ไขภายใน 15 วัน เตือนฝ่าฝืนแอบใช้อาจถึงขั้นยกเลิกการใช้รถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตรวจวัดควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์

วันนี้ (31 มกราคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ขานรับนโยบายรัฐบาลในการดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทรถยนต์ 

 

โดยเฉพาะการตรวจจับและระงับการใช้ยานพาหนะที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุก รถโดยสารประจำทางที่เป็นของหน่วยงานรัฐ และรถร่วมบริการ ผ่านการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบก และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 อย่างเข้มข้น 

 

การปรับระเบียบใหม่ดังกล่าวเป็นการแก้ไขสาระสำคัญ เนื่องจากพบว่ามีการนำรถที่มีปัญหาควันดำซึ่งถูกติดสติกเกอร์ ‘ห้ามใช้ชั่วคราว’ มาวิ่งบนถนน โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจด้วยการออกคำสั่ง ‘ห้ามใช้ชั่วคราว’ ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองยานพาหนะที่มีควันดำเกินมาตรฐานต้องนำรถไปปรับปรุงแก้ไข และนำรถมายกเลิกคำสั่งภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่ถูกสั่งห้ามใช้ชั่วคราว จากเดิมที่กำหนดภายในระยะเวลา 30 วัน และเมื่อพ้นกำหนด 15 วันแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจวัดควันดำจากรถ และดำเนินการต่อไปตามแต่กรณี ได้แก่ 

 

  1. กรณีไม่เกินมาตรฐาน พนักงานเจ้าหน้าที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะชั่วคราว และนำเครื่องหมายห้ามใช้ชั่วคราวออกจากยานพาหนะ 

 

  1. กรณีเกินกว่ามาตรฐาน พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะเด็ดขาด เจ้าของหรือผู้ครอบครองต้องขออนุญาตเคลื่อนย้ายยานพาหนะ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขสภาพเครื่องยนต์ 

 

“การกำหนดระยะเวลาให้เจ้าของรถที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานต้องนำรถไปปรับปรุงภายใน 15 วัน (จากเดิม 30 วัน) จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดการก่อมลพิษและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อีกทั้งเป็นการลดระยะเวลาในการปรับปรุงเครื่องยนต์ เพื่อเร่งให้เจ้าของรถดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ลดการเพิกเฉยต่อคำสั่งห้ามใช้ ช่วยลดโอกาสที่ผู้ขับขี่จะนำรถที่ถูกสั่งห้ามใช้ออกมาวิ่งบนถนนในช่วงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และอาจถูกยกเลิกทะเบียนในการใช้ยานพาหนะดังกล่าว” คารมกล่าว

The post เริ่มวันนี้ กรมการขนส่งทางบกปรับระเบียบใหม่ รถควันดำเกินมาตรฐานต้องแก้ไขภายใน 15 วัน เตือนฝ่าฝืนแอบใช้อาจถึงขั้นยกเลิกการใช้รถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียว ‘วิสาร​ เตชะธีราวัฒน์’​ นั่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี-ต่ออายุ​ ‘อ้อนฟ้า​ เวชชาชีวะ’​ นั่งเลขาธิการ ก.พ.ร.​ อีก​ 1 ปี https://thestandard.co/thai-cabinet-approves-wisan/ Tue, 28 Jan 2025 10:48:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1035409

วันนี้ (28 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล คารม​ พลพรกลาง รองโ […]

The post ครม. ไฟเขียว ‘วิสาร​ เตชะธีราวัฒน์’​ นั่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี-ต่ออายุ​ ‘อ้อนฟ้า​ เวชชาชีวะ’​ นั่งเลขาธิการ ก.พ.ร.​ อีก​ 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล คารม​ พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่ สุริยะ​ จึงรุ่งเรือง​กิจ​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ อ้อนฟ้า​ เวชชาชีวะ​ ข้าราชการพลเรือนสามัญ​ ตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร.​ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)​ สำนักนายกรัฐมนตรี​ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบการต่อเวลา 1 ปีในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ต่อไปอีก 1 ปี​ (ครั้งที่ 2)​ ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์  2568 – 5 กุมภาพันธ์ 2569

 

ที่ประชุมยังอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง ภคนันท์​ ศิลาอาสน์​ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านประสานกิจการภายในประเทศ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ)​ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี​ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เสนอแต่งตั้ง ศศิพร ปาณิกบุตร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน กปร. ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สำนักงาน กปร. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ขณะเดียวกัน ครม. อนุมัติตามที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์​ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ​ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 คน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง​ 1. พิสิฐ​ พูลพิพัฒน์​ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ​ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ​กระทรวง​ สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ​ 2. อุเทน​ ชนะกุล​ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ​ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี​ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดย ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง​ นายกองเอก วิสาร​ เตชะธีราวัฒน์​ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีด้วย

The post ครม. ไฟเขียว ‘วิสาร​ เตชะธีราวัฒน์’​ นั่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี-ต่ออายุ​ ‘อ้อนฟ้า​ เวชชาชีวะ’​ นั่งเลขาธิการ ก.พ.ร.​ อีก​ 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
23 มกราคมนี้ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมได้ที่ ‘อำเภอ-เขต-สถานทูตไทยทั่วโลก’ https://thestandard.co/thailand-equal-marriage-registration-worldwide/ Mon, 20 Jan 2025 06:01:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1032123 จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม

วันนี้ (20 มกราคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post 23 มกราคมนี้ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมได้ที่ ‘อำเภอ-เขต-สถานทูตไทยทั่วโลก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม

วันนี้ (20 มกราคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีความพร้อมสำหรับการอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมพร้อมกันทั่วประเทศในวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคมนี้ บนหลักการความเสมอภาคและเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด ‘สมรสเท่าเทียม ยินดีกับทุกความรัก 878 อำเภอ ทั่วไทย’ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานตามกฎหมายฉบับนี้ที่ประกาศใช้

 

คารมกล่าวว่า กรมการปกครองในฐานะนายทะเบียนกลางได้เตรียมความพร้อมซักซ้อมการปฏิบัติกับสำนักทะเบียนและอำเภอ 878 แห่ง พร้อมทั้งสำนักงานเขตใน กทม. 50 เขต รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศ 94 แห่ง ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2568 ใน 4 ด้าน คือ

 

  • ด้านระเบียบ ได้ร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 เพื่อรองรับการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวระหว่างบุคคลเพศหลากหลาย ทำให้คู่รักสามารถหมั้นและสมรสกันได้ ซึ่งจะทำให้ทราบสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางครอบครัวที่เท่าเทียมกัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวที่ก่อตั้งขึ้นระหว่างบุคคลทั้งสองฝ่าย

 

  • ด้านระบบ แก้ไขระบบทะเบียนสมรสและทะเบียนหย่า และมีการทดสอบระบบเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งจัดเตรียมผลิตแบบพิมพ์ใบสำคัญการสมรส (คร.3) และใบสำคัญการหย่า (คร.7) เพื่อรองรับการให้บริการที่เพิ่มสูงขึ้น

 

  • ด้านบุคลากร จัดทำชุดความรู้และอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทะเบียนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การปรับกรอบความคิดในการให้บริการประชาชน และการบริการที่เป็นสากลบนหลักความเสมอภาคและเท่าเทียม คำนึงถึงมารยาทสากลและหลักสิทธิมนุษยชน

 

  • ด้านการจัดกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่จะจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 แห่ง ในวันที่ 23 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับทุกความรักตามแนวคิดกรมการปกครองยินดีเป็นนายทะเบียนให้กับทุกความรัก

 

“รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พร้อมอำนวยความสะดวกให้คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าจดทะเบียนสมรส เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียม ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับนานาชาติในฐานะประเทศที่ยอมรับและเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เชิญชวนคู่รักทุกคู่เข้ารับบริการจดทะเบียนสมรสได้ ณ ที่ว่าการอำเภอและสำนักงานเขตทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548” คารมกล่าว

The post 23 มกราคมนี้ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมได้ที่ ‘อำเภอ-เขต-สถานทูตไทยทั่วโลก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>