คอบร้าโกลด์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คอบร้าโกลด์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 Mar 2025 06:52:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทหารนานาชาติร่วมฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ยกพลขึ้นบก https://thestandard.co/cobra-gold-2025-amphibious-landing-exercise-photos/ Mon, 03 Mar 2025 06:52:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1047893 ทหารไทย สหรัฐ และเกาหลีใต้ ร่วมฝึกยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ที่หาดยาว สัตหีบ

วันนี้ (3 มีนาคม) พล.ร.อ. จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทห […]

The post ทหารนานาชาติร่วมฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ยกพลขึ้นบก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารไทย สหรัฐ และเกาหลีใต้ ร่วมฝึกยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ที่หาดยาว สัตหีบ

วันนี้ (3 มีนาคม) พล.ร.อ. จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ MG Michelle Schmidt, 7th ID CG ผบ.พล.ร.7 ทบ.สหรัฐฯ ร่วมตรวจเยี่ยมการฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

 

การปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก มีภารกิจหลักเพื่อแย่งยึดพื้นที่บริเวณหัวหาดของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้สรรพกำลังทางเรือ และกำลังรบยกพลขึ้นบก 

 

เริ่มจากการระดมยิงหัวหาดด้วยปืนใหญ่เรือ อากาศยาน ทำการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อลิดรอนอำนาจการยิงต่อต้านของข้าศึก หลังจากนั้นกำลังรบยกพลขึ้นบกจะเข้ายึดหัวหาด และดำเนินกลยุทธ์รุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้ามต่อไป พร้อมทั้งสถาปนาหัวหาดให้มีความปลอดภัยต่อกำลังรบ 

 

ซึ่งในปีนี้มีกำลังพลเข้าร่วมการฝึกจัดกำลังพลจากกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพสาธารณรัฐเกาหลี โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารต่าง ๆ มาเข้าร่วมการฝึกฯ ร่วมกับกองกำลังฝ่ายไทย 

 

โดยกองทัพเรือ ได้นำเรือหลวงอ่างทอง พร้อมกำลังรบยกพลขึ้นบก (นาวิกโยธิน) รถสะเทินน้ำสะเทินบก และเครื่องบินตรวจการณ์ชี้เป้า แบบที่ 1 (T-337 หรือ Cessna O-2) สำหรับกองทัพสาธารณรัฐเกาหลี ได้นำเรือ ROKS No Jeok Bong (LSTII-689) และรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV เข้าร่วมในการฝึกฯ ครั้งนี้ด้วย

 

การฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบและพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมทั้งแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ในการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพพันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กองทัพไทยมีความพร้อมรบในทุกมิติ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมิตรประเทศ และความร่วมมือทางทหารอันเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติตลอดไป

 

ทหารไทย สหรัฐ และเกาหลีใต้ ร่วมฝึกยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ที่หาดยาว สัตหีบ ทหารไทย สหรัฐ และเกาหลีใต้ ร่วมฝึกยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ที่หาดยาว สัตหีบ ทหารไทย สหรัฐ และเกาหลีใต้ ร่วมฝึกยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ที่หาดยาว สัตหีบ ทหารไทย สหรัฐ และเกาหลีใต้ ร่วมฝึกยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ที่หาดยาว สัตหีบ

The post ทหารนานาชาติร่วมฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 ยกพลขึ้นบก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดฉากฝึกคอบร้าโกลด์​ 2025​ ไทย-สหรัฐฯ ผนึกกำลังยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์​-​ซักซ้อมอพยพประชาชนพื้นที่วิกฤต https://thestandard.co/us-thailand-cobra-gold/ Fri, 07 Feb 2025 11:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1039524 us-thailand-cobra-gold

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ. อุกฤษฎ […]

The post เปิดฉากฝึกคอบร้าโกลด์​ 2025​ ไทย-สหรัฐฯ ผนึกกำลังยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์​-​ซักซ้อมอพยพประชาชนพื้นที่วิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-thailand-cobra-gold

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ร่วมกับ โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นประธานในการแถลงข่าวการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์​ 2025 พร้อมด้วยผู้แทนกองทัพสหรัฐอเมริกาและผู้แทนกองทัพพันธมิตรประเทศที่เข้าร่วมฝึก

 

พล.อ. อุกฤษฎ์​ เน้นย้ำถึง​วัตถุประสงค์​ในการฝึก​เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมิตรประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถในการประยุกต์ใช้กำลังรบในสถานการณ์วิกฤตต่างๆ นอกจากนี้จะยังฝึกเพื่อใช้ระเบียบปฏิบัติประจำในลักษณะกองกำลังผสมนานาชาติ​ 

 

มีหลายมิติ​ ทั้งทางบก​ ทางน้ำ​ ทางอากาศ​ ทางไซเบอร์​ และทางห้วงอวกาศ​ ซึ่งจะพัฒนาขีดความรู้และความสามารถของกองทัพไทยและมิตรประเทศที่เข้าร่วม​ และยังสามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์​ที่จะเกิดขึ้นในประเทศ​ไทย​ เตรียมพร้อมกำลังพลให้มีความทันสมัยในวิทยาการของภัยคุกคาม เช่น การอพยพ​ประชาชน​ออกจาก​พื้นที่​ขัดแย้ง​ ได้ใช้ประสบการณ์มาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไทยที่อยู่ในต่างแดน

 

นอกจากนี้การฝึกคอบร้าโกลด์​ยังมีโครงการช่วยเหลือประชาชน​ โดยจะมีการสร้างโรงเรียนในพื้นที่​ 5 แห่ง​ การฝึกการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย​ ร่วมมือกันรับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภายใต้กลไกนานาชาติ​ และการฝึกภาคสนามของ 3 เหล่าทัพ ที่มีกิจกรรมสำคัญคือ​ การฝึกสะเทินน้ำสะเทิน​บก​ ยิงจรวดหลายลำกล้อง​ โจมตีเป้าหมายทางทะเล​ การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การอพยพประชาชน​ออกจาก​พื้นที่​ขัดแย้ง​ และการฝึกกลยุทธ์​ด้วยกระสุนจริง​ 

 

ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย​กล่าวว่า​ ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน​กว่า​ 190 ปี​ ทั้งการค้า เทคโนโลยี การเชื่อมโยงของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ อีกทั้งความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคงก็เป็นส่วนสำคัญ

 

การฝึกคอบร้าโกลด์​ ครั้งที่​ 44 เป็นข้อพิสูจน์ความแข็งแกร่ง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ รวมถึงความท้าทายต่อความมั่นคงในรูปแบบใหม่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศเดียวตามลำพัง การฝึกจะทำให้เกิดการรวมทักษะและมุมมองด้านวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่แข็งแกร่ง​ สงบสุข และมั่งคั่ง 

 

นอกจากนี้การชำระเงินแบบดิจิทัลผ่าน QR Code มากกว่าร้อยละ 70 ในการชำระเงินล้วนเป็นการทำธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งมาพร้อมกับการหลอกลวง และการฉ้อโกงทางดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจไทยหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ​ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา​ 

 

ดังนั้นความร่วมมือด้านการป้องกันภัยทางไซเบอร์ต่อการฝึกคอบร้าโกลด์จึงเป็นโอกาสเข้าถึงความเชี่ยวชาญ การฝึกอบรมทางไซเบอร์ที่ทันสมัยที่สุด เพื่อรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น การหลอกลวงทางออนไลน์ การพัฒนาความเชี่ยวชาญของสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ ช่วยรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล ปกป้องชาวอเมริกันและคนไทยจากภัยคุกคามออนไลน์ได้

 

โดยการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์​ 2025 เป็นครั้งที่ 44 โดยมีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลัก จำนวน 7 ประเทศ จากจำนวนทั้งสิ้น 30 ประเทศ ประกอบไปด้วย​ ไทย สหรัฐอเมริกา​ สิงคโปร์​ อินโดนีเซีย​ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี​ และมาเลเซีย 

 

มียอดผู้เข้าร่วมการฝึกทั้งสิ้น 8,000 นาย​ แบ่งเป็นกำลังพลกองทัพไทย​ 3,000 นาย​ สหรัฐอเมริกา​ 3,000 นาย​ และพันธมิตร​ 900 นาย​ โดยเป็นการฝึกระหว่างวันที่​ 24 กุมภาพันธ์​ -​ 7 มีนาคม​ 2568

The post เปิดฉากฝึกคอบร้าโกลด์​ 2025​ ไทย-สหรัฐฯ ผนึกกำลังยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์​-​ซักซ้อมอพยพประชาชนพื้นที่วิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-สหรัฐฯ เตรียมฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 เปิดปฏิบัติการ ‘กู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัด’ หวังหาบทสรุปให้ครอบครัวผู้สูญหาย https://thestandard.co/rescue-of-the-royal-sukhothai-ship/ Fri, 02 Feb 2024 13:23:33 +0000 https://thestandard.co/?p=895447 คอบร้าโกลด์

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) พล.อ. ธิติชัย เทียนทอง เสนาธิการท […]

The post ไทย-สหรัฐฯ เตรียมฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 เปิดปฏิบัติการ ‘กู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัด’ หวังหาบทสรุปให้ครอบครัวผู้สูญหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอบร้าโกลด์

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) พล.อ. ธิติชัย เทียนทอง เสนาธิการทหาร เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และ โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค (Robert F.Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมฝ่ายสหรัฐฯ พร้อมด้วย พล.ร.อ. ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ผู้แทนจากกองทัพเรือ โดยไฮไลต์ของการฝึกคอบร้าโกลด์ปีนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการกู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัด ระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับกองทัพเรือไทย

 

ภารกิจค้นหา 5 ผู้สูญหาย-หาหลักฐาน

 

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ระบุว่า การฝึกคอบร้าโกลด์มีส่วนสนับสนุนความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ หลายด้าน นำไปใช้กับภารกิจจริง เช่น ภารกิจของกองทัพอากาศไทยในการอพยพคนไทยจากซูดานเมื่อเดือนเมษายน 2566 และในปีนี้กองทัพเรือสหรัฐฯ จะร่วมกับกองทัพเรือไทยปฏิบัติการกู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัด จะดำเนินการภายใต้การฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภารกิจนี้จะนำมาซึ่งกำลังใจและข้อสรุปให้แก่ครอบครัวของทหารเรือและนาวิกโยธินผู้กล้าหาญทั้งหมดที่สูญหายไป โดยมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ร่วมกันอย่างปลอดภัยและละเอียดถี่ถ้วน

 

ขณะที่ พล.ร.อ. ชาติชายระบุว่า การกู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัดตามที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ระบุนั้น คือการกู้เรือแบบ Light Savage ที่สหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาช่วย เช่น

 

  • การค้นหาผู้สูญหายจำนวน 5 คน
  • การลงไปสำรวจหลักฐานใต้น้ำเพื่อนำมาประกอบการสอบสวนข้อเท็จจริง
  • กองทัพเรือจะนำอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์บางอย่างขึ้นมา

 

พล.ร.อ. ชาติชายยังระบุว่า สาเหตุที่ไม่ให้สหรัฐฯ เข้ามาช่วยเหลือในการกู้เรือหลวงสุโขทัยตั้งแต่แรก เนื่องจากกองทัพเรือของบประมาณในการกู้เรือจากรัฐบาลไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 และกองทัพเรือมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการกู้เรือขึ้นมาได้ทั้งลำ ซึ่งแนวทางที่จะดำเนินการในขณะนั้นถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด 

 

ยืนยันไม่มีบริษัทสัญชาติใดได้รับเลือกให้กู้เรือ

 

พล.ร.อ. ชาติชายยังระบุว่า ก่อนหน้านี้กองทัพเรือเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ ที่มีคุณสมบัติในการกู้เรือเข้ามาเสนอราคา โดยเปิดโอกาส 2 ครั้งด้วยกัน แต่ยังไม่มีบริษัทใดผ่านการพิจารณาของกองทัพเรือ ทำให้กองทัพเรือมองว่าการจ้างบริษัทมากู้เรือเป็นเรื่องยาก ประกอบกับงบประมาณประจำปี 2566 มีกรอบระยะเวลาในการใช้และระยะเวลาในการเบิกจ่าย ซึ่งต้องดำเนินการก่อนเดือนกันยายน 2567 

 

โดยสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอมาพอดี และสิ่งที่กองทัพเรือได้พูดคุยกับสหรัฐฯ สอดคล้องกัน ถือเป็นสิ่งที่บรรลุวัตถุประสงค์ของเรา และเชื่อมั่นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีบริษัทจากประเทศจีนได้รับเลือกเข้ามากู้เรือหลวงสุโขทัยก่อนหน้านี้ ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่มีบริษัทใดได้รับการคัดเลือก

 

เตรียมกู้เรือหลวงสุโขทัย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 

 

สำหรับปฏิบัติการกู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัดในช่วงการฝึกคอบร้าโกลด์จะอยู่ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ถึง 4 มีนาคม 2567 โดยกำลังที่เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ในส่วนของกองทัพเรือประกอบด้วย เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือต่อต้านทุ่นระเบิด จำนวน 2 ลำ เรือตรวจการณ์ จำนวน 2 ลำ เรือระบายพลขนาดกลาง 18 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ EOD 40 นาย ในขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือ Ocean Valor พร้อมเจ้าหน้าที่ EOD 20 นาย สนับสนุนปฏิบัติการในครั้งนี้

 

สำหรับการฝึกคอบร้าโกลด์ นับเป็นการฝึกร่วมผสมทางทหารขนาดใหญ่ และมีประวัติยาวนานที่สุดการฝึกหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกองทัพไทย และกองกำลังสหรัฐอเมริกาภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี

The post ไทย-สหรัฐฯ เตรียมฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 เปิดปฏิบัติการ ‘กู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัด’ หวังหาบทสรุปให้ครอบครัวผู้สูญหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลาโหมเตรียมดันมวยไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ แทรกในหลักสูตรฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 https://thestandard.co/mod-thai-boxing-soft-power-pushing-cobra-gold-2024/ Sun, 14 Jan 2024 08:58:07 +0000 https://thestandard.co/?p=887647 คอบร้าโกลด์ 2024

วันนี้ (14 มกราคม) จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมฝ […]

The post กลาโหมเตรียมดันมวยไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ แทรกในหลักสูตรฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอบร้าโกลด์ 2024

วันนี้ (14 มกราคม) จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายให้ต้อนรับคณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย (JUSMAG ) คริสโตเฟอร์ เฮลม์แคมป์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พ.ท. อลัน โอลิเวอร์ เจ้าหน้าที่นโยบายและแผนจัสแมกไทย กองทัพบกสหรัฐฯ แชนนา คัมมิงส์ เลขานุการเอกหัวหน้าหน่วยกิจการทางการเมือง-การทหารฯ พร้อมคณะ เพื่อหารือในการเตรียมความพร้อมในการสื่อสารทำความเข้าใจให้กับประชาชนในการจัดฝึกประจำปีของกองทัพไทย-สหรัฐ หรือคอบร้าโกลด์ 2024 

 

สำหรับการฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 จะมีขึ้นในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ในพื้นที่กองทัพเรือจังหวัดชลบุรี-ระยอง และจังหวัดอื่นๆ ตามที่กองทัพกำหนด ทั้งนี้การฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 ในเดือนหน้านี้จะมีการฝึกเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเตรียมรับมือหากเกิดภัยธรรมชาติในภูมิภาค และจะเน้นการฝึกต่อต้านภัยคุกคามด้านสงครามไซเบอร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นปัญหาไปทั่วโลก ทั้งทางด้านสังคมเศรษฐกิจและความมั่นคงของแต่ละประเทศ

 

จิรายุกล่าวต่อไปว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 ในครั้งนี้จะมีการฝึกด้านอวกาศ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบจากปรากฏการณ์ทางอวกาศที่มีผลต่อการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงกลาโหมมีกรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศ และศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศ ในการฝึกร่วมครั้งนี้ 

             

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สุทิน คลังแสง ได้ให้แนวทางในการฝึกครั้งนี้ไว้ว่า นอกจากการฝึกทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในรูปแบบต่างๆ แล้ว ในส่วนของไทยจะผลักดันเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (ซอฟต์พาวเวอร์) แทรกเข้าไปในการฝึก เช่น ยุทธวิธีการต่อสู้ด้วยมวยไทย และอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ในการฝึกยุคใหม่ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งกิจกรรมการฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 อีกด้วย ซึ่งปีนี้ประเทศไทยจะได้อะไรมากกว่าเดิมเยอะ” จิรายุกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม การฝึกคอบร้าโกลด์ 2023 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 มีบุคลากรทางทหารประมาณ 6,500 นายจาก 30 ประเทศเข้าร่วมฝึกและสังเกตการณ์ โดยการฝึกกลับไปมีขนาดเทียบเท่ากับก่อนเกิดโรคระบาดโควิดเมื่อปี 2564-2565 โดยการฝึกได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่มีต่ออินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง 

 

การฝึกคอบร้าโกลด์ครั้งที่ 42 ในปี 2566 ที่ผ่านมานั้น ไทยและสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพเป็นประจำทุกปี ถือเป็นหนึ่งในการฝึกทางทหารพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดและดำเนินการมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก การฝึกซ้อมในปี 2566 ที่ผ่านมา ประกอบด้วยการฝึกภาคสนามและการฝึกสั่งการ ประสานงาน รวมทั้งการบัญชาการในสงครามไซเบอร์ และการฝึกช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการรับมือภัยพิบัติ ตลอดจนโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ในไทย มีรายงานว่ามีทหารจากอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เข้าร่วมฝึก หรือสังเกตการณ์ อาทิ ออสเตรเลียและอินเดีย อีกด้วย

The post กลาโหมเตรียมดันมวยไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ แทรกในหลักสูตรฝึกคอบร้าโกลด์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ร่วมฝึก ‘คอบร้าโกลด์ 2023’ พัฒนา-แสดงแสนยานุภาพทางทหาร https://thestandard.co/th-usa-korea-cobra-gold-2023/ Fri, 03 Mar 2023 08:37:34 +0000 https://thestandard.co/?p=758183

วันนี้ (3 มีนาคม) ที่สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยา […]

The post ไทย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ร่วมฝึก ‘คอบร้าโกลด์ 2023’ พัฒนา-แสดงแสนยานุภาพทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 มีนาคม) ที่สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พล.ร.อ. เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย เกว็นโดลิน คาร์ดโน อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ มุนซึงฮยอน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมตรวจเยี่ยมการฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกคอบร้าโกลด์ 2023

 

โดยการฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกมีหลักปฏิบัติเพื่อแย่งยึดพื้นที่บริเวณหัวหาดของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้สรรพกำลังทางเรือ และกำลังรบยกพลขึ้นบก เริ่มจากการระดมยิงหัวหาดด้วยปืนใหญ่เรือ อากาศยานสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อลิดรอนอำนาจการยิงต่อต้านของข้าศึก หลังจากนั้นกำลังรบยกพลขึ้นบกจะเข้าแตะหาด และดำเนินกลยุทธ์รุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้ามต่อไป พร้อมทั้งสถาปนาหัวหาดให้มีความปลอดภัยต่อกำลังรบ 

 

ในปีนี้มีกำลังพลเข้าร่วมการฝึกจากกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพสาธารณรัฐเกาหลี โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำเรือ USS Makin Island (LHD 8) และเครื่องบินขับไล่แบบ F-35 พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารต่างๆ มาเข้าร่วมการฝึกร่วมกับกองกำลังฝ่ายไทย โดยกองทัพเรือได้นำเรือหลวงอ่างทองและเรือหลวงราวี พร้อมกำลังรบยกพลขึ้นบก (นาวิกโยธิน) และรถสะเทินน้ำสะเทินบก ร่วมกับกองทัพอากาศ ซึ่งได้จัดเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 เข้าร่วมการฝึก สำหรับกองทัพสาธารณรัฐเกาหลีได้นำรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV เข้าร่วมในการฝึก 

 

การฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบและพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมทั้งแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ในการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพพันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กองทัพไทยมีความพร้อมรบทุกมิติ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมิตรประเทศ และความร่วมมือทางทหารอันเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติตลอดไป

 

The post ไทย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ร่วมฝึก ‘คอบร้าโกลด์ 2023’ พัฒนา-แสดงแสนยานุภาพทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาชมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John C. Stennis เกียรติภูมินาวีสหรัฐฯ กับบทบาทผู้พิทักษ์สันติภาพแห่งท้องทะเล https://thestandard.co/uss-john-c-stennis/ https://thestandard.co/uss-john-c-stennis/#respond Mon, 18 Feb 2019 10:43:12 +0000 https://thestandard.co/?p=201897

‘มองไปข้างหน้า’ (Look Ahead) คือคติพจน์ (Motto) ประจำเร […]

The post พาชมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John C. Stennis เกียรติภูมินาวีสหรัฐฯ กับบทบาทผู้พิทักษ์สันติภาพแห่งท้องทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘มองไปข้างหน้า’ (Look Ahead) คือคติพจน์ (Motto) ประจำเรือของ USS John C. Stennis หนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ชั้น Nimitz แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งฝ่าคลื่นลมมรสุม และยืนหยัดลอยลำอยู่กลางท้องทะเล เพื่อรักษาสันติภาพอย่างภาคภูมิมานานเกือบ 25 ปี

 

เจ้าของคติ Look Ahead เป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจาก ส.ว. จอห์น ซี. สเตนนิส อดีตนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และเป็นรัฐบุรุษผู้มีคุณูปการอย่างสูงต่อกองทัพเรือ จนนามของเขาถูกนำไปตั้งชื่อเรือบรรทุกเครื่องบิน เทียบเคียงอดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง อับราฮัม ลินคอล์น, จอร์จ วอชิงตัน, ธีโอดอร์ โรสเวลต์ และ แฮร์รี เอส. ทรูแมน ที่ล้วนได้รับเกียรตินี้

 

ทีมงาน THE STANDARD ได้รับเกียรติจากสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งชวนขึ้นไปเดินชมความยิ่งใหญ่ของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John C. Stennis (CVN-74) ในโอกาสที่เรือแวะเวียนมาเทียบท่าทอดสมอที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกส่งทหารและยุทโธปกรณ์มาร่วมฝึก ‘คอบร้าโกลด์’ ครั้งที่ 38 กับกองทัพไทย

 

สำหรับผมแล้ว ถือเป็นโอกาสดี เพราะเคยใฝ่ฝันว่าจะขึ้นไปเหยียบดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ สักครั้งในชีวิต ดังนั้นจึงตอบรับคำเชิญอย่างไม่รีรอ และทริปนี้ก็เกิดขึ้น

 

 

รู้จัก USS John C. Stennis

USS John C. Stennis (JCS) เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ลำที่ 7 จากทั้งหมด 10 ลำ ในชั้น Nimitz ต่อขึ้นโดยบริษัท Newport News Shipbuilding Co. และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1995 โดยบ้านของมันอยู่ที่ฐานทัพเรือในเมืองเบรเมอร์ตัน รัฐวอชิงตัน

 

เรือลำนี้มีความยาวทั้งสิ้น 1,092 ฟุต กว้าง 257 ฟุต และสูง 244 ฟุต (วัดจากเสากระโดงถึงกระดูกงูเรือ) มีระวางขับน้ำกว่า 100,000 ตัน บรรทุกอากาศยานได้มากถึง 70 ลำ สามารถขับเคลื่อนด้วยความเร็วกว่า 30 นอต (56 กม./ชม.) และไปได้ไกลกว่า 1 ล้านไมล์โดยที่ไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงใหม่  

 

 

เอกลักษณ์ USS John C. Stennis

อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้น USS John C. Stennis เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินหนึ่งเดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้นามของวุฒิสมาชิกเป็นชื่อเรียก และความยิ่งใหญ่ของมันก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington (CVN-73), USS Ronald Reagan (CVN-76) และ USS George H.W. Bush (CVN-77) ที่เราได้ยินชื่อกันจนคุ้นหู เพราะเป็นเรือชั้น Nimitz ที่ทรงพลังที่สุดในโลกเหมือนกัน

 

ความพิเศษของ USS John C. Stennis คือมีห้องพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ จอห์น ซี. สเตนนิส โดยเฉพาะ ซึ่งไม่มีในเรือชั้น Nimitz ลำอื่นๆ โดยภายในห้องมีการจัดแสดงภาพถ่ายและประวัติการทำงานของเขา นอกจากนี้ที่มุมห้องยังจัดวางเก้าอี้จริงที่เขานั่งทำงานในวุฒิสภาสมัยดำรงตำแหน่งด้วย และที่พื้นห้องพิพิธภัณฑ์ยังปูพรมแบบเดียวกับที่ใช้ในห้องประชุมวุฒิสภาที่ US Capitol หรืออาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

 

 

จอห์น ซี. สเตนนิส เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ปี 1901 เป็น ส.ว. รัฐมิสซิสซิปปีที่ดำรงตำแหน่งนานถึง 41 ปี (ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ) โดยอยู่ในยุคสมัยของประธานาธิบดี 8 คน ได้แก่ แฮร์รี เอส. ทรูแมน, ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์, จอห์น เอฟ. เคนเนดี, ลินดอน บี. จอห์นสัน, ริชาร์ด นิกสัน, เจอรัลด์ ฟอร์ด, จิมมี คาร์เตอร์ และ โรนัลด์ เรแกน

 

นอกจากเก้าอี้ที่มุมห้องแล้ว ตรงกลางห้องยังวางโต๊ะทำงานจำลองที่สเตนนิสใช้ตอนดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย โดยใต้โต๊ะมีฐานวางทรงแปดเหลี่ยมที่สลักชื่ออดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 8 คน ในแต่ละด้าน 

 

 

สเตนนิสได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งกองทัพเรือสมัยใหม่ของสหรัฐฯ เนื่องจากเขาทำงานอย่างบากบั่นและอุทิศตนให้กับกิจการของกองทัพเรือเสมอมา โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพเรือเป็นพิเศษ

 

หลังจากที่เรือบรรทุกเครื่องบินสร้างแล้วเสร็จ ได้มีประกาศตั้งชื่อเรือตาม ส.ว. สเตนนิส ในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน

 

อีกหนึ่งเกียรติประวัติที่หาใครทัดเทียมได้ยากคือ การที่เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง President Pro Tempore แห่งวุฒิสภาในช่วงปี 1987-1989 ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับสูงที่เป็นรองเพียงประธานวุฒิสภา และมีความอาวุโสลำดับที่ 3 ที่จะสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากรองประธานาธิบดีและประธานสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่ประธานาธิบดีเสียชีวิต ลาออก หรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง  

 

 

ถัดจากห้องพิพิธภัณฑ์วุฒิสมาชิก จอห์น ซี. สเตนนิส เรามาถึงบริเวณที่เป็นโรงเก็บเครื่องบิน (Hangar Bay) ซึ่ง นาวาตรี เจสสิกา แอนเดอร์สัน เจ้าหน้าที่พีอาร์ของ JCS บอกเราว่า เรือลำนี้แบ่งโรงเก็บเครื่องบินออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งใช้เป็นจุดซ่อมบำรุงอากาศยานประเภทต่างๆ ตั้งแต่เครื่องบินขับไล่แบบ F-18 ไปจนถึงเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้า (AEW) และเฮลิคอปเตอร์ โดยที่นี่ยังใช้เป็นลานอเนกประสงค์ และที่เก็บอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงถังเชื้อเพลิงสำรอง (Drop Tank) ของเครื่องบินด้วย

 

 

จากจุดที่เรายืนอยู่ในโรงเก็บเครื่องบิน สามารถไต่บันไดขึ้นไปชั้นบนของเรือได้ทั้งหมด 10 ชั้น หรือลงไปข้างล่างได้ 8 ชั้น ซึ่งนับแบบคร่าวๆ ก็คือ เรือลำนี้มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 19 ชั้น

 

 

สะพานเดินเรือ: ทำงานดุจมันสมอง

จากโรงเก็บเครื่องบิน เราปีนบันไดตามเจ้าหน้าที่ขึ้นไปยังห้องควบคุมการเดินเรือบนสะพานเดินเรือ (Bridge) ซึ่งเป็นห้องที่ต้นหนเรือ (Navigator) ดูแลการเดินเรือเป็นหลัก โดยในห้องนี้มีเก้าอี้ของกัปตันเรือที่หมุนได้ 360 องศาด้วย และเมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไป จะเห็นดาดฟ้าเรือและลานบินอย่างชัดเจน

 

อธิบายหลักการทำงานคร่าวๆ บนสะพานเดินเรือแห่งนี้ก็คือ นอกจากการควบคุมทิศทางของเรือแล้ว ที่นี่ยังตรวจวัดตำแหน่งพิกัดของเรือ และติดตามเส้นทางเดินเรือด้วย โดยจะมีทหารเรือที่เป็นนายกราบเฝ้ายาม (Quartermaster of the Watch) คอยผลัดเปลี่ยนกะมาเฝ้าดูตลอดทั้งวันทั้งคืน

 

และนายยามเรือเดิน (Conning Officer) จะควบคุมเรือให้เคลื่อนที่ไปในเส้นทางที่ปลอดภัยตามคำแนะนำของนายกราบ ขณะที่สรั่งเรือ (Boatswain) จะตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่เฝ้ายามของทหารเรือบนสะพานเดินเรือ

 

 

ส่วนการควบคุมพวงมาลัยและความเร็วของเรือนั้น จะเป็นหน้าที่ของนายท้าย (Helmsman)

 

ขณะที่ผู้บังคับการเรือจะคอยตรวจตราความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพลูกเรือหรือภัยคุกคามต่อเรือลำนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมาจะทำหน้าที่คอยรายงาน ขานรับ หรือตอบ หากมีการติดต่อสื่อสารเข้ามา

 

ดังนั้น บนนี้จึงมีระบบเรดาร์ที่ทันสมัย ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นสิ่งที่อยู่รอบๆ เรือภายในรัศมี ทั้งเรือทหารและพลเรือน รวมถึงเรือของมิตรและศัตรู นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจสภาพอากาศ เช่น วัดทิศทางลม ความเร็วลม และตำแหน่งของเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่อการนำเครื่องบินบินขึ้นหรือลงบนดาดฟ้าเรือ

 

ห้องอำนวยการรบ

บนเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ยังมีศูนย์บัญชาการสู้รบ (Combat Direction Center: CDC) ซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปได้ ศูนย์แห่งนี้รับผิดชอบหน้าที่เกี่ยวกับปฏิบัติการสู้รบของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินต่างๆ และยังมีหน้าที่ตรวจตรา ประเมิน และรายงานสิ่งที่ตรวจพบบนอากาศ บนผิวน้ำ หรือใต้น้ำ

 

ศูนย์ CDC จะแบ่งฝ่ายงานออกเป็น 7 ส่วน ได้แก่ การตรวจหาและติดตาม, นำเสนอและตัดสินใจ, ทำสงครามทางอิเล็กทรอนิก, ทำสงครามทางอากาศ, ทำสงครามบนผิวน้ำ, ทำสงครามใต้น้ำ และวางแผนปฏิบัติการทางยุทธวิธี

 

ส่วนระบบยุทโธปกรณ์ของ JCS ประกอบด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบ Phalanx ซึ่งเป็นอาวุธระยะประชิด (CIWS) ที่สามารถตรวจจับสิ่งคุกคามได้อัตโนมัติ ทั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ เครื่องบิน และเรือผิวน้ำ

 

อีกหนึ่งเขี้ยวเล็บสำคัญคือ ระบบปืนยิงเร็วขนาดลำกล้อง 20 มม. ที่ใช้ยิงสกัดขีปนาวุธต่อสู้เรือรบ และระบบ Rolling Airframe Missile (RAM) ซึ่งเป็นท่อปล่อยขีปนาวุธจำนวน 21 ลูก และใช้อินฟราเรดในการติดตามเป้าหมายบนอากาศ

 

ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ

เมื่อเรือเป็นฐานทัพอากาศลอยน้ำที่ทำหน้าที่คล้ายสนามบิน จึงจำเป็นต้องมีศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน (Carrier Air Traffic Control Center: CATCC) ซึ่งภารกิจหลักคือ การควบคุมการจราจรทางอากาศให้เป็นไปอย่างว่องไวและปลอดภัย รวมถึงการอนุมัติเครื่องบินบินขึ้นและลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน

 

CATCC จะแบ่งส่วนงานออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายปฏิบัติการทางอากาศ (AirOps) และฝ่ายควบคุมเครื่องบินที่บินเข้าใกล้เรือ (CCA) โดย AirOps จะคอยติดตามสถานะของเครื่องบินที่ออกปฏิบัติการ ส่วน CCA จะทำหน้าที่จัดการจราจรโดยใช้ระบบเรดาร์ค้นหาทางอากาศ และระบบนำทางลงจอดที่แม่นยำ

 

 

ศูนย์ควบคุมดาดฟ้าบิน

Flight Deck Control ทำงานแยกต่างหากจากศูนย์ CATCC โดยมีหน้าที่ดูแลและสนับสนุนอากาศยานทุกลำบนดาดฟ้าบิน

 

เจ้าหน้าที่ควบคุม (Handler) จะคอยควบคุมการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ ดูแลรักษา รวมถึงเติมเชื้อเพลิงให้เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์แต่ละลำ

 

ที่นี่ยังมีโมเดลขนาดย่อของดาดฟ้าเรือและเครื่องบินจำลอง ซึ่งจะแสดงตำแหน่งของเครื่องบินที่อยู่บนดาดฟ้า ณ เวลาปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินที่กำลังเตรียมเทกออฟ รอเติมเชื้อเพลิง หรือกำลังรับการดูแลรักษาอยู่

 

 

MISSION

ภารกิจหลักของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John C. Stennis คือการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในน่านน้ำทั่วโลก โดยพื้นที่ขนาด 4.5 เอเคอร์บนดาดฟ้าเรือลำนี้ ถือเป็นอาณาเขตอธิปไตยของสหรัฐฯ ที่สามารถเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ไกลสุดของโลกได้

 

แต่นอกจากผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว นาวาเอก เจ. แพทริก ธอมป์สัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง (Executive Officer) ของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John C. Stennis ย้ำว่า ภารกิจสำคัญของเรือลำนี้คือ การรักษาสันติภาพในทะเลด้วย

 

 

ในระหว่างให้สัมภาษณ์รวม นาวาเอก ธอมป์สัน ตอบคำถามเกี่ยวกับความสำเร็จของภารกิจที่ผ่านๆ มาว่า การดำรงอยู่ของเรือ USS John C. Stennis ถือเป็นความสำเร็จที่ตอบโจทย์ในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะการที่เรือแล่นไปที่ไหน ก็หมายถึงการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพที่นั่น ซึ่งโดยหลักๆ แล้วคือ การควบคุมเส้นทางเดินเรืออย่างเสรีในน่านน้ำสากล

 

เขายังกล่าวถึงความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับลูกเรือจำนวน 5,100 ชีวิตบนเรือลำนี้ ซึ่งมีทั้งทหารเรือ นาวิกโยธิน และเจ้าหน้าที่ควบคุมฝ่ายต่างๆ

 

ก่อนที่เรือจะเข้าเทียบท่าที่แหลมฉบัง USS John C. Stennis ได้แล่นไปประจำการที่อ่าวเปอร์เซียในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2018 ถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมภารกิจต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดยเครื่องบินขับไล่ F-18 ถูกส่งจากเรือขึ้นไปปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศใส่กลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถาน และกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในอิรักและซีเรีย

 

จากนั้นเรือได้ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย หลังได้รับคำสั่งให้แล่นเข้าเขตน่านน้ำปฏิบัติการของกองเรือที่ 7 แห่งสหรัฐฯ เพื่อปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

 

มีอะไรบ้างบนดาดฟ้าเรือ (Flight Deck)

อาจกล่าวได้ว่า ทีเด็ดของเรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำอยู่บนดาดฟ้าเรือ (Flight Deck) เพราะเขี้ยวเล็บของกองทัพล้วนอยู่บนนั้นส่วนใหญ่

 

นาวาเอก ธอมป์สัน ไม่ได้บอกตัวเลขเจาะจงว่าบนเรือ USS John C. Stennis เวลานี้มีเครื่องบินทั้งหมดกี่ลำ เพียงแต่บอกคร่าวๆ ว่า มีอากาศยานทางยุทธวิธีที่ขึ้นลงรวมประมาณ 70 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ที่จอดอยู่ในโรงเก็บเครื่องบินด้วย

 

จากห้องควบคุมการเดินเรือ เราเดินลงบันไดหลายชั้นก็มาถึงดาดฟ้าเรือ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของทริปนี้ ที่นี่เราได้เห็นเครื่องบินมากมายจอดเรียงรายบนลานบิน ทั้งเครื่องบินขับไล่ F-18, เฮลิคอปเตอร์ MH-60 Seahawk และเครื่องบิน E-2 Hawkeye

 

 

เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า บนดาดฟ้าบินนี้มีเครื่องดีดส่ง (Catapult) ทั้งหมด 4 จุด ซึ่งเป็นตัวส่งเครื่องบิน F-18 เวลาบินขึ้น แตกต่างจากเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ของรัสเซีย และ Liaoning ของจีน ที่ไม่มี Catapult เพราะที่ดาดฟ้าตรงหัวเรือจะออกแบบให้มีลักษณะลาดเอียงขึ้น หรือที่เรียกว่า Ski-Jump แทน

 

ส่วนเวลาเครื่องบินลงจอดนั้น เมื่อนักบินจัดแนวบินให้ตรงกับเส้นกึ่งกลางลงจอดบนดาดฟ้าแล้ว จะมีการบังคับเครื่องบินให้อยู่ในมุมลดระดับ โดยจำกัดความเร็วที่ประมาณ 160 ไมล์ต่อชั่วโมง จากนั้นตะขอเกี่ยวตรงท้ายเครื่องบินจะเกี่ยวกับลวด (Arresting Wires) บนดาดฟ้า ซึ่งจะหยุดเครื่องบินให้หยุดอยู่กับที่

 

 

เครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet

เรามักเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า F-18 แต่เครื่องบินขับไล่ที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John C. Stennis เป็นโมเดล F/A-18E และ F/A-18F Super Hornet ของบริษัท Boeing ซึ่งผ่านการอัปเกรดและพัฒนาต่อยอดมาจาก F/A-18 Hornet ของ McDonnell Douglas

 

F/A-18E เป็นเครื่องบินรบแบบมีที่นั่งเดี่ยว ส่วน F/A-18F เป็นแบบ 2 ที่นั่ง ส่วนระบบอาวุธที่น่าสนใจคือ ปืนกล M61 Vulcan ขนาดลำกล้อง 20 มม. และระบบอาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศ (AAM) และอากาศสู่พื้น (ASM) ด้วยรัศมีการสู้รบระยะทาง 722 กิโลเมตร

 

Super Hornet มีพิสัยบินไกลถึง 2,346 กิโลเมตร ติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรอง (Drop Tank) ได้จำนวน 5 ถัง และทำความเร็วได้สูงสุดที่ Mach 1.8 (2,205 กม./ชม.) ที่ระดับความสูง 40,000 ฟุต

 

สำหรับภารกิจของ F-18 เมื่อไม่นานมานี้ คือปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่ที่มั่นกลุ่ม IS ในอิรักและซีเรียเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเราคงรู้พิษสงของมันดีอยู่แล้ว จากสมรภูมิต่างๆ ที่มันเข้าร่วมในอดีต

 

นอกจาก F/A-18E/F แล้ว บนเรือลำนี้ยังมี EA-18G Growler ซึ่งเป็น F-18 เวอร์ชันที่ใช้ในภารกิจทำสงครามทางอิเล็กทรอนิก (Electronic Warfare) โดยเฉพาะอีกด้วย

 

 

เฮลิคอปเตอร์ MH-60 Seahawk

พัฒนาโดยบริษัท Sikorsky เจ้าเหยี่ยวทะเลเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลายบทบาท ตั้งแต่การค้นหาและกู้ภัยในทะเล (SAR), ขนส่งเสบียงและยุทธปัจจัยในแนวดิ่ง (VERTREP), เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ (MEDEVAC) ไปจนถึงการทำสงครามพิเศษทางเรือ (NSW), ทำสงครามต่อต้านเรือดำน้ำ (ASW) และทำสงครามต่อต้านเรือผิวน้ำ (ASUW)

 

นอกจากบนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินแล้ว MH-60 Seahawk ยังสามารถลงจอดบนเรือลาดตระเวน, เรือพิฆาต, เรือฟรีเกต, เรือสนับสนุนการสู้รบ รวมถึงเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ หรือเรือยกพลขึ้นบกด้วย

 

สำหรับเรือ USS John C. Stennis มี Seahawk ประจำการอยู่ 2 แบบ คือ MH-60S และ MH-60R

 

 

เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้า E-2C Hawkeye

E-2C Hawkeye เป็นเครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์ใบพัด 2 ตัว (Turboprop) พัฒนาโดยบริษัท Northrop Grumman เริ่มเข้าประจำการในกองทัพครั้งแรกในปี 1964

 

จุดเด่นของมันอยู่ที่จานกลมๆ แบนๆ ที่ติดอยู่เหนือลำตัวและปีกของเครื่องบิน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือ โดมเรดาร์หมุนได้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7.3 เมตร

 

ส่วนหน้าที่หลักๆ ของ E-2C Hawkeye ก็ตามชื่อของเครื่องบินนั่นแหละ กล่าวคือคอยบินลาดตระเวนเพื่อตรวจหาเครื่องบิน เรือ หรือยานพาหนะในระยะไกล เพื่อแจ้งเตือนกลับมายังกองบัญชาการ นอกจากนี้ตัวมันเองยังทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการและควบคุมสมรภูมิรบทางอากาศ โดยสามารถสั่งการให้เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายได้ด้วย

 

 

แสนยานุภาพกองเรือประจัญบาน

อย่างที่เราทราบกันว่า เรือบรรทุกเครื่องบินมักไม่แล่นไปไหนมาไหนตามลำพัง แต่จะห้อมล้อมด้วยเรือรบต่างๆ อยู่เสมอ ในบางโอกาสอาจมีทั้งเรือพิฆาต, เรือลาดตระเวน, เรือฟรีเกต, เรือตรวจการณ์ และเรือดำน้ำ ซึ่งกองเรือประจัญบาน JCS นั้น มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า John C. Stennis Carrier Strike Group (JCSCSG) ซึ่งอยู่ในโครงสร้าง Carrier Strike Group Three (CSG-3) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยมีเรือ USS John C. Stennis เป็นเรือธง ขนาบด้วยเรือลาดตระเวน USS Mobile Bay ชั้น Ticonderoga

 

ส่วน USS John C. Stennis จะมีเรือติดตามอีกกี่ลำนั้น ขึ้นอยู่กับภารกิจเป็นสำคัญ แต่โดยหลักๆ แล้ว เรือที่ติดตามจะมาจากกองเรือพิฆาต 21 (Dastroyer Squadron 21 หรือ DESRON 21) ซึ่งประกอบด้วยเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke อย่าง USS Chung-Hoon, USS Decatur, USS Gridley, USS Spruance และ USS Stockdale  

 

สำหรับผู้บัญชาการกองเรือ Carrier Strike Group Three คือ พลเรือตรี ไมค์ เว็ทลอเฟอร์

 

 

นอกจากกองเรือพิฆาตแล้ว กองประจัญบาน CSG-3 ยังมีฝูงบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่เรียกว่า Carrier Air Wing Nine ประกอบด้วย 9 ฝูงบิน (CVW 9 Squadrons) ได้แก่ ฝูงบินขับไล่ Tophatters, Black Aces, Warhawks และ Vigilantes, ฝูงบินโจมตีทางอิเล็กทรอนิก Wizards, ฝูงบินเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้าประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน Wallbangers, ฝูงบินเฮลิคอปเตอร์สู้รบทางทะเล Chargers, ฝูงบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีทางน้ำ Raptors และฝูงบินสนับสนุนโลจิสติกส์ประจำกองเรือ Providers

 

สำหรับฝูงบิน Tophatters, Warhawks และ Vigilantes ใช้งานเครื่องบินขับไล่แบบ F/A-18E เป็นหลัก ส่วนฝูงบิน Black Aces ใช้ F/A-18F ขณะที่ฝูง Wizards ใช้เครื่องบิน EA-18G Growler เป็นหลัก สำหรับฝูงบิน Wallbangers, Chargers, Raptors และ Providers ใช้ E-2C Hawkeye, MH-60S, MH-60R และ C-2A Greyhound ตามลำดับ

 

 

ในทางการทูตแล้ว การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปเยือนประเทศต่างๆ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนสัมพันธไมตรีที่แนบแน่นระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศพันธมิตรนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ การมาเยือนของ USS John C. Stennis ในช่วงเวลานี้จึงมีนัยสำคัญ เพราะเกิดขึ้นหลังจากที่ไทยกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจนครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2014

 

ซึ่งก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเป็นลำดับระหว่างไทยกับสหรัฐฯ

 

ก่อนจบทริป เราย้อนกลับลงมาที่โรงเก็บเครื่องบิน ที่นี่มีมุมเล็กๆ ที่จำหน่ายของที่ระลึกบนเรือ มีทั้งหมวก เหรียญ แก้ว และพวงกุญแจให้เลือกเก็บ แต่บอกก่อนว่า บนนี้ต้องใช้เงินดอลลาร์ซื้อเท่านั้น ใครที่มีโอกาสเที่ยวชมเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ครั้งต่อๆ ไป ก็อย่าลืมแลกเงินเผื่อไว้สักหน่อย

 

‘Look Ahead’

 

ระหว่างทางเราได้เห็นคติพจน์นี้บนผนังอีกครั้ง เป็นคติสั้นๆ แต่แฝงด้วยปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้ง มันย้ำเตือนเราว่า ทุกครั้งที่ชีวิตเผชิญกับมรสุมและอุปสรรค เราควรบากบั่น มุ่งมั่น และมองไปข้างหน้า เพื่อไปสู่จุดหมาย เช่นเดียวกับลูกเรือทุกคนบนเรือลำนี้ที่ยึดมั่นคติพจน์นี้ และมองไปข้างหน้าทุกวัน ถึงแม้ต้องฝ่าคลื่นลมมรสุมนานัปการในท้องทะเลกว้าง แต่เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ก็ไม่เคยครั่นคร้าม

 

จนกว่าจะพบกันอีกครั้ง USS John C. Stennis

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post พาชมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS John C. Stennis เกียรติภูมินาวีสหรัฐฯ กับบทบาทผู้พิทักษ์สันติภาพแห่งท้องทะเล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/uss-john-c-stennis/feed/ 0