คสช. Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คสช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Jan 2026 10:17:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติพิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุพรรคประชาชนเปิดกว้าง https://thestandard.co/natthapong-on-pisan-qualifications/ Wed, 07 Jan 2026 06:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1162177 ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติ พิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุ พรรคประชาชนเปิดกว้าง

วันนี้ (7 มกราคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติพิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุพรรคประชาชนเปิดกว้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติ พิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุ พรรคประชาชนเปิดกว้าง

วันนี้ (7 มกราคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มขึ้นรถปราศรัยจากถนนเส้นพระพรหม บริเวณสี่แยกเจริญทรัพย์ไปจนถึงเส้นไร่หนึ่งหน้าสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ไปยังบางละมุง หาดพัทยา

 

สำหรับชลบุรี พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 10 เขต ดังนี้ วรท ศิริรักษ์ เขต 1 (เบอร์ 7), วรรณิดา นพสิทธิ์ เขต 2 (เบอร์ 1), ชวาล พลเมืองดี เขต 3 (เบอร์ 1), นภัสวรรณ มณีรัตน์โรจน์ เขต 4 (เบอร์ 2), ณรงคธร โพธิ์หมื่น เขต 5 (เบอร์ 6), นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต เขต 6 (เบอร์ 7), สหัสวัต คุ้มคง เขต 7 (เบอร์ 1), มนัสวิน จันทร์เจริญ เขต 8 (เบอร์ 7), ยอดชาย พึ่งพร เขต 9 (เบอร์ 5) และธนาธาร ประมูลพงษ์ เขต 10 (เบอร์ 5)

 

ช่วงหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดชลบุรีนั้น การเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้ สส. บัญชีรายชื่อมา 47% ส่วน สส. เขต กวาดคะแนนได้ 7 เขตจากทั้งหมด 10 เขต ครั้งนี้ก็หวังว่าพรรคประชาชนจะยังได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องเพิ่มขึ้นจนสามารถปักธงส้มได้ทั้งจังหวัด

 

ณัฐพงษ์มั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องเช่นเคย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หวั่นไหวแม้มีกระแสข่าวบ้านใหญ่รวมตัวกันในหลายพื้นที่ ยืนยันพร้อมเสนอนโยบายที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

 

กรณีที่ผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็นที่แกนนำพรรคประชาชนเริ่มเดินสายหาเสียงและเริ่มเจอคำถามที่อาจสร้างผลกระทบต่อความนิยมของพรรคประชาชน ณัฐพงษ์กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่ผลตอบรับดีมาก แต่ก็เข้าใจพี่น้องประชาชนบางส่วนที่พยายามตั้งคำถามถึงจุดยืนต่อกองทัพ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ตนไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวหรือเสียสมาธิแต่อย่างใด ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการนำเสนอนโยบายและทำให้ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น

 

ตอบปมคนนอกเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรี

 

ส่วนประเด็นคำถามเรื่องการเลือกให้คนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี พรรคประชาชนมีสัดส่วนในการเลือกคนนอกพรรคและคนในพรรคมาร่วมงานด้วยมากน้อยเพียงใดนั้น ณัฐพงษ์ระบุว่า ทีมบริหารพรรคมีทั้งมืออาชีพจากแวดวงต่างๆ ที่ตัดสินใจมาทำงานรวมกับพรรคเพื่อพัฒาประเทศ มีทั้งคนร่วมงานกับพรรคมานานและไม่ได้ปรากฎตัวให้คนทั่วไปเห็น ทำให้คนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าไม่เคยร่วมงานกับพรรคมาก่อน

 

สำหรับตอนนี้ พรรคประชาชนได้นำเสนอทีมผู้บริหารผ่านรายการ The Professionals นั้นไปแล้ว 2 ท่าน สำหรับประเด็นคนนอกหรือคนใน ต้องดูทั้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นไปตามแนวทางเดียวกันหรือไม่ มีความรู้ความสามารถเหมาะสมหรือไม่ ส่วนประเด็นของท่านทูตพิศาลทั้งเรื่องจุดยืนสมัยประจำการอยู่สหรัฐอเมริกา ภายใต้ยุค คสช. ตอนนั้นท่านทำหน้าปฏิบัติหน้าที่เป็นทูตประจำสหรัฐอเมริกา เป็นข้าราชการประจำกระทรวงต่างประเทศ ท่านก็ทำหน้าที่ภายใต้หมวกกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งต้องชี้แจงตามที่กระทรวงสั่งการ ประวัติที่ผ่านมาช่วงหลังที่ท่านทูตพิศาลเป็น สว. ซึ่งมีทั้งการโหวตใ้ห้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี และยังได้โหวตเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปิดสวิตช์ สว. ถึง 6 ครั้ง เหล่านี้น่าจะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าท่านมีแนวคิดแนวทางเดียวกับพรรคประชาชน

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากใครยังมีคำถามเกี่ยวกับจุดยืนหรือความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง ตนไม่สามารถตอบแทนได้ แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน หลักของพรรคประชาชน เราไม่ได้ปิดกั้นทางความคิด เนื่องจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการฉันทามติทางสังคม เราต้องเปิดกว้าง ในอดีตที่มีความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ใครอาจจะเคยเชื่อว่าการปฏิวัติรัฐประหารช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ เราไม่ได้เชื่อแบบนั้น ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การรัฐประหารที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำให้การคอร์รัปชั่นลดลงแต่อย่างใด ในอดีตคุณอาจจะเคยเชื่ออะไรมา แต่วันนี้เรามีแนวทางเดียวกันก็สามารถร่วมกันหาทางออกให้สังคมร่วมกันได้

 

ส่วนกรณีที่ถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่ให้ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ มาดำรงตำแหน่งนี้ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ควรจะต้องกลับไปถามคุณฟูอาดี้โดยตรงด้วย ตนคิดว่าแต่ละคนมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป เหตุผลมีหลากหลายทั้งเรื่องจุดยืนทางการเมือง เหตุผลส่วนตัว ในส่วนของฟูอาดี้ก็เป็นผู้มีความสามารถ และช่วยให้คำแนะนำกับพรรคในฐานะนักวิชาการมาอย่างยาวนาน แต่ขึ้นกับความพร้อมของเจ้าตัวว่าต้องการมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

 

กรณี กัลยพัชร รจิตโรจน์ อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ หมอนิว ที่ออกมาพูดถึงการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคนั้น ตนรู้สึกเสียดายที่แม้ว่าปัจจุบันจะมีตำแหน่งที่เปลี่ยนไป แม้ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สส. แต่การเป็นสมาชิกพรรคก็คือการเป็นเจ้าของพรรค การที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคบางด้าน เสียงของหมอนิวในฐานะสมาชิกพรรคจะได้รับฟังมากที่สุด เพราะทุกการตัดสินใจใหญ่ๆ ก็จะรับฟังเสียงสมาชิกพรรคทุกครั้ง  อาจจะมีบางอย่างที่หมอนิวไม่เข้าใจกระบวนการของพรรคทั้งหมด ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไม่ได้ใช้สิทธิสมาชิกในพรรคในการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนมีโปลิตบูโรหรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าจะมี ก็หัวหน้าพรรคนี่แหละที่เป็นคนตัดสินใจใหญ่ๆ การตัดสินใจทุกอย่างของพรรคก็มาจากหัวหน้าพรรคร่วมกับผู้บริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรค อดีตแกนนำก็อยู่ในฐานะที่ปรึกษาพรรคด้วยเช่นกัน ความรับผิดรับชอบก็อยู่ที่ตนและผู้บริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเช่นกัน พร้อมเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนติดตามรายการ The Professionals เปิดตัวไปเพียง 2 คน ยังมีการเปิดตัวทุกวันจนถึงวันที่ 15 มกราคม เชื่อว่าเป็นมืออาชีพที่จะทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลประชาชนจะบริหารประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติพิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุพรรคประชาชนเปิดกว้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหารจากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? https://thestandard.co/demise-2-parties-coup-politics/ Mon, 15 Dec 2025 11:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1154844 อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง?

ในปี 2568 นับเป็นอีกห้วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การเมือ […]

The post อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหารจากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง?

ในปี 2568 นับเป็นอีกห้วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดขึ้นและดับลง มีการเปลี่ยนแปลงหลายตลบ ทั้งการเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ตลอดจนแรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่ย้ายขั้ว เปลี่ยนพรรค

 

พรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คาดว่าจะเป็น 2 พรรคการเมืองที่มีรากฐานจากอำนาจรัฐประหารปี 2557 อย่าง ‘พรรคพลังประชารัฐ’ และ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ที่มีภารกิจเพื่อสืบทอดอำนาจ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 1

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แถลงยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

 

เป็นเหตุให้แกนนำของทั้งสองพรรคการเมืองอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ต่างเผชิญแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญบนสนามการเมือง ภายใต้บริบทที่แรงสนับสนุนเริ่มโรยรา ความเป็นเอกภาพ และอำนาจต่อรองลดถอยลงอย่างชัดเจน

 

จนก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า พรรคการเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อรองรับอำนาจหลังปี 2557 จะสามารถปรับตัวและยืนหยัดอยู่บนสนามการเมืองภายใต้กติกาประชาธิปไตยที่เข้มข้นขึ้นได้หรือไม่ หรือกำลังเดินเข้าสู่บทสรุปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

พรรคทหารไม่เคยอยู่ยั่งยืนยง

 

หากย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อกลิ่นควันปืนจางหาย และเสียงรถถังได้เงียบลง ภารกิจถัดมาของคณะนายทหารมักไม่ใช่การวางมือจากอำนาจ หากคือการชุบตัวทางการเมือง แปรสภาพจากเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้า สู่สูทสากล ผ่านยานพาหนะที่เรียกกันติดปากว่า ‘พรรคทหาร’

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 2

พล.อ.ประวิตร​ และ พล.อ.ประยุทธ์

ระหว่างการทำหน้าที่บนบัลลังก์คณะรัฐมนตรี ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 

ตลอดกว่า 90 ปีของการเมืองไทย พรรคทหารแทบไม่เคยดำรงอยู่อย่างยั่งยืน แม้ว่า ‘รัฐประหาร’ และ ‘การเลือกตั้ง’ จะคล้ายเป็นเส้นขนานที่ไม่ควรบรรจบกัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองกลับถูกนำมาผูกโยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ การสืบทอดอำนาจ แต่ไม่ว่าผ่านไปกี่ยุคสมัย จุดจบของพรรคเหล่านี้กลับคล้ายคลึงกัน คือ การล้มหายไปพร้อมกับการเสื่อมถอยของอำนาจผู้นำ

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา แทบไม่มีพรรคทหารพรรคใดสามารถดำรงอยู่อย่างยั่งยืนยง ในระบอบการเมืองที่ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

 

พรรคเสรีมนังคศิลา (ปี 2498): ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงที่อำนาจทางทหารยังครอบงำการเมืองอย่างชัดเจน พรรคทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางรัฐสภา มากกว่าการเป็นพรรคมวลชน และเสื่อมบทบาทลงอย่างรวดเร็วเมื่อจอมพล ป. หมดอำนาจ

 

พรรคสหประชาไทย (ปี 2511): ก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับอำนาจของจอมพล ถนอม กิตติขจร ในยุคเผด็จการทหารแบบรัฐสภา พรรคขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และล่มสลายไปพร้อมกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

 

พรรคสามัคคีธรรม (ปี 2535): ก่อตั้งขึ้นหลังยุครัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เพื่อสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร การพยายามใช้อำนาจนอกระบบสวมเสื้อพรรคการเมืองนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรง และจบลงด้วยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 3

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค

ยื่นเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ อดีตหัวหน้าคสช.

เป็นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562

 

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (ปี 2561): ก่อตั้งขึ้นหลังการรัฐประหาร 2557 ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 เพื่อเป็นฐานอำนาจทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีแกนนำสำคัญอย่างอดีตนายทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.ประวิตร ร่วมอยู่ด้วย

 

แม้พรรคพลังประชารัฐจึงประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล แต่กลับเผชิญปัญหาความแตกแยกภายใน การขาดอุดมการณ์ร่วม และการพึ่งพาอำนาจนอกระบบมากกว่าคะแนนนิยมของประชาชนในเวลาต่อมา

 

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ (2564) แยกตัวออกมาในเวลาต่อมา เพื่อรองรับการกลับสู่สนามเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ในปี 2566 โดยมีจุดยืนอนุรักษ์นิยม และการปกป้องสถาบันฯ อย่างชัดเจน แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ยังถูกมองเป็น ‘พรรคเฉพาะกิจ’ ที่ผูกติดกับตัวบุคคลมากกว่าการสร้างฐานมวลชนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ยั่งยืน

 

มากไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาเชิงลึกถึงเส้นทางของพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว จะเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านของพรรคการเมืองสายอำนาจรัฐประหาร ได้อย่างชัดเจนตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา

 

พรรคพลังประชารัฐก่อตั้งขึ้นในปี 2561 ทำหน้าที่เป็นพาหนะทางการเมืองของอำนาจรัฐประหารปี 2557 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ หวนคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ผ่านกลไกรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560

 

ในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐได้ 116 ที่นั่ง แม้ไม่ได้ชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่สามารถรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็ก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากวุฒิสภา (สว.) ชุดเฉพาะกาล 250 คน ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดั่งฝัน และถือเป็นจุดสูงสุดของอำนาจทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 4

พี่น้อง 3 ป. พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ. ประวิตร และพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา

อยู่ในเฟรมภาพเดียวกัน

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

แต่หลังจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่นาน พรรคพลังประชารัฐเริ่มเผชิญปัญหาความขัดแย้งภายในอย่างต่อเนื่อง ความไม่เป็นเอกภาพของแกนนำ ไปจนถึงความตึงเครียดทางอำนาจระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับขั้วอำนาจรอบตัว พล.อ.ประยุทธ์ จนท้ายที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค และทำให้พรรคค่อยๆ หมดพลังในทางการเมือง

 

ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แยกทางออกจากพรรคพลังประชารัฐ และย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผลให้พลังประชารัฐสูญเสียศูนย์กลางอำนาจ และจุดขายหลักของพรรค ขณะเดียวกัน สส. และอดีตแกนนำต่างก็ทยอยย้ายพรรคไปยังขั้วการเมืองอื่น จนทำให้โครงสร้างพรรคโรยราลง

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคพลังประชารัฐได้จำนวน สส. ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือแค่ 40 ที่นั่ง (เขต 39 + บัญชีรายชื่อ 1) และกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในสถานะรอง จากเดิมที่เคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สะท้อนการถดถอยทั้งในเชิงอำนาจ และความนิยมของพรรค

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 5

พล.อ.ประวิตร ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อเพียงหนึ่งเดียวของพลังประชารัฐ

ร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

5 กันยายน 2568

ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร

 

ทำให้ตลอดปี 2568 พรรคพลังประชารัฐเข้าสู่ช่วงขาลงทางการเมือง ทั้งจากความแตกแยกภายในพรรคครั้งใหญ่ และการย้ายขั้วทางการเมืองของอดีตแกนนำสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม รวมถึง สันติ พร้อมพัฒน์ บ้านใหญ่เพชรบูรณ์ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างพรรคเต็มๆ

 

สุดท้ายแล้วเมื่อบทบาททางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐลดลง จนแทบไม่สามารถกำหนดทิศทาง หรือสร้างอำนาจต่อรองในรัฐบาลได้อีกต่อไป ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงทศวรรษ พรรคพลังประชารัฐจึงถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในฐานะพรรคที่ถือกำเนิดจากรัฐประหาร เติบโตอย่างรวดเร็ว และเสื่อมถอยรวดเร็วไม่แพ้กัน

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 6

พล.อ. ประยุทธ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ

สวมแจ็กเกต และร่วมกิจกรรมของพรรค ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2566

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ด้วยเป้าหมายชัดเจน คือ การทำหน้าที่เป็นพาหนะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวออกมาจากพรรคพลังประชารัฐ โครงสร้างของพรรคถูกออกแบบโดยมีตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการสร้างพรรคการเมืองเชิงสถาบันที่มีอุดมการณ์ และฐานมวลชนรองรับในระยะยาว

 

การเลือกตั้งปี 2566 พรรครวมไทยสร้างชาติได้ สส. 36 ที่นั่ง ได้คะแนนความนิยมพรรคถึง 4,766, 408 เสียง และได้ สส.บัญชีรายชื่อถึง 13 นั่ง ซึ่งที่มาจากคะแนนความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ล้วนๆ แม้ไม่เพียงพอให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เปิดทางให้พรรคเข้าร่วมรัฐบาล และรักษาบทบาททางอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ไว้ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้

 

หลังการเลือกตั้ง ปัญหาภายในพรรคเริ่มปรากฏชัด ทั้งความขัดแย้งระหว่างแกนนำ การจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง และคำถามต่อทิศทางในระยะยาว เนื่องจากพรรคไม่สามารถเสนออัตลักษณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนได้ นอกเหนือจากการสนับสนุนผู้นำ อีกทั้งโครงสร้างพรรคยังไม่เอื้อต่อการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ขณะที่ สส. จำนวนไม่น้อยเป็นนักการเมืองที่ย้ายค่ายมาแบบเฉพาะกิจอีก

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์วางมือจากการเมืองไปรับตำแหน่งองคมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติก็เข้าสู่ภาวะไร้ศูนย์กลางอย่างแท้จริง และเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้นด้วย

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 7

พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.

ภาพ : ฐานิส สุดโต

 

ในปี 2568 แม้จะยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยอยู่ แต่ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 จากที่มีอยู่ในบัญชี คือ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย พรรคก็ได้แตกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

 

1. กลุ่มพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลือกงดออกเสียง มุ่งประคองพรรคให้อยู่กับขั้วเพื่อไทย และพยายามดันเป็นมติพรรค แต่เผชิญแรงต้านจาก สส. ภายใน

 

2. กลุ่มเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โหวตสนับสนุนอนุทิน เพื่อย้ำจุดยืนขั้วอนุรักษนิยม เห็นว่าการหนุนรัฐบาลเดิมต่อไปอาจกระทบฐานเสียง

 

3. กลุ่มเพื่อนสุชาติ ชมกลิ่น โหวตสนับสนุนอนุทิน เปิดตัวเป็นแนวร่วม และลาออกจาก สส. เพื่อเปิดทางรับตำแหน่งรัฐมนตรีโดยไม่ติดข้อจำกัดภายในพรรค

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 8

อนุทิน ชาญวีรกูล ให้การต้อนรับ

สุชาติ ชมกลิ่น และ ธนกร วังบุญคงชนะ

เดินทางเข้าสมัครพรรคภูมิใจไทย 24 ตุลาคม 2568

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

ท้ายที่สุดแกนนำสำคัญอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น, ธนกร วังบุญคงชนะ, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รวมถึงกลุ่มบ้านใหญ่ ต่างทยอยมองหาทางเลือกใหม่ และเปิดตัวร่วมงานกับพรรคสีน้ำเงิน สะท้อนความเปราะบางของพรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งในเชิงโครงสร้าง ความเป็นเอกภาพ และความเชื่อมั่นทางการเมืองอย่างชัดเจน

 

จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจึงไม่ต่างจากพรรคเฉพาะกิจ ที่เกิดมาเพื่อประคองอำนาจมากกว่าสร้างอนาคต ถูกออกแบบให้เดินไปกับผู้นำเพียงคนเดียว และเมื่อผู้นำนั้นก้าวลงจากเวที อนาคตของพรรคก็ย่อมเลือนรางตามไปด้วย

 

2 พรรคทหาร นับถอยหลังสู่วันร่วงโรย

 

ดังนั้น ภาพรวมของพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติในปี 2568 จึงสะท้อนข้อจำกัดของพรรคการเมืองที่ถือกำเนิดจากอำนาจรัฐประหารอย่างชัดเจน แม้จะสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจรัฐได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อขาดการยึดโยงกับประชาชนในฐานะฐานอำนาจที่แท้จริง พรรคย่อมเข้าสู่ภาวะสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่พรรคเสรีมนังคศิลา สหประชาไทย สามัคคีธรรม จนถึงพรรคการเมืองที่มาจากรัฐประหารในปัจจุบัน ต่างสะท้อนรูปแบบซ้ำเดิม คือการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เติบโตจากอำนาจนอกระบบ และเสื่อมถอยลงพร้อมกับผู้นำที่เป็นศูนย์กลางอำนาจ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 9

พี่น้อง 2 ป. พล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์

ร่วมถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรี หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558

 

ท้ายที่สุด บทเรียนจากทั้งอดีตและปัจจุบัน คล้ายจะพาไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า พรรคทหารไม่เคยดำรงอยู่อย่างยั่งยืนยง เมื่อภารกิจสืบทอดอำนาจสิ้นสุดลง พรรคการเมืองเหล่านี้ก็ย่อมค่อยๆ เลือนหาย เหลือไว้เพียงร่องรอยในหน้าประวัติศาสตร์

 

เพื่อย้ำเตือนว่า อำนาจที่ไม่ตั้งอยู่บนความยินยอมของประชาชน ไม่อาจยืนยาวในระบอบประชาธิปไตย และผลการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตามกรอบ 45-60 วันตามกรอบรัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวชี้ชัดว่าพรรคทหาร ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ กำลังเผชิญกับจุดจบของการเมืองไทยหรือไม่

The post อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหารจากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. เห็นชอบท่วมท้นร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ล้าสมัย ชี้ผลกระทบจาก ม. 44 ก่อนตั้ง กมธ. ศึกษาในรายละเอียดต่อไป https://thestandard.co/senate-approves-repeal-of-ncpo-orders/ Tue, 19 Aug 2025 13:23:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1109082 ยกเลิกคำสั่ง คสช.

วันนี้ (19 สิงหาคม) ในที่ประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 11 สมัย […]

The post สว. เห็นชอบท่วมท้นร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ล้าสมัย ชี้ผลกระทบจาก ม. 44 ก่อนตั้ง กมธ. ศึกษาในรายละเอียดต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยกเลิกคำสั่ง คสช.

วันนี้ (19 สิงหาคม) ในที่ประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 11 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ที่มี บุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. บางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. …. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว

 

โดยที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้อภิปรายแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง สมาชิกส่วนมากเห็นด้วย และแสดงความยินดีที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกต อาทิ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 72/2559 เกี่ยวกับเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งใช้อำนาจตามมาตรา 44 ระงับการดำเนินการของเหมืองในเวลานั้น 

 

“แม้จะเป็นการตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประชาชนแต่ต่อมากลับนำไปสู่ข้อพิพาทกับบริษัทเอกชน ทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระการฟ้องร้องในอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจนต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล” เทวฤทธิ์ระบุ

 

ขณะที่ ประภาส ปิ่นตบแต่ง สว. แสดงความกังวลถึงผลกระทบมาตรา 44 ที่ยังมีกระทบในปัจจุบัน มีบางส่วนที่ละเมิดสิทธิของประชาชน ขาดการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่วน วิวัฒน์ รุ้งแก้ว สว. ที่อภิปรายในมุมของระบบการศึกษาว่า ผลของคำสั่ง คสช. ทำให้สัดส่วนของอาชีพครูในคุรุสภาลดลง

 

จากนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติรับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไว้พิจารณา ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 155 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 4 เสียง โดยตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา จำนวน 21 คน กำหนดแปรญัตติภายใน 7 วัน

 

The post สว. เห็นชอบท่วมท้นร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ล้าสมัย ชี้ผลกระทบจาก ม. 44 ก่อนตั้ง กมธ. ศึกษาในรายละเอียดต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนเงื่อนไขการยุบพรรค เลิกให้ศาลตีความจริยธรรม https://thestandard.co/parit-proposes-amendment-of-draft-constitution/ Wed, 18 Sep 2024 05:30:36 +0000 https://thestandard.co/?p=984842

วันนี้ (18 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. […]

The post พริษฐ์เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนเงื่อนไขการยุบพรรค เลิกให้ศาลตีความจริยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยถึงการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ของพรรคประชาชน โดยระบุว่า เป็นการเดินคู่ขนาน เร่งรัดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยโดยเร็ว ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่มีความสำคัญจำเป็นเร่งด่วน

 

พริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขประเด็นการลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยกเลิกมาตรา 279 ที่เกี่ยวกับประกาศและคำสั่ง คสช. รวมถึงเพิ่มหมวดการป้องกันรัฐประหารไปแล้ว คาดว่าจะพิจารณาในวันที่ 25 กันยายนนี้ และกล่าวต่อว่า ส่วนร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่กำลังดำเนินการคือการแก้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ

 

โดยมี 2 ประเด็น ได้แก่ 1. ทบทวนแก้ไขอำนาจการยุบพรรค ซึ่งจะต้องยื่นร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เพื่อให้สถาบันการเมืองยึดโยงกับประชาชน รวมถึงเงื่อนไขการยุบพรรค ซึ่งคาดว่าจะมีร่างฉบับกลางที่เซ็นร่วมกันในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน และอาจมีร่างของพรรคการเมืองอื่นยื่นประกบ

 

  1. ทบทวนอำนาจเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ถูกเพิ่มเข้ามาในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรม แต่ต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญสามารถปฏิบัติงานด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างสุจริต อย่างไรก็ตาม การที่รัฐธรรมนูญ 2560 นำมาตรฐานทางจริยธรรมมาบรรจุในกฎหมายอาจเกิดปัญหาได้ เพราะเป็นเรื่องที่มีความเป็นนามธรรมสูง แต่ละคนนิยามไม่เหมือนกัน แต่กลับให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ผูกขาดนิยามมาตรฐานทางจริยธรรมและบังคับใช้กับทุกองค์กร

 

ดังนั้นเมื่อมีการยื่นเรื่องให้วินิจฉัย องค์กรที่วินิจฉัยไต่สวนคือศาลรัฐธรรมนูญ เรามองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา จึงเสนอให้เปลี่ยนเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง เช่น หากเกิดกรณีการแต่งตั้งบุคคลมาเป็นรัฐมนตรี จะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกระแสข้อวิจารณ์ทางสังคม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลไปถึงคูหาเลือกตั้ง

 

“สิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหาคือการนำเรื่องที่เป็นนามธรรมในจริยธรรมกำหนดไว้ในตัวบทกฎหมาย และให้อำนาจกับองค์กรกลุ่มเดียวในการนิยาม มีบทบาทหลักในการตีความวินิจฉัย สิ่งที่ต้องการเห็นคือการปรับปรุงกำกับจริยธรรม อย่างแรกมองว่าเรื่องจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สิ่งสำคัญคือความรับผิดชอบทางการเมือง” พริษฐ์กล่าว

 

ส่วนร่างแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นเดียวกันของพรรคอื่น พริษฐ์ระบุว่า ต้องดูเนื้อหารายละเอียด แต่มองว่าหลายพรรคเห็นปัญหาคล้ายกัน แต่แนวทางการแก้ไขอาจแตกต่าง อย่างไรก็ตาม ทุกพรรคการเมืองที่ยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะไปจบที่การพิจารณาร่วมกันในที่ประชุมรัฐสภา หากภาพรวมเห็นปัญหาตรงกัน แต่แตกต่างกันในรายละเอียด มองว่าเป็นโอกาสดีที่จะรับประกันและถกเถียงเพิ่มเติมในชั้น กมธ.

 

หากรัฐบาลไม่รอบคอบ รัฐธรรมนูญใหม่อาจไม่เกิด

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่ ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ยังมีจุดยืนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนเดิม คือ ไม่แก้หมวด 1 และ 2 พริษฐ์กล่าวว่า จุดยืนของพรรคประชาชนยังคงเหมือนเดิม ซึ่งเห็นต่างกับทางรัฐบาล ทั้งนี้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นการยกเว้นปรับปรุงเนื้อหาหมวด 1 เพียงแต่วางกรอบไว้ว่า การแก้ไขจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ อีกทั้งที่ผ่านมาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีการปรับปรุงหมวด 1 และ 2 ซึ่งไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแต่อย่างใด

 

พริษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนคำถามประชามติ พรรคประชาชนให้ความสำคัญ แม้รัฐบาลจะมีจุดยืนไม่ต้องการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และ 2 แต่คำถามประชามติควรถามในลักษณะที่เปิดกว้าง และไม่นำเงื่อนไขดังกล่าวมากำหนดไว้

 

“หากรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงยืนยันประเด็นคำถามเดิม ซึ่งเป็นการถามสองเรื่องในคำถามเดียวกัน กังวลว่าจะเกิดความไม่ชัดเจนกับประชาชนที่เห็นด้วยในบางส่วนของคำถาม ทำให้ส่งผลไปถึงการลงประชามติ ซึ่งพรรคประชาชนประเมินว่าโอกาสที่จะทำให้ประชามติผ่านความเห็นชอบลดน้อยลง” พริษฐ์กล่าว

 

ส่วนประเมินกรอบเวลาการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในช่วงเวลา 3 ปีที่เหลืออยู่ของรัฐบาลอย่างไร พริษฐ์กล่าวว่า กระบวนการทำฉบับใหม่อาศัยเวลา หากเดินตามแผนของรัฐบาลที่ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง และ 1 ปีที่ผ่านมายังไม่ได้เริ่มดำเนินการ ทำให้เวลาถูกบีบ และตัวแปรเยอะเกินกว่าจะฟันธงได้

 

“ยอมรับว่ากังวลใจ มีความเสี่ยงหากรัฐบาลไม่วางแผนอย่างรอบคอบอาจไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้ ฝ่ายค้านไม่ได้นิ่งนอนใจ รอชมอย่างเดียว และพยายามยื่นข้อเสนอและเร่งรัดกระบวนการตรงนี้ให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็วที่สุด” พริษฐ์กล่าว

The post พริษฐ์เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนเงื่อนไขการยุบพรรค เลิกให้ศาลตีความจริยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ล้างผลพวงรัฐประหาร ยกเลิกคำสั่ง คสช. และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี https://thestandard.co/mfp-constitution-amendment-25072567/ Thu, 25 Jul 2024 04:09:16 +0000 https://thestandard.co/?p=962635

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา พรรคก้าวไกล นำโดย พร […]

The post ก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ล้างผลพวงรัฐประหาร ยกเลิกคำสั่ง คสช. และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา พรรคก้าวไกล นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการลบล้างผลพวงรัฐประหารจำนวน 3 ฉบับต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา

 

พริษฐ์กล่าวว่า ถึงแม้รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ดังนั้นพรรคก้าวไกลจึงเห็นว่านอกเหนือจากการผลักดันให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด รัฐสภาควรดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่มีความสำคัญและเร่งด่วนคู่ขนานกันไป

 

ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์นี้ สมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ 200 คนได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว พรรคก้าวไกลจึงใช้จังหวะนี้ในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราชุดแรก เพื่อให้เป็นภารกิจแรกของวุฒิสภาชุดใหม่ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

 

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่พรรคก้าวไกลยื่นเข้ามาเป็นชุดแรกนั้นมุ่งเน้นไปที่การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายการเมืองในสภาเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด โดยแบ่งร่างออกเป็น 3 ฉบับ ได้แก่

 

ร่างที่ 1 ยกเลิกมาตรา 279 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นมาตราที่ทำให้ประกาศและคำสั่งทุกฉบับของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้า คสช. ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การยกเลิกมาตรา 279 จะเปิดโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้เสียหายจากประกาศและคำสั่ง คสช. มีโอกาสได้โต้แย้งถึงความชอบด้วยกฎหมายของประกาศและคำสั่งดังกล่าว ในกรณีที่ประกาศและคำสั่งนั้นส่งผลต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

เลิกคำสั่ง คสช. ที่ไม่เป็นประโยชน์

 

ทั้งนี้ พริษฐ์กล่าวว่า พรรคก้าวไกลจะผลักดันเรื่องการยกเลิกมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ คู่ขนานกับการผลักดันกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อดำเนินการยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยพรรคก้าวไกลได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. เข้าสู่สภาไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 แต่ถูกตีความว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน จึงต้องรอว่านายกรัฐมนตรีจะลงนามรับรองให้เข้าสภาหรือไม่มาตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2566

 

ร่างที่ 2 คือการเพิ่มหมวด 16/1 ในรัฐธรรมนูญ เรื่องการป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร โดยมีสาระสำคัญ 3 ส่วน คือ

 

  1. เติมพลังให้ประชาชนทุกคนในการต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่วไป หรือการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่วางแผนยึดอำนาจจากประชาชน

 

  1. เพิ่มความรับผิดชอบให้ทุกสถาบันทางการเมืองร่วมกันปฏิเสธการรัฐประหาร เช่น ห้ามไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและศาลทั้งปวงรับรองการรัฐประหาร

 

  1. ทำให้การทำรัฐประหารมี ‘ราคา’ สำหรับผู้ก่อการ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่ให้มีการนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร การกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายที่ฟ้องผู้ก่อรัฐประหารฐานกบฏได้ โดยปราศจากอายุความ และการทำให้บทบัญญัติในหมวดการป้องกันรัฐประหารทั้งหมดมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ที่มีผลใช้บังคับไปโดยตลอดไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกฉีกหรือไม่

 

พริษฐ์ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะผลักดันเรื่องการเพิ่มหมวดป้องกันและต่อต้านรัฐประหารในรัฐธรรมนูญ คู่ขนานกับการผลักดันมาตรการอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันกฎหมายปฏิรูปกองทัพเพื่อให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน หรือการรณรงค์ทางความคิดให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในการแก้ไขทุกปัญหาผ่านกลไกทางการเมืองภายในระบอบประชาธิปไตย

 

ร่างที่ 3 คือการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศ ผ่านการยกเลิกมาตรา 65 และหมวด 16 ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

ทั้งนี้ การยกเลิกยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศจะมีแผนการพัฒนาหรือแผนการบริหารประเทศที่กำหนดวิสัยทัศน์ว่าประเทศนั้นจะเดินหน้าไปในทิศทางใด แต่เราต้องการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศฉบับ คสช. เนื่องจากเหตุผล 3 ประการ คือ

 

  1. ยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะร่างขึ้นในยุคของคณะรัฐประหาร ซึ่ง คสช. เข้ามากำกับควบคุมตลอดกระบวนการ แทนที่จะถูกร่างในยุคของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และด้วยกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในวงกว้าง

 

  1. ยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวขาดความยืดหยุ่น เพราะใช้วิธีบรรจุกลไกเรื่องยุทธศาสตร์และแผนเข้าไปในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จนนำไปสู่การขยายตัวของรัฐราชการแทนที่จะเป็นยุทธศาสตร์และแผนที่พรรคการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาออกแบบ ตามนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศที่ได้รับอาณัติจากประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง

 

  1. ยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวเสี่ยงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกัน เพราะเปิดช่องให้บางฝ่ายสามารถใช้กลไกขององค์กรอิสระหรือศาลต่างๆ เพื่อลงโทษหน่วยงานรัฐที่อาจเป็นคู่ขัดแย้งกัน ด้วยเหตุผลว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ

 

พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้พรรคก้าวไกลหวังว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดแรก รวมกัน 3 ฉบับ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม และเรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวโดยเร็ว อีกทั้งยังหวังว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว. ชุดใหม่ จะให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพื่อลบล้างผลพวงรัฐประหาร และเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่สำคัญและเร่งด่วน คู่ขนานกับการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

The post ก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ล้างผลพวงรัฐประหาร ยกเลิกคำสั่ง คสช. และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ชุดใหม่ ต่างจากเดิมอย่างไร หรือแค่เปลี่ยนสี? https://thestandard.co/how-new-set-of-senators-different/ Wed, 24 Jul 2024 04:23:32 +0000 https://thestandard.co/?p=962001 สว. ชุดใหม่

ช่วงหนึ่งในการแสดงวิสัยทัศน์ของ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุ […]

The post สว. ชุดใหม่ ต่างจากเดิมอย่างไร หรือแค่เปลี่ยนสี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ชุดใหม่

ช่วงหนึ่งในการแสดงวิสัยทัศน์ของ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาคนใหม่ ก่อนที่ประชุมจะทุ่มเสียงโหวตให้ถึง 159 เสียง เขาชวนสมาชิกทุกคนมาเดินหน้าให้วุฒิสภาบรรลุความเป็น ‘สภาสามัญชน’ เป็นสภาที่ประนอมอำนาจดับวิกฤตของสังคมไทย

 

“วุฒิสภาชุดปัจจุบันใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ปฏิรูปให้เป็นสภาของคนทุกหมู่เหล่า แบ่งเป็น 20 กลุ่มอาชีพ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชน จึงขอให้ทุกท่านรักษาไว้”

 

เป็นความจริงที่วุฒิสภาชุดใหม่นี้เรียกได้ว่ามีประชาชน ‘พลเรือน’ เป็นองค์ประกอบสำคัญ จากทั้งหมด 200 คน มีอดีตข้าราชการทหารเพียง 6 นาย ต่างจากวุฒิสภาชุดที่ คสช. แต่งตั้ง ที่มีนายทหารอยู่ถึง 90 คน ตลอดจนบรรดา ‘ผู้นำเหล่าทัพ’

 

แต่ขณะเดียวกัน จริงหรือไม่ที่สภาชุดใหม่อันประกอบไปด้วย ‘ประชาชนที่เข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชน’ จะสามารถเป็นอิสระอย่างแท้จริง หรือเพียงแต่เปลี่ยนจากชุดลายพรางเป็นชุดน้ำเงิน (หรือชุดเหลือง) เท่านั้น? THE STANDARD ชวนหาคำตอบจากผลการเลือกประธานวุฒิสภา สังเวียนแรกของ สว. ชุดใหม่

 

 

“ดูเหมือนเสียงส่วนน้อยไม่มีค่าอะไรเลย”

 

ช่วงเย็นวานนี้ (23 กรกฎาคม) ที่ประชุมยังอยู่ระหว่างการนับคะแนนการเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปรากฏว่า อังคณา นีละไพจิตร หนึ่งในแคนดิเดตรองประธานวุฒิสภา ที่เสนอโดยกลุ่ม ‘สว. พันธุ์ใหม่’ กลับออกจากห้องประชุม เตรียมเดินทางกลับโดยไม่รอฟังผล ด้วยเหตุว่าคะแนนของ บุญส่ง น้อยโสภณ ที่เสนอโดยกลุ่ม ‘สว. สีน้ำเงิน’ นำลิ่วทิ้งห่างแคนดิเดตคนอื่น

 

“จะได้ถึง 20 คะแนนหรือเปล่าก็ไม่รู้” อังคณาพูดติดตลกกับสื่อมวลชนที่มารอสัมภาษณ์ถึงคะแนนที่ตนเองอาจจะได้ 

 

ท้ายที่สุดผลก็เป็นไปตามนั้น บุญส่งกวาดคะแนนไปมากถึง 167 เสียง ขณะที่อังคณาตามมาเป็นอันดับรองได้เพียง 18 คะแนน

 

ไม่ใช่เพียงบุญส่งเท่านั้น แต่แคนดิเดตที่คว้าตำแหน่งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาทุกคนล้วนได้รับคะแนนท่วมท้นจากที่ประชุม มงคลได้ 159 คะแนน และ พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ได้ 150 คะแนน 

 

ใช้คำว่า ‘ชนะขาด’ ยังอาจน้อยไป เพราะแม้จะมีผู้เสนอตัวชิงตำแหน่งถึง 3-4 คน ซึ่งสำหรับการโหวตในสภาแล้วถือเป็นการแข่งขันที่น่าจะดุเดือด ทว่าเสียงข้างน้อยที่พ่ายแพ้นั้นกลับได้คะแนนของทุกคนรวมกันไม่ถึงครึ่งของผู้ชนะคนเดียวด้วยซ้ำ

 

 

อังคณาเปรียบเทียบการเลือกประธานวุฒิสภาครั้งนี้ว่าไม่ต่างอะไรจากการเลือก สว. ระดับประเทศ ที่ใครมีคะแนนมาสูงก็สูงลิ่ว และเหมือนที่กำหนดมาให้เป็นแบบนี้ ก็ขึ้นอยู่กับคนที่กำหนดว่าจะชี้นำตลอดไปหรือจะรับฟังเสียงคนข้างนอกบ้างหรือไม่

 

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดในวันนี้อีกครั้งก็คือความไม่เป็นอิสระ” สว. อดีตนักสิทธิมนุษยชน ระบุ “เพราะไม่น่าจะเป็นไปได้ที่คะแนนจะเทไปให้คนใดคนหนึ่งจนมากแบบนี้ จนทำให้ดูเหมือนว่าคนที่ได้คะแนนน้อยดูไม่มีค่าอะไรเลย”

 

อังคณาพยายามชี้ให้เห็นว่า ความไม่เป็นธรรมชาติและไม่สมดุลของคะแนนเสียงเป็นข้อบ่งชี้สำคัญว่าวุฒิสภาแห่งนี้น่าจะมี ‘ใบสั่ง’ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นสิ่งที่เห็นชัดประจักษ์มายาวนานตั้งแต่ก่อนประชุมนัดแรกแล้ว แต่ผลการเลือกประธานฯ และรองประธานฯ ในวันนี้ก็เป็นการตอกย้ำให้ตราตรึงยิ่งกว่าเดิม

 

สว. ใหม่ แต่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ‘เปลี่ยนสี’?

 

เมื่อมองลึกลงไปถึงกระบวนการเสนอชื่อและลงคะแนนเลือกประธานวุฒิสภาในรอบนี้เทียบกับของวุฒิสภาชุดที่เพิ่งหมดวาระไป มีหลายจุดที่แตกต่างกันมาก ทว่าก็มองเห็น ‘ความเหมือน’ ในผลลัพธ์เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจสะท้อนแนวโน้มว่าการทำงานของวุฒิสภาชุดเก่าและชุดใหม่จะต่างหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง

 

 

การเลือกประธานวุฒิสภาชุดที่ผ่านมามีการเสนอชื่อแคนดิเดตเพียงคนเดียวทั้ง 3 ตำแหน่ง ตามข้อบังคับกำหนดไว้ว่า กรณีที่ไม่มีผู้เสนอชื่อบุคคลอื่นมาแข่งขัน จะทำให้บุคคลเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อนั้นได้รับตำแหน่งไปโดยปริยาย และอย่างที่ทราบกันว่าประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาชุดที่ 12 จึงประกอบด้วย

 

  • พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา
  • พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1
  • ศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2

 

กลับมามองวุฒิสภาชุดปัจจุบัน นอกจากการเสนอชื่อแคนดิเดตของกลุ่ม สว. สีน้ำเงิน และ สว. พันธุ์ใหม่ ที่ตรงตามโผการนำเสนอของสื่อมวลชนแล้ว ยังมีแคนดิเดตจากกลุ่ม ‘สว. อิสระ’ ที่นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ และแคนดิเดตที่ไม่เคยแสดงออกว่าสนใจจะลงชิงตำแหน่งมาก่อนด้วยอย่าง ปฏิมา จีระแพทย์ ที่ออกปากเองว่า เพิ่งรู้จากสมาชิกเมื่อช่วงเช้าว่าจะมีการเสนอชื่อตนเองในวันนี้

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ชัยชนะจะเป็นของแคนดิเดตทั้ง 3 คนจากกลุ่ม สว. สีน้ำเงิน ที่สับเปลี่ยนเสนอชื่อกันเองเพื่อแสดงความโยงใยสู่กันอย่างเป็นเอกภาพ การเสนอชื่อแคนดิเดตที่หลากหลายก็ทำให้พอมองเห็นการต่อสู้ที่เกิดเป็นคลื่นใต้น้ำ ทว่าก็เบาแรงเกินกว่าจะต้านนาวาของ ‘บ้านใหญ่’

 

 

เมื่อถอยออกมาพิจารณาว่าวุฒิสภาชุดที่แต่งตั้งโดย คสช. และวุฒิสภาจากการเลือกกันเองภายใต้กติกาพิสดาร ต่างกำเนิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่บริบทของสังคมและการเมืองค่อนข้างต่างกัน

 

กล่าวคือ วุฒิสภาสมัย คสช. แม้การเสนอชื่อตลอดจนการเลือกประธานจะมีเอกภาพสูง ไม่แตกแถว แต่ในช่วงท้ายปลายสมัยของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทั่งถึงช่วงหาเสียงเลือกตั้งและโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คะแนนเสียงของ สว. ทั้ง 250 คนเริ่มขาดความเป็นปึกแผ่นและแบ่งแยกกันอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าความเหนียวแน่นของวุฒิสภาชุดเดิมขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ด้วย

 

ขณะที่ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในสภาส่งตรงมาจากอาณาจักร ‘บุรีรัมย์’ ถึงจะมีสายอื่นกระเซ็นมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็รวมเสียงข้างมากได้อย่างไม่ยากเย็นนัก วัตถุประสงค์หลักของวุฒิสภาชุดนี้น่าจะเป็นการเสริมบารมีให้กับพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะ และยังเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาลที่กุมเสียงข้างมากในสภาล่างด้วย

 

ดังนั้นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ วุฒิสภาชุดใหม่มีการแบ่งฝักฝ่ายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่กลับเป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วยซ้ำ แต่ปัญหาคือ ฝ่ายที่กุมเสียงข้างมาก ‘ขาดความเป็นอิสระ’ อย่างชัดเจน ยิ่งทำให้ต้องติดตามต่อไปว่าความแตกต่างหลากหลายที่กำลังถูก ‘กดทับ’ และ ‘ดูดกลืน’ จะสามารถขับเคลื่อนได้มากน้อยเพียงใดในวาระ 5 ต่อไปนี้

 

 

ประเมินขุมคะแนนเสียง สว. แต่ละสาย

 

ก่อนจะเข้าสู่การเลือกประธานวุฒิสภา เกิดข้อถกเถียงกันในที่ประชุมเรื่องการจำกัดเวลาให้แคนดิเดตแต่ละคนได้แสดงวิสัยทัศน์ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. กลุ่มสื่อฯ ในสาย ‘สว. พันธุ์ใหม่’ เสนอให้ใช้เวลาไม่เกิน 7 นาที ขณะที่ พล.ต.ท. บุญจันทร์ นวลสาย สว. กลุ่มการกฎหมายฯ ซึ่งคาดว่าอยู่ในสาย ‘สว. สีน้ำเงิน’ เสนอให้ไม่เกิน 5 นาที ทำให้ที่ประชุมต้องลงมติ

 

ดูเผินๆ อาจเหมือนเถียงกันด้วยเรื่องเล็กน้อย แต่การลงมติตั้งแต่ก่อนเลือกประธานวุฒิสภา ความจริงแล้วคือวิธีการเช็กเสียงของแต่ละฝ่ายว่ามีอยู่เท่าไร เสมือนเป็นการซักซ้อมให้สมาชิกแต่ละฝ่ายได้เตรียมตัวก่อนขึ้นชกจริง

 

ผลการลงมติครั้งแรกในวุฒิสภาชุดนี้ ฝ่ายที่โหวตเห็นด้วยกับญัตติของ พล.ต.ท. บุญจันทร์ มี 143 เสียง ซึ่งเดาได้ว่าเป็นสายสีน้ำเงิน และฝ่ายที่โหวตเห็นชอบกับญัตติของเทวฤทธิ์มี 54 เสียง คาดว่าเป็นกลุ่มอื่นๆ ที่มีทั้งกลุ่มพันธุ์ใหม่และกลุ่มอิสระ

 

เมื่อประมวลจากผลคะแนนในการเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา ก็สามารถคาดการณ์จำนวนที่ สว. แต่ละสายมีอยู่ ดังนี้

 

สว. สีน้ำเงิน (และแนวร่วม) มากกว่า 150 เสียง

สว. พันธุ์ใหม่ 18-20 เสียง

สว. อิสระ ประมาณ 25-30 คน

สว. ไร้กลุ่ม ไม่เกิน 5 คน

 

อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงว่าผลดังกล่าวไม่ได้วัดตายตัวเหมือน สส. ที่สังกัดพรรคการเมือง เพราะ สว. 1 คนอาจสังกัดอยู่หลายกลุ่มหรือเปลี่ยนใจไปเรื่อยๆ ในการโหวตแต่ละครั้ง ทำให้จำนวนรวมอาจไม่เท่ากับ 200 คนพอดี

 

 

The post สว. ชุดใหม่ ต่างจากเดิมอย่างไร หรือแค่เปลี่ยนสี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นำประชุม ครม. จับตากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอมาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมหารือยกเลิกประกาศ คสช. https://thestandard.co/pm-black-chin-cichlid-crisis-ncpo-repeal/ Tue, 23 Jul 2024 06:01:45 +0000 https://thestandard.co/?p=961491 ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (23 กรกฎาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธ […]

The post นายกฯ นำประชุม ครม. จับตากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอมาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมหารือยกเลิกประกาศ คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (23 กรกฎาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อประชาสัมพันธ์และจัดแสดงเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

 

ส่วนวาระสำคัญที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมวันนี้ อาทิ

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. ….

 

ขณะเดียวกันต้องจับตากรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอมาตรการในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำระยะเร่งด่วน โดยจะเสนอให้รัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อออกประกาศสำคัญให้คณะกรรมการประมงแต่ละจังหวัดนำไปขับเคลื่อน

 

กระทรวงกลาโหมเสนอขอโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเงินราชการลับ

 

ด้านคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) เสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ของการรถไฟแห่งประเทศไทยในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

 

กระทรวงแรงงานเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไทยไปสาธารณรัฐเกาหลีภายใต้ระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ

The post นายกฯ นำประชุม ครม. จับตากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอมาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมหารือยกเลิกประกาศ คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุบอก คำสั่ง คสช. หมดความจำเป็นแล้ว https://thestandard.co/wissanu-ncpo-no-more/ Tue, 23 Jul 2024 04:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=961389 วิษณุ เผยถึง คำสั่ง คสช.

วันนี้ (23 กรกฎาคม) วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐม […]

The post วิษณุบอก คำสั่ง คสช. หมดความจำเป็นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุ เผยถึง คำสั่ง คสช.

วันนี้ (23 กรกฎาคม) วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมีฉบับไหนที่ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ว่า “ไม่มี เขาตรวจสอบกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะหมดแล้วหรือเปล่านั้นไม่รู้ แต่หมดความจำเป็นแล้ว”

The post วิษณุบอก คำสั่ง คสช. หมดความจำเป็นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุ​ชี้ ทักษิณ​หลังพ้นโทษช่วยงานรัฐบาล​ได้​ แต่นั่งนายกฯ-ลงเลือกตั้งไม่ได้ หากยึดตามรัฐธรรมนูญปี 2560 https://thestandard.co/thaksin-after-released-can-help-government/ Tue, 16 Jul 2024 04:36:58 +0000 https://thestandard.co/?p=958469

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ​ เครืองาม ที […]

The post วิษณุ​ชี้ ทักษิณ​หลังพ้นโทษช่วยงานรัฐบาล​ได้​ แต่นั่งนายกฯ-ลงเลือกตั้งไม่ได้ หากยึดตามรัฐธรรมนูญปี 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ​ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโอกาสการเข้ามาช่วยงานรัฐบาลของ ทักษิณ​ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรี หลังพ้นการพักโทษ​ว่า​ ถ้ารัฐบาลให้มาช่วยก็ทำได้ ไม่แปลก เหมือนคนธรรมดาทั่วไป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทักษิณสามารถรับตำแหน่งอะไรในรัฐบาลได้บ้าง เพราะยังมีคดีมาตรา 112 ค้างอยู่ วิษณุกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่หลักการเป็นได้ทั้งนั้น ยกเว้นสิ่งที่ห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้​ อาทิ ​เป็นรัฐมนตรี และจากที่ตนฟังการสัมภาษณ์ของทักษิณก็ไม่ได้บอกว่าจะเข้ามาเป็นอะไรในรัฐบาล เพียงแต่บอกว่าจะมาช่วยเท่านั้น ซึ่งการช่วยเป็นได้หลายสถานะหลายอย่าง ซึ่งไม่ต้องมีตำแหน่งก็ได้ มีตำแหน่งลอยๆ อย่างตนก็ได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า หากเป็นที่ปรึกษาที่ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่หากเป็นปรึกษาอุปโลกน์ ​ตำแหน่งในลักษณะนี้ไม่ได้มีข้อจำกัด

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถเป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า เป็นได้แค่ผู้แทนเฉพาะกิจเฉพาะคราวเท่านั้น แต่หากเป็นผู้แทนการค้าไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นขอให้ถึงช่วงเดือนสิงหาคมเสียก่อนว่าจะให้ช่วยอะไร แล้วค่อยมาพูดกันว่าเป็นได้หรือไม่ได้ เพราะหากถามเช่นนี้ มีตั้ง 370 กว่าตำแหน่ง มันพูดยาก

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แล้วสามารถช่วยงานพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่​ วิษณุกล่าวว่า เรื่องนี้ยิ่งได้ใหญ่เลย เพราะเป็นเรื่องภายในของพรรค เพราะพรรคเป็นเอกชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะไม่ถือเป็นการครอบงำพรรคใช่หรือไม่ วิษณุ​กล่าวว่า ไม่​ ก่อนจะพูดต่อว่า ไม่ทราบว่าทักษิณเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ ซึ่งหากเป็นสมาชิกพรรคก็ไม่ถือว่าเป็นการครอบงำ แต่ถ้าจะมาเป็นก็ต้องดูว่ามาทำอะไร พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ทักษิณสามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคและช่วยงานพรรคได้

 

“ถ้าเป็นสมาชิกพรรค การมาช่วยงานก็ไม่ถือว่าเป็นการครอบงำ แต่ถ้าไม่เป็นสมาชิกพรรคแล้วไปทำบางอย่าง เป็นการครอบงำ”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ทักษิณยังมีคดีมาตรา 112 ค้างอยู่ วิษณุกล่าวว่า ไม่เป็นไร ซึ่งสมาชิกและผู้บริหารของพรรคก็มีคดีทั้งนั้น ฉะนั้นไม่มีปัญหา รวมถึงไม่ได้ห้ามดำรงตำแหน่งในรัฐบาล

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากถูกมองในเรื่องของความเหมาะสม วิษณุ​กล่าวว่า ก็เอาให้รู้ก่อนว่าทักษิณมาทำอะไร เป็นอะไร แล้วค่อยมาพูดว่าอันนั้นเป็นได้หรือไม่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การมาดำรงตำแหน่งของทักษิณจะไม่ทำให้ประชาชนสับสนว่ามีนายกรัฐมนตรีกี่คนใช่หรือไม่​ วิษณุกล่าวว่า ตนไม่เห็นจะสับสนอะไร ผู้สื่อข่าวสับสนกันเองหรือไม่ ซึ่งตนก็คิดว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น และในอดีตก็ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้ หรือผู้มีบารมีในพรรคออกมาช่วยงานก็เคยมีมาแล้ว ยกตัวอย่างในสมัยช่วงยึดอำนาจทั้งช่วง คสช. และ รสช. ที่ดำรงตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.​ รวมถึงในช่วง พล.อ. สุนทร​ คงสมพงษ์ ซึ่งตอนนั้น อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และอำนาจของหัวหน้า รสช. ยิ่งใหญ่กว่านายกรัฐมนตรีเสียอีก

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอนาคตทักษิณจะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือลงเลือกตั้งได้อีกหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า ไม่ได้ หากยึดตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่หากมีการร่างใหม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

The post วิษณุ​ชี้ ทักษิณ​หลังพ้นโทษช่วยงานรัฐบาล​ได้​ แต่นั่งนายกฯ-ลงเลือกตั้งไม่ได้ หากยึดตามรัฐธรรมนูญปี 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาลงมติเอกฉันท์ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช. เหตุ ศอ.บต. ขาดความเชื่อมโยงประชาชน https://thestandard.co/thai-parliament-approves-ncpo-order-revocation/ Wed, 10 Jul 2024 06:23:46 +0000 https://thestandard.co/?p=955921

วันนี้ (10 กรกฎาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ […]

The post สภาลงมติเอกฉันท์ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช. เหตุ ศอ.บต. ขาดความเชื่อมโยงประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 กรกฎาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 14/2559 เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

 

จาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว อภิปรายหลักการของร่าง พ.ร.บ. โดยระบุว่า กรรมาธิการได้ใช้ร่าง พ.ร.บ. ที่ ชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอมาเป็นร่างหลักในการพิจารณา จากที่มีผู้เสนอมาทั้งหมด ผลการพิจารณาทั้ง 6 มาตรา กรรมาธิการฯ สรุปได้ดังนี้ 

 

1) คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า เมื่อมีการยกเลิกคำสั่ง คสช. ดังกล่าว จะมีผลให้ ศอ.บต. ที่แต่งตั้งโดยคำสั่งนั้นสิ้นสุดลง รวมถึงผลของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง ตลอดจนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้อง และอ้างถึงสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประธานสภาที่ปรึกษาฯ ที่ถูกงดบังคับใช้โดยคำสั่ง คสช. นั้น กลับมามีผลบังคับใช้เช่นเดิม

 

2) คณะกรรมาธิการฯ ได้เพิ่มบทบัญญัติใหม่ขึ้น 1 มาตรา เพื่อกำหนดกรอบเวลาในการแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาฯ ให้ชัดเจน และได้เพิ่มเติมเหตุผล ข้อสังเกต ของร่าง พ.ร.บ. ให้ ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไข โดยให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน รวมถึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

จาตุรนต์กล่าวต่อไปถึงที่มาของเหตุผลและข้อสังเกตหลายประการ เนื่องจากคณะกรรมาธิการฯ ได้ศึกษาผลของคำสั่ง คสช. ที่ 14/2559 ทำให้เราเห็นว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา คำสั่งนี้ทำให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ซึ่งไม่เชื่อมโยงกับประชาชน ทำให้ประชาชนขาดช่องทางเชื่อมโยงกับการทำงานของ ศอ.บต. อย่างที่เคย นอกจากนี้ คำสั่ง คสช. ดังกล่าวยังปรับบทบาทของ ศอ.บต. ให้ขึ้นตรงกับ กอ.รมน. 

 

จากการศึกษาผลกระทบและเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าหารือ ทำให้คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า คำสั่ง คสช. นี้มีผลอย่างมาก ทำให้สภาที่ปรึกษาฯ ไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ศอ.บต. ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน และถูกจำกัดบทบาทลงเพราะต้องไปขึ้นตรงกับ กอ.รมน. ทั้งหมดนี้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ที่จัดให้มี ศอ.บต. ขึ้น

 

ในการที่จะนำสภาที่ปรึกษาฯ กลับมาก็ดี หรือจัดความสัมพันธ์ระหว่าง ศอ.บต. กับ กอ.รมน. เสียใหม่ จำเป็นต้องเพิ่มบทบาทและความเชื่อมโยงกับประชาชนมากขึ้น สภาที่ปรึกษาฯ ใหม่นี้ควรมีองค์ประกอบที่เหมาะสมให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง และมีบทบาทในการหารือสาธารณะ เพื่อให้กระบวนการสันติภาพมีผลสำเร็จ

 

หลังจากนั้น สมาชิกทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้อภิปรายแสดงความเห็นและตั้งข้อสังเกตในรายละเอียดต่างๆ ของการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ส่วนใหญ่เป็นไปในทางเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการฯ

 

ในช่วงหนึ่ง เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ปัญหาจากการที่มีคำสั่งของคณะรัฐประหาร ทำให้การบริหารพัฒนาชายแดนภาคใต้ไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยลง และไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีรัฐบาลประชาธิปไตย จึงควรปฏิเสธอำนาจคณะรัฐประหาร

 

ท้ายที่สุด ที่ประชุมได้เห็นชอบในวาระที่ 2 ตามที่คณะกรรมาธิการฯ แก้ไข และลงมติเป็นเอกฉันท์ 406 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ในวาระที่ 3 เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2559 เรื่อง ศอ.บต. และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. รวมถึงข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ

The post สภาลงมติเอกฉันท์ เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช. เหตุ ศอ.บต. ขาดความเชื่อมโยงประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวี​ชี้​เป็นสิทธิ ​ทักษิณ​ยื่นขอความเป็นธรรมอัยการสูงสุด​คดี ม.112​ หากพนักงานสอบสวนถูกข่มขู่​-​มีสิ่งจูงใจ​ https://thestandard.co/thaksin-attorney-general-for-justice-112-case/ Tue, 11 Jun 2024 03:10:07 +0000 https://thestandard.co/?p=943721 ทักษิณ 112

นนี้ (11 มิถุนายน) พ.ต.อ. ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรี​ว่าการ […]

The post ทวี​ชี้​เป็นสิทธิ ​ทักษิณ​ยื่นขอความเป็นธรรมอัยการสูงสุด​คดี ม.112​ หากพนักงานสอบสวนถูกข่มขู่​-​มีสิ่งจูงใจ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ 112

นนี้ (11 มิถุนายน) พ.ต.อ. ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ยุติธรรม​ กล่าวถึงกรณี ทักษิณ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ในคดีมาตรา 112 โดยอ้างว่าพนักงานสอบสวนโดนข่มขู่จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ​ (คสช.​) ว่า​ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม ต้องสอบถามไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะเป็นส่วนของกระบวนการยุติธรรม​ และยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมไม่ได้มีอำนาจที่จะเข้าไปพิจารณา ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดในการตัดสิน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

เมื่อถามว่าตามหลักการเมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรมต้องดำเนินการอย่างไร พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า ในกระบวนการยุติธรรม คดีทางอาญาจะเปิดโอกาสให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหาสามารถยื่นขอความเป็นธรรมได้ตลอด ไม่มีการห้ามในขั้นตอนใด และอำนาจการพิจารณาก็เป็นของอัยการสูงสุดเช่นกัน

 

เมื่อถามว่าลักษณะเช่นนี้ต้องการที่จะเปลี่ยนผู้ทำคดีหรือไม่ พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า​ ตนไม่ทราบรายละเอียด และจากที่ฟังโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดว่ายังไม่ได้รับเรื่อง จึงยังไม่เห็นรายละเอียด ไม่อยากตอบคำถามสมมติ เพราะอาจจะสับสน ซึ่งที่ผ่านมามีการร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุดทุกคดี แต่ก็ไม่ได้เป็นข่าว

 

เมื่อถามว่าข้ออ้างที่ว่า คสช. ข่มขู่พนักงานสอบสวนฟังขึ้นหรือไม่​ พ.ต.อ. ทวี ระบุว่า หลักใหญ่เรื่องการสอบสวนชอบหรือไม่ชอบนั้นเป็นหลักสำคัญของคดีอาญา เช่น พนักงานสอบสวนมีอำนาจหรือไม่ หรือพนักงานสอบสวนสอบสวนโดยชอบหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน หรือพยาน หรือส่วนอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการบังคับขู่เข็ญ หรือการกระทำใดๆ เพื่อให้เกิดการจูงใจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้

 

ส่วนคดีมาตรา 112 ของทักษิณ เจ้าหน้าที่ตำรวจรับเป็นเจ้าภาพในการแจ้งความดำเนินคดีในขณะนั้น พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า อำนาจการสอบสวนจะมีแค่พนักงานสอบสวน ทหารไม่ใช่พนักงานสอบสวน และถ้าเป็นคดีพิเศษก็จะเป็นอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถือเป็นขั้นตอนตามปกติ

 

เมื่อถามว่ายืนยันว่า คสช. ใช้ช่องทางตามปกติในการดำเนินคดีกับทักษิณใช่หรือไม่ พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนจะเป็นตำรวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ คนอื่นไม่มีอำนาจสอบสวน เว้นแต่เป็นเรื่องเฉพาะ การปรับเรื่องการสอบสวนของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจก็สามารถดำเนินการได้

 

ส่วนในสมัยนั้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ยื่นฟ้อง ถือว่าชอบด้วยกฎหมายใช่หรือไม่ พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า สรุปไม่ได้ ต้องไปดูว่าเขาจะไปต่อสู้ว่าการสอบสวนมีอำนาจและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในกรณีการบังคับขู่เข็ญหรือการจูงใจ ถือเป็นการสอบสวนชอบหรือไม่ชอบ เป็นประเด็นในรายละเอียดแต่ละเรื่องไป

The post ทวี​ชี้​เป็นสิทธิ ​ทักษิณ​ยื่นขอความเป็นธรรมอัยการสูงสุด​คดี ม.112​ หากพนักงานสอบสวนถูกข่มขู่​-​มีสิ่งจูงใจ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. 67 : รอวันกลับบ้าน! ฉากชีวิตถัดไปของ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ทายาท คสช. https://thestandard.co/kittisak-rattanawaraha-senator-homecoming/ Sat, 01 Jun 2024 02:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=939926

ภาพจำของประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อ ‘สมาชิกวุฒิสภา ( […]

The post สว. 67 : รอวันกลับบ้าน! ฉากชีวิตถัดไปของ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ทายาท คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพจำของประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อ ‘สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 12’ ทั้ง 250 คน เป็น สว. ที่มาจากแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งทั้งสิ้น 5 ปี และไม่สามารถกลับมาเป็น สว. ได้อีก 

 

สว. ทั้ง 250 คนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อในฐานะสภาสูง และอำนาจตามบทเฉพาะกาล เช่น การเลือกนายก​​รัฐมนตรี ร่วมกับ สส. ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดอนาคตของประเทศ รวมถึงมีอำนาจลงมติร่วมกับ สส. เพื่อพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ หรือแม้แต่การมีอำนาจลงมติด้วยเสียง 1 ใน 3 เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ปัจจุบันแม้ สว. ชุดที่ 12 ได้หมดวาระลงไปแล้ว แต่ สว. ชุดนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการจนกว่าจะได้ สว. ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ก่อนที่ สว. ชุดพิเศษนี้จะลาจากการเมืองไทย THE STANDARD ขอนำเสนอโปรเจกต์การสนทนาพิเศษกับบรรดา สว. ผู้ทรงเกียรติ ถึงผลงาน 5 ปีที่ผ่านมา และก้าวต่อไปหลังเข้าสู่ช่วงพ้นวาระ 

 

ประเดิมคนแรกด้วย ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ผู้สร้างภาพจำด้วยการสร้างตำนาน ‘ชี้นิ้ว’ ระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 หลังถูกกล่าวหาว่า ‘เข้าสภาได้’ เพราะ ‘เลียรองเท้าทหาร’ 

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นั่งอยู่บนรถยนต์กระบะโตโยต้าวีโก้ตอนเดียวคู่ใจ

พร้อมชี้นิ้วย้อนรำลึกตำนานที่ได้สร้างภาพจำภายในห้องประชุมสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

‘กิตติศักดิ์’ เดินทางด้วยรถยนต์กระบะโตโยต้าวีโก้ตอนเดียวคู่ใจ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาที่อาคารสัปปายะสภาสถาน พร้อมเปิดห้องทำงานส่วนตัวบนชั้น 5 ภายในอาคารรัฐสภา พูดคุยถึงเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่าย จากเกษตรกรคนธรรมดาสู่ สว. สายตรงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

 

จากเกษตรกรคนธรรมดาสู่ สว. ทายาท คสช. 

 

‘กิตติศักดิ์’ เริ่มต้นบทสนทนาว่า ชีวิตของเขานั้นสุดแสนธรรมดา เป็นคนบ้านนอก และอยู่ในพื้นที่กันดารมาทั้งชีวิต เกิดที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ไปเติบโตและพบรักกับภรรยา จนได้สร้างครอบครัวที่จังหวัดพิจิตร 

 

เมื่อมีลูกสาวก็ตัดสินใจขายทุกอย่าง (เหลือที่ดิน 10 ไร่) ย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อให้ลูกสาวได้รับการศึกษาที่ดี และเมื่อลูกสาวเรียนจบก็ตัดสินใจกลับไปอยู่จังหวัดพิจิตรอีกครั้ง

 

“ผมเป็นคนบ้านนอก แล้วก็คิดว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ถิ่นที่เราจะอยู่อาศัย กรุงเทพฯ​ เป็นเมืองที่วุ่นวาย และมีรายได้เดือนชนเดือน จึงตัดสินใจกลับบ้าน” กิตติศักดิ์เล่าชีวิตตัวเอง 

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนอยู่บริเวณหน้าประตูห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

ภายในอาคารรัฐสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 


 

เมื่อกลับไปจังหวัดพิจิตร ก็กลับไปทำมาหากินจากที่ดินที่เหลืออยู่ และอาศัยความรู้เรื่องเกษตรที่ตนเองมีไปช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อน โดยเฉพาะชาวนาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนโยบายประกันรายได้ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นรอยต่อก่อนที่จะเข้าสู่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

 

กิตติศักดิ์เล่าว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งในการนำม็อบชาวนามาเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเจรจาให้รัฐบาลจ่ายเงินทดแทนประกันรายได้แก่ชาวนาทั่วประเทศที่ยังค้างอยู่เป็นจำนวนเงินกว่า 7 พันล้านบาท ทำให้จากนั้นเริ่มมีชื่อเสียงในกลุ่มชาวนามากยิ่งขึ้น จนถูกเลือกให้เป็นประธานชาวนาภาคเหนือ 

 

หลังจากนั้น 1 ปี โครงการจำนำข้าวก็ถือกำเนิดขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรได้เลือกตนเองให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบในโครงการจำนำข้าวด้วย ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวิกฤตจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินจากการซื้อข้าวไป 

 

“เราเริ่มต้นเรียกร้องในจังหวัดพิจิตรก่อนด้วยจำนวนคนหลักร้อย เมื่อการเรียกร้องไม่เป็นผลจึงได้ขยับมาเรียกร้องที่กระทรวงพาณิชย์ และมาพร้อมกับชาวนาหลักหมื่นคน”

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นั่งบนโซฟากลางห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

ภายในอาคารรัฐสภา ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์กล่าวอธิบายว่า กลุ่มชาวนาผู้เรียกร้องเหล่านี้เรียกร้องเฉพาะในส่วนของโครงการจำนำข้าวเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องการเรียกร้องของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ แต่อย่างใด 

 

“ชาวนาที่เดือดร้อนจากโครงการจำนำข้าวมีจำนวนมาก และสิ่งที่สะเทือนใจมากที่สุดคือการเห็นชาวนาเริ่มฆ่าตัวตาย ผมก็ได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ว่าควรที่จะหาเงินมาจ่ายให้แก่ชาวนา เมื่อเอาข้าวเขาไปแล้ว ก็ควรที่จะต้องจ่ายเงินให้กับเขา จนกระทั่งถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คสช. ได้ยึดอำนาจทำการรัฐประหารและเปลี่ยนแปลงอำนาจ ม็อบชาวนาได้สลายตัว ผมก็กลับบ้าน”

 

เสียงปลายสาย… “นายเรียกให้มารายงานตัวกรุงเทพฯ ด่วน”

 

2 สัปดาห์ผ่านไป มีสายโทรศัพท์เข้า ปลายสายรายงานตัวว่าเป็นนายทหารยศพันโท พร้อมแจ้งว่า “นายสั่งให้ท่านเข้ากรุงเทพฯ ไปสโมสรทหารบกด่วน” 

 

กิตติศักดิ์บอกว่า การที่มีนายทหารโทรศัพท์หา แล้วบอกว่าให้เขาเดินทางไปที่สโมสรทหารบก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ คสช. ประกาศยึดอำนาจรัฐบาล โดยไม่ทราบว่าให้ไปทำไม เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่น้อยทีเดียว 

 

“ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะได้รับการทาบทามให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอะไร กังวลเพียงว่าการที่เรียกเราไปต้องรายงานตัวที่สโมสรทหารบกเราจะโดนกี่คดี และมารู้ทีหลังว่าได้รับการทาบทามให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในโควตาเกษตรกร”  

 

กิตติศักดิ์เล่าต่อว่า บุคคลที่จะได้เป็นสมาชิก สนช. ได้บุคคลนั้นจะต้องได้รับโค้ดทั้งสิ้น 3 ครั้ง ซึ่งโค้ดนั้นมีลักษณะเป็นรหัสอะไรสักอย่าง หากได้โค้ดไม่ครบ 3 ครั้ง เตรียมใจได้เลยนั่นหมายความว่า บุคคลนั้นอาจไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก สนช. 

 

สำหรับกระบวนการได้โค้ดนั้น ครั้งแรกคือ เรียกเข้าพบ ครั้งที่สองคือ การตรวจสอบประวัติการศึกษา ตรวจสอบคดีต่างๆ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ ครั้งที่ 3 เป็นการยืนยันว่า เราจะเป็นสมาชิก สนช. อย่างแน่นอน 

 

มีเกร็ดที่ตลกอย่างหนึ่ง แม่บ้านของผมไปบนใหญ่เลย ขอให้ได้ตำแหน่ง บน 3 ที่ หัวหมูที่ละ 5 หัว ผมจึงเล่าติดตลกให้เพื่อน สว. ฟังว่า ผมไม่ได้มาด้วยความสามารถนะ แต่มาด้วยแรงบนทั้ง 3 ที่

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เท้าสะเอว

ก่อนขึ้นรถยนต์กระบะคู่ใจเพื่อเดินทางกลับจังหวัดพิจิตร 

ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์พิเศษ กับ THE STANDARD 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์เล่าต่อว่า เขาเดินทางจากจังหวัดพิจิตรมาถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ชั่วโมงด้วยกระบะวีโก้คันเดิม เข้ารายงานตัวเป็นสมาชิก สนช. ที่รัฐสภา ตอนนั้นก็แต่งตัวธรรมดา จน รปภ. ต้องเอ่ยถามว่ามาทำอะไร “ลุงมาทำอะไร” ก็อมยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร แล้วอาศัยห้องน้ำสภาแต่งตัวเสียใหม่ 

 

ในวันนั้นได้พบและพูดคุยกับ ‘ครูหยุย-วัลลภ ตังคณานุรักษ์’ หนึ่งในบุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก สนช. และได้เป็น สว. เป็นครั้งแรก และถูกชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มไปทำงานด้วยกันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา 

 

“การเป็น สนช. และ สว. ในชุดนี้ผ่านการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่การเลือก สว. ใหม่นี้จะเป็นโดยการรับรองของ กกต. ซึ่งมีความต่างกัน จากวันนั้นที่ได้รายงานตัว และไม่มีอะไรติดตัวเลย วันนี้เป็นมงคลชีวิตสูงสุดที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย สายที่ 3 นับเป็นมงคลสูงสุดในชีวิต” กิตติศักดิ์กล่าว

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ในชุดข้าราชการ ยกมือวันทยหัตถ์ทักทาย 

เจ้าหน้าที่ชุดตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิด วัตถุต้องสงสัย 

ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

5 ปี สว. ‘ภูมิใจ’ ที่ได้ตอบแทนแผ่นดินอย่างเต็มความสามารถ

 

“5 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย” THE STANDARD ถาม 

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ‘ไม่สนุกเอาเสียเลย’ เมื่อได้รับเลือกให้เป็น สว. ได้จัดตั้งโครงการ สว. พบประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค หลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมที่รัฐสภาเราก็จะลงพื้นที่ไปพบประชาชนทันที ทำให้เราเห็นว่าหลายพื้นที่ในประเทศประเทศไทยยังไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำใช้ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่บนเขา 

 

“เชื่อไหม บางหมู่บ้านตั้งหมู่บ้านมาแล้วกว่า 70 ปี แต่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เพราะประชาชนเหล่านั้นอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนหรืออยู่ในพื้นที่อุทยาน ผมศึกษากฎระเบียบเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ กฎหมายของอุทยาน ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเหล่านั้นมีสาธารณูปโภคเบื้องต้นได้”

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนข้างโต๊ะทำงาน ภายในห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

อาคารรัฐสภา ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์บอกว่า แนวทางการทำงานของเขานั้นเป็นการทำงานปิดทองหลังพระ ไม่ได้โฆษณาว่าตัวเองทำงานอย่างไร ช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อทำสำเร็จก็ไม่อนุญาตให้ติดชื่อตนเองในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างที่ทำนั้นเป็นความต้องการของประชาชน ขณะเดียวกันเงินงบประมาณที่ใช้นั้นก็เป็นภาษีของประชาชน

 

หรืออีกตัวอย่างที่สำคัญคือ การพัฒนาบึงสีไฟที่จังหวัดพิจิตร จากบ่อน้ำทิ้งร้างใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถพัฒนาสำเร็จได้ ทุกวันนี้บึงสีไฟมีความงดงาม และรู้สึกภาคภูมิใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างสนามจักรยานรอบบึงสีไฟให้ชาวจังหวัดพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียงได้มีสถานที่ออกกำลังกาย ทำให้ ณ เวลานี้ บึงสีไฟเป็นบึงที่มีความงดงาม และเป็นเมืองที่ได้รับความกรุณาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระราชินีด้วย 

 

“สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือ ได้ตอบแทนแผ่นดิน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ โดยไม่มีเรื่องทุจริตและคอร์รัปชัน” กิตติศักดิ์ตอบหลังถูกถามว่า 5 ปีที่ผ่านมา อะไรคือความภาคภูมิใจในการเป็น สว. 

 

กิตติศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ตนเองภูมิใจทุกตำแหน่งที่ได้ทำ โดยมีหลักการทำงานคือจะไม่ทำเรื่องทุจริต จะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นคุณต่อประเทศ และ 3 สถาบันหลักเท่านั้น

 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นั่งบนโซฟากลางห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

ภายในอาคารรัฐสภา ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

แต่หากให้ยกตัวอย่างผลงานที่ภาคภูมิใจ คือการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้พัฒนาถนน 4 เลนจากกำแพงเพชรมาถึงถนนสายเอเชียด้วยระยะทาง 60 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันใกล้จะเสร็จแล้ว รู้สึกภูมิใจเวลาที่ขับรถผ่านไป 

 

หน้าที่ในสภาผมทำเต็มที่ 100% และลาน้อยมาก หลายคนไม่รู้ สว. มีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ สว. เป็นผู้ปิดทองหลังพระ จนสร้างความหมั่นไส้ให้แก่ใครหลายคน จนเกิดคำที่ว่า สว. มีไว้ทำไม

 

สว. เลือกเกิดไม่ได้ 

 

กิตติศักดิ์กล่าวถึงความรู้สึกของตนเอง กรณีที่ประชาชนตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของ สว. ว่า ตนเองได้พูดคุยกับพี่น้อง สว. มาตลอดว่า เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้ แม้เราจะกำเนิดมาจาก คสช. เราเลือกเกิดไม่ได้ และอย่าปฏิเสธเลย เราควรยอมรับ และเราควรทำวิกฤตให้เป็นโอกาสจะเป็นการดีกว่า 

 

“สว. หลายคนทำใจได้ และ สว. หลายคนก็ทำใจไม่ได้ แต่สำหรับผม ผมเป็นนักกีฬาเก่า เป็นสุภาพบุรุษ ถ้ารับการติชมไม่ได้ก็อย่ามาเป็น สว. เลย อย่ามาอยู่ตรงนี้เลย แต่สิ่งที่เราทำได้คือเราต้องปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในสภาและนอกสภาอย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

 

“ในช่วงที่ผ่านมา สว. ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันบนโซเชียลมีเดีย (ทัวร์ลง) อย่างหนักมาโดยตลอด ตั้งรับอย่างไร” THE STANDARD ถามต่อ 

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ถ้าทัวร์ลงมากๆ ก็จะไม่อ่านคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย แม้จะมีความรู้น้อย แต่ตนเองเป็นคนที่เขียนหนังสือ ทำให้รับรู้กระแสตนเองตลอด และเป็นคนที่ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ ไม่ว่าจะเกิดเมื่อวาน เมื่อเดือนที่แล้ว หรือเมื่อปีที่แล้ว 

 

“ไม่ว่ากิตติศักดิ์จะทำดีที่สุดแค่ไหน คนที่เขาไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แต่หากมองอีกมุมผมก็มีแฟนคลับจำนวนมากนะ อย่างการไปร่วมงานสันนิบาตเมื่อเดือนที่แล้วก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก มีนายทหารตั้งแต่ยศ ‘ผู้พัน’ ถึง ‘นายพล’ จำนวนมากเข้ามาให้กำลังใจ”

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนระหว่างทางเชื่อมชั้น 5 ภายในอาคารรัฐสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์อธิบายตัวตนที่แท้จริงของตัวเองว่า ตัวจริงเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน โดยเฉพาะเมื่อพบกับประชาชน ประชาชนจะเกลียดน้อยมาก เพราะเป็นคนติดดิน ส่วนบทบาทในสภานั้นที่อาจรุนแรงและก้าวร้าวไปบ้าง เพราะนั่นคือการปฏิบัติหน้าที่ แม้สังคมจะมองว่ากิตติศักดิ์ดูก้าวร้าว ชี้นิ้วครั้งเดียวจากการโดนโจมตีอย่างหนัก ตอนนั้นเรารู้สึกว่า สว. ถูก สส. ด่า และโจมตีหนัก จึงคิดว่านี่เป็นสิทธิที่เราจะโต้ตอบในฐานะส่วนหนึ่งของ สว. ไม่ใช่แค่กิตติศักดิ์คนเดียว

 

แต่สุดท้ายเมื่อการประชุมจบ ทุกอย่างก็จบ คู่กรณีเข้าก็มายกมือไหว้ตอนหลัง และมีการพูดคุยกัน ขอโทษและขออภัยกันไป ผมเป็นนักกีฬาเก่าผมจึงมีสปิริตในเรื่องนี้

 

ไร้กังวล บ้านเมืองเป็นของทุกคน

 

กิตติศักดิ์กล่าวขอบคุณด้วยใจ หลังจากที่สื่อมวลชนและประชาชนยกให้ตนเองเป็น ‘สว. ตัวตึง’ ยืนยันว่าไม่ได้สนใจว่าคนจะมองตนเองในแง่ไหน อยู่ตรงนี้อยู่มา 10 ปี หลายคนค่อนข้างคุ้นเคย หลายคนก็บอกว่าอย่าเปลี่ยนลุคเปลี่ยนสไตล์ ไม่อย่างนั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา อย่างการทำงานในห้องประชุม แม้ไม่ใช่คนที่พูดกฎหมายเป๊ะปัง แต่เป็นคนที่พูดโดยไม่มีโพย เพราะทำการบ้านมาอย่างดี 

 

ตัวอย่างเวลาลุกขึ้นประท้วงเราไม่เคยพลาดสักครั้ง เพราะทุกคนต้องแม่นข้อบังคับ เพราะทุกการประชุม ไม่ว่าจะเป็นการประชุม สส. การประชุม สว. หรือการประชุมร่วมของ สส. และ สว. ล้วนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องทำการบ้านให้ดี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายคนต้องพบกับความผิดพลาด เพราะทำการบ้านน้อยไป

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ พา THE STANDARD ทัวร์อาคารรัฐสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

 “ตอนนี้กังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไรบ้าง” THE STADARD ถาม

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ส่วนตัว ณ​ ตอนนี้ไม่ได้กังวลอะไร เราได้ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้ว เมื่อเราหมดวาระไปแล้วเราไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีก เพราะบ้านเมืองเป็นของทุกคน 

 

แต่คนที่จะเข้ามาไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ขอให้รู้ไว้เลยว่า ท่านเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของประเทศเรา การทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านได้รับเกียรติสูงสุดแล้ว สิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ ทุกท่านต้องรักและเทิดทูนชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ท่านจะเจริญรุ่งเรือง 

 

“การเลือก สว. ครั้งใหม่ กฎระเบียบการเลือกซับซ้อนมากๆ กังวลหรือไม่ หากได้ สว. ชุดใหม่ช้ากว่าที่กำหนดจนต้องรักษาการยาว” THE STADARD ถาม

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 109 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สว. ชุดเดิมแม้จะพ้นวาระไปแล้ว แต่ว่ายังต้องปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะได้ สว. ชุดใหม่ ซึ่งตามเงื่อนไขการเลือกจะต้องได้ครบ 200 ครั้งในครั้งเดียว โดยไม่สามารถขาดได้แม้แต่คนเดียว ซึ่งตามไทม์ไลน์ภายใน 2 กรกฎาคมนี้ ก็ขอให้กำลังใจ

 

‘เราก็จะได้กลับบ้าน’

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กำลังเดินไปที่รถส่วนตัวเพื่อเดินทางกลับจังหวัดพิจิตร 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 


 

“สว. ส่วนใหญ่อยากให้การเลือก สว. ชุดใหม่ผ่านไปได้ด้วยดีและจบได้ด้วยดี เพราะหากต้องลากไปก็ไม่มีประโยชน์ คนที่ลากไม่ใช่ สว. ดังนั้นอย่ามาโทษ สว. เราทุกคนพร้อมที่จะกลับบ้าน แต่หากกระบวนการเลือกไม่สำเร็จก็อย่ามาโทษกลุ่ม สว. เราต้องอยู่ไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ขอให้เข้าใจในส่วนนี้ด้วย เราอยู่ไปก็มีแต่เสีย” 

 

ยังรักการเมือง ลุ้นอีก 2 ปีข้างหน้า 

 

กิตติศักดิ์กล่าวถึงแผนในอนาคตของเขาว่า กิตติศักดิ์อยู่ในการเมืองมาแทบตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนเบื้องหลังหรือคนเบื้องหน้า มีพรรคพวกเป็นนักการเมือง และชีวิตจิตใจก็ชื่นชอบการเมืองและรักการเมือง แต่ไม่มีปัญญาและไม่มีทรัพย์สินที่จะไปสมัคร สส. 

 

ตอนนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคการเมืองที่เข้ามาติดต่อชักชวนให้เข้าร่วมพรรคการเมือง ยกเว้นพรรคก้าวไกล มีหลายพรรคการเมืองพูดคุยและชักชวน แต่ ณ ตอนนี้ขอทำหน้าที่ตรงนี้ก่อน ยังไม่ได้คิดไปไกล หากมีโอกาสก็อยากรับใช้บ้านเมือง แต่หากไม่มีก็กลับบ้าน เลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนบนลานกลางแจ้งบริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา 

โดยมีเมฆขาวและท้องฟ้าเป็นแบ็กกราวด์ 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

ส่วนโอกาสจะลงเล่นการเมือง สมัคร สส. หรือไม่นั้น ขอให้รอติดตามในอนาคต ตอนนี้กำลังเรียนปริญญาอยู่ และอีก 2 ปีจะเรียนจบ มีคุณสมบัติครบ สามารถลงสมัคร สส. ได้ โดยปรารถนาที่จะลง สส. เขต มากกว่า สส. แบบบัญชีรายชื่อ โดยมองว่า สส. แบบบัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรคนั้นล้วนเป็นนักการเมืองที่มีบารมี เป็นนักการเมืองบ้านใหญ่หรือเป็นนายทุนทั้งนั้น 

 

“อยากแสดงความสามารถด้วยการลงเขตมากกว่า การชนะหรือแพ้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และถ้าได้ลงก็อยากลงสมัครให้กับจังหวัดพิจิตร แม้จะเกิดที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ผูกพันกับจังหวัดพิจิตรมากกว่า”

 

ถึงประชาชน “กราบขออภัย หากทำให้ไม่สบอารมณ์” 

 

“มีสิ่งที่อยากจะฝากถึงประชาชนคนไทยก่อนที่จะพ้นตำแหน่งหรือไม่” THE STANDARD ถาม 

 

“ต้องกราบขออภัยด้วยความเคารพ ที่อาจทำให้พี่น้องประชาชนไม่สบอารมณ์ไปบ้าง หรือไม่พอใจต่อที่มาของ สว. ชุดนี้ไปบ้าง หรือ สว. ชุดนี้ได้กระทำสิ่งใดที่สร้างความไม่พอใจให้กับพี่น้องประชาชน ต้องกราบขอโทษไว้ ณ โอกาสนี้ แต่สิ่งที่ สว. ชุดนี้ได้ตั้งใจทำและปฏิบัติตัวด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” กิตติศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย และจบการสนทนากับ THE STANDARD

 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ โบกมือลาและลงลิฟต์ ก่อนเดินไปยังที่จอดรถยนต์ส่วนตัว 

เพื่อเดินทางกลับจังหวัดพิจิตร 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

The post สว. 67 : รอวันกลับบ้าน! ฉากชีวิตถัดไปของ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ทายาท คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งลักษณ์รำลึก 10 ปี รัฐประหาร ระบุเริ่มมีความหวัง ได้เห็นประเทศคืนสู่หนทางประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน https://thestandard.co/yingluck-remembers-10-years-of-the-coup/ Wed, 22 May 2024 07:34:11 +0000 https://thestandard.co/?p=936478

วันนี้ (22 พฤษภาคม) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี […]

The post ยิ่งลักษณ์รำลึก 10 ปี รัฐประหาร ระบุเริ่มมีความหวัง ได้เห็นประเทศคืนสู่หนทางประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 พฤษภาคม) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ โดยระบุว่า นับเป็นเวลา 10 ปีแล้วจากวันที่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 

 

“จนมาถึงวันนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ดิฉันเริ่มมีความหวังค่ะ ก็คือการที่เห็นประเทศกลับคืนสู่หนทางแห่งประชาธิปไตย โดยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนไปพร้อมๆ กัน รอความหวังที่จะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงค่ะ”

 

สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้นนำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อรัฐประหารและยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการของ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ซึ่งรักษาการแทน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

คสช. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลง และต่อมาได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แทน

 

รัฐประหารโดย คสช. นับเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย เกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์การเมืองซึ่งเริ่มเมื่อเดือนตุลาคม 2556 เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

 

ก่อนหน้านั้น 2 วันคือ วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พล.อ. ประยุทธ์ ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่เวลา 03.00 น. กองทัพบกตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) และให้ยกเลิกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งขึ้น กอ.รส. ใช้วิธีการปิดและควบคุมสื่อ ตรวจพิจารณาเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต และจัดประชุมเพื่อหาทางออกวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ

 

วันที่ 21-22 พฤษภาคม 2557 พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) เรียกประชุมผู้แทนรัฐบาล, วุฒิสภา, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, นปช. และ กปปส. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อหาข้อสรุปในการก้าวผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมือง แต่ไม่อาจหาข้อสรุปได้

 

พล.อ. ประยุทธ์ และผู้บัญชาการเหล่าทัพ จึงประกาศกระทำการรัฐประหารในที่ประชุมและควบคุมตัวผู้เข้าร่วมประชุม ยกเว้นตัวแทนวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยนำตัวไปยังกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งใช้เป็นกองบัญชาการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

คสช. ยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. หลังรัฐประหารมีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด 2 คณะรัฐมนตรีรักษาการหมดอำนาจ ตลอดจนให้ยุบวุฒิสภา

 

จนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา วันที่ 21 สิงหาคม 2557 สภามีมติเลือก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

 

นอกจากนี้ คสช. ยังได้ดำเนินการภารกิจด้านการปฏิรูป โดยการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งต่อมาถูกยุบและตั้งเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในปัจจุบัน ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ในอีก 5 ปีต่อมา คือวันที่ 24 มีนาคม 2562

 

กว่า 10 ปีหลังการยึดอำนาจโดย คสช. ประเทศไทยอยู่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ กว่า 9 ปี และอยู่ภายใต้กลไก กติกา และ สว. แต่งตั้ง 250 คน ซึ่งมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาล 5 ปีแรกนับแต่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 หลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562

 

อ้างอิง: 

The post ยิ่งลักษณ์รำลึก 10 ปี รัฐประหาร ระบุเริ่มมีความหวัง ได้เห็นประเทศคืนสู่หนทางประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนโดยประชาชน เพื่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัณวีร์มอง 10 ปี รัฐประหาร การเมืองไทยยังอยู่ใต้เงา คสช. หวังประชาชนนำพาประเทศสู่ประชาธิปไตย https://thestandard.co/10-years-after-coup-thai-politics-under-ncpo/ Wed, 22 May 2024 07:28:41 +0000 https://thestandard.co/?p=936475

วันนี้ (22 พฤษภาคม) กัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร […]

The post กัณวีร์มอง 10 ปี รัฐประหาร การเมืองไทยยังอยู่ใต้เงา คสช. หวังประชาชนนำพาประเทศสู่ประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 พฤษภาคม) กัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า วันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้วหลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตนเองยังจำได้ดีว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ได้รับคำสั่งให้ออกไปประจำการที่ซูดานใต้ เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในฐานะผู้อพยพไปอยู่ต่างประเทศ (Expatriate) แบบเต็มตัว

 

“ตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งเวลาผ่านไป 10 ปี จนตอนนี้ผมมาเป็น สส. ที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ผมยังรู้สึกถึงกลิ่นอายและเงาของ คสช. อยู่ในปัจจุบัน”

 

กัณวีร์กล่าวว่า เวลาผ่านมา 10 ปี จนได้มาเป็น สส. การเมืองไทยยังถูกครอบงำโดยคณะรัฐประหาร รัฐบาลที่มีผู้บริหารไม่ต่างจากชุดของคณะยึดอำนาจ การเรียกร้องของประชาชนที่มีเสียงดังมากขึ้นเรื่องการปฏิวัติระบบยุติธรรมวิบัติที่มีอยู่ การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในทุกเรื่อง การแบ่งแยกขั้วอย่างมองเห็นได้ชัด ความพยายามของกลุ่มการเมืองหรือบุคคลทางการเมืองที่จะมีอำนาจเหนือกลุ่มหรือคนอื่นๆ โดยไม่เห็นหัวประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ความลำเอียงและการปฏิบัติต่อชนชั้นนำอย่างออกหน้าออกตาที่สร้างความโสมมและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างชนชั้น ฯลฯ

 

“1 ทศวรรษที่ผ่านมา ถึงเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในสังคมการเมืองไทยของเรา ประชาชนพอมีหวังกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ แต่เงาทะมึนของกลุ่มอำนาจเก่าที่ยึดอำนาจมาก็ยังคอยจ้องจะกลับมาที่เดิม เพราะความเกรงกลัวต่อสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากความเปลี่ยนแปลงครั้งหน้านี้จะไม่เหมือนสภาพแวดล้อมโครงสร้างอำนาจเดิมๆ แล้ว”

 

กัณวีร์กล่าวย้ำว่า ตนยังมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ประชาชนจะรู้สึกเชื่อมั่นในอำนาจของตนเองมากขึ้นโดยไม่หวังพึ่งใครตลอดเวลา นักการเมืองจะทำหน้าที่ผู้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลจะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงตามการจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง รัฐและราชการจะโอบอุ้มประชาชนและทำงานเป็นเนื้อเดียวกับประชาชนและประชาสังคมโดยปราศจากชนชั้น ประชาชนจะกลับมามีอำนาจเต็มตามเป้าหมายของระบอบประชาธิปไตย

 

“ผมยังมีความหวังอย่างแรงกล้านี้ ถึงแม้เงาดำของอำนาจมืดยังคงอยู่อย่างชัดเจน ประชาชนเท่านั้นครับจะเป็นผู้ตัดสินว่าเราต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หรือไม่” กัณวีร์กล่าว

The post กัณวีร์มอง 10 ปี รัฐประหาร การเมืองไทยยังอยู่ใต้เงา คสช. หวังประชาชนนำพาประเทศสู่ประชาธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลรำลึก 10 ปีรัฐประหาร ชี้ประยุทธ์ออกแล้ว แต่ระบอบยังอยู่ เปิด 3 วาระรื้อมรดก คสช. https://thestandard.co/mfp-remembering-10-years-of-the-coup/ Wed, 22 May 2024 05:48:02 +0000 https://thestandard.co/?p=936421

วันนี้ (22 พฤษภาคม) พรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอ […]

The post ก้าวไกลรำลึก 10 ปีรัฐประหาร ชี้ประยุทธ์ออกแล้ว แต่ระบอบยังอยู่ เปิด 3 วาระรื้อมรดก คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 พฤษภาคม) พรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ระบุว่า ผ่านมาแล้ว 10 ปี หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จุดกำเนิดของระบอบประยุทธ์ ประเทศไทยมีรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งแล้ว 2 ครั้ง แต่ประชาชนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปจริงๆ

 

นั่นเพราะระบอบประยุทธ์มีความหมายกว้างกว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่หมายถึงเครือข่ายผลประโยชน์ที่แวดล้อมคณะรัฐประหารและร่วมมือกันรักษาผลประโยชน์และอำนาจของกันและกัน ผ่านการออกแบบโครงสร้างและกลไกรัฐให้อยู่ในการควบคุมของตนเอง เป็นโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่เปิดช่องให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทัดทานอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง เปิดช่องให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง และเปิดช่องให้ทุนใหญ่เข้ามากุมอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือตลาด

 

การตั้งรัฐบาลข้ามขั้วที่นำโดยพรรคเพื่อไทย แม้ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ หายหน้าไปจากการเมือง พล.อ. ประวิตร หายไปจากตำแหน่งในรัฐบาล แต่ ‘ระบอบประยุทธ์’ ที่หมายถึงเครือข่ายผลประโยชน์ นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา ไม่ได้หายไปไหน และผลพวงจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จะยังคงอยู่กับเรา ตราบที่เราไม่เดินหน้ารื้อมรดก คสช. ซึ่งประกอบด้วยอย่างน้อย 3 วาระที่พรรคก้าวไกลพยายามผลักดันมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมาหลังการเลือกตั้ง ผ่านการยื่นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยความหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลในการทำให้สำเร็จ 

 

จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% 

 

พรรคก้าวไกลเห็นปัญหาว่า ในแง่การเมือง มรดกสำคัญของรัฐประหาร 2557 คือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีเป้าหมายในการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ผ่านการขยายอำนาจของสถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น สว. ศาล รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ) ให้สามารถอยู่เหนือหรือแทรกแซงอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

 

ส่วนทางออกต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% เพื่อพาสังคมไทยออกจากรัฐธรรมนูญ 2560 และสร้างประชาธิปไตยเต็มใบ ด้วยความเชื่อว่าหากสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะมีเนื้อหาที่พร้อมทำให้ทุกสถาบันทางการเมืองมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และพร้อมปิดช่องไม่ให้ศาลรับรองการทำรัฐประหารและไม่ให้มีการนิรโทษกรรมผู้ก่อรัฐประหาร

 

สิ่งที่ก้าวไกลเดินหน้าแล้ว 2566-2567

 

  • สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
  • ยื่นร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ คสช.ฯ เพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่งจากคณะรัฐประหารที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน (เป็นร่างกฎหมายด้านการเงิน ซึ่งรอนายกฯ ให้คำรับรองเพื่อให้เข้าสู่การพิจารณาในสภา)

 

ปฏิรูปกองทัพให้อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน รื้อสภากลาโหม-ศาลทหาร

 

พรรคก้าวไกลเห็นปัญหาว่าการที่วันนี้สื่อมวลชนยังมีคำถามว่าทหารจะรัฐประหารหรือไม่ ตอกย้ำให้เห็นชัดว่ากองทัพ ณ ปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจหลายส่วนอยู่เหนือรัฐบาลพลเรือน สามารถแทรกแซงการเมืองหรือแม้แต่กิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจรักษาความมั่นคง เป็น ‘ขุนศึก’ ที่ถือครองที่ดินและธุรกิจโดยขาดการตรวจสอบจากประชาชน

 

ส่วนทางออก ปฏิรูปกองทัพให้อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน เพื่อเอาทหารออกจากการเมือง และทำให้กองทัพเป็นกองทัพยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรักษาความมั่นคงของประเทศ มีความโปร่งใสมากขึ้นในการดำเนินการและการใช้งบประมาณ และได้รับความไว้วางใจมากขึ้นจากประชาชน

 

สิ่งที่ก้าวไกลเดินหน้าแล้ว 2566-2567

 

  • ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ เพื่อยกเลิกอำนาจพิเศษของกองทัพที่อยู่เหนือรัฐบาลพลเรือน รวมถึงการปรับโครงสร้างอำนาจและที่มาของสภากลาโหม และกระบวนการแต่งตั้งนายพล (บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาแล้ว รอการพิจารณาและลงมติในสมัยประชุมหน้า)
  • เตรียมร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปศาลทหาร เพื่อป้องกันกระบวนการยุติธรรมหลายมาตรฐาน

 

ทลายทุนผูกขาด ปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้า

 

พรรคก้าวไกลเห็นปัญหาว่าทุนใหญ่ได้ขยายอำนาจและส่วนแบ่งตลาดในทุกภาคเศรษฐกิจที่สำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกด้านของปากท้องประชาชน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร ไฟฟ้า ผ่านสายสัมพันธ์ที่มีกับเครือข่ายคณะรัฐประหาร กองทัพ ระบบราชการ และผ่านกฎกติกาที่เอื้อประโยชน์ให้เกิดการผูกขาด

 

ทางออก ทลายทุนผูกขาด จากเดิมที่ระบบเศรษฐกิจถูกครอบงำโดยผู้เล่นไม่กี่ราย ต้องเปลี่ยนเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นระหว่างทุนใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย

 

สิ่งที่ก้าวไกลเดินหน้าแล้ว 2566-2567

 

  • ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ เพื่อปฏิรูปคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการป้องกันการผูกขาดทางเศรษฐกิจ (บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาแล้ว รอการพิจารณาและลงมติในสมัยประชุมหน้า)

 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พรรคก้าวไกลไม่เพียงปรารถนาที่จะเห็น แต่เราได้ใช้ทุกกลไกและวิถีทางที่มีอยู่ในฐานะฝ่ายค้านปัจจุบัน ในการผลักดันลบล้างผลพวงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ออกจากสังคมไทย

 

“การต่อต้านและลบล้างผลพวงรัฐประหารย่อมไม่อาจเป็นจริงได้ผ่านเพียงคำพูด แต่ต้องพิสูจน์ผ่านการกระทำ เราหวังว่ารัฐบาลจะร่วมกันผลักดัน ‘ทุกวาระ’ ข้างต้นร่วมกับพรรคก้าวไกล เพื่อสร้างประชาธิปไตยเต็มใบให้เกิดขึ้นและตั้งมั่นในสังคมไทย ทำให้รัฐประหาร 2557 เป็นรัฐประหารครั้งสุดท้าย”

The post ก้าวไกลรำลึก 10 ปีรัฐประหาร ชี้ประยุทธ์ออกแล้ว แต่ระบอบยังอยู่ เปิด 3 วาระรื้อมรดก คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทยแสดงจุดยืน ครบรอบ 10 ปี คสช. ยึดอำนาจ ต้องเร่งแก้ รธน. ฉบับประชาชน พ่วงกฎหมายต่อต้านรัฐประหารให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ https://thestandard.co/phue-thai-10-years-coup-detat/ Tue, 21 May 2024 10:18:17 +0000 https://thestandard.co/?p=936200 พรรคเพื่อไทย

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่พรรคเพื่อไทย ชูศักดิ์ ศิรินิล รอ […]

The post เพื่อไทยแสดงจุดยืน ครบรอบ 10 ปี คสช. ยึดอำนาจ ต้องเร่งแก้ รธน. ฉบับประชาชน พ่วงกฎหมายต่อต้านรัฐประหารให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคเพื่อไทย

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่พรรคเพื่อไทย ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวครบรอบ 10 ปี การรัฐประหารโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

 

ดนุพรได้อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยระบุว่า 10 ปีที่ผ่านไป จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ‘ยุติวงจรรัฐประหาร ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ อำนาจอธิปไตยของคนไทยดับสิ้นลงจากคณะรัฐประหารที่ชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยึดอำนาจรัฐบาลเพื่อไทย รัฐบาลที่มาจากความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน

 

การกระทำการรัฐประหารคือการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายประชาธิปไตย ผลักประเทศให้เดินถอยหลังไปสู่ความถดถอยภายใต้อำนาจเผด็จการ สิ่งที่เราสูญเสียไปคือ ‘โอกาสของประเทศ’ ทั้งที่สามารถประเมินมูลค่าได้และอีกนานัปการที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

 

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าเราปฏิเสธการรัฐประหาร ไม่ยอมรับสารตั้งต้นที่อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขไปสู่การรัฐประหาร และปฏิเสธการนิรโทษกรรมต่อการรัฐประหารในทุกกรณี ศาลและองค์กรรัฐอื่นๆ ต้องยกเลิกบรรทัดฐานที่ว่าการรัฐประหารโดยใช้กำลังอาวุธสำเร็จเป็นรัฏฐาธิปัตย์

 

เรายืนยันแนวคิดให้มีการตรากฎหมายต่อต้านการรัฐประหารขึ้น โดยห้ามมิให้ศาลยอมรับการรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และยืนยันในแนวคิดว่าความผิดในการรัฐประหารไม่มีอายุความ โดยให้ถือเป็นประเพณีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย

 

“พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าการรัฐประหารคืออาชญากรรมร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ เป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย เรายึดมั่นในหลักการว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เราจะร่วมกันต่อต้านการรัฐประหาร การรัฐประหารจะต้องหมดไปจากประเทศไทย”

 

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ผ่านมาจะมีข้ออ้างเสมอมาว่ารัฐบาลประชาธิปไตยบริหารประเทศล้มเหลว อ้างสถานการณ์ที่นำไปสู่การยึดอำนาจโดยใช้กำลังอาวุธ แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่การรัฐประหารนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า มีแต่นำไปสู่ความตกต่ำ ถดถอย และล้าหลัง ดังที่เห็นกันอยู่ตลอดมา

 

พรรคเพื่อไทยในฐานะสถาบันการเมือง ในฐานะแกนนำรัฐบาลของพี่น้องประชาชน เราจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างดีที่สุด เราจะร่วมมือกันกับคนไทยผู้รักประชาธิปไตย ไม่ให้การรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทยอีก

 

ด้านชูศักดิ์ย้ำจุดยืนของพรรคเพื่อไทยว่า เราต่อต้านการรัฐประหาร จึงอยากสื่อสารกับประชาชนถึงประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ ตั้งแต่ปี 2549 รัฐบาลไทยรักไทย มาจนปี 2557 ในรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งหลังรัฐประหารทุกครั้งประชาชนและสังคมไทยไม่เคยได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแม้แต่ครั้งเดียว เราได้แต่รัฐธรรมนูญที่ถดถอย เป็นเผด็จการ ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

 

“ชัดเจนว่าเมื่อมีการยึดอำนาจปกครองประเทศก็มักตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาฉบับใหม่ จุดยืนของพรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชน และมีจุดยืนสำคัญคือมีนโยบายจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560” ชูศักดิ์กล่าว

 

และขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่กำลังดำเนินการ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งต่อไปนี้การจัดทำรัฐธรรมนูญจะดำเนินไปในขั้นตอนดังนี้

 

  1. จะต้องสอบถามประชาชนว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

 

  1. จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

  1. และเมื่อมีตัวแทนประชาชน และ สสร. ยกร่างขึ้นมา จึงมาถามประชาชนว่า เห็นชอบกับร่างที่ยกขึ้นมาหรือไม่

 

จึงจะเป็นกระบวนการในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หวังว่าจะมีบทบัญญัติต่อต้านรัฐประหารอยู่ในนั้น และคิดว่าจะต้องสำเร็จภายในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยใน 4 ปีนี้ เพื่อเป็นของเป็นของขวัญให้กับประชาชน

 

ส่วนการเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อต้านการรัฐประหาร สาระสำคัญคือการที่เรายอมรับการรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และเปิดโอกาสให้เขาบริหารประเทศ เป็นเรื่องที่ผิด ดังนั้นกระบวนการของประชาชนในการต่อต้านเป็นสิ่งสำคัญ จึงพยายามจะยกร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เรียบร้อยเพื่อเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

 

ในโอกาสครบรอบเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยคาดหวังว่าจะต้องมีรัฐธรรมนูญของประชาชนและเป็นประชาธิปไตย และต่อต้านการรัฐประหาร รวมถึงมีกระบวนการจัดทำกฎหมายที่เป็นการจัดทำกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการต่อต้านการรัฐประหารเพื่อให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

 

ส่วนความคืบหน้าการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ชูศักดิ์ระบุว่า เป็นข้อตกลงว่าก่อนจะทำประชามติครั้งแรกจะต้องแก้ พ.ร.บ.ประชามติ เสียก่อน ซึ่งตกลงกันว่าจะแก้ในขณะที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเร็วๆ นี้ เพื่อให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ก็จะต่อด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ โดยเฉพาะประเด็นเสียงข้างมากสองชั้นทราบว่ามีร่างของพรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคก้าวไกลอยู่ในสภาแล้ว ขณะที่ร่างของรัฐบาลมีการตกลงแล้ว อยู่ในกระบวนการทางธุรการ เข้าใจว่าเมื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญแล้ว ร่างของรัฐบาลจะนำเข้าด้วย เพื่อพิจารณา 3 ร่างพร้อมกัน เร่งรัดให้กฎหมายเสร็จสิ้นเร็วขึ้น

The post เพื่อไทยแสดงจุดยืน ครบรอบ 10 ปี คสช. ยึดอำนาจ ต้องเร่งแก้ รธน. ฉบับประชาชน พ่วงกฎหมายต่อต้านรัฐประหารให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็น สว. ชุดใหม่ได้บ้าง https://thestandard.co/who-can-be-a-new-senator/ Mon, 18 Mar 2024 11:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=912534 ใครเป็น สว. ชุดใหม่ ได้บ้าง

สว.ชุดเก่า 250 คน ที่ คสช. แต่งตั้ง กำลังจะหมดวาระในวัน […]

The post ใครเป็น สว. ชุดใหม่ได้บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็น สว. ชุดใหม่ ได้บ้าง

สว.ชุดเก่า 250 คน ที่ คสช. แต่งตั้ง กำลังจะหมดวาระในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ เมื่อ สว.ชุดเก่าไป สว.ชุดใหม่ก็ต้องมา แต่มีได้เพียง 200 คนจากระบบเลือกกันเอง

 

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็น สว. ดังนี้

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

1. มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด

 

2. อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีในวันที่สมัคร

 

3. มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี

 

FYI: ยกเว้น กลุ่มสตรี, ผู้สูงอายุ, คนพิการหรือทุพพลภาพ, กลุ่มชาติพันธุ์, กลุ่มอัตลักษณ์อื่น, ประชาสังคม และองค์กรสาธารณประโยชน์

 

4. ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

 

  • เกิดในอำเภอที่ลงสมัคร
  • มีชื่อในทะเบียนบ้านอำเภอที่ลงสมัคร ต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีนับถึงวันที่สมัคร
  • เคยทำงานอยู่ในอำเภอที่สมัคร ต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีนับถึงวันที่สมัคร
  • เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอที่สมัคร (แล้วแต่กรณี) ต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
  • เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัคร ต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา

 

5. ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด เช่น

 

  • เป็นสมาชิกพรรคการเมือง
  • ข้าราชการ
  • สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560
  • พ้นจาก สส. หรือรัฐมนตรี​ไม่เกิน 5 ปี

 

หมายเหตุ: กกต. ระบุว่าการเป็นพนักงานบริษัทเอกชนไม่ได้เป็นข้อห้ามในการสมัครหรือเป็น สว.

 

อ้างอิง: พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ใครเป็น สว. ชุดใหม่ได้บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยุชุมชนคืนชีพ เพื่อไทยยื่นแก้กฎหมาย สามารถหารายได้ ทลายอุปสรรคยุค คสช. https://thestandard.co/phue-thai-filed-change-the-law/ Tue, 05 Mar 2024 09:17:12 +0000 https://thestandard.co/?p=907417 เพื่อไทย

วันนี้ (5 มีนาคม) ดนุพร ปุณณกันต์ สส. บัญชีรายชื่อ และโ […]

The post วิทยุชุมชนคืนชีพ เพื่อไทยยื่นแก้กฎหมาย สามารถหารายได้ ทลายอุปสรรคยุค คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทย

วันนี้ (5 มีนาคม) ดนุพร ปุณณกันต์ สส. บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีความยินดีที่วิปรัฐบาลนำร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 เสนอโดย อดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เลื่อนขึ้นมาพิจารณาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธที่ 6 มีนาคมนี้ จากกำหนดเดิมที่จะเข้าสภาในวันพุธที่ 13 มีนาคม 

 

ทั้งนี้ เนื่องจากในกฎหมายเดิมมีบทบัญญัติบางประการที่จำกัดความสามารถในการประกอบอาชีพของภาคประชาชน จึงควรดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง และเป็นการส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นด้วย

 

สำหรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีสาระสำคัญคือให้ผู้ประกอบกิจการวิทยุชุมชนสามารถมีรายได้จากการบริจาค การอุดหนุนสถานี หรือรายได้อื่นให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการสถานีโดยไม่เน้นการแสวงหากำไร จากเดิมที่ไม่สามารถทำได้ จึงไม่มีรายได้ ไม่สามารถแข่งขันและเติบโตได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยรับทราบปัญหานี้มาโดยตลอด  

 

ซึ่งในช่วงของการยึดอำนาจโดย คสช. คลื่นความถี่วิทยุชุมชนที่เดิมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ฝ่ายความมั่นคงได้เข้ามาดูแลแทน ทำให้ผู้ดำเนินรายการวิทยุไม่สามารถดำเนินกิจการได้เหมือนเดิม รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึง ไม่ได้มีโอกาสในการรับรู้ข่าวสารอย่างเต็มที่ 

 

ในส่วนของร่างกฎหมายแรงงานที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ ดนุพรกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสนับสนุนร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อเข้าสู่การศึกษาในชั้นกรรมาธิการ โดยพร้อมที่จะเสนอให้มี กมธ. ในสัดส่วนขององค์กรสตรีเข้ามาเพื่อพิจารณาในประเด็นของจำนวนวันที่เหมาะสมในการลาคลอด ให้นม และเลี้ยงดูบุตร ซึ่งจะมีผลต่อการชดเชยค่าจ้างด้วย โดยยืนยันสนับสนุนหลักการกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้จริง เป็นที่ยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม และเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

The post วิทยุชุมชนคืนชีพ เพื่อไทยยื่นแก้กฎหมาย สามารถหารายได้ ทลายอุปสรรคยุค คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ‘โละคำสั่ง คสช.’ เวอร์ชันภูมิใจไทย https://thestandard.co/ncpo-bhumjaithai-party-05022024/ Mon, 05 Feb 2024 09:47:55 +0000 https://thestandard.co/?p=896292 พรรคภูมิใจไทย

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ที่รัฐสภา สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส […]

The post เปิดเหตุผล ‘โละคำสั่ง คสช.’ เวอร์ชันภูมิใจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคภูมิใจไทย

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ที่รัฐสภา สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส. กระบี่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย สส. พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย พ.ศ. .… ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และ สส. พรรคภูมิใจไทยร่วมกันเข้าชื่อ โดยมี อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับหนังสือแทน

 

สฤษฏ์พงษ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย และทีมกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ไปศึกษาว่าประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ผ่านมามีปัญหาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และได้รับการร้องเรียนเรื่องสิทธิมนุษยชนจากหลายองค์กร จึงเป็นที่มาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว 

 

สฤษฏ์พงษ์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีทั้งหมด 240 ประกาศและคำสั่งรวมกัน โดยออกเป็นกฎหมาย 71 ฉบับ ซึ่งคำสั่งของคณะรัฐประหารเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ ก็จะต้องทำเป็นพระราชบัญญัติในการยกเลิกเช่นกัน จึงมีการศึกษาว่าเนื้อหามีสาระสำคัญที่ยังใช้บังคับได้ 37 เรื่อง จะสามารถนำมาใช้โดยเปลี่ยนเป็นคำสั่งหรือประกาศให้เป็นพระราชบัญญัติ ส่วนประกาศหรืออย่างอื่นที่ต่ำกว่าคำสั่ง สามารถยกเลิกได้ โดยการทำเป็นพระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวงอย่างละ 2 ฉบับ ส่วนสิ่งที่ต่ำกว่าพระราชบัญญัติ ที่เทียบเท่ามติ ครม. มีทั้งหมด 55 เรื่อง โดยมีการยกร่างผ่าน 7 มาตรา 

 

สำหรับ ‘พระราชบัญญัติพ่วง’ ที่เป็นการรวมประกาศและคำสั่งที่จะมาแก้ไขด้วยกัน ซึ่งมีทั้งหมด 240 ฉบับนั้น มีเรื่องที่จะต้องแก้ไข 71 เรื่อง จึงนำเรื่องที่จะต้องแก้ไขมาใช้ในแนบท้ายร่างประกาศ ส่วนก่อนหน้านี้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 25 ที่ผ่านมาเคยมีการทบทวนคล้ายกับการสังคายนากฎหมาย และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

 

สฤษฏ์พงษ์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยในวันนี้มีประกาศคณะรัฐประหารที่บังคับใช้อยู่ตั้งแต่ตอนต้นรวมกว่า 1,000 ฉบับ ซึ่งก่อนครบวาระสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 มีการพยายามทำกฎหมาย โดยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก แต่ กมธ.ชุดดังกล่าวดำเนินการไปเพียง 12 ครั้ง ก็ไม่สำเร็จ 

 

อย่างไรก็ตาม ตนเองจึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และไม่ได้ตำหนิคำประกาศของคณะรัฐประหารแต่อย่างใด บางฉบับก็มีความจำเป็นในการปกครองประเทศ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อจากคำประกาศคณะรัฐประหารมาให้เป็นกฎหมายชื่อพระราชบัญญัติหรืออย่างอื่นที่จะดูดีในสายตาของชาวต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศไทย

 

เปิดกฎหมาย 71 ฉบับที่ต้องยกเลิก

 

ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ผู้เสนอได้ให้เหตุผลและความจำเป็นว่า การออกประกาศและคำสั่ง คสช. รวมถึงคำสั่งหัวหน้า คสช. หลายฉบับมีเนื้อหาเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยอ้างความจำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์และความสงบเรียบร้อยในระหว่างการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง

 

สิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด เช่น เสรีภาพในการชุมนุมหรือสมาคม เสรีภาพของสื่อมวลชนที่จะนำเสนอข่าวสารอย่างเป็นอิสระ สิทธิในร่างกายและเสรีภาพในการเดินทางที่ถูกจำกัดด้วยการเรียกไปรายงานตัว การกักตัว และให้ทำข้อตกลงที่จะงดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิชุมนุมที่จะมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของรัฐ และสิทธิในการอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงเสนอให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งทั้ง 71 ฉบับ ดังนี้ 

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 10/2557 เรื่อง ให้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 เรื่อง การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ฉบับที่ 25/2557 เรื่อง ให้มารายงานตัว หรือแจ้งเหตุขัดข้อง

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 26/2557 เรื่อง การดูแลและสอดส่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 29/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 35/2557 เรื่อง อำนาจในการอนุมัติงบประมาณของปลัดกระทรวง

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 41/2557 เรื่อง กำหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวเป็นความผิด

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 49/2557 เรื่อง ความผิดสำหรับการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 86/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขตเป็นการชั่วคราว

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2559 เรื่อง การกำหนดรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาอื่นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและการแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2561 เรื่อง การกำหนดรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาอื่นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและการแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2562 เรื่อง การกำหนดรายชื่อบุคคลสำรองสำหรับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

 

  1. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2562 เรื่อง ประกาศรายชื่อบุคคลสำรองสำหรับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 4/2558 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะและประชาชนโดยส่วนรวม

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2558 เรื่อง แก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2558

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 17/2558 เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 23/2558 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 36/2558 เรื่อง แก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2558

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเป็นการชั่วคราว

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2559 เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 16/2559 เรื่อง การประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 23/2559 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 25/2559 เรื่อง ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 26/2559 เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกลำน้ำสาธารณะ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 32/2559 เรื่อง มาตรการป้องกันการลักลอบนำสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือบางประเภทไปใช้ผลิตยาเสพติด

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 35/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินป่าภูทับเบิกในท้องที่ตำบลวังบาล และตำบลบ้านเนิน อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2559 เรื่อง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 51/2559 เรื่อง การดำเนินการกับของที่เก็บในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรี และของที่ใช้เป็นยุทธภัณฑ์เพื่อบรรเทาสาธารณภัย

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 54/2559 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 56/2559 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2559 เรื่อง การปรับปรุงการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 61/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาบุคลากรด้านการบิน

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 62/2559 เรื่อง การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 69/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการประมง

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 72/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 74/2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 17/2558

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 75/2559 เรื่อง ระงับการคัดเลือกบุคคลและการสรรหาเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 76/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 77/2559 เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 78/2559 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายเฉลิมรัชมงคล) ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2560 เรื่อง การดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกลำน้ำสาธารณะ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 27/2560 เรื่อง การพัฒนาการศึกษาของประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 30/2560 เรื่อง มาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 32/2560 เรื่อง การบรรเทาความเสียหายให้แก่ประชาชนในกรณีปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 40/2560 เรื่อง มาตรการรองรับเพื่อให้การดำเนินการเดินอากาศเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 41/2560 เรื่อง การบริหารจัดการยา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตามโครงการพิเศษของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2561 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2561 เรื่อง การจัดสรรภารกิจและบุคลากรของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2561 เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

 

60.คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2561 เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2561 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 16/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม)

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 17/2561 เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรบางกรณี

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 18/2561 เรื่อง การดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 19/2561 เรื่อง กลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 20/2561 เรื่อง มาตรการสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความต่อเนื่อง

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 22/2561 เรื่อง การให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2562 เรื่อง การดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 4/2562 เรื่อง มาตรการการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม 

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท

 

  1. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2562 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ

 

ภูมิใจไทยจะทำอย่างไร

 

ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ผู้เสนอได้ระบุถึงสาระสำคัญจำนวน 3 ข้อ ดังนี้ 

 

  1. กำหนดให้มีการจำหน่ายคดีตามความผิดตามประกาศและคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมด ให้ถือว่าจำเลยที่เคยต้องคำพิพากษาตามประกาศและคำสั่งที่ถูกยกเลิกไม่มีความผิด 

 

นอกจากนี้ ให้ปล่อยจำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก ยกเว้นจำเลยที่ถูกคุมขังตามกฎหมายอื่นที่ไม่ถูกยกเลิกตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย (ร่างมาตรา 4)

 

  1. กำหนดให้บุคคลพลเรือนที่ถูกพิจารณาคดีโดยศาลทหาร ซึ่งศาลทหารมีคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว หากต้องการให้ศาลยุติธรรมพิจารณาคดีของตนใหม่ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจภายใน 30 วันนับจากวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ หากไม่ยื่นให้ถือว่าคำพิพากษาของศาลทหารเป็นที่สุด (ร่างมาตรา 5)

 

  1. กำหนดให้บุคคลพลเรือนที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหาร ให้โอนย้ายคดีมาอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรมที่เขตอำนาจเหนือคดีดังกล่าว โดยให้กระบวนการพิจารณาคดีภายใต้ศาลทหารที่ได้ทำไปแล้วไม่เสียไป เว้นแต่จำเลยจะร้องขอให้ศาลยุติธรรมเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด (ร่างมาตรา 6)

 

คำสั่ง คสช. พิเศษอย่างไร 

 

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หรือเกือบ 10 ปีที่แล้ว คสช. นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ก่อรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการของ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ซึ่งรักษาการแทน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเกิดวิกฤตการณ์การเมือง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ

 

จากนั้น คสช. ได้ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลง จากนั้นประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ก่อนจะได้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และมาตรา 279 ได้บัญญัติให้ “บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้…ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ” 

 

นั่นหมายความว่าจะต้องมีการเสนอต่อรัฐสภาให้พิจารณา และหากพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศหรือคำสั่ง คสช. นั้นผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจนประกาศใช้กฎหมาย บรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินั้นๆ ก็จะเป็นอันยกเลิกไป

 

ก้าวไกลชี้เป็นนิมิตหมายที่ดี

 

กรุณพล เทียนสุวรรณ สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองโฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยยื่นร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่ง คสช. ว่า ถ้าฝ่ายค้านและรัฐบาลเห็นพ้องต้องกันว่าคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมและละเมิดสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เชื่อว่าน่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะพรรคก้าวไกลมีนโยบายที่จะยกเลิกคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมของ คสช. อยู่แล้ว ก็หวังว่ารัฐบาลจะเห็นด้วย เพราะพรรคก้าวไกลก็มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งฯ เช่นเดียวกัน 

 

แต่อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของรายละเอียด เพราะช่วงหาเสียงทุกพรรคการเมืองพูดตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร และคำสั่งของ คสช. ไม่ได้ยึดเสรีภาพและสิทธิของพี่น้องประชาชน คิดว่าครั้งนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราจะได้กฎหมายที่เรียกว่าเป็นสากลโลก

 

เพื่อไทยเตรียมยื่นร่างประกบ นายกฯ มอบ ‘พิชิต’ ศึกษาเพิ่ม 

 

ขณะที่ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส. สุรินทร์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยยื่นร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่ง คสช. ว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะมีการยื่นร่างฯ ประกบ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ พิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และคณะ ไปศึกษาคำสั่ง คสช. ทั้งหมด 

 

ขณะที่รัฐสภานั้นมีฉบับของ ชูศักดิ์ ศิรินิล เรื่องการแก้ไขคำสั่งที่ 14 ให้ยกเลิกและเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงออกมาเร็วๆ นี้ เพราะไม่ใช่เรื่องยาก ทางภูมิใจไทยยื่นมา เราก็เป็นวิปรัฐบาลร่วมกัน ก็ต้องนำมาดูและพูดคุยกันเพื่อทำให้กฎหมายดีที่สุด อะไรที่จะต้องยกเลิกก็ต้องยกเลิก อะไรที่ยังเป็นประโยชน์ก็นำมาปรับปรุงใหม่ โดยในวันพรุ่งนี้จะไปสอบถามเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม สส. พรรค 

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผล ‘โละคำสั่ง คสช.’ เวอร์ชันภูมิใจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิใจไทยเตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ต่อรัฐสภา 5 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/bhumjaithai-party-04012024/ Sun, 04 Feb 2024 05:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=895785 พรรคภูมิใจไทย

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้ […]

The post ภูมิใจไทยเตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ต่อรัฐสภา 5 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคภูมิใจไทย

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 น. ตนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยจะเดินทางไปยื่นร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย พ.ศ. …. ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ สส. พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันเข้าชื่อเสนอ ที่อาคารรัฐสภา

 

สฤษฏ์พงษ์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีหลักการให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับที่มีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพ สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และสิทธิชุมชนของประชาชน และกำหนดสถานะทางกฎหมายของคดีความของบุคคล พลเรือน ที่เคยพิจารณาโดยศาลทหารตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลคือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติทำการยึดอำนาจล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และได้ออกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หลายฉบับที่มีเนื้อหาเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยอ้างความจำเป็นเพื่อครอบคลุมสถานการณ์และความสงบเรียบร้อยในระหว่างการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง โดยสิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด ได้แก่ เสรีภาพในการชุมนุมหรือสมาคม เสรีภาพของสื่อมวลชนที่จะนำเสนอข่าวสารอย่างเป็นอิสระ สิทธิในร่างกายและเสรีภาพในการเดินทางที่ถูกจำกัด ด้วยการเรียกไปรายงานตัว การกักตัว และให้ทำข้อตกลงที่จะงดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิชุมนุมที่จะมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของรัฐ และสิทธิในการอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีผลบังคับใช้แล้ว และประเทศกำลังกลับสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่บรรดาประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้ตั้งแต่ช่วงเวลาของการยึดอำนาจก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ 

 

ทั้งในเวลาต่อมาหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอีกจำนวนมาก ซึ่งบางฉบับมีเนื้อหาในทางจำกัดสิทธิของประชาชนที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันรับรองไว้ ประกาศและคำสั่งเหล่านี้จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์บ้านเมืองให้เป็นไปในทางที่ดี และสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงสมควรที่จะยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 

 

รวมทั้งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับที่มีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพ สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และสิทธิชุมชนของประชาชน และให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการรับรอง และถูกจำกัดเพียงเท่าที่จำเป็นตามกฎหมายในสถานการณ์ปกติ

 

สฤษฏ์พงษ์กล่าวว่า จะมีการชี้แจงในรายละเอียดการจำแนกประเภทของประกาศ คำสั่ง และวิธีการดำเนินการ ในวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 พร้อมกับการยื่นร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว

The post ภูมิใจไทยเตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ต่อรัฐสภา 5 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>