ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Aug 2026 03:35:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ผอ.ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ยันไทยย้ำเคารพ UN ขอฟังความสองข้างอย่างเป็นกลาง ขอโลกร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง https://thestandard.co/thailand-un-report-impartial-investigation/ Mon, 10 Aug 2026 03:30:57 +0000 https://thestandard.co/thailand-un-report-impartial-investigation/ พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แถลงข่าว

วันนี้ (10 สิงหาคม) พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บั […]

The post ผอ.ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ยันไทยย้ำเคารพ UN ขอฟังความสองข้างอย่างเป็นกลาง ขอโลกร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แถลงข่าว

วันนี้ (10 สิงหาคม) พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ออกมาชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชาอ้างความเห็นนักวิเคราะห์กล่าวหาว่าไทยไม่ให้ความสำคัญกับองค์การสหประชาชาติ (UN) หลังรัฐบาลไทยทักท้วงรายงานของ Tom Andrews ผู้อำนวยการ JIC โดยย้ำชัดว่า ไทยไม่ได้มีปัญหากับ UN และให้ความสำคัญมาโดยตลอด

 

พล.อ.อ. ประภาส ชี้แจงว่า การเคารพ UN ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องยอมรับทุกข้อมูลโดยไม่ตั้งคำถาม หากข้อมูลใดไม่ครบถ้วน มีข้อสงสัย หรือกระทบต่อประเทศ ไทยมีสิทธิชี้แจงและขอให้ตรวจสอบ ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าไทยไม่ตอบกลับร่างถ้อยแถลงของ Andrews ภายใน 2 วันนั้น ต้องแยกข้อเท็จจริง ออกจากการตีความ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เขตแดน สิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องประสานหลายหน่วยงาน เรื่องระดับประเทศ ความถูกต้องสำคัญกว่าความรวดเร็ว และกาลเวลาเพียง 2 วันไม่สามารถนำมาตัดสินได้ว่าไทยเมินเฉยต่อ UN

 

สำหรับประเด็นตัวเลขผู้อพยพชาวกัมพูชา 650,000 คน ที่ถูกอ้างอิงนั้น ผอ.JIC ระบุว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธทันที แต่ตั้งคำถามตามหลักสากล ทั้งเรื่องที่มา ช่วงเวลา พื้นที่ และวิธีการนับข้อมูล เพราะตัวเลขที่นำไปใช้ในเวทีโลกต้องมีมาตรฐานตรวจสอบสูง และคำว่า UN ไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดการตั้งคำถาม

 

นอกจากนี้ กรณีกัมพูชาอ้างว่า Andrews ลงพื้นที่จริงจนเห็นข้อเท็จจริงแล้ว พล.อ.อ. ประภาส ย้ำว่า ไทยเคารพการลงพื้นที่และไม่เคยปฏิเสธความทุกข์ของชาวกัมพูชา แต่การลงพื้นที่เพียงฝั่งเดียวไม่สามารถสะท้อนภาพทั้งหมดได้ เพราะประชาชนไทยก็ได้รับผลกระทบและต้องอพยพเช่นกัน หากยึดหลัก Human Rights Have No Nationality สิทธิมนุษยชนย่อมไม่มีสัญชาติ และต้องใช้หลักการนี้กับทั้งสองฝ่าย พร้อมขอให้สื่อมวลชนแยกแยะระหว่าง ข้อเท็จจริง (Fact) ข้อค้นพบ (Finding) ความคิดเห็น (Opinion) ให้ชัดเจน เพราะความเห็นของนักวิเคราะห์กัมพูชาไม่ใช่ข้อสรุปของ UN หรือเสียงของประชาคมโลก

 

ส่วนประเด็นเรื่องอธิปไตยและเขตแดน ผอ.JIC ยืนยันว่าไม่สามารถตัดสินได้ด้วยพาดหัวข่าวหรือบทสัมภาษณ์ การกล่าวหาซ้ำๆ ไม่ได้ทำให้กลายเป็นความจริง แต่ต้องใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศและสันติวิธี

 

พล.อ.อ. ประภาส ยืนยันว่า ไทยไม่เคยกลัวการตรวจสอบ และพร้อมให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาพิสูจน์อย่างเป็นกลาง โดยรับฟังทั้งสองฝั่ง ตรวจสอบพิกัด ภาพถ่าย และหลักฐานทางกายภาพด้วยมาตรฐานเดียวกัน

 

“หากรายงานฉบับสุดท้ายกำลังจะถูกนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สิ่งที่ประเทศไทยคาดหวังคือ ข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝั่งชายแดนต้องได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียม ผมขอย้ำว่า อย่าเชื่อไทยเพียงเพราะไทยพูด และอย่าเชื่อฝ่ายใดเพียงเพราะฝ่ายนั้นพูด ควรตรวจสอบหลักฐาน รับฟังทุกฝ่าย แล้วให้ข้อเท็จจริงเป็นผู้ตัดสิน ไทยไม่ได้ขอให้โลกเชื่อเรา เราขอให้โลกตรวจสอบหลักฐาน นี่คือจุดยืนของประเทศไทย” ผอ.JIC กล่าว

The post ผอ.ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ยันไทยย้ำเคารพ UN ขอฟังความสองข้างอย่างเป็นกลาง ขอโลกร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบ. โต้กัมพูชา ย้ำไทยใช้กำลังตามกฎหมาย มุ่งเป้าหมายทางทหาร ชี้ความเสียหายไทยไม่อาจลบด้วยข้อมูลบิดเบือน https://thestandard.co/thai-army-cambodia-response/ Sat, 08 Aug 2026 09:34:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1239856 พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าว

วันนี้ (8 สิงหาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่ […]

The post ทบ. โต้กัมพูชา ย้ำไทยใช้กำลังตามกฎหมาย มุ่งเป้าหมายทางทหาร ชี้ความเสียหายไทยไม่อาจลบด้วยข้อมูลบิดเบือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าว

วันนี้ (8 สิงหาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงกรณี เนธ เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวอ้างถึงหลุมระเบิด ความเสียหายต่อโบราณสถาน บ้านเรือน และการสูญเสียของพลเรือนกัมพูชาว่าเป็นหลักฐานจากการโจมตีของฝ่ายไทยนั้น

 

พล.ต. วินธัย ยืนยันว่า การใช้กำลังของฝ่ายไทยทุกครั้งดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ มีการกำหนดและตรวจสอบเป้าหมายอย่างชัดเจน โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความได้สัดส่วน มิใช่การใช้อาวุธโดยไม่จำแนกเป้าหมาย ซึ่งแตกต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่ใช้อาวุธจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนของไทย ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงบ้านเรือนและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

 

สำหรับการใช้อาวุธทางอากาศของฝ่ายไทย มุ่งต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยคุกคาม หรือถูกใช้ในการโจมตีจนส่งผลกระทบต่อประชาชนและกำลังทหารฝ่ายไทย โดยผ่านการพิจารณาและตรวจสอบเป้าหมายก่อนการปฏิบัติ รวมทั้งใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือนและพื้นที่โดยรอบให้น้อยที่สุด

 

ส่วนกรณีความเสียหายต่อโบราณสถาน ฝ่ายไทยตระหนักถึงการคุ้มครองโบราณสถานตามกฎหมายระหว่างประเทศและพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างความเสียหายมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่โบราณสถานบางแห่งเพื่อประโยชน์ทางทหาร ทั้งเป็นที่ตั้งกำลัง ที่ตั้งอาวุธ ใช้เป็นฐานปล่อยโดรน และเป็นพื้นที่ยิงอาวุธโจมตีประชาชนและกำลังทหารฝ่ายไทย โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งการนำโบราณสถานมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารในลักษณะดังกล่าว ย่อมส่งผลต่อสถานะความคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเมื่อพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งก่อภัยคุกคาม ฝ่ายไทยจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อยับยั้ง โดยใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและพยายามจำกัดความเสียหายต่อโบราณสถานให้เหลือน้อยที่สุด

 

สำหรับตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม เป็นเครื่องกีดขวางเพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันการรุกล้ำและลดโอกาสการเผชิญหน้า เนื่องจากที่ผ่านมาเคยตรวจพบการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา จึงเป็นมาตรการเชิงป้องกัน มิใช่การสร้างสถานการณ์หรือยกระดับความขัดแย้งตามที่กล่าวอ้าง

 

พล.ต. วินธัย กล่าวย้ำว่า ภาพและหลักฐานความเสียหายต่อชีวิต บ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชนไทย อันเกิดจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจลบล้างได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ การบิดเบือนข้อมูล หรือการกล่าวย้ำข้อกล่าวหาเดิมซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจผิด เพราะประชาคมระหว่างประเทศย่อมมีวิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลและหลักฐานจากทุกฝ่าย และสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือข้อเท็จจริงและสิ่งใดเป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง

 

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานอย่างรอบด้านด้วยมาตรฐานเดียวกัน และขอให้ฝ่ายกัมพูชายุติการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน เพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

The post ทบ. โต้กัมพูชา ย้ำไทยใช้กำลังตามกฎหมาย มุ่งเป้าหมายทางทหาร ชี้ความเสียหายไทยไม่อาจลบด้วยข้อมูลบิดเบือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าใช้ การประนอมภาคบังคับบีบไทย ย้ำไทยมีจุดยืน ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง https://thestandard.co/pm-rejects-un-cambodia-border/ Mon, 03 Aug 2026 04:27:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1237451 ภาพนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าใช้ การประนอมภาคบังคับบีบไทย ย้ำไทยมีจุดยืน ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทอม แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ซึ่งระบุว่ามีชาวกัมพูชาราว 650,000 คนต้องพลัดถิ่นจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะแถลงรายละเอียดขณะนี้ยังถือว่าเป็นการแถลงโดยที่ยังไม่ได้รับฟังข้อมูลจากฝ่ายไทย และประเทศไทยยังไม่ยอมรับความเห็นดังกล่าว ขอให้รอฟังคำชี้แจงจากกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งเพื่อความชัดเจน

 

เมื่อถามว่า วันที่ 7 สิงหาคมนี้ กัมพูชาเตรียมยื่นหนังสือต่อ UN เพื่อขอรับรอง MOU 2543 และแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เพื่อนำไปใช้เจรจากับไทย อนุทินถามย้อนว่า ‘ประเทศไทยไม่มีข้อต่อรองหรือ’ พร้อมย้ำว่าไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรก่อนเข้าสู่การเจรจา

 

“ตราบใดที่สนธิสัญญาทางทะเลอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ UN ตาม UNCLOS เช่นกัน และยังมีคำว่า Compulsory หรือ ‘ภาคบังคับ’ ก็ไม่มีใครมาบังคับประเทศไทยได้ ดังนั้น เงื่อนไขของเราคืออย่ามาใช้คำว่าบังคับกับเรา” อนุทินกล่าว

 

เมื่อถามว่าแผนที่ของไทยยังยึดในสัดส่วนเดิมใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีหลักของเราอยู่แล้ว และเจรจามาโดยตลอด ใช้หลักนั้นมาตลอด โดยทางบกก์เจรจากันไป โดยยึด MOU43 แต่ทางทะเลเมื่อมีการยกเลิก MOU44 และใช้การเจรจาทางทะเล แต่ทางกัมพูชาบอกต้องใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เท่านั้น จึงทำให้การเจรจาเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องที่กัมพูชาต้องไปทบทวน ว่าหากอยากเจรจากับไทยต้องมาในเงื่อนไขใด ไม่มีใครมาบังคับได้หรอก จะส่งไปฟ้องใคร แต่ไทยมีความมั่นใจจึงไม่ต้องไปอธิบายอะไรให้ใครฟัง

 

นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล่าสุดเกิดเหตุปะทะระหว่างคนร้ายกลุ่มค้ายาเสพติด เป็นเหตุให้ตำรวจ สภ.ตากใบ เสียชีวิต 2 นาย ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยวันนี้ พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะ จะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ซึ่งตนได้กำชับให้ฝ่ายปกครองเข้าไปประสานงานและดูแลประชาชนในพื้นที่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มีเพียงกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ แต่ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มค้ายาเสพติดและขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าของเถื่อน นายกรัฐมนตรีได้กำชับอย่างไรบ้าง

 

อนุทินกล่าวว่า ได้กำชับให้ปราบปรามยาเสพติดอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่า ในวันพุธที่ 6 สิงหาคมนี้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทย โดยประเด็นยาเสพติด สารพิษในแม่น้ำ และปัญหาฝุ่นมลพิษ จะเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง ส่วนเรื่องอื่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าใดนัก

 

เมื่อถามว่า ปัญหาการค้ายาเสพติดและการลักลอบค้าของเถื่อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่รู้ล่วงหน้าว่าใครจะกระทำผิด แต่หากท้าทายกฎหมายก็ต้องถูกจับกุม ผู้สื่อข่าวจะเห็นว่ามีการจับกุมในทุกคดี ทั้งยาเสพติดและสินค้าของเถื่อน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รถเอกซเรย์ตรวจค้นยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รัฐบาลสั่งจัดซื้อ ได้ดำเนินการจัดซื้อเรียบร้อยแล้ว ขณะที่การปราบปรามสินค้าของเถื่อนก็มีผลเป็นรูปธรรม เช่น การจับกุมที่จังหวัดระนอง มูลค่าความเสียหายกว่า 200-300 ล้านบาท และเมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็มีการจับกุมที่จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่

 

“ผมไม่สนใจตรงนั้น ผมสนใจแค่ว่าใครแหยมเขามาก็โดนจับ วันนี้เคลียร์ไม่ได้ สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนในรัฐบาลชุดนี้คือ ‘ไม่มีการเคลียร์’ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ใครอยากโทรเข้ามา ก็รับสายได้ แต่เคลียร์ไม่ได้ ก็เห็นกันอยู่แล้ว หน้าแตกไปตั้งหลายคนแล้ว” อนุทินกล่าว

 

ส่วนกรณีตำรวจอยู่ระหว่างปิดล้อมพื้นที่บริเวณ สภ.ลำใหม่ จังหวัดยะลา และเกิดการปะทะกันขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้รับรายงานสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว และได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งการระงับเหตุ ป้องกันเหตุ และปราบปรามผู้กระทำผิด โดยไม่ต้องสอบถามกลับมายังรัฐบาล เพราะเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการได้เต็มที่อยู่แล้ว

 

เมื่อถามว่า การเดินหน้าปราบปรามผู้กระทำผิดควบคู่กับการเจรจาพูดคุยสันติภาพ จะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่บานปลายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การพูดคุยก็ต้องดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินการควบคู่กัน

 

ส่วนการเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซียในวันนี้ จะหารือประเด็นใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกเรื่องล้วนมีความสำคัญ จึงจะหารือทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการขอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจำเป็นต้องร่วมกันหารืออย่างใกล้ชิด

The post นายกฯ ไม่รับรายงาน UN ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าใช้ การประนอมภาคบังคับบีบไทย ย้ำไทยมีจุดยืน ไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? https://thestandard.co/thailand-cambodia-unclos/ Fri, 19 Jun 2026 12:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1220737 ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

บทนำ: การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพรมแดนทางทะเล (Legal T […]

The post ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

บทนำ: การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพรมแดนทางทะเล (Legal Transition)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

หน้าประวัติศาสตร์การทูตและกฎหมายระหว่างประเทศของราชอาณาจักรไทยได้บันทึกจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษ เมื่อกรอบความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘MOU 2544’ (Memorandum of Understanding 2001) ได้สิ้นสุดบทบาทลงอย่างเป็นทางการ พลวัตของข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในพื้นที่อ่าวไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสูงสุดจำต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กลไกสากลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea)

 

ใจกลางของข้อพิพาทนี้คือพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (Overlapping Claims Area: OCA) ขนาดใหญ่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งซุกซ่อนแหล่งพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบอันเป็นขุมทรัพย์สำรองที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ในทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานโลกและสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ ทั้งประเทศไทยและกัมพูชาต่างเผชิญหน้ากับความกดดันในการนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ ทว่า อุปสรรคสำคัญคือ “เส้นเขตแดนทางทะเล” ที่ยังไม่เคยปักปันกันได้อย่างเด็ดขาด

 

เมื่อกลไกทวิภาคีเดิมภายใต้ MOU 2544 ถึงทางตัน การเผชิญหน้าครั้งใหม่จึงอุบัติขึ้นในรูปแบบที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย นั่นคือ ‘กระบวนการประนอมภาคบังคับ’ (Compulsory Conciliation) ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดเกมรุกยื่นโนติส (Notification) เพื่อดึงไทยเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทสากล การดำเนินกลยุทธ์ในครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องร้องต่อศาลโลกเพื่อให้มีคำพิพากษาแพ้-ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเกมการทูตและกฎหมายที่มีความสลับซับซ้อน สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยมเชิงยุทธศาสตร์ และมีกรอบเวลาเร่งรัดอย่างยิ่ง

 

บทความวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จึงจัดทำขึ้นเพื่อถอดรหัส แสวงหาข้อเท็จจริง และวิเคราะห์แนวทางการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของประเทศไทย โดยบูรณาการข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นของสองผู้เชี่ยวชาญหลักของประเทศ ได้แก่ คุณเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและหัวหน้าส่วนปฏิบัติการทางกฎหมายของรัฐ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกในเวทีภูมิรัฐศาสตร์สากลโดยตัวผู้เขียน เพื่อชี้ทิศทางว่าในสงครามกฎหมายและการทูตครั้งนี้ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ ณ จุดใด และจะปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของชาติได้อย่างไร

 

1.นิยามและแก่นแท้ของ ‘การประนอมภาคบังคับ’ (The Doctrine of Compulsory Conciliation)

 

ปรากฏการณ์ที่สังคมไทยเกิดความตระหนกและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางเมื่อกัมพูชาประกาศนำข้อพิพาทเข้าสู่ ‘การประนอมภาคบังคับ’ ส่วนใหญ่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อคำว่า ‘ภาคบังคับ’ (Compulsory) โดยเกรงว่า ประเทศไทยกำลังถูกบีบบังคับให้สูญเสียเอกราชอธิปไตย หรือถูกลากไปขึ้นศาลระหว่างประเทศโดยไม่ยินยอม ซึ่งในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ร่วมกันอธิบายหลักการทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกรอบความคิดที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

 

1.1 เบื้องหลังการตั้ง ‘ข้อสงวน’ ของประเทศไทย

 

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) เมื่อประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญา UNCLOS 1982 นักกฎหมายและส่วนราชการไทยในอดีตได้วางแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศไว้อย่างรัดกุม โดยการตั้ง ‘ข้อสงวน’ หรือ ‘คำประกาศปัดปฏิเสธ’ (Reservation / Declaration) ตามมาตรา 298 วรรค 1 (a) ของอนุสัญญา ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:

 

“ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจผูกพันของศาลระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนทางทะเล (Maritime Delimitation)”

 

การตั้งข้อสงวนนี้เป็นเกราะกำบังไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถฟ้องร้องลากประเทศไทยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลสากลที่มีคำพิพากษาผูกพันเด็ดขาดได้แบบทางตรง ทว่า อนุสัญญา UNCLOS ได้ออกแบบกลไก ‘ทางเลือกสำรอง’ ไว้ในกรณีที่รัฐภาคีตั้งข้อสงวนไม่ไปศาล นั่นคือ หากเกิดข้อพิพาทขึ้นและไม่สามารถตกลงกันได้ผ่านการเจรจาทวิภาคีปกติ รัฐคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะร้องขอให้เปิดกระบวนการที่เรียกว่า Compulsory Conciliation หรือ ‘การประนอมภาคบังคับ’

 

1.2 สภาพบังคับทางกฎหมาย: บังคับให้คุย แต่ไม่บังคับให้ยอมรับผล

 

แก่นแท้ของกระบวนการนี้สามารถสรุปเป็นสูตรทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “บังคับให้ต้องเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจาต่อหน้าคณะกรรมการคนกลาง แต่ไม่มีอำนาจผูกพันหรือบังคับให้ต้องปฏิบัติตามผลลัพธ์”

 

คุณเบญจมินทร์ ย้ำเตือนว่า ผลผลิตสุดท้ายของกระบวนการนี้หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพิจารณา จะไม่ออกมาในรูปแบบของ ‘คำพิพากษา’ (Judgment) หรือ ‘คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ’ (Arbitral Award) แต่จะปรากฏในลักษณะของ ‘รายงานและคำแนะนำ’ (Report and Recommendations) เท่านั้น ซึ่งโดยสภาพตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำแนะนำนี้ ‘ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย’ (Non-binding) รัฐภาคีทั้งไทยและกัมพูชามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในรายงานฉบับดังกล่าว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายปฏิเสธ รายงานนั้นก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ และคู่กรณีต้องกลับไปแสวงหาหนทางเจรจาต่อรองกันเองต่อไป กระบวนการนี้จึงต่างจากการไปขึ้นศาลโลก (ICJ) ที่ไทยเคยมีประสบการณ์อันเจ็บปวดในอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

2. โครงสร้างองค์คณะผู้ประนอมระดับโลกและการขับเคลื่อนเชิงเวลา (The Conciliation Commission & Timeline)

 

ตามภาคผนวก 5 (Annex V) ของอนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนอมภาคบังคับจะถูกขับเคลื่อนและกลั่นกรองผ่านบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับสากล โดยมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดว่า “ห้ามมิให้ตั้งบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐภาคีคู่พิพาทเข้ามาเป็นกรรมการ” เพื่อรับประกันความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นกลางอันเป็นที่ยอมรับในสากล (Impartiality and Independence)

 

โครงสร้างของ ‘คณะกรรมาธิการประนอม’ (Conciliation Commission) จะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน โดยฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้รับสิทธิ์ในการเสนอชื่อฝ่ายละ 2 ท่าน และผู้ประนอมทั้ง 4 ท่านแรกจะร่วมกันโหวตเลือกประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 5 ซึ่งรายชื่อจริงและภูมิหลังเชิงลึกขององค์คณะในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงดุลอำนาจและการดำเนินกลยุทธ์ที่น่าสนใจยิ่ง:

 

2.1 ฝ่ายกัมพูชา: สายปฏิบัติการเชิงทูตและเจนสนามจากเคสประวัติศาสตร์

 

ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 พร้อมเปิดเผยรายชื่อผู้ประนอม 2 ท่านแรก ซึ่งเป็นทีมงานระดับหัวกะทิที่เคยสร้างชัยชนะให้กับประเทศติมอร์-เลสเตมาแล้ว:

 

  • ปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน (Peter Taksøe-Jensen) — สัญชาติเดนมาร์ก: อดีตเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐอเมริกา และเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากบทบาท ‘ประธานคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ’ ในคดีติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติการในการไกล่เกลี่ยคดีพลังงานและพรมแดน
  • ศาสตราจารย์ ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน (Jean-Marc Thouvenin) — สัญชาติฝรั่งเศส: เลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก (Hague Academy of International Law) ทนายความผู้เจนจัดในเวทีศาลโลก (ICJ) และเป็นอดีตทนายความหลักของฝ่ายติมอร์-เลสเต

 

2.2 ฝ่ายประเทศไทย: เสาหลักตุลาการและผู้พิพากษาขั้นสูงสุดของกฎหมายทะเล

 

ประเทศไทยภายใต้การเสนอของกระทรวงการต่างประเทศและมติคณะรัฐมนตรี ได้ตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ด้วยการเสนอชื่อ 2 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในโครงสร้างตุลาการกฎหมายทะเลโลก ซึ่งมีจุดร่วมคือ เป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ทั้งสองท่าน:

 

  • ผู้พิพากษา รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Rüdiger Wolfrum) — สัญชาติเยอรมัน: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2005–2008) และผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งยาวนานกว่า 20 ปี ถือเป็นหนึ่งในบิดาแห่งกฎหมายทะเลสมัยใหม่ของยุโรป
  • ผู้พิพากษา อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน (Albert Hoffmann) — สัญชาติแอฟริกาใต้: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2020–2023) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลไกการระงับข้อพิพาทและการปักปันเขตแดนทางทะเล

 

2.3 โครงสร้างและการขับเคลื่อนตามกรอบเวลา (Procedural Roadmap)

 

กฎหมายทะเลกำหนดให้กระบวนการนี้ต้องเสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน (1 ปี) นับตั้งแต่วันที่องค์คณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างการทำงานและกรอบเวลาจึงถูกจำกัดไว้ในสมการที่ตึงตัว ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบเชิงขั้นตอนต่อไปนี้:

 

 

3. ยุทธศาสตร์กำลังพลและกลไกบูรณาการภายในของ ‘ทีมประเทศไทย’

 

การเข้าสู่สมรภูมิกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูงระดับนี้ ไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามลำพัง คุณเบญจมินทร์ ได้เปิดเผยแนวทางการเตรียมพร้อมและการจัดทัพของฝั่งไทย ซึ่งเป็นการรวบรวมขุนพลระดับ ‘ครีม’ ของประเทศในทุกมิติ มารวมกันภายใต้รหัสปฏิบัติการ ‘ทีมประเทศไทย’ (Team Thailand)

 

3.1 โครงสร้างและสายการบังคับบัญชาของคณะผู้แทนเจรจา (The Agent System)

 

ในภาษาทางกฎหมายระหว่างประเทศ สมาชิกที่เป็นปากเสียงและตัวแทนของรัฐบาลจะถูกเรียกว่า Agent (ผู้แทน) และ Deputy Agent (รองผู้แทน) ซึ่งรัฐบาลไทยได้วางตัวบุคคลไว้ดังนี้:

 

  • หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Agent): คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) บุคคลผู้ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ปรมาจารย์ทางการทูตสากล’ ของไทย มีบารมีและสายสัมพันธ์กว้างขวางในเวทีพหุภาคีและอาเซียน
  • รองหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Deputy Agent): คุณทรงชัย ชัยปฏิยุทธ์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศคูเวต) ซึ่งคุณเบญจมินทร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของท่านทูตทรงชัยว่า เป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ ค่ำหวอด และแม่นยำในเทคนิคกฎหมายทะเลอันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นผู้ถือพิมพ์เขียวข้อต่อสู้ทางกฎหมายทั้งหมด

 

3.2 การบูรณาการ 3 มิติหลัก: กฎหมาย – เทคนิค – ทรัพยากร

 

  • มิติกฎหมายระหว่างประเทศ: นำโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นทนายความฝั่งไทย ร่วมมือกับ ทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ (International Counsel) ระดับโลก เช่น Sir Michael Wood อดีตที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ และ Professor Alain Pellet ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทีมที่ทำงานและเห็นฝีไม้ลายมือร่วมกับรัฐบาลไทยในฐานะที่ปรึกษามานานกว่า 10 ปี
  • มิติทางเทคนิคและแผนที่: กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รับบทบาทสำคัญที่สุดในการคำนวณพิกัดทางคณิตศาสตร์ ขีดเส้นแผนที่ทางทะเล และใช้วิทยาศาสตร์ทางทะเลในการพิสูจน์แนวชายฝั่ง เพื่อคัดค้านเส้นที่ลากโดยมิชอบ
  • มิติทรัพยากรและพลังงานใต้ทะเล: กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ข้อมูลธรณีวิทยาปิโตรเลียม และปริมาณสำรองพลังงานในพื้นที่ OCA เพื่อส่งข้อมูลหนุนหลังทีมเจรจา

 

3.3 โมเดล ‘ผู้ใหญ่บ้านไกล่เกลี่ยลูกบ้าน’

 

เพื่อลบภาพความน่ากลัวของกฎหมายระหว่างประเทศ คุณเบญจมินทร์ได้ใช้การเปรียบเปรยอย่างเรียบง่ายว่า กระบวนการนี้แท้จริงแล้วก็ยังเป็น ‘กระบวนการทวิภาคี’ (Bilateral Process) ที่มีบุคคลที่สามเข้ามาช่วยเสริม เหมือนคนในหมู่บ้าน 2 คน ทะเลาะกันเรื่องแนวรั้วบ้าน แทนที่จะเดินขึ้นโรงขึ้นศาลให้แตกหักและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งคู่เลือกที่จะเดินไปหา ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ เพื่อเล่าเรื่องราวให้ฟัง ผู้ใหญ่บ้านจะฟังหลักฐานของทั้งคู่แล้วให้คำแนะนำสายกลาง หรือทางออกใหม่ ๆ (Breakthrough) ที่ลูกบ้านอาจนึกไม่ถึง โดยผู้ใหญ่บ้านไม่มีสิทธิ์สั่งยึดที่ดินใคร แต่คำแนะนำนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ลูกบ้านทั้งสองกลับไปเจรจาตกลงกันด้วยความพึงพอใจ

 

4. มหากาพย์กรณีศึกษา ‘ติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย’

 

การจะเข้าใจ ‘เกมรุกของกัมพูชา’ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จำเป็นต้องศึกษาคดีประวัติศาสตร์ที่เป็น ‘พิมพ์เขียวและกรณีศึกษาเดียวในโลก’ ที่เคยผ่านกระบวนการประนอมภาคบังคับสำเร็จ นั่นคือกรณีพิพาทระหว่าง ประเทศติมอร์-เลสเต และ ประเทศออสเตรเลีย (ค.ศ. 2016-2018) โดยเราสามารถถอดบทเรียนจากกรณีนี้ เพื่อฉายภาพให้เห็นพฤติกรรมศาสตร์ของรัฐขนาดใหญ่และรัฐขนาดเล็กในเวทีสากล

 

4.1 บริบทแห่งการกดขี่ทางประวัติศาสตร์และปมขุมทรัพย์พลังงาน

 

ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือติมอร์ตะวันออก เป็นประเทศเกิดใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่มีประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดจากการตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสยาวนาน และถูกรุกรานยึดครองโดยอินโดนีเซียในปี 1975 ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของชาวติมอร์ ประเทศเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่อย่าง ออสเตรเลีย กลับมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใต้ทะเลบริเวณที่เรียกว่า Timor Gap (ช่องว่างติมอร์) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดมหึมา นามว่า ‘Greater Sunrise’ และ ‘Bayu-Undan’

 

ออสเตรเลียได้ทำสนธิสัญญากับอินโดนีเซียในปี 1989 (Timor Gap Treaty) เพื่อแบ่งเค้กผลประโยชน์พลังงานร่วมกัน โดยออสเตรเลียยอมรับสิทธิการเข้ายึดครองติมอร์ของอินโดนีเซียในทางพฤตินัย เพื่อแลกกับการได้สิทธิ์สำรวจปิโตรเลียมที่ตนเองได้เปรียบ ต่อมาเมื่อติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลาย โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย และยากจนที่สุดในภูมิภาค ติมอร์ฯ จำเป็นต้องพึ่งพารายได้ปิโตรเลียมเพื่อสร้างชาติ แต่ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วและร่ำรวยกว่ามาก กลับใช้ความเหนือกว่าทางการทูตและเศรษฐกิจ บีบให้ผู้นำติมอร์ฯ ลงนามในข้อตกลงชั่วคราวหลายฉบับ (เช่น Treaty between Australia and the Democratic Republic of Timor-Leste on Certain Maritime Arrangements in the Timor Sea – CMATS ปี 2006) ที่ระบุให้แบ่งรายได้คนละครึ่ง (50:50) และมีเงื่อนไขอันโหดร้ายคือ “สั่งห้ามมิให้ติมอร์-เลสเตเรียกร้องหรือเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนถาวรไปอีก 50 ปี”

 

ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 1

 

4.2 จุดหักเหทางกฎหมาย: เมื่อประเทศเล็กขยับหมากรุกสากล

 

ติมอร์-เลสเตตระหนักว่า ตนเองกำลังถูกขูดรีดทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถฟ้องออสเตรเลียต่อศาลโลก (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ เนื่องจากก่อนที่ติมอร์ฯ จะประกาศเอกราชเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ชิง ‘ถอนตัวออกจากการรับเขตอำนาจศาลระหว่างประเทศทั้งหมด’ ในคดีปักปันเขตแดน เพื่อปิดประตูไม่ให้ประเทศเกิดใหม่นี้ฟ้องร้องตนเองได้

 

ภายใต้สภาวะจนตรอก รัฐบุรุษและฮีโร่สงครามกู้ชาติของติมอร์-เลสเตอย่าง ชานานา กุฌเมา (Xanana Gusmão) พร้อมทีมที่ปรึกษากฎหมาย (ซึ่งปัจจุบันมาอยู่ฝั่งกัมพูชา) ได้ค้นพบช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ในอนุสัญญา UNCLOS 1982 นั่นคือกลไก ‘การประนอมภาคบังคับ’ ในภาคผนวก 5 ซึ่งต่อให้ออสเตรเลียจะประกาศปฏิเสธศาลไว้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธกลไกนี้ได้ ติมอร์-เลสเตจึงตัดสินใจยื่นคำร้องเปิดกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกเมื่อปี ค.ศ. 2016 บีบให้ออสเตรเลียต้องเดินลงจากแท่นมหาอำนาจมาร่วมโต๊ะเจรจาในฐานะคู่กรณีที่เท่าเทียมกันตามกฎหมายสากล

 

5. บริบทนอกกระบวนการประนอม: ปมจารกรรมและข้อต่อสู้เชิงมนุษยธรรม

 

คดีประวัติศาสตร์ระหว่างติมอร์-เลสเตและออสเตรเลียจะไม่มีทางเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ หากปราศจากการวิเคราะห์บริบทนอกห้องพิจารณา ซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องอื้อฉาวและน่าละอายที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตสมัยใหม่’ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนดุลอำนาจในกระบวนการประนอม

 

5.1 ปฏิบัติการดักฟังห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (The Bugging Scandal)

 

ในระหว่างที่กระบวนการประนอมภาคบังคับดำเนินอยู่ ความจริงอันน่าตกใจได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนโลกว่า ในช่วงที่มีการเจรจาสนธิสัญญา CMATS เมื่อปี ค.ศ. 2004 รัฐบาลออสเตรเลียได้สั่งการให้ หน่วยสืบราชการลับของออสเตรเลีย (Australian Secret Intelligence Service – ASIS) ดำเนินปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลขั้นสูง

 

เจ้าหน้าที่สอดแนมของออสเตรเลียได้แฝงตัวเป็น ‘ช่างเทคนิคและอาสาสมัครในโครงการความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการพัฒนา’ เข้าไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสำนักงานและทำเนียบรัฐบาลของติมอร์-เลสเต แต่อาศัยโอกาสดังกล่าว ลักลอบติดตั้งเครื่องดักฟัง (Bugging Devices) ไว้ในผนังห้องประชุมคณะรัฐมนตรีของติมอร์-เลสเต ปฏิบัติการจารกรรมนี้ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียล่วงรู้ข้อมูล ข้อมูลลับ กลยุทธ์การเจรจา และจุดยืนขั้นต่ำสุดของรัฐบาลติมอร์-เลสเตในทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถควบคุมเกมและต้อนติมอร์-เลสเตจนมุมในการเซ็นสัญญาแบ่งผลประโยชน์พลังงานปิโตรเลียมในอดีต

 

5.2 บทบาทของ ‘Witness K’ และความพังทลายของความชอบธรรมทางศีลธรรม

 

ความลับนี้ถูกเปิดโปงโดยอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ASIS ผู้ควบคุมปฏิบัติการ ซึ่งรู้จักกันในนาม ‘Witness K’ และทนายความของเขา Bernard Collaery ด้วยความรู้สึกผิดทางมโนธรรมที่เห็นประเทศมหาอำนาจแฝงตัวเป็นผู้ใจบุญ เพื่อรังแกและปล้นทรัพยากรจากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เมื่อติมอร์-เลสเตได้หลักฐานนี้มา พวกเขาได้ใช้เป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการทูต’ ทันที

 

แม้ในทางกฎหมาย คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะพิจารณาตามตัวบทของ UNCLOS แต่ในทางปฏิบัติเชิงรัฐศาสตร์ ปมดักฟังอันน่าละอายนี้ได้ทำลาย ‘ความชอบธรรมทางศีลธรรม’ (Moral High Ground) ของออสเตรเลียในเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง ออสเตรเลียถูกตราหน้าจากมิตรประเทศว่า เป็นรัฐที่รังแกเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ออสเตรเลียตกเป็น ‘จำเลยของสังคมโลก’ และเผชิญแรงกดดันอย่างมหาศาล จนไม่อาจเล่นเกมดึงเช็งหรือใช้มาตรการแข็งกร้าวในกระบวนการประนอมได้ และจำต้องยอมประนีประนอมในที่สุด

 

(สิ่งที่ไทยต้องคำนึงถึงและระมัดระวังให้มากก็คือ หากระบอบฮุนเซนใช้กระบวนการข่าวสารข้อมูล เพื่อสร้างภาพพจน์ให้ไทยอยู่ในสภาพที่ประชาคมนานาชาติพิจารณาว่าเป็น ‘ประเทศใหญ่กว่า’ ที่รังแก ‘ประเทศเล็กกว่า’ อย่างกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าระบอบฮุนเซนทำอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันก็เริ่มเดินสายปราศรัยในประเทศกัมพูชาแล้ว)

 

6. มิติแห่งความยุติธรรม: เมื่อหลัก ‘Equity’ อยู่เหนือ ‘Fairness’ แบบทื่อๆ

 

ประเด็นทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ลึกซึ้งและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อต่อสู้ของรัฐขนาดเล็ก นั่นคือ การปะทะกันระหว่างคำว่า ‘Fairness’ (ความถูกต้องตามแบบแผนสัญญารูปแบบเดิม) กับ ‘Equity’ (หลักความยุติธรรมตามสภาพการณ์จริงที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ)

 

6.1 การต่อสู้ระหว่างสองหลักการกฎหมายทะเล

 

ในคดีติมอร์-ออสเตรเลีย ออสเตรเลียพยายามสู้ด้วยหลักเกณฑ์ข้อตกลงเดิมและความ ‘แฟร์’ ในมุมของตน โดยอ้างหลักกฎหมายทะเลโบราณที่เรียกว่า ‘หลักการยื่นยาวตามธรรมชาติของไหล่ทวีป’ (Natural Prolongation of Continental Shelf) ออสเตรเลียชี้ว่า แผ่นดินทวีปของออสเตรเลียใต้ทะเลที่เป็นข้อพิพาทสืบสายยาวออกไปใต้ทะเลจนเกือบจะถึง ‘แนวร่องลึกติมอร์’ (Timor Trough) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งติมอร์เพียงไม่กี่ไมล์ทะเล

 

ดังนั้นตามสิทธิ์ธรรมชาติ พื้นที่ทะเลและทรัพยากรก๊าซเกือบทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของออสเตรเลีย ออสเตรเลียอ้างว่านี่คือความถูกต้องตามสิทธิ์ (Fairness) ของตนที่มีแผ่นดินใหญ่กว่า (ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวทางที่ประเทศไทยอาจจะใช้ในการกระบวนการประนอม นั่นคือ แผนที่ที่ลากโดยกัมพูชาในปี 1972 ไม่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ ในขณะที่แผนที่ที่ไทยจัดทำขึ้นในปี 1973 มีความถูกต้องตามหลักวิชาการมากกว่า)

 

ทว่า ฝ่ายติมอร์-เลสเตและคณะกรรมาธิการประนอมสากลได้ร่วมกันผลักดันกฎหมายทะเลสมัยใหม่ที่ยึดหลัก Equity ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อคุ้มครองรัฐที่เสียเปรียบ โดยเปลี่ยนมาใช้ ‘หลักเส้นกึ่งกลาง’ (Median Line / Equidistant Line) ควบคู่กับหลักการพิจารณาสภาพการณ์พิเศษ (Special Circumstances) (ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยต้องระวังให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณากับเจตนาการทำสงครามข่าวสารข้อมูลที่บิดเบือนของระบอบฮุนเซน)

 

คณะกรรมาธิการประนอมฯ มองว่า หากยึดตามหลักออสเตรเลีย ประเทศเล็กๆ ที่ยากจนและติดอยู่กับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์จะไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้เลย หลัก Equity จึงเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางธรรมชาติ โดยกำหนดให้ลากเส้นแบ่งครึ่งกึ่งกลางระหว่างชายฝั่งของทั้งสองประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักการที่สะท้อนอยู่ในกฎหมาย UNCLOS มาตรา 74 และ 83 ในปัจจุบัน

 

6.2 ผลลัพธ์ประวัติศาสตร์ที่เป็นธรรม

 

แรงกดดันจากหลัก Equity และความพังทลายของภาพลักษณ์จากการจารกรรม ทำให้ออสเตรเลียยอมจำนนและลงนามใน สนธิสัญญาพรมแดนทางทะเลถาวรฉบับใหม่ ณ กรุงนิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 2018 ผลลัพธ์คือ:

 

  • การลากเส้นเขตแดนถูกเปลี่ยนมาใช้ ‘เส้นกึ่งกลาง’ (Median Line) ตามหลักกฎหมายสมัยใหม่
  • ติมอร์-เลสเต ได้สิทธิอธิปไตยเหนือแหล่งก๊าซ Bayu-Undan เต็ม 100%
  • ติมอร์-เลสเต ได้ส่วนแบ่งรายได้จากขุมทรัพย์พลังงาน Greater Sunrise สูงถึง 70% ถึง 80% (ขึ้นอยู่กับว่าท่อก๊าซจะลากไปขึ้นฝั่งที่ใด) กลายเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลเชิงอำนาจแบบอสมมาตร (Asymmetric Equalizer) พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่นี้ให้มีกินมีใช้จนถึงปัจจุบัน

7. การเทียบเคียงเชิงยุทธศาสตร์: กรณีไทย-กัมพูชา เทียบกับ ติมอร์-ออสเตรเลีย ได้จริงหรือ?

 

เมื่อกัมพูชาหันมาใช้กลไกประนอมภาคบังคับ คำถามที่สำคัญที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยคือ “เราสามารถนำกรณีไทย-กัมพูชา ไปเทียบเคียงกับคดีติมอร์-ออสเตรเลียได้หรือไม่?” ในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ให้ข้อวิเคราะห์ตรงกันว่า “กัมพูชาพยายามเลียนแบบโมเดลติมอร์เต็มรูปแบบ แต่ในข้อเท็จจริงทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองกรณีนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไทยไม่ใช่รอยเท้าของออสเตรเลีย”

 

7.1 สิ่งที่กัมพูชา ‘ลอกเลียนแบบ’ มา (The Similarities)

 

  • กลไกกฎหมายและตัวบุคคล: กัมพูชาจงใจข้ามขั้นตอนเจรจาปกติเพื่อใช้ช่องทางบังคับของ UNCLOS เหมือนที่ติมอร์ทำ และที่สำคัญคือการไปดึงตัว นายปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน และ ศ.ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน ซึ่งเป็นผู้พาติมอร์คว้าชัยชนะมาเป็นกรรมการฝั่งตน ย่อมสะท้อนเจตนาว่ากัมพูชาต้องการ “รีเมก” ละครเรื่องเดิม
  • จิตวิทยาการทูตและภาพจำ (The Underdog Narrative): กัมพูชาต้องการฉายภาพให้สังคมโลกเห็นว่า ตนเองเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจด้อยกว่า กำลังถูกประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า มีกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพกว่า และได้เปรียบทางกฎหมายมากกว่า ปฏิเสธการแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทย

 

7.2 ข้อแตกต่างในสาระสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ใช้ไม่ได้กับไทย (The Great Differences)

 

แม้กัมพูชาจะพยายามตีบทเป็นติมอร์-เลสเต แต่โครงสร้างทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยแตกต่างจากออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิงใน 3 มิติหลัก:

 

  • มิติพรมแดนทางบกที่ผูกพัน: ออสเตรเลียและติมอร์กั้นด้วยทะเลเปิดกว้าง ไม่มีพรมแดนทางบกติดกัน ต่างจากไทยและกัมพูชาที่มีชายแดนทางบกติดกันยาวนาน มีปัญหากระแสชาตินิยมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งคุณเบญจมินทร์ชี้ว่า ในทางกฎหมายผู้ประนอมจะดูแค่เรื่องทะเล แต่ในทางพฤตินัย พฤติกรรมและความสัมพันธ์ทางบกจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและดุลยพินิจทางทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์ (The Morality of Claims): ในคดีอดีต ออสเตรเลียคือฝ่ายที่ทำตัวไม่เป็นธรรมโดยการลากเส้นเกินกึ่งกลางเข้าไปฮุบพื้นที่ของประเทศเล็ก แต่ในกรณีปัจจุบัน บทบาทกลับตาลปัตร เพราะประเทศไทยลากเส้นเขตแดนไหล่ทวีปเมื่อปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และกฎหมายสากล (อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1958) แต่ ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่เป็นฝ่ายลากเส้นอ้างสิทธิ์เมื่อปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) อย่างไร้หลักวิชาการ โดยลากเส้นพาดผ่านตัดกึ่งกลาง “เกาะกูด” ของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายสากลอย่างรุนแรง
  • ไทยไม่ใช่ผู้กดขี่: ประเทศไทยไม่เคยยึดครอง ไม่เคยส่งทหารไปทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หรือตั้งตนเป็นเจ้าอาณานิคมเหนือประเทศกัมพูชา เหมือนเช่นที่อินโดนีเซียหรือออสเตรเลียเคยทำกับติมอร์-เลสเต ดราม่าเรื่อง “ประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก” จึงขาดความชอบธรรมเชิงประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิงในเคสนี้ (ในทัศนะของผู้เขียน ประเด็นนี้จะนำไปสู่สงครามการบิดเบือนข่าวสารอย่างรุนแรงจากฝ่ายระบอบฮุนเซน ซึ่งไทยต้องวางกลยุทธ์ในการตอบโต้สงครามข่าวสารนี้อย่างรอบคอบรัดกุมระมัดระวัง)

8. วิเคราะห์ความเสี่ยงเชิง Realism: สุภาพบุรุษบนหอคอยงาช้าง ปะทะ รัฐอันธพาลเชิงกลยุทธ์

 

หากมองผ่านแว่นตาของลัทธิ ‘สัจนิยมทางภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitical Realism) ข้อกังวลขั้นรุนแรงที่นักยุทธศาสตร์ความมั่นคงฝั่งไทยต้องตระหนักคือ พฤติกรรมศาสตร์ของระบอบการเมืองกัมพูชาภายใต้พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของตระกูลฮุน ซึ่งมีลักษณะเป็น ‘รัฐรวมศูนย์อำนาจแบบเด็ดขาด’ (Single-core Authoritarian State) ที่พร้อมจะใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Tactics) เล่ห์เพทุบาย และแท็กติกนอกกติกาเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นในอดีตที่มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการปล่อยคลิปเสียงบทสนทนาส่วนตัวเพื่อแบล็กเมล์ทางการเมือง

 

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวทางของประเทศไทยที่มักจะรับบทเป็น ‘สุภาพบุรุษนักกฎหมายบนหอคอยงาช้าง’ ที่ยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ขีดเส้นใต้ทุกตัวอักษรตามกรอบกติกา คำถามคือ “ไทยกำลังเดินเข้าสู่กับดักและเสียเปรียบหรือไม่?”

 

8.1 จุดที่ประเทศไทย ‘เสียเปรียบ’ อย่างรุนแรง

 

  • การพ่ายแพ้ในสมรภูมิ Narrative Warfare: จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยคือ ‘ความเชื่องช้าและการสื่อสารสาธารณะที่จำกัด’ ในขณะที่กัมพูชาเตรียมพร้อมทีมสื่อสาร แผนการปล่อยข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง และการปั่นกระแสในเวทีสากลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ Underdog หากไทยยังคงนิ่งเงียบและชี้แจงด้วยภาษากฎหมายที่เข้าใจยาก ประชาคมโลกจะปักใจเชื่อฝั่งกัมพูชาไปก่อนนานแล้ว
  • ความเปราะบางของการเมืองภายในของไทย: ระบบการเมืองไทยเป็นระบบหลายขั้ว มีความขัดแย้งภายในสูง และไวต่อ ‘กระแสชาตินิยมเรื่องดินแดน’ กัมพูชาล่วงรู้จุดสลบนี้ดี พวกเขาสามารถใช้เล่ห์เพทุบาลโดยการ ‘ปล่อยข้อมูลลวง’ หรือเอกสารหลุดบางชิ้นในระหว่างกระบวนการประนอม เพื่อจุดชนวนให้คนไทยทะเลาะกันเอง โจมตีรัฐบาลตนเอง ซึ่งจะทำลายสมาธิและเสถียรภาพของคณะทำงาน Team Thailand จนกลไกภายในพังทลาย

 

8.2 จุดแข็งและไพ่ตายที่ทำให้ไทย ‘เหนือกว่า’

 

แม้จะมีความเสี่ยงข้างต้น แต่ในสมรภูมินี้ไทยมี ‘ไพ่ตาย’ และ ‘เกราะป้องกัน’ ที่แข็งแกร่งจนกัมพูชาไม่อาจเจาะได้ง่าย ๆ หากไทยไม่ทำลายตัวเองไปเสียก่อน:

 

  • Technical Superiority (ความเหนือกว่าเชิงเทคนิคที่หลอกลวงไม่ได้): คณะกรรมาธิการที่ไทยส่งไปคือ อดีตประธานศาล ITLOS ถึง 2 ท่าน บุคคลระดับนี้จะพิจารณาคดีบนฐานกฎหมายและวิทยาศาสตร์แผนที่อุทกศาสตร์อย่างแท้จริง เส้นของกัมพูชาที่ลากผ่าเกาะกูดและไม่ให้สิทธิ์ทะเลอาณาเขตแก่เกาะกูด ถือเป็นสิ่งที่ ‘ผิดหลักกฎหมายทะเลสากลอย่างร้ายแรงและน่าขบขัน’ ในสายตานักตุลาการโลก ต่อให้กัมพูชาจะแสดงละครเก่งเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพิกัดแผนที่ทางคณิตศาสตร์และตัวบทของ UNCLOS ได้
  • The Non-binding Shield (โล่กำบังคำแนะนำไม่มีผลผูกพัน): นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่เป็นยุทธศาสตร์สูงสุด หากกระบวนการประนอมเสร็จสิ้นแล้วผลลัพธ์ออกมาในลักษณะที่ไทยเสียเปรียบ หรือมีการใช้แท็กติกสกปรกแทรกแซง ประเทศไทยมีสิทธิ์อันชอบธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ตามกฎหมายสากลที่จะประกาศว่า ‘ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้’ เกมนี้กัมพูชาบังคับให้ไทยมาคุยได้ แต่ไม่มีวันบังคับให้ไทยเซ็นยอมรับความสูญเสียได้ ถ้าไทยปฏิเสธ ทุกอย่างจะกลับสู่สถานะเดิม (Status Quo) และเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่จะต้องสูญเสียโอกาสและงบประมาณในการลงทุนไปฟรีๆ

9. ฉากทัศน์แห่งอนาคต (Scenarios), สถานะเกาะกูด และบทสรุปเชิงนโยบาย

 

9.1 การยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือ ‘เกาะกูด’

 

เพื่อสยบกระแสความตระหนกและข่าวลือเรื่องการสูญเสียดินแดน ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องประสานเสียงยืนยันข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กฎหมายไว้อย่างหนักแน่น:

 

ข้อเท็จจริงแห่งสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450): ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่า “เกาะกูดเป็นดั่งดินแดนในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย” ในอดีตกัมพูชาไม่เคยและไม่สามารถโต้แย้งสิทธิ์นี้ในเวทีสากลได้ การเข้าสู่กระบวนการประนอมครั้งนี้ ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ต่ออธิปไตยเหนือตัวเกาะกูด สิ่งเดียวที่จะถูกนำมาอภิปรายในเชิงเทคนิคคือ “การกำหนดให้เกาะกูดมีสิทธิ์ขีดเส้นทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) และเขตต่อเนื่องรอบเกาะได้กว้างขวางเพียงใดตามหลักสากล” เพื่อนำไปคำนวณตัดสลับกับแนวชายฝั่งของกัมพูชาเท่านั้น

 

9.2 สามฉากทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ (3 Scenarios) หลังกรกฎาคม 2570

 

เมื่อกระบวนการประนอมภาคบังคับขับเคลื่อนไปจนครบกำหนด 12 ขวบปี ฉากทัศน์แห่งอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สามารถจำแนกออกเป็น 3 ทิศทางหลัก (ตามแนวทางการวิเคราะห์ของคุณณเบญจมินทร์ อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ และ รศ.ดร.ธนภัทร):

 

  • ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (Best-Case Scenario): ด้วยแรงกดดันขององค์คณะผู้ประนอมระดับโลก ทั้งไทยและกัมพูชาสามารถใช้โอกาสนี้เปิดเจรจาทวิภาคีคู่ขนานและสามารถบรรลุข้อตกลง “สนธิสัญญาปักปันเขตแดนทางทะเลถาวร” ร่วมกันได้สำเร็จก่อนครบกำหนด 1 ปี เดินตามรอยความสำเร็จของโมเดลออสเตรเลีย-ติมอร์ พลังงานใต้ทะเลถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ร่วมกันภายใต้ขอบเขตอธิปไตยที่ชัดเจน
  • ฉากทัศน์สายกลาง (Mid-Case Scenario): รายงานคำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ ออกมาในลักษณะที่สมดุล โดยชี้ให้เห็นว่าเส้นของกัมพูชาปี 1972 นั้นผิดหลักสากล และเสนอให้ลากเส้นใหม่ตามหลักเส้นกึ่งกลาง (Median Line) ส่งผลให้พื้นที่ทับซ้อน 26,000 ตร.กม. บีบตัวแคบลงจนเกือบหมด เหลือเพียงพื้นที่ไข่แดงขนาดเล็กที่อาจต้องนำไปตั้งคณะทำงานพัฒนาพวกร่วมกันเฉพาะจุดในอนาคต
  • ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario): กัมพูชาปฏิเสธที่จะยอมรับหลักวิชาการสากลและยังคงดึงดันจะเอาเส้นเดิมที่ผ่าเกาะกูด หรือฝ่ายไทยประเมินแล้วว่า คำแนะนำขององค์คณะทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยประกาศใช้สิทธิ์ปฏิเสธรายงาน กระบวนการทั้งหมดแท้งลง ทุกอย่างกลับสู่สถานะเดิมก่อนปี 2569 ขุมทรัพย์พลังงานถูกแช่แข็งต่อไป และกัมพูชาเผชิญหน้ากับความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าไทย (ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ว่า กัมพูชาจะไม่หยุด และจะเดิน ‘เกมสงครามข่าวสารข้อมูล’ ในเวทีโลกว่า ประเทศไทยไม่เคารพกฎกติกา ประเทศไทยเป็นประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็กอย่างกัมพูชา แน่นอนว่าเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมในกัมพูชาและส่งผลดีให้พรรค CPP ของตนเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และยังสร้างแรงกดดันทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมหาศาลต่อไทยในประชาคมโลก)

 

9.3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขั้นสูงสุด: ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน (Dual-Track Strategy)

 

ข้อวิเคราะห์เชิง Realism นำมาสู่บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน: ไทยต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่ยึดมั่นในกรอบกฎหมายหน้ากระดาษ และต้องดำเนิน ‘ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน’ (Dual-Track) เพื่อกุมชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ:

 

  • แนวทางที่ 1 (On-Stage/Legalistic Track): เดินหน้าด้วยความสุภาพและความเป็นเลิศทางวิชาการในห้องประชุมประนอม ใช้ศักยภาพของอดีตประธานศาล ITLOS และทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติในการบดขยี้ความไม่ชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์กัมพูชาด้วยวิทยาศาสตร์แผนที่และตัวบทกฎหมาย UNCLOS อย่างเฉียบขาด
  • แนวทางที่ 2 (Off-Stage/Strategic Information Track): จัดตั้งทีมปฏิบัติการข่าวสารและการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เชิงรุก สื่อสารสู้กับกัมพูชาในเวทีโลกด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและทรงพลัง เพื่อไม่ให้กัมพูชาแย่งชิงพื้นที่ความน่าสงสารไปได้ พร้อมทั้งควบคุมดูแลระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Cybersecurity) ชั้นสูงสุด เพื่อป้องกันปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์หรือการปล่อยข่าวลวงเพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองภายในของไทย โดยข้อมูลตอบโต้ทั้งหมดต้องคิดแบบเชิงรุก สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ผ่านอย่างน้อย 5 ภาษา นั่นคือ ไทย ขแมร์ อังกฤษ จีน และฝรั่งเศส โดยต้องมีซือแป๋ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารมวลชน สื่อสารกลยุทธ์ และสื่อสารการตลาดที่เก่งฉกาจมาร่วมทีม

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะออกมาในรูปแบบใด กลไกทางกฎหมายภายในของไทยยังมีปราการด่านสุดท้ายที่รัดกุมและปลอดภัยสูงสุด นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 178 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หนังสือสัญญาใด ๆ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ‘รัฐสภา’ เสียก่อน

 

ดังนั้น กระบวนการทั้งหมดจึงต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสโดยตัวแทนของประชาชนไทย และไม่มีผู้ใดสามารถกระทำการเอื้อประโยชน์หรือยกดินแดนของชาติให้แก่ผู้ใดได้โดยมิชอบ ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้ไทยและกัมพูชายังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดองในภูมิภาคเดียวกัน เพราะเราไม่สามารถยกประเทศหนีจากกันได้ ทำอย่างไรให้พี่น้องที่อยู่บริเวณชายแดนทั้ง 2 ฟาก ได้ประโยชน์ร่วมกันจากชายแดนที่ติดกัน ทำอย่างไรให้ประชาชนทั้งสองประเทศไม่เกลียดชังซึ่งกันและกัน โอกาสการค้าการลงทุนอย่างยั่งยืนของสองประเทศ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในอธิปไตย หลักกฎหมายสากล และบูรณาการความพร้อมของ ‘ทีมประเทศไทย’ ในการศึกครั้งนี้อย่างมีสติและปัญญาคุ้มครองแผ่นดินสืบไป

 

แฟ้มภาพ: TnkImages / Shutterstock,A_Ple / Shutterstock

The post ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะโครงสร้างผู้ประนอมในกระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ’ ไทย-กัมพูชา เวทีเจรจาที่ไม่ใช่ศาล https://thestandard.co/thailand-cambodia-compulsory-conciliation/ Fri, 19 Jun 2026 05:47:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1220519 ภาพไดคัตคณะผู้ประนอม 4 คน โดยมีธงชาติไทยและกัมพูชาเป็นฉากหลัง พร้อมโลโก้ UNCLOS

ไทยและกัมพูชา เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ […]

The post เจาะโครงสร้างผู้ประนอมในกระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ’ ไทย-กัมพูชา เวทีเจรจาที่ไม่ใช่ศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไดคัตคณะผู้ประนอม 4 คน โดยมีธงชาติไทยและกัมพูชาเป็นฉากหลัง พร้อมโลโก้ UNCLOS

ไทยและกัมพูชา เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation)’ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea) ปีค.ศ.1982 เพื่อเจรจาหาหนทางระงับข้อพิพาททางทะเล โดยถือเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ต่อจากกรณีของออสเตรเลียและติมอร์-เลสเต (ปี 2016-2018) และเป็นครั้งแรกของไทยที่ต้องเผชิญกับกระบวนการดังกล่าว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

โครงสร้างของกระบวนการประนอมภาคบังคับ จะประกอบด้วยหลายส่วน ทั้ง ‘คณะผู้ประนอม’ หรือ ‘คณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation Commission)’ 4 คน และประธาน 1 คน และคณะผู้แทนเจรจาของคู่พิพาทแต่ละฝ่าย ซึ่งจะมีหัวหน้าและรองหัวหน้าคณะ รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด คือกระบวนการประนอมภาคบังคับ ‘ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกับศาล’ แต่เป็น ‘พื้นที่กลาง’ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายนำเสนอเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริง ดังนั้น การทำหน้าที่ของคณะผู้ประนอมและประธาน ก็จะมีบทบาทที่ ‘เป็นกลาง’ ไม่ได้เป็นตัวแทนฝ่ายใด

 

ขณะที่ผลการประนอม จะสรุปออกมาเป็น ‘รายงานข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป แต่ ‘ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย’ และทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหารือกันต่อในประเด็นที่ยังค้างอยู่

 

คณะผู้ประนอม หัวใจของกระบวนการที่ทำหน้าที่ ‘เป็นกลาง’

 

ภายใต้ภาคผนวกที่ 5 ของ UNCLOS กลไกประนอมภาคบังคับจะเริ่มต้นจากการจัดตั้ง ‘คณะผู้ประนอม’ หรือ ‘คณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation Commission)’ ซึ่งมีหน้าที่รับฟัง และพิจารณาข้อเรียกร้องและข้อคัดค้านของฝ่ายต่างๆ และทำรายงานข้อเสนอแนะแก่ฝ่ายต่างๆ เพื่อให้บรรลุการ ‘ระงับข้อพิพาทฉันมิตร (Amicable Settlement)’

 

โครงสร้างของคณะผู้ประนอมจะประกอบด้วย ผู้ประนอมที่คู่พิพาทแต่ละฝ่ายเสนอ ฝ่ายละ 2 คน รวมเป็น 4 คน หลังจากนั้นผู้ประนอมทั้ง 4 คน จะร่วมกันคัดเลือกบุคคลที่ 5 เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะผู้ประนอม ซึ่งมีกรอบเวลาคัดเลือกภายใน 30 วัน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เลขาธิการสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งประธานแทน

 

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือการมองว่า ผู้ประนอมที่ไทยและกัมพูชาเสนอชื่อจะทำหน้าที่เป็น ‘ทีมไทย’ และ ‘ทีมกัมพูชา’ และทำให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

 

แต่ในความเป็นจริง ภายหลังการแต่งตั้ง ผู้ประนอมและประธานทั้ง 5 คน จะทำงานร่วมกันในฐานะคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ยที่มีความ ‘เป็นกลาง’ และ ‘ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ’ โดยไม่มีหน้าที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คู่พิพาทเกิดข้อสงสัยว่า ผู้ประนอมอาจจะมีการแสดงท่าทีที่ไม่เป็นกลางหรือไม่เหมาะสม ก็อาจจะมีกระบวนการในการเรียกร้องให้มีการตั้งผู้ประนอมคนใหม่เข้ามาแทน หากคู่พิพาททั้ง 2 ฝ่ายเห็นด้วย หรือคณะผู้ประนอมที่เหลือเห็นด้วยว่า มีความไม่เป็นกลางเกิดขึ้นจริง

 

คณะผู้ประนอม มีใครบ้าง?

 

หลังจากที่กัมพูชาเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับด้วยการส่งหนังสือแจ้งรัฐบาลไทยและเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน กัมพูชาได้แต่งตั้งผู้ประนอม 2 คน ได้แก่ ปีเตอร์ ทักโซ เยนเซน (Peter Taksøe Jensen) นักการทูตชาวเดนมาร์ก ซึ่งเคยเป็นประธานคณะผู้ประนอม ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ทำให้มีประสบการณ์และข้อมูลในการดำเนินกระบวนการเจรจาค่อนข้างมาก

 

อีกคนคือ ฌอง มาร์ค ธูเวอแนง (Jean Marc Thouvenin) นักกฎหมายและนักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮกที่มีประสบการณ์ว่าความและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจำนวนมาก

 

ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อการเลือกคณะผู้ประนอมของกัมพูชา โดยมองว่า แม้คณะผู้ประนอมจะมีความเป็นกลาง และไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใด แต่ในกรณีของเยนเซน ที่เคยทำหน้าที่ประธานคณะผู้ประนอมมาก่อน อาจจะทำให้ไทย ‘ต้องระวัง’ การถูกครอบงำด้วยข้อมูล เนื่องจากเยนเซน จะมีประสบการณ์และข้อมูลที่บอกได้ว่า ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ผ่านมา คือกรณีออสเตรเลียและติมอร์-เลสเตนั้น เขาเคยทำแบบนี้ เพราะฉะนั้นที่เหลือควรจะทำแบบนี้ ซึ่งหากคณะผู้แทนฝ่ายไทยเห็นว่า เกินกว่าขอบเขตในการเจรจาก็ต้องไม่ยอม

 

ส่วนกรณีของธูเวอแนง ที่แม้จะเป็นชาวฝรั่งเศสซึ่งในอดีตเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา ผศ. ดร.ธนภัทร มองว่า ไม่น่ามีความกังวลมากนักเรื่องการอ้างอิงข้อมูลหรือแผนที่ในยุคอาณานิคม เนื่องจากการทำหน้าที่ของคณะผู้ประนอมจะอ้างอิงจากฐานของ UNCLOS หรือกฎหมายทะเลเป็นหลัก

 

สำหรับฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แต่งตั้งคณะผู้ประนอม 2 คน คือ ศ.ดร. รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Rüdiger Wolfrum) ชาวเยอรมนี วัย 84 ปี และผู้พิพากษาอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน (Albert J. Hoffmann) ชาวแอฟริกาใต้ วัย 71 ปี ซึ่งทั้งสองคนเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS)

 

ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าวว่า สำหรับ ศ.ดร.โวล์ฟรุม ถือเป็นระดับตำนาน หรือปรมาจารย์ด้านกฎหมายทะเล โดยเป็นนักกฎหมายชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีความเชี่ยวชาญในงานวิชาการระดับสูง เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคีล และผู้อำนวยการสถาบัน Max Planck Institute for Comparative Public Law and International Law (MPIL) หรือสถาบันมักซ์พลังค์ด้านกฎหมายมหาชนเปรียบเทียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญและรวบรวมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศระดับแนวหน้าของโลกเอาไว้จำนวนมา

 

ส่วนอีกคนหนึ่งคือ ฮอฟฟ์แมนน์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธาน ITLOS เช่นเดียวกัน โดยการที่เคยเป็นประธาน ITLOS หมายความว่าทั้ง 2 คนนี้ ต่างผ่านคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเลมาเป็นจำนวนมาก และแปลว่าผู้ประนอมทั้ง 2 คนนี้มีความเชี่ยวชาญและทำงานด้านกฎหมายทะเลโดยตรง

 

ปัจจัยในการเลือกประธานคณะผู้ประนอมคืออะไร?

 

สำหรับการเลือกประธานคณะผู้ประนอมนั้น ผศ. ดร.ธนภัทร มองว่าโดยหลักแล้วจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ซึ่งเขามองว่า นอกจากเรื่องความอาวุโส ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลอาจเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่า

 

นอกจากนี้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า คณะผู้ประนอมทั้ง 4 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป ในขณะที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นในเอเชีย ทำให้อาจจะมีความเป็นไปได้ ที่จะเลือกคนเอเชียที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เข้ามาเป็นประธาน ซึ่งเป็นความเป็นไปได้ระดับหนึ่ง

 

ส่วนการเลือกบุคคลที่ไม่เคยทำงานในศาลทะเล แต่มีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมายทะเลมายาวนาน เช่น อดีตผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลโดยตรง หรือเคยทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการมาก่อน ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน เนื่องจากในจำนวนคณะผู้ประนอมทั้ง 4 คน ผู้ประนอมที่ฝ่ายไทยเสนอมา 2 คน ก็เป็นอดีตประธานศาลทะเล และหากจะเลือกประธานที่มีภูมิหลังเคยเป็นประธานศาลทะเล ก็อาจจะทำให้เกิดคำถามได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะปฏิเสธได้ง่ายๆ เพราะศาลทะเลนั้นถือเป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ

 

คณะผู้แทนเจรจาไทย-กัมพูชา มีใครบ้าง?

 

นอกเหนือจากคณะผู้ประนอม คู่พิพาทแต่ละฝ่ายจะต้องแต่งตั้งคณะผู้แทนเจรจา โดย ฝ่ายไทย ครม. มีมติแต่งตั้งสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจา (Agent) และทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​ เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าคณะเจรจา (Deputy Agent)

 

นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนเจรจาที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนจากหน่วยงานความมั่นคง, กองทัพ, กรมอุทกศาสตร์, กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ ภูมิศาสตร์ และทรัพยากรทางทะเล

 

ส่วนฝ่ายกัมพูชา ได้ประกาศแต่งตั้งปรัก สุคน (Prak Sokhonn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ทำหน้าที่หัวหน้าคณะเจรจา และฬำ เจีย (Lam Chea) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชายแดนและหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา เป็นรองหัวหน้าคณะเจรจา

 

ความสำคัญของ ‘ข้อบังคับการเจรจา’

 

ภายหลังการแต่งตั้งคณะผู้ประนอมและประธานครบทั้ง 5 คน กระบวนการจะเข้าสู่ช่วงการกำหนด Rules of Procedure หรือกฎเกณฑ์ข้อบังคับในการเจรจา ซึ่งจะมี

 

กำหนดทั้งระยะเวลา รูปแบบการประชุม และขอบเขตของการเจรจา ซึ่งกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS นั้น จำกัดเฉพาะเรื่องเขตทางทะเล ไม่รวมเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA) หรือการจัดสรรทรัพยากรใต้ทะเล

 

โดยคณะผู้ประนอมจะต้องพยายามกำหนดข้อบังคับอย่างเหมาะสมและไม่มีลักษณะของการเอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น การเปิดให้คู่พิพาทแต่ละฝ่ายโต้แย้งได้กี่ครั้ง และมีระยะเวลาเท่าไหร่

 

ขณะที่แต่ละฝ่ายจะจัดส่งเอกสารข้อมูลและหลักฐานล่วงหน้า โดยอาจจะกำหนดระยะเวลาเช่น 1-2 เดือน ซึ่งสำหรับฝ่ายไทย ผศ. ดร.ธนภัทร มองว่าควรจะต้องมีการเตรียมพร้อมไว้แล้วว่าจะส่งเอกสารอะไรบ้าง และควรมีการประเมินว่า ฝ่ายกัมพูชาน่าจะส่งเอกสารอะไรบ้าง ซึ่งจะช่วยในการโต้แย้งข้อมูล

 

โดยแต่ละฝ่ายก็จะส่งเอกสารให้กับคณะผู้ประนอมได้อ่าน ก่อนที่จะมีการเชิญทั้งคณะผู้แทนเจรจาของ 2 ฝ่ายมาพูดคุย ซึ่งอาจจะพร้อมหรือไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับกระบวนการที่กำหนดไว้

 

ทั้งนี้ การประนอมภาคบังคับที่เกิดขึ้นซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ทำให้การกำหนดกฎข้อบังคับในการเจรจา จะมีความแตกต่างจากกระบวนการศาลที่มีการวางกฎเกณฑ์ไว้ค่อนข้างตายตัว ซึ่งเป็นไปได้ว่า กฎบางข้อที่กำหนดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นกับกรณีไทยและกัมพูชาเป็นครั้งแรกของโลก

 

ส่วนสถานที่จัดการเจรจานั้น อาจจะมีขึ้นในประเทศที่สาม เช่น ในอาเซียน อย่างสิงคโปร์ หรือเวียดนาม ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่ทำหน้าที่สำนักงานเลขาธิการ (Secretariat) หรือหน่วยงานบริหารในกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งนี้ โดยค่าใช้จ่ายจะเป็นความรับผิดชอบของคู่พิพาท

 

บทบาทคณะผู้ประนอมกับการกำหนดเส้นแบ่งเขตทางทะเล

 

สำหรับประเด็นที่น่าจะถูกจับตามองมากที่สุดระหว่างกระบวนการประนอมภาคบังคับ คือการกำหนดเส้นแบ่งเขตทางทะเล ซึ่ง ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าวว่า บทบาทของผู้ประนอม จะยึดหลักพื้นฐานจากกฎหมายทะเล UNCLOS ทั้งวิธีการแบ่งเส้น วิธีการลากเส้น การแบ่งส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ (Equitable Solution)

 

“การเจรจาจะต้องไม่ทำให้พื้นที่ทางทะเลมีความเปลี่ยนแปลงไป หมายความว่า ไม่ไปทำอะไรคล้าย ๆ กับทางบก คืออย่าทำให้สถานการณ์ที่ยังไม่มีความแน่นอนได้รับผลกระทบ จากนั้นก็จะไล่มาดูว่า พื้นที่ที่แต่ละฝ่ายอ้างมีอะไรบ้าง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไทยเคยประกาศเมื่อไหร่ กัมพูชาเคยประกาศเมื่อไหร่ ตรงไหนมันทับกัน ตรงไหนไม่ทับกัน” ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าว และเสริมว่า

 

“ปัจจุบัน มีประเด็นที่เกิดขึ้น คือ พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในอ่าวไทยประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร หลายส่วน จริงๆ แล้วไทยก็ไม่ได้อ้างและกัมพูชาก็ไม่ได้อ้าง”

 

โดยหากคู่พิพาทสามารถตกลงกันได้ในบางส่วน คณะผู้ประนอมจะทำหน้าที่บอกว่า พื้นที่นี้คือส่วนที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นด้วย ทำให้พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในข้อพิพาทก็จะแคบลง

 

ส่วนคำถามว่า กระบวนการประนอมจะไปถึงขั้นขีดเส้นแบ่งเขตทางทะเลได้เลยหรือไม่ ผศ. ดร.ธนภัทร มองว่า “โดยสภาพแล้ว คณะผู้ประนอมมักจะพยายามหลีกเลี่ยงการระบุว่า เส้นไหนเป็นของใคร ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่ชี้แจงให้เห็นว่า แต่ละฝ่ายมองว่าเส้นของตัวเองควรจะเป็นแบบไหน”

 

“อาจจะเป็นเอกสารที่ปรากฏอยู่ในรายงานของคณะผู้ประนอม แต่อาจจะไม่ใช่ในลักษณะที่บอกว่า ไทยกับกัมพูชาต้องแบ่งกันแบบนี้ เพราะการแบ่งเขตทางทะเลจริงๆ ต้องใช้เทคนิคค่อนข้างมาก”

 

โดยข้อดีของกระบวนการนี้คือ เอกสารแนบท้าย MOU 2544 ซึ่งมีปัญหาในทางเทคนิค อาจไม่สามารถใช้เป็นฐานอ้างอิงได้

 

หากฝ่ายใดไม่ยอมรับรายงานข้อเสนอแนะ จะเกิดอะไรขึ้น?

 

ทั้งนี้ ผศ. ดร.ธนภัทร มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผลของกระบวนการประนอมภาคบังคับ ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของรายงานข้อเสนอแนะ ฝ่ายไทยและกัมพูชา อาจจะยอมรับกันได้ในบางประเด็น แต่จะมีบางประเด็นที่ยอมรับได้บางฝ่ายและไม่ยอมรับบางฝ่าย และบางประเด็นที่ไม่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย

 

โดยประเด็นข้อพิพาทที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันได้นั้น จะทำให้ข้อพิพาทที่เหลือแคบลง ซึ่งจะต้องไปพูดคุยกันต่อผ่านกลไกทวิภาคี

 

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.ธนภัทร ตั้งข้อสังเกตว่า หากเกิดกรณีที่กัมพูชารู้สึกเสียเปรียบหรือไม่ยอมรับผลของรายงานข้อเสนอแนะในบางประเด็น อาจจะเป็นเรื่องแปลกและอาจมองได้ว่าเป็นการไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายที่เริ่มเสนอใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับก่อน

 

แต่ในทางตรงข้าม สำหรับไทยที่ไม่ได้เสนอที่จะเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับตั้งแต่ต้น การยอมรับหรือไม่ยอมรับผลของรายงานข้อเสนอแนะในบางประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

The post เจาะโครงสร้างผู้ประนอมในกระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ’ ไทย-กัมพูชา เวทีเจรจาที่ไม่ใช่ศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การประนอมภาคบังคับ’ โอกาสไทยไกล่เกลี่ย-เสนอข้อมูลหักล้างกัมพูชา และสิ่งที่รัฐบาลต้องระวัง https://thestandard.co/compulsory-conciliation-thailand-cambodia-dispute/ Mon, 15 Jun 2026 12:03:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1218691 ภาพหมากรุกไทย-กัมพูชา โดยมีโลโก้ UNCLOS อยู่ตรงกลาง

กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใ […]

The post ‘การประนอมภาคบังคับ’ โอกาสไทยไกล่เกลี่ย-เสนอข้อมูลหักล้างกัมพูชา และสิ่งที่รัฐบาลต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมากรุกไทย-กัมพูชา โดยมีโลโก้ UNCLOS อยู่ตรงกลาง

กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea) กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญในปัญหาข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ภายหลังกัมพูชาเริ่มต้นใช้กลไกระหว่างประเทศนี้ ท่ามกลางความเห็นต่างเรื่องแนวทางเจรจาทวิภาคี

 

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ตั้งข้อสงวน (Reservation) ตามมาตรา 298 ของ UNCLOS ไม่ยอมรับอำนาจของกลไกระหว่างประเทศ เช่น ศาลโลกหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ในการระงับข้อพิพาททางทะเลที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้มาตรา 298 อนุ 1 ของ UNCLOS เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศที่ตั้งข้อสงวนดังกล่าว มีหน้าที่ต้องยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับและไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้

 

ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ให้ความเห็นว่า หากไทยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ทั้งๆ ที่เป็นรัฐภาคี UNCLOS จะส่งผลเสียหลายด้าน เช่น ภาพลักษณ์ในแง่ลบที่ติดตัวไทยไปตลอด และการสูญเสียพื้นที่นำเสนอข้อมูลโต้แย้งกัมพูชา และจะยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กัมพูชากำหนดเรื่องเล่าต่อประชาคมระหว่างประเทศเพียงฝ่ายเดียว

 

ในทางกลับกัน การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้น อาจจะเป็นประโยชน์ต่อไทยมากกว่า เนื่องจากเป็นโอกาสนำเสนอท่าทีทางกฎหมาย ตลอดจนข้อมูลและพยานหลักฐานของไทยเพื่อโต้แย้งข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชา

 

อย่างไรก็ตาม หากไทยเลือกเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับแล้ว นอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมด้านทีมกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศยังต้องให้ความสำคัญต่อ คือ ‘การสื่อสารอย่างโปร่งใสและชัดเจน’ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจทิศทางและจุดยืนในการเจรจา เพื่อป้องกันปัญหาความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งอาจจุดชนวนกระแสสังคมที่ยังมีความอ่อนไหวสูงต่อประเด็นชาตินิยม

 

โครงสร้างและขั้นตอนการประนอมภาคบังคับ

 

หลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับ โดยส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการมายังรัฐบาลไทยและเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ขั้นตอนสำคัญต่อมา คือการตั้งคณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation Commission) 5 คน ซึ่งแต่ละฝ่ายจะตั้งฝ่ายละ 2 คน จากนั้นกรรมาธิการประนอมทั้ง 4 คน จะร่วมกันคัดเลือกคนที่ 5 ซึ่งจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม

 

โดยกัมพูชาได้แต่งตั้ง ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นตัวแทนในการดำเนินการกระบวนการประนอมภาคบังคับ และได้ตั้งกรรมาธิการประนอม 2 คน คือ ฌอง มาร์ค ทูเวนิน (Jean Marc Thouvenin) นักกฎหมายและนักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก และปีเตอร์ ทักโซ เยนเซน (eter Taksøe Jensen) นักการทูตชาวเดนมาร์ก ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียและติมอร์-เลสเต

 

ส่วนไทยต้องแต่งตั้งกรรมาธิการประนอมอีก 2 คน ภายในระยะเวลา 21 วัน ซึ่งจนถึงวันนี้ (15 มิถุนายน) ยังไม่มีการเปิดเผย แต่กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า มีชื่ออยู่แล้วทั้ง 2 คน โดยจะเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ และทั้งคู่ได้ตอบรับแล้ว

 

หน้าที่หลักของคณะกรรมาธิการประนอม คือพยายามช่วยเหลือคู่พิพาทให้สามารถตกลงหาทางออกอย่างฉันมิตร ด้วยการรับฟังคู่พิพาท

 

โดยภาพรวมของกระบวนการประนอมภาคบังคับ จะใช้กรอบเวลาตลอดทั้งกระบวนการประมาณ 12 เดือน นับจากตั้งคณะกรรมาธิการฯ โดยท้ายที่สุดจะมีการสรุปรายงานข้อเสนอแนะ ซึ่งไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่จะถูกใช้เป็นฐานในการเจรจาระหว่างคู่พิพาทต่อไปเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน

 

การประนอมภาคบังคับคือโอกาสเสนอข้อมูลหักล้างกัมพูชา

 

ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ให้ความเห็นว่า สำหรับแนวปฏิบัติในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศนั้น ‘Best Option’ หรือ ‘ทางเลือกที่ดีที่สุด’ คือการเจรจาทวิภาคี เนื่องจาก 2 เหตุผลสำคัญคือ คู่พิพาททั้ง 2 ฝ่ายสามารถควบคุมการเจรจาได้เอง และการเจรจาจนสามารถบรรลุข้อตกลงที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับได้ มีโอกาสที่จะเป็นทางออกที่เที่ยงธรรม (Equitable Solution) และยั่งยืนมากกว่าการให้บุคคลที่ 3 เข้ามาตัดสินให้

 

แต่หากการเจรจาทวิภาคีไม่อาจทำได้ เขามองว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดรองลงมาคือ ‘กระบวนการประนอมภาคบังคับ’ เนื่องจากมีลักษณะเป็นกระบวนการ ‘ไกล่เกลี่ย’

 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เช่น กรณีที่เราขับรถชน แล้วคู่กรณีแต่ละฝ่ายต่างบอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งประมาท ทำให้เกิดการโต้เถียงกันไปมา ซึ่งทางออกหนึ่งเพื่อยุติปัญหาคือการขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์หลักฐาน แต่อีกทางที่สบายใจกว่าคือการเอาคนกลางอย่างตำรวจมาไกล่เกลี่ยและจบปัญหาตรงจุดที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องไปขึ้นศาล

 

โดยกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้นไม่ใช่กระบวนการศาล ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่า และที่สำคัญคือผลลัพธ์ของกระบวนการ คือรายงานข้อเสนอแนะที่ได้ จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่คู่พิพาทมีพันธกรณีที่จะต้องเจรจากันต่อไป บนพื้นฐานของรายงาน

 

ทั้งนี้ ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า แม้ประเทศไทยได้ขอทำการยกเว้นหรือตั้งข้อสงวน (Reservation) ไม่ยอมรับอำนาจการระงับข้อพิพาทที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลผ่านกลไกระหว่างประเทศ เช่น ICJ, ศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (International Tribunal for the Law of the Sea: ITLOS) หรือศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (Permanent Court of Arbitration: PCA) แต่ภายใต้ตัวบทของ UNCLOS ข้อ 298 อนุ 1 มีการเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศที่ตั้งข้อสงวนดังกล่าว มีหน้าที่ต้องยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับและไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้

 

“ดังนั้นถ้าหากไทยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ทั้งๆ ที่เป็นรัฐภาคี UNCLOS อยู่แล้ว กัมพูชาก็จะยิ่งเอาประเด็นนี้ไปโจมตีไทยในเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น เช่น กรณีการเข้าร่วมประชุมของรัฐภาคีหรือเวทีประชุมต่างๆ ในกรอบ UNCLOS ประเด็นที่ไทยไม่เข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับ ก็จะกลายเป็นประเด็นติดตัวของไทยไปตลอด” ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว

 

ปัญหาต่อมาก็คือกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้น ในแง่หนึ่งคือการเจรจาแบบที่มีคนกลางเข้ามาช่วยเพื่อให้การเจรจาเดินหน้าได้ง่ายและบรรลุผลตกลงได้ง่าย เพราะฉะนั้นการไปเข้าร่วมและไปนำเสนอท่าทีทางกฎหมาย ตลอดจนข้อมูลและพยานหลักฐานของไทยเพื่อโต้แย้งข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชานั้น จะเป็นประโยชน์ต่อไทยมากกว่า

 

“ถ้าหากไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับ จะเป็นประโยชน์มากกว่าเพราะสามารถใช้พื้นที่อธิบายข้อมูลให้กับบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการประนอมได้รับฟัง และหักล้างกับข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง ดังนั้นหากไม่เข้าร่วมกระบวนการ จะยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กัมพูชาได้ใช้เวทีนี้นำเสนอท่าทีของตนเองฝ่ายเดียว”

 

กัมพูชาเตรียมแผนเข้าสู่กลไกประนอมภาคบังคับมาแล้วล่วงหน้า

 

สำหรับการที่กัมพูชายื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา และสะท้อนให้เห็นว่าพนมเปญกำลังปรับยุทธศาสตร์ไปสู่การใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อไทย

 

จากการวิเคราะห์ของ ดร.ภัทรพงษ์ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของกัมพูชา แต่เป็น “กระบวนการที่มีการเตรียมการล่วงหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว” โดยปรากฏข่าวรัฐสภากัมพูชาพิจารณาประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ช่วงปีใหม่ และชัดเจนมากขึ้นเมื่อกัมพูชายื่นหนังสือเพื่อเข้าเป็นภาคี UNCLOS ในเดือนกุมภาพันธ์

 

ดร.ภัทรพงษ์ มองว่าสิ่งที่น่าสนใจ คือดูเหมือนกัมพูชาเฝ้ารอจังหวะที่ ครม.ไทยประกาศยกเลิก MOU 2544 ในวันที่ 5 พฤษภาคม ก่อนนำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนว่า “การเจรจาทวิภาคีไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จึงจำเป็นต้องเข้าสู่กลไกประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS”

 

ในมุมนี้ อาจมองได้ว่ากัมพูชากำลังพยายามสร้าง ‘เรื่องเล่า’ หรือ ‘Narrative’ ต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ช่องทางการเจรจาระหว่างสองประเทศได้ปิดลงแล้ว และจำเป็นต้องมีกลไกระหว่างประเทศเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการหาทางออก

 

ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าการยกเลิก MOU 2544 ไม่ใช่การยุติการเจรจาทวิภาคี แต่เป็นการเปิดทางไปสู่การเจรจาในบริบทใหม่ที่เหมาะสมกว่า หลังจากที่การเจรจาในกรอบ MOU 2544 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แทบไม่มีความคืบหน้ามากนัก

 

ท่าทีรัฐบาลไทย ไม่ได้ถูกลากเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำจุดยืนของไทยในการบรรยายสรุปต่อคณะทูตและองค์การระหว่างประเทศว่า “ไทยไม่ได้ถูกกัมพูชา ลากเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ”

 

เขาชี้ว่า ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับในฐานะรัฐภาคี UNCLOS และไม่ใช่การเข้าร่วมที่เป็นไปตามเงื่อนไขของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลไทยได้โต้แย้งเหตุผลของกัมพูชา ว่าไทยไม่เห็นด้วยกับการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้พูดคุยกัน และยืนยันสาเหตุที่ไทยยกเลิก MOU 2544 เพราะต้องการเปิดโอกาสให้พูดคุยกันภายใต้บริบทใหม่

 

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยไม่เห็นด้วยกับท่าทีของกัมพูชา ที่อยากให้เดินหน้ากระบวนการแก้ปัญหาพิพาทเขตทางทะเลก่อน แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะขอไปสู่การพูดคุยเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA)

 

โดยไทยย้ำชัดเจนว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS นั้น จำกัดเฉพาะเรื่องเขตทางทะเล ไม่รวมเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม ซึ่งต้องเป็นการพูดคุยกันต่อไประหว่างไทยกับกัมพูชา

 

กรอบเวลา 12 เดือน และข้อควรระวังของรัฐบาลไทย

 

แม้กระบวนการประนอมภาคบังคับจะไม่ใช่ศาล แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อฝ่ายไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก UNCLOS กำหนดกรอบเวลาให้คณะกรรมาธิการดำเนินงานเจรจาและจัดทำรายงานสรุปภายในประมาณ 12 เดือน

 

ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า กรอบเวลา 12 เดือน ของกระบวนการประนอมภาคบังคับ ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ร่างอนุสัญญา UNCLOS ที่ต้องการป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทยืดเยื้อโดยไร้ทิศทาง เนื่องจากกระบวนการประนอมถูกออกแบบมาเพื่อผลักดันให้คู่กรณีเร่งหาทางออกร่วมกันภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

 

ในอีกด้านหนึ่ง กรอบเวลาดังกล่าวยังสร้างแรงกดดันให้ทั้งคู่พิพาทและคณะกรรมาธิการต้องทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อให้เกิดความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม หากทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเจรจากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี ก็ยังสามารถตกลงร่วมกันเพื่อขยายระยะเวลาดำเนินการออกไปได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นในกรณีติมอร์-เลสเตและออสเตรเลีย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับแล้ว ไทยจำเป็นต้องเร่งระดมทรัพยากร บุคลากร ข้อมูลทางเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศ กรมอุทกศาสตร์ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตลอดจนหน่วยงานด้านแผนที่และข้อมูลภูมิศาสตร์ จำเป็นต้องทำงานประสานกันภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด

 

ขณะที่ ดร.ภัทรพงษ์ มองว่าสิ่งที่น่ากังวลในกรณีที่ไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับแล้วนั้น คือเป้าหมายการดำเนินการของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำที่ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักและไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง

 

นอกจากนี้ ดร.ภัทรพงษ์ มองว่าสิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องมี ‘การสื่อสารอย่างโปร่งใสและชัดเจน’ โดยมีการรายงานความคืบหน้าระหว่างกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ว่าอยู่ขั้นตอนไหนอย่างไร และก่อนที่จะเริ่มเจรจา ควรมีการอธิบายภาพและฉากทัศน์การเจรจาที่จะเกิดขึ้น รวมถึงทิศทางที่ชัดเจนของไทย ซึ่งจะช่วยทำให้ประชาชนคลายความเคลือบแคลงสงสัย

 

ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามบาลานซ์เรื่องการแสดงความคิดเห็นและการเปิดเผยท่าทีและแนวทางการเจรจาที่เป็นกลยุทธ์หลักของไทยด้วย

The post ‘การประนอมภาคบังคับ’ โอกาสไทยไกล่เกลี่ย-เสนอข้อมูลหักล้างกัมพูชา และสิ่งที่รัฐบาลต้องระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ เผยผลหารือปรัก สุคน ชี้ยังไม่ได้ข้อยุติใดๆ ในประเด็นพิพาทชายแดน ย้ำสองฝ่ายควรคุยกันก่อนใช้กลไกบังคับไกล่เกลี่ย UNCLOS https://thestandard.co/sihasak-prak-sokhonn-border-unclos/ Wed, 27 May 2026 09:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1211515 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังหารือกัน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์ เผยผลหารือปรัก สุคน ชี้ยังไม่ได้ข้อยุติใดๆ ในประเด็นพิพาทชายแดน ย้ำสองฝ่ายควรคุยกันก่อนใช้กลไกบังคับไกล่เกลี่ย UNCLOS appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังหารือกัน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับผลการหารือกับปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา คู่ขนานกับการอภิปรายแบบเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก วานนี้ (26 พฤษภาคม) โดยเปิดเผยว่า ยังไม่ได้มีข้อยุติใดๆ ในประเด็นข้อพิพาทเขตแดนทั้งทางทะเลและทางบก

 

การพูดคุยครั้งนี้ เป็นการพูดคุยต่อจากที่นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้คุยกัน ที่เมืองเซบู ของฟิลิปปินส์ในช่วงการประชุมสุดยอดของอาเซียน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีหลักการ คือพยายามเดินหน้าแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างบรรยากาศที่ดี ตลอดจนสร้างมาตรการเพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

ในเรื่องเขตแดนทางทะเลนั้น สีหศักดิ์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ความไม่เข้าใจระหว่างกันยังมีอยู่”

 

โดยฝ่ายกัมพูชา ยังชี้ว่า ไทยดำเนินการยกเลิก MOU 2544 โดยไม่ได้คุยกับทางกัมพูชาก่อน และพยายามตีความว่า ไทยตั้งใจยกเลิก MOU 2544 เพื่อที่จะไม่ยอมเจรจาง่ายๆ ซึ่งเขาได้ชี้แจงเหตุผลในการยกเลิก MOU 2544 เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี และเป็นการยกเลิกเพราะไทยต้องการจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและสร้างบรรยากาศใหม่ของการเจรจา

 

ขณะที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีกรอบร่วมกันคืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีกัมพูชาคือต้องการจะเดินหน้าไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ขณะที่เขาย้ำท่าทีของไทย คือก่อนที่จะไปถึงกระบวนการประนอมภาคบังคับ ทั้งสองฝ่ายอาจจะสามารถพูดคุยและหาข้อยุติได้โดยที่ไม่ต้องไปถึงกลไกดังกล่าวที่จะมีคณะผู้ประนีประนอมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเขาเห็นว่า ไทยและกัมพูชาควรที่จะลองพูดคุยและควรเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความไว้ใจระหว่างกันก่อน เพื่อที่จะสามารถคืบหน้าในด้านอื่นๆ ได้

 

ส่วนในเรื่องเขตแดนทางบก สีหศักดิ์เปิดเผยว่ากัมพูชานั้นอยากจะให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC แต่ไทยยืนยันว่า หากจะมีการประชุม ก็ต้องมีในระดับเทคนิคก่อนที่จะมาตกลงในกรอบการเจรจา เพราะสถานการณ์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปนะครับ ไม่ใช่เรื่องเขตแดนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและความร่วมมือชายแดนด้วย

 

“อาจจะคุยทางเทคนิคก่อนว่าเขตแดนทางบก ไทยจะมีกรอบในการเจรจาอย่างไร เพราะสถานการณ์มันก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกจาก MOU 2543 ไทยและกัมพูชาก็มีแถลงการณ์ร่วมที่ตกลงหยุดยิง ซึ่งเรื่องเขตแดนทางบกจะไม่ใช่การแก้ไขด้วยการปักปันเขตแดนอย่างเดียว แต่มีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือชายแดน ซึ่งต้องเดินไปด้วยกัน”

 

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า ต้องยอมรับในความเป็นจริงว่า ปัญหาพิพาทเขตแดนนั้นไม่สามารถแก้ไขโดยเทคนิค แต่ต้องแก้ไขโดยการสร้างบรรยากาศที่ดี และต้องคุยกันในเชิงนโยบาย

 

โดยสิ่งที่เขานำเสนอ คือให้ไทยและกัมพูชาคุยกันอย่างจริงจังว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร โดยใช้การเจรจาการพูดคุยก่อน

 

“ก็ต้องยอมรับว่าการมาพบกันครั้งนี้ยังไม่มีข้อยุติ แล้วเราก็ไม่ควรจะคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมีข้อยุติโดยเร็ว เพราะว่าปัญหาพิพาทมันก็มีหลายปัญหา ไทยต้องคำนึงถึงอธิปไตยและผลประโยชน์ของเราอย่างแน่นอน” สีหศักดิ์ กล่าว และย้ำว่าการพูดคุยกันครั้งนี้ เป็นไปบนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศ

The post สีหศักดิ์ เผยผลหารือปรัก สุคน ชี้ยังไม่ได้ข้อยุติใดๆ ในประเด็นพิพาทชายแดน ย้ำสองฝ่ายควรคุยกันก่อนใช้กลไกบังคับไกล่เกลี่ย UNCLOS appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค https://thestandard.co/anutin-meets-with-hun-manet-reiterating-thailands-commitment/ Thu, 07 May 2026 12:12:38 +0000 https://thestandard.co/anutin-meets-with-hun-manet-reiterating-thailands-commitment/ อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค

วันนี้ (7 พฤษภาคม) เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปป […]

The post อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค

วันนี้ (7 พฤษภาคม) เวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวเรียงตามลำดับตัวอักษร เริ่มจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ต่อด้วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีไทย

 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยการหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันร่วมกันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย

 

โอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมระบุว่า ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งสองฝ่ายควรสื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

 

ในประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

 

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

 

อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค 1อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค 2อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค 3อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค 4

The post อนุทิน พบ ฮุน มาเนต ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพ เห็นพ้องสร้างความไว้วางใจ ฟื้นความร่วมมือภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พบ ปรัก สุคน ระหว่างประชุมอาเซียน-EU หารือแนวทางสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจไทย-กัมพูชา ยึดมั่นลดตึงเครียด-ใช้กลไกทวิภาคีแก้ปัญหา https://thestandard.co/sihasak-met-with-cambodian-pm/ Tue, 28 Apr 2026 01:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1201744

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์ พบ ปรัก สุคน ระหว่างประชุมอาเซียน-EU หารือแนวทางสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจไทย-กัมพูชา ยึดมั่นลดตึงเครียด-ใช้กลไกทวิภาคีแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU Ministerial Meeting: AEMM) ครั้งที่ 25 ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม
 
 
ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการรักษาข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วมของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และพร้อมที่จะยึดมั่นการดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ถ้อยแถลงร่วมเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกัน และใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่แก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป
 
 
ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเข้าใจกัน โดยละเว้นการกล่าวหาและให้ข้อมูลที่บิดเบือน บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

The post สีหศักดิ์ พบ ปรัก สุคน ระหว่างประชุมอาเซียน-EU หารือแนวทางสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจไทย-กัมพูชา ยึดมั่นลดตึงเครียด-ใช้กลไกทวิภาคีแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ย้ำ เจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี ยืนยันก่อนตัดสินใจรับฟังทุกฝ่าย-ดูข้อกฎหมาย ส่วนปม MOU 43 ขอทุกฝ่ายมองข้อเท็จจริง อย่าใช้อารมณ์ https://thestandard.co/sihasak-thailand-cancel-mou-44/ Sat, 25 Apr 2026 09:25:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1201172 ภาพ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการยกเลิก MOU 44 และ MOU 43

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์ย้ำ เจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี ยืนยันก่อนตัดสินใจรับฟังทุกฝ่าย-ดูข้อกฎหมาย ส่วนปม MOU 43 ขอทุกฝ่ายมองข้อเท็จจริง อย่าใช้อารมณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการยกเลิก MOU 44 และ MOU 43

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการพบหารือกับ นหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จังหวัดกระบี่ วานนี้ (24 เมษายน) เกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่าเรื่องนี้ทั้งสองประเทศต้องพยายามก้าวข้ามความขัดแย้งไปให้ได้

 

ส่วน หวัง อี้ ได้มีการสอบถามเรื่อง MOU 43-44 ด้วยหรือไม่นั้น สีหศักดิ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เพราะเรื่อง MOU ถือเป็นการตัดสินใจของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยตัดสินใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยกเลิก ฉะนั้นก็ต้องแจ้งฝ่ายกัมพูชาและดูท่าทีว่าเป็นอย่างไร หากไม่เห็นด้วยก็คงต้องเจรจากันต่อไป แต่หากเข้าใจในเจตนาของไทยก็จะใช้กรอบอื่นในการเจรจาแทน

 

ขณะเดียวกัน สีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการยกเลิก MOU 2544 ว่าถ้ายกเลิกแล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ โดยย้ำว่า การที่ไทยจะยกเลิก รัฐบาลไทยรู้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีกรอบความร่วมมือใหม่ที่ดีกว่า เพราะว่า กรอบความร่วมมือ MOU 2544 มีทั้งปัญหาที่เกี่ยวกับการอ้างสิทธิ และในแง่การเมืองภายในของไทย ฉะนั้นหากเรามาเริ่มกันใหม่ก็จะดีกว่า และเจรจาในเรื่องของเขตแดนให้สุดก่อน จากนั้นก็ค่อยมาดูว่าส่วนที่ทับซ้อนมากน้อยเพียงใดแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

 

ทั้งนี้ รัฐบาลยังให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อสังเกตของนักวิชาการในประเด็นการยกเลิก MOU 2544 ที่อาจทำให้ไทยถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไปยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวหรือไม่ โดยสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาบจะตัดสินใจยกเลิก ได้มีการคุยกับที่ปรึกษากฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมหารือว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ แต่ในขณะเดียวกันตนก็รับฟังนักวิชาการทุกฝ่าย และตัดสินใจบนเหตุผลที่ถูกต้อง

 

สีหศักดิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า MOU 2544 นั้นมีมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังมีกระแสภายในประเทศด้วย ฉะนั้นในเมื่อไม่คืบหน้า ก็ควรยกเลิกแล้วไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่อในกรอบอื่น

 

ส่วนจากท่าทีของผู้นำกัมพูชาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อยากจะให้ไทยกลับมาใช้กลไกทวิภาคี และกดดันให้ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC มองอย่างไร สีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ากัมพูชาต้องการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีก็ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชายังไปพูดเรื่องที่ไม่ดีต่อประเทศไทยในเวทีต่างๆ ตนจึงอยากจะให้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หลีกเลี่ยงการกล่าวอะไรที่กระทบกระทั่ง และ หลีกเลี่ยงการใช้วิธีกดดันทั้งที่ไทยยังไม่พร้อม โดยนำเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ในเวทีระหว่างประเทศว่าไทยไม่ให้ความร่วมมือ ฉะนั้นถ้ากัมพูชาอยากจะเจรจาจริง และทำอย่างที่พูด ฝ่ายไทยก็อยากจะเดินหน้า

 

สำหรับฝ่ายจีนได้มีการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาหรือไม่ สีหศักดิ์ ยืนยันว่า จีนพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองประเทศได้เจอกัน แต่จีนไม่ต้องการที่จะแทรกแซง ซึ่งเขาคิดว่าไทย-กัมพูชาสามารถพูดคุยกันได้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะพูดคุยอย่างไร ดังนั้นหากสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ตนเชื่อว่าความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้น

 

ส่วนจากสถานการณ์ตอนนี้ที่ประเทศเผชิญกับวิกฤติด้านพลังงาน หากมีการยกเลิก MOU 2544 จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการนำทรัพยากรในทะเลมาใช้หรือไม่ สีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีหลายแหล่งทรัพยากรที่สนใจจะไปร่วมลงทุนและผลิต เช่น ในเมียนมา เป็นต้น แต่ถ้าสถานการณ์กลับสู่ปกติ เราก็ยังมีแหล่งพลังงานอื่นๆที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งในกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC แอฟริกา คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน และโอมาน แต่แน่นอนว่าก็ต้องดูราคาตลาดในขณะนั้นด้วย

 

นอกจากนี้ สีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงเรื่อง MOU 2543 ว่า อยากให้การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวาง และอยากจะฟังเสียงของทุกฝ่าย แต่ไม่อยากให้มีการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ และมองกันด้วยข้อเท็จจริงว่า MOU 2543 มีความคืบหน้า และมีการปักปันเขตแดนไปพอสมควรแล้ว แต่พอมีการปะทะกันการทำงาน JBC ก็ต้องหยุดชะงัก และเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา

 

ส่วนข้อกังวลเรื่องอัตราส่วนแผนที่ 1:200,000 นั้น ก็ต้องมาดูเนื้อหาที่เขียนในสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะนำแผนที่อัตราส่วน 1:50,000 ขึ้นมาเจรจาได้ ไม่ใช่ว่าพอมี MOU 2543 แล้วไทยจะเสียเปรียบ เพราะตรงไหนที่เจรจาแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ผลประโยชน์ของไทย เราก็ยังไม่ต้องไปตกลงแล้วไปจุดอื่น หลังจากนั้นก็มามองในภาพรวม ด้วยเหตุนี้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายมาคุยกันด้วยเหตุและผล เนื่องจากยังมีอีกหลายวิธีการที่จะเดินไปข้างหน้า

The post สีหศักดิ์ย้ำ เจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี ยืนยันก่อนตัดสินใจรับฟังทุกฝ่าย-ดูข้อกฎหมาย ส่วนปม MOU 43 ขอทุกฝ่ายมองข้อเท็จจริง อย่าใช้อารมณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทบ. ลงพื้นที่เนิน 469-741 อุบลราชธานี ให้กำลังใจกำลังพล ย้ำเสริมความพร้อมพิทักษ์อธิปไตย https://thestandard.co/army-chief-visits-ubon-troops-border/ Sat, 04 Apr 2026 11:14:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1194749 ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (4 เมษายน) พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก […]

The post ผบ.ทบ. ลงพื้นที่เนิน 469-741 อุบลราชธานี ให้กำลังใจกำลังพล ย้ำเสริมความพร้อมพิทักษ์อธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (4 เมษายน) พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นภารกิจวันที่ 2 โดยได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการมัฆวาน บริเวณเนิน 469 ซึ่งใช้กำลังจากกองพันทหารม้าที่ 210 และฐานปฏิบัติการบริเวณเนิน 741 ซึ่งใช้กำลังจากกองพันทหารราบที่ 602 ภายใต้หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 6

 

ผู้บัญชาการทหารบกได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงการปฏิบัติงานตามพันธกิจหลักของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยหน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการในพื้นที่ และใช้กลไกคณะทำงานในระดับต่างๆ ในการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

 

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบนโยบายให้หน่วยในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติภารกิจด้วยความรอบคอบ ไม่ประมาท และทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน รวมถึงข้อตกลงและหลักกติกาสากลอย่างเคร่งครัด

 

พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำให้ทุกหน่วยเสริมสร้างความพร้อมด้านกำลังพล สิ่งอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ ให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการดูแลสิทธิและสวัสดิการของกำลังพล เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

 

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลปัจจัยพื้นฐานของกำลังพลแนวหน้า ทั้งการปรับปรุงฐานปฏิบัติการ และพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ เพื่อเอื้อต่อการปฏิบัติงาน ภายใต้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด

 

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมของกองทัพบกในการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

 

ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 1ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 2ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 3ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 4ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ที่ปฏิบัติภารกิจแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดอุบลราชธานี 5

The post ผบ.ทบ. ลงพื้นที่เนิน 469-741 อุบลราชธานี ให้กำลังใจกำลังพล ย้ำเสริมความพร้อมพิทักษ์อธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สีหศักดิ์’ กางเงื่อนไขยกเลิก MOU 44 ชี้ต้องผ่าน ครม.-แจ้งกัมพูชา ย้ำเปิดกว้างฟังเสียง สว. https://thestandard.co/sihasak-mou-44-cabinet-cambodia/ Sat, 28 Mar 2026 06:38:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1192256 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล

​วันนี้ (28 มีนาคม) เวลา 12.10 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล สีห […]

The post ‘สีหศักดิ์’ กางเงื่อนไขยกเลิก MOU 44 ชี้ต้องผ่าน ครม.-แจ้งกัมพูชา ย้ำเปิดกว้างฟังเสียง สว. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล

​วันนี้ (28 มีนาคม) เวลา 12.10 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงความคืบหน้าและแนวทางกรณีที่มีข้อเสนอให้พิจารณา ยกเลิก MOU 44 ระหว่างไทยและกัมพูชา

 

สีหศักดิ์ เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ได้มีการสะท้อนข้อกังวลกลับมาอย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิก MOU ดังกล่าว ฝ่ายปฏิบัติงานจำเป็นจะต้องมีกรอบกติกาหรือเครื่องมือ ชิ้นใหม่มารองรับการทำงานทันที เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่บริเวณพื้นที่เกี่ยวเนื่องเป็นไปอย่างราบรื่นและมีหลักยึดที่ชัดเจน ซึ่งหากจะไม่มี MOU แล้ว จะใช้แนวทางหรือกลไกใดมาทดแทน ก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมาหารือและเตรียมการควบคู่กันไป

 

สำหรับขั้นตอนตามกระบวนการหากจะมีการยกเลิกจริงนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่า ไม่สามารถดำเนินการได้โดยพละการ แต่หลักการจะต้องนำเรื่องดังกล่าวเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการเสียก่อน จากนั้นจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนทางการทูตในการแจ้งให้ทางการกัมพูชารับทราบถึงการยกเลิกดังกล่าว

 

ในส่วนของท่าทีปัจจุบัน สีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ในเบื้องต้นยังคงมองเห็นถึงความจำเป็นของการมี MOU 43 ในการเป็นกลไกการทำงานร่วมกันอยู่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ปิดตายในประเด็นนี้ และจะต้องนำรายละเอียดกลับไปพิจารณาทบทวนอย่างรอบคอบอีกครั้ง โดยยืนยันว่าพร้อมเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจให้เกิดประโยชน์และรัดกุมที่สุดสำหรับประเทศชาติ

 

The post ‘สีหศักดิ์’ กางเงื่อนไขยกเลิก MOU 44 ชี้ต้องผ่าน ครม.-แจ้งกัมพูชา ย้ำเปิดกว้างฟังเสียง สว. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา https://thestandard.co/sihasak-france-thailand-cambodia-border-talks/ Tue, 24 Feb 2026 04:03:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1181164 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่ […]

The post สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในโอกาสเดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

 

ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิดและยาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ในโอกาสครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ฝรั่งเศสในปีนี้ โดยการหารือครอบคลุม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน และวัฒนธรรม

 

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ และประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคเอเชึยตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ โดยรัฐมนตรีฯ ชื่นชมบทบาทที่เป็นกลางและสร้างสรรค์ของฝรั่งเศสในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพโดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา และความพยายามต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 1สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 2สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 3สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 4สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 5สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 6สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 7สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 8

The post สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ France24 โต้ข้อกล่าวหากัมพูชาอะไรบ้าง? https://thestandard.co/sihasak-denies-cambodia-claims/ Tue, 24 Feb 2026 03:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1181127 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว France24 ชี้แจงประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท […]

The post สีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ France24 โต้ข้อกล่าวหากัมพูชาอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว France24 ชี้แจงประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Tête à tête ของสำนักข่าว France24 ของฝรั่งเศส โดยตอบคำถามในหลายประเด็นร้อนที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาไทยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการยึดดินแดน ตั้งตู้คอนเทนเนอร์ ไปจนถึงประเด็นโครงการสร้างกำแพงกั้นชายแดน

 

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายหลังการหยุดยิง โดยรายละเอียดการสัมภาษณ์มีดังนี้

 

โต้ข้อกล่าวหายึดครองดินแดน

 

พิธีกรรายการถามประเด็นแรก เกี่ยวกับกรณีที่ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวหาว่า ประเทศไทยยึดครองพื้นที่บางส่วนของกัมพูชา ไม่เพียงแค่บริเวณชายแดน แต่ลึกเข้าไปในกัมพูชา เกินกว่าเส้นเขตแดนที่ประเทศไทยอ้างฝ่ายเดียว

 

โดยสีหศักดิ์ ตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ข้อเท็จจริงคือ ไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันในกรอบของการหยุดยิงว่า กองกำลังของแต่ละฝ่ายจะคงอยู่ในตำแหน่งที่ตนอยู่ในปัจจุบัน และจากนั้นจะทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่ข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศ”

 

พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า “ฮุน มาเนต อาจลืมกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งนั้น มีการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยอย่างชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา”

 

“ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องมองข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน” เขายืนยัน และเสริมว่า

 

“ข้อเท็จจริงในขณะนี้คือ เราต้องทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการยั่วยุ หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ผิดพลาดและการบิดเบือนข้อมูล และรักษาความสงบ เพื่อที่เราจะสามารถเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อไปได้ ประเทศไทยเชื่อว่าในที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดอย่างสันติ ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความมั่งคั่งร่วมกัน และนี่คือเป้าหมายของเรา ผมขอยืนยันเช่นนั้น”

 

แจงไทยไม่ได้รุกล้ำเกินขอบเขต

 

ขณะที่พิธีกรรายการยังระบุถึงประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพูดว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปตั้งไว้ ในพื้นที่ที่ประเทศไทยเคยยอมรับว่าเป็นดินแดนของกัมพูชา และตั้งคำถามว่า “การที่สีหศักดิ์ กล่าวว่าไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันข้อตกลงหยุดยิงว่าจะคงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอยู่ เป็นการยอมรับหรือไม่ว่าขณะนี้ทหารไทยอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และในตอนนี้จะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่นั้น”

 

โดยสีหศักดิ์ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า “เขาไม่เห็นด้วย เพราะพื้นที่ที่ไทยวางลวดหนามหรือตู้คอนเทนเนอร์นั้น เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายในอธิปไตยของไทย” ขณะที่ชี้แจงว่าจุดดังกล่าว “เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเป็นระยะเวลานาน ซึ่งย้อนกลับไปถึงช่วงความขัดแย้งในกัมพูชา เมื่อครั้งที่ไทยเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาประมาณ 400,000 คน แต่หลังจากความขัดแย้งยุติลงและมีการฟื้นฟูสันติภาพแล้ว หมู่บ้านของชาวกัมพูชาจำนวนมากไม่ยอมย้ายกลับไปยังดินแดนของตนเอง”

 

“ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเรารุกล้ำเกินขอบเขตดินแดนของเรา ผมคิดว่านั่นไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง” สีหศักดิ์ ย้ำ

 

สร้างกำแพงชายแดน เพื่อปกป้องอธิปไตย

 

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นโครงการสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ที่ อนุอิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นไว้ ว่ายังมีอยู่หรือไม่

 

โดยสีหศักดิ์ ให้คำตอบว่า “ไทยต้องทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน” ซึ่งรวมโครงการสร้างกำแพงกั้นชายแดนดังกล่าว ในกรณีที่ไทยจำเป็นต้องดำเนินการเชิงป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา

 

“ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ่ายกัมพูชาอย่างมาก ว่าพวกเขาต้องการแสวงหาสันติกับประเทศไทยจริงหรือไม่ หรือว่ายังคงเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความขัดแย้ง”

 

นี่เป็นการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา เป็นฝ่ายกัมพูชาที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เป็นฝ่ายกัมพูชาที่แม้หลังการหยุดยิงแล้วก็ยังคงกล่าวอ้างในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และผมคิดว่าสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรทำในขณะนี้คือ การใช้ความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และเดินหน้าความสัมพันธ์ แต่สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากำลังทำอยู่คือการกล่าวอ้างต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการถอยหลังมากกว่าการก้าวไปข้างหน้าในความสัมพันธ์ของเรา” สีหศักดิ์ กล่าว

 

ยังมีการพูดคุยกับกัมพูชา

 

พิธีกรยังถามรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยว่าได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาหรือไม่ โดยสีหศักดิ์ ตอบว่า “ได้พูดคุยและติดต่อกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาผ่าน WhatsApp” ซึ่งเขาคิดว่า “เป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง”

 

“ผมพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานของผมอยู่เป็นระยะ ๆ และขณะนี้ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง และอยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชาอยากจะหารือ ผมคิดว่าเราคงต้องรอจนกว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจะจัดตั้งเสร็จสิ้น ซึ่งผมก็ได้บอกฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว

 

ในระหว่างนี้ เราควรพยายามรักษาความสงบ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม เพราะความขัดแย้งเพิ่มเติมย่อมหมายถึงความสูญเสียที่มากขึ้น ซึ่งผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ” สีหศักดิ์ กล่าว

 

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่ากองทัพเรือไทยสกัดจับเรือประมงกัมพูชา พร้อมลูกเรือ 3 คน ในน่านน้ำของกัมพูชา ซึ่งกองทัพเรือไทยยืนยันว่าไม่ใช่ และเรืออยู่ในน่านน้ำไทยนั้น สีหศักดิ์ชี้แจงว่า “ไทยจำเป็นต้องดำเนินการ หากเรือประมงกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของไทย”

 

โดยเขาตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาว่า “เป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายกัมพูชาใช้มาโดยตลอด เพื่อกดดันประเทศไทย และพยายามทำให้ประเทศไทยดูเป็นฝ่ายที่ก้าวร้าวกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย”

 

แจงปมหนุนเมียนมากลับอาเซียน

 

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่สีหศักดิ์ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และแสดงความหวังที่จะนำเมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน ทั้งที่ยังไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ รวมถึงการยุติการสู้รบและการเจรจาอย่างครอบคลุม

 

โดยสีหศักดิ์ ชี้ว่า “เมียนมาได้จัดการเลือกตั้งแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายในประเทศ” โดยสิ่งที่เขายืนยันคือ ไทยไม่ได้รับรองการเลือกตั้งของเมียนมา แต่เรียกร้องให้เมียนมาเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้งด้วยการเจรจาและการปรองดอง และหวังว่าจะมีการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพ

 

“นี่คือสารที่เราต้องการส่ง ไม่ใช่ว่าเรากำลังกอดรับการเลือกตั้ง ไม่ใช่เลย แต่การเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความเป็นจริง

 

“ดังนั้นอย่างที่คุณทราบ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการเรียกร้องว่า หากพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง ฝ่ายเมียนมาก็ต้องพยายามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมเช่นกัน

 

มันไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายริเริ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย พวกเขาต้องสานต่อการเจรจา การปรองดอง และสร้างกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน เพราะอย่างที่คุณรู้ ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมามันเป็นผลประโยชน์ของเรา และเราต้องทำงานอย่างหนัก คุณรู้ไหม เราไม่สามารถแค่พูดว่า เราหวังว่าจะมีสันติภาพแล้วมันจะเกิดขึ้น เรากำลังทำงานเพื่อสันติภาพและความมั่นคง”

 

อ้างอิง :

The post สีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ France24 โต้ข้อกล่าวหากัมพูชาอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย ชี้กัมพูชาพฤติกรรมดีขึ้น แต่อย่าเพิ่งไว้ใจ https://thestandard.co/cambodia-thailand-truce-tea-banh/ Mon, 26 Jan 2026 05:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1169478 พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แถลงข่าวกรณีการประสานงานเพื่อสงบศึกกับกัมพูชา

​วันนี้ (26 มกราคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการ […]

The post ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย ชี้กัมพูชาพฤติกรรมดีขึ้น แต่อย่าเพิ่งไว้ใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แถลงข่าวกรณีการประสานงานเพื่อสงบศึกกับกัมพูชา

​วันนี้ (26 มกราคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีไม่มีประเทศกัมพูชาในการฝึก Cobra Gold 2026 ว่า ประเทศกัมพูชาครบรอบฝึกไปแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนประเทศซึ่งเป็นจังหวะพอดี

 

เมื่อถามว่า โดยหลักการหลังการสู้รบจะระงับความสัมพันธ์ด้านทางทหารไปก่อนใช่หรือไม่ พล.อ. อุกฤษฎ์ กล่าวว่า เมื่อเขาเป็นอย่างนี้ก็พักกันได้ ส่วนจะพักยาวหรือไม่ก็แล้วแต่อยู่ที่ท่าทีพฤติกรรม ถ้าคุยกันดี มีเจตนาจริงใจ มีความร่วมมือและแก้ไขปัญหาก็จะดีเอง เพราะการปรบมือ ต้องปรบมือ 2 ฝ่าย ซึ่งกัมพูชามีพฤติกรรมดีขึ้น แต่ต้องดูให้ละเอียด อย่าเพิ่งไว้ใจ

 

ส่วนที่มีคลิปที่ฝ่ายกัมพูชาเข้ามายั่วยุก่อกวนไทยในพื้นที่แนวหน้ามากขึ้น จะเป็นสัญญาณปะทะรอบ 3 หรือไม่ พล.อ. อุกฤษฎ์ กล่าวว่า อย่าไปมองแบบนั้น ต้องเข้าใจสถานการณ์หลังจากที่เราหยุดยิง เราก็เริ่มมีการวางกำลัง มีการวางระบบกีดขวางป้องกันตน ซึ่งต่างฝ่ายก็ต้องต่างทำ พอเริ่มนิ่ง เขาก็มั่นใจมากขึ้น ก็เข้ามาใกล้ มาดูมาศึกษามาตรวจสอบ ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมปกติของพัฒนาการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของหน้าแนว ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ไม่มีใครไปทำพฤติกรรมใดๆ ไปยั่วยุ หรือทำให้เกิดโมโหและตกใจ

 

ส่วนการบิดเบือนข่าวจะกำชับหน้าแนวอย่างไร พล.อ. อุกฤษฎ์ กล่าวว่า ก็คุยกันทุกส่วน ตอนนี้มิติทางด้านการทูต มิติด้านข่าวสาร มิติทางทหาร มิติเศรษฐกิจ เราเดินไปทุกเรื่องพร้อมกัน หลังจากนี้เรามีการเตรียมการพูดคุยกันแล้วในระดับกองทัพไทยที่รวมเหล่าทัพด้วย ที่วางขั้นตอนไว้แล้ว จะทำข้อเสนออย่างไรบ้าง ช่วงนี้เราก็ดูสถานการณ์รักษาระดับบนพื้นฐาน พร้อมทุกกรณี

 

ส่วนกระแสข่าวสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ. เตีย บันห์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ประสานมายังฝ่ายไทยเพื่อขอยุติสงบศึก พล.อ. อุกฤษฎ์ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียด คือนอกจากการส่งสัญญาณ การพูดคุยเจรจา การส่งข้อความ สิ่งสำคัญสุดคือพฤติกรรม พฤติการณ์ ทุกอย่างต้องประเมินในองค์รวม ตั้งสมมุติฐานให้ถูกต้อง เพื่อเตรียมการได้อย่างถูกต้อง ถ้าตั้งสมมุติฐานผิดก็ต้องแก้ไข ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมไว้ทุกกรณี พร้อมกับเตรียมแผนรองรับสมมุติฐานคลาดเคลื่อน

 

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าทหารกัมพูชาปรับกำลังประชิดชายแดน พล.อ. อุกฤษฎ์ ระบุว่า มองว่าเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรม หลังจากเขาเห็นสภาพการวางกำลังของฝ่ายไทย เขาก็จะเริ่มค่อยๆ พัฒนาการปฏิบัติการทางทหารในแนวหน้ามากขึ้น เหมือนปรับสภาพให้สอดรับกับการวางกำลัง

The post ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย ชี้กัมพูชาพฤติกรรมดีขึ้น แต่อย่าเพิ่งไว้ใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เปิดทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่งเก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน https://thestandard.co/anutin-border-heroes-children/ Sat, 10 Jan 2026 08:02:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1163616 อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน

วันนี้ (10 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นา […]

The post อนุทิน เปิดทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่งเก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน

วันนี้ (10 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดโอกาสให้ครอบครัววีรชนที่สละชีพในเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว 43 คน เดินทางมาทำเนียบรัฐบาล โดยได้ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ถ่ายรูปหมู่ร่วมกับนายกรัฐมนตรี

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พาบุตรหลานวีรชนไปยังห้องทำงาน เพื่อให้บุตรหลานถ่ายรูปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พร้อมเซ็นชื่อเกียรติบัตรนายกรัฐมนตรีในอนาคตด้วยตนเอง

 

ทั้งนี้ ครอบครัว จ่าสิบเอกสำเริง คลังประโคน หนึ่งในวีรบุรุษเนิน 350 ปราสาทตาควาย ได้เดินทางมาในครั้งนี้ด้วย

 

ทั้งนี้ น้องภูผา จิรภัทร สีจุ้ยจ้าย ได้นำหมอนรูปคุณพ่อ จ่าสิบเอกธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย หรือ จ่าจุ้ย วีรบุรุษสมรภูมิช่องสายตะกู มาร่วมเฟรมด้วย พร้อมกับเปิดเผยสั้นๆ ว่าคิดถึงคุณพ่อ ก่อนจะร้องเพลงคิดถึง ซึ่งเป็นเพลงที่คุณพ่อสอนน้องร้อง และชื่นชอบศิลปินซิลลี่ฟูล ซึ่งเป็นวงที่คุณพ่อเปิดให้ฟังเป็นประจำ

 

จากนั้น เวลาประมาณ 12.00 น. นายกรัฐมนตรีได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ 21 ครอบครัว 43 คน ครอบครัววีรชน

 

อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน 1อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน 2อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน 3อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน 4อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน 5อนุทิน เปิด ทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่ง เก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน 6

The post อนุทิน เปิดทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับบุตรหลานวีรชนชายแดนไทย-กัมพูชา 21 ครอบครัว พานั่งเก้าอี้นายกฯ กินข้าวร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิดเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ https://thestandard.co/pm-cambodia-blast-soldier-response/ Tue, 06 Jan 2026 04:15:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1161784 นายกฯ แถลงจี้ **กัมพูชา** แจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิด **เนิน 469** ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ

วันนี้ (6 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นาย […]

The post นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิดเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แถลงจี้ **กัมพูชา** แจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิด **เนิน 469** ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ

วันนี้ (6 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แถลงข่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า รัฐบาลได้รับทราบรายงานมาโดยตลอด ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ของบันทึกข้อตกลง Joint​ Statement

 

ขณะนี้ทางฝ่ายกองทัพและฝ่ายความมั่นคงได้ทำการประท้วงไปยังฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง และได้แจ้งให้ทางกัมพูชาชี้แจงเพื่อพิจารณาว่าไทยจะตอบโต้อย่างไร ส่วนทางด้านการต่างประเทศได้ออกหนังสือไปยังรัฐมนตรีการต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้ชี้แจงว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และวันนี้ที่เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้น ดังนั้นประเทศไทยต้องขอให้ทางกัมพูชาแสดงการชี้แจงมายังประเทศไทยโดยทางการทูตเช่นกัน

 

ขณะที่ลูกกระสุนที่ตกในเขตแดนของไทยนั้นการตอบโต้หรือการใช้กฎแห่งการปะทะยังไม่ได้ใช้ แต่มีการเตรียมพร้อมและจะพิจารณาตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า นี่เป็นการแถลงข่าวเบื้องต้น มันจะมีขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องตอบโต้ก็จะตอบโต้ ส่วนรายละเอียดจะขอให้มีการบรรลุเกิดขึ้นมาอย่างรูปธรรม ทำก่อนเพราะตอนนี้ทางกองทัพได้ดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม

 

นายกรัฐมนตรียังระบุถึงการรายงานจากหน่วยปฏิบัติที่บริเวณชายแดนได้แจ้งมาว่า ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่จะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้เช่นใด ให้เวลาทางกัมพูชาได้คิด แต่ขอให้มั่นใจว่าการเตรียมพร้อมทุกอย่างทั้งทางด้านการต่างประเทศความมั่นคง ก็มีความพร้อมที่จะตอบโต้

 

ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงมีการพูดคุยกันในระดับกองทัพ ดังนั้นฝ่ายปกครองอย่างกระทรวงมหาดไทย ให้คอยดูแลชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ

The post นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิดเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนหวังไทย-กัมพูชา มองไปข้างหน้า เสริมสร้างเจรจา-สื่อสาร ยินดีเห็นการเดินหน้าหยุดยิงอย่างค่อยเป็นค่อยไป https://thestandard.co/china-thailand-cambodia-ceasefire/ Tue, 06 Jan 2026 03:41:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1161769 จีนหวัง ไทย-กัมพูชา มองไปข้างหน้า เสริมสร้างเจรจา-สื่อสาร ยินดีเห็นการเดินหน้าหยุดยิงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการตอบคำ […]

The post จีนหวังไทย-กัมพูชา มองไปข้างหน้า เสริมสร้างเจรจา-สื่อสาร ยินดีเห็นการเดินหน้าหยุดยิงอย่างค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนหวัง ไทย-กัมพูชา มองไปข้างหน้า เสริมสร้างเจรจา-สื่อสาร ยินดีเห็นการเดินหน้าหยุดยิงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการตอบคำถามที่เกี่ยวข้องในการแถลงข่าวประจำวันวานนี้ (5 มกราคม) ว่า “จีนหวังว่ากัมพูชาและไทยจะยังคงมองไปข้างหน้าและก้าวไปข้างหน้า เสริมสร้างการเจรจาและการสื่อสาร ร่วมกันสร้างความมั่นใจในการหยุดยิงอย่างครอบคลุมและยั่งยืน และค่อยๆ ฟื้นฟูความไว้วางใจและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน

 

จีนยังแสดงความยินดีที่เห็นว่ามีการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยินดีที่ทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยควบคุมตัวได้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

 

“สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์พื้นฐานและระยะยาวของประชาชนทั้งกัมพูชาและไทย และเป็นสิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศหวังที่จะเห็น” หลินกล่าว และเสริมว่า

 

“จีนจะยังคงดำเนินการตามแผนริเริ่มด้านความมั่นคงระดับโลก ปฏิบัติตามทิศทางที่กำหนดโดยสามประเทศในการประชุมไตรภาคีฝู่เซียน อำนวยความสะดวกอย่างแข็งขันในแบบเอเชียแก่ความพยายามของทั้งสองประเทศ ในการบรรลุการหยุดยิงที่ยั่งยืนและปรับปรุงความสัมพันธ์ และมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคและการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน”

 

ภาพ: Johannes Neudecker / Picture Alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนหวังไทย-กัมพูชา มองไปข้างหน้า เสริมสร้างเจรจา-สื่อสาร ยินดีเห็นการเดินหน้าหยุดยิงอย่างค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครองกัมพูชา https://thestandard.co/border-not-occupy-cambodia/ Fri, 02 Jan 2026 06:58:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1160938 ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครอง กัมพูชา

วันนี้ (2 มกราคม) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–ก […]

The post ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครองกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครอง กัมพูชา

วันนี้ (2 มกราคม) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้แจงต่อรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศบางสำนัก ที่ระบุว่าประเทศไทยใช้กำลัง “ยึดดินแดน” ของกัมพูชา และห้ามชาวกัมพูชา “กลับบ้านพัก” ซึ่งถ้อยคำดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของพื้นที่

 

ประเทศไทยขอยืนยันว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยเกิดขึ้น ภายในอาณาเขตของประเทศไทย และ/หรือ ในพื้นที่ใกล้บริเวณที่มีข้ออ้างสิทธิทับซ้อนซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มิใช่การรุกรานหรือการยึดครองดินแดนของรัฐอื่น

 

การดำเนินการของไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ

 

1. คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

 

2. ป้องกันการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

 

3. ควบคุมสถานการณ์และลดระดับความตึงเครียด เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว

 

ประเทศไทยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน พร้อมยืนยันการใช้สันติวิธี การเจรจา และความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน

 

ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ให้ความสำคัญต่อบทบาทของสื่อมวลชน และขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และใช้ถ้อยคำที่สะท้อนสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ

 

ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เกี่ยวข้องแก่สื่อมวลชนและภาคีระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของความโปร่งใสและความเคารพซึ่งกันและกัน

The post ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ยืนยันปฏิบัติการชายแดนอยู่ในอาณาเขตตนเอง ไม่ใช่ยึดครองกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือสกัดเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยกลางอ่าวไทย เข้มสกัดลำเลียงยุทธปัจจัยไปยังกัมพูชา https://thestandard.co/navy-intercepts-oil-tanker-cambodia/ Tue, 30 Dec 2025 13:11:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1160304 กองทัพเรือสกัดเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยกลาง อ่าวไทย เข้มสกัดลำเลียงยุทธปัจจัยไปยัง กัมพูชา

วันนี้ (30 ธันวาคม) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองท […]

The post กองทัพเรือสกัดเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยกลางอ่าวไทย เข้มสกัดลำเลียงยุทธปัจจัยไปยังกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือสกัดเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยกลาง อ่าวไทย เข้มสกัดลำเลียงยุทธปัจจัยไปยัง กัมพูชา

วันนี้ (30 ธันวาคม) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ทัพเรือภาคที่ 1 บูรณาการร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 1 (ศรชล.ภาค 1) ดำเนินการจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติไทยที่กระทำผิดกฎหมายกลางอ่าวไทย โดยมีพฤติการณ์เข้าข่ายหลบเลี่ยงกฎหมาย และอาจเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

 

การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งยุทธการจักรพงศ์ภูวนารถ เพื่อป้องกันและรักษาอธิปไตยทางทะเลของไทย โดยเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ จากหมวดเรือพิทักษ์อ่าวไทย ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในอ่าวไทย ตรวจพบเรือต้องสงสัยบริเวณห่างจากเกาะเสม็ดไปทางทิศใต้ประมาณ 50 ไมล์ทะเล ไม่แสดงชื่อเรือและเลขทะเบียน ไม่ชักธงแสดงสัญชาติ และไม่เปิดใช้งานระบบแสดงตนเองอัตโนมัติ (AIS) จึงได้ควบคุมเรือเข้าท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 และพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยมีแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย จำนวน 5 คน ประกอบด้วย สัญชาติเมียนมา 1 คน และสัญชาติกัมพูชา 4 คน นอกจากนี้ ยังพบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจมีความเชื่อมโยงกับการขนส่งยุทธปัจจัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

 

ทั้งนี้กองทัพเรือยืนยันว่า ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกับ ศรชล.ภาค 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ สกัดกั้น และยับยั้งเรือที่มีพฤติการณ์ลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธปัจจัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคมีความอ่อนไหว เพื่อพิทักษ์อธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างสูงสุด

The post กองทัพเรือสกัดเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยกลางอ่าวไทย เข้มสกัดลำเลียงยุทธปัจจัยไปยังกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>