“ใครนะ?” โธมัส แฟรงค์ ถามกลับผู้สื่อข่าวในระหว่า […]
The post Mindset นักสู้ลูกหนังแบบเอเรเบชี เอเซ จากเด็กที่ถูกปฏิเสธ สู่ผู้ชนะในเกมชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ใครนะ?”
โธมัส แฟรงค์ ถามกลับผู้สื่อข่าวในระหว่างการแถลงข่าวก่อนเกมนอร์ธลอนดอน ดาร์บี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากโดนถามเกี่ยวกับเรื่องของเอเรเบชี เอเซ สตาร์อาร์เซนอล ทีมคู่ปรับร่วมเมืองที่จะต้องเจอกัน
ก่อนที่จอมเทคนิคกันเนอร์สจะฝากคำตอบกลับให้โค้ชชาวเดนมาร์กด้วยผลงานมหัศจรรย์ทำ “แฮตทริก” กดคนเดียว 3 ประตูให้อาร์เซนอล ไล่ต้อนท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ได้อย่างสบายเท้า 4-1 ในเกมที่เป็น Statement ครั้งสำคัญว่าพวกเขาจะขอเดินหน้าต่อสู่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ชีวิตของเอเซ ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย หลายคนอาจจะพอรู้ว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยโดนทีมอย่างอาร์เซนอลปฏิเสธมาก่อน และไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย
เอเซจัดการกับ Mindset ตัวเองอย่างไรถึงสามารถก้าวมาอยู่จุดนี้ได้?

สำหรับ เอเรเบชี เอเซ ในวัย 27 ปี เกม ‘NLD’ (นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี) เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่เอมิเรตส์ สเตเดียม คือหนึ่งในวันและคืนที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่เพียงเพราะอาร์เซนอลเป็นฝ่ายกำชัยชนะเหนือสเปอร์สและเดินหน้าไปสู่การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในรอบ 21 ปีของสโมสร แต่เขายังระเบิดผลงานได้อย่างสุดอลังการ ทำแฮตทริกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ปี 1978 ที่ยิงนัดเดียว 3 ประตูในเกมดาร์บี้สุดเดือดของลอนดอนตอนเหนือ
ที่สำคัญที่สุดมันคือ ‘ความฝัน’ สำหรับเขาที่รอคอยมาอย่างยาวนานเหลือเกิน
ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เอเซในวัย 13 ปีเคยถูกอาร์เซนอล ปล่อยตัวออกจากอะคาเดมี่ของสโมสร เพราะเขาดีไม่พอ
“ตอนที่ผมถูกปล่อยตัวจากอาร์เซนอล มันเหมือนกับว่าส่วนหนึ่งในตัวตนของผมได้หายไปด้วย คนที่ผมเคยคิดว่าผมเป็น”
หลังจากนั้นเขายังถูก ‘ปฏิเสธ’ จากสโมสรอื่นๆ อีกไม่ว่าจะเป็น ฟูแลม (ถูกปล่อยตัวหลังอยู่กับสโมสร 2 ปีครึ่ง), เรดดิง (เข้ารับการทดสอบฝีเท้าแต่ไม่ผ่าน) และมิลล์วอลล์ ได้ทุนเป็นนักเตะของสโมสรแต่ถูกปล่อยตัวหลังอยู่ครบ 2 ปี
สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องง่ายที่จะถอดใจและหันไปเลือกเส้นทางอื่นที่อาจจะไม่ได้เป็นเส้นทางในความฝันแต่อย่างน้อยก็ยังได้เดินหน้าต่อไปและเก็บทุกอย่างไว้เป็นความทรงจำ
แต่สำหรับเอเซ เขาไม่คิดที่จะยอมแพ้ และพยายามจนทำได้สำเร็จ
จากควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส, ไปวีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส แบบยืมตัว ก่อนจะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับคริสตัล พาเลซ
ก่อนที่ประตูความฝันจะเปิดและพาเขากลับมาที่อาร์เซนอลอีกครั้งโดยไม่มีอะไรต้องลังเลใจอีก
แต่ในเรื่องราวที่เหมือนเทพนิยายหรือมังงะโชเน็นดีๆ สักเรื่อง ในเบื้องลึกแล้วมันไม่ง่ายเลย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เอเซ สามารถมาถึงจุดนี้ได้นั้นตามถ้อยคำและความรู้สึกของเขาแล้วมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันที่เป็นแรงขับเคลื่อน (Drive) ที่สำคัญของใจ
ความรักของเอเซ ไม่ได้หมายถึงความรักแบบหนุ่มสาวหรือมิตรภาพระหว่างเพื่อนและครอบครัว แต่เป็นความรักที่มีต่อเกมฟุตบอล
เพราะเขารักเกมฟุตบอลมากเกินกว่าจะทิ้งไว้ข้างหลัง นั่นทำให้เด็กหนุ่มลอนดอนเนอร์แท้ๆคนนี้ไม่เคยยอมแพ้เลยไม่ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคมากมายสักแค่ไหนก็ตาม
เอเซ เป็นคริสเตียนที่มีความศรัทธาในพระเจ้าอย่างสูงสุด เขาเชื่อว่าพระเจ้าได้มอบบางสิ่งบางอย่างมาให้กับเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีทางไหนอีก นี่คือเส้นทางที่เขาถูกกำหนดมาให้ก้าวเดินต่อไป
ในช่วงวัย 11-13 ปีที่เขาต้องเจ็บปวดจากการโดนปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขายังเชื่อว่าเขาจะได้เป็นนักฟุตบอลจริงๆ ในสักวัน ต่อให้ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรก็ตาม
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากนี้เอเซ ยังได้เรียนรู้อีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พอจะถอดรหัสมาแบ่งปันกันได้ดังนี้

ในวันที่ผิดหวังซึ่งเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่เอเซทำคือการหันกลับมาหาครอบครัวและคนที่เขารัก
คนเหล่านี้จะมอบพลังและความเข้มแข็ง ทำให้เขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและช่วงเวลาที่ยากลำบากได้เสมอ
“การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวสำหรับผมคือเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการจะพาตัวเองออกจากโลกฟุตบอล มันเป็นช่วงเวลาที่ผมจะได้ใช้ชีวิตแบบปกติที่สุด และผมก็จะพยายามมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เอเซ รักการแบ่งปันเรื่องราวความรู้สึกของเขากับครอบครัวและคนที่รัก และเชื่อว่าการปลดปล่อยความคิดและความรู้สึกออกมาจะมีส่วนช่วยให้เดินต่อไปข้างหน้าได้
การเป็นแฮตทริกฮีโร่ในเกม NLD เป็นแค่ภาพสวยงามที่อยู่เบื้องหน้า แต่ในเบื้องหลังนั้นต้องผ่านความพยายามทุ่มเทมากมาย โดยเฉพาะการฝึกซ้อมที่เป็นรากฐานสำคัญของนักฟุตบอล
โชคดีของเอเซที่นอกจากจะเป็นนักฟุตบอลที่มีความมานะพยายาม เขายังรู้สึกสนุกไปกับทุกอย่างในการเป็นนักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้ามาซ้อม การเดินทางไปแข่งขัน
“ผมมีความสุขกับทุกช่วงเวลาที่ผมมี ไม่ว่าจะเป็นในการซ้อม ในเกมแข่งขัน หรือตอนไหนก็ตาม”
ฟุตบอลเป็นเกมกีฬาย่อมมีทั้งวันที่ชนะและแพ้ วันที่ชนะ (เหมือนเมื่อคืนนี้) ก็ดีไป แต่ถ้าวันไหนที่ผิดหวัง สิ่งแรกที่ต้องจัดการให้ได้คือความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งมันไม่ง่ายเหมือนพูด
แต่เอเซ เรียนรู้ว่าเขาต้องผ่านมันไปให้ได้ การรับมือกับความพ่ายแพ้คือส่วนหนึ่งของงานในารเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
ในวงเล็บว่าขั้นต่ำที่สุดของเขาคืออย่างน้อยต้องได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมจนขาหมดแรง หรือทุ่มเทในแมตช์จริงจนหยดสุดท้าย
“เราต้องพยายามทำสิ่งที่เราต้องทำตลอดเวลา ไม่ว่าผลการแข่งขันมันจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม”

เพราะเขารู้ว่าตัวเองเกิดมาแตกต่างจากคนอื่น มีความเก่งกาจในเชิงของการเล่นฟุตบอล
สิ่งที่เอเซทำคือเขาพยายามรับผิดชอบต่อตัวเองด้วยการทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้พรสวรรค์ที่ได้รับมาจากคนบนฟ้าเสียเปล่า
เพราะเขารู้ว่าถ้าตัวเองเหลาะแหละเหยาะแหยะ โอกาสที่ได้มานั้นมันพร้อมจะหลุดลอยไปและจะมีคนต่อไปที่พร้อมจะแย่งคว้ามันไป ดังนั้นเขาต้องพยายามทำให้ดีที่สุดทุกครั้งเพื่อจะคว้าโอกาสนั้นให้ได้
“ผมมีความรับผิดชอบต่อตัวเองที่จะต้องพยายามทำให้พรสวรรค์ที่ผมได้รับมาได้ถูกใช้อย่างเต็มที่ที่สุด มันขึ้นอยู่กับตัวผมเองที่จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุดทุกวัน”
แต่เอเซ ไม่ได้คิดแค่การรับผิดชอบต่อตัวเอง การลงสนามในแต่ละนัดไม่ได้หมายถึงการที่เขาและเพื่อนจะต้องพยายามคว้าชัยชนะเพื่อตัวเองเท่านั้น
เพราะเขาคิดถึงแฟนๆ ที่เสียเงินไม่น้อยเพื่อมาเชียร์กันอยู่บนอัฒจันทร์ด้วย
“มันอาจจะเป็นโอกาสแค่ครั้งเดียวของพวกเขาที่จะได้ดูผมเล่น ไม่ได้หมายความว่าผมวิเศษวิโสมาจากไหน แต่ผมอยากจะให้พวกเขาได้กลับไปโดยรู้สึกว่าผมได้พยายามจะทำอะไรสักอย่างในเกมนั้น เป็นการทำที่มาจากใจของผมจริงๆ”
I swear imma make It and when I do, they’re gunna show this tweet lol
— Ebere (@EbereEze10) April 17, 2015
“I swear imma make it and when I do, they gonna show this tweet”
นี่คือข้อความจากทวีตของนักฟุตบอลดาวรุ่งคนหนึ่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2015 ในช่วงเวลาที่ผ่านความผิดหวังมาครั้งแล้วครั้งเล่าและมองไม่เห็นว่าเขาจะก้าวไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างที่ใฝ่ฝันได้อย่างไร
แต่ 10 ปีผ่านมา วันนี้เอเรเบชี เอเซ พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเขาทำได้จริงและข้อความทวีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ได้ถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งจริงๆ
ในวันที่ชื่อของเขาได้ถูกกล่าวขาน ไม่ใช่แค่ในฐานะนักฟุตบอลที่เก่งกาจ
แต่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของใครต่อใครได้อีกมากมายบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนอาร์เซนอล คริสตัล พาเลซ หรือทีมไหนก็ตาม
อ้างอิง:
The post Mindset นักสู้ลูกหนังแบบเอเรเบชี เอเซ จากเด็กที่ถูกปฏิเสธ สู่ผู้ชนะในเกมชีวิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
Netflix เผยตัวอย่างอย่างเป็นทางการของซีรีส์ภาคต่อ สาธุ […]
The post สาธุ 2 ปล่อยตัวอย่างแรก พร้อมประกาศวันฉาย 4 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Netflix เผยตัวอย่างอย่างเป็นทางการของซีรีส์ภาคต่อ สาธุ 2 นำแสดงโดย เจมส์ ธีรดนย์, พีช พชร, แอลลี่ อชิรญา, โดนัท มนัสนันท์ และ ปั๊บ พัฒน์ชัย เตรียมเข้าฉาย 4 ธันวาคม 2025
โดยในครั้งนี้ สาธุ 2 กลับมาพร้อมเรื่องราวของมารศาสนาทั้งสามอย่าง วิน (เจมส์ ธีรดนย์) เกม (พีช พชร) และเดียร์ (แอลลี่ อชิรญา) ที่จับมือกับมารการเมือง จนเกิดเป็นโปรเจกต์บุญครั้งใหญ่พร้อมพาทุกคนไปสัมผัสกับความลับของศาสนาและความโลภของการเมือง ที่มีเดิมพันคือความเป็นความตาย
สาธุ เป็นซีรีส์ Original Netflix เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนสนิทที่ล้มเหลวจากธุรกิจสตาร์ทอัพ จึงพบโอกาสใหม่โดยใช้ความศรัทธาในศาสนาเป็นเครื่องทำเงิน ด้วยการเข้าไปพัฒนาวัดที่ซบเซาให้กลายเป็นแหล่งทำเงิน ซึ่งระหว่างทางนั้นพวกเขาก็พบเจอความลับและกลลวงทางศาสนามากมาย
ถือเป็นซีรีส์อีกหนึ่งเรื่องในไลน์อัปทีไทยทีมันส์ 2025 ที่หลายคนรอคอย พบกับ สาธุ ๒ ในวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ทาง Netflix
ภาพ: Netflixth
อ้างอิง: https://youtu.be/OD14fFoeZ04?si=XhCXnjAtzmp3Ab9f
The post สาธุ 2 ปล่อยตัวอย่างแรก พร้อมประกาศวันฉาย 4 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 มกราคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที […]
The post ต่อแถวยาวเหยียด แห่ขอพรศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 มกราคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยจุฬาลงกรณ์ 9 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนมาอย่างยาวนาน
ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง เป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเป็นเทพแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง ขอเรื่องงาน ธุรกิจ และความรัก จนทำให้ผู้คนที่มีความศรัทธาเดินทางมาสักการะและขอพรเป็นจำนวนมาก และวันนี้ทำให้เราได้เห็นภาพว่ามีผู้คนจำนวนมากมาต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอขอพรในเรื่องต่างๆ
ขอบคุณผู้สนับสนุนอุปกรณ์การถ่ายภาพ @Canon Imaging Thailand พร้อมติดแฮชแท็ก #CanonImagingThailand

The post ต่อแถวยาวเหยียด แห่ขอพรศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วิกฤตศรัทธาเพื่อไทย ไร้อำนาจต่อรองพรรคร่วม อนาคตการเมือ […]
The post ชมคลิป: วิกฤตศรัทธาเพื่อไทย ไร้อำนาจต่อรองพรรคร่วม อนาคตการเมืองไปทางไหน? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
วิกฤตศรัทธาเพื่อไทย ไร้อำนาจต่อรองพรรคร่วม อนาคตการเมืองไปทางไหน?
คุยกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ ออฟ พลวุฒิ วันที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD
The post ชมคลิป: วิกฤตศรัทธาเพื่อไทย ไร้อำนาจต่อรองพรรคร่วม อนาคตการเมืองไปทางไหน? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคปัจจุบัน ‘การมูเตลู’ หรือความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมช […]
The post 88% ของคนไทยเชื่อเรื่องมูเตลู! โอกาสทองสำหรับธุรกิจยุคใหม่ในวันที่ผู้คนต้องพึ่งเรื่องเหนือธรรมชาติเพื่อเยียวยาจิตใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคปัจจุบัน ‘การมูเตลู’ หรือความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทยทุกเพศทุกวัย ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) เผยให้เห็นถึงพฤติกรรมการมูเตลูที่แตกต่างกันของคนไทยในแต่ละเจเนอเรชัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคัญสำหรับธุรกิจยุคใหม่
จากผลสำรวจคนไทยกว่า 1,200 คน พบว่า 88% เชื่อเรื่องการมูเตลู และ 52% มองว่าการมูเตลูเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ คนไทยส่วนใหญ่มูเพื่อตัวเองมากกว่าครอบครัว และแม้ว่าเราจะขอพรเพื่อตัวเองแล้วนั้นยังคงมีความแตกต่างที่น่าสนใจเมื่อเจาะลึกลงไปในหัวข้อที่ว่า ผู้ชายกับผู้หญิงมูต่างกันอย่างไร ซึ่งพบว่าในเพศชายมีแนวโน้มที่จะต้องการผู้รับฟังเมื่อเทียบกับผู้หญิง
Gen X (43-58 ปี)
Gen Y (27-42 ปี)
Gen Z (11-26 ปี)
Gen X
Gen Y
Gen Z
การมูเตลูสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และค่านิยมของคนไทย ธุรกิจที่เข้าใจพฤติกรรมการมูเตลูของแต่ละเจเนอเรชันจะสามารถพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่ตรงใจลูกค้า สร้างการจดจำ และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ
The post 88% ของคนไทยเชื่อเรื่องมูเตลู! โอกาสทองสำหรับธุรกิจยุคใหม่ในวันที่ผู้คนต้องพึ่งเรื่องเหนือธรรมชาติเพื่อเยียวยาจิตใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ เป็นปีที่สเปนเป็นเต็งแชม […]
The post KEY SUCCESS: Have Faith appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ เป็นปีที่สเปนเป็นเต็งแชมป์โลกตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์ยังไม่เริ่มต้น ด้วยผลงานแชมป์ยูโร 2008 พร้อมกับสไตล์การเล่น Tiki-Taka ที่ครองเวทีลีกยุโรป
แต่คุณสมบัติที่หลายคนเชื่อว่าทีมที่จะเป็นแชมป์โลกต้องมีคือประสบการณ์ โดยก่อนทีมชาติสเปนจะคว้าแชมป์โลก มีเพียง 7 ชาติเท่านั้นที่ทำได้
สเปนที่ถูกมองว่าเป็นเต็งแชมป์ ต้องแบกรับทั้งแรงกดดัน ความคาดหวัง และแน่นอนว่าบรรดาสื่อมวลชน รวมไปถึงนักวิเคราะห์ต่างก็มองว่าพวกเขาควรจะเก็บชัยชนะได้แทบทุกนัดที่ลงแข่งขันไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ
แต่เกมออกสตาร์ทในฟุตบอลโลก พวกเขาต้องเจอกับความพ่ายแพ้ในเกมเปิดสนามกับสวิตเซอร์แลนด์ไป 0-1 ประตู
ด้วยความคาดหวังจากทุกฝ่าย ทำให้สื่อมวลชนหลายสำนักพุ่งเข้าโจมตีความผิดพลาดของทีมอย่างหนัก
“ผมจำได้ว่าสื่อกล่าวโจมตีพวกเขาอย่างหนัก ซึ่งผมรู้สึกไม่ชอบเลย” เกรแฮม ฮันเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลสเปนกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
“พวกเขาวิจารณ์ระบบการเล่นว่าผิดทั้งหมด โจมตี บิเซนเต เดล บอสเก โค้ชของสเปนในเวลานั้นว่าคิดผิด และมีการเรียกร้องให้ดรอป เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ เป็นตัวสำรอง”
หลังจากความพ่ายแพ้ในเกมแรก ทีมชาติสเปนก็เรียกประชุมทีมเป็นการด่วน โดยมี เฟร์นานโด เอียร์โร, บิเซนเต เดล บอสเก, อิเกร์ กาซิยัส, เปเป เรนา, ชาบี เอร์นานเดซ และ คาร์ลอส มาร์เชนา โดยมีกฎในการประชุมครั้งนั้นว่า ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ แต่จะไม่มีการเปิดเผยว่าใครพูดอะไรบ้างในที่ประชุม
สุดท้ายผลการประชุมได้ข้อสรุปออกมาเพียงประโยคเดียวว่า
“เราจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร”
เพราะจากประสบการณ์ของ บิเซนเต เดล บอสเก เขาไม่เชื่อในสิ่งที่สื่อวิเคราะห์ โดยเขาได้ชมเกมย้อนหลังพร้อมกับทีม และถามเพียงว่า “มีอีกหลายเกมที่พวกคุณต้องเจอหลังจากนี้ คุณพร้อมจะสู้กันไหม?”
“บทสรุปของการประชุมครั้งนั้น นักเตะหลายคนพร้อมมากที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่หวั่นไหวจากความพ่ายแพ้ในเกมแรก พวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น เพราะเชื่อว่าการแพ้ให้กับสวิตเซอร์แลนด์เป็นเพียงอุบัติเหตุลูกหนัง และการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ช่วยอะไร” เกรแฮม ฮันเตอร์ กล่าว
ความร่วมมือครั้งนั้นทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น และเมื่อพวกเขาก้าวออกจากความมืดมนของเกมแรก สเปนก็เก็บชัยชนะได้ตลอดเส้นทาง ไล่ตั้งแต่ 2 เกมที่เหลือในรอบแรก ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ และคว้าแชมป์โลกสมัยแรกมาครองได้สำเร็จด้วยการเอาชนะเนเธอร์แลนด์ไป 1-0 จากประตูของ อันเดรส อิเนียสตา ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
“ผมว่าจริงๆ แล้วพวกเขาเปลี่ยนแปลงจากเกมแรก” เกรแฮม ฮันเตอร์ เล่าถึงช่วงเวลาหลังจากการประชุมครั้งนั้น
“ผมรู้สึกได้ถึงความเข้มข้นของการเล่นอีกระดับหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขามีความมุ่งมั่น และมั่นใจมากขึ้นในแนวทางของพวกเขาเอง”
การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่มีทีมทำได้เพียงไม่กี่ชาติ นอกจากประสบการณ์แล้ว มีสิ่งหนึ่งที่หลายทีมที่เคยทำได้มีเหมือนกันคือ ไม่สำคัญว่าคุณจะเก่งแค่ไหน แต่มันเป็นการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่ไม่คาดคิด
เมื่อเวลาที่ความไม่มั่นใจมาเคาะประตูถามว่า คุณทำได้จริงเหรอ?
และคำตอบที่ได้ในห้องประชุมด่วนวันนั้นของสเปน ได้ช่วยให้พวกเขาไปสู่แชมป์โลกชาติที่ 8 ในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ด้วยการบอกว่า นี่คือวิธีการของเรา และเราจะเชื่อมั่นว่าแนวทางของเราดีพอที่จะก้าวไปสู่แชมป์โลกได้
The post KEY SUCCESS: Have Faith appeared first on THE STANDARD.
]]>
การเปิดเผยตัวเลขงบการเงินของบริษัทหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ […]
The post อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤตศรัทธาในตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
การเปิดเผยตัวเลขงบการเงินของบริษัทหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีการปรับตัวเลขย้อนหลังจากกำไรเป็นขาดทุน และปรับมูลค่าทุนจากบวกเป็นติดลบ และการเปิดเผยข้อสงสัยเรื่องธุรกรรมอำพรางที่มีผู้บริหารและผู้ถือหุ้นมาเกี่ยวข้องด้วย กำลังเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากกับระบบการเงินไทย เพราะเกี่ยวข้องกับนักลงทุนจำนวนมาก ทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อย ผู้ถือหุ้นกู้ ธนาคารที่มีการปล่อยกู้ และผู้ถือหน่วยกองทุนรวมที่เข้าไปลงทุน และน่าจะเป็นเคสที่สร้างความเสียหายในตลาดทุนมากที่สุดกรณีหนึ่ง
เราควรคิดถึงเรื่องนี้อย่างไร และใครควรมีบทบาทในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะถ้าเราไม่เรียนรู้และปรับปรุงกลไก อาจจะเกิดวิกฤตศรัทธากับตลาดทุนและภาคการเงินได้เลย
ถ้าเรามองในภาพใหญ่ ภาคการเงินทำหน้าที่รวบรวมทรัพยากรทุนจากคนที่มีเงินเหลือ (นักลงทุนและสถาบันการเงิน) ไปให้คนที่ขาดเงิน (ผู้กู้ทั้งครัวเรือนและบริษัท และผู้ต้องการระดมทุนไปใช้) และจัดสรรทรัพยากรทุนเหล่านี้ไปหาผู้ที่ใช้เงินได้ดีที่สุด (มีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนสูง)
แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดในกระบวนการนี้คือ Asymmetric Information หรือภาวะที่คนสองฝั่งมีข้อมูลไม่เท่ากัน ผู้ถือหุ้นรายย่อย นักลงทุน และสถาบันการเงิน ไม่มีทางรู้ดีไปกว่าผู้บริหารบริษัทได้เลยว่าเอาเงินไปใช้อย่างไร ฐานะทางการเงินที่แท้จริงและธุรกิจเป็นอย่างไร ผลการดำเนินงานจริงๆ เป็นอย่างไร และการบริหารเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่
โดยเฉพาะมีผู้ลงทุนรายย่อยที่มีต้นทุนการติดตามเงินลงทุนสูง และเสี่ยงต่อการเอาเปรียบจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอำนาจควบคุม และผู้บริหารที่ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนผู้ถือหุ้นโดยรวม
การกำกับดูแลบริษัท การคานอำนาจ (Check and Balance) และการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลของบริษัท กลไกกำกับดูแลผู้บริหารให้มีมาตรฐาน การมีระบบกำกับดูแลภายใน การมีคณะกรรมการบริษัท โดยเฉพาะกรรมการตรวจสอบ ที่ทำหน้าที่สอบทานรายงานทางการเงิน ระบบควบคุมภายใน รวมทั้งให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายการเกี่ยวโยงให้ครบถ้วน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์สถานะของบริษัทได้อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมในการตัดสินใจร่วมลงทุนกับบริษัทในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้หรือตราสารทุน และปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
นอกจากนี้ การมีผู้ตรวจสอบบัญชีที่เป็นอิสระจากผู้บริหาร ปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ ครบถ้วน และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพก็เป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อสร้างระบบการกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่งว่าข้อมูลที่เปิดเผยออกมาสะท้อนการดำเนินการที่แท้จริงของธุรกิจ เพราะสถาบันการเงิน กองทุนรวม นักวิเคราะห์ และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ก็ต้องพึ่งข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยออกมา และนำไปวิเคราะห์เพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนอีกที และผู้เล่นเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญมากของภาคการเงิน และต้องแน่ใจว่าทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของวิชาชีพอย่างรอบคอบ สุจริต และเป็นมืออาชีพ
แต่หากผู้บริหารมีเจตนาบิดเบือนตัวเลข หรือทุจริต ในขณะที่ระบบการกำกับดูแลภายในล้มเหลว คณะกรรมการตรวจสอบไม่ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบดูแล คณะกรรมการบริษัทไม่ทำตัวเป็น ‘สติ’ ที่ดี ผู้ตรวจสอบบัญชีละเลยหรือร่วมมือกับผู้บริหารแล้ว แทบไม่มีทางที่คนภายนอกจะตรวจพบเจอก่อนที่จะสายเกินไปได้เลย
ผู้กำหนดนโยบายและผู้กำกับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของกลไกทุกส่วนให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและกฎหมาย ไม่เช่นนั้นแล้วตลาดการเงินและระบบการเงินจะไม่สามารถทำงานต่อได้ หรือมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เพราะนักลงทุนต้องคิดหนักขึ้น ไม่กล้าซื้อหุ้น ไม่กล้าให้กู้ หรือให้โดยต้องการผลตอบแทนชดเชยสูงขึ้นกว่าความจำเป็น และหากไม่มีการดำเนินการอย่างเข้มงวดจะยิ่งเปิดช่องให้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่บริษัทอื่นๆ เอาเยี่ยงอย่าง เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยได้อีก
หวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญในตลาดทุน และจะมีการดำเนินการค้นหาข้อเท็จจริงและดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด เพื่อปรามไม่ให้กรณีแบบนี้เกิดขึ้นได้อีก ก่อนที่จะเกิดวิกฤตศรัทธาในตลาดทุนไทย
ก่อนที่ตลาดไทยจะกลายเป็นตลาดร้าง
The post อย่าปล่อยให้เกิดวิกฤตศรัทธาในตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อ ‘ทมยันตี’ นักเขียนนิยายเลื่องชื่อ ศิลปินแห่งชาติ […]
The post ทมยันตี นอกโลกนิยายและการเมือง: วงการวรรณกรรม กฎหมาย และความศรัทธา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อ ‘ทมยันตี’ นักเขียนนิยายเลื่องชื่อ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ จากไปในวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา มีกระแสกล่าวถึงทั้งด้านความอาลัยในผลงานสร้างสรรค์วรรณกรรม และการนำเอาประวัติทางการเมืองในอดีตมาทวงถามถึงการปลุกระดม ใส่ร้าย และก่อให้เกิดการสังหารหมู่ที่ได้กระทำลงไปในช่วง 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งทั้งสองด้านล้วนเป็นความจริงที่เกิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
ตั้งแต่วัยเพียง 19 ปี คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (เจียมเจริญ) ใช้นามปากกา ‘โรสลาเรน’ เขียนเรื่อง ‘ในฝัน’ สร้างโลกพาฝันแสนงดงามของเจ้าหญิง เจ้าชาย และดินแดนสมมติดุจเทพนิยายอันห่างไกล จนได้รับความนิยมจากนักอ่านสตรีอย่างท่วมท้น ก่อนจะคลี่คลายผลงานให้หลากหลาย ด้วยนามปากกา ‘ทมยันตี’, ‘ลักษณวดี’, ‘กนกเรขา’ และนามปากกาอื่นๆ ที่ใช้ไม่บ่อยนัก
จากโลกนิยายพาฝันของโรสลาเรน เมื่อชีวิตเติบโตขึ้น คุณหญิงวิมลได้เปลี่ยนแนวการเขียนมาเป็นเรื่องราวรัก ผสมกับเรื่องโศกนาฏกรรม สะท้อนสังคม หรืออิงประวัติศาสตร์ ในนามปากกาทมยันตี และเรื่องย้อนอดีต ประเทศดินแดนที่ห่างไกล ในนามปากกา ลักษณวดี การคลี่คลายทางวรรณกรรมนี้ บางส่วนบางตอนก็สะท้อนถึงชีวิตของผู้เขียนเอง ดังเช่น เรื่อง ‘มงกุฎหนาม’ ที่แฝงชีวิตในวัยเยาว์ ความขัดแย้งในบ้าน และแก้ต่างให้นิยายที่ถูกวิจารณ์ว่าดัดแปลงจากนิยายต่างประเทศ
การปลุกระดมและบทบาททางการเมือง ทำให้คุณหญิงวิมลก้าวเข้าสู่วงการการเมือง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา และผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เป็นฐานในการเขียนนิยายแนวการเมืองหลายเรื่อง เช่น ‘สตรีหมายเลขหนึ่ง’, ‘นายกหญิง’, ‘คุณหญิงนอกทำเนียบ’
ความขัดแย้งกับแวดวงวรรณกรรม และบทบาทที่ ‘ขวา’ จัดนี้เอง ทำให้ทมยันตีไม่เคยได้รับรางวัลวรรณกรรมจากวงการวรรณกรรมไทย ทั้งในยุคก่อนและหลังเหตุ 6 ตุลาคม 2519 แต่ทมยันตีก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องรางวัลไปมากกว่าความนิยมของนักอ่าน ดูเป็นเรื่องย้อนแย้ง เมื่อเรื่องราวชีวิตของทมยันตีที่เป็นที่นิยมของนักอ่าน แต่นักวิจารณ์เกลียดชังจนไม่ได้รับรางวัลใดๆ นั้นอาจเทียบได้กับ เมวิส แคลร์ นางเอกจากเรื่อง The Sorrow of Satan ที่เธอนำพล็อตมาดัดแปลงเป็นเรื่อง ‘เงา’
ภายหลังการหย่าร้างที่อื้อฉาว ลงหนังสือพิมพ์ติดต่อกัน และเมื่อคดีสิ้นสุดก็กลายเป็นคำพิพากษาฎีกาคลาสสิกในกรณีคดีครอบครัว ซึ่งนักเรียนกฎหมายต้องได้เรียนในชั้นเนติบัณฑิต รวมถึงต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง นิยายของทมยันตีก็เปลี่ยนจากเรื่องราวพาฝัน หรือความรักหนุ่มสาว มาเป็นเรื่องจริงจัง ความบาดหมาง ปวดร้าวของชีวิต และเมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2540 คุณหญิงวิมลก็เริ่มเข้าสู่โลกของจิตวิญญาณ ศรัทธาความเชื่อมากยิ่งขึ้น
นามปากกา ‘ทมยันตี’ เปลี่ยนไปเขียนนิยายแนวความเชื่อลี้ลับ พลังจิต เช่น ฌาน จิตา กฤตยา ทิพย์ ฯลฯ ควบคู่ไปกับนิยายแนวอิงประวัติศาสตร์ชาตินิยม รวมถึงใช้นามปากกา ‘มายาวดี’ และ ‘ทยุมณิ’ เขียนบทความเรื่องความเชื่อ พิธีกรรม ในนิตยสาร ‘ขวัญเรือน’ และ ‘กุลสตรี’
แนวทางความเชื่อของทมยันตี ดูจะเป็นการผสมผสานระหว่างพราหมณ์กับพุทธ โดยมีแกนกลางความศรัทธาแบบชาตินิยม-กษัตริย์นิยม เป็นหลัก ดังปรากฏในเรื่อง กษัตริยา, อตีตา, แก้วกัลยาแห่งแผ่นดิน หากอ่านจากงานคอลัมน์และนิยาย จะพบว่าทมยันตีเชื่อในความดีสูงสุดสมบูรณ์บางอย่าง และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้องอยู่เสมอ
ในระหว่างนั้น กฎหมายลิขสิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ทำให้คุณหญิงวิมลเรียกร้องสิทธิในผลงานนิยายของตน ที่เคยอนุญาตให้ตีพิมพ์ในอดีต เรียกคืนลิขสิทธิ์นิยายเรื่องเก่ามาให้สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม จัดตีพิมพ์ใหม่เป็นชุดจนถึงปัจจุบัน
ภาพจำที่นักอ่านคุ้นชินของทมยันตีในยุคหลัง คือหญิงชราในชุดขาวห้อยสายประคำ นั่งประจำคอยพูดคุยกับนักอ่านน้อยใหญ่ในบูธสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม กลางงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หรือออกงานพูดสร้างแรงบันดาลใจในการเขียน ซึ่งทางสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม จัดให้ตามโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ
จากการสร้างแรงบันดาลใจให้นักอ่านหันมาเขียนผลงานของตัวเอง ในปี 2548 สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม จึงได้จัดประกวดนิยายชิงรางวัล ‘ทมยันตี อะวอร์ด’ ซึ่งจัดต่อเนื่องกันสามครั้ง ก่อนจะเลิกราไปในปี 2552 เนื่องจากปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาประกาศผล และการตอบรับจากผู้อ่านที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
บทบาทของ ‘ทมยันตี’ จึงตัดขาดออกจากการเมืองระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วง 2548-2550 หรือกลุ่ม กปปส. ในปี 2556-2557 แตกต่างจากเหล่านักเขียนชื่อดังในแวดวงวรรณกรรมไทยร่วมยุค ที่ดูเหมือนจะ ‘ใส่เสื้อเหลือง เป่านกหวีด’ กันเกือบทุกราย
เมื่อคุณหญิงวิมลพบอาการป่วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ จึงไปสร้างสถานที่สงบเพื่อพักภาวนา ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในชื่อ ‘ล้านนาเทวาลัย’ หรือชื่อเต็ม อวันตี สวรา ล้านนาเทวาลัย
หากได้ไปเยือนล้านนาเทวาลัยที่เชียงใหม่ ก็จะได้พบกับความเป็น ‘ทมยันตี’ ในเชิงจิตวิญญาณเหมือนหลุดเข้าไปในโลกนิยาย ด้วยสะพานข้ามคลองน้ำเข้าสู่ระเบียงคดที่รายรอบด้วยเทวรูป และตำหนักกลางที่ประดิษฐานพระวิษณุและพระลักษมี เป็นองค์ประธาน มีพระศิวะและพระแม่ปรรพตีเป็นองค์รอง ประดับข้างด้วยพระพิฆเนศวรและพ่อแก่ฤๅษี เป็นเทวาลัยผสมผสานศิลปะล้านนากับรูปบูชาสมัยใหม่เข้าด้วยกัน
ในเทวาลัยยังมีหอพระ ห้องศาสตราวุธ และพื้นที่พำนักของทมยันตีแยกออกเป็นสัดส่วน นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่จำหน่ายหนังสือ เทวรูป กำยาน เครื่องบูชาเทพเจ้า และตุ๊กตาคุณยายทมยันตีเป็นของที่ระลึก
ด้วยอาการป่วย ทำให้ทมยันตีออกพบปะผู้คนหรือออกงานสาธารณะน้อยลง รวมถึงน้อยครั้งที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยเฉพาะในสภาพโรคระบาดโควิดที่ไม่มีการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จนกระทั่งมีข่าวการถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา
หากชีวิตเปรียบดังนิยาย คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี ก็คงเป็นนิยายมากสีสัน ชนิดที่หากส่งประกวดคงโดนกรรมการคัดออก เนื่องจากไม่น่าเชื่อว่าจะมีชีวิตคนเช่นนี้ได้อยู่จริง
The post ทมยันตี นอกโลกนิยายและการเมือง: วงการวรรณกรรม กฎหมาย และความศรัทธา appeared first on THE STANDARD.
]]>