ความรุนแรงทางเพศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความรุนแรงทางเพศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 14 Nov 2025 13:41:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ https://thestandard.co/chula-unesco-sexual-consent-journalism/ Fri, 14 Nov 2025 13:40:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1143544 นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ […]

The post นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา From Headlines to Sexual Consent Culture: สื่อมวลชนจะร่วมสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศได้อย่างไร

 

การเสวนาจัดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางร่วมสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ ภายใต้ความร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

วิทยากรร่วมเสวนา ได้แก่ นัยนา สุภาพึ่ง มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ดร.ชเนตตี ทินนาม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ วิทยาลัยสหวิทยาการ ธรรมศาสตร์ อ.พิมพ์พจี เย็นอุรา คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ธารารัตน์ ปัญญา ทนายความและผู้ก่อตั้ง Feminist Legal Support (FLS) ดลยณา บุนนาค ผู้ประกาศข่าว Thai PBS World และพีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์ นักข่าวจากโพสต์ทูเดย์

 

ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อไทยไม่เคยมีส่วนร่วมอย่างชัดเจนในการทำความเข้าใจเรื่องการยินยอมทางเพศในกระแสหลัก การรายงานข่าวส่วนใหญ่ใช้การกล่าวโทษเหยื่อที่เป็นผู้เสียหาย การตั้งข้อสันนิษฐานในรายงานข่าวส่วนใหญ่ ว่าเหยื่อเป็นผู้หญิงที่สมยอม การที่ผู้เสียหายบางคนเคยมีความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกับผู้ชายมาก่อนทำให้การนำเสนอข่าวมีน้ำหนักไปที่การกล่าวโทษเหยื่อ การละเลยที่จะรับรู้ว่าการยินยอมหรือไม่ยินยอมในเรื่องเพศเป็นกระบวนการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติหรือรักษาความสัมพันธ์ทางเพศไว้ได้ตลอดเวลา

 

“หลักสูตรการฝึกอบรมสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศ ถือเป็นความท้าทายที่จะเปลี่ยนมุมมองของสื่อมวลชนที่มี ต่อเรื่องเพศ ในบริบทของการสื่อสาร “จากหัวใจสู่หัวใจ” หมายถึงการใส่ใจและคำนึงถึงความต้องการของผู้อื่น โดยอาศัยหลักการของความเท่าเทียมกันของอำนาจระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เพื่อสนับสนุนให้สื่อมวลชนสามารถสร้างการยินยอมทางเพศให้เป็นค่านิยมใหม่ของสังคมในประเทศไทย” ดร.ชเนตตี กล่าว อีกทั้งยังพูดถึงประเด็นด้าน Sexual Consent ว่า ความยินยอมคือการสื่อสารกันอย่างเท่าเทียมหรือ Gender Equality

 

Sexual consent ไม่ใช่แค่ประเด็นกฎหมาย แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต สุขภาวะทางกายและใจ ความสัมพันธ์ และการเคารพความเป็นมนุษย์ สังคมที่ตระหนักเรื่อง sexual consent คือสังคมที่เคารพความเป็นมนุษย์โดยแท้จริง

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 1

 

ทางด้าน ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการสร้าง “วัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอม” (Consent Communication Culture) ในสังคมไทย โดยเฉพาะในองค์กรสื่อ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบการรับรู้เรื่องเพศ อำนาจ และความรุนแรงทางเพศ ดร.โกสุมกล่าวว่า “ความยินยอม” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ แต่คือรากฐานของความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมในทุกมิติของชีวิต เพื่อการอยู่ร่วมกันบนฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน เป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “วัฒนธรรมแห่งการควบคุม” ไปสู่ “วัฒนธรรมแห่งการเคารพและการฟัง”

 

ในเวทีเสวนา ดร.โกสุม ได้มีการยกกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น องค์กรสื่อสาธารณะ National Public Radio (NPR) ของสหรัฐอเมริกา ที่นำแนวคิด workplace consent มาปรับใช้หลังเกิดเหตุอื้อฉาวทางเพศภายในองค์กร ซึ่งนำไปสู่การสร้างระบบร้องเรียนที่ปลอดภัย การอบรมพนักงานเรื่องความยินยอม และการส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างเปิดเผย ดร.โกสุม เสนอว่า แนวทางเช่นนี้ควรถูกนำมาปรับใช้กับบริบทไทย เพื่อให้สื่อมวลชนไม่เพียงเป็นผู้รายงานข่าว แต่ยังเป็น “ผู้สร้างวัฒนธรรมแห่งความยินยอม” ที่ส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีของผู้คนในทุกมิติของการสื่อสาร

 

“วัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอม” จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันการล่วงละเมิด แต่คือกรอบคิดใหม่ของการทำงานสื่อและสังคม ที่ยอมรับว่า ทุกเสียงมีคุณค่าเท่ากัน และการฟังกันด้วยความเคารพคือพื้นฐานของการ อยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบต่อกันในสังคมร่วมสมัย ดร.โกสุมกล่าวทิ้งท้าย

 

ด้านธารารัตน์ ปัญญา ทนายความและผู้ก่อตั้ง Feminist Legal Support กล่าวว่าจากประสบการณ์การทำงานให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีความรุนแรงทางเพศ หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือความเข้าใจเรื่อง ‘ความยินยอม’ ที่ยังคลาดเคลื่อนในสังคม รวมถึงในกระบวนการยุติธรรมเอง หลายครั้งคนจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเองมองไม่เห็นอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในสถานการณ์ความรุนแรง ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจ เพราะการนำเสนอข่าวที่โทษผู้เสียหายหรือมองปัญหาแบบผิวเผิน ยิ่งทำให้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความยินยอมและความรุนแรงทางเพศฝังรากลึกในสังคม พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายของฝรั่งเศสที่ให้นิยามความยินยอมต้องเป็นอิสระ และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน เฉพาะเจาะจง ล่วงหน้า และยกเลิกได้ ซึ่งอาจเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นว่าเราควรพิจารณาองค์ประกอบอะไรบ้าง เพื่อเขียนนิยาม Consent ไว้ในกฎหมาย

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 2

 

ด้านนัยนา สุภาพึ่ง จากมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักกฎหมายผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า หลายคนออกมาจากความรุนแรงไม่ได้เพราะเราคือส่วนหนึ่งของการยินยอมนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจในรูปแบบต่างๆ เช่น ครอบครัว สามี-ภรรยา เจ้านาย-ลูกน้อง อาจารย์-ลูกศิษย์ เป็นต้น ดังนั้นการสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้เรื่องความยินยอมให้เป็นวัฒนธรรมในการพูดคุยและยอมรับได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ อีกทั้งความรุนแรงทางเพศในครอบครัวเป็น ‘พื้นที่มืด’ ที่สังคมมองไม่เห็น ปัญหาความรุนแรงทางเพศจำนวนมากเกิดใน “ครอบครัว” แต่สังคมและคนรอบตัวมักให้คุณค่ากับ “รักษาครอบครัวไว้” มากกว่าความปลอดภัยของเหยื่อ ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องทนอยู่ในสถานการณ์รุนแรง ดังนั้นการเปลี่ยนวัฒนธรรมสำคัญกว่าการแก้กฎหมายอย่างเดียว ต้องสื่อสารเรื่องเพศบนความเท่าเทียม ต้องเลิกโทษเหยื่อ และต้องให้สังคมเข้าใจว่า sexual consent คือเรื่องสิทธิ ความปลอดภัย สุขภาวะ และความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่คดีอาญา

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 3

 

ด้าน ดลยณา บุนนาค ผู้ประกาศข่าส Thai PBS World และพีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์ นักข่าวจากโพสต์ทูเดย์ ซึ่งเป็นสองผู้เข้าร่วมกิจกรรม “หลักสูตรการฝึกอบรมสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ” (Workshop for the Media to Promote a Culture of Sexual Consent Communications) กล่าวว่าหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากโครงการอบรมครั้งนี้ คือแนวคิดเรื่อง Deep Listening หรือการฟังเชิงลึก ซึ่งหมายถึงการฟังโดย “ละตัวตนของผู้สื่อข่าวออกไป” อยู่กับประสบการณ์ของผู้เสียหายโดยไม่ด่วนตัดสิน ไม่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงดราม่าส่วนตัว หากแต่ทำหน้าที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและสภาพจิตใจของผู้เสียหายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้นไปพร้อมกัน

 

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวยังมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้เรื่อง “ความยินยอมทางเพศ” ผ่านการนำเสนอข่าวความรุนแรงทางเพศอย่างรอบด้านและรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้สังคมเข้าใจประเด็นนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงรายงานเหตุการณ์แล้วปล่อยให้เรื่องราวจบลงไปตามกระแสข่าวเท่านั้น

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 4

 

 

The post นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลไทยคุ้มครอง ‘สว.อังคณา’ ด่วน หลังถูกข่มขู่-คุกคามออนไลน์ ย้ำเป็นความรุนแรงทางเพศ https://thestandard.co/amnesty-call-protect-angkana-threats/ Sun, 19 Oct 2025 11:23:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1132568 แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลไทยคุ้มครอง ‘สว.อังคณา’ ด่วน หลังถูกข่มขู่-คุกคามออนไลน์ ย้ำเป็นความรุนแรงทางเพศ

วันนี้ (19 ตุลาคม) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไท […]

The post แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลไทยคุ้มครอง ‘สว.อังคณา’ ด่วน หลังถูกข่มขู่-คุกคามออนไลน์ ย้ำเป็นความรุนแรงทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลไทยคุ้มครอง ‘สว.อังคณา’ ด่วน หลังถูกข่มขู่-คุกคามออนไลน์ ย้ำเป็นความรุนแรงทางเพศ

วันนี้ (19 ตุลาคม) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกแถลงการณ์กรณีการข่มขู่-คุกคาม อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

โดยระบุว่า ทางการไทยต้องดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงมิติทางเพศ เพื่อรับประกันว่าอังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยจากการตกเป็นเป้าการโจมตี

 

การข่มขู่ คุกคามหรือการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ภายหลังจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะของเธอเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา อดีตคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนักปกปก้องสิทธิมนุษยชน ที่ถูกโจมตีด้วยถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง โพสต์ข้อมูลส่วนตัว (doxxing)

 

และการกล่าวอ้างที่บิดเบือนบนสื่อโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ การโจมตีด้วยถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง รวมถึงการข่มขู่เอาชีวิตต่อผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่เพียงละเมิดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก

 

แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว และเป็นรูปแบบหนึ่งของ ความรุนแรงทางเพศที่มีมิติทางเพศสภาพ (gender-based violence) ซึ่งขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW) และปฏิญญาสากลว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงมีข้อเรียกร้องต่อกรณีที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

 

1. รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคุ้มครองและกำกับดูแลอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้มีการข่มขู่ คุกคาม และหรือการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่ออังคณา และครอบครัว

 

2. หน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อต้องดำเนินการตรวจสอบ และมีมาตรการที่เหมาะสมต่อสื่อมวลชนที่มีการเผยแพร่เนื้อหาที่มีถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่ออังคณาและครอบครัวในทุกช่องทางโดยทันที

 

3. รัฐต้องคุ้มครอง เคารพ และส่งเสริมการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างปลอดภัย เพื่อมิให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทุกรูปแบบ รวมถึงความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศผ่านการใช้เทคโนโลยี

 

4. แพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทเทคโนโลยีต้องสร้างระบบตรวจสอบที่มี
ประสิทธิภาพ สำหรับการรายงานและลบเนื้อห้าที่เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชน และนักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งต้องดำเนินการตามหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights – UNGPs)

 

ปรากฏการณ์การคุกคามทางออนไลน์ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบของการโจมตีมีความหลากหลาย ทั้งการใช้บัญชีปลอม การโพสต์ข้อความหยาบคาย การระดมโจมตีในช่องคอมเมนต์ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งล้วนสร้างผลกระทบต่อสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

ภาคธุรกิจทุกภาคส่วน รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์ มีความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน และต้องดำเนิน การตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence) เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อผู้ใช้

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เน้นย้ำว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงนักปกป้องสิทธิจะต้องสามารถทำงานได้อย่างอิสระ ไม่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ หรือถูกคุกคามในทุกรูปแบบ อีกทั้งต้องได้รับการสนับสนุนและคุ้มครองอย่างเต็มที่จากภาครัฐ รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคน

The post แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐบาลไทยคุ้มครอง ‘สว.อังคณา’ ด่วน หลังถูกข่มขู่-คุกคามออนไลน์ ย้ำเป็นความรุนแรงทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลตั้งเบญจานั่งประธานคณะทำงานพิเศษ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกร่วมด้วย https://thestandard.co/move-forward-party-set-bencha-chairman-special-working-group/ Wed, 18 Oct 2023 06:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=856000 ประธานคณะทำงานพิเศษ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ

วันนี้ (18 ตุลาคม) เบญจา แสงจันทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรร […]

The post ก้าวไกลตั้งเบญจานั่งประธานคณะทำงานพิเศษ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานคณะทำงานพิเศษ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ

วันนี้ (18 ตุลาคม) เบญจา แสงจันทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า พรรคก้าวไกลได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ เพื่อยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือและการป้องกันปัญหาการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ให้ทุกองคาพยพของพรรคมีความเข้าใจที่เท่าเทียมกัน สอดคล้องกับคุณค่าหลัก (Core Value) ของพรรคที่ยึดถือในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ ต่อต้านการคุกคามและยุติความรุนแรงทางเพศ เพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตของสังคม

 

คณะทำงานพิเศษชุดนี้จะประกอบด้วยคนในพรรคและคนนอกที่มีความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ มาทำงานร่วมกัน โดยมีตนเป็นประธาน สำหรับองค์ประกอบเบื้องต้น ได้แก่ 

 

  1. นักวิชาการ 
  2. สหวิชาชีพ เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ที่จะช่วยยกระดับความเข้าใจด้านการช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามหรือถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ ให้กล้าออกมาเรียกร้อง เปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางให้พรรคในอนาคตว่าหากเผชิญสถานการณ์เช่นนี้จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำอย่างไร
  3. ประธานคณะกรรมการวินัยของพรรค
  4. ตัวแทนทีมนโยบายของพรรค
  5. ฝ่ายจัดการอบรมของพรรค โดยในอนาคตอาจมีการร่วมออกแบบคู่มือ (Guidebook) สื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่แก่บุคลากรฝ่ายต่างๆ 
  6. ตัวแทนจากฝ่ายเครือข่ายของพรรค เพื่อให้สามารถนำเรื่องนี้ไปทำงานในระดับพื้นที่ด้วย

 

เบญจากล่าวต่อว่า จากการหารือในที่ประชุม สส. เมื่อวานนี้ (17 ตุลาคม) ทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่าเรื่องการแก้ไขและป้องกันปัญหาการคุกคามและความรุนแรงทางเพศเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่พรรคต้องดำเนินการ รวมถึงเป็นวาระของสังคมที่ทุกพรรคการเมืองต้องร่วมกันผลักดันและถูกตรวจสอบ โดยหลังจากนี้อีก 1 สัปดาห์ ตนจะออกแบบการทำงานและผลลัพธ์ที่คาดหวังจากคณะทำงานพิเศษฯ เพื่อเสนอต่อกรรมการบริหารพรรคต่อไป

 

เบญจาระบุว่า สิ่งที่คาดหวังจากการมีคณะทำงานพิเศษฯ นี้ ไม่ได้ต้องการเพื่อยกว่าพรรคก้าวไกลมีมาตรฐานเรื่องนี้สูงส่งกว่าคนอื่น แต่เพื่อยกระดับการทำงานของพรรค ด้านการรับมือและป้องกันปัญหาจากการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ให้สอดคล้องกับพลวัตของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย สร้างกระบวนการบนพื้นฐานของความเข้าใจที่ตรงกัน ส่งเสริมความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้เกิดการละเมิดเสรีภาพทางเพศตามมา โดยคณะทำงานพิเศษฯ จะจัดทำข้อเสนอต่อพรรคถึงแนวทางในปรับโครงสร้าง กระบวนการ และมาตรการต่างๆ เช่น การทบทวนองค์ประกอบและสัดส่วนกรรมการวินัย การทบทวนกระบวนการในการรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศแก่บุคลากร การสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ ให้สมกับที่ประชาชนคาดหวัง 

 

ในระยะยาวหวังว่าหากทำได้สำเร็จจะไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับการยุติความรุนแรงทางเพศภายในพรรคเท่านั้น แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับการเมือง ยกระดับมาตรฐานสังคมไทยในภาพรวมไปพร้อมกัน

The post ก้าวไกลตั้งเบญจานั่งประธานคณะทำงานพิเศษ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิยบุตรบอก ‘ก้าวไกล’ อย่ากลัวพรรคเสียคะแนน ต้องกล้าเผชิญปัญหาคุกคามทางเพศอย่างตรงไปตรงมา แนะ สส. หญิงของพรรคอย่านิ่งเฉย https://thestandard.co/piyabutr-on-sexual-harassment-mfp/ Mon, 16 Oct 2023 00:54:40 +0000 https://thestandard.co/?p=854943 โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง พรรคก้าวไกล สส. ก้าวไกล คุกคามทางเพศ

วานนี้ (15 ตุลาคม) ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน […]

The post ปิยบุตรบอก ‘ก้าวไกล’ อย่ากลัวพรรคเสียคะแนน ต้องกล้าเผชิญปัญหาคุกคามทางเพศอย่างตรงไปตรงมา แนะ สส. หญิงของพรรคอย่านิ่งเฉย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง พรรคก้าวไกล สส. ก้าวไกล คุกคามทางเพศ

วานนี้ (15 ตุลาคม) ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ‘Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล’ ถึงกรณี สส. พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ โดยระบุว่า “ความรุนแรงทางเพศ คือ ปัญหาของทุกคน” 

 

ปิยบุตรระบุว่า จากประเด็นเรื่องข้อร้องเรียนปัญหาความรุนแรงทางเพศที่กระทำโดยผู้สมัครและ สส. ของพรรคก้าวไกล หลายกรณีที่เป็นข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเฝ้ารอการแสดงออกของคนของพรรคก้าวไกลต่อเรื่องดังกล่าว พบว่ามีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้น้อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ น้อยจนไม่สมกับเป็นพรรคที่ประกาศจุดยืนและคุณค่าพื้นฐานของพรรคในเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียม 

 

ไม่เพียงเท่านั้น ที่ว่าน้อยนั้นก็ยังล่าช้าอีกด้วย กล่าวคือ ต้องให้สังคมและมวลชนของพรรคกดดันก่อนจึงจะมีเสียงของพรรคออกมา ต้องเกิดกรณีอื้อฉาวใหม่จนคนโวยวายทักท้วง จึงค่อยพูดถึงกรณีอื้อฉาวเก่า ต้องมี สส. ผู้ถูกร้องเรียน ไปไลฟ์แถลงเอง จนยิ่งเสียหายกับพรรค ทางพรรคถึงเกิดอาการตระหนก รีบออกมาแก้ไขแก้เกม

 

มีเพียงการแถลงข่าวโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ และ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ และมีแกนนำบางคนที่ถูกบังคับให้ตอบ เพราะหนีการสัมภาษณ์ไมค์รวมจากสื่อมวลชนไม่พ้น ในขณะที่มวลชนผู้สนับสนุนพรรคเรียกร้องให้พรรคก้าวไกลแสดงจุดยืนในประเด็นนี้ให้ชัดเจน

 

ปิยบุตรระบุต่อว่า ปัญหาความรุนแรงทางเพศเป็นปัญหาของสังคมไทยและสังคมต่างๆ ทั่วโลก จำเป็นต้องมีการถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา ทุกคนควรร่วมกันถกเถียง แก้ไข หาทางออก และป้องกัน ไม่ใช่ว่าพอเป็นผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลแล้ว พอเรื่องเกิดกับพรรคก็เลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าการพูดถึงปัญหานี้แล้วกลายเป็นการจ้องทำลายพรรคก้าวไกลหรือเลิกสนับสนุนพรรคก้าวไกลไป

 

หลายๆ คนถามไถ่ผมเข้ามาทั้งต่อหน้า ทั้งทางกล่องข้อความ โทรศัพท์ และโพสต์ถามผมในโลกออนไลน์ ว่าผมคิดเห็นอย่างไร ขอให้ผมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา หรือแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ จึงแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ดังนี้ 

 

ปิยบุตรมองว่า การรับมือ จัดการ ป้องกัน เรื่องความรุนแรงทางเพศและการคุกคามทางเพศ ต้องพัฒนาแนวทางและนโยบายต่อต้านการคุกคามทางเพศในสถานที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ครอบคลุมทั้ง สส. ผู้สมัคร สส. นายกท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ทีมงานจังหวัด พนักงาน อาสาสมัคร 

 

จากข่าวในหลายกรณีจะเห็นได้ว่า ไม่มีการกำหนดช่องทางร้องเรียนกรณีการคุกคามทางเพศหรือความรุนแรงทางเพศที่ชัดเจน ผู้ที่ถูกกระทำมักต้องร้องเรียนไปที่ สส. เป็นรายบุคคล หรือส่งเรื่องหาบุคคลในพรรคที่ผู้ถูกกระทำรู้สึกวางใจ หรือต้องส่งเรื่องหลายต่อกว่าจะถึงหูคณะนำพรรค 

 

หากจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ พรรคต้องกำหนดขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจน สร้างระบบช่องทางร้องเรียนในเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ พร้อมเผยแพร่ช่องทางให้ทุกคนทราบ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ผู้เสียหายจะได้รู้ว่าต้องดำเนินการอย่างไร กระบวนการร้องเรียนต้องเป็นความลับ เพื่อให้ผู้ที่ร้องเรียนไม่ต้องกังวลว่าการร้องเรียนจะเกิดผลกระทบกับหน้าที่การงาน

 

เมื่อมีรายงานเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ความต้องการและความปลอดภัยของผู้ร้องเรียนทั้งในระหว่างและหลังกระบวนการ พรรคต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สอบสวนโดยคณะกรรมการที่เป็นกลาง อิสระ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือรู้จักมักคุ้นกับผู้ถูกกล่าวหา การให้ สส. หรือคณะผู้บริหารพรรคไปเป็นกรรมการสอบสวนแบบที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ อาจทำให้เกิดความเกรงใจกันเองจนตัดสินใจกันไปแบบ ‘ลูบหน้าปะจมูก’ 

 

เช่นกัน การให้องค์ประกอบคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องนี้มีแต่ชายแท้ หรือ ‘ชายเป็นใหญ่’ หรือ ‘คนที่ไม่เข้าใจประเด็นปัญหาเหล่านี้’ จะยิ่งทำให้การดำเนินการสอบสวน ให้ความเป็นธรรมลงโทษผู้กระทำผิด และเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย ผิดทิศผิดทางไปกันใหญ่ 

 

นอกจากนี้ พรรคต้องมีกระบวนการช่วยเหลือให้ผู้ถูกกระทำพบแพทย์หรือนักจิตวิทยา 

 

ปิยบุตรยังแสดงความคิดเห็นอีกว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้วว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็ต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยต่อผู้กระทำความผิดอย่างได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน อาจกำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจหรือ Guideline ในเรื่องอัตราโทษเอาไว้ เช่น การกระทำแบบใดถือว่าร้ายแรง การกระทำแบบใดจะรับอัตราโทษเท่าไร 

 

หากพรรคไม่มีบุคลากรที่ชำนาญ มีความรู้ประสบการณ์ในการจัดการปัญหาการคุกคามทางเพศ พรรคก็ต้องสรรหาเชิญชวนบุคคลภายนอกเข้ามา ผมเชื่อว่ามีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้ที่รักพรรคก้าวไกลและพร้อมช่วยเหลือ 

 

ในส่วนของบุคคลผู้กระทำผิดนั้น เขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง กล้าหาญออกมายอมรับผิด ขอโทษต่อผู้เสียหาย พรรค และประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นในองค์กรมารับผิดชอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เพื่อน สส. ที่ไม่ใช่ระดับผู้บริหารพรรคหรือคณะกรรมการที่รับผิดชอบพิจารณาโทษทางวินัยมารับหน้าที่แถลงอธิบายกับสังคม หรือให้สัมภาษณ์สื่อ เพื่อจัดการปัญหาแทน หากทำเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า ความรุนแรงทางเพศไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับพรรคก้าวไกล ไม่ใช่เรื่องใหญ่พอถึงขนาดต้องให้ผู้บริหารมาร่วมดำเนินการรับผิดชอบ 

 

กรณีการแถลงข่าวของพรรคล่าสุดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คณะนำพรรคไม่กล้าเผชิญปัญหาเหล่านี้อย่างซึ่งหน้าและตรงไปตรงมา พรรคต้องไปเข็นเอาพริษฐ์และศศินันท์มารับเผือกร้อน แบกพรรคแทน ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้อยู่ในกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนหรือสืบสวนสอบสวน 

 

แต่พรรคเลือกพวกเขามาแถลงเพราะทั้งสองคนนี้มีภาพลักษณ์ที่ดี และมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ ส่วนคณะนำของพรรค คณะกรรมการสอบสวน และผู้กระทำความผิดก็ลอยตัวไป ไม่ต้องถูกสื่อถาม ไม่ต้องช้ำจากการแถลงข่าว 

 

พรรคก้าวไกลต้องสร้างบรรยากาศการสื่อสารเรื่องความรุนแรงทางเพศและความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างตรงไปตรงมา ไม่ซุกปัญหาไว้ใต้พรม ไม่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยแก้ไข พรรคต้องจัดการฝึกอบรมและสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศให้กับบุคลากรทุกคน และหมั่นทำความเข้าใจในทุกสถานการณ์อย่างจริงจัง 

 

เท่าที่ผมทราบ พรรคก็มีความพยายามจัดอบรมในเรื่องเหล่านี้ แต่ให้เวลาน้อยไปหน่อย ในการประชุมหลายๆ ครั้ง เวทีอบรมเรื่องนี้มักเป็นของแถม ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และบรรดาคนในพรรคและ สส. ก็มักไม่ค่อยให้ความสนใจ บรรยายไปแต่ละครั้งกลับกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮา แซวกันไปมาว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไรเสียมากกว่า

 

ผมยังเห็นอีกว่า ถึงเวลาแล้วที่พรรคก้าวไกลต้องกล้าหาญทำเรื่องเหล่านี้ เผชิญหน้ากับปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่คิดแต่ผลลัพธ์ทางการเมืองเป็นตัวนำ 

 

เช่น ไม่กล้าจัดการเรื่องนี้ตอนนี้เพราะกลัวอื้อฉาว เดี๋ยวกระทบต่อการหาเสียงของพรรค เดี๋ยวกระทบกับการเลือกคนไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวกระทบกับการเลือกตั้งซ่อม เดี๋ยวกระทบนั่น เดี๋ยวกระทบนี่ หากคิดแต่เอาปัจจัยการเมืองมาเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจเช่นนี้ พรรคก้าวไกลก็จะไม่กล้าทำอะไรในเรื่องดังกล่าวเลย ต้องยอมรับว่าเมื่อไรเกิดกรณีความรุนแรงทางเพศหรือการคุกคามทางเพศภายในพรรคขึ้น ก็ย่อมส่งผลร้ายต่อภาพลักษณ์ของพรรคอยู่แล้ว 

 

แต่การกลัวหรือกังวลใจกับภาพลักษณ์ของพรรคจนไม่กล้าตัดสินใจจนปิดเรื่องซ่อนเอาไว้ หรือซื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเรื่องแดงออกมาแล้วก็มาตามแก้ไข สุดท้ายพรรคก็เสียหายอยู่ดี และเสียหายเพิ่มเป็นหลายเท่า จนคนในสังคมเริ่ม ‘เอ๊ะ’ ว่าพรรคก้าวไกลก็ไม่ต่างอะไรกับพรรคอื่นๆ ในเรื่องเหล่านี้ พรรคก้าวไกลได้แต่โม้โฆษณาชวนเชื่อเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมไปอย่างนั้นเอง 

 

ปิยบุตรระบุอีกว่า “นี่ไม่ใช่การกล่าวหาลอยๆ หรือตั้งสมมุติฐาน แต่คือข้อเท็จจริง มีคนในพรรคหลายคนมาเล่าให้ผมฟังว่า ความล่าช้าในการตัดสินใจในการจัดการปัญหาการคุกคามทางเพศ ส่วนหนึ่งเกิดจากคณะนำพรรคมัวแต่กังวลกับแต้มทางการเมือง กังวลว่าพรรคจะเสียหายโดนโจมตีในช่วงเลือกตั้งหรือตั้งรัฐบาล” 

 

ในส่วนของคณะนำและผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค ต้องช่วยกันปรับทัศนคติตนเองให้คิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตระหนักรู้ถึงปัญหา และต้องจัดการแก้ไขปัญหาไม่ให้มีความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นในองค์กรของตน 

 

คณะนำต้องอย่าคิดแต่เรื่องภาพลักษณ์พรรค อย่าคิดแต่ว่าปัญหาเหล่านี้เหมือนยุงรำคาญที่บินมาไต่ตอมพรรค พอเกิดเรื่องทีก็ได้แต่บ่นกันในหมู่คณะนำของตนเองว่า “อีกแล้ว มีปัญหาอีกแล้ว ไอ้ห่าเอ๊ย เมื่อไรจะจบสักที เมื่อไรจะทำตัวดีๆ สักที เมื่อไรจะหยุดสร้างปัญหาให้พรรคเสียที” หากคณะนำและผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคมีทัศนคติแบบนี้ ก็จะไม่หาทางแก้ปัญหาให้ตรงจุด แต่จะเน้นแก้ปัญหาไม่ให้พรรคเสียหาย เสียภาพ มากกว่าคิดหาหนทางแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้อีก นานวันเข้าก็อาจนำไปสู่การคิดค้นหาวิธีการ ‘ปิดลับไม่ให้เรื่องแดง’ ไม่ได้สนใจแก้ปัญหายุติความรุนแรงทางเพศภายในองค์กร 

 

ปิยบุตรยังมีข้อเสนอแนะถึง สส. ผู้สมัคร ทีมงานทุกจังหวัด และพนักงานพรรค ถึงการร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับพรรคก้าวไกลหลายครั้งว่า ไม่ได้หมายความว่าการคุกคามและความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นแต่เฉพาะกับคนของพรรคก้าวไกล มีแต่พรรคก้าวไกลที่มีแต่คนประพฤติปฏิบัติเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งที่พรรคก้าวไกลถูกโจมตีและเป็นข่าวในเรื่องเหล่านี้บ่อยกว่าพรรคอื่นๆ ก็เพราะพรรคก้าวไกลประกาศจุดยืนเรื่องความเท่าเทียม แสดงตนว่าจะเอาจริงเอาจังกับปัญหาความรุนแรงทางเพศ ในขณะที่พรรคอื่นๆ อาจไม่สนใจหรือถือเป็นประเด็นใหญ่ 

 

ความรุนแรงทางเพศเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ปรากฏให้เห็นตามหน้าข่าวไม่เว้นแต่ละวัน ความรุนแรงทางเพศสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะมีเพศสภาพ เพศวิถี หรือรสนิยมทางเพศอย่างไร อายุเท่าไร อยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม ตามรายงานของ UN Women พบว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงทั่วโลกต้องเคยเผชิญความรุนแรงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในชีวิต 

 

สำหรับประเทศไทย 44% ของผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงจากคนในครอบครัวหรือจากคนที่ตนรู้จัก โดยสาเหตุของความรุนแรงเกิดจากความมีอคติต่อผู้หญิงและระบบปิตาธิปไตยที่ผู้ชายเป็นผู้กุมอำนาจหลัก

 

คนในพรรคก้าวไกลทั้งหมดสามารถร่วมมือกัน ช่วยกันจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ สิ่งที่ง่ายที่สุดที่สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องรอ ไม่ต้องให้พรรคกำหนดกฎกติกาหรือออกแบบระบบ นั่นก็คือ สส. และคนของพรรคก้าวไกลต้องไม่ปล่อยให้เรื่องความรุนแรงทางเพศและความเท่าเทียมระหว่างเพศเป็นประเด็นที่ สส. หญิง และ สส. LGBTQIA+ ทำงาน รณรงค์ หรือต่อสู้เท่านั้น คนของพรรคก้าวไกลและ สส. ทุกคนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดัน 

 

สส. ชาย ที่มีความคิดแบบชายเป็นใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ต้องหาความรู้ ค้นคว้า อ่านหนังสือ ฟังเสวนา ในเรื่องสตรีนิยมและความเท่าเทียมทางเพศให้มากขึ้น อย่ามองว่าสตรีนิยมคือเรื่องของการเกลียดผู้ชาย ต้องหันมาทำความเข้าใจปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศให้ได้ก่อน 

 

คนรุ่นเราหรือก่อนเราถูกปลูกฝังเลี้ยงดู ถูกสื่อ ภาพยนตร์ โฆษณา วัฒนธรรม ครอบงำมาในแบบ ‘ชายเป็นใหญ่’ วิธีคิดเหล่านี้ฝังหัวเราลงไป จนบางครั้งเราไม่รู้ตัว เราไม่รู้สึกว่าการกระทำของเราแบบนี้ผิด เราคิดว่านี่คือเรื่องปกติธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมก้าวหน้ามากขึ้น กฎเกณฑ์ทางสังคมทางวัฒนธรรมเปลี่ยนไปมากขึ้น และเมื่อพรรคก้าวไกลประกาศจุดยืนในเรื่องเหล่านี้ บรรดาผู้ชายในพรรคทั้งหมดก็ต้องปรับตัว พร้อมเรียนรู้ 

 

สส. ชาย ผู้ชายในพรรค ต้องไม่เป็น Bystanders หรือผู้เห็นเหตุการณ์แล้วแต่ไม่ทำอะไร เลือกที่จะนิ่งเฉย ธุระไม่ใช่ อย่าไปยุ่งเลย เดี๋ยวจะซวยเปล่าๆ สส. ชาย ผู้ชายในพรรค ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และความมีอคติต่อผู้หญิง เมื่อไรก็ตามที่เราพบเห็นการคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการแตะเนื้อต้องตัวโดยไม่เหมาะสม พฤติกรรมที่สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นมิตร เช่น การเล่าเรื่องตลกทางเพศที่ลามกอนาจาร การประพฤติที่ไม่พึงประสงค์ ล่วงละเมิด หรือคุกคาม อันเป็นเงื่อนไขในการจ้างงานหรือความก้าวหน้าต่างๆ 

 

“เราทุกคนสามารถทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องแกล้งทำเป็นขำๆ ไปตามสถานการณ์ ต้องรู้จักตักเตือนกัน และทำความเข้าใจกันในเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ ผมขอแนะนำให้ สส. ชายทุกคนเริ่มจากการชมคลิป TED Talks ของ Jackson Katz ที่พูดถึงบทบาทของผู้ชายในการแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศไว้ได้เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติต่อได้ง่าย”

 

ปิยบุตรระบุอีกว่า คนของพรรคก้าวไกลต้องตระหนักว่า การจัดการปัญหาความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ต้องทำเพราะกลัวเป็นข่าว กลัวตนเองเดือดร้อน หรือกลัวพรรคเสียคะแนน แต่เราต้องทำเพราะนี่คือส่วนหนึ่งของการรื้อถอนวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ในสังคม และสร้างความเท่าเทียมทางเพศ ความเคารพต่อผู้อื่นให้เกิดขึ้นจริง

 

สส. หญิงของพรรคก้าวไกลก็ต้องอย่านิ่งเฉยกับสถานการณ์ ต้องหมั่นเรียกร้องภายในพรรคให้มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรม ให้ความรู้ ทำความเข้าใจ และให้การช่วยเหลือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างแท้จริง ต้องมาพร้อมกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศสำหรับผู้หญิงและคนทุกเพศด้วย ไม่ใช่แข่งกันแต่เพียงว่าพรรคไหนมี สส. หญิงมากกว่ากันเท่านั้น

 

การเป็นลูกที่ดีของพรรค ไม่ใช่การเอาอกเอาใจคณะนำ ไม่ใช่การเงียบ ไม่โต้เถียง ไม่แสดงความเห็นตรงไปตรงมาต่อคณะนำ เพราะกลัวตนเองถูกหมายหัว ไม่ได้ลง สส. ครั้งหน้า การเป็นลูกที่ดีของพรรค ไม่ใช่คิดแต่เรื่องตนเอง คิดแต่เรื่องพื้นที่ตนเอง คิดแต่ความนิยมของตนเอง ส่วนเรื่องไหนที่เป็นเรื่องส่วนรวมก็ไม่ยุ่ง ยุ่งแล้วเดี๋ยวซวย 

 

การเป็นลูกที่ดีของพรรค ไม่ใช่การร่วมมือกันปกปิดความผิด เพื่อปกป้องภาพลักษณ์พรรค แต่การเป็นลูกที่ดีของพรรคต้องอยากให้พรรคดี

 

แล้วพรรคก้าวไกลจะดีได้อย่างไร หากทุกคนพบเห็นพฤติกรรมความรุนแรงทางเพศหรือการคุกคามทางเพศแล้วเลือกที่จะเงียบ แล้วปล่อยให้ทุกสิ่งอย่างเป็นไปสุดแท้แต่คณะนำกำหนดให้เป็น

 

พรรคก้าวไกลพยายามยกระดับมาตรฐานการเมืองไทย ประกาศจุดยืนเรื่องความเท่าเทียม และต่อต้านการคุกคามทางเพศและความรุนแรงทางเพศ จึงเป็นธรรมดาที่พรรคก้าวไกลจะถูกเรียกร้องมากกว่าพรรคอื่นๆ เช่นเดียวกัน ก็ถูกตามจับผิดในเรื่องเหล่านี้มากกว่าพรรคอื่นๆ ด้วย

 

เมื่อพรรคก้าวไกลเป็นความหวังของผู้คนจำนวนมาก พรรคก้าวไกลก็ต้องจัดการเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จ การวางมาตรฐานการยุติความรุนแรงทางเพศในระดับพรรคจะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่ระดับสังคมด้วย หากพรรคก้าวไกลทำสำเร็จก็จะส่งแรงกดดันไปถึงพรรคอื่นๆ องค์กรอื่นๆ ช่วยยกมาตรฐานให้การเมืองไทยได้

 

ในส่วนของพรรคอื่นๆ หรือผู้สนับสนุนพรรคอื่น หรือผู้ที่ไม่นิยมพรรคก้าวไกล หากจริงจังกับปัญหาความรุนแรงทางเพศอย่างแท้จริง ก็ต้องไม่นำปัญหาความรุนแรงทางเพศมาเป็นแค่เครื่องมือโจมตีทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพูดถึงประเด็นนี้ด้วยความตั้งใจจะแก้ไขปัญหาจริงๆ ไม่ใช่พอเกิดเรื่องกับพรรคก้าวไกลทีก็ถูมือลูบปาก เอาล่ะ ได้ทีแล้ว พวกเราถล่มมันเลย แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้กับพรรคที่ตนสนับสนุนหรือพรรคอื่นๆ ก็เงียบกริบ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ความรุนแรงทางเพศ การคุกคามทางเพศ คือปัญหาสำคัญของสังคมไทย คือปัญหาร่วมกันของทุกคน ต้องช่วยกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่เอามาใช้โจมตีกันทางการเมือง

 

อ้างอิง:

The post ปิยบุตรบอก ‘ก้าวไกล’ อย่ากลัวพรรคเสียคะแนน ต้องกล้าเผชิญปัญหาคุกคามทางเพศอย่างตรงไปตรงมา แนะ สส. หญิงของพรรคอย่านิ่งเฉย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียลุกเป็นไฟ! โซเชียลผุดคลิปหญิงถูกจับเปลือยกายเดินโชว์กลางถนน ก่อนถูกรุมข่มขืน https://thestandard.co/india-women-paraded-naked-raped/ Fri, 21 Jul 2023 07:45:54 +0000 https://thestandard.co/?p=820169 อินเดีย

เวลานี้ผู้คนในประเทศอินเดียกำลังเดือดดาล หลังโลกโซเชียล […]

The post อินเดียลุกเป็นไฟ! โซเชียลผุดคลิปหญิงถูกจับเปลือยกายเดินโชว์กลางถนน ก่อนถูกรุมข่มขืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดีย

เวลานี้ผู้คนในประเทศอินเดียกำลังเดือดดาล หลังโลกโซเชียลแห่แชร์คลิปเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในรัฐมณีปุระ โดยภาพจากวิดีโอเผยให้เห็นผู้ชายหลายสิบคนที่กำลังเดินขบวนอยู่ตามถนน พร้อมกับหญิง 2 คนที่ถูกบังคับให้เปลือยกายล่อนจ้อนเดินไปตามทาง 

 

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความยาวเพียงแค่ 26 วินาที แต่เผยให้เห็นถึงการกระทำอันป่าเถื่อน ภาพที่อยู่ในนั้นคือผู้ชายกลุ่มใหญ่ โดยบางคนดูเหมือนว่าจะมีอายุแค่ 15 ปีด้วยซ้ำ พยายามบีบบังคับหญิงที่กำลังเปลือยกายอยู่นี้ให้เดินไปตามถนนและทุ่งโล่ง อีกทั้งยังมีการจับคลำร่างกายที่เปลือยเปล่าของพวกเธอ โดยสืบทราบภายหลังว่าหญิงทั้ง 2 คนมาจากชนเผ่ากูกิ (Kuki) 

 

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า มีหญิงอย่างน้อย 1 คนในคลิปที่ถูกชายกลุ่มดังกล่าวรุมข่มขืน โดยเธอมีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น ขณะที่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งอายุ 42 ปี แต่ไม่ทราบว่าเธอถูกประทุษร้ายในรูปแบบอื่นๆ อีกหรือไม่

 

คลิปวิดีโอดังกล่าวเพิ่งหลุดออกมาเมื่อคืนนี้ (20 กรกฎาคม) แต่แหล่งข่าวระบุว่า คลิปนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม หรือเพียง 1 วันหลังจากที่รัฐมณีปุระของอินเดียเผชิญกับเหตุการณ์ปะทะรุนแรงระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนให้ถนนหนทางในเมืองมีสภาพไม่ต่างจากสมรภูมิรบ โดยตัวละครหลักของเรื่องนี้กลุ่มแรกคือ ‘กลุ่มชาติพันธุ์เมเต’ (Meitei) ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ส่วนกลุ่มต่อมาคือชนเผ่า ‘นากา’ (Naga) และ ‘กูกิ’ (Kuki) ที่นับถือศาสนาคริสต์เป็นหลักในรัฐห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งทุกฝ่ายมีความขัดแย้งเรื้อรังมานมนานแล้ว

  • ตำรวจเผยจับได้อาจถูกประหารชีวิต

 

สำนักข่าว Al Jazeera ระบุว่า วิดีโอนี้เพิ่งมาปรากฏสู่สายตาสาธารณชน 2 เดือนหลังเกิดเหตุ เนื่องจากในรัฐมณีปุระของอินเดียมีการสั่งแบนการใช้งานอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม อันเป็นความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงวิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนในอินเดียเป็นอย่างมาก

 

เหตุการณ์ดังกล่าวยังกระตุ้นให้นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ต้องออกมากล่าวถึงเหตุความรุนแรงในรัฐมณีปุระเสียที หลังจากที่เขานิ่งเงียบมากว่า 2 เดือน โดยวานนี้ เขาออกมาแถลงกับสื่อมวลชนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกหดหู่และรู้สึกโกรธไปพร้อมๆ กัน

 

ซาจิดานันดา ซอยบาม (Sachidananda Soibam) ผู้กำกับการตำรวจในเขตธูบัล (Thoubal) ของรัฐมณีปุระ บอกกับ Al Jazeera ว่า พวกเขาเห็นวิดีโอไวรัลดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้เอง (19 กรกฎาคม) พร้อมรับปากว่าจะเร่งหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ 

 

โดยวานนี้ ตำรวจสามารถจับกุมตัว คูเรม เฮโรดาส (Khuirem Herodas) ชายวัย 32 ปีจากกลุ่มชาติพันธุ์เมเต ในฐานะหนึ่งในผู้ต้องสงสัยต่อเหตุการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อหญิงเคราะห์ร้ายทั้ง 2 คนได้แล้ว โดยตำรวจกล่าวว่าจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมดมาลงโทษให้ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพิจารณาด้วยว่าพวกเขาสมควรรับโทษประหารชีวิตด้วยหรือไม่

  • “สามีและลูกชายของฉันถูกฆ่าตาย ส่วนลูกสาวถูกข่มขืน”

 

แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันหลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกเปิดเผยออกมา แต่ครอบครัวของเหยื่อกล่าวว่า ทั้งคำพูดสวยหรูและการกระทำของเจ้าหน้าที่ในตอนนี้ ‘มันสายไปเสียแล้ว’ อีกทั้งยังกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ในส่วนท้องถิ่นและส่วนกลางว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยแยแสต่อสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของพวกเธอแม้แต่น้อย

 

ครอบครัวของเหยื่อที่รอดชีวิตมาได้ทั้ง 2 คนเปิดใจกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า พวกเขาได้ยื่นเรื่องกรณีการกระทำความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ให้กับตำรวจตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม แต่ตำรวจใช้เวลานานกว่า 1 เดือนกว่าที่จะโอนคดีดังกล่าวไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล

 

และหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย…จนกระทั่งมีคลิปผุดขึ้นมาจนเป็นไวรัลในโลกออนไลน์

 

หนึ่งในครอบครัวของผู้เสียหายเปิดเผยถึงเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจ โดยแม่ของหญิงวัย 21 ปีเล่าว่า ตอนที่กลุ่มชาติพันธุ์เมเตก่อเหตุโจมตีหมู่บ้านบีพนม (B Phainom) ในเขตกังโปกปี (Kangpokpi) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเอกของรัฐมณีปุระอย่างเมืองอิมผาลไปประมาณ 40 กิโลเมตร ก็มีตำรวจเข้าร่วมกับกลุ่มม็อบด้วย

 

“สามีของฉันถูกม็อบฆ่าตาย เราอ้อนวอนให้ตำรวจช่วยเรา”

 

เธอกล่าวว่า ในตอนแรกตำรวจพยายามพาเธอพร้อมกับลูกสาววัย 21 ปีและลูกชายวัย 19 ปีเดินทางไปยังสถานที่ปลอดภัย แต่เมื่อเห็นฝูงม็อบกลุ่มใหญ่ ตำรวจกลับส่งพวกเขากลับไปที่จุดที่ร่างของสามีของเธอนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น

 

ความเลวร้ายยังไม่หมดแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นกลุ่มม็อบก็มายืนล้อมตัวลูกสาวของเธอ และเริ่มกระทำความรุนแรงทางเพศต่อหน้าต่อตา และเมื่อน้องชายของเหยื่อพยายามช่วยพี่สาว ปรากฏว่าเขาก็ถูกฆ่าตายด้วยอีกคน

 

หญิงวัย 21 ปีเปิดใจกับ Al Jazeera ด้วยเช่นกัน โดยเธอพูดด้วยความคับแค้นใจว่า “ตำรวจพูดออกมาได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ตรงนั้นในขณะที่เราถูกทำร้าย พวกเขานำศพพ่อและน้องชายของฉันไปที่โรงเก็บศพของรัฐบาลในเมืองอิมผาลเองด้วยซ้ำ” 

 

“เราไม่ไว้วางใจหัวหน้ารัฐมนตรี แต่ฉันต้องการความยุติธรรมให้กับลูกสาวของฉัน เพื่อสามีและลูกชายที่ตายไปแล้วของฉันด้วย” แม่ของเหยื่อกล่าว

  • เกิดอะไรขึ้นในมณีปุระกันแน่

 

THE STANDARD ลำดับข้อมูลเพื่อเป็นพื้นความรู้ให้กับผู้อ่าน โดยเริ่มจากตัวละครสำคัญซึ่งกำลังเป็นคู่ขัดแย้งในรัฐมณีปุระ

 

กลุ่มแรกคือ ‘กลุ่มชาติพันธุ์เมเต’ (Meitei) ชุมชนชาวฮินดู ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในรัฐมณีปุระ ข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดของอินเดียเมื่อปี 2011 ระบุว่า ในจำนวนประชากรทั้งรัฐที่ราว 3.5 ล้านคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เมเตไปแล้วเกิน 50% โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองอิมผาล เมืองเอกของรัฐมณีปุระ

 

กลุ่มต่อมาคือชนเผ่า ‘นากา’ (Naga) และ ‘กูกิ’ (Kuki) โดยสมาชิกชนเผ่าทั้ง 2 ส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ มีจำนวนประชากรคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของรัฐมณีปุระ โดยพวกเขามีสถานะเป็น ‘ชนเผ่าที่ถูกกำหนด’ (Scheduled Tribe) หรือเป็นชนเผ่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และได้รับสิทธิต่างๆ ตามที่กฎหมายอินเดียกำหนด รวมถึงสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินบนเนินเขาและป่าไม้ โดยทั้งสองชนเผ่านับเป็นชนเผ่าสำคัญที่มีประชากรอาศัยอยู่ตามเนินเขา

 

ด้วยความที่รัฐมณีปุระเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง นอกจาก 3 กลุ่มข้างต้นแล้วก็ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อีก เช่น ชนเผ่ามิโซ (Mizo) ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีพรมแดนติดกับเมียนมา

  • ทำไมกลุ่มชาติพันธุ์ถึงขัดแย้งกัน

 

ความขัดแย้งปะทุขึ้นในเขตจุราจันทปุระ (Churachandpur) ของรัฐมณีปุระ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชนเผ่ากูกิมีอำนาจอยู่ โดยชนเผ่ากูกิได้ประท้วงต่อต้านข้อเรียกร้องของกลุ่มชาติพันธุ์เมเตที่หวังจะได้รับสถานะชนเผ่าที่ถูกกำหนด 

 

โดยนิยามของคำว่าชนเผ่าที่ถูกกำหนดนั้น คือชนเผ่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และจะได้รับสิทธิต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองที่ดิน สิทธิการรักษาพยาบาล การศึกษา หรือการทำงานในหน่วยงานของรัฐ 

 

สำหรับในรัฐมณีปุระเอง หลายชนเผ่าก็ได้รับสถานะดังกล่าวแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างเมเตกลับไม่ได้รับการยืนยันสถานะนี้ ซึ่งทางกลุ่มเองก็ได้เดินหน้าเรียกร้องประเด็นดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากมองว่าสมาชิกของเมเตยังคงมีสภาพเป็นคนชายขอบเมื่อเทียบกับชุมชนหลักอื่นๆ ในมณีปุระ

 

แต่ชนเผ่าอื่นๆ ไม่ได้คิดเช่นนั้น พวกเขามองว่าการให้สถานะชนเผ่าที่ถูกกำหนดแก่เมเตถือจะทำให้สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ถูกแย่งงานและเสียสิทธิประโยชน์ของตนเองไป อีกทั้งยังกล่าวด้วยว่า พวกเขาต่างหากที่เป็นคนชายขอบ ไม่ใช่กลุ่มเมเตที่มีความโดดเด่นและเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในภูมิภาคนี้

  • จากความขัดแย้งสู่การประท้วงใหญ่

 

ชนเผ่าต่างๆ มองว่ากลุ่มเมเตมีอิทธิพลมากที่สุดในรัฐมณีปุระอยู่แล้ว โดยสมาชิกของกลุ่มเมเตหลายคนมีตำแหน่งในรัฐบาลของมณีปุระ จึงทำให้ทางกลุ่มมีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองมากกว่าชนเผ่าอื่นๆ อีกทั้งการเข้าสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานก็มีมากกว่าชนเผ่าอื่นๆ เนื่องจากสมาชิกของกลุ่มเมเตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองเอกของรัฐซึ่งมีการพัฒนาก้าวหน้ามากที่สุด ขณะที่กลุ่มนากาและกูกิส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเนินเขาที่ได้รับการคุ้มครอง

 

แล้วเหตุใดเล่า…กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอภิสิทธิ์เช่นนี้อยู่แล้วจึงจะต้องได้รับสถานะยืนยันดังกล่าวด้วย? ทำไมจะต้องแบ่งเค้กก้อนใหญ่ให้พวกเขามีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม?

 

เมื่อคำถามนี้ดังขึ้น สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในรัฐมณีปุระรวมหลายพันคนจึงออกมาชุมนุมประท้วง เพื่อต่อต้านการอนุญาตให้กลุ่มชาติพันธุ์เมเตมีสถานะเป็นชนเผ่าที่ถูกกำหนด โดยพวกเขากังวลว่าหากเมเตได้รับสถานะนี้ไป เมเตก็จะมีสิทธิถือครองที่ดินและพื้นที่บนภูเขา ซึ่งมีชนเผ่าอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิครอบครองอยู่

 

กระแสความไม่พอใจได้ลุกลามไปสู่เหตุนองเลือดกลางเมืองอิมผาล ตลอดจนพื้นที่อื่นๆ ของรัฐ ภาพจากวิดีโอเผยให้เห็นกลุ่มผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารบ้านเรือนของประชาชนและโบสถ์ในพื้นที่ โดยนับตั้งแต่ที่เหตุความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ก็มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 130 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของชนเผ่ากูกิ ขณะที่ประชาชนกว่า 50,000 คนหนีตายออกจากบ้านเรือนของตนเองเพราะหวั่นเกรงว่าจะถูกลูกหลงเข้าสักวัน โดยในเมืองมีสภาพไม่ต่างจากสมรภูมิรบ อาคารบ้านเรือนนับพันหลังถูกเผาทำลาย รถยนต์หลายคันถูกจุดไฟเผาวอดอยู่กลางถนน ควันดำจากเพลิงไหม้ลอยโขมงอยู่เต็มท้องฟ้า 

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เกิดข้อขัดแย้งกัน โดยที่ผ่านมานั้น ชุมชนเมเตและชนเผ่าต่างๆ มีประวัติต่อสู้กันอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นปมมาจากความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ที่เรื้อรังมายาวนาน รวมถึงประเด็นปัญหาอื่นๆ เช่น สิทธิในการครอบครองที่ดิน และการปราบปรามชนกลุ่มน้อย

 

ภาพ: Somanth Sen via Reuters Connect

อ้างอิง:

The post อินเดียลุกเป็นไฟ! โซเชียลผุดคลิปหญิงถูกจับเปลือยกายเดินโชว์กลางถนน ก่อนถูกรุมข่มขืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีผลบังคับใช้ทันที พ.ร.บ.ป้องกันการทำผิดซ้ำทางเพศ ใช้ยากดฮอร์โมนเพศชาย ฉีดไข่ให้ฝ่อ https://thestandard.co/act-prevention-of-repeated-sexual-offenses/ Wed, 26 Oct 2022 08:17:04 +0000 https://thestandard.co/?p=700372 พ.ร.บ.ป้องกันการทำผิดซ้ำทางเพศ

วานนี้ (25 ตุลาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระรา […]

The post มีผลบังคับใช้ทันที พ.ร.บ.ป้องกันการทำผิดซ้ำทางเพศ ใช้ยากดฮอร์โมนเพศชาย ฉีดไข่ให้ฝ่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ.ร.บ.ป้องกันการทำผิดซ้ำทางเพศ

วานนี้ (25 ตุลาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ระบุเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นี้ เพื่อใช้เป็นบทบัญญัติในการป้องกันและเฝ้าระวังการก่ออาชญากรรม สร้างความปลอดภัยให้สังคม แก้ไขปัญหาและลดอัตราการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งการตรา พ.ร.บ. นี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

 

ในหมวดที่ 3 มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด

 

มาตรา 19 ในคดีที่มีการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 3 ให้พนักงานอัยการมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดในระหว่างรับโทษจำคุก เพื่อป้องกันมิให้กระทำความผิดซ้ำ โดยจะขอรวมกันไปในการฟ้องคดีดังกล่าว หรือก่อนศาลมีคำพิพากษาก็ได้

 

มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ได้แก่

 

  1. มาตรการทางการแพทย์
  2. มาตรการอื่นใดตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวงโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ การมีคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งความรุนแรงของคดี สาเหตุแห่งการกระทำความผิด ประวัติการกระทำความผิด ภาวะแห่งจิต นิสัย และลักษณะส่วนตัวอื่นของผู้กระทำความผิด ความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคม โอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ และการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด

 

ในการไต่สวน ศาลอาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณารับฟังคำคัดค้านของผู้กระทำความผิด หรือมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการสืบเสาะ และพินิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุมประพฤติก็ได้ ให้ศาลระบุเหตุผลในการออกคำสั่ง พร้อมทั้งคำสั่งให้ใช้มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดไว้ในคำพิพากษา และให้ระบุคำสั่งไว้ในหมายจำคุกด้วย

 

ส่วนหมวดที่ 4 มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ ระบุไว้ว่า มาตรา 22 เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นักโทษเด็ดขาดซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 3 จะกระทำความผิดซ้ำภายหลังพ้นโทษ 

 

ศาลอาจมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษตามที่พนักงานอัยการร้องขอ โดยกำหนดมาตรการเดียวหรือหลายมาตรการตามควรแก่กรณีก็ได้ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ ได้แก่

 

  1. ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหายจากการกระทำความผิด
  2. ห้ามทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิด
  3. ห้ามเข้าเขตกำหนด
  4. ห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
  5. ห้ามก่อให้เกิดอันตรายต่อละแวกชุมชนที่ตนพักอาศัย
  6. ให้พักอาศัยในสถานที่ที่กำหนด
  7. ให้พักอาศัยในสถานบำบัดที่กำหนด หรือให้ไปอยู่ภายใต้การดูแลในสถานบำบัดภายใต้การดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้รับการรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุขตามที่ศาลเห็นสมควร
  8. ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน หรือผู้ดูแลสถานที่พักอาศัยหรือสถานบำบัด
  9. ให้มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ หรือได้รับการเยี่ยมจากพนักงานคุมประพฤติ หรืออาสาสมัครคุมประพฤติ หรือเจ้าหน้าที่อื่นตามระยะเวลาที่กำหนด
  10. ให้ใช้มาตรการทางการแพทย์ หรือมาพบหรือรับการตรวจรักษาจากแพทย์หรือบุคคลอื่นใดตามที่ศาลหรือพนักงานคุมประพฤติกำหนด
  11. ให้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูแก้ไข หรือเข้าร่วมกิจกรรมตามที่ศาลหรือพนักงานคุมประพฤติกำหนด
  12. ให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบถึงการเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือการเปลี่ยนงาน
  13. ให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวในการเฝ้าระวัง

 

ศาลอาจกำหนดระยะเวลาการเฝ้าระวังในแต่ละมาตรการตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันพ้นโทษ

 

ทั้งนี้ มาตรการทางการแพทย์คือการให้ยากดฮอร์โมนเพศชาย (ฉีดให้ฝ่อ)

The post มีผลบังคับใช้ทันที พ.ร.บ.ป้องกันการทำผิดซ้ำทางเพศ ใช้ยากดฮอร์โมนเพศชาย ฉีดไข่ให้ฝ่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ว. ผ่านกฎหมายฉีดไข่ให้ฝ่อ เพื่อป้องกันกระทำผิดซ้ำทางเพศ ส่ง ครม. พิจารณาดำเนินการต่อ https://thestandard.co/senate-passed-inject-the-eggs-to-atrophy-laws/ Tue, 12 Jul 2022 00:58:54 +0000 https://thestandard.co/?p=652773 ฉีดไข่ให้ฝ่อ

วานนี้ (11 กรกฎาคม) ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) มีวาระพิจาร […]

The post ส.ว. ผ่านกฎหมายฉีดไข่ให้ฝ่อ เพื่อป้องกันกระทำผิดซ้ำทางเพศ ส่ง ครม. พิจารณาดำเนินการต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉีดไข่ให้ฝ่อ

วานนี้ (11 กรกฎาคม) ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) มีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. … โดยเนื้อหาร่างกฎหมายมีจำนวน 43 มาตรา มีกรรมาธิการแก้ไข 12 มาตรา สงวนความเห็น 5 มาตรา โดยไม่มี ส.ว. เสนอแปรญัตติ 

 

สมาชิกได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมาตรา 21 เรื่อง มาตรการทางการแพทย์ที่เปิดช่องให้มีการฉีดยาลดฮอร์โมนเพศแก่ผู้กระทำผิด มี ส.ว. ให้ความสนใจอภิปรายหลายคน ส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการ แต่ยังติดใจว่าจะสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ อาทิ 

 

พล.อ.ต. เฉลิมชัย เครืองาม อภิปรายว่า การฉีดยาให้ฝ่อถือเป็นความลำบากของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องการฉีดให้ฝ่อไว้ คงไม่มีแพทย์คนใดทำให้แน่ หากจะทำได้แพทยสภาต้องไปออกหลักการในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้รองรับไว้ก่อน รวมถึงมาตรา 21 ระบุอีกว่า การฉีดให้ฝ่อจะกระทำได้หากผู้กระทำผิดหรือเว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น อยากทราบคำว่า ‘กฎหมายระบุไว้เป็นอย่างอื่น’ คืออะไร เพราะเหมือนเขียนแบบตีเช็คเปล่า เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดถูกฉีดยา แม้ไม่ยินยอมก็ตาม 

 

ส่วน นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ส.ว. อภิปรายว่า การฉีดยาดังกล่าวไม่ได้หมายถึงทำให้ไข่ฝ่อ แต่เป็นยาลดฮอร์โมนทางเพศ หลายคนบอกว่าไม่ได้อยากทำผิด แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เวลาเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงอยากให้ช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ 

 

ส่วนข้อสงสัยว่าผู้กระทำความผิดต้องยินยอมให้ฉีดจึงจะกระทำได้ แล้วจะมีคนยินยอมให้ฉีดหรือไม่นั้น เชื่อว่ามีคนยินยอม โดยคนที่ยินยอมให้ฉีดคือคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ รวมถึงถ้ายินยอมให้ฉีดจะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษให้เบาลง ทำให้มีโอกาสได้รับความยินยอม  

 

ขณะที่ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในฐานะประธาน กมธ.พิจารณามาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง วุฒิสภา ชี้แจงว่า ข้อกังวลถึงวิธีการรักษาด้วยรูปแบบอื่นนั้นไม่ใช่การใช้วิธีการรุนแรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ป่วยอย่างที่อภิปรายกัน แต่ต้องเป็นวิธีการที่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 คนต้องเห็นพ้องต้องกัน และต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อยสาขาละ 1 คน จึงไม่ต้องกังวล และการจะดำเนินการทั้งหมดต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย 

 

ด้าน พล.อ.นพ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช ในฐานะ กมธ. ชี้แจงว่า ปัจจุบันยาที่ใช้รักษาคือยาลดฮอร์โมนเพศชาย เพื่อกดการสร้างฮอร์โมน์ที่ต้องฉีดทุก 3 เดือน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำให้ไข่ฝ่อจริงหรือไม่ แต่ต่อไปจะมียากินที่ขณะนี้พบว่าช่วยลดพฤติกรรมผิดปกติได้ 

 

ส่วนกรณีที่ยังไม่มีการออกกฎหมายรองรับให้แพทย์ฉีดยาให้ฝ่อนั้น เชื่อว่าหลังกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ทางแพทยสภาจะไปออกกฎหมายเพื่อรองรับกฎเกณฑ์ดังกล่าวต่อไป 

 

ท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วยคะแนน 145 ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 2 เสียง จากนั้นส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

The post ส.ว. ผ่านกฎหมายฉีดไข่ให้ฝ่อ เพื่อป้องกันกระทำผิดซ้ำทางเพศ ส่ง ครม. พิจารณาดำเนินการต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chiang Mai Pride 2021 จัดงานบนพื้นที่ออนไลน์วันนี้ และร่วมรำลึกวันยุติความรุนแรงต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศ https://thestandard.co/chiang-mai-pride-2021/ Sat, 20 Feb 2021 03:36:01 +0000 https://thestandard.co/?p=456744 Chiang Mai Pride 2021 จัดงานบนพื้นที่ออนไลน์วันนี้ และร่วมรำลึกวันยุติความรุนแรงต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้หนึ่งในเทศก […]

The post Chiang Mai Pride 2021 จัดงานบนพื้นที่ออนไลน์วันนี้ และร่วมรำลึกวันยุติความรุนแรงต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chiang Mai Pride 2021 จัดงานบนพื้นที่ออนไลน์วันนี้ และร่วมรำลึกวันยุติความรุนแรงต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้หนึ่งในเทศกาล LGBT Pride ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยอย่างงาน Chiang Mai Pride 2021 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 นั้นเปลี่ยนพื้นที่การจัดกิจกรรมจากการเดินขบวนพาเหรดที่เชียงใหม่เ ป็นการจัดกิจกรรมทางแพลตฟอร์มออนไลน์ และร่วมรำลึก 12 ปีของ ‘เสาร์ซาวเอ็ดรำลึก’ อีกด้วย

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อนนั้นมีความพยายามที่จะจัดงานเกย์ไพรด์ (Gay Pride) ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2009 แต่มีการต่อต้านจากบางกลุ่มในท้องถิ่น และเกิดเหตุความรุนแรงจนต้องยุติการจัดงานในที่สุด ทำให้ #เสาร์ซาวเอ็ด กลายเป็นจุดเริ่มต้นและแรงผลักดันให้นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในไทย กำหนดให้วันที่ 21 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันยุติความรุนแรงต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Stop Violence Against LGBTIQs Day)

 

ทาง Chiang Mai Pride จะมีกิจกรรมในวันนี้ (20 กุมภาพันธ์) จะมีการไลฟ์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของ Chiang Mai Pride ระหว่างเวลา 16.00-19.00 น. และไฮไลต์ก็มีงานเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ ‘ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ’ เวลา 16.20 น. และพิธีจุดเทียนรำลึก 12 ปีเสาร์ซาวเอ็ด ในเวลาประมาณ 17.45 น. สำหรับชาวเชียงใหม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมและ After Party ที่ร้าน Can Do Bar โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ร่วมย้อนหลังชมภาพบรรยากาศขบวนไพรด์พาเหรดที่เชียงใหม่ทั้ง 2 ครั้ง Chiang Mai Pride 2019 เสาร์ซาวเอ็ดกับงานไพรด์ครั้งแรกในรอบ 10 ปีของเชียงใหม่ และ Chiang Mai Pride 2020 พื้นที่แห่งความหวังที่ให้คุณ Pride และ Proud ในแบบที่คุณเป็น

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post Chiang Mai Pride 2021 จัดงานบนพื้นที่ออนไลน์วันนี้ และร่วมรำลึกวันยุติความรุนแรงต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุรินทร์ สั่งศึกษาขยายเวลาแจ้งความคดีความผิดทางเพศ จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน ปกป้องสิทธิผู้เสียหายเพิ่ม https://thestandard.co/jurin-study-extending-the-time-for-reporting-the-offense-of-sexual-offenses/ Thu, 11 Jun 2020 10:33:24 +0000 https://thestandard.co/?p=371177

วันนี้ (11 มิถุนายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนา […]

The post จุรินทร์ สั่งศึกษาขยายเวลาแจ้งความคดีความผิดทางเพศ จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน ปกป้องสิทธิผู้เสียหายเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 มิถุนายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานภาพสตรีแห่งชาติ ที่ประชุมมีมติใน 3 เรื่องสำคัญคือ 1. ต่อความห่วงใยสถานการณ์ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก-การคุกคามทางเพศ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ให้กรมกิจการสตรีและครอบครัวตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายศึกษาแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขยายเวลาการแจ้งความดำเนินคดีความผิดทางเพศที่กำหนดไว้ 3 เดือน เพิ่มเป็น 6 เดือน เพื่อให้ผู้เสียหายมีเวลามากพอที่จะใช้ในการตัดสินใจนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สอดคล้องกับที่เครือข่ายสตรีได้เรียกร้องมานาน

 

ขณะเดียวกันได้มอบกรมกิจการสตรีขับเคลื่อนเรื่องการส่งเสริมให้สามีช่วยเหลือภรรยาเลี้ยงดูบุตร โดยดำเนินการทำโครงการนำร่อง ความร่วมมือองค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน อนุญาตให้บุคลากรชายสามารถลาไปช่วยเหลือภรรยาที่คลอดบุตรได้เป็นเวลา 15 วันทำการ เป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันจนครบวันลา

 

พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาสตรีระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563-2565) ทั้งนี้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาสตรี ประกอบด้วย 5 มาตรการคือ

 

  1. ปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมในเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย 
  2. เพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสตรี 
  3. ส่งเสริมปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาสตรีสู่ความเสมอภาค 
  4. กำหนดมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันคุ้มครอง และช่วยเหลือสตรี 
  5. สร้างความเข้มแข็งของกลไกและกระบวนการพัฒนาสตรี 

 

“รัฐบาลมีเป้าหมายการพัฒนาสตรีให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อีกทั้งขจัดความไม่เสมอภาคระหว่างชายหญิงที่ยังคงปรากฏในสังคมไทยในเรื่องทัศนคติ กฎระเบียบ และการจ้างงาน ซึ่งแผนปฏิบัติการได้ครอบคลุมงานในทุกมิติ และเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม” รัชดากล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post จุรินทร์ สั่งศึกษาขยายเวลาแจ้งความคดีความผิดทางเพศ จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน ปกป้องสิทธิผู้เสียหายเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมอง ‘คนรุ่นใหม่’ สู่เวที One Young World 2018 พร้อมสานฝันเยาวชนเพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกไปสู่ความยั่งยืน [PR NEWS] https://thestandard.co/one-young-world-2018/ https://thestandard.co/one-young-world-2018/#respond Tue, 25 Dec 2018 10:38:13 +0000 https://thestandard.co/?p=170424

ในยุคที่ทุกอย่างเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี สิ่ […]

The post เปิดมุมมอง ‘คนรุ่นใหม่’ สู่เวที One Young World 2018 พร้อมสานฝันเยาวชนเพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกไปสู่ความยั่งยืน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคที่ทุกอย่างเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี สิ่งที่ยังคงความสำคัญอยู่คือการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน SDGs (The Sustainable Development Goals) ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์ให้สังคมยังคงขับเคลื่อนไปโดยไม่ละทิ้งปัญหาสำคัญของโลก โครงการระดับโลก One Young World 2018 เวทีแห่งพลังความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ชวนคนรุ่นใหม่ ‘Lead2030’ ร่วมผลักดันเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ทางซีพีสานฝันปันโอกาสส่งเยาวชนเข้าร่วมในเวทีระดับโลกนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สนับสนุนให้ผู้นำรุ่นใหม่จากกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์และผู้นำเยาวชนจากองค์กรภายนอก ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปสู่ความยั่งยืนที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งมั่นเพื่อทุกชีวิตตามยุทธศาสตร์ 3 Hs ได้แก่ Heart: มุ่งมั่นทำธุรกิจด้วยใจ, Health: มุ่งมั่นสร้างสังคม, Home: มุ่งมั่นเพื่อสิ่งแวดล้อม

 

 

มุมมองคนรุ่นใหม่กับปัญหาการศึกษาจากไทยถึงเวทีโลก

วันนี้ได้มีโอกาสถอดความคิดของเยาวชนตัวแทนจากไทยที่สะท้อนมุมมองของผู้นำรุ่นใหม่ที่มีต่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาโลกจากเวที One Young World 2018

 

แพม-ชนากานต์ กิตติจารุจิตต์ กับความสนใจในประเด็นเทคโนโลยีที่สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา

“สำหรับแพม นวัตกรรมที่รู้สึกสนใจมากคือ plenary session ของการศึกษาค่ะ ประเด็นสำคัญคืออินเทอร์เน็ตสามารถทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการศึกษาได้จริงหรือเปล่า เพราะในทุกวันนี้เราเห็นว่าอินเทอร์เน็ตมีการพัฒนาไปไกลมาก แต่เรายังเห็นว่ามีเด็กจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับหรือยังเข้าไม่ถึงการศึกษาอยู่ ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Tele Story ที่เป็นเหมือนโปรแกรมให้เราสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อให้เข้าถึงระบบหนังสือเสียงได้ เหมือนเป็นการลดช่องว่างให้กับพ่อแม่ที่อาจไม่รู้หนังสือ แต่สามารถอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ มันทำให้เราเข้าถึงความรู้ได้อย่างไม่จำกัด และด้วยประเด็นนี้ทำให้เราหันกลับมามองปัญหาในไทยเองว่ามีส่วนที่คล้ายกัน อย่างในระบบโรงเรียน บางทีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงแล้ว แต่ครูอาจยังขาดความรู้ในการใช้งานเพื่อจะนำความรู้มาสอนให้กับเด็กๆ ทำให้พลาดในการสอนเพื่อให้เด็กได้เข้าถึงความรู้ และจากไอเดียของ Tele Story ทำให้เราคิดว่าเอามาต่อยอดได้ อย่างบริษัทในเครือฯ ของเรามี True Corporation ก็สามารถเอามาประยุกต์ใช้เพื่อให้เข้าถึงการศึกษาได้ อาจต้องมีการศึกษาในประเด็นนี้เพิ่มเติมเพื่อหาหนทางในการต่อยอดพัฒนาแก้ปัญหาได้จริงๆ

 

และอีกสิ่งที่สำคัญที่มองเห็นคือเรื่องของข้อมูล ที่หากระบบการศึกษาในบ้านเราได้เอามาใช้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ในการเรียนการสอน ถ้าข้อมูลมีมากพอจะสามารถเอาไปประมวลผลออกมาเป็นหลักสูตรการสอนได้ อย่างแพมทำงานอยู่ CPG อยากพัฒนาร่วมกับ True เราก็สามารถทำได้ เพราะเครือเราก็มีทรัพยากรเยอะอยู่แล้ว เหมือนกับเป็นการทำงานร่วมกันกันระหว่างเครือด้วย แล้วพัฒนาส่งต่อเพื่อออกไปใช้งานได้จริง

 

บาส-ณัฐวัชร์ สหะศักดิ์มนตรี มุมมองเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพ หนึ่งแกนสำคัญที่ทั้งประเทศไทยและในระดับนานาชาติกำลังให้ความสำคัญ

สำหรับผม ประเด็นที่น่าสนใจคือโรคบางโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่พอไม่ได้ป้องกัน มันทำให้เกิดการสูญเสียจนอาจเสียชีวิตได้ ตัวอย่างในประเทศฝรั่งเศสที่ฉีดวัคซีนป้องกันจนสามารถลดอัตราการเสียชีวิตที่คำนวณไว้คร่าวๆ เป็นล้านคน ประเด็นเรื่องความรู้ในการป้องกันโรคจึงเป็นจุดสำคัญ ในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก บุคลากรทางการแพทย์ยังขาดแคลนมาก ถ้าประชาชนมีความรู้ในการดูแลป้องกันตัวเองในเบื้องต้นจะทำให้เราสามารถโฟกัสการทุ่มงบประมาณและบุคลากรในการรักษาไปกับโรคที่เกิดขึ้นกะทันหัน อาจเป็นจากไวรัสที่ไม่สามารถตั้งตัวหรือป้องกันได้ หากเราลดเรื่องของการตายหรือการเสียชีวิตจากโรคที่เราสามารถป้องกันได้ก่อนจะเป็นเรื่องที่ดีมาก และถือเป็นการดูแลและป้องกันอย่างยั่งยืน

 

โอกาสที่ได้มาร่วมโครงการ One Young World 2018 ครั้งนี้ผมชอบไอเดียของ RB เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น Dettol และถุงยางอนามัย Durex คือเขาเป็นองค์กรที่ทำตามแนวคิดเรื่องป้องกันดีกว่ารักษา คือการไปดูแลป้องกันที่จุดเริ่มต้น ปัญหาสุขภาพมักมาพร้อมกับปัญหาความยากจน เช่น ปัญหาขาดแคลนห้องน้ำ ซึ่งมันเป็นเรื่องของสุขลักษณะ บางทีมันทำให้สุขลักษณะไม่ถูกต้อง แล้วมันก็ทำให้เกิดการติดเชื้อ ท้องร่วง ท้องเสีย อหิวาตกโรค แนวคิดของเขาคือพยายามผลักดันให้เกิดห้องน้ำ เพราะว่าทุกวันนี้คนประมาณแค่ 1 ใน 3 ของโลกเท่านั้นเองที่มีการเข้าถึงห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะและมีห้องน้ำที่อนามัยถูกต้อง เขาก็จะพยายามผลักดันให้ในพื้นที่ที่ห่างไกลมีห้องน้ำ รวมถึงมันก็เหมือนเป็นโครงการของเขาที่เป็นเขต Shared Value ด้วย คือเขาก็ขายผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดห้องน้ำด้วย มีห้องน้ำมาก ผลิตภัณฑ์เขาก็ขายออกไป แล้วพอขายออกไป เขาก็เอาเงินตรงนี้กลับมาหมุนเวียนใหม่ เป็นการลงทุนและทำธุรกิจแบบยั่งยืน

 

อย่างเครือซีพีของเรามีผลิตภัณฑ์เป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย เราสามารถจัดหาห้ทุกที่ได้ทั้งหมด ซึ่งถ้าเกิดเรามาเริ่มตรงนี้ เราควรจะเป็นคนนำกระแสเรื่องอาหารสุขภาพ ทุกวันนี้คนใช้ผลิตภัณฑ์ของเราค่อนข้างเยอะเป็นหลักแสนหลักล้านคน ถ้าเราผลักดันตรงนี้ให้คนเริ่มเข้าถึงอาหารสุขภาพได้ง่ายขึ้น มันก็จะเป็นจุดเล็กๆ ในการเริ่มต้นให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพแล้วก็ต่อยอดไปได้เรื่อยๆ ครับ

 

นอกจากปัญหาด้านสุขภาพกายแล้ว เยาวชนผู้นำยังคงมีความสนใจในเรื่องปัญหาสุขภาพจิตด้วย ไหม-มนัสวี ศุระศรางค์ จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์และแนวคิดที่ได้รับจากเวทีนี้

“ไหมได้มีโอกาสเข้าไปในส่วนของเวทีย่อยที่พูดถึงเรื่องของภาวะซึมเศร้า เรารู้สึกว่าเหมือนมาคอนเฟิร์มในสิ่งที่เราทำอยู่คือเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ตอนแรกเรายังไม่แน่ใจทิศทางว่าที่เราทำมันถูกต้องไหม หรือมันมีไอเดียอะไรที่เพิ่มมากกว่านี้ ปรากฏว่าไม่ว่าจะเป็นสปีกเกอร์จากอินเดียหรือจากแถบแอฟริกาใต้ คือเขาทำในสิ่งที่เหมือนเรา การแก้ไขปัญหามันเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน ยังไม่ทำในจำนวนคนที่มากไป เพราะไอเดียสำคัญเรามองว่ามันต้องให้เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยขยายออกไปอย่างมีพลัง สิ่งสำคัญที่ได้จากการเข้าร่วมครั้งนี้คือคุณภาพสำคัญมากกว่าปริมาณ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไหมทำอยู่แล้ว ไอเดียที่เราทำที่ไทยจึงเหมือนเป็นสิ่งที่จุดประกายว่าเรามาถูกทางแล้ว สิ่งที่ทำคือคลับที่ชื่อว่า ‘ดูใจ’ เป็นโปรเจกต์ที่ทำร่วมกับเพื่อนปริญญาโท เราคิดหัวข้อขึ้นมาแล้ว ใครที่สนใจก็สามารถมาร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์กันได้

 

สิ่งแรกที่เราต้องปรับเพื่อจะแก้ปัญหาด้านสุขภาพจิตคือเราต้องปรับทัศนคติก่อนว่าคนที่มีปัญหาทางจิตไม่ใช่คนป่วยที่จะกันออกไปจากชีวิต แต่กลุ่มคนที่มีปัญหาคือคนที่เราต้องให้ความสนใจที่จะพูดคุยกับพวกเขาเพื่อค้นพบทางออกให้เขา พูดให้เข้าใจง่ายคือการไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อเราเจอภาวะทางจิตใจที่รู้สึกเป็นปัญหา เราสามารถไปหาจิตแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาได้

 

สำหรับการทำงานโปรเจกต์ของไหมที่ผ่านมาคือเราทำงาน แต่ยังไม่ได้เผยแพร่ออกไปมากนัก ในการไปร่วมโครงการ One Young World 2018 ครั้งนี้ทำให้เราได้คอนเน็กชันจากคนที่สนใจในปัญหาเหล่านี้เหมือนกันจากประเทศอื่นๆ และประเด็นสำคัญที่ไหมได้จากเวทีนี้คือการแก้ปัญหาในทุกๆ เรื่องมันต้องแก้ไปพร้อมๆ กันในทุกด้าน ทั้ง 5 ด้านที่มีมันต้องไปด้วยกัน การที่คุณจะพัฒนาสุขภาพอย่างเดียว แต่ว่าคนไม่มีการศึกษามันก็ไปไม่ได้ เราเห็นความเชื่อมโยงว่าต้องพัฒนาและแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันจึงจะเกิดความยั่งยืน

 

ปัญหาความยากจนในทัศนะของเยาวชนผู้นำ นัน-ณัฐนันท์ เอมอมรจิต

นันสนใจประเด็นปัญหาความยากจน สิ่งที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ One Young World 2018 ที่จุดประกายความคิดให้นันคือการได้ร่วมกับคนเกือบ 1,800 คนจากหลากหลายประเทศ เราได้คุยกับคนจากหลายที่ ซึ่งเขามีความสนใจแตกต่างกัน เราได้เจอคนที่เป็นทีมงานของ Muhammad Universe Center ซึ่งเป็นองค์กรที่เขาเรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของไมโครไฟแนนซ์ คือการให้คนยากจนกู้ยืม คนที่ยากจนมากๆ ที่ไม่มีเครดิตเลยเขาไม่ได้มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน แต่อยากจะช่วยเหลือ เลยเข้าไปทำงานเป็นอาสมัครให้กับ Muhammad Universe Center ซึ่งเป็นจุดที่เรารู้สึกว่าคนในประเทศเขาให้ความสำคัญกับเด็กรุ่นใหม่ ประเทศเขาให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ อาสาสมัครตัวเองเข้าไปทำงาน ได้ใกล้ชิดกับคนที่อยากจะขับเคลื่อนสังคมจริงๆ ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอยากกลับมาต่อยอดการทำงานของตัวเองที่ไทย

 

ตัวอย่างที่สนใจมากคือคนที่ทำงานเป็น Marketing Manager ที่ Facebook เขาได้เข้าร่วมแคมเปญของ One Young World ปีที่แล้ว แล้วก็กลับมาสร้างแคมเปญให้ทุกคนประกวดโครงการ Social Business ของตัวเองเข้ามา โดย Facebook จะปันเงินให้ผู้ชนะ ซึ่งวิธีคิดของเขาคืออย่าไปคิดว่าเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่คนรุ่นใหม่ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกและสังคมให้ดีขึ้นได้ แม้ว่าจะเป็นจุดเล็กๆ ก็ตาม

 

 

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแง่มุมที่เหล่าเยาวชนตัวแทนของไทยได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้

 

ด้าน ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้พูดไว้ในเรื่องของการให้โอกาส มีประเด็นที่น่าสนใจคือในอดีตศุภชัยได้พลาดหลายอย่างที่สำคัญในชีวิต เนื่องจากมุ่งมั่นแต่การทำงาน จึงทำให้มุมมองในชีวิตแคบไปอย่างน่าเสียดาย เลยอยากเป็นผู้มอบโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการเข้าร่วมประชุม One Young World จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความตระหนักรู้และขยายมุมมองให้กว้างขึ้น

 

และในครั้งนี้ยังได้เกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้นำเยาวชนในการดำเนินงานโครงการต่อต้านความรุนแรงทางเพศขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ความมุ่งมั่นและองค์ความรู้ต่างๆ ที่มี เข้าไปจัดการกับปัญหาความรุนแรงเกี่ยวกับเพศทั้งในระดับพื้นที่และในระดับโลก โดยกลุ่มผู้นำเยาวชนการต่อต้านความรุนแรงทางเพศต่างเห็นพ้องตรงกันว่าความรุนแรงเกี่ยวกับเพศทุกรูปแบบคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งปัจจุบันมี 1 ใน 3 ของผู้หญิงและเด็ก รวมถึง 1 ใน 6 ของผู้ชายและเด็กชายทั่วโลกต้องเผชิญกับความรุนแรงเกี่ยวกับเพศในชีวิต และผลวิจัยล่าสุดยังพบว่าปัญหาเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา และถือว่าเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านมนุษยชน

 

ด้าน กมลนันท์ เจียรวนนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารองค์กร Voice Foundation for Vulnerable Children หนึ่งในแกนนำกลุ่มผู้นำเยาวชนต่อต้านความรุนแรงทางเพศ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ยังเกิดขึ้นทุกวันไว้น่าสนใจ

 

“ถึงฉันจะภูมิใจที่เป็นคนไทย แต่ฉันไม่ภูมิใจที่เห็นเด็กขอทานไร้สัญชาติบนถนนซึ่งถูกกักขังควบคุมโดยผู้ที่เอาเปรียบ เด็กไร้สัญชาติมีความเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ ใช้แรงงานเด็ก และความรุนแรงทางเพศ สิ่งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เด็กๆ ที่ไร้สัญชาติต้องประสบ และสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเด็กเหล่านี้คืออนาคตของเรา ฉันมุ่งมั่นที่จะทำให้ชีวิตของเด็กเหล่านี้ดีขึ้น แต่ในขณะที่ยังทำอะไรไม่ได้มาก ฉันก็จะเป็นกระบอกเสียงให้กับพวกเขา”

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เปิดมุมมอง ‘คนรุ่นใหม่’ สู่เวที One Young World 2018 พร้อมสานฝันเยาวชนเพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกไปสู่ความยั่งยืน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/one-young-world-2018/feed/ 0
ผู้หญิงต้องทนกับอะไรบ้าง? UN Women เปิดสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงทั่วโลก https://thestandard.co/un-women-violence-against-women/ https://thestandard.co/un-women-violence-against-women/#respond Tue, 27 Nov 2018 13:15:31 +0000 https://thestandard.co/?p=154922

ผู้ป่วยติดเตียงหญิงอายุ 73 ปีถูกกระทำชำเรา เด็กสาวถูกข่ […]

The post ผู้หญิงต้องทนกับอะไรบ้าง? UN Women เปิดสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้ป่วยติดเตียงหญิงอายุ 73 ปีถูกกระทำชำเรา เด็กสาวถูกข่มขืนฆาตกรรมโยนลงจากรถไฟ เด็กสาวถูกคนในหมู่บ้านรุมขืนใจ ภรรยาถูกสามีจุดไฟคลอก คืนบาปพรหมพิราม ฯลฯ เราได้ยินเรื่องของเหตุการณ์ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกบ่อยเกินไปไหม? UN Women เผยตัวเลขสถิติความเจ็บปวดที่หญิงทั่วโลกและและสตรีชาวไทยต่างต้องทน

 

 

ภาพประกอบ: Nisakorn R.

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ผู้หญิงต้องทนกับอะไรบ้าง? UN Women เปิดสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/un-women-violence-against-women/feed/ 0
‘เขาทำเหมือนพวกเราเป็นสัตว์’ นาเดีย มูราด เหยื่อกามารมณ์กลุ่มไอเอส เจ้าของโนเบลสาขาสันติภาพ 2018 https://thestandard.co/nadia-murad-isis-sex-slave-nobel-peace-prize/ https://thestandard.co/nadia-murad-isis-sex-slave-nobel-peace-prize/#respond Tue, 09 Oct 2018 09:50:54 +0000 https://thestandard.co/?p=130380

หลังจากมีการประกาศผลรางวัลโนเบลในสาขาต่างๆ เสร็จสิ้นไปเ […]

The post ‘เขาทำเหมือนพวกเราเป็นสัตว์’ นาเดีย มูราด เหยื่อกามารมณ์กลุ่มไอเอส เจ้าของโนเบลสาขาสันติภาพ 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากมีการประกาศผลรางวัลโนเบลในสาขาต่างๆ เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปีนี้ นาเดีย มูราด หญิงสาวชาวยาซิดี ชนกลุ่มน้อยของอิรัก ผู้เคยตกเป็นเหยื่อกามารมณ์ของสมาชิกกลุ่มกองกำลังไอเอสที่เข้ายึดครองบ้านเกิดของเธอภายในจังหวัดซินจาร์เมื่อปี 2014 ก่อนจะหลบหนีออกมาได้และผันตัวเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ร่วมกับ นายแพทย์เดนิส มุกเวเก สูตินรีแพทย์ชาวคองโก โดยทั้งสองคนเป็นผู้อุทิศตนเพื่อรณรงค์และช่วยเหลือผู้หญิงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงทางเพศอีกต่อไป

 

บาดแผลและคราบน้ำตาใน ‘ฝันร้าย’ ของนาเดียที่ไม่เคยจางหายไป

นาเดียและหญิงสาวชาวยาซิดีกว่า 7,000 คนถูกลักพาตัว ขณะที่หมู่บ้านโคโช บ้านเกิดของพวกเธอทางตอนเหนือของอิรัก ถูกโจมตีด้วยกลุ่มกองกำลังไอเอสเมื่อปี 2014

 

แม่ พี่ชาย และน้องชายอีก 6 คนของเธอเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น สุดท้ายนาเดียถูกบังคับให้กลายเป็น ‘ซาบายา’ (Sabaya) หรือทาสกามารมณ์ ให้กับสมาชิกของกลุ่มนักรบไอเอสที่เมืองโมซุล หนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มภายในอิรัก

 

นาเดียเล่าว่า “ตลาดซื้อขายทาสกามารมณ์นี้จะเปิดช่วงกลางคืน ผู้หญิงทุกคนที่ถูกจับตัวมาจะอยู่ชั้นบนของตัวอาคาร และรับรู้ได้ถึงความวุ่นวายและอึกทึกครึกโครมของเหล่าสมาชิกกลุ่มไอเอสที่กำลังต่อรองเรื่องหญิงสาวที่จะตกเป็นเหยื่อความใคร่ของพวกเขาในคืนนั้น หลังจากที่สอบถามประวัติเบื้องต้นเสร็จ พวกเขาจะขึ้นมาเลือกเหยื่อโดยการสอบถามชื่อ อายุ รวมถึงประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ อีกทั้งยังแตะต้องเนื้อตัวของเหยื่อที่ถูกลักพาตัวมาได้อย่างเต็มที่ เขาทำเหมือนพวกเราเป็นสัตว์ แม้เสียงกรีดร้องและเสียงอ้อนวอนจะดังก้องแค่ไหนก็ตาม”

 

กลุ่มกองกำลังไอเอสใช้ซาบายาเป็นหนึ่งในเครื่องมือเสริมสร้างแรงจูงใจ ดึงดูดสมาชิกคนใหม่ๆ ให้หันมาเข้าร่วมกลุ่มและปฏิบัติการก่อการร้าย โดยการข่มขืนถูกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในช่วงการทำสงครามมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามโลก สงครามอินโดจีน หรือแม้แต่สงครามและความขัดแย้งกับกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ที่ยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

 

นาเดียยังเผยต่ออีกว่าในคืนนั้นเธอถูกเลือกไปโดย ฮัจจี ซัลมาน ผู้พิพากษาแห่งเมืองโมซุล สมาชิกระดับสูงของกลุ่มไอเอสในย่านนั้น เธอถูกข่มขืนและทำร้ายร่างกายอย่างหนัก ท้ายที่สุดช่วงเวลากว่า 1 ปี 3 เดือนที่เหมือนตกนรกทั้งเป็นก็จบสิ้นลง เธอสามารถหลบหนีจากกลุ่มไอเอสได้ ก่อนจะเริ่มต้นสถานะของผู้ลี้ภัยและเดินทางมุ่งหน้าสู่เยอรมนีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

 

โดยเธอตั้งใจที่จะกลับมาช่วยเหลือหญิงสาวชาวยาซิดีและเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างที่เธอเคยพบเจอมา เธอจึงตัดสินใจเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ต่อต้านการค้ามนุษย์ และยุติการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อเด็กและผู้หญิง

 

 

อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของนาเดีย มูราด

ในปี 2015 นาเดียเดินทางเข้าร่วมการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยประเด็นของชนกลุ่มน้อยที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และนั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอบนเวทีระดับโลกเป็นครั้งแรก “ฉันต้องการจะพูดทุกเรื่องที่ฉันเคยพบเจอมา มีเด็กจำนวนมากต้องเสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำขณะหลบหนีกองกำลังไอเอส มีชาวบ้านจำนวนมากในป่าที่ยังรอคอยการช่วยเหลือ มีผู้หญิงและเด็กหลายพันคนที่ยังคงถูกจับกุมตัว มีเหตุสังหารหมู่นองเลือด ฉันเป็นหนึ่งในไม่กี่ร้อยคนจากหญิงสาวชาวยาซิดีหลายพันคนที่ถูกจับตัวไปแล้วสามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้ ชุมชนของฉันกระจัดกระจาย บ้างก็อาศัยอยู่ในค่ายพักพิงในอิรัก บ้างก็ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ มีเรื่องราวมากมายที่โลกควรจะต้องรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเราชาวยาซิดีบ้าง

 

“ฉันต้องการสถานที่ปลอดภัยให้แก่ชนกลุ่มน้อยต่างศาสนาในอิรัก นำตัวกลุ่มกองกำลังไอเอสทุกคนมารับโทษจากการสังหารหมู่และก่ออาชญากรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งปลดปล่อยทุกพื้นที่ของจังหวัดซินจาร์ที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของไอเอส และฉันจะพูดถึงความป่าเถื่อนที่ฮัจจีข่มขืนฉัน นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของฉัน แต่ฉันพร้อมที่จะบอกเล่าทุกเรื่องราวของฉัน เพราะนั่นเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดเพียงอย่างเดียวที่ฉันมี”

 

นาเดียระบุว่า “มันไม่ง่ายเลยที่คุณจะบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างของตัวคุณเอง ยิ่งถ้าเป็นบาดแผลในใจด้วยแล้ว ในแต่ละครั้งที่คุณพูดถึงมัน คุณจะหวนระลึกถึงความรู้สึกนั้นเสมอ เวลาที่ฉันเล่าถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น สถานที่ที่ผู้ชายพวกนั้นข่มขืนฉัน แรงฟาดของแส้ที่ฮัจจีเฆี่ยนตีฉันขณะซ่อนกายอยู่ใต้ผ้าห่ม ท้องฟ้าอันมืดมิดของเมืองโมซุลที่ไร้วี่แววสัญญาณที่จะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ทุกอย่างมันพาฉันกลับไปสู่ห้วงความจำอันเลวร้ายจุดนั้น และฉันคิดว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ตกเป็นเหยื่อก็คงเผชิญชะตากรรมนี้ไม่ต่างจากฉันเช่นกัน”

 

เรื่องราวของนาเดียเป็นเพียงเครื่องมือที่ดีที่สุดเครื่องมือเดียวที่เธอมีในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย โดยเธอตั้งเป้าจะนำผู้ก่อการร้ายทุกคนมารับโทษให้สำเร็จให้ได้ ซึ่งเธอตระหนักถึงความจริงที่ว่าเธอไม่สามารถแก้ไขและยุติปัญหานี้ได้เพียงตัวคนเดียว เธอจึงจำเป็นต้องร้องขอให้ผู้นำประเทศ โดยเฉพาะผู้นำจากโลกมุสลิม ร่วมกันยืนหยัดและต่อสู้แก้ไขปัญหานี้ร่วมกันกับเธอ ซึ่งเธอหวังว่าเธออยากจะเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายบนโลกที่เผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนี้

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ‘เขาทำเหมือนพวกเราเป็นสัตว์’ นาเดีย มูราด เหยื่อกามารมณ์กลุ่มไอเอส เจ้าของโนเบลสาขาสันติภาพ 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/nadia-murad-isis-sex-slave-nobel-peace-prize/feed/ 0