ในวันที่โลกดูวุ่นวายหรือมีเรื่องให้ต้องปวดหัวไม่เว้นแต่ […]
The post “ไม่ลืมที่จะเริ่ด” เกราะใจของคนที่ไม่ยอมให้โลกกำหนดคุณค่าในตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวันที่โลกดูวุ่นวายหรือมีเรื่องให้ต้องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน วลีอย่าง “ไม่ลืมที่จะเริ่ด” อาจฟังดูเป็นเพียงความขำบนโซเชียลมีเดีย แต่หากมองให้ลึกลงไป มันสะท้อนวิธีคิดของคนยุคใหม่ที่เลือกจะไม่ปล่อยให้สถานการณ์รอบตัวมากำหนดความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง เพราะในความเป็นจริง “ความเริ่ด” ไม่ได้หมายถึงภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่คือพลังจากภายในที่ทำให้เรายังตั้งหลักได้ และพร้อมเผชิญกับทุกสิ่ง แม้สถานการณ์รอบด้านจะดูพังแค่ไหนก็ตาม
เมื่อมองโลกผ่านเลนส์ความจริง ชีวิตคงไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะวางแผนไว้เป๊ะแค่ไหนก็ตาม เราต่างต้องเผชิญกับความวุ่นวายในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งปัญหาในหน้าที่การงาน การรับมือกับผู้คน เหตุไม่คาดคิด หรือแม้แต่วันที่เราเสียเซลฟ์โดยไม่รู้ตัว แต่คนที่ “ไม่ลืมที่จะเริ่ด” จะไม่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามแรงของสถานการณ์เหล่านั้น
พวกเขาเลือกที่จะคุมพลังของตัวเองไว้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาน้ำเสียง การวางตัว การเลือกมองในแง่บวกและเชื่อว่าสิ่งต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้น หรือแม้แต่การดูแลตัวเองในวันที่ไม่มีใครเห็น เพราะสิ่งเล็กๆ เหล่านี้คือเครื่องยืนยันเงียบๆ ว่า “ฉันเอาอยู่” และตราบใดที่เรายังควบคุมตัวเองได้ เราก็จะไม่สูญเสียตัวเองไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ความเริ่ดในอีกมิติหนึ่งคือการรู้จัก romanticize ชีวิตของตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ คุณไม่จำเป็นต้องมีโอกาสพิเศษหรือเหตุการณ์ใหญ่โตเพื่อรู้สึกดีกับตัวเอง
บางครั้งมันอาจเป็นเพียงการฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดแม้ไม่มีใครได้กลิ่น หรือการพูดชมและให้กำลังใจตัวเองในวันที่เราไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเองที่สุด การกระทำเล็กๆ เหล่านี้คือการให้เกียรติตัวเอง และเป็นการย้ำเตือนว่าคุณมีคุณค่า
ท้ายที่สุดแล้ว การไม่ลืมที่จะเริ่ด ไม่ใช่การพยายามดูดีตลอดเวลา
แต่คือการไม่ลดมาตรฐานของตัวเอง แม้ในวันที่โลกใจร้ายกับเรา
The post “ไม่ลืมที่จะเริ่ด” เกราะใจของคนที่ไม่ยอมให้โลกกำหนดคุณค่าในตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรามักถูกกดดันให้ต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่พอ มีผลงานที่โดดเ […]
The post Micro-Confidence: ใช้ชีวิตเติบโตขึ้น จากชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรามักถูกกดดันให้ต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่พอ มีผลงานที่โดดเด่นพอ หรือมีภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบพอ ถึงจะมีสิทธิ์ประกาศตัวว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจ แต่หลายครั้งการมองไปที่ยอดเขาสูงชันกลับทำให้เราเกิดอาการตัวเล็กลง และเริ่มสงสัยในศักยภาพของตัวเองเมื่อพบว่าเส้นทางนั้นยังอีกยาวไกล นี่คือจุดที่แนวคิด Micro-Confidence เข้ามาเปลี่ยนเกม
Micro-Confidence ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าเราเก่งที่สุด แต่คือการสร้างฐานความเชื่อมั่นผ่านการสะสมสิ่งที่เรียกว่า “Small Wins” หรือชัยชนะเล็กๆ ในระดับจุลภาคที่มีความถี่สูง ในเชิงจิตวิทยา ทุกครั้งที่เราตั้งใจจะทำอะไรบางอย่าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการตื่นมาดื่มน้ำทันทีที่ตื่น การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย หรือการส่งอีเมลที่ค้างไว้ออกไป แล้วเราทำได้สำเร็จ สมองจะหลั่งสารโดปามีนออกมาและส่งสัญญาณบอกตัวเองว่า “เราเป็นคนที่รักษาคำพูดกับตัวเองได้”
หัวใจสำคัญของการสร้าง Micro-Confidence คือการเลิกฝากความภูมิใจไว้กับ ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ให้ย้ายมาวางไว้ที่กระบวนการแทน เมื่อเราทำสิ่งที่ตั้งใจสำเร็จซ้ำๆ สมองจะเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า Neuroplasticity หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการคิดใหม่ จากเดิมที่เคยรู้สึกว่าความสำเร็จเป็นเรื่องไกลตัว จะกลายเป็นความเชื่อมั่นในเนื้อแท้ว่า “ฉันรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้” และความมั่นใจประเภทนี้มักจะแข็งแกร่งกว่าความมั่นใจที่เกิดจากคำชมของคนอื่น เพราะมันถูกหล่อเลี้ยงด้วยประสบการณ์จริงที่คุณลงมือทำเองกับมือ
การฝึกกล้ามเนื้อความมั่นใจนี้ไม่ต่างจากการออกกำลังกาย เราไม่สามารถแข็งแรงได้จากการยกเวทหนักๆ เพียงครั้งเดียว แต่เราแข็งแรงได้จากการยกน้ำหนักที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ ในสนามชีวิตจริง การกล้าเอ่ยปากเสนอความเห็นเล็กๆ ในที่ประชุม หรือการกล้าปฏิเสธสิ่งที่ทำร้ายพลังงานเรา คือการสะสม Micro-Confidence ที่จะค่อยๆ ประกอบร่างกลายเป็นความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
อย่าลืมว่าความมั่นใจที่ยั่งยืนที่สุดอาจไม่ได้มาจากการที่เราวิ่งเข้าเส้นชัยได้อันดับหนึ่ง แต่มาจากการที่เราสามารถยืนยันกับตัวเองได้ในทุกคืนก่อนนอนว่า “วันนี้ฉันได้พยายามเพื่อตัวเองแล้ว” และนั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ใครก็พรากไปไม่ได้
The post Micro-Confidence: ใช้ชีวิตเติบโตขึ้น จากชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kendall Jenner ฮอตไม่เลิก ล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้เป็ […]
The post Kendall Jenner ขึ้นแท่น Global Fragrance Ambassador คนใหม่ของ Emporio Armani appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kendall Jenner ฮอตไม่เลิก ล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Global Fragrance Ambassador คนใหม่ของ Emporio Armani โดยเธอจะเป็นแอมบาสเดอร์หลักของแคมเปญน้ำหอมผู้หญิงรุ่นใหม่อย่าง Power of You Eau de Parfum ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์นี้
ตัวน้ำหอม Power of You Eau de Parfum ถูกออกแบบมาเพื่อสื่อถึงพลังจากภายในและความมั่นใจในตัวเองของผู้หญิงยุคใหม่ โครงสร้างกลิ่นมาในแนวฟลอรัลฟรุตตี้ที่มีความสดใสแต่ลึกซึ้ง เปิดด้วยกลิ่นเสาวรสและซิตรัส ส่วนกลิ่นกลางจะเป็นดอกไม้เขตร้อนอย่างฟรานจิพานี (Frangipani) บ้านเรารู้จักกันในชื่อดอกลีลาวดี และทิ้งท้ายด้วยวานิลลาจากมาดากัสการ์และโน้ตไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มลึก และติดทน
แคมเปญนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Emporio Armani ในการรีเฟรชภาพลักษณ์น้ำหอมผู้หญิงให้ร่วมสมัยมากขึ้น ผ่านบุคลิกของ Kendall Jenner ที่ผสานความเรียบโก้แบบอาร์มานีเข้ากับพลัง ความเป็นอิสระ และอิทธิพลทางวัฒนธรรมของไอคอนยุคใหม่
The post Kendall Jenner ขึ้นแท่น Global Fragrance Ambassador คนใหม่ของ Emporio Armani appeared first on THE STANDARD.
]]>
Brendan Fraser กำลังมีผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง Rent […]
The post Brendan Fraser ยังคงไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะเคยชนะรางวัลออสการ์มาแล้วก็ตาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
Brendan Fraser กำลังมีผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง Rental Family ที่เขาได้รับบทเป็นนักแสดงตกอับชาวอเมริกันที่ต้องหันไปทำงานให้บริษัท ‘ครอบครัวให้เช่า’ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และล่าสุดเขาก็ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน Associated Press อย่างติดตลกว่า หนังเรื่องนี้อาจเป็นเครื่องย้ำเตือนให้เขา “อย่านิ่งนอนใจเกินไป มันอาจเกิดขึ้นกับนายก็ได้”
ในชีวิตจริง Brendan Fraser เป็นนักแสดงวัย 56 ปี ที่เส้นทางอาชีพการงานมีช่วงที่เคยตกต่ำและกลับมารุ่งโรจน์ในวงการฮอลลีวูดอีกครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าจะกลับมามีผลงานและยังสามารถชนะรางวัลออสการ์ได้ในปี 2023 จากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง The Whale แต่ Brendan Fraser ก็ยังคงไม่มีความมั่นใจในตัวเองอยู่ดี
“ผมมีปัญหากับเรื่องความมั่นใจ ผมมักจะรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พออยู่เสมอ เชื่อสิ ไม่มีใครกดดันผมได้หนักเท่าตัวผมเองอีกแล้ว ไม่มีนักวิจารณ์หรือคอมเมนต์บาดใจอันไหนที่จะสามารถจิกกัดผมได้อย่างเจ็บแสบมากไปกว่าความคิดในหัวของผมเองเลย”
หลังจากที่ได้รับรางวัลออสการ์ Brendan Fraser ก็เคลิ้มไปกับความสำเร็จอยู่สักพักใหญ่ และเริ่มมองหาโปรเจกต์อันโดดเด่นที่ยังไม่มีถูกลืมเลือนไป ซึ่งเขาก็ได้พบกับภาพยนตร์เรื่อง Rental Family ของผู้กำกับ Hiraki ที่ทำให้เขามีโอกาสได้เดินหน้าสู่การทำงานชิ้นต่อไปหลังจากที่ได้รับการยกย่องด้วยรางวัลออสการ์อันทรงเกียรติ โดยนอกจาก Rental Family แล้ว Brendan Fraser ยังมีภาพยนตร์เรื่อง Pressure รวมไปถึง The Mummy ที่เขาจะได้โคจรกลับมาพบกับอีกหนึ่งนักแสดงนำอย่าง Rachel Weisz ตามมาเร็วๆ นี้
ภาพ: Lexie Moreland/WWD via Getty Images
The post Brendan Fraser ยังคงไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะเคยชนะรางวัลออสการ์มาแล้วก็ตาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
1. รู้ให้ชัดว่าใจเรากลัวอะไรกันแน่ เมื่อใจเราอยากรักแต่ […]
The post 10 วิธีรับมือเมื่อ ‘ใจอยากรัก แต่กลัวเจ็บ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อใจเราอยากรักแต่ก็กลัว อย่างแรกเลยคือต้องรู้ให้ชัดว่าเรากลัวอะไรกันแน่ ลองถามตัวเองง่ายๆ บางคนกลัวถูกปฏิเสธใช่ไหม? หรือกลัวเสียเวลากับคนที่ไม่ใช่? บางคนก็กลัวว่าจะโดนทำร้ายจิตใจเหมือนครั้งก่อนๆ? เวลาเรารู้ว่า “อ๋อ ใจเรากลัวแบบนี้นี่เอง” มันจะช่วยให้เราจัดการกับความกลัวได้ดีขึ้นเยอะเลย และอย่าลืมว่าความรู้สึกกลัวการเจ็บเป็นเรื่องปกติมาก ไม่ใช่แค่เรา แต่ทุกคนที่เคยรักก็กลัวเหมือนกัน
TIP: ลองจดบันทึกความกลัวของเราลงมาให้ชัดเจน บางทีพอเห็นเป็นตัวหนังสือแล้ว เราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้
แทนที่จะมองว่าความรักคือการได้หรือเสียใครสักคน ลองมองใหม่ว่ามันคือประสบการณ์ที่ทำให้เราเติบโต ความรักเป็นเหมือนบทเรียนที่ไม่ว่าจะจบแบบไหน เราก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเองเสมอ ลองโฟกัสที่ปัจจุบันแทนที่จะกังวลว่า “สุดท้ายจะเป็นอย่างไร” ให้มีความสุขกับช่วงเวลาดีๆ ที่มีตอนนี้ดีกว่า และฝึกปล่อยวางบ้าง เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเรารอให้ทุกอย่างแน่นอน เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย
รู้ไหมว่าทำไมบางคนไม่ค่อยกลัวความรัก? เพราะเขามั่นใจในตัวเองนั่นเอง ลองเริ่มจากการรักตัวเองก่อน เมื่อเรารักตัวเอง เราจะไม่ค่อยกลัวว่าคนอื่นจะไม่รักเรา และอย่าลืมเชื่อในคุณค่าของตัวเองด้วย คุณมีค่าและคู่ควรกับความรักที่ดี ไม่จำเป็นต้องยอมรับความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครรัก นอกจากนี้ยังควรตั้งขอบเขตให้ชัดเจน รู้ว่าอะไรที่ยอมรับได้ อะไรที่ยอมรับไม่ได้ การมีขอบเขตที่ชัดเจนจะช่วยปกป้องหัวใจเราได้เป็นอย่างดี
TIP: ลองเขียนข้อดีของตัวเองสัก 10 ข้อ แล้วอ่านมันทุกเช้า เพื่อเตือนตัวเองว่าเราเป็นคนที่น่ารักและมีคุณค่า
ไม่มีใครบอกว่าเราต้องเปิดใจรัก 100% ตั้งแต่วันแรก การเปิดใจค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้ เริ่มจากการให้โอกาสตัวเองได้รู้จักใครสักคน ไม่ต้องรีบตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ชอบ พยายามพูดคุยความรู้สึกตรงๆ บอกอีกฝ่ายว่าเรากลัวอะไร กังวลอะไร คนที่ใช่จะเข้าใจและให้เวลาเรา แล้วค่อยๆ สร้างความไว้วางใจ ซึ่งความไว้วางใจต้องใช้เวลาสร้าง ลองสังเกตว่าอีกฝ่ายทำตามที่พูดไหม รักษาสัญญาไหม ให้เวลากับขั้นตอนนี้ ไม่ต้องรีบร้อน
บางทีความกลัวอาจเกิดจากบาดแผลในอดีตที่ลึกกว่าที่คิด ถ้ารู้สึกว่าเกินกำลังจะจัดการ ลองปรึกษาคนรอบข้างดู ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ พี่น้องหรือผู้ปกครองที่เข้าใจ ครูแนะแนวหรือนักจิตวิทยาโรงเรียน หรือนักจิตวิทยาวัยรุ่น การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการแสดงความกล้าหาญและความรับผิดชอบต่อตัวเองต่างหาก
สุดท้าย…อย่าลืมว่าการก้าวข้ามความกลัวต้องใช้เวลาและความกล้าหาญ ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว ไม่ต้องรีบ และไม่ต้องกดดันตัวเอง จริงๆ แล้วโอกาสที่จะได้พบกับความรักที่ดีและสวยงามนั้น มันคุ้มค่ากับความกลัวที่เราต้องเผชิญ เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการไม่กล้าลองเลย “ใจเราก็อยากรักนะ แต่กลัวเจ็บ แต่ความรักก็เหมือนการออกเดินทาง อาจไม่รู้ว่าจะจบลงที่ไหน แต่ถ้าไม่กล้าก้าวออกไป ก็อาจจะไม่มีวันได้พบกับความสวยงามที่รออยู่ข้างหน้าเลย คนที่ต้องเลือกคือตัวคุณเองนะ”
The post 10 วิธีรับมือเมื่อ ‘ใจอยากรัก แต่กลัวเจ็บ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Imposter Syndrome คือคำนิยามอาการทางจิตของผู้ที่ตั้งคำถ […]
The post คิดไปเองหรือเปล่า? รู้จัก ‘Imposter Syndrome’ อาการขาดความมั่นใจและคิดไปเองว่าตัวเองไม่เก่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
Imposter Syndrome คือคำนิยามอาการทางจิตของผู้ที่ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับทักษะความสามารถ ความเก่ง ความฉลาด และสิ่งที่ตัวเองทำแล้วประสบความสำเร็จว่ามันเป็นสิ่งแท้จริงหรือไม่
พร้อมกับหวาดกลัวว่าวันหนึ่งจะมีคนมาเปิดโปงว่าทุกสิ่งที่ทำได้และทำลงไปนั้นไม่ใช่ของจริง พวกเขาเป็น ‘คนหลอกลวง’ หรือ ‘ตัวปลอม’ ที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรอย่างที่คนอื่นๆ มอง หรือไม่สมควรได้มายืนอยู่ตรงนี้ ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องฟลุกและโชคดีเท่านั้น
บทความที่เกี่ยวข้อง:
คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกในบทความของนักจิตวิทยาชื่อ Suzanne Imes กับ Pauline Rose Clance ที่ตีพิมพ์ปี 1978 โดยมีชื่อดั้งเดิมว่า ‘Impostor Phenomenon’ (ปรากฏการณ์ตัวปลอม) และเป็นงานเขียนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความไม่มั่นใจในตัวเองในหมู่ผู้หญิง
จากผลการสำรวจปี 2020 ในวารสารการแพทย์เผยว่า คนมากถึง 82% มีอาการ Imposter Syndrome นำไปสู่ความไม่มั่นใจ ที่กดทับตัวตนของคนคนหนึ่งให้จมดิ่งลงเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และยังนำไปสู่ความวิตกกังวล ความหดหู่ซึมเศร้า ความกล้าๆ กลัวๆ ในอาชีพหรือโอกาส ไม่กล้ารับคำชม และการเบิร์นเอาต์จากการทำงานและเหนื่อยล้ากับการใช้ชีวิตอีกด้วย
ซึ่งถึงแม้จะถูกนิยามว่า ‘อาการทางจิต’ แต่ Imposter Syndrome ไม่ใช่ ‘อาการป่วยทางจิต’ หรือเป็น ‘โรคทางจิตเวช’ แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของแต่ละบุคคลที่มีมุมมองอย่างไรกับตัวเองเพียงเท่านั้น และจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยหากคนที่กำลังเป็น หรือสงสัยว่าตัวเองมีอาการ Imposter Syndrome อยู่ จะทำความเข้าใจกับตัวเอง สาเหตุที่เต็มไปด้วยความคิดเหล่านั้น และข้ามพ้นความไม่มั่นใจตรงนี้ไปได้
ความรู้สึกไม่ควรค่าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และทุกที่ ทุกเวลา และสำหรับคนเป็น Imposter Syndrome นั้นจะเก็บความรู้สึกประเภท “พวกเขากำลังทำผิดพลาดที่จ้างฉัน ฉันไม่สมควรได้ทำงานนี้” หรือ “ฉันไม่ดีพอสำหรับคนคนนี้” ที่เผชิญจากทั้งที่ทำงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว และในชีวิตประจำวัน มาคิดจนถูกโดมแห่งความรู้สึกแย่กับตัวเองไม่มองไม่เห็นครอบอย่างไม่รู้ตัว
ต่อไปนี้คืออาการเบื้องต้น หรือเช็กลิสต์ว่าคุณกำลังเป็น Imposter Syndrome อยู่หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
อันที่จริงแล้วการเป็น Imposter Syndrome มีความคล้ายคลึงกับคนที่เกิดการ Self-Doubt และคนที่มี Self-Esteem ต่ำอยู่ไม่น้อย สิ่งที่แตกต่างคือสองอย่างนี้เป็นเพียงสับเซ็ตของ Imposter Syndrome เพราะทั้งสองความรู้สึกเกี่ยวข้องกับความรู้สึกกังขาในตัวเองกับไม่คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ Imposter Syndrome นั้นพูดถึงการซีเรียสหรือโฟกัสกับ ‘ตำแหน่งแห่งที่’ เป็นพิเศษ ในแง่มุมที่ตั้งคำถามว่าพวกเขาสมควรมาอยู่ตรงนี้หรือไม่มากกว่า

5 ประเภทหลักของคนเป็น Imposter Syndrome
หนังสือ ‘The Secret Thoughts of Successful Women: Why Capable People Suffer from the Imposter Syndrome and How to Thrive in Spite of It’ ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2011 ของ Dr. Valerie Young ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน Imposter Syndrome ได้จัดอันดับคนมีอาการ Imposter Syndrome เป็น 5 ประเภทด้วยกัน
ในงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยพบว่า Imposter Syndrome เกี่ยวกับกับปัจจัยตั้งแต่เรื่องเพศ สถานะทางสังคม ฐานะ ครอบครัว หรือกล่าวได้ว่าเกี่ยวข้องกับคนในทุกๆ แบ็กกราวด์ ทุกช่วงวัย และเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ โดยมีสาเหตุหลักๆ ดังนี้

เมื่อรู้จักตัวเองและทำเช็กลิสต์ กับนั่งคิดพิจารณาแล้วพบว่าตัวเองเป็น Imposter Syndrome จริงๆ และมันกำลังบั่นทอนความรู้สึกขณะใช้ชีวิตทั้งในภาพย่อยและภาพรวมจนทำให้ไม่มีความสุข ขั้นตอนสุดท้ายคือการเอาชนะมันหรือสลัดให้หายขาด ต่อไปนี้คือคำแนะนำที่จะช่วยให้คุณเอาชนะ Imposter Syndrome ได้ และกลายเป็นคนใหม่ที่มีความมั่นใจมากขึ้น
ความอันตรายของอาการ Imposter Syndrome และสาเหตุที่ต้องรีบหายหรือเอาชนะมันให้เร็วที่สุดคือ การทำหน้าที่เป็นเส้นบางๆ เบลอๆ ที่คั่นอยู่กึ่งกลางระหว่างความมั่นใจ-ไม่มั่นใจ, เก่ง-ไม่เก่ง, ทำดีแล้ว-ไม่ดีพอ เพราะอาการนี้ทำให้คนที่สับสนว่าแท้จริงแล้วเราไม่เก่ง เราเก่งแล้วแต่ทำได้ไม่ดีพอและกำลังโจมตีตัวเอง หรือจริงๆ แล้วเราไม่เก่งจริงๆ แต่เราเข้าใจไปว่าตัวเองเป็น Imposter Syndrome
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ ‘ทำความรู้จักตัวเอง’ เพราะหาก Imposter Syndrome เป็นโดมครอบขนาดใหญ่ที่โปร่งใส การรู้จักตัวเองคือการถอยออกมาไกลสุดจนมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างอย่างชัดเจน จนสามารถรู้ได้ว่าอะไรคือจุดอ่อน-จุดแข็งของเรา รู้วิธีรับมือกับตัวเอง ซ่อมตรงไหน ปรับตรงไหน รู้วิธีรับมือเวลาที่สงสัยหรือรู้สึกแย่ที่ทำได้ไม่สำเร็จ/ทำได้ไม่ดีพอ และมีนิยามความสำเร็จในแบบของตัวเอง จนสามารถทุบโดมนั้นให้แตกสลายหายไปได้ในที่สุด
อ้างอิง:
The post คิดไปเองหรือเปล่า? รู้จัก ‘Imposter Syndrome’ อาการขาดความมั่นใจและคิดไปเองว่าตัวเองไม่เก่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา อาจสร้ […]
The post POP TIP: เทคนิคการเพิ่ม Self-Esteem ให้กับตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา อาจสร้างปัญหาให้ใครหลายๆ คนเกิดปัญหาในการปรับตัว และหากปรับไม่ทันเพื่อน อาจเกิดอาการที่เรียกว่ามีความนับถือตัวเองต่ำ หรือ Self-Esteem ต่ำ แม้ว่าในทางจิตวิทยาจะไม่ได้จัดประเภทว่าเป็นสภาวะสุขภาพจิต แต่อารมณ์โดยรวมก็ยังส่งผลต่อจิตใจอยู่ดี และหากมีความรู้สึกขาดการนับถือตัวเอง รู้สึกแง่ลบกับตัวเอง จนรู้สึกเชื่อไปแล้วว่าตัวเองไม่คู่ควรกับสิ่งที่มี ทั้งความรัก ตำแหน่งหน้าที่ ก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างแน่นอน
ดังนั้นใครที่อยากเพิ่มความนับถือในตัวเองให้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ส่งผลต่อจิตใจในระยะยาว เว็บไซต์ Hellokhunmor แนะนำเทคนิคว่าควรทำอย่างไรถึงจะสร้างความนับถือให้ตัวเองได้ ดังนี้

POP Tip: เทคนิคการเพิ่ม Self-Esteem ให้กับตัวเอง
ภาพ: Shutterstock
The post POP TIP: เทคนิคการเพิ่ม Self-Esteem ให้กับตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในปี 2565 Merz Aesthetics ได้มีการเผยแพร่ผลการสำรวจว่าด […]
The post ส่องอิทธิพลโซเชียลมีเดียที่ส่งผลต่อความมั่นใจในรูปลักษณ์ที่สำรวจจากผู้บริโภค 4,000 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในปี 2565 Merz Aesthetics ได้มีการเผยแพร่ผลการสำรวจว่าด้วย ‘อิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ส่งผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก’ ซึ่งสำรวจผู้บริโภคจำนวนกว่า 4,000 ราย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามกว่า 380 ราย ในประเทศออสเตรเลีย, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และไทย โดยสรุปออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ชี้ให้เห็นว่า การลงรูปตัวเองในรูปแบบที่ดูดีในโลกโซเชียลมีเดียได้นำไปสู่มาตรฐานความงามที่ไม่สมจริง และส่งผลกระทบต่อการรับรู้ตนเองและความมั่นใจโดยรวมของผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงมีการผลักดันให้ทุกคนรู้สึกมั่นใจในผิวพรรณของตนเอง และยกระดับความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอกให้มากขึ้น

80% เชื่อว่า การปรับแต่งรูปภาพทำให้มาตรฐานความงามดูเกินจริง
82% มีการแต่งรูปภาพก่อนโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
56% ไม่มั่นใจที่จะโพสต์รูปภาพตนเองที่ไม่ผ่านการปรับแต่งลงโซเชียลมีเดีย
73% รู้สึกกังวลหากคนอื่นจะรู้สึกไม่ดีที่เห็นรูปหน้าสดของตัวเอง
93% มองว่า การเข้ารับหัตถการด้านความงามช่วยให้รู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้น
เวลาเฉลี่ยอย่างน้อย 20 นาที คือเวลาที่ใช้ในการแก้ไขและแต่งรูปภาพก่อนโพสต์ลงโซเชีลมีเดีย
ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ
ภาพ: Shutterstock
The post ส่องอิทธิพลโซเชียลมีเดียที่ส่งผลต่อความมั่นใจในรูปลักษณ์ที่สำรวจจากผู้บริโภค 4,000 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD POP มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวแบรนด์แอมบาส […]
The post Jeon So Min เผยว่าเธอเคยเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในใบหน้าของตัวเอง แต่เมื่อปรับมายด์เซ็ตและหันมาดูแลตัวเองก็ช่วยให้มั่นใจมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD POP มีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ 3 คนใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของ Ultherapy® (ภายใต้เครือ Merz Aesthetics แผนกเทคโนโลยีความงาม เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท Merz Pharma ประเทศเยอรมนี ที่สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านเวชภัณฑ์ยาและเทคโนโลยีความงามมากว่า 112 ปี) ซึ่งประกอบด้วยพระเอกหนุ่ม Lee Min Ho นางเอก Kim Ha Neul และ Jeon So Min ซึ่งเราได้เก็บเกี่ยวคำตอบด้านความงามของ Jeon So Min จากหลากหลายคำถามที่ถามโดยสื่อต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาฝากผู้อ่าน โดย Jeon So Min เผยว่าเธอเคยเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในใบหน้าของตัวเอง แต่ถ้าคิดแง่บวกว่าตัวเองก็น่ารักนะ มันช่วยให้เธอรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
Jeon So Min เป็นทั้งนักแสดง นางแบบ และนักเขียนชาวเกาหลีใต้ ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่เชื่อมั่นในด้านรูปลักษณ์และความงาม ยิ่งเธอเป็นคนมีชื่อเสียง มีอาชีพดาราที่ไฟส่องอยู่ตลอด จึงรู้สึกทั้งกดดันและเคยขาดความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งจากการสำรวจในเกาหลีใต้พบว่า 93% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าการเข้ารับทำหัตถการความงามจะช่วยให้ตนเองรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจแต่ละรายได้ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 20 นาที ในการแก้ไขรูปภาพก่อนที่จะอัปโหลดลงโซเชียลมีเดียด้วย ซึ่งในงาน See My Skin, Lift My Way ที่ทาง Merz Aesthetics จัดขึ้นและเปิดตัวแคมเปญ Confidence Beyond The Frame ดูดีมั่นใจไม่มีกรอบ เพื่อผลักดันให้คนก้าวออกจากความกดดันที่เกิดขึ้นจากมาตรฐานความงามภายใต้อุดมคติของสังคม และพัฒนาตนเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ในงานนี้ Jeon So Min ได้บอกว่าเธอก็เคยไม่มั่นใจในใบหน้าของตัวเอง เป็นการยากที่คนเราจะรู้สึกมั่นใจได้ตลอดเวลา แต่ก็พยายามปรับมายด์เซ็ตตัวเองให้คิดในแง่บวก หันไปดูแลตัวเองมากขึ้น ทั้งการบำรุงผิวและการเข้ารับบริการด้านความงามอย่างเหมาะสม ตัวเธอเองไม่เก่งเรื่องกีฬาจึงไม่ได้ออกกำลังกายหนักๆ แต่ก็จะเล่นพิลาทิส เล่นเวตเพื่อกระชับกล้ามเนื้อบ้างนิดหน่อย เมื่ออยู่บ้านก็พยายามบำรุงผิวพรรณด้วยการมาสก์หน้าเป็นประจำ ซึ่งเธอชอบใช้มาสก์แผ่นที่มีสารเติมเต็มความชุ่มชื้น เมื่อทำแบบนี้เป็นประจำและพยายามมองโลกแง่บวก คิดว่าตัวเองก็น่ารักเหมือนกัน มันก็ค่อยๆ พัฒนาระดับความมั่นใจในตัวเองให้เพิ่มมากขึ้น
Jeon So Min ยังบอกอีกว่าตั้งแต่ได้ใช้ Ultherapy® (เครื่องมือยกกระชับที่ไม่ต้องผ่าตัด และผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ที่สามารถออกแบบการรักษาผิวหนังได้อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อสร้างผิวที่กระชับและเรียบเนียนได้) ก็พบว่ามันช่วยกระตุ้นให้ผิวของเธอดูดีขึ้น แม้ว่าทีแรกเธอจะกังวลเพราะเป็นคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่เมื่อได้ใช้ Ultherapy® ก็มั่นใจในความปลอดภัย แถมไม่ต้องพักฟื้น สามารถทำเสร็จแล้วก็ไปทำงานต่อได้เลย เธอคิดว่าจะพึ่งพาและใช้ Ultherapy® ในการดูแลผิวของเธอต่อไปในอนาคตด้วย
ภาพ: Courtesy of Merz Aesthetics
The post Jeon So Min เผยว่าเธอเคยเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในใบหน้าของตัวเอง แต่เมื่อปรับมายด์เซ็ตและหันมาดูแลตัวเองก็ช่วยให้มั่นใจมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันหยุดเป็นวันที่หลายๆ คนนัดเพื่อนออกไปแฮงเอาต์ พบปะ พู […]
The post POP TIP: งานวิจัยของ Recent Research พบว่า 44% ของหญิงอายุ 25-40 ปี มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ และไม่ชอบรูปตัวเองที่เพื่อนโพสต์ลงโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันหยุดเป็นวันที่หลายๆ คนนัดเพื่อนออกไปแฮงเอาต์ พบปะ พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกันในสิ่งที่ตนเองสนใจ และทุกครั้งที่ออกไปเจอกัน การหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟีตัวเองและถ่ายรูปรวมกับเพื่อนคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามีปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจรู้สึกเป็นกังวลและไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เมื่อเพื่อนหรือคนใกล้ชิดเลือกรูปของเขาที่สแนปติดเราไปด้วย แล้วนำไปโพสต์ลงโซเชียล สำหรับบางคน สิ่งนี้อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล เนื่องจากภาพที่เปิดเผยออกไปอาจเป็นภาพที่ไม่ได้สบายใจนักที่จะให้คนอื่นเห็น แม้แต่นักแสดง Georgia Townend (จาก Love Island) ก็เคยออกมาเปิดใจว่าเธอรู้สึกประหม่ามาก เมื่อภาพโปรโมตของเธอถูกเผยแพร่ในตอนนั้น โดยจำได้ว่าทันทีที่เห็นรูปโปรโมต สิ่งที่เธอคิดกับตัวเองคือ ‘โอ้ พระเจ้า ฉันดูตัวใหญ่และน่าเกลียดมาก ไม่มีใครเลือกรูปดีๆ ให้ฉันเลย ฉันอายมากที่คนจะได้เห็นภาพนี้’ จากการออกมาเปิดใจถึงเรื่องนี้ มีหลายคนที่บอกว่าพวกเขาก็รู้สึกแบบเดียวกันกับตัวเองในภาพถ่าย ซึ่งความวิตกกังวลนี้เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อข้างในจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
จากการวิจัยล่าสุดของ Recent Research สหรัฐอเมริกา พบว่า 44% ของผู้หญิงในช่วงอายุ 25-40 ปี มีความมั่นใจในตนเองต่ำ แม้อยู่ในลักษณะที่พวกเขาดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 81% ที่บอกว่าพวกเขาไม่ชอบรูปลักษณ์ของตัวเองในภาพสแนป หรือภาพที่ถ่ายรูปรวมกับคนอื่น ในขณะที่เกือบครึ่งมีการขอให้เพื่อนลบรูปภาพของพวกเขาออกไปจากโซเชียลมีเดียด้วย โดย April Lane ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นใจในร่างกายของ Results Wellness Lifestyle กล่าวว่า ความวิตกกังวลนี้เกิดจากการสูญเสียการควบคุมภาพถ่าย แต่ความกลัวในการถ่ายภาพลดลงอย่างมากเมื่อถ่ายด้วยอุปกรณ์ของเราเอง แต่มันจะเปลี่ยนไปทันทีเมื่อคนอื่นควบคุมการถ่ายภาพ เธออธิบายว่าทุกวันนี้ทุกคนมีกล้องอยู่ในมือตลอดเวลา พวกเขามักจะใช้มันโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า จะถ่ายอะไร โพสต์อะไร เราไม่สามารถควบคุมการแก้ไขและเวลาที่มันอาจถูกแชร์ สิ่งนี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลและกลัวรูปนั้น

POP Tip: จากงานวิจัยของ Recent Research พบว่า 44% ของหญิงอายุ 25-40 ปี มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ และมี 81% ที่ไม่ชอบรูปตัวเองที่เพื่อนโพสต์ลงโซเชียล ขณะที่เกือบครึ่งขอให้เพื่อนลบรูปออก ดังนั้นถ้าถ่ายรูปติดใครหรือร่วมเฟรมกับใคร ควรให้เจ้าตัวดูสักนิดว่ารูปนั้นเขาโอเคไหม จะได้ไม่สร้างความวิตกกังวลในใจให้คนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว
ภาพ: Shutterstock
อ้างอิง:
The post POP TIP: งานวิจัยของ Recent Research พบว่า 44% ของหญิงอายุ 25-40 ปี มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ และไม่ชอบรูปตัวเองที่เพื่อนโพสต์ลงโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ความสวยงามของความน่าจะเป็นคือ เรากำลังเรียนรู้ความแน่น […]
The post มิว ศุภศิษฏ์ สำรวจจักรวาลของการเรียนรู้ เพื่อตามหาดวงดาวแห่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ความสวยงามของความน่าจะเป็นคือ เรากำลังเรียนรู้ความแน่นอนเดียวในโลกคือความไม่แน่นอน”
THE STANDARD POP ชวน มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ มาเดินทางข้ามเวลา สำรวจจักรวาลในช่วงเวลาต่างๆ ที่ส่งผลให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานมากมายจนเป็นที่รักของหลายคน ก่อนจะลงหลักปักฐานบนดาว Mew Suppasit Studio ในฐานะศิลปินและซีอีโอ
ในพาร์ตแรกนี้เราจะพาทุกคนไปพบจักรวาลจุดเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก ช่วงเวลาที่ต้องค้นหาตัวเอง ค่อยๆ ประกอบสร้างเศษเสี้ยวของวัยเด็กที่ทั้งสวยงามและสนุกสนาน แต่ในบางช่วงเวลาก็แสนเจ็บปวดจน Self-Esteem ลดต่ำจนแทบไม่เหลือ
จนค่อยๆ เรียนรู้ผ่านทุกขั้นตอนของชีวิต และได้ค้นพบความสวยงามที่เรียกว่า ‘ความไม่แน่นอน’ ที่ส่งผลให้ตัวเขาเติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาต่อไป
ติดตามการเดินทางค้นหาจักรวาลวัยเด็กของมิวแบบเต็มๆ ได้ที่

“การเล่นเกมมันขี้โกงอย่างหนึ่งตรงที่ตัวละครถูกเซ็ตสเตตัสในการขึ้นเลเวลไว้ แต่สำหรับตัวเราจริงๆ ไม่มี การที่เราใช้เวลาไปกับอะไรบางอย่าง มันการันตีไม่ได้หรอก สมมติว่าถ้าตัวละครขึ้นหนึ่งเลเวลปุ๊บ HP เพิ่ม 50 แอตแท็กเพิ่ม 10 อะไรแบบนี้ เรารู้ แต่ตัวเราไม่รู้ เราใช้เวลาหนึ่งวันไปกับการซ้อม เราไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน บางทีมันอาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้”
มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ พูดถึงชีวิตช่วงหนึ่งที่เข้าไปต่อสู้อยู่ในโลกของการเล่นเกม และเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตบนโลกแห่งความเป็นจริง ในการสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งกับ THE STANDARD POP

“เราได้รู้จักตัวเองอะไรบางอย่าง ได้เห็นมุมมองอะไรบางอย่างที่มันมากขึ้นจากเดิม จากที่เราไม่เคยมองตัวเองเลย เราจริงใจกับตัวเองก็จริง แต่บางครั้งเราลืมมอนิเตอร์ตัวเอง เรารู้สึกอย่างไร เราทำอย่างนั้น
“แต่ลืมมารีเช็กว่าที่รู้สึกอย่างนั้นเพราะอะไร อะไรทำให้เรารู้สึกอย่างนั้นบ้าง เราไร้สติมาหลายปีมากๆ ปล่อยให้อารมณ์มันพาไปเรื่อยๆ เราไม่เคยมานั่งคิด มานั่งตกตะกอนว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันเกิดจากอะไร มันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า หรือเราสามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึกได้ไหม”
การทบทวนตัวเอง มองย้อนไปในการเรียนรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองที่ มิว ศุภศิษฏ์ เล่าให้เราฟังผ่านการสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งกับ THE STANDARD POP

“ความดีหรือไม่ดี จริงๆ แล้วมันมีจริงหรือเปล่า อะไรเป็นบรรทัดฐาน บางอย่างมันเป็นเรื่องของรสนิยมจริงๆ ซึ่งแต่ละคนต่างความคิดจริงๆ ความดีแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความไม่ดีก็ไม่เหมือนกัน ดีในมุมมองคนหนึ่ง คนอื่นอาจจะมองไม่ดีก็ได้ แล้วสุดท้ายเราควรจะฟังใคร ทำไมเราไม่ดูตัวเองก็ว่าเราแฮปปี้หรือเปล่า เราไม่แฮปปี้หรือเปล่า”
นอกจากการเรียนรู้ความรู้สึกของตัวเองแล้ว มิวยังพูดถึงการเรียนรู้บรรทัดฐานที่ไม่แน่นอนของความดีหรือไม่ดีที่ส่งผลให้การเดินทางในจักรวาลวัยเด็กนี้สว่างไสวมากขึ้นในการสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งกับ THE STANDARD POP

“สิ่งที่ได้มาจากตรงนั้นคือระบบความคิดแบบ Network เพราะว่าพอเรามีมุมมองกับสิ่งสิ่งหนึ่งแค่เรื่องเดียว ระบบความคิดหรือ Logic เราจะมีแค่วิธีนี้ แต่พอเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง Logic เราสามารถเชื่อมโยงกันได้”
บทเรียนที่มิวได้รับจากการลองทำสิ่งใหม่ในช่วงเวลาหนึ่ง และบอกเล่าให้เราฟังระหว่างการสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งกับ THE STANDARD POP

“Self-Esteem มันสำคัญมากจริงๆ แล้วคนรอบตัวก็สำคัญมากๆ เหมือนกัน บางทีเราเอาใจไปอยู่กับคนอื่นมากเกินไปมากๆ เราคิดว่าต้องได้ที่หนึ่งตลอด แต่ความจริงมันไม่ได้ขนาดนั้น”
มิวมองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่อ่อนแอและไร้ความมั่นใจ แล้วพูดถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้จากช่วงเวลาอันว่างเปล่านั้นในการสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งกับ THE STANDARD POP

“เรื่องความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน ความสวยงามของความน่าจะเป็นคือ เรากำลังเรียนรู้ความแน่นอนเดียวในโลกคือความไม่แน่นอน คือความน่าจะเป็นนี่แหละ
“เหมือนเราได้ทำความเข้าใจมัน ทำความเข้าใจ Error ที่มันจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เพราะว่าหลายๆ ครั้งเรื่องการทำงาน หลายคนวางแผนไว้ดีมาก แต่ไม่ได้เผื่อ Error ไว้ ความผิดพลาดมันจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ฟ้าฝน อุบัติเหตุ ความบกพร่องในการทำงาน ถ้าเราทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ มันจะใกล้เคียงกับความแน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ”
ในฐานะมนุษย์ Logic มิวได้เล่าความหลงใหลใน ‘ทฤษฎีความน่าจะเป็น’ อันลึกซึ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในนิยามการใช้ชีวิตของเขาในการสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งกับ THE STANDARD POP
The post มิว ศุภศิษฏ์ สำรวจจักรวาลของการเรียนรู้ เพื่อตามหาดวงดาวแห่งการเติบโต appeared first on THE STANDARD.
]]>
หญิง-รฐา โพธิ์งาม จากเด็กสาวที่เข้าวงการบันเทิงด้วยการถ […]
The post ชมคลิป: จากเส้นทางความไม่มั่นใจของ ญาญ่าหญิง ลูกเป็ดขี้เหร่ สู่หญิง รฐา โพธิ์งามที่รักและภูมิใจในตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หญิง-รฐา โพธิ์งาม จากเด็กสาวที่เข้าวงการบันเทิงด้วยการถูกนิยามว่า ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ สู่การเป็นนักแสดงที่ได้ร่วมงานในระดับฮอลลีวูด รวมถึงการเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่มีความมั่นใจ ความรัก และภูมิใจในตัวเอง ด้วยพลังจากทั้งแม่ เพื่อน รวมถึงคู่ชีวิต ที่เคียงข้างกันมาตลอดเส้นทาง จนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีความมั่นใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง
[IN PARTNERSHIP WITH Krungthai-AXA Life]
The post ชมคลิป: จากเส้นทางความไม่มั่นใจของ ญาญ่าหญิง ลูกเป็ดขี้เหร่ สู่หญิง รฐา โพธิ์งามที่รักและภูมิใจในตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนหลังกลับไป 12 เดือนที่แล้ว นาโอมิ โอซากะ ต้องประสบค […]
The post นาโอมิ โอซากะ จากเด็กขี้อายสู่ราชินีคอร์ต ผู้ต้องการ เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนหลังกลับไป 12 เดือนที่แล้ว นาโอมิ โอซากะ ต้องประสบความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญในรายการออสเตรเลียน โอเพ่น ด้วยน้ำมือของ โคโค กอฟฟ์ สาวน้อยมหัศจรรย์ที่วัยเพียง 15 ปีในขณะนั้น
โอซากะยอมรับในครั้งนั้นว่าเธอเองยังไม่พัฒนาถึงจุดที่จะมีความพร้อมของจิตใจแบบแชมเปียน หรือจิตใจของผู้ชนะ ที่นักกีฬาที่จะประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดพึงมี
เธอเคยเปรียบตัวเองว่าเป็นคนที่ประหลาดที่สุดในเกมเทนนิส และการกล่าวสุนทรพจน์หลังคว้าแชมป์อินเดียน เวลส์ เมื่อปี 2018 เป็นการกล่าวที่เลวร้ายที่สุดตลอดกาลทั้งๆ ที่ความจริงก็ไม่ได้เป็นการกล่าวอะไรที่แย่ขนาดนั้น เพียงแต่เธอไม่มั่นใจในตัวเอง
แม้กระทั่งในการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบ่อยครั้งที่เธอมักจะอยู่ไม่สุข ประหม่า ถามคำตอบคำ หรือบางทีก็พูดถึงเรื่องตัวละครจากเกม Pokemon เป็นการแก้เขิน
แต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไป แฟนเทนนิสทั่วโลกได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน นักเทนนิสสาวผู้ทรงพลัง จากคนที่เคยพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ แบบคนขี้อาย เวลานี้โอซากะกลายเป็นคนที่ดูมีความมั่นใจขึ้นอย่างมาก
“ฉันรู้สึกว่าฉันมาถึงจุดที่ฉันได้พยายามทุ่มเทอย่างหนักตลอดมา” โอซากะกล่าวหลังจากที่เอาชนะ เจนนิเฟอร์ เบรดี คว้าแชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่น สมัยที่ 2 ของตัวเอง และเป็นแกรนด์สแลมรายการที่ 4 รวมถึงเป็นการชนะรวด 21 เกมติดต่อกัน
โอซากะเป็นลูกครึ่ง คุณแม่ของเธอ ทามากิ เป็นชาวญี่ปุ่น ส่วนคุณพ่อ เลียวนาร์ด เป็นชาวเฮติ ส่วนเมืองเกิดของเธอนั้นเดาไม่ยาก เพราะเป็นไปตามนามสกุล แต่เมื่ออายุได้เพียง 3 ขวบ ครอบครัวก็ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นิวยอร์กแทน
ด้วยความเป็นลูกครึ่งและมีส่วนผสมในชีวิตที่หลากหลาย ทำให้หลายครั้งก็เป็นเรื่องยากสำหรับผู้คนที่จะให้คำจำกัดความตัวเธอ
ครั้งหนึ่งโอซากะเคยนิยามตัวเองว่า “ฉันเป็นลูกสาว เป็นน้องสาว เป็นเพื่อน และเป็นคนรัก ฉันเป็นคนเอเชียน ฉันเป็นคนดำและฉันเป็นผู้หญิง ฉันเป็นคนอายุ 22 ปีเหมือนกับทุกคน ยกเว้นเพียงแต่ว่าฉันเล่นเทนนิสเก่ง ฉันยอมรับตัวเองในแบบที่ตัวฉันเป็นคือ นาโอมิ โอซากะ”
พรสวรรค์ในการเล่นของเธอกลายเป็นปรากฏการณ์ในเกมเทนนิส โดยเฉพาะการช็อกโลกด้วยการคว่ำ เซเรนา วิลเลียมส์ อดีตราขินีคอร์ตผู้ยิ่งใหญ่ได้ในรายการยูเอส โอเพ่น เมื่อปี 2018 (และเป็นการชนะครั้งที่ 2 ของเธอ)
แต่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของเธอกลับกลายเป็นเรื่องดราม่า เมื่อเซเรนาซึ่งเป็นขวัญใจของเธอเองแสดงออกอย่างไม่ค่อยมีน้ำใจนักกีฬามากนักด้วยการปะทะคารมกับแชร์อัมไพร์อย่างรุนแรง และมีเสียงโห่จากแฟนๆ ในสนามที่เป็นกองเชียร์ของยอดนักเทนนิสชาวสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี สำหรับโอซากะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สำหรับเธอแล้วการได้สวมกอดกับเซเรนาที่หน้าเน็ตหลังจบการแข่งขันเป็นช่วงเวลาแสนวิเศษที่ทำให้เธอได้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และไม่มีใครจะพรากความทรงจำครั้งนี้ไปจากเธอได้
แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนั้นกลับกลายเป็นปัญหาของโอซากะ เพราะฝีมือในการเล่นของเธอโตเกินกว่าสภาพจิตใจจะรับไหว ซึ่งทำให้เธอถึงขั้นเคยเปลี่ยนโค้ชและบอกว่าชัยชนะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเธอ
โชคดีสำหรับวงการเทนนิสที่โอซากะค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตหลังจากนั้นในเรื่องของการใช้ชีวิต
โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งสำคัญของโลกเมื่อ จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำต้องเสียชีวิตจากการเข้าจับกุมโดยใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวด้วยการใช้เข่ากดที่คอนานถึง 7 นาที 46 วินาทีจนทำให้หมดลมหายใจอย่างน่าเศร้า มีส่วนช่วยให้โอซากะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมาก
“หัวใจของฉันเจ็บปวด ฉันรู้สึกว่าฉันควรจะต้องทำอะไรบ้าง เรื่องพวกนี้มันควรจะพอได้แล้ว” โอซากะให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจลุกขึ้นสู้ และใช้เสียงของเธอส่งออกไปเพื่อคนอื่น
จากการเรียกร้องในแคมเปญ Black Live Matters โอซากะกลายเป็นหนึ่งในหัวขบวนของเหล่านักกีฬาระดับโลกที่เพิ่มบทบาทของการเป็นนักต่อสู้เพื่อสังคม
ในการแข่งขันรายการยูเอส โอเพ่นเมื่อปีกลาย เธอคิดไอเดียในการสื่อสารถึงปัญหาเรื่องนี้ได้ด้วยการเขียนชื่อของคนผิวดำที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าเพราะการเหยียดสีผิวบนหน้ากากที่จะสวมใส่ก่อนลงแข่งขัน และมันก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธออยากจะไปให้สุดทางเพื่อจะได้ให้โลกได้เห็นชื่อของคนที่จากไปด้วยเหตุอันไม่อันควรทั้งหมด
ชื่อของ บรีออนนา เทย์เลอร์, เอไลจาห์ แม็คเคลน, อาหมัด อาร์เบอรี, เทรย์วอน มาร์ติน, จอร์จ ฟลอยด์, ฟิลานโด คาสติล และ ทาเมียร์ รีซ ปรากฏต่อหน้าคนทั้งโลกที่จับตาดูอยู่ โดยมีนักเทนนิสวัยเพียง 20 เศษๆ ที่เรียกร้องความยุติธรรมให้แก่พวกเขา
แรงบันดาลใจของโอซากะในการทำเช่นนี้มาจากการที่เธอได้ดูซีรีส์ทาง Netflix เรื่อง When They See Us ซึ่งมาจากเรื่องจริงของวัยรุ่นผิวดำ 5 คนในย่านฮาร์เล็มที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรงในสวนเซ็นทรัลพาร์กที่นิวยอร์ก
เรื่องนี้กลายเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของเธอ และทำให้โอซากะรู้สึกว่าเธอควรจะทำในสิ่งที่เธอสามารถทำได้เพื่อผู้คน และการที่เธอได้ทำเช่นนั้นยังเป็นการบำบัดตัวเองที่ขาด Self-esteem
จากจุดนั้นโอซากะค่อยๆ ปลดเปลื้องตัวเองจากพันธนาการในจิตใจ เธอมั่นใจขึ้น มีความสุขขึ้นจากภายใน และเล่นเทนนิสได้ด้วยรอยยิ้ม
และในเวลาเดียวกันก็พร้อมจะส่งเสียงอันทรงพลังของเธอหากมันจะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นบ้าง
นั่นทำให้ นาโอมิ โอซากะ ไม่ได้เป็นแค่แชมเปียนในคอร์ตเทนนิส แต่เธอยังเป็นแชมเปียนของผู้คน เป็นนักเทนนิสมหาชนอย่างแท้จริง
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post นาโอมิ โอซากะ จากเด็กขี้อายสู่ราชินีคอร์ต ผู้ต้องการ เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
Q: โดนพี่ที่ทำงานท้วงเป็นประจำว่าทำไมไม่แต่งตัวแต่งหน้า […]
The post คนไม่สวยไม่มีที่ยืนใช่ไหมคะ โดนที่ทำงานทักว่าไม่สวยทุกวันเลย appeared first on THE STANDARD.
]]>
Q: โดนพี่ที่ทำงานท้วงเป็นประจำว่าทำไมไม่แต่งตัวแต่งหน้าให้มันสวยๆ เหมือนคนอื่น แล้วก็ชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับเพื่อนพนักงานที่สวย ก็หนูไม่สวยอย่างเขา จะให้หนูไปแต่งตัวแบบเขาก็ไม่ได้ โดนทักทุกวันมันเบื่อนะคะที่มีคนมาบอกว่าเราไม่สวย คนไม่สวยมันไม่มีที่ยืนใช่ไหมคะ
A: น้องเอ๋ย ใครจะบอกว่าหนูไม่สวย มันยังไม่เจ็บเท่าหนูมองตัวเองว่าไม่สวยแล้วมาดูถูกตัวเองเลยลูก ใครบอกว่าคนไม่สวยไม่มีที่ยืน มองให้เห็นความสวยของตัวเองก่อน แล้วยืนมันให้เต็มสองฝ่าเท้าเลย!
อย่างแรกเลย “หนูไม่สวยอย่างเขา” อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครบนโลกซ้ำกัน ไม่มีใครเหมือนกันสักคน และนั่นแหละคือความสวยงามของโลกนี้ เพราะฉะนั้นถูกแล้วที่หนูไม่สวยอย่างเขา แต่อย่าลืมว่าเขาก็ไม่สวยอย่างหนูนะ แต่ละคนมีความแตกต่างกัน อย่าได้เอาไปเปรียบเทียบ คนอื่นจะเปรียบเทียบก็ช่าง แต่เราต้องไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น
ลองขยับความคิดจาก “หนูไม่สวยอย่างเขา” มาเป็น “หนูสวยแบบของหนู” หน่อยดีไหมครับ พี่ว่ามันช่วยให้เราไม่ต้องคอยด่าตัวเองอยู่ทุกวันว่า ฉันมันไม่สวย ฉันมันไม่สวย เรายอมรับความจริงได้ว่าเราไม่สวยในแบบของคนอื่น แต่เราสวยแบบของตัวเอง ซึ่งเราต้องไม่เอาความรู้สึกว่าตัวเองไม่สวยมาบั่นทอนชีวิต
ที่สำคัญ เราไม่ใช่คนหน้าตาดี แต่เราสวยขึ้นได้นี่! คนเราพัฒนาได้ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้นก็ต้องอยู่แบบนั้นตลอด เราต้องเชื่อก่อนว่าเราดีขึ้นได้
อย่างแรกมาจากบุคลิกของเราก่อน เรื่องภายนอกใครว่าไม่สำคัญ น้องเคยดูหนังเรื่อง The Devil Wears Prada ไหม นางเอกได้มาทำงานในนิตยสารแฟชั่น เธอเป็นคนเก่ง แต่เธอไม่ค่อยแต่งตัว เธอไม่สนใจแฟชั่นด้วยซ้ำ และมองว่ามันเป็นเรื่องตื้นเขิน เธอถือว่าค่าของคนมันอยู่ที่ฝีมือ แต่เธอลืมไปว่าบุคลิกภาพก็สำคัญ และการทำงานในนิตยสารแฟชั่นก็ควรแต่งกายให้เหมาะกับการทำงานในนิตยสาร ที่สำคัญคือมันแสดงให้เห็นว่าเธอให้เกียรติสถานที่ทำงาน หลังจากที่เธอเปลี่ยนบุคลิก หันมาใส่ใจการแต่งกายให้สมกับทำงานแฟชั่น มันก็แสดงออกว่าเธอ ‘อิน’ กับสิ่งที่เธอทำ เข้าใจ ปรับตัว และแสดงมันออกมาให้คนอื่นเห็นผ่านการแต่งกาย เพราะฉะนั้นการแต่งกายตลอดจนบุคลิกภาพของเราสำคัญต่อการทำงานมาก
นึกแล้วพี่ยังตลกเลย วันก่อนพี่ไปมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแล้วเจอป้ายรณรงค์ให้นักศึกษาอย่าใส่กางเกงขาสั้นหรือรองเท้าแตะมาเรียน พี่เห็นแล้วก็ยังแปลกใจว่าเขากล้าแต่งตัวแบบนั้นกันมาเรียนได้อย่างไร มันผิดกาลเทศะอย่างรุนแรง แปลกใจกว่านั้นคือนี่มันเป็นเรื่องที่ต้องบอกเลยหรือว่าอย่าใส่กางเกงขาสั้นหรือรองเท้าแตะมาเรียน มันน่าจะคิดกันได้นะ
การแต่งกายดีเป็นการแสดงออกว่าเป็นผู้มีวัฒนธรรม เป็นผู้ผ่านการเจียระไนมาแล้ว เป็นคนมีรสนิยม และได้รับการบ่มเพาะมาดี แต่งตัวดีเราก็ดูสง่าน่าชื่นชมไปด้วย ทำแล้วเราดูดี ทำไมเราจะไม่อยากทำล่ะ จริงไหม ยิ่งมาทำงานด้วยแล้ว เราก็อยากให้คนมองมาที่เราแล้วรู้สึกมั่นใจในตัวเรา ไม่ใช่มองมาแล้วรู้สึกว่า “โห…ขนาดเลือกเสื้อให้เข้ากับกางเกงมันยังเลือกไม่เป็น มันจะทำงานได้จริงๆ เหรอวะ” หรือพูดถึงเราแล้วบอกว่า “อ๋อ น้องคนที่แต่งตัวเป็นยัยเพิ้งน่ะเหรอ” มันก็ดูไม่ดี
ความคิดว่า ‘ฉันเป็นตัวฉันแบบนี้’ มันไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไปนะถ้าเราไปยึดติดกับมันว่าใครแตะต้องฉันไม่ได้เลย หรือกลายเป็นการหยุดตัวเองแล้วไม่พัฒนา แต่คิดกลับกัน ลองเติมความคิดเป็น ‘ฉันเป็นตัวฉันแบบนี้ และฉันเชื่อว่าฉันดีขึ้นได้อีก’ มันจะเปิดหูเปิดตาเราทันทีให้คิดว่าอะไรก็ตามที่เราทำแล้วตัวเราดีขึ้น เราจะพิจารณามัน เราจะไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว
พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงเวลาที่พี่บอกเพื่อนผู้ชายว่า “แกๆ ความเซอร์กับความซกมก ความสกปรก มันเป็นคนละเรื่องกันนะ” ฮ่าๆ
ไม่ได้บอกว่าต้องแต่งแบบคนนั้นคนนี้ น้องเป็นคนห้าวแบบนี้แหละ แต่ลองแต่งตัวที่เป็นคนห้าวที่มีสไตล์ ปรับลุคกันได้ ถือว่าอะไรที่ทำแล้วดีขึ้นเราก็ทำ แล้วเราต้องมั่นใจในตัวเองด้วย สไตล์ที่ดีที่สุดมาจากความมั่นใจของเรานี่แหละ แต่มีข้อแม้ว่ามั่นใจให้ถูกทางหน่อยนะ อย่าคิดว่าตัวเองเพอร์เฟกต์จนไม่คิดว่าจะต้องปรับปรุงอะไร อะไรที่ทำแล้วดีขึ้นก็ทำเถอะ
พี่ว่ามันก็สนุกดีนะที่พวกพี่ๆ เขาทักว่าเราไม่สวย ทำไมเราไม่แต่งตัวแบบคนนั้นคนนี้ แล้ววันหนึ่งเราทำให้เขาเห็นว่าฉันแต่งตัวดีในแบบที่เหมาะกับฉันได้นะ และฉันดูดีมากด้วย ฮ่าๆ คนได้ประโยชน์นี่คือน้องเลยนะ
และเอาอย่างนี้ ให้น้องคิดไว้อย่างหนึ่งว่าทำอย่างไรไม่ให้ตัวเราในอีก 5-10 ปีข้างหน้ามาเห็นรูปตัวเองแล้วอยากกรีดร้องว่านี่มันใคร! แต่งตัวอะไรของมันเนี่ย! แต่ให้เรากลับมาดูแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ตอนนั้นเราดูดี ตอนนี้เราก็ยังดูดีอยู่นี่หว่า
อย่างที่สอง คนเราจะดูดีขึ้นมาจากความสามารถของเราเอง หาตัวเองให้เจอว่าเราเก่งอะไรแล้วทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ความเก่งของเรานี่แหละที่ทำให้เราดูดีขึ้น คนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรนี่โคตรเท่เลยน้องเอ๊ย! พี่จะละลาย
ทำงานออกมาได้ดี คนก็ชื่นชมเรา เราก็ดูดีขึ้นในสายตาคนอื่นด้วย กลับกันนะครับ ถ้าอ้าปากมาแล้วเราพูดจาไม่ดี พูดอะไรโง่ๆ ทำตัวกลวงๆ ทำงานก็ไม่ดี จะโมหน้าจากเกาหลีจนดูดีแค่ไหนเราก็ดูแย่ เสน่ห์มันก็หายไปหมด มันจะเหลืออะไรให้คนชื่นชมในตัวเรา ว่าไหมครับ
พี่ว่าถ้าเราทำงานได้ดีและต้องดีมากๆ ด้วย เดี๋ยวมันจะเปลี่ยนจากเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเรื่องความสวย กลายเป็นเอาเราไปชื่นชมว่าขยันให้ได้แบบน้องคนนี้นะ มาตรงเวลาให้ได้แบบน้องคนนี้นะ ตั้งใจทำงานให้ได้แบบน้องคนนี้นะ เรื่องงานแบบนี้ต้องยกให้น้องคนนี้เลยนะ เพราะน้องเขาตัวจริง โอ๊ย! เท่กว่าคนชมว่าเราสวยเยอะเลยน้อง!
แต่เหนืออื่นใด พี่จะบอกความลับอย่างหนึ่งให้ รู้ไหมคนเราจะดูดีที่สุดตอนไหน หล่อที่สุดตอนไหน สวยที่สุดตอนไหน
ตอนที่มีความสุขไงล่ะ
ความสุขมันเริ่มจากการภูมิใจในตัวเองก่อน มองเห็นความพิเศษในตัวเอง ยอมรับข้อดีข้อเสียของตัวเองได้ และเชื่อว่ามันจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้ พอเรามีความสุขและทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย เราก็จะมีเสน่ห์ดึงดูดคนอื่นๆ ให้อยากอยู่ใกล้ อยากชื่นชม ใครจะอยากอยู่กับคนอารมณ์ไม่ดี โมโหอาละวาดฟาดงวงฟาดงาใส่คนอื่นตลอด
แค่มีความสุข เราก็สวยขึ้นแล้วน้อง
ว่าแต่… พี่ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าคนที่วิจารณ์หน้าตาคนอื่นนี่จะดูดีแค่ไหน ฮ่าๆ
ส่งคำถามดราม่าในที่ทำงานที่คุณสงสัยมาได้ที่อีเมล [email protected] หรืออินบ็อกซ์ไปที่ FB: ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
ภาพประกอบ: Nisakorn R.
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post คนไม่สวยไม่มีที่ยืนใช่ไหมคะ โดนที่ทำงานทักว่าไม่สวยทุกวันเลย appeared first on THE STANDARD.
]]>